194 ส่วนที่ 3 พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ดัดแปลงจาก กมลพรรณ จักรแก้ว (2561) ประกอบด้วยคำถามเชิงบวกและคำถามเชิงลบ ได้แก่ ด้านการรับประทานอาหาร ด้านการออกกำลังกาย และ ด้านการจัดการกับความเครียด จำนวน 15 ข้อ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 3 ระดับ คือ ปฏิบัติเป็นประจำ ปฏิบัติเป็นบางครั้ง และไม่เคยปฏิบัติเลย คะแนนระหว่าง 3-1 คะแนน แปลผลเป็น 3 ระดับ คือ น้อย ปาน กลาง และมาก โดยใช้เกณฑ์ในการให้คะแนนตามสูตรของ Best (1977) ส่วนที่ 4 แบบบันทึกสุขภาพ ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือด แปลผลออกเป็น ควบคุมระดับ น้ำตาลได้ และควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล ระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม – 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ดังนี้ 1. การเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนการทดลอง ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนการทดลองโดยใช้แบบสัมภาษณ์ ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยเบาหวาน ความรู้เกี่ยวกับเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง และและเจาะเลือดวัดระดับน้ำตาลในเลือดของ ผู้ป่วยเบาหวานทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2. การเก็บรวบรวมข้อมูลหลังการทดลอง ผู้วิจัยได้นำโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพมาใช้ในกลุ่มทดลองโดยจัดกิจรรมออก กำลังกาย 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลหลังการทดลองโดยใช้แบบสัมภาษณ์ข้อมูล ทั่วไปของผู้ป่วยเบาหวาน ความรู้เกี่ยวกับเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง และและเจาะเลือดวัด ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมเพื่อนำมาเปรียบเทียบหลังการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนำแบบสัมภาษณ์จากกลุ่มตัวอย่างมาตรวจสอบความสมบูรณ์ บันทึกข้อมูลใน คอมพิวเตอร์โดย double data entry วิเคราะห์โดยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS (Statistical Package for Social Science) โดยสถิติที่ใช้มีดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยเบาหวาน ประกอบด้วย เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพ อาชีพ รายได้ โดยนำมาแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และพิสัย 2. เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง และ ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มทดลองก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม โดยใช้สถิติ Wilconxon signed ranks test-Test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
195 3. เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง และ ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานหลังการเข้าร่วมโปรแกรมระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้ สถิติ Mann-Whitney U - test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 การพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่าง การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วม โดยคำนึงถึงการเคารพในศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ ผู้วิจัยจะดำเนินการเก็บข้อมูล โดยชี้แจงและให้ข้อมูลแก่กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมอย่างชัดเจน ครบถ้วนและให้ความเป็นอิสระในการตัดสินใจจะไม่ส่งผลกระทบในด้านลบต่อกลุ่มตัวอย่าง และให้กลุ่ม ตัวอย่างลงชื่อเข้าร่วมโครงการวิจัยเป็นลายลักษณ์อักษรในแบบฟอร์มยินยอมเข้าร่วมโครงการวิจัย ผู้วิจัยจะ เก็บรักษาข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างเป็นความลับ จะเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะภาพรวม ไม่มีการระบุชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หรือข้อมูลต่างๆ ที่จะสามารถสื่อถึงตัวบุคคลได้ ผลการศึกษา 1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มทดลองเป็นผู้ป่วยเบาหวานในพื้นที่บ้านภักดีเจริญ ตำบลห้วยไร่ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัด อำนาจเจริญ จำนวน 30 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 60 มีอายุ60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 60 (S.D.=8.74) มีสถานภาพสมรสร้อยละ 90 ระดับการศึกษาอยู่ที่ชั้นประถมศึกษา ร้อยละ 76.7 ประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อย ละ 70 กลุ่มควบคุมเป็นผู้ป่วยเบาหวานในพื้นที่บ้านหัวนา และบ้านโคกช้างมะนาย ตำบลห้วยไร่ อำเภอเมือง อำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 30 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 68.6 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อย ละ 57.5 (S.D.=7.56) มีสถานภาพสมรส ร้อยละ 80 ระดับการศึกษาอยู่ที่ชั้นมัธยมต้น ร้อยละ 56.7 ประกอบ อาชีพเกษตรกร ร้อยละ 53.3 2. การเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลใน เลือดของผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มทดลองก่อนและหลังได้รับการทดลอง จากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง และ ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มทดลอง พบว่า ก่อนเข้าร่วมการทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยความรู้ เกี่ยวกับโรคเบาหวานเท่ากับ 1.47 (S.D=0.73) และหลังการทดลองเท่ากับ 2.43 (S.D.=0.71) ซึ่งแตกต่างจาก ก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value =.001 และก่อนเข้าร่วมการทดลอง มีคะแนนเฉลี่ย พฤติกรรมการดูแลตัวเองด้านการรับประทานอาหาร ด้านการออกกำลังกาย และด้านการจัดการความเครียด เท่ากับ 1.43 (S.D=0.73), 1.43 (S.D=0.73) และ 1.40 (S.D=0.71) ตามลำดับ และหลังการทดลองเท่ากับ
196 2.40 (S.D=0.77), 2.67 (S.D=0.66) และ 2.20 (S.D=0.72) ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ p-value .007, .002 และ .007 ตามลำดับ และก่อนเข้าร่วมการทดลอง มีระดับน้ำตาลใน เลือดเท่ากับ 177.13 (S.D=66.92) และหลังการทดลองเท่ากับ 173.27 (S.D=81.20) ซึ่งแตกต่างจากก่อนการ ทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value=.049 ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลตนเอง และ ค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มทดลองก่อนและหลังการทดลอง (N=30) *อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. การเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลใน เลือดของผู้ป่วยเบาหวานระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังได้รับการทดลอง จากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับ น้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมี คะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานเท่ากับ 2.43 (S.D=0.71) และกลุ่มควบคุมเท่ากับ 1.53 (S.D.=0.73) ซึ่งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีความรู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value =<.001 และกลุ่ม ทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตัวเองด้านการรับประทานอาหาร ด้านการออกกำลังกาย และด้าน การจัดการความเครียด เท่ากับ 2.40 (S.D=0.77), 2.67 (S.D=0.66) และ 2.20 (S.D=0.72) ตามลำดับ และ กลุ่มควบคุมเท่ากับ 1.93 (S.D=0.64), 1.47 (S.D=0.73) และ 1.57 (S.D=0.77) ตามลำดับ ซึ่งกลุ่มทดลองและ ตัวแปร ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง Z P-value mean S.D. mean S.D. ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน 1.47 0.73 2.43 0.71 -3.25 .001* พฤติกรรมการดูแลตนเอง ด้านการรับประทานอาหาร 1.43 0.73 2.40 0.77 -2.71 .007* พฤติกรรมการดูแลตนเอง ด้านการออกกำลังกาย 1.43 0.73 2.67 0.66 -3.09 .002* พฤติกรรมการดูแลตนเอง ด้านการจัดการกับความเครียด 1.40 0.71 2.20 0.72 -2.69 .007* ระดับน้ำตาลในเลือด 177.13 66.92 173.27 81.20 -1.97 .049*
197 กลุ่มควบคุมมีพฤติกรรมการดูแลตนเองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value <.001, .0.32 และ .040 ตามลำดับ และกลุ่มทดลองมีระดับน้ำตาลในเลือดเท่ากับ 173.27 (S.D=81.20) และกลุ่มควบคุมเท่ากับ 165.22 (S.D=51.01) ซึ่งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีระดับน้ำตาลไม่แตกต่างกัน ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลตนเอง และ ค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง (N=30) *อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อภิปรายผล วิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ค่าเฉลี่ยของ คะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองในด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียด และค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดก่อนและหลังได้รับโปรแกรม จากการวิจัยสามารถนำผลมาอภิปรายได้ดังนี้ 1. ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน จากการศึกษา พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวานของกลุ่มทดลองหลังการเข้าร่วมโปรแกรมและก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (p-value 0.05) ซึ่งสอดคล้องสมมติฐานที่ตั้งไว้และสอดคล้องกับการศึกษาของ สายจวน แสงดาวและคณะ พบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความเรื่องเกี่ยวกับ โรคเบาหวานเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม และหลังการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ตัวแปร กลุ่มทดลอง N=30 กลุ่มควบคุม N=30 Z P-value mean S.D. mean S.D. ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน 2.43 0.71 1.53 0.73 -5.32 <.001* พฤติกรรมการดูแลตนเอง ด้านการรับประทานอาหาร 2.40 0.77 1.93 0.64 -4.18 <.001* พฤติกรรมการดูแลตนเอง ด้านการออกกำลังกาย 2.67 0.66 1.47 0.73 -2.14 .032* พฤติกรรมการดูแลตนเอง ด้านการจัดการกับความเครียด 2.20 0.72 1.57 0.77 -2.06 .040* ระดับน้ำตาลในเลือด 173.27 81.20 165.22 51.01 -1.46 .145
198 มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value 0.05) ซึ่งการให้ ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การบรรยายเนื้อหาความรู้ และกิจกรรมต่างๆที่ให้กลุ่มทดลองปฏิบัติจริง สามารถ ทำให้เกิดทักษะในการดูแลตนเองมากขึ้น และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ 2. พฤติกรรมด้านการรับประทานอาหาร จากการศึกษา พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมด้าน การรับประทานอาหารของกลุ่มทดลองหลังการเข้าร่วมโปรแกรมและก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value 0.05) ซึ่งสอดคล้องสมมติฐานที่ตั้งไว้และสอดคล้องกับการศึกษาของ ศุภัชฌา สุดใจ, มณีรัตน์ ธีระวิวัฒน์, สุปรียา ตันสกุล พบว่ากลุ่มทดลองก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมและหลังเข้า ร่วมโปรแกรมมีพฤติกรรมด้านการบริโภคอาหารที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <.001) และ แตกต่างกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <.001) ซึ่งการบรรยายเรื่องอาหารสำหรับผู้ป่วย หวาน การเลือกรับประทานอาหารให้ถูกประเภทและถูกสัดส่วน จะส่งผลให้ผู้ป่วยเบาหวานตระหนักถึง ความสำคัญของการบริโภคอาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเบาหวานส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 3. พฤติกรรมด้านการออกกำลังกาย จากการศึกษา พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมด้านการ ออกกำลังกายของกลุ่มทดลองหลังการเข้าร่วมโปรแกรมและก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (p-value 0.05) ซึ่งสอดคล้องสมมติฐานที่ตั้งไว้และสอดคล้องกับการศึกษาของอริสรา สุขวัจนี พบว่า พฤติกรรมการออกกำลังกายของกลุ่มทดลองหลังการเข้าร่วมโปรแกรมเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการ เข้าร่วมโปรแกรม และหลังการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการออกกำลังกายแตกต่างกันกับกลุ่ม ควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <.001) เนื่องจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ ร่างกายมีการใช้พลังงานจากการเผาผลาญน้ำตาลในเลือดส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง 4. พฤติกรรมด้านการจัดการความเครียด จากการศึกษา พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมด้าน การจัดการความเครียดของกลุ่มทดลองหลังการเข้าร่วมโปรแกรมและก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value 0.05) ซึ่งสอดคล้องสมมติฐานที่ตั้งไว้และสอดคล้องกับการศึกษาของ ศุภัชฌา สุดใจ, มณีรัตน์ ธีระวิวัฒน์, สุปรียา ตันสกุล พบว่า กลุ่มทดลองหลังเข้าร่วมโปรแกรมมีพฤติกรรมด้าน การจัดการความเครียดดีขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม และหลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมี พฤติกรรมการจัดการความเครียดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value 0.05) เนื่องจากการให้ความรู้ เรื่องการจัดการกับความเครียดที่เหมาะสม ร่วมกับการใช้สมาธิบำบัด SKT จะช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น 5. ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน จากการศึกษา พบว่า ค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในเลือด ของกลุ่มทดลองหลังการเข้าร่วมโปรแกรมและก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value 0.05) การมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองที่เหมาะสมและตระหนักถึงความสำคัญของการดูแล สุขภาพ จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ซึ่งสอดคล้องสมมติฐานที่ตั้งไว้และสอดคล้องกับการศึกษาของ นิภานันท์ สุขสวัสดิ์, อารยา ปรานประวิตร, สาโรจน์ เพชรมณีพบว่า กลุ่มทดลองก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม และหลังเข้าร่วมโปรแกรมมีระดับน้ำตาลในเลือดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value 0.05) แต่ไม่
199 แตกต่างกันกับกลุ่มควบคุม การได้รับการดูแลและคำแนะนำที่เหมาะสมสามารถทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีระดับ น้ำตาลในเลือดลดลงได้ ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถนำโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพโดย ประยุกต์ใช้ทฤษฎีการดูแลสุขภาพตนเองในด้านการรับประทานอาหาร ด้านการออกกำลังกาย และด้านจัดการ ความเครียดไปใช้ในการส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่นๆ 2. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถขยายผลโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองใน การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว และชุมชน ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรศึกษาติดตามผลของโปรแกรมระยะยาว เพื่อติดตามพฤติกรรมการควบคุมโรคเบาหวาน และ ประเมินการลดลงของระดับน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่อง 2. ในการติดตามครั้งต่อไปควรใช้ค่าน้ำตาลสะสมในการประเมินผลเพื่อความแม่นยำของโปรแกรมใน ประเมินผลของระดับน้ำตาลในเลือด ข้อจำกัดของการวิจัย เนื่องจากระยะเวลาการศึกษาวิจัยครั้งนี้มีจำกัด ส่งผลให้การติดตามอย่างต่อเนื่องในการคงอยู่ของ พฤติกรรมระยะยาวไม่สามารถประเมินต่อได้ กิตติกรรมประกาศ การวิจัยสำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาและความอนุเคราะห์ช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากอาจารย์ พิสมัย นาทัน ผู้ให้ความกรุณาเป็นที่ปรึกษา ขอขอบคุณผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลภักดีเจริญ และอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่อนุเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ในการทำวิจัย คนในชุมชน ภักดีเจริญ ชุมชนบ้านหัวนา และชุมชนบ้านโคกช้างมะนายทุกท่าน ที่ให้ความร่วมมือในการตอบแบบสัมภาษณ์ และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆเป็นอย่างดี
200 เอกสารอ้างอิง กมลพรรณ จักรแก้ว. (2561). การดูแลตนเองของผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเบาหวาน ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอย สะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุข ศาสตร์.บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. นิภานันท์ สุขสวัสดิ, อารยา ปรานประวิตร และสาโรจน์ เพชรมณี. (2559). ผลของโปรแกรมสุขศึกษาโดย ประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสามารถแห่งตน ร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมเพื่อการดูแล ตนเองใน ผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัด สุราษฎร์ธานี. วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 4(1):49-65. รื่นจิต เพชรชิต. (2558) พฤติกรรมการดูแลตนเองและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้โรคเบาหวาน โรงพยาบาลเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาล และการสาธารณสุข ภาคใต้. 2(2), 15-28. ศุภชฌา สุดใจ, มณีรัตน์ ธีระวิวัฒน์ และสุปรียา ตันสกุล. (2559). โปรแกรมส่งเสริมการบริโภคอาหาร ประยุกต์แบบจำลองข่าวสาร แรงจูงใจ และทักษพฤติกรรมในผู้ป่วยเบาหวาน จังหวัดนนทบุรี. วารสารสุขศึกษา, 39(132):36-50. สายจวน แสงดาว และคณะ. (2559). ประสิทธิผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแล สุขภาพ ตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารสุขภาพภาคประชาชน. 11(2), 10-19. สำนักงานโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2563). สถิติผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวาน. [ อ ิ น เ ท อ ร ์ เ น ็ ต ] .2561 [เ ข ้ า ถ ึ ง เ ม ื ่ อ 2564 พ ฤ ษ ภ า ค ม 15]. เ ข ้ า ถ ึ ง ไ ด ้ จ า ก : http://thaincd.com/information-statistic/non-communicable disease-data.ph สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ. สถิติข้อมูลด้านสุขภาพทั้งหมดของจังหวัดอำนาจเจริญ [ อ ิ น เ ท อร ์ เ น ็ ต ] . 2564. [เ ข ้ า ถ ึ ง เ ม ื ่ อ 2564 พ ฤ ษ ภ า ค ม 15]. เ ข ้ า ถ ึ ง ไ ด ้ จ า ก : https://acr.hdc.moph.go.th/hdc/main/index_pk.php อมรรัตน์ แกว้ โพนเพ็ก . (2561). ผลของการออกกำลังกายร่วมกับสมาธิบำบัดในผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านที่เป็น โรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน ตำบลวังสวาบ จังหวัดขอนแก่น. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัย อีสเทิร์นเอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 12(2), 265-72. อ ย ุ ท ธ ิ น ี ส ิ ง ห ว ิ น ท ์ . (2557).น ว ั ต ก ร ร ม ใ ห ม ่ ใ น ก า ร ร ั ก ษ า แ ผ ล ใ น ผ ู ้ ป ่ ว ย เ บ า ห ว า น . [ อ ิ น เ ท อ ร ์ เ น ็ ต ] . 2 5 6 4 . [ เ ข ้ า ถ ึ ง เ ม ื ่ อ 2 5 6 4 พ ฤ ษ ภ า ค ม 1 5 ] . เ ข ้ า ถ ึ ง ไ ด ้ จ า ก : URL:http://www.phyathai. com/phyathai/service_center_ heartp2 stemcell01. php. Best, J. W. (1977). Research in Education. (3 rd ed). New Jersey: Prentice hall Inc.
201 Bloom, B.S., Hastings, T. J., Madaus, G. F. (1971). Hand Book on Formative and Summative Evaluation of Student Learning. New York: McGraw – Hill Book Compaany Inc. Charoen R, Pukdeewong N, Namwongprom A. (2010). Effects of a Knowledge Development and Family Participation Program on Health Behaviors and Glycemic Control in Older Persons with Type 2 Diabetes. Rama Nursing Journal, 16:279-92. (in Thai) Orem, D.E. (2001). Nursing: Concepts of practices (6th ed.). St. Louis: Mosby Year Book. Resnick. (1998). Motivation and personality (2nd ed.). New York: Harper & Row.
202