เอกสารรวมบทความวิจัย เอกสารนี้ใช้ในการเรียนการสอนเท่านั้น นักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2563 โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล ชื่อหนังสือ เอกสารรวบรวมบทความวิจัยนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2563 เจ้าของ หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์ที่ปรึกษา 1.อ.ดร.ประเสริฐ ประสมรักษ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต 2.อ.ดร.อำไพ โสรส อาจารย์ประจำหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต 3.อ.ดร.พรพรรณ ประพัฒน์พงษ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต 4.อ.ดร.สุภาวดี พันธุมาศ อาจารย์ประจำหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต 5.อาจารย์พิศมัย นาทัน อาจารย์ประจำหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต 6.อาจารย์ณฐกมล ผดาเวช อาจารย์ประจำหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต 7.อ.ดร.อรรถพงษ์ ฤทธิทิศ อาจารย์ประจำหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต
คำนำ เอกสารรวบรวมบทความวิจัยฉบับนี้ เป็นผลงานของนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 4 ซึ่งเกิดจากการฝึกปฏิบัติงานภาคสนาม โดยนำเอาองค์ความรู้ที่ได้จากการเรียนทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ แบบบูรณาการสู่การเป็นผลงานวิจัยชุมชน โดยเอกสารฉบับนี้บ่งชี้ถึงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักศึกษา ชั้นปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2563 และการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สอดคล้องวิสัยทัศน์ในการเป็นองค์กรชั้นนำด้าน การวิจัยเพื่อการพัฒนาชนบทแบบบรูณาการในแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง และสอดรับกับพันธกิจในการผลิต บัณฑิตที่มีศักยภาพในการผลิตงานวิจัยเพื่อพัฒนาตามบริบทของพื้นที่ให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชนในพื้นที่โดยรอบที่ตั้งโครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล บทความวิจัยทุกเรื่องในเอกสารรวมรวมบทความวิจัยฉบับนี้ ได้รับความร่วมมืออย่างดีจาก ท่านรองอธิการบดีคณาจารย์หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยนักศึกษาผู้ทำวิจัยที่ได้ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ แรงสติปัญญาในการประยุกต์ใช้องค์ ความรู้ที่ได้สั่งสมเล่าเรียนมาตลอดระยะเวลา 4 ปีในการศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต ให้เกิดเป็น ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพเหล่านี้ซึ่งเป็นประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของ ประชาชนในทุกมิติที่เหมาะสมตามบริบทชุมชนต่อไป หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล
สารบัญ เรื่อง หน้า บทความวิจัย 1. ผลโปรแกรม professional อสม. ต่อสู้ความดันโลหิตสูง ด้วยสมาธิบำบัด SKT ในกลุ่มผู้ป่วย 1 โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ Effects of the Public health volunteer program professional to fight hypertension with SKT meditation therapy in uncontrolled hypertension patients. PhonMueangNoi Subdistrict, HuaTaphan District, Amnat Charoen Province ปฎิพงศ์ นาคนวล, มุจลินท์ คำล้อม, และหนึ่งฤทัย แสงสุข 2. ผลโปรแกรมการให้ความรู้และการออกกำลังกายรำมวยจีนในสถานการณ์โควิด-19 ต่อพฤติกรรมการ 16 ดูแลสุขภาพและการควบคุมระดับความดันโลหิต ของกลุ่มผู้ที่มีค่าความดันโลหิตเกินเกณฑ์มาตรฐาน บ้านโนนดู่ ตำบลสร้างนกทา อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ The Effects of Educational and Tai Chi Chuan Exercise in COVID – 19 Situation on The Self-Health Care Behavior and Blood Pressure Control of Group with Higher Blood Pressure Normal Levels in Ban Nondu, Sang Nok Tha Subdistrict, Mueang District, Amnatcharoen Province. สุชาวดี โตพงษ์, ภัทริญา แก้วมณี, และศุภรดา ธีรภัคจินดา 3. ผลของโปรแกรม 3 วัด 3 เว้น 3 ไว ร่วมกับการส่งเสริมการใช้สมุนไพรพื้นบ้านต้านความดันในผู้ป่วย 33 โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ บ้านหนองสะโน ตำบลห้วย อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ Effects of 3 measure, 3 avoid, 3 reflect combined with using local herb on controlling blood pressure among hypertension patients with uncontrolled blood pressure levels in ban nong sano, huai subdistrict, pathum rajawongsa district, Amnat charoen province รชต ภูมิอมร, ธันยพร ชมชะนะกุล และชัยวัฒน์ ชูรัตน์ 4. ผลของโปรแกรมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการรับประทานยาและระดับน้ำตาลในเลือดของ 49 ผู้ป่วยเบาหวาน บ้านนาผือ หมู่ 1 ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ Effects of Health Belief Program on Medication Behavior and Blood Sugar Levels of Diabetics in Ban Na Phue, Moo 1, Na Phue sub-district, Na Phue district, Amnat Charoen Province. นันทวรรณ อุดม, รักษิตา ภานุพันธ์, และสุภาพิชย์ ขวานทอง
สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า 5. ผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ โดยอาสาสมัครสาธารณสุข 63 ประจำหมู่บ้าน ภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ ในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองมะแซว อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ Effectiveness of Uncontrolled Diabetes Patient’s Care Program by Village Health Volunteers under New Nomal Way of Life in The Service Area of Health Promoting Hospital, NhongMaSaew Sub-District, Mueang Amnat Charoen District, Amnat Charoen Province นนทิยา สายสุวรรณ์, ภัคพงษ์ ทองย่อย, วชิรวิทย์ ทานะสินทร์, และอริสรา แก้วใส 6. ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับ 82 น้ำตาลในเลือดไม่ได้ โดยใช้สื่อผสมสร้างสรรค์ชุมชนในเขตพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ไก่คำ The Self-Care Ability Program for Uncontrolled Diabetes Mellitus Patients using Community Creative Mixed Media in Kai Kham Health Promoting Hospital ภัทรวดี ศรีรัตนโชติ, ภัทราวดี แซ่ลี, สุธาสินี สุขสะอาด, และสหรัฐ กันยะมี 7. ผลของโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองต่อระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยเบาหวานใน 101 ชุมชนอนามัยสามัคคี ตำบลน้ำปลีก อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ Effect of Self-Care Behavior Promotion Program on Blood Sugar Levels of diabetic patients in the Samakkhi Community, Nam plik subdistrict, Muang District, Amantcharoen Province ณัฐวดี ศรีเอี่ยม, กูลยา โต๊ะรายอ, และรวิสรา จันทะรัตน์ 8. ผลของโปรแกรมออกกำลังกายโดยประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านรำวงฝูงปลาร่วมกับสื่อสปอตพื้นบ้าน 113 สานสุขในผู้ป่วยเบาหวานบ้านแก้งกฐิน ตำบลนาหมอม้า อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ The effects of local wisdom program, "Fhung-Plathai folk dance exercise" combined with San-Sukspot media in Diabetes patients on Na-Mor-Ma subdistrict, Muang Amnatcharoen District, Amnatcharoen Province กรชนก ม่วงศรี, ณัฐริกา ลาดคอมมอม, และปวีณา เทศนนท์ 9. ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยผ้าขาวม้าและการใช้คู่มือพฤติกรรมกาบริโภคแป้งและน้ำตาล 131 ต่อระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ตำบลกุดปลาดุก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ Effect of Loincloth Exercise Program and Behavioral Consumption Guidebook of Flour and Sugar on Blood Sugar levels of Diabetic Patients in Kut Pla Duk Sub district, Mueang District, Amnatcharoen Province ปัทมาภรณ์ สาระสุข, อุไรวรรณ สายสุด, และพิมพ์ชนก พะคุระ
สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า 10. ผลของโปรแกรมปรับ เปลี่ยน ปล่อยเพื่อเกษตรกรปลอดภัยจากสารเคมีในบ้านหนองยอ 147 ตำบลจิกดู่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ The Effects of the program adjust, change and release among the farmers in chemical used safety at Ban Nong Yor, Chikdu Subdistrict, Hua Taphan District, Amnat Charoen Province มณีพลอย บริสุทธิ์, จันทมณี มวลสุข, และทัศวรรณ เอื้อสามารถ 11. ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย (0-5 ปี)ด้านโภชนาการ 160 โดยประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง บ้านนาป่าแซง ตำบลนาป่าแซง อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ The Effects of a Behavioral Modification Program for Early Childhood Care (0-5 years) on Nutrition Using Health Belief Model on Self-care Behaviors in Ban Na Pa Saeng, Na Pa Sang Subdistrict, Pathumrajawongsa District, Amnatcharoen Province สุพิชฌาย์ ชนะวงศ์, ณฐมน ธนภรสุวรรณ, และธัญสุดา ตั้งจารุณัฐ 12. ผลของโปรแกรมควบคุมน้ำหนักโดยประยุกต์ใช้หลัก 3อ.2ส. ต่อความรู้ พฤติกรรมสุขภาพและค่า 174 ดัชนีมวลกายของผู้สูงอายุที่มีค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์ บ้านนายม ตำบลนายม อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ The results of the weight control program on applying the concept of health behaviors 3E2S towards Elderly people body mass index of with overweight in Nayom Sub-District Muang District Amnatcharoen Province. สุกัญญา โปธาพันธ์, สุนิภา อินเอี่ยม, และบุศราพรรณ เพชรโรจน์ 13. ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพต่อความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน 187 พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน บ้านภักดีเจริญ ตำบลห้วยไร่ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ Effectiveness of Uncontrolled Diabetes Patient’s Care Program by Village Health Volunteers under New Nomal Way of Life in The Service Area of Health Promoting Hospital, NhongMaSaew Sub-District, Mueang Amnat Charoen District, Amnat Charoen Province เกศมณี หมองหลอด, ณัฐญาดา ไชยชาติ, และวาณิชา ยะเปียงปลูก
1 ผลโปรแกรม professional อสม. ต่อสู้ความดันโลหิตสูง ด้วยสมาธิบำบัด SKT ในกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ปฎิพงศ์ นาคนวล1 , มุจลินท์ คำล้อม2 , หนึ่งฤทัย แสงสุข3 1หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล* 2นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโพนเมืองน้อย* อาจารย์ทรี่ปรึกษา อ.ดร. สุภาวดี พันธุมาศ E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลโปรแกรม professional อสม. ต่อสู้ ความดันโลหิตสูงด้วยสมาธิบำบัด SKT ในกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ โปรแกรม ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 การพัฒนาศักยภาพ อสม.โดยจัดอบรม เพื่อให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีความเป็น ความรู้และความเข้าใจ และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างดีขั้นที่ 2 ขั้นปฏิบัติการตาม ภารกิจ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ พื้นที่ตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ คำนวณขนาดตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยสองกลุ่มที่อิสระต่อกันได้รวม 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 29 คน และกลุ่มควบคุม 31 คน เลือกสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม และตามเกณฑ์คัดเข้าคัดออก โดยเก็บรวบรวม ข้อมูลก่อนการจัดโปรแกรม และหลังการจัดโปรแกรม โดยมีระยะเวลาทั้งหมด 4 สัปดาห์ แบบสอบถามที่ใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และมีค่าความ เชื่อมั่นเท่ากับ 0.77 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานด้วย Paired Sample t-test และ Independent t- test ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมมีอายุอยู่ในช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นเพศ หญิง ซึ่งหลังจากการเข้ารับโปรแกรมผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการออกกำลังกาย (p < 0.001) ค่าความดันโลหิตลดลง Systolic (p < 0.001), Diastolic (p < 0.008) สูงกว่าก่อนเข้ารับ โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังจากการเข้า รับโปรแกรมพบว่า กลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง พฤติกรรมการออกกำลังกาย และค่า ความดันโลหิตลดลงสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p < 0.001), (p < 0.001), Systolic (pvalue=0.004) ตามลำดับ ดังนั้นผลโปรแกรม professional อสม. ต่อสู้ความดันโลหิตสูงด้วยสมาธิบำบัด SKT ในกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมโปรแกรมมีพฤติกรรมออกกําลังกาย ด้วยสมาธิบำบัด SKT และค่าความดันโลหิตลดลงได้ คําสําคัญ: สมาธิบัดSKT, ผลโปรแกรม professional อสม., ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้
2 Effects of the Public health volunteer program professional to fight hypertension with SKT meditation therapy in uncontrolled hypertension patients. Phon Mueang Noi Subdistrict, HuaTaphan District, Amnat Charoen Province Patipong Naknuan1 , Mootjalin Kamlorm2 and Nuengluethai Sangsuk3 1Public health program, Mahidol University, Amnatcharoen Campus 2Public Health Technical, Phone Mueang Noi Health Promoting Hospital *Advisor: Suphawadee Panthumas E-mail: [email protected] Abstract This two-group quasi-experimental research was to study the effect of the Public health volunteer professional program fighting hypertension with SKT concentration therapy in patients with uncontrolled hypertension. Frits, capacity development volunteer by organizing training so that the village health volunteers have knowledge and understanding can be implemented very well. Second, Public health volunteer in the sample is hypertensive patients who cannot control blood pressure levels Phon Mueang Noi Subdistrict Hua Taphan District Amnatcharoen Province Sample sizes were calculated to compare the mean of two independent groups for a total of 60 participants, 29 in the experimental group and 31 in the control group. and according to the selection criteria by collecting data before programming and after program total duration of the questionnaire was 4 weeks. The questionnaires used to collect the data were examined for the content accuracy 3 experts confidence data factor of 0.77 was analyzed by descriptive and inferential statistics with Paired Sample t-test and Independent t- test. The results of the research were found that the experimental group The control group was aged 60 years and over. Most of them were female. After the program, patients with hypertension in the experimental group had exercise behavior (p <0.001), blood pressure values decreased, Systolic (p <0.001), Diastolic (p <0.008) were higher than before. statistically significant program and when comparing the experimental group and the control group after the program admission, it was found that experimental group had knowledge of hypertension. Exercise behavior and systolic blood pressure was significantly higher than in the control group (p < 0.001), (p < 0.001), Systolic (p-value=0.004), respectively. As a result, participants in the program were able to exercise behavior with meditation therapy, SKT and lower blood pressure. Keywords: SKT meditation, Public health volunteer professional program results, uncontrolled hypertension patients
3 บทนำ โรคความดันโลหิตสูง (hypertension) เป็นโรคในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases-NCDs) ซึ่งยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาโดยตลอดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พบว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยรายใหม่ เกิดขึ้นถึง 496,197 ราย โดยมีความชุกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 786 สําหรับในประเทศไทย พบว่า ความ ชุกของโรคความดันโลหิตสูงในประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 21.4 เป็นร้อยละ 24.77 คิดเป็นเพศ ชายร้อยละ 25.6 และเพศหญิงร้อยละ 23.9 โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคความดันโลหิตสูงภายในช่วง 5 ปีที่ผ่าน มา พ.ศ. 2557-2561 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 21 ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป (กลุ่มพัฒนาระบบสาธารณสุข สำนัก โรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค, 2561) ในส่วนของจังหวัดอำนาจเจริญ เขตสุขภาพที่ 10 ที่มีจังหวัดอยู่ในเขตสุขภาพ ทั้งหมด 5 จังหวัดประกอบด้วย อุบลราชธานี ศรีษะเกษ ยโสธร มุกดาหาร ระบุว่าจังหวัดอำนาจเจริญมีอัตรา ผู้ป่วยรายใหม่ของโรคความดันโลหิตสูงในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา (2558 – 2562) เพิ่มขึ้นร้อยละ 117.14 จำนวน ผู้เสียชีวิตด้วยโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 34.63 และร้อยละ 42.64 ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงไม่สามารถ ควบคุมระดับความดันโลหิตได้ (จากรายงานคลังข้อมูลคลังสุขภาพกระทรวงสาธารณสุข) สาเหตุการเสียชีวิตเกิดจาก ร้อยละ 46.11 ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ ในทางกลับกันมีเพียงร้อย ละ 53.91 ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตได้ดี ซึ่งหากสามารถควบคุมโรคความดันโลหิตสูง ได้จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิต ผลกระทบจากภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง เช่น โรคหัวใจและหลอด เลือดลงได้ (รายงานตามตัวชี้วัด NCD Clinic Plus ปี 2564) เช่นเดียวกับการศึกษาและวินิจฉัยชุมชนตำบลโพนเมือง น้อย อำเภอหัวตะพานครั้งนี้ พบว่า ชุมชนมี 3 ปัญหาหลัก ได้แก่ ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปมีระดับความเครียดอยู่ ในเกณฑ์ปานกลางขึ้นไปร้อยละ 32 ผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถควบคุมน้ำตาลได้ร้อยละ 73.6 และผู้ป่วยโรคความ ดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ร้อยละ 42.2 ซึ่งชุมชนมีความต้องการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยหลังจากทราบปัญหาจึงจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถ ควบคุมระดับความดันโลหิตได้ร่วมกับชุมชน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ คือ ผู้ที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภาพที่ปฏิบัติมานานจนเกิดความเคยชินและกลายเป็นวิถีชีวิต ได้แก่ กิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ มี ภาวะความเครียด (นพําภรณ์ จันทร์ศรี* กนกพร นทีธนสมบัติ และ ทวีศักดิ์ กสิผล, 2563) หรือขาดความเข้าใจถึง ผลเสียของโรคความดันโลหิตสูงที่จะเกิดขึ้นต่อสุขภาพของผู้ป่วย อีกทั้งจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ สาธารณสุขไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรายบุคคลไม่ทั่วถึง และผู้ป่วยเองก็ไม่ ทราบถึงระดับความดันโลหิตเป้าหมายที่เหมาะสมของตนเอง จนไม่อยากมาติดตามเพื่อรักษาหรือดูแลตนเองอย่าง ต่อเนื่อง ดังนั้นปัจจัยเหล่านี้จึงมีความสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ จากข้างต้นถ้าหากต้องการให้ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ คือ การขจัด ปัจจัยส่งเสริมต่างๆ การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต ได้แก่ การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับโรค การจัดการกับ ความเครียด (Mohemmed & Khresheh, 2016) ด้วยสมาธิบำบัดแบบ SKT เป็นความเชื่อมโยงของการปฏิบัติ สมาธิกับการทำงาน ของระบบประสาท จากงานวิจัยเกี่ยวกับสมาธิ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ พบว่า การทำสมาธิ แบบสมถะ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ สามารถช่วยให้คลายเครียดได้ดี แต่ถ้าสามารถควบคุมการฝึกประสาทสัมผัส ทั้ง 6 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้นการสัมผัส และการเคลื่อนไหว ได้ด้วยก็จะทำให้การทำสมาธินั้นมีผลดี ต่อการทำงานของ ระบบประสาทส่วนกลาง ระบบประสาทส่วนปลาย ระบบประสาทอัตโนมัติ ระบบอารมณ์ และพฤติกรรม ระบบภูมิ
4 ต้านทานของร่างกาย ระบบไหลเวียนเลือด และระบบอื่นๆ ในร่างกายได้เป็นอย่างดี จึงได้มีการพัฒนาเป็นรูปแบบ สมาธิบำบัดที่ช่วยเยียวยาผู้ป่วยโรคเรื้อรังให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งสามารถทำให้ความดันโลหิตตัวล่างลดลง โดยการฝึก สมาธิวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ และสามารถรักษาความดันโลหิตสูง รวมทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจได้ ภายใน 8 เดือน (สมพร กันทรดุษฎี-เตรียมชัยศรี และสิริพิชญ์ เตรียมชัยศรี, 2554) ในส่วนการส่งเสริมให้มีความเข้าใจถึง ผลเสียของโรคความดันโลหิตสูงที่จะเกิดขึ้นต่อสุขภาพ ด้วยการนำแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติและ พฤติกรรม (KAP) ให้ผู้ป่วยได้รับสารอันอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพทําให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีผลต่อทัศนคติและ เกิดการกระทําทางด้านพฤติกรรมสุขภาพเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น (สุรพงษ์โสธนะเสถียร, 2533) และการส่งเสริมผู้ป่วย ได้รับการดูแลรายบุคคล โดยนำแนวคิดการได้รับแรงจูงใจและแรงสนับสนุนทางสังคม คือ กระบวนการที่มีการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในเครือข่ายทางสังคมที่อาจทำให้มีสุขภาพกายและจิตที่ดีขึ้น (Cohen, Gottlieb,& Underwood, 2000) นำบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่ดำเนินงานในลักษณะเชิงรุกมาส่งเสริม การออกกำลังกาย ที่เหมาะสมกับโรค การจัดการกับความเครียด (Mohemmed & Khresheh, 2016) ด้วยสมาธิ บำบัดแบบ SKT และควบคุมระดับความดันโลหิตในกลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ให้ความเข้าใจถึงผลเสียของโรค ความดันโลหิตสูงที่จะเกิดขึ้นต่อสุขภาพกับผู้ป่วย เนื่องจาก อสม. เป็นบุคคลกร่างสาธารณสุขที่มีความใกล้ชิดกับ ผู้ป่วยในชุมชนมากที่สุด ดังนั้นผู้วิจัยจึงจำเป็นต้องศึกษาทำโปรแกรม professional อสม. ต่อสู้ความดันโลหิตสูง ด้วยสมาธิบำบัด (SKT) เพื่อให้กลุ่มผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงเกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคความดันโลหิต สูง จนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกาย การจัดการความเครียดและสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตให้ อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้พร้อมทั้งยังสอดคล้องกับสาเหตุและความต้องของชุมชนที่ต้องการให้ส่งเสริมการออกกำลัง กาย การให้ความแก่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงตามบริบทของชุมชนอีกด้วย วัตถุประสงค์ 1. วัตถุประสงค์ทั่วไป เพื่อศึกษาผลโปรแกรม professional อสม. ต่อสู้ความดันโลหิตสูง ด้วยสมาธิบำบัด SKT ในกลุ่ม ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ 2. วัตถุประสงค์เฉพาะ 1. เพื่อศึกษาผลโปรแกรม professional อสม. ต่อสู้ความดันโลหิตสูง ด้วยสมาธิบำบัด SKT ต่อ ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง พฤติกรรมการออกกำลังกาย พฤติกรรมความเครียด ระดับความดันโลหิตของ กลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุมทั้งก่อน และหลังเข้ารับโปรแกรม ในกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ 2. เพื่อศึกษาผลโปรแกรม professional อสม. ต่อสู้ความดันโลหิตสูง ด้วยสมาธิบำบัด SKT ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง พฤติกรรมการออกกำลังกาย พฤติกรรมความเครียด ระดับความดันโลหิต ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม ในกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ สมมุติฐานวิจัย
5 1. ภายหลังจากการเข้ารับโปรแกรม professional อสม. ต่อสู้ความดันโลหิตสูง ด้วยสมาธิบำบัด SKT ใน กลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับโรคความดัน โลหิตสูง พฤติกรรมการออกกำลังกาย พฤติกรรมความเครียด สามารถควบคุมค่าความดันโลหิตดีขึ้น 2. ภายหลังจากการเข้ารับโปรแกรม professional อสม. ต่อสู้ความดันโลหิตสูง ด้วยสมาธิบำบัด SKT ใน กลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับโรคความดัน โลหิตสูง พฤติกรรมการออกกำลังกาย พฤติกรรมความเครียด สามารถควบคุมค่าความดันโลหิตดีขึ้นมากกว่ากลุ่ม ควบคุม กรอบแนวคิดการวิจัย จากการทบทวนวรรณกรรม และงานวิจัยสรุปได้ว่า ปัจจัยที่ทำให้การควบคุมระดับความดันโลหิตสูงไม่ได้ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเอง และความรอบรู้ ต่อการควบคุมความระดับความดันโลหิตจำเป็นต้อง เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเอง ในชีวิตประจำวัน ซึ่งแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะอาศัย แรงสนับสนุนจากสังคม ในรูปแบบ ผู้รู้ที่ไว้ใจ สอบคล้องกับ การสร้างการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรม โดยการให้ ความรู้และการจัดการตนเอง เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง ประกอบด้วย การจัดการตนเอง ด้านการออกกำลังกาย การจัดการความเครียด ตามแนวคิดทฤษฎีของพฤติกรรมการดูแลตนเองของโอเรม Orem 2001 (อ้างอิงใน พารุณี วงษ์ศรี) แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ทัศนคติและพฤติกรรม (KAP) แนวคิดทฤษฎีนี้ให้ความสำคัญกับตัวแปร 3 ตัว คือ ความรู้ (Knowledge) ทัศนคติ (Attitude)และการยอมรับปฏิบัติ (Practice) ของ ฮอสเปอร์และการ สนับสนุนทางสังคมในการจัดการตนเองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ตามแนวคิดทฤษฎีแรงสนับสนุนทางสังคม (Social Support) (อ้างอิงใน วิภากร สอนสนาม, 2556) ผู้วิจัยจึงนำมาเป็นกรอบแนวคิดนี้
6 ภาพ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย กรอบแนวตคิดการวิจัย ตัวแปรอิสระ ตัวแปร ตาม ระเบียบการวิจัย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi–Experimental Research) 2 กลุ่ม ในกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม (The Two Group) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่คุมไม่ได้ ตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัว ตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ โดยใช้สูตรขนาดตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย 2 กลุ่ม ที่อิสระต่อกันด้วย โดยใช้ โปรแกรม professional อสม. สู้ความดันโลหิตสูง ด้วยสมาธิบำบัด (SKT) ต่อผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ขั้นที่1 การพัฒนาศักยภาพ อสม. โดยจัดอบรม โปรแกรม professional อสม. ต่อสู้ความดันโลหิตสูง ด้วยสมาธิบำบัด (SKT) เพื่อให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีความเป็น ความรู้และความเข้าใจ และสามารถนำไป ปฏิบัติได้อย่างดีด้านการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิต ด้วยสมาธิบำบัด (SKT) ในระดับเดียวกัน โดยมี เนื้อหาการอบรมทั้งหมด 6 เรื่อง เรื่องที่ 1 อสม. รอบรู้สู้ความดันโลหิต เรื่องที่ 2 อสม. รู้และเข้าใจการออกกำลังหายในผู้ป่วยโรคความดันโลหิต เรื่องที่ 3 อสม. รู้และเข้าใจการจัดการความเครียดในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เรื่องที่ 4 อสม. เชี่ยวชาญการใช้สมาธิบำบัด (SKT) ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เรื่องที่ 5 อสม. ผู้คู่ประชาชน เรื่องที่ 6 อสม. ดูออก บอกถูก ขั้นที่2 ขั้นปฏิบัติการตามภารกิจ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 1. มอบหมายภารกิจ ให้ความรู้สร้างความเข้าใจ ฝึกปฏิบัติและดูแลผู้ป่วยโรคความดัน โลหิตสูง 2. จัดตารางการลงปฏิบัติหน้าที่ดูแลติดตาม ในการจัดทำกิจกรรมสมาธิบำบัดในผู้ป่วย รายวัน และรายสัปดาห์ในผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง 3. ดำเนินการติดตามกำกับดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตที่ตนเองได้รับผิดชอบ โดยดูแลเรื่อง พฤติกรรมการการออกกำลังกาย สมาธิบำบัด SKT ทุกวัน เป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาทีโดยอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ติดตามการปฏิบัติสมาธิบำบัด SKT ในแต่ละวัน โดยถ่ายรูปส่งผ่านทาง Open Chat ผ่านระบบ LINE Open Chat “อสม. เสี่ยวหมู่รักษ์ความดัน” 4. นักศึกษาและเจ้าหน้าที่ ติดตามและทบทวนองค์ความรู้และการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดยมีกิจกรรมถอดบทเรียน และรายงานผลการติดกตามกำกับดูแล ในทุกอาทิตย์อย่างน้อย 1 ครั้ง ขั้นที่3 ขั้นสรุปและประเมินผล ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังทำการทดลอง แล้วนำมาวิเคราะห์สรุปและประเมินผล การดำเนินการโดยเปรียบเทียบผลการทดลองก่อนและหลัง ระดับค่าความดันโลหิต ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 1. พฤติกรรมการดูแลตนเองของ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิต -การดูแลความเครียด -การดูแลพฤติกรรมการออกกำลังกาย 2. ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค ความดันโลหิตสูง -ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแล ตนเองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
7 ผลงานวิจัยที่คล้ายกัน คือ สมาธิบำบัด SKT 2 ต่อระดับความดันโลหิตและตัวบ่ง ทางเคมี (ประภาส, อุบล 2013) มี ค่าความแปรปรวนอยู่ที่ 11.29 กำหนดค่าอำนาจการทดสอบอยู่ที่ 1.64 ที่ระดับความเชื่อมั่น 90% จะได้กลุ่ม ตัวอย่างโดยประมาณ 43.85 ตัวอย่าง โดยเผื่อกลุ่มตัวอย่าง 30 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 57.00 ตัวอย่าง ดังนั้นจึง ดำเนินการวิจัยในกลุ่มตัวอย่างที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ที่มีอยู่จำนวน 60 คน โดยมีเกณฑ์การ คัดเลือกดังนี้ 1. เกณฑ์การคัดเลือกของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ 1. เกณฑ์การคัดเข้า 1. ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์และขึ้นทะเบียนผู้ป่วยเรื้อรัง โรคความดันโลหิตสูง ที่อยู่ใน ระดับไม่สามารถควบคุมได้ 2.ไม่มีความพิการ 3. ยินดีเข้าร่วมโปรแกรมและมีเวลาสามารถเข้าร่วมโปรแกรมได้จนจบโปรแกรม 4. มีความรู้สามารถอ่านออกเขียนได้ 2. เกณฑ์การคัดออก 1. เป็นผู้ป่วยนอนติดเตียง 2. เป็นพระภิกษุ หรือนักบวช การสุ่มตัวอย่าง ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบกลุ่ม (custer sampling) โดยทำการสุ่ม ชุมชนในตำบลโพนเมืองน้อย จากจำนวน 12 หมู่บ้าน ทั้งหมด 10 ชุมชน ได้ชุมชนบ้านชะแงะ และชุมชนขุมเหล็ก ที่มีรวมจำนวนผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้มากกว่าชุมชนละ 30 คน แล้วทำการสุ่มอย่างง่าย (simple sampling) โดยการสมัครใจผู้เข้าร่วม ตามเกณฑ์คัดเข้าคัดออก มาได้ทั้งหมด 29 คน ในชุมชนบ้านชะแงะ เป็นกลุ่ม ทดลอง มี 2 คนที่ไม่สมัครใจเข้าร่วม และในชุมชนขุมเหล็ก 31 คน เป็นกลุ่มควบคุม ซึ่งทั้ง 2 ชุมชน เป็นชุมชนคน ละเขตบริการสุขภาพ แต่อยู่ในเขตตำบลโพนเมืองน้อย ที่มีบริบทใกล้เคียงกันแต่ห่างกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. เครื่องมือในการทดลอง การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้สร้างโปรแกรม Professional อสม. สู้ความดันโลหิตสูง ด้วยสมาธิบำบัด SKT ต่อผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ขึ้นโดยอาศัยการศึกษาวินิจฉัยชุมชน โดยประกอบกับการ ประยุกต์ใช้ทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเรม ทฤษฎีแรงสนับสนุนทางสังคม การทบทวนวรรณกรรม และงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องต่างๆ แล้วนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทชุมชน ซึ่งสามารถแบ่งขั้นตอนการดำเนินโปรแกรมได้เป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่1 การพัฒนาศักยภาพ อสม. Professional โดยจัดอบรม โปรแกรม professional อสม. ต่อสู้ความดันโลหิตสูง ด้วยสมาธิบำบัด (SKT) เพื่อให้ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีความเป็น ความรู้และความเข้าใจ และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างดี ด้านการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิต ด้วยสมาธิบำบัด (SKT) ในระดับเดียวกัน โดยมีเนื้อหาการอบรมทั้งหมด 6 เรื่อง ดังนี้ เรื่องที่ 1 อสม. รอบรู้สู้ความดันโลหิตสูง
8 เรื่องที่ 2 อสม. รู้และเข้าใจการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เรื่องที่ 3 อสม.รู้และเข้าใจการจัดการความเครียดในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เรื่องที่ 4 อสม.เชี่ยวชาญการใช้สมาธิบำบัด (SKT) ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เรื่องที่ 5 อสม.ผู้คู่ประชาชน เรื่องที่ 6 ชื่อ อสม.ดูออก บอกถูก ขั้นที่2 ขั้นปฏิบัติการตามภารกิจ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 1. มอบหมายภารกิจ ให้ความรู้สร้างความเข้าใจ ฝึกปฏิบัติและดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 2. จัดตารางการลงปฏิบัติหน้าที่ดูแลติดตาม ในการจัดทำกิจกรรมสมาธิบำบัดในผู้ป่วย รายวัน และราย สัปดาห์ในผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง 3. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ติดตามกำกับการปฏิบัติสมาธิบำบัด SKT ของผู้ป่วยใน คุ้มที่รับผิดชอบทุกวัน โดยถ่ายรูปส่งผ่านระบบ LINE Open Chat “อสม. เสี่ยวรักษ์ความดัน” 4. ติดตามและทบทวนองค์ความรู้และการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดยมีกิจกรรมถอดบทเรียน และรายงานผลการติดกตามกำกับดูแล ในทุกอาทิตย์อย่างน้อย 1 ครั้ง ขั้นที่ 3 ขั้นสรุปและประเมินผล ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังทำการทดลอง แล้วนำมาวิเคราะห์ สรุปและประเมินผลการ ดำเนินการโดยเปรียบเทียบผลการทดลองก่อนและหลัง 2.เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้สร้างเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจากการทบทวน วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบไปด้วย 5 ส่วน ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ประกอบไปด้วย 11 ข้อ วิเคราะห์โดยวัดค่าร้อยละ สัดส่วน และส่วนเบ่งเบน มาตรฐาน ส่วนที่ 2 ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง ประกอบด้วยคำถาม 30 ข้อ วัดค่าความถูกต้อง ซึ่งผู้วิจัย พัฒนาขึ้น และมีเกณฑ์การให้คะแนนเป็น Rating scale ตามลักษณะคำถามเชิงลบและเชิงบวก จากนั้นทำการแปล ผลระดับความรู้เกี่ยวกับความดันโลหิตสูง รายข้อ ออกเป็น 4 ระดับ คือ ระดับดีเยี่ยม ระดับดี ระดับพอใช้ ระดับควร ปรับปรุง โดยใช้วิธีการปรับส่วนคะแนนแต่ละส่วนที่ให้คะแนนออกเป็น 4 คะแนน และคำนวณช่วงคะแนนแต่ระดับ ความรู้ด้วยวิธีอันตรภาคชั้นใช้เกณฑ์ของ บลูม (Bloom, 1967, p. 60) มาปรับใช้ ส่วนที่ 3 พฤติกรรมการดูแลตนเอง ประกอบด้วยคำถาม 28 ข้อ วัดค่าความถี่ของพฤติกรรมเป็นครั้งต่อ สัปดาห์ ซึ่งผู้วิจัยพัฒนาขึ้น และมีเกณฑ์การให้คะแนนเป็น Rating scale ตามลักษณะคำถามเชิงลบและเชิงบวก จากนั้นทำการแปลผลระดับพฤติกรรมการออกกำลังกาย เป็นรายข้อ ออกเป็น 4 ระดับ คือ ระดับดีเยี่ยม ระดับดี ระดับพอใช้ ระดับควรปรับปรุง โดยใช้วิธีการปรับส่วนคะแนนแต่ละส่วนที่ให้คะแนนออกเป็น 4 คะแนน และ คำนวณช่วงคะแนนแต่ระดับพฤติกรรมด้วยวิธีอันตรภาคชั้น (กัลยาวาณิชย์ บัญชา, 2544) ส่วนที่ 4 ระดับความเครียด ด้วยแบบทดสอบความเครียด SPST – 20 (กรมสุขภาพจิต) ประกอบไปด้วย 20 ข้อ โดยวัดค่าความถีพฤติกรรมในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งอ้างอิงจาก SPST – 20 ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และมีเกณฑ์การให้คะแนนเป็น Rating scale ตามลักษณะคำถามเชิงลบ และเชิงบวก
9 ส่วนที่ 5 ระดับความดันโลหิต จะวัดค่าความดันโลหิตก่อนและหลัง โดยใช้เครื่องวัดความดันโลหิต อัตโนมัติ (Non-invasive automated sphygmomanometers) ซึ่งเป็นเครื่องวัดความดันโลหิตที่มีระบบตรวจวัด ค่าความดันโลหิตในตัว และแสดงค่าความดันโดยอัตโนมัติ เป็นดิจิตอล (digital display) โดยวัดกลุ่มตัวอย่างใน เครื่องเดียวกัน และได้รับการตรวจสอบเครื่องวัดความดันอัตโนมัติอย่างสมบูรณ์และได้มาตรฐานแล้ว โดยเป็นการวัด 3 ครั้งพักครั้งละ 15 นาที แล้วนำมาเฉลี่ยเป็นความที่ใช้เปรียบเทียบ การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ การทดสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา (content validity) โดยผู้วิจัยนำแบบสัมภาษณ์ในทั้ง 3 ส่วน ส่งตรวจสอบเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน และค่าความเชื่อมั่นโดยสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Reliability Cronbach’s Coefficient Alpha) เท่ากับ 0.77 การเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นก่อนการทดลอง 1. จัดทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ผู้ใหญ่บ้าน และผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านขุม เหล็ก ตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อขออนุญาต และอำนวยความสะดวกในการ ดำเนินการวิจัย 2. ดำเนินการเก็บข้อมูลก่อน การทดลองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยผู้วิจัย และอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) นัดหมายผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทั้ง 2 กลุ่มตัวอย่าง มาตรวจวัดระดับความ โลหิตก่อนเริ่มดำเนินกิจกรรมตามโปรแกรม Professional อสม. สู้ความดันโลหิตสูง ด้วยสมาธิบำบัด SKT ต่อผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ขั้นการทดลอง การลงติดตามการปฏิบัติการของอสม. ในทุกอาทิตย์ อาทิตย์และ 1 ครั้ง โดยถอดบทเรียนการปฏิบัติงาน ปัญหาระหว่างปฏิบัติการ และแนวทางการแก้ไขปัญหา ขั้นหลังการทดลอง 1. ดำเนินการเก็บข้อมูลหลังการทดลองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยผู้วิจัย และอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) นัดหมายผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทั้ง 2 กลุ่มตัวอย่าง มาตรวจวัดระดับความ โลหิตหลังการดำเนินกิจกรรมตามโปรแกรม Professional อสม. สู้ความดันโลหิตสูง ด้วยสมาธิบำบัด SKT ต่อผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ 2. ตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ เมื่อเก็บข้อมูลได้ครบตามต้องการและนำข้อมูลมาประมวนผลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สถิติพรรณนา (Descriptive statistics) ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. วิเคราะห์คะแนนความรู้เกี่ยวกับความดันโลหิตสูง พฤติกรรมการการออกกำลังกาย ระดับความเครียด และค่าความดันโลหิต โดยใช้สถิติพรรณนา (Descriptive statistics) ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
10 3. เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับความดันโลหิตสูง พฤติกรรมการการออกกำลังกาย ระดับ ความเครียด และค่าความดันโลหิต โดยเปรียบเทียบความแตกต่างในระยะก่อนการทดลอง และระยะหลังกรทดลอง ในกลุ่มตัวอย่าง ของคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรม ด้วยสถิติ Paired sample test 4. เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับความดันโลหิตสูง พฤติกรรมการการออกกำลังกาย ระดับ ความเครียด และค่าความดันโลหิต โดยเปรียบเทียบความแตกต่างในระยะก่อนการทดลอง และระยะหลังกรทดลอง ในกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม ของคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรม ด้วยสถิติ independent sample test การพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างได้รับการเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัว การปกปิดความลับโดยผู้วิจัยแนะนำตัวเอง ชี้แจง วัตถุประสงค์ของการวิจัย ขั้นตอนการเก็บข้อมูลและรูปแบบทำการวิจัย และระยะเวลาของเก็บข้อมูล พร้อมทั้งแจ้ง ให้กลุ่มตัวอย่างทราบถึงสิทธิในการตอบรับและปฏิเสธการเข้าร่วมในการวิจัยครั้งนี้ โดยไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อการ ได้รับบริการตามปกติ กลุ่มตัวอย่างที่สมัครใจแสดงความจำนงด้วยการยินยอมด้วยวาจาหรือลงนามเป็นลายลักษณ์ อักษร ในระหว่างการเก็บข้อมูลหากกลุ่มตัวอย่างไม่ต้องการให้ข้อมูลต่อจนครบตามกำหนดกลุ่มตัวอย่างสามารถ บอกยกเลิกได้โดย ไม่จำเป็นต้องแจ้งเหตุผล ข้อมูลต่างๆ ที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ถือเป็นความลับ การนำเสนอข้อมูล เป็นการนำเสนอในภาพรวม ไม่มีการเปิดเผยชื่อและนามสกุลที่แท้จริงของกลุ่มตัวอย่าง ผลการวิจัย ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มทดลองมีอายุอยู่ในช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป มากที่สุดคิด เป็นร้อยละ 79.3 โดยอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 67.1 (S.D.= 10.64) อายุต่ำสุด 45 ปี และมากสุด 87 ปี เพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 72.4 เพศ ชายคิด เป็นร้อยละ 27.6 มีสถานภาพสมรส คิดเป็นร้อยละ 69 ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา และ ประกอบอาชีพเกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 93.1 มีประวัติญาติสายตรงที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง คิดเป็นร้อยละ 62.1 ส่วนดัชนีมวลกายอยู่ในช่วงน้อย 18.5 (ต่ำกว่าเกณฑ์) และ 18.5-22.9 (ปกติ) คิดเป็นร้อยละ 48.3 กลุ่มควบคุมมีอายุอยู่ในช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป มากที่สุดคิด เป็นร้อยละ 80.6 โดย อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 67.4 (S.D. = 9.83) อายุต่ำสุด 48 ปี และมากสุด 88 ปี เพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 64.5 เพศชาย คิดเป็นร้อยละ 35.5 มีสถานภาพ สมรส คิดเป็นร้อยละ 63.1 ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา และประกอบอาชีพเกษตร คิดเป็นร้อยละ 96.8 มีประวัติสายตรงที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง คิดเป็นร้อยละ 83.9 ส่วนดัชนีมวลกายอยู่ในช่วงน้อยกว่า 18.5 (ผอม) คิดเป็นร้อยละ 54.8 ตารางที่1 เปรียบเทียบความแตกต่างของความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง พฤติกรรมการออกกำลังกายสมาธิ บำบัด SKT พฤติกรรมความเครียด และค่าความดันโลหิตของกลุ่มทดลองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ก่อน และหลังการเข้ารับโปรแกรม กลุ่มทดลอง (n=29)
11 ตัวแปร ก่อนทดลอง หลังทดลอง M S.D. M S.D. t df p-value ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง 20.7 5.69 20.5 2.79 0.213 28 0.833 พฤติกรรมการออกกำลังกายสมาธิ บำบัด SKT 8.3 0.48 25.4 5.19 -17.530 28 <.001 ความเครียด 31.2 12.42 28.8 10.08 0.685 28 0.499 Systolic (mmHg) 138.5 14.92 122.17 10.87 4.504 28 <.001 Diastolic (mmHg) 78.7 8.94 71.4 9.14 2.833 28 0.008 จากตาราง 1 พบว่า ค่าเฉลี่ยของกลุ่มทดลองในกลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ก่อนและหลังการ เข้ารับโปรแกรมมีพฤติกรรมการออกกำลังกายสมาธิบำบัด SKT (p < 0.001) ค่าความดันโลหิต Systolic (p < 0.001) และ Diastolic (p = 0.008) ทั้งก่อนและหลังการเข้ารับโปรแกรมของกลุ่มตัวอย่างมีความแตกต่างกันที่ระดับ นัยสำคัญทางสถิติ ส่วนความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง พฤติกรรมความเครียด ไม่มีความแตกต่างกัน ตารางที่2 เปรียบเทียบความแตกต่างของความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง พฤติกรรมการออกกำลังกายสมาธิ บำบัด SKT พฤติกรรมความเครียด และค่าความดันโลหิตของกลุ่มควบคุมในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ก่อนและหลังการเข้ารับโปรแกรม ตัวแปร กลุ่มควบคุม (n=31) ก่อนทดลอง หลังทดลอง t df p-value M S.D. M S.D. ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง 17.0 3.66 15.6 1.83 1.961 30 0.065 พฤติกรรมการออกกำลังกายสมาธิ บำบัด SKT 8.1 0.37 9.9 3.54 -2.853 30 0.008 ความเครียด 29.9 11.32 26.6 7.44 1.292 30 0.206 Systolic (mmHg) 132.5 14.82 134.6 10.36 -0.841 30 0.407 Diastolic (mmHg) 72.1 9.28 76.1 9.14 -2.060 30 0.048 จากตาราง 2 พบว่า ค่าเฉลี่ยของกลุ่มควบคุมในกลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ก่อนและหลังการ เข้ารับโปรแกรมมีพฤติกรรมการออกกำลังกายสมาธิบำบัด SKT (p=0.008)ค่าความดันโลหิต Diastolic (p=0.048) ทั้งก่อนและหลังการเข้ารับโปรแกรมของกลุ่มตัวอย่างมีความแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนความรู้ เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง พฤติกรรมความเครียด และค่าความดันโลหิต Systolic ไม่มีความแตกต่างกัน ตารางที่ 3 เปรียบเทียบความแตกต่างของความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง พฤติกรรมการออกกำลังกายสมาธิ บำบัด SKT พฤติกรรมความเครียด และค่าความดันโลหิต ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมใน ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงหลังการเข้ารับโปรแกรม
12 ตัวแปร กลุ่มทดลอง (n=29) กลุ่มควบคุม (n= 31) t df p-value M S.D. M S.D. ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง ก่อนเข้าโปรแกรม หลังเข้าโปรแกรม 20.7 20.5 5.69 2.79 17.0 15.6 3.66 1.83 2.982 8.082 58 58 0.004 <.001 พฤติกรรมการออกกำลังกายสมาธิบำบัด SKT ก่อนเข้าโปรแกรม หลังเข้าโปรแกรม 8.3 25.4 0.48 5.19 8.1 9.9 0.37 3.54 1.651 13.534 58 58 0.104 <.001 ความเครียด ก่อนเข้าโปรแกรม หลังเข้าโปรแกรม 36.7 28.8 14.14 10.08 29.9 26.6 11.3 27.44 2.078 0.959 58 58 0.043 0.342 Systolic (mmHg) ก่อนเข้าโปรแกรม หลังเข้าโปรแกรม 138.5 122.7 14.92 10.87 132.35 134.6 14.82 10.36 1.604 -4.538 58 58 0.114 <.001 Diastolic (mmHg) ก่อนเข้าโปรแกรม หลังเข้าโปรแกรม 78.76 71.4 8.94 9.14 72.10 76.1 9.28 9.10 2.828 -1.971 58 58 0.006 0.054 จากตาราง 3 พบว่า ค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมในกลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุม ไม่ได้หลังการเข้ารับโปรแกรมมีความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง (p<0.001) พฤติกรรมการออกกำลังกายสมาธิ บำบัด SKT (p<0.001) ค่าความดันโลหิตลดลง Systolic (p<0.001) ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมมีความ แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ อภิปรายผล วิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง ค่าเฉลี่ย ของคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองในด้านพฤติกรรมการออกกำลังกาย พฤติกรรมความเครียด และค่าเฉลี่ยระดับ ความดันโลหิตก่อนและหลังได้รับโปรแกรม จากการวิจัยสามารถนำผลมาอภิปรายได้ดังนี้ 1. ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง จากการศึกษา พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เกี่ยวกับโรค ความดันโลหิตสูงของกลุ่มทดลองหลังการเข้าร่วมโปรแกรมและก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมไม่แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งขัดแย้งสมมติฐานที่ตั้งไว้ และขัดแย้งกับการศึกษาของ พิมพ์ธิดา บุญวงค์, เสาวนันท์ บำเรอ ราช (2558) พบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น กว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม และหลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับ โรคความดันโลหิตสูงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง การ บรรยายเนื้อหาความรู้ การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ และกิจกรรมต่างๆ ที่ให้กลุ่มทดลอง ปฏิบัติจริง สามารถทำให้เกิดทักษะในการดูแลตนเองมากขึ้น และสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้
13 2. พฤติกรรมด้านการออกกำลังกาย จากการศึกษา พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมด้านการออก กำลังกายของกลุ่มทดลองหลังการเข้าร่วมโปรแกรมและก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ (p-value < 0.001) ซึ่งสอดคล้องสมมติฐานที่ตั้งไว้และสอดคล้องกับการศึกษาของ นิวัฒน์ บุญสม (2560) พบว่า พฤติกรรมการออกกำลังกายของกลุ่มทดลองหลังการเข้าร่วมโปรแกรมเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการเข้า ร่วมโปรแกรม และหลังการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการออกกำลังกายแตกต่างกันกับกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) เนื่องจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ร่างกายมีการใช้ พลังงานส่งผลให้ระดับความดันโลหิตลดลง และสอดคล้องกับการศึกษาของลลิตา บุญงาม, ชนัญชิดาดุษฎี ทูลศิริ, สุวรรณา จันทร์ประเสริฐ (2560) พบว่า ได้รับโปรแกรมการอออกกำลังกายแบบชี่กง ระยะเวลา 8 สัปดาห์ จาก กิจกรรมทำให้มีทักษะการออกกำลังกายแบบชี่กงเกิดความมั่นใจในตนเอง และพยายามปฏิบัติกิจกรรมจนสำเร็จได้ เกิดความคาดหวังในผลลัพธ์ที่จะออกกำลังกายแบบชี่กงเพื่อลดระดับความดันโลหิต 3. ด้านความเครียด จากการศึกษา พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมความเครียดของกลุ่มทดลองหลัง การเข้าร่วมโปรแกรมและก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p-value < 0.499) ซึ่ง ขัดแย้งสมมติฐานที่ตั้งไว้และขัดแย้งกับการศึกษาของณัฐธิดา พระสว่าง, รักชนก คชไกร, ยุพา จิ๋วพัฒนกุล (2559) พบว่า กลุ่มทดลองหลังเข้าร่วมโปรแกรมมีพฤติกรรมด้านความเครียดลดลงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม และหลังเข้า ร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีพฤติกรรมความเครียดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p-value < 0.342) เนื่องจากการให้ความรู้เรื่องการจัดการกับความเครียดที่เหมาะสม ร่วมกับการใช้สมาธิบำบัด SKT จะช่วย ให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตสูงได้ลดลง และขัดแย้งกับการศึกษาของอาภรณ์ สิงห์ชาดา, กุลวดี โรจน์ไพศาลกิจ, สมใจ นกดี (2559) พบว่า การฝึกการหายใจ การฝึกผ่อนคลายด้วยการเกร็งและ คลายกล้ามเนื้อ รวมทั้งการหายใจแบบลึก และการทำสมาธิ เป็นวิธีจัดการความเครียดที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ทำให้ ระดับความเครียดลดลง 5. ค่าความดันโลหิต จากการศึกษา พบว่า ค่าเฉลี่ยของระดับความดันโลหิตของกลุ่มทดลองหลังการเข้า ร่วมโปรแกรมและก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value 0.001) มีพฤติกรรมการ ดูแลสุขภาพตนเองที่เหมาะสมและตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพ จะส่งผลให้ระดับความดันโลหิต ลดลง ซึ่งสอดคล้องสมมติฐานที่ตั้งไว้และสอดคล้องกับการศึกษาของพงศ์ศักดิ์ ราชสมณะ, บัวลอย พรหม แจ้ง (2561) พบว่า กลุ่มทดลองก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมและหลังเข้าร่วมโปรแกรมมีระดับความดันโลหิตแตกต่าง กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามแนว ทางการรักษาปกติ การได้รับการดูแลและคำแนะนำที่เหมาะสมสามารถทำให้ผู้ป่วยความดันโลหิตลดลงได้และ สอดคล้องกับการศึกษาของสุพัตรา สิทธิวัง, ศิวพร อึ้งวัฒนา, เดชา ทำดี (2563) พบว่า มีการสนับสนุนให้ผู้ที่เป็น โรคความดันโลหิตสูงวัยผู้ใหญ่ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ในการติดตามพฤติกรรมสุขภาพของตนเอง ประเมินตนเอง และเสริมแรงตนเอง จึงทำให้ความดันโลหิต กลุ่มทดลองต่ำกว่าควบคุมและต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรม แกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) มีพฤติกรรมการดูแลสุภาพตนเองที่เหมาะสมและตระหนักถึง ความสำคัญของการดูแลสุขภาพ ส่งผลให้ระดับความดันโลหิตลดลง ซึ่งสอดคล้องสมมติฐานที่ตั้งไว้ และสอดคล้อง กับการศึกษาของวงค์ชญพจณ์ พรหมศิลา, สุภาพร แนวบุตร, ประทุมา ฤทธิ์โพธิ์ (2562) พบว่า ในการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการปฏิบัติตนจากการได้รับความรู้ การฝึกปฏิบัติ และการใช้กิจกรมต่างๆ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการ ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ระยะเวลา 8 สัปดาห์ โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีของนิวแมน (Neuman, 2002)
14 การนำผลการวิจัยไปใช้ ควรนำผลการศึกษาไปใช้ในรูปแบบการพัฒนาศักยภาพ อสม. Professional ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่นๆ และขยายผลในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลอื่นๆ เพื่อเสริมสร้างบทบาทหน้าที่ในการเฝ้าระวังติดตามดูแล พฤติกรรมผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ควรศึกษาผลรูปแบบของโปรแกรม Professional สู้ความดันโลหิตสูง ด้วยสมาธิบำบัด (SKT) ต่อค่าความ ดันโลหิต ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ให้มีระยะเวลามากยิ่งขึ้น Reference นิวัฒน์ บุญสม. (2560). การพัฒนาความอ่อนตัวด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ. วารสารสาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ หาวิทยาลัยศิลปากร, 10(2), 2173-2184. พงษ์ศักดิ์ ราชราชสมณะ, บัวพลอย พรหมแจ้ง. (2561). ผลของการปฏิบัติสมาธิบำบัด SKT 1 ต่อระดับความดัน โลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ ในคลินิกหมอครอบครัว. วารสารวิชาการป้องกัน ควบคุมโรค สคร. 2 พิษณุโลก, 5(2), 15-27. พิมพ์ธิดา บุญวงค์, เสาวนันท์บำเรอราช. (2558). ความรู้และการปฏิบัติตัวในการดูแลคนเองของผู้ป่วยเกี่ยวกับโรค ความดันโลหิตสูง. วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 3(3), 377-393. พุทธลักษ์ ดีสม, สุภาพร แนวบุตร, สมศักดิ์ โทจำปา. (2562). ผลของโปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพด้วยสมาธิ บำบัด SKT 2 ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้. วารสารการพยาบาลและ สุขภาพ, 13(2), 66-76. พรมงคล ฉันท์รัตนโยธิน. (2561). สมาธิและพุทธจิต ช่วยบำบัดความเครียด. วารสารพุทธจิตวิทยา, 3(2), 58-64. ลลิตา บุญงาม ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบชี่กงต่อระดับความดันโลหิตของสตรีกลุ่มเสี่ยงโรคความดัน โลหิตสูง อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 25(1), 82-94. วงค์ชญพจณ์ พรหมศิลา, สุภาพร แนวบุตร, ประทุมา ฤทธิ์โพธิ์. (2562). ผลของโปรแกรมการป้องกันโรคความดัน โลหิตสูงต่อพฤติกรรมการปฏิบัติตนและค่าเฉลี่ยความดันโลหิตของบุคคลกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูง. วารสารพยาบาลสาร, 46(2), 95-107. ศิรินยา บูรณสรรพวิทธิ์. (2561). ผลการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวที่มีต่อความแข็งแรง และการทรงตัวใน ผู้สูงอายุ. วารสารคณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยครีนครินทรวิโรฒ, 15(2), 119-131. สมรัตน์ ขำมาก. (2559). พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง. วารสารเครือข่ายวิทยาลัย พยาบาลและการสาธารณสุขใต้, 3(3), 153-169. สมาพันธ์ความดันโลหิตสูงโลก world Hypertension League (WHL). (2562). รณรงค์ความดันโลหิตโลก.สืบค้น เมื่อ 10 พฤษภาคม 2564 จาก http://www.thainch.com/document/hot%news/ประเด็นสารวัน ความดันโลหิตสูง_62.pdf.
15 สถิติสาธารณสุข. กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2564 จาก http://bps.moph.go.th. สุทธิรัตน์ พิมพ์พงศ์และคณะ. (2559). ผลการใช้โปรแกรมสมาธิบำบัด ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและ โรคเบาหวาน. สืบค้นเมือ 8 พฤษภาคม 2564 จาก https://www.western.ac.th/media/attachme nts/2018/03/01/-4.pdf. สุพัตรา สิทธิวัง. (2563). การจัดการตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพ และระดับความดันโลหิตของผู้ที่เป็นโรคความดัน โลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ โปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้. วารสารพยาบาลสาร, 47(2), 85-97. ณัฐธิดา พระสว่าง. (2559). ผลของสมาธิบำบัด นั่งผ่อนคลาย ประสานกายประสานจิตร่วมกับการรักษาแบบเดิมต่อ ความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุในหน่วยบริการปฐมภูมิ. วารสารการพยาบาล และการดูแลสุขภาพ, 36(1), 33-42. อาภรณ์ สิงห์ชาดา, กุลวดี โรจน์ไพศาลกิจ, สมใจ นกดี. (2559). ผลของโปรแกรมการจัดการความเครียดต่อ ความเครียดของผู้สูงอายุ. วารสาร มฉก. วิชาการ วิทยาศาสตร์สุขภาพ, 19(38), 49-60. Giuseppe M, et al. (2007). 2007 Guidelines for management of arterial hypertension the Task for the Management of Arterial Hypertension of the European Society of Hypertension (ESH) and of the European Society of Cardiology (ESC). European Heart Journal, 28, 1462-1536 World Health Organization, International Society of Hypertension Writing Group. (2003). 2003 World Health Organization (WHO)/International Society of Hypertension (ISH).
16 ผลโปรแกรมการให้ความรู้และการออกกำลังกายรำมวยจีนในสถานการณ์ โควิด-19 ต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพและการควบคุมระดับความดันโลหิต ของ กลุ่มผู้ที่มีค่าความดันโลหิตเกินเกณฑ์มาตรฐาน บ้านโนนดู่ ตำบลสร้างนกทา อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ สุชาวดี โตพงษ์1 *, ภัทริญา แก้วมณี1 , ศุภรดา ธีรภัคจินดา1 และ วราพร ใยบัว2 มนัสนันท์ ฝ่ายบุตร3 1 ภาควิชาสาธารณสุขศาสตร์คณะโครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนดู่ *อาจารย์ที่ปรึกษา: อ.ดร. สุภาวดี พันธุมาศ และอ.ดร.ประเสริฐ ประสมรักษ์ E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ความรู้ และการออกกำลังกายรำมวยจีนในสถานการณ์โควิด-19 ต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพและการควบคุมระดับ ความดันโลหิต ของกลุ่มผู้ที่มีค่าความดันโลหิตเกินเกณฑ์มาตรฐาน บ้านโนนดู่ หมู่ที่ 5 ตำบลสร้างนกทา อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรเปรียบเทียบข้อมูล 2 กลุ่มที่เป็นไม่อิสระ ต่อกัน ดังนั้นจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดในการศึกษาครั้งนี้เท่ากับ 20 คนต่อกลุ่ม คือผู้ที่มีค่าระดับความดัน โลหิตเกินเกณฑ์มาตรฐานอายุ50-70 ปีเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง โดยกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการให้ความรู้และการออกกำลังกายรำมวยจีน เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ โดยยึดแนวทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด – 19 และการเว้นระยะห่างทางสังคม เครื่องมือที่ใช้ในการ รวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองในกลุ่มผู้ที่มีค่าระดับความดันโลหิตเกิน เกณฑ์มาตรฐาน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานด้วย สถิติpaired-sample test ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงและ พฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) มีระดับค่า ความดันโลหิตลดลง Systolic (p < 0.001), Diastolic (p < 0.001) มากกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ดังนั้นการออกกำลังกายรำมวยจีนสามารถช่วยลดระดับความดันโลหิตได้ซึ่ง ส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างเกิดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม คำสำคัญ: ผู้ที่มีค่าความดันโลหิตเกินเกณฑ์มาตรฐาน, การให้ความรู้, ออกกำลังกายรำมวยจีน, พฤติกรรม การดูแลสุขภาพ, ควบคุมระดับความดันโลหิต
17 The Effects of Educational and Tai Chi Chuan Exercise in COVID – 19 Situation on The Self-Health Care Behavior and Blood Pressure Control of Group with Higher Blood Pressure Normal Levels in Ban Nondu, Sang Nok Tha Subdistrict, Mueang District, Amnatcharoen Province. Suchawadee Tophong1*, Phatthariya Kaewmanee1 , Suparada Thiraphakchinda1 ,Warapron Yaibua2 and Manatsanun Faibut3 1Facalty of Public Health, Mahidol University Amnatcharoen campus 2 Nondu Health Promoting Hospital *Advisor Suphawadee Panthumas and Prasert Prasomruk E-mail: [email protected] Abstract This quasi-experimental aimed to determine test The Effects of Educational and Tai Chi Chuan Exercise in Covid – 19 Situation on The Self Health Care Behavior and Blood Pressure Control of Group with Higher Blood Pressure Normal Levels in Ban Nondu, Sang Nok Tha Subdistrict, Mueang District, Amnatcharoen Province. The sample size was calculated from paired- samples T-test, Therefore, the total in this study was 20 people per group, aged 5 0 - 70 years, Those with Higher Blood Pressure Normal Levels Patients with hypertension and those at risk of high blood pressure. The experimental group participated in a four-week Educational and Tai Chi Chuan Exercise program based on the COVID-19 prevention measures and social distancing. The collected data were using questionnaires Educational and The Self Health Care Behavior of Group with Higher Blood Pressure Normal Levels that reliability was 0.96 The data were analyzed by a descriptive and inferential statistic with paired-samples T-test. The results show that the experimental group had mean score of knowledge and selfhealth care behavior higher than before the experiment by a statistically significant at ( p < 0.001) The results showed that blood pressure values decreased, Systolic (p <0.001), Diastolic (p <0.001) was significantly lower than that before the experiment (p<.001) Therefore, Tai Chi Chuan exercise helps to lower blood pressure levels and thus improve knowledge and understanding. Appropriate hypertension Keywords: Higher Blood Pressure Normal Levels, Educational, Tai Chi Chuan Exercise, The Self-Health Care Behavior, Blood Pressure Control
18 ความเป็นมาและความสำคัญ โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ถือเป็นภัยร้ายเงียบ เนื่องจากไม่มีอาการแสดงล่วงหน้า จนทำให้ใครหลายๆคนต้องเสียชีวิต เป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของโลกทั้งในมิติของจำนวนการเสียชีวิต และภาระโรคโดยรวม (Ghebreyesus, 2019) สำหรับสถานการณ์ประเทศไทยจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิต สูงมีถึง 1,566,052 คน คิดเป็นอัตราการป่วยต่อประชากรแสนคน ในปี 2562 อยู่ที่ 2,388.84 คน (อรรถ เกียรติ กาญจนพิบูลวงศ, 2562) อัตราการตายของโรคความดันโลหิตสูงต่อประชากรแสนคน ในปี 2559- 2562 อยู่ที่ 12.05, 13.07, 13.13 และ 14.21 ตามลำดับ (อรรถเกียรติ กาญจนพิบูลวงศ์, 2562) จะเห็นได้ ว่ามีอัตราการป่วยและอัตราการตายด้วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นในทุกๆปี หากไม่ได้รับการรักษาจะ ส่งผลให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น เมื่อเป็นแล้วต้องมีการดูแลที่ซับซ้อนและยาวนานผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดัน โลหิตสูงจึงจำเป็นต้องควบคุมระดับความดันโลหิตอยู่เสมอ โดยจากการสำรวจสุขภาพคนไทยพบว่าร้อยละ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่สามารถควบคุมได้ดี คิดเป็น 42.35%) (สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค, 2563) แต่ก็ยังมีกลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ยังไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้อีกจำนวนหนึ่ง และกลุ่ม เสี่ยงหรือกลุ่มต้องสงสัยโรคความดันโลหิตสูงจำนวน 802,771 คน (กระทรวงสาธารณสุข, 2563) ซึ่งปัจจัยที่ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงไม่ได้เกิดจากการขาดความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูง เกิดจาก ขาดความตระหนักในการปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง ในด้านการรับประทานอาหาร ดื่มสุรา สูบบุหรี่ รวมทั้งขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จากการศึกษาของคลอบาเนียน (Chobanian, 2007) การที่บุคคลจะมีสุขภาพดีได้นั้นไม่เพียงแต่จะมีแค่ความรู้เกี่ยวกับโรคเท่านั้นแต่ควรมีการรับรู้ถึง ความเสี่ยง ความรุนแรง และรู้ถึงประโยชน์การปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพที่ดี(Becker, 1974) การที่จะ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของแต่ละบุคคล ควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ ลดปริมาณ การใช้ยา ต้องให้ความรู้เรื่องโรคในด้านความรุนแรงของโรค เพื่อสร้างให้เกิดความตระหนัก และเกิดการ เปลี่ยนแปลงไปสู่การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ซึ่งจะต้องจัดกิจกรรมเลือกวิธีการให้ความรู้ที่เหมาะสมกับ กลุ่มเป้าหมาย โดยการนำปัจจัยด้านความรู้เรื่องโรค ความรู้เรื่องประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพ ที่ถูกต้อง (นิพพาภัทร์ สินทรัพย์, 2559) โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัญหาสำคัญอีกปัญหาหนึ่งในโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนดู่ เนื่องด้วยจำนวนของผู้ป่วยในเขตพื้นที่บริการมีจำนวน 285 คน (HDC อำนา เจริญ, 2557) คาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การควบคุมระดับความดันโลหิตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยต้อง ปฏิบัติเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น โดยตัวชี้วัดร้อยละของผู้ป่วยควบคุมระดับความดันโลหิตได้ดี คิดเป็นร้อยละ 48.77 (HDC อำนาเจริญ, 2557) ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนดู่ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงมีจำนวน 269 คน (HDC อำนา เจริญ, 2557) คิดเป็นร้อยละ ในการแก้ไขปัญหาความดันโลหิตสูงในชุมชนนั้น จำเป็นที่จะต้องให้ชุมชนเข้ามา มีส่วนร่วม เนื่องจากการมีส่วนร่วมของชุมชนจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนมีความตื่นตัว ( ประสบสุข ศรีแสน ปางและคณะ, 2551)
19 จากการจัดประชุมระดมความคิดร่วมกับประชาชนชาวบ้านโนนดู่หมู่ที่ 5 ตำบลสร้างนกทา ได้ทํา การจัดลําดับความสําคัญของปัญหาที่ได้จากการศึกษาชุมชน โดย ชาวบ้านมีความตระหนักในเรื่องของปัญหา โรคความดันโลหิตสูงในชุมชน และมีความต้องการแก้ปัญหาดังกล่าว จากการศึกษาทบทวนวรรณกรรมที่ เกี่ยวข้อง การสร้างเสริมความรู้ที่เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงอย่างเพียงพอจะส่งผลทำให้เกิดความตระหนัก ในความรุนแรงของโรคความดันโลหิตสูง มีการรับรู้ว่าตนเองมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง และมีการรับรู้ในความรุนแรงของโรคความดันโลหิตสูงก็จะมีพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตที่สูงขึ้น และสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ สามารถลดปริมาณการใช้ยาตามมาด้วยการให้ความรู้เรื่องโรค ความดันโลหิตสูง (วันทนา ทีฆพุฒิ , 2550)จึงได้มีการจัดกิจกรรมการให้ความรู้เรื่องของโรคความดันโลหิตสูง และพฤติกรรมในการดูแลตนเอง มีรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสม ได้แก่ การออกกำลังกายรำมวยจีน น ำมำใช้ในกำรท ำกิจกรรมในชุมชน เนื่องจำกการออกกำลังกายรำมวยจีนนั้นเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ใช้ แรงมากในการออกกำลังกาย หากการออกกำลังกายได้อย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ถือเป็นการควบคุมและ ป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้อีกทางหนึ่ง (ลลิตา บุญงาม, 2560) อีกทั้งการออกกำลังกายแบบรำ มวยจีนเป็นการออกกำลังกายที่จัดเป็น (Resistance Training) การออกกำลังกายโดยมีแรงต้านกล้ามเนื้อ พอเหมาะ ร่วมกับการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้าๆ มีท่าทางที่นุ่มนวลและต่อเนื่องไม่ต้องออกแรงมาก อีกทั้ง ยังช่วยให้จิตใจลดความตึงเครียดได้(พรประภา สุทธิจิตร, 2562) วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.เพื่อเปรียบเทียบค่าคะแนนความรู้ของกลุ่มผู้ที่มีค่าความดันโลหิตเกินเกณฑ์มาตรฐานก่อนและหลัง การได้รับโปรแกรม 3.เพื่อเปรียบเทียบค่าคะแนนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพกของลุ่มผู้ที่มีค่าความดันโลหิตเกินเกณฑ์ มาตรฐานก่อนและหลังการได้รับโปรแกรม 2.เพื่อเปรียบเทียบระดับความดันโลหิตของกลุ่มผู้ที่มีค่าความดันโลหิตเกินเกณฑ์มาตรฐานก่อนและ หลังการได้รับโปรแกรมการ
20 กรอบแนวคิดการในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (quasi- experimental research design) เป็น การศึกษาแบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง (one groups pre-test-post-test design) มี รายละเอียดดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้ที่มีค่าระดับความดันโลหิตเกินเกณฑ์มาตรฐาน อายุ 50-70 ปี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง ตั้งแต่อายุ 50- 70 ปี ที่อาศัยอยู่ในหมู่ที่ 5 บ้านโนนดู่ ตำบลสร้างนกทา อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ เกณฑ์การคัดเลือกกลุ่ม ตัวอย่างมีเกณฑ์ดังนี้ 1. เกณฑ์คัดเข้า 1.1 อายุ 50-70 ปี 1.2 มีค่าความดันโลหิตซิสโตลิค มากว่า 130 มิลลิเมตรปรอท 1.3 มีค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิค มากกว่า 80 มิลลิเมตรปรอท 2. เกณฑ์คัดออก 2.1 เป็นผู้พิการหรือทุพลภาพ 2.2 ไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการวิจัย 2.4 เป็นพระภิกษุ หรือ นักบวช 2.5 มีอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป 2.6 มีอายุไม่ถึง 50 ปี โปรแกรมการให้ความรู้และการออกกำลังกาย รำมวยจีน กิจกรรมที่ 1 การให้ความรู้เรื่องความดันโลหิต การบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย พฤติกรรม การดูแลตนเอง กิจกรรมที่ 2 การออกกำลังกายรำมวยจีนและ วัดระดับความดันโลหิต - ความรู้ - พฤติกรรมการดูแลตนเอง - ระดับความดันโลหิต
21 2.7 เป็นผู้ที่มีความผิดปกติทางสมอง เช่น จิตเวท กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง ตั้งแต่อายุ 50-70 ปี ที่อาศัยอยู่ในหมู่ที่ 5 บ้านโนนดู่ ตำบลสร้างนกทา อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ โดยการหาขนาดกลุ่มตัวอย่าง คำนวณโดยใช้สูตรเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย 2 กลุ่ม (ไม่อิสระต่อกัน) คณะผู้วิจัยศึกษาคำนวณได้กลุ่มตัวอย่าง อย่างน้อยกลุ่มละ 17 คน และผู้วิจัยได้เพิ่มจำนวนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 20 เพื่อป้องกันการไม่สามารถเข้า ร่วมงานวิจัย เท่ากับ 20.4 ≈ 20 คนต่อกลุ่ม ดังนั้นจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดในการศึกษาครั้งนี้ คือ 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย จำแนกออกเป็น 2 ส่วน คือเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง และ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล มี รายละเอียด ดังนี้ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ประกอบด้วย เครื่องมือ 3 ส่วน ได้แก่ 1.1 โปรแกรมการออกกำลังกายรำมวยจีน โดยใช้ท่ารำทั้งหมด 18 ท่าในการออกกำลังกาย ได้แก่ ท่าที่ 1 ปรับลมปราณ ท่าที่ 2 ยืดอกขยายทรวง ท่าที่ 3 เฉิดฉายสายรุ้ง ท่าที่ 4 ตะวันเบิกฟ้า ท่าที่ 5 ยืนหยัดดัดแขน ท่าที่ 6 พายเรือกลางนํ้า ท่าที่ 7 เมฆขลาล่อแก้ว ท่าที่ 8 สาวน้อยชมจันทร์ ท่าที่ 9 หมุนกายผลักกร ท่าที่ 10 เยื้องย่างบังแสงส่อง ท่าที่ 11 แหวกธารชเวหา ท่าที่ 12 แหวกคลื่นกลางสมุทร ท่าที่ 13 วิหคกระพือปีก ท่าที่ 14 ยืดแขนปล่อยหมัด ท่าที่ 15 อินทรีทะยานฟ้า ท่าที่ 16 กังหันต้องลม ท่าที่ 17 ลีลาพาจร ท่าที่ 18 ปรับลมปราณ
22 และปรับเปลี่ยนท่าทุกสัปดาห์เพื่อให้เกิดความหลากหลาย โดยใช้แนวคิดการส่งเสริมสุขภาพของ เพนเดอร์ ทฤษฎีแรงสนับสนุนทางสังคม และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆ นำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทชุมชน รูปแบบในการออกกำลังกายในครั้งนี้จัดตามมาตรการเว้นระยะห่าง (Social Distancing) วัดอุณหภูมิ สวมหน้ากาก อนามัย ด้วยการระบาดของโควิด-19 ใช้เวลา 30 นาทีในการออกกำลังกาย จัดกิจกรรมทุกวันอังคาร กับพฤหัสบดี เวลา 17.00-17.30 น. ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม – 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 1.2 โปรแกรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพ โดยการบรรยายนำเสนอ สาเหตุของการเกิดโรคความดัน โลหิตสูง พฤติกรรมการดูแลตนเอง ได้แก่ การบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย การรับประทานยา และ การไปพบ แพทย์ ทุกวันอังคารกับวันพฤหัสบดีเวลา 17.00-17.30 น. ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม – 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 1.3 สมุดบันทึกระดับความดันโลหิตรายบุคคล วัดระดับความดันโลหิตตามปิงปองจราจร 7 สี 1.4 เครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติ (Non-invasive automated sphygmomanometer) ซึ่งเป็นเครื่องวัดความดันโลหิตที่มีระบบตรวจวัดค่าความดันโลหิตในตัว และแสดงค่า ความดันโดยอัตโนมัติ เป็นดิจิตอล (digital display) โดยวัดกลุ่มตัวอย่างในเครื่องเดียวกัน 2. เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 2.1แบบสอบถามการวิจัย ซึ่งมี 5 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ได้แก่ เพศ อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง ระดับการศึกษา ระยะเวลา การเจ็บป่วย สถานภาพสมรส สูบบุหรี่และดื่มสุรา มีจำนวน 7 ข้อ ส่วนที่ 2 ความรู้โรคความดันโลหิตสูงทั้งหมด 13 ข้อ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ด้านความหมาย 5 ข้อ ด้านการบริโภค 5 ข้อ ด้านการออกกำลังกาย 3 ซึ่งผู้วิจัยพัฒนาขึ้น (พิมพ์ธิดา บุญวงค์, 2558)ตามลักษณะคำถามเชิงลบและเชิงบวก ดังนี้ คำตอบ การให้คะแนน คำถามเชิงบวก คำถามเชิงลบ ถูก 1 0 ผิด 0 1 และมีเกณฑ์การให้คะแนนการแปลผลในการพรรณนาข้อมูล แบ่งระดับความรู้เกี่ยวกบัโรคความดันโลหิตสูง ออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้ ระดับสูง หมายถึง ได้คะแนนร้อยละ 80ขึ้นไป (คะแนน 11-13) ระดับปานกลาง หมายถึง ได้คะแนนร้อยละ 50-79 (คะแนน 7-10) ระดับต่ำ หมายถึง ได้คะแนนน้อยกว่าร้อยละ 50 (คะแนน 0-6) ส่วนที่ 3 พฤติกรรมการดูแลตนเอง ทั้งหมด 21 ข้อ แบ่งเป็น 4 ตอน ได้แก่ พฤติกรรมการบริโภคอาหาร พฤติกรรมด้านด้านการออกกำลังกายและด้านอารมณ์ มีเกณฑ์การให้คะแนนเป็น Rating scale 4 ระดับ ดังนี้
23 ความถี่ของพฤติกรรม การให้คะแนน ปฏิบัติเป็นประจำ 4 ปฏิบัติบ่อย 3-4 วันใน 1 สัปดาห์ 3 ปฏิบัตินานๆครั้ง 1-2 วันใน 1 สัปดาห์ 2 ไม่เคยเลย 1 และได้กำหนดระดับคะแนนพฤติกรรมออกเป็น 4 ระดับโดยใช้เกณฑ์อันตรภาคชั้น คำนวณจากค่า คะแนนสูงสุดลบด้วยค่า คะแนนต่ำสุด แล้วนำ ผลลัพธ์ที่ได้มาหารด้วยจำนวนระดับ ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น (พิมพ์ธิดา บุญวงค์, 2558) ได้ดังนี้ จากการคำนวณข้างต้นสามารถแบ่งระดับพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมได้ดังนี้ คะแนน 21.00-36.75 หมายถึง มีพฤติกรรมระดับควรปรับปรุง คะแนน 36.76-52.51 หมายถึง มีพฤติกรรมระดับพอใช้ คะแนน 52.52-68.27 หมายถึง มีพฤติกรรมระดับดี คะแนน 68.28-84.03 หมายถึง มีพฤติกรรมระดับดีเยี่ยม และคำนวณแบ่งตามระดับพฤติกรรมรายด้าน แบ่งออกเป็น 4 ระดับได้ดังนี้ ด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหาร จำนวน 7 ข้อ เกณฑ์การให้คะแนนอยู่ระหว่าง 7-28.03 คะแนน คะแนน 7.00-12.25 หมายถึง มีพฤติกรรมระดับปรับปรุง คะแนน 12.26-17.51 หมายถึง มีพฤติกรรมระดับพอใช้ คะแนน 17.52-22.77 หมายถึง มีพฤติกรรมระดับดี คะแนน 22.78-28.03 หมายถึง มีพฤติกรรมระดับดีเยี่ยม ด้านพฤติกรรมการออกกำลังกายและด้านอารมณ์ จำนวน 8 ข้อ เกณฑ์การให้คะแนนอยู่ระหว่าง 8- 32 คะแนน คะแนน 8.00 -14.00 หมายถึง มีพฤติกรรมระดับควรปรับปรุง คะแนน 14.01-20.01 หมายถึง มีพฤติกรรมระดับพอใช้ คะแนน 20.02-26.02 หมายถึง มีพฤติกรรมระดับดี คะแนน 26.03-32.03 หมายถึง มีพฤติกรรมระดับดีเยี่ยม ส่วนที่ 4 ระดับความดันโลหิต จะวัดค่าความดันโลหิตก่อนและหลัง โดยใช้เครื่องวัด ความดันโลหิตอัตโนมัติ (Non-invasive automated sphygmomanometers) ซึ่งเป็นเครื่องวัดความดัน โลหิตที่มีระบบตรวจวัดค่าความดันโลหิตในตัว และแสดงค่าความดันโดยอัตโนมัติ เป็นดิจิตอล (digital display) โดยวัดกลุ่มตัวอย่างในเครื่องเดียวกัน การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ การวิจัยในครั้งนี้ได้ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ของ เครื่องมือโดยนําแบบสอบถามที่ปรับปรุงจากแบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของ
24 กองสุขศึกษากรมอนามัย ให้สอดคล้องกับโรคความดันโลหิตสูงและเสนอผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน 3 ท่าน ดังนี้ นักวิชาการสาธารณสุขโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลโนนดู่ 1 คน และอาจารย์ประจําหลักสูตร สาธาณสุขศาตรบัณฑิต 2 คน เพื่อพิจารณาตรวจสอบเนื้อหาของข้อคําถามว่าสอดคล้องกับกรอบ แนวความคิดหรือทฤษฏีที่ใช้กาหนดเป็นโครงสร้างในการวัดและแนะนําการ ปรับปรุงแก้ไขแบบสอบถาม ให้ถูกต้องและเหมาะสม จากนั้นผู้วิจัยตรวจสอบความตรงทางทฤษฎีโดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) ในแต่ละข้อมีค่าระหว่าง 0.50 – 1.00 และนํามาปรับแก้ เพื่อให้มีความเหมาะสมด้านเนื้อหาความชัดเจนด้านภาษาตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้มี ความสมบูรณ์ชัดเจนก่อนนําไปทดลองใช้ ได้ค่าเท่ากับ 0.96 การเก็บรวบรวมข้อมูล แบ่งการทดลองออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ 1.ระยะเตรียมการทดลอง (สัปดาห์ที่ 1) มีรายละเอียด ดังนี้ 1.1 ผู้วิจัยทำการขออนุญาตจัดทำโครงการและทำหนังสือเสนอโครงการวิจัยแก่ทาง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขสุขภาพตำบลโนนดู่ พร้อมหนังสือยินยอมการเข้าร่วมโครงการแจ้งแก่อสม.และกลุ่ม ตัวอย่าง 1.2 ผู้วิจัยได้ทำการกำหนดข้อตกลงและทำการชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัยพร้อม ทั้งอธิบายขั้นตอนการดำเนินงานและกิจกรรมโปรแกรมในการทดลองและให้กลุ่มตัวอย่าง ได้เริ่มทำ แบบสอบถามก่อนที่จะเริ่มทำโปรแกรม (Pre-test) 2.ระยะการทดลอง (สัปดาห์ที่ 2-4) มีรายละเอียด ดังนี้ 2.1 จัดโปรแกรมและกิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขภาพและการออกกำลังกายด้วยการ รำมวยจีนในกลุ่มผู้ที่มีค่าความดันโลหิตเกินเกณฑ์มาตรฐานโดยจัดทำเป็นโครงการที่ชื่อว่า 3อ2ส พิชิตความดัน โลหิตสูง ทำการจัดโปรแกรมการออกกำลังกายและให้ความรู้ด้านสุขภาพ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ทุกวันอังคาร-พฤหัสบดี เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ 2.2 การวัดระดับความดันก่อน-หลังทำกิจกรรมเพื่อสังเกตระดับความดันของทั้งสอง กลุ่มและนำมาเปรียบเทียบกับวงล้อเฝ้าระวังจราจรชีวิตปิงปอง 7 สี และแปะสติ้กเกอร์ตามสีระดับปิงปองใน สมุดบันทึกระดับความดันรายบุคคล และให้ความรู้ในด้าน 3อ2ส และการดูแลสุขภาพและการป้องกันการเกิด โรคความดันโลหิตสูงอาการและพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์แก่กลุ่มเสี่ยง และการให้ความรู้ในด้านการบริโภค อาหาร การออกกำลังกายและอาการไม่พึงประสงค์จากการประทานยาให้แก่กลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 3.ระยะสิ้นสุดการทดลอง (สัปดาห์ที่ 4 ) 3.1 เมื่อกลุ่มตัวอย่างได้เข้าร่วมโปรแกรมโครงการ 3อ2ส พิชิตความดันโลหิตสูง เป็น ที่เรียบร้อยแล้วและทำการทดสอบหลังการทดลองอีกครั้งด้วยแบบสอบถามชุดเดิมภายหลังจากการทดลอง สิ้นสุดลง (Post-test)
25 การวิเคราะห์ข้อมูล เมื่อเก็บข้อมูลได้ครบตามต้องการและนำข้อมูลมาประมวนผลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทาง สถิติ Statistical Package for the Social Sciences(SPSS) โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย ดังนี้ 1.สถิติเชิงพรรณา (Descriptive statistics) 1.1 วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มป่วยความดันโลหิตสูง ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.2 วิเคราะห์คะแนนความรู้เกี่ยวกับความดันโลหิตสูง พฤติกรรมการดูแลตนเอง พฤติกรรมการรับประทานยา การไปพบแพทย์ตามนัด และค่าความดันโลหิต ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 2.สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) 1.1 วิเคราะห์คะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับความดันโลหิตสูง พฤติกรรมการการออก กำลังกาย และค่าความดันโลหิต โดยเปรียบเทียบความแตกต่างในระยะก่อนการทดลองและระยะหลังการ ทดลอง ในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มป่วยด้วยสถิติ paired-sample test การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างได้รับการเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัว ด้วยการปกปิดความลับโดยผู้วิจัยแนะนำตัวเอง ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัย ขั้นตอนการเก็บข้อมูลและรูปแบบทำการวิจัย และระยะเวลาของเก็บข้อมูล พร้อมทั้งแจ้งให้กลุ่มตัวอย่างทราบถึงสิทธิในการตอบรับและปฏิเสธการเข้าร่วมในการวิจัยครั้งนี้ โดยไม่มี ผลกระทบใด ๆ ต่อการได้รับบริการตามปกติ กลุ่มตัวอย่างที่สมัครใจแสดงความจำนงด้วยการยินยอมด้วย วาจาหรือลงนามเป็นลายลักษณ์อักษร ในระหว่างการเก็บข้อมูลหากกลุ่มตัวอย่างไม่ต้องการให้ข้อมูลต่อจน ครบตามกำหนดกลุ่มตัวอย่างสามารถบอกยกเลิกได้โดย ไม่จำเป็นต้องแจ้งเหตุผล ข้อมูลต่างๆ ที่ได้จากการ วิจัยครั้งนี้ถือเป็นความลับ การนำเสนอข้อมูลเป็นการนำเสนอในภาพรวม ไม่มีการเปิดเผยชื่อและนามสกุลที่ แท้จริงของกลุ่มตัวอย่าง ผลการวิจัย 1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง จากผลการวิจัย พบว่า กลุ่มผู้ที่มีค่าระดับความดันโลหิตเกินเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง จำนวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 64.1 มีอายุเฉลี่ย 64.85 ปี (SD=4.73) ค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ย 22.05 (SD=4.73) จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 97.4 สถานภาพส่วนใหญ่สมรสและอยู่ด้วยกัน ร้อยละ 97.4 ไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มสุรา ร้อยละ 74.4 รองลงมา คือ สูบบุหรี่/ดื่มสุรา ร้อยละ 17.9 และไม่สูบบุหรี่/ดื่ม สุรา ร้อยละ 7.7 ตามลำดับ มีระยะการเป็นภาวะความดันโลหิตสูง มาแล้ว 4-6 ปี ร้อยละ 43.6
26 2. ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง จากผลการวิจัย พบว่า กลุ่มผู้ที่มีค่าระดับความดันโลหิตเกินเกณฑ์มาตรฐานมีความรู้เกี่ยวกับ โรคความดันโลหิสูงก่อนทำโปรแกรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพและการออกกำลังกายรำมวยจีน อยู่ในระดับต่ำ ส่วนใหญ่มีค่าระดับคะแนน 0-6 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 66.7 และ หลังการทดลองโปรแกรมการให้ความรู้ด้าน สุขภาพและการออกกำลังกายรำมวยจีน อยู่ในระดับสูง ส่วนใหญ่มีค่าคะแนน 11-13 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 69.2 ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 จำนวน ร้อยละ ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงของผู้กลุ่มที่มีค่าระดับความดันโลหิต เกินเกณฑ์มาตรฐานก่อนและหลังทำโปรแกรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพและการออกกำลังกายรำมวยจีน จำแนกตามระดับคะแนน (n=39) ระดับความรู้ ระดับคะแนน ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ ระดับสูง ร้อยละ 80 ขึ้นไป (11-13 คะแนน) 3 7.7 27 69.2 ระดับปานกลาง ร้อยละ 50-79 (7-10 คะแนน) 10 25.6 12 30.8 ระดับต่ำ น้อยกว่าร้อยละ 50 (0-6 คะแนน) 26 66.7 0 0.0 3.เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง ของกลุ่มผู้ที่มีค่าระดับความดันโลหิต เกินเกณฑ์มาตรฐานก่อนและหลังทำโปรแกรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพและการออกกำลังกายรำมวยจีน จากผลการวิจัย พบว่า ก่อนทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิต สูง อยู่ในระดับต่ำ เฉลี่ย 6.30 คะแนน (SD=2.10) และหลังการทดลองอยู่ในระดับปานกลาง เฉลี่ย 10.94 คะแนน (SD=1.35) เมื่อทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติการทดสอบทีคู่ (Paired t - test) พบว่าภายหลังการ ทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าก่อนการทดลองอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงของกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างผู้ที่มีค่าระดับความดันโลหิตเกินเกณฑ์มาตรฐานก่อนและหลังทำโปรแกรมการ ให้ความรู้ด้าน สุขภาพและการออกกำลังกายรำมวยจีน (n=39)
27 *p< .001 4.เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเอง ของกลุ่มผู้ที่มีค่าระดับความดันโลหิตเกินเกณฑ์ มาตรฐานก่อนและหลังทำโปรแกรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพและการออกกำลังกายรำมวยจีน จากผลการวิจัย พบว่า ก่อนทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวม อยู่ในระดับปรับปรุง เฉลี่ย 34.33 คะแนน (SD=1.81) และหลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรม การดูแลตนเองโดยรวม อยู่ในระดับพอใช้ เฉลี่ย 37.48 คะแนน (SD=1.57) เมื่อทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติ การทดสอบทีคู่ (Paired t - test) พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .001 เมื่อวิเคราะห์รายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมด้านการบริโภคก่อนการทดลองอยู่ในระดับปรับปรุง เฉลี่ย 10.71 (SD=1.14) และหลังการทดลองค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับพอใช้ 16.35 (SD=1.89) ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมด้านการออกกำลัง กายและอารมณ์ก่อนการทดลองอยู่ในระดับพอใช้ เฉลี่ย 17.97 (SD =1.01) และหลังการทดอลงค่าเฉลี่ยอยู่ใน ระดับดี 26.76 (SD =1.32) เมื่อทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติการทดสอบทีคู่ (Paired t - test) พบว่า ภายหลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมด้านการบริโภคและพฤติกรรมด้านการออกกำลัง การและอารมณ์มากกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พฤติกรรมการดูแลตนเองของกลุ่มผู้ที่มีค่า ระดับความดันโลหิตเกินเกณฑ์มาตรฐานก่อนและหลังทำโปรแกรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพ และการออก กำลังกายรำมวยจีน (n=39) ตัวแปร ก่อนการ ทดลอง ระดับ คะแนน หลังการ ทดลอง ระดับ คะแนน 2 p M SD M SD พฤติกรรมการดูแลตนเอง โดยรวม 34.33 1.81 ปรับปรุง 37.48 1.57 พอใช้ -8.279 .000* -ด้านการบริโภค -ด้านการออกกำลังกายและ ด้านอารมณ์ 10.71 17.97 1.14 1.01 ปรับปรุง พอใช้ 16.35 26.76 1.89 1.32 พอใช้ ดี 15.881 5.946 .000* .000* *p< .001 ตัวแปร ก่อนการ ทดลอง ระดับ คะแนน หลังการ ทดลอง ระดับ คะแนน 2 p M SD M SD ความรู้โรคความดัน โลหิตสูง 6.30 2.10 ต่ำ 10.94 1.35 ปาน กลาง -12.603 .000*
28 5.เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิต ของกลุ่มผู้ที่มีค่าระดับความดันโลหิตเกินเกณฑ์ มาตรฐานก่อนและหลังทำโปรแกรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพและการออกกำลังกายรำมวยจีน จากผลการวิจัย พบว่า ค่าเฉลี่ยความดันซิสโตลิคของกลุ่มผู้ที่มีค่าระดับความดันโลหิตเกิน เกณฑ์มาตรฐานภายหลังการทดลองลดลงจากก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพและการออก กำลังกายรำมวยจีนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .001 และ ค่าเฉลี่ยความดันไดแอสโตลิคภายหลังการทดลอง ลดลงจากก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพและการออกกำลังกายรำมวยจีนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ .001 ดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความดันโลหิตของกลุ่มผู้ที่มีค่าระดับ ความดันโลหิตเกินเกณฑ์มาตรฐานก่อนและหลังทำโปรแกรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพและ การออกกำลังกายรำมวยจีน (n=39) ตัวแปร ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง 2 p M SD M SD ค่าตวามดันซิสโตลิค 145.87 10.94 128.15 5.41 11.719 .000* ค่าความดันไดเอสโตลิค 86.31 5.18 75.36 5.72 11.506 .000* *p< .001 การอภิปรายผล 1.เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ของกลุ่มผู้ที่มีค่าระดับความดันโลหิตเกินเกณฑ์มาตรฐาน จากผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง มากกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .001 สามารถอธิบายได้ว่า การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคความ ดันโลหิตสูง เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ในระยะเวลาการจัดกิจกรรม โดยเป็นการนำเสนอเชิงบรรยายให้ความรู้ ตามหลัก 3อ. 2ส. ในระยะเวลาที่จำกัดโดยใช้สื่อนำเสนอ ได้แก่ แผ่นพับ กระดาษชาร์ทความรู้ และวงล้อ ปิงปองจราจร 7 สี ซึ่งส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างเกิดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงได้อย่าง ถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ( ชลธิดา จันทคีรี, 2558) ได้ทำการศึกษาโปรแกรมการใช้ สื่อเพลงสุขภาพร่วมกับการออกกำลังกายด้วยการรำไม้พองต่อความรู้และการปฏิบัติตนในการดูแลสุขภาพ ความดันโลหิต ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้และการปฏิบัติตนในการดูแลสุขภาพ ความดันโลหิตสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 และสอดคล้องกับวิจัยของ (นิพพาภัทร์ สินทรัพย์, 2559) ได้ทำการศึกษาเรื่องโปรแกรมการให้ความรู้และการออกกำลังกายรำตังหวายในกลุ่มผู้สูงอายุ ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ผลการวิจัย พบว่า หลังการทดลองกลุ่มกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้สูงกว่า ก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001
29 2.เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพกลุ่มผู้ที่มีค่าระดับความดันโลหิตเกินเกณฑ์ มาตรฐาน จากผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพโดยรวม อยู่ในระดับ ปรับปรุง เฉลี่ย 34.33 คะแนน (SD=1.81) และหลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแล ตนเองโดยรวม อยู่ในระดับพอใช้ เฉลี่ย 37.48 คะแนน (SD=1.57) ซึ่งสูงกว่าก่อนการทดลอง เมื่อทดสอบ ความแตกต่างด้วยสถิติการทดสอบทีคู่ (Paired t - test) สามารถอธิบายได้ว่า เมื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคความ ดันโลหิตสูง ทำให้พฤติกรรมการดูแลตนเองของกลุ่มตัวอย่างมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมมากขึ้น ทั้งในด้าน การบริโภค ออกกำลังกายและด้านอารมณ์ ซึ่งสอดคล้องกับวิจัยของ ( ชลธิดา จันทคีรี, 2558) ได้ทำการศึกษา โปรแกรมการใช้สื่อเพลงสุขภาพร่วมกับการออกกำลังกายด้วยการรำไม้พองต่อความรู้และการปฏิบัติตนในการ ดูแลสุขภาพความดันโลหิต ผลการวิจัย พบว่า พฤติกรรมในการปฏิบัติตนของกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่า ก่อนการทดลอง และ ผลการวิจัยของ (รภัทภร เพชรสุข, 2560) ได้ทำการศึกษาโปรแกรมการให้ความรู้ต่อ พฤติกรรมสุขภาพผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังการทดลองของกลุ่มตัวอย่างสูงกว่า ก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 3.เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิตสูงกลุ่มผู้ที่มีค่าระดับความดันโลหิตเกินเกณฑ์มาตรฐาน จากผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับค่าเฉลี่ยความดันโลหิตลดลงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .001 สามารถอธิบายได้ว่า การออกกำลังกายรำมวยจีนสามารถช่วยลดระดับความ ดันโลหิตได้ เนื่องจากการออกกำลังกายแบบรำมวยจีนเป็นการออกกำลังกายที่จัดเป็น (Resistance Training) การออกกำลังกายโดยมีแรงต้านกล้ามเนื้อพอเหมาะ ร่วมกับการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้าๆ มีท่าทางที่ นุ่มนวลและต่อเนื่องไม่ต้องออกแรงมาก อีกทั้งยังช่วยให้จิตใจลดความตึงเครียดได้(พรประภา สุทธิจิตร, 2562) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ (นิพพาภัทร์ สินทรัพย์, 2559)ได้ทำการศึกษาโปรแกรมการให้ความรู้และ การออกกำลังกายรำตังหวายในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ผลการวิจัย พบว่า ระดับความดัน โลหิตซีสโตลิคและความดันโลหิตไดแอสโตลิคลดลงหลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทาง และการวิจัยของ (ลลิ ตา บุญงาม, 2560) ได้ทำการศึกษาโปรแกรมการออกกำลังกายแบบชี่กงงต่อระดับความดันโลหิตของสตรีกลุ่ม เสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง ผลการวิจัย พบว่า ค่ามีระดับความดันโลหิตซีสโตลิคและไดแอสโตลิคหลังการ ทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเป็นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3 ครั้งใช้เวลา 30 นาทีในการออกกำลังกาย จนสามารถลดระดับความดันโลหิตซีสโตลิคได้ 18.67 มิลลิเมตร ปรอท และลดระดับความดันโลหิตไดแอสโตลิคได้ 9.30 มิลลิเมตรปรอท สรุปผลการวิจัย การออกแบบการทดลองในการวิจัยครั้งนี้เป็นเพียงการทดลองหนึ่งกลุ่ม เนื่องจากข้อจำกัดของจำนวน กลุ่มตัวอย่าง อย่างไรก็ตามผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า กลุ่มตัวอย่างหลังเข้าร่วมโปรแกรมการให้ความรู้ด้าน
30 สุขภาพและการออกกำลังกายรำมวยจีนมีระดับความรู้ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ และระดับความดันโลหิต ดีกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ข้อจำกัดของการวิจัย 1.เป็นเครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ในระยะยาวไม่เหมาะกับการนำไปใช้ศึกษาในระยะสั้น ทำ ให้การวัดค่าความดันในแต่ล่ะครั้งอาจจะเห็นค่าความแตกต่างไม่มากนัก 2.สถานที่ในการทำวิจัยไม่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินการวิจัย 3.จำนวนผู้เข้าร่วมการวิจัยครั้งนี้มีจำนวนน้อย ข้อเสนอแนะและการนำผลวิจัยไปใช้ จากการจัดโปรแกรม พบว่า โปรแกรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพและการออกกำลังกายรำมวยจีน สามารถลดระดับความดันโลหิตได้ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีจัดกิจกรรมขึ้นและการติดตามพฤติกรรม การดูแลตนเองและตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและช่วยป้องกันการ เกิดโรคในกลุ่มเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มป่วยได้ อีกทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่ใน ชุมชนหรือชุมชนใกล้เคียงโดยแยกเป็นกลุ่มชายหญิง การศึกษาครั้งนี้ทำการศึกษาแบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลัง one group pretest-posttest design เพื่อให้ผลการศึกษาสรุปได้ชัดเจนขึ้น จึงควรมีการศึกษาแบบสองกลุ่มวัด ก่อนและหลัง two group pretestposttest design อีกครั้ง กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยดี เนื่องจากได้รับความกรุณาอย่างสูงจาก อ.ดร.สุภาวดี พันธุมาศและ อ.ดร.ประเสริฐ ประสมรักษ์ อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ที่กรุณาให้คำแนะนำปรึกษา ตลอดจนปรับปรุงแก้ไข ข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่ง อ.ดร.สุภาวดี พันธุมาศ อ.ดร.ประเสริฐ ประสมรักษ์ อาจารย์ ประจำสาขาสูตรสาธารณสุขศาสตร์ นางสาววราพร ใยบัว นักวิชาการสาธารณสุขโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลโนนดู่ ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย รวมถึง ขอขอบพระคุณผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนดู่ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลโนนดู่ อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน(อสม.) ผู้ใหญ่บ้านโนนดู่ หมู่ 5 ทุกท่านที่ให้ข้อมูลต่างๆ ที่เอื้อต่อ งานวิจัยตลอดจนผู้เข้าร่วมวิจัย ณ ที่นี่ด้วย
31 เอกสารอ้างอิง ประสบสุข ศรีแสนปางและคณะ. (2551). ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเองต่อพฤติกรรมการ ดูแลตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น. วารสารการพยาบาล, 46-47. Aram V Chobanian. (2007). Clinical practice. Isolated systolic hypertension in the elderly. National Library of Medicine, 793-795. Dr Tedros Adhanom Ghebreyesus. (2019). World Health Statistics. เข้าถึงได้จาก apps.who: https://apps.who.int/iris/handle/10665/324835 HDC อำนาเจริญ. (8 สิงหาคม 2557). สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ, 4.0. (ศูนย์เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร, ผู้อำนวยการสร้าง) เรียกใช้เมื่อ 14 พฤษภาคม 2564 จาก acr.hdc.moph: https://acr.hdc.moph.go.th/hdc/main/index.php Marshall H. Becker. (1974). The Health Belief Model and Sick Role Behavior. SAGE Journals, 411-417. เสาวนันท์ บำเรอราช พิมพ์ธิดา บุญวงค์. (2558). ความรู้และการปฏิบัติตัวในการดูแลตนเองของผู้ป่วย เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงที่เข้ารักษาคลีนิกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาอาน จังหวัดเลย. วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น , 380. ชนัญชิดาดุษฎี ทูลศิริ,สุวรรณา จันทร์ประเสริฐ, ลลิตา บุญงาม. (2560). ผลของโปรแกรมการออกกำลังกาย แบบชี่กงต่อระดับความดันโลหิตของสตรีกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุ. วารสารคณะพยาบาล มหาวิทยาลัยบูรพา, 85-84. ชลธิดา จันทคีรี. (2558). ผลของโปรแกรมการใช้สื่อเพลงสุขภาพร่วมกับการออกกำลังกายด้วยการรำไม้พลอง ต่อความรู้และการปฏิบัติตนในการดูแลสุขภาพ ความดันโลหิต และความผาสุกในชีวิตของผู้สูงอายุ โรคความดันโลหิตสูง. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 25-27. ทัศนา ชูวรรธนะปกรณ์ นิพพาภัทร์ สินทรัพย์. (2559). ผลของโปรแกรมการให้ความรู้และออกกำาลังกาย แบบรำาตังหวายต่อระดับความดันโลหิตของผู้สูงอายุที่มีภาวะความดันโลหิตสูง. เกื้อการุณย์ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช, 75-77. ประพันธ์ ศุภษร และตวงเพชร สมศรี พรประภา สุทธิจิตร. (2562). การใช้สติปัฏฐาน 4 ในการรำไทเก๊กเพื่อ เสริมสร้างสุขภาวะ. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 4901. ภาณุวัฒน์ คำวังสง่า,สุธิดา แก้วทา อรรถเกียรติ กาญจนพิบูลวงศ์. (2562). รายงานสถานการณ์โรค NCDs. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์. รภัทภร เพชรสุข. (2560). ผลของโปรแกรมในการให้ความรู้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในผู้สูงอายุ ที่ เป็นโรคความดันโลหิตสูง ชุมชนวัดภคินีนาถ จังหวัดกรุงเทพมหานคร. วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน , 257-259. วันทนา ทีฆพุฒิ. (2550). อุปสรรคในการดูแลตนเองของผู้ป่วยภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ใน โรงพยาบาลเทศบาลนครเชียงใหม่ . บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
32 สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค. (2563). ข้อมูลโรคไม่ติดต่อ. เข้าถึงได้จาก .com: http://www.thaincd.com/2016/mission/documents.php?tid=32&gid=1-023 อรรถเกียรติ กาญจนพิบูลวงศ. (2562). รายงานสถานการณ์โรค NCDs. ใน รายงานสถานการณ์โรค NCDs. สำนักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์.
33 ผลของโปรแกรม 3 วัด 3 เว้น 3 ไว ร่วมกับการส่งเสริมการใช้สมุนไพรพื้นบ้านต้านความ ดันในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ บ้านหนองสะโน ตำบลห้วย อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ รชต ภูมิอมร, ธันยพร ชมชะนะกุล และชัยวัฒน์ ชูรัตน์ หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดลวิทยาเขตอำนาจเจริญ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร.ประเสริฐ ประสมรักษ์ E-mail [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง เพื่อเปรียบเทียบค่าระดับความดันโลหิต ความรู้และ พฤติกรรมในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ ระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วม โปรแกรม ขนาดตัวอย่างสำหรับเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย 2 กลุ่มที่ไม่มีอิสระต่อกัน เท่ากับ 30 คน ได้รับโปรแกรม 3 วัด ได้แก่ วัดระดับความดันโลหิต วัดระดับความเค็ม วัดการออกกำลังกาย 3 เว้น ได้แก่ เว้นการปรุงเพิ่ม เว้นการรับประทานอาหารเค็ม เว้นเครื่องดื่มที่เป็นชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง 3 ไว ได้แก่ ไวต่อสัญญาณ เตือนภาวะแทรกซ้อน ไวต่อการจัดการความเครียด และไวต่อการรับข่าวสาร เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบ บันทึกระดับความดันโลหิต แบบสอบถามความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.74 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานด้วย Paired Sample t-test และ Repeated Measure ANOVA ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ส่วนใหญ่เป็นเพศ หญิง อายุเฉลี่ย 61.43±7.98 ปี ส่วนใหญ่มีระยะเวลาเป็นโรคความดันโลหิตสูง 10 ปีขึ้นไป ภายหลังการทดลอง ค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value=.003, p-value<.001 ตามลำดับ) โดยพฤติกรรมรายด้านที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่ ด้านการออกกำลังกาย (p-value=.004) และการจัดการ ความเครียด (p-value=.003) ส่วนค่าระดับความดันโลหิต Systolic และ Diastolic ในระยะเวลา 4 สัปดาห์ลดลงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F=18.99, p-value<.001) และ (F=3.36, p-value=.022) ตามลำดับ การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงที่สอดคล้องกับบริบทร่วมกับ การเฝ้าระวังพฤติกรรมภาวะแทรกซ้อนด้วยตนเองและการตรวจวัดดัชนีบ่งชี้สภาวะการดูแลตนเองอย่าง ต่อเนื่อง ส่งผลต่อการควบคุมความดันโลหิตในผู้ป่วยที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ จึงควรนำไปขยายผลในการ ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังอื่นต่อไป คำสำคัญ : ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง, ควบคุมไม่ได้, 3 วัด 3 เว้น 3 ไว, สมุนไพรพื้นบ้าน
34 Effects of 3 measure, 3 avoid, 3 reflect combined with using local herb on controlling blood pressure among hypertension patients with uncontrolled blood pressure levelsin ban nong sano, huai subdistrict, pathum rajawongsa district, Amnat charoen province Rachata Pumiamon, Thanyaporn Chomchanakul and Chaiwat Churat Bachelor’s degree of public health, Mahidol University, Amnatcharoen Campus Advisor: Dr.Prasert Prasomruk E-mail: [email protected] Abstract This quasi- experimental research aimed to compare blood pressure levels, knowledge and behavior among hypertension patients with uncontrolled blood pressure levels by testing before and after received the program. The sample size was 30 by comparing mean of the two independent groups. The program was consisted of 3 Measure (Measuring blood pressure levels, salinity and exercise, respectively), 3 Avoid (Avoid from add seasoning, eating salty food and high sodium beverages, respectively) and 3 Reflect (Warning signs of disease, stress management and news perception). The data were collected by using blood pressure level record form, knowledge, self- care behavior questionnaire with reliability of 0.74. The data were analyzed by descriptive and inferential statistics with Paired Sample t-test and Repeated measure ANOVA. The results found that, most of them were female with means age of 61.43±7.98 years old with hypertension disease for more than ten years. After received the program, the knowledge average score and self-care behavior is better than before received the program with statistically significant (p-value=0.003, p-value<0.001, respectively.) The behaviors in each aspect that significantly changed were as follows; exercise behavior (p-value=0.004) and stress management (p-value=0.003). Blood pressure levels of Systolic and Diastolic in 4 weeks were decreased significantly before to received program (F= 18.99, p-value< 0.001) and (F= 3.36, p-value=0.022) respectively. The risk behavior modification which related to contextual combined with behavior surveillance by themselves and continuous self- care index assessment was affected to blood pressure control among hypertension patients who uncontrolled blood pressure levels. Therefore, this program should be expanding for taking care of other chronic patients. Keywords: hypertension, uncontrolled blood pressure, 3 Measure 3 Avoid 3 Reflect, local herb.
35 บทนำ (Introduction) สถานการณ์โรคความดันโลหิตสูงในปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นปัญหาที่มีความ รุนแรงมากขึ้นจากการรายงานขององค์การอนามัยโลกได้ประมาณการณ์ จำนวนผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทั่ว โลก มีจำนวนถึง 970 ล้านคน และคาดว่าปี พ.ศ.2568 จะมีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 1.56 พันล้านคน (World Health Organization, 2013) ประเทศไทยพบอัตราป่วยโรคความดันโลหิตสูงในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2556-2560) เพิ่ม ขึ้นจาก 12,342.14 ต่อแสนประชากร ในปี พ.ศ.2556 เป็น 14,926.47 ต่อแสน ประชากร ในปี พ.ศ. 2560 มีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 5,597,671 คน และพบในคนอายุที่น้อยลง ร้อยละ 17.0 ในป ี พ. ศ.2535 มาเป ็ นร ้ อยละ 24.7 ในปี พ. ศ. 2557 (Thai Hyperten-sion Society, 2019) จังหวัดอำนาจเจริญพบอัตราป่วยโรคความดันโลหิตสูงในปี 2561 - 2563 มีผู้ป่วยความดันโลหิตสูง จำนวน 28,752, 30,400 และ 31,670 คน พบผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตสูงได้จำนวน 12,829 รายจาก 31,670 ราย ในปีพ.ศ.2563 คิดเป็นร้อยละ 40.51 ในส่วนของอำเภอปทุมราชวงศามีอัตราป่วย ด้วยโรคความดันโลหิตสูงในปี พ.ศ.2561 - 2563 จำนวน 3,486, 3,519 และ 3,679 คน พบผู้ป่วยที่ไม่สามารถ ควบคุมระดับความดันโลหิตสูงได้จำนวน 1,536 รายจาก 3,679 ราย ในปีพ.ศ.2563 คิดเป็นร้อยละ 41.75 ในขณะที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาผาง อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ มีอัตราป่วยโรคความ ดันโลหิตสูงมีแนวโน้มสูงขึ้นในปี 2561 - 2563 จำนวน 354, 400 และ 426 คน พบผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุม ระดับความดันโลหิตสูงได้จำนวน 192 รายจาก 426 ราย ในปีพ.ศ.2563 คิดเป็นร้อยละ 45.07 จะเห็นได้ว่าจาก ข้อมูลในแต่ละปีจะมีจำนวนประชากรที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงมากขึ้นในทุกๆปี(HDC อำนาจเจริญ, 2564) โรคความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและเป็นภัยเงียบที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดงให้เห็น จึงไม่ทราบว่าตนเองป่วย โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากปัจจัย และพฤติกรรมเสี่ยง การดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การไม่ออกกำลังกาย การบริโภคอาหารที่มี ส่วนประกอบของโซเดียม การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ความเครียด รวมไปถึงการไม่รับประทานยาตาม แพทย์สั่ง ซึ่งนำไปสู่การเกิดโรคที่เพิ่มขึ้น (กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข, 2020) โดยเฉพาะภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ พบว่าความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคหลอด เลือดสมอง (Stroke) ได้ถึงร้อยละ 50 (World Heart Federation, 2014) โดยสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยโรคความ ดันโลหิตสูงไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้เนื่องจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสมในการดำเนิน ชีวิต เช่น การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง ไขมันสูง และรับประทานปริมาณเส้นใยอาหารไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ การมีภาวะเครียดสะสม และการขาดการออกกําลังกายที่เพียงพอและเหมาะสม (Teepala, Juntarawijit, & Yunak, 2020) จากการทบทวนวรรณกรรม พบว่าโปรแกรมส่วนใหญ่เป็นการส่งเสริมการดูแลตนเอง สนับสนุนการ เรียนรู้ต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ โดยการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง การจัดการตนเอง และ การรับรู้ความรุนแรงของโรคแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง ซึ่งจากการพัฒนาแนวคิด PRECEDE-PROCEED Model เพื่อจัดโปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง พบว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิต สูงที่มีพฤติกรรมสุขภาพ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านรับประทานอาหาร ด้านออกกำลังกาย ด้านจัดการความเครียด
36 และด้านรับประทานยา ดีขึ้นภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม และทำให้ค่าความดันโลหิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (ธนาพร ปะตาทะโย, วาริณี เอี่ยมสวัสดิกุล และมุกดา หนุ่ยศรี, 2563) อีกทั้งประชาชนที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น ยังคงมีการใช้พืชสมุนไพรในการบำบัดรักษา (ปุญญพัฒน์ ไชยเมล์, ตั้ม บุญรอด และวิชชาดา สิมลา, 2555) ซึ่งจากการศึกษา พบว่าความรอบรู้ทางสุขภาพในการใช้ สมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่เพิ่มขึ้น จะมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงที่ลดลง (ปณดา รามไพบูลย์, ระวิวรรณ์ เจริญทรัพย์ และคณะ, 2561) จากการศึกษาผลของโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจ ร่วมกับการออกกำลังกาย สรุปว่า การออกกำลังกายสามารถลดความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะเสี่ยงสูงต่อความดัน โลหิตสูงได้ (อัญชลี เกาะอ้อม, ยุพิน อังสุโรจน์ และระพิณ ผลสุข, 2562) จากการศึกษาการจัดการตนเองต่อ พฤติกรรมสุขภาพในโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเอง หลังเข้าร่วมมีระดับความดันโลหิตที่ดีขึ้น รวมถึงงานวิจัยทดลองในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง พบว่าการติดตามตนเอง (Self-monitoring) เป็นวิธีการ ที่ช่วยควบคุมความดันได้ดีที่สุด (สุพัตรา สิทธิวัง, ศิวพร อึ้งวัฒนา และเดชา ทำดี, 2560) จากการประยุกต์ใช้ แนวคิดการจัดการตนเอง ร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมจัดทำโปรแกรม พบว่า ค่าระดับความดันโลหิตดีขึ้น กว่าก่อเข้าร่วมโปรแกรม จากงานวิจัยที่กล่าวมา ผู้วิจัยจึงใช้แนวคิดการจัดการตนเอง ของ kanfer and Gaelick-Buy เป็นวิธีการที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเกิดความตระหนักและความรับผิดชอบต่อ ตนเองในการปฏิบัติเพื่อลดความดันโลหิต ประกอบด้วย 1) การติดตามตนเอง 2) การประเมินตนเอง และ 3) การเสริมแรงตนเอง พร้อมที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่และการจัดการสิ่งแวดล้อมของตนเองต่อพฤติกรรม ดังนั้นหากผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพทั้งในเรื่องการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด การรับประทานยาที่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้ผู้ป่วยควบคุมระดับความดันโลหิตให้ อยู่ในสภาวะปกติ สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วย และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี อีกทั้งจากการศึกษาชุมชนแบบมีส่วนร่วมที่ประยุกต์ใช้ระบาดวิทยา ปัจจัยกำหนดสุขภาพทางสังคม ProcedeProceed Model พบว่าภายในชุมชนมีผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันไม่ได้ ร้อยละ 45.07 จากปัญหาดังกล่าวผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้มีปัญหาในเรื่องของพฤติกรรมการ บริโภคอาหาร การปรุงอาหาร การออกกำลังกาย การดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง การจัดการความเครียด การไม่เฝ้าวัง เกตอาการเปลี่ยนแปลงอาการแสดงของภาวะแทรกซ้อน และการไม่ไปพบแพทย์ตามนัด ดังนั้นปัญหานี้ถือเป็น ปัญหาแรกจากการจัดลำดับความสำคัญที่ประชาชนภายในชุมชนต้องการแก้ไข จากข้อมูลโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาผาง อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ อัตราป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มสูงขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลระดับประเทศ จังหวัดอำนาจเจริญ และจากการศึกษาบ้านหนองสะโน หมู่ 8 ตำบลห้วย อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นพื้นที่ ที่พบว่ามีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันไม่ได้เป็นจำนวนมาก โดยพบว่าผู้ป่วยความดันโลหิต สูงที่ควบคุมระดับความดันไม่ได้มีพฤติกรรมในการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ หรือการปรุง อาหารที่เค็มจัด และมีการขาดการออกกำลังกาย แต่ที่ผ่านมายังไม่มีรูปแบบการส่งเสริมการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมในกลุ่มผู้ป่วยที่ควบคุมความดันไม่ได้ดั้งนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดทำโปรแกรม 3วัด 3 เว้น 3 ไว ร่วมกับการส่งเสริมการใช้สมุนไพรพื้นบ้านลดความดันโลหิตสูง เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพ ทั้งนี้เพื่อเป็น
37 ประโยชน์ในการนำผลการศึกษาที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยที่ควบคุมระดับ ความดันโลหิตไม่ได้เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพ ในรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทและมีประสิทธิภาพต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบความรู้โรคความดันโลหิตสูง ก่อน-หลังได้รับโปรแกรมที่ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ 2. เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร พฤติกรรมการ ออกกำลังกาย การรับรู้การใช้ยา การดื่มเครื่องดื่ม และการจัดการความเครียด ก่อน-หลังได้รับโปรแกรมที่ใช้ ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ 3. เพื่อเปรียบเทียบระดับความดันโลหิต ก่อน-หลังได้รับโปรแกรมที่ใช้ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ 4. เพื่อเปรียบเทียบระดับความเค็ม ก่อน-หลังได้รับโปรแกรมที่ใช้ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุม ระดับความดันโลหิตไม่ได้ กรอบแนวคิดในการวิจัย ผู้วิจัยได้ประยุกต์ใช้ทฤษฎี PRECEDE-PROCEED model เป็นรูปแบบ การวิเคราะห์พฤติกรรม สุขภาพและสาเหตุของพฤติกรรมซึ่งพัฒนาขึ้นโดย Lawrence W Green และ Marshall W Kreuter รูปแบบ นี้มีข้อตกลงเบื้องต้นว่า พฤติกรรมสุขภาพมีสาเหตุมาจากพหุปัจจัยการดำเนินงานสุขศึกษาที่มุ่งให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม จึงจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการวิเคราะห์ปัญหา และเลือกสรรกลวิธีที่เหมาะสม ดังนั้นการวิจิยนี้จึงเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาทางระบาดวิทยา สังคมวิทยา พฤติกรรมศาสตร์ ก่อนที่จะนํามา วางแผนพัฒนาโปรแกรม 3 วัด 3 เว้น 3 ไว ประกอบไปด้วย วัดค่าระดับความเค็มในอาหาร วัดค่าระดับความ ดันโลหิต วัดการออกกำลังกาย เว้นการปรุงเพิ่ม เว้นการรับประทานอาหารเค็ม เว้นดื่มเครื่องดื่มที่เป็นชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง แล้วหันมาดื่มน้ำสมุนไพรแทน ไวต่อสัญญาณเตือนภาวะแทรกซ้อน ไวต่อการ จัดการความเครียด และไวต่อการรับข่าวสาร
38 รูปภาพที่ 1 กรอบแนวคิด โปรแกรม 3 วัด 3 เว้น 3 ไว ร่วมกับสมุนไพรพื้นบ้านต้าน ความดันโลหิตสูง 3 วัด: 1. วัดค่าระดับความเค็มในอาหาร โดยการสุ่มอาหารใน ครัวเรือนก่อนหลังเข้าร่วมโครงการ 2. วัดค่าระดับความดันโลหิต โดยการวัดติดตามและกระตุ้น ในทุกสัปดาห์ 3. วัดการออกกำลังกายโดยการลงชื่อเข้าร่วมการ ออกกำลังกาย ช่วงเวลา 17.00-17.30 น. อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ 3 เว้น: 1. เว้นการปรุงเพิ่ม โดยการตรวจสะท้อนผล Salt Meter 2. เว้นการรับประทานอาหารเค็ม โดยการให้ความรู้เรื่อง ช้อนตวงเพื่อสุขภาพ 3. เว้นดื่มเครื่องดื่มที่เป็นชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง โดยการเปลี่ยนมาดื่มน้ำสมุนไพรต้านความดันโลหิตสูง 3 ไว: 1. ไวต่อสัญญาณเตือนภาวะแทรกซ้อน โดยการอบรมให้ ความรู้เกี่ยวกับอาการสัญญาณที่อาจเกิดขึ้นจาก ภาวะแทรกซ้อน หรือความดันโลหิต ผ่านสื่อรณรงค์ “โดยใช้ คติพจน์สั้นๆ”เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ 2. ไวต่อการจัดการความเครียด จากการประเมิน ความเครียดและการจัดการความเครียดด้วยตนเอง มีการสาธิตและอบรมวิธีจัดการความเครียด เช่นการฝึกสมาธิ การออกกำลังกาย 4 ท่า 3 นาที เป็นต้น 3. ไวต่อการรับข่าวสาร โดยการแนะนำแหล่งข้อมูลกลุ่ม Line Officecial เพื่อดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจากใบปลิว ผลของโปรแกรม 3 วัด 3 เว้น 3 ไว ร่วมกับสมุนไพรพื้นบ้านต้าน ความดันโลหิตสูง 1. ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิต 2. พฤติกรรมการการดูแลตนเอง 3. ค่าระดับความเค็ม ค่าความดันโลหิต
39 รูปแบบของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบโดย เป็นแบบแผนการวิจัยกลุ่มเดียว วัดก่อน – หลังการเข้าร่วมโปรแกรม (The One Group Pretest Posttest Design) โดยใช้ระยะเวลาในการศึกษา 4สัปดาห์ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนจนถึงปลายเดือน พฤษภาคม 2564 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือกลุ่มที่เป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ ในพื้นที่หมู่ที่ 8 บ้านหนองสะโน ตำบลห้วย อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 30 คน เกณฑ์การคัดเข้า ได้แก่ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ บ้าน หนองสะโน ตำบลห้วย อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ เกณฑ์การคัดออก ได้แก่ ผู้ป่วยติดบ้านและผู้ป่วยติดเตียง เกณฑ์ยุติการศึกษา ได้แก่ ผู้ป่วยที่ย้ายออกจากบ้านหนองสะโน ตำบลห้วย อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ ในระหว่างการดำเนินวิจัย กลุ่มตัวอย่าง จากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างใช้สูตรคำนวณขนาดตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบ ค่าเฉลี่ย 2 กลุ่ม ที่ไม่มีอิสระต่อกัน จึงนำค่าเฉลี่ยความแตกต่างของความดันโลหิต Systolic เท่ากับ 4.44 จากการศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3 self ร่วมกับแรงสนับสนุน ทางสังคมที่มีต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาล ๕๐ พรรษามหาวชิราลงกรณ ของ (นภาพร แหวนแก้ว, อรอนงค์ บุรีเลิศ และชวนชัย เชื้อสาธุชน, 2562) กำหนดความเชื่อมั่นที่ 95% = 1.96 ได้จำนวนกลุ่มอย่าง 17 คน ผู้วิจัยจึงตัดสินใจเลือกจำนวนกลุ่มตัวอย่างเพื่อป้องกันการคาด เคลื่อนจากกลุ่มตัวอย่างเป็นจำนวนทั้งสิ้น 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. การสร้างเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วย ความดันโลหิตสูง รวมถึงสำรวจพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป เป็นลักษณะคำถามที่กำหนดคำตอบให้เติมคำตอบและคำถามที่กำหนดคำตอบ ให้เลือก (Check list) จำนวน 12 ข้อ ส่วนที่ 2 ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ประกอบด้วยข้อคำถาม จำนวน 16 ข้อ แบบสอบถามแบ่งเป็นคำถามเชิงบวก 12 ข้อ และคำถามเชิงลบ 4 ข้อ การแปรคะแนนมี ลักษณะคำถามเป็นแบบ 2 ตัวเลือก คือ ถูกและผิด ถ้าตอบถูกจะได้ 1 คะแนน ตอบผิดได้ 0 คะแนน ผู้วิจัยใช้ เกณฑ์การให้คะแนนและแปรผลโดยประยุกต์เกณฑ์ของ Benjamin Bloom แบ่งความรู้ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับสูง ระดับปานกลาง และระดับควรปรับปรุง
40 ส่วนที่ 3 พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ประกอบด้วยการบริโภคอาหาร การรับประทานยา การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา อารมณ์และความเครียด จำนวน 21ข้อ แบบสอบถาม แบ่งเป็นคำถามเชิงบวก 5 ข้อ และคำถามเชิงลบ 16 ข้อโดยมีลักษณะคำถามเป็นแบบมาตราส่วนประเมิณค่า (Rating Scale) แบ่งพฤติกรรมออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับสูง ระดับปานกลาง และระดับต่ำ ส่วนที่ 4 เครื่องวัดความเค็มในอาหาร ใช้เครื่องมือ CHEM meter วัดความเค็มในอาหาร มีค่า sensitivity specificity เท่ากับ 0.9 เป็นการบันทึกผลในแบบบันทึก 2. การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ การวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการ ทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ทดสอบความเชื่อมั่น (reliability) ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) เท่ากับ .74 ขั้นตอนการดำเนินการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นก่อนดำเนินการ 1. เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนการทดลองในกลุ่มตัวอย่าง เพื่อทดสอบความรู้ในการดูแลตนเอง พฤติกรรมการดูแลตนเอง โดยใช้แบบสอบถามที่คณะผู้วิจัยจัดทำขึ้นเอง 2. ตรวจวัดระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ ตำบลนาผาง บันทึกลงแบบบันทึกผล ขั้นดำเนินการ ทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดโดยใช้โปรแกรม 3 วัด 3 เว้น 3 ไว ร่วมกับการ ส่งเสริมการใช้สมุนไพรพื้นบ้านลดความดันโลหิตสูง เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 4 สัปดาห์ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 3 วัด: 1. วัดค่าระดับความเค็มในอาหาร โดยการสุ่มอาหารในครัวเรือนกลุ่มตัวอย่างสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทุกสัปดาห์ 2. วัดค่าระดับความดันโลหิต โดยการวัดระดับความดันโลหิตในกลุ่มตัวอย่างสัปดาห์ละ 1 ครั้ง วัดทุกสัปดาห์ 3. วัดการออกกำลังกาย จากการเข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกาย นำโดยคณะผู้วิจัยช่วงเวลา 17.00-17.30น. จัดเป็นเวลา 30 นาทีต่อวัน และ 3 วันต่อสัปดาห์ 3 เว้น: 1. เว้นการปรุงเพิ่ม โดยการตรวจสะท้อนผล Salt Meter เพื่อกระตุ้นในการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการรับประทานอาหารรวมถึงการปรุงในทุกสัปดาห์ 2. เว้นการรับประทานอาหารเค็ม โดยการให้ความรู้เรื่องช้อนตวงเพื่อสุขภาพ และให้คำแนะนำในเรื่องการรับประทานอาหารที่เหมาะสม อบรมเป็นระยะเวลา 2 ชั่วโมง 3. เว้นดื่มเครื่องดื่มที่เป็นชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง ในกิจกรรมหันมาดื่มน้ำสมุนไพร ต้านความดัน โดยคณะผู้วิจัยสาธิตการทำน้ำสมุนไพร รวมถึงอธิบายสรรพคุณต่าง ๆ สำหรับวัตถุดิบหลัก
41 3 ไว: 1. ไวต่อสัญญาณเตือนภาวะแทรกซ้อน ไวต่อสัญญาณเตือนภาวะแทรกซ้อน โดยการอบรม ให้ความรู้เกี่ยวกับอาการสัญญาณที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะแทรกซ้อน หรือความดันโลหิต ผ่านสื่อรณรงค์ “โดยใช้วลีเข้ามาช่วยเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ” 2. ไวต่อการจัดการความเครียด จากการประเมินความเครียดของตนเองทำให้รับรู้ว่าตนเองมี ความเครียดแบบใดสามารถจัดการความเครียดอย่างไร มีการสาธิตและอบรมวิธีจัดการความเครียด เช่นการฝึกสมาธิ การออกกำลังกาย 4 ท่า 3 นาที เป็นต้น 3. ไวต่อการรับข่าวสาร โดยการแนะนำแหล่งข้อมูลข่าวสารที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย และแสกนคิวอาร์โค้ดจากแผ่นโบชัวน์ ที่คณะผู้วิจัยจัดทำขึ้น ซึ่งในสัปดาห์สุดท้าย จัดดำเนินการสรุปผล แนะนำการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และรับฟังข้อคิดเห็น / เสนอแนะของกลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับโปรแกรม 3วัด 3 เว้น 3ไว เพื่อการพัฒนาโปรแกรมและการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมอย่างยั่งยืนของผู้ป่วย การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 5.1 ผู้วิจัยตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อมูล หลังจากดำเนินการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 5.2 จัดทำคู่มือ โดยการกำหนดค่าเป็นตัวเลข เพื่อทำการบันทึกข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ 5.3 ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS โดยดำเนินการดังนี้ 1. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา คือ การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป แสดงผลด้วยการแจกแจง ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมาน คือ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบข้อมูลก่อน – หลัง เข้าร่วมโปรแกรมวัดความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองและพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ โดยใช้สถิติ Paired Sample t-test และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบ ระดับความดันโลหิต โดยใช้สถิติ Repeated Measure ANOVA ผลการศึกษา 1. ข้อมูลลักษณะส่วนบุคคล จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างพบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 83.3 มีอายุโดยเฉลี่ย 61.43 ปี (S.D. = 7.98,Range 48 - 75) โดยส่วนใหญ่จัดอยู่ช่วงอายุระหว่าง 61 - 75 ปี จบการศึกษาในระดับชั้น มัธยมศึกษา อาชีพหลักเป็นเกษตรกร รายได้ครอบครัวไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน และมีรายได้ไม่เพียงพอร้อย ละ 63.3 ส่วนใหญ่มีระยะเวลาในการเป็นโรค 10 ปีขึ้นไป และไม่มีโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ มีสมาชิกในครอบครัว เป็นโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 50 และ มารับบริการที่โรงพยาบาลปทุมราชวงศาร้อยละ 66.7
42 2. ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิต จากกลุ่มตัวอย่างพบว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 83.3 รองลงมาระดับปานกลาง ร้อยละ 16.7 และหลังเข้าร่วมโปรแกรมมีความรู้เกี่ยวกับการดูแล ตนเองอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 100 จากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมของกลุ่มตัวอย่าง เท่ากับ 13.37 (SD = 2.09) และภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมของกลุ่มตัวอย่าง เท่ากับ 14.73 (SD = 1.28) ซึ่งภายหลังการเข้า ร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.003) ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดัน ไม่ได้ ก่อนหลังเข้าร่วมโปรแกรม (n=30) ตัวแปร ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง t P-value x̅ S.D. x̅ S.D. ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเอง 13.37 2.09 14.73 1.28 -3.26 .003 3. พฤติกรรมการดูแลตนเอง จากกลุ่มตัวอย่างพบว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมมีพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 60.00 รองลงมาระดับปานกลาง ร้อยละ 40.00 และหลังเข้าร่วมโปรแกรมพฤติกรรมการดูแลตนเอง โดยรวมอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 86.70 รองลงมาระดับปานกลาง ร้อยละ 13.3 จากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมของกลุ่ม ตัวอย่าง พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมเท่ากับ 2.44 (SD = 0.51) และหลังเข้าร่วมโปรแกรมเท่ากับ 2.48 (SD = 0.51) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p-value < .001) เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน ได้แก่ ด้านการรับประทานอาหาร ด้านการรับประทานยา ด้านการออกกำลังกาย ด้านการดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง และด้านการจัดการความเครียด พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยก่อนเข้าร่วมโปรแกรม เท่ากับ 2.28 (SD = 0.57), 2.83 (SD = 0.37), 2.27 (SD = 0.61), 2.78 (SD = 0.51) และ 2.35 (SD = 0.61) ตามลำดับ และหลังการเข้าร่วมโปรแกรมมีคะแนนเฉลี่ยทั้ง 5 ด้านเพิ่มขึ้น เท่ากับ 2.42 (SD = 0.53), 2.87 (SD = 0.34), 2.67(SD = 0.60), 2.79 (SD = 0.50) และ 2.52 (SD = 0.59) ตามลำดับ ซึ่งพฤติกรรม การดูแลตนเองรายด้านที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่ ด้านการออกกำลังกาย (p-value=.004) และด้านการจัดการความเครียด (p-value=.003) ดังแสดงในตารางที่ 2
43 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การรับประทานยา การออกกำลังกาย การดื่มเครื่องดื่ม ชูกำลัง และความเครียด (n=30) ตัวแปร ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง t P-value x̅ S.D. x̅ S.D. พฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวม 2.44 0.51 2.48 0.51 -12.23 < .001 ด้านการรับประทานอาหาร 2.28 0.57 2.42 0.53 -1.89 .069 ด้านการรับประทานยา 2.83 0.37 2.87 0.34 -0.55 .586 ด้านการออกกำลังกาย 2.27 0.61 2.67 0.60 -3.13 .004 ด้านการดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง 2.78 0.51 2.79 0.50 -0.57 .573 ด้านการจัดการความเครียด 2.35 0.61 2.52 0.59 -3.25 .003 4. ค่าระดับความเค็ม จากกลุ่มตัวอย่างพบว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมมีค่าระดับความเค็มอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 66.70 รองลงมาระดับปานกลาง ร้อยละ 20.00 และระดับน้อย ร้อยละ 13.30 และหลังเข้าร่วมโปรแกรมมีค่าระดับ ความเค็มอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 60.00 รองลงมาระดับปานกลาง ร้อยละ 16.70 และระดับน้อย ร้อยละ 23.30 จากการทดสอบอาหารของกลุ่มตัวอย่าง เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของระดับความเค็ม พบว่า ก่อนเข้าร่วม โปรแกรมเท่ากับ 1.15 (SD = 0.37) และหลังเข้าร่วมโปรแกรมค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.04 (SD = 0.37) ใช้ค่าความ เชื่อมั่นที่ 80% จึงแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.193) ดังแสดงในตารางที่ 3 ตารางที่ 3 เปรียบเทียบค่าระดับความเค็ม ก่อนหลังการเข้าร่วมโปรแกรม (n=30) ตัวแปร ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง t P-value x̅ S.D. x̅ S.D. ค่าระดับความเค็ม 1.15 0.37 1.04 0.37 1.33 0.193 5. ค่าระดับความดันโลหิต ค่าระดับความดันโลหิต Systolic และ Diastolic ในระยะเวลา 4 สัปดาห์ ลดลงกว่าก่อนทดลองอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ (F=18.99, p-value<.001) และ (F=3.36, p-value=.022) ตามลำดับดังแสดงในตารางที่ 4