The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือที่ระลึกงานประเพณีเจ้าแม่ทับทิมพิชัยประจำปี พ.ศ. 2555 จุดประสงค์เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ ทางวัฒนธรรมประเพณ๊ ตลอดจนคติ ความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายไหหลำ เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ผู้สนใจศึกษา และสร้างศรัทธาแก่ผู้กราบไหว้องค์เจ้าแม่ทับทิมพิชัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by CU for Sustainability, 2020-09-15 03:16:30

ประวัติศาลเจ้าแม่ทับทิมพิชัย

หนังสือที่ระลึกงานประเพณีเจ้าแม่ทับทิมพิชัยประจำปี พ.ศ. 2555 จุดประสงค์เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ ทางวัฒนธรรมประเพณ๊ ตลอดจนคติ ความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายไหหลำ เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ผู้สนใจศึกษา และสร้างศรัทธาแก่ผู้กราบไหว้องค์เจ้าแม่ทับทิมพิชัย

Keywords: ทับทิม,ไหหลำ

90 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผน่ ดนิ สยาม

ตานานท่ี 3

เจิ้งสุ่นเสิ้งเหนี่ยง 正顺聖娘 หรือ เจี๋ยต้นเต๋งเหนี่ยง

ตานานของเจง้ิ สนุ่ เสง้ิ เหน่ยี ง หรอื เจยี๋ ตน้ เต๋งเหนี่ยง ในสาเนียง
ไหหลา ปรากฏเรอ่ื งราวตงั้ แต่สมยั ราชวงศเ์ หลยี ง 1 ในยุค 5 ราชวงศ์10
อาณาจกั รของจีน ราว ค.ศ. 907–960 (ต่อจากสมยั ราชวงศถ์ ัง) แต่
ราชวงศเ์ หลยี งสบื ต่ออานาจมาจนถงึ ค.ศ.1125

เรอ่ื งราวเกดิ ข้นึ ตอนปลายราชวงศ์ถงั มีการก่อกบฎประชาชน
ตามชายแดน ขนั ทีครองอานาจบรหิ ารบ้านเมอื งอย่างเหมิ เกรมิ มีการ
แย่งชงิ อานาจกนั แม่ทพั จูเวนิ (จูเฉวยี นจง) สงั หารขนั ทที รงอานาจใน
ราชสานกั แลว้ สถาปนาตนเป็นจกั รพรรดิ ทาให้ราชวงศ์ถงั สน้ิ สุด บรรดา
หัวเมอื งต่างๆมกี ารแบ่งอานาจกนั เป็นห้าราชวงศ์ สิบอาณาจกั ร คือ
ราชวงศ์เหลียง ถัง จ้ิน ฮนั ่ และโจว โดยปกครองแถบลุ่มน้าฮวงโห
ตดิ ตอ่ กนั มาตามลาดบั สว่ นเขตลมุ่ แน่น้าแยงซเี กยี งกบั ดนิ แดนทางใต้ลง
ไปเกดิ เป็นรฐั อิสระอกี 10 รฐั รวมเรยี กวา่ สบิ อาณาจกั ร การแบง่ แยก
อานาจปกครองยคุ น้ีขาดเสถยี รภาพ ชวี ติ ของประชาชนเต็มไปดว้ ยความ
ลาบากยากแคน้ ซ่ึงความสมั พนั ธ์ระหว่างเกาะไหหลากบั จงหยวน (จีน
แผ่นดนิ ใหญ่) ไดแ้ ยกออกจากกนั ทงั้ น้ี เพราะการปกครองไดต้ กอยู่ใน
อานาจของชนเผา่ ล้อื

จนกระทงั ่ ถงึ สมยั ราชวงศเ์ หลยี ง ปรากฏวรี สตรที า่ นหน่ึงนามว่า
“ทา่ นหญงิ เจง้ิ สนุ่ ” จากการอบรมของท่านหญงิ และการสรา้ งแนวรว่ มของ
ชาวบา้ น ทาใหส้ ามารถปราบดนิ แดนอ่นื ๆ ให้อยู่ภายใตก้ ารปกครองของ

ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม 91

ราชวงศเ์ หลยี ง และทาใหผ้ คู้ นแถบดนิ แดนตมั เอ๋อบนเกาะไหหลากลบั มา
มคี วามสมั พนั ธ์ทด่ี กี บั จนี แผน่ ดนิ ใหญ่ดงั เดมิ

เพ่อื เป็นการระลึกถึงท่านหญิงเจ้งิ สุน่ วรี สตรผี สู้ รา้ งความเป็น
ปึกแผ่นให้กบั บ้านเมือง ชาวฮนั ่ ท่ีเกาะไหหลาจึงได้สร้างศาลเจ้าเพ่ือ
กราบไหว้ ราลกึ ถงึ คณุ งามความดขี องท่านหญงิ เจ้งิ สุ่น และเพ่อื เป็นการ
สดดุ วี สี ตรที ่านน้ี จงึ ไดม้ ยี กย่องใหเ้ ป็น เจา้ แมเ่ จง้ิ สนุ่ ถวายพระนามวา่

“陳村正顺懿美夫人” เฉนิ ชนุ่ เจ้งิ สนุ่ อเ้ี หมย่ ฟูเหยนิ

มคี วามหมายวา่ ทา่ นผหู้ ญงิ คณุ ธรรมเจง้ิ สนุ่ แห่งหมบู่ า้ นเฉิน

ตามประวตั เิ ล่ากนั วา่ ทุกปีในวนั ประสตู ิของเจ้าแม่เจ้งิ สนุ่ ใน
วนั ที่ 13 เดอื น 2 ตามปฏิทินจีนขาวจีนไหหลาทงั้ ท่ีอาศยั อยู่บนเกาะ
ไหหลา และทอี่ าศยั อยู่ในประเทศไทยจะจดั พิธเี ซ่นไหวเ้ จา้ แม่ และมกี าร
จดั งานเฉลมิ ฉลองดว้ ย โดยศาลเจ้าแม่ทับทิม (เจ้ิงสุ่นเส้งิ เหนี่ยง) ใน
ประเทศไทย ตงั้ อยู่แถวบางโพ กรงุ เทพมหานคร และศาลเจ้าแม่ทบั ทมิ ที่
ตลาดโพธทิ ์ อง จ.อ่างทอง ซงึ่ ประดษิ ฐานเจา้ แมถ่ งึ 3 พระองค์ โดยเจ้าแม่
เจ้งิ สนุ่ จะเป็นเจา้ แมอ่ งคท์ สี่ าม (ซามา่ ตามการเรยี กของคนในทอ้ งถนิ่ )

92 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแห่งแผน่ ดนิ สยาม

ตานานท่ี 4

ไท่ฮวั้ เสิ้งเหน่ียง 泰華聖娘 หรอื ไทหวาเต๋งเหนี่ยง

ตานานของไท่ฮวั้ เสง้ิ เหนี่ยง หรอื ไทหวาเต๋งเหน่ียงในภาษาจีน
ไหหลาเป็นเรอ่ื งราวปรมั ปรา ทเี่ กดิ ขน้ึ จากการเล่าขาน ไมไ่ ดม้ ตี วั ตนอยู่
จรงิ ในประวตั ศิ าสตร์ โดยตานานเล่าว่า ในกาลอดตี มปี ญั ญาชนผูห้ น่ึง
เดนิ ทางเขา้ เมอื งเพอ่ื สอบชงิ ตาแหน่งจอหงวน ระหวา่ งทางไดไ้ ดเ้ ขา้ พกั ที่
โรงเตย๊ี มเลก็ ๆแหง่ หน่ึง พอถงึ กลางคนื ไดย้ นิ เสยี งผคู้ นในโรงเต๊ยี มกล่าว
กนั วา่ “เจา้ หญงิ สาม เสดจ็ มา” สกั ครกู่ ม็ สี าวใชแ้ ห่กนั มาเป็นกลุ่ม ผคู้ นใน
โรงเตย๊ี มต่างกป็ ิดประตูไม่กล้าเปิดออกดู ส่วนเจา้ หญิงเขา้ มาแล้วกส็ รง
น้า พรอ้ มทงั้ สงั ่ ใหส้ าวใชอ้ อกตรวจตราดูความเรยี บรอ้ ยในโรงเตยี๊ ม สาว
ใชเ้ ม่อื ไปดูท่ีฝาหนังของห้องพกั ก็พบว่า บณั ฑิตหนุ่มแอบดูอยู่ จึงว่า
กล่าวไป แต่เมอ่ื เจา้ หญงิ ทราบกท็ ราบตาหนสิ าวใช้ และหา้ มปรามสาวใช้
ว่า “เขาคอื ปญั ญาชน ห้ามดหู มนิ่ ” หลงั จากนนั้ ทงั้ เจา้ หญงิ และบณั ฑติ
หนุ่มกไ็ ดพ้ ูดคุยกนั จนดกึ และเขา้ นอนพรอ้ มกนั จนวนั ร่งุ ข้นึ จึงพากนั
ออกไปชมเมอื ง เหล่าบรรดาสาวใชต้ า่ งกเ็ รยี กบณั ฑติ หนุ่มวา่ “ท่านเขย”

ภายหลงั เจา้ หญงิ ทราบว่า บา้ นของบณั ฑติ หนุ่มมฐี านะยากจน
จงึ มอบเงนิ ใหเ้ ป็นจานวนหลายหมน่ื ตาลงึ เพอ่ื ใหน้ าไปเลย้ี งดแู มท่ ช่ี รา ทงั้
คมู่ คี วามสมั พนั ธ์กนั จนมลี ูก 3 คน ต่อมาเจา้ หญงิ ไดร้ ะลึกหวนถงึ อดตี จงึ
กล่าวกบั บณั ฑติ หนุ่มวา่ “ขา้ นัน้ ไมใ่ ช่มนุษย์ พี่เจ้าจะต้องแต่งงานใหม่”
แต่บณั ฑติ หนุ่มไม่ยอม เจ้าหญิงก็กล่าวอย่างจริงจังอยู่หลายวัน จน
บณั ฑติ หนุ่มยอมทาตาม

ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม 93

ต่อมาเม่ือภรรยาของบัณฑิตหนุ่มเกิดความสงสัย จึงแอบ
ติดตามบณั ฑติ หนุ่มไป แล้วพบว่า บณั ฑติ หนุ่มเดนิ เขา้ ไปท่บี า้ นรา้ งอยู่
หลายวนั นางจงึ คดิ วา่ สามขี องนางถกู ปีศาจจ้งิ จอกหลอกมา นางจงึ ไปขอ
ผา้ ยนั ตจ์ ากหมอผใี นหมูบ่ า้ นเพ่อื แกเ้ คลด็ โดยนางแอบนาเอาผา้ ยนั ต์ใส่
ไปในเส้อื ของสามตี อนเดนิ ออกจากบา้ น เม่อื บณั ฑติ หนุ่มเดนิ ไปหาเจ้า
หญงิ ผา้ ยนั ต์กอ็ อกฤทธิ ์ เจา้ หญงิ ทราบดจี ึงไมย่ อมออกมาพบ และกล่าว
กบั บณั ฑติ หนุ่มวา่ “เจ้านนั้ มผี า้ ยนั ต์ตดิ ตวั วาสนาของเราสน้ิ สุดลงเพียง
เท่าน้ี” พร้อมทงั้ ให้ลูกทงั้ 3 คนของเจ้าหญิงมาพบกบั บณั ฑติ หนุ่มแล้ว
อาลาจากไป บณั ฑติ หนุ่มพยายามถามไถ่ชอ่ื เจ้าหญงิ แต่เจ้าหญิงกไ็ ม่
ตอบ เจา้ หญงิ ตอบเพยี งแต่ว่า “ขา้ นนั้ คอื เจ้าหญิงองค์ทสี่ ามแห่งเขาฮวั้

ซาน” (華山- ตวั เตม็ / 华山- ตวั ย่อ) คนรนุ่ หลงั ซาบซ้งึ ถึงน้าใจและ
คณุ งามความดขี องนาง จึงสรา้ งศาลท่ภี ูเขาและขนานนามวา่ “เจ้าแม่ไท่
ฮวั้ ”

เจ้าแมไ่ ท่ฮวั้ หรอื ไท่ฮวั้ เส้งิ เหนียง เป็นเจา้ แมท่ บั ทิมเดอื น 6
(ตามปฏิทินจนี ) มศี าลเจ้าท่ีตงั้ อยู่ในระเทศไทย คอื ศาลเจ้าแม่ไทหวา
(ของชาวจนี ไหหลา) ซง่ึ ตงั้ อยู่ทตี่ ลาดน้อย รมิ คลองผดงุ เกษม กรงุ เทพฯ

94 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม

海南文化

วิถีจีนไหหลา

ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม 95

征服者

จีนไหหลา: ผบู้ กุ เบิกแผน่ ดินสยาม

ชาวจีนไหหลาเป็นนกั เดนิ ทาง ท่รี กั การแสวงโชคและรกั ความ
สนั โดษ เพราะทะเลจีนตอนใต้ อนั เป็นทตี่ งั้ ของเกาะไหหลา “ไขม่ ุกแห่ง
แผ่นดินจีน” ซ่ึงเป็นประตูจีนเปิดสู่โลกกว้าง นาไปสู่ อินเดีย อาหรบั
จนถงึ กรกี โรมนั เมอ่ื พนั ปีก่อน ชาวจนี ไหหลาจงึ เป็นผเู้ ชยี่ วชาญการ
เดนิ ทางบนกองเรอื พาณชิ ยน์ าวขี อง “ซาปอกง” หรอื เจ้งิ เหอ ในสมยั ของ
จกั รพรรดหิ ย่งเล่อ ผบู้ ุกเบกิ เสน้ ทางสายไหมทางทะเล ท่ีเดินทางขา้ ม
ทวปี กเ็ ตม็ ไปดว้ ยลกู เรอื ชาวจนี ไหหลาทงั้ สน้ิ

96 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม

บกุ เบิกแผน่ ดินสยาม

ชาวจนี เดนิ ทางมายงั ประเทศไทยตงั้ แต่สมยั ใดนนั้ ไม่ไดม้ กี าร
จดบนั ทกึ ไวเ้ ป็นลายลกั ษณ์อกั ษรทแี่ น่นอน ทราบแต่เพียงว่า การอพยพ
ของชาวจนี เกดิ ขน้ึ เป็นระยะๆ โดยชว่ งเวลาทม่ี กี ารอพยพของชาวจีนมาก
ทสี่ ดุ คอื ชว่ งปลายราชวงศช์ งิ เพราะบา้ นเมอื งเกดิ วกิ ฤต ค่อนขา้ งรุนแรง
ทงั้ การฉ้อราษฎรบ์ งั หลวง สงคราม และปญั หาขา้ วยากหมากแพง ชาว
จนี ทางใต้จึงรวมกลุ่มกนั เพ่อื เดนิ ทางมาแสวงหาดนิ แดนทากนิ แห่งใหม่
โดยเลอื กทจี่ ะมายงั สยาม หรอื เสยี มโหล่ (暹羅) โดยชาวจนี กลุ่มแรกๆ
ทเ่ี ดนิ ทางมายงั สยามคอื “ชาวจนี ไหหลา”

ชาวจนี ไหหลาเคยกล่าววา่

“บนแผน่ ดนิ จนี หนาวเหน็บ แต่บนเกาะไหหลารอ้ นอุน่

บนแผน่ ดนิ จนี ความอดุ มสมบรู ณ์ แต่บนเกาะมแี ต่ความทุรกนั ดาร

บนแผน่ ดนิ จนี มคี วามเจรญิ แต่บนเกาะมแี ตก่ ารปา่ เถอื่ น

บนแผน่ ดนิ จนี มโี อรสแห่งสวรรค์ แต่บนเกาะรอบทะเลมมี งั กรรา้ ย”

ดว้ ยเพราะไหหลาเป็นเกาะทางใต้ ทงั้ สภาพภูมอิ ากาศ และ
ความสามารถในการเดนิ เรอื ของชาวไหหลา ประกอบกบั ปญั หาทางการ
เมอื ง และเศรษฐกจิ ทก่ี ล่าวถึงในขา้ งตน้ จงึ กลายเป็นแรงผลกั ดนั ให้ชาว
ไหหลาเดนิ ทางออกแสวงโชค เขา้ มาพง่ึ พระบรมโพธิสมภารเป็นกลุ่ม
แรกๆ ของชาวจนี

ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแห่งแผน่ ดนิ สยาม 97

เพราะตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ทงั้ ชาวจีนแต้จวิ๋ ฮกเกย้ี น
หรือกวางตุ้งเป็นผู้บุกเบกิ ท่ีแท้จริงในสยามตอนบนนอกจากชาวจีน
ไหหลา เห็นไดจ้ ากการสรา้ งศาลเจ้าในทางตอนเหนือของประเทศไทย
มกั จะเป็นศาลเจา้ ต๊ยุ บว้ ยเต๋งเหนย่ี ง (เจา้ แมท่ บั ทมิ ) ของชาวจีนไหหลาที่
เรยี งรายรมิ สายน้าตงั้ แต่ปากน้าโพไปจนสุดลาน้ายมและน่าน ตลอดจน
ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือของประเทศไทยบรเิ วณ นครราชสมี าและ
เมอื งทางตะวนั ออก เป็นต้น ซึ่งศาลเจา้ ท่เี ก่าแก่ท่สี ดุ ของชาวจนี ไหหลา
คอื ศาลเจา้ แมท่ บั ทมิ เชงิ สะพานกรงุ ธนฯ (ซงั ฮ้ี) เขตสามเสน อกี ทงั้ แผน่
หนิ จารกึ ขอ้ ความของศาลเจา้ ตา่ งๆทเี่ รยี งรายรมิ ลาน้าทางตอนเหนือของ
ไทยกล็ ้วนแล้วแต่กล่าววา่ ชาวจีนไหหลาคอื กลุ่มผบู้ ุกเบกิ ตงั้ รกรากใน
แผน่ ดนิ ไทยเป็นพวกแรก 20

นอกจากน้ียงั มขี อ้ เทจ็ จรงิ อหี ลายประการที่ช่วยอธบิ ายว่า ชาว
จนี ไหหลาคอื ผมู้ บี ทบาทสาคญั ในการบกุ เบกิ แผน่ ดนิ ไทยของชาวจีนกลุ่ม
อ่นื ๆ นับตงั้ แต่ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 จากขอ้ สนั นิษฐานของ
วลิ เลียม จี. สกนิ เนอร์ นักประวตั ิศาสตร์สงั คมจีนในประเทศไทย ได้
กล่าวถึงสาเหตุการอพยพของชาวจีนไหหลาไวว้ ่า เกิดข้นึ จากการปิด
เสน้ ทางการเดนิ เรอื ของเกาะไหหลาในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2343 – 241821
ทาใหช้ าวไหหลาอพยพออกมายงั ประเทสต่างๆ โดยอาศยั การใชส้ าเภา
เล็กเลาะเลียบชายฝงั ่ มาเร่อื ยๆ ซึ่งความสามารถในการเดนิ เรอื และ
สภาพภมู อิ ากาศทค่ี นุ้ เคย ทาให้การเดนิ ทางไปมาระหว่างเกาะไหหลา

20สกนิ เนอร์, จ.ี วลิ เลยี ม. สงั คมจนี ในประเทศไทย: ประวตั ศิ าสตร์เชงิ วเิ คราะห์.

(กรงุ เทพฯ: มูลนิธโิ ครงการตาราฯ, 2529), 83

21เร่อื งเดยี วกนั . 49

98 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม

และเมอื งสยามเกดิ ข้นึ บ่อยครงั้ ข้นึ ส่งผลให้ความสมั พันธ์ระหว่างนัก
เดนิ เรอื ชาวไหหลา กบั พอ่ คา้ ชาวสยามแน่นแฟ้นยงิ่ ขน้ึ ตามไปดว้ ย

ต่อมาเม่อื ชาวจีนเรมิ่ มกี ารอพยพออกจากแผ่นดนิ จีนกนั มาก
ย่ิงข้นึ เกดิ เป็นการขนถ่ายสินคา้ และอพยพผคู้ นดว้ ยเรอื กลไฟ เริม่ ข้นึ
ตงั้ แตป่ ี พ.ศ. 2413 จากความสามารถในการเดนิ เรอื และความชานาญใน
เสน้ ทาง ชาวจีนไหหลาจึงกลายเป็นผู้คุมเรือหรอื “ไต้ก๋งเรอื ”ในการ
เดนิ เรอื กลไฟซ่งึ เป็นเรอื ขนาดใหญ่เดนิ ทางจากเมอื งท่าท่ีสาคญั 2 แห่ง
แรกซ่ึงกค็ อื ท่าเรอื ซวั เถา บนแผ่นดนิ ใหญ่ และท่าเรอื ไห่โชว บนเกาะ
ไหหลา โดยเรม่ิ เป็นเที่ยวเรอื ไปยงั มะนิลาและสงิ คโปร์กอ่ น (ต่อมาจึงมี
เที่ยวเรอื เดนิ ทางมายงั กรุงเทพ โดยบริษทั การเดินเรอื ขององั กฤษ)22
เหมอื นทีช่ าวจีนแต้จิว๋ กล่าวไวว้ ่า “คนแต้จวิ๋ นงั ่ เรอื สาเภาฮกเกย้ี น มคี น
ไหหลาเป็นไตก้ ๋งเดนิ ทางมาสง่ ถงึ เมอื งไทย”

ช่วงสมยั ท่าเรือซวั เถา ท่าเรือไห่โขว

พ.ศ.2425-2435 92,196 13,047

พ.ศ.2436-2448 266,278 64,724

พ.ศ.2449-2460 582,456 105,548

รวม 940,390 183,319

ตารางการออกเดินทางสายตรงจากท่าเรอื ซวั เถา และไห่โขว มายงั

กรงุ เทพ ตามบนั ทึกของศลุ กากรจนี 23

22 เร่อื งเดยี วกนั . 50
23 China Trade Return, 1882-1921; Chinese Customs Decennial Reports.

ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม 99

ซวั เถาและไห่โขว จึงเป็นท่าเรอื ทอ่ี พยพชาวจนี มายงั แผน่ ดิน
ไทยอย่างเป็นทางการและเป็นเพียง 2 ท่าเรือท่ีเดนิ ทางโดยตรงมายงั
ประเทศไทย ดงั ตารางทแี่ สดงจานวนของผเู้ ดนิ ทางเพ่อื มาแสวงโชคและ
พงึ่ พระบรมโพธสิ มภารบนแผน่ ดนิ ไทย

มรรคาสมั มาชีพ

จากความสามารถทางอุตสาหกรรมเกย่ี วกบั ไมแ้ ละการต่อเรอื
ของชาวจีนไหหลาสง่ ผลให้ ชาวจีนไหหลาเป็นผเู้ รมิ่ ต้นบุกเบกิ แผ่นดนิ
สยามโดย เรม่ิ เดนิ ทางจากการต่อเรือและข้นึ ไปทางเหนือตามลาน้า
เจา้ พระยา หยดุ ทปี่ ากน้าโพ และเมอื งท่าต่างๆไปจนถงึ ลาน้ายมและน่าน
แต่อย่างไรก็ตาม ดว้ ยจานวนคนทนี่ ้อยกวา่ ชาวจนี แตจ้ ิ๋ว ประกอบกบั
บุคลิกของชาวจีนไหหลา ทีช่ อบสงั สรรค์ ช่างเจรจา แต่งตัวเก่ง
สังคมเก่ง หญิงทางานมากกว่าชาย แตกต่างจากชาวจีนแต้จิว๋ ท่ี
เดนิ ทางมาในลกั ษณะของการเป็นแรงงานรบั จา้ ง ชายหญิงชว่ ยกนั ทามา
หากิน และเริ่มทาการค้าจากทุนรอนเพียงเล็กน้อย ชาวจีนแต้จิ๋วจึง
เอาชนะและครองตลาดการคา้ และเศรษฐกจิ ไดม้ ากกว่าชาวจีนไหหลา
จนเคยมคี ากล่าวลอ้ เลยี นชาวจนี ไหหลากนั ต่อมา ซง่ึ เป็นคาถามของชาว
จนี ทวี่ า่ “มาเมืองไทยทาไม ?” ชาวจนี แต้จวิ๋ ตอบว่า “มาทามาหากิน
ให้เจริญรงุ่ เรอื ง” แต่ชาวจนี ไหหลาตอบวา่ “แคม่ าหาข้าวกิน”

ชาวจนี ไหหลาจงึ เลอื กทจี่ ะอย่ใู นเมอื งทา่ เลก็ ๆระหวา่ งพษิ ณุโลก
และอุตรดิตถ์มากกว่า ทาให้ชาวจีนไหหลากระจายตวั กนั อยู่ในเมอื ง
ดงั กล่าวเป็นจานวนมาก ทงั้ เมืองพิชยั ท่าสัก บางโพ (จ.อุตรดิตถ์)
สวรรคโลก (จ.สโุ ขทยั ) จนถงึ เดน่ ชยั (จ.แพร)่

100 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม

นอกจากทางภาคเหนอื แลว้ ชาวจีนไหหลากม็ กั จะอพยพไปยงั
ภาคใตข้ องประเทศไทย เชน่ เกาะสมยุ จ.สรุ าษฎรธ์ านี อาจเป็นเพราะวถิ ี
ชวี ติ ทผ่ี กู พนั กบั ทะเลและภมู ภิ าคทีเ่ ป็นเกาะ และแมว้ า่ ชาวจนี ไหหลาจะ
เป็นกลมุ่ แรกผบู้ กุ เบกิ แต่เมอ่ื มชี าวจนี ฮกเก้ยี นอพยพไปเป็นจานวนมาก
ชาวจีนไหหลาก็พอใจท่ีจะถอยไปเผชิญโชคมากกว่า ทาให้ดูไม่สู้
กระตอื รอื รน้ เพ่อื แข่งขนั กบั ชาวจนี กลุ่มอ่นื ดงั พระราชหัตถเลขาของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รชั กาลที่ 5 คราวเสด็จ
ประพาสแหลมมลายู ร.ศ.124 (พ.ศ.2448) ทรงบนั ทกึ วา่

“...เขากลา่ วตเิ ตยี นกนั อยูว่ า่ จนี ทม่ี าอย่แู ตก่ อ่ นเป็นพวกไหหลา
มากมกั ไมใ่ ครจ่ ะคดิ ทาการหากนิ ใหญโ่ ต...”24

จากบคุ ลิกนิสยั ส่วนตวั ของชาวจีนไหหลาท่ีรกั สนั โดษ ไม่มกั
มาก ใชช้ วี ติ ดว้ ยความสุข และความสามารถดา้ นงานชา่ งไม้ ธุรกจิ ของ
ชาวจีนไหหลาจึงเป็นธุรกจิ เกย่ี วกบั โรงไม้ โรงเล่ือย และตงั้ ถิน่ ฐานรมิ
แมน่ ้าเป็นหลกั

มขี อ้ เทจ็ จรงิ บางประการท่อี ธิบายถงึ ความสูญเสยี ของชาวจีน
ไหหลาในการคา้ 25 คอื

1. การมีทางรถไฟสายเหนื อจากกรุงเทพ เพราะใน
ช่วงแรก การสร้างทางรถไฟจึงเป็นแรงงานจากชาวจีน
แตจ้ วิ๋ และฮกเกย้ี นทม่ี าจากกรุงเทพ ซง่ึ เป็นแหล่งของชาว

24 กรรณิการ์ ตนั ประเสรฐิ . รายงานการวจิ ยั สนองพระราชประสงคเ์ ร่อื ง
นครศรธี รรมราชฯ. ทนุ สนับสนุนจากสภามหาวทิ ยาลยั หวั เฉยี ว
เฉลมิ พระเกยี รต.ิ (กรุงเทพฯ: ดา่ นสทุ ธาการพมิ พ์, 2540), 263.

25สกนิ เนอร์, จ.ี วลิ เลยี ม. สงั คมจนี ในประเทศไทย: ประวตั ศิ าสตร์เชงิ วเิ คราะห์. 88.

ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแห่งแผน่ ดนิ สยาม 101

จนี แตจ้ วิ๋ และฮกเกย้ี นอยู่แลว้ ประกอบกบั ชาวจนี ไหหลาไม่
ชอบทจี่ ะเป็นแรงงาน ทาใหเ้ กดิ เป็นสงั คมของชาวจนี แตจ้ วิ๋
และฮกเกย้ี นขน้ึ ตามลาดบั
2. การรบั เหมาสัมปทานหินของชาวจีนฮากกา (แคะ)
การสรา้ งทางรถไฟกลุ่มชาวจีนทเ่ี ป็นนายทุนในการจดั หา
หินคือชาวจีนฮากกา ท่มี ีความสามารถในการระเบิดหิน
จากบรเิ วณจงั หวดั สระบรุ ไี ปจนถงึ ชุมแสง (จ.นครสวรรค์)
ส่วนสมั ปทานไมห้ มอนรางรถไฟคือกลุ่มชาวจีนไหหลาที่
ประกอบอาชพี เกยี่ วกบั โรงเล่อื ยและช่างไมอ้ ยู่แลว้ ทาให้
ชาวจนี ฮากกาเรมิ่ อพยพและเขา้ มาตงั้ รกรากในเขตเมอื ง
ต่างๆทท่ี างรถไฟผา่ น ตลาดการคา้ บางสว่ นจึงถูกกลุ่มชาว
จนี ฮากกาเขา้ มามบี ทบาทมากกวา่
3. การบกุ เบิกดินแดนทางฝัง่ แม่น้าปิ งและวงั ของชาวจีน
แต้จิ๋วและฮกเกีย้ น ซงึ่ เป็นเมอื งท่าทางฝงั ่ ตะวนั ตกของ
ไทย ซงึ่ ใกล้กบั เขตย่างกงุ้ และจีนยูนนาน เกดิ เป็นการค้า
สนิ คา้ พ้ืนเมอื งระหวา่ งภูมภิ าค ซงึ่ กลุ่มชาวจนี แต้จวิ๋ และ
ฮกเก้ยี นให้ความสนใจ ภายหลังตลาดทางการคา้ สนิ ค้า
พน้ื เมอื งจากภมู ภิ าคเขา้ ส่กู รุงเทพ จึงกลายเป็นตลาดของ
ชาวจนี แตจ้ วิ๋ และฮกเก้ยี นทางเหนือฝงั ่ ตะวนั ตก คอื เมอื ง
ระแหง(จ.ตาก) ลาปางและเชยี งใหม่ มากกว่าทางเหนือฝงั ่
ตะวนั ออก (ซง่ึ เป็นของชาวจนี ไหหลา)

ชาวจนี ไหหลาจงึ เป็นกลุ่มชาวจีนท่ถี ูกต้อนและบกุ เบกิ การคา้ สู่
เมอื งต่างๆ เขา้ ไปยงั เขตอ่นื เร่อื ยๆของประเทศไทย ทงั้ ตอนเหนือและ
ตะวนั ออกเฉียงเหนือตามลาดบั ชาวจนี ไหหลาจึงกลายเป็นผคู้ ุมตลาด

102 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม

การคา้ ไมแ้ ละโรงเรอ่ื ยมากทส่ี ดุ รองลงมาคอื การประกอบอาชพี เกยี่ วกบั
อาหารและการคา้ วสั ดกุ อ่ สรา้ ง ที่แมจ้ ะไม่ร่ารวยทส่ี ดุ แต่กเ็ ป็นกลุ่มชาว
จีนทีร่ ่นื เริงที่สุด มกี ลุ่มสงั คมทเี่ ป็นเอกลักษณ์เฉพาะตวั จนกลายเป็น
เสน่ห์ของชาวไหหลามาจนถงึ ปจั จบุ นั

ชาวจนี ไหหลาในปัจจบุ นั

ปจั จบุ นั ชาวจนี ไหหลากระจายตวั อยู่ทวั ่ ทุกภมู ภิ าคของประเทศ
ไทย โดยสว่ นใหญ่จะตงั้ ถิ่นฐานอยู่บริเวณรมิ แม่น้าสายหลกั เป็นสาคญั
ซึง่ ประกอบสมั มาชพี ท่ีหลากหลาย ประกอบการคา้ เจริญรุ่งเรอื งเป็น
จานวนมากไมแ่ พช้ าวจนี กลุ่มอ่นื ๆ เพราะ

“กระทิงแดงRedblue ของตระกลู อยู่วิทยา ตระกลู นักธุรกิจทีม่ ี
ทรพั ยส์ ินมากทีส่ ุด อนั ดบั 3 ของประเทศไทย (ปี 2555) คือชาวจีน
ไหหลา

ภตั ตาคาร 13 เหรยี ญ กเ็ ป็นของชาวจีนไหหลา

รา้ นอาหารสีฟ้ า ทีเ่ ปิ ดสาขาอยทู่ วั ่ กรงุ เทพฯ กเ็ ป็นชาวจนี ไหหลา

เอม็ เค สุก้ี กย็ งั เป็นของชาวจีนไหหลา

ห้างสรรพสินค้า ในเครอื เซน็ ทรลั กย็ งั เป็นของชาวจีนไหหลาอกี

โรบินสนั บิก๊ ซี กข็ องชาวจีนไหหลา

ผนู้ าเข้านาฬิกา ราโด้(Rado) มิโด้ (Mido) ซิติเซ่น (Citizen) ทีข่ าย
ในไทย กค็ อื ชาวจนี ไหหลา”

ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม 103

นอกจากน้ี ยังมีตระกูลธุรกิจชาวจีนไหหลาช่ือดังท่ีประสบ
ความสาเรจ็ ในประเทศไทยทไ่ี ดล้ งทุนขยายฐานการผลิตและขยายตลาด
ไปยงั ดนิ แดนบา้ นเกดิ ทเ่ี กาะไหหลาอกี 6 ตระกลู คอื

- ตระกลู อยู่วิทยา (ตระกลู โคว้ ) ของคณุ เฉลยี ว อยวู่ ทิ ยา เจ้าพ่อ
กระทิงแดง ตงั้ โรงงานผลติ เครอ่ื งด่มื กระทิงแดงที่ตาบลตาโก
อาเภอเขง่ ไห่

- ตระกลู มหาดารงกลุ (ตระกลู โงว้ ) ไดไ้ ปตงั้ โรงงานผลติ นาฬกิ า
กล้องถ่ายรปู เครอ่ื งประดบั จิลเวอรี่ ส่งออก ทอี าเภอเข่งไห่
จงั หวดั ไห่โขว โดยธุรกิจดาเนินการมากว่า 10 ปี โดยการ
บรหิ ารงานของคณุ ชยั โรจน์ มหาดารงกลุ

- ตระกลู เอาฬาร (ตระกูลโอว) ไดไ้ ปทาธุรกจิ อสงั หารมิ ทรพั ย์
ธุรกจิ ทด่ี นิ และบา้ นจดั สรรทจี่ งั หวดั บนุ่ เซยี ง และ ไห่โขว

- ตระกลู โรจนสงั สวสั ด์ิ (ตระกูลเฮง) ไปทาธุรกจิ ภตั ตาคารท่มี ี
ชอ่ื เสยี ง ชอ่ื “หลง่ สวด”

- ตระกลู ผ้พู ัฒน์ (ตระกูลผู่) ทาบริษทั นาเข้าพืชผลทางการ
เกษตร ขา้ วหอมมะลิ สนิ คา้ โอทอป และบรษิ ทั นาเทยี่ ว

- ตระกลู หาญวรเกยี รติ (ตระกลู หา่ น) ทาธุรกจิ รบั เหมากอ่ สรา้ ง

เรยี กไดว้ า่ ชาวจนี ไหหลา กไ็ มใ่ ชเ่ พยี งแต่เป็นชาวจนี เจา้ สาราญ
ชอบเขา้ สงั คมเพียงเท่านัน้ แต่ชาวจนี ไหหลากเ็ ป็นชาวจีนกลุ่มหนึ่งซ่ึง
เป็นพลงั สาคญั ในการขบั เคล่อื นเศรษฐกจิ ของชาวไทย และสรา้ งความ

104 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม

รว่ มมอื ทางการคา้ กบั ประเทศจนี สรา้ งช่อื เสยี งให้กบั ประเทศไทยไมแ่ พ้

ชาวจนี กลมุ่ อ่นื ๆเชน่ กนั

ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม 105

木偶戲

ห่นุ กระบอก: อตั ลกั ษณ์แห่งชาติพนั ธ์ุ

หุ่นกระบอกหรอื 木偶戲(มเู่ อ่าชใี่ นสาเนียงภาษาจนี กลาง)
มหรสพที่ถือเป็นการละเล่นหน่ึงซง่ึ แสดงให้เห็นถงึ อตั ลกั ษณ์ของความ
เป็นชาวจนี ไหหลา และยงั ถอื เป็นต้นกาเนิดของหุ่นกระบอกของไทยอกี
ดว้ ย แต่ในปจั จุบนั หนุ่ กระบอกไหหลาหาชมไดย้ ากขน้ึ นัน่ เพราะ คณุ ค่า
ของมหรสพทแ่ี สดงออกถงึ ความเป็นตวั ตนคนไหหลา ไมไ่ ดร้ บั ความนิยม
ดงั เชน่ เคย ดว้ ยสภาพสงั คมและวถิ ีชวี ติ ท่เี ปลย่ี นแปลง ตลอดจนปจั จยั
ดา้ นเศรษฐกจิ หนุ่ กระบอกไหหลาจงึ แทบไม่มโี อกาสโลดเล่นอวดโฉมให้

106 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม

ลูกหลานชาวจนี ไหหลาไดช้ ่นื ชมและตระหนกั ถึงความเป็นตวั ตน และ
รากเหงา้ ของบรรพชนเมอ่ื ครงั้ เกา่ อกี ตอ่ ไป

บทความน้ี คดั ลอกและตัดตอนมาจากบทความเร่อื ง หุ่นจีน
ไหหลาในเมืองไทย ของอ.แสงอรุณ กนกพงศ์ชยั ในนิตยสารสารคดี
ฉบบั ท่ี 197 เดือน กรกฎาคม 2544 เพ่ือให้ลูกหลานชาวจีนไหหลา
ตระหนักถงึ การอนุรกั ษ์วฒั นธรรมท่เี ป็นดงั ่ อตั ลกั ษณ์บ่งบอกความเป็น
ตวั ตนคนจนี ไหหลา ใหค้ งอยู่เป็นมรดกคแู่ ผ่นดนิ ไทย ไม่ใชเ่ ป็นเพยี ง
ตานานการกลา่ วขานของคนรนุ่ ตอ่ ไปทม่ี องไมเ่ ห็นตวั ตนทีแ่ ทจ้ รงิ วา่ หุ่น
กระบอกไหหลามรี ปู ลกั ษณ์และการแสดงเป็นอย่างไร

จากการคน้ ควา้ ของ อรไท ผลดี ระบวุ ่าการเล่นหุ่นในเมอื งไทย
ปรากฏหลักฐานครงั้ แรกในสมุดไทยขาวสมัยสมเด็จพระนารายณ์
มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) จากเรอ่ื ง พระเนมริ าช ตอนพิธีราชาภเิ ษกมี
กล่าวถงึ มหรสพฉลองหลายอย่างโดยระบคุ าโบราณวา่ "หุ่นโขนไทยชวา"
นอกจากน้ีกพ็ บเอกสารจดหมายเหตุมากมายทีร่ ะบุถงึ การเล่นหุ่นหลาย
เชอ้ื ชาตใิ นสงั คมไทย ดงั นนั้ จงึ ไมใ่ ชเ่ รอ่ื งแปลกทส่ี งั คมไทยตงั้ แต่ครงั้ กรงุ
ศรอี ยุธยาจนมาถึง รตั นโกสนิ ทร์จะมีกล่าวถึงหุ่นชวา หุ่นพม่า หุ่นลาว
ห่นุ ทวาย ห่นุ มอญ หุ่นจนี เฉพาะหุ่นจนี น้ีชกั สายขา้ งบน ตากลอกไปมา
ได้ และระบุลงไปชดั เจนว่าเป็นของพวก "จีนจะจิว" หรือ แต้จิว๋ ดงั
ปรากฏในสมดุ ไทยขาววา่ "พวกจีนจะจิว ชกั หุ่นเล่นง้วิ บดิ พร้วิ ไปมา
เหลอื กตายกั คว้ิ เล่นงว้ิ ภาษา"

หุน่ จนี นนั้ มใิ ชม่ จี าเพาะหุน่ จนี แตจ้ วิ๋ เท่านนั้ ยงั มหี ุ่นจนี ฮกเก้ยี น
ดว้ ยและเป็นที่นิยมในหมู่เจา้ นายชนั้ สงู เช่น กรมพระราชวงั บวรวไิ ชย
ชาญ (วงั หน้าสมยั รชั กาลท่ี 5) ซง่ึ โปรดมาก ถึงกบั ให้ตงั้ คณะหุ่นจีนเป็น

ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม 107

ของพระองคเ์ อง โดยทาแบบ "หุ่นจนี ฮกเก้ยี น" ใชม้ อื ของผเู้ ชดิ สอดเขา้
ไปในหุ่น และใชน้ ้ิวของผู้เชดิ สอดเขา้ ไปบงั คบั คอหุ่นและมอื หุ่นทงั้ สอง
ขา้ ง ปจั จบุ นั ตวั ห่นุ เหล่าน้ียงั พอมใี หช้ มในพพิ ิธภณั ฑส์ ถานแห่งชาตพิ ระ
นครทส่ี นามหลวง คนรนุ่ เราควรหาโอกาสเขา้ ไปดทู าความรจู้ กั ไว้ เพราะ
ปู่ย่าตายายของเราชอบดูหุ่นจีนกนั มาก ถึงแก่มีหลักฐานว่าในสมัย
รชั กาลที่ 4 มกี ารเกบ็ ภาษแี สดงหุ่นจนี เท่ากบั หุ่นไทยทีเดยี ว คอื เกบ็ วนั
ละ 1 บาท ซงึ่ นบั วา่ ราคาสงู มากในสมยั นนั้

นอกจากน้ียังมีหุ่นจีนไหหลาอีกประเภทหนึ่งทเ่ี กิดทางเมอื ง
เหนือของไทยและคล่คี ลายเป็นหุ่นกระบอกไทยในสมยั ต่อมา หากจะ
เทยี บงา่ ยๆ วา่ ห่นุ จนี ฮกเกย้ี นซง่ึ เป็นตน้ เคา้ ของหุ่นกรมพระราชวงั บวรฯ
เป็นวฒั นธรรมในราชสานกั กอ็ าจกลา่ วไดว้ า่ หุ่นจนี ไหหลาจากเมอื งเหนือ
เป็นตน้ เคา้ ของหนุ่ กระบอกไทย

ห่นุ จนี ไหหลา กบั ห่นุ กระบอกไทย

ความเป็นมาของหุ่นจนี ไหหลาในเมอื งไทยนนั้ น่าสนใจไมน่ ้อย
และน่ารวู้ า่ ทาไมจงึ เรยี กหุ่นกระบอกไทยในชว่ งแรกว่า "หุ่นเลียนอย่าง
เมอื งเหนือ" ใน ราชกจิ จานุเบกษา เล่ม 90 หน้า 286 มหี ลกั ฐานว่าใน
พ.ศ. 2436 ได้มีหุ่นเลียนแบบเมืองเหนือแสดงในงานเฉลิมพระ
ชนมพรรษาทพ่ี ระราชวงั บางปะอนิ ซงึ่ กค็ อื ห่นุ กระบอก แต่เวลานนั้ ยงั ไม่
เรยี กหนุ่ กระบอก จากประวตั ศิ าสตรบ์ อกเล่าซึง่ คน้ ควา้ อย่างละเอียดโดย
อาจารย์จกั รพนั ธ์ุ โปษยกฤต เล่าวา่ นายเหน่ง ซึ่งเป็นคนอาเภอโกรก
พระ จงั หวดั นครสวรรค์ ไดเ้ ห็นการแสดงหุ่นจนี ไหหลา เกดิ ติดใจจึงคดิ
แกะหวั หุ่นข้ึนเป็นหุ่นไทยแต่ทาตัวหุ่นเลียนแบบหุ่นจีนไหหลา คือมี
กระบอกเป็นแกน นายเหน่งทงั้ รอ้ งและเชดิ หุ่นน้ี หุ่นกระบอกนายเหน่งมี

108 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม

ช่อื เสียงและถือกาเนิด ณ เมอื งสุโขทยั น่ีเอง เวลานนั้ ยังอยู่ในแผน่ ดนิ
รชั กาลท่ี 5 นอกจากน้ียงั มเี กลอของนายเหน่งชอ่ื ตาดดั ซึง่ เคยไปเชดิ หุ่น
กระบอกอยกู่ บั นายเหน่งพกั หนึ่ง ต่อมาจงึ ตงั้ คณะหุ่นของตวั เรยี กวา่ หุ่น
ตาดดั ทเ่ี มอื งพจิ ติ รอนั เป็นนิวาสสถานของตน บคุ คลสาคญั อกี คนหนึ่งท่ี
ทาให้หุ่นกระบอกไดร้ บั การจดจารเป็นลายลักษณ์ครงั้ แรก คอื หม่อม
ราชวงศเ์ ถาะ พยคั ฆเสนา สรปุ ความวา่

“...พ.ศ. 2435 สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดารงรา
ชานุภาพ เสดจ็ ไปตรวจราชการเมอื งเหนือ คุณเถาะไดต้ ามเสดจ็ ดว้ ยใน
ฐานะพีเ่ ล้ียงพระโอรสเสด็จในกรม พระยาศรีธรรมศุภราช (ครุฑ
หงสนนั ท์) ผสู้ าเรจ็ ราชการเมอื งสโุ ขทยั ไดจ้ ดั หนุ่ กระบอกมาเล่นให้ดูและ
เล่าว่า นายเหน่งเห็นหุ่นจนี ไหหลาจงึ เอาอย่างมาคดิ ทาเป็นตวั หุ่นไทย
และคดิ กระบวนรอ้ งตามรอยหุ่นไหหลามคี นชอบจึงเลยเทยี่ วเล่นหากนิ
หมอ่ มราชวงศเ์ ถาะเกดิ ความคดิ ทจี่ ะเล่นหุ่นจงึ ทูลขอเงนิ สมเดจ็ กรมพระ
ยาดารงราชานุภาพไปลงทุนทา จึงเกดิ หุ่นกระบอกขน้ึ ในกรุงเทพฯ ราว
พ.ศ. 2436 แตแ่ รกมกั เรยี กวา่ ห่นุ คณุ เถาะ...”

หากพจิ ารณาจากมติ ติ ่างๆ และบคุ คลทม่ี สี ว่ นเกยี่ วขอ้ งคอื นาย
เหน่ง ตาดดั และคณุ เถาะ ในระยะเวลาไล่เล่ียกนั คอื ช่วงสมยั รชั กาลที่ 5
สว่ นสถานทเ่ี กดิ เหตุคอื สโุ ขทยั พิจิตร เราคงไดข้ อ้ สรุปเบอ้ื งต้นว่า ใน
สมยั รชั กาลท่ี 5 เกิดห่นุ กระบอกซ่ึงได้ต้นเค้ามาจากห่นุ จีนไหหลา
ซ่ึงนิยมเล่นในแถบภาคเหนือช่วงสุโขทัย พจิ ิตร สง่ิ ทีค่ วรพจิ ารณาเป็น
พเิ ศษคอื หนุ่ ไหหลานนั้ นิยมกนั มากในแถบภาคเหนือ ซง่ึ เป็นถนิ่ ฐานของ
ชาวจนี ไหหลาทอี่ พยพเขา้ มาพงึ่ พระบรมโพธสิ มภาร และเราจะทาความ
เขา้ ใจเชอ่ื มโยงเรอ่ื งราวอน่ื ๆ ต่อไป

ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม 109

ห่นุ จนี ไหหลาในบรรยากาศจนี ไหหลา

กล่าวไดว้ า่ การตอ่ อายขุ องหนุ่ จนี ไหหลาในปจั จุบนั กค็ อื กจิ กรรม
แกบ้ นน่ีเอง อาจมบี า้ งทค่ี ณะกรรมการศาลเจา้ จะจดั ให้เล่นในวนั เกดิ เจ้า
แม่ เจ้าพ่อ ที่ชาวไหหลานับถือ ซ่ึงผู้ตดิ ค้างสนิ บนกจ็ ะมาทาพิธีแกใ้ น
คราวนัน้ เลย จากการสอบถามคณะแสดงทาให้ทราบว่าปจั จุบนั เหลือ
คณะเลน่ หุ่นจีนไหหลาเพียงสองคณะเท่านนั้ ในเมอื งไทยคอื คณะผนั ่ วา
กบั หย่งุ วา ทน่ี ่าสนใจอกี ประการคอื หุ่นไหหลามกั จบั เล่นเร่อื งประเภทมี
ความสุขในตอนจบและมกั จะไม่คอ่ ยเล่นเรอ่ื งรบราฆา่ ฟนั เลอื ดตกยาง
ออก อย่าง สามก๊ก นีจ่ ะไมค่ อ่ ยเล่นงานแกบ้ น ตรงน้ีอาจเป็นเพราะ สาม
กก๊ เป็นเรอ่ื งใหญ่ มตี วั ละครสาคญั ๆ มาก เคร่อื งถนิมพิมพาภรณ์กค็ งจะ
มากเรอ่ื ง ดงั นนั้ การเลอื กเลน่ เรอ่ื งชาวบา้ นพน้ื ๆ คงจะเหมาะสมกวา่

ส่วนเคร่ืองดนตรีประกอบถึงแม้จะมีน้อยช้นิ ทว่าแต่ละช้นิ ก็
น่าสนใจ เชน่ ซออู้ ซออ้ี ปี่ โหล กลอง เต้ง โหมง่ กก (เรยี กอีกชอ่ื วา่ บงั
บนั ่ หรอื กลองไม้ ลกั ษณะเป็นกลองสเ่ี หลี่ยมผืนผ้าขนาดย่อม) ส่วน
ทานองเพลงหุ่นไหหลาน้ีฟงั ดคู ล้ายๆ ทานองเพลงงว้ิ ไหหลา คอื หวาน
เจ้อื ย น่าสงั เกตวา่ ไมพ่ บทานองเพลงสงั ขาราอย่างในเพลงในหุ่นกระบอก
ไทย ดงั นนั้ การทก่ี ลา่ ววา่ หุ่นจนี ไหหลาเป็นตน้ เคา้ ของหุ่นกระบอกไทยก็
ไมผ่ ดิ เพยี งแต่มกี ารปรบั เปลย่ี นสว่ นทเ่ี ป็นหวั ห่นุ และทานองเพลงเท่านนั้
แตแ่ กนของห่นุ ยงั เป็นกระบอกเหมอื นกนั รวมทงั้ วธิ ชี กั เชดิ ดว้ ย

ความน่าประทับใจอกี ประการหนึ่งของการชมหุ่นไหหลากค็ ือ
โรงหุ่น กล่าวคือ เม่อื แรกเห็นหีบไม้ของคณะหุ่นวางเรยี งรายบนตัง่
(นงั ่ รา้ น) ของโรงห่นุ กด็ ไู มน่ ่าสนใจอะไรมากนกั ตอ่ เมอ่ื คณะมากนั พรอ้ ม
เพรยี ง เขากช็ ว่ ยกนั ประกอบฝาสองดา้ นครง่ึ แลว้ ยกขน้ึ มาลอ้ มรา้ นท่วี า่ น้ี

110 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผน่ ดนิ สยาม

กจ็ ะไดโ้ รงหุ่นขนาดกะทดั รดั ในพรบิ ตา อธบิ ายง่ายๆ คอื หน้าโรงมมี ่าน
เป็นจอครง่ึ หน่งึ สาหรบั เชดิ หุ่นออกมาเล่น สว่ นสองขา้ งมฝี าและหลงั โรง
เปิดโลง่

หุน่ จนี ไหหลาน้ี นอกจากทีศ่ าลเจ้าแมท่ บั ทิมเชงิ สะพานกรุงธน
(ซงั ฮ้)ี เขตสามเสน กจ็ ะมที ศี่ าลเจา้ ของชาวจนี ไหหลาอีกสองสามแห่งใน
กรงุ เทพฯ เชน่ ศาลเจา้ รางบวั (ศาลเจ้ากวนอู) หมู่ 6 แขวงบางหวา้ เขต
ภาษเี จรญิ เป็นศาลเกา่ มงี ว้ิ หุ่น ปีละครงั้ นอกจากน้ียงั มที ศี่ าลเจา้ เจยี ว
เอง็ เบย้ี ว หรอื ศาลเจา้ เกา่ ของชาวจีนไหหลาย่านบางรกั มงี ้วิ ไหหลาเล่น
ชว่ งหลงั ตรษุ จนี และวนั เกดิ เจ้า ศาลน้ีจึงมงี ว้ิ ปีละมากกวา่ หน่ึงครงั้ ศาล
เจ้าแม่ทับทิม (อกี แห่งหนึ่ง) ศาลน้ีอยู่ที่แขวงปากคลองภาษีเจรญิ เขต
ภาษเี จรญิ มหี ุ่นไหหลาเล่นดว้ ยตามเทศกาล ส่วนศาลเจ้าจนี ไหหลาใน
ต่างจงั หวดั เชน่ พจิ ติ ร สวรรคโลก อุตรดติ ถ์ ฯลฯ นนั้ ไมม่ งี ว้ิ ไหหลาหรอื
หุ่นไหหลาแล้ว เพราะคณะที่เล่นต้องเดินทางไปจากกรุงเทพฯ เสีย
ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เพราะฉะนัน้ การคงอยู่ของวฒั นธรรม เช่น ง้ิว
ไหหลา หรอื หุ่นกระบอกจีนไหหลานอกจากจะไดร้ บั การอุปถมั ภ์จากคน
จนี ไหหลาในสงั คมไทยแลว้ ยงั ข้นึ อยู่กบั คนไทยทุกคนท่ีหากจะยงั เห็น
คณุ คา่ ของศลิ ปะการชกั เชดิ หุ่นให้โลดแล่นอยู่ในสงั คมไทยมาตงั้ แต่ครงั้
โบราณ

ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม 111

ห่นุ กระบอกไหหลา และโรงเลน่

112 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม

食品

อาหารการกิน

อาหาร ถือเป็นอีกหนึ่งสญั ลกั ษณ์ที่แสดงถึงความเป็นตัวตน
ความเป็นอตั ลกั ษณ์ของชาตพิ นั ธ์ุ เน่ืองดว้ ยรสชาตขิ องอาหารจะเป็นตวั
บ่งบอกถึงบคุ ลิก ลกั ษณะนิสยั ของชนชาตินนั้ ดว้ ย ชาวจนี ไหหลากม็ ี
เอกลกั ษณ์และวฒั นธรรมการกนิ ที่บ่งบอกถึงความเป็นตวั ตน สะทอ้ น
ภาพของสงั คม วถิ ีชวี ติ และวฒั นธรรมเชน่ เดยี วกนั โดยอาหารของชาว
จนี ไหหลาทม่ี ชี ่อื เสยี งและเป็นท่ีนิยม คงจะหนีไม่พ้น ขา้ วมนั ไก่ไหหลา
แต่อาหารการกนิ ของชาวไหหลาไม่ไดม้ เี พยี งเท่าน้ี หากแต่ยงั มอี าหาร
คาวหวานอกี มากมาย ทล่ี กู หลานชาวจนี ไหหลา”จาเป็น”ตอ้ งรู้

ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม 113

ขนมจีนไหหลา (粗粉汤)

ขนมจนี ไหหลา (หงบู่ ๊ะฮนั ) หรอื ซูเฟินถางในสาเนียงภาษาจนี
กลาง (粗粉汤) พูดงา่ ยๆคอื ซปุ เน้อื ใสเ่ สน้ หมี่ เป็นอาหารชนิดหนึ่งท่ี
เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทย ลกั ษณะคล้ายกบั วฒั นธรรมการกิน
ขนมจีนน้าเง้ยี ว ของคนไทย โดยขนมจนี ไหหลา เป็นการนาเอาเน้ือววั
สว่ นพ้นื ทอ้ งมาต๋นุ กบั เครอ่ื งพะโล้ มลี กั ษณะคล้ายก๋วยเตยี๋ วน้า กนิ คูก่ บั
ผกั กาดดองสบั ถวั ่ ลสิ งควั ่ (ต่อมาดดั แปลงจากเน้ือววั มาใช้ คากิ หรอื ขา
หมู เพ่ือให้มคี วามแพรห่ ลายมากกว่า เน่ืองจากชาวจีนในปจั จุบนั ไม่
นยิ มกนิ เน้อื จากความเชอ่ื เกย่ี วกบั พระโพธสิ ตั วก์ วนอิม) ซง่ึ ปจั จุบนั มกี าร
ดดั แปลงสตู รขนมจนี ไหหลาเพ่อื ใหเ้ ขา้ กบั วฒั นธรรมการกนิ ของคนไทย
มากขน้ึ

สตู รขนมจนี ไหหลาน้ี เป็นสูตรไหหลาตน้ ตารบั โดยมสี ่วนผสม
และเครอ่ื งปรงุ ดงั น้ี

เครื่องปรงุ น้าซปุ

- เน้ือววั สว่ นพน้ื ทอ้ ง หรอื ขาหม+ู คากิ ประมาณ 1 กก.

-ผา้ ขร้ี ว้ิ ดา เป็นเครอ่ื งในววั 1ขดี (ขน้ึ อยกู่ บั ความชอบ)

-หวั ไชเทา้ 1 หวั หรอื ใชม้ นั แกวแทน จะหวาน อรอ่ ยกวา่

-รากผกั ชี กระเทยี มทบุ พรกิ ไทย โป๊ยกกั้ อบเชย ขา่

-ปรงุ รสดว้ ย ซอี วิ๊ ดา ซอี วิ๊ ขาว น้าปลา เกลอื น้าตาลทราย

ทงั้ หมดต๋นุ รวมกนั จนเน้อื เป่ือยนุ่ม

114 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม

เมอ่ื เน้อื เป่ือยนุ่มดแี ลว้ ใสแ่ ป้งเทา้ ยายม่อม ประมาณ 1/4 ถว้ ย
ตวง เพ่อื ใหเ้ กดิ ความขน้ เหนียว (ไมต่ อ้ งมาก)

เวลากนิ จะตอ้ งใสส่ ว่ นประกอบอ่นื ๆในชามดงั น้ี

-เสน้ ขนมจนี ไหหลา (海南粉) (หรอื เสน้ บะหมสี่ าเรจ็ รูปที่ทา
จากแป้งสาลี เพราะในเมอื งไทยคอ่ นขา้ งหายาก)

-หน่อไมไ้ ผต่ งลวก พอประมาณ

-ถวั ่ ลสิ งทอด /ควั ่

-งาขาวควั ่

-ผกั กาดดองเปรย้ี ว

-ผกั ชี ตน้ หอมซอยไวโ้ รยหน้า

เคร่อื งปรงุ รส

-เกยี มโก่ย หรือกะปิไหหลา (海南特供/ 虾酱) เป็นกะปิแบบน้า
กลนิ่ จะหอมกวา่ ของไทย (หาซอ้ื ไดท้ ต่ี ลาดเกา่ เยาวราช) ถา้ หาเกยี มโกย่
ไมไ่ ด้ ใหใ้ ชก้ ะปิอย่างดผี สมน้า และเตา้ หยู้ ้แี ดง บดใหเ้ ขา้ กนั

-กระเทยี ม พรกิ ขห้ี นูสบั งาควั ่ คนใหเ้ ขา้ กนั

ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม 115

ขนมจีนไหหลา
เกยี มโก่ย หรอื กะปิ ไหหลา 海南特供 - 虾酱

116 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม

ขา้ วมนั ไก่ไหหลา (海南鸡饭)

“ขา้ วมนั ไกไ่ หหลา” หรอื ไหหลาโกยบุย ในสาเนียงภาษาจีน
กลางเรยี กว่า “ไห่หนานจีฟ่าน” (海南鸡饭) ขา้ วมนั ไก่น้ีถือเป็น
อาหารเมนูหนึ่งทปี่ รงุ โดยใชไ้ กพ่ นั ธเุ์ หวนิ ซาง ซง่ึ เป็นไกส่ ายพนั ธุ์ที่ข้นึ ช่อื
มากของเกาะไหหลา ในเกาะไหหลาน้ีมเี น้ือสตั วอ์ ยู่ 4 อย่างไดแ้ กไ่ กพ่ นั ธุ์
เหวนิ ซาง (文昌鸡) แพะพนั ธุ์ตงซาน (东山羊) ปูพนั ธ์ุเหอเล่อ (
和乐蟹) และเป็ดพนั ธเุ์ จยี จี (加积鸭)

ขา้ วมนั ไก่น้ีภาษาจนี เรยี กว่า “จีฟ่าน” (鸡饭) แปลวา่ ”ขา้ ว
กบั ไก”่ แต่ถา้ เรยี กอย่างชาวไหหลาแทๆ้ แลว้ จะเรยี กว่า “จีเป้ย” (鸡糒)
แปลวา่ “ไกก่ บั ขา้ วแห้ง” ซง่ึ ขา้ วแหง้ น้ีหมายถงึ ขา้ วแห้งสาหรบั ใชพ้ กไป
กนิ เวลาเดนิ ทาง เพราะขา้ วมนั ของชาวจนี ไหหลาจะแห้งกว่าขา้ วมนั ไก่
ปกติ (แตก่ ไ็ มแ่ ขง็ กระดา้ ง) เพราะความนุ่มและความชมุ่ ของไกจ่ ะลงตวั
กบั ขา้ วมนั พอดี

ไก่เหวินซางคืออะไร

ไกเ่ หวนิ ซาง หรอื ไกบ่ นุ่ เซยี งในภาษาจนี ไหหลา (文昌鸡)
ดงั ทกี่ ล่าวในขา้ งต้น ไก่เหวนิ ซางเป็นหน่ึงในอาหารทขี่ น้ึ ชอ่ื 4 ชนิดของ
เกาะไหหลา อนั ประกอบดว้ ย ไก่ แพะ เป็ดและปู ซงึ่ ไก่เหวนิ ซางเน้ือ
หวานมนั แต่ไมเ่ ลยี่ น

ไกเ่ หวนิ ซางน้ีจะมลี กั ษณะพเิ ศษในการเล้ยี ง กล่าวคอื กอ่ นจะ
นามาเชอื ด 30 วนั จะมกี ารขนุ ไกด่ ว้ ยอาหารต่างๆ ไดแ้ ก่ ถวั ่ แปบ เคก้
มะพรา้ ว เน้ือมะพรา้ ว ใบฟานซือ (蕃茨叶 เป็นสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง

ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม 117

หน้าตาคลา้ ยใบตน้ ตีนตุ๊กแก) ข้าวสาร น้ามนั ถวั ่ น้ามนั ตบั ปลา มาต้ม
ผสมกนั ใหไ้ กก่ นิ บางทถี งึ ขนั้ ผสมกามะถนั ไปดว้ ยกม็ ี

แหล่งเพาะพนั ธุ์ไก่เหวินซางท่ีดังท่ีสุด มาจากเขตเหวนิ ซาง
หรอื บนุ่ เซียง (文昌县)หมู่บา้ น ถานหนิว (谭牛) ซง่ึ ตงั้ อยู่
ท า ง ทิศ ต ะ ว ัน อ อ ก เ ฉี ย ง เ ห นื อ ข อ ง ไ ห ห ล า ซึ่ ง ถือ ว่า เ ป็ น พ้ืน ท่ีดีท่ีสุ ด
เพราะวา่ ตน้ ไทรทข่ี น้ึ ในหมบู่ า้ นน้มี ลี กั ษณะเดน่ เมลด็ ไทรมคี ณุ ประโยชน์
ทาใหข้ นุ ไกไ่ ดด้ ี

ลกั ษณะของไก่เหวนิ ซางน้ีจะมรี ูปร่างอ้วนป้อม ปีกเล็กขาสนั้
ปกตแิ ลว้ ชาวจนี ไหหลานยิ มรบั ประทานไกเ่ หวนิ ซางที่ปรงุ โดยวธิ กี ารตม้
ซง่ึ คนไหหลาจะเรยี กวา่ กนิ แบบ “ไป่เชยี่ ” ซ่งึ แปลว่า “หนั ่ ขาว” (白切)
ตามลกั ษณะการหนั ่ ไกอ่ อกมาแล้วเน้ือยงั เป็นสขี าว ซึ่งช้นิ ไก่ของชาวจีน
ไหหลา เวลาหนั ่ จะมขี นาดใหญม่ ากกวา่ การหนั ่ หรอื สบั ไกข่ องชาวจนี กลุ่ม
อน่ื ๆ สะท้อนถึงลกั ษณะนิสยั ของชาวจีนไหหลาที่ว่า "ชาวจีนไหหลาให้
ความสาคญั กบั การกนิ กนิ อยา่ งมคี วามสขุ ไมต่ ระหนีเ่ วลากนิ "

วธิ ีการตม้ ไกเ่ หวนิ ซางของชาวไหหลากไ็ มไ่ ดย้ ุ่งยาก เพียงแค่
น้าไกไ่ ปตม้ ในน้าเดอื ดเหมอื นกบั วธิ กี ารตม้ ไกท่ วั ่ ๆไปของจนี ในพ้นื ทีอ่ ่นื ๆ
อย่างไรกต็ ามลกั ษณะพเิ ศษของไกเ่ หวนิ ซางตม้ ความอรอ่ ยจะอยู่ท่นี ้าจ้มิ
ที่จะมสี ่วนผสมของขงิ สด กระเทียม น้าตาลทรายขาว น้าเกลือ และน้า
มะนาว ทาใหข้ า้ วมนั ไกไ่ หหลาคอื ตานานของความอรอ่ ยที่เล่อื งลือไปทวั ่
เพราะไกช่ น้ิ โต เน้อื สขี าว หวานนุ่มไมเ่ ลยี่ น ประกอบกบั น้าจ้มิ ทีม่ รี สชาติ
เป็นเอกลกั ษณ์เฉพาะตวั อกี ทงั้ รสชาตขิ องน้าจ้มิ ยงั เขา้ กนั ไดด้ กี บั วถิ ีการ
กนิ ของชาวไทย ทชี่ อบรสชาตจิ ดั จา้ นคลา้ ยน้าจ้มิ อาหารทะเล ทาใหข้ า้ ว
มนั ไกไ่ หหลาเป็นทนี่ ิยมของชาวจนี และชาวไทยอย่างปฏเิ สธไมไ่ ด้

118 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม

ไก่เหวินซาง (บนุ่ เซียง)
ไก่สบั “ไป่ เชี่ย” กบั มะนาว น้าจิ้มสตู รไหหลา และกระเทียมเจยี ว

ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแห่งแผน่ ดนิ สยาม 119

ขนมอ่บี วั ๊ ะ (薏粑)

ขนมอบี่ วั ๊ ะ (薏粑) หรอื ขนมเข่งมะพรา้ ว(小吃椰子糕)
เป็นขนมท่ีใช้ในพิธีกรรมของชาวจีน รูปแบบเหมอื นกบั ขนมเข่งใน
ประเทศไทย เพียงแต่สตู รดงั้ เดมิ นนั้ กระทงทาจากใบมะพร้าว มไี สท้ า
จากเน้ือมะพร้าวกวนกับผลไม้แห้ง และเคร่ืองปรุงต่างๆ หาก
เปรยี บเทยี บกบั ขนมเหนียนเกาหรอื ขนมเข่งของจนี แผน่ ดนิ ใหญ่ ความ
แตกต่างจะอยู่ตรงที่ ขนมอ่ีบวั ๊ ะ จะทามาจากกะทิกบั แป้ง ส่วนขนม

เหนียนเกา(年糕) หรอื ขนมเขง่ ของจนี แผ่นดนิ ใหญ่ จะเป็นขนมท่ที า
จากแป้งและน้าตาลแดง เน้ือจะไม่น่ิมเท่าขนมอีบ่ วั ๊ ะ ซง่ึ ขนมอบี่ วั ๊ ะจะมี
ลกั ษณะคลา้ ยกบั ขนมเขง่ ของชาวไทยเชอ้ื สายจนี

โดยอาจสนั นิษฐานไดว้ า่ ขนมเขง่ ในประเทศไทยน่าจะดดั แปลง
มาจากขนมอบี่ วั ๊ ะหรอื ขนมเขง่ มะพรา้ วของชาวจนี ไหหลา ดว้ ยเพราะตาม
ประวัติศาสตร์ ชาวจีนกลุ่มแรกๆ ในประเทศไทยตามหลกั ฐานทาง
ประวตั ศิ าสตรข์ อง วลิ เลยี ม จ.ี สกนิ เนอร์ นกั ประวตั ศิ าสตรผ์ มู้ ชี ่อื เสยี ง ท่ี
ศกึ ษาเรอ่ื งของชาวจนี ในประเทศไทย กล่าวไวว้ ่า ชาวจนี ไหหลาคอื กลุ่ม
ชาวจนี กลุ่มแรกๆทเ่ี ขา้ มาบกุ เบกิ ทามาหากนิ ในสงั คมไทย นาวฒั นธรรม
จีนเขา้ มาในประเทศ ประกอบกบั รสชาตแิ ละเน้ือสมั ผสั ที่ทาให้ น่ากนิ
และ กนิ งา่ ย กวา่ ขนมเหนยี นเกา (ขนมเขง่ ดงั้ เดมิ ของชาวจนี ) ทาใหข้ นม
เขง่ ทที่ าจากกะทิ ไดร้ บั ความนิยมมากกวา่

นอกจากน้ีชาวไทย นิยมกนิ ขนมท่ีทาจากส่วนผสม 3 อย่าง
เป็นทนุ เดมิ อยูแ่ ลว้ ซง่ึ สว่ นผสมทงั้ 3 อย่างคอื มะพรา้ ว น้าตาล และแป้ง

(หรอื ขา้ วเหนียว) ถือเป็นสงิ่ สาคญั พ้นื ฐานในการทาขนมไทยเดมิ อาทิ

120 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม

ขนมสอดไส้ ขนมขา้ วตม้ มดั ขนมต้มแบบไทย เป็นตน้ เมอ่ื ชาวจีนมาอยู่
ในประเทศไทย ขนมอบ่ี วั ๊ ะจงึ ไดร้ บั ความนิยมมากกวา่ การทาขนมเหนียน
เกาเพราะมคี วามสอดคลอ้ งกบั วฒั นธรรมการกนิ ของไทยมากกวา่ นนั ่ เอง

สตู รดงั้ เดมิ ตามประเพณีชาวจนี ไหหลา ขนมเขง่ ไหวเ้ จ้าจะทา
แบบมไี ส้ ซง่ึ มที งั้ ไสถ้ วั ่ และไสผ้ ลไมม้ งคล โดยเรม่ิ จากเตรยี มเข่ง ทาจาก
ใบมะพร้าวอ่อน จับเป็นรูปกระทงแปดเหล่ียม เพราะเลขแปด ถือเลข
มงคลของชาวจนี สว่ นวธิ กี ารทาไส้ จะผดั น้าตาลปี๊บกบั ผลไมแ้ หง้ ทงั้ หมด
มีเน้ือมะพร้าวขูด พุทราจีน ฟกั เช่ือม ถัว่ ผิวส้มตากแห้ง ใส่เป็นตัว
สดุ ทา้ ย ทาใหม้ กี ลนิ่ หอม เสรจ็ แลว้ กจ็ ดั การตกั ใสเ่ ขง่ ปชู นั้ แรกดว้ ยแป้ง
ขา้ วเหนยี วบางๆ ใสไ่ สล้ งไป ชนั้ บนราดดว้ ยแป้งขา้ วเหนียวผสมหวั กะทิ
จากนนั้ นาน่งึ ในลงั ถงึ จนขนมสกุ

ตามบนั ทึกของชาวจนี ไหหลาในหลายพ้นื ที่ ทงั้ ในประเทศจีน
และประเทศไทยต่างกใ็ ชข้ นมอบี่ วั ๊ ะในการประกอบพิธกี รรมสาคญั ไมว่ า่
จะเป็นประเพณีในรอบปี หรอื พิธกี รรมเซ่นไหวใ้ นโอกาสสาคญั ๆต่างๆ
เป็นขนม “คบู่ ญุ ” กบั ขนมจนิ เด จนเรยี กไดว้ า่ ชาวไหหลา ขาดขนม 2
อยา่ งน้ีไมไ่ ด้

ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม 121

ขนมจินเด (珍袋)

ขนมจนิ เด(珍袋) เป็นขนมทมี่ อี ย่ใู นประวตั ศิ าสตรจ์ ีน ปรากฏ
บนั ทกึ ตงั้ แต่สมยั ราชวงศถ์ งั (เมอื งหลวงขณะนนั้ คอื ฉางอนั ) ถือเป็นขนม
ของราชสานกั ตามบนั ทกึ ในบทกวชี มเคร่ืองคาวหวานของ หวงั ฟนั ่ จ่ือ

(王梵志) โดยเรยี กช่อื ขนมชนิดน้ีว่า ลู่ตุย (碌堆) ซึ่งขนมจินเดน้ี
ปรากฏอยู่โดยทวั ่ ไปในประเทศจนี โดยชอ่ื ของขนมขน้ึ อยู่กบั การเรยี ก

ตามพ้ืนที่ต่างๆ เช่น จีนทางตอนเหนือเรียก มาถวน (麻糰) ทาง

ตะวนั ออกเฉียงเหนือของจนี เรยี ก มาหยวน (麻圆) เป็นตน้ แต่ละพ้นื ที่

กจ็ ะมเี อกลกั ษณ์ต่างกนั ทางตอนเหนือจะเป็นไสถ้ วั ่ หรอื เตา้ ซา (豆沙)
ไสล้ กู บวั แต่สาหรบั จนิ เดของชาวจนี ไหหลา จะเป็นขนมทมี่ ขี นาดของลูก
ใหญ่กวา่ ทอ่ี น่ื และมไี สท้ มี่ กี รรมวธิ ใี นการทาซบั ซน้ กวา่ ดว้ ย

จินเด (หรอื เจ้ียนตุย 煎堆 ในสาเนียงภาษาจีนกลาง ส่วน
ภาษากวางตุง้ เรยี ก จินโดย้ ) หรอื ขนมลูกงาทอด เป็นขนมที่สะทอ้ นวถิ ี
ชวี ติ ดงั้ เดมิ ของชาวจนี ไหหลา ซง่ึ ขนมชนดิ น้ีถอื เป็นขนมมงคลโดยนัยยะ
ของขนมจินเดจะมี 2 ความหมายคอื ความหมายจากสว่ นประกอบของ
ขนม และรูปลกั ษณ์ท่ีมีรปู ทรงกลมสีทอง เพราะสว่ นประกอบหลกั ดา้ น

นอกคอื งา ภาษาจีนเรยี กว่า จ้ือหมา( 芝麻) ซ่ึงไปพ้องกบั คาท่ีมี

ความหมายวา่ ถี่ หรอื หนาแน่น 密密麻麻 (หม้หี ม้หี มาหมา) งาจึง
หมายถงึ ความเจรญิ รงุ่ เรอื ง ชาวจนี ไหหลาเชอ่ื วา่ ยงิ่ ทาขนมจินเดลูกใหญ่
เท่าไหร่ กจ็ ะหมายถงึ ความโชคดแี ละร่ารวยมากยิ่งข้นึ ขนมจินเด เป็น
ขนมทนี่ ิยมกนั อย่างแพรห่ ลายทงั้ บนแผน่ ดนิ ใหญ่ในประเทศจีนและเกาะ
ไหหลา ปจั จุบนั มีการทาไส้ขนมออกมาหลากหลายรูปแบบ ทัง้ ไส้

122 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม

ชอ็ กโกแลต ไสค้ รมี ซง่ึ ไสข้ นมจินเดรสชาตดิ งั้ เดมิ ของชาวจนี ไหหลานนั้
จะทามาจากฟกั กวนผสมกบั ถวั ่ ลูกบวั ผิวส้มตากแหง้ และผลไมแ้ ห้ง
มงคลต่างๆ ห่อดว้ ยแป้งแลว้ คลุกดว้ ยงา จากนนั้ จะนาไปทอด ขนมจึงมสี ี
เหลอื งทอง คลา้ ยกบั กอ้ นทองนนั ่ เอง

นอกจากน้ีช่อื ของขนมจินเดในภาษาจีนคอื เจ้ียนตุย ทาให้
สามารถท่ตี งั้ ข้อสนั นิษฐานไดอ้ ีกวา่ ขนมจินเดยังส่งอทิ ธิพลสูข่ นมไทย
ประยุกต์ชนิดหน่ึงซ่ึงก็คอื ขนมลูกตุย(อีตุย)หรอื ขนมซาลาเปาทอด
เพราะทงั้ ชอ่ื ทลี่ งทา้ ยดว้ ยคาวา่ “ตยุ ” แลว้ รปู ลกั ษณ์ภายนอกและไสข้ นม
กย็ งั มลี กั ษณะและรสชาตคิ ลา้ ยกนั อกี ดว้ ย

ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม 123

ขนมบวั ๊ ะเกยี้ (粑仔)

ขนมบวั ๊ ะเก้ยี หรือโบ๊กเก้ยี (粑仔) ในปจั จุบนั เป็นขนมท่ี
ดดั แปลงมาจากอาหารว่างชนิดหน่ึงของชาวจีนไหหลา ซึ่งเดิมนัน้
เรยี กวา่ ซปุ เสน้ แป้งเถาขไ้ี ก่ (鸡屎藤粑仔汤) ซงึ่ ตวั เสน้ แป้งจะทา

มาจากต้นเถาข้ไี ก่ (雞屎藤) ซ่งึ เป็นพืชสมุนไพรลม้ ลุกในทอ้ งถิ่น
ไมไ่ ดม้ กี ารใสเ่ ครอ่ื งอ่นื ๆ รบั ประทานเป็นซปุ รอ้ น

แต่เม่อื เขา้ มาในเมอื งไทยมกี ารดดั แปลงโดยทาเป็นขนมวาน
ตระกลู น้าแขง็ ไส โดยมกี ารใส่น้าเช่อื มและเคร่อื งอ่ืนๆ อาทิ เฉาก๊วย
ขา้ วโพด ฯลฯ ใสป่ ระกอบดว้ ย ซง่ึ ขนมหวานอยา่ ง “บวั ๊ ะเกย้ี ” แคช่ ่อื ยงั ไม่
คนุ้ หสู าหรบั คนไทย แตส่ าหรบั คนจนี ไหหลาน่าจะรจู้ กั ดี เพราะเป็นขนม
หวานทมี่ เี ชอ้ื สายมาจากประเทศจนี แผน่ ดนิ ใหญ่ ลกั ษณะเป็นแป้งเหนียว
สขี าวคลา้ ยลอดชอ่ ง สาหรบั แป้งขนมบวั ๊ ะเกย้ี จะใชแ้ ป้งขา้ วเจา้ นามานวด
จนเหนียว และใชม้ อื ปนั้ ทลี ะชน้ิ คล้ายเสน้ ลอดช่องมสี ขี าวหรอื อาจเพ่ิม
สสี นั ดว้ ยสเี หลอื ง แลว้ นามาตม้ ในน้าเดอื ดเพยี งไม่นาน แลว้ มานาลวกใน
น้าเยน็ กจ็ ะไดเ้ สน้ บวั ๊ ะเกย้ี ใส เหนียวนุ่ม รบั ประทานคู่เครอ่ื งเคยี งธญั พชื
นานาชนิดทัง้ ถัว่ แดง เม็ดบัว แปะก๊วย มันเช่ือม วุ้นมะพร้าว และ
เฉาก๊วย เพมิ่ ความหวานดว้ ยน้าเช่อื มจากน้าตาลทรายแดง และเย็นฉ่า
จากน้าแขง็ บดละเอยี ด

ขนมบวั ๊ ะเกย้ี หรอื น้าแขง็ ไสไหหลา ยงั มฝี าแฝดอีกชนิดหน่ึงคอื
ตู่ฮ้น ซึ่งเกิดจากใช้เส้นขนมเพียงอย่างเดยี ว แล้วใส่ในน้าเช่อื มก็จะ
กลายเป็นขนมลอดชอ่ งไหหลา หรอื ตฮู่ น้ นนั ่ เอง

124 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม

เส้นขนมบวั ๊ ะเกยี้

ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม 125

อาหารการกินของชาวไหลายังมอี ีกมากมาย แต่เน่ืองด้วย
ขดี จากดั ของการวางรูปเล่ม จึงขอพูดในที่น้ีดว้ ยเมนูอารท่นี ิยมบางสว่ น
ซงึ่ อาหารการกนิ ทแ่ี สดงความเป็นตวั ตนของชาวไหหลายงั มอี ีกมากมาย
ทงั้ ข้าวเหนียวหวาน (โบย๊ บวั ๊ บยุ ), หม่ีหวาน (เอียมหม)่ี , ขาหมตู ้มถวั ่
ลิสง (ดคู าตูเ่ ตาเหยี่ยน), ขาหมตู ุ๋นเหด็ หอม (ดูคาพ่าเหล่า), ก้านเผอื ก
ดองผดั กะปิ (เอาห่วยส่าเก่ียมโก่ย), ข้าวต้มมนั เทศ (ฮวนั ตู่ต๊ก), หมู
อบ (ดบู า่ กนั ), ต้มหวั ไชเท้า (ไสเฮ่าควดั ), ผดั จบั ฉ่ายไหหลา (สา่ ตบั
ไส, สา่ ซฮ๊ี น้ ) หรอื แมแ้ ต่ตน้ ตารบั ของ “หมโู คะ ไกโ่ คะ” ทคี่ นไทยรจู้ กั กนั ดี
กเ็ ป็นนวตั กรรมอาหารทด่ี ดั แปลงมาจาก หวั ปลาอินทรีโคะ (โขห้ ู่เฮ่า)
ของคนจนี ไหหลาดว้ ยเชน่ กนั

อาหารทก่ี ลา่ วถงึ น้ีตา่ งกม็ ที มี่ าและประวตั ิที่น่าสนใจ แสดงออก
ถงึ ความเป็นรากเหงา้ ของคนไหหลา ทม่ี คี วามเป็นอตั ลกั ษณ์แตกต่างจาก
ชาวจนี กลมุ่ ๆ (อนั เน่อื งมาจากสภาพภมู ปิ ระเทศทเี่ ป็นเกาะ) ผเู้ ขยี นหวงั
วา่ จะมโี อกาสไดถ้ า่ ยทอดความรเู้ หล่าน้ีในโอกาสหน้า หากมกี ระแสตอบ
รบั เป็นทนี่ ่าพอใจ

126 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแห่งแผน่ ดนิ สยาม

โตะ๊ ไหวเ้ จา้ งานแห่เจา้ แม่ทบั ทิมพิชยั
เทพเจ้าแห่งชาวจีนไหหลา

中國傳統

ประเพณีสาคญั ในรอบปี ของจนี

128 ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี

ประเพณีสาคญั ในรอบปี ของจนี

ประเพณีสาคญั ของชาวจีนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
ประเพณีในรอบชวี ิต มีทงั้ หมด 5 ประเพณี (รบั ขวญั เด็ก การผา่ นชว่ ง
อายหุ รอื ชกุ ฮวยอง๊ึ แต่งงาน แซยดิ และพธิ กี งเต๊ก) และประเพณใี นรอบปี
มที งั้ หมด 8 ประเพณี ซึ่งรอบปีของชาวจนี ประเพณีดงั้ เดิมที่มาจาก
ประเทศจนี นนั้ จะประกอบไปดว้ ย ประเพณสี าคญั 8 ประเพณไี ดแ้ ก่

1 除夕 ฉูซี หรอื ประเพณตี รษุ จนี 2 元宵 หยวนเซยี ว

3 清明 เชง็ เมง้ 4 立夏 ลเิ ซย่ี

5 端午 ตวนอู่ 6 中元 จงหยวน

7 中秋 จงชวิ 8 冬至 ตงจ่อื

ซงึ่ แต่ละประเพณจี ะมกี ารกาหนดวนั ไวช้ ดั เจนตามจนั ทรคติ ซึ่ง
เป็นปฏิทินทีช่ าวจนี ใชม้ าเป็นเวลานับพนั ปี โดยประเพณีต่างๆเท่ากบั
เป็นการย้าเตือนวนั เวลาท่ีสาคญั ของชาวจีน กล่าวคอื บา้ นไหนไม่มี
ปฏทิ นิ กใ็ ชว้ นั สาคญั เหล่าน้ีเป็นการเรม่ิ ตน้ ของฤดูไดเ้ ชน่ กนั เพราะ แต่
ละประเพณจี ะใชว้ นั เรม่ิ ตน้ และวนั กงึ่ กลางของฤดนู นั้ ๆ

ตามจนั ทรคติเดอื นหนงึ่ มี 29-30 วนั 1 ปี มี 12 เดอื น 354-355 วนั

ตามสรุ ิยคติเดอื นหน่ึงมี 30-31 วนั 1 ปี มี 12 เดอื น แบง่ เป็น 4 ฤดู
ฤดหู นึ่งมี 6 ปกั ษ์ 1 ปี มี 365-366 วนั

ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี 129

เน่ืองจากปีจนั ทรคตนิ อ้ ยกวา่ ปีสรุ ยิ คตอิ ยู่ 10 วนั ประมาณ 3 ปี
ใสอ่ ธกิ มาสครงั้ หนึ่ง (19 ปี มอี ธกิ มาส 7 ครงั้ ) ปีอธกิ มาสมี 13 เดอื น เช่น
ปี พ.ศ. 2555 น้ีจีนใส่อธิกมาสเดือน 7 (มีเดอื น 7 สองหน) วธิ ีน้ีทาให้
เดอื นกบั ฤดไู มค่ ลาดเคลอ่ื นกนั

ฤดกู าลของจนี แบง่ เป็น 4 ชว่ ง คอื ชนุ เซย่ี ชวิ ตง

เดอื น 1 2 3 เป็นชว่ งชงุ 春 (ฤดใู บไมผ้ ล)ิ

เดอื น 4 5 6 เป็นชว่ งเซยี่ 夏 (ฤดรู อ้ น)

เดอื น 7 8 9 เป็นชว่ งชวิ 秋 (ฤดใู บไมร้ ว่ ง)

เดอื น 10 11 12 เป็นชว่ งตง 冬 (ฤดหู นาว)

โดยเรมิ่ จาก ฉูซี กจ็ ะเป็นวนั แรกของฤดใู บไมผ้ ลิ หยวนเซียว
จะเป็นวนั ทพี่ ระจนั ทรเ์ ตม็ ดวงวนั แรกในฤดใู บไมผ้ ลิ เช็งเม้งเป็นวนั กลาง
ฤดใู บไมผ้ ลิ ลิเซ่ียเป็นวนั เรมิ่ ต้นฤดรู อ้ น ตวนอู่เป็นวนั กลางฤดูรอ้ น จง
หยวนเป็นวนั กงึ่ กลางปี เรมิ่ ต้นฤดใู บไมร้ ว่ ง จงชิวเป็นวนั กลางฤดูใบไม้
รว่ ง ตงจื่อเป็นวนั กลางฤดหู นาว

ในอดตี กาล วนั สาคญั ต่างๆเหล่าน้ีมไี ว้เพ่ืออะไร คาตอบคอื
เป็นวนั ท่แี สดงออกถงึ ความเป็นสงั คมเกษตร ย้าเตอื นใหเ้ กษตรกรรวู้ นั
เวลา ซงึ่ การเกษตรทส่ี าคญั ของจนี โบราณคอื การทานา มกี าหนดแน่นอน
ตามฤดกู าล คอื "วสนั ต์ไถหวา่ น คมิ หนั ต์เติบโต สารทเกบ็ เกย่ี ว เหมนั ต์
เกบ็ เขา้ ยงุ้ ฉาง" (สารทหมายถงึ ฤดใู บไมร้ ว่ ง ชว่ งกลางปี)

130 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี

แต่ละฤดู คนจนี ไหว้อะไร

สิ่งท่ีต้องทาความเข้าใจคือ คนจีนนัน้ โดยส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพ
เกษตรกรรม ซงึ่ เกษตรกรรมทที่ ากนั มากทสี่ ดุ คอื การทานา โดยขา้ วของ
จนี มี 3 ตระกลู ใหญ่ คอื

ตระกลู ขา้ วฟา่ ง (สู่ และ จ้ี หรอื ซู่) ลกู เดอื ย ขา้ วโพด รวมอยู่ใน
ตระกูลน้ี / ตระกลู ขา้ วสาลแี ละขา้ วบาร์เลย์ (ไม่) / ตระกูลขา้ วเจ้า ขา้ ว
เหนียว (เตา้ ) ตระกลู แรกใชเ้ วลาสนั้ เกบ็ เกย่ี วไดก้ อ่ น ตระกูลหลงั ใชเ้ วลา
ยาว เกบ็ เกย่ี วไดท้ หี ลงั

ในคมั ภรี ์กว่ นจ่อื วรรณกรรมสาคญั ยุคจนั้ กวั ๋ บรรพชงิ จงั (การ
หนกั เบา) กลา่ วถึงการใชผ้ ลเกบ็ เกยี่ วบูชาบรรพบุรษุ และไหวพ้ ระจนั ทร์
ไวว้ า่

"นับจากปกั ษ์เซีย่ จ้ือ (ครษี มายัน-รอ้ นสุด) ไป 46 วนั ส้นิ ฤดู
คมิ หนั ตเ์ รมิ่ ฤดสู ารท (คอื วนั ลชี่ วิ ) ขา้ วฟ่างสกุ โอรสสวรรคน์ าไปเซ่นสรวง
พระเทพบดิ ร (เทพบรรพชน) อนั วา่ ขา้ วฟ่างเป็นขา้ วรสดที สี่ ดุ พระเทพ
บดิ รนนั้ แลคอื บคุ คลสาคญั ของประเทศ บรรพชนผมู้ คี ณุ ูปการอนั ยงิ่ ใหญ่
เป็นมหาเทพบดิ ร มคี ณุ ูปการน้อยเป็นจุลเทพบดิ ร ไมม่ คี ุณูปการใดๆ ไม่
นบั เป็นพระเทพบดิ ร บรรพชนผมู้ คี ณุ ูปการควรถวายตาแหน่งในปราสาท
เทพบดิ รแลรบั การเซ่นสรวง ผไู้ มม่ คี ณุ ูปการควรยนื ดูอยู่ขา้ งนอก บรรพ
ชนควรบชู าเพราะผลงาน ไม่ใช่บชู าเพราะเป็นญาติ โอรสสวรรค์จาแนก
ความดคี วามเลวแลว้ จงึ เซ่นสรวงบชู าผมู้ คี ณุ งามความดี

นบั จากปกั ษเ์ ซยี่ จอ้ื (ครษี มายนั ) ไป 92 วนั เรยี กว่าปกั ษ์ชวิ จ้อื
(ชิวเฟ็น-สารทวษิ ุวตั ) ปกั ษ์น้ีข้าวกล้า (ข้าวเหนียว ข้าวเจา้ ) สุก โอรส

ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี 131

สวรรคน์ าไปไหวพ้ ระจนั ทร์ ตงั้ ปะราพธิ ปี า่ วประกาศแก่ราษฎรว่านีค่ อื พธิ ี
ไหวพ้ ระจนั ทร"์

ตามวฒั นธรรมจีน ถอื ว่าบรรพชนสาคญั กว่าเทวดา ตอ้ งไหว้
กอ่ น ฉะนนั้ จึงใชข้ า้ วฟ่างซึ่งสุกกอ่ นและเป็นขา้ วรสดี (ได้รบั ยกย่องว่า
เป็น "ราชาแห่งธัญชาติ") บูชาพระเทพบิดรก่อนในปกั ษ์ล่ีชิ ว ซึ่ง
ประเพณีนี้เป็นที่มาของเทศกาลสารทจีน สว่ นขา้ วเหนียว ขา้ วเจ้าสุก
ทหี ลงั ใชไ้ หวพ้ ระจนั ทรซ์ งึ่ เป็นเทพประจาธรรมชาตอิ งคห์ นึ่ง

คนจนี โบราณเคารพธรรมชาตมิ าก โอรสสวรรค์ถือวา่ ฟ้าเป็นพ่อ
ดนิ เป็นแม่ พระอาทิตย์เป็นพี่ชาย พระจนั ทร์เป็นพสี่ าว มพี ิธีเซ่นสรวง
ธรรมชาติประจาฤดูทงั้ ส่ี คอื ฤดใู บไมผ้ ลิบูชาพระอาทิตย์ ฤดใู บไมร้ ่วง
บชู าพระจนั ทร์ ฤดรู อ้ นบชู าพระธรณี (ดนิ ) ฤดูหนาวบชู าสวรรค์ (ฟ้า) ใน
คมั ภรี ์หลจ่ี ้ี (คมั ภรี ์วฒั นธรรมประเพณี วรรณกรรมยุคจนั้ กวั ๋ ) ตอนหน่ึง
กล่าวว่า "โอรสสวรรค์เซ่นสรวงพระอาทิตย์ในฤดูใบไมผ้ ลิ เซ่นสรวง
พระจนั ทรใ์ นฤดูใบไมร้ ่วง เซ่นสรวงพระอาทิตย์ตอนกลางวนั เซ่นสรวง
พระจนั ทรต์ อนกลางคนื "

การเซน่ ไหวบ้ รรพชนและเทพเจา้ ของชาวจนี ถอื เป็นประเพณีท่ี
เกา่ แกท่ ส่ี ดุ ในประวตั ิศาสตร์ เพราะถอื กาเนิดขน้ึ กอ่ นลทั ธิความเช่อื และ
ศาสนาทงั้ หลาย ทาใหก้ ารบชู าบรรพบรุ ษุ เป็นสงิ่ ทห่ี ยงั ่ รากลกึ ลงในจิตใจ
และวถิ ชี วี ติ ของชาวจนี จนไมส่ ามารถแยกออกจากกนั ได้ ซึ่งในอดตี การ
เซน่ ไหวบ้ ูชาบรรพบรุ ุษและเทพเจา้ นนั้ มกั จะมกี ารบชู าดว้ ยสตั ว์ คลา้ ย
การบูชายญั คือเป็นการบูชาด้วยหัวของสตั ว์ใหญ่ หรือบูชาด้วยสตั ว์
ทงั้ ตวั ทพี่ ง่ึ ฆา่ โดยจะใช้ ววั หมแู ละแพะ ขน้ึ อยกู่ บั ความศรทั ธาและกาลงั

132 ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี

ปจั จยั ต่อมากม็ กี ารปรบั เปลย่ี น เพ่ิมเติมเป็นอาหารท่ปี รงุ เสรจ็ เพ่ือใหผ้ ู้
ไหวส้ ามารถนามารบั ประทานไดท้ นั ที เป็นตน้

ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 133

ประเพณีจีนของชาวจีนอพยพ

เม่ือชาวจีนอพยพมายังประเทศไทย ขนมประเพณีต่างๆ
เหล่าน้ีก็ไม่ไดเ้ ลือนหาย ยงั คงยึดถือปฏบิ ตั ิสบื ต่อกนั มา เพราะแต่ละ
ประเพณีทาให้ชาวจีนย้าเตือนถึงรากเหง้าของตน แต่ละประเพณีมี
ประวตั ิความเป็นมาท่ียาวนาน มีคุณค่าทางประวตั ิศาสตร์ ตลอดจน
ผนวกเอาประเพณีการบชู าบรรพบรุ ษุ ทเี่ ป็นประเพณีเก่าแก่ทสี่ ุดของชาว
จนี เขา้ ไวด้ ว้ ย เปรยี บเสมอื น เครอ่ื งมอื ทใี่ ชค้ อยย้าเตอื นวนั เวลา ไม่ให้ลมื
ตน ลืมรากเหงา้ และแสดงความกตญั ญูต่อบรรพบรุ ุษ ธรรมชาติ และ
สรา้ งวนิ ยั ใหก้ บั ตนเอง

การประกอบพธิ ีกรรมต่างๆในแต่ละประเพณีมคี วามแตกต่าง
กนั ทงั้ ในสว่ นของ ชว่ งเวลา สง่ิ ทใี่ ชใ้ นการประกอบพธิ ี การละเลน่ หรอื แม่
แตพ่ ้นื ทขี่ องชาตพิ นั ธ์ุ ตลอดจนความเขม้ ขน้ และการให้ความสาคญั ของ
ประเพณีตา่ งๆ เพราะการประกอบพธิ ีกรรมในประเพณีนอกจากจะสรา้ ง
“กาลงั ใจ” แลว้ ยงั นามาซงึ่ “ความมนั ่ ใจ” ในการประกอบอาชพี อกี ดว้ ย

ประเพณีจีนทัง้ 8 นัน้ มีเข้ามาในประเทศไทยทัง้ หมด 7
ประเพณี ยกเวน้ ประเพณีลเิ ซี่ย โดยบางตารามกี ารกล่าวถงึ “เทศกาล
กินเจ” ผนวกเขา้ ไวด้ ว้ ย ซง่ึ หากพจิ ารณาตามหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์
นนั้ เทศกาลกนิ เจ เดมิ ทเี ป็นเทศกาลกนิ ผกั ของชาวจีนฮกเก้ยี นในแถบ
ภาคใต้ของประเทศไทยเพยี งเท่านัน้ ไม่ไดป้ รากฏบนั ทกึ การกนิ เจของ
ชาวจีนกลุ่มอ่ืนแต่อย่างใด เพียงแต่ในช่วงหลังๆ การประชาสมั พันธ์
ประเพณีดงั กล่าวเผยแพรไ่ ปทวั ่ ชาวจนี กลุ่มอ่นื จงึ ใหค้ วามสนใจมากขน้ึ
(เพราะในทางปฏิบัติแล้ว สานักสงฆ์ฝ่ายจีนและอนัมนิกาย ก็ฉัน
ภตั ตาหารเป็นภตั ตาหารเจอยู่แล้ว ไม่น่าจะมสี ่วนในประเพณีหลกั ของ

134 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี

ชาวจนี กล่มุ อ่นื แตอ่ ย่างใด) ซงึ่ ทงั้ 7 ประเพณีต่างกเ็ ป็นประเพณีร่วมของ
ชาวจีนทุกกลุ่มเช้ือชาติในสงั คมไทย ในท่ีน้ีจึงจะขอกล่าวถึงเพียง 7
ประเพณี

1 ในประเพณีทงั้ 7 นนั้ ประเพณไี หวพ้ ระจนั ทร์ เป็นประเพณีท่ี
ชาวจีนไหหลาไม่ได้มีการประกอบพิธีกรรม แม้ชาวจีนไหหลาจะไม่
ปรากฏการประกอบพิธีกรรมการไหวพ้ ระจนั ทร์และให้ความสาคญั ใน
ประเพณีดงั กลา่ ว แต่กย็ งั มกี ารเซน่ ไหวเ้ ทพเจา้ และบรรพบุรุษ ในฐานะที
เป็นวนั สาคญั ในทางปฏทิ นิ จนี กล่าวคอื เป็นวนั กลางฤดใู บไมร้ ว่ ง ที่ชาว
จีน จ ะแ ส ดง ค วา ม กต ัญ ญู ต่อ เ ท พ เ จ้า แ ล ะ บ รร พ บุรุษ ใ นก า รเ ก็ บเ ก่ีย ว
ผลผลติ ทผ่ี า่ นมา

ภาพวาด การบชู าบรรพบรุ ษุ ของจกั รพรรดิจนี ในอดีต

ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี 135

ภาพจาลองการบชู าเทพเจา้ ของจกั รพรรดิจีนในอดีต
การบชู าเทพเจ้าของมณฑลหหู นาน ด้วยหวั ของววั หมู และแพะ

136 ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี

春節

ตรษุ จีน: สวสั ดีปี ใหม่

พธิ กี รรมน้ีเรม่ิ ต้นข้นึ ตงั้ แต่วนั ส่งเจา้ เตาไฟขน้ึ สวรรค์26 (13-15
ค่า เดอื น 12 ตามปฏทิ นิ จีน) ชาวจีนเชอ่ื ว่าความสาคญั ของเทพเจา้ เตา
ไฟน้ีคอื เทพเจา้ เตาไฟเป็นเสมอื นเทพเจ้าที่มหี น้าท่ตี รวจตราดแู ลรกั ษา
ความสงบเรยี บรอ้ ยภายในบา้ น ในทุกพ้นื ทีข่ องทุกๆหลังคาเรอื นต่างกม็ ี

26 เจา้ เตาไฟ ตามคตคิ วามเชอ่ื ของชาวจนี โบราณ เช่อื วา่ เป็นเทพเจา้ ท่สี งิ สถติ อยใู่ นบา้ น 1
ใน 5 เทพประจาบา้ น คอื เทพแห่งเตาไฟ เทพแห่งประตู เทพแหง่ บอ่ น้า เทพแหง่ สว้ ม และ
เทพแหง่ ธรณี ใน ถาวร สกิ ขโกศล, “ตรุษจนี สง่ ทา้ ยปีเก่า ตอ้ นรบั ปีใหม่” ศลิ ปวฒั นธรรม 28
(2550), 81-82.

ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 137

เทพยดาคอยดแู ลรกั ษา ทุกๆหลงั คาเรอื นนนั้ สงิ่ ทส่ี าคญั ทส่ี ดุ ซง่ึ จะขาด
ไมไ่ ดก้ ค็ อื เตาไฟ ทใี่ ชใ้ นการประกอบอาหาร เตาไฟจึงถอื เป็นสงิ่ จาเป็น
และมคี วามสาคญั ของบา้ น ดงั นนั้ จงึ มเี ทพเจา้ สงิ สถติ อยู่ เมอ่ื ถงึ เวลาสน้ิ ปี
เจา้ เตาไฟจงึ มหี นา้ ทรี่ ายงานความเป็นไปของแตล่ ะหลงั คาเรอื นให้กบั เงก็
เซยี นฮอ่ งเตบ้ นสวรรคท์ ราบ ชาวจนี แต่ละบา้ นจึงร่วมกนั จดั การเซ่นไหว้
บูชา เพ่ือเป็นการเล้ยี งสง่ ให้เจ้าเตาไฟพูดแต่สง่ิ ท่ีดีงาม งดเว้นการพูด
เรอ่ื งราวทไ่ี มส่ มควรในการกราบทูลใหเ้ งก็ เซยี นฮ่องเตท้ ราบ27

ประเพณตี รษุ จนี (ขน้ึ 1 ค่า เดอื น 1 ตามปฏทิ นิ จนี )ไมเ่ พยี งแต่มี
ความสาคญั ในฐานะทเ่ี ป็นวนั ปีใหมข่ องชาวจีนเพยี งเท่านนั้ แต่ยงั เป็น
ชว่ งเวลาแห่งการบูชาส่งิ ศกั ดสิ ์ ทิ ธิ ์ เพ่ือความเป็นสริ มิ งคลในปีท่ีใกลจ้ ะ
มาถงึ ซงึ่ หมายถึงการเรม่ิ ต้นการเพาะปลูกในครงั้ ใหม่ของปี เพราะจาก

การเรียกช่ือประเพณีน้ีในภาษาจีนนั้น เรียกว่า “ชุนเจี๋ย” 春節
หมายถึง ฤดูใบไม้ผลิ อันเป็นฤดูการเพาะปลูกของชาวจีน ดงั นัน้
นอกจากจะเป็นการเฉลมิ ฉลองในการเรม่ิ ต้นศกั ราชใหมแ่ ลว้ นนั้ ยงั เป็น
การบวงสรวงสงิ่ ศกั ดสิ ์ ทิ ธิ ์ เพอ่ื ขอพรใหเ้ กดิ ความเป็นสริ มิ งคลต่อพชื ผลท่ี
จะเกบ็ เกยี่ วในปีนนั้ ซงึ่ มสี ว่ นคลา้ ยกบั ประเพณีของไทย ไม่ว่าจะเป็นการ
บูชาแม่โพสพของชาวนา หรอื พิธีการบวงสรวงแม่ย่านางเรือ ของ
ชาวประมงในการออกหาปลา ประเพณีตรุษจีนจึงมคี วามสาคญั ในเชงิ
เศรษฐกจิ อกี ดว้ ย แมว้ า่ ปจั จุบนั ระบบเศรษฐกจิ ของชาวจีนและชาวไทย
เชอ้ื สายจีนจะเปล่ยี นแปลงไปจากเดมิ ทีเ่ คยประกอบอาชพี เกษตรกรรม
มาเป็นอาชพี ในทางธรุ กจิ แลว้ กต็ าม ลกั ษณะของประเพณีดงั กล่าวกย็ งั คง
ไดร้ บั การสบื ทอดมาจนถงึ ปจั จุบนั

27 แสงอรณุ กนกพงศ์ชยั , “บ่บดั๊ บย่ ง้ กง้ : วฒั นธรรมไทยจนี : ไมร่ ตู้ อ้ งแสวง”, (กรุงเทพฯ:
สดี า, 2547), 204.

138 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี

วนั ส่งเจา้ ขนึ้ สวรรค์

วนั ส่งเจ้าเตาไฟข้นึ สวรรค์ 神上天(เสนิ ซ่างเทียน หรอื ซ้ิง
เจียที ตามความนิยมในการออกของคนไทย ซึง่ ออกเสยี งตามสาเนียง
แตจ้ วิ๋ ) จะนบั เอาวนั ตรษุ จนี หรอื วนั ชวิ อิดเป็นหลกั แล้วนับยอ้ นมา 7 วนั
เชน่ วนั ชวิ อดิ หรอื วนั ตรษุ จนี เป็นวนั ที่ 8 กุมภาพนั ธ์ วนั สง่ เจา้ ข้นึ สวรรค์
จะเป็นวนั ที่ 1 กมุ ภาพนั ธ์ เป็นตน้ เพราะเชอ่ื วา่ เทพเจา้ เตาไฟและเจ้าที่
เป็นเทพเจ้าประจาครวั เรอื นที่เง็กเซียนส่งมาดูแลทุกข์สุขของมนุษย์
ดงั นนั้ เทพเจ้าเตาไฟจงึ ต้องคอยจดบนั ทกึ การทาดี ทาชวั ่ ของลูกบา้ นที่
พระองคด์ แู ล แลก้ ราบรายงายต่อเงก็ เซยี นฮอ่ งเตใ้ นแต่ละปี

วธิ กี ารสง่ เจา้ เตาไฟขน้ึ สวรรคค์ อื การทาความสะอาดศาลเจา้ ที่
หรอื ห้งิ ของเทพเจา้ เตาไฟใหส้ ะอาด เปลย่ี นกมิ ฮวย 金花 หรอื ดอกไม้
ทอง และองั ต้วิ 红绸 หรอื ผา้ แพรแดงผกู กระถาง เพราะชาวจนี เชอ่ื วา่
กมิ ฮวยและองั ต้วิ เป็นเสมอื นเคร่อื งแสดงยศศกั ดขิ ์ องขนุ นาง ดงั นนั้ ยศ
ศกั ดขิ ์ องเทพเจา้ กส็ าคญั เชน่ เดยี วกนั เครอ่ื งบอกยศกต็ อ้ งมกี ารเปล่ียนใน
ทุกๆปีเพ่อื เป็นการแสดงการปรนนิบตั แิ ละกตญั ญูต่อเทพเจ้า ต่อจากนนั้
จะมกี ารเซน่ ไหวด้ ว้ ยน้าชา ผลไม้ และขนมหวาน บางบา้ นอาจมกี ารไหว้
ดว้ ยขนมท่ีมคี วามเหนียว เพ่อื ปิดปากเทพเจ้าไมใ่ ห้รายงานเร่อื งทีไ่ ม่ดี
ซง่ึ กข็ น้ึ อยู่กบั ความนยิ มของแต่ละบคุ คล นอกจากน้ียงั ต้องมกี ารเซ่นไหว้
ดว้ ยกระดาษเงนิ กระดาษทอง คอื หงง่ึ เตยี๋ ตวั ่ กมิ และกระดาษมา้ หรอื
จวั ่ เบ๊ เพ่อื เป็นค่าใชจ้ ่ายในการเดนิ ทางของเทพเจา้ ไปสวรรค์ บางบา้ น
อาจมกี ารถวายเพา้ หรอื ชดุ กระดาษแกเ่ ทพเจา้ เพ่อื สวมเส้อื ผา้ ชดุ ใหม่ไป
สวรรคด์ ว้ ย

ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 139

กระดาษม้า (จวั ่ เบ)๊ และ ตวั ่ กิมซึ่งพบั ในกระทงเรียกว่า อวงป้ อ


Click to View FlipBook Version