คำ� นำ�
การวจิ ารณ์วรรณกรรมเป็นการพิจารณางานเขียน ทง้ั รอ้ ยแกว้
และร้อยกรอง ช่วยใหผ้ ู้อ่านหรอื ผูส้ นใจวรรณกรรมมีความเขา้ ใจ เกิด
ความรู้ ความคดิ ในแง่มุมต่างๆ รู้จกั ใชว้ จิ ารณญาณของตนให้เกดิ ประโยชน์
เกิดความรอบคอบ มเี หตมุ ผี ลมากยิง่ ข้ึน เปน็ แนวทางในการแสวงหา
ความร้เู พิ่มเติม นอกจากน้ี การวจิ ารณย์ ังกระตุ้นนักเขียนซ่งึ เป็นผ้สู รา้ ง
งานใหม้ ีความประณตี รจู้ กั พิจารณาตนเอง เพ่มิ ความระมดั ระวังในการ
สร้างสรรค์งาน สามารถนำ� ไปพัฒนางานเขียนใหส้ มบรู ณ์ยงิ่ ข้ึน ปจั จบุ ัน
กระแสการวิจารณ์วรรณกรรมลดนอ้ ยลงไปมาก ทั้งที่ลดลงตามช่องทาง
การผลติ นติ ยสารท่ีทยอยปดิ ตวั ลงอย่างตอ่ เนื่อง ในสว่ นของนกั วิจารณ์
เอง ก็พบวา่ ลดนอ้ ยลงไปอย่างเห็นได้ชดั
สำ� นักงานศิลปวฒั นธรรมรว่ มสมยั กระทรวงวฒั นธรรม เหน็
ความสำ� คัญและประโยชน์ของการวิจารณว์ รรณกรรมดงั กลา่ วแลว้ จึง
ได้ร่วมมือกบั เพจ “ดวงใจวิจารณ์” โดยอาจารยช์ มัยภร บางคมบาง
ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ สาขาวรรณศลิ ป์ ประจำ� ปี 2557 เปดิ พนื้ ทใี่ หน้ ักวจิ ารณ์
วรรณกรรมหนา้ ใหมไ่ ดม้ ีชอ่ งทางในการเผยแพร่ผลงานวจิ ารณ์ของ
ตนเองอย่างตอ่ เนอื่ งผ่านการประกวด ตลอดจนจัดกิจกรรมการอบรมที่
หอศลิ ปร์ ่วมสมยั ราชดำ� เนนิ และหมุนเวียนไปยงั สถาบนั การศกึ ษา
ตา่ งๆ เป็นโอกาสให้ผ้อู า่ นและผูส้ นใจสามารถเข้าถึงองค์ความรแู้ ละ
ผลงานวจิ ารณ์ไดง้ า่ ยยิ่งขนึ้ แลว้ ผลปรากฏเปน็ ทน่ี า่ พอใจ นา่ ต่นื เต้น
และยนิ ดีท่ไี ด้เหน็ คนรุ่นใหมพ่ ูดถงึ หนงั สอื ใหม่ๆ โดยใชห้ ลักทฤษฎใี นการ
วิเคราะหอ์ ยา่ งมศี าสตร์และศลิ ป์ ภายใตโ้ จทยก์ ารประกวดทกี่ �ำหนดให้
วิจารณว์ รรณกรรมไทยซึง่ ตีพิมพใ์ นรอบห้าปีที่ผ่านมา ท�ำใหผ้ ู้อา่ นได้รจู้ ัก
หนงั สือใหม่ทนี่ า่ สนใจไปพรอ้ มกันอกี ดว้ ย
ขอขอบคณุ อาจารย์ชมยั ภร บางคมบาง และคณะกรรมการ
ทกุ ท่านทีไ่ ด้ทุ่มเทเพ่ือใหโ้ ครงการน้บี รรลุผล หวังว่าเมลด็ พันธ์ุใหมแ่ ห่ง
การวิจารณ์จะงอกงาม เตบิ โต สง่ ใหว้ งการวรรณกรรมของไทยเห็น
คุณคา่ ของการวิจารณว์ รรณกรรม ท่ีแสดงความคดิ เห็นกนั ด้วยหลกั เหตุ
และผล การประนปี ระนอมทางความคดิ ยอมรับความต่างซงึ่ กันและกัน
อนั จะสร้างใหส้ งั คมเป็นสุขรว่ มกันต่อไป
วมิ ลลกั ษณ์ ชูชาติ
ผอู้ �ำนวยการสำ� นกั งานศิลปวัฒนธรรมรว่ มสมัย
สารบญั
ชอ่ื “ดวงใจวจิ ารณ”์ มาไกลเกนิ ฝนั 8
: ชมัยภร บางคมบาง
ทำ� ไมต้องเรียนวรรณกรรมวจิ ารณ์ 10
: รองศาสตราจารย์ ดร. สรณฐั ไตลังคะ
ข้อสงั เกตเกี่ยวกับผลงานวจิ ารณ์ทเ่ี สนอเพอ่ื การคดั สรรในการประกวด
บทวิจารณว์ รรณกรรมร่วมสมยั ดเี ด่น “ดวงใจวจิ ารณ์” พทุ ธศักราช 2563
: รองศาสตราจารย์ ดร. สรณัฐ ไตลงั คะ 18
รางวลั ชนะเลิศ 25
นครคนนอก : ทเ่ี ธอเห็น (ไมใ่ ช)่ แคฝ่ ุ่นมนั เข้าตา
: ชัยมงคล โฮฮิน
รางวัลรองชนะเลศิ อนั ดับ 1 33
สำ� รวจ Sexuality จากคนในนทิ าน อ�ำนาจ เพศ
และวรรณกรรมยคุ หลังสมัยใหม่ ที่ไปไกลกว่าเรอ่ื งอีโรตกิ
: พัชรพร ศุภผล
รางวัลรองชนะเลศิ อนั ดบั 2 45
พทุ ธศักราชอสั ดงกับทรงจ�ำของทรงจ�ำของแมวกุหลาบด�ำ : หนึง่ ร้อยปี
แห่งความโดดเดยี่ วฉบบั จนี โพ้นทะเล? และการรอ่ นเร่ของจติ วญิ ญาณ
: นายเถอ่ื น
รางวัลชมเชย 56
อีกไกลแคไ่ หนจนกว่าฉนั จะใกล้ “อนุสาวรีย์”...บอกที
: อนุวัฒน์ วงษ์ราช
ใตเ้ มฆตา่ งเมอื ง : รวมบทกวีบันทกึ การเดินทางของ 65
“ผู้เผอญิ เดินผ่านกาลเวลา”
: ชาครติ แกว้ ทนั คำ� 74
โครงกระดูกแมม่ ด สุขฆาตกรรมแหง่ ความรัก เรอ่ื งเล่า 84
และเรอื่ งราวของอ�ำนาจแห่งสตรีเพศในโลกชาย (ยงั คง) เป็นใหญ่ 92
: สฤตวงศ์ ฟูใจ
เพลงรกั นวิ ตรโิ น รกั รา้ ว หรือกาวของกาลเวลา 98
: พชร เพยี งพล 106
วันเกดิ ของเค้าโมง : วนั ที่คนไทยยงั ยืนดว้ ยตนเองไม่ได้ 113
: ทัชชภร ศุภรตั นภ์ ญิ โญ 122
เสกอสรู : จากความปรารถนาต้องหา้ ม
สู่มนษุ ย์สงั เคราะห์และความแปลกปลอม 134
: อรวรรณ ฤทธิ์ศรีธร
ด้วยพู่กนั ถอ้ ยคำ� และแวน่ ของผู้อนื่
: ชนะ จันทร์ฉ่ำ�
จะรีบสนิ้ หวังไปทำ� ไม นย่ี งั ไม่ใช่ “ยคุ สมัยแหง่ ความส้ินหวัง”
: น้ำ� ตาเทียน
“ดอกรัก” กับจักรวาลเรือ่ งเลา่ ในทรงจำ� ของความสมั พนั ธ์
: สุขุม คมั ภรี ภาพ
สรรพสงิ่ ทีฟ่ ืน้ ตนื่ และคืนสู.่ ..อัสดง
บทวิจารณ์พทุ ธศักราชอสั ดงกับทรงจำ� ของทรงจ�ำของแมวกหุ ลาบด�ำ
: ศสิญาภรณ์ อามาตย์
เปดิ ประตูใจ : ภาพสะทอ้ นปัญหาเล็กๆ 143
ที่ย่งิ ใหญข่ องวัยรนุ่ ท่ีผู้ใหญอ่ าจมองข้าม 151
: ชุติกาญจน์ ผวิ เหลือง
บทวจิ ารณน์ วนยิ ายเรอ่ื ง เกาะลอ่ งหน ของ เกรกิ ศษิ ฏ์ พละมาตร์ 159
: ดวงใจ ใจสูง 167
บา้ นในโคลน ของ กติ ตศิ กั ดิ์ คเชนทร์ : 180
พ้ืนทท่ี บั ซอ้ นของบา้ น สุสาน และนิทานปรมั ปรา 188
: พชร เพียงพล
เพลงิ ผฟี า้ จากผูร้ ักษาสผู่ ีรา้ ย 198
: สขิ รนิ ทร์ สนิทชน
เต้นร�ำไปบนทอ่ นแขน “อนั เป็นทีร่ กั ” ในโลกกลมแกนเอียง 208
: ตอ่ พงศ์ ด�ำรงศลิ ป์
คนละก้าว : บันทึกวรี บุรษุ กับหมดุ แห่งอารมณ์
: วิโรจน์ สุทธสิ ีมา
“จงเปน็ เปรตเป็นเปรตเถดิ ” : ฝนั โง่ๆ ในสังคมแหง่ อำ� นาจ
สหู่ ายนะที่บ่ันทอนคนใหก้ ลายเปน็ อย่างอืน่
: ใกล้ร่งุ ภูอ่อนโสม
ขอสวรรคจ์ งมาถึง : การตามหาสรวงสวรรค์
ทไ่ี มม่ จี รงิ ในความทรงจำ� ทีพ่ ร่าเลอื น
: สชุ านาถ บูรณสันตกิ ลู
เกลียวกระซบิ : จากนวนยิ ายขา้ มเวลาหารกั 217
สกู่ ารคน้ หารากเพอื่ ก้าวขา้ มอคติ 227
: ศรณั ย์ภทั ร์ บุญฮก
“คนในนิทาน” : นิทานในนทิ านและดำ� ฤษณา 237
: แก้ว เพยี งชล 240
วจิ ารณ์คดี 244
วจิ ารณค์ ดี (1) อาการ ‘ช่าง’ ของนักวิจารณ์ : ช่างอ่าน 250
: จรญู พร ปรปักษป์ ระลัย 254
วิจารณ์คดี (2) อาการ ‘ช่าง’ ของนกั วิจารณ์ : ช่างคน้ - คิด
: จรญู พร ปรปักษ์ประลัย 258
วจิ ารณค์ ดี (3) อาการ ‘ช่าง’ ของนกั วจิ ารณ์ : ชา่ งพนิ จิ พจิ ารณา
: จรญู พร ปรปกั ษป์ ระลัย
วจิ ารณค์ ดี (4) อาการ ‘ช่าง’ ของนกั วิจารณ์ : ช่างขดี ชา่ งเขียน
: จรูญพร ปรปกั ษป์ ระลัย
วจิ ารณค์ ดี (5) อาการ ‘ช่าง’ ของนักวิจารณ์ : ช่างรอ้ ยเรยี ง
: จรูญพร ปรปกั ษป์ ระลัย
นักวิจารณร์ ่นุ ใหมไ่ ปทางไหนด?ี
: ธรี ศกั ด์ิ คงวฒั นานนท์
: บรรณาธกิ รตน้ ฉบับ : หตั ถกาญจน์ อารีศิลป
ชอ่ื “ดวงใจวจิ ารณ”์ มาไกลเกนิ ฝนั
ชือ่ “ดวงใจวจิ ารณ์” มาจากชือ่ คอลัมนก์ ารวจิ ารณห์ นงั สอื
ของขา้ พเจา้ ในนิตยสารขวญั เรือน เม่อื ประมาณสิบปีมาแล้ว และ
เมอ่ื ขา้ พเจ้าได้รบั ทนุ สนบั สนนุ จากกองทนุ พัฒนาสอ่ื ปลอดภยั และ
สรา้ งสรรคใ์ นโครงการพัฒนาสอ่ื ออนไลน์เพ่ือการวิจารณ์วรรณกรรม
รว่ มสมยั ในปี 2560 ไดม้ กี ารจัดทำ� เว็บไซต์ข้ึนเพื่อเผยแพรบ่ ทวิจารณ์
วรรณกรรมร่วมสมยั ขา้ พเจา้ จึงนำ� ช่อื ดวงใจวจิ ารณ์ มาใชอ้ ีกครงั้ โดย
ใชเ้ ป็นชอื่ เวบ็ ไซต์ ดวงใจวิจารณ์ www.duangjaivijarn.com ตอ่ มา
โครงการดังกล่าวส้ินสดุ ลงในเดือนตลุ าคม 2561 และโครงการเว้นวา่ งไป
แตย่ ังคงความเปน็ เวบ็ ไซต์ไว้ จนกระทัง่ ในปี 2563 ส�ำนกั งาน
ศลิ ปวฒั นธรรมร่วมสมยั กระทรวงวฒั นธรรม ได้กรุณารอื้ ฟื้นโครงการ
อบรมบทวิจารณ์วรรณกรรมร่วมสมัย “ดวงใจวิจารณ์” ขึ้นมาอกี คร้งั
และรบั ดแู ลเวบ็ ไซตด์ วงใจวจิ ารณ์ www.duangjaivijarn.com นับ
เปน็ การต่อลมหายใจไมเ่ พยี งแต่ชือ่ “ดวงใจวิจารณ์” หากตอ่ ให้วงการ
วจิ ารณ์วรรณกรรมไดส้ ูดลมหายใจเข้าปอดไดอ้ ยา่ งสง่างาม
ความน่าสนใจของโครงการนีอ้ ยู่ตรงจงั หวะและความต่อเนื่อง
ในขณะที่นิตยสารและหนงั สือพมิ พ์พากนั ล้มหายตายจากไป “ดวงใจ
วิจารณ”์ ได้พสิ จู น์ให้เห็นวา่ “หวั ใจ” แหง่ การวจิ ารณ์มิได้ตายตาม
ไปดว้ ย และเมอ่ื โลกดิจิทัลเขา้ มาแทนท่ี “ดวงใจวิจารณ”์ กเ็ ขา้ สวมรบั
ไดอ้ ย่างเหมาะเจาะ จากข้อสงั เกตของ ดร. สรณฐั ไตลงั คะ หัวใจของ
นกั วิจารณ์ก�ำลงั เกดิ ใหมข่ น้ึ มาโดยไม่ขาดสายและมีคณุ ภาพ
ทนี่ า่ พอใจคือพวกเขาสนใจ “เน้อื หา” และไม่คลางแคลงใจ
8
“พื้นท”ี่ จะในแผน่ กระดาษหรอื ในโลกออนไลน์ “เนื้อหา” จากหวั ใจ
รักการวจิ ารณ์ก็ยงั เขม้ ขน้ และพฒั นาต่อไป ท้งั น้ี ตอ้ งขอบคุณสถาบัน
การศึกษาระดบั มธั ยมปลายและอดุ มศึกษาทยี่ ังมีการเรียนการสอน
บทวจิ ารณ์ อนั เป็นการวางรากฐานท่ีดีต่อวงการวจิ ารณว์ รรณกรรม
และสังคม สถาบันเหล่าน้ีเองทีส่ ่ง “เมล็ดพนั ธใุ์ หม่ๆ” มาให้ “ดวงใจวจิ ารณ”์
ถา้ วงการวจิ ารณย์ งั พฒั นาและกา้ วหน้าต่อไปเช่นนี้ เชื่อไดว้ ่า
จะเป็นฐานสำ� คญั ใหเ้ ยาวชนและประชาชนในสงั คมไทยพร้อมท่ีจะแสดง
ความคิดเห็นอยา่ งมีเหตุมีผล และเปน็ คนคณุ ภาพของสังคมประชาธิปไตย
ต่อไป
ชมัยภร บางคมบาง
ศิลปนิ แห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจ�ำปี 2557
9
ทำ� ไมตอ้ งเรยี นวรรณกรรมวจิ ารณ์
รองศาสตราจารย์ ดร.สรณัฐ ไตลังคะ
ค�ำถามท่มี ักไดย้ นิ นกั เรียนนสิ ติ นักศึกษาถาม เวลาเรยี นวิชา
ภาษาไทยหรอื วรรณคดี ไมว่ ่าเป็นระดับมัธยมหรอื อุดมศึกษาก็คอื “ทำ� ไม
ต้องเรียนวชิ าวรรณกรรมวิจารณ”์ “วชิ าวรรณกรรมวจิ ารณ์มีประโยชน์
อยา่ งไรในเมอ่ื เรียนไปกไ็ มไ่ ด้เป็นนกั วิจารณ์” สว่ นครบู าอาจารยเ์ อง
ก็ตอบไม่ได้ชัดเจนว่าเหตุใดวชิ าวรรณกรรมวจิ ารณ์ (หรอื ช่ืออ่นื ไม่ว่า
จะเป็นวรรณคดีวิจักษณ์ วรรณกรรมพนิ ิจ ฯลฯ) จึงไดร้ บั การบรรจไุ ว้ใน
หลกั สตู รภาษา ไมว่ ่าจะเป็นภาษาใดก็ตาม
วรรณกรรมวิจารณ์คืออะไร คือการพจิ ารณาวรรณกรรมอัน
เป็นประสบการณ์ชวี ิต หรือเปน็ ทศั นะของการพินจิ ชีวิตท่แี ตกตา่ งหลาก
หลายอย่างมีกระบวนการ มเี หตุผล เสนอข้อถกเถียงและสมมตฐิ านที่
ท้าทายความคิด โดยทว่ั ไปกระบวนการของวรรณกรรมวิจารณ์มี 3
กระบวนการ คอื การบรรยาย (description) การอธบิ าย / ตคี วาม
(explanation / interpretation) และการประเมินคา่ (evaluation)
กระบวนการแรก การบรรยาย อาจรวมถึงการนำ� เสนอ
ลักษณะโดยรวมของวรรณกรรม ไมว่ ่าจะเปน็ เรอื่ งย่อ บรบิ ทของงาน
เช่น บริบททางประวตั ิศาสตร์ พื้นหลงั ของงาน อาทิ ประวัติผปู้ ระพนั ธ์
งานอืน่ ๆ ของผู้ประพนั ธ์คนเดียวกัน รางวลั ท่ไี ด้รับ ฯลฯ กระบวนการ
ที่ 2 การอธบิ าย / ตคี วาม หมายถงึ การวเิ คราะหแ์ ยกแยะหรือช้ใี ห้
10
เห็นองค์ประกอบทางศลิ ปะของตัวบท และการหาความหมายท่ีซับซอ้ น
หรือซอ่ นอยขู่ องตัวบท ผ่านการใชเ้ คร่ืองมือหรือเลนส์ที่เหมาะสม และ
กระบวนการที่ 3 การประเมนิ คา่ หมายถงึ การทผี่ วู้ ิจารณ์ไดใ้ ชเ้ หตุผล
อย่างลุ่มลกึ ตัดสนิ คุณค่าของงาน
กระบวนการดงั กลา่ วดเู ปน็ เร่อื งทีส่ ่ังสอนกนั มาจนทอ่ งจ�ำได้
แตม่ ักไม่เห็นความส�ำคัญ เพราะมักเพ่งมองไปที่สงิ่ เหลา่ นเ้ี ป็นกระบวน
การของการวิจารณ์ “วรรณกรรม” ที่ไม่ได้เกยี่ วข้องกบั อาชพี การงาน
อะไร หรือมองไมอ่ อกวา่ จะเอาไปใชป้ ระโยชน์อะไรได้
หารู้ไมว่ า่ กว่าทีจ่ ะเรียนรู้กระบวนการดงั กลา่ ว ตอ้ งใช้ทกั ษะ
มากมายในการฝกึ ฝนไม่วา่ จะเปน็ ทกั ษะภาษา ทกั ษะการวเิ คราะห/์
สงั เคราะห์ ทักษะการสงั เกตและต้งั คำ� ถาม ทักษะการวพิ ากษ์ ทกั ษะ
การส่อื สาร ฯลฯ
ในกระบวนการแรก การบรรยาย นักศกึ ษาต้องใชท้ กั ษะ
ภาษาในการอ่าน พจิ ารณาเรอื่ งราว ต้องมีทักษะการเขยี น สามารถ
ถา่ ยทอดหรอื สรปุ ความ/เรอ่ื งย่อ ซ่งึ ไม่ใชเ่ ร่อื งง่ายๆ เลยแมว้ ่าเราจะ
เรียนย่อความมาต้งั แตช่ ั้นประถมศกึ ษา เราจะพบว่าผ้ทู ีไ่ มไ่ ดฝ้ ึกฝนจะ
ไม่สามารถจับประเด็นสำ� คญั ไดอ้ ย่างครบถ้วนและเรียบเรียงเร่อื งย่อได้
อยา่ งเปน็ เหตเุ ป็นผล นอกจากน้ยี ังต้องคน้ คว้าอีกมากเพ่ือให้เข้าใจ
บรบิ ทของเร่ือง จากนนั้ จงึ จะสามารถบรรยายภาพรวมของเรื่องได้
ในกระบวนการที่ 2 การอธบิ าย / ตีความ นักศกึ ษาต้องใช้
ทักษะทางภาษา เขา้ ใจความหมายของค�ำ สังเกตศิลปะของการเลือกใช้
คำ� มกี ารใช้ “นำ�้ เสียง” (tone) อย่างไร กำ� หนดรู้ว่าเป็นงานแนวใด ใช้
ทักษะการวเิ คราะห์/สงั เคราะหต์ วั บททอี่ า่ น โดยแยกแยะองคป์ ระกอบ
หรอื ประเด็นย่อยทรี่ วมขนึ้ มาเป็นตวั บทนน้ั ๆ (เหมอื นการสามารถ
แยกแยะได้วา่ อาหารจานทร่ี บั ประทานมีสว่ นประกอบอะไรบ้างที่ตอ้ ง
11
ใชท้ ักษะในการจับรปู รส กลิ่น ผิวสัมผัสของส่งิ ที่กิน) ทกั ษะการสังเกต
เกี่ยวกบั ศิลปะการเล่าเรือ่ ง และประเดน็ ท่ีผูป้ ระพันธ์นำ� เสนอ จากนั้น
ตอ้ งต้ังค�ำถามและสามารถอธบิ ายประเดน็ หรอื ความหมายท่ีซอ่ นเรน้
อยโู่ ดยการใชท้ ฤษฎเี ป็นเครอ่ื งมือเพือ่ ตีความ/ถอดรหสั ความหมายของ
คำ� /เร่ืองราวอย่างสมเหตสุ มผล
และในกระบวนการท่ี 3 การประเมินค่า ต้องไม่ใชก่ าร
ประเมินจากอตั วสิ ยั หรอื ความชอบไม่ชอบสว่ นตัวเปน็ หลกั (แม้วา่ อาจ
จะไม่สามารถตัดอัตวสิ ัยออกไปอยา่ งสิน้ เชิง) แตต่ ้องเป็นการใช้เหตผุ ลท่ี
ไดใ้ คร่ครวญดแี ล้วมาตดั สนิ คณุ ค่าของงานนนั้ ๆ ซ่งึ กระบวนการท้งั หมด
นต้ี ้องน�ำเสนอผา่ นทักษะการสือ่ สาร คือการน�ำเสนอการวจิ ารณ์ที่เป็น
ลำ� ดบั อ่านเข้าใจง่าย มสี �ำนวนภาษาเฉพาะตน
ดังนนั้ กว่าจะเขียนบทวจิ ารณ์วรรณกรรมช้ินหนง่ึ ข้นึ มาได้
จงึ ต้องผา่ นการฝกึ ฝนทกั ษะมากมาย ยง่ิ ถา้ จะเปน็ นักวจิ ารณท์ ี่มคี วาม
แหลมคมลมุ่ ลกึ ย่งิ ต้องใชเ้ วลาในการพฒั นา ซง่ึ ในกระบวนการเรยี น
การสอนภาษา นักศกึ ษาไดร้ ับการฝึกฝนทักษะเหลา่ น้อี ย่างตอ่ เน่อื ง
แตน่ ่าเสยี ดายทีร่ ะบบการเรียนการสอนท่ีผ่านมาไม่สามารถท�ำใหค้ รู
และนักเรียนเหน็ คุณคา่ ของกระบวนการสอนน้ี
โดยเฉพาะอย่างย่งิ ในคริสตศ์ ตวรรษที่ 21 เราย่งิ ตอ้ งมที กั ษะ
และกระบวนการเหล่านกี้ ลา่ วคอื เปน็ ทีร่ กู้ นั ในหมนู่ ักการศึกษาว่า
ทกั ษะการเรยี นร้แู ละนวตั กรรมในยคุ ปจั จบุ ัน ไดแ้ ก่
1. ความคิดสร้างสรรค์และนวตั กรรม
2. ความคดิ เชงิ วพิ ากษ์และการแก้ปญั หา
3. การส่ือสารและรว่ มมือท�ำงาน
หรอื บางคนกใ็ ห้ความเห็นว่าทกั ษะท่สี ำ� คญั 4 ประการของ
ครสิ ต์ศตวรรษท่ี 21 คอื 4C ได้แก่
12
1. ความคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking)
2. การสือ่ สาร (communication)
3. ความรว่ มมอื (collaboration) และ
4. ความคดิ สร้างสรรค์ (creativity)
จะเหน็ ได้ว่า จากทงั้ สองความเหน็ ทกั ษะทเ่ี ป็นจุดรว่ มกันใน
ครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 21 คือ ทกั ษะการสอ่ื สารและความคดิ เชิงวพิ ากษ์ ซงึ่
หมายถงึ การวิเคราะหข์ อ้ เทจ็ จรงิ เพ่ือเข้าใจประเด็นปญั หาอย่างถ่ถี ้วน
อันจะนำ� ไปสู่การตัดสนิ ใจเพื่อหาทางออกโดยปราศจากอคติ
ความคิดเชิงวพิ ากษน์ ี้ก็เปน็ ส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ 2
การอธบิ าย / ตคี วาม ของวรรณกรรมวจิ ารณ์ นั่นคอื การต้งั คำ� ถาม
และอธิบายประเดน็ หรือความหมายท่ซี ่อนเรน้ อย่โู ดยการใช้ทฤษฎเี ปน็
เคร่อื งมือเพอื่ ถอดรหสั ความหมายของค�ำ/เร่ืองราวอยา่ งสมเหตุสมผล
น่นั เอง
แมค้ วามคิดเชิงวพิ ากษจ์ ะเปน็ ทักษะทฝี่ ึกฝนกัน ท้งั ในกลุม่
วิชามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ แต่ข้อไดเ้ ปรยี บของการศึกษาดา้ น
มนษุ ยศาสตรค์ ือการฝึกฝนความคดิ เชงิ วิพากษก์ บั ตวั บทวรรณกรรม
ซ่ึงเปน็ งานทีม่ คี วามละเมียดละไมในการใชภ้ าษา มีความซับซอ้ นของ
ความหมาย กลา่ วคือ ภาษาในรอ้ ยกรองและรอ้ ยแกว้ มกั ใชภ้ าพพจน์
(figure of speech) และสญั ลักษณ์ เสนอความหมายทกี่ ำ� กวม หรอื
ใชภ้ าษาทีเ่ สยี ดสี ขัดแยง้ ในตนเอง ไมว่ ่าจะเปน็ การขัดแยง้ ในลกั ษณะ
ของความย้อนแยง้ (irony) ปฏิทรรศน์ (paradox) หรอื ปฏิพจน์
(oxymoron) ซง่ึ ทั้งหมดนตี้ ้องอาศัยประสบการณ์ในการอา่ นจึงจะ
สามารถตคี วามได้
นอกจากการตีความภาษาแล้ว ยังตอ้ งตีความความหมายของ
สาร จึงตอ้ งฝกึ ฝนใหร้ ู้จักใช้ “ความคดิ เชิงวพิ ากษ”์ (critical thinking)
13
ซ่งึ คือการหาวธิ ีการและเครอื่ งมอื ใหมๆ่ ในการมองโลกหรอื อ่านตวั
บท “เครือ่ งมือ” ในการมองโลกนีเ้ ปรยี บเสมือน “เลนส”์ ทที่ ำ� ให้เรา
สามารถมองเห็นความซบั ซอ้ นท่ีไม่อาจมองเห็นด้วยสายตาแบบเดมิ
หรอื อาจเปรียบเสมอื นเป็น “เครือ่ งมอื ” ขุดเจาะให้เหน็ ส่งิ ทซี่ อ่ นอยู่
เครือ่ งมือหรือเลนสด์ ังกล่าวกค็ อื ทฤษฎีและแนวทางในการวิจารณ์
(critical theory/critical approach)
เครอ่ื งมอื เหล่านเี้ ป็นตวั ช่วยใหเ้ ราสามารถรับรหู้ รอื มองเห็น
ประเด็นทนี่ ำ� เสนอไดใ้ นลกั ษณะท่ีหากไมม่ ีเครื่องมอื ดงั กล่าวประเด็น
เหลา่ นี้จะถูกมองข้ามไป ไม่วา่ จะเป็นเพราะไมเ่ หน็ ความส�ำคญั /ไมเ่ หน็
เป็นประเด็นท่ีตอ้ งครุ่นคิด หรอื เพราะประเดน็ น้ันซอ่ นเร้นอยโู่ ดยท่ีเรา
ไม่เคยรบั รู้ ฯลฯ ซ่ึงอาจเปรียบได้ว่าเครอ่ื งมอื ดังกล่าวเปน็ ไฟฉายทส่ี อ่ ง
ไปยงั ความมืดหรอื ซอกหลืบ ท�ำใหเ้ ราได้รบั รูว้ า่ มีส่ิงใดทซ่ี ่อนอยู่ในนน้ั
ข้อสังเกตเก่ียวกบั ทฤษฎวี ิจารณ์มีดังน้ี คอื
1. วิธีการในการมองโลก/เข้าใจโลกเปล่ียนแปลงไปตลอด
เวลา แลว้ แตอ่ ุดมการณ์หรือการให้คุณค่าในแตล่ ะยคุ สมยั
2. แตล่ ะเครือ่ งมอื มีจุดประสงค์และจุดเน้นทีแ่ ตกต่างกัน
คล้ายกบั เลนส์ท่ีเนน้ โฟกัสไปท่บี างจุดและท�ำใหเ้ บลอในบางจดุ หรอื
เหมือนเคร่อื งขดุ เจาะแต่ละขนาดและรูปร่างท่ที ำ� ใหศ้ กั ยภาพแตกตา่ งกัน
3. แต่ละเคร่อื งมอื เสนอการตคี วามหรืออธิบายความหมาย
แตกตา่ งกัน
ดังนั้นในการพจิ ารณาวรรณกรรมเร่ืองหนง่ึ เราจงึ ตอ้ งใช้
เคร่ืองมือทห่ี ลากหลายในอดตี เคร่อื งมอื ของเราในการวิจารณว์ รรณกรรม
มจี �ำกัด อาจเป็นเคร่อื งมือทางวรรณศิลป์ทวี่ เิ คราะห์ศิลปะในการประพนั ธ์
เชน่ การใชค้ ำ� ความหมาย ความเปรียบ และสารที่มคี ณุ คา่ ต่อการใช้
ชีวติ เพอ่ื ช้ีใหเ้ หน็ สุนทรยี ข์ องการอา่ นและการจรรโลงใจ ซง่ึ เป็นการ
14
พเิ คราะหภ์ ายในตัวบท แตต่ ่อมาในบางสมัยเราอาจพจิ ารณาประเด็น
“นอกตัวบท” ใหเ้ หน็ ความสัมพนั ธ์ของตัวบทกับประวัตขิ องผูป้ ระพนั ธ์
(การวิจารณ์เชิงประวัต)ิ มีการวเิ คราะห์เชงิ จิตวิทยาทใ่ี ห้เหน็ ความเชือ่ ม
โยงระหวา่ งตัวบทกับความปรารถนาหรือความขดั แย้ง/ความคบั ขอ้ งใจ
ในชีวติ ผู้ประพนั ธห์ รือวเิ คราะหพ์ ฤตกิ รรมหรือปมปัญหาทางจิตของ
ตวั ละคร (การวจิ ารณ์แนวจิตวเิ คราะห)์
การวเิ คราะหท์ ีช่ ใ้ี หเ้ หน็ สถานะของตัวบทในบรบิ ททางสงั คม
และประวตั ศิ าสตร์ โดยการช้ีใหเ้ ห็นความขดั แยง้ ทางชนช้ัน บทบาทของ
ทนุ นยิ ม และอดุ มการณ์ทางเศรษฐกจิ และสงั คม (การวจิ ารณ์แนวลทั ธิ
มารก์ ซ)์
การวิจารณ์ท่ชี เี้ ห็นว่าตัวบทเปน็ เพยี งวาทกรรมท่ีสนับสนนุ /
ผลติ ซ�้ำ หรอื ขดั แยง้ กับอุดมการณ์ของสังคมในขณะน้นั (การวจิ ารณแ์ นว
นวประวตั ิศาสตร์)
การวิเคราะหต์ ัวบทที่เปดิ เผยให้เหน็ โครงสรา้ งภายในท่เี ปน็
แกน่ ร่วมของเร่อื งเล่าทกุ ยคุ (การวจิ ารณ์แนวโครงสรา้ งนิยม)
การวิเคราะห์ท่ีชใี้ หเ้ หน็ ความย้อนแย้งในตวั เองของตัวบท
อันเผยให้เห็นวา่ แทจ้ ริงตัวบทเปน็ ประจกั ษพ์ ยานของความขัดแยง้
ทางความคดิ หรือวาทกรรมที่วา่ ยเวียนในสังคม (การวจิ ารณแ์ นวหลัง
โครงสร้างนิยม/แนวรือ้ สรา้ ง)
การวิจารณท์ ่ีช้ใี หเ้ หน็ อ�ำนาจปิตาธปิ ไตยที่กดข่ีเพศหญงิ /
เพศทางเลอื ก (การวจิ ารณ์แนวสตรีนยิ ม/แนวเพศสถานศึกษา/แนว
เควยี ร)์
การวจิ ารณ์ที่เสนอภาพแทนของความแตกตา่ งทางวฒั นธรรม
เปิดเผยใหเ้ หน็ อำ� นาจของลัทธอิ าณานคิ มที่แบ่งแยก “ความเป็นเรา” และ
“ความเปน็ เขา” และผลกั ให้คนทแ่ี ตกต่างเป็นชนชายขอบ (การวิจารณ์
15
แนวหลังอาณานิคม)
การวิจารณท์ ่ชี ้ใี ห้เห็นความสัมพันธ์ระหวา่ งมนษุ ยก์ บั ธรรมชาติ
ทมี่ นษุ ยเ์ ปน็ ศนู ย์กลางของอำ� นาจ (การวจิ ารณแ์ นวนเิ วศ) ฯลฯ
เราจะเหน็ ไดว้ า่ เครอ่ื งมือหรอื ทฤษฎีเหลา่ น้ีเกดิ ข้นึ ในเวลาที่
แตกต่างกัน มีจุดเน้นและกรอบความคดิ ที่แตกตา่ งกนั แตจ่ ดุ ท่ีร่วมกนั
ก็คือความสามารถเป็นไฟท่ีฉายส่องเข้าไปในความมืด ใหเ้ ราได้ตระหนัก
ถึงประเด็นปญั หาของโลกท่เี ราอยู่ เราอาจสรปุ ได้ว่า เครอื่ งมือเหล่านี้
สรา้ ง “ปัญญา” ในการท�ำความเขา้ ใจปัญหาในสงั คม
การใช้ทฤษฎีเชิงวพิ ากษ์และแนวทางการวจิ ารณ์แบบตา่ งๆ
ดังท่ไี ด้กล่าวแล้วเป็นการแสดงใหเ้ หน็ วา่ ความหมายของตัวบทมไิ ด้
หยดุ น่ิงหรือมีเพียงหน่ึงเดยี ว ในการอา่ นตวั บทใดๆ เพอ่ื หาความหมาย
มิไดม้ ี “การอา่ นที่ถกู ตอ้ ง” ท่ีข้ึนอยกู่ ับใครคนใดคนหน่งึ ไม่วา่ จะเปน็
ผปู้ ระพันธ์ (แนวคดิ “นักประพันธต์ ายแลว้ ” ของ โรลองด์ บารท์ ส์)
หรือครูบาอาจารย์ เพราะตัวบทเป็นภาษาที่ “ด้นิ ” ได้ นกั วิจารณ์จงึ มี
อสิ ระในการตีความและ “การสรา้ งความหมาย” ในกรอบทฤษฎที ี่เขา
เลือกใช้ เราจงึ อาจกล่าวได้วา่ วถิ แี ห่งความคดิ เชงิ วพิ ากษ์ เป็นวิถขี อง
ประชาธปิ ไตย เพราะใครๆ ก็สรา้ งความหมายได้หากเสนอตามกรอบ
ทฤษฎี/แนวทางอยา่ งสมเหตุสมผล (validity)
ตามความคิดของนักวจิ ารณ์ เอม็ .เอช.อะบรามส์ (M.H.
Abrams) ในหนงั สือชื่อ Doing Things with Texts การวิจารณ์จงึ เป็น
กระบวนการท่ไี ม่ได้เพียง “คน้ พบ” ประเด็นที่แอบซอ่ นอยู่ แต่เปน็
“การสรา้ ง” (produce) ความหมายของตวั บทอีกด้วย ดังน้นั อาจกล่าว
ได้ว่าการวจิ ารณเ์ ปน็ “การสรา้ งสรรค์” (creativity) แบบหนง่ึ ซ่ึงเป็น
ทกั ษะทีส่ �ำคญั ของครสิ ต์ศตวรรษที่ 21
ผู้อ่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็อาจยังไม่เห็นความส�ำคัญของ
16
วรรณกรรมวจิ ารณ์ จงึ ขอใหม้ องว่าประเดน็ ไมไ่ ดอ้ ยู่ท่ีวิจารณ์ “อะไร”
วรรณกรรมวิจารณเ์ ป็นการใช้ความคดิ เชิงวพิ ากษไ์ ตร่ตรอง
“วรรณกรรม” ท่เี ป็นเพียงสงิ่ จำ� ลอง/ภาพแทนของชีวิต ทวา่ ทกั ษะของ
การใช้ความคิดเชงิ วิพากษ์ ไมเ่ พยี งใช้ไดก้ ับวรรณกรรม แตเ่ ปน็ ทักษะท่ี
สามารถใชไ้ ด้กับประสบการณ/์ สถานการณใ์ นชวี ิตทุกอย่างท่ีพบไดใ้ น
ชวี ิตประจ�ำวัน โดยอาจใช้ความคิดเชงิ วิพากษ์พจิ ารณา “สาร” ทีถ่ ั่ง
โถมเข้ามาไมว่ ่าจะเป็นในรปู ของปญั หาชีวิต สถานการณ์ทางการเมือง
ข่าวสารในโลกออนไลน์ ละคร/ภาพยนตร์ โฆษณา ฯลฯ
ดังนน้ั การฝึกฝนให้ “คิดเปน็ ” ผ่านการใชเ้ คร่ืองมือ/ทฤษฎี
ทห่ี ลากหลาย จะเปน็ หลักประกันให้เกดิ “สขุ ภาวะทางปัญญา” ของ
พลเมืองพลเมอื งทไี่ ม่เหน็ แต่เพียงเปลือกนอกของปญั หา ไมใ่ ชอ้ คตใิ น
การพจิ ารณาสาร ไมถ่ กู หลอกหรอื เป็นเคร่อื งมอื ของผ้มู ีอ�ำนาจแต่เป็น
พลเมืองท่มี คี วามคิดเชงิ วพิ ากษ์และมีบทบาทเชงิ สร้างสรรคใ์ นสงั คม.
17
ขอ้ สงั เกตเกย่ี วกบั ผลงานวจิ ารณท์ เ่ี สนอเพอ่ื การคดั สรร
ในการประกวดบทวจิ ารณว์ รรณกรรมรว่ มสมยั ดเี ดน่
“ดวงใจวจิ ารณ”์ พทุ ธศกั ราช 2563
รองศาสตราจารย์ ดร.สรณัฐ ไตลังคะ
เป็นเรื่องน่ายนิ ดีมากทกี่ ารประกวดบทวจิ ารณว์ รรณกรรมร่วม
สมัยดเี ดน่ “ดวงใจวจิ ารณ”์ ในปพี ทุ ธศักราช 2563 ของสำ� นกั งานศลิ ป-
วฒั นธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม มีผู้สง่ ผลงานบทวิจารณม์ าก
ถงึ 184 บท ซึ่งนับว่าเป็นจ�ำนวนที่ไมน่ ้อยเลยทีเดียว มผี ลงานส่งมาจาก
ท่ัวประเทศ ซึง่ แสดงวา่ กจิ กรรมทางปญั ญาในลักษณะของการวจิ ารณ์
ยังเป็นที่สนใจอย่างตอ่ เน่ือง
สำ� นกั งานศลิ ปวัฒนธรรมร่วมสมยั หรอื สศร. เห็นความส�ำคญั
ของการสง่ เสรมิ การสรา้ งสรรค์งานวรรณกรรมรว่ มสมยั รวมทั้งเลง็ เหน็
ว่า สิง่ ส�ำคัญประการหนง่ึ ทจี่ ะสนบั สนนุ วงวรรณกรรมก็คอื การส่งเสริม
การอ่านและการวจิ ารณ์ เพราะการวิจารณ์เป็นทกั ษะทางปญั ญา อัน
เป็นเคร่อื งบ่งช้ีถงึ คุณภาพของพลเมือง
ประเดน็ ท่นี ่าสนใจของผลงานทสี่ ่งประกวด คือมีการวจิ ารณ์
วรรณกรรมแนวทีห่ ลากหลาย กลา่ วคือ มที ้ังงานแนวสร้างสรรค์ และ
แนวชนนิยม มปี ระเภทวรรณกรรมหลายประเภท คอื นวนยิ าย เรอ่ื งส้นั
กวีนพิ นธ์ สารคดี โดยประเภทท่ไี ด้รับความนิยมมากทส่ี ดุ คือ นวนยิ าย
ท่มี ที ง้ั แนววพิ ากษ์สงั คม ประวตั ศิ าสตร์ รกั โรแมนติก เรอ่ื งผีและเรอ่ื ง
ลกึ ลบั ดิสโทเปยี เยาวชน ฯลฯ รองลงมาคือเร่ืองสัน้ กวีนิพนธ์ และ
18
สารคดี
คณะกรรมการคัดสรรในปีนม้ี ีจ�ำนวน 3 คน คอื สรณัฐ
ไตลังคะ, หัตถกาญจน์ อารศี ลิ ป และจรญู พร ปรปักษ์ประลยั คัดเลอื ก
บทความทมี่ ผี ทู้ ยอยสง่ มาเปน็ ช่วงๆ ราวเดอื นละครง้ั เพ่ือพจิ ารณาเลือก
บทความทเี่ ข้ารอบคดั เลือกลงในส่อื ออนไลนอ์ ยา่ งต่อเนอ่ื ง บทความที่
ไดร้ บั การคัดเลือกตอ้ งได้รับคะแนนเสียง 2 ใน 3 โดยจำ� นวนทไี่ ดร้ ับ
การคดั เลอื กเพื่อให้คณะกรรมการตดั สินพจิ ารณาในที่สดุ มีจ�ำนวน
ท้งั หมด 23 บทความ
นางสาวแสงทิวา นราพชิ ญ์ เลขานุการคณะกรรมการฯ และ
ผ้แู ทนของ สศร. มีความเหน็ วา่ ควรจะไดม้ ีการสรุปข้อสังเกตเกยี่ วกบั
ผลงานท่สี ่งเขา้ ประกวดในปพี ทุ ธศกั ราช 2563 เพื่อบันทึกให้ผู้สนใจ
น�ำไปพฒั นาการเขยี นต่อไป โดยความเห็นต่อไปนีเ้ ปน็ ของผูเ้ ขยี นซ่งึ ทำ�
หนา้ ที่ประธานกรรมการคดั สรรในปีน้ี
จากการพิจารณาบทความทส่ี ง่ เขา้ ประกวดอาจแบง่ ลกั ษณะ
ไดเ้ ป็นประเภทๆ ดงั ต่อไปน้ี
1. บทความประเภทแนะน�ำหนังสอื หรือรวี ิว ท่ผี เู้ ขยี นตัง้ ใจ
เขยี นใหม้ รี ปู แบบของบทความแนะนำ� หนงั สือ คอื ในตอนต้นมกี ารระบุ
ช่อื หนงั สอื ผู้แต่ง ส�ำนกั พมิ พ์ จำ� นวนหนา้ และสรปุ ยอ่ เน้อื หา หรือเป็น
บทความทเ่ี น้นการเลา่ เรอ่ื ง โดยไม่มีการวิเคราะหห์ รือตีความ
2. บทความวจิ ารณ์ท่ีมีการเลา่ เร่ืองและเนน้ การวเิ คราะห์
องค์ประกอบของตวั บทวรรณกรรม โดยตง้ั องคป์ ระกอบเปน็ หัวขอ้ เช่น
เรอื่ งยอ่ โครงเร่ือง แก่นเรื่อง ตวั ละคร ฉาก ฯลฯ บางบทความอาจ
แยกย่อยโครงเร่ืองออกเปน็ กระบวนการแบบอริสโตเตลิ คอื การเปิด
เรื่อง การพฒั นาความขดั แยง้ ไคลแมกซห์ รอื จดุ สุดยอดของเร่ือง การ
คลคี่ ลายเรื่องและการจบเรื่อง ซึ่งอาจสันนิษฐานไดว้ า่ งานกลุ่มนเี้ ป็น
19
บทความทนี่ กั ศกึ ษาทำ� งานส่งอาจารย์ หรือเปน็ รอ่ งรอยของวิธกี ารฝกึ
วจิ ารณใ์ นสถานศกึ ษา ซึ่งการฝกึ เชน่ นถี้ ือเปน็ ส่วนหน่ึงของการวจิ ารณ์
คือเปน็ การฝึก “การวิเคราะห์” โดยแยกแยะตัวบทวรรณกรรมออกเป็น
สว่ นๆ เพือ่ ใหเ้ ข้าใจลกั ษณะของวธิ กี ารประพนั ธ์ เปน็ การวิจารณร์ ะดับ
พ้นื ฐานที่จ�ำเป็นตอ้ งเรยี นรู้ แต่ยงั ไม่จบกระบวนการของการวจิ ารณ์
เพราะขาดการตีความซ่ึงก็คือการมองหาหรือเช่อื มโยงความหมายท่ี
ซอ่ นเร้นอยู่ (ผูส้ นใจเรอ่ื งกระบวนการการวจิ ารณ์ โปรดอ่านบทความ
“ทำ� ไมต้องเรียนวรรณกรรมวจิ ารณ์” ของผเู้ ขียนทีเ่ ขยี นให้แก่ “ดวงใจ
วิจารณ์”)
3. บทความวจิ ารณท์ ี่มีลักษณะเนือ้ หาโดยรวมแบบขอ้ 2 หาก
แต่มลี ีลาการเขียนท่กี ลมกลนื กวา่ คือไม่แบง่ เป็นหัวข้อ แตแ่ บ่งวิเคราะห์
แต่ละองค์ประกอบออกเป็นยอ่ หน้า การเขียนใช้ความสามารถในการ
เชื่อมโยงความคดิ ระหวา่ งย่อหนา้ มากกวา่ ประเภทที่ 2
4. บทความวจิ ารณแ์ นววิเคราะหแ์ กน่ เร่อื ง/องคป์ ระกอบ
เช่นเดียวกับขอ้ 2 และ 3 แต่มีการตคี วามแกน่ เรื่องและเชอื่ มโยงการ
ตคี วามกบั องคป์ ระกอบอ่นื ๆ ไดน้ า่ สนใจ มกั มีการสังเคราะห์เนอ้ื หาโดย
แยกออกเปน็ หวั ข้อยอ่ ย และมีการต้งั ช่ือหวั ขอ้ ย่อยเพ่อื สรุปประเดน็ ได้
อยา่ งชดั เจน ทำ� ให้บทความอา่ นงา่ ย น่าติดตาม บางบทความมสี �ำนวน
ลีลาการเขยี นที่ราบรืน่ ขอ้ ทีน่ า่ สังเกตคือ บทความในประเภทน้ีมจี �ำนวน
มาก แสดงให้เหน็ พฒั นาการของการเขียนบทความวจิ ารณ์ได้
5. บทความวจิ ารณท์ ี่พยายามใช้ทฤษฎีหรือแนวทางในการ
วจิ ารณ์เพ่ือตีความความหมายของสารให้ลกึ ซ้งึ ขึน้ แตผ่ เู้ ขยี นขาดความ
ช�ำนาญในทฤษฎีนนั้ ๆ หรอื เขยี นหลดุ ประเดน็ หรอื เขียนวกวน ทำ� ให้ไม่
สามารถโนม้ น้าวผู้อ่านได้
6. บทความวจิ ารณแ์ นวองคป์ ระกอบ (แบบขอ้ 4) ทม่ี มี มุ มอง
20
หรอื จับประเดน็ ได้ลมุ่ ลกึ มกี ารวิเคราะห์เชงิ เปรยี บเทยี บ หรือขยาย
ต่อยอดประเดน็ ไปยังศาสตร์/สือ่ อื่น ทำ� ให้ผอู้ า่ นเกดิ ความร้คู วามเขา้ ใจ
ประเดน็ ได้ชดั เจนข้นึ เรียบเรียงได้ราบร่ืน
7. บทความวจิ ารณ์ที่ใชท้ ฤษฎีที่น่าสนใจ จับประเด็นม่ัน นำ�
ทฤษฎกี ารวจิ ารณ์หนงึ่ หรือหลายทฤษฎมี าตีความไดอ้ ยา่ งลึกซ้ึง ท้าทาย
ความคดิ สามารถเรยี บเรียงเปน็ ลำ� ดับ ติดตามงา่ ย
คณะกรรมการได้พิจารณาวา่ บทความประเภทที่ 6 และ 7
มีความโดดเดน่ เพราะสามารถเสนอมมุ มองทแี่ ตกต่าง ลุ่มลึก ท้าทาย
ความคิด กระตุ้นให้เกิดการอ่านและการคน้ ควา้ ต่อเน่อื งได้
นอกจากนี้ คณะกรรมการยังมีขอ้ เสนอแนะวิธีการเขียน
บทความ ดังนี้
การเขียนบทความออนไลน์ ควรนำ� เสนอประเดน็ ที่โดดเด่น
อยา่ งชดั เจน ส้ัน กระชับไม่เยน่ิ เย้อ เพราะแพลตฟอรม์ เช่นน้ดี ึงความ
สนใจผูอ้ า่ นได้ในระยะเวลาอนั สนั้
ควรตง้ั ช่อื บทความท่ชี วนให้อ่าน อาจเกิดจากการสังเคราะห์
ประเด็น ตงั้ ค�ำถาม หรอื เล่นคำ�
บทความควรมีองค์ประกอบของงานทคี่ รบถว้ นเหมือนงาน
เขียนอน่ื ๆ คอื มีตอนต้น ตอนกลาง ตอนจบ (บทนำ� บทวเิ คราะห์
วจิ ารณ์ บทสรปุ ) แตค่ วรเขยี นอย่างมีลลี ามากกวา่ เขียนพอให้ครบ
องคป์ ระกอบ
บางครั้งผู้วจิ ารณเ์ ลือกเรื่องทผี่ ้อู ่านอาจไมเ่ คยอ่านมาก่อน
ดังนนั้ ควรสรุปเรอ่ื งโดยช้ีใหเ้ ห็นแกน่ เรือ่ ง/ประเด็นหรือปมความขัดแยง้
อย่างยอ่ แล้วอาจขยายรายละเอยี ดในระหวา่ งการวเิ คราะหว์ ิจารณ์
เพ่อื ให้ผู้อ่านเห็นภาพทช่ี ดั เจนขนึ้ เล็กนอ้ ยกอ่ นอ่านบทความ
ที่ได้รับการคดั เลอื ก ขอยกตวั อยา่ งบทความบางเร่อื งทผี่ ู้เขียนเหน็ ว่า
21
น่าสนใจ เชน่ บทความเรอ่ื ง “คนละก้าว : บนั ทึกวีรบรุ ุษกบั หมุดแหง่
อารมณ”์ เป็นการวจิ ารณ์สารคดเี รื่อง “คนละกา้ ว” โดยการวเิ คราะห์
เชิงเปรยี บเทยี บความแตกตา่ งของเร่อื งน้ีกับสารคดีเกี่ยวกับการวง่ิ
เรื่องอ่ืนๆ นอกจากนผี้ ู้เขียนบทความยงั ได้วิเคราะหแ์ นวการเขยี นเร่อื งน้ี
กบั แนวคิดเรอ่ื ง A Hero’s Journey ซึ่งเป็นแนวคดิ ทางคตชิ นวทิ ยา
ของโจเซฟ แคมป์เบล นบั เป็นมมุ มองการวิจารณ์ทีน่ า่ ประทับใจ เพราะ
วเิ คราะหพ์ ฤติกรรมการว่งิ ของตนู บอดีส้ แลม กับการเดนิ ทางของ
วีรบรุ ษุ ในปกรณัม
บทความเรอื่ ง “นครคนนอก : ทเี่ ธอเหน็ (ไม่ใช)่ แค่ฝ่นุ มัน
เข้าตา” ผเู้ ขียนสามารถสงั เคราะห์วา่ “ฝ่นุ ” เป็นประเดน็ หลกั จากรวม
บทกวนี พิ นธเ์ รอื่ งน้ี และไดต้ คี วามสญั ลกั ษณ์ของฝุ่นท่กี ระจายอยู่ใน
กวนี พิ นธบ์ ทตา่ งๆ อย่างละเอียดและลมุ่ ลกึ โดยชใี้ หเ้ หน็ สภาพของ
คนชายขอบในเมือง
บทความเรอ่ื ง “คนในนิทาน : นทิ านในนิทาน และด�ำฤษณา”
เปน็ การวิเคราะหแ์ นวคติชนวิทยาว่าด้วยอนุภาคของเรอื่ งและเช่อื มโยง
ใหเ้ หน็ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างอนภุ าคของนิทานในนวนยิ ายเรื่องน้กี ับ
อนุภาคนทิ านท่ีว่ายเวยี นอย่ใู นวรรณกรรมภาคใต้
เรื่อง “บ้านในโคลน ของกติ ตศิ ักดิ์ คเชนทร์ : พืน้ ท่ที บั ซ้อน
ของบา้ น สสุ าน และนิทานปรัมปรา” เป็นการวจิ ารณ์นวนยิ ายเรื่องบา้ น
ในโคลน โดยใช้ทฤษฎีการวิจารณแ์ นวนเิ วศ (Ecocriticism) รว่ มกบั
สตรนี ิยม (Feminism) ท�ำให้ผอู้ า่ นได้เหน็ อำ� นาจทบั ซ้อนท่มี นษุ ยก์ ระทำ�
ตอ่ ธรรมชาติและทำ� กบั มนษุ ยด์ ้วยกันอย่างชดั เจน
ตัวอย่างขา้ งต้นแสดงให้เห็นวา่ บทความวจิ ารณท์ ่โี ดดเดน่ น้ัน
ไมไ่ ด้จบท่ีการวเิ คราะหอ์ งค์ประกอบอยา่ งละเอยี ด แตต่ ้องมกี าร
ใคร่ครวญและตีความอย่างละเอยี ด ผ่านการใชเ้ ครื่องมอื ทางการวิจารณ์
22
หรอื ความคิดเชงิ วพิ ากษ์ที่เหมาะสม ทา้ ทายชดุ วธิ ีคิดแบบเดมิ ๆ เหมือน
กบั การโยนกอ้ นหนิ ลงในบอ่ น้ำ� เนา่ นิง่ ท�ำใหเ้ กิดแรงกระเพื่อมต่อเนื่อง
ดงั ทเี่ ปน็ ท่ีทราบกนั ว่า ไม่มกี ารวจิ ารณ์ใดที่ “ถูกตอ้ งทส่ี ดุ ”
ดังนั้นเราจงึ ตอ้ งกลา้ ทจ่ี ะน�ำเสนอบทวจิ ารณ์ท่ีสมเหตุผล และกระบวน
การวิจารณ์เชน่ นแ้ี หละทจ่ี ะสรา้ งสงั คมท่ีหลดุ พน้ จากความขลาดเขลา
เป็นสงั คมแห่งการยอมรับความคดิ ซ่ึงกนั และกันเป็นสงั คมประชาธิปไตย
23
รางวลั ชนะเลศิ
นครคนนอก : ทเี่ ธอเหน็ (ไมใ่ ช)่ แคฝ่ นุ่ มนั เขา้ ตา
ชยั มงคล โฮฮนิ
“นครคนนอก” หนังสือรวมกวีนิพนธร์ างวลั วรรณกรรม
สรา้ งสรรคย์ อดเยี่ยมแหง่ อาเซียน (ซีไรต)์ ปลี า่ สุด แม้ว่าหนงั สอื เลม่ น้ี
จะไดร้ ับรางวัลไปตัง้ แต่ปี 2559 และในปี 2562 ซึง่ เป็นปีทีถ่ งึ รอบของ
การประกวดรางวลั ซไี รต์ประเภทกวีนพิ นธ์อกี คร้งั แตท่ วา่ ล่วงเขา้ ปี
2563 มาเกือบครงึ่ ปจี นรับสมคั รผลงานประเภทเร่อื งสน้ั ส�ำหรับประกวด
รางวัลซไี รตป์ ี 2563 เสร็จเป็นทเี่ รยี บรอ้ ยแลว้ รางวัลซีไรต์ประเภท
กวนี ิพนธ์ของปี 2562 กย็ งั คดั เลอื กกนั ไมแ่ ลว้ เสรจ็ “นครคนนอก” จึง
ไดช้ ือ่ ว่าเปน็ หนงั สือรวมกวีนพิ นธร์ างวลั ซีไรตเ์ ลม่ ล่าสุดอยใู่ นขณะที่
เขยี นบทวจิ ารณช์ ิน้ น้ี
ดา้ นเน้ือหาเรื่องนครคนนอกได้ “ให้ภาพของผูค้ นที่สงั คมมอง
ข้าม”[1] อย่างป้าประนอมผู้เปน็ กระเป๋ารถเมล์ชวั่ ชีวติ ยายแตแม่คา้
ขายไขป่ ิ้งแก่หง�ำเหงือก เฒ่าแถมกรรมกรก่อสรา้ งท่ตี กนง่ั ร้านตาบอด
จนต้องเปลี่ยนอาชีพ ดาวไสวแมค่ า้ ขายข้าวแกงริมถนนเพื่อเลยี้ งสามี
ที่ชอบทุบตีร่างกาย เฒ่าวาดชายชราชาวมอแกลนทเ่ี สียชวี ติ อยา่ ง
โดดเด่ียวขณะออกเรือหาปลา นคี่ ือภาพของผคู้ นบางสว่ นทีผ่ ูแ้ ตง่ นำ�
เสนอไวใ้ นหนงั สือเล่มน้ี
พเิ ชฐ แสงทอง ไดต้ งั้ ขอ้ สังเกตไวอ้ ยา่ งนา่ สนใจเกยี่ วกับ
หนงั สือเล่มนวี้ า่ มีการเลือกใชฉ้ าก และภาพบางอย่างซ�ำ้ กนั หลายบท
คอื ถนน ยานพาหนะ และความรวดเร็ว ซึง่ 3 อยา่ งน้ลี ว้ นแลว้ แต่เปน็
25
หัวใจของการเป็นสงั คมสมัยใหม่ การด�ำเนินชีวติ ของผคู้ นปัจจบุ ันมี
ความสะดวกสบายและรวดเร็วจนอาจหลงลืมบางอยา่ งไป “นครคนนอก
จงึ ราวกับเป็นการยนื่ ขอ้ เสนอใหส้ ังคมสมัยใหม่ยอ้ นทวนประสบการณ์
ตัวเองเพ่อื จะไดพ้ บว่าอะไรและใครบ้างทคี่ วามเป็นสมยั ใหมไ่ ด้ทำ� หลน่
หายไประหว่างกระบวนการกลายเปน็ สังคมสมัยใหม่ของมนั ”[2]
ข้าพเจา้ พบว่ามีอีกสง่ิ หนึ่งทีป่ รากฏซ้ำ� หลายคร้ังอยา่ งมนี ยั
ในหนงั สอื เลม่ น้ี คอื “ฝนุ่ ” ซ่งึ ผแู้ ตง่ น�ำมาใช้ในบทกวีหลายบทด้วยกัน
เช่น ฝนุ่ ของฟันเฟือง ด็อกออนเดอะโรด นกั หาบแดด จอมขมังเวทย์
ความฝันพงุ่ หลาวเข้าไปในเมือง เป็นตน้ การน�ำฝุ่นมาใช้ซ�ำ้ ในหนังสือ
เลม่ นขี้ า้ พเจ้าเหน็ วา่ มีประเด็นท่นี ่าสนใจจงึ ลองหยิบมาศึกษาและเขยี น
เป็นบทวจิ ารณ์
พลัง เพียงพริ ุฬห์ ไดก้ ลา่ วถึง “ฝุ่น” ไวห้ ลายบทซ่งึ ส่วนใหญ่
จะใช้ฝ่นุ เป็นดชั นชี ว้ี ดั ความเปน็ เมอื งกับชนบท และ/หรือความเป็น
คนเมืองกบั คนชายขอบ บทกวีบางบทใช้ “ฝ่นุ ” เพ่อื แสดงการเป็นคน
ชายขอบในชนบท เช่น บท “จอมขมังเวทย”์ ทเี่ ปรยี บเทยี บการตาย
ของเฒ่าวาดชายชราชาวมอแกลนวัย 93 ปวี ่าเร่ืองราวการตายคร้งั นีจ้ ะ
เปน็ เพียง “ฝ่นุ ซ่งึ เป็นตำ� นานแหง่ ผงฝนุ่ จากรุ่นส่รู ุ่นการฟนั ฝ่า” จะเหน็
ว่ากวีได้ลดสถานะการตายของเฒา่ วาดซึ่งกค็ อื ตวั แทนของคนชายขอบ
ในชนบทใหม้ คี ่าเท่ากบั “ฝุ่น” ทีแ่ มจ้ ะเป็นตำ� นานแตก่ เ็ ป็นเพียง “ตำ� นาน
แห่งผงฝนุ่ ” ทจ่ี ะอนั ตรธานหายไปกับมวลอากาศอย่างรวดเร็ว ไม่อยู่ใน
ความทรงจำ� ของผู้คนในสังคมไดน้ าน และไมว่ ่าจะกรี่ ุ่นตอ่ กี่รุน่ เรือ่ งราว
ของคนชายขอบก็จะเปน็ เพียงเรอื่ งของฝุ่นทไี่ มค่ วรคา่ แก่การจดจ�ำอยู่ดี
บทกวีบางบทใช้ “ฝ่นุ ” เพื่อแทนการเปน็ คนชายขอบในเมอื ง
หลวง อย่างคนขายไข่ป้ิงในบท “นกั หาบแดด” ดังบทกวที วี่ า่ “ยายแต
แก่หง�ำมือค้ำ� หลัง ดุจผงฝุน่ จากฝง่ั วาสนา” ถ้าเปรยี บคนทอ่ี าศัยอยู่
26
บนตกึ สงู เป็นผู้มวี าสนาหรือเปน็ คนเมอื งท่อี าศัยอยูใ่ นเมอื ง คนขาย
ไขป่ ิ้งเช่นยายแตก็เป็นไดเ้ พยี งผงฝุน่ ที่ “ปลิวเลาะเลยี บหมู่ตกึ แหง่
ชะตา” ไมม่ วี าสนาจะไดจ้ บั จองพ้นื ท่ีบนตกึ สงู เหล่าน้ัน เป็นได้แคค่ น
ชายขอบทอี่ าศัยอยูใ่ ตร้ ม่ เงาของเมือง
อีกบทท่มี กี ารใช้ “ฝ่นุ ” ในลกั ษณะเดยี วกนั กับบทขา้ งต้น
ก็คือบท “ฝุ่นของฟันเฟือง” ซ่งึ กลา่ วไวใ้ นกลอนบทสุดท้ายวา่
“เขาคือเร่อื งราวสักห้วงหนึ่ง
จดจำ� ไดไ้ ม่ลึกซึ้งไมถ่ ึงแกน่
มักออกไปทำ� งานอยา่ งแกนแกน
คือฝุน่ ฟันเฟืองแผนพฒั นา”
เนอื้ หาวรรคสดุ ทา้ ยในกลอนบทขา้ งต้น ผแู้ ต่งได้กลา่ วถงึ
“เขา” คนหนง่ึ วา่ เปน็ “ฝนุ่ ” ของเครือ่ งจักรกลทต่ี ้องทำ� งานสนองแผน
พฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ
จะเห็นว่า ทัง้ บท “นักหาบแดด” และ “ฝุ่นของฟนั เฟือง” กวี
ใชค้ �ำวา่ “ฝุ่น” เป็นตวั แทนของคนที่ถูกความเปน็ เมืองกดทับชะตากรรม
เอาไวไ้ มใ่ หล้ มื ตาอา้ ปาก แมว้ ่าตัวละคร “ยายแต” จะเปน็ คนชายขอบ
ในสังคมเมอื ง ส่วน “เขา” จะเป็นชนชนั้ กลางก็ตาม แตท่ ง้ั 2 คนต่างก็
ไดร้ ับผลกระทบจากการพฒั นาสูค่ วามเป็นเมืองทัง้ ส้นิ
ท้ังน้ี หากพจิ ารณาความหมายของคำ� ว่า “ฝนุ่ ” จากบทกวี
ทยี่ กมาทั้ง 3 บทจะเห็นวา่ มที ั้งความเหมอื น และแตกต่างกัน กลา่ วคอื
บท “จอมขมังเวทย์” กวใี ช้ค�ำว่า “ฝุ่น” ประกอบกับการระบุชาตพิ นั ธ์ุ
(มอแกลน) และการแสดงวิถชี ีวิต “การออกเรอื หาปลา” ของเฒ่าวาด
เพอ่ื ใหค้ วามหมายวา่ “ฝุ่น” คือคนชายขอบในชนบท ในขณะทีบ่ ท
“นกั หาบแดด” กวใี ชค้ ำ� วา่ “ฝุน่ ” ประกอบกบั อาชีพคนขายไขป่ ิ้งของ
“ยายแต” และสถานทค่ี อื “ตึกสงู ” เพ่ือให้ความหมายว่า “ฝนุ่ ” คือ
27
คนชายขอบในเมืองหลวง ส่วนบท “ฝุ่นของฟันเฟอื ง” กวใี ช้ค�ำวา่
“ฝุน่ ” ประกอบกับวถิ ีชวี ติ การทำ� งานแบบ “วันศุกร์หาไดค้ ลายตาราง
นดั เสารถ์ ัดไม่ถอยคอยประชุม อาทิตยแ์ สนเพลียเคลียร์เอกสาร” ของ
ตวั ละคร และใชป้ ระกอบกับคำ� ว่า “ฟันเฟือง” ซงึ่ เปน็ ชนิ้ สว่ นของ
เครอ่ื งจักร เพือ่ ใหค้ วามหมายวา่ “ฝ่นุ ” คือชนชั้นกลางระดบั ล่างใน
เมืองหลวง
แม้จะมีความแตกต่างทางความหมายแตบ่ ทกวที งั้ 3 บท
ต่างก็ใชค้ �ำว่า “ฝ่นุ ” ในลักษณะเดียวกันคือหมายถงึ “คน”
ความนา่ สนใจของคำ� วา่ “ฝนุ่ ” ในหนงั สอื กวนี พิ นธ์เล่มน้อี ยู่ที่
ผูแ้ ต่งไม่ได้ใชค้ �ำว่า “ฝนุ่ ” เพื่อจ�ำแนกความเปน็ คนในสถานภาพตา่ งๆ
เท่าน้นั แตย่ ังใชเ้ ป็นดชั นีช้วี ดั ความเป็นเมืองกบั ชนบทอกี ด้วย
บทกวี 2 บทที่ พลงั เพยี งพริ ฬุ ห์ ใช้ “ฝุ่น” เพ่อื จ�ำแนก
ความเปน็ เมืองและชนบทเอาไว้อยา่ งชัดเจน คอื บท “ความฝนั พุ่งหลาว
เข้าไปในเมอื ง” ซ่งึ แต่งเป็นกลอนเปลา่ เปดิ ด้วยวลีทวี่ า่ “ฝนุ่ บนทางลกู รัง
ปลิวคลุ้งมาไม่ถงึ เมอื ง” เป็นเร่อื งราวของคนชนบทคนหน่ึงท่เี ขา้ ไปหา
งานท�ำในเมืองหลวงด้วยความฝันเตม็ เปี่ยม กบั อกี บทคอื “ดอ็ กออน
เดอะโรด” ในกลอนบาทหนงึ่ วา่ “คงเป็นหมาหายไปในผงฝ่นุ ในฝา้
ขุ่นคลุ้งควนั ฝันเมืองหลวง”
เมอ่ื พจิ ารณาความหมายของคำ� ว่า “ฝนุ่ ” ในกลอนข้างต้น
ทั้ง 2 บทพบวา่ ไมไ่ ดห้ มายถึงคนเพียงอยา่ งเดยี วเหมือนกบั บทกวี “จอม
ขมังเวทย”์ “นกั หาบแดด” และ “ฝนุ่ ของฟนั เฟอื ง” แตไ่ ด้แสดงภาพ
ความเปน็ ชนบทและเมอื งเอาไว้ด้วย ซ่ึงในภาพน้นั อาจมผี ู้คน สภาพ
แวดลอ้ ม หรอื วิถีชีวติ ปรากฏอย่กู ็ได้ ทัง้ น้ี “ฝุน่ ” ในบทใดจะหมายถงึ
ชนบทหรอื เมอื งกใ็ ห้สงั เกตบรบิ ทของค�ำ กล่าวคือ “ฝนุ่ ” ใน “ความฝัน
พ่งุ หลาวเข้าไปในเมือง” ปรากฏร่วมกับค�ำวา่ “บนทางลกู รงั ” ซึง่ เปน็
28
ตำ� แหนง่ แห่งท่ีทีฝ่ ุน่ ด�ำรงอยู่ “ฝุ่นบนทางลกู รงั ” จึงแสดงภาพความเป็น
ชนบททถี่ นนหนทางยงั ไม่ได้รับการพฒั นาอยา่ งทวั่ ถึง
ในขณะที่ “ฝุน่ ” ใน “ดอ็ กออนเดอะโรด” ปรากฏรว่ มกบั
ค�ำวา่ “ฝ้า, ควนั และเมืองหลวง” ท�ำให้ “ฝนุ่ ” ในทน่ี จ้ี งึ แสดงภาพ
ความเป็นเมืองทย่ี วดยานพาหนะต่างพ่นควนั ขึน้ สู่ชน้ั บรรยากาศจน
เป็นฝา้ พร่ามวั หากจะว่าไปแล้ว “ฝนุ่ ” ใน “ด็อกออนเดอะโรด” กค็ อื
ฝ่นุ pm 2.5 ทสี่ งั คมเมืองก�ำลังประสบปัญหาอย่ใู นขณะน้นี ่ันเอง
หากนำ� ค�ำว่า “ฝนุ่ ” มาแสดงในตารางเพอ่ื ใหเ้ หน็ ความหมาย
ทเ่ี ข้าใจงา่ ยขึน้ จะได้ตาราง ดังน้ี
บท การปรากฏของค�ำว่า “ฝ่นุ ” ความหมายในบทกวี
จอมขมังเวทย ์ ฝนุ่ + ชาตพิ ันธ์ุ + วถิ ีชีวิต (ออกเรอื หาปลา) คนชายขอบในชนบท
นกั หาบแดด ฝุน่ + อาชพี (ขายไข่ปงิ้ ) + สถานที่ (ตกึ สงู ) คนชายขอบในเมอื งหลวง
ฝุน่ ของฟนั เฟอื ง ฝุน่ + วิถชี ีวิตการทำ� งาน + คำ� ว่า “ฟันเฟือง” ชนชน้ั กลางระดบั ล่างในเมืองหลวง
ความฝนั พ่งุ หลาวเข้าไปในเมือง ฝ่นุ + สถานท่ี (ถนนลูกรัง) สภาพความเปน็ ชนบท
ดอ็ กออนเดอะโรด ฝ่นุ + คำ� ว่า “ฝา้ , ควนั และเมอื งหลวง” สภาพความเปน็ เมอื ง
หากฝุ่นคืออนุภาคหนึ่งท่ีลอ่ งลอยอย่างไมห่ ยดุ นิง่ ในมวลอากาศ
ซง่ึ บางคร้งั อาจแทรกตัวระหวา่ งตึกสูงในเมืองหลวง หรอื บางคราวกฟ็ ุ้ง
กระจายอยู่เหนือทอ้ งถนนในชนบท ไม่สามารถก�ำหนดขอบเขตหรอื จดั แจง
ท่ีอยู่ให้แกอ่ นุภาคชนิดน้ไี ด้ “ฝนุ่ ” ท่ปี ลิวละลอ่ งอยู่ในบทกวบี ทต่างๆ
ของ “นครคนนอก” กค็ งอย่ใู นสถานะเดยี วกัน คือบางบทก็หมายถงึ เมอื ง
บางบทกห็ มายถึงชนบท พลัง เพียงพริ ฬุ ห์ เลือกใช้ค�ำว่า “ฝุ่น” ในความ
หมายทีห่ ลากหลาย เลือ่ นไหล ไมห่ ยดุ นง่ิ ซึ่งนีอ่ าจเปน็ ความสอดคลอ้ ง
โดยบังเอญิ กับสถานะของสง่ิ ท่เี รียกวา่ “ฝุ่น” จรงิ ๆ ก็ได้
การใช้ค�ำว่าฝนุ่ ในความหมายทีห่ ลากหลายนอกจากจะเปน็ การ
29
“เลน่ ค�ำ” ซง่ึ เป็นกลวธิ ที างวรรณศิลปอ์ ย่างหนงึ่ แล้ว ขา้ พเจา้ คดิ วา่ น่ี
คอื การพยายามตอบโต้นิยามความเปน็ เมืองกับชนบททคี่ นเมืองสรา้ ง
นิยามขนึ้ มาเพื่อแบ่งแยกระหวา่ งเมอื งกับชนบทให้แตกต่างกันอยา่ ง
สนิ้ เชงิ “คนเมืองผู้ถือวา่ ตัวเองเปน็ ผ้เู จรญิ กว่ามักจะมองว่าชนบทคือ
ดินแดนแหง่ ความยากจน อดอยาก ลา้ หลงั อ่อนแอ”[3] และมักผลัก
ชนบทให้ “เป็นอื่น” เสมอ ทั้งท่ีจรงิ ๆ แลว้ “เมอื งก็ยอ่ มจะเคยเปน็ ชนบท
มาก่อน”[4] และคนชนบทหรอื คนชายขอบเองลว้ นแล้วแตเ่ ปน็ ผู้ที่
“ต่นื แตร่ ุ่งสางไปสรา้ งเมอื ง” ทงั้ สิน้ การสร้างเมอื งในท่นี ี้มีทงั้ การ
สร้างเมอื งในทางกายภาพ เชน่ กรรมกรก่อสร้างจากบท “คนอยบู่ ่ได้
สรา้ งสักเสา คนสร้างบ่ได้เนาแนบสนิท” และ “นกั นง่ั ร้าน” และการ
สรา้ งเมืองเชงิ โครงสรา้ งสงั คมโดยเฉพาะทส่ี ะท้อนผา่ นการประกอบอาชีพ
ตา่ งๆ เพอ่ื สนองความเปน็ เมอื ง เชน่ อาชพี กระเป๋ารถเมลจ์ ากบท “หนา้
เหลืองทางคดรถเมล์” พนกั งานบริษทั ประกนั ภัยรถยนตจ์ ากบท “เคลม”
คนงานในโรงงานอุตสาหกรรมจากบท “เน้อื ปลาฝนมีด” แม่ค้าขายข้าว
แกงริมถนนจากบท “ผดั เผด็ ปลาดุกคลุกเครือ่ งข่า” เป็นตน้
ดังนน้ั “นครคนนอก” จงึ เป็นหนังสือเลม่ หน่งึ ทก่ี ระตุ้นเตอื น
ใหค้ นเมอื งหนั กลับไปมองประวตั ศิ าสตร์การก่อรา่ งสรา้ งเมอื งว่าเกดิ ขึน้
มาไดอ้ ย่างไร เพราะใครบ้าง ในขณะเดยี วกันกแ็ สดงใหเ้ ห็นคุณค่าของ
คนชนบทหรอื คนชายขอบทมี่ ีบทบาทในการสร้างเมอื ง
ฝนุ่ เปน็ สิ่งทค่ี นเมอื งเห็นวา่ ไรค้ ่า แตก่ ็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นอกจาก
ตกึ สูง ถนน ทางดว่ น และรถติดแล้ว ฝุ่นถือเปน็ อีกองคป์ ระกอบหนงึ่ ท่ี
ประกอบสร้างความเป็นเมืองข้นึ มาโดยที่เราไม่รูต้ ัว กล่าวคือ เม่อื พูด
ถึงเมอื งหลวง คงจะมีภาพหนงึ่ ที่ปรากฏเดน่ อยู่ในหัวคอื ฝุ่น คนชนบท
หรือคนชายขอบ เชน่ เดียวกันท่ีคนเมอื งมักรังเกยี จเดียดฉันท์และมองวา่
“เป็นอ่นื ” ท้งั ในความจริงแล้ว ตา่ งเปน็ ผู้มคี ุณปู การในการสรา้ งเมอื งให้
30
คนเมืองไดอ้ าศยั อยูจ่ นทกุ วันน้ี
เม่อื ฝนุ่ สามารถปลวิ จากเมืองสชู่ นบท และจากชนบทสู่เมอื ง
ไดโ้ ดยทเี่ ราไม่ไดม้ าแบ่งแยกวา่ ฝุ่นละอองไหนมาจากท่ใี ด คนเราก็
สามารถอยู่ร่วมกันไดโ้ ดยไม่จ�ำเปน็ ต้องสรา้ งนิยามเพอื่ แบง่ แยกว่าใคร
เปน็ คนเมอื ง คนชนบทหรอื คนชายขอบ
อนึ่ง ทีข่ า้ พเจ้าต้ังชอื่ บทวจิ ารณว์ ่า “นครคนนอก : ทเี่ ธอเหน็
(ไม่ใช่) แคฝ่ ุ่นมันเข้าตา” ซ่ึงดดั แปลงมาจากเนือ้ รอ้ งทอ่ นหน่ึงในเพลง
“ทางของฝนุ่ ” ของศิลปนิ “อะตอม ชนกนั ต”์ น้ัน เพ่ือจะแสดงให้
เห็นว่า “ฝุน่ ” ในหนังสอื นครคนนอก ไมไ่ ดเ้ ป็นเพียงส่ิงแปลกปลอมท่ี
ผา่ นเขา้ มาในดวงตาแล้วเราจะใชน้ ำ�้ ลา้ งออกไปอยา่ งงา่ ยดาย แต่ “ฝ่นุ ”
ในหนงั สอื เล่มนี้เม่ือเข้ามาในดวงตาของนักอา่ นแลว้ มันมคี ณุ ค่ามากพอ
ทจ่ี ะน�ำมาพจิ ารณาในแงม่ มุ ตา่ งๆ ได้
เอกสารอ้างอิง
[1] พลงั เพียงพริ ุฬห.์ (2560). นครคนนอก (พิมพค์ รั้งท่ี 2). สกลนคร : นิดจะศิลป.์
[2],[4] พิเชฐ แสงทอง. (ม.ป.ป.). “นครคนนอก” ถนน สงั คมสมยั ใหม่ และการ (ไม่)
ลืม. สืบคน้ เมอ่ื 10 เมษายน 2563,จาก http://www.duangjaivijarn.com/16861851/
พเิ ชฐ-แสงทอง.
[3] ชศู ักดิ์ ภัทรกลุ วณชิ ย์. (2558). “เหมอื นอย่างไมเ่ คย...มแี ต่พวกมนั จากวิทยากร
เชยี งกูล ถงึ วัน ณ จันทร์ธาร,” ใน ชศู กั ดิ์ ภทั รกลุ วณชิ ย,์ อ่าน (ไม)่ เอาเรือ่ ง. หน้า
209 – 219. กรุงเทพฯ : อา่ น.
31
รางวลั
รองชนะเลศิ อนั ดบั 1
สำ� รวจ Sexuality จากคนในนทิ าน
อำ� นาจ เพศ และวรรณกรรมยคุ หลงั สมยั ใหม่
ทไ่ี ปไกลกวา่ เรอื่ งอโี รตกิ
พชั รพร ศุภผล
คนในนทิ าน นวนิยายของ กร ศิริวฒั โณ นวนยิ ายรอง-
ชนะเลิศอันดบั 2 รางวลั เซเว่นบุ๊คอวอรด์ และเป็นหนง่ึ ในแปดเล่ม
สดุ ท้ายที่ได้ผ่านเข้ารอบคัดเลอื ก (Short List) รางวลั ซไี รต์ ประเภท
นวนิยายประจำ� ปี 2561 ด้วยเนอื้ หาทหี่ มิ่นเหม่ต่อศีลธรรม เลา่ เร่ืองราว
ของครอบครัวชนบท น�ำเสนอ “Sexuality” หรือ “เร่ืองเพศ” ของ
ตวั ละครหลักในเรอื่ งอย่างโฉง่ ฉา่ ง ทงั้ แบบที่อยู่ในกรอบที่สงั คมกำ� หนด
และแบบทสี่ งั คม “ยอมรับไมไ่ ด”้ ท�ำให้นวนยิ ายเรอื่ งนเี้ ป็นนวนยิ าย
อโี รตกิ ยอ้ นยคุ สังคมเกษตรกรรม ท่ซี กุ ซอ่ นมายาคติของคนในสังคมทมี่ ี
ต่อเรอ่ื งเพศ ทา้ ทายให้ผ้อู า่ นขบคิดว่า แท้จริงแล้ว ภายใต้ความอีโรตกิ
เหล่าน้นั เรามองเหน็ สง่ิ อน่ื ใดเหนอื เรอ่ื งเล่าวติ ถารของนวนยิ ายเรอื่ งน้ี
รูปแบบวรรณกรรมยคุ หลงั สมัยใหม่ (Post Modern)
กบั ความโยงใยเรอ่ื งเพศ
คนในนทิ าน ของ กร ศิริวฒั โน ถอื เป็นนวนยิ ายทีไ่ ดร้ บั อทิ ธิพล
ของงานวรรณกรรมหลังยคุ สมยั ใหม่ (Post Modern) อย่างสมบรู ณ์ ทั้ง
ในด้านกลวิธีการเลา่ เรอื่ ง และด้านเนอ้ื หา ท�ำหนา้ ที่วรรณกรรมท่ขี ับ
เคล่ือนผูค้ นใหร้ ้จู ักต้ังขอ้ สงสยั วพิ ากษ์ ปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคมบนโลก
33
ไม่ถูกแบง่ ออกเพยี งแค่ขาวกับด�ำอกี ต่อไป
คนในนิทาน ใชก้ ลวธิ กี ารเลา่ เรื่องแบบ “เร่อื งเลา่ ซอ้ นเรอื่ ง
เลา่ ” (Metafiction) อนั เป็นจดุ เด่นของวรรณกรรมหลงั ยุคสมยั ใหม่ ที่
ให้ความสำ� คัญกับการขบคิดต่อวาทกรรม คติ ความเช่อื และสง่ิ ท่เี ชอื่ ว่า
เป็น “สัจจะ” แม้แต่งานวรรณกรรมแนวสัจนิยมเองกไ็ ดร้ ับผลกระทบจาก
สังคมทเ่ี ปลี่ยนแปลงเขา้ สู่ยุคหลังสมยั ใหม่ ดังท่ี สรณฐั ไตลงั คะ (2559 :
165) กลา่ วถึงวรรณกรรมในยคุ หลังสมยั ใหมว่ ่า
“งานแนวสัจนิยมคลาสสิกถกู ตอ่ ต้านงานแนวคตนิ ิยมสมยั
ใหม่ที่ลกึ ซึง้ ในการน�ำเสนออัตวิสยั กห็ มดยคุ ”
กลวิธีการเล่าเร่อื งแบบเรอื่ งเล่าซอ้ นเรือ่ งเล่าจงึ กำ� เนิดขนึ้
ในยคุ นี้ เพือ่ ให้ผ้อู า่ นไดเ้ คลอื บแคลงสงสัยต่อสิ่งทีเ่ ป็นเรอ่ื งเลา่ กับเรื่อง
จริง ส�ำหรับคนในนิทาน ผ้เู ขียนได้วางโครงเรอ่ื งหลักและโครงเรือ่ งยอ่ ย
ซ้อนทับไปดว้ ยกันเพื่อใหเ้ กิดเปน็ เร่อื งเลา่ ทซ่ี อ้ นเรอ่ื งเลา่ โดยโครงเร่ือง
หลักนัน้ เป็นเร่อื งของตัวละคร “ตาเฒา่ ” ผกู้ ล่าวอ้างว่าเป็นหลาน
ห่างๆ ของเทมิ้ ทด และเป็นผู้ท่ีเล่านทิ านขำ� ขนั เรอ่ื งเทมิ้ ทดใหห้ นมุ่ สาว
ในหม่บู ้านฟัง ซงึ่ เป็นที่ถกู อกถกู ใจของผฟู้ งั ดงั คำ� บรรยายวา่
“เสยี งหัวเราะรนื่ รมย์แบบสุดขีดดงั ขน้ึ เป็นระยะจนกระทงั่
นทิ านจบลง หลายคนกวาดน�ำ้ ตาแห่งความสุขสันต์เช็ดกับเสื้อและ
กางเกง” (หน้า 14)
ตอ่ เมือ่ ตาเฒา่ เล่าวา่ เทิ้มทดนั้นมีตัวตนจรงิ ๆ บนโลกใบนี้
ทำ� ใหม้ ีหน่งึ ในผูฟ้ ังเกิดอยากฟังเรื่องจริงของเท้ิมทด ตาเฒ่าจึงเร่ิมเลา่
เร่ืองของเทมิ้ ทด ท�ำใหเ้ กิดเปน็ โครงเรอ่ื งรองซอ้ นขน้ึ มา ซงึ่ เป็นเรอ่ื งของ
เท้มิ ทด ทเี่ กิดอารมณว์ ิปรติ กระทำ� กามวติ ถารมเี พศสมั พันธก์ ับสุนขั
ทีต่ นเองเล้ียงไว้ ทว่าการกระทำ� นนั้ กลับตกอยูใ่ ตส้ ายตาของ “กริช”
เขยใหญ่ของบา้ น จงึ เกิดเปน็ ปมขัดแยง้ ระหวา่ ง กรชิ ท่สี ามารถกุม
34
ความลับของพอ่ ตาได้ส�ำเรจ็ กับเทิ้มทดผูท้ ่คี อ่ ยๆ สญู เสียอ�ำนาจการ
ปกครองภายในบ้านให้กบั กริชอย่างสมบูรณบ์ นโครงเรือ่ งรองนี้ ผู้เขยี น
ยงั ท�ำให้ตัวละครอยา่ งเท้ิมทดมนี ิสัยชอบเลา่ นิทานใหค้ นในครอบครัว
ฟัง ท�ำให้เกิดเป็นเรอื่ งเลา่ ยอ่ ยๆ มากมายทซ่ี ้อนอย่ใู นเร่อื งเลา่ ของเทิ้มทด
ซึ่งเป็นตวั ละครในเรือ่ งเล่าของตาเฒ่าอกี ช้นั หน่งึ ซึง่ ผู้เขยี นร้อยเรยี ง
เรอ่ื งราวสลบั ซ้อนทับกนั ไดอ้ ย่างนา่ อัศจรรย์
ด้านเนื้อหาน้ัน ผเู้ ขยี นสามารถดึงธรรมชาติของวรรณกรรม
หลังยคุ สมัยใหม่ ทม่ี เี ป้าหมายเพอื่ ใหผ้ ้อู ่านได้ วิพากษ์ ตรวจสอบ
โครงสรา้ งกับเรอ่ื งเลา่ ท่เี ปน็ แมบ่ ท (grand narrative) ซงึ่ ในทนี่ ้ีคอื
Sexuality หรอื เรือ่ งทางเพศ ซึ่งเปน็ เรอ่ื งท่ผี เู้ ขียนพยายามนำ� เสนอ
ทั้งในโครงเรือ่ งหลัก โครงเรอื่ งรอง และบนเร่อื งเล่าย่อยๆ ที่ซอ้ นบน
โครงเรื่องรองอีกด้วย การวิพากษ์ตรวจสอบท่เี ด่นชัดท่สี ุด ผเู้ ขยี นได้
กระท�ำผ่านตัวละครทอ่ี ยใู่ นโครงเร่ืองรอง คอื ดอกแตง ลกู สาวคนรอง
และนิม่ น้อย ภรรยาของเทิม้ ทด ผู้ชอบวจิ ารณ์ เสยี ดสีตวั ละครในนทิ าน
ทเ่ี ท้ิมทดเล่า เช่น คร้งั ที่เท้มิ ทดเล่านิทานเร่อื ง นางมณโฑ เม่อื เลา่ มาถึง
ตอนท่ที ศกัณฐ์ไม่สามารถแตะเน้อื ต้องตัวนางอมุ าได้ เท้ิมทดกต็ ้ังคำ� ถาม
กับผูฟ้ งั วา่
“รไู้ หมท�ำไมนางอุมาถงึ ตวั รอ้ น” (หน้า 226)
ก่อนจะเฉลยว่า
“เพราะนางอมุ ามบี ญุ นะซ”ี (หน้า 226)
เหตผุ ลเหนือจริงเหลา่ น้ันทำ� ใหน้ มิ่ น้อยสวนกลบั ไปว่า
“งัน้ คนไขก้ ็มีบญุ ด้วยสิ ตัวรอ้ นกันทุกคนเลย (หน้า 227)”
หรือเมื่อคราวท่ีเทม้ิ ทดขับบทหนงั ตะลงุ เรื่อง นางสองแขน
ซ่ึงเป็นเร่อื งของนางทองคำ� สาวชาวบ้านท่เี ข้าไปเกีย้ วพาราสีเจา้ ชาย
จนได้ร่วมเตยี งเดียวกัน ช่อื นางสองแขนจงึ ใช้เป็นตวั แทนของคนไมด่ ี
35
ดอกแตงผูฟ้ งั ไดท้ กั ทว้ งถงึ บทขบั บทน้วี า่
“มนั ก็ใช่ ผ้ชู ายก็เหมอื นกันไมใ่ ชห่ รอื แลว้ ท�ำไมไมม่ ีนายสอง
แขนบ้างละ่ ” (หน้า 219)
หรือบางครงั้ ผ้เู ขียนยงั ใหผ้ เู้ ล่านิทานอย่างเทม้ิ ทดเองหาความ
ชอบธรรมใหก้ ามวติ ถารของตนเอง ผ่านนทิ านทแี่ กเคยได้ยินในวงหวาก
(น�้ำตาลเมา) เกีย่ วกบั หญงิ สาวท่มี พี เี่ ลี้ยงเป็นหมาหมี วนั หน่งึ ไดเ้ ขา้ ไปใน
ป่าและมีเพศสัมพันธก์ ับหมาหมี เทิม้ ทดนึกถงึ เร่อื งนโี้ ดยอ้างว่า “ผู้หญิง
เอากบั หมาตัวผู้ได้ ผ้ชู ายอยา่ งขา้ กน็ า่ จะเอากบั หมาตัวเมยี อย่างตนี ขาว
ได้เหมือนกนั มันคงมคี วามรูส้ ึกใหมข่ น้ึ มาบา้ ง” (หนา้ 115)
วิธกี ารของตัวละครบนโครงเร่อื งรองเหลา่ นลี้ ว้ นบ่อนเซาะทำ� ลาย
ความนา่ เชือ่ ถือของเรอื่ งเลา่ ท้งั ส้นิ ซง่ึ บนโครงเรือ่ งหลกั เองผู้เขียนกก็ ระทำ�
ผ่านคำ� ถามของตาเฒ่าถงึ ผฟู้ งั ดว้ ยบทสนทนาว่า
“ชีวิตในนทิ านแมจ้ ะเศรา้ เพียงใด ทวา่ คนเลา่ คนฟงั ยงั หวั เราะ
ได้ แต่ถา้ เปล่ยี นชวี ิตในนทิ านมาเปน็ เรื่องจริง มันไมส่ นกุ นกั หรอกมึง
ใชไ่ หมละ หรอื ถ้ามีคนน�ำเอาชีวิตจริงมุมมืดอนั เจ็บปวดของพวกมงึ ไป
ทำ� เปน็ นิทานขันคาวโปกฮา สบื ทอดเลา่ ขานกนั ต่อไป พวกมึงจะรสู้ ึก
อย่างไร คงข�ำกนั จนหงายท้องตีนชฟี้ า้ แน่..” (หนา้ 312)
อันเปน็ การยั่วล้อที่ส�ำคัญต่อเรอ่ื งเล่าทั้งหมด ผู้เขียนตลบหลัง
ใหผ้ อู้ ่านคิดว่า ความข�ำขนั ทเี่ กิดข้ึนบนชะตากรรมอันวิปรติ ของเท้มิ ทด
ตัวละครในเร่อื งเล่าของตาเฒา่ หรอื เรอ่ื งราวทะลงึ่ ตงึ ตังจากนทิ านของ
เทม้ิ ทด เรากำ� ลังขบขันอยบู่ น Sexuality ทถี่ ูกนำ� มาทำ� ให้เป็นเรือ่ ง
ตลก (Make Joke) ฉะน้นั แล้ว ผูอ้ า่ นกต็ ้องขบคิดต่อไปวา่ การขำ� ขนั
Sexuality นัน้ ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างไร และใครคือเหยือ่ จาก
เรอ่ื งราวเหล่าน้ี
36
ปรกติ-วติ ถาร ปรากฏการณ์เร่อื งเพศ จากคนในนทิ าน
คนในนทิ าน ของ กร ศิริวัฒโน น้นั เปยี่ มไปดว้ ยความสมั พันธ์
ทางเพศอนั หลากหลายของตัวละคร ท้งั แบบปรกติตามกรอบท่สี ังคม
ยอมรับ อยา่ งความสมั พนั ธ์ของ สินชยั -ดอกแตง ทีแ่ ตง่ งานเปน็ สามี
ภรรยากันอย่างถูกตอ้ ง และแบบทผ่ี ิดจารตี ของสงั คมอยา่ ง ความ
สัมพันธ์ของกริชกับนม่ิ นอ้ ย ผู้เป็นแมย่ าย และความสัมพนั ธ์ระหวา่ งกรชิ
กับดอกแตงผู้เปน็ น้องเมีย รวมถึงแบบทีน่ ยิ ามวา่ “วิตถาร” อย่างความ
สมั พนั ธร์ ะหวา่ งเทิ้มทดกบั สุนขั ซงึ่ หญิงสาวนางหนึ่งท่รี บั รเู้ รือ่ งราวของ
เทิ้มทดกับตนี ขาวถึงกบั พดู วา่
“นรกจกเปรตท่ีสุด” (หน้า 284)
ความสัมพนั ธ์ทางเพศระหว่างเท้มิ ทดกบั สุนขั นัน้ เกิดขน้ึ ถึง
สองครั้งในเรอื่ ง ได้แก่ ตอนทเ่ี ทม้ิ ทดบวชเปน็ พระและมแี มส่ ุนัขมา
คลอเคลยี จนทำ� ให้เท้มิ ทดทห่ี า่ งหายจากเร่ืองเช่นนี้ไปนาน เพราะนาง
นิ่มน้อยนัน้ กป็ ฏเิ สธเสยี ทุกคร้ัง กเ็ กดิ อาการ
“พลันความอบอุน่ จากแมห่ มาแผซ่ ่านเข้ามาสู่ใจแกจนแก
ตอ้ งรบี ชักเท้ากลับ เทมิ้ ทดรสู้ กึ วา่ มนั เป็นความรสู้ กึ ท่แี ปลกใหมจ่ นแก
รู้สึกประหลาดใจตัวเอง” (หน้า 28)
และเกดิ ข้ึนอีกคร้ังตอนเท้ิมทดเขา้ ป่าไปลา่ สตั วพ์ ร้อมกับ
ตนี ขาว สนุ ัขคู่ใจแก ความปรารถนาทางเพศต่อสัตวข์ องเท้ิมทดนั้น ใน
มุมมองปจั จบุ ัน เพศวถิ ีเชน่ นเ้ี ป็นกลุม่ อาการทางเพศที่ผิดปรกติเรียกวา่
การใคร่สตั ว์ หรอื Zoophilia และยงั เป็นการกระทำ� ท่ผี ดิ กฎหมาย
อีกด้วย ซ่งึ นา่ สนใจว่าความสัมพนั ธ์ระหวา่ งคนกบั สัตว์ทีป่ รากฏใน
วรรณกรรมในสมัยก่อนนัน้ เปน็ ไปเพื่อให้กำ� เนดิ บคุ คลที่มีบุญญาธกิ าร
มีพลงั อำ� นาจเหนอื มนุษยท์ ง้ั สนิ้ เชน่ ตำ� นานเทพเจ้ากรกี ที่เทพเจา้ มักจะ
แปลงกายเป็นสัตวล์ งไปสมสู่กับมนุษย์ เชน่ ซสุ ทีแ่ ปลงกายเปน็ หงสไ์ ปมี
37
ความสมั พนั ธก์ บั นางลีดา จนให้กำ� เนิดลูกแฝดหนงึ่ ในน้นั คอื เฮเลน หญงิ
งามตน้ เหตุสงครามกรงุ ทรอย
หรอื แม้ในวรรณกรรมไทย เช่น พงศาวดารเหนือกก็ ลา่ วถงึ
ชาติวงศ์ของพระร่วงว่าเป็นบุตรของนางนาคกับเจ้าเมอื งหรภิ ุญชัย
ตัวละครอนื่ ๆ อยา่ ง พระอภยั มณ-ี นางเงือก หรือแมก้ ระทัง่ รามเกียรติ์
ทม่ี ที ง้ั ช้าง ปลา มา้ ลิง ลว้ นใหก้ �ำเนิดสง่ิ อัศจรรย์ ทวา่ ผา่ นมานับ
รอ้ ยปคี วามสมั พนั ธร์ ะหว่างเท้ิมทดกับไอตนี ขาวนั้นไม่บงั เกดิ ส่งิ ใด นอกจาก
ความวิตถาร จงึ เห็นได้วา่ โครงสรา้ งของสงั คมโลกนั้นเปลย่ี นแปลงไป
สตั ว์ไมไ่ ด้เปน็ ดงั ทอ่ี ริสโตเตลิ กลา่ ววา่ เป็นเพียงส่งิ มชี ีวิตท่ีมีอยู่ในโลกก็
เพ่อื ประโยชนข์ องมนษุ ยเ์ ทา่ นนั้ ความรสู้ กึ แบบ Eroticize ตอ่ สตั ว์จงึ
ไม่ถูกยกย่องอีกตอ่ ไป เหลอื ไว้แตค่ วามรู้สึกแบบ Romanticize เฉกเช่น
มนุษย์ผนู้ ิยามตนเองว่าเป็น ทาสแมว เท่านัน้ อยา่ งไรก็ตาม เมื่อเร่อื งราว
เหลา่ นี้ถูกเฉลยตอ่ สาธารณะในตอนท้ายเร่ือง ชะตากรรมของเทิม้ ทด
และครอบครัวกเ็ ปล่ยี นไปตลอดกาล กลายเป็นกล่มุ คนวิตถารในนทิ าน
ข�ำขนั พ้นื บา้ น ความวติ ถารของคนกับสนุ ัข จะถกู เล่าต่อร่นุ สู่รุน่ อยา่ ง
ไมอ่ าจแกไ้ ขสงิ่ ใดได้ และพร้อมจะถกู ต่อเตมิ ใหอ้ ศั จรรยม์ ากยงิ่ ขึ้น
ทงั้ นีเ้ พราะความปรกติ วติ ถารน้นั แทจ้ รงิ แล้วไมไ่ ด้อยู่ทธ่ี รรมชาตขิ อง
ร่างกายกำ� หนด หากอยู่ทส่ี ังคมก�ำหนด ผู้เขยี นตอ้ งการสะท้อนให้ผูอ้ ่าน
เหน็ ว่าเรื่องเพศน้นั ไมใ่ ชเ่ ร่ืองปจั เจก ดังทีต่ วั ละครเทิ้มทดได้ปลดเปลื้อง
ต่อชาวบ้านทีม่ ามุงดกู ารตอ่ ส้รู ะหวา่ งตนกับกริช เพราะสุดอดั อั้นว่า
“ใช่ มันทราม มันถ่อย มันคือนรกจกเปรต แต่ที่กูทำ� ลงไป
แบบน้ันมนั เป็นเพียงความร้สู ึกวูบเดียวเอง เผลอใจไปชว่ั ครเู่ ทา่ นั้น แล้ว
มันก็ไมท่ ำ� ให้ใครเดือดรอ้ นด้วย มนั เปน็ หมาของกู” (หน้า 285)
แต่ทีจ่ ริงแล้ว เรือ่ งทางเพศน้นั มยี งั ถูกตกี รอบจากสังคมอย่าง
ใกลช้ ิด และไมส่ ามารถตัดขาดจากสังคม ค่านิยม ศลี ธรรม จรรยา ไปได้
38
วัฒนธรรมการขม่ ขืน เม่อื “ยอม ไมเ่ ท่ากบั ยินยอม” เสมอไป
หากส�ำรวจ Sexuality จากคนในนทิ าน จะพบว่าไม่ใชม่ เี พยี ง
แค่เรอ่ื งของความปรกต-ิ วติ ถารทางเพศ แตค่ นในนทิ านยังแอบแฝง
วัฒนธรรมการข่มขนื (rape culture) ผา่ นพฤตกิ รรมการร่วมเพศของ
กริช-นิม่ น้อย และ กริช-ดอกแตง และบรรดาตัวละครจากนทิ านที่ซอ้ น
อยู่ในเรอื่ งเลา่ ของเทมิ้ ทดและสนิ ชัย ซ่ึงปัญหาส�ำคญั ขอ้ หน่งึ ของวฒั นธรรม
การข่มขืนบนสังคมไทย ท่ีสง่ ผลตอ่ มายาคตเิ ร่อื งเพศให้กับผูค้ นในสงั คม
มาอยา่ งยาวนาน คอื เร่อื งของความยินยอมพรอ้ มใจในการมีเพศสัมพันธ์
(sexual consent / consensual sex) ผคู้ นมกั เข้าใจผดิ วา่ การเงยี บ
ไม่ปฏิเสธ หรอื การทำ� ใหอ้ ีกฝ่ายเกิดอารมณร์ ่วมได้เทา่ กับการสมยอม
ซงึ่ ความสัมพนั ธข์ องกรชิ กับนิม่ นอ้ ยผ้เู ปน็ แมย่ าย และความสมั พนั ธ์
ระหว่างกรชิ กับดอกแตงผเู้ ปน็ น้องเมยี นั้น เปน็ ตวั อยา่ งของการมีเพศ
สัมพันธ์ทีเ่ กิดขึ้นอยา่ งไมย่ ินยอม แม้ผเู้ ขยี นจะทำ� ใหเ้ ราเชื่อว่า ทง้ั นิม่ น้อย
และดอกแตงน้นั ล้วนพา่ ยแพต้ ่อตณั หาหรอื “นางสองแขน” ในใจของ
ตนเอง แตเ่ ม่ือพจิ ารณาการร่วมเพศของกริชกับนม่ิ นอ้ ยและดอกแตงแลว้
ตา่ งถอื เป็นการลว่ งละเมิด ถงึ แม้ตัวนางน่ิมน้อยนนั้ จะ
“ซ่อนย้มิ ไว้ในหน้า” (หนา้ 212)
ตอนท่กี รชิ ขอมีเพศสัมพันธแ์ ต่ดว้ ยเง่ือนไขท่กี รชิ น�ำมาอ้าง
วา่ ได้บนบานไวก้ บั ตาหมอโคกขี้แรง้ วา่ ถา้ ววั หายกลบั มาได้จะขอมอี ะไร
กบั นางนม่ิ น้อยนั้น เป็นการใชค้ วามศรัทธาของนางนิ่มน้อยมาสมอ้าง
เพือ่ ให้ไดม้ าซึ่งความต้องการของตัวเอง
“นมิ่ นอ้ ยคิดแล้วอยากจะอาเจียนสำ� รอกเอานางสองแขน
ของตนมาท�ำลายเสยี ใหส้ นิ้ ซาก แกคิดวา่ อันที่จริงการแกบ้ นเพียงครงั้
เดียวกเ็ พยี งพอแล้ว แตน่ ่มี ันเลยเถิดไปจนรง้ั ไวไ้ ม่อย่…ู ” (หน้า 216)
เปน็ ส่ิงทย่ี ืนยันความรูส้ กึ ของผูท้ ผ่ี ่านการมีเพศสมั พนั ธแ์ บบที่
39
ไม่ยินยอม ซงึ่ เป็นความรสู้ กึ เดียวกบั นางดอกแตงท่ี
“ความอับอายและความเจ็บปวดได้โถมถงั่ เข้าใสด่ อกแตง
จนต้งั รับไม่ทนั ดอกแตงลกุ ขน้ึ วง่ิ กลับเรอื นตัวปลิวไมฟ่ ังเสยี งของกริช
ลากหางโจงกระเบนสโี คลนไปตลอดทาง...” (หนา้ 225)
ซึง่ เกดิ ขน้ึ หลังจากไปจบั ปลาสองตอ่ สองกบั กริชพเ่ี ขย และ
ถูกกรชิ ล่อหลอกว่าปลาดุกนน้ั แทงเสียที่เครือ่ งเพศของตน ตอ้ งให้
ดอกแตงครอ่ มปัสสาวะรดเท่าน้นั ถึงจะหาย จนเลยเถดิ ไปถึงการมี
เพศสัมพนั ธ์ แม้ก่อนหนา้ นค้ี วามรสู้ ึกของดอกแตงจะ
“รูส้ กึ อบอุ่นกรุ่นใจราวอยู่กับชายคนรัก” (หนา้ 222)
ก็ตาม การรว่ มเพศที่สรา้ งเงื่อนไขให้อกี ฝ่ายไมก่ ล้าปฏเิ สธ
ดว้ ยสง่ิ ศกั ด์สิ ิทธท์ิ ่ีนิ่มน้อยนบั ถอื ตลอดถงึ อาการเจบ็ ปวดท่ดี อกแตง
ไม่กลา้ ปฏเิ สธ ท�ำให้การร่วมเพศครง้ั นถี้ ือเป็นการละเมดิ
นอกจากน้ี นางมณโฑ ตัวละครจากเรอื่ งเลา่ ของเท้มิ ทดยงั เป็น
อีกตวั ละครที่ตอ้ งกลา่ วถงึ ดว้ ยนางถกู มอบให้เปน็ ชายาของทศกณั ฐ์
และถกู ชิงไปโดยองคต นางมณโฑยงั ถกู หนุมานปลอมตวั เป็นทศกัณฐ์
เพ่ือไปขอหลับนอน จนในตอนท้ายนางกถ็ กู มอบให้พเิ ภก ล้วนเปน็ การ
กระท�ำทีไ่ ม่เคยสอบถามความยนิ ยอมจนผู้ฟงั อยา่ งดอกแตงเองเกิด
ความรู้สกึ ว่า
“คดิ จะเอาผ้หู ญิงไปไว้ตรงไหนกไ็ ดต้ ามใจปรารถนา ให้ผ้หู ญิง
ตกตำ่� ดำ� มืดอย่างไรก็ได้ ไมย่ ุติธรรมกบั ผหู้ ญิงซึง่ เปน็ เพศแม่เลย” (หนา้
229)
ผูเ้ ขยี นปลอ่ ยให้ตวั ละครได้วพิ ากษ์ตัวละครในเรือ่ งเล่า จน
ตระหนักรถู้ ึงอำ� นาจแท้จริงท่กี ดทบั นางมณโฑไว้ ดังทีผ่ ู้เขียนบรรยายวา่
“ทกุ คนแยกย้ายไปทำ� งานของตนตอ่ ไป ต่างคดิ ถงึ นางมณโฑ
พาลี ทศกัณฐ์ หนุมาน และคิดถึงนางสองแขนในตวั เอง” (หน้า 232)
40
จงึ ไม่ผดิ ทท่ี งั้ ดอกแตงและน่มิ นอ้ ยจะบอกกับทกุ คนวา่
“ฉันกเ็ คยเสียท่าให้กับกริช” (หน้า 287) และ
“กกู ็เคยเสียทา่ ใหก้ บั มนั ” (หน้า 287)
ซ่งึ เปน็ ตอนทตี่ วั ละครตระหนกั รู้วา่ ไมไ่ ดพ้ ่ายแพใ้ ห้กบั อำ� นาจ
ตัณหา นางสองแขน ในใจตน หากแทจ้ รงิ ก�ำลังพา่ ยแพใ้ หก้ บั อำ� นาจ
ความเป็นชายบนโลกท่ชี ายเป็นใหญใ่ บน้ี
บนโลกของชายเป็นใหญ่ ใครกมุ อ�ำนาจเรือ่ งเพศ
การถูกล่วงละเมิดของดอกแตงและนิม่ นอ้ ย หรอื แมก้ ระทง่ั
นางมณโฑในเร่อื งเลา่ ของเทิ้มทดท่ไี ม่มีอ�ำนาจใดในการเลือกคคู่ รองของ
ตวั เอง ล้วนเปน็ ปัญหาทม่ี ีปมมาจากการมองผหู้ ญิงเป็นวัตถทุ างเพศ
(Sexual objectification) ของสังคมแบบชายเปน็ ใหญ่ Rape Culture
ยงั ให้อำ� นาจแก่ผูช้ ายวา่ เป็นเพศที่มีความต้องการเป็นธรรมชาติ ผหู้ ญิง
จึงกระทำ� ตนใหเ้ หมาะสม เพอ่ื ไมใ่ หไ้ ปกระตุ้นความต้องการทางเพศของ
ผชู้ าย กลายเปน็ มายาคตวิ า่ หากหญิงใดปฏิบัติตนไม่ “ระมดั ระวังตัว”
ไมเ่ ปน็ “กลุ สตร”ี ก็สมควรจะถกู สังคมประณาม เช่น “นางสองแขน”
ของเทมิ้ ทดทก่ี ระท�ำการอาจหาญรุกเกีย้ วพาราสีชายจนไดร้ ว่ มเตียง จงึ
กลายเปน็ ตัวแทนแห่งความไมด่ ีงามไปเสยี อยา่ งที่เท้ิมทดบอกวา่
“เขาคงเล็งไปทผี่ หู้ ญงิ เปน็ พิเศษม้ัง เพราะเปน็ เพศแม่ คลา้ ย
จะสอนให้ผูห้ ญงิ รักนวลสงวนตวั นางสอนแขนแคย่ กขึน้ มาเป็นตัวอยา่ ง
ทีไ่ มด่ ี ทำ� ใหผ้ ้หู ญิงเกลยี ดนางสองแขนแล้วจะไมป่ ระพฤติปฏิบัติตาม
นางสองแขน” (หน้า 219)
ทีร่ ้ายแรงไปกว่านนั้ มายาคติเชน่ นยี้ งั สง่ ผลให้เกิดความเช่อื
วา่ ผู้หญงิ ท่กี ระท�ำตนไม่เปน็ ไปตามกรอบท่สี ังคมก�ำหนดไว้ ยอ่ มมสี ทิ ธิ์
ทจ่ี ะตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิด ทำ� ใหน้ างนม่ิ น้อยและนางดอกแตง
41
น้ัน ต่างก็โทษตัวเองที่เผลอปล่อย “นางสองแขนออกมา” นัน่ เพราะ
มายาคติทวี่ างบทบาทใหผ้ ้หู ญงิ ต้องเปน็ กุลสตรี ไมส่ ามารถมีบทบาทใด
ในวถิ ีกามารมณ์ของตนเอง เช่นเดียวกบั ในนทิ านข�ำขนั ของสินชัยเขยเลก็
ที่เลา่ ถึงธรรมเนียมสมยั กอ่ นว่าผู้ชายหากหมายปองหญิงสาวคนใดจะตอ้ ง
ไปกนิ นอน ท�ำงานท่ีเรือนของฝา่ ยสาวเสียก่อน แต่ไมส่ ามารถนอนหอ้ ง
เดยี วกันได้ ดอกแตงไดแ้ สดงความคิดเห็นตรงน้ีวา่
“เขาไมข่ งั แมวไว้กับปลายา่ งหรอก ขนื ท�ำเหมือนพว่ี า่ ขา้ วสาร
ก็กลายเป็นขา้ วสกุ พอด”ี (หนา้ 88)
ก็เปน็ การแสดงค่านยิ มของสงั คมทีใ่ ห้ค่ากบั “ความบรสิ ุทธ”ิ์
ของหญิงสาว มากกว่า “สทิ ธแิ ละเสรภี าพ” เหนือเรือนร่างตัวเอง
เทมิ้ ทดเอง แมจ้ ะเป็นชาย แต่ก็ไม่อาจหนีพน้ ผลกระทบจาก
สังคมชายเปน็ ใหญไ่ ปได้ เพราะการกดข่ขี อง “กริช” ทีม่ คี วามเป็นชาย
แบบเจา้ โลก (hegemony) เหนือชายอน่ื ในบา้ นและยงั เหนือจติ ใจของ
เทม้ิ ทดและสามารถควบคมุ ผ้หู ญงิ ในบา้ นไดท้ กุ คน ในขณะท่ตี ัวเทิม้ ทด
เองก็ถกู ลดทอนความเปน็ ชายดว้ ยรปู ร่างลักษณะท่ีมคี วามเปน็ ชายแบบ
รอง (subordination) คือ หัวลา้ น อนั เป็นที่ลอ้ เลยี นของกริช ตอ่ เมือ่
กริชรู้ชัดแลว้ ว่าเท้ิมทดน้ันมีความสัมพนั ธก์ ับสุนัขจรงิ ๆ เท้ิมทดจงึ ถกู
ลดทอนใหเ้ ป็น ชายชายขอบ (meginalization) ทโี่ รคจิตวิตถาร มี
สมั พันธ์ทางเพศสวนทางกบั แบบทีผ่ ู้ชายปรกติพงึ มี และในเหตุการณท์ ่ถี กู
ไอต้ นี ขาวงับเครอื่ งเพศจนอักเสบระบม เทมิ้ ทดก็ยิ่งสญู เสียอ�ำนาจและ
ความเปน็ ชายไปเร่อื ยๆ จนทา้ ยที่สดุ กส็ ูญส้นิ ความเปน็ คนไปใหก้ ริชอย่าง
สมบรู ณ์
ความอโี รติกอันรื่นรมยบ์ ้าง ไมร่ น่ื รมยบ์ า้ งจาก คนในนทิ าน
ของ กร ศิริวัฒโนน้ัน พสิ ูจน์ใหเ้ หน็ แลว้ ว่าเรือ่ งเพศใชว่ า่ จะมเี พียงแต่
เร่ืองของความปรารถนาของมนษุ ย์ หากแตย่ ึดโยงดว้ ยสังคม คา่ นิยม
42
ทั้งสนิ้ สงั คมสามารถกำ� หนดใหเ้ รอื่ งเพศกลายเป็นเร่ืองขำ� ขนั ก็ได้ กำ� หนด
ใหเ้ พศใดเพศหน่งึ ต้องรบั ผิดชอบกไ็ ด้ หรอื ก�ำหนดให้ใครมอี ำ� นาจก็ยังท�ำได้
สังคมยังกำ� หนดวา่ ความปรกติไม่ปรกตินน้ั เป็นอย่างไร คนในนทิ านได้
กระท�ำการวพิ ากษ์ตวั เองไวอ้ ยา่ งหมดจด ช้ีชวนใหผ้ ูอ้ า่ นสำ� รวจมมุ มอง
เร่อื งเพศของตนเองผา่ นเสียงวิจารณ์ ประชดประชันของตวั ละครทมี่ ตี อ่
เร่ืองเล่าของตวั เอง คนในนทิ านจงึ เป็นนวนิยายท่ีสะทอ้ นสงั คมและ
สะทอ้ นตัวเองไปพรอ้ มๆ กัน เพราะนอกจากผอู้ ่านจะไดท้ บทวนสายตา
ท่มี ตี อ่ “เร่อื งเลา่ ” แล้ว คงตอ้ งทบทวน “เร่อื งเพศ” ท่ีเกิดข้ึนบนสงั คม
ไทย เพ่อื ไมใ่ หม้ ีหญงิ ร้าย ชายเลวทไ่ี หน ตอ้ งกลายเปน็ นางสองแขนใน
สังคมอีกตอ่ ไป
เอกสารอา้ งอิง
สรณฐั ไตลังคะ. (2559). สหวทิ ยาการวศิ าลศิลป.์ กรงุ เทพฯ : ภาควชิ าวรรณคดแี ละ
คณะกรรมการฝา่ ยวิจัยคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร.์
43
รางวลั
รองชนะเลศิ อนั ดบั 2
พทุ ธศกั ราชอสั ดงกบั ทรงจำ� ของทรงจำ�
ของแมวกหุ ลาบดำ� : หนง่ึ รอ้ ยปแี หง่ ความโดดเดยี่ ว
ฉบบั จนี โพน้ ทะเล? และการรอ่ นเรข่ องจติ วญิ ญาณ
นายเถือ่ น
“งานเขียนชิ้นใหมท่ ส่ี ่งให้ วีรพร นิติประภา กลายเป็นนักเขยี น
ดับเบลิ ซไี รต์หญงิ คนแรก ดว้ ยจ�ำนวนงานเขียนเพยี งสองเลม่ และช่วงปขี อง
รางวัลในประเภทนวนยิ ายติดตอ่ กนั ”
“พุทธศกั ราชอสั ดงกบั ทรงจำ� ของทรงจำ� ของแมวกุหลาบดำ� ”
งานเขียนลำ� ดับท่ีสองต่อจากนวนยิ ายเรือ่ งแรกของวีรพร ทไ่ี ด้รบั รางวลั
ซีไรตเ์ ชน่ กนั อยา่ ง “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” พทุ ธศักราชอัสดงฯ
ค่อนขา้ งจะแตกตา่ งจากงานเขยี นเล่มแรกพอสมควรด้วยลกั ษณะการ
เล่าเร่ืองทน่ี ่าตดิ ตาม การนำ� ประเดน็ ทางประวัตศิ าสตร์เข้ามาใชใ้ นลกั ษณะ
การเลา่ เรื่องผา่ นความทรงจำ� ของความทรงจ�ำ ซ่ึงเปน็ กลวิธีที่แปลกใหม่
นา่ สนใจ แต่ส่งิ ท่ียังคงไวข้ องแนวทางการเขยี นงานของวีรพรคือการใช้
ภาษาที่สวยงาม และลกั ษณะความสนใจเฉพาะตน”
หากจะเขียนงานวิจารณน์ วนิยายเรือ่ งนโี้ ดยทว่ั ไป ข้าพเจ้าคงจะ
เร่มิ ตน้ ดว้ ยการเกริ่นถึงพทุ ธศักราชอัสดงฯ อยา่ งขอ้ ความขา้ งตน้ ทที่ ่านได้
อา่ นมาแล้ว และคงร้อื โครงสรา้ งของนวนยิ ายเรอ่ื งนี้ออกมาเปน็ สว่ นๆ เพอื่
วิจารณ์ เช่น ช่ือเรื่องทีน่ า่ สนใจ วธิ กี ารเลา่ ทก่ี ระตุ้นเรา้ ใหผ้ ู้อา่ นตดิ ตามจน
ตลอดเรื่อง โครงเร่ืองทสี่ ลับซบั ซ้อน พฤตกิ รรมของตวั ละครทม่ี เี อกลักษณ์
น่าฉงนฉงาย การผูกเรื่องเล่าของตระกูลต้ังใหเ้ ชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทาง
45
ประวตั ิศาสตร์ แตข่ ้าพเจ้าหาทำ� อยา่ งนั้นไดก้ บั เรื่องน้ี
ด้วยความโดดเดน่ และการได้รบั รางวลั ซีไรตข์ องตวั เรอื่ ง ทำ� ให้
มีผ้วู ิจารณเ์ รื่องนอี้ ย่างมากมายหลายทศิ ทาง ย่งิ เม่ือไดอ้ า่ นบทวจิ ารณ์
“การเดินทางสู่อสั ดง” ของ รศ.ยุรฉัตร บญุ สนิท ในภาษาสรร วรรณกรรม
สาร ท่หี มดจดแจม่ แจง้ และตรงตามใจ (อาจเหนือกวา่ ความสามารถ
ท่ขี า้ พเจ้าจะทำ� ได)้ ขา้ พเจา้ กจ็ �ำจะตอ้ งหาแนวทางท่จี ะเขียนถึงพุทธ
ศกั ราชอัสดงฯ เสยี ใหม่ พลันความคดิ แรกทเ่ี คยผุดขึน้ ขณะเม่อื อา่ น
หน้าสดุ ทา้ ยของหนังสอื เล่มน้ีจบก็หวนกลบั มา ขณะวนิ าทนี ั้นขา้ พเจ้า
คิดถงึ “หนงึ่ ร้อยปีแหง่ ความโดดเดย่ี ว” (One Hundred Years of
Solitude) ของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ด้วยหลายส่วนท่ีส�ำคญั ใน
พทุ ธศักราชอัสดงฯ เป็นการเลือกเล่าเรอ่ื งในแนวงานเขียนแบบ “สัจนยิ ม
มหัศจรรย์” การวางโครงเรอ่ื งทำ� ให้คิดถงึ งานเขียนประเภทน้ี อยา่ งท่ี
พดู ถงึ โศกนาฏกรรมความสมั พันธ์ของคนในครอบครวั คำ� สาปประจ�ำ
ตระกูล ความเป็นไปของสงั คมการเมอื ง และจดุ เร่ิมต้นจนถึงจุดสิ้นสดุ
ของตระกลู ตระกลู หน่งึ เช่นกนั ข้าพเจ้าจึงตอ้ งการจะพูดถึงเน้อื หาใน
ประเดน็ น้ี
แตจ่ ากหวั ขอ้ บทวจิ ารณ์ “หนึง่ ร้อยปแี หง่ ความโดดเดีย่ วฉบับ
จนี โพ้นทะเล และการร่อนเรข่ องจติ วญิ ญาณ” นี้ หากท่านผ้อู ่านเข้าใจ
ว่าข้าพเจ้าจะสอ่ื ไปในทางที่ว่า ผู้เขียนลอกเลยี นนวนยิ ายชือ่ ดังนัน้ เหน็ ที
ว่าท่านคงเขา้ ใจผิดถนัด ขอใหล้ องอา่ นบทวจิ ารณน์ ใ้ี หถ้ ึงค�ำสุดท้ายเสยี
กอ่ น เพราะข้าพเจา้ เชื่อถืออยูเ่ สมอว่า มนุษยใ์ นโลกใบกลมนีต้ ่างตอ้ ง
ผา่ นเหตกุ ารณ์นานัปการเชน่ กนั ทกุ เชื้อชาตเิ ผ่าพนั ธุ์ มที งั้ เหมือนและ
แตกตา่ ง คงไม่ใช่เรื่องผิดประหลาดแต่อย่างใดหากคนสองซกี โลกจะ
เคยเผชญิ หนา้ กบั เหตกุ ารณค์ ล้ายๆ กัน และปฏบิ ตั ติ ่อเหตุการณ์น้ัน
คล้ายๆ กัน เพราะเราตา่ งเปน็ ผู้รว่ มชะตากรรมในโลกใบนี้ มิฉะนั้นแลว้
46
Oedipus the king ของไซโฟคลสี กบั “ต�ำนานพระยากง-พระยาพาน”
และโรมโิ อ-จูเลียต ของเชกสเปียร์ กบั “แผลเก่า” ของ ไม้ เมอื งเดมิ
คงตอ้ งมใี ครลอกใครเปน็ แน่
แบบเรือ่ งทเี่ หมือนกนั จึงส่งผลใหเ้ กดิ การจัดหมวดหมู่ ดัชนี
อนภุ าคของแบบเรือ่ งต่างๆ ฉะน้ันขอใหเ้ ปดิ ใจและรับฟงั เถิดว่าข้าพเจ้า
มไิ ด้มเี จตนาจะปรักปรำ� ผเู้ ขียนเร่ืองพุทธศกั ราชอัสดงฯ แตอ่ ยา่ งใด เพียง
แตต่ อ้ งการช้ใี ห้เหน็ บทเรียนของมนุษยชาตผิ ่านนวนยิ ายชอื่ ดงั สองเรอื่ ง
(ทข่ี ้าพเจา้ รกั สดุ หวั ใจ) วา่ คนเรานน้ั มสี นั ดานอยา่ งหน่ึงคือ ชอบทำ� ผดิ
เรอื่ งเดิมๆ ซ้ำ� ซาก เราจึงกอดคอกันรว่ มตายเกิดวนเวยี นในสังสารวฏั น้ี
มใิ ช่แต่เรื่องเฉพาะตน บ้านนี้เมอื งนกี้ เ็ ชน่ กัน เราวนกลบั มาทเี่ ดิมซ้ำ� แล้ว
ซ้�ำเล่า นน่ั เองท่ีเป็นประการหนง่ึ ของใจความส�ำคัญของนวนยิ ายสอง
เรื่องน้ี คงเพราะเราไมเ่ คยมที รงจ�ำอะไรเลยในกะโหลกหนาๆ นี้ หาก
ทา่ นอ่านนวนิยายท้ังสองเรือ่ งและบทวจิ ารณน์ ี้จบ หวังว่าจะมีทรงจ�ำท่ี
ถึงจะเป็นทรงจำ� ของผู้อืน่ ติดอยเู่ สียบ้างกย็ งั ดี
นวนยิ ายชือ่ ยาว กับ นวนิยายเร่อื งยาว
และเร่อื งเล่าของสองตระกูล
คงปฏิเสธไมไ่ ดห้ ากจะเรยี ก พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำ� ของ
ทรงจ�ำของแมวกหุ ลาบดำ� ในสมญา นวนิยายชอ่ื ยาว ทง้ั ยังโดดเด่นใน
แงข่ องการตดั คำ� (ทรงจำ� ) นำ� มาซ้อนทบั กนั สองค�ำ ทำ� ให้เพยี งแค่
ชอื่ เรอ่ื งกแ็ ฝงนยั ใหผ้ ูอ้ า่ นต้องขบคิดกันอยนู่ าน ด้านหนึง่ ร้อยปแี หง่ ความ
โดดเดี่ยว ช่ือเรื่องก็สามารถสรา้ งจนิ ตภาพให้กับผอู้ ่านเหน็ ความยาว
นานของช่วงเวลา และการคาดคะเนจากจ�ำนวนหน้าดว้ ยนนั้ ยิ่งเพม่ิ
ความรสู้ ึกยาวนานมากขึ้นอกี ท้งั เวลาในตวั เร่ืองและเวลาท่ีใชอ้ า่ น แต่
เมือ่ อ่านจบท้ังสองเรือ่ งแล้วน้ัน ผ้อู ่านกลบั เข้าใจความหมายของชื่อเรือ่ ง
47
ไดอ้ ยา่ งแจม่ ชดั ทงั้ อัสดง ของตระกูลตง้ั ทีค่ ล้อยลงต�่ำเรอ่ื ยๆ กระทั่ง
ลับหายจากขอบฟา้ ทรงจ�ำของทรงจำ� ที่ ดาว มมี นั เลืองรางเพราะเธอ
ไมเ่ คยมีส่วนได้รบั รู้โดยตรง และ หน่ึงรอ้ ยปี ทคี่ วามจรงิ ในตวั เร่ือง
มากกว่ารอ้ ยปถี ว้ น แต่จะสกั ก่รี อ้ ยปีความโดดเดยี่ ว กไ็ ม่มีวนั ห่างหาย
จากใจผคู้ นในมาคอนโดได้ ความเหมือนตา่ งและบางส่งิ ท่ีนวนยิ ายสอง
เรือ่ งนี้มีร่วมกนั อาจค่อยๆ ปรากฏชดั นับจากนี้
ผังเปรยี บเทยี บความเหมือนต่างในองคป์ ระกอบของนวนยิ าย
ทงั้ สองเรอ่ื ง
ตระกลู บูเอนดยิ า ตระกลู ต้งั
มาคอนโด แปดริ้ว
7 ช่ัวอายคุ น 3 ช่ัวอายุคน
อาณานคิ ม-ปฏวิ ัติ-ปฏิวัตกิ ล้วย ปฏวิ ัต-ิ WWII-ColdWar
หอ้ งแหง่ ความโดดเดยี่ ว ห้องสายฝน
ค�ำสาปลกู มีหางเหมอื นหม ู ค�ำสาปตายด้วยนำ�้
สว่ นส�ำคัญทเ่ี ปน็ จดุ เดน่ ของเรอื่ งราวทงั้ สองคอื การเปิดเรือ่ ง
จุดแตกหัก และการคลายปมที่จดุ จบ ซ่งึ ท้งั สองเรอ่ื งมคี วามโดดเดน่
นา่ สนใจชวนใหผ้ ู้อา่ นตดิ ตาม ในการเปดิ เรือ่ งน้นั ทั้งสองใช้รปู แบบของ
ความซบั ซ้อนทางดา้ นเวลาและเหตกุ ารณเ์ ข้ามาใช้ โดยหน่งึ รอ้ ยปฯี
เปิดเรอื่ งดว้ ยความคดิ ของตวั ละครในอนาคตท่ยี อ้ นคิดถงึ ประสบการณ์
เมอื่ เปน็ เดก็ แลว้ เร่อื งราวก็เร่มิ เลา่ จากจุดนน้ั จะเห็นไดว้ ่าเป็นกลวิธี
การเลา่ ท่มี ีชนั้ เชิงอยา่ งยิ่งในการเรยี บเรยี งระบบความคดิ ถ้อยค�ำและ
เหตกุ ารณ์ ทำ� ให้ภาคอดตี ปัจจุบัน และอนาคตรวมกนั เปน็ เส้นเวลา
48
เดยี วท่บี ดิ เบย้ี วและวนกลับไปมาคล้ายกบั ไร้ทสี่ ิน้ สุด
“อีกหลายปตี อ่ มา เมอ่ื เขายืนอย่หู นา้ แถวทหารผูท้ ำ� หนา้ ท่ี
ประหารชวี ิต... พนั เอกออเรลยิ าโน...หวนร�ำลึกไปถึงบา่ ยวันหน่ึงเมื่อนาน
มาแล้วที่พ่อพาเขาไปดูน้ำ� แข็งทเี่ พิง่ คน้ พบ” (มาร์เกซ, 2557 : 21)1
พุทธศกั ราชอัสดงฯ เองกม็ ีวธิ กี ารเปิดเรือ่ งที่น่าสนใจไมแ่ พ้กัน
คลา้ ยกบั ผู้อ่านตอ้ งอ้มุ ระเบดิ เวลาของความสงสัยเอาไว้ ย่ิงเวลาด�ำเนิน
ไปเรื่อยๆ ด้วยการอา่ น เขายิ่งจดจอ่ และสงสยั เมอ่ื ถึงจุดส้นิ สุดและมัน
ระเบดิ ออก เขากท็ ำ� ไดเ้ พียงพลิกกลบั มาทจ่ี ดุ เรม่ิ ต้นแล้วร้อง ออ๋ ! เพราะ
ตวั ละคร ดาว ทไี่ ม่มีความแน่ชัดอะไรเลยแมแ้ ต่เพศ (ใชส้ รรพนามวา่
เขา) และหลายๆ อยา่ งผู้เขียนบอกเปน็ นยั ให้คุณทราบไวแ้ ลว้ ตลอดทง้ั
เรื่อง
“วนั ละสองครัง้ ตอนสายกับบา่ ยแก่ รถไฟจะแล่นผ่าน ทนั ใด
บ้านที่น่ิงงันกับมดื ทมึ ตลอดเวลานน้ั กจ็ ะฟืน้ ตืน่ อกึ ทกึ ครึกโครมดว้ ย
ชีวติ ชวี า” (วรี พร, 2557 : 11)
นี่เองเปน็ เสน่หข์ องงานเขียนแนวสจั นยิ มมหศั จรรย์ ทีเ่ ป็น
ความก�้ำก่ึงระหวา่ งโลกความจรงิ และความเหนอื จริง ซง่ึ เราไม่อาจแยก
ไดอ้ ย่างช้ชี ัดวา่ ด้านใดมากหรอื น้อยกว่าเทา่ ใดกันแน่ สง่ิ เหนือธรรมชาติ
ตา่ งๆ ในเรือ่ งท้ังสองผสมปนเปอย่กู ับประวัตศิ าสตร์ แต่ก็ไม่สามารถ
เรยี กได้อยา่ งเตม็ ปากวา่ เปน็ เร่อื งจริง กึง่ วา่ จะใช่ กงึ่ ว่าจะไม่ ดงั ในหนงึ่
ร้อยปฯี ท่ีชว่ งเวลาในการเล่าเรื่องคาบเกยี่ วกับประวัตศิ าสตร์โคลอมเบีย
ตงั้ แตก่ ารตกเปน็ อาณานคิ ม การปฏิวตั ิปลดแอกสงครามกลางเมอื ง และ
การปฏวิ ัตกิ ล้วยท่ีมีการสงั หารหม่ผู ใู้ ช้แรงงาน พุทธศักราชอัสดงฯ ตวั
บทเองก็เรม่ิ ตน้ ตงั้ แตก่ อ่ นการปฏิวตั ิ 2475 สงครามโลกครั้งที่สอง กบฏ
1 หนึง่ รอ้ ยปีแหง่ ความโดดเดีย่ ว แปลโดย ปณิธาน-ร.จนั เสน, กรงุ เทพฯ: สำ� นักพมิ พ์สามัญชน, 2557
(ใช้ฉบบั แปลนเี้ ปน็ หลัก)
49