144 3. ควรมีการขยายขอบเขตพื้นที่ในการศึกษาวิจัย เพื่อส่งเสริมสุขภาพในผู้ป่วยเบาหวานให้มีพฤติกรรม การออกกำลังกาย และการบริโภคอาหาร เพื่อเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วย เบาหวานในภายภาคหน้า เอกสารอ้างอิง 1. ธนวัฒน์ สุวัฒนกุล.ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิด ที่ 2. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข.2561;ปีที่ 12 (ฉบับที่ 3):515-522. 2. ชลลดา ติยะวิสุทธิ์ศรี, พรพิมล ชัยสา, อัศนี วันชัย.การออกกำลังกายเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในแประเทศไทย: การสังเคราะห์งานวิจัยอย่างเป็นระบบ.วารสารการ พยาบาล การสาธารณสุข และการศึกษา.2561;ปีที่ 19 (ฉบับที่ 2):39-46. 3. สุภาพร คำสม, แสงทอง ธีระทองคำ. ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบแกว่งแขนต่อระดับ น้ำตาลในเลือดสะสมและภาวะโภชนาการในผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในชุมชน. วารสารการ ปฏิบัติการพยาบาลและการผดุงครรภ์ไทย.2560;ปีที่ 4 (ฉบับที่ 2):46-60. 4. อรทิพย์ แสนเมืองเคน, เบญจา มุกตพันธ์, สมใจ ศรีหล้า และคณะ.พฤติกรรมการดูแลตนเองด้าน โภชนาการของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 หมู่บ้านอุดมทรัพย์ อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม. วารสารวิชาการสาธารณสุข.2560;ปีที่ 26 (ฉบับเพิ่มเติม 2): S227-S236 5. ภัสราภรณ์ ทองภูธรณ์, สุวลี โล่วิรกรณ์. พฤติดกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ที่มารับบริการคลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลกุดจับ จังหวัดอุดรธานี.วารสาร วิจัยสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น.2563;ปีที่ 13 (ฉบับที่ 1):22-32. 6. สุวรรณี สร้อยสงค์, อังคณา เรือนก้อน, ขวัญสุวีย์ อภิจันทรเมธากุล และคณะ.พฤติกรรมการดูแล ตนเองตามการรับรู้ข้อมูลของเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้. วารสารวิทยาลัย พระปกเกล้า จันทบุรี.2560;ปีที่ 28 (ฉบับที่ 2):93-103 7. สมัย ทองพูล, สันติสิทธิ์ เขียวเขิน, สงัด เชื้อลิ้นฟ้า. รูปแบบการส่งเสริมการออกกำลังกายสำหรับ ผู้สูงอายุ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนโซนลำดวน ตำบลหนองเม็ก อำเภอนาเชือก จังหวัด มหาสารคาม. วารสารการพยาบาล การสาธารณสุข และการศึกษา.2017;ปีที่ 18 (ฉบับที่ 1):54-67 8. อรทิพย์ แสนเมืองเคน, เบญจา มุกตพันธ์, สมใจ ศรีหล้า และคณะ. พฤติกรรมการดูแลตนเองด้าน โภชนาการของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 หมู่บ้านอุดมทรัพย์ อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม [อินเตอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 2564 เมษายน 21]. เข้าถึงได้จาก https://thaidj.org/index.php/JHS/ article/download/196/190/190
145 9. กฤชคุณ คำมาปันุ . ผลของโปรแกรมการให้ความรู้และส่งเสริมการรับรู้สมรรถนแห่งตนต่อพฤติกรรม การบริโภคอาหารของผู้ป่วยเบาหวานตำบลแม่ปืม อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา [อินเตอร์เน็ต]. [เข้าถึง เมื่อ 2564 พฤษภาคม 30]. เข้าถึงได้จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ajcph/article/ view/247341/168033 10. ปภัสสร กิตติพีรชล, วรรณิภา อัศวชัยสุวิกรม, สุวรรณ จันทร์ประเสริฐ. ผลของโปรแกรมกำกับตนเอง ต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายแกว่งแขนและระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน [อินเตอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 2564 พฤษภาคม 30]. เข้าถึงได้จาก https://he02.tci-thaijo.org/ index.php/Nubuu/article/download/188842/132363/ 11. อรวรรณ คงเพียรธรรม, สมสมัย รัตนกรีฑากุล, ชนัญชิดาดุษฎี ทูลศิริ. ผลของโปรแกรมการกำกับ ตนเองต่อการออกกำลังกายในอาสาสมัครสาธารณสุขที่มีภาวะอ้วนลงพุง [อินเตอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 2564 พฤษภาคม 30]. เข้าถึงได้จาก http://dspace.lib.buu.ac.th/xmlui/bitstream/handle/ 1234567890/3409/nus24n4p77-88.pdf?sequence=1&isAllowed=y 12. สุนทรีย์ คำเพ็ง, อรธิรา บุญประดิษฐ์, อาจารีย์ พรมรัตน์ และคณะ. ได้ศึกษาผลของโปรแกรมการ กำกับตนเองต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารการออกกำลังกายน้ำหนักตัวและระดับน้ำตาลในเลือดของ ผู้ป่วยโรคเบาหวานเขตชุมชนอำเภอเมืองจังหวัดลพบุรี[อินเตอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 2564 พฤษภาคม 30]. เข้าถึงได้จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/241071/ 164275
146 ผลของโปรแกรมปรับ เปลี่ยน ปล่อยเพื่อเกษตรกรปลอดภัยจากสารเคมี ในบ้านหนองยอ ตำบลจิกดู่อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ มณีพลอย บริสุทธิ์, จันทมณี มวลสุข, ทัศวรรณ เอื้อสามารถ หลักสูตรสาธารณสุขศาตรบัณฑิต โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์ที่ปรึกษา: พรพรรณ ประพัฒพงษ์Email : [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองโดยใช้โปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรู้และพฤติกรรมการใช้สารเคมีของเกษตรกร ก่อนและหลังการใช้โปรแกรม 2) เปรียบเทียบ ความรู้และพฤติกรรมการใช้สารเคมีของเกษตรกร ก่อนและหลังการใช้โปรแกรม กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกร หมู่ที่ 3และ 9 บ้านหนองยอ ตำบลจิกดู่อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 72 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย ได้รับโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สารเคมี ประกอบด้วย 1 ปรับทัศนคติต่อการ ใช้สารเคมีผ่านศูนย์เรียนรู้การแปลงสาธิตเกษตรปลอดภัยปลอดสารพิษ 2. เปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันตนเองให้ ปลอดภัยจากสารเคมีผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 3. ปล่อยสารพิษสะสมออกจากร่างกายผ่านการ ออกกำลังกายขับพิษและชงชารางจืด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบทดสอบ ความรู้และแบบสอบถามพฤติกรรมการใช้สารเคมี วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ด้วย Paired Sample t-test ผลการศึกษาพบว่า ด้านความรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมเกษตรกรมี ความรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ( ̅= 12.41, S.D. = 1.33) หลังการเข้าร่วม โปรแกรมเกษตรกรมีความรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในภาพรวมอยู่ในระดับมาก(̅= 46.80, S.D. = 0.76) ด้านพฤติกรรมการใช้สารเคมีก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมเกษตรกรมีพฤติกรรมการใช้สารเคมีในภาพรวม อยู่ในระดับน้อย (̅= 19.37, S.D. = 1.13) หลังการเข้าร่วมโปรแกรมเกษตรกรมีพฤติกรรมการใช้สารเคมีใน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (̅= 54.16, S.D. = 0.69) ซึ่งเกษตรกรมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เรื่องสารเคมีป้องกัน และกำจัดศัตรูพืช และพฤติกรรมการใช้สารเคมีก่อนและหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 และ .04 ตามลำดับ . ดังนั้น จึงควรส่งเสริมความรู้ในรูปแบบการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม นำมาประยุกต์ใช้ในการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการใช้สารเคมีเพื่อลดอันตรายจากสาเหตุที่แท้จริงที่เกิดจากสารเคมีในกลุ่มเกษตรกร คำสำคัญ: โปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม, พฤติกรรมการป้องกันสารเคมี
147 The Effects of the program adjust, change and release among the farmers in chemical used safety at Ban Nong Yor, Chikdu Subdistrict, Hua Taphan District, Amnat Charoen Province . Maneeploy Borisut , Jantamanee Muansuk, Thatsawan Aueasamat Faculty of Public Health Mahidol University Amnatchareon Campus Advisor ; Dr. Pornpan Prapatpong Email : [email protected] Abstract This quasi-experiment research with Participatory Learning Program, PL aimed to study and compare the level of knowledge and self-protection behaviors from using chemicals in farmer, before-after received PL program. The samples size in this study were 72 farmers in 2 villages and selected by using simple randomization sampling. The program was consisting of 3 activities: 1) Attitude management by agricultural demonstrating learning center activity, 2) Change self-protection behaviors from using chemicals through participatory learning activities. and 3) Release accumulated toxins from the body through detoxification with exercise and drinking herbal tea. The data were analyzed by descriptive and inferential statistics with Paired Sample t-test. The results showed that: the overall knowledge level in farmer before joining the program was at low level (̅= 12.41, S.D. = 1.33) and after joining the program was at high level (̅= 46.80, S.D. = 0.76). While the overall self-protection behaviors from using chemicals in farmer was at low level (̅= 19.37, S.D. = 1.13) and after joining the program was at high level (̅= 54.16, S.D. = 0.69). Therefore, before-after joining the PL program, the knowledge and self-protection behaviors from using chemicals showed a statistically significant difference at p-value of .05 and .04, respectively. Therefore, this PL program should be promoted and applied in self-protection behaviors from using chemicals for decreased danger in farmer. Keywords: Participatory Learning Program, self-protection behaviors from using chemicals
148 บทนำ ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ปัจจุบันประเทศไทยมีเกษตรกรทั้งสิ้น 9,368,245 คน ในจํานวนนี้ ร้อย ละ 52.31 หรือ 4,900,875 คน ที่ปลูกพืชเป็นหลัก และมีการทําเกษตรแบบผสมผสานปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ หรือไร่นาสวน ผสม มากกว่าร้อยละ 37 (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, 2563) เกษตรกรมีการนำสารเคมีมาใช้ในการทำเกษตรกรรม จำนวนมาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตทางการเกษตรพบว่า เกษตรกรมีการใช้สารเคมีกำจัดแมลงในกลุ่มคาร์บาเมต (Carbamat)ร้อยละ 88 ส่วนสารกำจัดวัชพืชเป็นสารในกลุ่มไบไพริไดเรียม (Bipyridylium) ร้อยละ 80 ใน ขณะที่สาร ป้องกันกำจัดศัตรูพืชส่วนใหญ่ใช้สารปฏิชีวนะร้อยละ 94 (ชนิกานต์ คุ้มนก, สุดารัตน์ พิมเสน, 2557) เพื่อเป็นประโยชน์ ต่อการเจริญเติบโตของพืชอาหาร ช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องความเสียหายต่อผลผลิต ทําให้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่ม สูงขึ้น แต่การใช้สารเคมีที่เกินความจำเป็น และไม่ถูกต้องเหมาะสมจะทําให้เกิดผลกระทบด้านต่าง ๆ ทั้งในด้านสุขภาพ ของเกษตรกร ผู้บริโภคและด้านสิ่งแวดล้อม (แสงโฉม ดวงแก้ว, 2556) จากข้อมูลการตรวจคัดกรองความเสี่ยงทางสุขภาพต่อพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรด้วยกระดาษ ทดสอบโคลีนเอสเทอเรส (Cholinesterase reactive paper) พบว่า เกษตรกรมีผลการตรวจเลือดเสี่ยงและ หรือไม่ปลอดภัยโดยเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง (พ.ศ. 2557-2561) อยู่ที่ร้อยละ 37.33 และมีแนวโน้มเสี่ยงสูงเพิ่มขึ้น ทุกปี (สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2561) และจากฐานข้อมูลจำนวนผู้ป่วยโรคพิษสาร กำจัดศัตรูพืช (ไม่รวมการฆ่าตัวตาย) ของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีแนวโน้ม สูงขึ้น หากเกษตรกรมีพฤติกรรมการใช้สารเคมีไม่ถูกวิธี ขาดความรู้และการป้องกันตนเองจากสารเคมีไม่ เหมาะสมจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ คือ จะไปทำลายอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ตับ ไต ปอด สมอง ผิวหนัง ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์และตาซึ่งขึ้นอยู่กับว่า เราจะรับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายทางใด และปริมาณมากน้อย เพียงใด ส่วนใหญ่การที่อวัยวะภายในร่างกายได้สะสมสารเคมีไว้จนถึงขีดที่ร่างกายไม่สามารถทนได้จึงได้แสดง อาการต่างๆขึ้นมา เช่น โรคมะเร็ง โรคต่อมไร้ท่อ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคผิวหนังต่างๆ การเป็นหมัน การพิการ ของทารกแรกเกิดหรือการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (นพพร บัวทอง, 2558) และนอกจากนี้สถานการณ์การ ตกค้างของสารเคมีในผักและผลไม้สด ปัจจุบันยังเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน ผู้บริโภคส่วนใหญ่ ไม่มั่นใจและไม่สามารถเข้าถึงผักและผลไม้ที่มีคุณภาพและปลอดภัยได้ (ลอรัตน์ จิตต์พงษ์, 2562) การได้ บริโภคผักต่างๆ ที่ปลอดภัยจากสารพิษในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี และแข็งแรงไม่ เจ็บป่วยง่าย ในทางตรงข้ามหากร่างกายขาดอาหารประเภทผักได้รับไม่เพียงพอหรือบริโภคผักที่มีสารพิษ ตกค้างในปริมาณมากเข้าไปจะทำให้ระบบร่างกายต่างๆของร่างกายทำงานได้ไม่ปกติ อาจเกิดอาการผิดปกติ และทำให้ความต้านทานโรคต่างๆ ของร่างกายลดลง (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, 2559) จากการสุ่มเก็บตัวอย่างผักมาทดสอบจากหลายจังหวัดทั่วประเทศและในทุกฤดูกาล ตรวจพบผักที่มีสารเคมี จากยาฆ่าแมลงตกค้างอยู่หลายชนิด เช่น ผักคะน้า พบสารเคมีตกค้างร้อยละ 85 ผักบุ้งจีนร้อยละ 98 ผักกวาง ตั้งร้อยละ 99 และกะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว มะเขือเทศ แตง กวา พบมากถึงร้อยละ 100 ปัจจุบันมีการใช้สาร เคมี กำจัดศัตรูพืชกันอย่างแพร่หลายทำให้มีสารเคมีตกค้างโดยเฉพาะผักที่นิยมบริโภคกันทั่วไป เช่น ผักคะน้า กวางตุ้ง ถั่วฝักยา (เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช, 2559) ซึ่งสารเคมีบางชนิดอาจทำลายเอนไซม์ของ
149 ระบบประสาท ถ้าได้รับปริมาณมากจะปวดศีรษะ อ่อน เพลีย คลื่นไส้ และผลกระทบที่เป็นพิษเรื้อรังซึ่งเกิดจาก การสะสม เช่น สะสมในหลอดเลือดจนตีบตันหรือสะสมในเซลล์ อวัยวะต่างๆ จนเกิดความผิดปกติของการ ทำงานของเซลล์ และอวัยวะต่างๆ ที่ก่อให้เกิดโรคหรือปัญหาอื่นๆ เช่นโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรค หลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคผิดหนังต่างๆ การเป็นหมัน เป็นต้น (กรมอนามัย, 2554) ซึ่งพฤติกรรมการ บริโภคผักให้ปลอดภัยจากสารพิษอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 69.39 รองลงมามีพฤติกรรมอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 30.61 ควรมีการให้ความรู้แก่ประชาชนเรื่องผักปลอดสารพิษ มาตรฐานรับรองความปลอดภัยและการ บริโภคผักให้ปลอดสารพิษแก่ประชาชน และควรให้ความรู้แก่เกษตรกรเรื่องการใช้สารเคมีและการป้องกันตน เองจากสารเคมี (เบญญาภา กาลเขว้า, 2562) โดยโปรแกรมส่งเสริมความรู้และพฤติกรรมการใช้สารเคมี ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ด้านความรู้ในการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม เกษตรกรมีความรู้เรื่องสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ร้อยละ 12.41 หลังการ เข้าร่วมโปรแกรมเกษตรกรมีความรู้เรื่องสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 24 .05 ด้านพฤติกรรมการปฏิบัติในการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม เกษตรกรมีพฤติกรรมการปฏิบัติในการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชในภาพรวมอยู่ระดับน้อย ร้อยละ 22.37 หลังการเข้าร่วมโปรแกรมเกษตรกรมีพฤติกรรมการปฏิบัติในการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชใน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 54.16 (นพพร บัวทอง, 2558) จากข้อมูลการทำเกษตรกรรมในพื้นที่บ้านหนองยอ ตำบลจิกดู่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ปี 2564 มีพื้นที่ปลูก 2,731 ไร่ ทำเกษตรกรรม 269 ครัวเรือน มีการปลูกข้าวนาปี ปลูกหอม ปลูกพริก และพืชสวนอื่นๆ มีการใช้สารเคมีทางการเกษตร ร้อยละ 91.5 ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการตรวจคัดกรองความเสี่ยงทางสุข ภาพต่อพิษ สารเคมีของเกษตรกรด้วยกระดาษทดสอบโคลีนเอสเตอเรส (Cholinesterase reac- tive paper) พบว่า เกษตรกรมีผลการตรวจเลือดเสี่ยงและหรือไม่ปลอดภัยอยู่ที่ร้อยละ 68.5 และมีแนวโน้มเสี่ยงสูงเพิ่มขึ้นทุกปี จากข้อมูลและสถานการณ์ดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาวิธีการส่งเสริมเกษตรกรให้มีความรู้และพฤติกรรม การใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ถูกต้องมากขึ้น โดยนำโปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่พัฒนาขึ้น โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วยการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และกระบวนการกลุ่ม เพื่อให้ เกษตรกรเกิดการเรียนรู้สูงสุดได้ด้วยตนเอง รวมทั้งส่งเสริมพฤติกรรมของประชาชนในการเลือกซื้อผักผลไม้ รวมถึงส่งแสริมการปลูกผักปลอดสารพิษรับประทานเอง ผู้บริโภคควรล้างผักและผลไม้ ปรุงอาหารให้ปลอดภัย จากสารพิษและส่งเสริมกายออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ได้แก่ วันจันทร์ วันอังคาร และวันศุกร์ ครั้งละ 30 นาที ทั้งนี้ผู้วิจัยคาดว่าการใช้โปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมจะทำให้เกษตรกรมีการดูแลสุขภาพที่ดีมี ความรู้ ความตระหนักตลอดจนมีพฤติกรรม การใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย ทั้งแก่ตนเอง สังคม และสิ่ง แวดล้อมต่อไป
150 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อศึกษาระดับความรู้และพฤติกรรมการใช้สารเคมีของเกษตรกร ก่อนและหลังการใช้โปรแกรม 2) เพื่อเปรียบเทียบความรู้และพฤติกรรมการใช้สารเคมีของเกษตรกร ก่อนและหลังการใช้โปรแกรม กรอบแนวคิดในการวิจัย การศึกษาวิจัยเรื่องผลของโปรแกรมปรับ เปลี่ยน ปล่อยเพื่อเกษตรกรปลอดภัยจากสารเคมีในบ้านหนองยอ ตำบลจิกดู่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ผู้วิจัยได้สร้างกรอบแนวคิดในการวิจัย ดังนี้ ภาพที่1 กรอบแนวคิดในการวิจัย ระเบียบการวิจัย การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบกึ่งทด ลอง (quasi-experimental research) โดยใช้ระยะเวลาใน การศึกษา 2 เดือน ช่วงเดือนเมษายน ถึง มิถุนายน 2564 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรกลุ่มเกษตรกรอาศัยอยู่ในพื้นที่หมู่ 3 และ 9 ตำบลจิกดู่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัด อำนาจเจริญ จำนวน 269 ครัวเรือน 1. เกณฑ์คัดเข้า (Inclusion criteria) มีดังนี้ (1) ประกอบอาชีพทำนาเป็นอาชีพหลักในพื้นที่หมู่ 3 และหมู่ 9 ตำบลหนองยอ ตำบลจิกดู่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ (2) มีอายุกว่า 18 ปีขึ้นไป (3) มีความสามารถในการรับรู้และสื่อความหมายได้ (4) มีความสมัครใจและยินยอมให้ความร่วมมือในการวิจัย 2. เกณฑ์คัดออก (Exclusion criteria) มีดังนี้ (1) ผู้พิการ ที่ไม่สามารถเข้าร่วมโปรแกรมได้ โปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมการใช้ สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช - ปรับทัศนคติต่อการใช้สารเคมีผ่านศูนย์ เรียนรู้การแปลงสาธิตเกษตรปลอดภัย ปลอดสารพิษ - เปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันตนเองให้ ปลอดภัยจากสารเคมีผ่านกิจกรรมการ เรียนรู้แบบมีส่วนร่วม - ปล่อยสารพิษสะสมออกจากร่างกาย ผ่านการออกกำลังกาย -ความรู้ในการใช้สารเคมีป้องกันและ กำจัดศัตรูพืช -พฤติกรรมการใช้สารเคมีป้องกันและ กำจัดศัตรูพืช
151 กลุ่มตัวอย่างเกษตรกรที่ได้รับการคัดกรองระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเทอเรสในเลือด จำนวน 105 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบอย่างง่าย (Simple random sampling) โดยผู้ที่มีผลระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเทอเรสใน เลือดอยู่ในระดับมีความเสี่ยง/ไม่ปลอดภัยจำนวน 72 คนและยินยอมให้ความร่วมมือในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่1ตอนที่1 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ลักษณะคำถามเลือกตอบ และคำถามปลายเปิด จำนวน 11 ข้อ ตอนที่ 2 แบบสอบถามการเข้าถึงแหล่งจำหน่ายสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แบบสอบถามถึงการเข้าถึง แหล่งจำหน่ายสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งผู้วิจัยได้ดัดแปลงมาจากแบบสอบถามของ วิทยา เทิดไพรพนาวัลย์ (2557) ประกอบด้วย คำถามทั้งหมด 4 ข้อ วัดเป็นแบบมาตรา ส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ประยุกต์มา จากมาตรการวัดของลิเคิร์ท (Likert Scale) กำหนดให้ผู้ตอบ เลือกตอบ 3 ระดับ คือ เป็นประจำ บางครั้ง ไม่ เคย โดยให้เลือกตอบเพียง 1 ตัวเลือก แปลผลออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับน้อย (0-2.6 คะแนน) ระดับปาน กลาง (2.7-5.2 คะแนน) ระดับมาก (5.3-8 คะแนน) ส่วนที่2 แบบทดสอบความรู้ในเรื่องการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกร ประกอบด้วยคำถาม จำนวน 5 ข้อ ลักษณะคำตอบให้เลือกตอบ โดยมี 3 ตัวเลือก คือ ใช่ ไม่แน่ใจ และไม่ใช่ โดยมีเกณฑ์คะแนน ดังนี้ ตอบถูกได้ 1 คะแนน ตอบผิดหรือไม่แน่ใจได้ 0 คะแนน และการแบ่งคะแนนแบบเกณฑ์อ้างอิงตามหลัก Learning for Mastery Bloom (Benjamin Bloom, 1971) แปลผลระดับความรู้ออกมาเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับน้อย (0-1.6 คะแนน) ระดับปานกลาง (1.7-3.2 คะแนน) ระดับมาก (3.3-5 คะแนน) ส่วนที่ 3 แบบสอบถามพฤติ กรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช มี 3 ตอน ก่อน หลัง และขณะ ฉีดพ่น สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ผู้วิจัยดัดแปลงมาจาก รัชฎาภรณ์ จันทสุวรรณ โดยใช้คำถามแบบให้เลือกตอบ จำนวน 20 ข้อ โดย กำหนดระดับคะแนนของพฤติกรรมเป็น3 ระดับคือ ระดับ 3 2 1 คือ ปฏิบัติทุกครั้ง บางครั้งและไม่ ปฏิบัติแปลผลระดับความรู้ออกมาเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับน้อย (0-20 คะแนน) ระดับปานกลาง (21-40 คะแนน) ระดับมาก (41-60 คะแนน) การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย โดยการทดสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา (content validity) โดยผู้วิจัยนำแบบสอบถามในตอนที่ 1 2 และตอนที่ 3 ส่งตรวจสอบเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน และหาค่าความสอดคล้อง ก่อนนำแบบสอบถามไปใช้ มีการทดสอบเครื่องมือ (try out) จำนวน 30 คน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึงที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่จริง เพื่อความเชื่อมั่นโดยสัมประสิทธิ์แอลฟา ของครอนบาค (Reliability Cronbach’s Coefficient Alpha) ซึ่งได้ค่าความเชื่อมั่นของกลุ่มตัวอย่างใน
152 แบบทดสอบความรอบรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .86 และแบบทดสอบ พฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .93 การดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน2564 ถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 1. ขั้นก่อนดำเนินการ 1.1 เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนการทดลองในกลุ่มเกษตรกร 1.2 ตรวจค่าเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรส ในกลุ่มเกษตรกรเพื่อหาจำนวนกลุ่มตัวอย่าง โดย เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนอยอ ทับทึกผล แปลผลให้กลุ่มเกษตรกรได้ทราบ 2. ขั้นทดลอง 2.1 ทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดโดยใช้โปรแกรมปรับ เปลี่ยน ปล่อยเพื่อเกษตรกร ปลอดภัยจากสารเคมีเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ โดยมีรายละเอียดดังนี้ สัปดาห์ที่ 1 ประกอบด้วย ประกอบด้วย 2 กิจกรรม โดยจัดกิจกรรม 2 วัน ใช้เวลา 3 ชั่วโมงต่อวัน ดังนี้ กิจกรรมที่ 1 จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีในการทำเกษตรอย่างไรให้ปลอดภัย และการทำแบบทดสอบความรู้ในการใช้สารเคมีและพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เป็นเวลา 3 ชม. กิจกรรมที่ 2 เป็นการปรับทัศนคติต่อการใช้สารเคมีผ่านศูนย์การเรียนรู้แปลงสาธิตเกษตร ปลอดภัยปลอดสารพิษ จะเป็นการปรับหน้าดินเริ่มทำความสะอาดแปลง พรวนดินและหาพืชผักต่างๆมาปลูก ในแปลงสาธิตของโรงพายาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองยอ ทำการดูแล รดน้ำ ตลอดจนกว่าจะสิ้นสุด โครงการ สัปดาห์ที่ 2 กิจกรรม ปล่อยสารพิษสะสมออกจากร่างกายผ่านการออกกำลังกายขับพิษและชงชา รางจืด โดยจะใช้เวลาในการออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3 วัน คือ วันอังคาร วันพุธ วันศุกร์ วันละ 30 นาที โดยใช้ พื้นที่ของถนนคนเดินหน้าวัดหนองยอในการออกกำลังกายเพื่อนให้แม่ค้า และคนที่มาเดินตลาดสามารถเข้าร่วม ออกกำลังกายได้ ทั้งนี้ยังใช้ชารางจืด ชงดื่มเป็นประจำ เพื่อเป็นการขับสารพิษสะสมในร่างกายร่วมด้วย สัปดาห์ที่ 3 กิจกรรม เปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากสารเคมีผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ แบบมีส่วนร่วม โดยการนำโปสเตอร์ ไวนิล ใบปลิว ไปติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆของพื้นที่ทำการเกษตร พื้นที่ใน หมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียง หมู่บ้านใกล้เคียง รวมถึงจุดแปลงสาธิตเกษตรในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หนองยอ สัปดาห์ที่ 4 (สิ้นสุดโครงการ) จะเป็นการเก็บผลของกิจกรรมที่ 2 ของสัปดาห์ที่ 1 คือ ให้กลุ่มตัวอย่าง แบ่งกันเก็บผลผลิตไปรับประทานในครัวเรือน หรือให้เพื่อนบ้านตามที่ต้องการ การวิเคราะห์ข้อมูล
153 วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลความรู้เกี่ยว กับการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัด ศัตรูพืช โดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแตกต่างของความรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัด ศัตรูพืชในกลุ่มเดียวกัน โดยใช้สถิติทดสอบ ชนิดสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test independent) การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง 1. ผู้วิจัยนำเสนอโครงร่างงานวิจัยต่อคณะกรรมการ สาขาสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต โครงการจัดตั้ง วิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อขออนุมัติในการดำเนินงานวิจัย 2. ผู้วิจัยนำตัวและชี้แจงวัตถุประสงค์ของการศึกษางานวิจัยต่อกลุ่มตัวอย่างโดยมี เอกสารชี้แจง ประกอบเพื่อให้กลุ่มตัวอย่างเข้าใจ และตอบข้อซักถามจนทำให้กลุ่มตัวอย่างมีความเข้าใจเป็นอย่างดี 3. ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างลงนามเข้าร่วมการวิจัยในหนังสือแสดงความยินยอมแบบสมัครใจ 4. ให้ความเชื่อมั่นกับกลุ่มตัวอย่าง ว่าข้อมูลที่ได้รับจะถูกเก็บเป็นความลับ และผลการวิจัย จะออกมา ในลักษณะภาพรวม เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น โดยไม่ระบุชื่อของบุคคลที่เข้าร่วมการวิจัย 5. กลุ่มตัวอย่างสามารถหยุด หรือขอยกเลิกในการตอบแบบสอบถามได้ทุกครั้ง หากไม่พึงประสงค์ที่จะ ตอบแบบสอบถามต่อไป โดยกลุ่มตัวอย่างจะไม่เสียประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น ผลการศึกษา เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคิดเป็น ร้อยละ53 มีอายุระหว่าง15-59ปีคิดเป็นร้อยละ44 จบการศึกษา ระดับประถมศึกษา คิดเป็น ร้อยละ57.4 มีรายได้ต่อเดือนระหว่าง10,000-15,000 บาท คิดเป็นร้อยละ43.33 มีการ ใช้สารเคมีทำการเกษตร คิดเป็นร้อยละ 91.5 มีการใช้สารเคมีน้อยกว่า 5 ครั้งในรอบปีคิดเป็นร้อยละ85.4ส่วนใหญ่ใช้ สารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช คิดเป็นร้อยละ 76 ไม่เคยมีอาการผิดปกติ คิดเป็นร้อยละ 88.5การเข้าถึงแหล่งจำหน่าย สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 52.8 และเมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ตัวแทนจำหน่าย สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเคยนำผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายให้ที่บ้าน ร้อยละ 13.8 รองลงมา คือ กลุ่มตัวอย่างสามารถนำ ผลิตภัณฑ์สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมาใช้ก่อนแล้วจ่ายเงินค่าซื้อสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต ร้อยละ 11.3 ความรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมเกษตรกรมีความรู้ในการใช้สารเคมี กำจัดศัตรูพืชในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ( ̅= 12.41, S.D. = 1.33) หลังการเข้าร่วมโปรแกรมเกษตรกรมี ความรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในภาพรวมอยู่ในระดับมาก(̅= 46.80, S.D. = 0.76) ก่อนเข้าร่วม โปรแกรมเกษตรกรมีความรู้ในการใช้สารเคมีในระดับน้อย 5 ข้อ หลังการเข้าร่วมโปรแกรมเกษตรกรมีความรู้ ในการใช้สารเคมีในระดับปานมก 3 ข้อ คือ สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือ หายใจ ปาก ผิวหนัง มีค่าเฉลี่ย 43.77 (S.D = 0.79) การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ควรอ่านฉลากก่อนซื้อและก่อนใช้งาน มี
154 ค่าเฉลี่ย 45.85 (S.D = 0.78) และการรีบอาบน้ำทันทีหลังการฉีดพ่นเป็นวิธีหนึ่งในการป้องกันไม่ให้สารเคมี กำจัดศัตรูพืชเข้าสู่ร่างกาย มีค่าเฉลี่ย 52.10 (S.D = 0.74) ตารางที่ 1 การเปรียบเทียบความรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่ม ความรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช t P-value Mean S.D. แปลผล -2.35 .05* ก่อนการทดลอง 12.41 1.33 น้อย หลังการทดลอง 46.80 0.76 มาก พฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมเกษตรกรมีพฤติกรรมการใช้สารเคมี ในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย (̅= 19.37, S.D. = 1.13) หลังการเข้าร่วมโปรแกรมเกษตรกรมีพฤติกรรมการใช้ สารเคมีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (̅= 54.16, S.D. = 0.69) ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมเกษตรกรมีพฤติกรรม การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในระดับปานกลาง 7 ข้อ คือ ท่านอ่านฉลาก คำแนะนำ และวิธีใช้ ก่อนการใช้ สารเคมีกำจัดศัตรูพืช มีค่าเฉลี่ย 22.66(S.D = 1.13) ท่านตรวจสอบอุปกรณ์ และเครื่องมือก่อนการฉีดพ่น สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีค่าเฉลี่ย 23.42 (S.D = 1.12) ท่านสวมเสื้อแขนยาว/กางเกงขายาว มีค่าเฉลี่ย 21.43 (S.D = 1.6) ท่านสวมรองเท้าบูทยาง มีค่าเฉลี่ย 20.04 (S.D = 1.14) ท่านไม่กินอาหาร/ดื่มน้ำในบริเวณที่ฉีด พ่น มีค่าเฉลี่ย 21.63 (S.D = 1.15) ท่านไม่สูบบุหรี่/ยาเส้น มีค่าเฉลี่ย 22.67(S.D = 1.13) ท่านล้างมือทันที ก่อนพักกินอาหาร/ดื่มน้ำ มีค่าเฉลี่ย 23.42 (S.D = 1.12) หลังการเข้าร่วมโปรแกรมเกษตรกรมีพฤติกรรมการ ใช้สารเคมีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 20 ข้อ ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่ม พฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช t P-value Mean S.D. แปลผล -2.03 .04* ก่อนการรับโปรกรม 19.37 1.13 น้อย หลังการรับโปรแกรม 54.16 0.69 มาก อภิปรายผลการวิจัย ผลของโปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมต่อความรู้และพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากสาร เคมี กำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรบ้านหนองยอ ตำบลจิกดู่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ สามารถอภิปราย ผลการวิจัยตามสมมติฐานได้ดังนี้
155 1. ความรู้ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม เกษตรกรมีความรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชดีกว่าก่อน การเข้าร่วมโปรแกรม พบว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม เกษตรกรมีความรู้เรื่องสารเคมีป้องกันและกำจัด ศัตรูพืชในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ( x =12.41 , S.D. =1.33) หลังการเข้าร่วมโปรแกรม เกษตรกรมีความรู้ใน การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( x =24.05, S.D. =0.76) และเมื่อนำค่าคะแนนความรู้ ก่อนและหลังการทดลองมาเปรียบเทียบกัน พบว่ามีความแตกต่าง กันที่ระดับนัยสำคัญที่ .05 แสดงให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมของเกษตรกรตลอดระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรมตามโปรแกรมร่วมต่อความรู้และพฤติกรรม การป้องกันตนเองจากสารเคมีกำจัดศัตรู พืชมีผลทำให้ความรู้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น ซึ่งโปรแกรมการเรียนรู้แบบ มีส่วนร่วมนั้น มีผลโดยตรงต่อการพัฒนาความรู้ของเกษตรกรโดยเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ซึ่งผลจาก การศึกษาสอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข (2540) ได้กล่าวถึง การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมไว้ว่าเป็น การให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้จากประสบการณ์เดิม โดยหลักการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมประกอบด้วยหลักการ เรียนรู้คือ 1) การเรียนรู้เชิงประสบการณ์เป็นการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสร้างความรู้จากประสบการณ์เดิม 2) การสะท้อนความคิดและการอภิปราย (Refl ection and Discussion) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ผู้เรียนจะได้ แสดงความคิดเห็นและความรู้สึกของตนเองแลกเปลี่ยนกับสมาชิกในกลุ่ม 3) ความคิดรวบยอด เป็น องค์ประกอบที่ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาวิชาหรือเป็นการพัฒนาพุทธิพิสัย(Cognitive Domain) เกิดได้ หลายทาง เช่น จากการบรรยายของผู้สอน การมอบหมายให้อ่านจากเอกสารตำราและ 4) การประยุกต์ แนวคิดเป็นองค์ประกอบที่ผู้เรียนได้ทดลองใช้ความคิดรวบยอดหรือผลิตขั้นความคิดรวบยอดในรูปแบบต่าง ๆ เช่นการสนทนา สร้างคำขวัญ ทำแผนภูมิแผนภาพ เล่นบทบาทสมมติสอดคล้องกับแนวคิดของทวีทอง หงส์ วิวัฒน์(2529)ที่ว่า ในอดีตที่เน้นและให้ความสำคัญกับบทบาทของคนนอกชุมชน มากกว่าความสามารถของ คนในชุมชนซึ่งทำให้การดำเนินงานขาดประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงต้องทำการเปลี่ยนแปลงโดยให้ชุมชนเป็นผู้ กำหนด เป้าหมาย และมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหาและแสวงหาทางออกด้วยตัวของเขาเอง รวมทั้งการ ตัดสินใจและการประเมินผลด้วยตนเองว่าดีหรือไม่สอดคล้องกับผลการวิจัยของ ศิริพร สมบูรณ์(2552, หน้า 70-72) ที่ได้ศึกษาผลของการประยุกต์แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพกับการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อพฤติกรรม การป้องกันอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเกษตรกรอำเภอองครักษ์จังหวัดนครนายก พบว่า กลุ่ม ทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้โอกาสเสี่ยงและการรับรู้ผลดีของการปฏิบัติตามคำแนะนำสูงกว่าการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและในระยะติดตามผลพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ในทุกด้านและ พฤติกรรมการป้องกันอันตราย การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชสูงกว่าก่อนการทดลอง 2. พฤติกรรมภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเกษตรกรมีพฤติกรรมในการใช้ สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชดีกว่าก่อน การเข้าร่วมโปรแกรม พบว่า ก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมเกษตรกรมี พฤติกรรมการปฏิบัติในการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ( x =22.37, S.D.=1.13) หลังการ เข้าร่วมโปรแกรมเกษตรกรมีพฤติกรรมการปฏิบัติในการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัด ศัตรูพืชในภาพรวมอยู่ในระดับมาก( x =54.16, S.D.=0.69) และเมื่อนำค่าคะแนนพฤติกรรมก่อนและหลังการ ทดลองมาเปรียบเทียบกัน พบว่า มีความแตกต่าง กันที่ระดับนัยสำคัญที่ .05 แสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมของ
156 ประชาชนตลอดเวลาในการดำเนินกิจกรรมในโปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความรู้และพฤติกรรม การป้องกันตนเองจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช มีผลทำให้พฤติกรรมการปฏิบัติตัวของเกษตรกรถูกต้องมากขึ้น ซึ่ง พฤติกรรมการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยตรงจากตัวของเกษตรกรเป็นเรื่อง ที่เกษตรกรเองมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง ทำให้เกษตรกรมีความสนใจและใส่ใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรม และได้ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สารเคมีให้ถูกต้องมากขึ้น เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้สอดคล้องกับแนวคิดของ ทวีศักดิ์นพเกษตร (2542, หน้า 35) ที่กล่าวว่า การมีส่วนร่วมเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา ซึ่งประชาชนใน ชุมชนจะต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินงานพัฒนานั้นตั้งแต่ต้นจนจบ เริ่มตั้งแต่การให้ความสำคัญกับชาวบ้านให้ เท่าเทียมกับนักพัฒนาหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ประชาชนจะร่วมกันรับรู้ร่วมคิดร่วมวางแผน ร่วมดำเนินงานและ ร่วมประเมินผล ทั้งนี้แนวคิดในการมีส่วนร่วมคือความเป็นเจ้าของการเป็นเจ้าภาพ การมีอำนาจในการตัดสิน อำนาจในการดำเนินงาน การบริหารจัดการ การร่วมรับผลประโยชน์ผลลัพธ์และผลกระทบจากการดำเนินงาน และการร่วม ประเมินผลเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ เพราะในเรื่องการป้องกันตนเอง จากสารเคมีเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเกษตรกร จะต้องเรียนรู้ฝึกปฏิบัติและหาวิธีการ ป้องกันตนเอง ครอบครัว และ สิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยที่เกษตรกรจะต้องเรียนรู้ถึงหลักการปฏิบัติตนใน การใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช สอดคล้องกับผลการวิจัยของกิติศักดิ์จักราชัย (2555, หน้า 68-70) ได้ ศึกษาการรับสัมผัสสารเคมีทางการเกษตรในเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพื้นที่ตำบล บ้านแม่ใส อำเภอเมือง จังหวัด พะเยา พบว่า ประชากรในพื้นที่มีความเสี่ยงในการได้รับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายอยู่ในระดับเสี่ยงร้อยละ 66 และ อยู่ใน ระดับไม่ปลอดภัยร้อยละ 14.5 หลังจากการให้ความรู้แก่เกษตรกรพบว่ามีการปฏิบัติใช้อุปกรณ์ป้องกัน ตนเองขณะใช้สารเคมีทางการเกษตร หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีทางการเกษตรโดยใช้สารชีวภาพทดแทน สอดคล้องกับผลการวิจัยของทวี ลุนราช (2552, หน้า 68-70) ที่ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาศักย์ ภาพแกนนำ สาธารณสุขประจำครอบครัวในการลดความเสี่ยงจากการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ตำบลระเริง อำเภอวัง น้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ผลการศึกษาพบว่า ก่อนการพัฒนาศักยภาพแกนนำฯ ด้านความรู้อยู่ใน ระดับสูง ร้อยละ 88.70 ด้านความตระหนักอยู่ใน ระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 47.73 และ ด้านการปฏิบัติตนอยู่ใน ระดับบางครั้ง มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 32.90 หลังกระบวนการพัฒนาศักยภาพฯ ด้านความรู้อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 98.40 ด้านความ ตระหนักอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 64.23 และด้านการปฏิบัติตนอยู่ในระดับ บางครั้ง 34.57 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับผลการวิจัยของ สุดธนา ปัทม วัฒน์(2552, หน้า 74-76) ได้ศึกษาประสิทธิผลโปรแกรม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ของเกษตรกรตำบลศิลาเพชร อำเภอปัว จังหวัด น่าน พบว่า กลุ่มทดลอง มีการรับรู้โอกาสเสี่ยง ต่อการเกิดโรค จากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีการรับรู้ความรุนแรงของโรคจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช มีการรับรู้ ประโยชน์และการรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติตนในการป้องกันอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชดีกว่า เกษตรกรกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 0.01 เกษตรกรกลุ่มทดลองมีการปฏิบัติตน ในการป้องกันอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชก่อนการใช้สารเคมีขณะใช้และหลังใช้ดีกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 0.01 และภายหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีการปรับเปลี่ยน
157 พฤติกรรมทำให้ภาวะสุขภาพดีขึ้น และสอดคล้องกับผลการวิจัยของ เบญจมาศ ธนะสมบัติ(2549, หน้า 74- 76) ที่ได้ศึกษาผลกระทบจาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทางการเกษตรในสวนส้มโอ กรณีศึกษาหมู่บ้านม่วงยาย ตำบลม่วงยาย อำเภอ เวียงแก่น จังหวัดเชียงราย พบว่า ความรู้กับพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมี ความสัมพันธ์กัน ความรู้ของเกษตรกรที่ได้รับจากสื่อต่าง ๆ มีผลต่อการปฏิบัติตนของเกษตรกรในการใช้ สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ข้อเสนอแนะ 1. ควรให้ความรู้เรื่องการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ถูกต้องและต่อเนื่อง ซึ่งการให้ความรู้แก่เกษตรกร โดยตรงจากเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานราชการต่างๆ นั้น เกษตรกรมักคิดว่าเป็นเรื่องที่เสียเวลา และน่าเบื่อหน่าย ในการรับฟัง ดังนั้น แนวทางที่ควรเลือกใช้ในการให้ความรู้ที่ถูกต้องและเหมาะสมแก่เกษตรกร คือ การสร้าง การมีส่วนร่วมและการสร้างแกนนำเกษตรกรที่น่าเคารพนับถือในการให้ความรู้ให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำ ตักเตือน และประสานงานระหว่างเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ 2. ควรทำโครงการร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์การ ปกครองส่วนท้องถิ่น เกษตรอำเภอ เพื่อลดการซ้ำซ้อนและสับสนในการรับรู้ข้อมูลของประชาชน ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งถัดไป 1. ควรศึกษาการใช้สมุนไพรวิธีชีวภาพ หรือวิธีผสมผสานที่สามารถกำจัดศัตรูพืชและมีประสิทธิภาพ เทียบเท่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เอกสารอ้างอิง [1] กระทรวงสาธารณสุข. (2540). หลักการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม. กรุงเทพฯ: กระทรวง สาธารณสุข. กิติศักดิ์จักราชัย. (2555). การรับสัมผัสสารเคมีทางการเกษตรในเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพื้นที่ ตำบลแม่ โส อำเภอ เมือง จังหวัด พะเยา. การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขา ก า ร จ ั ด ก า ร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยพะเยา. [2] ชายันต์คำมา. (2544). ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรใน อำเภอหล่มสัก จังหวัด เพชรบูรณ์. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. [3] ทวีลุนราช. (2552). การพัฒนาศักยภาพแกนนำสาธารณสุขประจำครอบครัว ในการลดความเสี่ยงจากการ ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ตำบลระเริง อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัด นครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ครุ ศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครราชสีมา. [4] ทวีทอง หงส์วิวัฒน์. (2529). การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา. กรุงเทพฯ: ศักดิ์โสภาการพิมพ์.
158 [5] ทวีศักดิ์ นพเกษร. (2542). วิกฤตสังคมไทย กับบทบาทวิทยากรกระบวนการ. กรุงเทพฯ: สำนักงาน กองทุน เพื่อสังคม ธนาคารออมสิน. [6] เบญจมาศ ธนะสมบัติ. (2549). ผลกระทบจากการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชทางการเกษตรในสวนส้ม โอ หมู่บ้านม่วงยาย ตำบลม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย. การค้นคว้าแบบอิสระ ศึกษาศาสตร บัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. [7] ศิริพร สมบูรณ์. (2552). ผลของการประยุกต์แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพกับการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อ พฤติกรรมการป้องกันอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเกษตรกร อำเภอองครักษ์ จังหวัด นครนายก. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย มหิดล. [8] สุดธนา ปัทมวัฒน์.(2552).ประสิทธิผลโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของ เกษตรกรตำบลศิลาเพชร อำเภอปัว จังหวัดน่าน. ม.ป.ท. [9] สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา. (2552). ข้อมูลการปลูกพืชเศรษฐกิจ ประจำปี2554/55. สืบค้น จาก http://www.muang.chachoengsao.doae.go.th. [10] สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ. (2547). เกษตรปลอดภัย อาหารปลอดภัย ชีวิตปลอดทุกข์ กระทรวงสาธารณสุข. กรุงเทพฯ: สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ.
159 ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ด้านโภชนาการโดยประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการเลี้ยง ดูของผู้ปกครองบ้านนาป่าแซง ตำบลนาป่าแซง อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ สุพิชฌาย์ ชนะวงศ์*, ณฐมน ธนภรสุวรรณ, ธัญสุดา ตั้งจารุณัฐ สาขาสาธารณสุขศาสตร์ โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล *อาจารย์ที่ปรึกษา: อำไพ โสรส E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลังการทดลอง (one-group pretest post-test quasi-experimental study) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลี้ยงดู เด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ด้านโภชนาการโดยประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการเลี้ยงดูของ ผู้ปกครองบ้านนาป่าแซง ตำบลนาป่าแซง อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ มีกลุ่มตัวอย่างเข้าร่วม โปรแกรมจำนวน 25 คน กิจกรรมในโปรแกรมประกอบด้วย 7 กิจกรรม โดยโปรแกรมประกอบด้วย 1) สื่อสาร ความรู้สูงดีสมส่วนผ่านโปสเตอร์ในระดับครัวเรือน 2) การอบรมผู้ปกครองเด็กปฐมวัย “สูงดีสมส่วน มี พัฒนาการสมวัย” 3) ผู้จัดทำโครงการสาธิตการเลือกอาหารและจัดเตรียมอาหารตามหลักโภชนาการสำหรับ เด็กปฐมวัยวิถีไทนาป่าแซง ผ่านสื่อวีดีโอ4) สะสมสติ๊กเกอร์จากดีลเมนูชูสูงดีสมส่วน พัฒนาการสมวัยไทนาป่า แซง 5) สปอตเสียงกระตุ้นหัวใจชุมชนไทนาป่าแซง ร่วมแรงสูงดีสมส่วน ชวนส่งเสริมโภชนาการ 6) จัดทำและ นำใช้กราฟทำนายโภชนาการ 7) กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้สติ๊กเกอร์โภชนาการ การวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลและ ประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติ SPSS โดยสถิติPaired sample T-Test ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 35.64 +15.49 ปี ผล การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรู้ในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้ปกครอง พบว่า ความรู้ในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ของผู้ปกครอง ทั้งก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรมของกลุ่มตัวอย่าง มีความแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001*) ในส่วนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครองโดยรวม ทั้งก่อนและหลังเข้า รับโปรแกรมของกลุ่มตัวอย่าง มีความแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ (p < .002*) และส่วนพฤติกรรม การเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยด้านโภชนาการโดยรวม ทั้งก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรมของกลุ่มตัวอย่างมีความแตกต่าง กันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001*) ดังนั้นโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ด้านโภชนาการโดยประยุกต์ใช้ แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครองมีผลทำให้ผู้ปกครองมีการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยไปในทางที่ดีขึ้น
160 คำสำคัญ : โปรแกรม, พฤติกรรมการเลี้ยงดู, เด็กปฐมวัย, แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ, ด้านโภชนาการ The Effects of a Behavioral Modification Program for Early Childhood Care (0-5 years) on Nutrition Using Health Belief Model on Self-care Behaviors in Ban Na Pa Saeng, Na Pa Sang Subdistrict, Pathumrajawongsa District, Amnatcharoen Province Supitcha Chanawong *, Nathamon Tanapornsuwan , Tansuda Tangjarunut Health Sciences Faculty of the Amnacharoen Campus Establishment Project Mahidol University Amnat Charoen Campus * Advisor: Ampai Sorot E-mail: [email protected] Abstract This study was a one-group pre-test post-test quasi-experimental study. The purpose was to study the effects of a behavioral modification program for early childhood care (0-5 years) on self-care behaviors related to children’s nutrition by applying the health belief model. There were 25 samples participated in the study. The program composed of 7 activities, 1) Communicating high-profile knowledge through posters at the household level, 2) Training for parents of early childhood children “ Proportionally Prosperous with Developmental Age-appropriateness”, 3) The organizers of the project demonstrate food selection and food preparation according to Principles of nutrition for early childhood with the Tai Na Pa Saeng lifestyle. Through video media, 4) collect stickers from deals on highaltitude menus. Development of the Tai Na Pa Saeng community, 5) the sound spot that stimulates the hearts of the Tai Na Pa Saeng community good joint strength Invite to promote nutrition, 6) Prepare and use the nutrition prediction graph and 7) to exchange knowledge on nutrition stickers. The data was collected using questionnaires invented by the research team then was analyzed by SPSS for the Paired Sample T-Test. The results show that majority of sample were female with the average age of 35.64 + 15.49 years. Caring knowledge of the sample group before and after participated in the program was significantly different (p-value<.001). The health belief regarding care behaviors
161 was also significantly different (p-value<.002). For the overall behavior on nutrition of early childhood care, the result showed difference before and after the program (p-value<.001). It can be primarily concluded that the behavioral modification program for early childhood care (0-5 years) in this research helped children guardians to modify the care behaviors for a better nutrition of their cared children. Keywords: Program, Parenting Behavior, Early Childhood, Health Beliefs, Nutrition บทนำ จากรายงานการสำรวจการรับรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคทุพโภชนาการ และพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็ก ปฐมวัยของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์พบว่า ร้อยละ 62.1 ของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่มี น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ไม่ทราบเกี่ยวกับความรุนแรงของโรคทุพโภชนาการ และร้อยละ 30 ไม่ทราบโอกาสเสี่ยง ของการเกิดภาวะทุพโภชนาการในเด็กปฐมวัย ร้อยละ 34.5 รับรู้อุปสรรคในการปฏิบัติพฤติกรรมการเลี้ยงดู เด็กปฐมวัยด้าน โภชนาการ ร้อยละ 22.9 ไม่ทราบประ โยชน์ของการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยด้านโภชนาการ นอกจากนี้พบว่าร้อยละ 51.3 รับรู้ว่าตนเองมีศักยภาพไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยด้านโภชนาการได้ เหมาะสมคือไม่สามารถหาอาหารทดแทนชนิดอาหารที่ต้องห้ามสำหรับชนเผ่า ไม่สามารถเลือกอาหารที่ เหมาะสมสำหรับปรุงอาหารเด็กปฐมวัย ไม่สามารถทำเมนูอาหารใหม่ๆเมื่อเด็กเบื่ออาหาร (โรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบลคลองลาน, 2554) การที่มารดาและครอบครัวเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยด้านโภชนาการตามความเชื่อของ ชนเผ่าม้ง เช่น ห้ามเด็กรับประทานหัวใจสัตว์ทุกชนิด ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ ขณะเจ็บป่วยรับประทานเกลือ เม็ด จะส่งผลให้เด็กประถมวัยชนเผ่าม้งเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารหลายชนิด เช่น โปรตีน ธาตุเหล็ก ไอโอดีน ผลที่ตามมาเด็กที่มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์เจ็บป่วยบ่อยและรุนแรงกว่าเด็กน้ำหนักปกติ ทำให้เป็นภาระในการ ดูแลรักษาทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาในการดูแล (ชติมา แซ่ย่าง และคณะ, 2557) เด็กในศูนย์พัฒนาเด็กมีภาวะ โภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 7.1 ภาวะโภชนาการปกติ ร้อยละ 81.8 และภาวะโภชนาการเกิน เกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 11.1 ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะโภชนาการของเด็กคือ ปัจจัยความรู้เกี่ยวกับการ รับประทานอาหารของครอบครัว ปัจจัยเจตคติเกี่ยวกับการรับประทานอาหารของครอบครัวและการปฏิบัติ เกี่ยวกับการจัดอาหารของครอบครัว (วีรวัลย์ ศิรินาม, 2561) ผู้ปกครองส่วนใหญ่ปรับการจัด อาหารให้ ใกล้เคียงคำแนะนำของกรมอนามัยมากขึ้น โดยเด็กได้รับประทานอาหารครบ 3 มื้อ เพิ่มปริมาณผักผลไม้มาก ขึ้น ลดปริมาณเครื่องปรุง ขนมกรุบกรอบและน้ำอัดลมลง แต่ให้ขนมหวานและน้ำผลไม้และนมรสหวาน ทดแทนและยังจัดเมนูอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงและความถี่ของเมนูผักน้อยกว่าคำแนะนำ เนื่องจากเด็กมี พฤติกรรมการเขี่ยอาหารที่ผู้ปกครองจัดให้ออก ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมส่งเสริมโภชนาการ
162 สมวัยในโรงเรียนสามารถเชื่อมโยงถึงการปฏิบัติของผู้ปกครอง แต่ยังขาดการให้ความรู้ในเรื่องการเลือกอาหาร ว่างที่เหมาะสม และการส่งเสริมให้เด็กทานอาหารสุขภาพ ดังนั้นกิจกรรมส่งเสริมโภชนาการครั้งต่อไปควรเพิ่ม การให้ความรู้กับผู้ปกครองเรื่องการเตรียมอาหารว่างที่เหมาะสมและแนวทางการปรุงอาหารให้เด็กสามารถ รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ (พิจาริน สมบูรณกุล และคณะ, 2562) ประเทศไทยได้กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กวัยก่อนเรียน (0-5ปี) ระยะยาว พ.ศ. 2550-พ.ศ. 2559 ซึ่งให้ความสำคัญของการพัฒนามนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะช่วงปฐมวัยซึ่งเป็น รากฐานของการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ที่ยั่งยืนและป้องกันปัญหาในสังคมระยะยาว โดยเน้นให้ครอบครัวเป็น แกนหลัก และให้ชุมชน สังคม มีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก โดยเล็งเห็นว่าการลงทุนในการพัฒนาเด็กวัยก่อน เรียนเป็นการลงทุนที่น้อยกว่าค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นจากความไม่มีคุณภาพของประชากรใน สังคม แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-พ.ศ. 2564) มีประเด็นในการพัฒนา หลักที่สำคัญคือการเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนและการเสริมสร้างศักยภาพของประชากรในทุกช่วงวัย มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ของประเทศ โดยพัฒนาให้เหมาะสมตามช่วงวัยเพื่อให้เติบโตอย่างมี คุณภาพมีสุขภาวะที่ดี ลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพและให้ทุกภาคส่วนคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพ อาทิส่งเสริม ให้มีกิจกรรมทางสุขภาพและโภชนาการที่เหมาะสมตามช่วงวัยตามนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กวัย ก่อนเรียน (0-5ปี) ระยะยาว พ.ศ. 2550-พ.ศ. 2559 ได้กำหนดยุทธศาสตร์การส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ การพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีมาตรการสนับสนุนการพัฒนาเด็กปฐมวัย ประสาน ความร่วมมือจากชุมชนในท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมรับผิดชอบ เฝ้าระวัง และส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยใน ท้องถิ่น จังหวัดอำนาจเจริญเป็นจังหวัดที่อยู่ในเขตสุขภาพที่ 10 มีจังหวัดที่อยู่ในเขตสุขภาพทั้งหมด 5 จังหวัด ประกอบด้วย อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร มุกดาหารและอำนาจเจริญ จากการรายงานคลังข้อมูลคลัง สุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าจังหวัดอำนาจเจริญมีอัตราเด็กปฐมวัย 0-5 ปีสูงดีสมวัย ในไตรมาสแรก ร้อยละ 69.40 ไตรมาสที่ 2 ร้อยละ 65.57 ไตรมาสที่ 3 ร้อยละ 60.34 จะเห็นได้ว่ามีร้อยละลดลงในทุกไตรมาส ระดับอำเภอ 7 อำเภอใน 3 ไตรมาส พบว่า อำเภอปทุมราชวงศามีเด็กปฐมวัย 0-5 ปีสูงดีสมวัย ในไตรมาสแรก ร้อยละ 63.74 ไตรมาสที่ 2 ร้อยละ 62.07 ไตรมาสที่ 3 ร้อยละ 64.97 (ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, 2564) บ้านนาป่าแซง ตำบลนาป่าแซง อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ จากการสำรวจชุมชน 2564 พบว่า อัตราเด็กปฐมวัย 0-5 ปีสูงดีสมวัย ใน 3 ไตรมาส มีร้อย ละ 78.61, 64.44 และ 39.02 ตามลำดับ เนื่องมาจากพฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครองมีความเชื่อว่า เด็กรับประทานอาหารเดิมซ้ำๆก็ได้ ประโยชน์เหมือนกัน การได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อร่างกายทำให้เด็กผอม เด็กติดโทรศัพท์หรือดูโทรทัศน์ ทำให้เด็กไม่ยอมรับประทานอาหาร เด็กสามารถรับประทานอาหารเหมือนผู้ใหญ่ได้ทุกอย่าง หากเด็กรูปร่าง ผอมต้องกินยาถ่ายพยาธิ และการไม่มีอาชีพและรายได้ส่งผลทำให้เด็กผอม จึงได้ทำการแก้ปัญหาโดยประยุกต์ จากทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบท ซึ่งจะก่อให้เกิดแรงผลักดันให้บุคคลมีแรง
163 ปฏิบัติพฤติกรรมและเมื่อบุคคลมีการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมมากกว่าการรับอุปสรรคต่อการ ปฏิบัตินั้น รวมถึงการรับรู้ความสามารถแห่งตนที่สามารถปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพนั้น ผลรับที่ตามมากล่าวคือ บุคคลมีพฤติกรรมการป้องกันโรคเกิดขึ้น (Becker, 1974 อ้างอิงใน Champion&Skinner, 2008) ส่งให้ ผู้ปกครองในกลุ่มทดลองได้รับความรู้ในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยด้านโภชนาการ ซึ่งสอดคล้องกับ ชุติมา แซ่ย่าง และคณะ (2557) ศึกษาผลของโปรแกรมการประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการเลี้ยง ดูเด็กปฐมวัย ของผู้ดูแลเด็กและน้ำหนักตัวเด็กปฐมวัยที่มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ ชนเผ่าม้ง พบว่า ผู้ดูแลเด็กมี ค่าเฉลี่ย ภายหลังได้รับโปรแกรมการประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพผู้ดูแลเด็กปฐมวัยมีคะแนน พฤติกรรม การเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยด้านโภชนาการ ขนาดทดลอง สัปดาห์ที่ 4 สัปดาห์ที่ 8 และหลังการทดลองสูง กว่าก่อนทดลอง และเด็กปฐมวัยกลุ่มทดลองมีผลต่างของน้ำหนักตัวเด็กปฐมวัยระหว่างเกณฑ์มาตราฐานกับ น้ำหนักปัจจุบันของเด็กปฐมวัย ขนาดทดลองสัปดาห์ที่ 4 , 8 และหลังการทดลอง น้อยกว่าก่อนการทดลอง ซึ่ง สอดคล้องกับ สุกัลยา บุญนำ (2554) ศึกษาผลการใช้กระบวนการกลุ่มต่อพฤติกรรมของครอบครัวการป้องกัน และแก้ไข ภาวะทุพโภชนาการเด็กวัยก่อนเรียน พบว่าภายหลังการทดลอง ครอบครัวกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย คะแนนพฤติกรรมการป้องกันและแก้ไขภาวะทุพโภชนาการแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังการทดลอง 1 เดือน ภาวะโภชนาการดีขึ้นอยู่ในระดับปกติไม่แตกต่างกลับกลุ่มควบคุม แต่ภายหลัง การทดลอง 3 เดือน กลุ่มทดลองมีภาวะโภชนาการระดับน้ำหนักปกติเพิ่มขึ้น มีสัดส่วนสูงกว่าและแตกต่างกับ กลุ่มควบคุม ดังนั้นผู้ปกครองมีการหลีกเลี่ยงอาหารที่เด็กไม่ควรรับประทาน เช่น ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม ทำให้ เด็กปฐมวัยสามารถรับประทานอาหารได้มากขึ้น พฤติกรรมที่เกิดขึ้นดังกล่าว เป็นผลมาจากกิจกรรม ก่อนเข้า ร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ด้านโภชนาการโดยประยุกต์ใช้แบบแผน ความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ในการดูแลโภชนาการ และพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ด้าน โภชนาการของผู้ปกครองที่มีเด็กปฐมวัยน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ ระหว่างก่อนทดลองและหลังทดลอง 2. เพื่อเปรียบเทียบความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครองมีเด็กปฐมวัยน้ำหนัก น้อยกว่าเกณฑ์ ระหว่างก่อนทดลองและหลังทดลอง สมมติฐานของการวิจัย 1. ความรู้ในการดูแลโภชนาการของผู้ปกครองที่มีเด็กปฐมวัยน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ หลังทดลอง สูง กว่าก่อนทดลอง
164 2. คะแนนพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ด้านโภชนาการของผู้ปกครองที่มีเด็กปฐมวัย น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ หลังทดลอง สูงกว่าก่อนทดลอง 3. คะแนนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่มีเด็กปฐมวัยน้ำหนักน้อยกว่า เกณฑ์ หลังทดลอง สูงกว่าก่อนทดลอง กรอบแนวคิด วิธีดำเนินการวิจัย โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย โดยประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ สัปดาห์ที่ 1 1. สื่อสารความรู้สูงดีสมส่วนผ่านโปสเตอร์ในระดับ ครัวเรือน 2. การอบรมผู้ปกครองเด็กปฐมวัย “สูงดีสมส่วน มี พัฒนาการสมวัย” 3. สาธิตการเลือกอาหารและจัดเตรียมอาหารตาม หลักโภชนาการสำหรับเด็กปฐมวัยวิถีไทนาป่า แซง ผ่านสื่อวิดีโอ 4. สะสมสติ๊กเกอร์จากดีลเมนูชูสูงดีสมส่วน พัฒนาการสมวัย ไทนาป่าแซง 5. สปอตเสียงกระตุ้นหัวใจชุมชนไทนาป่าแซง ร่วม แรงสูงดีสมส่วน ชวนส่งเสริมโภชนาการ สัปดาห์ที่ 2-3 1. สะสมสติ๊กเกอร์จากดีลเมนูชูสูงดีสมส่วน พัฒนาการสมวัยไทนาป่าแซง 2. สปอตเสียงกระตุ้นหัวใจชุมชนไทนาป่าแซง ร่วม แรงสูงดีสมส่วน ชวนส่งเสริมโภชนาการ 3. จัดทำและนำใช้กราฟทำนายโภชนาการ สัปดาห์ที่ 4 1. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างผู้ปกครองที่ได้รับ สติ๊กเกอร์จำนวนมากที่สุดและผู้ปกครองที่ได้รับ สติ๊กเกอร์จำนวนน้อย แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model-HBM) - การรับรู้ความรุนแรงของโรค - การรับรู้โอกาสเสี่ยงเกิดโรค - การรับรู้ประโยชน์ - การรับรู้อุปสรรค - การรับรู้ความสามรถของตนเอง - การรับรู้ต่อภาวะคุมคามของโรค - สิ่งจูงใจกระตุ้นให้ปฏิบัติ พฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครองบ้านนาป่าแซง
165 รูปแบบการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลังการทดลอง (one-group pre- test post-test quasi-experimental study) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ กลุ่มผู้ปกครองของเด็กปฐมวัยที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ (0-5 ปี) ในบ้าน นาป่าแซง ตำบลนาป่าแซง อำเภอปทุมราชจังหวัดอำนาจเจริญ ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง คือ คำนวณโดยใช้สูตรของ ทาโร ยามาเน่ ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 เมื่อ N = 25 กำหนด e = 0.05 ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 24 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ โดยคิด อัตราส่วน จำนวนผู้ปกครอง : จำนวนเด็ก เท่ากับ 1 : 1 ผู้วิจัยจึงตัดสินใจเลือกเก็บตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) โดยไม่มีการสุ่มตัวอย่าง เท่ากับ 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ คือ แบบสัมภาษณ์เพื่อการวิจัย ส่วนที่ 1 คุณลักษณะส่วนบุคคล ถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ดูแล ได้แก่ เพศ อายุ โรคประจำตัว สถานภาพสมรส การศึกษา และรายได้เฉลี่ยครอบครัวมีลักษณะคำถามแบบเปิด จำนวน 3 ข้อ และเลือกตอบ จำนวน 4 ข้อ ส่วนที่ 2 ความรู้ในการดูแลโภชนาการเด็กอายุ 0-5 ปี ของผู้ปกครอง ประกอบด้วยความรู้เกี่ยวกับการ ดูแลโภชนาการเด็กอายุ 0-5 ปี ของผู้ปกครอง ดัดแปลงมาจากแบบสอบถามด้านความรู้ของ วีรวัลย์ ศิรินาม (2561) มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.86 มีลักษณะการแปลคะแนนมีลักษณะคำถามเป็นแบบ 2 ตัวเลือกตอบถูกได้ 1 คะแนน ตอบผิดได้ 0 คะแนนจำนวน 15 ข้อ ส่วนที่ 3 ความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง ประกอบด้วยการรับรู้ความ รุนแรงของโรค การรับรู้โอกาสเสี่ยงเกิดโรค การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค การรับรู้ความสามารถของ ตนเอง การรับรู้ต่อภาวะคุกคามของโรค และสิ่งจูงใจกระตุ้นให้ปฏิบัติ แบ่งเป็นข้อความเชิงบวก 6 ข้อ คือ มี ความหมายถูกหลักการดูแลโภชนาการเด็กอายุ 0-5 ปีและข้อความเชิงลบ 9 ข้อ คือ มีความหมายขัดแย้งกับ หลักการดูแลโภชนาการเด็กอายุ 0-5 ปี ดัดแปลงมาจากแบบสอบถามของวีรวัลย์ ศิรินาม (2561) มีค่าความ เชื่อมั่นที่ 0.86 โดยมีลักษณะคำถามเป็นแบบมาตราส่วนประเมิณค่า (Rating Scale) 3 คำตอบ จำนวน 15 ข้อ ส่วนที่ 4 พฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ด้านโภชนาการ ประกอบด้วยพฤติกรรมการ เตรียมอาหารของผู้ปกครอง พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมของเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) และพฤติกรรม ทางกายของเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) จำนวน 19 ข้อ ดัดแปลง มาจากแบบสอบถามพฤติกรรมการเตรียมอาหารและ การรับประทานอาหารของครอบครัวโดย จิรารัตน์ พร้อมมูล (2561) มีค่าความเชื่อมั่นโดยรวมที่ 0.84 แบบสอบถามแบ่งเป็นคำถามเชิงบวก 12 ข้อ และคำถามเชิงลบ 7ข้อ ลักษณะของแบบสอบถามมีการวัดเป็น แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ของลิเคิร์ท (Likert) มีตัวเลือก 3 ระดับ คือ เป็นประจำ บางครั้ง ไม่เคยเลย
166 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 1. วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง คะแนนความรู้ในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้ปกครอง ความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง พฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยด้านโภชนาการ โดยใช้สถิติพรรณนา (Descriptive statistics) ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. วิเคราะห์คะแนนเฉลี่ยความรู้ในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้ปกครอง ความเชื่อด้านสุขภาพต่อ พฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง พฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยด้านโภชนาการ โดยเปรียบเทียบความ แตกต่างในก่อนและหลัง การเข้ารับโปรแกรม ในกลุ่มตัวอย่าง ด้วยสถิติ Paired Sample T-Test การพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่าง การพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่าง ข้อมูลที่ได้จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างจะถูกเก็บเป็นความลับ ข้อมูลที่ ได้จะนำมาใช้ในการวิจัยครั้งนี้เท่านั้น และนำเสนอวิจัยในภาพรวม และได้รับความเห็นชอบจากกลุ่มตัวอย่าง เสมอ ผลการวิจัย 1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง จากการศึกษาข้อมูลปฐมภูมิโดยวิธีการสัมภาษณ์ระดับบุคคลในกลุ่มประชาการจำนวน 25 คน ในเขต พื้นที่บ้านนาป่าแซง ตำบลนาป่าแซง อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ พบว่า เพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 96.0 เพศชาย คิดเป็นร้อยละ 4.0 กลุ่มตัวอย่างมีอายุอยู่ในช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 52.0 โดยอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 35.64 (S.D. = 15.49) อายุต่ำสุด 19 ปี และอายุสูงสุด 74 ปี คิดเป็นร้อยละ 20.0 ไม่มีโรค ประจำตัว คิดเป็นร้อยละ 84.0 มีโรคประจำตัวคิดเป็นร้อยละ 16.0 มีสถานภาพสมรส คิดเป็นร้อยละ 96.0 จบ การศึกษาระดับมัธยมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 48.0 ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 48.0 2. เปรียบเทียบความรู้ในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้ปกครอง 1.จากผลการศึกษามาวิเคราะห์ และนำเสนอความแตกต่างของความรู้ในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของ ผู้ปกครองก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรม พบว่า ความรู้ในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้ปกครอง (p < .001*) ทั้ง ก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรมของกลุ่มตัวอย่างมีความแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ รายละเอียดดัง ตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบความแตกต่างความรู้ในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองก่อนและหลังเข้ารับ โปรแกรม
167 ตัวแปร ก่อนเข้าโปรแกรม หลังเข้าโปรแกรม t df p-value ค่าเฉลี่ย S.D. ค่าเฉลี่ย S.D. ความรู้ในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ของผู้ปกครองโดยรวม 10.48 2.63 13.08 2.05 -3.702 24 .001* *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. เปรียบเทียบความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง 1.จากผลการศึกษามาวิเคราะห์ และนำเสนอความแตกต่างของความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการ เลี้ยงดูของผู้ปกครองก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรม พบว่า การรับรู้โอกาสเสี่ยงเกิดโรค (p<.001*) การรับรู้ ความสามารถของตนเอง (p<.001*) การรับรู้ต่อภาวะคุกคามของโรค (p<.001*) สิ่งจูงใจกระตุ้นให้ปฏิบัติ (p< .025*) ความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครองโดยรวม (p<.002*) ทั้งก่อนและหลังเข้ารับ โปรแกรมของกลุ่มตัวอย่างมีความแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนการรับรู้ความรุนแรงของโรค การ รับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค ไม่มีความแตกต่างกัน รายละเอียดดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบความแตกต่างความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครองก่อนและ หลังเข้ารับโปรแกรม ตัวแปร ก่อนเข้าโปรแกรม หลังเข้า โปรแกรม t df p-value ค่าเฉลี่ย S.D. ค่าเฉลี่ย S.D. การรับรู้ความรุนแรงของโรค 5.04 1.01 5.60 .81 -1.899 24 .070 การรับรู้โอกาสเสี่ยงเกิดโรค 2.40 .81 3.84 .94 -5.432 24 < .001* การรับรู้ประโยชน์ 5.92 .40 5.96 .20 -.440 24 .664 การรับรู้อุปสรรค 2.76 1.09 2.60 1.19 .458 24 .651 การรับรู้ความสามารถของตนเอง 6.04 1.96 8.76 1.01 -6.564 24 < .001* การรับรู้ต่อภาวะคุกคามของโรค 2.84 1.02 4.24 .87 -4.850 24 .001* สิ่งจูงใจกระตุ้นให้ปฏิบัติ 5.48 .82 4.44 1.89 2.336 24 .028* ความเชื่อด้านสุขภาพต่อ พฤติกรรมการเลี้ยงดูของ ผู้ปกครองโดยรวม 30.48 3.07 35.44 3.42 -6.113 24 < .001* *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
168 4. เปรียบเทียบพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยด้านโภชนาการ 1.จากผลการศึกษามาวิเคราะห์ และนำเสนอความแตกต่างของพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยด้าน โภชนาการก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรม พบว่า พฤติกรรมการเตรียมอาหารของผู้ปกครอง (p < .005*) พฤติกรรมทางกายของเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) (p < .001*) พฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยด้านโภชนาการ โดยรวม (p < .001*) ทั้งก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรมของกลุ่มตัวอย่างมีความแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ ทางสถิติ ส่วนพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมของเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ไม่มีความแตกต่างกัน รายละเอียดดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 เปรียบเทียบความแตกต่างพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยด้านโภชนาการก่อนและหลังเข้ารับ โปรแกรม ตัวแปร ก่อนเข้าโปรแกรม หลังเข้าโปรแกรม t df p-value ค่าเฉลี่ย S.D. ค่าเฉลี่ย S.D. พฤติกรรมการเตรียมอาหารของ ผู้ปกครอง 8.60 1.11 9.80 1.32 -3.032 24 .006* พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ เหมาะสมของเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) 24.94 3.63 24.20 2.87 .436 24 .667 พฤติกรรมทางกายของเด็ก ปฐมวัย (0-5 ปี) 11.04 1.24 13.28 2.87 -3.674 24 < .001* พฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ด้านโภชนาการโดยรวม 42.20 4.02 47.28 3.54 -4.096 24 < .001* *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การอภิปรายผล ภายหลังการได้รับโปรแกรมการประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ผู้ปกครอง มีคะแนน พฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ด้านโภชนาการของผู้ปกครองที่มีเด็กปฐมวัยน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ หลังทดลอง สูงกว่าก่อนทดลอง อภิปรายตามแนวคิดความเชื่อด้านสุขภาพของเบคเกอร์ได้ว่า การจัดโปรแกรมการประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ทำให้ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยด้าน โภชนาการดังนี้ ผู้ปกครองปฐมวัยจัดอาหาร โดยหยึดหลัก 5 หมู่ วัสดุที่ใช้ประกอบอาหารมีอยู่ในชุมชน ไม่ขัด ต่อวิถีชีวิตโดยการเพิ่มเมนูอาหารสำหรับเด็กปฐมวัยในแต่ละมื้อ เพิ่มโปรตีนในอาหาร และมีการสับเปลี่ยน หมุนเวียนอาหารสำหรับเด็กปฐมวัย ซึ่งจากเดิมเมนูอาหารจะซ้ำกันไม่ค่อยเปลี่ยน เช่น ต้มไข่ ทอดไข่ ต้ม ฟักทองกับน้ำเปล่า เพิ่มเป็นผัดฟักทองใส่ไข่ ผัดฟักทองใส่ตับ ข้าวต้มปลาใส่ผักรวม ซึ่งเป็นอาหารที่มีพลังงาน
169 เพิ่มขึ้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเด็ก ผู้ปกครองมีการหลีกเลี่ยงอาหารที่เด็กไม่ควรรับประทาน เช่น ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม ทำให้เด็กปฐมวัยสามารถรับประทานอาหารได้มากขึ้น พฤติกรรมที่เกิดขึ้นดังกล่าว เป็นผลมาจากกิจกรรม ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ด้าน โภชนาการโดยประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง สื่อสารความรู้ สูงดีสมส่วนผ่านโปสเตอร์ในระดับครัวเรือน การอบรมผู้ปกครองเด็กปฐมวัย “สูงดีสมส่วน มีพัฒนาการสมวัย” ผู้จัดทำโครงการสาธิตการเลือกอาหารและจัดเตรียมอาหารตามหลักโภชนาการสำหรับเด็กปฐมวัยวิถีไทนาป่า แซง ผ่านสื่อวีดีโอ สะสมสติ๊กเกอร์จากดีลเมนูชูสูงดีสมส่วน พัฒนาการสมวัยไทนาป่าแซง สปอตเสียงกระตุ้น หัวใจชุมชนไทนาป่าแซง ร่วมแรงสูงดีสมส่วน ชวนส่งเสริมโภชนาการ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้สติ๊กเกอร์ โภชนาการ จัดทำและนำใช้กราฟทำนายโภชนาการ และ หลังเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลี้ยง ดูเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ด้านโภชนาการ ซึ่งอธิบายตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพได้ว่า กิจกรรมเหล่านี้ เป็น การสร้างการรับรู้ความรุนแรงของโรค การรับรู้โอกาสเสี่ยงเกิดโรค การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค การ รับรู้ความสามารถของตนเอง การรับรู้ต่อภาวะคุกคามของโรค และสิ่งจูงใจกระตุ้นให้ปฏิบัติ ซึ่งจะก่อให้เกิด แรงผลักดันให้บุคคลมีแรงปฏิบัติพฤติกรรมและเมื่อบุคคลมีการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมมากกว่า การรับอุปสรรคต่อการปฏิบัตินั้น รวมถึงการรับรู้ความสามารถแห่งตนที่สามารถปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพนั้น ผลรับที่ตามมากล่าวคือ บุคคลมีพฤติกรรมการป้องกันโรคเกิดขึ้น (Becker, 1974 อ้างอิงใน Champion&Skinner,2008) ส่งให้ผู้ปกครองในกลุ่มทดลองได้รับความรู้ในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยด้าน โภชนาการ ซึ่งสอดคล้องกับ ชุติมา แซ่ย่าง และคณะ (2557) ศึกษาผลของโปรแกรมการประยุกต์ใช้แบบแผน ความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ของผู้ดูแลเด็กและน้ำหนักตัวเด็กปฐมวัยที่มีน้ำหนัก น้อยกว่าเกณฑ์ ชนเผ่าม้ง พบว่า ผู้ดูแลเด็กมีค่าเฉลี่ย ภายหลังได้รับโปรแกรมการประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อ ด้านสุขภาพผู้ดูแลเด็กปฐมวัยมีคะแนนพฤติกรรม การเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยด้านโภชนาการ ขนาดทดลอง สัปดาห์ที่ 4 สัปดาห์ที่ 8 และหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง และเด็กปฐมวัยกลุ่มทดลองมีผลต่างของน้ำหนักตัวเด็ก ปฐมวัยระหว่างเกณฑ์มาตราฐานกับน้ำหนักปัจจุบันของเด็กปฐมวัย ขนาดทดลองสัปดาห์ที่ 4 , 8 และหลังการ ทดลอง น้อยกว่าก่อนการทดลอง ซึ่งสอดคล้องกับ สุกัลยา บุญนำ (2554) ศึกษาผลการใช้กระบวนการกลุ่มต่อ พฤติกรรมของครอบครัวการป้องกันและแก้ไข ภาวะทุพโภชนาการเด็กวัยก่อนเรียน พบว่าภายหลังการทดลอง ครอบครัวกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการป้องกันและแก้ไขภาวะทุพโภชนาการแตกต่างกับก่อน การทดลองอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังการทดลอง 1 เดือน ภาวะโภชนาการดีขึ้นอยู่ในระดับปกติไม่แตกต่าง กลับกลุ่มควบคุม แต่ภายหลังการทดลอง 3 เดือน กลุ่มทดลองมีภาวะโภชนาการระดับน้ำหนักปกติเพิ่มขึ้น มี สัดส่วนสูงกว่าและแตกต่างกับกลุ่มควบคุม ซึ่งสอดคล้องกับวีรวัลย์ ศิรินาม (2561) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อภาวะ โภชนาการของเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดเทศบาลตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า เด็กในศูนย์พัฒนาเด็กมีภาวะโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานและภาวะโภชนาการเกินเกณฑ์มาตรฐาน ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะโภชนาการของเด็ก คือ ปัจจัยความรู้เกี่ยวกับการรับประทานอาหารของครอบครัว ปัจจัย เจนคติเกี่ยวกับการรับประทานอาหารของครอบครัว และการปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดอาหารของครอบครัว ซึ่ง
170 สอดคล้องกับจิรารัตน์ พร้อมมูล (2561) ศึกษาสถานการณ์ภาวะโภชนาการของเด็กก่อนวัยเรียน โดยมี ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วมตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา พบว่า สถานการณ์ภาวะโภชนาการ ของเด็กก่อนวัยเรียน มีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 6.97 เริ่มอ้วนคิดเป็นร้อยละ 5.81 มีน้ำหนักน้อย กว่าเกณฑ์ร้อยละ 1.16 ผอมร้อยละ 1.16 พฤติกรรมการเตรียมอาหารและการรับประทานอาหารของ ครอบครัว มีพฤติกรรมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 2.32, = 0.56) ส่วนใหญ่ครอบครัวรับประทานอาหาร สำเร็จรูปบรรจุซอง/กระป๋อง ( = 3.33, = 0.66) พฤติกรรมการรับประทานอาหารร่วมกันของครอบครัว อยู่ในระดับดี ( = 3.33, = 0.32) ส่วนใหญ่ใช้ช่วงเวลารับประทานอาหารร่วมกันในการพูดคุยปัญหาของ ครอบครัว ( = 3.60, = 0.55) และพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม พบว่า อยู่ในระดับดี ( = 2.85, = 0.40) ผลการสนทนาด้านอาหารและภาวะโภชนาการของเด็กก่อนวัยเรียน พบว่า ส่วนใหญ่ เด็กจะมีแนวโน้มไปทางน้ำหนักเกิน อ้วน ท้วม เด็กผอมก็ยังมีแต่เริ่มลดลง เด็กมักจะติดรสหวานมาก จะกิน หนักไปทางแป้ง ไขมัน เด็กไม่กินผักแม้เป็นชิ้นเล็กมาก ซึ่งสอดคล้องกับ พิจาริน สมบูรณกุล (2562) ศึกษาผล ของกิจกรรมส่งเสริมโภชนาการสมวัยในโรงเรียนต่อพฤติกรรมการจัดอาหารให้เด็กวัยเรียนของผู้ปกครองตำบล ควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ปรับการจัดอาหารให้ใกล้เคียงคำแนะนำของกรม อนามัยมากขึ้น โดยเด็กได้รับประทานอาหารครบ 3 มื้อ เพิ่มปริมาณผักผลไม้มากขึ้น ลดปริมาณเครื่องปรุง ขนมกรุบกรอบและน้ำอัดลมลง แต่ให้ขนมหวานและน้ำผลไม้และนมรสหวานทดแทนและยังจัดเมนูอาหารที่มี ธาตุเหล็กสูงและความถี่ของเมนูผักน้อยกว่าคำแนะนำ เนื่องจากเด็กมีพฤติกรรมการเขี่ยอาหารที่ผู้ปกครองจัด ให้ออก ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมส่งเสริมโภชนาการสมวัยในโรงเรียนสามารถเชื่อมโยงถึงการ ปฏิบัติของผู้ปกครอง แต่ยังขาดการให้ความรู้ในเรื่องการเลือกอาหารว่างที่เหมาะสม และการส่งเสริมให้เด็ก ทานอาหารสุขภาพ ดังนั้นกิจกรรมส่งเสริมโภชนาการครั้งต่อไปควรเพิ่มการให้ความรู้กับผู้ปกครองเรื่องการ เตรียมอาหารว่างที่เหมาะสมและแนวทางการปรุงอาหารให้เด็กสามารถรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้ประโยชน์ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาป่าแซง และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรนำวิจัยไปใช้ ประโยชน์ในการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ด้านโภชนาการของผู้ปกครอง โดยเน้นการบูรณาการใช้ทรัพยากรที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ควรศึกษาผลรูปแบบของกราฟทำนาย เพื่อการพัฒนาพฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครองและพัฒนา กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น
171 กิตติกรรมประกาศ การวิจัยครั้งนี้ สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจาก อาจารย์ดร. ประเสริฐ ประสมรักษ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะ ในการตรวจสอบเนื้อหาและความ ถูกต้องของการศึกษาครั้งนี้ และขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยในครั้งนี้ เอกสารอ้างอิง จิรารัตน์ พร้อมมูล.(2561).สถานการณ์ภาวะโภชนาการของเด็กก่อนวัยเรียน โดยมีครอบครัวและชุมชนมีส่วน ร่วม ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา.วราสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุข ภาคใต้ สาธารณสุข. ชุติมา แซ่ย่าง.(2557). ผลของโปรแกรมการประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการเลี้ยงดู เด็ก ปฐมวัยด้านโภชนาการของผู้ดูแลเด็กและน้ำหนักด้วยเด็กปฐมวัยที่มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ ชนเผ่า ม้ง. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ. พิจาริน สมบูรณกุล.(2562).ผลของกิจกรรมส่งเสริมโภชนาการสมวัยในโรงเรียนต่อพฤติกรรมการจัดอาหารให้ เด็ก วัยเรียนของผู้ปกครองตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา.วารสารวิชาการสาธารณสุข วีรวัลย์ ศิรินาม.(2561).ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะโภชนาการของเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดเทศบาลตำบลบ้าน กลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. สุกัลยา บุญนำ (2554). ศึกษาผลการใช้กระบวนการกลุ่มต่อพฤติกรรมของครอบครัวการป้องกันและแก้ไข ภาวะ ทุพโภชนาการเด็กวัยก่อนเรียน. วิทยานิพนธ์. พย.ม. สาขาการพยาบาลครอบครัวบัณฑิตวิยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษาธิการ, กระทรวง. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2556). รายงานติดตามและประเมินผลนโยบาย และ ยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กวัยก่อนเรียน (0-5 ปี) ระยะยาว พ.ศ.2550-2559 ช่วงคร่งแผนหลัง พ.ศ. 2550-2554. กรุงเทพ ฯ : บริษัทพริกหวานการพิมพ์ จำกัด.
172 ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข.(2564). สารสนเทศและการ สื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข.(ออนไลน์) (สืบค้นเมื่อ 8 พฤษภาคม 2564) จาก: https://ict.moph.go.th/th โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคลองลาน.(2554).รายงานภาวะโภชนาการประจำปี 2554. กำแพงเพชร: โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคลองลาน. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาป่าแซง.(2564).รายงานแนวโน้มโภชนาการเด็ก 0-5 ปี ประจำปี 2564. อำนาจเจริญ: โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาป่าแซง.
173 ผลของโปรแกรมควบคุมน้ำหนักโดยประยุกต์ใช้หลัก 3อ.2ส. ต่อความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ และค่าดัชนีมวลกายของผู้สูงอายุที่มีค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์ บ้านนายม ตำบลนายม อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ สุกัญญา โปธาพันธ์1 , สุนิภา อินเอี่ยม1 , บุศราพรรณ เพชรโรจน์1 1หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต คณะโครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล *อาจารย์ที่ปรึกษา: อ.ดร.อำไพ โสรส E-mail: [email protected] บทคัดย่อ ปัญหาน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคเมตาโบลิกซินโดรมโดยเฉพาะใน กลุ่มผู้สูงอายุจากการศึกษาชุมชนเบื้องต้นในบ้านนายม ตำบลนายม อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ พบว่า ปัจจัยที่ ทำให้ผู้สูงอายุในชุมชนนี้มีค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐาน คือ ขาดความรู้เกี่ยวกับหลักการปฏิบัติตนตาม หลักพฤติกรรม3อ.2ส.และการมีพฤติกรรมตามหลัก3อ.2ส.ไม่เหมาะสม การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมควบคุมน้ำหนักโดยประยุกต์ใช้หลัก 3อ.2ส.ต่อความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ และค่าดัชนีมวลกายของผู้สูงอายุที่มีค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐาน โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนอายุ 60 ปี ขึ้นไป ที่มีค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่ 23.00 กิโลกรัม/เมตร2 ขึ้นไป จำนวน 36 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติPaired sample t-test ผลการศึกษาพบว่า ก่อนได้รับโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนค่าเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับหลักพฤติกรรม3อ.2ส. 9.2(1.72)อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมสุขภาพ 36.2 (3.67) และค่าเฉลี่ยค่าดัชนีมวลกาย 27.1 (2.36) หลังได้รับโปรแกรมมีคะแนนค่าเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับหลักพฤติกรรม3อ.2ส.11.5 (0.56) อยู่ใน ระดับดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value < .001 มีคะแนนค่าเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพ 42.0 (2.12) อยู่ในระดับดี มากอย่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value < .001 และมีค่าเฉลี่ยค่าดัชนีมวลกาย26.9 (2.78) ลดลงอย่างไม่มีนัยสำคัญทาง สถิติ ดังนั้นโปรแกรมควบคุมน้ำหนักโดยประยุกต์ใช้หลัก 3อ.2ส.มีผลทำให้ผู้เข้าร่วมโปรแกรมมีความรู้เกี่ยวกับ หลักพฤติกรรม3อ.2ส.และพฤติกรรมสุขภาพที่มากขึ้น คำสำคัญ: ค่าดัชนีมวลกาย, ผู้สูงอายุ, โปรแกรมควบคุมน้ำหนัก, 3อ.2ส.(อาหาร,ออกกำลังกาย,อารมณ์,สูบบุหรี่,ดื่ม สุรา)
174 The results of the weight control program on applying the concept of health behaviors 3E2S towards Elderly people body mass index of with overweight in Nayom Sub-District Muang District Amnatcharoen Province. Sukanya Poethapan1 , Sunipa Iniam1 , Bootsaraphun Phetroat1 1Bachelor of Public Health, Mahidol University, Amnatcharoen Campus Advisor: Dr. Ampai soros E-mail: [email protected] Abstract Overweight and obesity are major risk factors for metabolic syndrome, especially among the elderly. From a preliminary study of the community in Bannayom, Nayom Sub-district, Mueang District, AmnatCharoen Province, it was found that the factor causing the elderly in this community to have a body mass index that exceeded the standard was a lack of knowledge about behavioral principles 3E2S. and behavior according to the 3E2S. is not appropriate. The purpose of this quasi-experimental research was to study the effect of a weight control program using the principle of 3E2S. to knowledge Health behaviors and BMI of the elderly with BMI above the standard the sample consisted of 36 people aged 60 years and over with a BMI of 23.00 kg/m2 or more. Data were collected by questionnaires. Data were analyzed with Paired sample t-test statistics. The results showed that Before receiving the program, the sample group had a mean score of knowledge about behavioral principles of 3E2S. 9.2 (1.72) is moderate. They had a mean health behavior score of 36.2 (3.67) and an average BMI score of 27.1 (2.36). After receiving the program, the mean score of knowledge about behavioral principles of 3E2S. 11.5 (0.56) was at a good level. Statistically significant, p-value < .001, with a mean health behavior score of 42.0 (2.12), at a statistically very good level, p-value < .001. and had a mean BMI of 26.9 (2.78), a statistically insignificant decrease. Therefore, the weight control program by applying the main 3A.2S.As a result, the program participants had more knowledge about 3A.2S. Behavior principles and health behaviors. Keywords: Body mass index, Elderly, Weight-control program, 3E2S (Eating, Exercise, Emotion, Stop Smoking, Stop Drinking)
175 บทนำ ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ เป็นปรากฎการณ์ที่พบมากขึ้นทั่วโลกทั้ง ประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา (พรภิมล วงมุสิก, อารี พุ่มประไวทย์, สุคนธ์ วรรธนะอมร, 2558) จากการสำรวจข้อมูลในระดับนานาชาติ พบว่า ประเทศไทยมีความชุกของภาวะโรคอ้วน สูงเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียนรองจากมาเลเซียซึ่งคิดเป็นร้อยละ 48.28 จากภาวะคนไทยที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อ เนื่อง (กรมสุขภาพจิต, 2561) ทั้งนี้จากการสำรวจครั้งที่ 5 พ.ศ. 2557 ยังพบว่าผู้สูงอายุอยู่ในภาวะอ้วนร้อยละ 35.40 โดยจะพบในผู้หญิงสูงกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ สมองเสื่อมเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.00 และผู้ที่มีภาวะอ้วนจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นร้อยละ 48.00 เมื่อเทียบกับคนที่มี ดัชนีมวลกายปกติ(กรมสุขภาพจิต, 2561) ทั้งนี้โรคอ้วนถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น โดย เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมีอัตราการเจ็บป่วยและ อัตราการตายสูงกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติ โดยเฉพาะผู้สูงอายุถือเป็นกลุ่มวัยที่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางด้าน ร่างกายอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเริ่มมีความเสื่อมของระบบต่างๆ ในร่างกาย เกิดปัญหาสุขภาพหรือโรคต่างๆ ตามมา อีกทั้งยังมีการเสื่อมสลายของเซลล์มากกว่าสร้าง สมรรถภาพการทำงานของร่างกายลดลง รวมทั้งระบบการเผา ผลาญพลังงานในร่างกายก็ลดลง ด้วยเหตุนี้ทำให้ความต้องการพลังงานจากอาหารในแต่ละวันลดลงในทาง ตรงกันข้ามผู้สูงอายุบางคนมีการรับประทานอาหารในจำนวนมากกว่าที่ร่างกายควรจะได้รับ และยังขาดการ ออกกำลังกาย (นันท์นภัส ธนฐากร, ธนัช กนกเทศ, 2561 ) ขณะเดียวกันจากการศึกษาเรื่องภาวะทุพ โภชนาการและโรคอ้วนในวัยที่สาม เกี่ยวกับปัญหาโรคอ้วนและภาวะทุพโภชนาการที่มีต่อผู้สูงอายุ พบว่า ความอ้วนจะเพิ่มขึ้นมากขึ้นในอายุ 60-69 ปี และอายุ 70-79 ปี สิ่งที่ตามมาคือทำให้มีผลกระทบต่อระบบ เศรษฐกิจเพราะก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงในการรักษาโรคต่างๆ เป็นภาระของครอบครัวและรัฐบาลในการ ซึ่งการ ขาดความใส่ใจดูแลควบคุมป้องกันปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ขาดความรู้ทางสุขภาพ วิถีการดำเนิน ชีวิตและการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการสร้างสุขภาพดี โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงที่สำคัญจากการ บริโภคหวาน มัน เค็มมาก บริโภคผักและผลไม้น้อย สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ขาดการออกกำลังกาย เกิดความเครียด และไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ได้เหมาะสม ทำให้มีภาวะน้ำหนักเกิน อ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูงและน้ำตาล ในเลือดสูงได้ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่สำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สามารถป้องกันได้ (แผนพัฒนาสถิติสาขา สุขภาพ, 2558) โรคอ้วนสามารถป้องกันได้หากเข้าใจวิธีการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ผู้สูงอายุจะต้องเข้าใจวิธีการ ประเมินโรคอ้วนเพื่อให้เข้าใจถึงภาวะน้ำหนักของตนเอง สาเหตุที่ทำให้อ้วน ตลอดจนแนวทางป้องกันเพื่อเป็น
176 การดูแลสุขภาพ ดังนั้นการประเมินภาวะอ้วนจึงมีความสำคัญยิ่งที่จะช่วยตรวจคัดกรองผู้สูงอายุไม่ให้เกิดความ เจ็บป่วยเรื้องรังและสูญเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั้งนี้ การประเมินโรคอ้วนในผู้สูงอายุสามารถประเมินได้โดยการ ตรวจร่างกาย และการใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยในการประเมินและการคำนวณค่าดัชนีมวลกาย และลักษณะของ อาหารที่รับประทาน(ชวิศา แก้วอนันต์, 2555) การส่งเสริมหลักปฏิบัติการ 3อ.2ส. เป็นแนวคิดป้องกันปัญหา โรคอ้วนด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่เหมาะสมตามหลักโภชนาการ การ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการควบคุมดูแลความรู้สึกของตนเอง ควบคู่ไปกับการละเว้นพฤติกรรมที่ ทำลายสุขภาพจากการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ รวมทั้งการเพิ่มความตระหนักรู้ทางสุขภาพ สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องของการสร้างเสริมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ต้องเริ่มจากตัวบุคคล จากการมีความรู้และการจัดการ ตนเองที่เหมาะสมในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ จากผลการศึกษาชุมชนและการวิเคราะห์ปัญหาของชุมชนบ้านนายม ตำบลนายม อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ พบว่าประชาชนวัยผู้สูงอายุมีดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตราฐาน ร้อยละ 59.00 ของผู้สูงอายุทั้งหมู่บ้าน การ วิจัยนี้มีรูปแบบเป็นกิจกรรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้หลัก 3อ.2ส. ในการทำกิจกรรมและให้ความรู้ ร่วมกับติดตามประเมินผลทุกสัปดาห์ โดยอ.อาหาร ส.สุราและส.สูบบุหรี่ จะให้สังเกตและบันทึกลงสมุดบันทึก รักสุขภาพทุกวัน อ.อารมณ์ เป็นกิจกรรมสร้างเสริมอารมณ์ในแต่ละสัปดาห์ และอ.ออกกำลังมีการจัดกิจกรรม นำออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ30นาที โดยมีการให้ความรู้และสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมายสามารถ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและมีการจัดการตนเอง ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งจะเป็นการใช้เชือก 4 สี พิชิตBMI เพื่อเป็น การจุดประกายให้กับกลุ่มเป้าหมายให้หันมาใส่ใจสุขภาพมีเป้าหมายชัดเจนในปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การ ควบคุมการบริโภคอาหารและการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภาพ การลดน้ำหนัก และทำให้ค่าดัชนีมวลกายลดลง หากสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่าง เหมาะสมจะสามารถลดผลกระทบจากปัญหาสุขภาพที่มีค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐานได้ต่อไป ผู้วิจัยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงนำหลักพฤติกรรม 3อ.2ส.มาใช้ในการจัดรูปแบบ กิจกรรม โดยให้สังเกตและบันทึกอาหาร อารมณ์ การออกกำลังกาย การดื่มสุราและสูบบุหรี่ลงสมุดบันทึกรัก สุขภาพทุกวัน มีกิจกรรมนำออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที และให้ความรู้เกี่ยวกับหลัก พฤติกรรม3อ.2ส.ทุกสัปดาห์ อีกทั้งผู้วิจัยมีการใช้เชือก 4 สี พิชิตBMI เพื่อเป็นการจุดประกายให้กลุ่มเป้าหมาย หันมาใส่ใจสุขภาพและมีเป้าหมายชัดเจนในปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาค่าดัชนีมวลกาย เกินเกณฑ์มาตรฐาน และลดผลกระทบจากปัญหาสุขภาพที่มีค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐานได้ต่อไป ตลอดจนนำข้อมูลที่ได้จากการวิจัย นำไปเป็นแนวทางในการดูแลป้องกันประชาชนกลุ่มวัยอื่นๆ และเป็นแนว ทางการสร้างเสริมสุขภาพให้กับคนในชุมชนต่อไป
177 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับ3อ.2ส. ของผู้สูงอายุที่มีค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐานก่อน และหลังได้รับโปรแกรม 2. เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพ3อ.2ส.ของผู้สูงอายุที่มีค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐาน ก่อนและหลังได้รับโปรแกรม 3. เพื่อเปรียบเทียบดัชนีมวลกายของของผู้สูงอายุที่มีค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐานก่อนและหลัง ได้รับโปรแกรม คำถามวิจัย โปรแกรมควบคุมน้ำหนักโดยประยุกต์ใช้หลัก 3อ.2ส. ต่อความรู้ พฤติกรรมสุขภาพและค่าดัชนีมวลกายของ ผู้สูงอายุที่มีค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐาน ทำให้มีผู้สูงอายุมีความรู้และพฤติกรรมสุขภาพตามหลักพฤติกรรม 3 อ.2ส. เพิ่มขึ้น และมีค่าดัชนีมวลกายลดลงหรือไม่ สมมุติฐานการวิจัย 1. ภายหลังได้รับโปรแกรมควบคุมน้ำหนักโดยประยุกต์ใช้หลัก3อ.2ส. ส่งผลให้ความรู้เกี่ยวกับหลัก3 อ.2ส.ของผู้สูงอายุที่มีค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์เพิ่มขึ้น 2. ภายหลังได้รับโปรแกรมควบคุมน้ำหนักโดยประยุกต์ใช้หลัก3อ.2ส. ส่งผลให้พฤติกรรมสุขภาพของ ผู้สูงอายุที่มีค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์เพิ่มขึ้น 3. ภายหลังได้รับโปรแกรมควบคุมน้ำหนักโดยประยุกต์ใช้หลัก3อ.2ส. ส่งผลให้ค่าดัชนีมวลกายของ ผู้สูงอายุที่มีค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์ลดลง
178 กรอบแนวคิดในการศึกษา วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษากึ่งทดลอง (Quasi experimental research) ศึกษาหนึ่งกลุ่มวัดก่อน และหลังทดลอง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรศึกษาคือ ผู้สูงอายุที่มีค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่ 23.00 กิโลกรัม/เมตร2 ขึ้นไป อาศัยอยู่ในพื้นที่บ้าน นายม ตำบลนายม อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 42 คน เกณฑ์การคัดเข้าในการศึกษา 1. เป็นผู้สูงอายุที่อาศัยและมีรายชื่ออยู่ในบ้านนายม ตำบลนายม อำเภอเมือง จังหวัด อำนาจเจริญ (จำนวน 42 คน) 2. ค่าดัชนีมวลกายมากกว่าเท่ากับ 23.00 กก./ม2 (จำนวน 42 คน) 3. ยินดีเข้าร่วมกิจกรรมในการศึกษา (จำนวน 40 คน) เกณฑ์การคัดออกในการศึกษา 1. เป็นผู้พิการทางการสื่อสาร (จำนวน 40 คน) 2. เป็นผู้ป่วยติดเตียง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ (จำนวน 36 คน) โปรแกรมควบคุมน้ำหนักโดยประยุกต์ใช้หลัก 3อ.2ส. ต่อ ผู้สูงอายุที่มีค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐานบ้านนายม ตำบลนายม อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ 1. การให้ความรู้เรื่องหลัก 3อ.2ส. 2. กิจกรรมออกกำลังกาย 3. สมุดบันทึกรักสุขภาพ - ความรู้หลักพฤติกรรม 3อ.2ส. - พฤติกรรม 3อ.2ส. - ค่าดัชนีมวลกาย
179 ในการศึกษาครั้งนี้ขนาดของประชากรมีขนาดเล็กจึงทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด จำนวน 36 คน เครื่องมือในการวิจัย 1.กิจกรรม 1. กิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับหลักพฤติกรรม 3อ.2ส. สัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 30 นาที แต่ละครั้งจะมี เนื้อหาแตกต่างกัน ดังนี้ - สัปดำห์ที่ 1 BMI คืออะไร: ควำมหมำยและควำมส ำคัญของค่ำดัชนีมวลกำย เกณฑ์ค่ำดัชนีมวลกำย - สัปดำห์ที่ 2 กินอย่ำงไรถึงจะดี: ปริมำณอำหำรที่ควรได้รับแต่ละวัน แนะน ำเมนูอำหำร วิธีกำรลด ละ เลิกและโรคที่เกิดจำกกำรดื่มสุรำ และสูบบุหรี่ -สัปดำห์ที่ 3อำรมณ์ดี สุขภำพดี:วิธีจัดกำรอำรมณ์ -สัปดำห์ที่4ออกก ำลังกำย: รูปแบบกำรออกก ำลังกำย ข้อดีและข้อควรระวังของกำรออกก ำลังกำย 2. กิจกรรมพาผู้สูงอายุออกกำลังกาย 30 นาที รวมการยืดเหยียดกล้ามเนื้อทั้งก่อนและหลังการออกกำลัง กาย 3.กิจกรรมสมุดบันทึกรักสุขภาพ ผู้เข้าร่วมโปรแกรมบันทึกพฤติกรรม 3อ.2ส. ทุกวันและติดตามผลทุกสัปดาห์ 2.เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ทั้งหมด 32 ข้อ โดยแบ่ง แบบสอบถามเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง รายได้เป็นลักษณะคำถาม ปลายเปิด (Open end) ให้เติมในช่องว่าง ส่วนเพศ อาชีพ การศึกษา พฤติกรรมการออกกำลังกาย การดื่มสุรา และสูบบุหรี่ เป็นลักษณะคำถามที่กำหนดคำตอบให้เลือก (Check list) ส่วนที่ 2 แบบวัดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการปฏิบัติตนตามหลักพฤติกรรม 3อ.2ส.โดยเป็น ลักษณะคำถามที่กำหนดคำตอบให้เลือก (Check list) จำนวน 12 ข้อ แบ่งคำตอบออกเป็น 1) ใช่ (1 คะแนน) 2) ไม่ใช่ (0 คะแนน )โดยเกณฑ์ในการแปลผลคะแนนใช้การพิจารณาแบ่งระดับคะแนนอิงเกณฑ์ โดยประยุกต์ จากหลักเกณฑ์ของ Bloom(1971) มีเกณฑ์แบ่งคะแนนออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้ (เพชรัตน์ ศิริสุวรรณ, 2561)
180 ได้คะแนนตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไป (ช่วงคะแนน 10 - 12) มีความรู้ระดับดี ได้คะแนนตั้งแต่ร้อยละ 60 – 79.99 (ช่วงคะแนน 7 - 9) มีความรู้ระดับปานกลาง ได้คะแนนต่ำกว่าร้อยละ 60 (ช่วงคะแนนน้อยกว่า 7) มีความรู้ระดับพอใช้ ส่วนที่3 แบบวัดพฤติกรรมเกี่ยวกับหลักการปฏิบัติตนตามหลักพฤติกรรม 3อ.2ส.จำนวน 10 ข้อ โดยลักษณะคำตอบเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)5 ระดับ เป็นประจำ (5 คะแนน) บ่อยครั้ง (4 คะแนน) บางครั้ง (3 คะแนน) น้อยครั้ง (2 คะแนน) ไม่ปฏิบัติเลย (1 คะแนน) โดยมีเกณฑ์ในการจัดการกลุ่ม ด้านนี้ออกเป็น 3 ระดับ พิจารณาจากระดับค่าเฉลี่ย ดังนี้ (เพ็ญประภา แต้มงาม, สมปอง พะมุลิลา, นฤมล สาระคำและคณะ, 2562) ช่วงคะแนน = คะแนนสูงสุด−คะแนนต่ำสุด จำนวนระดับ ช่วงคะแนน = 50−10 3 = 13.33 กำหนดการแปลความหมายของระดับคะแนนค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมเกี่ยวกับหลักการปฏิบัติ ตนตามหลักพฤติกรรม 3อ.2ส. ดังนี้ ระดับคะแนนเฉลี่ย แปลผล 10.00 – 23.32 คะแนน กลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมเกี่ยวกับหลักการปฏิบัติตนตาม หลักพฤติกรรม 3อ.2ส. ระดับน้อย 23.33 – 36.65 คะแนน กลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมเกี่ยวกับหลักการปฏิบัติตนตาม หลักพฤติกรรม 3อ.2ส. ระดับปานกลาง 36.66 – 50.00 คะแนน กลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมเกี่ยวกับหลักการปฏิบัติตนตาม หลักพฤติกรรม 3อ.2ส. ระดับมาก การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม โดยใช้เครื่องมือ เครื่อง ชั่งน้ำหนัก ที่วัดส่วนสูง และแบบสอบถามซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1. ผู้วิจัยทำหนังสือเรียนเชิญ พร้อมกับหนังสือยินยอมเข้าร่วมงานวิจัยส่งให้กลุ่มเป้าหมาย 2. ให้กลุ่มเป้าหมายชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และทำแบบสอบถามเริ่มโปรแกรมโดยแจกเชือกสีตามค่าดัชนีมวลกาย 3. เริ่มทำกิจกรรมออกกำลังกายทุกวันจันทร์-พุธ-เสาร์ วันละ 30-40 นาที และให้ความรู้สัปดาห์ละ ครั้ง 4. เมื่อสิ้นสุดโปรแกรมทำการชั่งน้ำหนักหาค่าดัชนีมวลกายและทำแบบสอบถาม ในกลุ่มเป้าหมาย 5. คืนข้อมูลให้กับชุมชนได้เรียนรู้ร่วมกัน การวิเคราะห์ข้อมูล
181 ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างมาประมวลผลข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS เพื่อทำการ วิเคราะห์ดังนี้ 1. วิเคราะห์ด้วยสถิติชิงพรรณนา สำหรับข้อมูลทั่วไป ค่าดัชนีมวลกาย ความรู้เกี่ยวกับหลักพฤติกรรม 3อ.2 ส.และการปฏิบัติตนตามหลักพฤติกรรม 3อ.2ส.ด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงอนุมาน เพื่อเปรียบเทียบค่าดัชนีมวลกาย ความรู้เกี่ยวกับหลักพฤติกรรม 3อ. 2ส.และการปฏิบัติตนตามหลักพฤติกรรม 3อ.2ส.ผลก่อนและหลังในกลุ่มเดียวจะใช้สถิติPaired sample ttest การพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่าง ข้อมูลของผู้ตอบแบบสอบถามจะได้รับการปกปิดพร้อมทั้งเก็บเป็นความลับ และเมื่อการวิจัยสิ้นสุดลง แบบสอบถามทั้งหมดจะถูกทำลายโดยวิธีที่เหมาะสม ผลการวิจัย 1. ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง จากจำนวนกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุ 36 คน มีอัตราตอบกลับคิด เป็นร้อยละ 100.0 เพศชาย ร้อยละ 19.4 เพศหญิง ร้อยละ 80.6 มีอายุเฉลี่ย 67.5 ปี (S.D. = 5.95) มี การศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 100.0 มีการประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 100.0 ส่วนใหญ่มี รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 3,000 บาท ร้อยละ 85.5 2. การวิเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับหลักพฤติกรรม 3อ.2ส.ของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังได้รับ โปรแกรมจากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับหลักพฤติกรรม 3อ.2ส.ของกลุ่มตัวอย่างก่อนและ หลังได้รับโปรแกรมพบว่า มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เท่ากับ 9.2 (S.D.=1.72) คะแนน และ 11.5 (S.D.= 0.56) คะแนนตามลำดับ ซึ่งมีแตกต่างจากก่อนการได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value <.001 3.การวิเคราะห์พฤติกรรมสุขภาพตามหลักพฤติกรรม 3อ.2ส ของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังได้รับ โปรแกรม จากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพตามหลักพฤติกรรม 3อ.2ส.ของกลุ่มตัวอย่าง ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมพบว่า มีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมเท่ากับ 36.2 (S.D.= 3.67) คะแนน และ 42.0 (S.D.= 2.12) คะแนนตามลำดับ ซึ่งมีแตกต่างจากก่อนการได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value <.001
182 ตารางที่ 1 จำนวน และร้อยละ ระดับความรู้และพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังได้รับ โปรแกรม n= 36 ระดับ ก่อน หลัง จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ ความรู้ น้อย 0 0 0 0 ปานกลาง 15 41.7 0 0 มาก 21 58.3 36 100.0 การปฏิบัติตัว น้อย 0 0 0 0 ปานกลาง 14 38.9 0 0 มาก 22 61.1 36 100.0 4. ผลการเปรียบเทียบค่าดัชนีมวลกายก่อนและหลังของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรม จากการเปรียบเทียบค่าดัชนีมวลกายก่อนและหลังการให้โปรแกรม พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยค่าดัชนีมวล กายก่อนได้รับโปรแกรม 27.1 กิโลกรัม/ม2 (S.D.= 2.36) และหลังได้รับโปรแกรมมีค่าเฉลี่ยค่าดัชนีมวลกาย 26.9 กิโลกรัม/ม2 (S.D.= 2.78) มีแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 5. ผลการเปรียบเทียบระดับความรู้เกี่ยวกับหลักพฤติกรรม 3อ.2ส.และการปฏิบัติตนตามหลัก พฤติกรรม 3อ.2ส.ของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรม ก่อนได้รับโปรแกรม พบว่า ความรู้เกี่ยวกับ หลักพฤติกรรม 3อ.2ส.เกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่าง อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 41.7 ส่วนการปฏิบัติตน ตามหลักพฤติกรรม 3อ.2ส.อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 38.9 ส่วนหลังได้รับโปรแกรมพบว่าความรู้เกี่ยวกับ หลักพฤติกรรม 3อ.2ส.ของกลุ่มตัวอย่าง อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 100.0 ส่วนการปฏิบัติตนตามหลักพฤติกรรม 3อ 2ส ในระกับมาก ร้อยละ 100.0 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้ พฤติกรรมสุขภาพและค่าดัชนีมวลกายของกลุ่มตัวอย่างก่อนและ หลัง ได้รับโปรแกรม n = 36 ตัวแปร ค่าเฉลี่ย (S.D.) p-value ก่อน หลัง ความรู้ 9.2 (1.72) 11.5 (0.56) <0.001 พฤติกรรม 36.2 (3.67) 42.0 (2.12) <0.001
183 ค่าดัชนีมวลกาย 27.1 (2.36) 26.9 (2.78) .276 อภิปรายผล 1. ความรู้เกี่ยวกับหลักพฤติกรรม3อ.2ส. จากผลการวิจัยพบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เกี่ยวกับ หลักพฤติกรรม 3อ.2ส.หลังเข้าร่วมโปรแกรมของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมาก มากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.001) ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้และสอดคล้องกับงานวิจัยของ อติญาณ์ ศรเกษตริน และคณะ (2560) พบว่า ว่าการที่บุคคลจะสามารถปรับ เปลี่ยนพฤติกรรมได้ต้องมีปัจจัย ต่าง ๆ ที่มาสนับสนุน โดยมีการให้ความรู้เพื่อให้รับรู้โอกาสเสี่ยงและภาวะคุกคามจากโรค ซึ่งมีกิจกรรมการให้ ความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับค่าดัชนีมวลกาย ทำให้กลุ่มตัวอย่างลดน้ำหนักตัวได้ 2. พฤติกรรมการปฏิบัติตนตามหลักพฤติกรรม3อ2ส จากผลการวิจัยพบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนน พฤติกรรมการปฏิบัติตนตามหลักพฤติกรรม3อ2ส หลังเข้าร่วมโปรแกรมของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมาก มากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.001) ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ และสอดคล้องกับงานวิจัยภาวดี วิมลพันธุ์ และคณะ(2559) พบว่าการจัดการกับภาวะอ้วนและน้ำหนักเกินใน ผู้สูงอายุ ประกอบด้วย การออกกำลังกาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งมีกิจกรรมนำออกกำลังกาย และแนะนำการปฏิบัติตัว ทำให้กลุ่มตัวอย่างลดน้ำหนักตัวได้ในขณะเดียวกันสอดคล้องกับงานวิจัยของ อติญาณ์ ศรเกษตริน และคณะ (2560) พบว่าการบันทึกพฤติกรรมของตนเอง ทำให้มีการทบทวนพฤติกรรมที่ ปฏิบัติในชีวิตประจำวันและเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งมีกิจกรรมสมุดบันทึกรักสุขภาพให้บันทึกทุกวัน และมีการติดตามทุกสัปดาห์ 3. ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีมวลกาย จากผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับโปรแกรมมีค่าเฉลี่ยค่าดัชนีมวล กาย ลดลง มีแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เนื่องจากระยะเวลาของโปรแกรมจึงทำให้เห็นผลของค่า ดัชนีมวลกายลดลงค่อยข้างน้อยแต่พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่น้ำหนักตัวลดลง ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ข้อเสนอแนะในการนำผลศึกษาไปใช้ ผลการศึกษาในครั้งนี้พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับหลักพฤติกรรม3อ2ส และพฤติกรรมสุขภาพ ดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรม นอกจากนี้ยังทำให้น้ำหนักลดลง สามารถนำโปรแกรมจากการวิจัยในครั้งนี้ไปใช้กับ กลุ่มอื่นที่ประสบปัญหาค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐาน เช่น กลุ่มวัยเด็กที่มีภาวะโภชนาการเกิน กลุ่มวัย ทำงานที่มีความเสี่ยงภาวะอ้วนลงพุง ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
184 ควรศึกษาติดตามผลของโปรแกรมระยะยาว เพื่อติดตามความยั่งยืนของโปรแกรมควบคุมน้ำหนักโดย ประยุกต์ใช้หลัก 3อ.2ส.ในกลุ่มที่มีค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐาน ข้อจำกัดของการวิจัย ระยะเวลาในการติดตามผลไม่เพียงพอต่อการประเมินผลทำให้ผู้วิจัยอาจได้ผลการศึกษาที่ไม่สามารถ เห็นผลการเปลี่ยนแปลงของค่าดัชนีมวลกายได้อย่างชัดเจน กิตติกรรมประกาศ การวิจัยสำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาและความอนุเคราะห์ช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากอาจารย์ดร.อำไพ โส รสและอาจารย์ดร.ประเสริฐ ประสมรักษ์ ผู้ให้ความกรุณาเป็นที่ปรึกษา ขอขอบคุณผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนายมและอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่อนุเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ในการทำวิจัย คนในชุมชนนายมทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่ จัดขึ้นเป็นอย่างดี เอกสารอ้างอิง กรมสุขภาพจิต.อ้วนเสี่ยงสมองเสื่อม[อินเทอร์เน็ต].2561[เข้าถึงเมื่อ2564 เมษายน 25].เข้าถึงได้จาก https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=28422 คณะอนุกรรมการสถิติสาขาสุขภาพและคณะทํางานสถิติสาขาสุขภาพ.แผนพัฒนาสถิติสาขาสุขภาพ ฉบับที่1 พ.ศ. 2557-2558[อินเทอร์เน็ต].2558[เข้าถึงเมื่อ2564 เมษายน 25].เข้าถึงได้จาก http://osthailand.nic.go.th/files/social_sector/SDP_health291057-new6. ชวิศา แก้วอนันต์.โภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ.วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย 2561;12:112-119 นันท์นภัส ธนฐากร, ธนัช กนกเทศ.โรคอ้วนในผู้สูงอายุ: การประเมินและแนวทางป้องกัน.วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย 2562;13:16-26. พรภิมล วงมุสิก, อารี พุ่มประไวทย์, สุคนธ์ วรรธนะอมร.ผลของการจัดกิจกรรมการควบคุมน้ำหนักโดย ประยุกต์ใช้ ทฤษฎีแรงจูงใจและแรงสนับสนุนทางสังคมต่อค่าดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว ความรู้ และ พฤติกรรม การควมคุมน้ำหนักของบุคลากร โรงพยาบาลค่ายวิภาวดีรังสิต.วารสารพยาบาลทหารบก 2558;16:33- 40. เพชรัตน์ ศิริสุวรรณ.ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวานรายใหม่ ตำบลสิงค์โคก อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด.ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลราชชนนี สุรินทร์.2561;8:45-58. เพ็ญประภา แต้มงาม, สมปอง พะมุลิลา, นฤมล สาระคำ, ศิรินยา อินแพง, 2562. ความรู้ ทัศนคติ และ พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดี ของประชาชนในตําบลแห่งหนึ่ง อําเภอวาริน ชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี. ว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. 2562;21(3):74-85.
185 ภาวดี วิมลพันธุ์, ขนิษฐา พิศฉลาด.การพัฒนาแนวปฏิบัติในการจัดการกับภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนใน ผู้สูงอายุ. วารสารพยาบาลทหารบก 2559;17:115-123. อติญาณ์ ศรเกษตริน, รุ่งนภา จันทรา, รสติกร ขวัญชุม, และ ลัดดา เรืองด้วง.ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. ของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้าน (อสม.) ต.คลอง ฉนาก อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี.วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ 2560;4:253- 264.
186 ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพต่อความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน บ้านภักดีเจริญ ตำบลห้วยไร่อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ เกศมณี หมองหลอด1 , ณัฐญาดา ไชยชาติ1 , วาณิชา ยะเปียงปลูก1 1 สาขาสาธารณสุขศาสตร์ คณะโครงการจัดตั้งวิทยาเขตอ านาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอ านาจเจริญ *อาจารย์ที่ปรึกษา: อ.พิศมัย นาทัน E-mail: [email protected] บทคัดย่อ โรคเบาหวานเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขและเป็นสาเหตุการป่วยการตาย ในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย บ้านภักดีเจริญ ตำบลนาห้วยไร่ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญมี ความชุกของโรคเบาหวาน อยู่ในระดับสูงกว่าตัวชี้วัดในระดับประเทศ และส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคเบาหวานยังขาด ความรู้ และพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแล สุขภาพตนเอง ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง คำนวณ ขนาดตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย 2 กลุ่ม อิสระต่อกัน ได้เท่ากับ 30 คนต่อกลุ่ม สุ่มตัวอย่างแบบหลาย ขั้นตอน โดยกลุ่มทดลอง จะได้รับโปรแกรมการปรับเปลี่ยนสุขภาพ เป็นเวลา 4 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุมได้รับ การดูแลปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วย โปรแกรมวิเคราะห์ทางสถิติ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบ Wilcoxon signed ranks test และ Mann-Whitney U test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 60 อายุเฉลี่ย 60.67±8.74 ปี ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียดในกลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยหลังการทดลองเพิ่มขึ้นจากก่อนทดลองอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (p-value <.05) และมีระดับน้ำตาลในเลือดหลังการทดลองลดลงจากก่อนทดลอง อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (p-value <.05) เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พฤติกรรม การดูแลสุขภาพตนเองหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า คะแนนเฉลี่ยของความรู้ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (pvalue <.05) โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความรู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดที่ดีขึ้น ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โรคเบาหวานต่อไป คำสำคัญ: โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ พฤติกรรมการดูแลตนเอง ระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วย เบาหวาน
187 Results of Health Behavior Modification Program Based on the Knowledges about Diabetes, Self-Care and Blood Sugar Levels of Diabetic Patients in Phukdeejaroen Village, Huayrai District, Amphoe Meung Amnat Charoen, Amnat Charoen Province Gesmanee Monglor1 , Natthayada Chaichat, Wanicha1 Yapiangpluk1 Public Health, Mahidol University Amnatchareon Campus *Advisor: Pisamai Natun, PhD1 E-mail: [email protected] Abstract Diabetic Mellitus is a chronic and non-communicable disease (NCD) that has been a major ongoing public health issue and also the leading cause of death among worldwide populations including Thailand. In Phukdeejaroen Village, Huayrai District, Amphoe Meung Amnat Charoen, Amnat Charoen Province, the prevalance index of diabetes is higher than the national measure. Moreover, most patients still lack understandings of DM and proper self-care which, as a result, affects the ability to control their blood sugar levels. The objective of this quasi-experimental research using a two group pretest posttest design is to compare the average knowledge scores of DM, self-care behavior, and the blood sugar level of diabetic patients before and after participating in the program between the experimental group and the control group. The calculated average sample size for the two independent groups was 30 which was then obtained by multistage sampling method. The experimental group was admitted in the health behavior modification program for 4 weeks and the control group received regular care. Respectively, the survey data were collected via a questionnaire with a reliability score of 0.89. The obtained data then were analyzed by descriptive and inferential statistics, nonparametric statistical hypothesis tests including Wilcoxon signed rank test and Mann-Whitney U test. The study found that the majority of the samples were 60 % of female, mean of age is 60.67± 8.74 years. The experimental group had a significantly higher average score of knowledge about DM, self-care in eating habits, physical activity and stress management (pvalue<.05). In addition to the knowledge scores, patients who participated in the program were also found to have significantly lower blood sugar level (p-value<.05). After the experiment, we found that the average scores of knowledges about DM, holistic self-care (p-value<.05) of the experimental group were significantly different from the control group. In conclusion, the health behavior modification program had an effect on improving the knowledge and understanding about DM, self-care, and blood sugar levels of diabetic patients. After the quality of life of people with diabetes further. Keywords : Health behavior modification program, self-care, blood sugar level, diabetic patients
188 บทนำ โรคเบาหวานเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขและเป็นสาเหตุการป่วยการตาย ในหลายประเทศทั่วโลก สถานการณ์โรคเบาหวานทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีสหพันธ์ โรคเบาหวานนานาชาติ รายงานว่าในปี พ.ศ. 2563 มีจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลกมากกว่า 460 ล้านคน และคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2588 จะมีจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 629 ล้านคน (สหพันธ์โรคเบาหวาน นานาชาติ, 2563) สถานการณ์โรคเบาหวานในประเทศไทย พบว่าอัตราป่วยด้วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่องในปี พ.ศ. 2559-2561 คิดเป็น 1,292.79, 1,444.75 และ 1,449.44 ต่อแสนประชากรตามลำดับ ส่วน อัตราการตายมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2559-2561 คิดเป็น 22.01, 21.87 และ 21.96 ต่อแสน ประชากร (สำนักงานโรคไม่ติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข, 2562) ในจังหวัดอำนาจเจริญ โรคเบาหวานเป็น สาเหตุการตาย 10 อันดับแรก ปี พ.ศ.2559-2561 มีอัตราป่วยและอัตราตายด้วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง อัตราป่วยเท่ากับ 1,662.03, 1,839.87 และ 1,842.17 ต่อแสนประชากรตามลำดับ และอัตราตาย เท่ากับ 31.17, 31.32 และ 32.85 ต่อแสนประชากรตามลำดับ (สำนักงานโรคไม่ติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข, 2562) ในพื้นที่ตำบลห้วยไร่ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ จากข้อมูลปี พ.ศ.2559-2563 พบว่า มีอัตราป่วยด้วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็น 222, 231, 253, 267 และ 280 ตามลำดับ จากข้อมูลเพื่อตอบสนอง Service Plan สาขาโรคไม่ติดต่อ (NCD DM,HT,CVD) ร้อยละของผู้ป่วยหวานที่ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ในพื้นที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลห้วยไร่ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2560–2563 พบว่าร้อยละของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีอยู่ที่ 24.00, 15.18, 18.42 และ 29.13 ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมาย (เกณฑ์เป้าหมายคือมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ40) (กระทรวงสาธารณสุข HDC Dash board, 2564) ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้จะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังต่าง ๆ ทั้ง ภาวะแทรกซ้อนที่ตา ไต หัวใจ และหลอดเลือด เสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้า ซึ่งผู้ป่วยร้อยละ 7.4 จะมีความเสี่ยง ต่อการถูกตัดขา นอกจากนี้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมักจะมีปัญหาหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญตีบตันร่วม ด้วย เช่น หัวใจ ไต และสมอง (อยุทธินี สิงหวินท์, 2551) การควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ผู้ป่วย ต้องมีความตั้งใจและมีเป้าหมายในการดูแลตนเอง หากผู้ป่วยไม่ตั้งใจและปฏิบัติตนไม่เหมาะสม ก็จะส่งผลให้ ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการดูแลสุขภาพของตนเองของ Orem (2001) เชื่อว่าการ ควบคุมโรคหรือระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค และ พฤติกรรมการดูแลตนเองที่เหมาะสมด้วยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การควบคุมอารมณ์ และการ จัดการความเครียด ทั้งนี้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจะทำให้ลดภาวะแทรกซ้อนที่จะ เกิดขึ้นทางด้านร่างกาย รวมทั้งลดผลกระทบทั้งด้านจิตใจและสังคม (รื่นจิต เพชรชิต, 2558) จากการศึกษาชุมชนเบื้องต้น ในบ้านภักดีเจริญ ตำบลนาห้วยไร่ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัด อำนาจเจริญ พบว่า มีประชากรที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานจำนวน 33 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 4.2 ของประชากร ทั้งหมดในหมู่บ้าน พบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุของการที่ผู้ป่วยเบาหวานในชุมชนนี้ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้
189 อันดับหนึ่ง คือ ขาดการออกกำลังกาย ร้อยละ 78.9 เนื่องจากขาดอุปกรณ์ในการออกกำลังกาย ร้อยละ 93.9 และขาดผู้นำในการออกกำลังกาย ร้อยละ 78.8 รองลงมา คือ มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานไม่เพียงพอ ร้อย ละ 75.87 การมีพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม ร้อยละ 54.54 และมีการจัดการความเครียดที่ไม่เหมาะสม ร้อยละ 45.25 ตามลำดับ ดังนั้นจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าเป็นปัจจัยที่จะต้องได้รับการแก้ไข จากการ ทบทวนวรรณกรรม พบว่า ผลโปรแกรมการส่งเสริมการดูแลตนเองตามทฤษฎีของโอเร็ม (2001) โดยมีกิจกรรม ที่สำคัญ ได้แก่ การให้ข้อมูลและความรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ โดยจัดเตรียมสื่อที่เข้าใจง่าย ตัวอย่างเมนูอาหาร โมเดลอาหารแลกเปลี่ยน การเลือกรับรับประทานอาหาร ฝึกทักษะการออกกำลังกาย สร้างความมั่นใจ สร้าง แรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ จะช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถดูแลตนเองในทางที่ดีขึ้น สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน มีผลทำให้ระดับ น้ำตาลในเลือดลดลง (Charoen R., Pukdeewong N., Namwongprom A., 2013) และผลของโปรแกรม การออกกำลังกายโดยใช้ยางยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม ทั้งนี้เนื่องจากการที่กล้ามเนื้อมีการยืดและหดตัวจะทำให้มีการสลายพลังงานจากน้ำตาลในเลือดจึงช่วยลด ระดับน้ำตาลในเลือดได้ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Maiorana (2012) พบว่าการออกกำลังกายแบบแอโร บิกและยืดหยุ่นกล้ามเนื้อสามารถทำให้ผู้ป่วยเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี และผลโปรแกรมการปฏิบัติ สมาธิบำบัดเพื่อการเยียวยาแบบ SKTร่วมกับการออกกำลังกาย ทำให้ระดับกรดแลคติกและคอร์ติซอล (cortisol) ในเลือดลดลง ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดลดลง และสามารถทำให้เกิดการผ่อนคลาย จิตใจสงบ ลด ความตึงเครียด ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายดีขึ้น4 ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ อมรรัตน์ แก้วโพนเพ็ก (2561) ที่ศึกษาถึงผลของการออกกำลังกายร่วมกับสมาธิบำบัด SKT ในผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านที่ เป็นโรคเบาหวาน พบว่า หลังเข้าร่วมกิจกรรมระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าก่อนเข้า ร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติแสดงให้เห็นว่าการที่ผู้ป่วยฝึกปฏิบัติสมาธิบำบัดแบบ SKT ร่วมกับการ ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้ ผู้วิจัยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดทำโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ผู้ป่วยเบาหวาน โดยจัดกิจกรรมสอดคล้องตามแนวคิดพฤติกรรมการดูตนเองของโอเร็ม ประกอบด้วย ด้านการ รับประทานอาหาร ด้านการออกกำลังกาย และด้านการจัดการกับความเครียดที่เหมาะสม เพื่อเป็นเสริมสร้าง และพฤติกรรมการดูแลตนเองที่สอดคล้องกับวีถีชีวิตและบริบทของชุมชน และนำไปสู่การแก้ปัญหาการควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ของผู้ป่วยเบาหวาน ตลอดจนนำข้อมูลที่ได้จากการวิจัยนำไปเป็นแนวทางในการดู และสร้างเสริมสุขภาพผู้ป่วยเบาหวานต่อไป วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1. เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพต่อความรู้เรื่องโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน บ้านภักดีเจริญ ตำบลห้วยไร่ อำเภอ เมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ
190 2. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลตนเอง และ ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน บ้านภักดีเจริญ ตำบลห้วยไร่ อำเอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัด อำนาจเจริญ กลุ่มทดลองก่อนละหลังเข้าร่วมโปรแกรม 3. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลตนเอง และ ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน บ้านภักดีเจริญ ตำบลห้วยไร่ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัด อำนาจเจริญ หลังเข้าร่วมโปรแกรมระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม คำถามวิจัย 1. คะแนนเฉลี่ยของความรู้เรื่องโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดของ ผู้ป่วยเบาหวาน บ้านภักดีเจริญ ตำบลห้วยไร่อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ กลุ่มทดลองก่อนละ หลังเข้าร่วมโปรแกรม แตกต่างกันหรือไม่ 2. คะแนนเฉลี่ยของความรู้เรื่องโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดของ ผู้ป่วยเบาหวาน บ้านภักดีเจริญ ตำบลห้วยไร่ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ หลังเข้าร่วม โปรแกรมระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันหรือไม่ สมมติฐานการวิจัย 1. คะแนนเฉลี่ยของความรู้เรื่องโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดของ ผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มทดลองก่อนการทดลองและหลังการทดลอง มีความแตกต่างกัน 2. คะแนนเฉลี่ยของความรู้เรื่องโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดของ ผู้ป่วยเบาหวานหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีความแตกต่างกัน กรอบแนวคิดในการวิจัย จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การดูแลตนเองและการเสริมแรงเป็นสิ่งสำคัญใน การรักษาสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ดังนั้นจึงได้ประยุกต์ใช้แนวคิดการดูแลตนเองของ Orem (2001) ประกอบด้วย 1) ด้านการรับประทานอาหาร 2) ด้านการออกกำลังกาย 3) ด้านการจัดการกับความเครียด และ แนวคิดการสร้างแรงจูงใจของ Resnick (1998) ได้แก่ แรงจูงใจภายนอก การศึกษาครั้งนี้จึงมีการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พฤติกรรมการรับประทานอาหาร การออก กำลังกาย และการจัดการความเครียดผ่านการบรรยายและการสาธิต การออกกำลังกายโดยใช้อุปกรณ์ยางยืด เหยียดกล้ามเนื้อ และการสร้างแรงจูงใจโดยการให้รางวัล เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานมีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน มากยิ่งขึ้น มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม และส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ดังภาพที่ 1
191 ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม วิธีการศึกษา (Method) ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการศึกษา โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 1. การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การบริโภค อาหาร การออกกำลังกาย และการจัดการ ความเครียด - ให้ความรู้โดยการบรรยาย เรื่องโรคเบาหวาน การ บริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม อาหารแลกเปลี่ยน สำหรับผู้ป่วยเบาหวานโดยการใช้โมเดลอาหาร การ ออกกำลังกายที่เหมาะสม และการจัดการ ความเครียด - วิดีทัศน์ เรื่องความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน และ ภาวะแทรกซ้อน 2. การสาธิตและการฝึกปฏิบัติ - สาธิตท่าออกกำลังกายด้วยยางยืด กายบริหารยืด เหยียดกล้ามเนื้อ และฝึกปฏิบัติ - สาธิตการจัดการความเครียดทางอารมณ์ด้วย สมาธิบำบัด (SKT) และฝึกปฏิบัติ 3. กิจกรรมรวมกลุ่มออกกำลังกายยืดเหยียด กล้ามเนื้อ - ร่วมออกกำลังกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อ โดยใช้ยาง ยืด จำนวน 10 ท่า ทุกวันอังคาร วันพฤหัสบดี และ วันศุกร์ วันละ 30 นาที ในช่วงเวลา 16.30 – 17.00 น. โดยมีผู้วิจัยและอาสาสมัครหมู่บ้านเป็นแกนนำใน การออกกำลังกาย 4. การสร้างแรงจูงใจ - การให้รางวัลผู้ป่วยเบาหวานที่เข้าร่วมกิจกรรม อย่างสม่ำเสมอ และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ ตามเป้าหมาย - ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน - พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง 1. ด้านการรับประทานอาหาร 2. ด้านการออกกำลังกาย 3. ด้านการจัดการกับความเครียด ระดับน้ำตาลในเลือดของ ผู้ป่วยเบาหวาน (DTX)
192 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi - experimental research) แบบสองกลุ่มวัด ก่อนและหลังการทดลอง (Two group pretest - posttest design) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ศึกษา คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ ที่อาศัยอยู่ใน ตำบล ห้วยไร่ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 280 คน กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ ที่อาศัยอยู่ในชุมชนบ้านภักดี เจริญ ชุมชนบ้านหัวนา และชุมชนบ้านโคกช้างมะนาย ตำบลห้วยไร่ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัด อำนาจเจริญ โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างคำนวณโดยใช้สูตรการหาขนาดตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบความ แตกต่างของค่าเฉลี่ย กรณีประชากร 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน กำหนดระดับความเชื่อมั่นที่ 95% อำนาจการ ทดสอบ 80% อ้างอิงค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดกลุ่มทดลองเท่ากับ 110และอ้างอิงค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลใน เลือดกลุ่มควบคุมเท่ากับ 121.95 (นิภานันท์ สุขสวัสดิ์, อารยา ปรานประวิตร และสาโรจน์ เพชรมณี, 2559) ได้ขนาดตัวอย่างเท่ากับ 27 คนต่อกลุ่มและเพิ่มอัตราการสูญเสียร้อยละ 10 ได้ขนาดตัวอย่างทั้งสิ้น 30 คนต่อ กลุ่ม และคัดเลือกโดยผ่านเกณฑ์คัดเข้าคือ 1) เป็นผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ อาศัยอยู่ใน พื้นที่ชุมชนบ้านภักดีเจริญ ชุมชนบ้านหัวนา และชุมชนบ้านโคกช้างมะนาย ตำบลห้วยไร่ อำเภอเมือง อำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญจังหวัดอำนาจเจริญ 2) ปฏิเสธการเข้าร่วมวิจัย เกณฑ์คัดออกคือ 1) เป็นผู้ที่มี โรคประจำตัวอื่นที่มีข้อจำกัดในการออกกำลังกาย 2) การรับรู้สติสัมปชัญญะไม่ดี มีปัญหาทางการได้ยิน การ มองเห็น การพูดสื่อสาร และไม่สามารถอ่านออกเขียนได้การคัดเลือกกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมใช้วิธีการสุ่ม ตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) โดยการจับฉลากมา 3 หมู่บ้าน โดยจัดให้ผู้ป่วยเบาหวานในชุมชนบ้าน ภักดีเจริญเป็นกลุ่มทดลอง ซึ่งผ่านเกณฑ์คัดเข้าและเกณฑ์คัดออก จำนวน 30 คน และผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน บ้านหัวนา และชุมชนบ้านโคกช้างมะนายเป็นกลุ่มควบคุม ซึ่งผ่านเกณฑ์คัดเข้าและเกณฑ์คัดออก จำนวน 30 คน เก็บรวบข้อมูลระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2564 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ มี 2 ส่วน คือ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง และเครื่องมือที่ใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน ประยุกต์ใช้แนวคิดการดูแลตนเองของ Orem (2001) ประกอบด้วย 1) ด้านการรับประทานอาหาร 2) ด้านการออกกำลังกาย 3) ด้านการจัดการกับ ความเครียด และแนวคิดการสร้างแรงจูงใจของ Resnick (1998) ได้แก่ แรงจูงใจภายนอก ในการควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือดมีกิจกรรมดังนี้
193 1. กิจกรรมการให้ความรู้โดยการบรรยาย เรื่องโรคเบาหวาน การบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม อาหาร แลกเปลี่ยนสำหรับผู้ป่วยเบาหวานโดยการใช้แบบจำลองอาหารแลกเปลี่ยน 6 หมวด การออกกำลังกายที่ เหมาะสม และการจัดการความเครียด ให้ความรู้โดยใช้วีดีทัศน์มีเนื้อหาสถานการณ์เรื่องโรคเบาหวาน ความรู้ เกี่ยวกับโรคเบาหวาน และภาวะแทรกซ้อน 2. กิจกรรมการสาธิตท่าออกกำลังกายด้วยยางยืด กายบริหารยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และการจัดการ ความเครียดทางอารมณ์ด้วยสมาธิบำบัด (SKT) พร้อมทั้งการฝึกปฏิบัติให้สามารถทำได้ และสร้างแรงจูงใจใน การลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยการให้รางวัลผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลลดลงมากที่สุดหลังเข้าร่วม โปรแกรม 3. กิจกรรมพาผู้ป่วยเบาหวานออกกำลังกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อ โดยใช้ยางยืด ทุกวันอังคาร วัน พฤหัสบดี และวันศุกร์ วันละ 30 นาที จำนวน 10 ท่า ประกอบด้วย ท่าที่ 1: แขนเหยียดให้เฉียดฟ้า (บริหารกล้ามเนื้อไหล่มัดหน้าและหลัง) ท่าที่ 2: แขนเหยียดเป็นเส้นตรง (บริหารกล้ามเนื้อไหล่มัดกลาง) ท่าที่ 3: ดึงแขนจนศอกตั้ง (บริหารกล้ามเนื้อต้นแขนด้านหน้า) ท่าที่ 4: ดึง เพิ่มพลังแขน (บริหารกล้ามเนื้อต้นแขนด้านหลังและหัวไหล่) ท่าที่ 5: ผีเสื้อขยับปีก (บริหารกล้ามเนื้ออก ด้านนอกและด้านใน) ท่าที่ 6: แตะเชือกหน้า – หลัง (บริหารกล้ามเนื้อหลังกลางลำตัว) ท่าที่ 7: ชักดาบ ซ้าย-ขวา (บริหารกล้ามเนื้อส่วนหลัง บนและต้นแขนด้านหลัง) ท่าที่ 8: ต้นหญ้าลู่ลม (บริหารกล้ามเนื้อลำตัวด้านข้าง) ท่าที่ 9: ย่อ ยืด ยืน (บริหารกล้ามเนื้อสะโพกและหัวเข่า) ท่าที่ 10: ยก-เหยียด-เหยียบ (บริหารกล้ามเนื้อต้นขาและหัวเข่า) 4. กิจกรรมมอบรางวัลสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ และสามารถควบคุม ระดับน้ำตาลได้ตามเป้าหมาย และให้กำลังใจ ชื่นชมกันในกลุ่ม รวมทั้งช่วยให้คำแนะนำและหาแนวทางแก้ไข ปัญหา อุปสรรคสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ สร้างความมั่นใจในการดูแลตนเอง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล การสร้างเครื่องมือผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการศึกษาแนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นำมาสร้างเป็น แบบสอบสัมภาษณ์ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งเป็น 4 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยเบาหวาน ประกอบด้วย เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพ อาชีพ รายได้ จำนวน 6 ข้อ ส่วนที่ 2 ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน จำนวน 15 ข้อ เป็นแบบเลือกตอบ 2 ตัวเลือกโดยตอบ ถูกได้ 1 ตอบผิดได้ 0 กำหนดคะแนนเฉลี่ยออกเป็น 3 ระดับ คือ สูง ปานกลาง และต่ำ โดยมีเกณฑ์การประเมิน แบบอิงเกณฑ์ของบลูม (Bloom, 1971)