The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทความวิจัยรวมของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Biw Saelee, 2023-05-27 10:29:21

รวมบทความวิจัยปีการศึกษา2563 สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต

บทความวิจัยรวมของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต

94 1. คุณลักษณะส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 71.2 และเพศชาย ร้อยละ 28.8 โดยมีอายุเฉลี่ย 60.44 ปี(S.D. = 10.58, range = 32 - 84) ส่วนใหญ่มีรอบเอวเกินเกณฑ์ และ มีค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ภาวะน้ำหนักเกินขึ้นไป มีสถานภาพสมรส จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ประกอบอาชีพเกษตรกร รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ส่วนใหญ่มีระยะเวลาในการป่วย 3-6 ปี ส่วนมากมีโรคร่วม คือ โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง ตามลำดับ และไม่มีแผลเรื้อรัง มีการไป พบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ โดยส่วนใหญ่เข้ารับบริการที่โรงพยาบาลอำนาจเจริญ รองลงมาที่โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลไก่คำ การรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับโรคเบาหวานได้จากคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ รองลงมา คือ แผ่นพับ / คู่มือให้ความรู้ และเพื่อน / คนในครอบครัว ตามลำดับ และได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว ส่วนใหญ่ในเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รองลงมา คือ เรื่องการใช้ยา และด้านจิตใจ ตามลำดับ 2. ความรู้ในการดูแลตนเอง กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษามีความรู้ทั้งก่อน-หลังเข้าร่วมโปรแกรมอยู่ในระดับดี ร้อยละ 54.2 และ77.4 ตามลำดับ รองลงมาอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 42.4 และ20.8 ตามลำดับ และ ระดับควรปรับปรุง ร้อยละ 3.4 และ1.9 ตามลำดับ 3. ความสามารถในการดูแลตนเอง กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาส่วนใหญ่มีการควบคุมอาหารที่มีรสหวาน / น้ำตาลสูงได้บางครั้ง ทำอาหารรับประทานเอง มีการใช้น้ำมันถั่วเหลือง และไม่จำกัดปริมาณข้าว รับประทาน อาหารครบ 3 มื้อ ส่วนใหญ่เมื่อไปงานบุญ / งานเลี้ยงจะรับประทานอาหารในงานพออิ่ม รองลงมาคือไม่ไปเข้า ร่วมงานหรือหากเข้าร่วมจะรับประทานไปจากที่บ้าน และไม่มีการสูบบุหรี่ อีกทั้งมีการจัดการความเครียดที่ เหมาะสม เมื่อจัดลำดับความเครียด / ความวิตกกังวลมากที่สุดในเรื่องสุขภาพ รองลงมาคือเรื่องหนี้สิน และที่ พักอาศัย ตามลำดับ โดยส่วนใหญ่มีความเครียดระดับน้อย อีกทั้งมีความสามารถในการดูแลตนเองก่อนเข้า ร่วมโปรแกรมอยู่ในระดับดี ร้อยละ 76.3 รองลงมาอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 21.8และระดับควรปรับปรุง ร้อยละ 1.9 โดยหลังเข้าร่วมโปรแกรมอยู่ในระดับดี ร้อยละ 92.5 และระดับปานกลาง ร้อยละ 7.5 และไม่มีระดับ ควรปรับปรุง 4. การรับรู้การใช้ยา กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาไม่มีการใช้ยานอก / สมุนไพรอย่างอื่นในการรักษา และ มีการใช้ยาฉีดร่วมด้วยเพียงร้อยละ 22.7 ส่วนใหญ่มียารับประทานทั้งก่อนและหลังอาหารในแต่ละมื้อ และ ไม่ลืมรับประทานยา นอกจากนี้พบว่ามีอาการข้างเคียงจากการใช้ยาร้อยละ 28.8 อีกทั้งการรับรู้การใช้ยาก่อน เข้าร่วมโปรแกรมอยู่ในระดับดีร้อยละ 35.6รองลงมาอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 40.7และระดับควรปรับปรุง ร้อยละ 23.7 โดยหลังเข้าร่วมโปรแกรมอยู่ในระดับดี ร้อยละ 83.0 และระดับปานกลางร้อยละ 17.0 และไม่มี ระดับควรปรับปรุง 5. ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบความรู้ ความสามารถในการดูแลตนเอง และการรับรู้การใช้ยา ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม พบว่า ทั้งความรู้ในการดูแลตนเอง ความสามารถในการดูแลตนเอง และการ รับรู้การใช้ยา เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยก่อนเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษามี ความรู้ในการดูแลตนเองอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ย 7.38 คะแนน (S.D. = 1.58) และหลังเข้าร่วม โปรแกรมมีความรู้ในการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ย 8.25 คะแนน (S.D. = 1.28) แตกต่าง กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(t = -3.14, p-value = .05)ความสามารถในการดูแลตนเองก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอยู่ใน


95 ระดับสูง โดยมีค่าเฉลี่ย 44.39 คะแนน (S.D. = 4.12) และหลังเข้าร่วมโปรแกรมมีความสามารถในการดูแล ตนเองอยู่ในระดับสูงมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเท่ากับ 46.38 คะแนน (S.D. = 4.40) แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ(t = -2.44, p-value = .05) และการรับรู้เกี่ยวกับการใช้ยา ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอยู่ใน ระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ย27.96 คะแนน (S.D. = 7.23) และหลังเข้าร่วมโปรแกรมมีการรับรู้เกี่ยวกับการใช้ยา เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 35.60 คะแนน (S.D. = 3.24) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -7.73, p-value < .001) ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 การเปรียบเทียบความรู้ ความสามารถในการดูแลตนเอง และการรับรู้การใช้ยา ของผู้ป่วยเบาหวาน ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ระหว่างก่อนและหลังการทดลอง *p-value= .05 **p-value < .001 6. ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบระดับน้ำตาลในเลือดก่อน-หลังเข้าร่วมโปรแกรม พบว่าก่อนเข้าร่วม โปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีระดับน้ำตาลในเลือด อยู่ระหว่าง 126 - 320 mg/dl โดยมีค่าเฉลี่ย 160.09 mg/dl (S.D. = 48.50) และหลังเข้าร่วมโปรแกรม พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีระดับน้ำตาลในเลือด อยู่ระหว่าง 97 -248 mg/dl โดยมีค่าเฉลี่ย 144.05mg/dl (S.D. = 45.18) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(t = 2.93, p-value = .05) ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ระหว่างก่อนและหลังการทดลอง ตัวแปร ก่อนทดลอง หลังทดลอง t P-value Mean SD แปลผล Mean SD แปลผล ความรู้ในการ ดูแลตนเอง 7.38 1.58 ปานกลาง 8.25 1.28 ดี -3.14 .003* ความสามารถใน การดูแลตนเอง 44.39 4.12 ดี 46.38 4.40 ดี -2.44 .018* การรับรู้ การใช้ยา 27.96 7.23 ปานกลาง 35.60 3.24 ดี -7.73 .000**


96 กลุ่ม ระดับน้ำตาลในเลือด t P-value Mean SD ก่อนทดลอง 160.09 48.50 2.93 .005* หลังทดลอง 144.05 45.18 *p-value = .05 อภิปรายผลการวิจัย 1. ความรู้ และความสามารถในการดูแลตนเองเพิ่มขึ้น จากผลการวิจัย พบว่า หลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษามีความรู้ในการดูแลตนเองเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p-value = .05) สอดคล้องกับงานวิจัยของ โชติกา สันนาโค และจุฬาภรณ์ โสตะ4 ที่ศึกษาผลของ โปรแกรมการจัดการตนเองเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีระดับน้ำตาลในเลือด สูง พบว่า การบรรยายประกอบสื่อส่งผลให้ภายหลังได้รับโปรแกรมผู้ป่วยเบาหวานมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ เกี่ยวกับการจัดการตนเอง และการปฏิบัติตนเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษานี้หลังได้รับโปรแกรมมีความสามารถในการดูแลตนเองเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับ ก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.05) สอดคล้องกับงานวิจัยของ จันจิรา ภู่รัตน์ ปาหนัน พิชยภิญโญ และสุนีย์ ละกำปั่น3 ที่ศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมกำกับตนเองต่อการควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ พบว่า การให้ผู้ป่วยฝึก การสังเกต / ประเมินตนเอง และการตัดสินใจด้วยการให้ประเมินตนเองในเรื่องพฤติกรรมการรับประทาน อาหาร กิจกรรมทางกายและการรับประทานยา โดยการบันทึกทุกวัน ส่งผลให้ภายหลังได้รับโปรแกรมผู้ป่วย เบาหวานมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ และรับรู้ความสามารถของตนเองเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนได้รับโปรแกรม เนื่องจากการทำให้ผู้ป่วยมีความรู้ และการรับรู้ความสามารถของตนเอง จะส่งผลให้มีการตั้งเป้าหมาย สามารถ กำกับตนเองและนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งในงานวิจัยครั้งนี้เป็นผลมาจาก คณะผู้วิจัยได้ใช้สื่อระดับบุคคล เพื่อเสริมความสามารถในการดูแลตนเอง ได้แก่ โปสเตอร์ทำมือในเรื่องความรู้ เกี่ยวกับโรคเบาหวานและพฤติกรรมการดูแลตนเอง แผ่นพับในเรื่องของการรับประทานอาหาร และการออก กำลังกาย การใช้สื่อระดับกลุ่ม / ครอบครัว ได้แก่ นวัตกรรมบอร์ดอาหารสามสีพร้อมแบบบันทึกการ รับประทานอาหาร เนื่องจากอิทธิพลจากครอบครัวส่งผลต่อการรับประทานอาหาร รวมถึงการใช้สื่อสังคม / ชุมชน ได้แก่ สื่อเสียงการออกกำลังกายตามหอกระจายข่าว โดยมีการลงติดตามผลทุกสัปดาห์ มีการพูดคุย แลกเปลี่ยนการปฏิบัติตัวที่บ้าน ปัญหาที่พบเจอขณะเข้าร่วมโปรแกรม แนะนำแนวทางแก้ปัญหา และการ เสริมแรงจากคนในชุมชนโดยใช้บุคคลต้นแบบที่สามารถดูแลตนเองและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี 2. การรับรู้เกี่ยวกับการใช้ยาเพิ่มขึ้น จากผลการวิจัย พบว่า หลังได้รับโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างใน การศึกษานี้มีการรับรู้เกี่ยวกับการใช้ยาเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ(p-value < .001) สอดคล้องกับวิจัยของ วรนัน คล้ายหงษ์ นารีรัตน์ จิตรมนตรี และวิราพรรณ วิโรจน์รัตน์12 ที่ศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการรับประทานยาอย่างถูกต้องสม่ำเสมอของผู้สูงอายุ


97 โรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่า การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการ รับรู้และพฤติกรรมการรับประทานยาอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ เนื่องจากมีการได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความรู้ ในการใช้ยา ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตน การได้รับกำลังใจจากบุคลากรทีมสุขภาพ จึงมีผลทำให้ผู้ป่วย เบาหวานมีการรับรู้เกี่ยวกับการใช้ยาอย่างถูกต้องสม่ำเสมอเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในงานวิจัยครั้งนี้เป็นผลมาจาก คณะผู้วิจัยการให้ความรู้ผ่านสื่อระดับบุคคล ได้แก่ แผ่นพับในเรื่องการใช้ยา เพื่อการใช้ยาอย่างเหมาะสมของ ตนเอง การใช้สื่อระดับกลุ่ม / ครอบครัว ในนวัตกรรมบอร์ดกำกับการใช้ยาพร้อมแบบบันทึกการใช้ยา เนื่องจากบุคคลภายในครอบครัวอาจเป็นผู้ดูแล หรือคอยเตือนในการใช้ยาของผู้ป่วย โดยมีการติดตามผลทุก สัปดาห์ มีการพูดคุยและให้กำลังใจ 3. ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง จากผลการวิจัย พบว่า หลังได้รับโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างในการศึกษานี้ มีระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = .05) สอดคล้องกับงานวิจัยของ ภาวิณี แพงสุข และ คณะ7 ที่ศึกษาเกี่ยวกับผลของนวัตกรรม “ช้อนสามสี” ต่อความรู้และพฤติกรรมการรับประทานอาหารของ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในไม่ได้ พบว่า การใช้นวัตกรรม “ช้อนสามสี” ส่งผลให้ ผู้ป่วยเบาหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลง และสอดคล้องกับงานวิจัยของพวงเพชร สุ่มประเสริฐ ทวีลักษณ์ วรรณฤทธิ์ และนิตยา ภิญโญคำ17 ที่ศึกษาผลของการออกกำลังกายแบบแอโรบิคเก้าอี้ต่อระดับ HbA1c ในผู้ที่เป็น เบาหวานชนิดที่ 2 พบว่า การใช้สื่อวิดีทัศน์การออกกำลังกายแบบแอโรบิคร่วมกับการใช้เพลงประกอบจังหวะ อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ช่วยทำให้ความต้องการในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อระดับ HbA1c ของกลุ่ม ทดลองหลังออกกำลังกายลดลง และต่ำกว่ากลุ่มควบคุม และสอดคล้องกับวิจัยของ จันจิรา ภู่รัตน์ ปาหนัน พิชยภิญโญ และสุนีย์ ละกำปั่น3 ที่ศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมกำกับตนเองต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ พบว่า โปรแกรมที่มีการใช้สื่อบรรยายในการให้ ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยา และการบันทึกติดตามการรับประทานยา ทำให้กลุ่มทดลองเห็นถึงความสม่ำเสมอใน การรับประทานยาของตนเอง ส่งผลพฤติกรรมการรับประทานยาในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ และระดับน้ำตาลในเลือดลดลงในกลุ่มทดลอง โดยการวิจัยครั้งนี้คณะผู้วิจัยมีการติดตามผลในทุกสัปดาห์ จากการตรวจสอบการรับประทานอาหาร และการใช้ยาในแบบบันทึกทั้งสองอย่าง และพูดคุยแลกเปลี่ยน การ แปลผลให้กลุ่มตัวอย่างได้สังเกตตนเอง และเกิดการกำกับตนเอง การสุ่มสำรวจการเปิดสื่อเสียงกระตุ้นการ ออกกำลังกายผ่านหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ ในช่วงเย็น ทั้งนี้การควบคุม ปัจจัยต่าง ๆ จึงมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มตัวอย่างในการศึกษานี้ลดลง ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1. บุคลากรทีมสุขภาพสามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดโปรแกรมเพื่อส่งเสริมการดูแลตนเองของ ผู้ป่วยเบาหวาน หรือปรับใช้ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่น ๆ 2. ควรนำสื่อที่ใช้ในโปรแกรมปรับใช้ให้เข้ากับบริบทภายในพื้นที่ที่ทำการศึกษาอื่น ๆ


98 3. การติดตามผลของพฤติกรรมต่าง ๆ ในแต่ละสัปดาห์ทำให้เห็นปัญหา และความเปลี่ยนแปลงของ พฤติกรรม จึงสามารถให้คำแนะนำที่ตรงกับปัญหาที่พบเจอ ดังนั้นการติดตามผลในแต่ละสัปดาห์จึงมี ความสำคัญในการกระตุ้นพฤติกรรมในกลุ่มตัวอย่าง ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมีการเพิ่มระยะเวลาในการทดลองผลของโปรแกรม อย่างน้อย 6 เดือน เพื่อติดตามความยั่งยืน และคงทนของพฤติกรรมในการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ 2. ควรมีการปรับสื่อที่ใช้ให้สะดวกและเหมาะสมมากขึ้น โดยการประเมินช่องทางการรับสื่อด้วยแบบ ประเมิน V A R K เพื่อทราบถึงรูปแบบการรับรู้ที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา บรรณานุกรม [1] จิตราวดี สอนวงศา. การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาล ในเลือดไม่ได้โดยกระบวนการมีส่วนร่วม. วารสารการพยาบาล สุขภาพ และการศึกษา, 3(1). 46-55. [2] วัชราภรณ์ นาฬิกุล ลำไพร แทนสา และสุรภา พิลาออน. (2563). ผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการ ตนเองต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ โรงพยาบาล เปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น. วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น, 2(1). 77-90. [3] จันจิรา ภู่รัตน์ ปาหนัน พิชยภิญโญ และสุนีย์ ลำกำปั่น. (2563). ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการกำกับ ตนเองต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลใน เลือดไม่ได้. วารสารเกื้อการุณย์, 27(1). 20-33. [4] โชติกา สัตนาโค และจุฬาภรณ์ โสตะ. (2560). ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล ในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง. วารสารการพยาบาลและ การศึกษา, 10(4). 32-47. [5] นวลขนิษฐ์ ลิขิตลือชา และคณะ. (2560). การพัฒนารูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยเบาหวานควบคุมไม่ได้. วารสารกองการพยาบาล, 44(2). 141-158. [6] สุนทรีย์ คำเพ็ง และคณะ. (2562). ผลของโปรแกรมการกำกับตนเองต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย น้ำหนักตัวและระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน เขตชุมชนอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 74-85. [7] ภาวิณี แพงสุข และคณะ. (2562).ผลของนวัตกรรม “ช้อนสามสี”.ต่อความรู้และพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้. วารสารพยาบาลกระทรวง สาธารณสุข, 30(1). 57-68. [8] ณัฏฐ์ธัญศา ยิ่งยงเมธี และคณะ. (2563). ประสิทธิผลของการใช้สมาธิบำบัดแบบ SKT ต่อระดับน้ำตาลใน ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้. วารสารแพทย์เขต 4-5, 39(2). 228-238.


99 [9] ก ร ะ ท ร ว ง ส า ธ า ร ณ ส ุ ข [อ อ น ไ ล น์]. 2564 [อ ้ า ง เ ม ื ่ อ 23 เ ม ษ า ย น 2 5 64]. จ า ก https://hdcservice.moph.go.th/hdc/reports/report.php?source=pformated/format1.php&c at_id=b2b59e64c4e6c92d4b1ec16a599d882b&id=137a726340e4dfde7bbbc5d8aeee3ac3. [10] พักตร์วิภา ตันเจริญ ประทุม สร้อยวงศ์ และวราวรรณ อุดมความสุข. (2561). ผลของโปรแกรมการ ประยุกต์รูปแบบการให้ข้อมูลข่าวสาร การสร้างแรงจูงใจและการพัฒนาทักษะเกี่ยวกับการควบคุม อาหารต่อระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2. พยาบาลสาร, 45(4). 159-170. [11] อรพินท์ สีขาว รัชนี นามจันทา และสุทธิศรี ตระกูลสิทธิโชค. (2556). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลหัวเฉียว. วารสารพยาบาล ทหารบก, 14(3). 39-49. [12] วรนัน คล้ายหงษ์ นารีรัตน์ จิตรมนตรี และวิราพรรณ วิโรจน์รัตน์. (2559). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการ รับประทานยาอย่างถูกต้องสม่ำเสมอของผู้สูงอายุ โรคเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารคณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 24(1). 65-75. [13] ธนวัฒน์ สุวัฒนกุล. (2561). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วย เบาหวานชนิดที่ 2. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข, 12(3). 515-522. [14] รัตติกาล พรหมพาหกุล และคณะ. (2563). ผลของโปรแกรมการกำกับตนเองต่อพฤติกรรมการรับประทาน อาหารในผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำไม่ได้. Nursing Science Journal of Thailand, 38(2). 32-45. [15] จงรัก ทองน้อย. (2560). พฤติกรรมการบริโภคอาหารและภาวะโภชนาการของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม, 14(1). 11-22. [16] ประชุมพร กวีกรณ์ และประเสริฐ ประสมรักษ์. (2559). การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแล ตนเองในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ที่ขึ้นทะเบียนรักษาใน โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา. วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 4(3). 307-324. [17] พวงเพชร สุ่มประเสริฐ ทวีลักษณ์ วรรณฤทธิ์ และนิตยา ภิญโญคำ. (2558). ผลของการออกกำลังกาย แบบแอโรบิคกับเก้าอี้ต่อระดับฮีโมโกบินเอวันซีในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2. พยาบาลสาร, 42(2). 36-48. [18] ลักษณา พงษ์ภุมมา และศุภรา หิมานันโต. (2560). ความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วย เบาหวานชนิดที่ 2 ตำบลบางทราย อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี. วารสาร มฉก.วิชาการ, 20(40).67-76. [19] ชัชฎาภรณ์ กมขุนทด. (2554). ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอของผู้ป่วย โรคเบาหวานชนิดที่ 2. [วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลเวช ปฏิบัติชุมชน]. นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหิดล. [20] สุปรียา เสียงดัง. (2560). ที่ศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือดไม่ได้. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 4(1). 191-204


100 [21] สาวิตรี นามพะธาย. (2561). ผลของโปรแกรมการจัดการโรคเบาหวานด้วยตนเองต่อพฤติกรรมการ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดจางผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ ควบคุมไม่ได้. [วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่]. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย คริสเตียน.


101 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการดแูลตนเองต่อระดบัน ้าตาลใน เลือด ของผู้ป่ วยเบาหวานในชุมชนอนามัยสามัคคี ต าบลน ้าปลีก อ าเภอ เม ื องอา นาจเจริญ จงัหวดัอา นาจเจริญ ณัฐวดีศรีเอี่ยม, กลูยา โต๊ะรายอ,รวิสรา จนัทะรตัน์ 1 , ธนสรเตชะเดชเรืองกลุ , พรทิพย์จนัดีสาร, อ้อมใจ เนื่องเผอืก, สุดารตัน์โมระดา 2 1 โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอ านาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลน ้าปลีก อ าเภอเมืองอ านาจเจริญ จังหวัดอ านาจเจริญ อาจารย์ที่ปรึกษา: พรพรรณ ประพัฒน์พงษ์ E-mail: [email protected] ประเสริฐ ประสมรักษ์ E-mail:[email protected] บทคัดย่อ การวิจัยเชิงกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียวก่อนและหลังการทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเอง ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรม การดูแลตนเองต่อระดับนํ้าตาลในเลือด ของผู้ป่วยเบาหวาน ในชุมชนอนามัยสามัคคี ตําบลนํ้าปลีก อําเภอเมือง จังหวัดอํานาจเจริญ กิจกรรมแทรกแซงประกอบด้วย 1) อบรมให้ความรู้สู้เบาหวาน โดยใช้ สื่อวีดีโอ สื่อภาพ และโมเดลอาหารลดนํ้าตาลในเลือด 2) ชวนลดปริมาณข้าวเหนียวด้วยกระติ๊บน้อยรัก นะ 3) เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กําหนดขนาดตัวอย่างด้วยสูตรคํานวณขนาด ตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยสองกลุ่มไม่อิสระต่อกัน ได้เท่ากับ 36 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบ หลายขั้นตอน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .80 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิง พรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ด้วย Paired Sample t-test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคเบาหวาน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 83.5 มีอายุ ระหว่าง 41-60 ปี ร้อยละ 60.7 มีสถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 75.3 มีการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา ร้อย ละ 55.8 ประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 71.3 ภายหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการดูแล สุขภาพตนเองโดยรวมแตกต่างจากก่อนทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ p-value<.001 และรายด้านมี ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ได้แก่ พฤติกรรมด้านการบริโภคอาหาร (p-value=.018) และ ด้านการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง (p-value=.001) คะแนนเฉลี่ยค่าระดับนํ้าตาลในเลือด มีนัยสําคัญทาง สถิติ (p-value=.060) สรุปได้ว่า รูปแบบการส่งเสริมการดูแลตนเองในครั้งนี้ส่งผลต่อพฤติกรรมด้านการ บริโภคอาหารและการรักษาต่อเนื่อง และระดับนํ้าตาลในเลือด ดังนั้น ควรนําไปขยายผลในกลุ่มที่มี พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมและขาดนัด ขาดยา คําสําคัญ: พฤติกรรมการดูแลตนเอง, โรคเบาหวาน, ระดับนํ้าตาลในเลือด


102 Effect of Self-Care Behavior Promotion Program on Blood Sugar Levels of diabetic patients in the Samakkhi Community,Nam plik subdistrict, Muang District, Amantcharoen Province Natthawadee Sriaiam1, Kulaya Tohrayor1, Ravisara Juntarat1 Thanasorn Techadetruangkul2, Pornthip Chandeesarn2, Aomjai Nuang Puak2, Sudarat Morada2 1Bachelor of Public Health Program, Mahidol University Amnatchareon Campus 2Nam Plik Health Promoting Hospital Mueang Amnat Charoen District Amnat Charoen Province Advisor: Pornpan Prapatpong and Dr.Prasert Prasomruk E-mail: [email protected] Abstract The purposes of the quasi-experimental study using the one-group pretest-posttest design were to compare the averages of self-care behaviors before and after getting the selfcare behavior promoting program for blood sugar level among patients with Diabetes Mellitus at Anamai Samakkhee Community, Namplik Sub-District, Amnatcharoen Province. There were three activities as follows: 1) Educating the participants about the knowledge for handling Diabetes Mellitus by using video, picture media, and food models for reducing blood sugar 2) Persuading them to reduce sticky rice consumption by the sticky rice basket 3) Providing the stage for discussing and learning the results from changing behavior. The researchers determined the sample size calculation for comparing the averages of the two dependent samples, with 36 people. Multiple-stage sampling was used, and data collection was done through the questionnaire with a reliability of 0.80. Paired sample t-test was used for analyzing as inferential statistics and descriptive statistics were used for representing the participants’ baseline characteristics. The results of the study showed that most of the experimental groups were females (83.5%), aged was 41-60 year (60.7%), the largest part of participants was married (75.3), the education level in primary schools (55.8%) and the majority of occupation were agriculture (71.3%). After receiving program, self-care behavior scores were significantly difference (pvalue<0.001) including to consumption behavior, continuous care, and average of blood sugar level (p-value=0.018, p-value=0.001 and p-value=0.060, respectively). In conclusion, the self-care promoting program was affecting the consumption behavior, continuous care, and average blood sugar level. Therefore, it should be extended to the other group of people who had the inappropriate behavior of dietary, missing an appointment of treatment, and do not take medicine continually. Keywords: self-care behaviors, Diabetes, Blood sugar level


103 บทน า โรคเบาหวาน เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ไม่เพียงพอ ทําให้ไม่สามารถนํานํ้าตาลไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระดับนํ้าตาลในเลือดสูงขึ้น เกิดโรคแทรกซ้อนทางหลอดเลือดตามมา จนเป็นสาเหตุทําให้เกิดภาวะทุพพลภาพหรือเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังและเป็นโรคที่มีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุการเกิดโรคเบาหวานเกิด ได้จากหลายปัจจัย เช่น สาเหตุจากกรรมพันธุ์ ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือดสูง การ ดูแลตนเองไม่เหมาะสมในด้านต่างๆ เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม การไม่ออกกําลังกาย และการไม่ไปพบแพทย์ตามนัด ซึ่งโรคเบาหวานนับเป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของโลก1 ข้อมูลจาก สหพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation: IDF) รายงานว่า ในปี พ.ศ.2560 มีจํานวนผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลก 425 ล้านรายทั่วโลก มีกลุ่มเสี่ยงที่จะเปลี่ยนเป็นผู้ป่วยรายใหม่ จํานวน 318 ล้านราย และคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ.2583 จะมีผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 629 ล้านคน โดยพบว่าคนส่วนใหญ่อาศัยในทวีปเอเชีย2 นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานหากไม่รับการรักษา จะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต จากข้อมูลสถิติการเสียชีวิตของประชากรโลกของ องค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคเบาหวานเป็น 1 ใน 4 ของสาเหตุการเสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดต่อที่มาก ที่สุดคิดเป็น 1.6 ล้านคนของสาเหตุการเสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดต่อทั้งหมดและมีการคาดการณ์ว่าจะมี ผู้เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานเป็น 3.2 ล้านคน3 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโรคเบาหวานเป็นปัญหา ที่กําลังมีความรุนแรงมากขึ้น สําหรับประเทศไทย จากรายงานสถิติสาธารณสุขพบว่าอัตราป่วยด้วยโรคเบาหวานมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้น ในระหว่างปี พ.ศ.2559 - พ.ศ.2561 มีอัตราป่วยด้วยโรคเบาหวานเป็น 1292.79, 1344.95 และ 1439.04 คนต่อประชากรแสนคนตามลําดับ อัตราตายด้วยโรคเบาหวานพบเป็น 22.01, 21.96 และ 21.87 คนต่อประชากรแสนคน ซึ่งพบการเสียชีวิตในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย4 และในปีพ.ศ.2562 ประชากรไทยวัยผู้ใหญ่ป่วยเป็นโรคเบาหวานถึง 4.8 ล้านคน และมักเกิดภาวะแทรกซ้อนเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ในจังหวัดอํานาจเจริญมีอัตราป่ วยด้วยโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้นทุกปี เห็นได้ชัดจากข้อมูล จํานวนผู้ป่วยในปี พ.ศ.2559 - พ.ศ.2561 พบว่า มีอัตราป่วยด้วยโรคเบาหวานเป็น 1662.03, 1842.17 และ 1839.87 คนต่อประชากรแสนคน4 และมีอัตราการตาย ในปี พ.ศ.2559 - พ.ศ.2561 พบเป็น 31.32, 31.17 และ 25.59 คนต่อประชากรแสนคน ตามลําดับ5 สําหรับพื้นที่ตําบลนํ้าปลีกอําเภอเมือง อํานาจเจริญ จังหวัดอํานาจเจริญพบว่า จากข้อมูลปี พ.ศ.2560-2562 ตําบลนํ้าปลีก มีจํานวนผู้ป่ วย เบาหวานทั้งสิ้น 319 คน ซึ่งในชุมชนอนามัยสามัคคี หมู่ที่ 9 มีจํานวนผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด 36 คน จากการจัดประชาคมระดับความคิดครั้งที่ 1 ได้จัดลําดับความสําคัญของปัญหาในชุมชนอนามัย สามัคคี หมู่ที่9 ตําบลนํ้าปลีก อําเภอเมืองอํานาจเจริญ จังหวัดอํานาจเจริญ พบว่าปัญหาสําคัญ คือ โรคเบาหวาน ซึ่งชุมชนมีความพร้อมและต้องการที่จะแก้ไขปัญหาโรคเบาหวาน สําหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานการดูแลสุขภาพตนเองมีความจําเป็นอย่างยิ่ง เพราะหลักใน การรักษาโรคเบาหวานที่สําคัญ คือ ความร่วมมือของผู้ป่วยในการดูแลตนเองเพื่อการควบคุมภาวะของ โรค ได้แก่ การควบคุมอาหาร การออกกําลังกาย การจัดการความเครียด โดยเฉพาะการรับประทานยา


104 และการพบแพทย์6 นอกจากนี้ผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับการประเมินและควบคุมปัจจัยเสี่ยงเพื่อป้องกัน หรือลดการเกิดภาวะหรือโรคแทรกซ้อนในระยะยาว และควรมีการตรวจค้นหาโรคแทรกซ้อนในระยะ เริ่มแรกซึ่งยังไม่มีอาการแสดงออกเพื่อให้การรักษาที่เหมาะสม ทําให้สามารถยับยั้งการดําเนินของโรค หรือทําให้โรคแทรกซ้อนดีขึ้น ผู้ป่วยเบาหวานควรจะพบบุคลากรทางการแพทย์เพื่อทบทวนความเข้าใจ ถึงความร่วมมือและการมีส่วนร่วมในการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางของการรักษาโรคน่าจะนํามา สู่ผลการรักษาที่ดีขึ้นแบะการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ที่ลดลง ปัจจุบันการให้ความรู้โรคเบาหวานหรือ ที่เรียกว่า การช่วยเหลือสนับสนุนให้ผู้ป่ วยเบาหวานดูแลตนเอง (Diabetes Self - Management Support; DSMS) เริ่มเป็นที่แพร่หลาย และนิยมให้เป็นรายกลุ่ม ดังนั้น การให้ความรู้ สามารถสร้าง แรงจูงใจและเสริมพลังในการดูแลตนเองอย่างถูกต้องและนํามาสู่ผลการรักษาที่ดีขึ้น7 วตัถปุระสงคก์ารวิจยั 1. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองก่อนและหลังได้รับโปรแกรม การส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลตนเองต่อระดับนํ้าตาลในเลือด ของผู้ป่วย เบาหวานในชุมชนอนามัยสามัคคี ตําบลนํ้าปลีก อําเภอเมืองอํานาจเจริญ จังหวัดอํานาจ 2. เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างค่าระดับนํ้าตาลในลือดก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการ ส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลตนเองแลต่อระดับนํ้าตาลในเลือด ของผู้ป่วย เบาหวาน ในชุมชนอนามัยยสามัคคี ตําบลนํ้าปลีก อําเภอเมืองอํานาจเจริญ จังหวัดอํานาจเจริญ สมมุติฐานวิจยั 1. ภายหลังจากการเข้ารับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแล ตนเองต่อควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือด ส่งผลให้ผู้ป่วยเบาหวานมีพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้น 2. ภายหลังจากการเข้ารับโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองและการควบคุมระดับ นํ้าตาลในเลือด ส่งผลให้ผู้ป่วยเบาหวานมีค่าระดับนํ้าตาลในเลือดลดลง


105 กรอบแนวคิดวิจยั โปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแล ตนเองต่อระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยเบาหวานใน ชุมชนอนามัยสามัคคี ตำบลน้ำปลีก อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ กิจกรรมที่ 1 การส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองต่อระดับน้ำตาลในเลือดของ ผู้ป่วยเบาหวาน : อบรมให้ความรู้สู้เบาหวาน โดยใช้สื่อวีดีโอ สื่อภาพ และโมเดล อาหารลดน้ำตาลในเลือด กิจกรรมที่ 2 ชวนลดปริมาณข้าวเหนียวด้วยกระติ๊บน้อยรักนะ : จัดนวัตกรรมใน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตัวเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินที่ ถูกต้องและตามเป้าหมาย กิจกรรมที่ 3 เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม พฤติกรรมการดูแลตนเอง • พฤติกรรมการออกกำลัง กาย • พฤติกรรมการจัดการ ความเครียด • พฤติกรรมการดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และ การสูบบุหรี่ • พฤติกรรมการบริโภค อาหาร • พฤติกรรมการดูแลรักษา อย่างต่อเนื่อง ระดับค่าน้ำตาลในเลือดของ ผู้ป่วยเบาหวาน


106 วิธีการดา เนินวิจยั เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียวก่อนและหลังการทดลอง ( one-group pre-test posttest quasi-experimental study ) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรตัวอย่างศึกษาในประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป จํานวน 36 คน (เกณฑ์คัดเข้า ได้แก่ ผู้มีอายุ 35 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเป็นผู้ป่ วยเบาหวาน ชุมชนอนามัยสามัคคี ในพื้นที่ตําบลนํ้าปลีก อําเภอเมือง อํานาจเจริญ จังหวัดอํานาจเจริญ ผู้ป่วยมีความสมัครใจในการตอบแบบสอบถาม และสามารถสื่อสาร ภาษาไทยได้คํานวณขนาดตัวอย่าง ใช้สูตรเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย 2 กลุ่มที่ไม่อิสระต่อกัน แทนค่า Zα ที่ ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ด้วย 1.96 แทนค่า Zβ อํานาจการทดสอบ 80% ด้วย 0.84 แทนค่า ดัวย ความแตกต่างของพฤติกรรมดูแลสุขภาพตนเองโดยรวมก่อนและหลังการทดลอง เท่ากับร้อยละ 5611และแทนค่าเฉลี่ยของผลต่างคะแนนการปฏิบัติตัวในการดูแลตนเองก่อนและหลังการทดลอง d เท่ากับร้อยละ 1912 ได้ขนาดตัวอย่าง 54 คน แต่เนื่องด้วยจํานวนประชากรผู้ป่วยเบาหวาน ในชุมชน อนามัยสามัคคี หมู่ที่ 9 ตําบลนํ้าปลีก อําเภอเมืองอํานาจเจริญ จังหวัดอํานาจเจริญ ซึ่งผ่านเกณฑ์คัดเข้า คัดออกแล้วจํานวน มีเพียง 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจยั เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย คือ แบบสอบถามและประเมินที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น ซึ่งมีค่า ความเที่ยง (Reliability) เท่ากับ 0.80 ขั้นตอนการสร้างและพัฒนาเครื่องมือ ประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั ่วไป จ านวน 15 ข้อ ส่วนที่ 2 แบบสอบถามด้านพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ประกอบด้วย 6 ด้าน จ านวน 35 ข้อ คะแนนเต็ม 105 คะแนน ซึ่งทางผู้วิจัยได้ดัดแปลงมาจากงานวิจัยของสุปรียา เสียงดัง (2560) โดยข้อ ค าถามมีลักษณะเลือกตอบ ดังนี้ 3 คะแนน หมายถึง ปฏิบัติทุกวัน 2 คะแนน หมายถึง ปฏิบัติ 4-6 ครั้ง/สัปดาห์ 1 คะแนน หมายถึง ปฏิบัติ 1-3 ครั้ง/สัปดาห์ 0 คะแนน หมายถึง ไม่เคยปฏิบัติ เกณฑ์การแปลผลคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ได้แบ่งการให้คะแนนเป็น 3 ระดับ (อุ เทน ปัญโญ, 2553) ดังนี้ คะแนนเท่ากับหรือมากกว่า 84 หรือ ≥80%หมายถึง การปฏิบัติอยู่ในระดับดี คะแนนน 64 – 83 หรือ ≥60% -<80% ของคะแนนเต็ม หมายถึง การปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง คะแนน 0 – 63 หรือ <60% ของคะแนนเต็ม หมายถึง การปฏิบัติอยู่ในระดับไม่ดี


107 ส่วนที่ 3 ค่าระดับน ้าตาลในเลือด จะวัดค่าระดับน ้าตาลในเลือดก่อนและหลัง โดยใช้เครื่องตรวจ น ้าตาลในเลือด (DTX) ของผู้ป่วยเบาหวาน ในชุมชนอนามัยสามัคคี จ านวน 36 คน เครื่องมือในการทดลอง คือ โปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองและการควบคุม ระดับน ้ าตาลในเลือด ของผู้ป่ วยเบาหวาน ในชุมชนอนามัยสามัคคี ต าบลน ้ าปลีก อ าเภอเมือง อ านาจเจริญ จังหวัดอ านาจเจริญ ประกอบด้วย 3 กิจกรรม กิจกรรมที่1 การส่งเสริมพฤติกรรมการดแูลตนเองต่อระดบัน้ าตาลในเลือดของผ้ป่ วยเบาหวาน ู :อบรมให้ความรู้สู้เบาหวาน โดยใช้สื่อวีดีโอ สื่อภาพ และโมเดลอาหารลดน ้าตาลในเลือด กิจกรรมที่2 ชวนลดปริมาณข้าวเหนียวด้วยกระติบ๊น้อยรกันะ : จัดนวัตกรรมในการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการดูแลตัวเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินที่ถูกต้องและตามเป้าหมาย กิจกรรมที่3 เวทีแลกเปลีย่นเรียนร้ผูลการปรบัเปลีย่นพฤติกรรม การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ การทดสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา (Content validity) โดยผู้วิจัยน าแบบสอบถามส่ง ตรวจสอบเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3 คน และหาค่าความสอดคล้อง ก่อนน าแบบสอบถามไปใช้ ซึ่งค่าความเชื่อมั ่น โดยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟราของครอนบาค (Reliability Cronbach’s Coefficient Alpha) เท่ากับ 0.80 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ผู้วิจัยได้ท าการขออนุญาตจัดท าโครงการและท าหนังสือเสนอโครงการวิจัยแก่ทาง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลน ้าปลีก พร้อมหนังสือยินยอมการเข้าร่วมโครงการแก่กลุ่มตัวอย่าง 2. ผู้วิจัยได้ท าการชี้แจงวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการ พร้อมทั้งอธิบายขั้นตอนการ ด าเนินการโปรแกรม 3. ท าแบบสอบถามก่อนเริ่มท าโปรแกรม (Pre-test) และเจาะวัดระดับน ้าตาลในเลือด 4. จัดโปรแกรมและกิจกรรมให้ความรู้พฤติกรรมการดูแลตนเอง โดยการจัดท าโครงการ วันที่ 17 พฤษภาคม 2564 –31 พฤษภาคม 2564 เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ 5. เมื่อกลุ่มตัวอย่างได้เข้าร่วมโปรแกรมเป็นที่เรียบร้อย ได้มีการท าแบบทดสอบหลังโปรแกรม (Post-test) และเจาะวัดระดับน ้าตาลในเลือด 6. ผู้วิจัยได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้กับกลุ่มตัวอย่าง การวิเคราะห์ข้อมูล เมื่อรวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วนถูกต้อง แล้วน าข้อมูลมาประมวลผลด้วยโปรแกรมส าเร็จรูป SPSS ทางสถิติ ดังนี้


108 1. วิเคราะห์ข้อมูลทั ่วไปของกลุ่มตัวอย่าง คะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเอง โดยใช้สถิติเชิง พรรณนา (Descriptive statistics) ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. เปรียบเทียบความแตกต่างค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเอง และค่าเฉลี่ยระดับ น ้าตาลในเลือด ในก่อนและหลังการเข้ารับโปรแกรม โดยใช้สถิติเชิงอนุมาน ด้วยสถิติ Paired-Samples T-Test ก าหนดความมีนัยส าคัญทางสถิติที่ 0.05 การพิทกัษ์สิทธิข์องกลุ่มตวัอย่าง ผู้วิจัยจะพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมวิจัย การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยจะด าเนินการเก็บ ข้อมูล โดยชี้แจงและให้ข้อมูลแก่กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมอย่างชัดเจนครบถ้วนและให้ความเป็นอิสระในการ ตัดสินใจจะไม่ส่งผลกระทบในด้านลบต่อกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้วิจัยมีมาตรการในการรักษาความลับโดยใน แบบสอบถาม จะไม่มีการระบุชื่อ นามสกุล ที่อยู่ สถานที่ท างาน หรือข้อมูลต่างๆ ที่จะสามารถสื่อถึงตัว บุคคลผู้ตอบแบบสอบถามได้ ผู้วิจัยใช้เพียงรหัสชุดของแบบสอบถาม ผลการศึกษา 1. ข้อมูลทั่วไป จากการศึกษาข้อมูลทั ่วไปของกลุ่มทดลอง พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็น ร้อยละ 83.5 มีอายุระหว่าง 41-60 ปี ร้อยละ 60.7 (S.D.= 11.10) มีสถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ คิดเป็นร้อย ละ 75.3 มีการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา ร้อยละ 55.8 ประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 71.3 และมี ค่ามัธยฐานของรายได้ 3,000 บาทต่อเดือน (IQR=3,300) 2. เปรียบเทียบคะแนนเฉลีย่พฤติกรรมการดูแลตนเองก่อนและหลงัได้รับโปรแกรม ผล การวิเคราะห์พบว่าก่อนได้รับโปรแกรมค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองรายด้านของกลุ่ม มีค่า คะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมการดูแลตนเองอยู่ในระดับปานกลาง 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการออก ก าลังกาย ด้านการจัดการความเครียด ด้านการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ และด้านการรักษาอย่าง ต่อเนื่อง ส่วนด้านการบริโภคอาหารอยู่มนระดับดี หลังได้รับโปรแกรมพบว่าค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมม การดูแลตนเองเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับดี 2 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการบริโภคอาหาร และด้านการรักษาอย่าง ต่อเนื่อง และพบว่าค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ ด้านการบริโภค อาหาร เพิ่มขึ้น 1.33 คะแนน และค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่า ก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ 0.05 ได้แก่ ด้านการจัดการความเครียด ด้านการบริโภค อาหาร และด้านการรักษาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ภาพรวมของค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเอง หลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม เพิ่มขึ้น 9.52 คะแนน และมีนัยส าคัญทางสถิติ (p<0.001) ดังรายละเอียดดังตารางที่ 1


109 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริม ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลตนเองต่อระดับนํ้าตาลในเลือด ของผู้ป่วยเบาหวาน (n = 36 คน) พฤติกรรมการดูแลตนเอง ก่อนได้รับโปรแกรม หลังได้รับโปรแกรม t p-value Mean S.D. ระดับ Mean S.D. ระดับ พฤติกรรมการออกกําลังกาย 10.31 2.31 ปานกลาง 10.32 2.08 ปานกลาง 0.07 .840 พฤติกรรมการจัดการความเครียด 19.15 3.43 ปานกลาง 19.45 3.07 ปานกลาง 3.91 .059 พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์และ การสูบบุหรี่ 14.13 3.42 ปานกลาง 15.48 3.06 ปานกลาง 1.27 .186 พฤติกรรมการบริโภคอาหาร 25.54 6.83 ดี 26.87 7.55 ดี 2.56 .018 พฤติกรรมการดูแลรักษาอย่าง ต่อเนื่อง 6.53 5.02 ปานกลาง 7.03 5.33 ดี 3.53 .001 รวม 75.66 22.51 ปานกลาง 85.18 26.96 ดี 4.15 <.001 *มีนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05 3. เปรียบเทียบค่าระดับน ้าตาลในลือดก่อนและหลังได้รับโปรแกรม ผลการ วิเคราะห์พบว่าก่อนได้รับโปรแกรมคะแนนเฉลี่ยค่าระดับนํ้าตาลในเลือด เท่ากับ 109.69 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 7.52 และหลังได้รับโปรแกรม พบว่าคะแนนเฉลี่ยค่าระดับนํ้าตาลในเลือด เท่ากับ 102.31 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 6.45 เมื่อเปรียบเทียบค่าระดับนํ้าตาลในเลือด พบว่ามีค่าเฉลี่ย ลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p=0.060) ดังรายละเอียดดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบความแตกต่างค่าระดับนํ้าตาลในเลือดก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริม ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลตนเองต่อระดับนํ้าตาลในเลือด ของผู้ป่วยเบาหวาน (n = 36 คน) ค่าระดับนํ้าตาลในเลือด Mean S.D. t df p-value ก่อนได้รับโปรแกรม 109.69 7.52 3.220 34 .060 หลังได้รับโปรแกรม 102.31 6.45 *มีนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05


110 อภิปรายผล จากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองก่อนและหลังได้รับโปรแกรม พบว่า พฤติกรรมการดูแลตนเองด้านการจัดการความเครียด ด้านการบริโภคอาหาร และด้านการรักษาอย่าง ต่อเนื่อง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติทั้ง 2 ด้าน ซึ่งด้านการบริโภคอาหาร มีค่าคะแนน เฉลี่ยหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.018) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของสุทิศา สงวนสัจ8 ศึกษาส่งเสริมโภชนาการต่อพฤติกรรมการ บริโภคอาหารเพื่อควบคุมค่าระดับนํ้าตาลในผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าโปรแกรมการส่งเสริมโภชนาการที่ ประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเอง มีส่วนทําให้พฤติกรรมการบริโภคอาหารดีขึ้น ส่งผลให้ค่า ระดับนํ้าตาลในเลือดลดลง และด้านการรักษาอย่างต่อเนื่อง มีค่าคะแนนเฉลี่ยหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่า ก่อนได้รับโปรแกรม และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.001) ซึ่งสอดคล้องกับ งานวิจัยของ สมมาศ วิไลประสงค์9 ศึกษาเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารในผู้ป่วย โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง พบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยในด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ก่อน และหลังการทดลองแตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.005) พฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวม พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ(p<0.001) และมีความสอดคล้องกับงานวิจัยของดารณี ทอง สัมฤทธิ์ และคณะ10 ศึกษาโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพต่อความสามรถในการดูแลตนเอง ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน พบว่า ค่าแนนเฉลี่ยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพก่อนและหลังการได้รับ โปรแกรม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.001) จะเห็นได้ว่าการดูแลตนเองเป็นการ กระทําที่จงใจ และมีเป้าหมายที่บุคคลกระทําเพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิต สุขภาพ และความผาสุก โดยผู้ที่ทราบ ว่าตนเองเจ็บป่วย จะมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้ดีขึ้น อาจเกิดจากการเรียนรู้ ค่าระดับนํ้าตาลในเลือด พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยของระดับค่านํ้าตาลในเลือดก่อนได้รับ โปรแกรมสูงกว่าหลังได้รับโปรแกรม ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p=0.060) ซึ่งไม่ สอดคล้องกับการศึกษาของทรงเดช ยศจํารัส และปาริชา นิพพานนท์11 ที่ใช้กระบวนการให้กลุ่มตัวอย่าง ได้ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาความสามารถในการดูแลตนเอง พบว่าค่าเฉลี่ยผลต่างของระดับนํ้าตาลมีความ แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.01) เนื่องจากการจัดทําโปรแกรมมีระยะเวลาที่สั้น และด้วย การอยู่ในบริบททางสังคมที่มีต้นทุน สิ่งแวดล้อม ความเชื่อ เหมือนกัน และช่วงวัยใกล้เคียงกัน จึงทําให้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองในด้านต่างๆ และค่าระดับนํ้าตาลในเลือด ไม่แตกต่างกันอย่าง ชัดเจน การน าผลวิจยัไปใช้ 1. ควรนําไปขยายผลในกลุ่มที่มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม และขาดนัด ขาดยา ไปยังกลุ่มเสี่ยงรายอื่นอย่างครอบคลุมในพื้นที่


111 2. ควรมีการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองในกลุ่มโรคไม่ติดต่ออื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เนื่องจากมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมสุขภาพของบุคคล ซึ่งจะส่งผลให้มีการ ปฏิบัติตัวในการดูแลตนเอง เพื่อลดปัญหาสุขภาพนั้นๆ ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิผลดียิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะในการทา วิจยัครงั้ต่อไป 1. ควรศึกษาและติดตามภาวะสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ เพื่อดูความต่อเนื่องและ ความยั่งยืนของผลลัพธ์ จากการดูแลตนเองตามโปรแกรมปรับเปลี่ยนสุขภาพ และควรทําวิจัยเชิง คุณภาพ เพื่อให้ได้ข้อมูลเรื่องการดูแลตนเอง หลังจากการได้รับโปรแกรมแล้ว บุคคลได้นําไปปรับใช้ให้ เหมาะสมกับการดําเนินตนเองอย่างไร 2. การศึกษาครั้งต่อไปควรมีการจัดทําวิจัยเชิงเปรียบเทียบสองกลุ่มในการศึกษา เพื่อพัฒนา โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลตนเอง โดยจัดกิจกรรมกลุ่มเน้นการ สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อให้เกิดความตระหนัก และร่วมกันตั้งเป้าหมายสุขภาพ การขับเคลื่อน เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเละสร้างนวัตกรรม และความมุ่งมั่นเกิดพลังและความยั่งยืนต่อไป กิตติกรรมประกาศ การวิจัยครั้งนี้สําเร็จได้ด้วยความกรุณาหลายส่วน ผู้วิจัยขอขอบพระคุณอาจารย์ ดร. พรพรรณ ประพัฒน์พงษ์ และอาจารย์ ดร.ประเสริฐ ประสมรักษ์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษา และให้คําแนะนํา ข้อคิด และให้ ความช่วยเหลือด้านวิชาการ ตลอดจนตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องทําให้การศึกษาครั้งนี้มีความสมบูรณ์ มากยิ่งขึ้น ขอขอบคุณอาจารย์ธนสร เตชะเดชเรืองกุล และบุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลนํ้า ปลีก อําเภอเมืองอํานาจเจริญ จังหวัดอํานาจเจริญ ที่ให้ความอนุเคราะห์ข้อมูลประชากรในตําบลนํ้าปลีก ตลอดจนให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ท้ายที่สุดต้องขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือที่มิได้ กล่าวมาในที่นี้ ทําให้ผู้วิจัยสามารถจัดทําการศึกษาวิจัยครั้งนี้ประสบความสําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ เอกสารอ้างอิง 1. สุปรียา เสียงดัง. พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับนํ้าตาลใน เลือดไม่ได้. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ [อินเทอร์เน็ต]. 2562 [เข้าถึงเมื่อ 2564 พฤษภาคม 29] 2. ชูหงส์ มหรรทัศนพงศ์. ปัจจัยที่สัมพันธ์กับเบาหวานชนิดที่ 2 ในประชาชนทั่วไปอายุ 15 ปีขึ้นไป ใน เครือข่ายหน่วยปฐมภูมิของโรงพยาบาลสุรินทร์. วารสารศูนย์การศึกษาแพทยศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลพระปกเกล้า [อินเทอร์เน็ต]. 2562 [เข้าถึงเมื่อ 2564 พฤษภาคม 29]


112 3. สํานักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แผนงานควบคุมโรคไม่ติดต่อ ปี 2560 – 2564 [อินเทอร์เน็ต]. 2561 [เข้าถึงเมื่อ 2564 พฤษภาคม 29] 4. องค์การอนามัยโลก. สาเหตุการเสียชีวิต 10 อันดับแรกทั่วโลก. [อินเทอร์เน็ต]. 2561 [เข้าถึงเมื่อ 2564 พฤษภาคม 23] 5. สํานักงานสถิติจังหวัดอํานาจเจริญ. รายงานสถิติจังหวัดอํานาจเจริญ พ.ศ.2561 [อินเทอร์เน็ต]. 2561[ เข้าถึงเมื่อ 2564 พฤษภาคม 29] 6. วิกริชตรา โปร่งจิต. ข้อมูลทั่วไปตําบล 2562. เมืองอํานาจเจริญ: โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล; 2563. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล 7. วรพจน์ พรหมสัตยพรต, สุมัทนา กลางคาร, ประพิมพรรณ ประวัง. การดูแลตนเองของผู้ป่ วย โรคเบาหวานประเภทที่ 2 ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลนาจาน อําเภอนําเยีย จังหวัด อุบลราชธานี. วารสารมหาวิทยาลัยมหาสารคาม. [อินเทอร์เน็ต]. 2560 [เข้าถึงเมื่อ 2564 พฤษภาคม 29] 8. สุทิศา สงวนสัจ. การส่งเสริมโภชนาการต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อควบคุมค่าระดับนํ้าตาลใน ผู้ป่วยเบาหวาน. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี [อินเทอร์เน็ต]. 2562 [เข้าถึงเมื่อ 2564 พฤษภาคม 23] 9. สมมาศ วิไลประสงค์. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารในผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรค ความดันโลหิตสูง จังหวัดหนองบัวลําภู. [อินเทอร์เน็ต]. 2563 เข้าถึงเมื่อ 2563 พฤษภาคม 23] 10. ดารณี ทองสัมฤทธิ์ และคณะ. โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพต่อความสามรถใน การดูแลตนเองของผู้ป่ วยโรคเบาหวาน. อําเภอเพลง จังหวัดราชบุรี. วารสารวิทยาลัยพยาบาล พระปกเกล้า จันทบุรี. [อินเทอร์เน็ต]. 2560 [เข้าถึงเมื่อ 2564 พฤษภาคม 23] 11. ทรงเดช ยศจํารัส และปาริชา นิพพานนท์. ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานในตําบลวัดเพลง อําเภอวัดเพลง จังหวัด ราชบุรี[อินเทอร์เน็ต]. 2563 [เข้าถึงเมื่อ 2563 สิงหาคม 29] 12. อนุชา คําไสว, ธวัชวงศ์ชัย ไตรทิพย์, ชาญชัยณรงค์ ทรงคาศรี. ผลของโปรแกรมส่งเสริม สุขภาพในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ตําบลสง เปลือย อําเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ [อินเทอร์เน็ต]. 2563 [เข้าถึงเมื่อ 2563 สิงหาคม 23


113 ผลของโปรแกรมออกกำลังกายโดยประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านรำวงฝูงปลาร่วมกับสื่อสปอต พื้นบ้านสานสุขในผู้ป่วยเบาหวานบ้านแก้งกฐิน ตำบลนาหมอม้า อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ กรชนก ม่วงศรี, ณัฐริกา ลาดคอมมอม, ปวีณา เทศนนท์ สาขาสาธารณสุขศาสตร์ คณะโครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ อาจารย์ที่ปรึกษา: อ.ดร.ประเสริฐ ประสมรักษ์ E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยแบบกึ่งทดลองในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมออกกกำลังกายโดยประยุกต์ ท่าออกกำลังกายจากภูมิปัญญาพื้นบ้านรำวงฝูงปลาร่วมกับการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานผ่านสื่อสปอต พื้นบ้านสานสุขต่อความรู้ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองและค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวาน โปรแกรมประกอบด้วย 1) รวมกลุ่มออกกำลังกายด้วยรำวงฝูงปลาภูมิปัญญาพื้นบ้าน ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ วันละ 30 นาที 2) ใช้สื่อสปอตพื้นบ้านผ่านหอกระจายข่าวเช้า-เย็น ในประเด็นความรู้ ความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับการดูแล ตนเอง 3) คัดเลือกคนต้นแบบอ่อนหวานและจัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความสำเร็จ คำนวณขนาด ตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยสองกลุ่มที่อิสระต่อกันได้ 30 คนต่อกลุ่ม สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บ ข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .99 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิง อนุมานด้วย Wilconxon signed rank t-test และ Mann-Whitney U-test ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยภาพรวม เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<.001 และ p-value=.001) เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการดูแลตนเอง รายด้าน พบว่า ด้านการบริโภคอาหาร ด้านการออกกำลังกาย และด้านการจัดการความเครียดมีค่าเฉลี่ย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value=.010, p-value <.001, p-value=.021 ตามลำดับและมีระดับ น้ำตาลในเลือดเฉลี่ยลดลงจาก 128.5 (S.D.=44.95) เป็น 127.2 (S.D=43.86) อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อ เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมพบว่า ภายหลังการทดลองคะแนนเฉลี่ยความรู้ของกลุ่ม ทดลองมากกว่าควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p-value<.001) แม้ก่อนทดลองกลุ่มควบคุมจะมีคะแนน ความรู้สูงกว่ากลุ่มทดลอง ส่วนคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมโดยรวม ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย มากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value<.001 ดังนั้นโปรแกรมออกกำลังกายด้วยรำวงฝูงปลา ร่วมกับสื่อสปอตพื้นบ้านสานสุข ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ส่งผลให้ผู้ป่วยเบาหวานมีความรู้และ พฤติกรรมดูแลตนเองที่ดีขึ้น จึงควรนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ที่จะส่งผลต่อระดับน้ำตาล ในเลือดต่อไป คำสำคัญ: โรคเบาหวาน, โปรแกรมออกกำลังกาย, สื่อสปอต, ภูมิปัญญาพื้นบ้าน


114 The effects of local wisdom program, "Fhung-Plathai folk dance exercise" combined with San-Sukspot media in Diabetes patients on Na-Mor-Ma subdistrict, Muang Amnatcharoen District, Amnatcharoen Province Kornchanok Muangsri1 , Nattharika Latkhommom1 , Paweena Thetnon1 Public Health, Mahidol University Amnatchareon Campus *Advisor: Prasert Prasomruk, PhD1 E-mail: [email protected] Abstract The objective of this quasi-experimental research was to compare the knowledge, selfcare behavior and fasting blood sugar in diabetic patients before and after participation in the program. The program consisted of 1) 30 minutes of Fhung- PlaThai folk dance exercise, 5days/week 2) 6 spots media on radio broadcast about diabetes in the community for 2 times/day and 3) Selecting a role model to share succession experiences about reduce blood sugar level. The sample size was calculated by compare the mean of two independent groups, 30 people/group by using clustered random sampling. Data were collected by questionnaire with 99% confidence and analyzed by descriptive and inferential statistics by Wilconxon signed rank t-test statistics and Mann-Whitney U-test After the trial, the mean scores of knowledge and self-care behaviors were statistically significantly increased ( p- value<. 001 and p- value = . 001) . The aspect of self-care behaviors found that food consumption, exercise and stress management showed were statistically significantly increased mean scores (p-value=.010, <.001 and .021, respectively). The mean of blood sugar level was decreased from 1 2 8 . 5 (S.D. =44. 95) to 1 2 7 . 2 (S.D.=43. 86), not statistically significantly. The comparison of the experimental and control groups found that the mean score of knowledge and the overall behavior of the experimental group was statistically significantly higher than the control after the experiment (p-value<.001). Therefore, the "Fhung-Pla" Thai folk dance exercise combined with "San-Suk" spot media programs were resulting in improved knowledge and self- care behavior and should be applied in continuous patient care which affect to the blood sugar level. Keywords: Diabetes, Exercise Program, Media Spots, local Wisdom


115 บทนำ เบาหวานเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2564 มีผู้ป่วยโรคเบาหวานมากกว่า 460 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นถึง 578 ล้านคนภายในปี 2573 โดยในปี 2562 ปีเดียว โรคเบาหวานส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 4.2 ล้านคน และก่อให้เกิดรายจ่ายด้านสุขภาพกว่า 237 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมดทั่วโลก ผลกระทบของ โรคเบาหวานชัดเจนมากยิ่งขึ้นในปี 2564 เนื่องจากพบว่าในบางภูมิภาคของโลก ครึ่งหนึ่งของผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นผู้ป่วยเบาหวาน (สหพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติ, 2563) สหพันธ์เบาหวานนานาชาติได้คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ.2583 ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยเบาหวานสูงถึง 5.3 ล้านคน (ปิยะสกล สกลสัตยาทร, 2560) ในแต่ละวันจะมี ผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานเป็นจำนวน 200 รายหรือ 8 รายต่อชั่วโมง มีเพียงร้อยละ 10 ของผู้ป่วยเบาหวานที่ มีชีวิตอยู่โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ประเทศไทยมียอดผู้เสียชีวิตด้วยโรคเบาหวานปีละกว่า 8,000 คน (โรงพยาบาลกรุงเทพ,2564) ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศทำให้กระทรวงสาธารณสุข ระบุให้โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในโรคที่ต้องให้ความสำคัญในด้านการป้องกันและรักษา ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (ด้านสาธารณสุข) (สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข,2561) ในจังหวัดอำนาจเจริญโรคเบาหวานเป็นสาเหตุการป่วยสูงที่สุด 5 อันดับแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2558-2563 ในปีพ.ศ.2563 พบว่าโรคเบาหวานเป็น 1 ใน 5 สาเหตุการป่วยของผู้ป่วยนอกซึ่งมีจำนวน 95,113 ราย และมี อัตราการตายต่อแสนประชากร คิดเป็น 10,366 จำแนกเป็นเพศชายคิดเป็น 43,076ต่อแสนประชากร เพศ หญิง คิดเป็น 5,692ต่อแสนประชากร สำหรับพื้นที่ตำบลนาหมอม้า อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ จาก ข้อมูลปี พ.ศ.2560-2562 โรคเบาหวานมีอัตราการตายเพิ่มขึ้นเป็น 60.63,60.65 และ 80.84 ต่อแสนประชากร ตามลำดับ จากข้อมูลเพื่อตอบสนอง Service Plan สาขาโรคไม่ติดต่อ (NCD DM,HT,CVD) ร้อยละของผู้ป่วย หวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ในพื้นที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาหมอม้า ย้อนหลัง 5 ปี (ตั้งแต่ปีพ.ศ.2559–2563) พบว่าร้อยละของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีอยู่ที่ 20.00, 22.12, 15.92, 14.81, 23.72 ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมาย (เกณฑ์เป้าหมายคือมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 40) โดยในปี 2564 ตำบลนาหมอม้ามีจำนวนผู้ป่วยเบาหวานทั้งสิ้น 254 คน (กระทรวงสาธารณสุข HDC Dash board, 2564) ข้อมูลในปี พ.ศ.2560-2562 พบว่าผู้ป่วยเบาหวานในพื้นที่ตำบลนาหมอม้าที่ไม่สามารถควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือดได้มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 77.88, 84.08 และ 85.19 ตามลำดับ และการที่ผู้ป่วย เบาหวานไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยังส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา โดยข้อมูลในปี พ.ศ.2561-2563 มีจำนวนผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนสะสม คิดเป็นร้อยละ 22.35, 30.59 และ 36.47 ตามลำดับซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้อาจเกิดจากการปฏิบัติตัวไม่


116 เหมาะสม ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรืออาจมีปัญหา และอุปสรรคที่ทำให้ปฏิบัติตัวไม่ได้ตามคำแนะนำของแพทย์ (อุสา พุทธรักษ์ และเสาวนันท์ บำเรอราช, 2557) ซึ่งสอดคล้องกับแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพของ Becker ที่เชื่อว่าการรับรู้ของบุคคลเป็นตัวบ่งชี้พฤติกรรม เมื่อบุคคลนั้นเกิดการเจ็บป่วยก็จะปฏิบัติตนแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง ได้แก่ ปัจจัยการ รับรู้โอกาสเสี่ยงของการเป็นโรค การรับรู้ความรุนแรงของโรค การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันและรักษาโรค การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติ ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพผู้ป่วยเบาหวานได้ รวมถึงเป็นการเสริมศักยภาพให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการจัดการดูแลปัญหาสุขภาพได้ด้วยตนเองอย่าง เหมาะสมและยั่งยืน (ดวงหทัย แสงสว่าง, อโนทัย ผลิตนนท์เกียรติ และนิลาวรรณ งามขำ, 2561) จากการศึกษาชุมชนเบื้องต้น ในบ้านแก้งกฐินตำบลนาหมอม้า อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ พบว่า มีประชากรที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานจำนวน 30 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.7 ของประชากรทั้งหมดในหมู่บ้าน พบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุของการที่ผู้ป่วยเบาหวานในชุมชนนี้ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้อันดับหนึ่งคือ การ มีทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ร้อยละ 67.86 รองลงมาคือขาดการออกกำลังกาย เนื่องจากไม่มี เพื่อนหรือผู้นำ ร้อยละ100 ขาดอุปกรณ์ในการออกกำลังกาย ร้อยละ 96.66 มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานไม่ เพียงพอ ร้อยละ 53.57 และการมีพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม ร้อยละ 32.37 ตามลำดับ และเมื่อนำมา ทดสอบทางสถิติ พบว่า การออกกำลังกายมีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .006 (OR=29.33) ดังนั้น จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าเป็นปัจจัยที่จะต้องได้รับ การแก้ไข จากการทบทวนวรรณกรรม พบว่า ผลการศึกษาโปรแกรมการให้ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน ส่งผลให้ ระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง ลดลงหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการให้ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน อาจเป็น เพราะโปรแกรมการให้ความรู้เรื่องโรคเบาหวานถูกนำมาปฏิบัติดูแลต่อผู้ป่วย (ณัฐภัสสร เดิมขุนทด และ ประสิทธิ์ ลีวัฒนภัทร, 2560) และผลของโปรแกรมการออกกำลังกายโดยใช้ท่ารำพื้นบ้านอีสาน ส่งผลให้ระดับ น้ำตาลในเลือดต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม ทั้งนี้เนื่องจากการออกกำลังกายที่เหมาะสมและถูกต้องอย่าง สม่ำเสมอร่วมกับการควบคุมอาหารและการใช้ยาที่เหมาะสมไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี แต่ยังสามารถป้องกันและลดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานที่จะเกิด ตามมาได้ด้วย สำหรับชนิดของการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หลักสำคัญซึ่งจะทำให้ได้รับประโยชน์ จากการออกกำลังกายมากที่สุด คือ การออกกำลังกายด้วยกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายที่ต้องใช้กล้ามเนื้อ มัดใหญ่ๆ ในแขน ขา และลำตัวอย่างต่อเนื่องให้นาน 30 นาทีขึ้นไป อย่างน้อย 3-5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งสามารถ ทำได้หลายวิธี ตัวอย่างเช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำหรือเดินในน้ำ รำมวยจีน ทำกายบริหารหรือเต้นแอโรบิค เป็นต้น จะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญกลูโคสด้วยขบวนการที่ใช้ออกซิเจนเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นการฝึก ร่างกายด้วยการกระตุ้นให้ระบบหลอดเลือด หัวใจ และปอดมีการนำส่งออกซิเจนไปให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ


117 รอบๆ มากขึ้นด้วยการเผาผลาญไขมันมากขึ้นแต่สงวนการใช้แป้งที่สะสมไว้ในตับและกล้ามเนื้อ (กิตติภูมิ ภิญโย และคณะ, 2562) ผู้วิจัยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้มีการประยุกต์ท่าออกกำลังกายจากภูมิปัญญา พื้นบ้านรำวงฝูงปลาให้เหมาะสมเพื่อใช้ในกิจกรรมการออกกำลังกายเนื่องจากเป็นสิ่งที่ชุมชนมีความคุ้นชิน มี การสืบทอดกันมาในงานประเพณีพื้นบ้านและเป็นการเพิ่มความสนุกสนานรื่นเริงให้แก่ผู้เข้าร่วม รวมถึงการให้ ความรู้ผ่านสื่อสปอตพื้นบ้านสานสุข ซึ่งมีการออกแบบสื่อให้เหมาะสม มีการใช้ภาษาท้องถิ่นเพื่อให้เกิดความ เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น โดยออกอากาศผ่านหอกระจายข่าวหมู่บ้านเพื่อเป็นเสริมสร้างความรู้ทัศนคติและพฤติกรรม การดูแลตนเองที่สอดคล้องกับแนวคิดวีถีชีวิตปกติใหม่ (New Normal) และบริบทของชุมชน และนำไปสู่การ แก้ปัญหาการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ของผู้ป่วยเบาหวานตลอดจนนำข้อมูลที่ได้จากการวิจัย นำไป เป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและเป็นแนวทางการสร้างเสริมสุขภาพให้กับคนในชุมชนต่อไป วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานของผู้ป่วยเบาหวาน ก่อนและหลังเข้า ร่วมโปรแกรมและระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง 2. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ก่อนและหลัง เข้าร่วมโปรแกรม และระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง 3. เพื่อเปรียบเทียบระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน บ้านแก้งกฐินตำบลนาหมอม้า ก่อนและ หลังเข้าร่วมโปรแกรมและระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง คำถามวิจัย 1. คะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานของผู้ป่วยเบาหวาน ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมและ ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมแตกต่างกันหรือไม่ 2. คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม และระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมแตกต่างกันหรือไม่ 3. ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม และระหว่างกลุ่มทดลอง กับกลุ่มควบคุมแตกต่างกันหรือไม่ สมมติฐานการวิจัย


118 1. ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมออกกำลังกายโดยประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านรำวงฝูงปลาร่วมกับ สื่อสปอตพื้นบ้านสานสุขผู้ป่วยเบาหวานมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วม โปรแกรมและมากกว่ากลุ่มควบคุม 2. ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมออกกำลังกายโดยประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านรำวงฝูงปลาร่วมกับ สื่อสปอตพื้นบ้านสานสุข มีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้นกว่าก่อน เข้าร่วมโปรแกรมและมากกว่ากลุ่มควบคุม 3. ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมออกกำลังกายโดยประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านรำวงฝูงปลาร่วมกับ สื่อสปอตพื้นบ้านสานสุข ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานลดลงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมและลดลง มากกว่ากลุ่มควบคุม กรอบแนวคิดในการศึกษา แนวคิดที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (Health belief model) ของ Becker (1974) ประกอบด้วย 1) การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเป็นโรค (Perceived Susceptibility) 2) การรับรู้ความ รุนแรงของโรค (Perceived Severity) 3) การรับรู้ประโยชน์ของการรักษาและป้องกันโรค (Perceived Benefits) 4) การรับรู้ต่ออุปสรรค (Perceived Barriers) นำมาออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายโดย ประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านรำวงฝูงปลา และให้ความรู้เรื่องโรคเบาหวานผ่านสื่อสปอต เพื่อมุ่งหวังให้ผู้ป่วย เบาหวานมีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานมากยิ่งขึ้น มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม และส่งผลให้ระดับน้ำตาลใน เลือดลดลง ดังภาพที่ 1


119 ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการศึกษา วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi experimental research) แบบสองกลุ่มวัดก่อน และหลังการทดลอง (Two Group Pretest-Posttest Design) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรศึกษาคือ ผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ ที่อาศัยอยู่ในตำบลนาหมอม้า อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ 254 คน กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ ที่อาศัยอยู่ในตำบลนาหมอม้า อำเภอ เมือง จังหวัดอำนาจเจริญ โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างคำนวณโดยใช้สูตรการหาขนาดตัวอย่างเพื่อ เปรียบเทียบค่าสัดส่วน 2 กลุ่ม กำหนดระดับความเชื่อมั่นที่ 95% อำนาจการทดสอบ 90% อ้างอิงค่าสัดส่วน กลุ่มทดลองเท่ากับ 30.26 และอ้างอิงค่าสัดส่วนกลุ่มควบคุมเท่ากับ 29.73 (อภิชาต กตะศิลา, สุกัญญา ลีทองดี และประเสริฐ ประสมรักษ์, 2560) ได้ขนาดตัวอย่างเท่ากับ 24 คนต่อกลุ่มและเผื่ออัตราการ ถอนตัวร้อยละ 25% และคัดเลือกโดยผ่านเกณฑ์คัดเข้าคือ 1) เป็นผู้ป่วยเบาหวาน 2) อาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชน บ้านนาหมอม้า และชุมชนบ้านแก้งกฐิน ตำบลนาหมอม้า อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ เกณฑ์คัดออกคือ 1) ผลของโปรแกรมออกกำลังกายโดยประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน รำวงฝูงปลาร่วมกับสื่อสปอตพื้นบ้านสานสุขในผู้ป่วยเบาหวาน 1. ให้ความรู้และส่งเสริมทัศนคติเกี่ยวกับโรคเบาหวานผ่านสื่อสปอต - สปอตที่ 1 เบาหวานน่ารู้ - สปอตที่ 2 เสี่ยงอยู่รู้มั้ยเธอ - สปอตที่ 3 คิดแบบนี้ดีจริงหรือ? - สปอตที่ 4 หยุดยากระทบไต - สปอตที่ 5 กินอย่างไรให้คุมอยู่ - สปอตที่6 ออกกำลังกายแบบไหนถึงได้ผลดี 2. สาธิตและร่วมออกกำลังกายโดยใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านรำวงฝูงปลา วันจันทร์-วันศุกร์ วันละ 30 นาที ในช่วงเวลา 17.00 – 17.30 น. 3. คนต้นแบบ “คนอ่อนหวาน ประจำบ้านแก้งกฐิน” - ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน - พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ตนเอง - ระดับน้ำตาลในเลือดของ ผู้ป่วยเบาหวาน (DTX)


120 ไม่ยินดีเข้าร่วมโครงการ 2) มีความบกพร่องทางร่างกายการคัดเลือกกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมใช้วิธีการสุ่ม ตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) โดยการจับฉลากมา 2 หมู่บ้าน โดยจัดให้ผู้ป่วยเบาหวานในชุมชนบ้าน นาหมอม้าเป็นกลุ่มควบคุมซึ่งผ่านเกณฑ์คัดเข้าและเกณฑ์คัดออก จำนวน 30 คน และผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน บ้านแก้งกฐินเป็นกลุ่มทดลอง ซึ่งผ่านเกณฑ์คัดเข้าและเกณฑ์คัดออก จำนวน 30 คนเก็บรวบข้อมูลระหว่าง เดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2564 เครื่องมือในการวิจัย 1. กิจกรรมแทรกแซง 1) กิจกรรมให้ความรู้และส่งเสริมทัศนคติเกี่ยวกับโรคเบาหวานผ่านสื่อสปอตทั้งหมด 6 สปอต โดยใช้ ออกอากาศสัปดาห์ละ 2 สปอตผ่านหอกระจายเสียงของชุมชนเวลา 07.30 – 07.40 น. และ 16.50 – 17.00 น. แต่ละสปอตมีเนื้อหาแตกต่างกัน ดังนี้ สปอตที่ 1 เบาหวานน่ารู้: ความรุนแรงของโรค อาการของโรค แนวทางการดูแลตนเอง สปอตที่ 2 เสี่ยงอยู่รู้มั้ยเธอ:กลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับ โรคเบาหวาน สปอตที่ 3 คิดแบบนี้ดีจริงหรือ?: กินยาเบาหวานแล้วไม่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรักษา เบาหวานด้วยสมุนไพร สปอตที่ 4 หยุดยากระทบไต: การหยุดรับประทานยา การลด/เพิ่มยาด้วยตนเอง สปอตที่ 5 กินอย่างไรให้คุมอยู่:อาหารที่รับประทานได้ อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง การรับประทานผลไม้ สปอตที่ 6 ออกกำลังกายแบบไหนถึงได้ผลดี: รูปแบบการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ข้อดีของการออกกำลังกาย และข้อควรระวังของการออกกำลังกาย 2) กิจกรรมพาผู้ป่วยเบาหวานออกกำลังกาย 30 นาทีรวมการยืดเหยียดกล้ามเนื้อทั้งก่อนและหลังการ ออกกำลังกาย โดยท่าออกกำลังกายบางส่วนได้ประยุกต์มาจากภูมิปัญญาพื้นบ้านรำวงฝูงปลา 3) กิจกรรมแลกเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคมระดับน้ำตาลได้ต่อ ผู้ป่วยเบาหวานคนอื่นๆ 2. เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล 1)แบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นทั้งหมด 52ข้อ มีค่า IOC เท่ากับ 0.99 ค่าความเที่ยง (Reliability) เท่ากับ 0.81 โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ (1) ข้อมูลทั่วไป ประกอบด้วย ข้อคำถามจำนวน 6 ข้อ ประกอบด้วย อายุ เพศ สถานภาพ สมรส ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ แปลผลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและร้อยละ


121 (2) พฤติกรรมการดูแลตนเอง ประกอบด้วยข้อคำถามเชิงบวก จำนวน 33 ข้อ โดยลักษณะ คำตอบเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ เป็นประจำ (4 คะแนน) บ่อยครั้ง (3 คะแนน) บางครั้ง (2 คะแนน) น้อยครั้ง (1 คะแนน) ไม่เคย (0 คะแนน) แบ่งเป็น 5 ด้าน (3) ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน เป็นแบบทดสอบแบบถูกผิด จำนวน 13 ข้อ แปลผลเป็นมี ความรู้เพียงพอ และมีความรู้ต่อโรคเบาหวานไม่เพียงพอโดยมีเกณฑ์การให้คะแนน (Bloom, 1975) ดังนี้ 0.0–10.3 หมายถึง มีความรู้ไม่เพียงพอ 10.4–13.0 หมายถึง มีความรู้เพียงพอ 2) ระดับน้ำตาลในเลือดจากการตรวจด้วยวิธี Dextrostix แปลผลออกเป็น ควบคุมระดับน้ำตาลได้ และควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ การเก็บรวบรวมข้อมูล คณะผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ดังนี้ (1) เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนการทดลองคณะผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนการทดลองโดยใช้แบบ สัมภาษณ์ ประกอบด้วยข้อมูลทั่วไป พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน และเจาะเลือดวัดระดับน้ำตาลในเลือดของทั้งกลุ่มทดลองและกลุมควบคุม (2) เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างการทดลองคณะผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างการทดลองโดยใช้เจาะ เลือดวัดระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มทดลอง (3) เก็บรวบรวมข้อมูลหลังการทดลองคณะผู้วิจัยนำโปรแกรมมาใช้ในกลุ่มทดลองโดยจัดกิจรรมออก กำลังกายสัปดาห์ละ 5 วัน เวลาเก็บรวบรวมข้อมูลหลังการทดลองโดยใช้แบบสัมภาษณ์ ประกอบด้วยข้อมูล ทั่วไป พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานและเจาะเลือดวัดระดับ น้ำตาลในเลือดของทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างมาประมวลผลข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป Statistical Package for the Social Science (SPSS) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานและความรู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวาน โดยใช้สถิติแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน (Inferential statistics) คือ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบความ แตกต่างของพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองภายในของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้สถิติทดสอบ


122 Wilconxon signed ranks test-Testกำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และเพื่อเปรียบเทียบความ แตกต่างกันระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมใช้ Mann-Whitney U- test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ 0.05 การพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่าง คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างและเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการคำนึงถึงหลักจริยธรรม การวิจัย ความปลอดภัย ความสมัครใจยินยอมเข้าร่วมการวิจัย คณะผู้วิจัยได้ชี้แจงให้กลุ่มตัวอย่างทราบถึงสิทธิ ที่จะเข้าร่วมวิจัยให้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ตัดสินใจในการเข้าร่วมการวิจัยด้วยตนเอง โดยการตอบรับหรือปฏิเสธไม่ มีผลเสียใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรืทางอ้อม เมื่อกลุ่มตัวอย่างรับทราบรายละเอียดของข้อมูลต่างๆ และตัดสินใจที่จะ เข้าร่วมโครงการวิจัย ให้กลุ่มตัวอย่างลงชื่อเข้าร่วมโครงการวิจัยเป็นลายลักษณ์อักษรในแบบฟอร์มยินยอมเข้า ร่วมโครงการวิจัย ผลการศึกษา 1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มทดลองเป็นผู้ป่วยเบาหวานในพื้นที่พื้นที่บ้านแก้งกฐิน ตำบลนาหมอม้า อำเภอเมือง จังหวัด อำนาจเจริญ จำนวน 30 คนอัตราคงอยู่ร้อยละ 100เพศชาย ร้อยละ 20 เพศหญิง ร้อยละ 80 มีอายุระหว่าง 60-69 ปีร้อยละ 56.7 (S.D.= 5.15) มีสถานภาพสมรสร้อยละ 63.3 ระดับการศึกษาอยู่ที่ชั้นประถมศึกษา ร้อยละ 100 ประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 90 กลุ่มควบคุมเป็นผู้ป่วยเบาหวานในพื้นที่บ้านนาหมอม้าตำบลนาหมอม้า อำเภอเมือง จังหวัด อำนาจเจริญ จำนวน 30 คนอัตราคงอยู่ร้อยละ 100 เพศชาย ร้อยละ 10 เพศหญิง ร้อยละ 90 มีอายุระหว่าง 60-69 ปีร้อยละ 53.3 (S.D.= 6.82) มีสถานภาพสมรส ร้อยละ 83.3 ระดับการศึกษาอยู่ที่ชั้นประถมศึกษา ร้อยละ 80 ประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 86.7 2. การวิเคราะห์ความรู้เรื่องโรคเบาหวานของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมก่อนและหลังได้รับกิจกรรม แทรกแซง จากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานในกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการ ทดลอง พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เท่ากับ 7.4 (S.D=0.97) และ 9.4 (S.D=1.98) ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างจาก ก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value <.000 และในกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เท่ากับ 14.9 (S.D=7.02) และ 10.8 (S.D=2.06) ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างจากก่อนการ ทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value=.003 ดังตารางที่ 1


123 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานก่อนและหลังการทดลอง ภายในกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม (n=30) ความรู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวาน ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง Z p-value ค่าเฉลี่ย (S.D.) ค่าเฉลี่ย (S.D.) กลุ่มทดลอง 7.4 (0.97) 9.4 (1.98) 5.84 .000 กลุ่มควบคุม 14.9 (7.02) 10.8 (2.06) -3.23 .003 3. การวิเคราะห์พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมก่อนและหลังได้รับ กิจกรรมแทรกแซง จากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยด้านพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน พบว่า ก่อนเข้าร่วมการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมรวมเท่ากับ 98.9 (S.D=18.08) และหลังการ ทดลองเท่ากับ 114.8 (S.D=21.73) ซึ่งแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value =.001 กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมด้านการบริโภคอาหารเท่ากับ 41.4 (S.D=11.76) และหลังการทดลอง เท่ากับ 47.7 (S.D.=10.12) ซึ่งแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value =.010 และ ก่อนเข้าร่วมการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านพฤติกรรมการออกกำลังกาย เท่ากับ 12.0 (S.D=4.57) และหลังการทดลองเท่ากับ 17.2 (S.D=4.28) ซึ่งแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ pvalue <.001 และก่อนเข้าร่วมการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านพฤติกรรมการจัดการความเครียด เท่ากับ 11.6 (S.D=4.20) และหลังการทดลองเท่ากับ 14.1 (S.D=3.38) ซึ่งแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ p-value=.021 ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานก่อนและหลังการทดลอง ภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (n=30) พฤติกรรมการดูแลตนเอง ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง Z p-value ค่าเฉลี่ย (S.D.) ค่าเฉลี่ย (S.D.) ด้านการบริโภคอาหาร กลุ่มทดลอง 41.4 (11.76) 47.7 (10.12) -2.58 .010 กลุ่มควบคุม 41.4 (10.01) 39.7 (10.4) -0.55 .586 ด้านการรับประทานยา กลุ่มทดลอง 12.9 (4.55) 14.5 (4.14) -1.71 .088 กลุ่มควบคุม 13.8 (3.11) 13.1 (4.03) -0.57 .577


124 ด้านการออกกำลังกาย กลุ่มทดลอง 12.0 (4.57) 17.2 (4.28) -3.83 .000 กลุ่มควบคุม 7.4 (7.24) 8.8 (7.01) -0.71 .478 ด้านจัดการความเครียด กลุ่มทดลอง 11.6 (4.20) 14.1 (3.38) -2.31 .021 กลุ่มควบคุม 12.4 (3.85) 12.7 (4.06) -0.25 .801 ด้านการดูแลต่อเนื่อง กลุ่มทดลอง 21.1 (2.35) 21.3 (4.04) -0.45 .656 กลุ่มควบคุม 20.4 (2.33) 19.3 (5.75) -0.33 .745 พฤติกรรมรวมด้าน กลุ่มทดลอง 98.9 (18.08) 114.8 (21.73) -3.37 .001 กลุ่มควบคุม 95.4 (1.66) 93.6 (1.75) -0.14 .888 4. ผลการเปรียบเทียบระดับน้ำตาลก่อนและหลังการทดลอง ภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จากการเปรียบเทียบระดับน้ำตาลในเลือดก่อนและหลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีระดับน้ำตาล ในเลือดเฉลี่ยเท่ากับ 128.5 (S.D=44.95) และ 127.2 (S.D=43.86) และในกลุ่มควบคุม พบว่า ก่อนและหลัง การทดลองมีระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยเท่ากับ 138.9 (S.D=47.08) และ 130.2 (S.D=48.13) ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 เปรียบเทียบระดับน้ำตาลในเลือดก่อนและหลังการทดลอง ภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (n=30) ระดับน้ำตาลในเลือด ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง Z p-value ค่าเฉลี่ย (SD) ค่าเฉลี่ย (SD) กลุ่มทดลอง 128.5 (44.95) 127.2 (43.86) -0.99 .319 กลุ่มควบคุม 138.9 (47.08) 130.2 (48.13) -1.92 .055 5. ผลการเปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จากการเปรียบเทียบความรู้ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในก่อนการทดลอง พบว่ากลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมมีความรู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาสถิติที่ <.001 และหลังการทดลองกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุมมีความรู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาสถิติที่ <.001 ดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้ของผู้ป่วยเบาหวานก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม (n=30) ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน Z P –value ก่อนการทดลอง - 4.05 .000


125 หลังการทดลอง -4.83 .000 6. ผลเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จากการเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมรวมด้านพบว่าก่อนทดลอง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่มี ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่หลังการทดลองกลุ่มทดลองละกลุ่มควบคุมมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ <.001 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองรายด้านก่อนและหลัง การทดลอง พบว่า ก่อนการทดลอง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีพฤติกรรมการดูและตนเองด้านการออก กำลังกายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาสถิติที่ .001 และหลังการทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมี พฤติกรรมการดูและตนเองด้านการออกกำลังกายแตต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาสถิติที่ <.001 ดังตารางที่ 5 ตารางที่ 5 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (n=30) พฤติกรรม ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง Z P –value Z P –value ด้านการบริโภคอาหาร - 0.75 .451 0.00 1.00 ด้านการรับประทานยา -1.03 .305 -0.46 .643 ด้านการออกกำลังกาย -3.35 .001 -1.03 .000 ด้านการจัดการความเครียด -1.08 .282 -3.91 .305 ด้านการดูแลตนเอง 0.00 1.00 -1.76 .078 รวม -1.42 .156 -4.23 .000 7. ผลการเปรียบเทียบระดับน้ำตาลก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จากการเปรียบเทียบระดับน้ำตาลในเลือดระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในก่อนการทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีระดับน้ำตาลในเลือดไม่แตกต่างกันและหลังการทดลองกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุมมีมีระดับน้ำตาลในเลือดไม่แตกต่างกัน ดังตารางที่ 6 ตารางที่ 6 เปรียบเทียบระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยของผู้ป่วยเบาหวานก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุม (n=30)


126 ระดับน้ำตาลในเลือด Z P - value ก่อนการทดลอง -0.24 .807 หลังการทดลอง -0.37 .712 อภิปรายผล วิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ค่าเฉลี่ยของ คะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองในด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การรับประทานยา การ จัดการความเครียด และการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง และค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดก่อนและหลังได้รับ โปรแกรม จากการวิจัยสามารถนำผลมาอภิปรายได้ ดังนี้ 1. ผลของการวิเคราะห์ระดับความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน จาการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนน ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานหลังเข้าร่วมโปรแกรมของกลุ่มทดลองอยู่ในระดับเพียงพอมากกว่าก่อนเข้าร่วม โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.05) ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้และสอดคล้องกับ งานวิจัยของจันทรา สุวรรณอยู่ศิริ, รักชนก จันทร์เพ็ญ (2562) พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมน้ำตาลใน เลือดไม่ได้คือการขาดความรู้และหลังจากที่กลุ่มทดลองได้เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วย โรคเบาหวาน ซึ่งมีกิจกรรมการให้ความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ทำให้กลุ่มทดลองสามารถ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ 2. พฤติกรรมการดูแลตนเองโดยแบ่งเป็นรายด้าน ดังนี้ พฤติกรรมด้านการบริโภคอาหาร จากการศึกษาพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมี ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมเพิ่มขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p-value <0.05) ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้และสอดคล้องกับงานวิจัยของรัตติกาล พรหม พาหกุล, วิราพรรณ วิโรจน์รัตน์,ดวงรัตน์ วัฒนกิจไกรเลิศ, กีรดา ไกรนุวัตร (2563) พบว่า การควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือดมีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ผู้ที่มีพฤติกรรมการบริโคอาหารไม่ เหมาะสมมีโอกาสควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้มากกว่าผู้ที่มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารเหมาะสม พฤติกรรมด้านการรับประทานยา จาการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนน พฤติกรรมการรับประทานยาที่เหมาะสมก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมไม่แตกต่างกันซึ่งไม่สอดคล้องกับ สมมติฐานที่ตั้งไว้ แต่สอดคล้องกับงานวิจัยของพัชรินทร์ เชื่อมทอง, นิภา กิมสูงเนิน, รัชนี นามจันทรา (2563) พบว่า กลุ่มทดลองที่มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการรับประทานยาตรงเวลาสามารถควบคุมน้ำตาล ในเลือดได้ดีกว่าผู้ที่มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการรับประทานยาไม่ตรงเวลาและไม่เหมาะสม พฤติกรรมด้านการจัดการความเครียด จาการศึกษาพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่ม ทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการจัดการความเครียดที่เหมาะสมเพิ่มขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.05) ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้และสอดคล้องกับงานวิจัยของอายุ


127 พร กัยวิกัยโกศล,อัศนี วันชัย, อัญชลี แก้วสระศรี, อนัญญา คูอาริยะกุล (2563) พบว่าการจัดการความเครียดที่ เหมาะสมเป็นวิธีการที่ช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ดี พฤติกรรมด้านการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง จาการศึกษาพบว่า ก่อนและหลังเข้าร่วม โปรแกรม กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมด้านการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องที่เหมาะสมไม่แตกต่าง กันซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ แต่สอดคล้องกับงานวิจัยของพัชรินทร์ เชื่อมทอง, นิภา กิมสูงเนิน, รัชนี นามจันทรา (2563) พบว่า สาเหตุที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้นั้นเป็นเพราะการ ปฏิบัติตัวในการดูแลสุขภาพของตนเองที่ยังไม่เหมาะสมหลังจากที่ได้รับคำแนะนำและได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสมแล้วจึงทำให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานในภาพรวม จากการศึกษาพบว่า หลังเข้าร่วม โปรแกรม กลุ่มทดลองมีค่าเฉลียของคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองในภาพรวมอยูในระดับเหมาะสมมากขึ้น กวาก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.05) ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้และ สอดคล้องกับงานวิจัยของสุปรียา เสียงดัง (2560) พบว่า สาเหตุหลักของปัญหาผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้คือพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานมีพฤติกรรมที่เหมาะสมและสามารถ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ 3. ผลวิเคราะห์ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน จากการศึกษาพบว่า ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมมีค่าเฉลี่ยของคะแนนกลุ่มทดลองที่ สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้แต่ สอดคล้องกับงานวิจัยของวัชราภรณ์ นาฬิกุล, ลำไพร แทนสา, สุรภา พิลาออน (2563) พบว่า ผู้ป่วยเบาหวาน ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ส่วนมากมักเกิดภาวะแทรกซ้อน สำหรับกลุ่มควบคุม จากการศึกษาพบว่า หลังจบโปรแกรมกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยของคะแนน ความรู้อยู่ในระดับเพียงพอน้อยกว่าก่อนเริ่มโปรแกรม ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p-value<0.05) ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมด้านการบริโภคอาหารที่เหมาะสมทั้งก่อนและหลังเริ่มโปรแกรมไม่แตกต่างกัน ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมด้านการรับประทานยาที่เหมาะสมก่อนและหลังเริ่มโปรแกรมไม่แตกต่างอย่างมี นัยสำคัญกัน ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมด้านการออกกำลังกายที่เหมาะสมทั้งก่อนและหลังเริ่มโปรแกรมไม่ แตกต่างกัน ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการจัดการความเครียดทั้งก่อนและหลังเริ่มโปรแกรมไม่แตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญ ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมด้านการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องทั้งก่อนและหลังเริ่มโปรแกรม ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และกลุ่มทดลองที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้มีค่าเฉลี่ยของคะแนนทั้ง ก่อนและหลังก่อนเริ่มโปรแกรมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เนื่องจากกลุ่มควบคุมมีความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับโรคและพฤติกรรมการดูแลตนเองที่เหมาะสม ร่วมทั้งยังขาดการรับรู้โอกาสเสี่ยง ความรุนแรง ของโรค การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันและรักษารวมทั้งการรับรู้อุปสรรคในการดูแลตนเองจึงทำให้กลุ่ม ควบคุมสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เพียงบางส่วน


128 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า ก่อนการทดลอง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมี พฤติกรรมการดูและตนเองด้านการออกกำลังกายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .001 และหลังการ ทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีพฤติกรรมการดูและตนเองด้านการออกกำลังกายแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทาสถิติที่ <.001 เปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานระหว่างกลุ่ม พบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่ม ควบคุมมีความรู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ <.001 และหลังการทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่ม ควบคุมมีความรู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ <.001 เปรียบเทียบระดับน้ำตาลในเลือดระหว่างกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุมในก่อนการทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีระดับน้ำตาลในเลือดไม่ แตกต่างกันและหลังการทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีมีระดับน้ำตาลในเลือดไม่แตกต่างกัน ซึ่ง สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้และสอดคล้องกับงานวิจัยของพัชรินทร์ เชื่อมทอง, นิภา กิมสูงเนิน, รัชนี นาม จันทรา (2563) พบว่า การได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตนเองที่เหมาะสมจะช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถ ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น สรุปและข้อเสนอแนะ ผลจากการศึกษาในครั้งนี้พบว่า โปรแกรมออกกำลังกายโดยประยุกต์ใช้ภูมิปัญาพื้นบ้านรำวงฝูงปลา ร่วมกับสปอตพื้นบ้านสานสุข สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตน ของให้ผู้ป่วยเบาหวานให้มีความเหมาะสมมากขึ้น จึงมีข้อเสนอแนะดังนี้ 1. โปรแกรมออกกำลังกายด้วยรำวงฝูงปลาร่วมกับสื่อสปอตพื้นบ้านสานสุข ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ส่งผลให้ผู้ป่วยเบาหวานมีความรู้และพฤติกรรมดูแลตนเองที่ดีขึ้น จึงควรนำไปประยุกต์ใช้ใน การดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ที่จะส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดต่อไป ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรศึกษาติดตามผลของโปรแกรมระยะยาว เพื่อติดตามความยั่งยืนของโปรแกรมในการควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน 2. ในการติดตามครั้งต่อไปควรใช้ค่าน้ำตาลสะสมในการประเมินผลเพื่อความแม่นยำของโปรแกรมว่า ส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อจำกัดของการวิจัย ระยะเวลาในการติดตามผลไม่เพียงพอต่อการประเมินผลทำให้ผู้วิจัยอาจได้ผลการศึกษาที่อาจทำให้ เกิดความลำเอียง


129 กิตติกรรมประกาศ การวิจัยสำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาและความอนุเคราะห์ช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากอาจารย์ ดร.ประเสริฐ ประสมรักษ์ ผู้ให้ความกรุณาเป็นที่ปรึกษา ขอขอบคุณผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ประจำ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาหมอม้า และอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่อนุเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ในการทำวิจัย คนในชุมชนนาหมอม้าและชุมชนบ้านแก้งกฐินทุกท่าน ที่ให้ความร่วมมือในการตอบ แบบสอบถามและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่จัดขึ้นเป็นอย่างดี เอกสารอ้างอิง กลุ่มโรคไม่ติดต่อ สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค. ประเด็นสารรณรงค์วันเบาหวานโลกปี 2561. [อินเทอร์เน็ต]. 2561 [เข้าถึงเมื่อ 2564 พฤษภาคม 12]. เข้าถึงได้จาก: http://www.thaincd.com/ document/docsupload/WorldDiabetesday61.pdf กิตติภูมิ ภิญโญ, ปิยนุช ภิญโญ, วชิรศักดิ์ อภิพัฒฐ์กานต์, ภาวิณี แพงสุข, ญาภัทร นิยมสัตย์, สายสุดา จันหัวนา , และคณะ. ผลของโปรแกรมการออกกำลังกาย โดยใช้ท่ารำพื้นบ้านอีสานประยุกต์ต่อสมรรถภาพทาง กายและระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์;40(3):1- 14. จันทรา สุวรรณอยู่ศิริ, รักชนก จันทร์เพ็ญ. ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน ในคลินิกเบาหวานโรงพยาบาลดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี. วารสารหัวหินสุขใจไกลกังวล;4(1):49-62. ณัฐภัสสร เดิมขุนทด, ประสิทธิ์ ลีวัฒนภัทร. การศึกษาผลของโปรแกรมการให้ความรู้เรื่องเบาหวาน ต่อระดับ น้ำตาลเฉลี่ยสะสมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. วชิรสารการพยาบาล;19(1):33-41. ดวงหทัย แสงสว่าง, อโนทัย ผลิตนนท์เกียรติ และนิลาวรรณ งามขำ. ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการลดระดับ น้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต้าบลบางปูใหม่ จังหวัด สมุทรปราการ. วารสารวไลยลงกรณ์ปริทัศน์(มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์);8(1):103-117. พัชรินทร์ เชื่อมทอง, นิภา กิมสูงเนิน, รัชนี นามจันทรา. ผลของโปรแกรมการสนับสนุนและให้ความรู้ต่อ พฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับน้ำตาลสะสมในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่. วารสาร พยาบาลศาสตร์และสุขภาพ;43(1):78-86. รัชชนก กลิ่นชาติ. การส่งเสริมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในผู้ป่วย โรคเบาหวาน. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี;29(2):186-197. รัตติกาล พรหมพาหกุล, วิราพรรณ วิโรจน์รัตน์, ดวงรัตน์ วัฒนกิจไกรเลิศ, กีรดา ไกรนุวัตร. ผลของโปรแกรม การกำกับตนเองต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ในผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือดไม่ได้. วารสารพยาบาลศาสตร์;38(2):32-45.


130 วัชราภรณ์ นาฬิกุล, ลำไพร แทนสา, สุรภา พิลาออน. ผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อการ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้โรงพยาบาลเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น. วารสารสำนักงานสธารณสุขจังหวัดขอนแกน;2(1):77-90. สมาคมเบาหวานแห่งประเทศไทย. เจาะลึกระบบสุขภาพไทยป่วยเบาหวานพุ่งสูงต่อเนื่อง [อินเทอร์เน็ต]. 2562 [เข้าถึงเมื่อ 2564 พฤษภาคม 12]. เข้าถึงได้จาก: https://www.hfocus.org/content/2019/11/18014 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ. สถิติขิอมูลด้านสุขภาพทั้งหมดของจังหวัดอำนาจเจริญ [อินเทอร์เน็ต]. 2564. [เข้าถึงเมื่อ 2564 พฤษภาคม 12]. เข้าถึงได้จาก: https://acr.hdc.moph.go.th/ hdc/main/index_pk.php สุพิชญา หวังปิติพาณิชย์, แสงทอง ธีระทองคำ, มะลิวัลย์ ภาคพยัคฆ์. ผลของโปรแกรมออกกำลังกายแบบแรน สามสิบต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวาน ดัชนีมวลกาย และค่าน้ำตาลในเลือดปลายนิ้วของผู้ที่เสี่ยง ต่อเบาหวาน. รามาธิบดีพยาบาลสาร;23(3):358-370. สุปรียา เสียงดัง. พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้. วารสาร เครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้;4(1):191-204. อายุพร กัยวิกัยโกศล, อัศนี วันชัย, อัญชลี แก้วสระศรี, อนัญญา คูอาริยะกุล. การจัดการความเครียดของผู้ป่วย เบาหวานไทย: การสังเคราะห์งานวิจัยอย่างเป็นระบบ. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์;10(2):1-16. อุษณีย์ ดำรงพิพัฒน์กุล. โรคเบาหวาน รู้จักเพื่อป้องกัน รู้ทันเพื่อควบคุม. [อินเทอร์เน็ต]. 2564[เข้าถึงเมื่อ 2564 พฤษภาคม 12]. เข้าถึงได้จาก: https://www.bangkokhospital-chiangmai.com/


131 ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยผ้าขาวม้าและการใช้คู่มือพฤติกรรมกาบริโภค แป้งและน้ำตาลต่อระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ตำบลกุดปลาดุก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ปัทมาภรณ์ สาระสุข1อุไรวรรณ สายสุด1 พิมพ์ชนก พะคุระ1และจุฑามาศ ผาดไธสง2 1หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ 2พยายาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกุดปลาดุก อาจารย์ที่ปรึกษา: อรรถพงษ์ ฤทธิทิศ E-mail:[email protected] บทคัดย่อ วิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง (quasi-experimental study) เปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการออกกำลังด้วยผ้าขาวม้าและการใช้คู่มือ พฤติกรรมการบริโภคแป้งและน้ำตาลต่อระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน คำนวณขนาดกลุ่ม ตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย 2 กลุ่ม อิสระต่อกัน ได้เท่ากับ 15 คนในกลุ่มทดลอง ส่วนกลุ่มควบคุมเท่ากับ 30 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบง่าย กลุ่มทดลองจะได้โปรแกรมการปรับเปลี่ยนสุขภาพที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.77 สถิติที่ใช้ในการ เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมคือ Mann-Whitney U test และสถิติใช้ในการเปรียบเทียบ ภายในกลุ่มก่อนและหลังการทดลอง คือ Wilcoxon signed test จากการศึกษาพบว่า ประชากรกลุ่มตัวอย่างในผู้ป่วยโรคเบาหวานกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ส่วน ใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 66.7 และ 70.0 ตามลำดับ มีอายุเฉลี่ย 65.33±6.52 ปี และ 60.23±1.90 ปี ภายหลัง ได้รับโปรแกรมกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือด และเส้นรอบเอวต่ำกว่าก่อนการได้รับโปรแกรมอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.006 และ p=0.020 ตามลำดับ) และคะแนนเฉลี่ยของความรู้เกี่ยวกับการบริโภค อาหาร เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=<0.001) เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมการบริโภค แป้ง พฤติกรรมการบริโภคน้ำตาล และพฤติกรรมการออกกำลังกายหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.016, p<0.001 และ p=0.001 ตามลำดับ) ดังนั้น ควรนำโปรแกรมไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในผู้ป่วยโรคเบาหวาน คำสำคัญ: การออกกำลังด้วยผ้าขาวม้า, พฤติกรรมการบริโภคแป้งและน้ำตาล, ผู้ป่วยเบาหวาน


132 Effect of Loincloth Exercise Program and Behavioral Consumption Guidebook of Flour and Sugar on Blood Sugar levels of Diabetic Patientsin Kut Pla Duk Sub-district, Mueang District, Amnatcharoen Province Pattamapon Sarasuk1 , Uraiwan Saisud1 , Pimchanok Phakhura1 , Juthamat phardthaisong2 1Bachelor’s degree of Public Health Mahidol University, Amnat Charoen Campus 2Professional nurse, Kudpladuk Health Promoting Hospital *Advisor, Attapong Rittitit E-mail: [email protected] Abstract This research was a quasi-experimental study, which compared between the experimental group and the control. The purpose of this trial was to study the effect of the loincloth exercise program and the use of flour and sugar consumption behavior guidebook on blood sugar levels in diabetic patients. The sample size was calculated to comparing the mean of the two independent groups. A total of the sample was 15 participants in the experimental group and 30 participants in the control group, the simple random sampling was used. The experiment was admitted for three weeks, and the control group obtained regular care. The data was collected by questionnaire with a confidence value of 0.77. Data analysis for comparing the mean between the experimental group and the control group was used by Whitney U test, and Wilcoxon signed test was used for comparing within each group. The results showed that most of diabetic patients in the experimental group and the control group were female (66.7% and 70.0%, respectively), with a mean aged 65.33±6.52 and 60.23±1.90 years old, respectively. After receiving the program, the experimental group had average blood sugar levels and waist circumference was significantly lower than before receiving the program (p=0.006 and p=0.020, respectively), and mean knowledge scores significantly increased (p=<0.001). When comparing the experimental group and the control group showed that the average scores of flours, sugar consumption behavior, and exercise behavior were significantly different (p=0.016, p<0.001, and p=0.001, respectively) when compared with the control group. Therefore, the program should be utilized to develop a suitable exercise promotion model. To modify the health behavior of people with diabetes. Keywords: loincloth exercise, flour and sugar consumption behavior, diabetes patients


133 ความเป็นมาและความสำคัญ โรคเบาหวานเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าผู้ป่วย มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ในปี 2560 มีผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลกมากกว่า 425 ล้านรายและคาดการณ์ว่าในปี 2583 จะมีผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นเป็น 629 ล้านราย (สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย, 2019)1 ประเทศไทย พบว่าอัตราป่วยด้วยโรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในปี 2559-2561 พบอัตราป่วยเป็น 1,292.79, 1,344.95 และ1,439.04 คนต่อประชากรแสนคน ตามลำดับ อัตราตายพบเป็น 22.01, 21.96 และ 21.87 คนต่อประชากรแสนคน ตามลำดับ ในจังหวัดอำนาจเจริญ มีอัตราป่วยด้วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น ในปี 2559-2561 พบอัตราป่วยเป็น 1,662.03, 1,842.17 และ 1,839.87 คนต่อประชากรแสนคน ตามลำดับ อัตรา การตายพบเป็น 31.32, 31.17 และ 25.95 คนต่อประชากรแสนคน ตามลำดับ (กองโรคไม่ติดต่อ กระทรวง สาธารณสุข, 2562)2 โรคเบาหวาน เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ ทำให้ไม่ สามารถนำน้ำตาลไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น หากผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลใน เลือดสูงเป็นเวลานานจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคไตวาย โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ตาบอด หลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก ซึ่งนำไปสู่ความพิการและเสียชีวิต (อุษณีย์ ดำรงพิพัฒน์กุล โรงพยาบาล กรุงเทพเชียงใหม่, 2018) ปัจจัยที่จะช่วยในผู้ป่วยควบคุมระดับน้ำได้ดี คือ ปัจจัยด้านพฤติกรรมการดูแล สุขภาพ ได้แก่ ด้านการรับประทานอาหาร ด้านการออกกำลังกาย ด้านการรับประทานยา และด้านอารมณ์ (ธนวัฒน์ สุวัฒนกุล, 2561) การออกกําลังกาย เป็นหนึ่งในวิธีการที่จะช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ได้ ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวัน ได้แก่ การรับประทานอาหารตามหลัก โภชนาการ การพักผ่อนให้เพียงพอ งดการดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ รวมทั้งการมีกิจกรรมทางกาย และการออกกําลัง กายที่เหมาะสม (สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย และคณะ, 2560) 3 จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า การออกกําลังกายที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในประเทศไทย มี 2 ชนิด ได้แก่ 1.การออกกําลังกายแบบแอโรบิกแบบหนักปานกลาง และ 2.การออกกําลังกายแบบยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (ชลลดา ติยะวิสุทธิ์ศรี, พรพิมล ชัยสา, อัศนี วันชัย, 2561) 4 และจากการการออกกำลังกายด้วยการแกว่าง แขน พบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายแบบแกว่งแขน ผู้สูงอายุกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับ น้ำตาลสะสมในเลือด และเส้นรอบเอวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .037, p = .000 ตามลำดับ) (สุภาพร คำสม, แสงทอง ธีระทองคำ, 2017) และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอใน ผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่ไม่จำเป็นต้องฉีดอินซูลิน สามารถช่วยเพิ่มการทำงานของอินซูลินที่มี อยู่ในร่างกายได้ ทำให้สามารถนำน้ำตาลในกระแสเลือดเข้าไปใช้งานในเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพม 2561)


134 พฤติกรรมการบริโภคอาหารเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และอุปสรรคต่อการ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน จากการทบทวนวรรณกรรมผู้ป่วยที่สามารถคุมระดับน้ำตาล ในเลือดได้จะมีจำกัดปริมาณการบริโภคแป้ง น้ำตาล และผลไม้รสหวาน ผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาล ได้จะไม่จำกัดปริมาณการบริโภคแป้ง น้ำตาล และผลไม้รสหวาน (อรทิพย์ แสนเมืองเคน, เบญจา มุกตพันธ์, สมใจ ศรีหล้า และคณะ, 2560) 5 จากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร แหล่งที่มาของอาหาร เวลาที่รับประทาน อาหาร ของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ พบว่า จำนวนมื้อที่บริโภค คือ 3 มื้อ ร้อยละ 82.2 ปริมาณที่บริโภคมากที่สุด คือ มื้อเช้า และมื้อเย็น ร้อยละ 42.3 อาหารที่บ้านส่วนใหญ่จะการปรุง/ ประกอบเอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะควบคุมอาหารประเภทของหวาน ร้อยละ 87.7 และส่วนใหญ่ไม่บริโภคอาหาร เสริม/สมุนไพร ร้อยละ 82.8 (ภัสราภรณ์ ทองภูธรณ์, สุวลี โล่วิรกรณ์, 2563) และนอกจากนี้ยังพบว่า คนอีสาน มักบริโภคข้าวเหนียวเป็นหลัก โดยให้เหตุผลว่ากินข้าวจ้าวแล้วไม่อิ่มท้อง ซึ่งข้าวเหนียวเป็นอาหารที่มีค่าดัชนี น้ำตาลสูง จึงทำให้มีระดับน้ำตาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และบางรายทราบว่าการกินอาหารหวานไม่ดีก็มีกินบ้าง เล็กน้อย ผู้ป่วยรับประทานผักที่หลากหลายชนิดและเป็นประจำ (สุวรรณี สร้อยสงค์, อังคณา เรือนก้อน, ขวัญ สุวีย์ อภิจันทรเมธากุล และคณะ, 2017) จากการวินิจฉัยชุมชน พบว่า ปัญหาสำคัญของพื้นที่คือ ปัญหาโรคเบาหวาน ในพื้นที่หมู่ที่ 1 บ้านกุด ปลาดุก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ พบว่ามีผู้ป่วยโรคเบาหวาน 17 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ ควบคุมระดับน้ำตาลได้ 3 ราย ร้อยละ 17.65 และควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ 14 ราย ร้อยละ 82.35 (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกุดปลาดุก, 2563) จากข้อมูลเบื้องต้นผู้วิจัยจึงได้พัฒนาโปรแกรมการออก กำลังกาย ร่วมกับผ้าขาวม้า เนื่องจากในชุมชนมีกลุ่มจักสานและกลุ่มจัดทำสินค้า OTP ซึ่งมีกิจกรรมสอนการ ทอผ้าขาวม้าให้แก่คนในชุมชน ซึ่งสามารถนำกลับไปใช้ที่บ้านได้ อีกเป็นสิ่งที่หาง่าย มีต้นทุนไม่สูงมาก และเป็น ภูมิปัญญาที่มีอยู่ทุกบ้าน จากแนวทางการออกกําลังกายสำหรับผู้สูงอายุโซนลำดวน ใช้การออกกําลังกายด้วย รําวงผ้าขาวม้า สัปดาห์ละ 3 วัน และใช้ดนตรีแบบรําวงพื้นบ้าน พบว่า ผู้สูงอายุที่ออกกําลังกายด้วยรําวง ผ้าขาวม้า มีค่าเฉลี่ยน้ำหนัก เส้นรอบเอว ดัชนีมวลกาย ลดลงและแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (pvalue < 0.05) (สมัย ทองพูล, สันติสิทธิ์ เขียวเขิน, สงัด เชื้อลิ้นฟ้า, 2560) ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้จัดทำโปรแกรมการออกกำลังด้วยผ้าขาวม้าและการใช้คู่มือพฤติกรรมการบริโภคแป้งและ น้ำตาลเพื่อนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วย เบาหวาน


135 โปรแกรมการออกกำลังด้วยผ้าขาวม้าและการใช้คู่มือ พฤติกรรมการบริโภคแป้งและน้ำตาล 1. การให้ความรู้เกี่ยวกับการบริโภคแป้งและน้ำตาล - ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อน และการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย - ใช้สื่อด้วยกระดาษโฟรชาร์ต เกี่ยวกับปริมาณ ในการรับประทานอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาล - ให้ช้อนชาในการตวงน้ำตาล คือ อุปกรณ์ตวง ยาน้ำ 2. คู่มือพฤติกรรมการบริโภคแป้งและน้ำตาล - บันทึกการรับประทานอาหาร 3 มื้อต่อวัน ทุกๆวัน 3. การออกกำลังกายด้วยผ้าขาวม้า - ออกกำลังกายด้วยผ้าขาวม้า ทุกวันจันทร์, พุธ และศุกร์ เป็นเวลา30 นาที - ท่าออกกำลังกายทั้งหมด 14 ท่า 4. การเสริมแรงให้ผู้ป่วยเบาหวาน - การให้รางวัลสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่เข้าร่วม กิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ และมีระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ เป้าหมาย วัตถุประสงค์ของการวิจัย วัตถุประสงค์ทั่วไป 1.เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือด น้ำหนัก และรอบเอวก่อนและหลังการ ทดลองระหว่างกลุ่มควบคุมที่ออกกำลังกายตามปกติกับกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายด้วย ผ้าขาวม้า 2.เพื่อเปรียบเทียบความรู้การบริโภคอาหารก่อนและหลังที่ได้รับโปรแกรมของกลุ่มทดลอง 3.เพื่อแปรียบเทียบความแตกต่างพฤติกรรมการบริโภคแป้ง พฤติกรรมการบริโภคน้ำตาล และ พฤติกรรมการออกกำลังกายของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กรอบแนวคิด ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม - ระดับน้ำตาลในเลือด (DTX) - น้ำหนัก - รอบเอว - ความรู้การบริโภคอาหาร - พฤติกรรมการบริโภคแป้งและ น้ำตาล - พฤติกรรมการออกกำลังกาย


136 วิธีดำเนินการวิจัย รูปแบบการศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) 2 กลุ่มอิสระต่อกัน ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ศึกษา คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ตำบลกุดปลาดุก อำเภอเมือง จังหวัด อำนาจเจริญ โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ 1. เกณฑ์การคัดเข้า (Inclusion criteria) 1.1 เป็นผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานที่อาศัยตามทะเบียนบ้านจริงในหมู่ 1 บ้านกุดปลาดุก และหมู่ 3 บ้าน วังแคน 1.2 เป็นผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานที่เข้าร่วมวิจัยโดยการสมัครใจและยินยอมให้ความร่วมมือ 2. เกณฑ์การคัดออก (Exclusion criteria) 2.1 สามารถสื่อสาร อ่านออกเขียนได้ 2.2 ปัญหาความผิดปกติทางด้านร่างกายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบกิจกรรม เช่น ไม่สามารถเดิน ด้วยตนเอง ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ เป็นต้น กลุ่มตัวอย่าง สูตรการคำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่าง คือ สูตรคำนวนขนาดตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง ของค่าเฉลี่ย กรณีประชากร 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน ดังนี้ n/gr = 2(Zα + Zβ) 2 2 (1 − 2) 2 n = ขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยที่ Zα = ค่าความเชื่อมั่นที่ 95% = 1.96 Zβ = อำนาจการทดสอบที่ 90% = 1.28 2 = ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน = 15.54 (นิภานันท์ สุขสวัสดิ์, อารยา ปรานประวัตร และสาโรจน์ เพชรมณี, 2559) 1 = ค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มควบคุม = 121.95 (นิภานันท์ สุขสวัสดิ์, อารยา ปรานประวัตร และสาโรจน์ เพชรมณี, 2559) 2 = ค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มทดลอง = 110 (นิภานันท์ สุขสวัสดิ์, อารยา ปรานประวัตร และสาโรจน์ เพชรมณี, 2559)


137 แทนค่าได้ดังนี้ n/gr = 2(1.96 + 1.28) 215.542 (121.95 − 110) 2 = 2(10.49 × 241.49) 142.80 n/gr = 35.47 ≈ 36 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้ทำวิจัยทำการสุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยคิดอัตราส่วน กลุ่มทดลองต่อกลุ่มควบคุมเท่ากับ 1:2 การสุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยทำการสุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม โดยคิดอัตราส่วนกลุ่มทดลองต่อกลุ่มควบคุมเท่ากับ 1:2 การสุ่ม ตัวอย่างแบบง่าย (Sample Random Sampling) โดยการจับฉลาก ดังนี้ 1. ผู้ป่วยโรคเบาหวานกลุ่มทดลอง (หมู่1) มีผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมด 17 ราย ผู้วิจัยทำการสุ่มแบบ ง่าย (Sample Random Sampling) แต่ผ่านเกณฑ์คัดเข้าทั้งหมด 15 ราย 2. ผู้ป่วยโรคเบาหวานกลุ่มควบคุม (หมู่3) ผู้วิจัยทำการสุ่มแบบง่าย (Sample Random Sampling) ในหมู่บ้านที่เป็นกลุ่มควบคุมจำนวน 30 ราย จาก 38 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล 1.แบบสัมภาษณ์ความรู้การบริโภคอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง แบบข้อมูลสัมภาษณ์ปลายปิด จำนวน 9 ข้อ ได้แก่ เพศ อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง ระดับการศึกษา สถานภาพ อาชีพ รายได้ ภาวะแทรกซ้อน ประวัติญาติสายตรงป่วยเป็นเบาหวาน ส่วนที่2 แบบสัมภาษณ์ความรู้การบริโภคอาหารและการออกกำลังกายของผู้ป่วยเบาหวาน แบบ เลือกตอบถูก ผิด จำนวน 18 ข้อ (18 คะแนน)


138 โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ ตอบถูกตามหลักวิชาการให้ 1 คะแนน ตอบไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการให้ 0 คะแนน วิธีการคำนวณ คะแนน = จำนวนข้อที่ตอบถูก จำนวนข้อทั้งหมด 100 แปลผล ระดับคะแนนความรู้แบบอิงเกณฑ์ของ Bloom (1968) ดังนี้ คะแนนน้อยกว่าร้อยละ 60 (0 - 5 คะแนน) อยู่ในระดับพอใช้ คะแนนร้อยละ 60 – 79 (6 - 11 คะแนน) อยู่ในระดับปานกลาง คะแนนร้อยละ 80 – 100 (12 - 18 คะแนน) อยู่ในระดับดีมาก 2. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง 1) โปรแกรมการออกกำลังกายด้วยผ้าขาวม้าในผู้ป่วยเบาหวาน ทั้งหมด 14 ท่า โดยมีรูปแบบการออกกำลัง กายแบบยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และดนตรีพื้นบ้านอีสาน ผสมผสานกับการออกกำลังกายแบบ FLTTE มี 3 ระยะ คือ ระยะอบอุ่นร่างกาย ระยะออกกำลังกาย และระยะผ่อนคลาย โดยออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที เป็นเวลา 3 สัปดาห์ โดยเกณฑ์คะแนนและการแปลผลพฤติกรรมการออกกำลังกาย ดังนี้ ความถี่ในการปฏิบัติ คะแนน (ระดับ) ออกกำลังกายถูกต้อง 0 - 2 วัน 1 (พอใช้) ออกกำลังกายถูกต้อง 3 - 5 วัน 2 (ปานกลาง) ออกกำลังกายถูกต้อง 6 - 9 วัน 3 (ดีมาก) 2) คู่มือและสมุดบันทึกพฤติกรรมการบริโภคแป้งและน้ำตาล 2.1 พฤติกรรมการบริโภคแป้งและน้ำตาล โดยมีเกณฑ์คะแนนและการแปลผล ดังนี้ ความถี่ในการปฏิบัติ คะแนน (ระดับ) ปฏิบัติถูกต้อง 0 - 7 วัน 1 (พอใช้) ปฏิบัติถูกต้อง 8 - 15 วัน 2 (ปานกลาง) ปฏิบัติถูกต้อง 16 - 23 วัน 3 (ดีมาก)


139 3) แบบบันทึกสุขภาพ ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือด รอบเอว น้ำหนัก แปลผลเป็นมีการเปลี่ยนแปลงที่ ลดลง คงที่ หรือเพิ่มขึ้น ขั้นตอนการสร้างและพัฒนาเครื่องมือ จากการวินิจฉัยชุมชน ผู้วิจัยพบว่าในชุมชนมีกลุ่มจัดทำสินค้า OTP และมีกิจกรรมสอนการทอ ผ้าขาวม้าให้แก่คนในชุมชน อีกทั้งผ้าขาวม้าเป็นสิ่งที่สามารถหาได้ง่ายในชุมชน ต้นทุนไม่สูง และเป็นภูมิปัญญา ที่มีอยู่ทุกบ้าน ดังนั้นผู้วิจัยจึงนำผ้าขาวม้ามาทำเป็นนวัตกรรมในการออกกำลังกาย และจัดทำโปรแกรมการ ออกกำลังด้วยผ้าขาวม้าขึ้น โดยผู้วิจัยออกแบบท่าออกกำลังกายจากการทบทวนวรรณกรรม และนำมาปรับให้ เหมาะสมตามหลักการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยนำผ้าขาวม้ามาประยุกต์ใช้เป็นท่าออกกำลัง กายและผสมผสานกับดนตรีพื้นบ้านอีสาน ขั้นตอนการดำเนินการทดลอง 1.ผู้วิจัยแนะนำตัว สร้างสัมพันธภาพ อธิบายวัตถุประสงค์ และรายละเอียดของการวิจัย และเก็บรวบรวมข้อมูล 2. ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลในกลุ่มทดลอง ได้แก่ 1) ค่าระดับน้ำน้ำตาลในเลือด (FBS) น้ำหนัก และเส้นรอบเอว ก่อนและหลังทดลอง 2) ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานและการดูแลตนเอง จากนั้นให้กลุ่มทดลองทำ แบบสอบถามความรู้การบริโภคอาหารและการออกกำลังกายก่อนและหลังทดลอง และเก็บผลข้อมูล แบบสอบถาม 3) จัดวันทำกิจกรรมการออกกำลังกายด้วยผ้าขาวม้า ทุกวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ รวมระยะเวลา 3 สัปดาห์ 4) เก็บผลการบันทึกสมุดคู่มือพฤติกรรมการบริโภคแป้ง-น้ำตาล และพฤติกรรมการออกกำลังกาย หลัง จบโปรแกรม 3. ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลในกลุ่มควบคุม ได้แก่ 1) ค่าระดับน้ำน้ำตาลในเลือด (FBS) น้ำหนัก และเส้นรอบเอว ก่อนและหลังทดลอง 2) เก็บผลการบันทึกสมุดคู่มือพฤติกรรมการบริโภคแป้ง-น้ำตาล และพฤติกรรมการออก กำลังกาย 4. สรุปและแปลผลการศึกษาโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยผ้าขาวม้าและพฤติกรรมการบริโภคแป้งและ น้ำตาล และแจ้งผลระดับน้ำตาลในเลือดหลังทำโปรแกรมระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ใช้โปรแกรม (Statistical Package for the Social Science for Windows, SPSS) ในการวิเคราะห์ ข้อมูลในครั้งนี้ 1. การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistic) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิต ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ได้แก่


140 1) ข้อมูลทั่วไป 2) คะแนนความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหารและการออกกำลังกาย 3) คะแนนพฤติกรรมการบริโภคแป้งและน้ำตาล 2. การวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน (Inferential statistics) 1) เปรียบเทียบค่าของความรู้การบริโภคอาหารและการออกกำลังกาย 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมการบริโภคแป้งและน้ำตาล 3) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในเลือดก่อนและหลังของผู้ป่วยโรคเบาหวาน การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ใช้สถิติทดสอบคือ Mann-Whitney U test และ การเปรียบเทียบภายในกลุ่ม ก่อนและหลังการทดลองสถิติที่ใช้ทดลองคือ Wilcoxon signed test กำหนดให้มีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างได้รับการเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัว การปกปิดความลับ โดยผู้วิจัยแนะนำตัว ชี้แจง วัตถุประสงค์ของการวิจัย ขั้นตอนการเก็บข้อมูลและรูปแบบวิจัย ระยะเวลาของการเก็บข้อมูล พร้อมทั้งแจ้งให้ กลุ่มตัวอย่างทราบถึงสิทธิในการตอบรับและปฏิเสธการเข้าร่วมในการวิจัยครั้งนี้ โดยไม่มีผลกระทบใด ๆ กลุ่ม ตัวอย่างที่สมัครใจแสดงความจำนงด้วยการยินยอมด้วยวาจา ในระหว่างการเก็บข้อมูลหากกลุ่มตัวอย่างไม่ ต้องการให้ข้อมูลต่อจนครบตามกำหนดกลุ่มตัวอย่างสามารถบอกยกเลิกได้ โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งเหตุผล ข้อมูล ต่าง ๆ ที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ถือเป็นความลับ และการนำเสนอข้อมูลจะนำเสนอเป็นภาพรวม ผลการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัย 1.ลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ประชากรกลุ่มตัวอย่างในผู้ป่วยโรคเบาหวานกลุ่มทดลองและกลุ่ม ควบคุม ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 66.7 และ 70.0 ตามลำดับ มีอายุเฉลี่ย 65.33 ปี (S.D. = 6.52) และ 60.23 ปี (S.D.= 1.90) ตามลำดับ ค่า BMI เฉลี่ย 23.12 (S.D. = 4.35) และ 24.88 (S.D. = 4.55) ตามลำดับ โดยอยู่ที่ระดับท้วม จบการศึกษาในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 86.7 และ 73.3 ตามลำดับ ส่วนใหญ่มี สถานภาพสมรส ร้อยละ 73.3 และ 46.7 ตามลำดับ ประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 66.7 และ 53.3 ตามลำดับ ค่าระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ย 139.67 (S.D. = 31.309) และ 152 (S.D. = 44.44) ตามลำดับ 2. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยน้ำตาลในเลือด น้ำหนัก และเส้นรอบเอว


141 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยน้ำตาลในเลือด น้ำหนัก และรอบเอวหลังการทดลองในกลุ่ม ทดลอง พบว่า ค่าเฉลี่ยน้ำตาลในเลือดและรอบเอวต่ำกว่าก่อนการได้รับโปรแกรมมีความแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ p=.006 และ p=.020 ตามลำดับ ส่วนกลุ่มควบคุมไม่มีความแตกต่างกัน (ดังตารางที่ 1) ตารางที่1 ค่าเฉลี่ยค่าน้ำตาลในเลือด น้ำหนักและรอบเอว ก่อนและหลังระหว่างกลุ่มควบคุมที่ออกกำลังกาย ตามปกติกับกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยผ้าขาวม้า ตัวแปร ก่อนเข้าโปรแกรม หลังเข้าโปรแกรม Z p-value ค่าเฉลี่ย (SD) ค่าเฉลี่ย (SD) น้ำตาลในเลือดสะสม กลุ่มทดลอง 169 (37.396) 139 (31.67) -2.72 0.006 กลุ่มควบคุม 151 (57.33) 152 (44.44) -3.1 0.758 น้ำหนัก (กก.) กลุ่มทดลอง 61.68 (13.27) 61.26 (13.06) -1.60 0.109 กลุ่มควบคุม 61.03 (12.31) 61.53 (12.35) -2.16 0.030 รอบเอว (ซม.) กลุ่มทดลอง 87.10 (14.07) 86.66 (13.71) -2.33 0.020 กลุ่มควบคุม 85.73 (9.51) 85.90 (9.46) -1.07 0.285 *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. การเปรียบเทียบระดับความรู้และค่าเฉลี่ยการบริโภคอาหาร ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรู้การบริโภคอาหารก่อนและหลังที่ได้รับโปรแกรม ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p<.001 และ p.539 (ดัง ตารางที่ 2) ตารางที่ 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ด้านการบริโภคอาหารก่อนและหลังที่ได้รับโปรแกรมของกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุม ความรู้ด้านการบริโภคอาหาร ก่อนเข้าโปรแกรม หลังเข้าโปรแกรม Z p-value ค่าเฉลี่ย (SD) ค่าเฉลี่ย (SD) กลุ่มทดลอง 8.13 (2.10) 16 (2.52) -3.45 0.000 กลุ่มควบคุม 8.20 (1.82) 8.10 (1.80) -0.61 0.539 *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


142 4.เปรียบเทียบความแตกต่างพฤติกรรมการบริโภคแป้ง พฤติกรรมการบริโภคน้ำตาล และพฤติกรรมการ ออกกำลังกายระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างพฤติกรรมการบริโภคแป้ง พฤติกรรมการบริโภคน้ำตาล และพฤติกรรมการออกกำลังกายระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า พฤติกรรมการบริโภคแป้ง พฤติกรรมการบริโภคน้ำตาล และพฤติกรรมการออกกำลังกายมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p=.016, p<.001 และ p=.001 ตามลำดับ (ดังตารางที่ 3) ตารางที่3 เปรียบเทียบความแตกต่างพฤติกรรมการบริโภคแป้ง พฤติกรรมการบริโภคน้ำตาล และพฤติกรรม การออกกำลังกายระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ตัวแปร กลุ่มทดลอง (n=15) กลุ่มควบคุม (n=30) Z p-value Mean SD Mean SD พฤติกรรมการบริโภคแป้ง 16.53 5.743 12.20 4.080 -2.403 0.016 พฤติกรรมการบริโภคน้ำตาล 19.07 4.334 11.57 5.847 -3.767 0.000 พฤติกรรมการออกกำลังกาย 6.67 4.203 3.39 3.253 4.524 0.001 *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปอภิปรายผล ผลการวิเคราะห์ผลของโปรแกรมการออกกำลังด้วยผ้าขาวม้าและการใช้คู่มือพฤติกรรมการบริโภคแป้ง และน้ำตาลต่อระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าตำบลกุดปลาดุก อำเภอเมือง จังหวัด อำนาจเจริญ พบว่า ความรู้เรื่องการบริโภคอาหารในผู้ป่วยโรคเบาหวานก่อนและหลังที่ได้รับโปรแกรมของกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุม พบว่า กลุ่มทดลองก่อนได้รับโปรแกรมมีคะแนนความรู้อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 86.7 และ หลังการได้รับโปรแกรมอยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 100 ซึ่งจะเห็นได้ว่าภายหลังได้รับโปรแกรมมีคะแนนสูงกว่า ก่อนได้รับโปรแกรม เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ p<.001 และ p=.539 ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ กฤชคุณ คำมาปันุ (2562)6 ได้ศึกษาผลของโปรแกรมการให้ความรู้และส่งเสริมการรับรู้สมรรถนแห่งตนต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของ ผู้ป่วยเบาหวานตำบลแม่ปืม อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา พบว่า เมื่อให้โปรแกรม ระดับคะแนนเฉลี่ยความรู้หลัง ให้โปรแกรมสูงกว่าก่อนการให้โปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p=.05 เปรียบเทียบค่าน้ำตาลในเลือด น้ำหนักและรอบเอว ก่อนและหลังระหว่างกลุ่มควบคุมที่ออกกำลังกาย ตามปกติกับกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยผ้าขาวม้า จากการศึกษาพบว่า หลังได้รับ


143 โปรแกรมกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือด และเส้นรอบเอวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ p=.006 และ p.020 ตามลำดับ ซึ่งสอดคลล้องกับการศึกษาของปภัสสร กิตติพีรชล, วรรณิ ภา อัศวชัยสุวิกรม, สุวรรณ จันทร์ประเสริฐ (2555) 7 ที่พบว่า ผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มทดลองหลังทดลองมีค่าระดับ น้ำตาลลดลง สอดคล้องกับ อรวรรณ คงเพียรธรรม, สมสมัย รัตนกรีฑากุล, ชนัญชิดาดุษฎี ทูลศิริ (2559) 8 ที่ ศึกษาผลของโปรแกรมการกำกับตนเองต่อการออกกำลังกายในอาสาสมัครสาธารณสุขที่มีภาวะอ้วนลงพุง พบว่ากลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยผลต่างคะแนนการออกกำลังกายด้วยห่วงฮูลาฮูป การควบคุมอาหาร และเส้นรอบ เอว มากกว่ากลุ่มควบคุม พฤติกรรมการบริโภคแป้ง น้ำตาล และพฤติกรรมการออกกำลังกายด้วยผ้าขาวม้า ในผู้ป่วย โรคเบาหวานในกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการบริโภคแป้ง น้ำตาล และการออกกำลังกายที่ดีขึ้นส่งผลให้ค่าระดับ น้ำตาลและเส้นรอบเอวลดลด เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p=.016, p<.001 และ p=.001 ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับ งานวิจัยของ สุนทรีย์ คำเพ็ง, อรธิรา บุญประดิษฐ์, อาจารีย์ พรมรัตน์ และคณะ9 ได้ศึกษาผลของโปรแกรมการ กำกับตนเองต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารการออกกำลังกายน้ำหนักตัวและระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วย โรคเบาหวานเขตชุมชนอำเภอเมืองจังหวัดลพบุรีที่พบว่าผู้ป่วยกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมการกำกับ ตนเองมีคะแนนค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การออกกำลังกายสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ p=.05 ข้อเสนอแนะ 1.ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้ประโยชน์ ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานรวมถึงผู้ป่วยเบาหวานเองสามารถนำโปรแกรมการออก กำลังกายด้วยผ้าขาวม้าและคู่มือพฤติกรรมการบริโภคแป้งและน้ำตาลไปใช้ในการดูแลสุขภาพและปรับเปลี่ยน พฤติกรรมของตนเองได้ 2. ข้อเสนอในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมีการติดตามประเมินผลของโปรแกรมการออกกำลังด้วยผ้าขาวม้าและการใช้คู่มือพฤติกรรม การบริโภคแป้งและน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ที่อาศัยอยู่ในเขตตำบลกุด ปลาดุก เพื่อเปรียบเทียบผลการศึกษา และหาแนวทางในกาพัฒนารูปแบบให้สอดคล้องกับบริบทของกลุ่มที่ ต้องการศึกษา 2. ควรมีการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มทดลองที่เข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังด้วยผ้าขาวม้า และการใช้คู่มือพฤติกรรมการบริโภคแป้งและน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน


Click to View FlipBook Version