140 ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี
ตานานเทพเจ้าเตาไฟ 灶王爺
เร่อื งของเจ้าเตาไฟ จ้าวฮุ่นกง หรือ จ้าวอ๋อง 灶王爺(เจ่า
หวงั เหย่ ในสาเนียงจนี กลาง) มปี ระวตั เิ ลา่ ทแี่ ตกต่างกนั ไปหลายตานาน
ก่อนทีท่ ่านจะไดเ้ ป็นเทพเจ้าแห่งเตาไฟในครวั แต่ทเ่ี ช่อื ถอื กนั มากค็ ือ
เดมิ ท่านเป็นคนธรรมดา ชอ่ื ตนั้ แซ่จาง (เตยี ว) คนทวั ่ ไปจงึ เรยี กท่าน
วา่ จางตนั้ หรอื เต่ยี วตนั้ หรือ จางซ่ือกัว๋ ภรรยาของท่านเป็นคนที่
ซอ่ื สตั ย์ แตจ่ างตนั้ ไดแ้ บง่ หวั ใจรกั ของตนใหเ้ ดก็ สาวคนหน่ึง ดว้ ยความ
รกั แบบหนา้ มดื นเ่ี อง จางตนั้ จงึ ตอ้ งทง้ิ ภรรยาไปอยู่กบั หญงิ สาวคนนนั้
หลงั จากทต่ี นไดท้ ้งิ ภรรยาไปอยู่กบั ผหู้ ญงิ คนใหมแ่ ล้ว ปรากฏ
ว่าโชครา้ ยตลอด ฐานะยากจนลงกวา่ เดมิ โรคภยั ไขเ้ จ็บรกุ รานจนใน
ทสี่ ดุ ทาใหต้ าทงั้ สองขา้ งบอด เป็นโอกาสให้ภรรยาใหมท่ ้งิ ท่านไป ท่าน
จึงตกระกาลาบากต้องเท่ียวเร่ร่อนขอทานกนิ ไปวนั ๆ ทอ่ี ยู่อาศยั ไม่มี
ท่านจงึ ยงั ชพี ดว้ ยการขอทาน อยู่มาวนั หนงึ่ เดนิ ขอทานผา่ นไปยงั บา้ น
อดตี ภรรยาคนแรก ดว้ ยเหตุทต่ี าบอด จึงไมท่ ราบว่าตนเดนิ ไปถึงไหน
และถงึ บา้ นใคร ขา้ งภรรยายงั คงซ่อื สตั ย์ จึงเช้อื เชญิ ท่านเขา้ ไปในบา้ น
จดั ทาอาหารคาวหวานอย่างดีตามท่ีสามีเคยชอบกนิ ข้างจางจุ้นเร่มิ
ลาดบั ความเรอ่ื งราวต่างๆระหวา่ งตนกบั ภรรยา จนจาไดร้ สู้ กึ เสยี ใจมาก
รอ้ งไหจ้ นน้าตานองหน้า ทนั ใดนนั้ ตาท่ีเคยบอดกค็ ่อยๆเหน็ รางๆ เม่อื
ตนเหน็ ภรรยาอย่างชดั เจน ทาใหเ้ กดิ ความเสยี อกเสยี ใจอย่างใหญ่หลวง
เกดิ ละอายแกใ่ จอย่างสดุ ทจ่ี ะพูดถงึ จงึ กระโจนเขา้ ไปในเตาไฟในครวั
นนั ่ เอง ขา้ งภรรยาตกใจตรงเขา้ ไปดงึ สามอี อกมา ดว้ ยความรอ้ นของ
เตาไฟ รา่ งกายของสามถี ูกไฟเผาไปเหลือแต่ท่อนขาขา้ งเดียว เธอ
ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 141
เสยี ใจมากไมร่ จู้ ะทาประการใด จงึ ไดส้ รา้ งห้งิ ขน้ึ มาทเ่ี ตาไฟนนั ่ เอง เพ่อื
บชู าสามี ตอ่ มาจงึ เกดิ ประเพณีการสรา้ งหง้ิ บชู าเทพทเ่ี ตาไฟขน้ึ
อกี ตานานหน่งึ กล่าววา่ จางจนุ้ เป็นคนยากจนมาก แทบจะไม่
มกี นิ จงึ จาใจตอ้ งขายภรรยาใหเ้ ศรษฐคี นหนึง่ ไป ต่อมาดว้ ยเหตุบงั เอญิ
จางจนุ้ ไดไ้ ปสมคั รเป็นคนใชข้ องบา้ นนนั้ ขา้ งภรรยาเหน็ แล้วรสู้ กึ สงสาร
จึงเอาเงนิ อีแปะยดั ใส่ในหมนั ่ โถวให้เขา แต่เขาไม่รู้ จึงเอาหมนั ่ โถว
เหลา่ นนั้ ไปขายจนหมดสน้ิ ต่อมาเมอ่ื เขาทราบความ เกดิ เสยี ใจมากและ
สน้ิ หวงั ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ ง
จากตานานของจางจุน้ ทงั้ สองเร่อื งน้ี ทาให้เทพเจา้ แห่งสวรรค์
คอื เงก็ เซยี นฮ่องเต้ ทรงเหน็ ความซ่อื ของเขา จงึ ทรงแตง่ ตงั้ ใหท้ า่ นเป็น
เทพเจา้ แห่งเตาไฟในครวั และไดอ้ ยู่รวมกบั ภรรยาในท่สี ุด จากรปู วาด
ของจางจุ้นซึ่งมีหลากหลาย เป็นภาพเด่ยี ว ภาพคกู่ บั ภรรยาคนแรก
ภาพภรรยาทงั้ สองคนซา้ ยขวาของทา่ น
จา้ วฮุ่นกง เป็นเทพทส่ี าคญั มากองค์หน่ึง ที่บรรดาชาวจนี จัด
ห้งิ บูชาไวท้ ี่บรเิ วณเตาไฟในห้องครวั และเช่อื กนั ว่า ในวนั ที่ 23 ค่า
เดอื น 12 ตามจนั ทรคติจีน จ้าวฮุ่นกงจะเสดจ็ ข้นึ สวรรคเ์ ป็นเวลา 10
วนั เพอ่ื รายงานความเป็นไปของแต่ละครอบครวั ต่อองคเ์ งก็ เซยี นฮ่องเต้
วา่ ในรอบปีแต่ละคนในแต่ละครอบครวั ไดก้ ระทาความดคี วามชวั ่ อะไรไว้
มากนอ้ ยแคไ่ หน เพ่อื องคเ์ งก็ เซียนฮ่องเต้จะไดพ้ ระราชทานรางวลั หรอื
ลงโทษบคุ คลเหลา่ นนั้ ดงั นนั้ ชาวจนี บางกลุ่มเชอ่ื วา่ หากติดสนิ บนท่าน
จา้ วอ๋องแลว้ โทษของตนอาจจะเบาบางลง พวกเขาจึงพยายามหาของ
ดๆี มาเซ่นไหว้ หรอื ไม่ก็เอาของท่เี สพแลว้ มึนเมามาถวายท่าน เพ่ือ
เวลาท่านรายงานความประพฤตขิ องตนต่อองคเ์ ง็กเซียนฮ่องเตจ้ ะไดล้ ืม
142 ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี
หรอื รายงานแบบตกๆหล่นๆ หรอื บางพวกเอาของมาทาปากท่านเพ่อื ให้
ท่านรายงานนอ้ ยลง
จา้ วฮ่นุ กง หรอื เทพเจา้ เตาไฟ
ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 143
วนั จ่าย
ตอ่ มาในวนั แรม 14 ค่า เดอื น 12 ตามปฏทิ นิ จนี หรอื เรยี กวา่ วนั
จ่าย ระเบยี บพิธีเกย่ี วกบั ประเพณีตรุษจนี นัน้ เริม่ ต้นจากการทาความ
สะอาดบา้ นเรอื น เปล่ยี นยันต์ ตดิ อกั ษรมงคลคู่ (ตุ้ยเหลียน) จดั เตรยี ม
อาหาร เครอ่ื งเซ่นไหวท้ จ่ี ะใชใ้ นวนั ถดั ไป ซงึ่ กค็ อื วนั ไหว้
วนั ไหว้
ตรงกบั วนั แรม 15 ค่า เดอื น 12 ตามปฏทิ ินจีน ชาวจีนจะเร่มิ
การเซ่นไหวบ้ ูชาตงั้ แต่ช่วงเวลาเชา้ มืดของวนั โดยเรม่ิ ต้นจากการเซ่น
ไหวเ้ ทพเจา้ ทส่ี งิ่ สถิตอยู่ในครวั เรอื น ต่อมากจ็ ะมกี ารเซ่นไหวบ้ ูชาบรรพ
บรุ ษุ ในตอนกลางคนื จะเป็นการรวมตวั กนั ของสมาชกิ ในครอบครวั เพ่อื
นบั ถอยหลงั สวู่ นั ปีใหม่ โดยแต่ละครอบครวั อาจมกี ารละเล่นรว่ มกนั อาทิ
การเล่นไพ่ เพ่ือเป็นการตรวจสอบดวงชะตาในปีนนั้ และเพ่อื เป็นการ
แจกจ่ายเงินให้กบั บตุ รหลาน สรา้ งความสนุกสนานในคนื กอ่ นถึงวนั ปี
ใหม่ เม่อื ถงึ เวลาเท่ยี งคนื บางครอบครวั อาจมกี ารเซ่นไหวเ้ ทพเจา้ แห่ง
โชคลาภ (ไฉ่ซงิ่ เอ๊ีย) เพ่อื เป็นการขอพรให้เกดิ ความเป็นสริ มิ งคลแก่คน
ในครอบครวั
144 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
การไหว้ไฉ่ส่ิงเอี๊ย
ในการไหวไ้ ฉ่สง่ิ เอยี๊ 財神爺(ไฉเสน้ิ เหย่ ในสาเนยี งภาษาจีน
กลาง) หรอื เทพเจา้ แห่งโชคลาภ นนั้ จะยึดตามเวลาทโ่ี ลกย่างเขา้ ส่วู นั
ใหมต่ ามปฏทิ นิ จนี กล่าวคอื ปฏทิ ินจนี แบง่ วนั คนื ออกเป็น 12 ยาม ยาม
ละ 2 ชวั ่ โมง ยามแรกคอื ชว่ ง 5 ทุ่มถึงตี 1 (23.00-01.00 น.) เพราะจีน
เริม่ วนั ใหม่ตอน 5 ทุ่ม ดงั นนั้ การไหว้จึงเร่ิมตอน 5 ท่มุ ของคืนวนั
ไหว้ (คนื ข้ามไปส่วู นั ปี ใหม่) เช่น วนั จ่ายตรงกบั วนั ที่ 20 วนั ไหว้ 21
วนั ชิวอิด คือ 22 “ช่วงเวลาในการไหว้ไฉ่ สิ่งเอี๊ยคือ 5 ท่มุ ของวนั ที่
21” ส่วนทิศในการไหว้นัน้ ขึ้นอยู่กบั ว่า โลกจะหนั ทิศใดเข้าหาวง
อาทิตยก์ อ่ น โดยแต่ละปี จะไม่เหมือนกนั (แต่เดิมชาวจีนไหหลาไม่
มีการไหว้ไฉ่ส่ิงเอี๊ย ปัจจบุ นั อาจมีการกลืนกลายกบั วฒั นธรรมของ
ชาวจนี กลุ่มอน่ื )
อาหารท่ใี ชใ้ นการไหวไ้ ฉส่ิงเอ๊ีย จะประกอบไปด้วยอาหารเจ
ทงั้ หมด ไมม่ เี น้ือสตั วเ์ ขา้ มาเกยี่ วขอ้ ง โดยปกติ วธิ กี ารท่ีง่ายท่สี ุดคอื การ
จุดธูกปกั ลงในกระถางใบใหม่ ภายในใสเ่ มลด็ พนั ธุ์พชื มงคล(โหงวเจงจี๋
五糧籽-ประกอบไปดว้ ย ถวั ่ เขยี ว ถวั ่ แดง ขา้ วเหนียวแดง ขา้ วเปลือก
เมด็ สาคู ) กล่าวอญั เชญิ แล้วยกกระถางธูปเขา้ บา้ น บางบา้ นอาจมกี าร
ไหวด้ ้วยส้มและน้าชา แต่หากต้องการไหวแ้ บบมาตรฐานโดยทวั ่ ไปท่ี
คอ่ นขา้ งสะดวกและงา่ ยคอื
1.ขา้ วสวย 5 ท่ี
2. อาหารเจ 5 อยา่ ง ไดแ้ ก่
ฟองเตา้ หู้ เหด็ หอม ดอกไมจ้ นี วนุ้ เสน้ เหด็ หูหนู
ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 145
3.ขนมบวั ลอยสแี ดง (องั ่ อ)ี๋ 5 ที่
4.น้าชา 5 ที่
5.ขนมโหงวเสก็ หรอื ขนมแตเหลี่ยว (ขนมจนั อบั ) ประกอบไป
ดว้ ย เต่าปงั (ถวั ่ ตัด) ซกซา (ถวั ่ เคลือบน้าตาล) กวยแฉะ (ฟกั เช่อื ม)
โหงวจงั ปงั (ขนมขา้ วพองส)ี มวั ่ ปงั (งาตดั )
6. ขนมฟู
7.สม้ 1 จาน หรอื ผลไม้ 5 อย่าง
8. กระถางธูป (ใสโ่ หงวเจงจี๋ หรอื ขา้ วสาร ดอ้ งปกั กมิ ฮวย และ
ผกู ผา้ แดงทก่ี ระถาง) แจกนั ดอกไม้ 1 คู่ เชงิ เทยี น 1 คู่
9.กระดาษเงนิ กระดาษทอง ทส่ี าคญั คอื
- หงง่ึ เตยี๋ 12 / 13 แผ่น (ตามจานวนเดอื นในแต่ละปี
บางปีมี 12 เดอื น บางปีมี 13 เดอื น)
- ตวั ่ กมิ 12 / 13 แผน่
- กิมหง่ึงเต้า (ถงั เงนิ ถงั ทอง) มเี คล็ดลบั อยู่ว่า ต้อง
ไหว้ 2 ชดุ ชดุ หนึง่ เผาถวายเทพเจ้า ชดุ หน่ึงนาเขา้ บา้ นเกบ็ ไว้
ทแี่ ท่นบชู าเทพเจา้ หรอื ศาลเจา้ ท่ี
- เทยี บเชญิ (ด๊กบนุ่ )
ควรจดั เตรยี มโต๊ะไหวโ้ ดยหนั หน้าโต๊ะไปทางทิศที่เทพเจ้าจะ
เสดจ็ ลงมา ขน้ึ อยู่กบั แตล่ ะปีวา่ จะเสดจ็ ทางทศิ ใด (ดตู ามปฏทิ นิ แบบจนี ท่ี
146 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
ขายตามทอ้ งตลาดกไ็ ด)้ โดยวางกระถางธปู แจกนั ดอกไม้ และเชงิ เทียน
ไวท้ างทศิ ทีเ่ ทพเจ้าจะเสดจ็ ตามดว้ ยน้าชา ขา้ วสวย อาหารเจ ขนมบวั
ลอย ขนมโหงวเสก็ ขนมฟู สม้ หรอื ผลไม้ 5 อย่าง กระดาษเงนิ กระดาษ
ทอง ตามลาดบั
จุดเทยี นและธูปตามฤกษ์มงคล (ดตู ามปฏทิ นิ แบบจนี ทขี่ ายตาม
ท้องตลาดก็ได้) อธิษฐานขอพรตามประสงค์ ท้ิงไวส้ กั พัก ลาเคร่อื ง
กระดาษไปเผาแล้วรบี นากระถางธูปเขา้ บา้ นกอ่ นเป็นอนั ดบั แรก เพราะ
ถอื ว่ากระถางธูปเป็นท่ีสถิตของเทพเจา้ เตม็ ไปดว้ ยความอุดมสมบรู ณ์
จากการใส่ธญั พีชมงคลทงั้ 5 อันประกอบไปด้วยเมล็ดข้าวเปลือก
หมายถงึ ความมงั ่ คงั ่ ร่ารวยเจรญิ งอกงาม เมลด็ ข้าวสารย้อมสีแดงหรือ
ขา้ วเหนียวแดงหมายถงึ ความโชคดี เมลด็ ถวั ่ เขียวหมายถึงความอุดม
สมบรู ณ์มลี ูกหลานมากมาย เมลด็ ถวั ่ แดงหมายถึงลาภยศความเป็นสริ ิ
มงคล และเมด็ สาคูหมายถึงความสุข ความกลมเกลียวของคนใน
ครอบครัว ซึ่งบางบ้านอาจใส่แป้ งข้าวหมากและเม็ดลาไยแห้งลงใน
กระถางธูปด้วย เพราะเชอ่ื ว่าลูกแป้งข้าวหมากหมายถึงความเฟ่ืองฟู
รุ่งเรอื ง สว่ นเมด็ ลาไยแหง้ หมายถึงยศถาบรรดาศกั ดิ ์ (อาจมกี ารปิดทับ
ดว้ ยเถา้ ธปู สะอาดเพ่อื ป้องกนั หนูหรอื แมลงมากนิ เมลด็ พืช ซึง่ ข้ธี ูป หรอื
ขเ้ี ถ้าสะอาด อาจทาได้ดว้ ยการ เผาถ่านท้งิ ไว้ โดยไมใ่ ช่การก่อเตาไฟ
ทาอาหาร หรอื เผาธูปท้งิ ไวแ้ ล้วเหลือแต่ข้เี ถ้า โดยไมใ่ ช่การจุดธูปบูชา
เทพเจา้ )
ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 147
โตะ๊ ไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภแบบมาตรฐาน
148 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
ตานานเทพเจา้ แห่งโชคลาภไทย-จนี
ตานานเทพเจ้าแห่งโชคลาภของไทยและจีนนนั้ มรี ากฐานมา
จากความเชอ่ื เดยี วกนั หากแต่ต่างกนั ตรงรายละเอยี ดปลีกย่อย กล่าวคอื
เทพเจา้ แห่งโชคลาภของไทย ถูกผูกเขา้ กบั ตานานท้าวกเุ วร หรอื ท้าว
เวสสวุ ณั ท้าวจตุโลกบาลประจาสวรรคช์ นั้ จาตุมหาราชกิ าทางทิศเหนือ
ปกครองเหล่ายกั ษ์ทงั้ ปวง ส่วนเทพเจา้ แห่งโชคลาภของชาวจนี นนั้ จะ
ประกอบไปดว้ ย เทพเจา้ ทงั้ หมด 5 องค์ หรอื “อู่ลู่เสนิ ” (五路神) หรอื
“อ่ลู ู่ไฉเสนิ ”(五路財神) หมายถึง “เทพเจา้ แห่งโชคลาภทงั้ 5 ” หรอื
เทพเจา้ แห่งทางทงั้ 5 ” ในภาษาจนี จะมคี าเรยี กอกี หลายชอ่ื เช่น “ลู่โถว
เสนิ ” (路頭神), “อู่เซิ่งเสนิ ” (五聖神) และ “อู่ทงเสนิ ” (五通
神)
ในคติสญั ลกั ษณ์วฒั นธรรมจีน นบั เทพเจา้ ทงั้ 5 เป็นเทพเจ้า
แหง่ โชคลาภ หรอื “อู่ไฉเสนิ ”(五財神) หรอื “ไฉซงิ เอย๊ี ทงั้ 5 ” เพราะ
นอกเหนอื ไปจาก “ไฉซงิ เอย๊ี (ไฉเสนิ เย่)” ทร่ี จู้ กั กนั ดใี นฐานะเทพเจา้ แห่ง
โชคลาภแลว้ กย็ งั มแี ยกออกเป็น “ไฉซิงเอี๊ยบ๋นุ (เหวนิ ไฉเสนิ เย่)” และ
“ไฉ่ซงิ เอย๊ี บู๊ (อู่ไฉเสนิ เย่)” แต่หน่ึงในตานานท่ีแปลกแยกออกไปน้ี เรยี ก
กนั วา่ “เพยี นไฉเสนิ ” (偏財神) อนั เป็นเทพเจา้ โชคลาภท่ีนิยมกนั มาก
ในหมชู่ าวบา้ น
“อู่ลู่เสนิ ” เป็นเทพเจา้ แห่งสริ มิ งคลท่ปี รากฏอยู่ในศาลเจา้ ของ
ทอ้ งถน่ิ หรอื ในชนบทของประเทศจนี เป็นสว่ นใหญ่ คนจีนพ้นื ถ่นิ มกั จะยดึ
เอาวนั ท่ี 5 ของเดอื นแรกของปีใหม่ หรอื ทเ่ี รยี ก ชวิ โหงว (初五) คอื วนั
ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 149
เกดิ ของเทพเจา้ ทงั้ หา้ องค์ จงึ นิยมกราบไหวบ้ ชู า “อู่ลู่เสนิ ” ทีเ่ ป็นเทพเจา้
โชคลาภในตน้ ปีใหม่ โดยจะต่างจากของไทยทยี่ ดึ เอาวนั ตรษุ จนี
ในสมยั ราชวงศช์ งิ เหยาฟู่จวนิ (姚富君)ไดบ้ นั ทกึ ไว้
วา่ ชาวบา้ นในชนบทใหก้ ารกราบไหวบ้ ชู า “อู่ลู่เสนิ ” คอื เทพเจ้าโชคลาภ
ทงั้ 5 องค์ จะจดุ ธูปขอพรในตาแหน่งทงั้ 5 ของบา้ น และเชอ่ื กนั วา่ เมอ่ื
ออกไปนอกบา้ นกจ็ ะพบพานแตค่ วามมงั ่ คงั ่ ร่ารวย เพราะเทพเจา้ ทงั้ 5 ก็
คอื เทพแห่งทศิ ทงั้ ห้า ไดแ้ ก่ เหนือ, ใต้, กลาง, ตะวนั ออก และตะวนั ตก
ไมว่ า่ จะหนั หน้าไปในทางทศิ ใดกล็ ว้ นแต่ร่ารวยดว้ ยกนั ทงั้ สน้ิ เพราะเทพ
ทงั้ หา้ สถติ อยู่ ในทกุ ๆ ทศิ ทุก ๆ ทางแลว้ ทงั้ นนั้
ในตานานเร่ือง เฟิ งเสินเอี่ยนอ้ี (封神演義)ได้
กล่าวถงึ “อู่ลู่เสนิ ” วา่ เป็น “อู่ลู่ไฉเสนิ ” หรอื “เทพเจา้ แห่งโชคลาภทงั้ 5
ทศิ ” มผี นู้ ากลุ่มเทพเจา้ โชคลาภทงั้ 5 คอื เจ้ากงหยวนไซว้ (赵公元
帥) หรอื แม่ทพั เจา้ กง ซ่ึงกค็ อื เจา้ กงหมงิ (趙公明) ที่เป็นเทพผู้
ไดร้ บั การเทดิ ทนู ใหเ้ ป็นไฉซงิ เอยี๊ บ๋นุ นนั้ เอง ในภาพเคารพของ “อู่ลู่เสนิ ”
ภายในศาลเจา้ ทวั ่ ไป จะมเี จา้ กงหมงิ ประทบั นงั้ อยู่ตรงกงึ่ กลาง ดา้ นซา้ ย
และขวาจะประทบั ยนื ไวด้ ว้ ยเทพเจา้ แหง่ โชคลาภอกี 4 องคอ์ ยเู่ คยี งขา้ ง
“อู่ลู่เสนิ ” หรอื “อู่ลู่ไฉเสนิ ” ประกอบไปดว้ ยเทพเจา้ แห่งโชคลาภทงั้ 5
พระองคด์ งั น้ี
เจา้ กงหมิง (趙公明) หรอื เทพไฉเสนิ (財神) องค์เทพผู้
เป็นหวั หนา้ ของเทพเจา้ แหง่ โชคลาภทงั้ หา้
150 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
เซียงเซิง (蕭升) หรอื เทพ เจาเป่าเทียน(招寶天) องค์
เทพแหง่ การเรยี กหาของวเิ ศษ
เฉาเป่ า (曹寶) หรอื เทพน่าเจนิ เทยี น (納珍天) องคเ์ ทพ
แหง่ การรวมสงิ่ ล้าเลอคา่
เฉิ นจ่ิวกง (陳久公) หรอื เทวทูตเจาไฉสอ่ื เจ่อ (招財使
者) องคเ์ ทพแห่งการเรยี กทรพั ย์สนิ
เหยาเส้าซือ (姚少司) หรอื ขุนนางสวรรคล์ ซ่ี ่อื เซียน (利
市仙官) องคเ์ ทพแหง่ การคา้ ขาย
ความเคารพศรทั ธาเกยี่ วกบั “อลู่ เู่ สนิ ” แทจ้ รงิ แลว้ กค็ อื ความเช่อื
เกย่ี วกบั การทามาหากนิ และการคา้ ขายของชาวจีนมาแต่โบราณนนั้ เอง
เป็นความเชอ่ื ทอ้ งถนิ่ ทฝี่ งั รากลึกในคตชิ าวบา้ นมากยิ่งกว่าเทพเจา้ โชค
ลาภองค์อ่ืน ๆ ด้วยซ้า กล่าวไดช้ ดั เจนว่า เป็นกลุ่มเทพเจ้าท่ีใกล้ชิด
สามญั ชนทส่ี ดุ
ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี 151
วนั ปี ใหม่ หรอื วนั ชิวอิด (初一)
ในวนั ปีใหมน่ นั้ ชาวจนี จะหยุดการทางานหนกั ทุกประเภท ไมม่ ี
การทวงหน้ี ไมพ่ ูดคาหยาบคาย สวมเส้อื ผา้ ใหมส่ แี ดง เพ่อื ความเป็นสิริ
มงคล ตลอดจนงดการทาความสะอาดบา้ น และใช้ของมคี ม กล่าวคอื
เป็น “วนั ถอื ” เรยี กไดว้ า่ วนั น้เี ป็นวนั ทชี่ าวจนี ถอื ความเป็นสริ มิ งคล สงิ่ ใด
ทที่ าให้เกดิ ความไม่สบายใจ ความลาบาก จะไมเ่ กดิ ข้นึ ในวนั น้ี28 ซึ่งขอ้
หา้ มหลกั ๆ มดี งั น้ี
1. หา้ มทาความสะอาดบา้ นในวนั ตรษุ จนี
ชาวจีนมคี วามเชอ่ื วา่ การทาความสะอาดบา้ น และท้งิ ขยะ ใน
วนั ตรษุ จนี นนั้ จะเป็นการการกวาดเอาโชคลาภ เงนิ ทอง ออกไปจากบา้ น
แมว้ า่ บา้ นในช่วงวนั ตรุษจีนจะสกปรกกต็ าม บางคนท่จี าเป็นจะตอ้ งทา
ความสะอาดบา้ น กจ็ ะเพยี งกวาดเศษฝนุ่ ไปไวท้ ม่ี มุ บา้ น แล้วคอ่ ยเอาเศษ
ฝุ่นนัน้ ไปท้ิงในวนั ต่อไป ดงั นัน้ วนั ตรุษจีน จึงไม่ค่อยมีคนทาความ
สะอาดบา้ น แตจ่ ะไปทาความสะอาดกนั หน่ึงก่อนวนั ตรุษจีน เพ่อื ทจี่ ะให้
บา้ นสะอาดรบั ปีใหม่ และใชบ้ า้ นในการตอ้ นรบั แขกทจี่ ะมาเย่ยี มเยียนอกี
ทางหนึง่
2. หา้ มสระผมหรอื ตดั ผม
ชาวจีนจะไม่นิยมสระผมหรอื ตดั ผมกนั ในวนั ตรษุ จนี หรอื บาง
คนกจ็ ะไมส่ ระผม 3 วนั หลงั จากวนั ตรษุ จีน เน่ืองจากคาวา่ ผม เป็นคา
28 ถาวร สกิ ขโกศล, “ตรุษจนี สง่ ทา้ ยปีเก่า ตอ้ นรบั ปีใหม่” , 79-98.
152 ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี
พอ้ งเสียงและพ้องรูปกบั คาว่า มงั ่ คงั ่ ดงั นัน้ การสระหรอื ตัดผมในวนั
ตรษุ จนี จงึ เหมอื นกบั การนาความมงั ่ คงั ่ ออกไป
3. หา้ มพูดคาหยาบและทะเลาะเบาะแวง้
ในวนั ตรุษจีน คนจนี จะงดพูดคาหยาบและสง่ิ ท่ีไม่ดี รวมไปถึง
การพูดถงึ ความตายหรอื ผี เน่ืองจากเชอ่ื ว่า การพูดสง่ิ ท่ีไม่ดใี นวนั น้ี จะ
นาความโชคร้ายมาให้ตลอดทัง้ ปี รวมไปถึงการที่ไม่พูดถึงเลข 4
เน่ืองจากเลข 4 ในภาษาจนี ออกเสยี งคลา้ ยกบั คาว่า ตาย ดงั นนั้ หลาย
คนจงึ พยายามไมใ่ ชห้ รอื ไมพ่ ดู อะไรทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั เลข 4
4. หา้ มกนิ โจ๊ก
คนจนี มกั จะไมก่ นิ โจ๊กในตอนเชา้ ของวนั ตรษุ จีน เน่ืองจากเช่อื
วา่ คนจนคอื คนทม่ี กั จะกนิ โจ๊กในตอนเชา้ ดงั นนั้ การกนิ โจ๊กในตอนเชา้
ของวนั ตรุษจนี จึงเหมอื นกบั การขดั ขวางไม่ให้ตวั เองร่ารวย และทาตัว
เหมอื นคนจน รวมไปถงึ คตกิ ารไมน่ าโจ๊กหรอื ขา้ วตม้ เซ่นไหวเ้ ทพเจา้ และ
บรรพบรุ ษุ เพราะแสดงถงึ ความยากจน เน่ืองจากโจ๊กและขา้ วตม้ คอื การ
ทาใหข้ า้ วสวยเละในน้าเดอื ด คนจนทไี่ มม่ กี นิ มกั จะใชว้ ธิ ีน้ีในการประกอบ
อาหารเพอ่ื ใหก้ นิ อม่ิ มากกวา่ การกนิ ขา้ วสวย
5. หา้ มซกั ผา้ ในวนั ตรษุ จนี
คนจนี เชอ่ื วา่ เทพเจา้ แห่งน้าเกดิ ในวนั ตรษุ จนี ดงั นนั้ การซกั ผา้
ในวนั ตรษุ จนี จงึ เปรยี บเสมอื นการลบหลู่ท่าน
ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 153
6. หา้ มใสช่ ดุ ขาวดา
เสอ้ื ผา้ ทเี่ ป็นสขี าวดา เป็นสญั ลกั ษณ์ของความตาย ดงั นนั้ การ
สวมเสอ้ื ผา้ สขี าวดาในวนั น้ีจงึ หมายถึงลางรา้ ย คนจีนจงึ มกั สวมเสอ้ื ผา้ สี
แดงกนั เป็นสว่ นใหญ่ เน่อื งจากเชอ่ื วา่ สแี ดงคอื สที จ่ี ะนาความโชคดมี าให้
7. หา้ มใหย้ มื เงนิ
คนจีนบางคนอาจจะหมายรวมการท่ีไม่ให้ยืมสิง่ ของต่าง ๆ
นอกเหนอื ไปจากเงนิ แลว้ ซงึ่ มคี วามเช่อื ทวี่ ่า การใหย้ มื เงนิ ในวนั น้ีจะทา
ใหท้ งั้ ปีมคี นเขา้ มาขอยมื เงนิ ตลอด รวมไปถึง หากใครทีต่ ดิ เงนิ ใครไว้ ก็
ควรที่จะคนื เงนิ ก่อนวนั ตรุษจีน เพราะเช่อื กนั วา่ หากตดิ เงนิ ใครในวนั
ตรษุ จนี แลว้ คน ๆ นนั้ กจ็ ะมหี น้ีสนิ ตลอดปีไมจ่ บไมส่ น้ิ
8. หา้ มทาของแตก
คนจีนเชอ่ื กนั ว่า การทาสง่ิ ของแตก เชน่ ทาแกว้ แตก ทาจาน
แตก หรอื ทากระจกแตก ในวนั ตรษุ จีนนนั้ จะหมายถงึ ลางรา้ ยท่บี อกวา่
ครอบครวั จะแตกแยก หรอื มคี นเสยี ชวี ติ ในครอบครวั ดงั นนั้ ในวนั น้ี จึง
ควรระมดั ระวงั เป็นพเิ ศษไมใ่ หส้ งิ่ ของในบา้ นแตกหรอื ชารดุ เสยี หาย
จากการปฏบิ ตั ขิ องชาวจนี ในวนั ตรษุ จนี จะเหน็ ไดว้ า่ ชาวจีนนนั้
มคี วามเชอ่ื ในเร่อื งของโชคลาง และการบชู าสงิ่ ศกั ดสิ ์ ทิ ธิ ์ เพราะชาวจีน
เชอ่ื วา่ สงิ่ ศกั ดสิ ์ ทิ ธคิ ์ อื ผทู้ ม่ี อี านาจในการคมุ้ ครองและดลบนั ดาลสง่ิ ต่างๆ
ให้กบั มนุษย์ รวมไปถึงการเคารพบชู าบรรพบุรุษท่ีล่วงลบั ไปแล้ว นัน่
เพราะ บรรพบุรุษ คอื ผทู้ ่ีสร้างวงศ์ตระกูลข้นึ และเมอ่ื ถึงแก่กรรม กจ็ ะ
เป็นผคู้ มุ้ ครองดูแล คนในวงศ์ตระกลู ดงั นนั้ การเซ่นไหวบ้ ูชาบรรพบุรุษ
154 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
ในวนั ตรุษจีน จึงถอื เป็นการเชญิ ดวงวญิ ญาณของบรรพบุรุษ ให้กลับ
มารว่ มเฉลมิ ฉลองพรอ้ มกนั กบั ลูกหลาน “เป็นวนั พรอ้ มหน้าสามคั คขี อง
คนในวงศ์ตระกูลทงั้ คนและผบี รรพชนแสดงถึงวฒั นธรรมการบูชาวงศ์
ตระกลู อนั เป็นศนู ย์กลางของวฒั นธรรมจนี ” 29
ทาไมต้องให้องั ่ เปาในวนั ตรษุ จีน
องั ่ เปา 紅包 (หงเปา่ ในสาเนียงภาษาจนี กลาง) แปลวา่ ห่อ
แดง หรอื ซองแดง บา้ งกเ็ รยี ก แต๊ะเอยี ซงึ่ แปลวา่ เงนิ ผกู เอว
เงนิ ในองั ่ เปา เรยี กวา่ ยาซุ่ยเฉียน (壓歲錢)
ยา แปลวา่ กด หรอื ทบั / ซุ่ย แปลวา่ ขวบปี/ เฉียน แปลวา่ เงนิ
คาวา่ ซยุ้ 歲 พอ้ งเสยี งกบั คาวา่ ซุ่ย 祟 ที่แปลว่าภตู ฝีปีศาจ สง่ิ
ชวั ่ รา้ ย ชาวจนี ใหย้ าซุ่ยเฉียนโดยแฝงความหมายวา่ ใหล้ ูกหลานปลอดภยั
จากภูตฝี และส่ิงชัว่ ร้าย โดยใช้เงินน้ีกดหรือเอาชนะส่ิงชัว่ ร้าย
ตา่ งๆ รวมทงั้ ทอี่ ยู่ในตวั เองนนั ่ เอง
29 ถาวร สกิ ขโกศล, “ตรษุ จนี สง่ ทา้ ยปีเกา่ ตอ้ นรบั ปีใหม่”, 78.
ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี 155
วนั ท่ี 4 (初四)
เป็นวนั รบั เจา้ ลงจากสวรรค์ 神下天(เสนิ เซี่ยเทยี น หรอื ซ้งิ
เหลาะที ตามความนยิ มในการออกของคนไทย ซ่งึ ออกเสยี งตามสาเนียง
แตจ้ วิ๋ ) ชาวจนี เชอ่ื วา่ เทพเจา้ จะเสดจ็ กลบั ลงมาจากสวรรคจ์ ากการไปเขา้
เฝ้าเงก็ เซียนฮ่องเต้เพ่อื รายงานประจาปีในวนั น้ี โดยสว่ นใหญ่ มกั จะมี
การไหวเ้ ทพเจ้าและศาลเจ้าท่ี ดว้ ย น้าชา ผลไม้ หรอื ขนมหวาน ตาม
สะดวก แต่สงิ่ ท่สี าคญั คอื กระดาษนก เป็นการจ่ายคา่ พาหนะในการลง
จากสวรรคใ์ หเ้ ทพเจา้ ทใี่ ชใ้ นการรบั เจา้ ลงจากสวรรค์ ซง่ึ ต่างจากตอนสง่
เจา้ ขน้ึ สวรรค์ เพราะตอนสง่ เจา้ ขน้ึ สวรรคน์ นั้ จะใชก้ ระดาษมา้ หรอื จวั ่
เบ๊ เป็นพาหนะ
กระดาษนก
156 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
วนั ที่ 7 (初七)
วนั ที่ 7 (初七) เดอื นแรกตามปฏทิ ินทางจนั ทรคติจีน โดย
ชาวจนี นนั้ จะถอื วา่ เลข 7 เป็นเลขแห่งความมานะอตุ สาหะ เลขแห่งความ
อดทนอดกลนั้ หรอื เรยี กงา่ ยๆ วา่ เลขแห่งประสบการณ์ความยากลาบาก
ในชวี ิตทท่ี าใหเ้ รากล้าแกร่งมาเป็นผูใ้ หญ่ท่ีสมบูรณ์ในทุกวนั น้ี แล้วเอา
ความหมายของเลข 7 น้ีมาสรา้ งเป็นคตไิ วเ้ ตอื นใจลูกหลานว่าควรดาเนิน
ชวี ติ กนั อย่างไร
ชาวจีนจึงไดค้ ิดประเพณีข้นึ มาในช่วงก่ึงกลางของเทศกาล
ตรษุ จนี ทจ่ี ะมตี ดิ ตอ่ กนั ยาวนานถงึ 15 วนั โดย เทศกาลน้ีมชี ่อื ว่าเทศกาล
“ฉิ กเอี๊ยไฉ่ (七樣菜)” หรอื “เทศกาลกนิ ผกั 7 อย่าง” โดยจะนาผกั ที่
มชี ่อื มงคล 7 ชนิดไปเซ่นไหวเ้ ทพเจ้าที่ศาล หรอื ศาลเจ้าที่ แล้วนามา
รบั ประทานเพ่อื เตอื นสตวิ า่ ปีเกา่ ไดผ้ า่ นพน้ ไปแลว้ ปีใหม่น้ีเราควรเรม่ิ ต้น
ชวี ติ ใหมต่ ามอยา่ งความหมายอนั เป็นนยั ยะของผกั 7 ชนิดดงั น้ี คอื
1. คงึ้ ไฉ่ (芹菜) หรอื ทคี่ นไทยเราเรยี กกนั วา่ “ผกั คน่ื ชา่ ย” นนั ่ เอง โดย
ผกั ค้งึ ไฉ่ คาว่า “ค้งึ ” จะไปพ้องเสยี งกบั คาว่า “ค้งึ (勤)” ท่ีแปลว่า มุ
มานะบากบนั ่ , พากเพยี ร, ขยนั ขนั แขง็
ดงั นัน้ ค้งึ ไฉ่ จึงเป็นผกั ที่นามาเป็นกุศโลบายเพ่ือเตอื นใจว่า
เกดิ เป็นคนตอ้ งรู้จกั ขยนั หมนั ่ เพียร มุมานะอดทดต่อความยากลาบาก
อย่าสามะเรเทเมาลุ่มหลงไปกบั กเิ ลสตณั หา เพ่อื ท่ีจะไดส้ ุขสบายและ
รา่ รวยในอนาคต
ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 157
2. ชุงไฉ่ (春菜) หรอื ท่คี นไทยเราเรยี กกนั ว่า “ผกั กวางตุง้ ”โดยคาว่า
“ชงุ ” น้ีจะแปลวา่ ฤดูใบไมผ้ ลิ, วยั หนุ่มวยั สาว, ความรกั , พลงั ชวี ติ แลว้
ยงั ไปพอ้ งเสยี งกบั คาวา่ “ชุง (伸)” ในภาษาแตจ้ วิ๋ ท่ีแปลว่า แผ่ขยาย,
เหยยี ดออก, ยดื ออก
ดงั นนั้ ชงุ ไฉ่ จงึ เป็นผกั ทน่ี ามาเป็นกศุ โลบายเพ่อื เตอื นใจวา่ ให้
รูจ้ ักขยนั ทามาหากนิ รูจ้ ักเพ่ิมพูนทรพั ย์สนิ ดว้ ยความกระปร้กี ระเปร่า
เหมอื นตอนหนุ่มสาว อย่าทาตวั ขเ้ี กยี จ สง่ิ ใดทเ่ี ลวรา้ ยทผ่ี า่ นมากใ็ หถ้ ือวา่
เป็นบทเรยี นเพอ่ื ใหเ้ รากลบั มาเตบิ โตอย่างแขง็ แกรง่ อกี ครงั้ การงานอะไร
ทท่ี าอยูแ่ มเ้ ราจะไมช่ อบงานทท่ี าอยู่นนั้ เราตอ้ งทามนั ดว้ ยความรกั เอาใจ
ใสแ่ ละความรบั ผดิ ชอบหน้าทกี่ ารงานนนั้ ใหด้ ที ส่ี ดุ
3. เก๋าฮะไฉ่ (厚合菜) ไม่มชี ่อื ในภาษาไทยแต่มขี ายและปลูกใน
ประเทศไทยแล้ว โดยคาว่า “เก๋า” น้ีจะแปลว่า ให้ความสนใจ,
เอ้ือเฟ้ือเผอ่ื แผ่, ยกย่องให้เกียรติ, อบอุ่น ส่วนคาว่า “ฮะ” แปลว่า
รว่ มกนั , พงึ ควร, ถูกตอ้ ง
ดงั นนั้ เกา๋ ฮะไฉ่ จงึ เป็นผกั ท่นี ามาเป็นกุศโลบายเพ่อื เตือนใจว่า
จะทางานอะไรกต็ ามแต่ ตอ้ งใหเ้ กยี รติรจู้ กั เอ้อื เฟ้ือเผอ่ื แผ่แก่ผรู้ ่วมงาน
และผูอ้ ่ืนเสมอ และพึงควรให้ความสนใจสอดส่องกิจการงานที่ทาอยู่
ตลอดเวลาอยา่ งไมป่ ระมาท
บางครงั้ ถ้าหาเก๋าฮะไฉ่ไม่ได้กส็ ามารถใช้ตน้ กุยช่าย 韭菜
(จวิ ไฉ่ ในภาษาจนี กลาง) ซง่ึ คาวา่ กยุ่ (จวิ ) พอ้ งกบั คาวา่ แพง รวย
158 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
4. ส่ึงไฉ่ (蒜菜) หรอื หรอื ที่คนไทยเราเรยี กวา่ “ต้นกระเทียม” หรอื จะ
เป็นหัวกระเทียมกไ็ ด้ โดยคาว่า “สง่ึ ” น้ีจะไปพ้องเสียงกบั คาว่า “สงึ่ (
算)” ทแ่ี ปลวา่ คดิ คานวณ, แผนการ, นบั
ดงั นัน้ สึ่งไฉ่ จึงเป็นผกั ท่ีนามาเป็นกุศโลบายเพ่ือเตือนใจว่า
กอ่ นท่จี ะลงมอื ทาอะไรสกั อย่าง ใหค้ ดิ ใคร่ควรให้รอบคอบกอ่ นลงมอื ทา
อย่าด่วนใจรอ้ นตดั สนิ ด้วยการเอาอารมณ์เป็นท่ีตงั้ หดั รจู้ กั เริม่ นับจาก
หนึ่งไปจนเต็มรอ้ ย เรม่ิ จากทุนรอนที่เรามีอยู่แล้วค่อยเกบ็ ออมจนมงั ่ มี
อยา่ คดิ รวยทางลดั ดว้ ยการทาอะไรทข่ี ดั ต่อหลกั ศลี ธรรมหรอื อย่าทาอะไร
ทเ่ี กนิ ตวั เกนิ กาลงั มากไป เพราะมนั จะนามาซึ่งความเสยี หายแกเ่ ราใน
ภายหลงั
5. ตวั้ ไฉ่ (大菜) หรอื ที่คนไทยเราเรยี กวา่ “ผกั กาดเขยี ว” โดยคาว่า
“ตวั้ ”เเปลวา่ มากหรอื ใหญ่ ผกั กาดเขยี วกจ็ ะเป็นผกั ทีม่ ใี บมาก มีใบขนาด
ใหญ่และเป็นผกั ทหี่ วั ใหญ่ดว้ ย
ดงั นนั้ ตวั้ ไฉ่ จงึ เป็นผกั ท่ีนามาเป็นกศุ โลบายเพ่อื เตอื นใจว่า จะ
ทาอะไรใหพ้ ยายามมองไปขา้ งหน้า (อนาคต) หดั อดเปรย้ี วไวก้ นิ หวาน
คดิ ถึงการใหญ่ทเี่ รามงุ่ หมายจะไปใหถ้ ึงท่ฝี นั เอาไวเ้ ป็นที่ตงั้ เรอ่ื งเลก็ ๆ
นอ้ ยๆ ท่ีผ่านไปไดก้ ใ็ ห้ผ่านเลยไป อย่าเกบ็ เอามาเป็นเรอ่ื งเป็นราวเป็น
อุปสรรคใหเ้ สยี งาน
บางครงั้ ถา้ หาผกั กาดเขยี วไมไ่ ดก้ ส็ ามารถใชผ้ กั กาดขาวแทนก็
ได้ ซงึ่ ผกั กาดขาวหรอื แปะไฉ่ (白菜) เพราะคาวา่ แปะ พ้องกบั คาวา่
รอ้ ย ในภาษาจนี หมายถงึ มากมาย
ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 159
6. ไฉ่เท้า (菜頭) หรอื ทคี่ นไทยเราเรยี กกนั วา่ “หวั ไชเทา้ หรอื ผกั กาด
หวั ” โดยคาว่า “ไฉ่” กค็ อื ผกั สว่ นคาวา่ “เท้า” จะแปลวา่ หวั , หวั หน้า,
เจา้ นาย, จดุ เบอ้ื งตน้ และจุดเบอ้ื งปลายของสรรพสง่ิ
ดงั นัน้ ไฉ่เท้า จึงเป็นผกั ท่ีนามาเป็นกศุ โลบายเพ่ือเตือนใจว่า
คนเราเม่อื ร่ารวยหรือได้เป็นใหญ่เป็นโตดงั ่ ท่ีปรารถนาแล้ว ก็อย่าลืม
กาพดื อยา่ ลมื ตน หมนั ่ นึกถึงความยากลาบากและการสชู้ วี ติ ชวี ติ ทีผ่ ่าน
มาจนทาใหเ้ ราร่ารวยไดแ้ ละมาเป็นใหญเ่ ป็นโตในวนั น้ี
7. กะนัม้ ไฉ่ (甲藍菜) หรอื ท่ีคนไทยเราเรยี กกนั ว่า “ผกั คะน้า” โดย
คาวา่ “กะ” จะหมายถงึ ยอดเยย่ี ม, ล้าเลศิ , เกราะป้องกนั สว่ นคาวา่ “นมั้ ”
จะหมายถงึ สนี ้าเงนิ หรอื สคี ราม ซึ่งสนี ้ีชาวจนี ถือกนั ว่าเป็นสแี ห่งท้องฟ้า
หรอื สวรรค์ และในพระพุทธศาสนานิกายมหายานถือวา่ เป็นสรี ศั มแี ห่ง
ธรรมะ
ดงั นนั้ กะนมั้ ไฉ่ จึงเป็นผกั ทน่ี ามาเป็นกศุ โลบายเพ่อื เตอื นใจวา่
ชวี ติ คนเรานนั้ เกดิ มากม็ แี ตต่ วั อย่างเดยี วมาแต่กาเนิด ตายไปกเ็ อาอะไร
ติดตวั ไปไม่ได้ ท่ีสุดแล้วกจ็ ะมแี ต่ความดงี ามท่ีติดตัวไปได้เท่านนั้ พึง
หมนั ่ เรง่ สรา้ งบญุ สรา้ งกศุ ลและปฏบิ ตั ธิ รรมเพ่อื ใหห้ ลดุ พน้ ถา้ ทาไดเ้ ช่นน้ี
แล้วกจ็ ะถือว่าเป็นยอดแห่งคนและธรรมนนั้ จะเป็นเกราะคุ้มครองให้ผู้
ปฏบิ ตั ธิ รรมเสมอ
ผกั มงคลสอนใจทงั้ 7 ชนิดท่ีกล่าวมาขา้ งตน้ น้ี คนไทยเชอ้ื สาย
จนี ในบา้ นเรารบั เอาอิทธพิ ลความเชอ่ื มาจากชาวจนี เช้อื สายแต้จิ๋วเป็น
สว่ นมาก เพราะเหน็ ไดจ้ ากชอ่ื ของผกั บางชนิดทีม่ ชี อ่ื ไปพ้องเสยี งกบั คา
160 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
มงคลอกี คาหนงึ่ โดยถา้ เป็นภาษาจนี เชอ้ื สายอน่ื แลว้ เขาอาจจะนาผกั อ่นื
ทมี่ ชี อ่ื พอ้ งกบั คามงคลในภาษาเขามาใชแ้ ทนกย็ ่อมได้
อีกอย่างในช่วงเทศกาลตรุษจีนนัน้ จะเห็นไดว้ ่าชาวจีนจะมกั
นยิ มบรโิ ภคเน้ือสตั ว์และด่มื สุราเพ่อื เป็นการเฉลิมฉลองกนั เป็นสว่ นมาก
การไดก้ นิ ผกั ซง่ึ มกี ากใยและสารอาหารทม่ี ปี ระโยชน์เขา้ ไป ย่อมจะทาให้
ดตี ่อสุขภาพในการช่วยย่อยหรอื ล้างสารพิษทีต่ กคา้ งอยู่ในร่างกาย จึง
เป็นกศุ โลบายอกี อยา่ งหน่ึงของชาวจนี ทนี่ ามาเป็นประเพณีปฏบิ ตั ิสบื ต่อ
กนั มาในชว่ งวนั ท่ี 7 ของเทศกาลตรษุ จนี ของทกุ ๆ ปี
ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี 161
วนั ท่ี 9 (初九)
วนั ทเี่ กา้ ถือเป็นวนั เกดิ ของเทพยาดาฟ้าดนิ หรอื ทกี ง (เทยี น
กง) ตามท่ีไดก้ ล่าวถึงประวตั คิ วามเป็นมาในภาคท่ี 1 ของหนังสอื เล่มน้ี
ไปแลว้ ตามความเชอ่ื ของชาวจนี วนั ทเี่ กา้ คอื วนั เกดิ ของเงก็ เซียนฮ่องเต้
หรอื ทกี ง โดยจะมกี ารสวดมนต์ไหวพ้ ระ และถวายอาหารแก่ เงก็ เซยี น
ฮ่องเต้ ซงึ่ อาหารและเครอ่ื งเซน่ ไหวจ้ ะมลี กั ษณะคลา้ ยกบั การไหวเ้ ทพเจ้า
แห่งโชคลาภ คอื เป็นอาหารเจ งดอาหารคาวทงั้ หมด โดยสว่ นใหญ่จะเน้น
ไปทขี่ นมหวาน ซงึ่ สง่ิ ทส่ี าคญั ทสี่ ดุ แตกต่างจากการไหวเ้ ทพเจา้ แห่งโชค
ลาภคอื การไหวด้ ว้ ย ท้งิ ถะ (糖塔) หรอื ท้งิ ไซ
ท้ิงถะ (糖塔 ถังถะ ในสาเนียงภาษาจีนกลาง ) หมายถึง
เจดยี ์น้าตาล โดยการไหวเ้ จดยี น์ ้าตาลน้ี เป็นการขอพรเทพเจา้ ให้ผขู้ อพร
มยี ศถาบรรดาศกั ดิ ์ ไดเ้ ล่อื นขนั้ เหมอื นกบั เจดยี ์ทมี่ ีความสูง ปกติแล้ว
รา้ นขายเจดยี น์ ้าตาลจะมนี ้าตาลกอ้ นอีก 4 ลูก ใส่มาใหด้ ว้ ย อนั หมายถึง
สงิ โตเฝ้าเจดยี ์น้าตาลทงั้ 4 ทิศ เป็นเสมอื นการขอบรวิ ารในการปกปกั
รกั ษา
ท้งิ ไซ (糖獅 ถงั ชอ่ื ในสาเนยี งภาษาจนี กลาง) หมายถงึ สงิ โต
คทู่ ที่ ามาจากน้าตาล การไหวด้ ว้ ยสงิ โตน้าตาลน้ีหมายถึง การขอพรใหผ้ ู้
ไหวม้ เี ทพบรวิ ารคอยปกปกั รกั ษา มชี วี ติ ทร่ี าบรน่ื
162 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
ตรษุ จีนของชาวจีนไหหลา
สาหรบั การฉลองเทศกาลตรษุ จีนของชาวจนี ในมณฑลไหหลา
เรมิ่ ตงั้ แต่วนั ท่ี 1 ของปีถงึ วนั ท่ี 5 หรอื บางที่อาจเร่อื ยไปจนถงึ วนั ที่ 15
ตามปฏิทินจันทรคติ โดยก่อนถึงวันปีใหม่ แต่ละบ้านก็จะทาความ
สะอาดบา้ นเรอื น ตลอดจนตดั ฟืน ตาขา้ ว ตดั เส้อื ผา้ ใหม่ ตม้ สรุ า นาผา้
หม่ ไปซกั เป็นตน้
ในวนั ส่งท้ายปีเก่า ผชู้ ายก็จะเชอื ดหมเู ชอื ดไก่ ผูห้ ญงิ กจ็ ะทา
ขนม "เหนยี นเกา"แบบชาวจนี ไหหลา ซง่ึ กค็ อื ขนมอ่ีบวั ๊ ะ (薏粑) หรอื
ขนมเขง่ มะพรา้ ว ถงึ เวลาพลบค่ากจ็ ะจดั อาหารเซ่นไหวบ้ รรพบุรษุ เม่อื
เสรจ็ พธิ แี ลว้ จงึ รบั ประทานอาหารและดม่ื สรุ ามงคลรว่ มกนั
ในวนั ขน้ึ ปีใหม่ ชาวจนี ในไหหลา จะปิดบา้ นและไมอ่ อกไปเท่ยี ว
นอกบา้ นเชน่ ชาวจนี ในทอ่ี น่ื ๆ กจิ กรรมทช่ี าวไหหลาทาคอื ตอนเชา้ จะนา
ขนมอ่ีบวั ๊ ะ มาวางไวท้ ค่ี อกววั เล้าหมู หรือเล้าไก่ตาม แต่วา่ บ้านไหน
เล้ียงอะไร หลังจากนัน้ เม่อื ไปตักน้าท่ีแม่น้าหรือ บ่อน้าแล้ว จะโยน
เหรยี ญหรอื ขนมอี่บวั ๊ ะลงในแม่น้าหรอื บ่อน้า เพ่ือเป็นการซ้ือ "ฝูสุ่ย"
(福水) หรอื "น้าแห่งความผาสกุ " จาก เทพแหง่ ดนิ และเทพแหง่ น้า
วนั ที่ 3- 4 หนุ่มสาวจึงจะเรม่ิ ออกไปเที่ยว บา้ งไปเย่ียมญาติ
บา้ งไปล่าสตั ว์ ตกปลา เล่นโล้ชงิ ชา้ เตน้ ราปีใหม่ ซึง่ เรียกอีกอย่างว่า
"เตน้ ราแหง่ สนั ตสิ ขุ "
ในวนั ท่ี 5 เป็นวนั เกบ็ กวาดขยะท่ีหลงเหลือ จากเทศกาลตรุษ
จนี เชน่ ขนหมู ขนนก ใบไผ่ มาใสต่ ะกรา้ ไมไ้ ผ่ เพ่อื ทาพธิ อี ญั เชญิ เทพ
ออกจากหมบู่ า้ น และในวนั ที่ 15 จงึ ทาพธิ ี เผาทปี่ ากทางเขา้ หมบู่ า้ น
ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 163
元宵節
หยวนเซียว: เทศกาลโคมไฟ
ประเพณีหยวนเซียว (ง่วงเตียว ในสาเนียงภาษาจีนไหหลา)
หรอื เทศกาลโคมไฟ (ตรงกบั วนั ขน้ึ 15 ค่า เดอื น1 ตามปฏทิ นิ จีน) น้ีถือ
เป็นงานฉลองรบั ฤดูกาลในการเพาะปลูก ซึ่งจากการพิจารณารปู ศพั ท์
ตามภาษาจนี คาวา่ หยวนเซยี ว แปลตรงตวั วา่ คนื แรก หมายถงึ คนื วนั
เพญ็ แรกของปี ประเพณีหยวนเซยี วเรยี กอกี ชอ่ื หนึ่งว่า “เทศกาลชาวนา”
ซงึ่ เป็นเทศกาลในการเซ่นไหวเ้ พ่อื การเพาะปลูก เน่อื งจากในอดตี ชาวจีน
ส่วนใหญ่ยงั คงประกอบอาชีพเกษตรกรรม การบูชาเพ่ือขอพรให้กับ
164 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
ผลผลิตของปีจงึ ถอื เป็นเร่อื งสาคญั คล้ายกบั เป็นการเรยี กขวญั กาลงั ใจ
ของชาวนาในการเพาะปลกู พชื ผลใหมข่ องปี
ท่ีมาของเทศกาลน้ีมกี ารกล่าวออกไปในหลายๆทฤษฎี โดย
ทฤษฎแี รกกลา่ ววา่ หยวนเซยี วมที ่ีมาจากประวตั ิศาสตร์สมยั ฮนั ่ เม่อื ฮนั ่
เกาจฮู ่องเต้ ปฐมกษตั รยิ ส์ วรรคตแลว้ ฮองเฮาในสมยั นนั้ ฆา่ ฟนั ผคู้ นอย่าง
เห้ยี มโหด ขา้ ราชการจึงร่วมกนั กาจดั พระนางและอญั เชญิ พระโอรสจาก
พระมเหสีรอง สถาปนาข้ึนเป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ทรงพระนามว่า
“ฮนั ่ เหวนิ ต้”ี (180 กอ่ นครสิ ตกาล) ซง่ึ วนั ทมี่ กี ารปฏวิ ตั ิในครงั้ นนั้ ตรงกบั
คนื วนั เพญ็ กลางเดอื นอ้าย พระเจ้าฮนั ่ เหวินต้จี งึ ประกาศให้วนั ดงั กล่าว
เป็นวนั หยวนเซียว เป็นวนั ฉลองความสงบสุขทจ่ี ะคนื กลบั มาสู่ประเทศ
หยวนเซียวจงึ เป็นประเพณีที่มคี วามสาคญั ในประวตั ิศาสตร์ ดงั ปรากฏ
หลกั ฐานในพงศาวดารสอ่ื จข้ี องสอื หมา่ เฉียน30
ทฤษฎตี ่อมา กลา่ ววา่ หยวนเซยี วมที ี่มาจากการจุดประทปี โคม
ไฟบชู า “ไท่อ่ี” ศพั ท์คาน้ีมคี วามหมายวา่ เอก ซง่ึ หมายถงึ จกั รวาล เป็น
การบชู าธรรมชาติในยามค่าคนื อนั มดี าวเหนือเป็นประธาน31 ซึง่ ถือเป็น
การบชู าเทพเจา้ องคส์ าคญั ดว้ ยการจุดประทปี โคมไฟถวาย32
30 ถาวร สกิ ขโกศล, “หยวนเซยี ว: เทศกาลปิดทา้ ยตรษุ จนี ”, ศลิ ปวฒั นธรรม 28 (2550),
156-157.
31 ชาวจนี เชอ่ื ในความสาคญั ของดาวเหนือ ถอื เป็นเทพผมู้ อี านาจมากท่สี ดุ ในบรรดาเทพเจา้
ทงั้ 4 ทศิ เหน็ ไดช้ ดั จากกรณกี ารสรา้ งเทวรปู ตวั่ เหลา่ เอ๊ยี (เจา้ พอ่ ใหญ่) ซง่ึ เป็นเทพเจา้
ประจาดาวเหนือใหม้ ฐี านะเป็น เงก็ เซยี นฮอ่ งเตพ้ ระองคห์ น่ึง สญั ลกั ษณ์คอื เตา่ และงู
ปจั จุบนั องคต์ วั เหลา่ เอ๊ยี กค็ อื เทพประธานในศาลเจา้ พอ่ เสอื บรเิ วณ สแ่ี ยกคอกวัว เขตพระ
นคร กรุงเทพมหานคร
32 สมบูรณ์ สขุ สาราญ, “ความเชอ่ื ทางศาสนาและพธิ กี รรมของชุมชนชาวจนี ”, 54-55.
ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 165
ทฤษฎที ส่ี าม กลา่ ววา่ หยวนเซยี วคอื เทศกาลแห่งการจุดประทปี
ถวายเป็นพุทธบชู า ดว้ ยตรงกบั วนั มาฆบชู า ซง่ึ ถอื เป็นวนั สาคญั ทางพุทธ
ศาสนา ชาวจนี จึงร่วมกนั จุดโคมไฟเพ่ือเป็นการบูชา คลา้ ยกบั การจุด
ประทปี เวยี นเทยี นของชาวไทยในตอนคา่ 33
วนั ขน้ึ 15 คา่ เดอื นอา้ ยตามปฏทิ นิ จนั ทรคติของจนี เป็นเทศกาล
หยวนเซียว ซึ่งเป็นเทศกาลเก่าแก่อีกเทศกาลหนึ่งของจีน และเป็น
เทศกาลทตี่ อ่ จากเทศกาลตรษุ จนี
คืน ข อ ง เ ท ศ ก า ล ห ย ว น เ ซีย ว เ ป็ น คืน แ ร ก ข อ ง ปี ใ ห ม่ที่ เ ห็ น
พระจนั ทรเ์ ตม็ ดวง คนื นนั้ มปี ระเพณแี ขวนโคมไฟ ดงั นนั้ เทศกาลหยวน
เซยี วมอี ีกช่อื หน่ึงว่า“เทศกาลโคมไฟ” การชมโคมไฟและการกนิ ขนม
หยวนเซยี วเป็นกจิ กรรมสาคญั ของเทศกาลหยวนเซียว เหตุใดต้องแขวน
โคมไฟในเทศกาลหยวนเซยี ว
ถึงปี 104 ก่อนคริสตกาล เทศกาลหยวนเซียวได้รบั การ
กาหนดเป็นเทศกาลสาคญั แห่งชาติ ทาใหก้ ารฉลองเทศกาลหยวนเซียวมี
ขนาดใหญ่โตยง่ิ ขน้ึ ตามขอ้ กาหนด สถานทสี่ าธารณะต่างๆและทุกบา้ น
ตอ้ งประดบั โคมไฟ โดยเฉพาะย่านการคา้ และศนู ย์วฒั นธรรมต้องจดั งาน
โคมไฟขนาดใหญ่ ไมว่ า่ ผหู้ ญงิ ผชู้ าย เดก็ หรอื ผเู้ ฒ่าล้วนจะไปชมโคมไฟ
ทายปรศิ นาโคมไฟและเชดิ โคมไฟมงั กรตลอดคนื ต่อมา ประเพณีน้ีไดส้ บื
ทอดกนั มาทกุ ยคุ ทกุ สมยั ตามการบนั ทกึ ปีค.ศ. 731 สมยั ราชวงศ์ถงั เคย
ทาภเู ขาโคมไฟสงู 7 เมตรทปี่ ระกอบดว้ ยโคมไฟกวา่ 5 หมน่ื ดวงตงั้ อยู่ใน
เมอื งฉางอนั เมอื งหลวงของราชวงศถ์ งั
33 ถาวร สกิ ขโกศล, “หยวนเซยี ว: เทศกาลปิดทา้ ยตรษุ จนี ”, 157.
166 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
โคมไฟที่แขวนโชวใ์ นเทศกาลหยวนเซียวส่วนมากจะทาดว้ ย
กระดาษสตี า่ งๆ จะทาเป็นรปู ภเู ขา สงิ่ ก่อสรา้ ง คน ดอกไม้ นกและสตั ว์
ชนิดต่างๆ โคมไฟ“โจ่วหมา่ เตงิ ”เป็นโคมไฟที่มีเอกลกั ษณ์ของจีนอย่าง
เด่นชดั โคมไฟ“โจ่วหม่าเติง”เป็นของเล่นชนิดหน่ึง มปี ระวตั ิกว่าพันปี
แล้ว ภายในโคมไฟได้ติดตงั้ ล้อวงจกั ร พอจุดเทียนในโคมไฟ กระแส
อากาศทไ่ี ดร้ บั ความรอ้ นจากเปลวเทยี นจะดนั วงจกั รทต่ี ดิ กระดาษรปู คนข่ี
มา้ ในอริ ยิ บถต่างๆหมนุ ไปตามวงจกั ร เงาของรปู คนขมี่ า้ จะสะท้อนอยู่บน
กระดาษชนั้ นอกของโคมไฟ มองแลว้ เสมอื นมา้ กาลงั วงิ่ หอ้ ตะบงึ
การกินขนมหยวนเซียวเป็นประเพณีสาคัญอย่างหนึ่งของ
เทศกาลหยวนเซยี ว สมยั ราชวงศซ์ ่ง ประชาชนนิยมกนิ ขนมพ้นื บา้ นชนิด
หน่ึงในเทศกาลโคมไฟ ขนมชนิดน้ีมีรูปลกั ษณ์กลม ทาดว้ ยแป้งข้าว
เหนียว ขา้ งในมไี สห้ วาน(รปู รา่ งคลา้ ยขนมบวั ลอยน้าขงิ ) ภาคเหนือของ
จนี เรยี กขนมชนิดน้ีว่า“หยวนเซยี ว”สว่ นภาคใตเ้ รยี ก “ทงั หยวน 湯圓”
หรอื “ทงั ถวน”
ปจั จบุ นั ขนมหยวนเซยี วมไี สห้ ลายสบิ ชนิด เช่น ซนั จา พุทรา
ถวั ่ แดง โหงวยง้ิ งา เนยและชอ็ กโกแลต เป็นต้น รสชาติของหยวนเซียว
ในพ้นื ทตี่ ่างๆจะแตกตา่ งกนั
นอกจากชมโคมไฟและกนิ ขนมหยวนเซยี วแลว้ เทศกาลหยวน
เซียวยงั มกี จิ กรรมละเล่นต่างๆมากมาย เช่น ระบาไมต้ ่อขา ราพดั เชิด
สงิ โต เป็นตน้ ไมว่ า่ ผแู้ สดงหรอื ผชู้ ม ต่างสนุกสนานกนั ถว้ นหน้า ทาให้
บรรยากาศของเทศกาลหยวนเซยี วคกึ คกั ย่งิ ประเพณีหยวนเซยี วถือเป็น
ประเพณใี หญ่ระดบั ชมุ ชนทที่ ุกครอบครวั จะต้องเขา้ ประกอบพิธี โดยชาว
จนี จะจดั เตรยี มเครอ่ื งเซน่ ไหวเ้ พอ่ื มาสกั การบชู าเทพเจา้ ในศาลเจา้ ประจา
ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี 167
หมบู่ า้ น โดยเฉพาะศาลเจ้า “เทียนกง”34 หรอื “ทีกง” (สาเนียงจนี แต้จวิ๋ -
ไหหลา) อนั ถอื เป็นการเซ่นไหวใ้ นระดบั ชมุ ชน และจดั เตรยี มเครอ่ื งเซ่น
ไหวเ้ ทพเจา้ และบรรพบรุ ุษของตนที่บา้ นซ่ึงถือเป็นการเซ่นไหวใ้ นระดบั
ครอบครวั 35
เหน็ ไดช้ ดั วา่ การเซ่นไหวบ้ ชู าของชาวจนี ไม่เพยี งแต่เป็นการ
ประกอบพธิ กี รรมตามวฒั นธรรมประเพณขี องตนเพียงเท่านนั้ หากแต่ยงั
มสี ว่ นเกยี่ วขอ้ งกบั การรวมกลุ่มกนั ทางสงั คม สรา้ งความสามคั คใี นชุมชน
ดว้ ยการยดึ เอาประเพณีเป็นเคร่อื งหลอมรวมจิตใจของทุกคนใหร้ ว่ มกนั
ดาเนินการเพ่อื เป็นประโยชน์แกส่ าธารณะ เพราะตลอดการจดั งานหยวน
เซยี วนนั้ ยงั มี “การรบั บรจิ าคของศาลเจา้ เพอื่ ประกอบกจิ การทเี่ ป็นกุศล
แกส่ ่วนรวม”36 ตลอดจนใหค้ วามสาคญั กบั ระบบเศรษฐกจิ ซ่ึงกค็ ือการ
สรา้ งขวญั กาลงั ใจในการประกอบอาชพี ของตนทาให้ฐานทางเศรษฐกิจ
ของสงั คมชาวจนี มคี วามมนั ่ คง ผา่ นการเซ่นไหวบ้ ชู าเทพเจ้า และยงั ไม่
ลมื ทจ่ี ะประกอบพธิ ีบชู าบรรพบรุ ษุ ของตนตามคติความเชอ่ื ที่ยงั คงหยงั ่
รากลกึ และผสานกลมกลนื เขา้ กบั วฒั นธรรมประเพณีหลกั ของชาวจนี มา
จนถงึ ปจั จุบนั
34 ศาลเจา้ เทยี นกงน้ี หมายถงึ ศาลเจา้ แหง่ ฟ้าดนิ ซ่งึ จะอยกู่ ลางแจง้ ของทุกๆศาลเจา้ ลกั ษณะ
ของศาลจะเป็ฯเพยี งแผน่ ศลิ าจารกึ อกั ษร 4 ตวั อนั หมายถงึ “ฟ้า ดนิ พ่อ แม่” ถอื เป็นผสู้ รา้ ง
สรรพชวี ติ ทงั้ ปวง และเป็นจุดแรก เมอ่ื ผทู้ ่ตี อ้ งการจะเซน่ ไหวเ้ ทพเจา้ จะตอ้ งไหวศ้ าลเทยี นกง
กอ่ น ในพรพรรณ จนั ทโรนานนท์, “วถิ จี นี ”, (กรุงเทพฯ: ประพนั ธส์ าสน์ , 2546), 26.
35 บุญยง ช่นื สวุ มิ ล, “โบเ๊ บ”๊ , (กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , 2551), 96.
36 สมบรู ณ์ สขุ สาราญ, “ความเชอ่ื ทางศาสนาและพธิ กี รรมของชมุ ชนชาวจนี ”, 54.
168 ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี
ขนมหยวนเซียว หรอื ขนมถงั หยวน: ขมประจาเทศกาลหยวนเซียว
ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 169
清明節
เชง็ เม้ง: ลูกหลานกตญั ญู
เช็งเมง้ หรอื เทศกาลเซ่นไหวบ้ รรพบุรุษ เป็นพิธีกรรมที่ให้
ความสาคญั ในระดบั ครอบครวั เพราะชาวจนี ถือว่าครอบครวั คอื รากฐาน
ท่สี าคญั ของสงั คม ดงั นัน้ ชาวจีนจึงมีความเคารพและผูกพนั กบั บรรพ
บรุ ษุ การบชู าบรรพบรุ ษุ จงึ เป็นกจิ กรรมสาคญั ทมี่ อี ยเู่ ป็นประจาสม่าเสมอ
ซงึ่ เทศกาลเชง็ เมง้ นนั้ ปรากฏขน้ึ ตงั้ แตส่ มยั ราชวงศถ์ งั มหี ลกั ฐานระบชุ ดั
วา่ ถงั เสวยี นจงฮ่องเตท้ รงตราพระราชกาหนดอนุญาตใหร้ าษฎรปดั กวาด
170 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
และเซ่นไหวส้ ุสานบรรพบุรุษในช่วง “เทศกาลกินเย็น”37ไดเ้ มอ่ื ปี พ.ศ.
1275 38
วนั เช็งเม้งเป็นช่วงเวลาต้นเดือนเมษายนตามปฏิทินสมัย
ปจั จุบนั พอถึงวนั น้ี ผูค้ นจะเดนิ ทางไปชานเมอื ง เพ่ือกราบไหว้บรรพ
บรุ ษุ เดนิ เทย่ี วชมววิ และเกบ็ กง่ิ หลวิ กลบั มาเสยี บประตูบา้ น
ในทอ้ งท่ีบางแห่งของจีนเรยี กวนั เชง็ เม้งว่าเป็นเทศกาลผี จะ
เหน็ ไดว้ า่ น่ีเป็นวนั เสน้ ไหวบ้ รรพบรุ ุษ เวลาก่อนและหลงั วนั เชง็ เม้ง ทุก
ครอบครวั จะไปไหวห้ ลุมบรรพบรุ ษุ ตดั ท้ิงหญ้ารกทขี่ น้ึ ตามหลุมศพ เพมิ่
ดนิ ใหมบ่ นหลมุ แลว้ จดุ ธปู เทยี น เผากระดาษเงนิ กระดาษทองกราบไหว้
แสดงความไว้อาลัย มีกลอนโบราณยุคซ้องได้บรรยายถึงสภาพของ
ประเพณไี หวห้ ลุมศพวา่
“สุสานบนเขาเหนือใต้ ผคู้ นกราบไหวว้ นั เชง็ เม้ง กระดาษเงิน
ทองปลิวว่อนคลงั ่ ผีเส้อื เลือดและน้าตาหลงั ่ ชโลมดอกตู้เจียนให้แดง
สะพรงั ่ ”
เลา่ กนั วา่ วนั เชงเมง้ เรมิ่ ขน้ึ ในสมยั ราชวงคฮ์ นั ่ (กอ่ นค.ศ.206 –
ค.ศ 220) จนถงึ สมยั ราชวงคห์ มงิ และสมยั ราชวงค์ชงิ พธิ ไี หวห้ ลุมบรรพ
บรุ ษุ พฒั นาถงึ ขนั้ สงู สดุ บางคนมเิ พยี งแต่เผากระดาษเงนิ กระดาษทองที่
หนา้ สสุ านแลว้ ยงั ทากบั ขา้ ว 10 อย่างไปวางไวห้ นา้ สสุ านดว้ ย
37 เทศกาลกนิ เยน็ คอื เทศกาลท่มี พี ฒั นาการกลายเป็นเทศกาลเชง็ เมง้ ในเวลาตอ่ มา ใน ถาวร
สกิ ขโกศล. “เชง็ เมง้ : เทศกาลคารวะบุพการี”, ศลิ ปวฒั นธรรม 28 (2550), 163.
38 ถาวร สกิ ขโกศล. “เชง็ เมง้ : เทศกาลคารวะบพุ การี”, 163.
ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี 171
การไหวส้ สุ านบรรพบรุ ษุ ในเทศกาลเชง็ เมง้ เป็นประเพณีสาคญั
ของจนี และสบื ทอดกนั มาจนถึงปจั จุบนั เพยี งแต่วา่ พธิ ีไหวจ้ ะเรยี บงา่ ย
กวา่ สมยั กอ่ น มรี ปู แบบทงั้ การไหวข้ องแต่ละครอบครวั และการไหวท้ ี่จดั
โดยองค์กรและหมู่คณะต่าง ๆ โดยผู้คนจะพากนั ไปไหว้สุสานของ
วรี บรุ ษุ ทสี่ ละชพี เพ่อื ชาติ โดยวางดอกไมส้ ดหรอื ตน้ สนต้นเลก็ เพ่อื แสดง
ความไวอ้ าลยั
วนั เชง็ เมง้ อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลขิ องจีน แมว้ ่างานน้ีมเี น้ือหา
เกยี่ วกบั การไหวบ้ รรพบรุ ษุ เป็นหลกั กต็ าม แต่ในระหวา่ งประวตั ศิ าสตร์
อนั ยาวนานนัน้ ผูค้้็ นยงั ถอื โอกาสน้ีเป็นการออกนอกบา้ นท่องเท่ยี วตาม
ชานเมอื ง ชมตน้ ไมส้ เี ขียวท่ีไม่ไดเ้ ห็นในฤดหู นาวเป็นเวลาหลายเดอื น
ทอ้ งทบี่ างแหง่ ของจนี จงึ เรยี กเทศกาลเชง็ เม้งว่าเป็นเทศกาลวนั เหยียบสี
เขยี ว
ในสมยั โบราณยงั มปี ระเพณที เ่ี ดนิ เทย่ี วชมสเี ขยี วตามชานเมอื ง
และเดด็ ดอกไมข้ องผกั สดชนิดหน่ึงชอ่ื วา่ ฉไี ช่ แตป่ ระเพณนี ้ียากทีจ่ ะเหน็
ไดใ้ นสมยั ปจั จุบนั คือกอ่ นและหลงั วนั เช็งเม้ง ผหู้ ญงิ หรอื สาว ๆ มกั จะ
ออกจากบา้ นไปเทย่ี วตามชานเมอื งและเดด็ ผกั ป่าสด ๆ กลบั มาบา้ น ทา
เป็นใสเ่ กย๊ี วน้า รสชาตอิ รอ่ ยมาก ผหู้ ญงิ บางคนยงั เอาดอกสขี าวของผกั ฉี
ทาเป็นปิ่นผม ชว่ งเทศกาลเชง็ เมง้ ชาวจนี ยงั นยิ มการเล่นวา่ ว เล่นชกั เย่อ
และเล่นชงิ ชา้ เป็นตน้
ทาไมวนั เชง้ เม็งใช้คาว่าเชง็ เม้ง ตามภาษาจีนกลาง 清明
ชงิ หมงิ (ชงิ แปลวา่ สะอาด สงบ/ หมงิ แปลว่า สวา่ ง) หมายความว่าสด
ชน่ื สวา่ งและแจ่มใส กเ็ พราะว่าช่วงน้ีเป็นต้นฤดูใบไมผ้ ลิ ทอ้ งฟ้าแจ่มใส
อากาศสดชน่ื หญา้ กาลงั ขน้ึ เขยี ว ปา่ ไมเ้ รมิ่ ผลดิ อกออกใบ เป็นชว่ งเวลา
172 ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี
เรม่ิ ทาไรไ่ ถน่า ในสานวนการเกษตรของจนี มกี ารบรรยายถงึ เทศกาลเชง็
เมง้ กบั การเกษตร เชน่ ชงิ หมงิ เฉียนโฮ่ว จง้ กวาจง้ โตว้ ความหมายคือ
ก่อนและหลงั ช่วงเวลาเชง็ เม้ง เป็นเวลาเหมาะสมที่จะปลูกแตงปลูกถวั ่
และยงั มสี านวนกลา่ วววา่ การปลูกตน้ ไมต้ น้ ใหม่ต้องไมเ่ กนิ เทศกาลเชง็
เมง้ ชว่ งเวลากอ่ นเชง็ เมง้ พชื อะไรกป็ ลกู ขน้ึ ไดด้ หี มด
ความสาคญั ของเทศกาลเชง็ เมง้ อยู่ท่กี ารไปเซ่นไหวบ้ รรพบุรษุ
ที่สสุ านโดยลูกหลานจะตอ้ งไปปดั กวาด ทาความสะอาด หรอื ซ่อมแซม
สสุ านให้มคี วามสวยงาม เหตุทเ่ี ลอื กเอาวนั เชง็ เมง้ เป็นวนั เซ่นไหวบ้ ูชา
บรรพบรุ ษุ ทสี่ สุ านกเ็ พราะวา่ เป็นประเพณีทอี่ ยู่ในเดอื น 3 ตามปฏทิ ินจีน
ซง่ึ เป็นฤดใู บไมผ้ ลิ หญา้ ทสี่ สุ านกเ็ จรญิ งอกงาม จนอาจรกรงุ รงั สายฝนที่
โปรยปรายกอ็ าจทาให้ดินบรเิ วณสสุ านยุบตวั ลูกหลานจงึ ตอ้ งไปถอน
หญ้า และเตมิ ดนิ ใหพ้ ูนสูงเหมอื นเดมิ เสมอื นกบั ว่า ลูกหลานได้ไปปดั
กวาด ทาความสะอาดบ้านของบรรพบุรุษ เป็นการปรนนิบตั ิรับใช้
เหมอื นกบั ตอนทบ่ี รรพบรุ ษุ ยงั มชี วี ติ อยู่
นอกจากน้ีวนั เชง็ เมง้ ยังเป็นวนั ท่ีมีการรวมลูกหลานในวงศ์
ตระกูลกนั อย่างพรอ้ มหน้า ให้กลบั มาเซ่นไหวบ้ รรพบุรษุ ที่สุสานและที่
บา้ น ซงึ่ การเซ่นไหวบ้ รรพบรุ ษุ ทสี่ สุ านนนั้ จะทากนั กอ่ นวนั เชง็ เมง้ มกี าร
จดั เตรยี มเครอ่ื งเซน่ ไหวป้ ระกอบดว้ ยอาหาร เครอ่ื งกระดาษกงเต๊ก และ
กระดาษสี เพ่อื ใชใ้ นการโปรยประดบั ตกแต่งบรเิ วณสสุ าน เพราะกระดาษ
สเี หล่าน้ี ชาวจีนเช่อื ว่า เป็นการแสดงให้ผูอ้ ่ืนเห็นว่าสุสานน้ีลูกหลาน
ไดม้ าเคารพบชู าแลว้ นอกจากน้ีกระดาษสยี งั เป็นการแสดงออกให้บรรพ
บุรุษท่ีล่วงลับไปแล้ว เห็นถึงความเคารพในพระคุณของบรรพบุรุษ
ลกู หลานไดก้ ลบั มาเยย่ี มและแสดงความกตญั ญทู ส่ี สุ านแลว้
ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 173
หลงั จากการเซ่นไหวบ้ รรพบุรุษเสรจ็ สน้ิ ลูกหลานกจ็ ะลอ้ มวง
เพ่อื รบั ประทานอาหารกนั ณ ท่ีแห่งนนั้ แสดงออกถงึ ความกลมเกลยี ว
สมคั รสมานสามคั คขี องลูกหลานในวงศ์ตระกูล ส่วนในวนั เช็งเม้งตาม
ปฏทิ นิ จนี 39นนั้ จะเป็นการเซ่นไหวบ้ ชู าบรรพบรุ ุษที่บา้ น มกี ารจดั เตรยี ม
อาหาร เครอ่ื งกระดาษกงเต๊กเหมอื นเชน่ วนั ท่ีไปไหวท้ ีส่ ุสาน หากแต่เป็น
การไหวท้ ห่ี นา้ ห้งิ บชู าบรรพบรุ ษุ ภายในบา้ น40
วนั เชง็ เมง้ ถอื เป็นวนั ทแ่ี สดงออกใหเ้ หน็ ถงึ ความกตญั ญูของชาว
จนี ที่มตี ่อบรรพบุรุษผสู้ ร้างวงศ์ตระกลู ที่ไมเ่ พยี งแต่สะท้อนให้เห็นถึง
คตาิ มเชอ่ื ในเรอ่ื งการบชู าบรรพบุรษุ เท่านนั้ หากแต่ยงั สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ
ศาตร์และศลิ ป์ในวฒั นธรรมจนี อกี ดว้ ย นัน่ เพราะสุสานหรอื ฮวงซุ้ยนัน้
เป็นการรวมเอาศาสตรท์ เี่ ป็นภมู ปิ ญั ญาของจีนในเร่อื งของฮวงจุ้ย ซ่งึ ถอื
เป็นสงิ่ สาคญั ในการสรา้ งสุสานให้กบั บรรพบรุ ุษ ชาวจีนเชอ่ื ว่า “สุสาน
บรรพบรุ ษุ คอื ดินแดน อิมกงั 41 ทีส่ ง่ ผลถงึ เอยี๊ งกงั 42กบั ลูกหลานดว้ ย”
เพราะถา้ สสุ านนนั้ ถูกตอ้ งตามหลกั ฮวงจุ้ย กจ็ ะส่งผลให้หน้าที่การงาน
ชวี ติ ความเป็นอย่ขู องลกู หลานมคี วามเจรญิ รงุ่ เรอื งดว้ ยเชน่ กนั
39 ในประเทศไทยกาหนดวนั ไวใ้ นปฏทิ นิ คอื วนั ท่ี 5 เมษายนของทกุ ปี
40 สมบูรณ์ สขุ สาราญ, “ความเช่อื ทางศาสนาและพธิ กี รรมของชุมชนชาวจนี ”, 57.
41陰間 อมิ กงั หรอื หยนิ เฉยี น คอื ดนิ แดนปรโลก ทอ่ี ยูข่ องคนตาย
42陽間 เอย๊ี งกงั หรอื หยางเฉียน คอื ดนิ แดนในโลกมนุษย์ ท่อี ย่ขู องคนเป็น
174 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
จชู งั เป๊ี ย: ขนมประจาเทศกาลเชง็ เมง้
ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 175
端午節
ตวนอ่:ู สารทขนมจา้ ง
ตวนอู่หรอื ประเพณีไหวข้ นมจ้าง (บ๊ะจ่าง 肉粽 หรอื รจู่ ง ใน
สาเนยี งภาษาจนี กลาง) เป็นเทศกาลทม่ี ขี น้ึ เพ่อื ระลึกถึงชูหยวน 屈原
กวผี ู้รกั ชาตใิ นสมยั โบราณปลายยุคจนั้ กวั ๋ (พ.ศ.64-322) แต่อย่างไรก็
ตาม ประเพณีตวนอู่กไ็ มไ่ ดม้ ขี ้นึ เพ่อื ระลึกถงึ กวชี ูหยวนเพยี งอย่างเดยี ว
เพราะประเพณีตวนอู่เป็นประเพณีที่เก่าแก่ หลากหลายแตกต่างกัน
ตามแต่ละท้องถิ่น แต่ละคติความเช่ือ ซึ่งนักวิชาการชาวจีนตัง้ ข้อ
สนั นษิ ฐานถงึ ประเพณดี งั กลา่ วไวถ้ งึ 4 สาเหตุ
176 ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี
สาเหตุประการแรกคอื มรี ากฐานมาจากเทศกาลเซี่ยจ้อื ซงึ่ เป็น
วนั อตุ ุปกั ษ์ในฤดรู อ้ น พอถงึ วนั น้ที กุ คนจะอาบน้าดว้ ยน้าที่แชห่ ญ้าหลาน
อนั เป็นสมนุ ไพรทชี่ ่วยขจดั โรคภยั และจะอาบในเวลา “อู่” ซงึ่ เป็นเวลาที่
ดวงอาทติ ย์อยู่ตรงกง่ึ กลางศรี ษะในเวลาเทยี่ งตรงพอดี ชอ่ื ตวนอู่ จึงแปล
ความหมายไดว้ า่ เทศกาลท่ีพระอาทิตยต์ รงกงึ่ กลางศรี ษะ
สาเหตุประการที่ 2 คอื ชาวจนี เช่อื วา่ เดอื น 5 น้ีเป็นเดอื นในฤดู
รอ้ น ซงึ่ สตั วร์ า้ ย 5 ชนิด อนั ไดแ้ ก่ แมงปอ่ ง งู ตะขาบ แมงมมุ และก้งิ กอื
จะออกมาทารา้ ยคนและสตั ว์ ประกอบกบั เดอื น 5 เป็นชว่ งทมี่ อี ากาศรอ้ น
ทาให้เกิดโรคอหิวาต์ ย่ิงเป็นช่วงวนั ที่ 5 เดือน 5 ศาสตร์ฮวงจุ้ยคิด
คานวณตวั เลขออกมาแลว้ วา่ เป็นวนั อบุ าทว์ จงึ ตอ้ งมกี ารป้องกนั ภยั รา้ ย
ดว้ ยการผกู ผา้ 5 สี ไวท้ ป่ี ระตูบา้ น เพ่ือเป็นการป้องกนั ความชวั ่ รา้ ยที่จะ
เขา้ มาภายในบา้ น
สาเหตุประการท่ี 3 คอื เป็นพธิ บี ูชาสตั ว์ประจาแควน้ ของชาว
จีนในสมยั โบราณ นัน่ ก็คือมงั กร ซึ่งมีการบูชาด้วยการแข่งเรอื กนั ใน
แมน่ ้าแลว้ โยนขนมทที่ าจากขา้ วเหนียวห่อดว้ ยใบไผโ่ ยนลงในแมน่ ้าเพ่อื
บชู ามงั กร
สาเหตุประการสดุ ทา้ ยนนั ่ กค็ อื เรอ่ื งของการระลึกถงึ กวชี หู ยวน
屈原 ซง่ึ เป็นกวที มี่ คี วามจงรกั ภกั ดตี อ่ ผปู้ กครอง แต่กลบั ถูกกลนั ่ แกล้ง
จากเสนาบดี ซา่ งกวนตา้ ฟู อจิ ฉารษิ ยา ถูกกลนั ่ แกล้งหลายต่อหลายครงั้
จนในทสี่ ดุ ฮ่องเตห้ ูเบากห็ ลงเชอ่ื สงั ่ ใหเ้ นรเทศชหู ยวน ออกจากเมอื งไป
ระหวา่ งทีร่ ่อนเรพ่ เนจรอยู่นนั้ ชูหยวน กไ็ ดแ้ ต่งบทกลอนเล่าถงึ ชวี ติ ท่ี
รนั ทดและความอยตุ ธิ รรมของฮ่องเตไ้ วม้ ากมาย พอความทราบถงึ ฮ่องเต้
กย็ ง่ิ ทรงพิโรธหนักเขา้ ไปอกี ส่วนชหู ยวนอดรนทนไม่ได้ ที่จะกราบทูล
ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี 177
เสนอแนะขอ้ ราชการทเ่ี ป็นประโยชน์กบั ทางราชการใหก้ บั องค์ฮ่องเต้ แต่
ฮ่องเตก้ ไ็ มท่ รงสนพระทยั เลยแมแ้ ต่นอ้ ย
ชหู ยวนนอ้ ยอกน้อยใจมาก เลยไปกระโดดน้าตายทแ่ี มน่ ้าไหม่
โหลย ในมณฑลยูนนาน ซงึ่ ตรงกบั วนั ที่ 5 เดอื น 5 นนั ่ เอง (บางตารากว็ ่า
กระโดดน้าท่ี แมน่ ้าเปาะล่อกงั บางตาราวา่ เป็นแมน่ ้าแยงซเี กยี ง)
พอพวกชาวบา้ นรูข้ ่าว ก็พากนั ไปช่วยงมหาศพ แต่หาศพ
เท่าไหร่ก็หาไม่พบ ชาวบ้านเลยเอาขา้ วโปรยลงไปในน้าพร้อมกบั
อธษิ ฐาน ขออยา่ ให้ พวกปปู ลามากดั กนิ ศพเลย กนิ แต่ขา้ วที่โปรยไวใ้ หก้ ็
พอ43
จากนัน้ เป็นต้นมา ในแต่ละปีชาวเมืองเสฉวนซึ่งอยู่ติดกบั
มณฑลยูนนาน ทซ่ี ง่ึ ชหู ยวนไปกระโดดน้าตาย กจ็ ะมารว่ มกนั ระลกึ ถงึ ขนุ
นางผซู้ ่อื สตั ยค์ นน้ี ดว้ ยการเอาใบจา่ งมาหอ่ ขา้ วและกบั เม่อื ห่อเรยี บรอ้ ย
แลว้ จงึ เอาไปโยนลงน้า และนเ่ี องจงึ เป็นทม่ี าของ เทศกาลไหวข้ นมจา้ ง ที่
ยงั คงความศกั ดสิ ์ ทิ ธมิ ์ าจนถงึ ปจั จบุ นั
จากสาเหตุทัง้ หมดนัน้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับรายละเอียดใน
ประเพณีตวนอู่ดว้ ยกนั ทัง้ ส้นิ เพราะในประเพณีตวนอู่ จะมกี ารทาขนม
จ้าง หรอื ขนมบ๊ะจ่าง44 ห่อด้วยใบไผ่ใชใ้ นการเซ่นไหว้บชู าบรรพบุรุษ
สว่ นขนมจา้ งอกี ชนดิ หน่งึ กค็ อื กจี ่าง (หรอื ขนมจงจ่อื 粽子) ซง่ึ เป็นขนม
ขา้ วเหนียวทแ่ี ช่กบั น้าด่าง วธิ ีทากท็ ามาจากขา้ วเหนียวแช่น้าด่างท่ีได้
จากขเ้ี ถา้ ของตน้ นุ่นหรอื เปลอื กทุเรยี น ห่อดว้ ยใบไผส่ ด ตอ้ งแชน่ ้าดา่ งท้งิ
43 ถาวร สกิ ขโกศล, “สารทขนมจา้ ง: เทศกาลรวมความหลากหลายของวฒั นธรรมจนี ”,
ศลิ ปวฒั นธรรม 28 (2550), 152-160.
44 บ๊ะ แปลวา่ เน้ือหมตู ามสาเนียงจนี แตจ้ วิ๋ บ๊ะจา่ ง จงึ แปลวา่ ขนมจา้ งทม่ี สี ว่ นผสมของหมู
178 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
ไว้ 3-4 วนั และจะห่อให้มขี นาดเล็กกวา่ บ๊ะจ่าง รบั ประทานกบั น้าตาล
ทรายแดง ซ่ึงน้าตาลถือเป็นอาหารมงคลของชาวจนี “เช่อื วา่ จะทาให้มี
ชวี ติ ทห่ี วานชน่ื ”
นอกจากอาหารการกนิ แลว้ เมอ่ื ถงึ เทศกาลตวนอู่ ทุกบา้ นต้อง
แขวนสมุนไพรสองชนิดไวบ้ นหน้าประตูบา้ น ด้านหนึ่งเพ่ือขบั ไล่ส่ิง
อปั มงคล อกี ดา้ นหนึ่งกเ็ พ่อื ป้องกนั โรคภยั ไขเ้ จ็บ เน่ืองจากในชว่ งเวลาท่ี
เพ่ิงย่างเขา้ ฤดูรอ้ นนัน้ มฝี นชุก อากาศชน้ื เช้อื โรคจึงเกดิ ข้นึ ง่าย การ
แขวนสมนุ ไพรสองชนิดน้ีไวท้ ห่ี น้าประตูสามารถป้องกนั โรคไดใ้ นระดบั
หนงึ่ นอกจากน้ี ยงั มปี ระเพณีการใชด้ า้ ย 5 สพี นั ขอ้ มอื ของเดก็ เชอ่ื กนั
วา่ เดก็ จะไดม้ อี ายยุ นื ยาวรอ้ ยปี และจะเยบ็ กระเป๋าใบเลก็ ๆเป็นรปู เสอื บา้ ง
รูปลูกน้ าเต้าบ้าง ข้างในใส่เคร่ืองหอม แขวนไว้ท่ีหน้าอกของเด็ก
นอกจากน้ี ยงั จะใหเ้ ดก็ สวมรองเทา้ รปู หวั เสอื และใสผ่ า้ เอยี๊ มทปี่ กั รูปสตั ว์
มพี ษิ ทงั้ 5 คอื แมงปอ่ ง งู ตะขาบ แมงมมุ และกง้ิ กอื เพราะเชอ่ื วา่ การทา
เชน่ น้ีสามารถปกป้องเดก็ ใหพ้ น้ จากโชครา้ ยและความอปั มงคล
บางบา้ นอาจมกี ารนาเอา “เซียงอี” หรอื เส้อื ผา้ ในวาระสุดทา้ ย
ของชวี ติ ของพ่อแมอ่ อกมาตาก เพราะในช่วงน้ีเป็นช่วงท่มี อี ากาศรอ้ น
ทสี่ ดุ (ในประเทศจนี ) ลกู หลานจะนาเอาชดุ ทใ่ี ชใ้ สต่ อนเสยี ชวี ติ ของพ่อแม่
มาปดั ฝนุ่ ตากแดด ไลก่ ลนิ่ อบั ไล่แมลง และตรวจดคู วามเสยี หาย จะได้
ซอ่ มแซมเอาไว้ ซงึ่ ชาวจนี ถอื วา่ การมเี ซยี งอีไว้ ไมใ่ ชก่ ารแช่งตวั เอง แต่
เป็นการเตรยี มตวั ใหพ้ รอ้ ม บางบา้ นยงั ถอื วา่ เป็นการแกเ้ คลด็ อกี ดว้ ย
ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี 179
บะ๊ จ่าง กีจ่าง
การแขวนสมนุ ไพร เอ๊ยี มและถงุ เคร่ืองหอมสาหรบั เดก็ ๆ พกติดตวั
180 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
中元節
สารทจีน: เทศกาลอลุ ลมั พนั
สารทจีน เป็นเทศกาลสาคญั ทงั้ ของลัทธิขงจ๊ือ พุทธศาสนา
ศาสนาเต๋า ในอดตี เป็นเทศกาลใหญ่มาก แต่ปจั จุบนั ลดความสาคญั ลง
นอกจากในวดั พุทธและวดั เต๋าแลว้ แพรห่ ลายอยใู่ นหมชู่ าวบา้ นจนี ภาคใต้
ตงั้ แต่มณฑลหูเปย่ อานฮยุ เจอ้ เจยี ง ลงมาจนถึงกวางตุ้ง กวางสี ยูนาน
ในหมชู่ าวจนี แคะ กวางตงุ้ ฮกเกย้ี น แตจ้ วิ๋ และไหหลา ยงั คงเป็นเทศกาล
ใหญ่ เป็น 1 ใน 8 เทศกาลสาคญั ประจาปีของชาวจนี ในไทยสารทจีนเป็น
เทศกาลจนี สาคญั อนั ดบั 2 รองจากตรษุ จนี เทา่ นนั้
ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 181
สารทจนี เป็นเทศกาลทอ่ี ยู่ตรงกลางปีของชาวจีน ซ่งึ ตรงกบั วนั
กลางเดือน 7 ตามปฏิทินจีน ซึ่งการเซ่นไหว้บูชาสิ่งศักดิส์ ิทธิน์ ัน้
เหมือนกบั ท่ีเคยทาในประเพณีตรุษจีนคือ เซ่นไหว้บูชาเทพเจ้าใน
ครวั เรือนในตอนเช้า ตอนสายของวันเซ่นไหว้บูชาบรรพบุรุษ ซ่ึงใน
เทศกาลสารทจีนน้ี มพี ธิ ีกรรมท่ีน่าสนใจอกี อย่างหน่ึงคือ พธิ ีกรรมการ
เซ่นไหวบ้ ชู าผไี มม่ ญี าติ ในตอนสายหรอื ตอนบา่ ยของวนั ซึ่งการเซ่นไหว้
บูชาในประเพณีสารทจีนน้ี จะให้ความสาคญั กบั การเซ่นไหว้บูชาดวง
วญิ ญาณหรอื ผี เพราะตามคตคิ วามเชอ่ื ของชาวจนี เชอ่ื วา่ ทุกๆ 6 เดอื น
นบั จากตรษุ จนี ประตใู นแดนนรกภมู จิ ะเปิดเพ่อื ใหด้ วงวญิ ญาณทงั้ หลาย
ไดก้ ลบั มารบั สว่ นบญุ สว่ นกศุ ลของมนุษยเ์ ป็นเวลา 1 เดอื น ดงั นนั้ ชาวจีน
จงึ มกี ารเซน่ ไหวบ้ ชู าเพ่อื เป็นการตอ้ นรบั ดวงวญิ ญาณของบรรพบรุ ษุ ทจ่ี ะ
เดนิ ทางกลบั มาหาลกู หลาน45
เทศกาลน้ีมีช่ือเป็นทางการว่า "จงหยวนเจี๋ย" 中元節
นอกจากน้ียงั มชี อ่ื ทนี่ ิยมเรยี กกนั อกี ชอ่ื หน่ึงวา่ "กยุ่ เจยี๋ (鬼節 ก๋ยุ โจ่ย)"
แปลว่า "เทศกาลผี" ช่อื ทงั้ สามน้ีถ้าคุยกบั คนจีนภาคใต้ ฮ่องกง และ
ไต้หวนั ทุกคนจะรูจ้ ักดี แต่คนปกั ก่ิงจะไม่รู้จกั เลย เพราะเทศกาลน้ี
ปจั จบุ นั ชาวบา้ นจนี ภาคเหนอื ไมไ่ ดท้ าแลว้ คงเหลอื แต่ในวดั พุทธและเต๋า
เทา่ นนั้
วนั เทศกาลสารทจีนคือวนั เทวสมภพของเทพจงหยวน จึง
เรยี กวา่ "จงหยวนเจยี๋ 中元節(ตงหง่วงโจ่ย) แปลวา่ เทศกาลเทพจง
หยวน ตรงกบั วนั กลางเดอื น 7 เทศกาลน้ีมกี จิ กรรมเกยี่ วเน่ืองตงั้ แต่ต้น
จนถงึ สน้ิ เดอื น 7 คอื วนั 1 คา่ เป็นวนั "เปิดยมโลก" ให้ผที งั้ หลายออกมา
45 สมบูรณ์ สขุ สาราญ, “ความเช่อื ทางศาสนาและพธิ กี รรมของชุมชนชาวจนี ”, 59.
182 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
รบั การเซ่นสงั เวย วนั 15 ค่า เป็นวนั ไหวใ้ หญ่ทงั้ ผบี รรพชนและผไี ม่มี
ญาติ วนั สน้ิ เดอื น 7 (แรม 15 ค่า) เป็นวนั "ปิดประตูยมโลก" ผีทงั้ ท่ยี ัง
ไม่ไดไ้ ปผดุ ไปเกดิ ตอ้ งกลบั เขา้ ยมโลก วนั ตน้ เดอื น ส้นิ เดอื น มีพิธีไหว้
ดว้ ย และมพี ธิ ที ้งิ กระจาดอุทศิ สว่ นกศุ ลให้ เปรต ครงั้ ใหญ่ในชว่ งครง่ึ หลงั
ของเดอื น 7 อกี ต่างหาก กจิ กรรมทงั้ หมดลว้ นแต่เกย่ี วกบั ผี คนจีนจึงถอื
วา่ เดอื น 7 เป็น "เดอื นผ"ี และเทศกาลกลางเดอื น 7 คอื "เทศกาลผ"ี แต่ที่
คนไทยเรยี กสารทจนี เพราะวนั น้ใี กลก้ บั วนั สารทไทย อกี ทงั้ อยู่ในช่วงตน้
ฤดสู ารทหรอื ชวิ เทยี น (秋天 ฤดใู บไมร้ ว่ ง) ของจนี อกี ดว้ ย
เทศกาลจงหยวนมีที่มาจากประเพณีจีนโ บราณ คือวัน
“อลุ ลมั พนบูชา” ของพุทธศาสนาและความเช่อื ของศาสนาเต๋ารวมกนั
อย่างกลมกลนื วฒั นธรรมประเพณีจนี โบราณเป็นที่มาของลทั ธิขงจ๊ือและ
คตินิยมพ้นื ฐานของคนจนี ตลอดมา ลัทธิงจ๊อื จงึ เป็นศาสนาสาคญั ท่ีสุด
ของจนี ไปโดยปรยิ าย แตก่ เ็ ขา้ กนั ไดก้ บั ศาสนาพทุ ธและศาสนาเต๋าซ่ึงเขา้
มาแพรห่ ลายและเกดิ ขน้ึ ในภายหลงั จนในวถิ ีชวี ติ คนจีนมอี ทิ ธพิ ลของ 3
ศาสนาน้ีอยคู่ ละเคลา้ กนั ไป
คาว่า "อุลลัมพนะ"(อุน-ลา-พะ-นะ) น้ีภาษาจีนเรยี กว่า "เต้า
เสวยี น (倒悬)" มคี วามหมายเชงิ อุปมาว่า ทุกขห์ รอื ภยั อนั ย่งิ ใหญ่ หรื
อมหันตภยั ความหมายน้ีมที ม่ี าจากอุลลัมพนสูตร เป็นอิทธิพลภาษา
สนั สกฤตของพทุ ธศาสนาต่อภาษาจนี ประการหนง่ึ
ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี 183
ตานานเทพจงหยวน
เทพจงหยวนเป็นเทพประจาเทศกาลสารทจนี ช่อื เต็มวา่ "จง
หยวนต้าต้ี 中元大帝-อธิบดแี ห่งคนื เพ็ญกลาง" หรือ "ต้ีกวนต้าต้ี
地官大帝-ธรณิศมหาเสนาธิบดี" เรียกสนั้ ๆ ว่า "ต้ีกวน 地官-
ธรณิศเสนา หรอื มหาเสนาแห่งแผ่นดนิ " มหี น้าท่คี วบคมุ ดแู ลเทพแห่ง
มหาบรรพตทงั้ ห้า (ของจนี ) ภูเขาและแม่น้า เจา้ ท่ีประจาเมอื งทุกเมอื ง
เทพในเมอื งทม่ี หี น้าทีเ่ กยี่ วขอ้ งกบั มนุษย์ ตรวจดูโชคเคราะห์ของสรรพ
สตั ว์ ตรวจบญั ชคี วามดคี วามชวั ่ ของมนุษย์ และหน้าที่สาคญั คอื ใหอ้ ภยั
โทษแกผ่ รู้ ผู้ ดิ กระทาพลีบชู าท่าน วนั 15 ค่า เดอื น 7 ท่านจะลงมาตรวจ
บญั ชชี วั ่ ดขี องมนุษย์แลว้ ประทานอภยั ให้ นอกจากน้ีท่านยงั ต้องมาเป็น
ประธานดแู ลการไหวผ้ ไี มม่ ญี าติ ซง่ึ คนเป็นผไู้ หว้ โดยท่านจะไปเจรจากบั
"ลี่" ราชาของผีพวกน้ี ใหช้ ่วยคุมดูแลบริวารไม่ใหท้ ารา้ ยมนุษย์ ฉะนัน้
ผคู้ นจึงกินเจ ทาพิธีเซ่นสรวงบูชาท่าน เซ่นไหว้บรรพชน เพ่ือให้ท่าน
อภยั โทษใหท้ งั้ แกต่ นเองและวญิ ญาณบรรพชน นิยมไหวท้ ่านตงั้ แต่ยาม
แรกของวนั 15 คา่ จนี แบง่ วนั คนื ออกเป็น 12 ยาม ยามละ 2 ชวั ่ โมง ยาม
แรกคอื ชว่ ง 5 ทุ่มถึงตี 1 (23.00-01.00 น.) เพราะจนี เรม่ิ วนั ใหม่ตอน 5
ท่มุ ถา้ ไมไ่ หวต้ อน 5 ทุ่ม กม็ าไหวต้ อนเที่ยงวนั ของวนั 15 ค่า หลงั จาก
ไหวบ้ รรพบรุ ษุ ไปแลว้ ในจนี แตล่ ะถน่ิ เวลาไหวต้ า่ งกนั บางถน่ิ กไ็ มไ่ ดไ้ หว้
แลว้ สว่ นในไทยไมป่ รากฏมพี ธิ ไี หวเ้ ทพจงหยวนโดยเฉพาะ ประเพณี
นิยมการไหวใ้ นวนั เทศกาลจนี ของไทยจะไหวเ้ จ้าและเทวดาทงั้ หมดตอน
เช้า อนึ่งคนจีนในไทยนับถือ "ต่ีจู่เอี๊ย " คอื "เจ้าท่ี" มาก มีศาลเล็กๆ
ตงั้ อยู่ในบา้ นแทบทุกบ้าน ต่ีจู่เอ๊ียอยู่ใตบ้ งั คบั บญั ชาของต้กี วน (ธรณิศ
เสนา) หรอื เทพจงหยวน จงึ ถอื ไดว้ า่ เป็นตวั แทนของท่านประจาอยู่ทุก
บา้ น การไหวต้ จี่ ู่เอย๊ี จงึ พออนุโลมแทนการไหวเ้ ทพจงหยวนได้
184 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
ไหว้บรรพชน
การเซ่นไหว้บูชาบรรพชนเป็นประเพณีเก่าแก่ที่สุดของจีน
เพราะจนี ถือระบบวงศ์ตระกูลเป็นเร่อื งสาคญั ท่สี ุด เป็นศูนย์กลางของ
สงั คมและวฒั นธรรมจนี การไหวบ้ รรพชนเป็นกจิ สาคญั ทสี่ ดุ ของลูกหลาน
เพราะเทพเจา้ อาจไม่ต้องไหวก้ ไ็ ด้ แต่ป่ ยู า่ ตายายไมไ่ หว้ไม่ได้
การไหวบ้ รรพชนในวนั สารทจีน เดิมมที งั้ ไหว้ท่บี า้ นหรือศาล
ประจาตระกลู ในหมบู่ า้ น และไปไหวท้ ส่ี สุ านเหมอื นวนั เชง็ เมง้ แต่ปจั จุบนั
เหลือแต่การไหวท้ ี่บา้ น ตามความเช่อื ของชาวจีนเช่อื ว่า วนั สารทจีน
วญิ ญาณบรรพชนที่ยงั ไม่ได้ไปเกดิ จะกลบั มาเย่ียมบ้าน ปกติการไหว้
บรรพชนนยิ มไหวช้ ว่ งกอ่ นเทยี่ ง ตงั้ แต่ 09.00 น. เป็นตน้ ไป โดยไปไหว้
ที่ศาลประจาตระกูลในหมู่บ้าน ซึ่งมีป้ายสถิตวิญญาณของบรรพชน
รวมอยู่ หรอื จะไหวใ้ นบา้ นของตนเองกไ็ ด้
ไหว้ผไี ม่มีญาติ
การไหวผ้ ไี ม่มญี าติ เป็นกิจกรรมสาคญั ของวนั สารทจนี มาแต่
โบราณ ผพี วกน้ีโบราณเรยี กวา่
"ลี่ " ถอื เป็นผชี วั ่ รา้ ย อทิ ธพิ ลพทุ ธศาสนาทาใหท้ ศั นะของผพี วก
น้เี ปลยี่ นไปเป็นผที น่ี ่าสงสาร จนปจั จบุ นั เรยี กผพี วกน้ีว่า "ฮอเฮยี ตี๋ " 好
兄弟 แปลวา่ "พนี่ ้องทีด่ "ี การไหวผ้ พี วกน้ีไมไ่ หวใ้ นบา้ น นิยมไหวร้ มิ
ถนนหนทาง ชายน้า สมยั โบราณจัดสถานทไี่ หวน้ อกเมอื ง เรยี กว่า "ล่ี
ถาน" ในอดตี การไหวผ้ ไี ม่มญี าตเิ ป็นกจิ กรรมสาคญั ท่ขี าดไม่ได้ ชาวจนี
ในประเทศไทยแตก่ อ่ นไหวก้ นั แทบทุกบา้ น ปจั จุบนั ยงั พอมเี หลืออยู่บา้ ง
ไมม่ ากนกั
ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 185
ทิ้งกระจาด (ซิโกว)
การอทุ ศิ สว่ นกศุ ลใหผ้ ไี รญ้ าติ นอกจากการเซ่นไหวส้ ว่ นตวั ของ
แตล่ ะครอบครวั แล้ว ยงั มพี ธิ กี รรมของส่วนรวมแต่ละชุมชนอีกดว้ ย การ
ท้งิ กระจาดเป็นพิธีสาคญั เพ่อื การน้ี เป็นการ "ซีโกว" คอื การอุทิศส่วน
กศุ ลแกผ่ ไี มม่ ญี าติแบบหนึ่ง เรยี กวา่ "พิธีเปรตพลีโยคกรรม" เป็นพิธี
สาคัญคู่กับ "อุลลัมพนสังฆทาน" ของวัดและพุทธศาสนิกชนจีน
อุลลมั พนสงั ฆทาน จดั ขา้ วสาร อาหารแห้ง เคร่อื งอุปโภคบรโิ ภคใสอ่ ่าง
หรอื กระจาดถวายสงั ฆทาน อุทศิ สว่ นกุศลแกบ่ ดิ ามารดาและบรรพชน
สว่ นผไี รญ้ าตจิ ดั พิธที ้งิ กระจาดอุทิศส่วนกศุ ลให้ หลกั การสาคญั ของพิธี
คอื แจกทานแก่คนยากจนอุทิศส่วนกุศลแก่ผไี รญ้ าติ โดยผา่ นพิธกี รรม
ทางพุทธศาสนา นมิ นตม์ าทาพธิ พี ทุ ธบชู า สวดมนต์บททเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั พิธี
น้ีแลว้ เอาขา้ วของทมี่ ผี บู้ รจิ าคมาแจกแก่ผมู้ ารบั ทานซึง่ ส่วนมากเป็นคน
ยากจน46 ซ่ึงลกั ษณะการทาพธิ ีท้งิ กระจาดนัน้ มสี ่วนคล้ายกบั การ
ทาบุญสารทเดอื นสิบของชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเพณีการชงิ
เปรตของทางภาคใต้ ซงึ่ มลี กั ษณะคล้ายกบั เป็นการทาบุญอุทศิ ส่วนกุศล
ไปใหผ้ ทู้ ลี่ ่วงลบั และเป็นการทาทานใหก้ บั ผูย้ ากไรด้ ว้ ยเชน่ กนั
ป ร ะ เ พ ณี ส า ร ท จี น เ ป็ น ป ร ะ เ พ ณี ห น่ึ ง ที่ ไ ด้ร ับ ค ว า ม ส า ค ัญ
รองลงมาจากตรษุ จนี สาเหตุทมี่ ีความนิยมในการปฏบิ ตั ินนั ่ ก็เพราะว่า
ชว่ งกลางปี คอื ชว่ งทช่ี าวจนี มผี ลผลติ จากการทางาน ของทใ่ี ชใ้ นการเซ่น
ไหวบ้ ูชาจึงมมี าก และเปรยี บเสมอื นเป็นการขอบคณุ สง่ิ ศกั ดสิ ์ ทิ ธิแ์ ละ
46 ธรี ยุทธ สนุ ทรา, “พทุ ธศาสนามหายานในประเทศไทย จนี นิกายและอนัมนิกาย”, 52.
186 ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี
บ ร ร พ บุ รุษ ที่ช่ว ย คุ้ม ค ร อ ง แ ล ะ ท า ใ ห้ผ ล ผ ลิ ต มีค ว า ม อุ ด ม ส ม บูร ณ์ 47
นอกจากน้ีประเพณีสารทจนี ยงั แฝงไวซ้ งึ่ คณุ ธรรมประการหนึ่งกค็ อื การ
เออ้ื เฟ้ือเผอ่ื แผ่ ทาใหส้ งั คมมกี ารชว่ ยเหลอื เกอ้ื กลู กนั ผทู้ ี่มที รพั ย์สนิ มาก
กบ็ รจิ าคเป็นทานใหก้ บั ผยู้ ากไร้ ทงั้ ทยี่ งั มชี วี ติ อยู่ และทล่ี ่วงลบั ไปแลว้ ให้
ได้รบั ผลบุญจากการทาทานในครงั้ น้ี ทงั้ ยังแสดงให้เห็นถึงความรัก
ระหวา่ งคนในเชอ้ื ชาติท่ไี ม่วา่ จะเป็นบรรพบุรษุ ของตนเองหรอื ไม่ กย็ งั มี
ความเคารพนบั ถอื แมเ้ ป็นเพียงดวงวญิ ญาณทไ่ี ม่มญี าติพี่น้องอุทิศสว่ น
กุศลให้ แต่ชาวจีนก็ยังคงปฏิบตั ิเช่นเดียวกบั ว่าเป็นคนในครอบครัว
เดียวกนั คอื ความเอ้ืออาทรของคนในมนุษย์โลกกบั คนในปรโลกท่ีถูก
ปลกู ฝงั อยู่ในวฒั นธรรมของชาวจนี
การบชู าบรรพบรุ ษุ ของชาวจนี ในวนั สารทจนี (บา้ นผเู้ ขียน)
47 ถาวร สกิ ขโกศล, “สารทจนี : เทศกาลสาคญั ทก่ี าลงั ลบเลอื น”, ศลิ ปวฒั นธรรม 28 (2550),
99-100.
ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี 187
中秋節
ไหวพ้ ระจนั ทร:์
ประเพณีคปู่ ระวตั ิศาสตร์
ประเพณีไหวพ้ ระจนั ทรห์ รอื จงชวิ 中秋 (เดอื น 8 ตามปฏทิ ิน
จีน) ซึ่งเป็นประเพณีท่ีมีจุดเริ่มต้นมาจากประเพณีเซ่นสรวงทาง
การเกษตรประจาฤดูสารทของจีนโบราณ ซึ่งปรากฏในคมั ภีร์ก๋วนจ่ือ
วรรณกรรมสาคญั ยุคจนั้ กวั ๋ ของจีน กล่าวถงึ การใชผ้ ลผลิตทีไ่ ดจ้ ากการ
เกบ็ เกยี่ วมาบูชาบรรพบรุ ุษและเซ่นไหวด้ วงจนั ทร์ ซงึ่ การเซ่นไหวบ้ ูชา
ดวงจนั ทร์ในฤดใู บไมร้ ่วงน้ีเพราะดวงจนั ทร์มคี วามสวยงามมากท่ีสุดใน
รอบปี อากาศอบอุ่นสบาย นอกจากน้ีชาวจนี ยงั มคี วามเช่อื เกย่ี วกบั ดวง
188 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
จนั ทรใ์ นประเพณีน้ีคอื เรอ่ื งของกระต่าย ตน้ กยุ้ ฮวยกบั อู๋กงั จนั ทรเทวี
ฉางเอ๋อ และขนมไหวพ้ ระจนั ทรก์ บั การกชู้ าติ48 ซง่ึ ความเชอ่ื ต่างๆเหล่าน้ี
ลว้ นแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความเคารพในธรรมชาติ ซึ่งชาวจนี เชอ่ื ว่ามอี านาจล้ี
ลบั ทีจ่ ะทาใหเ้ กดิ ปรากฏการณ์ต่างๆบนโลกและส่งผลกระทบต่อมนุษย์
ดังนัน้ ชาวจีนจึงมีประเพณีการบูชาดวงจันทร์ และยังคงนาเอาพิธี
กรรมการบชู าบรรพบรุ ษุ เขา้ มามสี ว่ นในประเพณีดงั กล่าวดว้ ย
เหตทุ ไี่ หวพ้ ระจนั ทร์ ในฤดใู บไมร้ ว่ ง เพราะฤดนู ้ีพระจนั ทร์แจ่ม
งามทสี่ ดุ อากาศอบอุ่นสบาย ฤดใู บไมผ้ ลติ อนตน้ ฤดยู งั หนาว ทา้ ยฤดฝู น
มาก ฤดูร้อนฝนชุกเมฆมาก ฤดูหนาวแม้ฟ้ าใสแต่อากาศหนาวมาก
หลายถ่ินมีหิมะตก แต่ละฤดูมีความงามของธรรมชาติประจาฤดู คือ
"วสนั ตด์ อกไม้ คมิ หนั ตเ์ มฆ สารทพระจนั ทร์ เหมนั ต์หมิ ะ"
อน่ึง ชว่ งน้ใี นเมอื งจนี ผลไมช้ กุ มาก หลากหลายต่างกนั ไปตาม
ท้องถิ่น จึงใช้เป็นของไหว้สาคญั ในเทศกาลน้ี จนคนหลายถิ่นเรียก
เทศกาลน้ีวา่ "เทศกาลผลไม"้ ขอ้ สาคญั ผลไมแ้ ละขนมทนี่ ามาไหวต้ ้อง
เป็นไปตามหลกั โบราณทว่ี า่ "15 ค่า เดอื น 8 ไหวพ้ ระจนั ทร์ ผลไมแ้ ละปิ่ง
(ขนม) ท่ีไหว้ต้องกลม" ผลไม้ที่นิยมใช้ไหว้ก็ต่างกนั ไปตามถิ่น ทาง
ภาคเหนือนิยมแอปเป้ิล แตงโม ถวั ่ ทบั ทิม สาล่ี ทางใต้นิยมสม้ โอ เผอื ก
ลกู พลบั ถวั ่ ลสิ ง เมด็ บวั กลว้ ยหอม ทบั ทมิ เป็นตน้
48 โปรดอา่ นเพม่ิ เตมิ ใน ถาวร สกิ ขโกศล, “เทศกาลไหวพ้ ระจนั ทร์: ความกลมเกลยี วของ
ชาต-ิ ครอบครวั ”, ศลิ ปวฒั นธรรม 27 (2549), 78-101.
ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี 189
ขนมไหว้พระจนั ทร์ หลากรปู แบบหลากวฒั นธรรม
เทศกาลไหว้พระจันทร์ มีเ คร่ืองเซ่นไหว้เป็นขนมเปี๊ยะ
เชน่ เดยี วกบั เทศกาลอ่นื ๆ ท่มี สี ญั ลกั ษณ์ต่างๆ กนั ไป เชน่ เทศกาลไหว้
ขนมจา้ ง (端午節) กม็ ขี นมบ๊ะจ่าง (粽子) เทศกาลหยวนเซียว
หรอื เทศกาลโคมไฟ (元宵節) กม็ ขี นมถงั หยวน (湯圓)
ขนมเปี๊ยะไหวพ้ ระจนั ทร์ ภาษาจนี กลางเรยี กวา่ "เอว้ยี ปิ่ง" (月
餅) "เอวย้ี " (月) แปลวา่ พระจนั ทร์ "ป่ิง" (餅) แปลวา่ ขนมเปี๊ยะ เป็น
สญั ลกั ษณ์แห่งความเป็นศริ มิ งคล ความปรารถนาดตี ่อกนั และความ
สมคั รสมานสามคั คี เพราะในเทศกาลน้ีคนในครอบครวั จะมาอยู่พรอ้ ม
หนา้ กนั กนิ ขนมไปพลาง ชมพระจนั ทรไ์ ปพลาง
เดมิ ทนี นั้ ขนมเปี๊ยะไหวพ้ ระจนั ทร์ มชี ่อื เรยี กว่า "หูป่ิง" แปลวา่
ขนมเป๊ียะวอลนทั ซ่ึงเป็นขนมแป้งอบของจีนทามาจากงาและวอลนัท
สาเหตุทภ่ี ายหลงั เปลย่ี นมาเป็น "เอวย้ี ปิ่ง" นนั้ มเี รอ่ื งเล่าว่า ในคนื วนั ไหว้
พระจนั ทรป์ ีหน่ึง พระเจ้าถงั เสวยี นจงฮ่องเตป้ รารภออกมาวา่ ช่อื "หูป่ิง"
ไมไ่ พเราะ ขณะนนั้ หยางกยุ้ เฟย (楊貴妃) ซ่ึงเป็นหน่ึงในสอ่ี คั รมเหสี
ของพระองค์ ซึ่งนัง่ ชมจนั ทร์อยู่ดา้ นข้างกเ็ ปรยข้นึ มาว่า "เอว้ยี ป่ิง" ที่
แปลว่า ขนมเป๊ียะพระจันทร์ ตงั้ แต่นัน้ มาจึงใชช้ ่อื น้ีเรยี กแทน "หูปิ่ง"
เรอ่ื ยมา
ปจั จบุ นั ขนมไหวพ้ ระจนั ทร์ ทมี่ ชี อ่ื เสยี งทวั ่ ประเทศจีนมี 5 แบบ
จาก 5 ถนิ่ คอื