240 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
11.อิมกงั จวั ่ ยี่ (陰間紙刈) หรอื ยนิ เฉียนจ่อื ยี่ หรอื ธนบตั รกงเต๊ก
เป็นการจาลองธนบตั รของโลกมนุษย์ แต่ดดั แปลงรูปภาพและขอ้ ความ
แบบ อิมกงั 陰間 หรือ ปรโลก ใช้เฉพาะภูตผีวญิ ญาณ บรรพบุรุษ
และสมั พเวสเี ท่านนั้
12.กิมง้วนป้ อ (金元寶) หรอื จินหยวนเป้า หรอื กมิ ตุ้ง เป็นกอ้ น
ทองโบราณของจนี ใชไ้ หวเ้ ฉพาะภตู ผวี ญิ ญาณ บรรพบรุ ษุ และสมั พเวสี
เท่านนั้
13.กิมเต๊ียว (金条) หรอื จนิ เตียว เป็นทองแท่ง ใชไ้ หวเ้ ฉพาะภตู ผี
วญิ ญาณ บรรพบรุ ษุ และสมั พเวสเี ทา่ นนั้
14. เพ้า (袍) ชุดกระดาษ มที งั้ ที่ใชใ้ นการถวายเทพเจ้า และเซ่นไหว้
บรรพบรุ ษุ ซงึ่ ชดุ กระดาษน้ี มเี รอ่ื งราวและความเป็นมาในประวตั ิศาสตร์
เพราะมีการใช้กระดาษในการผลิตเส้ือทับตัวในของราชสานัก ของ
ขา้ ราชการและขนุ นางชนั้ สงู ในงานพระราชพธิ สี าคญั ต่างๆ
ในรชั สมัยพระเจ้าถังเต๋อจง 唐德宗(พ.ศ. 1312 - พ.ศ.
1338) มกี ารจดั งานพระราชพธิ เี ฉลมิ พระชนมพรรษาของสมเดจ็ พระราช
อัยกี(ยาย)ของพระเจ้าถังเต๋อจง ครบ 5 รอบ มีขุนนางช่ือจ๋งกวน
ตาแหน่งพระคลงั ขา้ งท่ี 總管內務府(จ๋งกวนเน่ยว่ฝู ู) ไดอ้ อกแบบ
ฉลองพระองค์ ชดุ ขา้ ราชบรพิ ารในราชสานกั และขุนนางทจี่ ะใส่มาเขา้
เฝ้าในวนั พระราชพิธีลาย ลิว่ เหอถงชนุ (六合同春) ซง่ึ เป็นลายนก
กระเรยี น 6 ตวั โดยพระราชอยั กมี พี ระราชวนิ ิจฉยั เหน็ สมควรใหใ้ ชช้ ุด
ดงั กลา่ ว แตด่ ว้ ยเพราะจานวนของขา้ ราชบรพิ าร ขุนนางทม่ี จี านวนมาก
ประกอบกนั วนั เวลากระชนั้ ชดิ วนั งานเขา้ มาทุกวนั พ่อคา้ ชาวเกาหลจี ึง
ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี 241
นาเอากระดาษทนี่ าเขา้ จากเกาหลซี งึ่ เป็นกระดาษหนาอย่างดี มคี วามเงา
งามคลา้ ยผ้าแพร มาตัดและพิมพ์ลายดงั กล่าวออกจาหน่าย ทงั้ ยงั ส่ง
หนงั สอื ถงึ กรมวงั ฝา่ ยพระราชพธิ ีว่า มชี ุดกระดาษลิ่วเหอถงชนุ จาหน่าย
ทาใหข้ า้ ราชบรพิ าร และขนุ นางต่างกซ็ ้อื ชดุ ดงั กล่าวมาใช้ เพราะมรี าคา
ถูกเพยี ง 4 ตาลงึ 51 แต่เวลาใสจ่ ะตอ้ งมชี ดุ คลุมทบั อีกชนั้ หน่ึงเพ่ือป้องกนั
ละอองน้าและความชน้ื จากอากาศ ชดุ กระดาษของขา้ ราชการจงึ เป็นที่
นยิ มในยดุ สมยั ดงั กล่านบั แตน่ นั้ เป็นตน้ มา
ปจั จุบนั เพา้ หรอื ชดุ กระดาษมหี ลากหลายรปู แบบ ข้นึ อยู่กบั
การใชง้ าน โดยฉลองพระองค์ของเทพเจ้านนั้ จะมหี ลากหลายลวดลาย
และสสี นั ตามตาแหน่งของเทพเจา้ องค์นนั้ ๆ โดยแบ่งเป็นฉลองพระองค์
เต็มยศ และชุดเส้ือทับใน (刈 อี) ส่วนชุดของบรรพบุรุษก็มีความ
หลากหลายขน้ึ อยกู่ บั เพศและแฟชนั ่ ของแตล่ ะยคุ สมยั
สงิ่ สาคญั ของเพ้า จะตอ้ งประกอไปดว้ ยของสาคญั 4 อย่างคอื
มงกฎุ หรอื หมวกยศ, ชดุ ยศ, เขม็ ขดั ยศ และรองเทา้
51 โสภณอกั ษรกจิ , พระ. ลทั ธธิ รรมเนียมแซยดิ . (พระนคร: โสภณพพิ รรฒธนากร, 2477) 49.
242 ภาคท่ี 3: ประเพณีสาคญั ในรอบปีของจนี
หงงึ่ เต๋ีย เทียนเถ่าจี้
จี๊แผน่ ใหญ่ เป่ ายิ้วจี๊ ข่ิวไช้จี๊ กยุ เหรินจี๊
ตวั ่ กิม อวงป้ อ
ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี 243
กิมหง่งึ เต้า คอซี หรือ กงจกั ร
กระดาษกยุ นงั้ กิมจวั ๊
อิมกงั จวั ่ ย่ี อวงแซจี
244 ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี
กิมง้วนป้ อ/ กิมต้งุ กิมเตี๊ยว
โกวอีพิมพ์ ตวั ่ กิมพบั ในรปู แบบต่างๆ
ภาคท่ี 3: ประเพณสี าคญั ในรอบปีของจนี 245
เพา้ หรอื ชุดกระดาษแบบฉลองพระองคเ์ ตม็ ยศ
ชดุ อี (刈) หรือฉลองพระองคล์ าลองของเทพเจา้
小事情
中國文化
เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจีน
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 247
鲁班尺
หลปู่ ันฉื่อ:
สิ่งสาคญั ในการสรา้ งรปู เคารพ
การสรา้ งรูปเคารพของชาวจนี นนั้ มรี ายละเอยี ดต่างๆทส่ี าคญั
โดยจะตอ้ งคานึงถึงขนาด สณั ฐานรูปรา่ ง ให้สอดคล้องกบั คตคิ วามเช่อื
และตานานของเทพเจา้ องคน์ นั้ ๆ ซงึ่ สง่ิ ทสี่ าคญั ทีส่ ดุ คอื การวดั ดว้ ย หลู่
ปนั ฉ่ือ 鲁班尺 หรอื ไมบ้ รรทดั ชนิดพเิ ศษ ใชเ้ ฉพาะในการสรา้ งศาสน
สถาน หรอื สง่ิ สาคญั ทีช่ าวจีนให้ความสาคญั โดยคตคิ วามเช่ือเกย่ี วการ
สรา้ งรปู เคารพจะตอ้ งคานึงถึงวนั เวลาอนั เป็นมงคล อีกทงั้ สร้างความ
ศกั ดสิ ์ ทิ ธขิ ์ น้ึ ควบคไู่ ปกบั การสรรคส์ รา้ งเทวรปู ใหง้ ดงาม
248 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
การสร้างรปู เคารพของชาวจนี
หลกั เกณฑ์ในการสลกั นัน้ หากเป็นไมก้ ็มกั ใชไ้ มห้ อม ความสูง
ใหญ่ ความกวา้ งของรปู เคารพจะตอ้ งให้ตกตวั อกั ษรท่ีเป็นสริ มิ งคลของ
ไมบ้ รรทดั ทเ่ี รยี กวา่ ลู่ปนั ฉ่ือ 鲁班尺 ไมบ้ รรทดั ชนิดน้ีจะยาวกวา่ ไม้
บรรทดั ธรรมดาถงึ 3 เท่าในความยาวน้จี ะถกู แบง่ ออกเป็น 16 ช่อง แต่ละ
ช่องจะมีตวั อกั ษรภาษาจีนกากบั อยู่ เม่อื ชา่ งต้องการจะสลกั รูปเคารพ
หรอื มกี ารก่อสรา้ งศาสนสถาน รวมทงั้ ของใชใ้ นวดั จนี หรือศาลเจ้านัน้
ชา่ งผสู้ ลกั จะตอ้ งคานึงถงึ ตวั อกั ษรทป่ี รากฏในชอ่ งต่าง ๆ นนั้ เป็นสาคญั
โดยจะหลกี เลย่ี งไมใ่ ชต้ วั อกั ษรท่ีเป็นอปั มงคล กอ่ นสลกั รปู เทพองค์ใดผู้
สลกั จะต้องเลอื กวนั และวนั เรม่ิ ลงมอื นนั้ กจ็ ะต้องจุดธูปบอกกล่าว เทพ
องค์นนั้ ๆ เม่อื สลกั รูปเคารพเสรจ็ แล้วมกั นิยมเอาของมงคล 7 ชนิด คอื
ทอง เงนิ ทองแดง เหลก็ หยก ไขม่ กุ หมาเหน่า (เครอ่ื งประดบั อย่างหน่ึง
ของจนี ) และผง้ึ เป็นๆ ใสไ่ วใ้ นชอ่ งดา้ นหลงั รปู เคารพทช่ี า่ งเจาะไว้ เพ่อื ให้
เกดิ ความขลงั จากนนั้ กป็ ิดรอยเจาะ แล้วใชผ้ า้ สแี ดงคลุมรูปเคารพไวร้ อ
วนั มงคล เพอ่ื เบกิ พระเนตร หรอื พิธไี คกวง (開光儀式) เม่อื ไดเ้ วลา
ที่เป็นมงคล จึงใชก้ ระจกรบั แสงจากพระอาทติ ย์ท่ีส่องเข้ามาให้กระทบ
พระเนตรของเทพองค์นัน้ เป็นอนั เสรจ็ พิธี ของการเบิกพระเนตรรูป
เคารพ จากนนั้ กจ็ ะนาไปประดษิ ฐานบนแท่นบชู าได้
เทพหลปู่ ัน กบั ส่ิงสาคญั ในการสร้างรปู เคารพ
หลู่ปนั (魯班) หรือ โล่วปนั ซ่ึงชาวจีนต่างยกย่องท่านเป็น
เทพอารักษ์ประจาอาชีพช่างไม้ ช่างปูน งานก่อสร้าง รวมทัง้ งาน
วศิ วกรรม สถาปตั ยกรรมตา่ งๆ แต่เดมิ บรรดาช่างไม้ ชา่ งปนู ต่างเคารพ
ท่านเมอ่ื ถงึ วนั คล้ายวนั ประสูติจะมกี ารเตรยี มเครอ่ื งเซ่นไหวไ้ ปเซ่นไหว้
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 249
ยงั ศาลของท่าน และจะเคร่อื งมือเคร่ืองใชใ้ นการประกอบอาชีพมา
ซอ่ มแซมบารงุ รกั ษาใหค้ งสภาพดพี รอ้ มทจี่ ะใชง้ านในวนั น้อี กี ดว้ ย
ประวตั ขิ องทา่ นเดมิ ชอ่ื กงซูปนั (公输班) เน่ืองจากท่านเป็น
ชาวเมอื ง ลู่กวั ๋ (魯國) จงึ รูจ้ กั และเรยี กท่านในนามว่า หลู่ปนั สมยั ชุน
ชวิ (春秋 770 - 476 ปีกอ่ นครสิ ตศกั ราช) ท่านเป็นชา่ งไมท้ มี่ าก
ดว้ ยความสามารถ กระทงั ่ ได้เขา้ รบั ราชการในราชสานักท่านกไ็ ด้รับ
พระราชทานยศเป็น “บู่ กวั้ ต้า ซ่ือ” ท่านไดฝ้ ากผลงานอนั มคี ุณค่าไว้
มากมาย อาทิ สรา้ งพระราชวงั ที่ประทบั ต่างๆ สร้างยุทโธปกรณ์ไว้
มากมาย ในทางตานานไดก้ ลา่ ว ภายในคนื หนงึ่ ทา่ นสามารถสรา้ งสะพาน
ไดถ้ งึ 3 แห่ง และเป็นผคู้ ดิ รเิ รมิ่ นากบไสไมม้ าใชอ้ กี ดว้ ย
อกี ตานานหน่ึงกล่าวไวอ้ ย่างพิสดารว่า เม่อื ครงั้ กงซูปนั ไดร้ ่วม
เดนิ ทางไปกบั น้องสาวของท่านไปถึงเมอื งเฉาอัน (潮安) มณฑล
กวางตุ้ง ระหวา่ งทางท่านไดพ้ บกบั แม่น้าอนั กวา้ งใหญ่และกระแสน้าท่ี
เชยี่ วกราก ทา่ นทงั้ สองจงึ ไดร้ ว่ มมอื รว่ มใจกนั สรา้ งสะพานเพ่อื ขา้ มแมน่ ้า
ไป โดยทา่ นไดใ้ ชเ้ วลาแค่ชวั ่ คนื เดยี วกแ็ ลว้ เสรจ็ และมคี วามงดงามดว้ ย
ลวดสายแกะสลกั ไวอ้ ย่างวจิ ิตร เมอ่ื รุง่ เชา้ มชี าวบา้ นมาพบเขา้ จึงเป็นที่
อศั จรรย์ใจยิ่ง พร้อมทงั้ ข่าวได้กระจายไปไกล กระทงั ่ ไดย้ ินถึงหูของ
โป๊ยเซยี น (八仙) ทพี่ านกั อยูไ่ กลโพน้ ข่าวน้ีไดร้ บั ความสนใจแก่เหล่า
เซยี นทงั้ 8 เป็นอย่างมาก จนกระทงั ่ จางกวั ่ เหลา (เตียกว้ ยเล่า 张果
老) ถึงกบั ไดข้ ล่ี ามาชม เม่อื มาถึงท่านเซียนไดเ้ อ่ยถามกบั กงซูปนั ว่า
สะพานแหง่ น้มี คี วามเขง็ แรงดพี อหรอื ไม่ กงซปู นั ย่อมรบั รองว่าแขง็ แรงดี
พอ แตห่ ารไู้ มว่ า่ ทา่ นจางกวั ่ เหลานนั ่ ไดน้ าเอากระเป๋ าทภ่ี ายในบรรจุพระ
อาทิตยไว้ในช่องด้านซ้าย พระจันทรในช่องด้านขวา ยังมีน้าจาก
250 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
ทะเลสาบใหญ่ทงั้ 5 จากทะเลใหญท่ งั้ 4 และจากแมน่ ้าใหญ่ทงั้ 3 มาดว้ ย
เมอ่ื ขน้ึ สะพานจงึ บงั เกดิ เสยี งคลอนแคลนขน้ึ กงซูปนั จึงรบี กระโดดลงไป
ในน้า เอาแขนทงั้ สองขา้ งค้ายนั สะพานไวไ้ ม่ให้พงั ลงมา จางกวั ่ เหลาจึง
ขา้ มสะพานไปได้ และไดห้ นั มาถามชอ่ื เสยี งเรยี งนามของผสู้ รา้ งสะพานน้ี
แตด่ ว้ ยวา่ กงซูปนั ไดค้ ดิ น้อยใจทไ่ี มส่ ามารถทาสะพานทแ่ี ขง็ แรงพอได้ จงึ
ไม่ไดต้ อบ แต่กลบั ใชม้ อื ควกั ลูกตาออกมาขา้ งหนึ่งเอาไปป้ายไวท้ ่ีขา้ ง
สะพานนนั ่ แลว้ ทา่ นกอ็ อกเดนิ ทางจากไป
สง่ิ สาคญั ทีท่ ่านไดส้ รา้ งมานนั้ คอื ระบบมาตรวดั หลู่ปนั ฉ่ือ 鲁
班尺 ซงึ่ มขี นาดความยาวต่างจากไมบ้ รรทดั ปจั จุบนั ไมว้ ดั แบบหลู่
ปนั ฉ่ือจะมคี วามยาวตลอดไมป้ ระมาณ 43 ซม. หรอื 17 น้ิว แบ่งออกเป็น
8 ชว่ งใหญๆ่ แต่ละช่วงจะมรี ะยะห่าง 5.5 ซม. มตี วั อกั ษรกากบั บอกถึง
คณุ และโทษไว้ ในแตล่ ะชว่ งจะเรยี งอกั ษรจนี ไวเ้ รมิ่ ดว้ ย
財 ไฉ (ทรพั ยส์ นิ )
病 ป้ิง (โรคภยั ไขเ้ จบ็ )
離 หลี (พลดั พราก)
義 อ(่ี คณุ ธรรม)
官 กวนั (ยศศกั ด)ิ ์
劫 เจยี๋ (พบิ ตั หิ รอื สญู เสยี )
害 ไฮ่ (เภทภยั )
本 เป่ิน (รากฐาน)
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 251
อกั ษร 4 ตวั คอื 財 ไฉ 義 อ่ี 官 กวนั และ 本 เป่ิน ถือเป็น
ตาแหน่งทเ่ี ป็นมงคลทจ่ี ะนาโชคลาภดา้ นการเงนิ มลี ูกหลานทีด่ ี มอี านาจ
บารมแี ละนาความเจรญิ รงุ่ เรอื ง
สว่ นอกี 4 ตวั ทเ่ี หลอื คอื 病 ป้ิง 離 หลี 劫 เจยี๋ 害 ไฮ่ ถอื เป็น
ตาแหน่งทเี่ ป็นอปั มงคล จะนาสง่ิ เลวรา้ ย ความเจ็บปว่ ย ความพลดั พราก
การสญู เสยี ความตาย ความหายนะและสขุ ภาพทไ่ี มด่ มี าให้
เทพหลู่ปัน เทพประจาโรงไม้ของชาวจีนไหหลา
252 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
龍舞
ตานานมงั กร
และการละเลน่ ของชาวจีน
เน่ืองจากมงั กรจีนเป็นสตั วศ์ กั ดสิ ์ ทิ ธิ ์ เป็นสตั ว์แห่งเทพเจ้าใน
สรวงสวรรค์และเป็นตวั แทนของจกั รพรรดิ ผเู้ ป็นโอรสจุตมิ าจากสวรรค์
ชาวจนี จงึ มคี วามเชอ่ื วา่ หากผทู้ ไ่ี ดพ้ บเหน็ มงั กร จะถือวา่ เป็นสริ มิ งคลแก่
ตวั เองมาก จงึ ถอื กาเนิดเป็นการเชดิ มงั กร ซ่งึ เป็นการละเล่นในเทศกาล
งานสาคญั ต่างๆ เพ่อื สรา้ งความเป็นสริ มิ งคลแกผ่ รู้ ว่ มงานและเจา้ ภาพ
คนจนี แทนลกั ษณะเฉพาะของมงั กร 9 อย่าง ตามประเพณี แต่
ละอยา่ งแสดงถงึ ลกั ษณะของมงั กรทแ่ี ตกต่างกนั ลกั ษณะของ มงั กรจนี
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 253
ในงานด้านจิตกรรมประติมากรรมของจีน ซึ่งใช้ในเวลาและโอกาสท่ี
ต่างกนั คอื
1.ลกั ษณะหวั ของมงั กร คลา้ ยกบั หวั ของอูฐ บางตารากบ็ อกวา่ มาจาก
หวั มา้ หรอื หวั ววั หรอื หวั จระเข้
2.ลกั ษณะหนวดของมงั กร คลา้ ยกบั หนวดของมนุษย์
3.ลกั ษณะเขาของมงั กร คล้ายกบั เขาของกวาง มงั กรจะมีเขาได้ก็
ต่อเม่อื มอี ายุ 500 ปี และเม่อื อายุถึง 1,000 ปี ก็จะมีปีกเพิ่มขน้ึ มาอีก
อย่างหนง่ึ
4.ลกั ษณะตาของมงั กร คลา้ ยกบั ตากระต่าย บางตาราบอกวา่ มาจากตา
ของมารหรอื ปีศาจหรอื ตาของสงิ โต
5.ลกั ษณะหขู องมงั กร คล้ายกบั หูววั แต่ไม่สามารถได้ยินเสียง บาง
ตารากว็ ่าไม่มหี ู บางตาราบอกว่ามงั กรไดย้ ินเสยี งทางเขาที่เหมอื นเขา
กวางนนั้
6.ลกั ษณะคอและตวั ของมงั กร คลา้ ยกบั คอและตวั งู
7.ลกั ษณะท้องของมงั กร คล้ายกบั ท้องกบ บางตาราบอกว่ามาจาก
หอยแครงยกั ษ์
8.ลกั ษณะเกลด็ ของมงั กร คลา้ ยกบั เกลด็ ปลามงั กร บางตาราวา่ มาจาก
ปลาจาพวกตะเพยี นหรอื กระโห้ โดยมงั กรจะมเี กล็ดตลอดแนวสนั -หลัง
จานวน 81 เกลด็ มเี กลด็ ตามลาคอจนถงึ บนหวั บนหวั มงั กรมรี ปู ลกั ษณะ
เหมอื นสนั เขาต่อกนั เป็นทอดๆ
254 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
9.ลกั ษณะกรงเลบ็ ของมงั กร คลา้ ยกบั กรงเล็บของเหยยี่ ว จานวนเล็บ
ของมงั กรแต่ละตวั จะไมเ่ ท่ากนั มงั กรทยี่ งิ่ ใหญจ่ งึ จะมี 5 เลบ็ นอกนนั้ กจ็ ะ
เป็น 4 เลบ็ หรอื 3 เลบ็
ความสาคญั ของมงั กรกบั ต้นกาเนิดการเชิดมงั กร
ลักษณะของมงั กรจีน สญั ลกั ษณ์แห่งเทพเจ้าท่ีจีนให้ความ
เคารพนับถือ ลกั ษณะของมงั กรเกิดจากจินตนาการโดยการรวมเอา
ลกั ษณะของสญั ลกั ษณ์เผ่าต่างๆมารวมกนั มคี วามแตกต่างกนั ตามคติ
ความเชอ่ื ถอื และการประดษิ ฐข์ องชา่ ง มกี าลเทศะและวาสนาแตกต่างกนั
ไปตามความเชอ่ื ของคตนิ ยิ มแต่ละยคุ แต่ละสมยั
มงั กร แม้เป็นสตั ว์ในเทพนิยาย แต่ชาวจนี ให้ความสาคญั ต่อ
มงั กรมาก เพราะมงั กรเป็นเทพผูก้ าหนดให้ฝนฟ้ าตกต้องตามฤดูกาล
สามารถ ให้ความอุดมสมบูรณ์ต่อพืชพนั ธ์ุธญั ญาหาร ทงั้ ยงั เป็นสตั ว์สริ ิ
มงคลท่ีชาวจีนนับถือมานาน การเชดิ มงั กรจะเริม่ เม่อื ใดนัน้ ยากที่จะ
กาหนดใหแ้ น่ชดั ลงไป แต่เน่ืองจากมงั กรเป็นเทพแหง่ ลมและฝน สามารถ
เปลย่ี นลมให้กลายเป็นฝน และกลบั กอ้ นเมฆใหฝ้ นตกพธิ ขี อฝน จงึ ขาด
การเซ่นไหวม้ งั กรไปไม่ได้ จากพธิ กี รรมทางศาสนาในการเซ่นไหวน้ ้ีเอง
กไ็ ดก้ ลายมาเป็นการละเลน่ พน้ื บา้ นในเวลาต่อมา
การเชดิ มงั กรและเชงิ สงิ โตของไทย ไดร้ บั อทิ ธพิ ลมาจากตอนใต้
ของจนี ซงึ่ มกั จะให้ความสาคญั กบั การเชดิ สงิ โตมากกวา่ การเชดิ มงั กร
ดงั เช่นในงานแสดงใหญ่ ครงั้ ใดกจ็ ะมแี ต่เชดิ สงิ โตอยู่นาน มงั กรออกมา
ปรากฏตวั ขน้ึ เสาเพยี งชวั ่ พรบิ ตา แลว้ กไ็ มไ่ ดม้ กี ารแสดงอกี
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 255
แต่หากจะพิจารณาให้ละเอียดลงไปก็จะเห็นได้ว่ามไิ ดเ้ ป็น
เชน่ นนั้ เพราะตน้ ทุนในการทาตวั มงั กรและสงิ โตนนั้ ต่างกนั มากนัก เชน่
หากไมม่ ีผสู้ นบั สนุนแลว้ การทาตวั มงั กรจะเรมิ่ ข้นึ ไม่ไดเ้ ลย หวั มงั กรก็
ตอ้ งใชฝ้ ีมอื และเงนิ ทุนอุดหนุนมาก เมอ่ื ทามงั กรเสรจ็ แล้วกต็ ้องไปเชญิ
ผทู้ าพิธีมาจุดธูปสวดมนต์แลว้ เชิญผู้ท่ีมีช่อื เสียงหรอื คหบดมี าพิธีเบิก
เนตรมงั กรจงึ จะมชี วี ติ และ สามารถนาออกมาเชดิ ได้
256 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
ตานานโอรสมงั กรทงั้ 9: ไม่ใช่ตานานของ ปี่ เซี้ยะ
โอรสมงั กรทงั้ 9 龙生九子 (หลงเซิงจวิ๋ จ่อื ) เป็นตานานที่
เกดิ ในสมยั ราชวงศห์ มงิ โดยมงั กรมโี อรสทงั้ หมด 9 ตวั แต่ละตวั มบี คุ ลกิ
และรปู รา่ งทต่ี ่างกนั ตามตานานกลา่ ววา่ โอรสทงั้ 9 ต่างกม็ หี น้าท่พี ิทกั ษ์
อารกั ขาพญามงั กรผเู้ ป็นพระราชบดิ า ซึง่ ในสมยั ราชวงศ์หมงิ กไ็ ดม้ กี าร
สร้างรูปปนั้ หรอื ลวดลายต่างๆของโอรสมงั กรไวท้ ี่พระราชวงั กกู้ ง ซ่ึง
เปรียบเสมอื นวงั ของพญามงั กรดว้ ย ส่วนตานานของผีซ่ิวนัน้ บาง
ตารากล่าวว่าเป็ นบุตรของมงั กรตวั ท่ี 9 แต่ในความเป็ นจริงนั้น
ไม่ได้ปรากฏชื่อของผีซ่ิ ว หรือ ป่ี เซี้ยะ ในรายชื่อโอรสของพญา
มงั กรแต่อย่างใด
มงั กรตวั ที่ 1 หรือองคช์ ายใหญ่ 赑屃 ปี้ ซี่
ป้ีซี่ เป็นลูกมงั กรตวั แรก หรอื เป็นองคช์ ายใหญ่ มลี กั ษณะหา้ ว
หาญ ทรงพลงั รูปลกั ษณ์ภายนอกคล้ายเต่า มคี วามสามารถแบกรบั
น้าหนกั ไดด้ ี ป้ีซี่ มชี อ่ื เรยี กอกี อย่างหน่งึ ว่า “ สอื กุยหลง ” ลกั ษณะลาตวั
เป็นเต่า หวั เป็นมงั กร ตามความเช่อื ของจีนแล้ว “เต่า” เป็นสญั ลกั ษณ์
แห่งการมอี ายุยืน ป้ีซ่ี กถ็ ือเป็นสญั ลกั ษณ์แห่งการมอี ายุยืนและเป็น
สญั ลกั ษณ์แหง่ ความสริ มิ งคล ในทางสถาปตั ยกรรม นิยมนารปู แบบของ
ป้ีซม่ี าเป็นฐานรองป้าย
มงั กรตวั ท่ี 2 หรือองคช์ ายรอง 螭吻 ชือเหว่ิน
ชอื เหวน่ิ ลกั ษณะภายนอก หวั เป็นมงั กร ปากกวา้ ง ลาตวั สนั้
มลี กั ษณะนิสยั ชอบมองทวิ ทศั น์ และชอบกลนื กนิ สง่ิ ของต่าง ๆ กล่าว
กันว่ามีความสามารถในการดับไฟ ชอบกลืนกินไฟ ดังนัน้ ในทาง
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 257
สถาปตั ยกรรมในอดตี จงึ นยิ มนามาประดบั ที่จวั ่ หลงั คาทงั้ สองดา้ น ของ
พระราชวงั หรอื พระอารามหลวง เพ่อื เป็นเคลด็ ในการป้องกนั ไฟไหม้
มงั กรตวั ท่ี 3 หรอื องคช์ ายสาม 蒲牢 ผเู หลา
ผูเหล๋า มีลกั ษณะนิสยั ชอบร้องเสียงดงั กงั วาน กล่าวกนั ว่า ผู
เหลา กลวั ปลาวาฬ เป็นอย่างมาก ทุกครงั้ ท่ีผเู หลา เหน็ ปลาวาฬ กจ็ ะ
คารามเสยี งดงั กงั วาน เพ่ือ ไล่ปลาวาฬ ดงั นัน้ เองจึงนิยมนารูปแบบ
ของผเู หลา มาเป็นหูระฆงั เพอ่ื ใหเ้ สยี งของระฆงั ดงั กงั วานไปไกล ว่ากนั
วา่ ในสมยั ราชวงศ์หมงิ มพี ธิ ที างศาสนาครงั้ ใหญ่ โดยไดเ้ คาะระฆงั ของ
วดั เป้ากวั ๋ เวลาตหี นง่ึ สบิ หา้ นาที สามารถส่งเสยี งดงั กงั วานไดไ้ กลถึง
30 ล้ี หรอื ราว ๆ 5 กโิ ลเมตร
มงั กรตวั ที่ 4 หรือองคช์ ายส่ี 狴犴 ปี้ อนั้
ป้ีอนั้ มรี ูปลกั ษณ์ภายนอกคล้ายเสือ กล่าวกนั ว่า ป้ีอัน้ มนี ิสยั
ชอบออกมาพูดเพ่อื ความเป็นธรรม ชข้ี าดดว้ ยความเป็นธรรม ในสมยั
โบราณใชเ้ ป็นสญั ลกั ษณ์ตดิ อยทู่ ป่ี ระตคู กุ หรอื ท่คี านดา้ นนอกประตูของ
หอ้ งโถงพจิ ารณาคดขี องศาล เพ่อื ใหค้ นทม่ี องเหน็ เกดิ ความเกรงขาม
มงั กรตวั ที่ 5 หรอื องคช์ ายห้า 饕餮 เทาเท่ีย
เทาเทยี่ มรี ปู ลกั ษณะภายนอกทด่ี รุ า้ ย ตาโต ปากกวา้ ง มคี วาม
โลภในทรพั ยส์ นิ ในสมยั โบราณนยิ มทาลวดลายสว่ นหวั ของ เทาเทยี่ ลง
บนเครอ่ื งสารดิ โดยเฉพาะเครอ่ื งสารดิ ทเี่ กย่ี วกบั ภาชนะดม่ื กนิ เพ่อื เป็น
เคลด็ เตอื นใจใหก้ บั ผทู้ ใี่ ชเ้ ครอ่ื งสารดิ ไมโ่ ลภในทรพั ยส์ นิ ไมค่ ดโกง ทงั้ น้ี
258 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
เน่ืองจากในสมยั โบราณ บุคคลทน่ี ิยมใชเ้ คร่อื งทองสารดิ ส่วนมากมกั จะ
เป็นขนุ นาง และผทู้ ม่ี ฐี านะทางสงั คม
มงั กรตวั ที่ 6 หรอื องคช์ ายหก 蚣蝮 กงฟ่ ู
กง ฟู่ มีลักษณะ นิสัยที่ช อบน้ าเ ป็ น อย่ างม าก ใ นท าง
สถาปตั ยกรรมนิยมนามาทาเป็นปลายท่อระบายน้า เช่นที่พระราชวงั
โบราณกกู้ ง ปกั กง่ิ บรเิ วณฐานยกระดบั ของตาหนักวา่ ราชการโดยรอบ
จะมที ่อระบายน้าโดยรอบ และปลายท่อจะเป็นหวั มงั กร จงึ เป็นที่มาของ
คาวา่ "สยุ่ หลงโถว" (水龙头) ถ้าแปลตามตวั อกั ษรจีนกแ็ ปลว่า
"หวั มงั กรน้า" หรอื แปลเป็นภาษาไทยวา่ กอ๊ กน้า นนั ่ เอง
มงั กรตวั ท่ี 7 หรอื องคช์ ายเจด็ 睚眦 หยาจอื้
หยาจ้ือ มลี ักษณะนิสยั ดรุ า้ ย โกรธง่าย มรี ศั มแี ห่งการสงั หาร
ในสมัยโบราณ นิยมนามาทาเป็นดา้ มอาวุธ หรอื ลวดลายเป็นอาวุธ
เพ่อื ใหผ้ ใู้ ชอ้ าวธุ มคี วามฮกึ เหมิ เป็นการเพิ่มพลงั ใจ และสรา้ งความกลา้
หาญใหก้ บั ผใู้ ชอ้ าวธุ
มงั กรตวั ที่ 8 หรือองคช์ ายแปด 狻猊 ซวนหนี
ซวนหนี มรี ูปลักษณะภายนอกคล้ายสงิ โต มนี ิสยั ชอบอยู่นิ่ง
ไม่เคล่อื นไหว ชอบนงั ่ มองดคู วนั ไฟ และ เปลวไฟ ดงั นนั้ เองในสมยั
โบราณจงึ นิยมนารปู ซวนหนมี าประดบั ทกี่ ระถางธปู หรอื กระถางเผา
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 259
มงั กรตวั ที่ 9 หรือองคช์ ายเกา้ 椒图 เจียวถู
เจยี วถู มลี กั ษณะนสิ ยั ปิดตวั เอง ไมช่ อบให้ใครเขา้ มาในถ้าท่ีอยู่
อาศยั ของตน นิยมนาเจยี วถูมาตดิ ไวท้ ปี่ ระตบู า้ น ประตูซอย (สมยั กอ่ น
ตามซอกซอยจะมซี ุ้มประตู ) เพ่ือป้องกนั ภยั อนั ตราย หรอื สง่ิ ท่ไี ม่เป็น
มงคลตา่ ง ๆ ไมใ่ หเ้ ขา้ มาภายในบา้ น
ทงั้ หมด เป็นเพียงขอ้ มลู เล็กน้อยท่ีเกยี่ วกบั มงั กร 9 ตวั ซ่ึงจะ
เหน็ ไดว้ า่ ในบรรดามงั กรทงั้ 9 ตวั ไม่มมี งั กรตวั ไหนช่อื "ผซี ิว หรอื ปี่
เซ้ียะ" เลย แมแ้ ต่ตวั เดยี ว อีกประการหนึ่ง ความเชื่อเร่ืองมงั กร
กาเนิดลกู 9 ตวั เป็นความเชื่อท่ีมีเค้าโครงมาจากสมยั ราชวงศห์ มิง
ซ่ึงมีระยะเวลาเพียงแค่ 600 กว่าปี (นับจากปัจจบุ นั ) แต่เรื่องราว
ของ ผซี ิวหรอื ปี่ เซี้ยะ นัน้ มีเค้าโครงที่มาตงั้ แต่สมยั ราชวงศ์ซงั ยุค
ปลายราชวงศโ์ จว ราชวงศฉ์ ิ น และชดั เจนที่สุดกค็ ือสมยั ราชวงศ์
ฮนั ่ ซึ่งนับเวลารวมแล้วมีความเก่าแก่ของความเช่ือไม่ต่ากว่า
3,000 ปี ซึ่งมากกวา่ เรอ่ื ง ลกู มงั กร 9 ตวั (600 ปี ) แน่นอนว่าจะต้อง
มีการผกู เรอื่ ง ลากเอาข้อสนั นิษฐานมาโยงเข้าหากนั ทงั้ ๆที่เวลาไม่
สมั พนั ธก์ นั
260 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
四獅
สิงโตจีนทงั้ 4
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 261
ตานาน เสือไหหลา
เลา่ สบื กนั มาวา่ ณ หมบู่ า้ นของอาเภอเหวนิ ซาง (บุ่นเซยี ง) บน
เกาะไหหลา มศี าลเจา้ ซ่งึ เป็นทปี่ ระดษิ ฐ์รปู จาลองของ “เทพเจ้าบว้ นเถ่า
กง” ซง่ึ เป็นทนี่ บั ถอื ของชาวบา้ นท่ีอาศยั อยู่บรเิ วณนัน้ และทบ่ี รเิ วณใกล้
กบั ศาลเจา้ เป็นทอี่ ยูข่ องเสอื ตวั หนง่ึ ซงึ่ ชาวบา้ นเช่อื วา่ เป็นสตั วท์ เ่ี ทพบว้ น
เถ่ากง เล้ยี งไว้ ซงึ่ โดยปกตเิ สอื ตวั น้ีจะเป็นสตั ว์ที่ไมเ่ คยทาอนั ตรายแก่
ผใู้ ด จวบจนกระทงั ่ วนั หนึง่ มเี ดก็ ชายซงึ่ เป็นบตุ รชายของหญงิ ในหมู่บา้ น
นนั้ ดว้ ยความซุกซนจงึ ไดแ้ หย่เสอื ตวั น้ซี งึ กาลงั หลบั อยู่ เสอื ตวั น้ีจงึ ไดต้ ่นื
ขน้ึ มาดว้ ยความโกรธ จงึ คารามลนั ่ และมงุ่ ตรงเขา้ ทารา้ ยเดก็ และไดก้ ลืน
เดก็ ลงทอ้ งไป เรอ่ื งรถู้ งึ แมข่ องเดก็ กต็ กใจจงึ ไดอ้ อกตามผกู้ ลา้ ทงั้ หลายใน
หมู่บา้ นให้มาชว่ ยเหลือลูกของตน แต่กไ็ ม่เป็นผลสาเรจ็ แม่ของเดก็ ก็
เศร้าโศกเสยี ใจเป็นอย่างยงิ่ ความล่วงรถู้ ึงเทพบว้ นเถ่ากง ดว้ ยทิพย
ญาณท่เี สอื ไดก้ ลืนเอาเด็กลงทอ้ ง จึงมบี ญั ชาให้พระภมู เิ จา้ ท่ี 2 องค์มา
ชว่ ยชวี ติ เดก็ ดงั นนั้ พระภูมเิ จา้ ที่ทงั้ 2 องคจ์ ึงไดป้ รากฏกายมาสยบเสอื
และไดช้ ว่ ยใหเ้ สอื ยอมคายเดก็ ออกมาโดยปลอดภยั
เสอื ตามความเช่อื ถือของชาวจีนไหหลา เป็นสญั ลักษณ์ของ
“เทพเจา้ บว้ นเถ่ากง” หรอื ทชี่ าวไทยรจู้ กั กนั ดี คอื “เจา้ พ่อเทพารกั ษ์” เสอื
เป็นเสมอื นสตั วท์ ค่ี อยเบกิ ทางกอ่ นทเี่ ทพบว้ นเถา่ กงจะเสดจ็ คอยปกป้อง
ภยนั ตรายสงิ่ ไมด่ ไี มง่ ามมายา่ งกราย ดงั นนั้ ชาวไหหลาซ่ึงนบั ถอื เทพเจ้า
บ้วนเถ่ากง จึงนาเสอื มาเป็นสญั ลักษณ์ใชเ้ ชดิ ในเทศกาลและงานพิธี
มงคลต่าง ๆ เพ่อื ให้ตนเองและครอบครวั ประสบแต่โชคดี และนามาซึ่ง
ความเป็นสริ มิ งคล
262 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
ตานาน สิงโตทองฮากกา
สงิ โตทองฮากกาซง่ึ คนุ้ เคยกบั การเรยี กวา่ “สงิ โตจนี แคะ” นนั้ มี
ประวตั อิ นั ยาวนาน เป็นศลิ ปะการแสดงที่นิยมอย่างแพรห่ ลายในหมู่ชาว
ฮากกาท่ีอยู่ในประเทศจีน ตามตานานที่เล่าขานกนั มาแต่โบราณใน
กาลครงั้ หน่ึงในแผ่นดินจีน เกิดภยั พิบตั ิฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล
ติดต่อกันหลายปี ยังความแห้งแล้งโรคภัยไขเ้ จ็บเบียดเบียนอาณา
ประชาราษฎร์เดอื ดรอ้ นแสนสาหัส องค์ฮ่องเต้จึงให้โหรหลวงตรวจดู
โชคชะตาเมอื งว่า มเี หตุเพทภยั อนั ใดและจะแกไ้ ขอย่างไร โหรหลวงจงึ
ทูลวธิ กี ารแกไ้ ขโดยใหห้ าคนไปจบั สงิ โตมาแหร่ อบเมอื งหลวงเพ่อื จะขบั ไล่
สงิ่ ชวั ่ รา้ ย และเหตุเพทภยั ใหห้ ายไป องคฮ์ ่องเตจ้ งึ ใหป้ ระกาศหาผทู้ จ่ี ะรบั
อาสาไปจบั สงิ โตซึง่ ตอ้ งไปจบั ถึงชมพูทวปี การเดนิ ทางต้องรอนแรมไป
ในปา่ เขาลาเนาไพร ตอ้ งผจญกบั สงิ หส์ าราสตั ว์ ภตู ผปี ีศาจรา้ ยต่าง ๆ จงึ
ไมม่ ใี ครอาสาทจ่ี ะไปจบั รอ้ นถงึ องคเ์ งก็ เซียนฮ่องเต้ จึงส่งซ่าเซียนลงมา
รบั อาสาทจี่ ะไปจบั ให้ โดยนาเอาหญา้ อาวฒั นะ (เหล่งจือเชา่ ) กบั พดั ของ
พระโพธสิ ตั วก์ วนอมิ ลงมาดว้ ย
เมอ่ื เดนิ ทางถงึ ชมพูทวปี แลว้ พบสงิ โตตวั หนึ่ง ขนสที อง ท่วงที
องอาจ อว้ นพี ลกั ษณะดมี าก เหน็ แล้วชอบใจจงึ สยบสงิ โตดว้ ยพดั ของ
พระโพธิสตั ว์กวนอิม เมือสิงโตสงบแล้วกต็ รวจลักษณะโดยละเอยี ด มี
ลกั ษณะมงคล มคี วามยาวถงึ สามวา ชอบใจเป็นอนั มาก จงึ หลอกล่อให้
สงิ โตกนิ หญา้ อายวุ ฒั นะซงึ่ เสกมนต์กากบั ไวแ้ ลว้ เมอ่ื สงิ โตกนิ หญา้ เขา้ ไป
แลว้ จงึ อยู่ในอานาจของซ่าเซยี น ยอมให้นาไปถวายองคฮ์ ่องเต้แต่โดยดี
ฮอ่ งเตจ้ งึ จดั งานเฉลมิ ฉลองแห่สงิ โตไปทวั ่ เมอื งหลวง เหตุเพทภยั สง่ิ ชวั ่
รา้ ยต่าง ๆ กห็ มดส้นิ ไป ฝนฟ้ าตกต้องตามฤดูกาล ขา้ วปลาอาหาร ก็
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 263
กลบั อุมดสมบรู ณ์ อาณาประชาราษฎร์กอ็ ยู่เย็นเป็นสุขปราศจากโรคภยั
ไขเ้ จบ็ โดยทวั ่ หนา้
สงิ โตทาองฮากกา เป็นสงิ โตจาลองมาจากสงิ โตจรงิ ไมม่ เี ขา จะ
เห็นว่าที่คอจะมีขนคอยาวเหมอื นสงิ โตตวั ผู้ รูปหน้าที่ทาข้นึ เป็นเป็น
ศลิ ปะพน้ื บา้ นโบราณทเ่ี รายงั คงเอกลกั ษณ์ของเกา่ น้ีเอาไว้
ตานาน สิงโตกว๋องสิว หรือ สิงโตกวางต้งุ
สิงโตกวางตุ้งประกอบด้วยสัต ว์ 3 ชนิด คือ แรด(มีนอที่
หนา้ ผากเหมอื นแรด) มา้ (มลี าตวั เหมอื นมา้ ) สนุ ขั (มอี ากปั กริ ยิ าเหมอื น
สุนขั ) มตี านานเล่าขานกนั วา่ ในสมยั ราชวงศ์ชงิ พระเจา้ เคยี่ นหลงก๋นุ
หรอื จกั รพรรดเิ ฉียนหลงแห่งราชวงศช์ งิ ขณะเสดจ็ ออกทอ้ งพระโรงใหข้ า้
ราชบริพารเข้าเฝ้ า ปรากฏว่าท้องฟ้ าเกิดมืดสลัวลง และปรากฏสตั ว์
ประหลาดรูปร่างคลา้ ยสุนัขตวั ใหญ่ขนปกุ ปยุ ลอยมาทางทิศตะวนั ออก
ในขณะท่ีเสยี งมโหรปี ระโคมกกึ กอ้ ง สตั ว์ประหลาดตวั นนั้ มาหยุดลงที่
หนา้ พระทน่ี งั ่ แลว้ หมอบลงกม้ ศรี ษะ 3 ครงั้ แลว้ กล็ อยหายไปทางทศิ เหนือ
ขนุ นางผเู้ ฒา่ คนหนึ่งไดก้ ราบทูลวา่ สตั ว์ตวั น้ีกอปรดว้ ยลกั ษณะ
อนั เยี่ยมยอดยากท่ีสามญั ชนจะพบเห็นได้นอกจากผู้มีบุญญาธิการ
เทา่ นนั้ และทสี่ ตั วต์ วั น้ปี รากฏขน้ึ กเ็ พ่อื ถวายพระพรนนั ่ เอง ทาให้พระเจ้า
เคย่ี นหลงก๋นุ ทรงพอพระทยั ย่งิ นกั ตงั้ แต่นัน้ เป็นตน้ มา ชาวจนี จงึ ไดค้ ดิ
ทาสญั ลกั ษณ์ของการคารวะต่อผมู้ บี ญุ หนักศกั ดใิ ์ หญ่เพ่อื ใหเ้ กดิ มงคลแก่
ผรู้ บั การคารวะ และไดก้ ระทาสบื เน่ืองตอ่ กนั มา
หลายคนสงสยั วา่ แล้ว “หวั เซียน” “แป๊ะย้มิ ” ทเ่ี หน็ ค่กู บั สงิ โต
เสมอ น้ีมคี วามเป็นมาและเกีย่ วพนั กบั การเชดิ สงิ โตอย่างไร คนร่นุ เก่า
264 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
ชาวจีนเล่าใหฟ้ งั วา่ มที ่ีมาจากเทพนิยายเร่อื ง “แปดเซยี น” ตอนทแ่ี ปด
เซียนเดนิ ทางไปอวยพรวนั เกิดเจ้าแม่หวางหมู่ เทพสูงสุดแห่งสวรรค์
ตะวนั ตก มศี กั ดเิ ์ป็นเทวแี ห่งองค์เงก็ เซียนฮ่องเต้ ขณะที่ผา่ นทะเลตงไห่
(ทะเลตะวนั ออก) ปรากฏว่ามสี ตั ว์ประหลาดโผล่มาจากทะเลชาวจีน
เรยี กวา่ “สป่ี ๊กุ เสยี ว” แปลวา่ ไมเ่ หมอื นสแ่ี บบ คอื รปู รา่ งเหมอื นมา้ แต่ไมใ่ ช่
ม้า มีเกล็ดคล้ายปลาแต่ไม่ใช่ปลา มหี างเหมอื นโคแต่ไม่ใช่โค มีหัว
เหมอื นมงั กรแต่ไมใ่ ชม่ งั กร คราวนนั้ “หลนั ไฉ่เหอ” เซยี นจวิ๋ 1 ใน เทพ
โป๊ ยเซียนท่ีมีรูปร่างคล้ายผู้หญิงทาผมแกละ มีกระเช้าดอกไม้
ประกอบดว้ ยดอกเบญจมาศ ดอกไหน กง่ิ ไผ่ และใบไผ่เป็นอาวุธ และ
ดว้ ยความเป็นเดก็ จึงเขา้ ไปแหย่เจ้าสตั ว์ประหลาดให้ติดตามเพ่ือท่ีจะ
นาไปถวายเจา้ แมห่ วางหมู่ สว่ นในประเทศไทยชา่ งผปู้ ระดษิ ฐ์หวั หุ่นเห็น
ว่าสร้างยากจึงดดั แปลงเป็น “แป๊ ะโล้นหน้าย้ิม” แต่ยังคงถือพัด
เหมอื นเดมิ
ความหมายของสที หี่ วั สงิ โต มี 4 สี
1. สงิ โตสขี าว เรยี กว่า “ตวั ่ ก๊ง” หมายถึง “เล่าปี่” ใช้เป็นสญั ลกั ษณ์
หมายถงึ ความมอี านาจหยงิ่ ในศกั ดศิ ์ รี มขี า้ ทาสบรวิ ารมาก
2. สงิ โตสแี ดง เรยี กว่า “หยี่ก๊ง” หมายถึง “กวนอู” ใช้เป็นสญั ลักษณ์
หมายถงึ ความซอ่ื สตั ยกลา้ หาญ โชคลาภ นกั ตอ่ สู้
3. สงิ โตสดี า เรยี กว่า “ซามก๊ง” หมายถึง “เตียวหุย” ใชเ้ ป็นสญั ลกั ษณ์
หมายถงึ ความหนกั แน่นยตุ ธิ รรมเอาชนะอปุ สรรค
4. สงิ โตหวั สเี หลอื ง เรยี กวา่ “เซก๊ง” หมายถงึ “กวนเพง้ ”(หลานกวนอู) ใช้
เป็นสญั ลกั ษณ์ของผมู้ อี านาจยศศกั ดิ ์
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 265
สงิ โตทเี่ ชดิ กนั ในเมอื งไทย นิยมใชห้ วั สงิ โตกวางตุง้ ชนิดสแี ดง
อนั เป็นสญั ลกั ษณ์ทอี่ วยพร ให้มโี ชคลาภ ความสมบูรณ์พูนสขุ ตลอดจน
ความสงบสขุ นนั ่ เอง
ประวตั ิ ”สิงโตปักกิ่ง”
สงิ โตปกั กง่ิ เป็นศลิ ปะการเลน่ สงิ โตของจนี ภาคเหนือ เป็นสงิ โต
พ่อ แม่ ลูก 4 ตัว เต้นหยอกล้อลูกแก้ว มีลีลาสวยงามน่ารกั ท่าที่
แสดงออกเป็นไปอย่างสนุกสนาน และร่าเรงิ ซึ่งเป็นลกั ษณะเด่นของ
สงิ โตปกั กงิ่ ผทู้ ชี่ มการแสดงอย่างใกลช้ ดิ อาจไดร้ ว่ มกนั รบั ความรสู้ กึ จาก
การแสดงโดยตรงเม่ือสงิ โตปกั กง่ิ มาคลอเคลียดว้ ย ผูช้ มจึงไดร้ บั ความ
หลากหลายที่แตกต่างจากสงิ โตอ่ืนๆท่ีส่วนใหญ่จะแสดงออกในแบบ
แขง็ แรงดดุ นั ในการแสดงจะมกี ารแสดงของกายกรรมเชน่ กระโดดสงู ตี
ลงั กาลอดบว่ ง ตธี งผนื ใหญ่ ควบคกู่ บั การแสดงสงิ โตดว้ ย
ซ้ายบน: เสอื ไหหลา
ขวาบน: สงิ โตฮากกา
ซ้ายลา่ ง: สงิ โตกวอ๋ งสวิ
ขวาลา่ ง: สงิ โตปกั กง่ิ
ขอบคณุ ภาพจาก สยามพารากอน
266 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
英歌舞
เอง็ กอ - พะบู๊
ตานานเอง็ กอ หรอื "ผยู้ ง่ิ ใหญแ่ ห่งเขาเหลยี งซาน" (梁山) ใช้
เคา้ โครงจากวรรณคดอี งิ ประวตั ศิ าสตรจ์ นี เรอ่ื ง "ซ้องกงั ๋ " 宋江 ซงึ่ เป็น
วรรณคดรี อ้ ยแกว้ มลี กั ษณะเป็นการ เล่าไดเ้ รยี บเรยี งขน้ึ เป็นเรอ่ื งราวยดื
ยาวมรี สมชี าติ ประพนั ธ์ขน้ึ ครงั้ แรกโดย ซือไน่อนั และต่อมาไดร้ บั การ
ขดั เกลาจาก หลอกวา้ นจง ผปู้ ระพนั ธ์นวนยิ ายสามก๊ก"หลวั กวา้ นจง" 羅
貫中 (ล่อกวนตงในสาเนียงภาษาจนี แตจ้ วิ๋ ) ผเู้ ป็นลูกศษิ ยข์ องซอื ไน่อนั
ดงั นนั้ ซอ้ งกงั ๋ จงึ ถอื วา่ เป็นแบบอย่างของ วรรณกรรมสามก๊กอกี ทหี น่ึง
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 267
เอง็ กอ กบั เร่ืองราวอิงประวตั ิศาสตร์
เอง็ กอ เป็นผกู้ ลา้ แหง่ เขาเหลยี งซาน 108 คน มเี รอ่ื งราวตานาน
ท่เี ล่าขานกนั มานานของชาวจีน เกิดในสมยั ราชวงศ์ซ่งเหนือ (北宋)
รชั กาลซง่ ฮยุ จงฮ่องเต้ 宋徽宗 (พ.ศ. 1643-1669) เป็นเรอ่ื งราวของ
ชมุ โจรบนเขาเหลยี งซาน มณฑลซานตง
เรอ่ื งราวเรม่ิ ตงั้ แต่ในรชั สมยั พระเจา้ ซ่งยนิ จงฮ่องเต้ 宋英宗
(พ.ศ.1606-1610) เกดิ โรคระบาดพรากชวี ติ ผคู้ นไปเป็นอนั มาก พระเจ้า
ซง่ ยนิ จงฮอ่ งเตท้ รงโปรด ใหข้ นุ นางเดนิ ทาง ไปอญั เชญิ นกั พรวเิ ศษเตียฮี
เจง็ เชยี นชอื ณ สานกั วดั เขาเกาเล่งซวั มาชว่ ย หลงั จากเสรจ็ ภารกจิ แล้ว
ระหวา่ งทางขากลบั ขนุ นางคนดงั กล่าวเดนิ ทางผ่าน ศาลาแห่งหนึ่ง สลกั
ชอ่ื ไวว้ ่า ตาหนักขงั ปิศาจ ดว้ ยความกระหายใคร่รู้ จึงแกะยนั ต์ทีต่ ดิ อยู่
หนา้ ศาลาท้งิ และเปิดเขา้ ไปโดยพลการ ทนั ใดนนั้ เองกม็ คี วนั ดาพวยพุ่ง
ออกมาทางประตลู อยขน้ึ ไปอยู่บนอากาศแล้วแตกกระจายแปดทศิ ที่แท้
ในศาลานนั้ ขงั ดวงจติ ดาวทหารทด่ี รุ า้ ยถงึ 108 คน (ช่อื ดาว"เทียมกงั แซ"
36 ดวง และช่อื ดาว "ตลี วั " 72 ดวง รวม 108 ดวง) ถูกขงั ไม่ให้ไปเกิด
จากกลวั รบกวนไพรฟ่ ้าประชาชนพลเมอื งใหไ้ ดร้ บั ความเดอื ดรอ้ น
วญิ ญาณดุรา้ ยทงั้ 108 ดวงจึงได้โอกาสไปจุติ เป็น"ผยู้ ่ิงใหญ่
แหง่ เขาเหลยี งซาน" หลงั จากพระเจา้ ซง่ ยนิ จงสวรรคตแล้ว การเมอื งการ
ปกครองเรม่ิ เสอ่ื มทรามลงทุกที จนถงึ รชั สมยั ของซ่งฮุยจงฮ่องเต้ 宋徽
宗 (พ.ศ. 1643-1669) ทรงเป็นจกั รพรรดทิ อี่ ่อนแอทสี่ ดุ ของราชวงศ์ซ่ง
เหนอื เพราะทรงใสพ่ ระทยั แตด่ า้ นศลิ ปะ ไมใ่ สใ่ จเร่อื งการทหาร ทาให้ใน
ราชสานกั มแี ต่ขนุ นางกดขข่ี ม่ เหงราษฎร สงั คมปนั ่ ปว่ นวนุ่ วาย เหล่านกั บู๊
268 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
เทิดทูนคุณธรรมย่ิงชีวติ ต่างถูกบีบคนั้ ถูกกลนั ่ แกล้ง จึงรวมตัวกนั
รวบรวมเอาเหล่านักบ๊ผู เู้ ป็นเลิศทางวทิ ยายุทธทงั้ 108 คน เป็นผู้ใหญ่
แห่งเขาเหลียงซาน ทาการก่อกบฏปล้นขุนนางท่ีฉ้อราษฎร์บงั หลวง
นามาแจกจ่ายคนจนคนตกทุกข์ได้ยาก ต่อมาความขดั แย้งดังกล่าว
รนุ แรงขน้ึ เร่อื ยๆจนขยายตวั เป็นสงครามระหว่าง กองโจรกบั กองทหาร
หลวงจนกลายเป็นตานาน "ผูก้ ล้าแห่งเขาเเหลียงซาน ปราบคนพาล
อภบิ าลคนด"ี
ช่ือ เอง็ กอ - พะบู๊ มาจากไหน?
เอง็ กอ 英歌 (หยิงเกอ้ ในสาเนียงภาษาจีนกลาง) เป็นการ
พูดตามสาเนียงแตจ้ วิ๋ ความหมายโดยรปู ศพั ท์หมายถึง “เพลงเกยี่ วขา้ ว”
ซง่ึ การรอ้ งของเอง็ กอ จะรอ้ งเป็นจงั หวะ เพ่อื ใหเ้ กดิ ความพรอ้ มเพรยี งใน
การกม้ เกย่ี ว ดงั นนั้ ช่อื "เอ็งกอ" จงึ เป็นการประยุกต์ นาช่อื เพลง”เกย่ี ว
ขา้ ว”มาใชใ้ น “การละเล่นตเี กราะเคาะไม”้ ในกระบวนแห่ ซง่ึ นิยมแต่งหน้า
ทาปากและตีเกราะเคาะไม้ โดยถือเป็นพฒั นาการทางการละเล่นใน
ระดบั หนีง่ ตวั แสดงจะรบั บทเกยี่ วกบั นักรบกองโจรในวรรณกรรมจีน แต่
กย็ งั คงเอกลกั ษณ์ทร่ี กั ษาการเคาะจงั หวะ คลา้ ยการละเล่นเกย่ี วขา้ ว เพ่อื
ความพรอ้ มเพรยี งไว้
การละเลน่ เอง็ กอ เป็นตอนที่ขบวนนักรบ 108 คน ทีต่ ่างมวี ชิ า
ความสามารถเกง่ กาจกนั ในรปู แบบต่างๆ ทงั้ การต่อสดู้ ว้ ยมอื เปล่า ไม้
พลอง มดี การดาน้า การเดนิ ปา่ ทางไกล การรกั ษาโรค ฯลฯ แต่งหน้าอา
พลางตนเป็นนกั แสดงขมี่ า้ เขา้ เมอื ง เพ่อื ไปช่วยซอ้ งกงั ๋ 宋江 หวั หน้า
ของพวกตน การเขยี นหน้าเพอ่ื ปกปิดหนา้ ตาและทาให้ดนู ่าเกรงขามของ
เอง็ กอมกี ารเขยี นลวดลายเฉพาะคนเหมือนการสวมหน้ากากทงั้ 108คน
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 269
ในการแสดงไมว่ า่ ขบวนแห่เอง็ กอจะผา่ นไปทางไหนจะสรา้ งความต่นื เตน้
และความประทบั ใจในการแสดงน้ีไปทวั ่ อนั เกดิ จากความเรา้ ใจจากเสยี งตี
ไมค้ ขู่ องขบวนผแู้ สดงทวี่ ง่ิ ผา่ นไปอย่างรวดเรว็
สว่ น "พะบู๊" 把武 (ปาหวู) เป็นการแสดงการต่อสดู้ ว้ ยอาวธุ
จนี โบราณ แสดงถงึ ศลิ ปะการป้องกนั ตวั หรอื 打(ต๋า) มกั จะเป็นขบวนคู่
แฝดของเอง็ กอในการแห่เจ้า ซึ่งมกี ารใชก้ ารรา่ ยราอาวธุ (把子功
ปาจอ่ื กง) ซงึ่ เป็นการแสดงการรา่ ยราของงว้ิ โดยมกี ารใชอ้ าวธุ ประเภท
ต่างๆ เชน่ ดาบ กระบ่ี หอก ทวน ฯลฯ ทงั้ แบบต่อสแู้ ละราเดย่ี ว
ปัญหาทางประวตั ิศาสตรค์ ือ ความเข้าใจแบบผิดๆที่มีการ
ลากข้อสนั นิษฐานเข้ามาผกู กบั ตานานความเช่ือ ตานานผกู้ ล้าแห่ง
เขาเหลียงซาน หรือ เอ็งกอ ก็เช่นเดียวกนั ด้วยเพราะมีผ้กู ล้า
จานวน 108 คน ซ่ึงเท่ากบั เฮียด่ีกง (兄弟公) หรือ เจ้าพ่อร้อย
แปด (โปรดอ่านรายละเอยี ดในภาคที่ 1 ประวตั ศิ าลเจ้าแม่ทบั ทิมพิชยั
เรอ่ื ง สง่ิ ศกั ดสิ ์ ทิ ธิภ์ ายในศาล หวั ขอ้ เจ้าพ่อรอ้ ยแปด) เช่นกนั จึงเกิด
ความเข้าใจว่า เจ้าพ่อร้อยแปด คือทหารเสือผกู้ ล้าแห่งเขาเหลียง
ซาน ทัง้ ๆที่ในความเป็ นจริง เร่ืองราวเกิดขึ้นคนละยุคสมยั เกิด
เร่ืองราวห่างกนั นานนับหลายรอ้ ยปี อกี ทงั้ ยงั เกิดคนละท่ี เรื่องหนึ่ง
เกิดในแผ่นดิ นจีน ส่วนอีกเรื่องเกิ ดในประเทศเวียดนาม ซึ่ง
ลูกหลานชาวจีนในยุคหลงั จึงควรทาความเข้าใจให้ถกู ต้อง ตาม
บนั ทึกทางประวตั ิศาสตร์ เพือ่ ให้ตานาน คติความเช่ือของบรรพชน
ไมเ่ ปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
270 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
หวซู ง หรอื บซู๊ ่ง (武松) 1 ใน หวั หน้ากองทหารราบของ
108 ผกู้ ลา้ แห่งเขาเหลียงซาน
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 271
茶的傳統
กาน้าชา(茶壺)
และธรรมเนียมการดม่ื ชา
การด่มื น้าชาในหมู่ชนของชาติต่างๆ มิได้เพิ่งเกดิ ข้นึ ในโลก
ปจั จบุ นั หากสบื เน่อื งตกทอดมา ตงั้ แต่ครงั้ โบราณภาชนะทีใ่ ชบ้ รรจุชาใน
รปู แบบตา่ งๆ จงึ กลายเป็นสง่ิ ที่ต้องใหค้ วามสาคญั ตามมา เพราะถือกนั
วา่ เป็นเคร่อื งแสดงถึงรสนิยมของผดู้ ม่ื ชา มหี ลกั ฐานทป่ี รากฏวา่ การดม่ื
ชาดว้ ยการ ลวกใบชาและด่มื ในถ้วยใบเล็กนิยมมากในราชวงศห์ มงิ ของ
ประเทศจนี กระทงั ่ เป็นทแี่ พรห่ ลาย ไปยงั ประเทศใกลเ้ คยี ง
272 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
ตน้ กาเนิดของการปนั้ กาน้าชาท่ีดที ่ีสุด อยู่ในอาเภออีซิง(宜
興) ของจนี ดงั มคี ากล่าววา่ หากแผ่นดนิ จนี เป็นแดนกาเนิดแห่งชาหอม
อาเภออีซิงคือ ถิ่นกาเนิดของการปนั้ กาน้าชาดินสีแดง จากความ
กลมกลนื หลายประการซงึ่ ผสมผสานระหวา่ ง รสชาติละมุนของใบชาและ
โครงรา่ งของดนิ เผาอย่างดี ทาให้ดนิ อาเภออีซงิ ใชท้ ากาน้าชาไดด้ ที ีส่ ดุ
ในโลก เพราะมลี กั ษณะพิเศษมากคือเป็นดนิ ทรายเน้ือละเอียด และมสี ี
แดงเผาแลว้ แขง็ กว่าดนิ ทใี่ ชท้ าหมอ้ ไห และมแี รธ่ าตุหลายชนิดทเ่ี หมาะ
สาหรับการปนั้ ซึ่งเป็นลักษณะท่ีทาให้ดินอาเภออีซิงโดดเด่นกว่า
เคร่ืองปนั้ ดนิ เผาจากภาคอ่ืนๆ ของจนี ทอี่ าจมสี เี หมอื นกนั จึงถือไดว้ ่า
อาเภออซี งิ เป็นย่านอุตสาหกรรมเคร่ืองปนั้ ดนิ เผาท่ีสาคญั และมบี ทบาท
ในสงั คมและวฒั นธรรมจีนมากว่าหา้ ร้อยปี โดยเป็นท่ีรู้จกั กนั ทวั ่ ไปไม่
เฉพาะในจนี เท่านนั้ ความโดดเดน่ อกี อย่างหนึ่งของกาน้าชาอาเภออซี งิ
คอื การผลติ จะตกแตง่ กาน้าชาดว้ ยไมไ้ ผ่เหลาแทนใบมดี ต่อมาจงึ พฒั นา
เทคนิคการผลติ โดยใชแ้ ป้นหมนุ และมกั ผลิตกาน้าชาออกมาเป็นทรงลูก
ทอ้ เพราะชาวจีนเช่อื วา่ ลูกทอ้ เป็นสญั ลกั ษณ์ของความโชคดแี ละอายุ
ยนื 52
ถ้วยชา ก็ถือเป็นส่ิงสาคญั เช่นเดยี วกนั ธรรมเนียมของการใช้
จอกชานนั้ โดยปกตจิ ะขน้ึ อยู่กบั วฒั นธรรมทอ้ งถ่ินของชาวจีนแต่ละกลุ่ม
ตวั อย่างเช่น หากเป็นชาวจีนแต้จิ๋วจะใช้ถ้วยชา 5 ถ้วย ส่วนชาวจีน
ไหหลาจะใชถ้ ว้ ยชา 3 ถว้ ย แตจ่ ะใชจ้ อกเหลา้ 5 จอก เป็นตน้
ในกรณขี องชาวกวางตงุ้ มกี ารให้ความสาคญั กบั การดม่ื ชาเป็น
อย่างมาก จนมคี าพูดตดิ ปากทีว่ า่ “3 ม้อื ชา 2 มอ้ื ขา้ ว” คนทวั ่ ไปจะตอ้ ง
52Bret Hinsch. The Ultimate Guide to Chinese Tea. (Bangkok: White Lotus, 2008) 26.
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 273
กนิ น้าชากอ่ นอาหาร โดยเฉพาะการด่มื น้าชาตอนเชา้ มผี ูเ้ ฒา่ บางท่าน
ต่นื นอนตงั้ แต่เชา้ ตรู่ กไ็ ปท่รี ้านน้าชาชงชาหอม 1 กา คอ่ ยๆจบิ รบั รู้
รสชาติ จิบชาพลางก็คุยกนั พลาง อย่างน้อยก็ใชเ้ วลาร่วมกว่าชวั ่ โมง
อย่างมากอาจจะใชเ้ วลาหลายชวั ่ โมง คนกวางตุ้งเรียกการกระทาน้ี
เรยี กวา่ “ปลงชา”
การรนิ น้าชาในถว้ ยชากถ็ อื เป็นเรอ่ื งทสี่ าคญั เพราะคนจีนจะถอื
ว่า เวลารนิ ให้รนิ ไดแ้ ค่ครึ่งคอ่ นจอก ถ้ารนิ เต็มจอก กลบั กลายเป็นการ
แสดงกริ ยิ าไมค่ ารวะ มคี ากล่าววา่ “เหลา้ เตม็ จอกคารวะแขก ชาเตม็ ถว้ ย
ไล่แขก” เชน่ เดยี วกบั การบชู าเทพเจ้า หรอื บรรพบรุ ษุ จะมกี ารรนิ น้าชา
อย่างนอ้ ย 3 ครงั้ โดยจะไมร่ นิ ชาใสถ่ ว้ ยใหเ้ ตม็ ในคราวเดยี ว แต่จะค่อยๆ
รนิ เพอ่ื เป็นการแสดงความเคารพจนถงึ ครงั้ สดุ ทา้ ยทชี่ าเตม็ ถว้ ยนนั ่ เอง
หรอื หากมผี อู้ ่นื รนิ น้าชาใหท้ า่ น ทา่ นจะอยู่เฉยๆไมไ่ ด้ จะต้องใช้
น้ิวชก้ี บั น้ิวกลางของมอื ขวางอลง เคาะเบาๆกบั พ้นื โต๊ะ 3 ครงั้ เป็นการ
แสดงความขอบคุณ มารยาทน้ีเป็นทร่ี กู้ นั ในหมู่ชุมชน มฉิ ะนนั้ คนอ่นื จะ
ว่าเป็นคนไม่มีสมั มาคารวะ ซึ่งธรรมเนียมปฏิบตั ิน้ีเร่ิมต้นมาตงั้ แต่
ราชวงศ์ชงิ มีอยู่ปีหนึ่งจักรพรรดิเฉียนหลงเสด็จประพาสต้นมาทาง
ภาคใต้ ไปรา้ นน้าชาด่มื ชาร่วมกบั โจวย่อื ชงิ พระองค์รนิ น้าชาใหต้ วั เอง
เสรจ็ แลว้ กถ็ อื โอกาสรนิ ใหโ้ จวย่อื ชงิ ดว้ ย โจวย่อื ชงิ เห็นฝ่าบาทรนิ น้าชา
ใหต้ วั เอง กไ็ มส่ ามารถอยู่ในท่ีสาธารณะแสดงฐานะของตวั เองและถวาย
บงั คมขอบพระทยั ดงั นัน้ ในช่วงทลี่ าบากใจพลนั เกดิ ปญั ญาข้นึ มา ใช้ 2
น้ิวงอโคง้ เคาะกบั พ้นื โต๊ะ 3 ที เป็นการแทนธรรมเนียมการถวายบงั คม
ขอบพระทัย จากนัน้ ธรรมเนียมน้ีก็ค่อยๆกระจาย ไปในหมู่ผู้คน
กลายเป็นธรรมเนยี มปฏบิ ตั อิ ยา่ งหนง่ึ ในการดม่ื น้าชา
274 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
น้าชายงั ถือเป็นน้าทมี่ คี วามสะอาดใชใ้ นพิธีกรรมต่างๆตงั้ แต่
เกดิ จนถงึ ตาย มอี ยู่ในทุกอณูแหง่ วถิ ชี วี ติ ของชาวจนี ทงั้ พิธกี รรมในรอบปี
และพธิ กี รรมในรอบชวี ติ ตลอดจนการเปลย่ี นเครอ่ื งทรงเทพเจา้ น้าชาถอื
เป็นน้าหอมที่ใชใ้ นการสรงสนาน ทาความสะอาดองคเ์ ทพเจ้าก่อนพิธี
เปลย่ี นเครอ่ื งทรงทุกครงั้ ชา กาน้าชาและธรรมเนียมเกยี่ วกบั การดม่ื ชา
จงึ ถอื เป็นเรอ่ื งสาคญั ทลี่ ูกลานชาวจนี ควรจะเขา้ ใจและรบั รถู้ งึ วฒั นธรรมท่ี
สวยงามของบรรพบรุ ษุ ทส่ี งั ่ สมมาเป็นระยะเวลาหลายรอ้ ยหลายพนั ปีดว้ ย
เชน่ กนั
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 275
對聯
ต้ยุ เหลียน: วลีมงคล
วลมี งคลคหู่ รอื “ตยุ้ เหลยี น (對聯)” ในสาเนียงภาษาจนี กลาง
(ปจั จุบนั มกั เรยี กทบั ศพั ทใ์ นภาษาจนี แตจ้ วิ๋ วา่ ตุ่ยเล้ยี ง) นนั้ จะมลี กั ษณะ
เป็นแผน่ กระดาษหรอื เป็นผา้ พน้ื สแี ดงสด แลว้ นามาเขยี นหรอื พมิ พ์อกั ษร
จนี ทเี่ ป็นวลมี งคลคลู่ งไปในนนั้ สว่ นมากจะนิยมใชห้ มกึ สที องในการเขยี น
บา้ งกใ็ ชพ้ ้นื สที องตวั อกั ษรสแี ดงกม็ ี ดว้ ยเชอ่ื กนั ว่าเม่อื สแี ดงของกระดาษ
หรอื ผา้ ซึง่ เป็นตวั แทนแห่งธาตุไฟ ถ้ามารวมกบั ตวั อกั ษรสีทองซ่ึงเป็น
ตวั แทนแหง่ ธาตุทองแลว้ จะนามาซงึ่ โชคลาภและความรา่ รวยมาให้
276 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
ชาวจนี มคี วามเชอ่ื กนั ว่าตุย้ เหลียนนนั้ เป็นวลีทีเ่ ป็นมงคลอนั จะ
นามาซง่ึ ความเจรญิ ร่งุ เรอื งและโชคลาภให้แก่คนในครอบครวั ถ้าในปีน้ี
ปรารถนาสงิ่ ใดกจ็ ะทาการเขยี นวลอี วยพรในเร่อื งนนั้ กนั แลว้ นามาติดไว้
บรเิ วณหน้าประตูบ้าน ซึ่งชาวจนี จะถือว่าประตูบ้านของเรานนั้ เป็นดงั ่
ปากของบา้ นทจ่ี ะคอยอา้ รบั โชคลาภทก่ี าลงั จะเขา้ มาเยอื น บา้ งกน็ ามาติด
ไวบ้ รเิ วณศาลเจา้ (ตจ่ี เู้ อย๊ี ) ทภี่ ายในบา้ น เน่ืองจากศาลเจา้ ทนี่ นั้ คนจีนถือ
วา่ เป็นจดุ มงคลเป็นทเ่ี กบ็ สะสมทรพั ย์และโชคดี บา้ งกน็ ามาติดไวภ้ ายใน
ตวั บา้ นตรงทส่ี ามารถมองตรงออกไปเหน็ ภายนอกไดอ้ ยา่ งชดั เจนกม็ ี
หลายท่านมักจะเขา้ ใจผิดกนั ว่าตุ้ยเหลียนนัน้ จะต้องเป็นคา
กลอนจนี ทม่ี แี ถวละ 4 พยางคต์ อ่ 1 แถว (จะใช้ 2 แผน่ หรอื 2 แถวมาตดิ
ค่กู นั ) เท่านนั้ ถ้ามีมากกวา่ หรอื น้อยกวา่ จะไม่ใช่ตุย้ เหลียน ซึ่งนัน่ เป็น
ความเขา้ ใจทผ่ี ดิ เพราะตุ้ยเหลยี นนนั้ สามารถเขยี นไดต้ งั้ แต่แค่พยางค์
เดยี วแล้วเอามาคู่กบั อีกแผ่นซึ่งมีพยางค์เดยี วเหมอื นกนั ก็ได้ หรือจะ
เขยี นมากกวา่ นนั้ เป็นแผน่ ละ 4 – 8 พยางค์ แล้วนามาติดคู่กบั อกี แผน่ ท่ี
มจี านวนพยางคท์ ่ีมีจานวนเท่ากนั กย็ ่อมได้ ดงั นัน้ เราต้องมาทาความ
เขา้ ใจกนั กอ่ นจะดกี วา่ วา่ เขามหี ลกั ในการเขยี นกนั เชน่ ไรจงึ จะถูกตอ้ ง
คาวา่ “ตุย้ (對)” จะมคี วามหมายว่า ตอบ, ให้, หนั , พุ่งเขา้ หา
กนั , ถกู , ไมผ่ ดิ , ค,ู่ เป็นค,ู่ เทยี บกนั ดู มารวมกบั คาว่า “เหลยี น (聯)” ท่ี
มคี วามหมายวา่ สห, รว่ ม, ต่อเน่ือง, สบื เน่ือง, ตดิ ต่อ, ต่อเน่ืองกนั อย่าง
ไมข่ าดสาย, ค,ู่ เป็นคู่
เมอ่ื เอามารวมกนั เชน่ น้แี ลว้ คาวา่ “ตุย้ เหลยี น (對聯)” กจ็ ะส่อื
ถงึ วลีมงคล 2 ชุดหรอื 2 แผน่ ทเ่ี อามาจบั ค่กู นั หรอื มคี วามหมายของคา
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 277
เขา้ กนั อย่างต่อเน่ืองลงตวั ดงั นนั้ การจะนาวลีมงคลคู่ไปติด ชาวจีนจึง
นยิ มตดิ ดว้ ยกนั 2 แผน่ ซา้ ย-ขวาของประตบู า้ นเป็นคกู่ นั เสมอ
โดยจะอ่านจากแผน่ ขวามอื (เมอ่ื เรามองเขา้ มาในตวั บา้ น) ของ
เราก่อนเป็นแผ่นแรก ตามวธิ ีการอ่านแบบจีนโบราณ (ในอดตี กอ่ นการ
ปฏวิ ตั วิ ฒั นธรรมสมยั เหมาเจ๋อตุง ชาวจนี อ่านจากขวาไปซา้ ย แต่ปจั จุบนั
ชาวจนี อ่านจากซา้ ยไปขวาเหมอื นการอ่านตามหลกั สากล) แลว้ อ่านจาก
แผ่นที่อยู่ซา้ ยมอื ของเราเป็นแผน่ ที่สอง การเขยี นวลีมงคลนนั้ ผทู้ ี่จะทา
การเขยี นนนั้ จะต้องเป็นผทู้ ่มี คี วามรทู้ างดา้ นโคลงสมั ผสั จนี และรจู้ กั การ
ใชห้ มวดหมใู่ นภาษาจนี เป็นอยา่ งดี
เน่ืองจากการวางอกั ษรในแตล่ ะตวั นนั้ ตอ้ งสมั ผสั กนั เองอย่างลง
ตวั ในแผน่ เดยี วกนั กอ่ น อกี ทงั้ คาแต่ละคาในแต่ละบรรทดั ของแต่ละแผ่น
นนั้ กต็ อ้ งไปอยู่ในกลุ่มคาทเี่ ป็นมงคลในกลุ่มเดยี วกนั กบั ของอีกแผ่นทจี่ ะ
นามาติดไวค้ ูก่ นั ดว้ ย นอกจากน้ี ตวั อกั ษร ฮก 福 หรอื ฟู่ (สาเนียง
ภาษาจนี กลาง) กต็ ้องติดกลบั หวั เพ่อื ใหค้ นท่ีเห็นทกั ว่า “ติดตวั ฮกกลบั
หวั กลบั หาง” ซ่ึงชาวจีนเช่อื ว่า ถ้ามีคนทกั คาที่เป็นมงคลแล้ว ก็จะ
เหมอื นการอวยพรให้
ตวั อยา่ งของวลีมงคลตุย้ เหลียนเท่าท่สี ามารถรวบรวมได้(อ่าน
ตามสาเนียงภาษาจนี กลาง) มดี งั น้ี
萬事如意 วา่ นซ่อื หรอู ้ี ….หมน่ื เรอ่ื งสมความปรารถนา
恭喜發財 กงสฟี่ าไฉ..ขอใหร้ ่ารวย
財源廣進 ไฉเหยยี นกวา่ งจ้นิ …เจรญิ รงุ่ เรอื ง
278 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
招財進寶 เจาไฉ่จน้ิ เปา่ ..เงนิ ทองไหลมา
年年有餘 เหนยี นเหนยี นโหย่วหยว.ี๋ .เหลอื กนิ เหลอื ใชต้ ลอดปี
事事順利 ซ่อื ซอ่ื ซนุ่ ล.่ี .ทกุ เรอ่ื งราบรน่ื
金玉滿堂 จนิ ยวห้ี มา่ นถงั ..ทองหยกเตม็ บา้ น
一本萬利 อ้เิ ป่ินวา่ นล…ี่ ลงทุนหน่งึ กาไรเป็นหมน่ื
大吉大利 ตา้ จตี๋ า้ ล…่ี มหาโชคมหาลาภ
年年發財 เหนียนเหนยี นฟาไฉ…โชคดตี ลอดปี
龍馬精神 หลงหมา่ จนิ เสนิ ..สขุ ภาพแขง็ แรง เทพเจา้ คมุ้ ครอง
吉祥如意 จเี๋ สยี งหยูอ้.ี .โชคดี สมปรารถนา
好運年年 เห่ายวนิ่ เหนยี นเหนยี น..มงคลตลอดปี
四季平安 ซ่จื ้ผี งิ อนั ..สฤ่ี ดรู ม่ เยน็
一帆風順 อ้ฝี นั ฟงซนุ่ ..ทกุ อย่างราบรน่ื
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 279
駁杯
ปัวะปวย:
เครอ่ื งมอื ส่ือสารกบั เทพเจา้
คาวา่ "ปวั ะปวย"เป็นสาเนยี งภาษาจนี ไหหลา หมายถงึ การทอด
วตั ถเุ สย่ี งทาย เพ่อื ทราบรหสั คาตอบวา่ ใชห่ รอื ไม่ ปวั ะปวยเพ้ยี นมาจาก
อกั ษรจนี เขยี นวา่ 駁杯(อ่านตามสาเนียงชาวจนี ฮกเกย้ี นวา่ "ปกโป่ย")
สาเนยี งจนี กลางวา่ "ปเู่ ป้ย" หมายถงึ การเสยี่ งทายดว้ ยเบ้ยี หอยหรอื การ
ทอดเบ้ยี หอย เพ่ือการเสย่ี งทาย เบ้ยี หอยเป็นวตั ถุอุปกรณ์ท่ีใชส้ าหรบั
การเสย่ี งทายในสมยั โบราณ
280 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
ไมเ้ สย่ี งทายทวี่ า่ น้ีนบั เป็นอุปกรณ์สาคญั ในการส่อื สารระหว่างผู้
ศรทั ธากบั อานุภาพขององคศ์ กั ดสิ ์ ทิ ธิ ์ ใชโ้ ยนเสย่ี งทายถามเร่อื งราวต่างๆ
และอ่านคาทานายจากการหงายควา่ ของไมส้ องซีกน้ี ซึ่งมกี ารใชไ้ มเ้ สย่ี ง
ทายลกั ษณะน้มี าชา้ นานนบั แตโ่ บราณกาลถงึ ปจั จุบนั และไมเ้ สย่ี งทายถอื
เป็นอาญาสทิ ธขิ ์ องเทพองคป์ ระธาน ณ แท่นบชู านนั้ ๆ แต่กส็ ามารถใช้
รว่ มกบั เทพองค์อ่นื ๆทีป่ ระทบั ณ แท่นบชู าเดยี วกนั ได้ หากเป็นแท่น
บูชาพระในบ้าน หนึ่งกระถางธูปสามารถมไี มเ้ สย่ี งทายได้เพยี งคู่เดยี ว
เทา่ นนั้ ไมค่ วรมมี ากกวา่ นนั้
เล่าว่าเดิมครงั้ พุทธศาสนาลทั ธมิ นตระยานและศาสนาเต๋ารู่ง
เรอื งในจนี ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 11 “ ไป ” ทใี่ ชใ้ นราชสานกั ทามาจากหยก
มอี ภนิ ิหารถึงความขลงั โยนอย่างไรก็ไม่แตก แต่ทุกอย่างเป็นอนิจจัง
เมอ่ื ความขลงั เสอ่ื มลง “ ไป ” หยกตกแตก กเ็ ป็นทถ่ี อนศรทั ธา และเป็น
เหตใุ หเ้ ปลย่ี นมาทาจากไมไ้ ผ่ (สว่ นหวั ของไมไ้ ผต่ ง) หรอื ไมจ้ นั ทน์
ตามตาราโบราณจารย์ ฝาไมท้ งั้ สองทนี่ ามาประกบเสี่ยงทาย
จะตอ้ งเท่ากนั ทงั้ รปู ลกั ษณ์และน้าหนกั ของไม้
ก่อนใชเ้ ครอ่ื งเสย่ี งทายเป็นครงั้ แรก จะต้องให้เทพทาพิธีโดย
ผา่ นรา่ งทรง เมอ่ื ทาพธิ แี ลว้ เทพในร่างทรงจะลองเสยี่ งทาย โดยโยนไม้
เสย่ี งทายใหม้ ลี กั ษณะต่างกนั 3 แบบ คอื คว่าทงั้ สองอนั , หงายทงั้ สอง
อนั , และคว่าหน่ึงอนั หงายหน่ึงอนั เทพจะโยนไม้เสย่ี งทายจนออก
ลกั ษณะ ควา่ อนั หงายอนั ถอื วา่ เสรจ็ พธิ ี
ในกรณีทซ่ี ้อื ไมเ้ สย่ี งทายมาใหม่ ไมเ่ คยผ่านการใชง้ านมากอ่ น
ผเู้ ป็นเจา้ ของกส็ ามรถทาพธิ เี ปิดหนา้ ไมน้ ้ีดว้ ยตนเอง ณ แท่นบชู าภายใน
บา้ น โดยจะตอ้ งนาไปรมควนั ธูปหรอื ควนั ของกายานเหนือกระถางธูปที่
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 281
แท่นบูชาเพ่อื ใหส้ ะอาดปราศจากมลทนิ และทุกครงั้ ที่จะใชง้ านไมเ้ สย่ี ง
ทาย ควรนาไมเ้ สย่ี งทายประกบกนั แลว้ รมควนั กายานหรอื ควนั ธูปหน้า
แทน่ บชู านนั้ ๆ เสยี กอ่ น ควรจะปฏบิ ตั ดิ งั น้ีทุกครงั้
วธิ ีการใช้งานคอื ประกบหน้าเรยี บของไม้เสย่ี งทายเขา้ หากนั
แลว้ วนรอบ เป็นวงกลม (เหนือปลายธูปทจ่ี ุดบชู าหรอื เหนือโถกายาน)
โดยหมุนวน "ตามเข็มนาฬิกา" ให้ได้ 3 รอบ(จากซ้ายไปขวา)
ต่อจากนนั้ กใ็ หอ้ ธษิ ฐานขอพรตอ่ องคเ์ ทพ ขอใหไ้ มเ้ สยี่ งทายมคี วามขลงั
และศกั ดสิ ์ ทิ ธิ ์ จากนนั้ ใหโ้ ยนไมเ้ สยี่ งทายให้ขน้ึ ทงั้ สามหน้าคอื คว่าทงั้
คู่ , หงายทงั้ คู่, และ คว่าอนั หน่ึงหงายอนั หน่ึง ถอื ว่าไมเ้ สยี่ งทายนนั้ มี
ความศกั ดสิ ์ ทิ ธิ ์
ทุกครงั้ ที่ตอ้ งการส่อื ความหรอื ทูลถามในเร่อื งสาคญั ๆต่อองค์
เทพดว้ ยไมเ้ สย่ี งทายน้ี ให้จุดธูปบชู าตามปกติ และนาไมเ้ สย่ี งทาย
ประกบกนั แล้ววนรอบปลายธูป หรอื กลุ่มควนั ของโถกายาน กระทา
เชน่ ทเี่ ปิดไมเ้ สย่ี งทายครงั้ แรก ตอ้ งทาอยา่ งน้ีทุกครงั้ ทจี่ ะใชง้ านไมเ้ สย่ี ง
ทาย กอ่ นทจี่ ะนามาประกบอธษิ ฐานในสง่ิ ทตี่ นเองประสงค์
การโยนไม้เสยี่ งทาย(ในขณะท่ีนัง่ กราบพระหรือไหว้เทพ)
จะตอ้ งโยนไมเ้ สย่ี งทายให้สูงพน้ ศรี ษะของผอู้ ธษิ ฐานเสมอ ( ห้ามยืนใน
ขณะที่โยนไมเ้ สย่ี งทาย) ในกรณีไหวพ้ ระตามศาลเจ้าหรอื วดั ทวั ่ ไป
จะตอ้ งโยนไมเ้ สยี่ งทายใหส้ งู พน้ (ความสงู ของ)โต๊ะหรอื แทน่ บชู า กรณีที่
ไมเ้ สย่ี งทายหล่นลงมากระทบอะไรกต็ าม แล้วแสดงคาทานายออกมา
ใหถ้ อื วา่ คาทานายนนั้ มผี ล ใชไ้ ด้ ไมต่ อ้ งเสยี่ งทายใหม่
282 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
การอธษิ ฐานทูลถามหรอื ขอพรต่อองคเ์ ทพ ตอ้ งอธษิ ฐานเพยี ง
ครงั้ ละหนง่ึ ประเดน็ หรอื หนึ่งเร่อื ง หรอื หนึ่งคาถามเท่านนั้ โดยให้
เจาะจงทูลฯเป็นคาถามเพียงประโยคเดยี ว และเมอ่ื ไดค้ าตอบจากไม้
เสย่ี งทายแลว้ หา้ มถามซ้าในคาถามเดมิ อีก ไม่วา่ ผลทีไ่ ดจ้ ากไมเ้ สยี่ ง
ทายจะเป็นทพ่ี อใจของตนหรอื ไมก่ ต็ าม
ในการใช้ไม้เสีย่ งทายคู่กบั เซียมซี เม่อื อธิษฐานและเส่ียง
เซยี มซไี ดห้ มายเลขใดกต็ าม ใหว้ างไมเ้ ซยี มซอี นั นนั้ ไวก้ บั พ้นื แลว้ ใช้
ไมเ้ สย่ี งทายอธษิ ฐานทลู ถามวา่ " เซียมซีอนั น้ีเป็นของขา้ พเจ้าหรอื ไม่"
แลว้ ใหโ้ ยนไมเ้ สย่ี งทายขน้ึ
ถา้ ไมเ้ สยี่ งทายออกหน้าเป็นคว่าทงั้ คู่ กแ็ ปลวา่ ไมใ่ ช่ , ให้ทา
การเสยี่ งเซยี มซใี หม่
ถา้ ออกหน้าหงายทงั้ คู่ กแ็ ปลว่า ใหเ้ ราตดั สนิ ใจไดเ้ องวา่ จะ
รบั เซยี มซหี มายเลขนนั้ หรอื ไม่ ถา้ รบั กย็ ุติ ถ้าไม่รบั กใ็ หเ้ อาไมเ้ ซยี มซี
ใสล่ งในกระบอกและเสยี่ งเซยี มซใี หม่
ถา้ ไมเ้ สยี่ งทายออกหน้าคว่าหนึ่งอนั หงายหนึ่งอนั แปลว่า
"ใช"่ ไมต่ อ้ งเซยี มซใี หม่
การใช้ไม้เสย่ี งทายที่ถูกวธิ ีนัน้ ห้ามกาหนดวธิ ีการใช้ดว้ ย
ตนเองต่อองคเ์ ทพอย่างเดด็ ขาด ตวั อยา่ งเชน่ " ถ้าสง่ิ ทล่ี ูกถามเป็นความ
จรงิ ขอใหไ้ มน้ ้ีหงายทงั้ ค"ู่ กรณเี ชน่ นนั้ ถอื ไดว้ ่าเป็นการย่นื เงอื นไขต่อ
องค์เทพ เท่ากบั บงั คบั ให้ไมเ้ สย่ี งทายทาหน้าท่ีตามทีต่ นเองตอ้ งการ
โดยทต่ี วั เองไมม่ สี ทิ ธนิ ์ นั้ ซงึ่ เป็นสง่ิ มบิ งั ควรอย่างยิ่ง เพราะการใชไ้ ม้
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 283
เสยี่ งทายมีรปู แบบท่ีเรียกได้วา่ เป็นสากล(กบั เทพทุกองค์) นัน่ คือมคี า
ทานายเพยี ง 3 หนา้ เท่านนั้ คอื
陰杯 หยินเป้ ย หรือ อิมป๊ วย
คว่าทงั้ คู่ แปลวา่ ไมใ่ ช่ , ไมไ่ ด,้ ไมร่ บั
陽杯 หยางเป้ ย หรอื เอยี๊ งป๊ วย
หงายทงั้ คู่ แปลวา่ ไมม่ คี วามเหน็ , ใหต้ ดั สนิ ใจไดเ้ อง
勝杯 เรียกว่า เซิ่งเป้ ย หรอื เชง็ ป๊ วย
ควา่ หนึง่ อนั -หงายหนงึ่ อนั แปลวา่ ใช่ , ได,้ รบั , ถกู ตอ้ ง
การใชไ้ มเ้ สย่ี งทายตอ่ หนงึ่ คาถาม สามารถอนุโลมให้โยนใหม่
ไดไ้ มเ่ กนิ 3 ครงั้ ต่อ 1 คาอธษิ ฐาน (ถ้าผทู้ ่ีมศี รทั ธาและเคร่งครดั ในการ
เคารพบูชาองค์เทพอย่างจรงิ จงั จะกาหนดไวเ้ พียง 1 ครงั้ โยนเท่านัน้
หากไมไ่ ดค้ าตอบทต่ี นตอ้ งการใน 3 ครงั้ โยน ภายในหน่ึงชวั ่ ธูปทตี่ นเอง
จดุ ถวาย ไมส่ ามารถโยนไมเ้ สยี่ งทายไดอ้ กี ตอ้ งรอธูปให้หมดและจุด
ใหม่ หรือถ้าเป็นเร่ืองท่ีสาคัญมากๆ ต้องให้ถัดไปวันที่ 3 จึงจะ
สามารถทูลฯคาถามเดมิ ไดอ้ กี ครงั้
ในกรณีทท่ี ลู ขอพรเรอ่ื งใดเรอ่ื งหน่ึง เม่อื อธษิ ฐานขอแลว้ โยน
ไมเ้ สย่ี งทายตามเกณฑ์ ปรากฏผลคาทานายว่าไมไ่ ดต้ ามท่ีขอ(คว่าทงั้
สองอนั ) ผศู้ รทั ธาสามารถบนบานท่านได้ ซึง่ การบนกต็ อ้ งพิเคราะห์
วา่ เรอ่ื งทีข่ อนนั้ เล็กใหญ่มากน้อยแคไ่ หนเพยี งใด เครอ่ื งเซ่นไหวท้ ีบ่ น
นนั้ กต็ อ้ งเหมาะสมกบั ความสาคญั ของสง่ิ ทีข่ อ มากน้อยให้เป็นไปตาม
284 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
ความเหมาะสม (การบนบานสาหรบั เทพ ถือเป็นการวดั ใจผศู้ รทั ธา
เป็นเรอ่ื งของสจั จะบชู า) จากนนั้ ก็ให้โยนไมเ้ ส่ียงทาย หากเทพท่านรบั
การบนบานศาลกล่าวขา้ งต้น ไมเ้ สยี่ งทายจะออกผลเป็น คว่าอนั หน่ึง
หงายอนั หน่ึง
กรณีท่ีมแี ท่นบชู าเทพและมไี มเ้ ส่ยี งทาย ใหว้ างไมเ้ สยี่ งทาย
ขนาบสองขา้ งโถกายานหรอื กระถางธปู โดยวางอนั ดา้ นซ้ายมอื ของเรา
ใหว้ างคว่า ส่วนอกี อนั ดา้ นขวามอื ของเรา ให้วางหงาย จาง่ายๆคอื
"ขวามอื หงาย ซา้ ยมอื ควา่ "
การใช้ปัวะปวยถามบรรพชนในการเซ่นไหว้
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 285
石榴
ทบั ทิมกบั ความเช่ือของชาวจีน
ทบั ทิมคนจีนเรยี กวา่ 石榴 "ซีล้วิ " เป็นผลไมม้ งคลของจีน
กงิ่ ทบั ทมิ จงึ ถอื เป็นใบไมส้ ริ มิ งคลทใี่ ชท้ ุกงานทม่ี นี ้ามนต์ประกอบพธิ ี โดย
จะใช้พรมน้ามนต์และ มไี วต้ ิดตวั เพ่ือคุ้มครองกนั ภยั กนั ภูตผีปีศาจ
สาเหตุทท่ี บั ทมิ มคี วามเกย่ี วพนั อยา่ งลึกซ้งึ ในประเพณี พิธีกรรม มเี รอ่ื ง
เล่าว่า เพราะเป็นพันธ์ุไม้ที่ถูกนามาเผยแพร่ในเมืองจีนพร้อมกับ
พระพทุ ธศาสนา ซงึ่ ประวตั ิศาสตรบ์ นั ทึกไวว้ า่ เมอ่ื ครงั้ ทส่ี มณะจนี เห้ยี น
จงั ผไู้ ด้รบั ฉายาใหม่ใน ภายหลงั ว่า " พระถงั ซมั จงั ๋ " ไดไ้ ปอาราธนา
286 ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี
พระไตรปิฎกทอ่ี นิ เดยี ท่านไดน้ าพนั ธ์ุไมต้ ่างๆ มาดว้ ย และหน่ึงในนนั้ คอื
ทบั ทิม ชาวจีนจึงเช่ือวา่ ทบั ทิมคอื ตน้ พืชทเ่ี ป็นเคร่อื งป้องกนั ภยั ใหก้ บั
พระถงั ซมั จงั ๋ เดนิ ทางกลบั มายงั ประเทศจนี ไดอ้ ย่างปลอดภยั จึงเกดิ เป็น
ธรรมเนียมในการพกใบทบั ทมิ ตดิ ตวั
อย่างไรกต็ าม ดว้ ยความทท่ี บั ทมิ มเี มลด็ มาก จงึ สอ่ื ความหมาย
ถงึ การ ใหม้ ลี ูกชายมากๆ อีกทงั้ ยงั มกี ารนาเอาช่อื 石榴 "ซีล้วิ " มาตงั้
เป็นช่อื ขนมท่ีใชใ้ นการขอลูกชายกบั พ่อซ้ือแม่ซ้ือ หรืออาพัว๊ เทพผู้
คมุ้ ครองเด็ก โดยในประเพณีออกจากสวนดอกไมห้ รอื " ชุกฮวยฮ้ึง "
出花園(ชูฮวั หยวน ในสาเนียงภาษาจนี กลาง) ซ่งึ เป็นประเพณีหน่ึง
ของชาวจนี ทเ่ี ป็นเครอ่ื งเตอื นใจแกล่ กู หลานวา่ อายุครบ 15 ปี จะกา้ วเขา้
สชู่ ว่ งวยั รนุ่ ถงึ เวลาทีส่ ามารถออกจากเคหสถานไปสู่โลกภายนอก ไม่มี
เวลามาวง่ิ เล่น นับเป็นเรอ่ื งท่ตี ้องยนิ ดที คี่ นจีนฉลองจดั งานให้ลูกหลาน
ซง่ึ จะจดั ในวนั ท่ี 7 เดอื น 7 ตามปฏทิ นิ จนั ทรคติ
ขนมทับทมิ หรอื ขนมเดก็ ชาย (ซลี ้ิวกวั ่ หรือ เจี๊ยะล้ิวกว้ ย ใน
สาเนียงภาษาจีนแต้จิ๋ว 石榴果) ลักษณะคล้ายอวัยวะเพศของ
เดก็ ชาย จะใชค้ ู่กบั ขนมเดก็ หญงิ (ซนั เจยี วลู่กวั ่ หรอื ซากกั ๊ เล่าก๊วย ใน
สาเนียงภาษาจนี แตจ้ วิ๋ 三角落果) ลกั ษณะคลา้ ยกบั อวยั วะเพศของ
เดก็ หญงิ ในการไหวอ้ าพวั ๊ (แมซ่ ้อื ) และเป็นขนมถือเคล็ดใหผ้ ทู้ ี่ต้องการมี
ลกู มาหยบิ ไป หากตอ้ งการลูกชายใหห้ ยบิ ขนมเดก็ ชาย หากตอ้ งการลูก
สาวใหห้ ยบิ ขนมเดก็ หญงิ
นอกจากน้ี การปกั กง่ิ ทบั ทมิ บนเครอ่ื งเซน่ ไหวเ้ ทพเจา้ นนั้ ยงั ถือ
เป็นการแสดงความเคารพต่อองคเ์ ทพเจา้ ดว้ ย เพราะบรรดา อาหารคาว
หวานและผลไม้ เราไม่ทราบว่า มีการขนส่งด้วยวิถีใด สงิ่ ของต่างๆ
ภาคท่ี 4: เกบ็ เกรด็ วฒั นธรรมจนี 287
เหลา่ น้ีถูกเหยยี บย่าหรอื ไม่ การปกั กงิ่ ทบั ทมิ ลงบนเครอ่ื งเซ่นไหวจ้ งึ ถือ
เป็นการทาความสะอาดไปในตวั เหมอื นกบั เป็นนัยยะวา่ อาหารเหล่าน้ี
สะอาดเหมาะควรแกก่ ารบชู าองคเ์ ทพเจ้าแลว้ ซ่ึงวธิ ีการปกั กงิ่ ทบั ทิมนนั้
ควรใชย้ อดทบั ทมิ สะอาดปกั ลงบนอาหารและเครอ่ื งเซ่นไหว้ ไม่ควรใชก้ ง่ิ
ทม่ี ขี นาดยาวเกนิ ไป หรอื ยกทงั้ ตน้ มาวางไวข้ า้ งอาหาร อนั จะเป็นการไม่
สมควรเป็นอย่างยงิ่
ขนมเดก็ ชาย(มที บั ทิมปักอยู่) และ
ขนมเดก็ หญิง(รปู สามเหลย่ี มด้านขวา)
บทส่งท้าย
“ตน้ ไมใ้ หญจ่ ะคงอยู่ได้ กด็ ว้ ยรากทหี่ ยงั ่ ลกึ วฒั นธรรมประเพณี
จนี กเ็ ชน่ กนั หากขาดคนศกึ ษาและสบื ทอด กไ็ มอ่ าจต่อสกู้ บั แรงลมพดั ”
我今生不惭愧是中国的后代 ,我全身
的血都是中国的!
จงอย่าอายในวฒั นธรรมของบรรพบรุ ุษทส่ี งั ่ สมสบื ทอดมาจนถงึ
ปจั จุบนั อนุชนรนุ่ หลงั มหี นา้ ทศ่ี กึ ษา และสบื ทอดเจตนารมณ์ของบรรพ
ชนใหค้ งอยู่ แมก้ าลจะหมนุ เปลย่ี น เวลาจะหมุนผา่ น แตส่ ง่ิ หนงึ่ ทย่ี งั คง
ตอ้ งยดึ มนั ่ คอื ความงดงามของภาษา วฒั นธรรมและประเพณจี นี
อยา่ ศกั ดแิ์ ต่พดู ว่า “เขาให้ทากท็ า”
เพราะกอ่ นจะทา “ต้องร้ใู ห้จริง”
หนงั สอื ทร่ี ะลกึ งานประเพณีแห่เจา้ แมท่ บั ทมิ พชิ ยั ปี พ.ศ.2555
ผมพยายามรวบรวมองคค์ วามรขู้ องวฒั นธรรมประเพณีจนี ไว้ให้มากทสี่ ดุ
เท่าทจ่ี ะใสล่ งไปได้ หากผใู้ ดมขี อ้ สงสยั ขอ้ เสนอแนะ หรอื ตอ้ งการขอ้ มลู
เพม่ิ เตมิ สามารถสง่ มาไดท้ ่ี [email protected]
สดุ ทา้ ยน้ี ลูกหลานเจา้ แม่ ขอขอบพระเดช ขอขอบพระคณุ พระ
บารมขี ององค์เจ้าแม่ทับทิมพิชยั ที่แผ่ปกป้องคุ้มภยั เหนือเกล้าเหนือ
กระหมอ่ ม บนั ดาลพรใหต้ ามคาวงิ วอน ทาใหผ้ มเรยี นจบ 3 ปีครงึ่ เป็นคน
แรกของภาควชิ าประวตั ศิ าสตร์ (นับตงั้ แต่เปิดภาควชิ ามา 50 ปี) ได้
ปริญญาเกียรตินิยม และยังได้รับพระราชทาน “ทุนภูมิพล” จาก
289
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั สาหรบั ผมู้ ผี ลการเรยี นเป็นอนั ดบั หน่ึง ใน
รวั้ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ นาความภาคภมู ใิ จมาสคู่ รอบครวั
ภายใต้พระเดชพระคุณแห่งองค์เจ้าแม่ วนั น้ีลูกหลานคนน้ี
กลบั มาสนองพระคณุ แลว้
ขอบพระคณุ ทกุ ท่านทร่ี ว่ มกนั บรจิ าคเงนิ ทาให้งานประเพณีแห่
เจา้ แมท่ บั ทมิ พิชยั สาเรจ็ ลุล่วง และรกั ษาไวซ้ ง่ึ แรงศรทั ธาต่อองคเ์ จา้ แม่
ทบั ทมิ พชิ ยั เทพยดุ าผปู้ กปกั ษร์ กั ษาเหนือเกลา้ รบั ฟงั ทกุ คาออ้ นวอน
恩深似海 อธคิ ณุ ลกึ ลน้ ชลชลา
為民父母 เฉกเชน่ ปิตุ มาตา
慈雲鏡海 ดงั ่ เมฆา สะทอ้ น ทอ้ งนที
護國恩涂 ป้องปฐพี เป่ียมปก พระกรณุ า
恩普海鏡 งามสงา่ คอื คนั ฉ่อง สอ่ งชลาลยั
恩涂再造 เกยี รตคิ ณุ เกรยี งไกร ขจรขจาย
ปภพ สทิ ธผิ ล