วจิ ารณค์ ดี (4)
อาการ ‘ชา่ ง’ ของนกั วจิ ารณ์ : ชา่ งขดี ชา่ งเขยี น
จรญู พร ปรปักษ์ประลัย
รจิ ะเป็นนกั วจิ ารณต์ อ้ งคดิ ให้คม เขียนให้เกิดประกายแวววาว
บางคนคดิ ไดแ้ ต่เขียนไมไ่ ด้ บางคนชน้ั เชงิ การเขียนแพรวพราว แต่พอ
แหวกมา่ นภาษาเขา้ ไปกลบั กลวงโบ๋ ไมม่ อี ะไรอยู่ในน้นั เลย
คนจะคิดอะไรคมๆ ได้ตอ้ งชา่ งคดิ สนกุ ทีไ่ ด้คดิ สนใจความคิด
คนอ่นื สงสัยโนน่ นีน่ ่ันไปหมด และไมห่ ยุดที่จะหาค�ำตอบ
หลายคนมองว่านักวิจารณเ์ ป็นเหมือนนกั วิทยาศาสตร์ ท่ี
ใชอ้ ปุ กรณเ์ คร่ืองมือในการตรวจสอบส่งิ ต่างๆ จนได้ผลลัพธ์ที่ถกู ต้อง
ตรงเผงออกมา ถา้ เป็นอย่างนนั้ จรงิ เอไอหรอื ปญั ญาประดิษฐก์ ค็ งเป็น
สุดยอดนกั วิจารณ์ไปแลว้ แตใ่ นความเปน็ จรงิ นกั วิจารณไ์ มไ่ ด้ท�ำอะไร
ตรงไปตรงมาขนาดนน้ั หรอกครับ
บางดา้ นนักวิจารณอ์ าจเหมอื นนกั วทิ ยาศาสตร์ แต่พรอ้ มกัน
นั้น นักวจิ ารณ์ยงั เปน็ ศิลปนิ ด้วย เราท�ำงานโดยหยบิ ของตา่ งๆ มา
แยกเปน็ ชนิ้ เล็กชิ้นนอ้ ยเพ่อื ทำ� ความเขา้ ใจ จากนนั้ จงึ ประกอบชน้ิ สว่ น
เหลา่ นน้ั เขา้ กบั ชิ้นสว่ นท่ีหามาจากทอ่ี นื่ เสริมดว้ ยชน้ิ สว่ นท่เี ราสร้างขน้ึ
ใหม่ จนกลายเปน็ ผลงานทีเ่ รียกว่าบทวิจารณ์ขน้ึ มา
เคล็ดลับของการคิดคือตอ้ งขยนั คดิ เคล็ดลบั ของการเขียน
ก็ครือกนั ต้องหมนั่ เขียน อยา่ ไปไหนโดยไมม่ ีกระดาษปากกาตดิ ตัวไป
ดว้ ย บางคนอาจถนัดพมิ พบ์ นหนา้ จอมากกวา่ กไ็ มผ่ ดิ กติกาแตอ่ ย่างใด
250
ขอให้ไดเ้ ขียนกแ็ ลว้ กนั
ในฐานะคนที่เรียนมาทางดา้ นส่อื สารมวลชน ผมบอกใคร
ตอ่ ใครอยู่เสมอวา่ การเขียนทด่ี ตี อ้ งส่อื ส่ิงที่ผ้เู ขียนอยากจะบอกได้ ถ้า
เราอยากบอกตวั เอง ก็เขยี นลงสมดุ บนั ทกึ สว่ นตัว ถ้าอยากบอกใคร
คนใดคนหนึง่ กเ็ ขียนเปน็ จดหมาย ถ้าอยากบอกคนเยอะๆ กต็ ้องเขยี น
เปน็ บทความ ความเรียง สารคดี นวนิยาย เรอ่ื งสั้น กวนี ิพนธ์ บทละคร
ฯลฯ เผยแพร่ในสื่อตา่ งๆ
เขียนให้ตัวเองอา่ นนัน้ ง่ายที่สดุ ครบั ถงึ ขนาดนั้นก็ยงั มีบางคน
ท่ีพอกลบั มาอ่านอะไรๆ ทีต่ ัวเองเขียนไว้แลว้ มนึ ตบึ ประเภทนถ้ี อื ว่า
สมรรถภาพทางการส่ือสารบกพรอ่ งครับ ให้หมอรกั ษาหรอื กนิ ยาแก้ก็
ไม่ได้ ตอ้ งเพียรอา่ นเพียรเขียนเยอะๆ แลว้ อาการจะดีขึ้น
เขยี นให้คนใดคนหนึง่ อ่านก็ไม่ยาก เพราะคนทเ่ี ราเขยี นใหอ้ า่ น
มกั เปน็ คนท่เี รารู้จักมกั คุ้น อยใู่ นแวดวงเดยี วกัน หรอื ไม่ก็มปี ระสบการณ์
บางอยา่ งร่วมกัน จงึ พอเดาทางกนั ได้ เขยี นงงๆ ใชค้ �ำแปลกๆ แปร่งๆ
ไปบ้างกย็ ังรเู้ ร่ือง
ท่คี นสว่ นใหญค่ ิดว่ายากทส่ี ุดคือการเขียนใหค้ นวงกวา้ งอา่ น
ยากเพราะคนทจี่ ะหยิบมาอ่านนนั้ เป็นใครกไ็ ม่รู้ เดก็ ผูใ้ หญ่ ผหู้ ญิงผชู้ าย
จบด็อกเตอรห์ รอื แค่ ป.4 โรงเรยี นวดั เป็นเจา้ ของกิจการหรือตกงาน
ตลอดชพี ฯลฯ
หลักการขอ้ แรก อยา่ พยายามเขยี นใหท้ กุ คนอา่ น คนเรามัก
โลภ เขยี นอะไรไปกค็ ิดวา่ ทุกคนจะต้องไดอ้ ่าน จริงๆ แลว้ เป็นไปไมไ่ ด้
เลยที่จะมงี านเขียนแบบน้ัน สิง่ ที่เราต้องทำ� คือ มองใหช้ ัดว่าใครเป็นคน
อา่ นงานของเรา
ยกตัวอย่างเชน่ ถา้ คุณเขียนบทความหรอื บทวิจารณล์ งใน
วารสารวิชาการตา่ งๆ แนน่ อน คนอา่ นของคณุ คงเป็นคนในแวดวง
251
วิชาการ อย่างน้อยทส่ี ุดกน็ สิ ติ นักศึกษาทเี่ รียนมาในสายนี้ ดงั นั้นคน
เหลา่ นี้ย่อมมีภมู ิรู้ คณุ จะวชิ าการวิชาเกนิ สักแคไ่ หนกไ็ ด้ ภาษาทใ่ี ชก้ ็อาจ
ตอ้ งแตง่ เน้ือแตง่ ตวั ให้ดสู ุภาพ น่าเชอ่ื ถอื ไมห่ ลุดลยุ่ ล�ำลองมากนัก
แต่ถา้ คณุ เปล่ยี นเวที มาเขียนลงหน้าหนังสอื พิมพห์ รอื นิตยสาร
คุณกค็ วรถอดชุดทางการออก เปลย่ี นให้สบายๆ มากข้ึน ใชภ้ าษางา่ ยๆ
ไมว่ ิชาการหรือเตม็ พรืดไปดว้ ยศพั ท์เฉพาะทาง อย่าท�ำแบบบางคนที่
หนกั ขอ้ ถึงขนั้ บญั ญัติศัพท์ขน้ึ มาเอง เขียนเองรูเ้ ร่ืองเองคนเดยี ว แบบน้ี
จ๊กิ โกร๋ ่นุ ก่อนคงแซววา่ “เท่แต่กนิ ไม่ได”้
คำ� แนะนำ� ท่ฝี ากไว้พิจารณาคอื เขยี นใหง้ า่ ยที่สุดเทา่ ทีจ่ ะ
งา่ ยได้ อยา่ พยายามทำ� เรือ่ งงา่ ยให้เป็นเรื่องยาก เพราะคิดไปเองวา่ อะไร
ที่ดยู ากๆ อา่ นไมค่ อ่ ยรู้เรอื่ งคอื เจ๋งและลำ้� ลกึ ตอ้ งเปล่ยี นเรื่องยากใหเ้ ปน็
เรอ่ื งง่าย จะคม - ลึก - เท่ยงั ไงกไ็ ด้ แตต่ ้องงา่ ยเขา้ ไว้
นอกจากง่ายแล้ว ตอ้ งเขยี นให้สนุกด้วย หลายคนพอตัง้ ท่า
จะเขียนบทวิจารณ์กว็ างมาดเคร่งขรึมไวเ้ ลย ภาษาทใ่ี ช้กข็ ึงขังจรงิ จงั ไป
หมด อ่านไปกร็ ูส้ ึกเหมือนหนังสอื หนักขน้ึ ๆ จนไมร่ ู้วา่ มันจะหนกั ไปถงึ ไหน
ท่จี ริงในบ้านเรามนี กั วจิ ารณไ์ มน่ อ้ ยที่เขยี นแล้วอ่านเพลิน
ตงั้ แตร่ ุ่นอาจารย์บญุ เหลอื เทพยสุวรรณ อาจารย์เจตนา นาควัชระ
อาจารย์ดวงมน จติ ร์จ�ำนงค์ อาจารยช์ ูศกั ดิ์ ภัทรกุลวณชิ ย์ อาจารยธ์ เนศ
เวศรภ์ าดา อาจารย์ชมัยภร บางคมบาง (ไพลิน รุง้ รัตน)์ อาจารย์พิเชฐ
แสงทอง (สายพณิ ปัทมบรรณ) หรอื ที่แขวนปากกาไปแลว้ อย่าง สมพงษ์
ทวี (ดอกไม้ดำ� ) กม็ ลี ูกเล่นลลี าน่าอ่านอย่ไู มน่ ้อย
ถา้ เรายดึ ตามแนวทาง “ศลิ ปะสอ่ งทางถงึ กนั ” ของอาจารย์
เจตนา นาควัชระ นอกจากบทวิจารณ์วรรณกรรมแล้ว เราก็ควรขา้ ม
สายไปอ่านบทวิจารณห์ นัง บทวิจารณเ์ พลง บทวิจารณศ์ ลิ ปะ และบท
วจิ ารณ์อืน่ ๆ ด้วย สง่ิ ทเี่ ราจะได้จากบทวิจารณ์เหลา่ นีค้ อื สำ� บัดส�ำนวน
252
ที่แตกต่างออกไป ท้ังการใชค้ ำ� น�ำ้ เสียง และอารมณใ์ นน้ัน ถา้ หยบิ ยมื
มาใช้ได้ กอ็ ย่าลงั เลทีจ่ ะน�ำมาใช้กับบทวิจารณ์วรรณกรรม ซ่ึงใครๆ มกั
มองวา่ เป็นของยาก อา่ นทีไม่ตา่ งจากซดยาขมหม้อใหญด่ ว้ ยความทกุ ข์
ทรมาน
ท่แี นน่ อนที่สุด ตอ้ งอ่านหนงั สอื ใหห้ ลากหลาย ต้งั แตบ่ ทความ
ในหนังสือพิมพ์ สารคดแี ละนวนยิ ายทกุ แนว ไปจนถึงคัมภีรศ์ าสนา
ท้ังหลาย ทุกสงิ่ ทคี่ ุณอา่ นจะคอ่ ยๆ ผสมผสาน หลอมรวมมาเป็นส�ำนวน
ภาษาของคณุ เอง
พอคณุ หาแนวทางของตวั เองเจอแลว้ ตอ่ จากน้ันกไ็ มใ่ ชเ่ ร่ือง
ยากทีจ่ ะปรบั ระดับของภาษาใหเ้ ปลี่ยนไปเป็นแบบตา่ งๆ เพอื่ ใหเ้ หมาะ
กับส่ือท่ีคณุ ใช้เป็นพื้นที่นำ� เสนอ
ทีแรกผมต้ังใจจะเลา่ เรอ่ื งการเขยี นแบบรวบหวั รวบหางใหจ้ บ
ในตอนเดยี ว แต่ดูท่าจะไมไ่ ดแ้ ลว้ ครบั ขอโทษทีฝ่ อยฟุง้ กระจายไปหน่อย
หวังว่าคงไม่เบอ่ื กนั ซะกอ่ น ตอนหนา้ มาว่าเรอ่ื งการเขียนกนั ตอ่ แตจ่ ะ
ตอ่ ไปได้ถึงไหน ติดตามอ่านดกู นั เองนะครับ.
253
วจิ ารณค์ ดี (5)
อาการ ‘ชา่ ง’ ของนกั วจิ ารณ์ : ชา่ งรอ้ ยเรยี ง
จรูญพร ปรปกั ษ์ประลยั
ปญั หาหนง่ึ ของบทวิจารณ์อย่ทู กี่ ารร้อยเรยี ง หลายคนอ่าน
หนงั สือแตกกระจุย คิดวิเคราะห์ตีความไดค้ มกรบิ แตพ่ อต้องลงมอื เขียน
กลบั วกไปวนมา เหมอื นนึกอะไรได้กใ็ ส่ไปกอ่ น เน้อื หาเลยไมค่ ่อยปะติด
ปะตอ่ กระโดดไปทางนั้นทที างนท้ี ี ไมม่ กี ารลำ� ดับความคิดท่ีดี
ส�ำหรับผม นี่ถอื เปน็ บทวจิ ารณ์ทป่ี ่วยครบั
วิธรี ักษาให้นึกถึงยา 3 เมด็ ยาประเภทอืน่ ๆ อาจกนิ เช้า
กลางวัน และเย็น แตย่ าของเราคอื เปดิ เรือ่ ง ดำ� เนินเรื่อง และปดิ เรอ่ื ง
ซ่ึงเปน็ สามสว่ นหลักๆ ทต่ี อ้ งมีในบทวจิ ารณ์
ยาเมด็ แรก การเปิดเรอ่ื ง ไลก่ ันไปต้ังแต่ชอื่ บทวจิ ารณเ์ ลย พวก
ปว่ ยหนกั ๆ มกั ไมต่ ง้ั ช่อื บทวจิ ารณ์ เขียนวิจารณ์อะไรกใ็ สช่ ่อื บทประพันธ์
ลงไปเลย อยา่ งเชน่ “บุพเพสันนิวาส โดย รอมแพง” เขยี นมาแบบนี้
จะให้เข้าใจวา่ อย่างไร
แลว้ ลองคดิ ดู ถา้ มคี นเขียนวิจารณ์ “บุพเพสันนิวาส” สกั
รอ้ ยคน ไมง่ งกันหมดเหรอ ว่าบทวจิ ารณไ์ หนเปน็ ของใคร
ชอื่ บทวจิ ารณ์ท่ดี ตี อ้ งสอดคล้องกับประเด็นท่หี ยิบมาวิจารณ์
เหมือนเปน็ ป้ายบอกทางใหค้ นอา่ นรู้ว่าจะไปทางไหน ไม่ใชบ่ อกขา้ งหนา้
เป็นนำ�้ ตก เดนิ เข้าไปจรงิ ๆ กลับเจอแต่ถ้�ำ ไมม่ ีนำ�้ สกั หยด
ชื่อต้องบอกใหพ้ อร้วู ่า ผ้อู ่านจะเจออะไรข้างหน้า แต่เป็น
254
การบอกแบบยัว่ ให้อยาก ไมใ่ ช่บอกกนั โต้งๆ จนหมดเปลือก ไม่เหลอื
อะไรใหค้ น้ หาอีกตอ่ ไป
การต้งั ชอ่ื ไมว่ า่ จะเป็นชือ่ อะไร ยากทัง้ น้นั ครับ แต่ไม่ว่ายังไง
ก็ละเลยไม่ไดเ้ ด็ดขาด เพราะชอ่ื ดีย่อมมีชัยต้งั แต่ตน้ ครับ
จากช่อื บทวจิ ารณก์ ม็ าถึงการเกร่นิ นำ� ส่วนนีแ้ ยกยอ่ ยลงไป
ได้อกี เปน็ ส่วนท่บี อกทมี่ าของงานที่เราหยบิ มา อาทิ เป็นงานของใคร
ตีพิมพ์ท่ีไหนเมือ่ ไร เคยมีใครพูดถงึ อย่างไร หรอื เคยไดร้ างวลั อะไรมาบา้ ง
เป็นต้น
ส่วนของเนื้อหาโดยรวม ตรงนตี้ อ้ งใชท้ ักษะการย่อความครับ
อย่างท่ผี มเคยบอก เขียนให้ส้นั กระชบั ไดใ้ จความ อยา่ เยน่ิ เยอ้ ยดื ยาว
ยงุ่ เหยิง ใหผ้ อู้ า่ นพอรู้ว่าเปน็ เรอ่ื งเกีย่ วกับอะไร เรอ่ื งราวยอ่ ๆ เป็นอยา่ งไร
ใครเป็นใครกนั บา้ ง
สว่ นของประเด็นวจิ ารณ์ คุณจะหยิบประเด็นไหนมาเขียน
ก็ต้องเปิดกันตงั้ แตเ่ น่ินๆ ไม่ใชล่ ากผู้อา่ นไปครึง่ ทางแล้ว ถึงค่อยมาเปิด
ประเด็น แบบน้ชี ้าไปครับ
ส่วนของเคร่อื งมือหรอื ทฤษฎที ่นี �ำมาใช้ กต็ อ้ งบอกไวแ้ ตแ่ รก
เหมอื นกนั ถือเป็นข้อตกลงระหวา่ งผู้วิจารณ์กับผู้อา่ น ว่าเราจะมองงาน
ด้วยกรอบอะไร กรอบนน้ั มหี ลกั การอย่างไร ถา้ เราไมบ่ อกผู้อ่านไวก้ ่อน
อาจมีคนที่ตามไม่ทัน อา่ นแล้วมึนหวั เหมอื นเปน็ โรคบา้ นหมุน จากน้นั ก็
เลิกอ่านบทวจิ ารณ์ของเราตอ่
สว่ นย่อยๆ ทีร่ วมกนั อยูใ่ นการเปิดเรือ่ ง สามารถสลับท่กี นั ได้
แตร่ วมกนั แลว้ ต้องไมย่ าวเกนิ ไป แนะน�ำว่าอยา่ ให้เกิน 1 ใน 4 หรือ 25
เปอรเ์ ซน็ ต์ของบทวจิ ารณ์ เพราะถา้ ยาวกว่านี้ คนอ่านจะรูส้ ึกว่าอืดอาด
ไมเ่ ขา้ เรื่องซะที
ยาเมด็ ที่สอง การขยายเรื่อง เป็นก้อนทใ่ี หญท่ ่สี ุด เพราะต้อง
255
ใหร้ ายละเอยี ดอยา่ งครบถว้ นกระบวนความ ว่าจากประเด็นท่เี ราเปิดไว้
มอี งค์ประกอบไหนที่สอดคลอ้ งกนั บา้ ง เช่น ถา้ คณุ จะวจิ ารณก์ าร์ตูน
โดราเอมอน โดยจบั ประเด็นสังคมผ้ชู ายเปน็ ใหญ่ คุณกต็ อ้ งคอ่ ยๆ ชใ้ี ห้
เห็นทลี ะจุด ตัง้ แต่จ�ำนวนตัวละครชายและหญิงทีแ่ ตกตา่ งกนั มาก
บทบาทและความสำ� คัญของตวั ละครชายและหญิง ทศั นะที่ตวั ละครชาย
มตี ่อผู้หญงิ ทศั นะท่ีตวั ละครหญิงมตี อ่ ตัวเอง เหตกุ ารณ์ทมี่ ักเกดิ ข้นึ ซำ้� ๆ
ระหว่างตวั ละครหญิง–ชาย บทพดู ของตวั ละครตา่ งๆ ทแ่ี ฝงทศั นะชาย
เป็นใหญ่ เปน็ ต้น
สว่ นน้ตี ้องจบั ให้มน่ั ค้ันใหต้ าย อยา่ แกว่งไปหาประเด็นอ่ืน
เชน่ ถ้าจะจับประเด็นสงั คมผู้ชายเปน็ ใหญ่ กไ็ ม่จ�ำเปน็ ตอ้ งเสยี เวลาบอก
ผอู้ า่ นว่า โดราเอมอนเป็นการ์ตนู ท่มี จี ุดเดน่ อย่ตู รงของวเิ ศษในกระเป๋า
หนา้ ทอ้ งโดราเอมอน จากนน้ั กร็ ่ายยาวถงึ ของวเิ ศษแต่ละอยา่ ง ราวกบั
รายการทีวชี ้อปป้ิง
ถ้าจะพดู ถงึ ของวเิ ศษ ก็หยิบมาเฉพาะทส่ี อดคล้องกับประเดน็
น้ี เช่น ของวเิ ศษตา่ งๆ แฝงแนวคดิ เรื่องผ้ชู ายเป็นใหญ่ไว้แค่ไหนอย่างไร
หากไม่มอี ะไรเดน่ ชดั อาจไมต่ ้องพูดถงึ ของวิเศษเลยก็ได้
นอกจากรายละเอยี ดในตวั บทแล้ว เรายงั สามารถหยิบยก
แนวคิด ทฤษฎี วาทะ หรอื นำ� ตวั บทอ่นื มาเปรียบเทียบ เพือ่ เพ่ิมนำ้� หนกั
ให้แกป่ ระเด็นท่นี ำ� เสนอ แต่กต็ อ้ งระวังวา่ หยบิ มาแต่พอดี ไม่ใชย่ กคำ�
พดู คนนั้นคนน้ีมาใสจ่ นเปรอะไปหมด หรอื อธิบายทฤษฎียาวเหยยี ดจน
ดูเหมอื นต�ำรา หรอื ถ้าจะเอางานอ่ืนมาวางเทียบ กอ็ ยา่ ใหง้ านนนั้ เยอะ
จนกลบงานทเ่ี ราวิจารณ์
อย่างท่ีบอก ส่วนนีเ้ ปน็ กอ้ นท่ีใหญ่ท่ีสดุ คอื อย่างน้อยครง่ึ หนึ่ง
ของบทวจิ ารณ์ เพราะฉะน้ันตอ้ งลำ� ดับความคดิ ใหด้ ี อยา่ เขยี นวกไป
วนมา จับจุดไหนกไ็ ล่ไปใหจ้ บ ไมใ่ ชเ่ ปลี่ยนไปพดู เรอื่ งอนื่ แล้ว กว็ น
256
กลบั มาพดู เรอ่ื งเดิมอกี เหมือนไมไ่ ปไหนสกั ที
ยาเม็ดสดุ ทา้ ย การปดิ เรื่อง เป็นการสรุปประเดน็ ที่เปิดไว้
และขยายให้เห็นรายละเอยี ดต่างๆ จนครบหมดแล้ว เราปดิ ได้สองแบบ
หน่ึง ปดิ แบบปดิ เปน็ การฟนั ธงฉบั ลงไปเลย วา่ จากประเด็นที่
วางไว้ เราคิดเหน็ อยา่ งไร
สอง ปดิ แบบเปิด เป็นการไม่สรปุ ตายตัว แต่ใหผ้ ้อู ่านนำ� ไป
คิดตอ่ ขยายความคิด หรอื ตดั สนิ ด้วยตวั เอง จากที่เราวางประเดน็ และ
แจกแจงไวใ้ ห้
ถา้ จะมกี ารประเมนิ คุณค่า ก็ใสไ่ วต้ รงส่วนน้ี ว่าสดุ ท้ายแลว้
คณุ มองงานที่หยิบมาอย่างไร ดีหรือเลว ถกู หรือผดิ ยำ่� อยู่กบั ที่หรอื มี
พัฒนาการ สร้างความแปลกใหม่หรือเปน็ แค่การผลติ ซำ้� ฯลฯ
แตก่ ารประเมนิ คณุ คา่ ก็ตอ้ งไม่หลุดจากประเด็น พดู ง่ายๆ ว่า
ตลอดท้ังบทวิจารณ์ต้องเกาะประเด็นไวใ้ ห้มั่น ตรงไหนหลุดประเดน็
ออกไป จะกลายเปน็ ‘ติ่ง’ หรอื สว่ นเกินทนั ที
แจกยาไปครบ 3 เมด็ แล้ว ถา้ คุณไลเ่ รียงไปตามน้ี ก็จะได้
โครงสรา้ งของบทวจิ ารณท์ ่ีน่าอา่ น ทเี่ หลอื ขึน้ อยกู่ บั แต่ละคน วา่ จะใส่
อะไรลงไปในโครงสร้างแต่ละสว่ น
สดุ ท้ายก็อย่ทู ี่คำ� ซงึ่ ผมยำ�้ อยู่บอ่ ยคร้ัง ประเดน็ ประเดน็ และ
ประเดน็ ถ้าไมม่ ีประเดน็ ซะอยา่ งเดียว บทวิจารณ์ของคุณกจ็ บเห่ เพราะ
ฉะนน้ั กอ่ นลงมอื เขยี น จบั ประเดน็ ให้มั่นใจเสยี ก่อน จากนั้นจงึ เอา
ประเดน็ มาแผ่ให้ผู้อ่านเหน็ ตามแนวทางท่ีผมวา่ มานแี่ หละครบั .
257
นกั วจิ ารณร์ นุ่ ใหมไ่ ปทางไหนด?ี
ธรี ศักดิ์ คงวัฒนานนท์
บรรณาธิกรต้นฉบบั : หตั ถกาญจน์ อารีศลิ ป
คนไทยชอบวจิ ารณ?์
สังคมไทยเปน็ สงั คมท่ีมกี ารวิพากษ์วิจารณ์และประเมินคา่ อยู่
ตลอดเวลา เห็นได้จากการแสดงความคดิ เหน็ เกีย่ วกบั ขา่ วอาชญากรรม
ข่าวเศรษฐกจิ ขา่ วการเมือง หรอื แมแ้ ต่ข่าวบนั เทงิ ในโลกเสมอื นจริง
อย่างโลกออนไลน์
ย้อนกลบั มามองในโลกความเป็นจรงิ เราจะพบว่าสงั คมไทย
258
เป็นสังคมแบบอปุ ถัมภ์ เรามวี ัฒนธรรมวา่ ผู้นอ้ ยจะต้องเคารพและให้
เกียรตผิ ใู้ หญ่ แนวคดิ ดงั กล่าวอาจเปน็ ปัจจัยทางวัฒนธรรมทส่ี ่งผลให้
ผ้นู ้อยไม่กลา้ วพิ ากษ์วิจารณ์ผใู้ หญ่ (ไม่วา่ จะเปน็ ผูใ้ หญด่ ้วยวัยวุฒหิ รอื
คณุ วุฒิทสี่ ูงกว่า) และมองวา่ การวจิ ารณค์ ือการไมแ่ สดงความเคารพตอ่
ผ้ใู หญ่ วัฒนธรรมการวจิ ารณอ์ ยา่ งเปดิ เผยตรงไปตรงมาแบบซ่ึงหน้า
ดว้ ยหลกั การเหตผุ ลจงึ กลายเป็นเรื่องไมถ่ กู ตอ้ งเหมาะสมนักตามค่านยิ ม
ของสงั คมไทย ทงั้ ๆ ที่การถกเถียงโดยตัง้ อยบู่ นหลักการเหตุผลนนั้ ทำ� ให้
เกดิ ความงอกงามทางปัญญา น�ำมาสู่องคค์ วามรูใ้ หม่และนวตั กรรมทาง
ความคิดมากมายนบั ไม่ถว้ น
บทวิจารณว์ รรณกรรมคอื อะไร ท�ำไมจงึ ไม่เป็นทน่ี ิยม?
บทวจิ ารณว์ รรณกรรมแตกต่างจากการวจิ ารณ์ประเด็นตา่ งๆ
ในโลกความเป็นจริงตรงท่ีมี “ตวั บทวรรณกรรม” ไมว่ า่ จะเปน็ เรื่องส้ัน
นวนิยาย กวนี พิ นธ์ หรอื สารคดี เปน็ พน้ื ทีเ่ ปดิ ประเด็นสกู่ ารอา่ นใหมซ่ ่ึง
อาจเป็นการถกเถียงในระดับเน้อื หาซง่ึ เชื่อมตอ่ กับประเดน็ ต่างๆ ในโลก
ความเป็นจรงิ รวมไปถึงแบบแผนทางการประพนั ธ์ (literary convention)
เปน็ ไปได้ว่า “วัฒนธรรมการวิจารณ์” ในการรบั รู้ของผูค้ นในสงั คมไทย
ท�ำให้บทวิจารณ์วรรณกรรมกลายเปน็ คำ� ท่คี วรคา่ แก่การตีตนออกห่าง
คนสว่ นใหญ่มกั เขา้ ใจว่าการวิจารณ์วรรณกรรมต้องตาํ หนหิ รอื พดู ถึงขอ้
บกพร่องของงานเขียนชิ้นหนึง่ ๆ วา่ มีโครงเร่อื ง การใช้ภาษา การสร้าง
ตัวละคร หรอื แม้แตเ่ นอ้ื หาตอ้ งปรบั ปรงุ อย่างไร ซึง่ หลกี เลย่ี งไม่ไดท้ ี่ตอ้ ง
กระทบกระทั่งนกั เขยี นผู้สร้างสรรคผ์ ลงาน (ซ่งึ จรงิ ๆ แลว้ เราจำ� เปน็ ต้อง
แยกแยะให้ได้ระหวา่ งการวจิ ารณว์ รรณกรรม กับการวจิ ารณ์บุคคล เหมือน
เรารักเพอ่ื นคนนม้ี ากแต่เราไมเ่ หน็ ด้วยกับวิธคี ดิ หรือหลกั การเหตุผลของ
เขา) เราไมอ่ าจปฏิเสธวา่ นั่นเป็น “ส่วนหนึง่ ” ของวิถแี ห่งการวจิ ารณ์ แต่
259
มใิ ชท่ ัง้ หมดของคำ� วา่ วรรณกรรมวจิ ารณ์
ในความเป็นจริงแล้ว บทวจิ ารณ์วรรณกรรมมงุ่ เนน้ ไปทก่ี าร
ตคี วามผลงานช้นิ หน่งึ ๆ วา่ ผเู้ ขียนต้องการจะสือ่ สารประเดน็ อะไรแก่
ผอู้ า่ น โดยสรุปคือนกั วิจารณ์วรรณกรรมทำ� หนา้ ทีเ่ ป็นผู้เปดิ ประเดน็ ว่า
“จะอา่ นวรรณกรรมเร่อื งนนั้ ได้อย่างไร?” ใช้ “แวน่ ตา” หรือแนวคดิ ทฤษฎี
ใดในการเปดิ การอ่านเพ่อื “ถอดรหัส” เรื่องราวในวรรณกรรมให้ลุม่ ลกึ
ระดับแรกของบทวจิ ารณอ์ าจจะท�ำหนา้ ที่ชว่ ยสร้างความ
เข้าใจวรรณกรรมเร่อื งนัน้ ๆ ให้มากขึน้ แตใ่ นระดับที่สูงข้นึ ไป บทวิจารณ์
วรรณกรรมกลายเปน็ สือ่ กลางทีจ่ ะช่วยขยายโลกทัศน์ของนกั วิจารณ์
และผอู้ ่านเก่ยี วกับประเด็นต่างๆ เมือ่ เราอ่านบทวิจารณว์ รรณกรรมเรอื่ ง
หน่ึง เราก็ได้แผน่ filter ชุดใหมใ่ นการมองเหน็ โลกและสังคมในมมุ มอง
ใหมๆ่
ย้อนกลับมาท่ปี ระเด็นค�ำถามว่า ท�ำไมบทวจิ ารณ์วรรณกรรม
จึงไมเ่ ป็นทีน่ ยิ ม นอกจากเกยี่ วโยงกับความรับร้เู รอื่ ง “การวิจารณ์” ดัง
ไดก้ ล่าวไปแล้ว อาจยงั หมายรวมถึงความเป็น “นกั วิจารณ์” ดว้ ย
ในการรับรู้ของผ้อู ่านหรอื คนในแวดวงวรรณกรรมและส่อื แขนง
ต่างๆ อาจมองว่านกั วจิ ารณ์เป็นผู้มสี ทิ ธขิ าดในการประเมินคา่ วรรณกรรม
(และตัวนักวจิ ารณเ์ องกอ็ าจหลงคดิ ไปวา่ ตนเองมีสิทธขิ าดเชน่ นนั้ ) เมื่อ
ผู้อา่ นมีระยะหา่ งกบั นกั วิจารณ์ (แต่มักรูส้ กึ ใกลช้ ิดกบั นกั เขียน) ก็จะ
รูส้ ึกวา่ นกั วิจารณ์เป็นผทู้ เ่ี ข้าถงึ ได้ยาก พลอยให้ตีตนออกห่างจากบท
วิจารณ์ไปด้วย ความรู้สกึ ห่างเหินท่ผี อู้ ่านมีต่อบทวจิ ารณไ์ มไ่ ดเ้ ป็นเพราะ
ภาพลักษณ์ของนักวจิ ารณ์เทา่ นน้ั แต่ตัวบทวรรณกรรมเองกส็ รา้ งความ
รู้สกึ เชน่ นัน้ อาจเป็นเพราะวรรณกรรมแตกต่างจากภาพยนตร์ซ่ึงเป็น
ส่ือท่มี ีวาระรว่ ม หมายถงึ เราสามารถดหู นงั เร่อื งเดยี วกันพร้อมๆ กนั ได้
ขณะทกี่ ารอา่ นวรรณกรรมเป็นกิจกรรมท่ตี ้องท�ำเพียงล�ำพัง
260
สร้างนักวิจารณใ์ นโลกออนไลน์
ดังทไี่ ด้กลา่ วไปว่า วฒั นธรรมการวิจารณใ์ นสังคมไทย กจิ กรรม
การอา่ น และตวั บทวรรณกรรม เป็นปจั จัยส�ำคัญทีท่ ําให้บทวจิ ารณ์
วรรณกรรมกลายเป็นส่ิงทเ่ี ขา้ ถงึ ได้ยากขึ้น การสรา้ งความเขา้ ใจหรือ
ทัศนคติแบบใหม่จึงอาจมสี ่วนชว่ ยใหผ้ ู้อ่านเหน็ ความสําคัญของการ
วิจารณ์วรรณกรรมมากขึ้น
จากปญั หาเรอ่ื งความร้สู ึกเหนิ ห่างระหว่างตัวนกั วิจารณแ์ ละ
ผอู้ ่าน สืบเนือ่ งมาจากความเข้าใจทีว่ า่ นกั วจิ ารณ์มสี ทิ ธิขาดในการ
ประเมนิ ค่าวรรณกรรม เราควรจะสรา้ งความเขา้ ใจใหม่ให้แก่ทง้ั ผ้อู ่าน
นกั เขยี น และตัวนกั วจิ ารณเ์ องวา่ นักวจิ ารณไ์ มไ่ ดม้ สี ทิ ธขิ าดในการ
ตีความวรรณกรรมเร่อื งใดเรอ่ื งหนง่ึ เพียงผู้เดียว นักวจิ ารณเ์ ป็นหนง่ึ ใน
นักอ่านทส่ี นใจศึกษาตคี วามวรรณกรรมและลกุ ข้นึ มาเขียนงานถ่ายทอด
ความคดิ ผ่านบทวจิ ารณ์วรรณกรรม สถานะนกั วิจารณ์จงึ มไิ ดผ้ กู ขาดกับ
บุคคล แต่เลอ่ื นไหลและคาบเกีย่ วไปมา ระหวา่ งนักอ่าน - นกั เขยี น -
นักวจิ ารณ์
ในยุคทส่ี ่อื ออนไลนเ์ ขา้ มามีบทบาท ผอู้ ่านสามารถวิพากษ์
วจิ ารณ์ตวั บทและแลกเปล่ียนความคดิ เห็นได้มากข้นึ นกั วจิ ารณ์จงึ ไม่
ได้ทาํ หนา้ ทเ่ี พยี งสรา้ งสรรค์งานทที่ าํ ความเขา้ ใจตัวบทวรรณกรรม แต่
จ�ำตอ้ งเป็นผู้ท่ีเชื่อมโยงประเดน็ ภายในตัวบทให้สัมพันธ์กบั ชวี ติ และ
สงั คมที่แวดลอ้ มตวั ผูอ้ า่ น (ซงึ่ อาจเป็นประเด็นท่ผี ู้อ่านอาจมไิ ดน้ กึ ถึง)
บทวจิ ารณ์วรรณกรรมในสอ่ื ออนไลนจ์ ึงมสี ถานะไมต่ ่างจาก online
content ในสำ� นกั ขา่ วออนไลน์ คุณปู การของบทวจิ ารณ์วรรณกรรมจงึ
อาจจะอยูท่ ่วี ่า นักวจิ ารณส์ ามารถเปดิ วงสนทนาในโลกออนไลน์กบั ผู้อา่ น
เก่ียวกับประเด็นต่างๆ ในสังคมโดยใช้วรรณกรรมเปน็ สื่อกลางไดห้ รือไม่
261
ความทา้ ทายของวงวรรณกรรมวิจารณ์เมือ่ เปลี่ยนผ่านสโู่ ลกดิจทิ ัล
บทวจิ ารณ์วรรณกรรมในหน้าส่อื ส่ิงพมิ พ์ทมี่ อี ยู่อย่างจำ� กดั
กลายเปน็ ไร้พ้ืนทจี่ �ำกดั เม่ือกา้ วสู่โลกออนไลน์ เมอื่ บทวิจารณว์ รรณกรรม
ถกู แขวนไวใ้ นเว็บไซตห์ รอื ส่อื สงั คมออนไลน์เฉพาะบุคคล ความทา้ ทาย
ใหม่ของวงวรรณกรรมวจิ ารณจ์ ึงกลายเป็นเรื่องของการวางระบบในการ
รวบรวมบทวจิ ารณ์ เพอื่ สร้างคลังบทวิจารณ์วรรณกรรมในโลกดิจิทลั
เพอื่ การเขา้ ถึงและสบื คน้
วงเสวนาเรื่อง “นกั วจิ ารณ์รุน่ ใหมไ่ ปทางไหนดี?” ในวนั น้ันพา
ผ้รู ว่ มฟงั เสวนาร่วมแลไปขา้ งหนา้ ว่าหากในอนาคตประเทศไทยมกี าร
รวบรวมและจดั ระเบยี บบทวจิ ารณ์ทีอ่ ยู่บนโลกออนไลน์ มีระบบการ
กลน่ั กรอง ตรวจสอบมาตรฐาน ในรปู แบบกองบรรณาธกิ ารบทวจิ ารณ์
วรรณกรรมเพือ่ จัดทำ� วารสารด้านวรรณกรรมวจิ ารณโ์ ดยตรง กจ็ ะเปน็
ประโยชน์มาก เพราะนอกจากจะเปน็ การสร้างมาตรฐานในดา้ นคุณภาพ
ของบทวิจารณ์แล้ว ยงั เปน็ การรบั รองสถานะบทวิจารณว์ รรณกรรมใน
โลกออนไลน์เทยี บเท่างานวิชาการรปู แบบหน่ึง ซงึ่ สามารถนํามาใช้
อา้ งอิงในเชิงวชิ าการตอ่ ไปได้
ความท้าทายดงั กล่าวไม่เพยี งมสี ่วนสำ� คญั ในการสร้างเครอื ขา่ ย
ของนกั อา่ น-นกั เขยี น-นักวิจารณ์ ซึ่งเป็นผขู้ บั เคลือ่ นวัฒนธรรมการอา่ น
และการวจิ ารณ์ในประเทศไทยใหเ้ ขม้ แข็ง แตย่ ังมสี ่วนสำ� คัญในการ
เชื่อมตอ่ กบั นกั วรรณกรรมศึกษาในโลกวชิ าการ ซึง่ ในอีกดา้ นหน่ึงก็เป็น
นกั วจิ ารณว์ รรณกรรมดว้ ย นับเป็นความทา้ ทายท่จี ะผสานและหลอมรวม
โลกของงานวจิ ยั และวชิ าการที่เคยแยกขาดจากโลกของงานสร้างสรรค์
อยา่ งวรรณกรรมวจิ ารณ์เข้าไว้ดว้ ยกัน
262
จุดยืนทน่ี ักวจิ ารณ์อาจหลงลืม
จุดยืนของนักวิจารณ์ถือเป็นเรื่องสําคัญเพราะจะเป็น
สงิ่ ท่กี ำ� หนดว่าบทวิจารณ์ของแตล่ ะคนจะมที ศิ ทางอยา่ งไรหรือมี
จดุ ประสงคใ์ ด ในภาพรวมนกั วจิ ารณส์ ว่ นใหญจ่ ะมจี ดุ ยืนทค่ี ลา้ ยกนั คอื
มองวา่ วรรณกรรมเปน็ เรือ่ งเล่า ถ่ายทอดแนวคิดตา่ งๆ ผา่ นองค์ประกอบ
ของเร่ือง เช่น ฉาก ตวั ละคร บทสนทนา ผเู้ ล่าเร่อื ง เปน็ ต้น สิ่งเหล่านี้
ไม่ไดถ้ า่ ยทอดอยา่ งตรงไปตรงมา นกั วิจารณจ์ งึ มหี นา้ ที่ในการถอดรหัส
วา่ สิ่งท่ผี ูเ้ ขยี นพยายามจะส่ือสารคอื อะไร และผู้เขยี นใช้วธิ ีการอย่างไร
ในการสือ่ สารนน้ั
แนวทางวจิ ารณ์วรรณกรรมมีหลากหลาย เช่น เนน้ วจิ ารณ์
ตัวบทในฐานะท่เี ป็นระบบปิด วิจารณ์ตัวบทโดยเชอ่ื มโยงกับผู้เขียน หรอื
บรบิ ทสังคมวัฒนธรรมท่ีแวดล้อมตวั บทขณะทสี่ ร้าง ขณะทเี่ สพ หรือ
บรบิ ทสังคมวัฒนธรรมท่ปี รากฏในเรอื่ ง บา้ งก็เปน็ การวิจารณ์โดยน�ำ
ทฤษฎเี ชิงโครงสรา้ งนยิ มหรือหลังโครงสร้างนยิ มมาใช้ หรือเน้นการ
วิจารณแ์ นวสนุ ทรยี ศาสตร์ หรอื ผสมผสานแนวทางการวจิ ารณ์ทีห่ ลาก
หลายไวใ้ นบทวิจารณ์วรรณกรรม
ไมว่ า่ “แวน่ ” หรือเครอ่ื งมอื ทีน่ ำ� มาใช้เปน็ แนวทางในการ
วิจารณจ์ ะเป็นเชน่ ไร จดุ ส�ำคญั ที่นกั วิจารณ์ควรตอ้ งยึดไวใ้ หม้ นั่ คอื การ
เป็นนกั ต้งั คําถามท่ดี ี เพราะคําถามเปน็ จดุ เร่มิ ตน้ ของการค้นหาคําตอบ
และเลือกเครื่องมอื ท่จี ะชว่ ยในการหาค�ำตอบทลี่ มุ่ ลกึ ต่อไป
ความสงสยั เปน็ อาวุธทส่ี ําคัญของนักวิจารณ์ เพราะความ
สงสยั จะทาํ ให้นกั วิจารณค์ น้ หาคาํ ตอบวา่ วรรณกรรมแตล่ ะเรื่องพยายาม
จะสื่อสารอะไร หรอื แสดงให้เห็นความคิดหรอื บริบททางสงั คมในแตล่ ะ
ยคุ สมยั อยา่ งไร หากนกั วจิ ารณ์ไม่ตั้งคาํ ถาม วรรณกรรมกจ็ ะเป็นเพยี ง
เรือ่ งเล่าทีม่ ีไว้อ่านตามน้ำ� ไม่ไปถงึ การอ่านแบบ critical reading และ
263
ไม่ไดม้ สี ว่ นช่วยกระต้นุ ความคิดของผูอ้ ่านหรือผู้วิจารณแ์ ต่อย่างใด
การต้ังคาํ ถามกลายเป็นจุดยืนของนักวิจารณ์ นกั วิจารณ์มี
หน้าทนี่ ำ� พาบทวจิ ารณว์ รรณกรรมทีต่ นเองเขยี นเพ่อื ให้ตอบคำ� ถามนั้น
นกั วิจารณ์บางคนมองว่าคนจํานวนมากหลงลมื สุนทรยี ะในวรรณกรรม
นอกเหนอื จากจุดยืนทผ่ี ูกโยงกบั ค�ำถามชวนคดิ จากการอา่ นเพ่อื ประเทอื ง
ปัญญาแลว้ อาจกลา่ วได้ว่า สุนทรียภาพก็เปน็ อกี จดุ ยนื หนึง่ ทน่ี ักวจิ ารณ์
ใชเ้ ปน็ องคป์ ระกอบหนึ่งในการวจิ ารณเ์ พอื่ ประเทืองอารมณ์ เพราะจดุ
เรมิ่ ตน้ ของการอา่ นวรรณกรรมคือเพ่อื รบั สุนทรียรสนั่นเอง
จุดยนื อนั เปน็ ความคิดท่ีแนว่ แนข่ องนักวิจารณอ์ กี ข้อกค็ อื นัก
วจิ ารณ์พึงตระหนักรู้ว่าตนเองเปน็ นักสือ่ สาร คือเขียนบทวิจารณข์ ึน้
เพ่ือพยายามสือ่ สารกับผู้อา่ น ตามปกตินักวิจารณจ์ ะมผี ู้อ่านในอดุ มคติ
(เชน่ เดยี วกบั นักเขียนเรือ่ งประเภทอ่ืนๆ) เชน่ เป็นผอู้ ่านที่สามารถเข้าใจ
คําศพั ท์แสงทางวิชาการหรือประเด็นซบั ซอ้ นท่นี ักวิจารณ์ต้องการจะ
สื่อสารได้ แต่ในความเปน็ จรงิ แล้ว ผู้อ่านกลุม่ นีอ้ าจมีจำ� นวนไม่มากนัก
ในโลกความเป็นจริง หากนักวิจารณ์สามารถสรา้ งสรรค์งานท่ขี ยาย
ขอบเขตส่ผู อู้ ่านทอี่ ยู่นอกวงวรรณกรรมศกึ ษาได้ ก็จะเปดิ โลกวรรณกรรม
วิจารณส์ ผู่ ู้อา่ นจำ� นวนมากเพือ่ สมั ผัสวรรณกรรมได้
คุณสมบัตขิ องนักวิจารณ์
คณุ สมบัตทิ ส่ี ําคัญของการเป็นนักวิจารณร์ นุ่ ใหม่คอื การอ่าน
อา่ นให้หลากหลาย อา่ นให้แตกฉาน อ่านอยา่ งมวี ิจารณญาณ เนอ่ื งจาก
การวิจารณว์ รรณกรรมคือการแสดงความรู้ ความเขา้ ใจ และความคิดเหน็
โดยมตี รรกะเหตุผลสนบั สนนุ ประเด็นท่ตี ้องการน�ำเสนอ นักวิจารณ์จงึ
ต้องหม่นั เปิดรับความรทู้ ง้ั จากการอา่ นวรรณกรรม ชมสอ่ื แขนงตา่ งๆ
รวมไปถงึ ศกึ ษาแนวทางการวจิ ารณจ์ ากบทวจิ ารณข์ องนักวิจารณอ์ ่นื
264
รวมไปถึงศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎีทางวรรณกรรมวิจารณ์และศาสตรอ์ ่นื ๆ ที่
เกยี่ วข้อง เพื่อเปดิ รับมมุ มองความคิดทหี่ ลากหลาย
เม่ือแสดงความคิดเหน็ ในผลงานต่างๆ แลว้ นักวจิ ารณจ์ ะต้อง
ใจกว้าง ยอมรบั ความผิดพลาดของตนเองเม่อื มีผูอ้ นื่ ทว้ งติง รวมถึง
เปดิ ใจใหก้ ว้างเพื่อรับฟงั แนวการวจิ ารณท์ ีแ่ ตกต่างออกไป นกั วจิ ารณ์
จะตอ้ งเขา้ ใจวา่ การทีม่ ผี ู้หนง่ึ ผใู้ ดเขียนวิจารณ์ความคดิ เหน็ ของตนเอง
นัน้ เป็นคนละเรอ่ื งกบั การวพิ ากษ์วจิ ารณต์ ัวตนในเชิงบุคคล ดังทีไ่ ด้
กล่าวไปว่า นกั วิจารณ์ไมไ่ ด้มีสทิ ธขิ าดในการตคี วามวรรณกรรมเร่อื งใด
เร่อื งหนงึ่ เพียงผ้เู ดยี ว การถกเถยี งระหว่างนกั วจิ ารณท์ เ่ี หน็ ไม่ตรงกันนั้น
จึงเปน็ เรอ่ื งสนกุ เปน็ กจิ กรรมท่ีชว่ ยพัฒนาความคิดและต่อยอดทาง
ปญั ญา เป็นการชนกันดว้ ยเหตุผลหลกั การ นกั วจิ ารณ์ควรจะดใี จทีม่ ี
คนอา่ นงานของตนเอง เพราะโอกาสจะหาคนทีอ่ า่ นหนงั สือเรื่องเดียวกัน
อยา่ งแตกฉานและคยุ กันอย่างลึกซง้ึ ไดน้ ้ันแสนยากยิ่ง
นอกจากนีน้ ักวิจารณต์ ้องรู้จกั ตั้งคําถามเชงิ วิพากษ์วิจารณ์
เก่ยี วกับวรรณกรรมทไ่ี ดอ้ า่ น ไมเ่ ชอื่ สงิ่ ทว่ี รรณกรรมพยายามจะส่ือสาร
ต้ังแต่แรก การต้ังคาํ ถามจะเป็นตวั จุดประกายความคิดใหน้ ักวิจารณ์
พยายามคน้ หาคาํ ตอบเกีย่ วกับประเด็นต่างๆ ภายในเรือ่ ง ชว่ ยขยาย
ความเขา้ ใจ เปดิ โลกทัศนใ์ หก้ ับตัวนักวิจารณ์เองและทาํ ใหเ้ นื้องานใน
บทวิจารณ์มปี ระสทิ ธภิ าพมากขน้ึ
-----------
บนั ทกึ จากงานเสวนา จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2563
เวลา 10.30-12.30 น. ณ หอศิลปร์ ว่ มสมัยราชดำ� เนิน ส่วนหนึ่งใน
โครงการอบรมการเขียนบทวจิ ารณ์วรรณกรรมร่วมสมัย “ดวงใจ
วจิ ารณ์” ครงั้ ท่ี 1
265
วิทยากร : คณุ อรพินท์ ค�ำสอน คุณกรกฎา บญุ วชิ ัย และ
ดร.สธุ ดิ า วมิ ตุ ตโิ กศล
ด�ำเนนิ รายการเสวนา : ผศ.หตั ถกาญจน์ อารศี ลิ ป
266
เมลด็ พันธใ์ุ หม่ ดวงใจวจิ ารณ์
ISBN : 978-616-543-672-4
วทิมีป่ ลรลึกักษษาณ์ ชูชาติ ผู้อำ� นวยการสำ� นกั งานศลิ ปวฒั นธรรมร่วมสมยั
ชมยั ภร บางคมบาง ศิลปินแหง่ ชาติ สาขาวรรณศิลป์
โสนกุวาวิมถิทนลศิผวากมิ าลสมกุขาาจศญติ ต จ์น า ทผรออู้ี่ปงำ�รผนกึ ู้อวษำ�ยานกดวาา้ ยรนกศสานู ง่รยเสส์เำ�ครนรมิ ือักศขงิลา่าปนยะศสรลิัม่วปพมวนัสัฒมธแ์ัยนลธะรแรมหรล่ว่งมทสุนมัย
ชคมณัยะภกรรรบมากงคารมตบัดาสง ิน ประธานกรรมการ
สธโกเุธนวิดทิศา เผววมิกศาตุ รมตภ์ าิโากศดศาล รกกอรรรรงปมมกกระาาธรรานกรรมการ
สุวมิ ล วิมลกาญจนา เลขานกุ าร
สคสจรวุรณูญณิมะลพัฐกรรวไริมตปมลลรกังกปคาากั ะรญษค จป์ัดนรสาะรล รัย รกปอรรรงะปมธกราะนาธรการนรกมรกรามรการ
หัตถกาญจน์ อารศี ิลป กรรมการ
แสงทวิ า นราพชิ ญ ์ เลขานุการ
กแสองงทบิวรารณนราาธพกิ ชิารญ์
อมั รินทร์ เจะอาลี
พพนัิสธจู วนัฒอ์ นกั ษ์ เศรรษฐวิไล
ฐอริอวกรแรบณบชปูอการยะประทีป
อสภุอกัทแร์บอบักรษูปรเาลชม่ ยั พฤกษ์
2จ,ำ� 0น0ว0นเพล่มมิ พ์
พปีท.ศพ่ี . ิม25พ6์ 3
สจ�ำัดนทกั ำ� งโาดนยศิลปวัฒนธรรมร่วมสมยั กระทรวงวัฒนธรรม
เเwลขwตขทหwี่้ว.1oย0cขaวถcาน.งgนoกเ.ทรtงุhียเมทรพว่ มมหมาิตนรคแรข1ว0งห31้ว0ยขวาง