44 ตารางที่4 เปรียบเทียบค่าความดันโลหิต ก่อนหลังเข้าร่วมโปรแกรม โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measure ANOVA) (n = 30) ค่าความดันโลหิต SS df MS F p-value Systolic ช่วงเวลา ความคลาดเคลื่อน 8025.67 12250.33 2.37 68.80 3382.56 178.04 18.99 < .001 Diastolic ช่วงเวลา ความคลาดเคลื่อน 725.29 6249.96 3.00 87.00 241.76 71.84 3.36 .022 อภิปรายผลการวิจัย 1. ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเอง การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ภายหลัง การเข้าร่วมมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูง มากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p = 0.003) แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของโปรแกรมที่ผู้วิจัยได้จัดขึ้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการดูแล ตนเองของโอเรม ที่กล่าวว่าการดูแลตนเองเป็นการปฏิบัติกิจกรรมที่บุคคลริเริ่มและกระทำเพื่อให้เกิดประโยชน์ แก่ตนเองในการดำรงไว้ซึ่งชีวิต สุขภาพและความเป็นอยู่อันดี ซี่งผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการบรรยายประกอบสื่อโบรชัวร์ เนื้อหาครอบคลุมเรื่องโรคความดันโลหิตสูง ภาวะแทรกซ้อน และพฤติกรรมการดูแลตนเองด้านการออกกำลัง กาย การรับประทานอาหาร การรับประทานยา และการจัดการความเครียดวิธีการผ่อนคลายอารมณ์ ซึ่ง พยายามทำให้สั้น กะทัดรัด สะดวกต่อการใช้ เหมาะกับวัยทำงานที่ไม่ค่อยมีเวลาและผู้สูงอายุ นำกลับไป ทบทวนความรู้และกิจกรรมที่ควรปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ (วิริยา สุขวงศ์ และคณะ, 2011) ได้ศึกษาเรื่องประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการดูแลตนเองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง พบว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูง มีระดับความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูงในระดับดี นำไปสู่การปฏิบัติที่เหมาะสม 2. พฤติกรรมการดูแลตนเอง การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ภายหลังเข้าร่วม โปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีค่าคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเอง ดีกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) ทั้งนี้จากความรู้ที่ได้รับแบบเฉพาะเจาะจง ร่วมกับการมีบุคคลต้นแบบเชิงบวก ได้แก่ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ถูกต้อง สามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ใน ระดับที่เหมาะสม การได้รับการชักจูงจากบุคคลต้นแบบ และผู้วิจัย ทำให้กลุ่มตัวอย่างเชื่อว่าเขามี ความสามารถที่จะทำได้ และทำแล้วจะเกิดผลดี ช่วยให้กลุ่มตัวอย่างมีกำลังใจและมีความเชื่อมั่นในการมี พฤติกรรมนั้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ มีการตั้งเป้าหมายเป็นตัวกระตุ้นให้เขามีความพยายามที่จะทำ
45 ให้ได้ตามเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้ให้เหมือนคนอื่น ๆ ที่สามารถทำได้ จากผลก่อนเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่าง บางรายมีพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ประเภท ปลาร้า ปลาเค็ม แกงหน่อไม้ปรุงรสด้วยผงชูรสและเติม น้ำปลา ปฏิบัติเป็นประจำ (3-4 ครั้ง/สัปดาห์) ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมจากการติดตามเยี่ยมบ้านและให้ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร และการปรุงอาหารโดยการตรวจวัดค่าระดับความเค็มในอาหาร ในแต่ละหลังคาเรือนโดยจะมีการจดบันทึกค่าความเค็มเอาไว้มี การให้กำลังใจในการปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่างมี พฤติกรรมรับประทานอาหารดังกล่าวลดลงเป็นนาน ๆ ครั้ง (1-2 ครั้ง/สัปดาห์) ด้านการฝึกลมหายใจ เป็นการ ฝึกทักษะการผ่อนคลายความเครียดโดยการออกกำลังกายรำมวยจีน 4 ท่า 3 นาทีร่วมกับการออกกำลังกาย ด้วยท่า T26 ใช้เวลาฝึกประมาณ 20-30 นาที ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มตัวอย่างเป็นอย่างมากซึ่งสอดคล้อง กับงานวิจัยของ (Kanchana Niamlaong, 2021) ได้ทำการศึกษาโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเอง สำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ผลวิจัย พบว่าหลังเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริม พฤติกรรมการดูแลตนเอง กลุ่มตัวอย่างมีค่าคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีค่าความดันโลหิตลดลงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านพฤติกรรมการออกกำลัง กาย มีการตั้งเป้าหมายในเรื่องการปฏิบัติอย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์ จากก่อนเข้าร่วมโปรแกรมบางคนไม่มีการ ออกกำลังกายเลย ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมด้านการออกกำลังกาย โดยส่วนใหญ่ออก กำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ในการออกกำลังกายแต่ละครั้งใช้เวลาอยู่ในช่วง 30 - 40 นาที เลือกวิธีออกกำลังกายโดยการรำมวยจีน 4 ท่า 3 นาที และใช้รูปแบบการออกกำลังกายด้วย T26 กลุ่มตัวอย่าง 30 คน ที่สามารถปฏิบัติกิจกรรมการออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันตลอดการเข้าร่วมโปรแกรม สอดคล้องกับ การศึกษาของอัญชลี เกาะอ้อม, ยุพิน อังสุโรจน์ และระพิณ ผลสุข ที่ศึกษาผลของโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจ ร่วมกับการออกกำลังกาย พบว่า การออกกำลังกายสามารถลดความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะเสี่ยงสูงต่อความดัน โลหิตสูงได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3. ระดับความดันโลหิต การเปรียบเทียบระดับความดันโลหิตของกลุ่มตัวอย่างก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรม การดูแลตนเอง พบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรมมีค่าระดับความดันโลหิต Systolic และ Diastolic ลดลงกว่าก่อน ทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F=18.99, p-value<.001) และ (F=3.36, p-value=.022) ตามลำดับ สามารถอธิบายได้ว่า การออกกำลังกายด้วยการรำมวยจีน 4 ท่า 3 นาที สามารถช่วยลดระดับความดันโลหิตได้ เนื่องจากการรำมวยจีนจัดเป็น (Resistance Training) เป็นการออกกำลังกายโดยมีการเคลื่อนไหวที่เหมาะสม มีการเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ มีท่าทางที่นุ่มนวลและต่อเนื่อง พร้อมทั้งกำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของการผ่อนคลายความเครียด ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ (พุทธลักษ์, สุภาพร และสมศักดิ์, 2019) ได้ทำการศึกษาโปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพด้วยสมาธิบําบัด SKT 2 ในผู้ป่วยความดัน โลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความดันโลหิตSystolic และ Diastolic หลังการทดลองต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้ เห็นว่าการสร้างเสริมสุขภาพด้วยสมาธิบําบัดสามารถนําไปใช้ควบคุมความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้จากโปรแกรมที่ผู้วิจัยได้จัดขึ้นมุ่งเน้นให้กลุ่มตัวอย่างได้รับความรู้ที่
46 เฉพาะเรื่องโรคความดันโลหิตสูง การปฏิบัติตัวเพื่อการควบคุมความดันโลหิตและป้องกันการเกิด ภาวะแทรกซ้อน และการฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองที่เฉพาะต่อการควบคุมความดันโลหิต ได้แก่ การเลือกรับประทานอาหาร ลดการปรุงอาหารเค็ม การรับประทานยาที่ถูกต้องเหมาะสม การลด เครื่องดื่มชูกำลัง การออกกำลังกาย และการผ่อนคลายความเครียด มีการติดตามเยี่ยมบ้านและติดตามการ บันทึกการปฏิบัติตัวของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมดูแลตนเองเรื่องการรับประทานอาหาร ลดการกินปลาเค็ม ลดการกินแกงกะทิ เน้นการกินผัก มีการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นมีการฝึกลมหายใจเพื่อผ่อน คลายความเครียด ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมีผลต่อการลดระดับความดันโลหิตลงได้ 4. ระดับความเค็ม จากการทดสอบอาหารของกลุ่มตัวอย่าง เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของระดับความเค็ม พบว่า ก่อนเข้าร่วม โปรแกรมเท่ากับ 1.15 (SD = 0.37) และหลังเข้าร่วมโปรแกรมค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.04 (SD = 0.37) ใช้ค่าความ เชื่อมั่นที่ 80% จึงแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.193) สามารถอธิบายได้ว่า จากการตรวจวัดระดับความเค็มจากจำนวน 26 หลังคาเรือน ตรวจพบว่าก่อนเข้าร่วมมีค่าระดับความเค็มอยู่ใน ระดับมากถึง 16 หลังคาเรือน และหลังเข้าร่วมตรวจพบว่ามีค่าระดับความเค็มอยู่ใยระดับมากถึง 14 หลังคาเรือน จากการสำรวจพบว่าส่วนใหญ่ผู้ป่วยเป็นผู้สูงอายุส่วนมากจะไม่ได้เป็นผู้ประกอบอาหารเอง จะมีลูกหลานคอย ทำอาหารให้รับประทาน ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะลดในเรื่องของการปรุงเค็ม และรับประทานอาหารเค็ม แต่บุคคล รอบข้างก็ยังมีส่วนทำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารเค็มอยู่เนื่องจากบริบททางชุมชนมีการรับประทานอาหาร แบบกลุ่มจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ (กาญจนา มณีทัพ, 2017) พบว่า แรงจูงใจที่ทำให้ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงลดการบริโภคเกลือ คือ ต้องการลดความเสี่ยงทางสุขภาพของตนเอง ลดความเสี่ยงทาง สุขภาพของครอบครัว และเป็นแบบอย่างที่ดี โดยวิธีการลดการบริโภคเกลือตามประสบการณ์ของผู้ป่วยและ ชุมชน คือ การปรับเปลี่ยนรายการอาหาร การลดรับประทานอาหารที่ชอบที่มีรสเค็ม การลดปริมาณเครื่องปรุง การเลิกหรือหยุดรับประทานเครื่องปรุงบางชนิดที่มีเกลือมาก การหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีเกลือ มาก ปัจจัยสนับสนุนให้ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงลดการบริโภคเกลือได้เหมาะสม คือ การสนับสนุนจาก ครอบครัว จากกลุ่มเพื่อนผู้ป่วยความดันโลหิตสูง และจากชุมชน ปัจจัยเงื่อนไขที่ทำให้ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ไม่สามารถลดการบริโภคเกลือได้เหมาะสม คือ วิถีชีวิตรับประทานอาหารร่วมวงกัน ความเชื่อว่ารับประทาน เกลือทำให้แข็งแรง ฐานะยากจน ขาดการรับรู้เรื่องการบริโภคเกลือเกิน ขาดการสนับสนุนทางสังคมทั้งจาก ครอบครัวและจากชุมชน ค่านิยมติดรสชาติ และวิถีชีวิตเร่งรีบจำเป็นต้องซื้ออาหารปรุงเสร็จมารับประทาน สรุปผลการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อ เปรียบเทียบระดับความดันโลหิต ก่อน-หลังได้รับโปรแกรม ซึ่งได้รับโปรแกรมเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ผลการศึกษา พบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่าง มีค่าคะแนนระดับความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูง คะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเอง เพิ่มขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนค่าระดับความดันโลหิต Systolic และ Diastolic ในระยะเวลา 4 สัปดาห์ ลดลงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
47 ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1) ควรมีการติดตามผลของโปรแกรมในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง 6 เดือน ถึง 1 ปี เนื่องจากเป็น ระยะเวลาที่ผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงได้ 2) ควรนำรูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงที่สอดคล้องกับบริบทร่วมกับการเฝ้าระวังพฤติกรรม ภาวะแทรกซ้อนด้วยตนเองและการตรวจวัดดัชนีบ่งชี้สภาวะการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อการควบคุม ความดันโลหิตในผู้ป่วยที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ ไปขยายผลในการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังอื่นต่อไป กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยดี เนื่องจากได้รับความกรุณาเป็นอย่างสูงจาก อ.ดร.ประเสริฐ ประสมรักษ์ อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ที่กรุณาให้คำแนะนำปรึกษา ตลอดจนปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ด้วยความเอาใจใส่อย่างยิ่ง ขอขอบพระคุณ นายทนงศักดิ์ มุลจันดา นางสาวขนิษฐา ตะลุตะกำ บ้านห้วย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาผาง ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบคุณภาพ เครื่องมือ รวมถึงขอขอบพระคุณผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาผาง อาสาสมัครประจำหมู่บ้านหนองสะโน ผู้ใหญ่บ้านหนองสะโน ที่ให้ความร่วมมือ และอํานวยความสะดวกในการ ทำวิจัยครั้งนี้เป็นอย่างดี References 1. ธนาพร ปะตาทะโย และคณะ. (2563). ผลของโปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพผู้สูงอายุโรคความดัน โลหิตสูงอำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์. วารสารพยาบาล, 69(3), 1-10, 2563 2. ปุญญพัฒน์ ไชยเมล์ และคณะ. (2555). ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น. วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา 3. ปณดา รามไพบูลย์ และคณะ. (2561). การศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ทางสุขภาพ ในการใช้สมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรของผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย. เชียงรายเวชสาร : CHIANGRAI MEDICAL JOURNAL 4. อัญชลี เกาะอ้อม และคณะ. (2562). ผลของโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจร่วมกับการออกกำลังกายแบบ บาสโลบต่อระดับความดันโลหิตของกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูง. Chula Med Bull Vol. 1 No. 5 September - October 2019; 463 - 472 5. สุพัตรา สิทธิวัง และคณะ. (2560). ผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพและระดับ ความดันโลหิตของผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้. Nursing Journal volume 47 No.2 April-June 2020 6. พุทธลักษ์ดีสม และคณะ (2019). ผลของโปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพด้วยสมาธิบําบัด SKT 2 ในผู้ป่วย ความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้. Journal of Nursing and Health Sciences Vol. 13 No.2 April-June 2019
48 7. Kanchana Niamlaong, 2021. Effect of Health Promotion on Self-Care Behaviors among Patients with Uncontrolled Hypertension. Health Science Journal of Thailand 2021; 3(1) January – April 8. Division of Non Communicable Diseases, Ministry of Public Health. Number and rate of patients in hypertension year 2019. [Internet]. 2020 [Cited in 9 September, 2020]. Available from: http://www.bps.ops.moph.go.th. 9. Health data center Ministry of Public Health. (2021). Report group criteria for non communicable disease. Retrieved from https://acr.hdc.moph.go.th/hdc/reports/report.php?source=pformated/ formatphp&cat_id= cf7d9da207c0f9a7ee6c4fe3f09f67dd&id=2e3813337b6b5377c2f68affe247d5f9 10.Thai Hypertension Society. (2019). Thai guidelines on the treatment of hypertension 2019. Retrieved from http://www.thaiheart.org/images/column_1563846428/Thai%20HT% 20Guide-line%202019.pdf 11. World Health Organization.(2 0 1 3 ) . A global brief on Hypertension. Retrieved 2 February 2018 fromhttps://apps.who.int/iris/bitstream/handle/10665/79059/WHO_DCO_ WHD_2013.2_eng.pdf;jsessionid=1F3A45937B1C8F9E0F54C94DD0EA236A?sequence=%201. 12.World Health Federation. 2014. Hypertension. Retrieved from www.world-heartfederation.org/ cardiovascular health/ cardiovascular disease-risk factors/ hypertension/ [June 16, 2008] 13. Teepala, Y., Juntarawijit, Y., & Yunak, R. (2020). Effects of Paslop dancing exercise program on blood pressure and body mass index for people living with hypertension. Nursing Journal volume 47 No.3 July-September 2020 14. Sukwongs, W., Wanakul, T., Sopitpakdeepong, C. Effectiveness of Health Education Program Applying Self- care Theory in Hypertension Patient. Research Report Saun Sunandha Rajabhat University, 2011. (In Thai). 15. Hosutisima, P. The Effectiveness of Health Education Program on Hypertension Prevention Among High Risk Groups in Jorrakeahin Sub district Khonburi District Nakhonratchasima Province 2560. Journal DPC 9, 2019; 25(2): 56-66. (In Thai)
49 ผลของโปรแกรมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการรับประทานยาและระดับ น้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน บ้านนาผือ หมู่ 1 ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ นันทวรรณ อุดม *, รักษิตา ภานุพันธ์*, สุภาพิชย์ ขวานทอง*และนางสาวจนัญญา โหง่นคำ** *สาขาสาธารณสุขศาสตร์ คณะโครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล **นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาผือ *อาจารย์ที่ปรึกษา: อาจารย์พิศมัย นาทัน E-mail: [email protected] บทคัดย่อ พฤติกรรมการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วย โรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) มี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการรับประทานยาและระดับ น้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน บ้านนาผือ หมู่ 1 ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ก่อนและ หลังได้รับโปรแกรมความเชื่อด้านสุขภาพ โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 49 คน มีระยะเวลาในการทดลอง 4 สัปดาห์ กิจกรรมประกอบด้วย การบรรยายประกอบสื่อ การออกกำลังกายไม้พลอง ด้วยทำนองสรภัญญะ คลิปเสียงให้ความรู้เกี่ยวกับความเชื่อต่อพฤติกรรมการรับประทานยาของผู้ป่วยเบาหวาน และฝึกสติแบบสั้น สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์และการบันทึกระดับค่าน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วย เบาหวาน วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนเฉลี่ยภายในกลุ่มด้วยสถิติ Wilcoxon signed- ranks test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าความเชื่อมั่นที่ 95% CI ผลการศึกษาพบว่า ประชากรศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 77.6 อายุเฉลี่ยต่ำกว่า 51 ปี (S.D.= 9.97 ) มีโรคประจำตัวอื่นร่วม ร้อยละ 34.7 หลังได้รับผลของโปรแกรมความเชื่อด้านสุขภาพต่อ พฤติกรรมการรับประทานยาและระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าก่อน การทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) มีพฤติกรรมการรับประทานยา ไม่แตกต่างอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.414) คะแนนเฉลี่ยด้านการรับรู้โอกาส การสร้างแรงจูงใจ การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ถึงความรุนแรง และการรับรู้อุปสรรค แตกต่างกันระหว่างก่อนได้รับโปรแกรมและหลังได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ที่ได้รับโปรแกรมความเชื่อด้าน สุขภาพ มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานยาไปในทางที่ดีขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ตลอดจนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข คำสำคัญ: แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ, พฤติกรรมการรับประทานยา, ผู้ป่วยเบาหวาน
50 Effects of Health Belief Program on Medication Behavior and Blood Sugar Levels of Diabetics in Ban Na Phue, Moo 1, Na Phue sub-district, Na Phue district, Amnat Charoen Province. Nunthawan Udom*, Rasita Phanuphan*, Supapich Kwanthong* and Chananya Ngankham** * Public health Program, Amnatcharoen Campus, Mahidol University **Public Health Technical Officer, Naphue Health Promoting Hospital *Advisor: Pisamai Natan E-mail: [email protected] Abstract Continued medication behavior affects blood sugar control among type 2 diabetics patients. This study is quasi-experimental research aimed to study the effect of health belief programs on medication behavior and blood sugar levels at before and after program among type 2 diabetics patients in Ban Na Phue, Moo 1, Na Phue sub-district, Na Phue district, Amnat Charoen Province. The sample size consisted of 49 type 2 diabetics patients. The study period was within four weeks. The health belief programs were included a lecture with the media presentation, a stick exercise with a melody, the audio clip about the knowledge of beliefs in medication behaviors, and short mindfulness practice for type 2 diabetics patients. Data collection by interviews used the questionnaire and recorded the blood level in the record form. Data analysis was descriptive statistics presented by frequency, percentage, mean, and standard deviation. Wilcoxon signed- ranks test was used to compare the difference in mean scores within the dependent group at the statistically significant level at .05 and confidence at 95% CI. The results showed that most of the study population were female at 77.6%, mean age was less than 51 years (S.D.=9.97), had other congenital diseases 34.7%. After received the health belief program to improve drug eating behavior and blood sugar levels, type 2 diabetics patients had lower blood sugar levels than before the program at the statistically significant level (p-value < 0.001). In addition, the average score of perceived opportunity, motivation perception, benefit perception, violence perception, and the perceived obstacle was significantly different between before and after have a habit of taking medication There was no statistically significant difference (p-value < 0.414). the program at the statistically significant level (p-value < 0.001). type 2 diabetics patients who received the health belief program showed improvements in their medication behavior, resulting in lower blood sugar levels and lead to a happy life. Keywords: Health Belief Model, Medication behavior, diabetic patient
51 บทนำ โรคเบาหวานเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของโลกในปัจจุบัน จากรายงานภาวะสุขภาพขององค์กร อนามัยโลกในปี พ.ศ. 2552 พบผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลกจำนวน 108 ล้านคน ต่อมาในปี พ.ศ. 2557พบ จำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นเป็น 422 ล้านคน จากรายงานดังกล่าว ยังพบอัตราป่วยด้วย โรคเบาหวานของประชากรทั่วโลกที่มีอายุมากกว่า 18 ปี เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.7 เป็นร้อยละ 8.5 (World Health Organization, 2016) จากข้อมูลสถานการณ์โรคเบาหวานของประเทศไทยภายในระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544-2553 พบว่าอัตราการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 4 เท่าและมี ประชาชนเสียชีวิตจากโรคเบาหวาน 19 คนต่อวัน หากไม่มีการดำเนินการป้องกันควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพ คาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในระยะเวลา 26 ปีข้างหน้า (สุธาทิพย์ ภัทรกุลวณิชย์, 2555) โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน เป็นโรคเรื้อรังที่ไม่ สามารถรักษาให้หายขาดได้และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากความผิดปกติในการหลั่งอินซูลิน หรือความ ผิดปกติในการออกฤทธิ์ของอินซูลินหรือทั้งสองประการ ซึ่งจะก่อให้เกิดความผิดปกติต่อโครงสร้างและการ ทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ได้แก่ ไต ตา เส้นประสาท หลอดเลือด และหัวใจ (American Diabetes Association [ADA], 2007อ้างถึงใน รื่นจิต เพชรชิต, 2558) การที่ประชากรมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็น เวลานาน เนื่องจาก ประชากรของประเทศมีอายุยืนขึ้นและมีการบริโภคอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล และพลังงาน สูงร่วมกับการออกกำลังกายหรือการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องด้วยการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านการรับประทานยา การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้อินซูลิน (สมาคมโรคเบาหวาน แห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, 2554) เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปปกติหรือใกล้เคียงปกติ (วรรณี นิธิยานันท์, 2554) นอกจากนี้ โรคเบาหวานยังเป็นภัยคุกคามอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ อย่างมากอีกด้วย แนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ประกอบด้วย การปรับ พฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การรับประทานยา และการทำจิตใจให้สบาย จากการศึกษาของ ปัฐยาวัชร ปรากฏผลและคณะ (2558) พบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวาน จำเป็นต้องมีพฤติกรรม ดูแลสุขภาพตนเองที่ดี หากสามารถดูแลสุขภาพตนเองจนควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้ อัตราการเกิด ภาวะแทรกซ้อนก็จะลดลง (รื่นจิต เพชรชิต, 2557) โดยการรับประทานยาจะทำให้ผู้ป่วยควบคุมน้ำตาลลด ความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน ลดภาระในการดูแลของครอบครัว และลดค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพของ ประเทศ หากผู้ป่วยรับประทานยาไม่สม่ำเสมออาจจะเกิดโรคหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง การรักษาไม่ได้ผล การรับประทานยาเป็นพฤติกรรมสุขภาพอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญในการรักษาโรคถือเป็นพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อป้องกันโรคในระยะที่ 2 ที่เป็นการได้รับการักษาอย่างทันเวลา (Prompt treatment)
52 แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจว่าบุคคลว่าจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือไม่ Chao et al.(2015) กล่าวว่า แนวคิดความเชื่อด้านสุขภาพ ประกอบด้วย 1) การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อ การเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อโรคเบาหวาน (Perceived Susceptibility) เป็นความคิดความเชื่อของบุคคลว่าตน มีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อโรค 2) การรับรู้ความรุนแรงของโรคเบาหวาน (Perceived Severity) เป็น ความคิดความเชื่อที่บุคคลประเมินความรุนแรงของโรคเบาหวานที่มีต่อตนในด้านการเจ็บป่วย พิการ เสียชีวิต ทำให้บุคคล รับรู้ถึงภาวะคุกคาม (Perceived Threat) ของโรคว่ามีมากน้อยเพียงใด ซึ่งบุคคลมีความโน้มเอียง ที่จะหลีกเลี่ยง 3) การรับรู้ประโยชน์ที่จะได้รับประทานยาเบาหวาน เป็นความเชื่อว่าการกระทำตามที่ได้รับ คำแนะนำเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ลดความเสี่ยงหรือความรุนแรงลงได้ และ 4) การรับรู้อุปสรรค เป็นความเชื่อว่า การกระทำตามที่ได้รับคำแนะนำนั้นเป็นสิ่งยุ่งยากเสียค่าใช้จ่ายทำได้ยาก ซึ่งจากปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ป่วย เลือกปฏิบัติตามความเชื่อด้านสุขภาพนั้น ๆ ทั้งนี้หากผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ไม่รับประทานยาตามแผนการ รักษา ก็จะทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติเป็นไปได้ยาก ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยง ต่อภาวะแทรกซ้อน จากภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิดภาวะทุพพลภาพเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา ภาวะแทรกซ้อนที่สูง และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย พูดถึงงานวิจัยอื่นเอามาอ้างอิงว่าแบบแผนความเชื่อ ด้านสุขภาพส่งผลต่อพฤติกรรมอย่างไร จากการศึกษาของดวงเดือน หันทยุง และคณะ (2559) ศึกษาเรื่องผลของการใช้โปรแกรมประยุกต์ ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ผลการวิจัย พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การรับรู้โอกาสเสี่ยงและ ความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนจากการเป็นโรคเบาหวาน การรับรู้ประโยชน์และอุปสรรคของการปฏิบัติตัว ในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน มากกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการดูแลตนเอง ด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการ จัดการความเครียด ดีกว่าก่อนการทดลองกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และจาก การศึกษาของขวัญเรือน ก๋าวิตู และชนิดา มัททวางกูร (2562) ศึกษาเรื่องปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการรับประทานยามี ความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (p=0.025) อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการศึกษาผลของโปรแกรม ความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการรับประทานยาและระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน จังหวัดอำนาจเจริญเป็นจังหวัดที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของเขตสุขภาพที่ 10 ซึ่งมีอยู่ 5 จังหวัด ประกอบด้วย อุบลราชธานี ยโสธร มุกดาหาร ศรีสะเกษและอำนาจเจริญ จากฐานข้อมูลสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดอำนาจเจริญ พบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานรายใหม่ต่อประชากรของจังหวัดอำนาจเจริญในปี 2564 จำนวน 1,722 ราย อัตราป่วยคิดเป็น 457.74 ต่อแสนประชากร ส่วนในเขตพื้นที่รับผิดชอบตำบลนาผือ มีผู้ป่วย โรคเบาหวานจำนวนทั้งหมด 408 ราย แบ่งเป็นบ้านนาผือ หมู่ 1 ที่มีผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 49 ราย และเป็น 1 ใน 10 อันดับที่มีสถิติการป่วยด้วยโรคเบาหวานมากที่สุด
53 ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาผลของโปรแกรมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการรับประทานยาและ ระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในพื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาผือ บ้านนาผือ หมู่ 1 ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมความเชื่อด้านสุขภาพต่อ พฤติกรรมการรับประทานยาและระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัด อำนาจเจริญ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานยาของผู้ป่วยโรคเบาหวานและส่งผลให้ระดับน้ำตาลใน เลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานลดลง ตลอดจนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย วัตถุประสงค์ทั่วไป 1. เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการรับประทานยาและระดับน้ำตาล ในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ วัตถุประสงค์เฉพาะ 1. เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการรับประทานยาของผู้ป่วยเบาหวาน ก่อนและ หลังได้รับโปรแกรมความเชื่อด้านสุขภาพ บ้านนาผือ หมู่ 1 ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ 2. เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ก่อนและหลังได้รับโปรแกรม ความเชื่อด้านสุขภาพ บ้านนาผือ หมู่ 1 ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ
54 กรอบแนวคิดในการวิจยั - พฤติกรรมการรับประทานยาของผู้ป่วย เบาหวาน - ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน (วิธีการเจาะหาระดับน้ำตาลในเลือด โดย เจาะที่ปลายนิ้ว) ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อทางสุขภาพ (Health belief model) 1. การสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติโดยการสร้าง การรับรู้โอกาสเสี่ยง รับรู้ ถึงความรุนแรง - ให้ความรู้โดยการบรรยาย เรื่องโรคเบาหวาน - ให้ความรู้โดยการบรรยาย เรื่องโรคเบาหวานกับยา การรับประทานยา ผู้ป่วยเบาหวาน เบาหวานกับโรคไต ทำไมถึงต้องควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วย เบาหวาน - การให้รางวัลผู้ป่วยเบาหวานที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ตาม เป้าหมาย 2. การเพิ่มโอกาสในการปฏิบัติพฤติกรรมโดยการสร้างการรับรู้ประโยชน์ - ให้ความรู้โดยการบรรยาย การรับประทานยาในผู้ป่วยเบาหวาน การ ควบคุมระดับน้ำตาลได้/ไม่ได้ - ให้ความรู้โดยการบรรยายเกี่ยวกับประโยชน์ในการป้องกันและรักษาโรค - มอบสมุดบันทึกระดับค่าน้ำตาลในเลือดรอบเอว น้ำหนัก ส่วนสูง และ การออกกำลังกาย 3. การขจัดหรือลดอุปสรรคในการปฏิบัติพฤติกรรมโดยการสร้างการรับรู้ อุปสรรค - ให้คำแนะนำวิธีดูแลใจให้อยู่กับโรคเบาหวาน - ให้ความรู้โดยการบรรยาย การจัดการความเครียด 4. การจัดหาสิ่งกระตุ้นการปฏิบัติ - การออกำลังกายไม้พอง ด้วยทำนองสรภัญญะ ทุกวันจันทร์ ในช่วงเวลา 17.00 – 17.30 น. โดยมีผู้วิจัยเป็นแกนนำในการออกกำลังกาย - คลิปเสียง ให้ความรู้เกี่ยวกับความเชื่อต่อพฤติกรรมการรับประทานยา ของผู้ป่วยเบาหวาน - ฝึกสติแบบสั้นสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน - เจาะน้ำตาลปลายนิ้ว DTX ทุกวันจันทร์ ในช่วงเวลา06.30 - 07.00 น.
55 การดำเนินการวิจัย การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental study) แบบหนึ่งกลุ่มประเมินก่อน-หลัง (one-group pre-posttest design) มีขอบเขต คือ ประชากรกลุ่มเป้าหมายในการศึกษาครั้งนี้ คือ ประชากร ผู้ป่วยโรคเบาหวาน บ้านนาผือ หมู่ 1 ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ที่สมัครใจร่วมโปรแกรม จำนวน 49 คน ระยะเวลาศึกษาระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม – 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 เกณฑ์ในการคัดเลือก มีดังนี้ 1) เป็นผู้ป่วยเบาหวาน ที่สามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดได้และควบคุมไม่ได้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บ้าน นาผือ หมู่ 1 ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ทั้งเพศชายและเพศหญิง ที่เข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาผือ 2) สมัครใจและยินดีให้ความร่วมมือในโปรแกรมสุขศึกษาที่ผู้วิจัยได้จัดทำขึ้น เกณฑ์ในการคัดออก มีดังนี้ 1) กลุ่มตัวอย่างขอถอนตัวหรือยุติการเข้าร่วมศึกษา 2) ไม่เป็นผู้พิการทางร่างกาย หรือมีปัญหาทางการสื่อสาร ไม่สามารถตอบคำถามได้ เช่น หูหนวก เป็น ใบ้ 3) ไม่เป็นผู้วิกลจริต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ใช้การคำนวณขนาดตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของ 2 กลุ่มที่ไม่ เป็นอิสระต่อกัน และนำค่าเฉลี่ยความแตกต่างของความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมการดูแลตนเองต่อการ รับประทานยา และค่าระดับน้ำตาลในเลือด จากการศึกษาผลของโปรแกรมจัดการตนเองเพื่อควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงของโชติกา สัตนาโค และจุฬาภรณ์ โส ตะ (2561) กำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ 95% ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 24 คน แต่เนื่องจากในการศึกษาครั้งนี้ มีกลุ่ม ที่เป็นโรคเบาหวานในบ้านนาผือ หมู่ 1 ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ อยู่ทั้งหมด 49 คน ผู้วิจัย จึงขอเก็บข้อมูลทั้งหมด การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 1. ผู้วิจัยนำเครื่องมือที่ใช้ไปหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (Reliability) ผู้วิจัยนำแบบสอบถามไป ปรับปรุง แก้ไขให้มีความตรงตามเนื้อหาและเหมาะสม ทางด้านภาษาตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ โดยใช้ ค่า Cronbach’s alpha coefficient) ในการคำนวณผลการตรวจสอบเครื่องมือ โดยค่าความเชื่อมั่นของแบบ ประเมินมีค่า เท่ากับ 0.80
56 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ผู้วิจัยพัฒนาเครื่องมือจากการทบทวนแนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องนำมาสร้างเป็นแบบ สัมภาษณ์ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยเบาหวาน ประกอบด้วย เพศ อายุ สถานภาพสมรส การศึกษา อาชีพ รายได้ ระยะเวลาในการเจ็บป่วย (ปี) ตั้งแต่ตรวจพบ ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังจากโรคเบาหวาน จำนวน 8 ข้อ ส่วนที่ 2 ความเชื่อด้านสุขภาพ จำนวน 17 ข้อ เป็นแบบ 4 คำตอบ ประกอบด้วยคำถามเชิงบวกและ เชิงลบ โดยศึกษาค้นคว้าและปรับปรุงมาจากแบบวัดความเชื่อด้านสุขภาพของหทัยกาญจน์ ชัยชนะ (2557) แปลผลระดับความเชื่อออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับสูง (35-51 คะแนน) ระดับปานกลาง (18-34 คะแนน) และระดับต่ำ (0-17 คะแนน) ส่วนที่ 3 พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน จำนวน 15 ข้อ เป็นแบบ 3 คำตอบ ดัดแปลงจากหทัยกาญจน์ ชัยชนะ (2557) แปลผลความรู้ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ได้แก่ ระดับสูง (31-45 คะแนน) ระดับปานกลาง (16-30 คะแนน) และระดับต่ำ (0-15 คะแนน) 2. โปรแกรมความเชื่อด้านสุขภาพในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 บ้านนาผือ หมู่ 1 ตําบล นาผือ อําเภอเมือง จังหวัดอํานาจเจริญ ครั้งที่ 1 กิจกรรมให้ความรู้โดยการบรรยาย เรื่องโรคเบาหวานประโยชน์ในการป้องกันและรักษาโรค การรับประทานยาในผู้ป่วยเบาหวาน เบาหวานกับโรคไต การจัดการความเครียด แจกสมุดบันทึกระดับค่า น้ำตาลในเลือดรอบเอว น้ำหนัก ส่วนสูง การให้คำแนะนำวิธีดูแลใจให้อยู่กับโรคเบาหวาน การฝึกสติแบบสั้น สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และการออกกำลังกายไม้พลอง ด้วยทำนองสรภัญญะ ครั้งที่2 เจาะน้ำตาลปลายนิ้ว เปิดคลิปเสียง ให้ความรู้เกี่ยวกับความเชื่อต่อพฤติกรรมการรับประทาน ยาของผู้ป่วยเบาหวาน ออกกำลังกายไม้พลอง ด้วยทำนองสรภัญญะ ครั้งที่ 3 เจาะน้ำตาลปลายนิ้ว การจัดการความเครียด การรับประทานยาในผู้ป่วยเบาหวาน ออก กำลังกายไม้พลอง ด้วยทำนองสรภัญญะ ครั้งที่ 4 เจาะน้ำตาลปลายนิ้ว เปิดคลิปเสียง ให้ความรู้เกี่ยวกับความเชื่อต่อพฤติกรรมการรับประทาน ยาของผู้ป่วยเบาหวาน การฝึกสติแบบสั้นสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การให้รางวัลผู้ป่วยเบาหวานที่สามารถ ควบคุมระดับน้ำตาลได้ตามเป้าหมาย
57 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัย เมื่อทำการเก็บรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อมูลเรียบร้อยแล้วจึงทำการ กำหนดรหัสแล้วทำการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS (Statistical Package for Social Science) โดยสถิติที่ใช้มีดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยเบาหวาน ประกอบด้วย เพศ อายุ สถานภาพสมรส การศึกษา อาชีพ รายได้ ระยะเวลาในการเจ็บป่วย ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังจากโรคเบาหวาน โดยนำมาแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. วิเคราะห์ผลก่อนและหลังทดลอง โดยใช้สถิติ Wilcoxon signed-ranks test ดังนี้ 2.1 เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยคะแนนความเชื่อด้านสุขภาพ 2.2 เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วย โรคเบาหวาน การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยได้คำนึงถึงสิทธิ์ของผู้เข้าร่วมวิจัย โดยผู้วิจัยได้กำหนดแนวทางการพิทักษ์สิทธิ์ตามแบบมาตรฐาน ของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ ดังนี้ 1. ผู้วิจัยได้นำเสนอโครงร่างการวิจัยต่อคณะกรรมการ เพื่อขอความเห็นชอบและอนุมัติดำเนินการ ศึกษาวิจัย 2. เมื่อได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ ผู้วิจัยได้ทำหนังสือแนะนำตนเอง ชี้แจงวัตถุประสงค์การ วิจัย ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล และขอความร่วมมือในการเข้าร่วมโครงการ กลุ่มตัวอย่างมีสิทธิ์ที่จะตอบ รับหรือปฏิเสธการเข้าร่วมในการวิจัยครั้งนี้ได้ตามความสมัครใจ โดยข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจะถูกเก็บเป็น ความลับ ข้อมูลที่ได้จะนำมาใช้ในการวิจัยครั้งนี้เท่านั้น และนำเสนอวิจัยในภาพรวม และได้รับความเห็นชอบ จากกลุ่มตัวอย่างเสมอ 3. สิทธิความเป็นส่วนตัวและรักษาสัญญาเป็นความลับส่วนบุคคล 1) เอกสารที่ใช้ในการวิจัยทุกฉบับจะถูกเก็บรักษาเป็นอย่างดี โดยผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้มีเพียง ผู้วิจัย และอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยเท่านั้น 2) ในการเผยแพร่ข้อมูลหรือการตีพิมพ์ในหนังสือวารสารทางสาธารณสุขและการนำเสนอข้อมูล ผล การศึกษาต่างๆ ผู้วิจัยจะทำการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ทางวิชาการเท่านั้น โดยไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้ให้ ข้อมูล
58 ผลการศึกษา 1. ด้านข้อมูลทั่วไป พบว่าประชากรกลุ่มตัวอย่างผู้โรคเบาหวาน บ้านนาผือ หมู่ 1 ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัด อำนาจเจริญ เป็นเพศหญิงจำนวน 38 คน คิดเป็น ร้อยละ 77.6 มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 51 ปี ร้อยละ 44.9 (S.D. = 9.97) มีสถานภาพสมรส ร้อยละ 69.4 ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 79.6 ประกอบอาชีพ เกษตรกร ร้อยละ 65.3 มีประวัติการเจ็บป่วยตั้งแต่ 6 ปี – 10 ปี ร้อยละ 59.2 ไม่พบภาวะแทรกซ้อนจาก โรคเบาหวาน ร้อยละ 65.3 2. ความเชื่อด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคเบาหวาน พบว่า ความเชื่อด้านสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน ในภาพรวม ก่อนทดลองมีค่าเฉลี่ย = 23.17 S.D. = 3.06 และหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ย = 31.27 S.D. = 4.21 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การรับรู้โอกาสเสี่ยง ต่อภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานก่อนและหลังทดลอง มีค่าเฉลี่ย = 4.00 และ 5.33 ตามลำดับ S.D. = 1.71 และ 1.34 ตามลำดับ การรับรู้ความรุนแรงของโรคเบาหวานก่อนและหลังทดลอง มีค่าเฉลี่ย = 4.94 และ 7.96 ตามลำดับ S.D. = 1.61 และ 1.48 ตามลำดับ การรับรู้ประโยชน์ของการรับประทานยา การป้องกันใน ผู้ป่วยเบาหวานและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดก่อนและหลังทดลอง มีค่าเฉลี่ย = 4.76 และ 7.98 ตามลำดับ S.D. = 1.82 และ 1.56 ตามลำดับ การรับรู้อุปสรรคต่อการดูแลตนเองและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ก่อนและหลังทดลอง มีค่าเฉลี่ย = 5.33 และ 4.39 ตามลำดับ S.D. = 1.43 และ 1.26 ตามลำดับ และการ รับรู้แรงจูงใจด้านสุขภาพโดยทั่วไปก่อนและหลังทดลอง มีค่าเฉลี่ย = 4.14 และ 5.16 ตามลำดับ S.D. = 1.83 และ 1.38 ตามลำดับ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) รายละเอียดดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการแปลผล ความเชื่อด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคเบาหวานของ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน บ้านนาผือ หมู่ 1 ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ความเชื่อด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ก่อนทดลอง หลังทดลอง Z p-value x̅ S.D. x̅ S.D. การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของ โรคเบาหวาน 4.00 1.71 5.33 1.34 -4.196 <.001
59 ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการแปลผล ความเชื่อด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคเบาหวานของ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน บ้านนาผือ หมู่ 1 ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ (ต่อ) ความเชื่อด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ก่อนทดลอง หลังทดลอง Z p-value x̅ S.D. x̅ S.D. การรับรู้ความรุนแรงของโรคเบาหวาน 4.94 1.61 7.96 1.48 -5.627 <.001 การรับรู้ประโยชน์ของการรับประทานยา การป้องกัน ในผู้ป่วยเบาหวานและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 4.76 1.82 7.98 1.56 -5.711 <.001 การรับรู้อุปสรรคต่อการดูแลตนเองและการควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือด 5.33 1.43 4.39 1.26 -3.333 0.001* การรับรู้แรงจูงใจด้านสุขภาพโดยทั่วไป 4.14 1.83 5.61 1.38 -3.848 <.001 3. พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน พบว่า พฤติกรรมการรับประทานยาและระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ในภาพรวมมีความ รู้อยู่ในระดับปานกลาง ก่อนทดลองมีค่าเฉลี่ย = 16.84 S.D. = 3.84 และหลังทดลอง มีค่าเฉลี่ย = 17.50 S.D. = 3.71 ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.414) รายละเอียดดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการแปลผลพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน บ้านนาผือ หมู่ 1 ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ̅ S.D. Z p-value ก่อนทดลอง 16.84 3.84 -0.816 0.414 หลังทดลอง 17.50 3.71
60 4. ค่าระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน พบว่า ค่าระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ในภาพรวมผู้ป่วยเบาหวานมีค่าระดับน้ำตาลอยู่ใน ระดับดี ก่อนทดลองมีค่าเฉลี่ย = 131.29 หลังทดลองมีค่าเฉลี่ย = 104.76 แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) รายละเอียดดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการแปลผลค่าระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานบ้าน นาผือ หมู่ 1 ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ค่าระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ̅ S.D. Z p-value ก่อนทดลอง 131.29 52.55 -5.438 < .001 หลังทดลอง 104.76 19.06 อภิปรายผลการวิจัย ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างผลของโปรแกรมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการ รับประทานยาและระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยความเชื่อด้านสุขภาพ สูงกว่าก่อนทดลอง จึงส่งผลให้พฤติกรรมการรับประทานยาของผู้ป่วยเบาหวานสูงขึ้น และระดับน้ำตาลใน เลือดของผู้ป่วยเบาหวานลดลง ทั้งนี้เนื่องจากโปรแกรมความเชื่อด้านสุขภาพ มีความสอดคล้องกับการศึกษา ของดวงเดือน หันทยุง และคณะ (2559) พบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวาน การรับรู้โอกาสเสี่ยงและความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน การรับรู้ประโยชน์ และอุปสรรคของการปฏิบัติตัวในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน มากกว่าก่อนการทดลอง อย่าง มีนัยสำคัญที่ 0.05 และมีพฤติกรรมการดูแลตนเองดีกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05 ความเชื่อด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคเบาหวาน หลังการให้โปรแกรม ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีคะแนนเฉลี่ย สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 สอดคล้องกับการศึกษาของ ศิริพร ปาระมะ (2545) พบว่า ผู้ป่วยเบาหวานมีความเชื่อด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับสูง ซึ่งสอดคล้องกับ การศึกษาของ ศรัณยา เพิ่มศิลป์ และดร.รุจิรา ดวงสงค์ (2554) พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย คะแนนด้านความรู้ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001)
61 พฤติกรรมการรับประทานยาและระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ในภาพรวมมีความรู้อยู่ใน ระดับปานกลาง และระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) สอดคล้องกับ การศึกษาของ ขวัญเรือน ก๋าวิตู (2561) พบว่า พฤติกรรมด้านการรับประทานยามีความสัมพันธ์กับการควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือดอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.025) ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้ประโยชน์ จากการศึกษาผลของโปรแกรมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการรับประทานยาและระดับ น้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน บ้านนาผือ หมู่ 1 ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ผู้วิจัยมี ข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ 1) ควรมีนโยบาย แผนงานหรือกิจกรรมสร้างเสริมความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพฤติกรรมการ ดูแลตนเอง โดยเน้นในด้านการรับประทานยาของผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพื่อกระตุ้นทัศนคติการดูแลตนเองของ ผู้ป่วย ตลอดจนสามารถพัฒนาทักษะการจัดการตนเองได้ 2) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพส่วนตำบล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถ นำผลการวิจัย ไปใช้ในการเสริมสร้างพฤติกรรมการดูแลตนเองในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วย เบาหวาน โดยการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติตน เพิ่มโอกาสในการปฏิบัติพฤติกรรมโดยการ สร้างการรับรู้ประโยชน์ ขจัดหรือลดอุปสรรคในการปฏิบัติพฤติกรรมโดยการสร้างการรับรู้อุปสรรค จัดหาสิ่ง กระตุ้นการปฏิบัติ 3) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพส่วนตำบล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถนำ นวัตกรรมการออกกำลังกายด้วยไม้พลอง ร่วมกับทำนองสรภัญญะ ไปเผยแพร่ให้แก่พื้นที่อื่น เพื่อให้เกิดความ เข้าใจในการปฏิบัติตนตามหลัก 3อ.2ส. ข้อเสนอแนะการวิจัยครั้งต่อไป 1) การศึกษาวิจัยโดยใช้ผลของโปรแกรมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการรับประทานยาและ ระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานครั้งต่อไป ผู้วิจัยควรใช้ระยะเวลาในการทำกิจกรรมนานกว่านี้ เพื่อจะ ได้วัดระดับพฤติกรรมการรับประทานยาและระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากอดอาหาร 8-12 ชั่วโมง ได้อย่าง ต่อเนื่อง และจะเป็นการทำให้ผู้ป่วยคุ้นเคยกับการทำกิจกรรม และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 2) ควรศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการรับประทานยาและระดับน้ำตาล ในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน
62 เอกสารอ้างอิง ขวัญเรือน ก๋าวิตู. (2561). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้สูงอายุที่เป็น โรคเบาหวานที่อาศัยอยู่ในชุมชนรอบมหาวิทยาลัยสยาม. วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม. 20(38), 82-95 ดวงเดือน หันทยุง และคณะ. (2559). ผลของการใช้โปรแกรมประยุกต์ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบล เมืองไผ่. วารสารวิจัยราชภัฏพระนคร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 11(1), 36-51 นันทิยา วัฒายุ. (2552). ปัจจัยทำนายพฤติกรรรมการจัดการโรคเบาหวนด้วยตนเองของผผู้ป่วยเบาหวานที่ 2. กรุงเทพฯ: คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปัฐยาวัชร ปรากฏผล และคณะ. (2558). คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีและไม่มีภาวะแทรกซ้อนและ แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเรื้อรัง. สระบุรี: วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีพระพุทธบาท. รื่นจิต เพชรชิต. (2557). พฤติกรรมการดูแลตนเองและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วย โรคเบาหวานโรงพยาบาลเคียงซาจังหวัดสุราษฎร์ธานี. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการ สาธารณสุขภาคใต้. 2(2), 15-28 วรรณี นิธิยานันท์. (บรรณาธิการ). (2554). แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน. กรุงเทพฯ: บริษัทศรีเมือง การพิมพ์ ศรัณยา เพิ่มศิลป์ และดร.รุจิรา ดวงสงค์. (2554). ผลของการประยุกต์ใช้ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมในการควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 ที่มา รับบริการที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์อําเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น/. มหาวิทยาลัยขอนแก่น,:ม.ป.ท. 701-713 ศิริพร ปาระมะ. (2545). วิทยานิพนธ์ (ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะ แนว)). มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 60-63 สุธาทิพย์ ภัทรกุลวณิชย์. ประเด็นสารรณรงค์วันเบาหวานโลก ปี 2555(ปีงบประมาณ2556) [อินเตอร์เน็ต]. นนทบุรีซ สำนักงานโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข; 2555 [เข้าถึงเมื่อ 14 พฤษภาคม 2564]. เข้าถึงได้จาก http:dpc5.ddc.moph.go.th/PR/56-DM-14nov55. World Health Organization [WHO]. (1998). Health Promotion Glossary. Geneva: WHO. (2016). Global Report on Diabetes. Retrieved May 14, 2021, from http://apps.who.int/iris/bitstream/handle/10665/204871/9789241565257_eng. pdf;jsessionid=C0CCDCDA8EA5D8ECA22C6B5A1CC8AF?sequence=1
63 ผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ โดยอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ ในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบลหนองมะแซว อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ นนทิยา สายสุวรรณ์*, ภัคพงษ์ ทองย่อย*, วชิรวิทย์ ทานะสินทร์*, อริสรา แก้วใส*, และเบญจมาศ วงษ์ลคร** *หลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล **นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองมะแซว *อาจารย์ที่ปรึกษา:ณฐกมล ผดาเวช E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองโดยใช้โปรแกรมการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเอง ของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมการ ดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 3) เปรียบเทียบ ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่ม เปรียบเทียบ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ บ้านหนองหิน ตำบลหนองมะแซว อำเภอ เมือง จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 15 ราย โดยคำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย 2 กลุ่มที่ เป็นอิสระต่อกัน โปรแกรมประกอบด้วย การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านให้มีความรู้ ความสามารถในการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การดูแลตนเองและชักจูงมาออกกำลังกายร่วมกัน วิเคราะห์ข้อมูลความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเองโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับน้ำตาลเฉลี่ย สะสมในเลือดระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมภายหลังการทดลองด้วยสถิติทดสอบ independent t-test ผลการศึกษาพบว่าก่อนใช้โปรแกรม กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดไม่แตกต่างกัน หลังใช้โปรแกรมพบว่ากลุ่มควบคุมไม่มีการเปลี่ยนแปลงความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือด ส่วนกลุ่มทดลองมีความรู้เพิ่มขึ้น พฤติกรรมการดูแล ตนเองดีขึ้น และระดับน้ำตาลในเลือดลดลง โดยพบว่ากลุ่มทดลองก่อนเข้ารับโปรแกรมมีความรู้เกี่ยวกับการ ดูแลตนเองอยู่ในระดับปานกลาง พฤติกรรมการดูแลตนเองอยู่ในระดับพฤติกรรมไม่เหมาะสม ระดับ HbA1c เฉลี่ย 9.42 mg% หลังการเข้ารับโปรแกรมระดับความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอยู่ที่มีความรู้มาก พฤติกรรมการดูแลตนเองดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอยู่ในระดับพฤติกรรมเหมาะสม ระดับ HbA1c ลดลง เป็น เฉลี่ย 9.31 mg% ดังนั้นโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำ หมู่บ้าน สามารถทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้มีความรู้เพิ่มขึ้น พฤติกรรมการดูแลตัวเองดีขึ้น
64 ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ สามารถประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ใน พื้นที่อื่น ๆ ต่อไป คำสำคัญ: เบาหวานควบคุมน้ำตาลไม่ได้, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน, วิถีชีวิตปกติใหม่, โปรแกรม การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน Effectiveness of Uncontrolled Diabetes Patient’s Care Program by Village Health Volunteers under New Nomal Way of Life in The Service Area of Health Promoting Hospital, NhongMaSaew SubDistrict, Mueang Amnat Charoen District, Amnat Charoen Province Nonthiya Saisuwan*, Phakkhaphong Thongyoi*, Wachirawith Tanasin*, Arisra Kaewsai*, and Benchamat Wonglakhon** *Public health program, Amnatcharoen Campus, Mahidol University ** Public Health Technical Officer, NhongMaSaew Health Promoting Hospital *Advisor: Nathakamon Padawech E-mail: [email protected] Abstract This research is quasi-experimental research which implement the uncontrolled diabetes patient’s care program by village health volunteers. The purposes are compare between experimental group and control group about 1) knowledge about self-care 2) self-care behaviors 3) blood sugar level. The sample is 15 uncontrolled diabetes patients who live in NhongHin Village, NhongMaSaew Sub-District, Mueng District, Amnatcharoen Province which are calculated to compare the independent mean. The program is increase capacity among village health volunteers to improve knowledge and ability to educate patients about diabetes, self-care and convince them to exercise. The result showed that before program, experimental group and control group has no difference about knowledge, self-care behaviors and blood sugar level. After program, control group has any changes in knowledge, self-care behaviors and blood sugar level, while experimental group has improved all factors. Before program, patients in experimental group have knowledge about self-care in medium level, self-care behaviors is unsuitable, and average blood sugar level (HbA1c) was 9.42 mg%. After program, they increase knowledge about selfcare to high level, their self-care behaviors were more suitable, and average blood sugar level (HbA1c) was decrease to 9.31 mg% Therefore, uncontrolled diabetes patient’s care program by village health volunteers can improve knowledge and self-care behaviors, and decrease blood glucose level of diabetic patients. Therefore, this program can be used to take care of diabetes patients in other area. Keyword: uncontrolled diabetes, village health volunteer, new normal way of life, patient’s care program
65 ความเป็นมาและความสำคัญ โรคเบาหวานเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย โดยสหพันธ์เบาหวานนานาชาติได้ คาดการณ์ว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า หรือปี พ.ศ. 2583 ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยเบาหวานสูงถึง 5.3 ล้านคน ซึ่งใน ปัจจุบันมีรายงานว่าในกลุ่มประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเป็นโรคเบาหวานสูงถึง 4.8 ล้านคน ในกลุ่มนี้ มี ผู้ป่วยมากกว่า 2 ล้านคนที่ยังไม่ทราบว่าตนเองป่วยหรือยังไม่ได้รับการวินิจฉัย ทำให้มีผู้ป่วยโรคเบาหวานใน ประเทศไทย เสียชีวิตมากถึง 200 รายต่อวัน (สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย, 2564) การควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เป็นเป้าหมายสำคัญของการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่ง ต้องการการดูแลทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องและการดูแลตนเอง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน เฉียบพลันและเรื้อรัง (Istek N, Karakurt P, 2016) รวมถึงโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ในผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่ สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ หากผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับใกล้เคียง ปกติได้ จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดแดงได้ เช่น ตา ไต และระบบประสาท ซึ่งจะต้องควบคุม ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ของคนปกติ (ณัฐธยาน์ ประเสริฐอำไพสกุล, เกสร สำเภาทอง, ชด ช้อย วัฒนะ, 2551) แต่หากผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องและต่อเนื่องจะทำให้เกิดความพิการและตาย ก่อนวัยอันควร (กรมการแพทย์สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, 2557) ซึ่งแนวทางการรักษาคือต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เกี่ยวกับการบริโภคอาหาร การ รับประทานยา การออกกำลังกาย รวมไปถึงการพบแพทย์เป็นประจำ จากการทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมา พบว่า โปรแกรมที่นำมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานเพื่อการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ วิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยอาศัยความ ร่วมมือทั้งหมด 3 ระดับ คือ 1.ระดับชุมชน โดยมี อสม. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพส่วนตำบล และ องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ความร่วมมือกันโดยการจัดอบรมผู้ให้การดูแล้ว (care giver) จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เยี่ยมดูแลบุคคลที่บ้าน 2. ระดับครอบครัว คือ สามี ภรรยา บุตร ญาติ ช่วยตรวจสอบจำนวนยาคงเหลือราย สัปดาห์ ปรับการปรุงอาหาร ลดหวานมันเค็ม เตือนการกินยา 3. ระดับบุคคล ให้ตั้งเป้าหมายการลดระดับ น้ำตาลรายเดือน การออกกำลังกาย รวมไปถึงการควบคุมอาหาร ทำให้ผู้ป่วยมีความรู้ มีพฤติกรรมการดูแล ตนเอง เพิ่มขึ้น รวมไปถึงมีทัศนคติเกี่ยวกับการควบคุมระดับน้ำตาลดีขึ้น(ประชุมพร กวีกรณ์, ประเสริฐ ประสมรักษ์, 2559)ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า การได้รับการสนับสนุนและดูแลอย่างใกล้ชิดจากบุคคลในครอบครัวและ ชุมชน ส่งผลทำให้ผู้ป่วยเบาหวานควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเป็นเครือข่ายหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญเพราะใกล้ชิดกับประชาชนในชุมชน และมีบทบาทในการดูแล สุขภาพของประชาชนในชุมชน ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลสุขภาพของ ตนเอง ครอบครัว และชุมชน โดย อสม. จะได้รับความรู้ผ่านกระบวนการอบรมจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข (กอง สนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน, 2556) ในปัจจุบัน อสม.ที่ต้องการเพิ่มขึ้นคืออสม. ที่มีทักษะขั้นสูงหรือที่มี ความรู้ความชำนาญเฉพาะทางการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน (ดุษณี ศุภวรรธนะกุล, รัศมี แสงศิริมงคลยิ่ง, ละออง ทิพย์ มัทธุรศ, 2559) ที่จะสามารถให้คำแนะนำ ตลอดจนการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่จะช่วยป้องกันมิให้เกิด ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่เกิดจากการควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ประกอบกับในสถานการณ์การแพร่
66 ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งส่งผลต่อการปรับระบบบริการของสถานบริการสุขภาพ ที่เปลี่ยนเป็นการ ส่งยาให้ผู้ป่วยที่บ้าน ให้คำแนะนำ และติดตามเยี่ยมบ้านโดย อสม. ดังนั้น จึงถือได้ว่า อสม.เป็นกลไกสำคัญที่ จะเข้ามามีบทบาทต่อการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่บ้าน ซึ่งต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างเป็นรูปธรรม จากการศึกษารูปแบบการพัฒนาศักยภาพ อสม.ที่ผ่านมาพบว่า รูปแบบที่ส่งผลให้ อสม.มีความรู้ และ ทักษะในการปฏิบัติงาน ตลอดจนสามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องเป็นระบบ ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพ อสม. คือ 1) ด้านการพัฒนาความรู้ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ที่จำเป็นให้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อยกระดับให้เป็น อสม.หมอประจำบ้าน ตามหลักสูตรที่กรม สนับสนุนบริการสุขภาพกำหนด (หลักสูตรการฝึกอบรม อสม.หมอประจำบ้าน พ.ศ. 2562) 2) ด้านการพัฒนา ทักษะฝึกปฏิบัติ โดยกำหนดให้มีการเรียนรู้และฝึกทักษะในปฏิบัติงานในสถานที่จริง เพื่อใช้เป็นประโยชน์ใน การดูแลกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ในมีคุณภาพชีวิตที่ดี และ 3) ด้านการพัฒนาทัศนคติ โดยได้มีเสริมสร้างทัศนคติ เชิงบวกในการปฏิบัติงานให้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ทำงานในรูปแบบของจิตอาสา การทำงานเพื่อสังคม และสร้างความเข้าใจในการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ (คู่มือ สำหรับเจ้าหน้าที่ เพื่อการยกะดับ อสม. เป็น อสม.หมอประจำบ้าน, 2562) แต่ปัจจุบันมีการแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 จึงต้องมีการจัดอบรมให้ความรู้เฉพาะด้านเพิ่มศักยภาพของ อสม. ในการดูแลผู้โรคป่วยเบาหวาน เพื่อให้ อสม.สามารถดูแลผู้ป่วยให้ได้ใกล้เคียงกับคุณหมอ เพราะหากผู้ป่วย ไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม อาจทำให้ผู้ป่วยควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้และเกิด ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าปัญหาโรคเบาหวานเป็นปัญหาของระบบสาธารณสุขประเทศไทย เมื่อผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง จะก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในหลายระบบของร่างกาย ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ทำให้เกิดความพิการและตายก่อนวัยอันควร ซึ่งในปัจจุบันยังมีการแพร่ของโรค ติดเชื้อไวรัส โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่ทำให้เป็นอุปสรรคในการเข้ารับการรักษาและการดูที่เหมาะสมจาก โรงพยาบาล เนื่องจากมีมาตรการลดความแออัด ลดความเสี่ยงจากการรับเชื้อ จึงมีมาตรการให้ผู้ป่วย โรคเบาหวานรับยาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จึงมีความจำเป็นในการศึกษาวิจัยผลของโปรแกรมการ ลดระดับค่าน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ โดยอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้าน ในรูปแบบวิถีชีวิตปกติใหม่ โดยเน้นความร่วมมือกับผู้ป่วย เพื่อก่อให้เกิดความสำเร็จในการลด ระดับน้ำตาลในเลือดและลดภาวะแทรกซ้อนของโรคที่จะตามมา ในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หนองมะแซว อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ ให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและนำไปสู่ระดับน้ำตาลในเลือดที่ลดลงต่อไป วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมและกลุ่มควบคุม 2. เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมและกลุ่มควบคุม
67 3. เพื่อเปรียบเทียบระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมและกลุ่มควบคุม ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา ตัวแปรต้น คือ โปรแกรมการดูแลผู้ป่วยเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ โดยอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ ตัวแปรตาม คือ 1. ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ 2. พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ ประกอบด้วย 2.1 พฤติกรรมการบริโภค 2.2 พฤติกรรมการออกกำลังกาย 2.3 พฤติกรรมการรับประทานยา 3. ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ ประกอบด้วย 3.1 ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด (HbA1c) 3.2 ระดับน้ำตาลในเลือดเจาะจากปลายนิ้ว (FPG)
68 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรอิสระ (Independent variables) ตัวแปรตาม (Dependent variables) ภาพที่1 กรอบแนวคิดในการวิจัย -ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองของ ผู้ป่วยเบาหวาน -พฤตกิรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วย เบาหวาน 1. พฤติกรรมกำรบริโภคอำหำร 2. พฤติกรรมกำรออกก ำลังกำย 3. พฤติกรรมกำรรับประทำนยำ -ระดับน ้าตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดของ ผู้ป่วยเบาหวานทคี่วบคุมน ้าตาลไม่ได้ 1.ระดับน ้ำตำลเฉลี่ยสะสมในเลือด (HbA1c) 2. ระดับน ้ำตำลในเลือดเจำะจำก ปลำยนิ้ว (FPG) โปรแกรมการดูแลผู้ป่วยเบาหวานควบคุมระดับ น้ำตาลไม่ได้ โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำ หมู่บ้าน (อสม.) ภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ 1. อบรม อสม.เกี่ยวกับกำรดูแลตนเองของผู้ป่ วยเบำหวำนที่ ควบคุมน ้ำตำลไม่ได้ให้เป็นมำตรฐำนเดียวกัน โดยมี รำยละเอียดดังนี้ 1.1 บรรยำยให้ควำมรู้เกี่ยวกับโรคเบำหวำนและ ภำวะแทรกซ้อนต่ำงๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงกำรดูแลเท้ำของผู้ป่ วย 1.2 บรรยำยเกี่ยวกับกำรดูแลเรื่องอำหำรที่ เหมำะสมและอำหำรที่ควรหลีกเลี่ยง 1.3 บรรยำยเกี่ยวกับเรื่องพฤติกรรมต่ำงๆ เช่น พฤติกรรมกำรรับประทำนยำ กำรออกก ำลังกำย กำร รับประทำนอำหำร และกำรดูแลเท้ำ 2. จัด อสม.คู่บัดดี้ ดูแลเรื่องพฤติกรรมกำรรับประทำนอำหำร กำรรับประทำนยำ และชักจูงให้ผู้ป่ วยมำออกก ำลังกำย ร่วมกัน อย่ำงน้อย 3-5วันต่อสัปดำห์ 3. มอบหมำยให้ อสม. เยี่ยมติดตำม ให้ค ำแนะน ำผู้ป่ วยคู่ บัดดี้ ตรวจน ้ำตำลปลำยนิ้ว ควำมดันโลหิต รอบเอวและ ร่วมกับผู้ป่ วยในกำรทึกลงในสมุดบันทึกรักตนเอง ตั้งเป้ำหมำย และวิเครำะห์พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หำ สำเหตุและปรับเป้ำหมำยร่วมกัน 4.จัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบกำรณ์กำรติดตำมดูแลผู้ป่ วยของ อสม.
69 ระเบียบวิธีวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ศึกษาในครั้งนี้คือผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ บ้านหนองหิน พื้นที่บริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองมะแซว อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 39 คน เกณฑ์คัดเข้า (Inclusion criteria) มีดังนี้ 1. ป่วยด้วยโรคเบาหวาน ไม่น้อยกว่า 6 เดือน อาศัยอยู่ในพื้นที่บริการโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองมะแซว 2.ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ 3. สามารถสื่อสารด้วยภาษาไทยได้ 4.ผู้ป่วยสมัครใจเข้าร่วมการวิจัยครั้งนี้ 4. ผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัวยินยอมเข้าร่วมการวิจัยครั้งนี้ เกณฑ์คัดออก (Exclusion criteria) มีดังนี้ 1. ผู้ป่วยมีความผิดปกติทางด้านจิตใจ 2.มีภาวะแทรกซ้อนที่มีความจำเป็นต้องส่งตัวเพื่อเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาล 3.ผู้ป่วยย้ายไปรับการรักษาในเขตพื้นที่อื่น 4.ปฏิเสธการเข้าร่วมวิจัยระหว่างดำเนินการให้ข้อมูลการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง ผู้ป่วย ที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคเบาหวานและควบคุมระดับน้ำตาล ไม่ได้ ใช้การคำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย 2 กลุ่มอิสระต่อกัน คำนวณกลุ่มตัวอย่างจากผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ สูตร n/gr = 2(∝+) 2 2 (1−2) 2 n = ขนาดกลุ่มตัวอย่าง Zα = ระดับความเชื่อมั่นที่กำหนด (ค่ามาตรฐานใต้โค้งปกติที่ระดับความเชื่อมั่นที่ 95% = 1.96) Zβ = อำนาจการทดสอบ (ผู้วิจัยกำหนดความคลาดเคลื่อนที่ 10 % ค่าอำนาจ ทดสอบ = 95% ดังนั้นค่า Zβ = 1.64) 2 = ความแปรปรวน ผู้วิจัยใช้ค่าความแปรปรวนจากผลของโปรแกรมการจัดการ ตนเองเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง โดยมีค่า ความแปรปรวนเท่ากับ 6.056 (โชติกา สัตนาโค, จุฬาภรณ์ โสตะ, 2560)
70 1= ค่าเฉลี่ยกลุ่มศึกษา 1 ผู้วิจัยใช้ค่าเฉลี่ยของผลต่างจากผลของโปรแกรมการ จัดการตนเองเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง โดยมีค่าเฉลี่ยผลต่างเท่ากับ 47.76 (โชติกา สัตนาโค, จุฬาภรณ์ โสตะ, 2560) 2= ค่าเฉลี่ยกลุ่มศึกษา 2 ผู้วิจัยใช้ค่าเฉลี่ยของผลต่างจากผลของโปรแกรมการ จัดการตนเองเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง โดยมีค่าเฉลี่ยผลต่างเท่ากับ 42.80 (โชติกา สัตนาโค, จุฬาภรณ์ โสตะ, 2560) แทนค่าลงในสูตร n/gr = 2(1.96+1.64) 2 (6.056) 2 (47.76−42.80) 2 = (20.61)(36.68) 25.44 = (755.97) 25.44 = 29.72 จากการคำนวณกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้เท่ากับ 29.72 คน จากทั้งหมด 39 คน ผู้วิจัยจึงใช้การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Sample Random Sampling) โดยการจับฉลากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 30 คน แต่ผ่านเกณฑ์คัดเข้าตามความสมัครใจของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ ทั้งหมด 15 คน กลุ่มควบคุม ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองมะแซว อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 15 คน อสม. คัดเลือก อสม. ที่เป็นผู้รับผิดชอบผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ที่เข้าร่วมการ วิจัย โดยจับคู่บัดดี้ผู้ป่วยและอสม.ผู้รับผิดชอบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ 1. อบรมให้ความรู้กับ อสม. รวมถึงแจก คู่มือ อสม. บัดดี้ คู่ซี้ลดระดับน้ำตาลใน เลือด โดยเนื้อหาในคู่มือจะแบ่งเป็น 9 ส่วน ได้แก่ 1.1 ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน 1.2 อาการของภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน 1.3 ทัศนคติที่ผิดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน 1.4 อาหารที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน 1.5 อาหาร 7 สิ่งที่ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยง 1.6 ข้อปฏิบัติในการควบคุมอาหาร 1.7 ความสำคัญของเท้ากับโรคเบาหวาน 1.8 การออกกำลังกาย
71 1.9 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับโรคเบาหวาน จากนั้นทำการประเมินความรู้ อสม. เป็นรายบุคคลเพื่อวัดความรู้โดยใช้แบบทดสอบความรู้ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นคำถามเกี่ยวกับความรู้โรคเบาหวาน อาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน และการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมโรคเบาหวาน มีทั้งหมด 30 ข้อ แปลผลเป็น 4 ระดับ โดย ใช้สูตรคำนวณอันตรภาคชั้นดังนี้ (อัญชนา ทองเมืองหลวง, 2554) ความกว้างของชั้น = คะแนนที่มีค่าสูงสูด−คะแนนที่มีค่าต่ำสุด จำนวนชั้น = 30−0 4 = 7.5 0 – 7.5 คะแนน หมายถึง มีความรู้น้อย 7.6 – 15.1 คะแนน หมายถึง มีความรู้ปานกลาง 15.2 – 22.7 คะแนน หมายถึง มีความรู้มาก 22.8 – 30 คะแนน หมายถึง มีความรู้มากที่สุด อสม. ต้องผ่านเกณฑ์ที่คะแนน 22.8 หมายถึง มีความรู้มากที่สุด เท่านั้นถึงจะผ่านเกณฑ์ พิจารณาให้เป็นคู่บัดดี้หรือผู้ดูแลให้กับผู้ป่วยเบาหวาน หากมีอสม. มีคะแนนต่ำกว่า 23 คะแนนต้องทำการ สอบใหม่ โดยจะมีการจัดติวให้กับ อสม.ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ จากนั้นให้ทำการสอบใหม่อีกครั้ง 2. สมุดบันทึกสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมน้ำตาลไม่ได้ เนื้อหาในสมุดบันทึก ประกอบด้วย 2.1 ข้อมูลส่วนบุคคคล 2.2 ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน 2.3 ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน 2.4 ตารางบันทึก ค่าน้ำตาลปลายนิ้ว ความดันโลหิต รอบเอว ของแต่ละ สัปดาห์รวมถึง การเขียนเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงตัวเองในแต่ละสัปดาห์ สิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือไม่เป็นไปตามเป้าหมายในแต่ละสัปดาห์โดยมีอสม. เป็นคนให้คำปรึกษา และผู้ป่วยเบาหวานทุกคนต้อง กรอกแบบพิทักษ์สิทธิ์ผู้ป่วย โดยอสม. และผู้ป่วยมีสิทธิ์ที่จะยุติการเข้าร่วมวิจัยได้ตลอดเวลาซึ่งเมื่อดำเนินการ วิจัยไประยะหนึ่งโดยมีผู้วิจัยเป็นพี่เลี้ยงแก้ไข และถามตอบปัญหาหรือข้อสงสัยให้แก่ อสม. 3. ติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติงานของ อสม. 3.1 ประชุม อสม.เพื่อติดตามผลการปฏิบัติงานในพื้นที่และนำผลของผู้ป่วย โรคเบาหวานควบคุมน้ำตาลไม่ได้ที่เป็นคู่ของ อสม. มาเรียนรู้ร่วมกัน ในทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ 3.2 สอบถามผู้ป่วยเกี่ยวกับการถ่ายถอดองค์ความรู้จาก อสม . โดย เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองมะแซว โดยวิธีการสุ่ม สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 3 คน 3.3 สะท้อนผลการติดตามการปฏิบัติงาน โดยการประชุม อสม. และผู้ป่วย เบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้เพื่อจัดการความรู้
72 4. ประเมินพฤติกรรมของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ โดยใช้แบบประเมิน พฤติกรรมของผู้ป่วยเบาหวานควบคุมน้ำตาลไม่ได้ โดยจะแบ่งพฤติกรรมออกเป็น 3 ส่วน รวมทั้งสิ้น 20 ข้อ ได้แก่ พฤติกรรมการบริโภค 10 ข้อ โดยแบ่งเกณฑ์คะแนนรวมออกเป็น 4 ช่วง ดังนี้ แปลผลเป็น 4 ระดับ โดย ใช้สูตรคำนวณอันตรภาคชั้นดังนี้ (อัญชนา ทองเมืองหลวง, 2554) ความกว้างของอันตรภาคชั้น = คะแนนที่มีค่าสูงสูด−คะแนนที่มีค่าต่ำสุด จำนวนชั้น = 40−0 4 = 10 0 – 10 คะแนน หมายถึง พฤติกรรมเหมาะสมมาก 11 – 20 คะแนน หมายถึง พฤติกรรมเหมาะสม 21 – 30 คะแนน หมายถึง พฤติกรรมไม่เหมาะสม 31 – 40 คะแนน หมายถึง พฤติกรรมไม่เหมาะสมมาก และพฤติกรรมการออกกำลังกาย 5 ข้อ และพฤติกรรมการใช้ยา 5 ข้อ โดยแบ่งเกณฑ์คะแนนรวม ออกเป็น 4 ช่วง ดังนี้ แปลผลเป็น 4 ระดับ โดย ใช้สูตรคำนวณอันตรภาคชั้นดังนี้ (อัญชนา ทองเมืองหลวง, 2554) ความกว้างของอันตรภาคชั้น = คะแนนที่มีค่าสูงสูด−คะแนนที่มีค่าต่ำสุด จำนวนชั้น = 20−0 4 = 5 0 – 5 คะแนน หมายถึง พฤติกรรมเหมาะสมมาก 6 – 10 คะแนน หมายถึง พฤติกรรมเหมาะสม 11 – 15 คะแนน หมายถึง พฤติกรรมไม่เหมาะสม 16 – 20 คะแนน หมายถึง พฤติกรรมไม่เหมาะสมมาก การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 1. ทำการตรวจสอบความเที่ยงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และตรวจสอบความเที่ยงตรง เชิงโครงสร้าง (Construct Validity) โดยอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน จำนวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาและตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหาในแบบสอบถาม รวมถึงโครงสร้างของชุด คำถามที่ใช้วัดตัวแปรด้านต่าง ๆ แล้วนำแบบสอบถามไปทำการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้มีความชัดเจน เข้าใจง่าย และครอบคลุมองค์ประกอบของตัวแปรอย่างครบถ้วน ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย 2. ปรับปรุงแบบสอบถามและเสนอให้อาจารย์ที่ปรึกษาอนุมัติก่อนแจกแจงแบบสอบถามแก่ กลุ่มตัวอย่าง
73 3. ต้องนำไปทดสอบความเชื่อมั่นโดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC (ltem - objective Congruence Index) เกณฑ์การพิจารณา ถ้าค่า IOC ได้มากกว่าหรือเท่ากับ 0.50 แสดงว่าข้อคําถามนั้นวัดได้ ตรงกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยงานวิจัยนี้สามารถนําผลคะแนนทีได้จากผู้เชียวชาญทั้ง 3 ท่าน มาคํานวณ โดยค่า IOC ซึ่งมีค่าดังนี้ 3.1 แบบวัดความรู้ของผู้ป่วย แบบวัดความรู้ของอสม. และแบบประเมินพฤติกรรม ของผู้ป่วย ได้ค่าเท่ากับ 0.865 ซึงเป็นค่าความเที่ยงตรงที่ยอมรับได้ 3.2 สมุดประจำตัวผู้ป่วยเบาหวาน ได้ค่าเท่ากับ 1.00 ซึงเป็นค่าความเที่ยงตรงที่ ยอมรับได้ 3.3 คู่มือ อสม. บัดดี้ คู่ซี้ ลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้ค่าเท่ากับ 1.00 ซึงเป็นค่าความ เที่ยงตรงที่ยอมรับได้ 4. การตรวจความน่าเชื่อถือ (Reliability) นำแบบสอบถามที่หาความเที่ยงตรงนำมาปรับปรุง แก้ไข แล้วนำเสนอแบบสบถามไปทดสอบกับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยที่อาศัยอยู่ใน ตำบลหนองมะแซว อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 30 คน แล้วนำมาวิเคราะห์หาค่า ความน่าเชื่อถือของแบบสอบถามโดยใช้วิธีสัมประสิทธิ์ (Cronbach’s Alpha Coefficient) เพื่อหาค่าความ เชื่อมันของแบบสอบถามค่าแอลฟาที่ได้จะแสดงถึงระดับความคงที่ของแบบสอบถาม โดยมีค่ามากกว่า 0.7 แสดงว่าแบบสอบถามมีความเชื่อมั่น ซึ่งงานวิจัยนี้มีค่า Cronbach Alpha เท่ากับ 0.855 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ เชื่อถือได้ 5. นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแล้วลงเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 15 คน 6.นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแล้วลงเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มเปรียบเทียบ จำนวน 15 คน การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ ข้อมูลที่รวบรวมได้จากการเก็บรวบรวมจากกลุ่มตัวอย่างจะนำมาประมวลผลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป ทางสถิติ SPSS/PC (Statistical Package for Social Science) โดยตัวแปรต่างๆ จะถูกนำมาลงรหัส Code เพื่อเปลี่ยนสภาพข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบตัวเลข วิเคราะห์ข้อมูลความรู้ พฤติกรรมการออกกำลังกาย พฤติกรรมการรับประทานยาและพฤติกรรมการ บริโภค โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1. นำข้อมูลคะแนนความรู้ พฤติกรรมการออกกำลังกาย พฤติกรรมการรับประทาน ยาและพฤติกรรมการบริโภคของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้แล้วนำมาทดสอบการแจกแจง ข้อมูลด้วยสถิติทดสอบนำมาทดสอบการแจกแจงข้อมูลด้วยสถิติทดสอบ paired t-test 2. เก็บข้อมูลระดับน้ำตาลในเลือดเจาะจากปลายนิ้ว (FPG) ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ นำมาทดสอบการแจกแจงข้อมูลด้วยสถิติทดสอบ Repeated-Measures ANOVA
74 3. เปรียบเทียบความแตกต่างกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกัน ต่อระดับน้ำตาลใน เลือดเจาะจากปลายนิ้ว (FPG) ของผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมน้ำตาลไม่ได้ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ภายหลังการทดลองด้วยสถิติทดสอบ Repeated-Measures ANOVA 4. เก็บข้อมูลระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด (HbA1c) ของตัวแปรผู้ป่วย โรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน นำมาทดสอบการแจกแจงข้อมูลด้วยสถิติ ทดสอบ paired t-test 5. เปรียบเทียบความแตกต่างกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกัน ต่อคะแนนความรู้ พฤติกรรมการออกกำลังกาย พฤติกรรมการรับประทานยาและพฤติกรรมการบริโภคและระดับน้ำตาลเฉลี่ย สะสมในเลือด (HbA1c) ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมภายหลังการทดลองด้วยสถิติทดสอบ independent t-test การพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่าง ในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่างการวิจัยโดยขั้นตอนของการเก็บข้อมูลผู้วิจัยได้มี การชี้แจงกลุ่มตัวอย่างว่า มีสิทธิ์ตอบรับหรือปฏิเสธการเข้าร่วมวิจัยครั้งนี้ การตอบรับหรือปฏิเสธไม่มี ผลกระทบใด ๆ ต่อกลุ่มตัวอย่าง โดยให้กลุ่มตัวอย่างเซ็นยินยอมเข้าร่วมการวิจัย พร้อมทั้งมอบหนังสือเซ็น ยินยอมให้กลุ่มตัวอย่างขณะดำเนินการวิจัย คำถามหรือข้อมูลทุกอย่างของผู้วิจัยถือเป็นความลับและนำมาใช้ วิเคราะห์ทางการศึกษาตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยเท่านั้น โดยนำเสนอข้อมูลที่ได้ในภาพรวมและระหว่าง การตอบแบบสอบถาม ถ้าผู้เข้าร่วมการวิจัยต้องการยุติหรือถอนตัว ผู้วิจัยยินยอมให้ยุติหรือถอนตัวได้ตาม ต้องการและยกเลิกการเก็บข้อมูลนั้นทันที หลังจากการดำเนินการวิจัยเสร็จสิ้นจะมีการทำลายแบบสอบถาม ทั้งหมด เพื่อป้องกันผลกระทบและความเสียหายแก่กลุ่มตัวอย่าง หากกลุ่มตัวอย่างและครอบครัวมีข้อสงสัย สามารถสอบถามผู้วิจัยได้ตลอดเวลาหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อกับผู้วิจัยได้ที่เบอร์ 0943842399, 0639530494 ผลการวิจัย 1. ความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดภายในกลุ่ม (1)กลุ่มทดลอง การทดสอบความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองก่อนการทดลองพบว่ากลุ่มทดลองมีค่า คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 11.93 ± 2.81 คะแนน และหลังการทดลองพบว่ากลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 19.60 ± 2.35 คะแนน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ส่วนพฤติกรรมการดูแลตนเองก่อนการ ทดลองพบว่ามีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 2.93 ± 0.59 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับพฤติกรรมที่เหมาะสม หลังการทดลง พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่1.87 ± 0.35 ซึ่งอยู่ในพฤติกรรมที่เหมาะสมมาก ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ.05 (t=9.025,p=<0.001) ระดับน้ำตาลสะสมในเลือด ก่อนการทดลองพบว่ามีค่าเฉลี่ยน้ำตาล สะสมอยู่ที่ 9.42 ± 2.647 และหลังการทดลองมีค่าน้ำตาลสะสมเฉลี่ยอยู่ที่ 9.31 ± 2.63 ดังนั้นก่อนและหลัง ทดลองจึงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (t=4.675,p=<0.001) ดังแสดงในตารางที่ 1
75 ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานของการเปรียบเทียบ ความแตกต่างของคะแนนความรู้ คะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเอง และค่าระดับน้ำตาลในเลือด ก่อนเข้า-หลังเข้าร่วมการทดลองของกลุ่มทดลอง ตัวแปร ก่อนทดลอง หลังทดลอง t p-value ค่าเฉลี่ย S.D. ค่าเฉลี่ย S.D. ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเอง 11.93 2.81 19.60 2.35 -30.426 <0.001* พฤติกรรมการดูแลตนเอง 2.93 0.59 1.87 0.35 9.025 <0.001* ระดับน้ำตาลในเลือด 9.42 2.64 9.31 2.63 4.675 <0.001* (2) กลุ่มเปรียบเทียบ จากผลของการทดสอบความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองของกลุ่มเปรียบเทียบ ก่อนการทดลองพบว่ามีคะแนนความรู้เฉลี่ยอยู่ที่ 11.13 ± 2.587 หลังการทดลองมีความรู้เฉลี่ยอยู่ที่ 11.46 ± 2.64) ซึ่งก่อนและหลังทดลองจึงแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (t=-1.234,p=0.238) ส่วน พฤติกรรมการดูแลตนเองก่อนการทดลอง พบว่ามีความรู้เฉลี่ยอยู่ที่ 3.27 ± 0.59 ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่ เหมาะสม ส่วนหลังการทดลองมีความรู้เฉลี่ยอยู่ที่ 3.33 ± 0.61 ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งแตกต่างกัน แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติจึงหมายความว่าไม่มีความแตกต่างกัน ที่ระดับ.05 (t=-1.000,p=0.334) ในส่วนของ ค่าระดับน้ำตาลเฉลี่ยก่อนเข้าร่วมโครงการอยู่ที่ 7.61 ± 1.63) และหลังการทดลองมีค่าระดับน้ำตาลเฉลี่ยอยู่ที่ 8.12 ± 2.04 ซึ่งไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (t=-1.903,p=0.078) ดังแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานของการเปรียบเทียบ ความแตกต่างของคะแนนความรู้ คะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเอง และค่าระดับน้ำตาลในเลือด ก่อนเข้า-หลังเข้าร่วมการทดลองของกลุ่มเปรียบเทียบ ตัวแปร ก่อนทดลอง หลังทดลอง t p-value ค่าเฉลี่ย S.D. ค่าเฉลี่ย S.D. ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเอง 11.13 2.58 11.46 2.64 -1.234 0.238 พฤติกรรมการดูแลตนเอง 3.27 0.59 3.33 0.61 -1.000 0.334 ระดับน้ำตาลในเลือด 7.61 1.63 8.12 2.04 -1.903 0.078 2. ระดับน้ำตาลในเลือดเจาะจากปลายนิ้ว (FPG) ภายในกลุ่ม จากผลการทดสอบระดับ น้ำตาลในเลือดเจาะจากปลายนิ้ว (FPG) ของผู้ป่วยเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ในกลุ่มทดลองและกลุ่ม เปรียบเทียบ พบว่า ก่อนเข้าร่วม ระหว่างร่วม และหลังเข้าร่วมโครงการ อสม.บัดดี้ คู่ซี้ ลดน้ำตาลในเลือด แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่.05 อย่างน้อย 1 คู่ (F= 0.681,p=0.009) ในการทดลองสัปดาห์แรก
76 ตารางที่ 3 เปรียบเทียบความแตกต่างของระดับน้ำตาลในเลือดเจาะจากปลายนิ้ว (FPG) ในผู้ป่วย โรคเบาหวานควบคุมน้ำตาลไม่ได้ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรีย บเทียบ โดยใช้สถิติ Repeated Measures ANOVA ระดับน้ำตาลในเลือดเจาะ จากปลายนิ้ว (FPG) กลุ่มทดลอง (n=15) กลุ่มเปรียบเทียบ (n=15) F X̅ SD X̅ SD ก่อนทดลอง 158.0 18.65 147.6 14.02 0.205 สัปดาห์ที่ 1 160.13 13.76 144.93 12.87 0.681* สัปดาห์ที่ 2 146.26 13.66 138.20 12.43 0.208 สัปดาห์ที่ 3 141.73 12.98 131.06 11.56 0.511 หลังการทดลอง 138.06 12.43 123.66 12.29 0.688 *p<0.05 2. เปรียบเทียบความแตกต่างกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกัน ความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือด(HbA1c) จากผลการทดสอบความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองก่อนการทดลอง พบว่าค่าคะแนนเฉลี่ย ของกลุ่มทดลองมีค่า11.93±2.28 คะแนนและกลุ่มเปรียบเทียบมีค่า11.13±2.59 คะแนน ซึ่งค่าเฉลี่ยคะแนน ของทั้ง2กลุ่ม ไม่แตกต่างกัน (t=0.810,p=0.425) หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ย19.60 ± 2.35 คะแนน และกลุ่มเปรียบเทียบมีค่าคะแนนเฉลี่ย11.47 ± 2.64 คะแนน พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนของทั้ง2กลุ่ม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่.05 (t=8.901,p=<0.001) ดังแสดงในตารางที่ 4 ส่วนด้านพฤติกรรมการดูแลตนเองของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 49.33(S.D.=9.76) และ กลุ่มเปรียบเทียบมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 53.40 ± 9.36 คะแนน ดังนั้นพฤติกรรมของทั้งสองกลุ่มก่อนทดลองพบว่าไม่ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่.05 (t=-1.164,p=0.254) ส่วนหลังการทดลองพบว่ากลุ่มทดลองมี คะแนนพฤติกรรมเฉลี่ยที่ 27.00 ± 6.86 และในกลุ่มเปรียบเทียบมีคะแนนพฤติกรรมเฉลี่ยที่ 53.75 ± 9.93 ซึ่ง คะแนนพฤติกรรมทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่.05 (t=-8.575,p=<0.001) ดังแสดงในตารางที่ 4 ในส่วนระดับน้ำตาลสะสมในเลือดในกลุ่มทดลองก่อนก่อนทดลองมีค่าเฉลี่ยของน้ำตาล สะสมอยู่ที่ 9.42 ± 2.64 และน้ำตาลเฉลี่ยของกลุ่มเปรียบเทียบอยู่ที่ 7.61 ± 1.63 ซึ่งแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่.05 (t=2.428,p=0.034) และหลังได้รับการทดลองพบว่าระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของ กลุ่มทดลองมีค่าฉลี่ยอยู่ที่9.31 ± 2.63 และในกลุ่มเปรียบเทียบพบค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ที่ 8.12 ± 2.04 ดังนั้นค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในเลือดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (t=1.379,p=0.180) ดังแสดงในตารางที่ 4 ตารางที่4 เปรียบเทียบความแตกต่างความรู้พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่ม ทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบเป็นอิสระต่อกัน ก่อนและหลังการทดลอง (n=15)
77 กลุ่ม ก่อนทดลอง หลังทดลอง ค่าเฉลี่ย (S.D.) t p-value ค่าเฉลี่ย (S.D.) t p-value ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเอง กลุ่มทดลอง 11.93 (2.82) 0.810 0.425 19.60 (2.35) 8.901 <0.001* กลุ่มเปรียบเทียบ 11.13 (2.59) 11.47 (2.64) พฤติกรรมการดูแลตนเอง กลุ่มทดลอง 49.33(9.76) -1.164 0.254 27.00(6.86) -8.575 <0.001* กลุ่มเปรียบเทียบ 53.40(9.36) 53.75(9.93) ระดับน้ำตาลในเลือด กลุ่มทดลอง 9.42(2.64) 2.428 0.034* 9.31(2.63) 1.379 0.180 กลุ่มเปรียบเทียบ 7.61(1.63) 8.12(2.04) อภิปรายผล จาการศึกษาเรื่องผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาล ไม่ได้ โดยอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ ในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองมะแซว อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ในครั้งนี้ มีข้อค้นพบที่สำคัญและสอดคล้องกับการศึกษาที่ ผ่านมา ดังนี้ ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้หลังการ ทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองความแตกต่างกัน (p-value<0.001) ผลการวิจัยดังกล่าวเป็นที่ยอมรับในสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 1 การศึกษาในครั้งนี้จะเห็นว่ากลุ่มทดลองเมื่อเข้าร่วมโครงการอสม.บัดดี้ คู่ซี้ ลดระดับน้ำตาล ในเลือด พบว่าความรู้เพิ่มมากขึ้นจากกลุ่มเปรียบเทียบหลังได้การทดลองซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ ดารารัตน์ อุ่มบางตลาด, ศตกมล ประสงค์วัฒนา (2560) เมื่ออสม.ได้รับความรู้ที่ผู้วิจัยจัดอบรมขึ้นซึ่งมีทั้งการ บรรยายจากสไลด์และการบรรยายความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาในการดูแลผู้ป่วย และได้ผ่านการทดสอบ ความรู้แล้วนั้น สามารถนำไปถ่ายทอดให้ผู้ป่วยในกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของความรู้เพิ่มมากขึ้นจากความรู้เดิมที่ มีมาก่อน ซึ่งอาจเกิดจากการที่ผู้ป่วยในกลุ่มทดลองและ อสม.มีความสนิทสนมกัน และอสม.สามารถถ่ายทอด ความรู้ให้ผู้ป่วยสามารถเข้าใจได้ง่าย ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับความรู้และการให้คำแนะนำจากโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลกำหนด คือ ให้ความรู้เรื่องการรับประทานยา และการสังเกตตนเองหากเกิดความผิดปกติ พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานควคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ระหว่างกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุม มีพฤติกรรมการดูแลตนเอง มีความแตกต่างกัน (p-value=<0.001) ผลการวิจัย ดังกล่าวเป็นที่ยอมรับในสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2 การศึกษาในครั้งนี้จะเห็นว่ากลุ่มทดลองเมื่อเข้าร่วมโครงการอสม.บัดดี้ คู่ซี้ ลดระดับน้ำตาล ในเลือด มีพฤติกรรมที่ดีขึ้น ดังนี้
78 1. พฤติกรรมด้านการออกกำลังกายระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีความ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.001) ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ ธีรพล ผังดี, ณัฐกฤตา ศิริโสภณ, ประเสริฐศักดิ์ กายนาคา และคณะ (2560) ที่ทำการศึกษาการออกกำลังกายและพฤติกรรมการออก กำลังกายของผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมน้ำตาลไม่ได้เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมในระยะ ก่อนและหลังการทดลอง โดยกลุ่มทดลองได้รับกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกายโดย อสม.คู่บัดดี้ ส่งผลให้ ผู้ป่วยกลุ่มทดลองได้รับการกระตุ้นและการชักจูงใจด้วยคำพูด จาก อสม. อีกทั้งยังมีการบันทึกติดตาม พฤติกรรมลงในสมุดบันทึกของตนเอง รวมถึงการได้ออกกำลังกายในรูปแบบการออกกาลังกายที่เหมาะสมกับ โรคอีกด้วยส่งผลให้กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการออกกำลังกายที่เหมาะสมมาก ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับกิจกรรม ตามที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกำหนด คือการได้รับสุขศึกษาในการควบคุมโรคเบาหวาน และการ ตรวจคัดกรองโรคแทรกซ้อน 2. พฤติกรรมด้านการรับประทานยาระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีความ แตกต่างกัน (p-value=<0.001) ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ อริสา สาขำ, ภูหิรัณย์ ศุภพัฒนวรพงษ์, ศิริพร จันทร์ฉาย และคณะ (2563) ที่ทำการศึกษาพฤติกรรมการรับประทานยารักษาโรคเบาหวานของผู้ป่วย โรคเบาหวานควบคุมน้ำตาลไม่ได้เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมในระยะก่อนและหลังการ ทดลอง โดยกลุ่มทดลองได้รับกิจกรรมส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาและลดความกังวลจาก การใช้ยา และได้รับการเตือนโดยการสอบถามโดย อสม.คู่บัดดี้ ส่งผลให้กลุ่มทดลองได้รับการกระตุ้นและยัง ได้รับแรงผลักดันทางสังคม นั้นคือ อสม. ทำให้กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการรับประทานยาอย่างเหมาะสมถึง เหมาะสมมากส่วนกลุ่มควบคุมได้รับกิจกรรมตามที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกำหนด คือการได้รับ คำแนะนำเรื่องการรับประทานยา และผลข้างเคียงของยาที่อาจเกิดขึ้นได้ 3. พฤติกรรมด้านการบริโภคอาหารระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีความ แตกต่างกัน (p-value=<0.001) ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ ดุษณี ศุภวรรธนะกุล, รัศมี แสงศิริมงคลยิ่ง, ละอองทิพย์ มัทธุรศ (2559) ที่ทำการศึกษาพฤติกรรมการการบริโภคของผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมน้ำตาล ไม่ได้ของกลุ่มทดลอง และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมในระยะก่อนและหลังการทดลอง โดยกลุ่มทดลองได้รับกิจกรรมการแนะนำเรื่องอาหารที่เหมาะสมและอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงจาก อสม. และ ได้รับการใส่ใจและสามารถดูแลผู้ป่วยเบาหวานอย่างดี อีกทั้งยังได้บันทึกเป้าหมายในการรับปรับเปลี่ยนการ บริโภคอาหารในแต่ละสัปดาห์ทำให้ผู้ป่วยมองเห็นเป้าหมายของตนเองได้ชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมี พฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสม ซึ่งอาจเกิดจากการที่อสม. และผู้ป่วยที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน เช่น ญาติพี่ น้อง เพื่อนบ้าน ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับกิจกรรมตามที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกำหนด คือการได้รับ คำแนะนำเรื่องการบริโภคอาหาร
79 ระดับน้ำตาลในเลือด 1. ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด (HbA1c) ของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุม ระดับน้ำตาลไม่ได้ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด (HbA1c) มีระดับ น้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดไม่แตกต่างกันหลังการทดลอง (p-value=0.180) ผลการวิจัยดังกล่าวปฏิเสธ สมมติฐานการวิจัยข้อที่ 3 การศึกษาในครั้งนี้จะเห็นว่ากลุ่มทดลองเมื่อเข้าร่วมโครงการอสม.บัดดี้ คู่ซี้ ลดระดับ น้ำตาลในเลือด ค่าเฉลี่ยน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดลดลงจากค่าเฉลี่ย 9.42 ±2.647 เป็น 9.31±2.634 เมื่อ เปรียบกับกลุ่มควบคุมที่มีค่าเฉลี่ยน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดที่เพิ่มขึ้นจาก 7.61 ±1.636 เป็น 8.12±2.041)แต่ เมื่อนำมาทดสอบด้วยสถิติindependent t-test พบว่าหลังการทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีค่า ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดไม่แตกต่างกัน ซึ่งขัดแย้งกับการศึกษาของ จําเนียร พรประยุทธ, ชนัญชิดา ดุษฎี ทูลศิริ, สมสมัย รัตนกรีฑากุล (2560) ที่ทำการศึกษา ผลของโปรแกรมการชี้แนะต่อพฤติกรรมการ ควบคุมโรคเบาหวานและค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสมในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2พบว่าหลังการทดลองระดับน้ำตาลใน เลือดต่างกัน อาจมาจากปัจจัยด้านระยะเวลาที่การศึกษาของงานวิจัยดังกล่าวใช้เวลาถึง 6 เดือน ส่วนการวิจัย ที่ทดลองใช้เวลาเพียง 5 สัปดาห์เท่านั้น โดยจะเห็นว่าการศึกษานี้มระยะเวลาในการทดลองโปรแกรมสั้นกว่า ส่งผลให้ค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ในเลือดไม่แตกต่างกัน ซึ่งค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) โดยปกติควรตรวจซ้ำ อย่างน้อย 1 ครั้ง ในรอบ 3 เดือน 2. ระดับน้ำตาลในเลือดเจาะจากปลายนิ้ว (FPG) ของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับ น้ำตาลไม่ได้ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีระดับน้ำตาลในเลือดเจาะจากปลายนิ้ว (FPG) มีระดับ น้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดแตกต่างกัน (p-value=0.009) ผลการวิจัยดังกล่าวเป็นที่ยอมรับในสมมติฐานการ วิจัยข้อที่ 3 การศึกษาในครั้งนี้จะเห็นว่า ค่าเฉลี่ยน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดทั้งกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุมมีค่าระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดหลังการทดลองแตกต่างกัน เมื่อทดสอบด้วยสถิติRepeated – Measures ANOVA ซึ่งไม่สอดคล้องกับการศึกษาของวรรณภา สิทธิปาน, ฉัตรชัย ไข่เกษ (2558) ที่ ทำการศึกษาผลของโปรแกรมการตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ ควบคุมไม่ได้ต่อระดับน้ำตาลสะสม จากการศึกษานี้ เน้นให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามวิธีปกติที่ได้มี การดำเนินมาแล้วนั้นสามารถลดระดับน้ำตาลสะสมได้ แต่ยังน้อยกว่าการศึกษาครั้งนี้โดยวัดจากระดับน้ำตาล ในเลือดที่เจาะจากปลายนิ้ว หลังจากกลุ่มผู้ป่วยทดลองมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามปกติร่วมกับโครงการอ สม.บัดดี้ คู่ซี้ ลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งการตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือดสัปดาห์ละครั้งในโครงการ สามารถสร้างการเรียนรู้ ช่วยให้ผู้ป่วยเกิดความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของระดับน้ำตาลในเลือดกับอาหารที่ รับประทาน ผลของการออกกําลังกาย แบบรวดเร็วและสามารถเพิ่มความตระหนักในการดูแลตนเอง รวมทั้ง กระตุ้นและจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเมื่อประเมินผลโดยเปรียบเทียบระดับน้ำตาลกับเป้าหมาย ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการช่วยพัฒนาให้อสม.เข้าใจในเรื่องการเลือกรับประทานอาหาร การออกกําลังกาย และการ ใช้ยาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์มากขึ้นเพราะอสม.ที่ดูแลผู้ป่วยเป็นคนในชุมชนมี
80 ความสนิทสนมกันทำจึงสามารถสื่อสารกันได้ง่ายและทำให้ผู้ป่วยเกิดความมั่นใจและยอมรับที่จะเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมนั้นๆ อีกด้วย ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะสำหรับการนำผลการวิจัยไปใช้ 1.1 บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ควรนำโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยเบาหวานควบคุม ระดับน้ำตาลไม่ได้ โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ภายใต้ชีวิตปกติใหม่ ไปทดลองใช้ในชุมชนเพื่อให้ เกิดความยั่งยืนในชุมชน 2. ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรศึกษาโปรแกรมในระยะยาวอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของระดับ น้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) 2.2 ควรนำผลวิจัยครั้งนี้ เป็นข้อมูลพื้นฐานในการทำวิจัย เพื่อพัฒนารูปแบบหรือโปรแกรมให้ ชุมชนมีส่วนร่วมและเหมาะสมกับพื้นที่ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ เพื่อให้เกิดความ ยั่งยืนในชุมชน อ้างอิง กรมการแพทย์สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์. กระทรวงสาธารณสุข การทบทวน วรรณกรรมสถานการณ์ปัจจุบันและรูปแบบการบริการด้านโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง. นนทบุรี: อาร์ต ควอลิไฟท์; 2557. กรมสุขภาพจิต.(2563). New Normal ชีวิตวิถีใหม่.(อินเเทอร์เน็ต) สืบค้นจาก กรมสุขภาพจิต กระทรวง สาธารณสุข (dmh.go.th) กองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน.(2556). แนวทางการดาเนินงานสุขภาพภาคประชาชนปีงบประมาณ 2556. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงสาธารณสุข. กองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กระทรวงสาธารณสุข, (2562). คู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่ เพื่อการยกะดับอ สม. เป็น อสม.หมอประจำบ้าน : กระทรวงสาธารณสุข จําเนียร พรประยุทธ, ชนัญชิดาดุษฎี ทูลศิริ, สมสมัย รัตนกรีฑากุล, (2560). ผลของโปรแกรมการชี้แนะต่อ พฤติกรรมการควบคุมโรคเบาหวานและค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสมในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2. วารสาร คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 25(4), 60-69 ณัฐธยาน์ ประเสริฐอำไพสกุล, เกสร สำเภาทอง, ชดช้อย วัฒนะ, (2551).ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกัน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด. วารสารพยาบาลรามาธิบดี, 14(3), 298-309 ดารารัตน์ อุ่มบางตลาด, ศตกมล ประสงค์วัฒนา, (2560). ประสิทธิผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 แบบเข้มต่อความรู้พฤติกรรมการจัดการตนเองและระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วย
81 เบาหวานใน PCU อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา. วารสารการพยาบาล การสาธารณสุขและ การศึกษา, 18(1), 11-22 ดุษณี ศุภวรรธนะกุล, รัศมี แสงศิริมงคลยิ่ง, ละอองทิพย์ มัทธุรศ, (2559).การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัคร สาธารณสุข (อสม.) ในการดูแลอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานตำบลท่าดินดำอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี.วารสารวารสารวิจัยราชภัฏพระนคร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 11(1), 1-12 ธีรพล ผังดี, ณัฐกฤตา ศิริโสภณ, ประเสริฐศักดิ์ กายนาคา, อลิสา นิติธรรม, สายสมร เฉลยกิตติ, (2560). ประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารพยาบาลทหารบก, 18(ฉบับพิเศษ), 291-298 วรรณภา สิทธิปาน, ฉัตรชัย ไข่เกษ, (2558). ผลของโปรแกรมการตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมไม่ได้ต่อระดับน้ำตาลสะสม. วารสารศูนย์การศึกษา แพทยศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลพระปกเกล้า, 32(1), 68-82 สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย.(2564).เปิดตัวเว็บไซต์ให้ความรู้ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2.(อินเเทอร์ เน็ต)สืบค้นจาก สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯและสมาคมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน ร่วมกับซาโนฟี่ เปิดตัวเว็บไซต์ให้ความรู้ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สยามรัฐ (siamrath.co.th) อริสา สาขำ, ภูหิรัณย์ ศุภพัฒนวรพงษ์, ศิริพร จันทร์ฉาย, สุนิศา แสงจันทร์, (2563). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม การใช้ยารักษาโรคเบาหวานชนิดรับประทานของผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุในพื้นที่หมู่ 1 ในไร่ ตำบลเพ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง. วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 3(3), 149-158 Istek N, Karakurt P. Effect of activities of daily living on self-care agency in individuals with Type2 diabetes. JDM. 2016;6:247-62.
82 ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ โดยใช้สื่อผสมสร้างสรรค์ชุมชน ในเขตพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไก่คำ ภัทรวดี ศรีรัตนโชติ1 ภัทราวดี แซ่ลี1 สุธาสินี สุขสะอาด1 สหรัฐ กันยะมี1 และวราวุฒิ บุษผาวงค์2 1หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ 2นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไก่คำ อาจารย์ที่ปรึกษา: ณฐกมล ผดาเวช E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง เพื่อเปรียบเทียบความรู้ในการดูแลตนเอง ความสามารถใน การดูแลตนเองการรับรู้การใช้ยาและระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ระหว่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรม คำนวณขนาดตัวอย่างสำหรับเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย 2 กลุ่มที่ไม่มีอิสระต่อกัน เท่ากับ 68คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถ ในการดูแลตนเองผ่านสื่อผสมสร้างสรรค์ชุมชน ประกอบด้วย (1) สื่อระดับบุคคล ได้แก่ โปสเตอร์ทำมือในการ ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน และแผ่นพับเกี่ยวกับการดูแลตนเอง (2) สื่อระดับกลุ่ม / ครอบครัว ได้แก่ นวัตกรรมบอร์ดอาหารสามสีและนวัตกรรมบอร์ดกำกับการใช้ยา และ (3) สื่อระดับชุมชน / สังคม ได้แก่ สื่อ เสียงการออกกำลังกายตามหอกระจายข่าวหมู่บ้าน และบุคคลต้นแบบในการดูแลตนเอง มีการรวบรวมข้อมูล ด้วยแบบสอบถามความรู้ ความสามารถในการดูแลตนเอง และการรับรู้การใช้ยาของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้โดยทั้งฉบับมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.72 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานด้วย Paired Sample T-test ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 60.44±10.58 ปี มีรอบเอวเกินเกณฑ์ และค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ภาวะน้ำหนักเกินขึ้นไป ส่วนใหญ่มีช่วงระยะเวลาการป่วย 3-6 ปี มีโรคร่วมมากที่สุด คือ โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง ตามลำดับ โดยคะแนนความรู้ในการดูแลตนเองก่อนได้รับโปรแกรมเท่ากับ 7.38±1.58 ภายหลังได้รับ โปรแกรมเพิ่มขึ้นเป็น 8.25±1.28 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = .05) คะแนนการรับรู้การใช้ยาก่อน ได้รับโปรแกรมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 27.96±7.23 ภายหลังได้รับโปรแกรมเพิ่มขึ้นเป็น 35.60±3.24 อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (p-value < .001) และคะแนนความสามารถในการดูแลตนเองก่อนได้รับโปรแกรม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 44.39±4.12 ภายหลังได้รับโปรแกรมเพิ่มขึ้นเป็น 46.38±4.40 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.05) ส่วนระดับน้ำตาลในเลือดลดลง โดยก่อนการได้รับโปรแกรมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 160.09±48.50 mg/dl ภายหลังได้รับโปรแกรมลดลงเป็น 144.05±45.18 mg/dl อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p-value = .05)
83 ดังนั้นการใช้สื่อผสมสร้างสรรค์ซึ่งสอดคล้องกับบริบทชุมชนอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ผู้ป่วยเบาหวานที่ ควบคุมน้ำตาลไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งคะแนนความรู้ การรับรู้ พฤติกรรมและระดับน้ำตาลในเลือด จึงเป็นแนวทางสำหรับบุคลากรทีมสุขภาพในการจัดโปรแกรมในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน และควรนำไปขยายผล การดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป คำสำคัญ: ความสามารถในการดูแลตนเอง, เบาหวาน, โปรแกรม, ระดับน้ำตาลในเลือด, สื่อผสม
84 The Self-Care Ability Program for Uncontrolled Diabetes Mellitus Patients using Community Creative Mixed Media in Kai Kham Health Promoting Hospital Phattharawadee Srirattanachot1 , Pattarawadee Saelee1 , Suthasini Suksaard1 , Saharat Kanyamee1 , Warawut buppauaong2 1Public health program, Mahidol University, Amnatcharoen Campus 2 Public Health Technical Officer, Kai Kham Health Promoting Hospital *Advisor: Nathakamon Padawech E-mail: [email protected] Abstract This research is quasi-experimental research which is implementation the self-care ability program on uncontrolled diabetes mellitus patients. Knowledge of self-care, self-care ability, drug awareness and blood glucose levels of uncontrolled diabetes mellitus patients compared between before and after implementation the Sample size for compare an average of 2 paired groups was calculated, equal to 68 patients and used multi-stage sampling. Instruments in this research was the program which is strengthen ability of self-care through mixed medias which are contains of (1) personal level, including handmade posters about diabetics knowledge, and brochure on self-care. (2) group / family level including three-color food innovations and drug management innovations and (3) community / social level including exercise audio media through the village’s news distribution tower and a role model for self-care. Collected data using questionnaire about knowledge, self-care and drug used perception among uncontrolled diabetes mellitus patients, which has reliability at 0.72. Analyses data with descriptive statistics and inferential statistics using paired sample t-test. The results showed that most of uncontrolled diabetes mellitus patients were female, average age was 60.44 + 10.58 years, having exceeded waist circumference and average BMI was on the overweight level, most of them had period of illness 3 - 6 years, other diseases are hypertension and hyperlipidemia respectively. Average knowledge of self-care score before receive the program was 7.38 ± 1.58, after receive the program increased to 8.25 ± 1 . 28 statistically significant (p-value = .05), average drug used perception score before receive the program was 27.96 ± 7.23, after receive the program increased to 35.60 ± 3.24 statistically significant (p-value < .001) and average self-care ability score was 44.39 ± 4.12, after receive the program increased to 46.38 ± 4.40 statistically significant (p-value = 0.05). While blood glucose level was decreased, average before receive the program was 160.09 ± 48.50 mg/dl, after receive the program decreased to 35.60 ± 3.24 statistically significant (p-value = .05) Therefore, continuously used the creative mixed media which is align with community context can improve patient’s knowledge, drug used perception, self-care ability, and blood sugar level. This program can be a guideline for health personnel team to taking care of uncontrolled diabetes mellitus patients in other areas. Keywords: self-care ability, diabetes, program, blood glucose level, mixed media
85 บทนำ โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus: DM) เป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจาก การขาดฮอร์โมนอินซูลินหรือการดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้กระบวนการดูดซึมน้ำตาลในเลือดให้เป็น พลังงานของเซลล์ในร่างกายมีความผิดปกติหรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จนเกิดน้ำตาลสะสมในเลือด ปริมาณมาก[1] ซึ่งโรคเบาหวานเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นปัญหาสาธารณสุขทั่วโลก และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ นำไปสู่ปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เนื่องจากต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ข้อมูลจากสมาพันธ์เบาหวานโลก ปี พ.ศ. 2558 พบว่ามีผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลกถึง 415 ล้านคน[2] โดยในปี พ.ศ. 2560 พบผู้ป่วยด้วย โรคเบาหวาน 425 ล้านคน และคาดการณ์ว่าปี พ.ศ. 2588 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากถึง 629 ล้าน คน[3] โรคเบาหวานเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 4 ของทั่วโลก เพราะทุก 10 วินาที จะมีผู้เสียชีวิต 1 คน หรือ ประมาณ 6 คนต่อนาที[4] ประเทศไทย มีสถิติการเสียชีวิตด้วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี พ.ศ. 2556 -2559 มีอัตราเท่ากับ 14.93, 17.53, 17.83 คนต่อแสนประชากร[4,5] และ 22.01 คนต่อแสนประชากร[6] ตามลำดับ ในปี พ.ศ. 2560 มีอัตราการเจ็บป่วย 5,440.8 คนต่อแสนประชากร[7] และจากรายงานของกรมควบคุมโรค ปี พ.ศ. 2561 พบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี มีเพียงร้อยละ 23.13[8] ซึ่งใน จังหวัดอำนาจเจริญ ปี พ.ศ. 2562 - 2564 พบว่ามีผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้นทุกปี เป็นจำนวน 20,275, 20,964 และ 21,117 ราย ตามลำดับ ซึ่งข้อมูลในปี พ.ศ. 2564 ได้มีการประมวลผลถึงเดือนเมษายนเพียงเท่านั้นแต่ กลับมีจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตเพิ่มขึ้น และพบว่าผู้ป่วยเบาหวานที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีมีเพียง ร้อยละ 29.34 โดยตำบลไก่คำ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ ผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการตรวจ 317 ราย ซึ่งมีผู้ป่วย ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีเพียงร้อยละ 17.23[9] โรคเบาหวานเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว หากผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาล ในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือใกล้เคียงปกติได้ จะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งชนิดเฉียบพลัน และชนิดเรื้อรัง ภาวะแทรกซ้อนชนิดเฉียบพลัน ได้แก่ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และการที่ร่างกาย มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังยาวนาน จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายเกิดผลกระทบ จากหลอดเลือดแดงขนาดเล็ก ทำให้เกิดไตวาย จอประสาทตาเสื่อม เกิดตามัว และตาบอดได้ นอกจากนี้ยัง เกิดภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดสมอง ตีบ อาจรุนแรงถึงขั้นทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตได้[5] ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือดได้ คือ การรับประทานอาหารที่ไม่จำกัดปริมาณ และนิยมรับประทานข้าวเหนียวเป็นอาหาร หลัก[10] น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม ความเครียด[11] ขาดการรับรู้ความสามารถของ ตนเอง ขาดการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรค และขาดความคาดหวังในผลลัพธ์[7] อีกทั้ง ยังมีพฤติกรรมการรับประทานยาที่ไม่ถูกต้องหรือไม่สม่ำเสมอ เช่น การลืมรับประทานยา การปรับขนาดยา / หยุดยาเองเมื่อรู้สึกอาการดีขึ้น การไม่รับประทานยาบางมื้อ[12] นอกจากนี้จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่ามี ปัจจัยอื่น ๆ ที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย ได้แก่ เพศ อายุ ระยะเวลาของการเป็นโรค และการไม่ไปพบแพทย์ตามนัด[13]
86 จากการที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ จะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและเศรษฐกิจ โดยผลกระทบด้านร่างกาย อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่าง ๆ เช่น ตา ไต หัวใจ หลอดเลือด และระบบประสาทที่เร็วขึ้น[8] ด้านจิตใจ พบว่าทำให้เกิดอารมณ์แปรปรวนจาก การที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ ส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้า สิ้นหวัง หรือท้อแท้ตามมา ด้านสังคมทำให้ มีการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมลดลง เพราะต้องปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารโดยการจำกัดการรับประทานอาหาร เพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง[10] และด้านเศรษฐกิจ ทั้งค่ารักษาภาวะแทรกซ้อน ค่าเดินทาง และค่าเสียโอกาส ในการทำงานของผู้ป่วย และญาติราวแสนล้านบาทต่อปี[14] ดังนั้น แนวทางที่สำคัญของการจัดการโรคเบาหวาน คือ การค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรกรวมทั้ง การดูแลรักษา เพื่อชะลอภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ผู้ป่วยควรได้รับความรู้ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่าง เหมาะสม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อให้การควบคุมระดับ น้ำตาลเป็นไปตามเป้าหมายของการรักษา และให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนทั้งในระยะสั้น และระยะยาว[15]ซึ่งเป้าหมายในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน คือ การควบคุมให้ระดับน้ำตาล ในเลือดอยู่ในระดับใกล้เคียงค่ามาตรฐาน คือ ค่า HbA1c น้อยกว่าร้อยละ 7 มีระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร อยู่ในช่วง 70–130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และมีระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร น้อยกว่า 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร[13] ถึงแม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิด ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง[16] โดยเริ่มต้นการรักษาโรคเบาหวานด้วยยาควบคุมระดับตาลในเลือด ร่วมกับการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองในชีวิตประจำวัน มีการควบคุมชนิดและปริมาณอาหารได้ถูกต้อง และต่อเนื่อง[12] มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงมีการรับประทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือด และ การฉีดอินซูลินที่ถูกต้อง[13] จะทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ จากการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าโปรแกรมที่จัดให้แก่ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ ส่วนใหญ่เป็นโปรแกรมการให้ความรู้ การปฏิบัติตน การจัดการตนเอง และการส่งเสริมให้ผู้ป่วยเบาหวาน สามารถควบคุมตนเองในการรับประทานอาหาร โดยการใช้นวัตกรรมการให้ความรู้ที่มีสาระเกี่ยวกับการ เลือกบริโภคอาหารที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรม เน้นการแยกประเภทอาหารสำหรับผู้ป่วย เบาหวาน ได้แก่ อาหารที่รับประทานได้ตามปกติ อาหารที่ควรจำกัดปริมาณ และอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ซึ่ง เป็นอาหารที่ผู้ป่วยรับประทานจริงในชีวิตประจำวัน โดยทำเป็นสื่อให้ความรู้ ผ่านสื่อรูปภาพประกอบ พบว่า หลังใช้นวัตกรรมผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้มีความรู้และพฤติกรรมการรับประทาน อาหารที่ดีขึ้น[7] ส่วนการออกกำลังกายที่เหมาะสมในผู้ป่วยเบาหวาน ควรมีความหนักอยู่ที่ระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว ขี่จักรยาน การทำงานบ้านการตัดหญ้า สำหรับผู้ใหญ่ควรมีกิจกรรมทางกาย หรือการออกกำลังกายอย่าง น้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์โดยจากการศึกษาการออกกำลังกายแบบแอโรบิคกับเก้าอี้ต่อระดับน้ำตาลสะสม ในเลือด (HbA1c) ในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มีการใช้เสียงดนตรี และรูปภาพจากสื่อวีดิทัศน์ประกอบ ทำให้เกิดความสนุกสนานและผ่อนคลาย พบว่าค่าระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานลดลง[17] และจาก การศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการรับประทานยาอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ เพื่อเป็นองค์ความรู้พื้นฐานและ แนวทางในการพัฒนาการวางแผนการพยาบาล หรือสร้างโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานยาอย่าง
87 ถูกต้อง พบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ได้รับการสนับสนุนทางสังคมจากบุคคลในครอบครัว เพื่อน หรือได้รับ คำแนะนำจากบุคลากรทีมสุขภาพ มีผลทำให้มีการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องเพิ่มมากขึ้น[11] ซึ่งงานวิจัยที่กล่าว มาข้างต้นมีความสอดคล้องกับทฤษฎีของ Orem ที่กล่าวถึงความสามารถในการดูแลตนเอง เป็นกิจกรรมที่ต้อง เรียนรู้และจดจำจากสังคม สิ่งแวดล้อม และเป็นความจำเป็นในชีวิตของบุคคลเพื่อดำรงรักษาสุขภาพ รวมถึง บุคคลต้องมีความสามารถที่จะรู้ กับความสามารถที่จะปฏิบัติ18] และทฤษฎีการกำกับตนเองของ Kanfer ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์มีความสามารถในการกระทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อควบคุมความคิด ความรู้สึก และการ กระทำของตนเองประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ (1) การติดตามตนเอง เป็นกระบวนการที่บุคคลสังเกต และบันทึกพฤติกรรมเป้าหมายที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง (2) การประเมินตนเอง เป็นการประเมินตนเองเพื่อ เปรียบเทียบการกระทำ พฤติกรรมของตนเองกับเกณฑ์มาตรฐาน และ (3) การเสริมแรง เป็นการปฏิบัติของ บุคคลที่เสริมแรงให้กับตนเอง เมื่อพฤติกรรมได้บรรลุตามเป้าหมายที่ตนเองเป็นผู้กำหนดไว้ และสามารถกำกับ ตนเองในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งจะเห็นได้ว่าแนวคิดความสามารถในการดูแลตนเองของ Orem และ การกำกับตนเองของ Kanfer นั้นใช้ได้ผลกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคล[6] ดังนั้น หากผู้ป่วยเบาหวาน รู้จักประเมินตนเองและมีความสามารถในการดูแลตนเอง จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่ทำให้ควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือดไม่ได้ และลดการเกิดแทรกซ้อน ความพิการ และการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจสังคมได้ด้วย จากแนวโน้มของผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ที่ยังเพิ่มขึ้น แม้จะมี มาตรการประเมินคัดกรองความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และเป้าหมายทางกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่กำหนดให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ในทุกปีก็ตาม อีกทั้งคณะผู้วิจัยมีการศึกษาชุมชน โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในชุมชน ซึ่งปัญหานี้ถือเป็นปัญหา ที่สำคัญในภาพรวมของชุมชนซึ่งคนในชุมชนต่างให้ความสำคัญ พร้อมแสดงความคิดเห็นการแก้ปัญหาแบบองค์รวม ทั้งนี้ในพื้นที่การศึกษาตำบลไก่คำ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ ยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับผลของโปรแกรมที่ช่วย ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และจากการศึกษาที่ผ่านมีเพียงการจัดโปรแกรมที่ศึกษา เพียงปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง ยังไม่มีการศึกษาผลของโปรแกรมที่ศึกษาในหลาย ๆ ปัจจัยร่วมกัน ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้ จึงเป็นการใช้โปรแกรมแบบสหปัจจัย ได้แก่ ความรู้ในการดูแลตนเอง พฤติกรรมการรับประทานอาหาร พฤติกรรมการออกกำลังกาย และการรับรู้การใช้ยาของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ โดยเน้นให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถดูแลตนเองได้มากขึ้น สามารถฝึกปฏิบัติได้เองที่บ้าน ซึ่งอาจจะทำให้ สามารถลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน และทำให้ผู้ป่วยสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไป วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ และความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือดไม่ได้ ก่อน-หลังเข้าร่วมโปรแกรม 2. เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้การใช้ยาของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ก่อน-หลังเข้าร่วมโปรแกรม
88 ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความสามารถ ในการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่ ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ - ความรู้ในการดูแลตนเอง - ความสามารถในการดูแลตนเอง - การรับรู้การใช้ยา 3. เพื่อเปรียบเทียบระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ก่อน-หลังเข้าร่วมโปรแกรม กรอบแนวคิดการวิจัย จากการศึกษาชุมชนตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหาทางระบาดวิทยา สังคมวิทยา และพฤติกรรมศาสตร์ รวมถึงกระบวนการมีส่วนร่วมกับคนในชุมชน และแนวคิด ทฤษฎี หรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ ความสามารถในการดูแลตนเองของ Orem และการกำกับตนเองของ Kanfer เชื่อว่าบุคคลสามารถที่จะรับรู้ และกำกับพฤติกรรมของตนเองให้เหมาะสมได้ ซึ่งการดูแลสุขภาพของตนเองที่ครอบคลุมหลายด้าน เช่น ด้าน การรับประทานอาหาร ด้านการออกกำลังกาย และด้านการใช้ยา เป็นต้น คณะผู้วิจัยจึงมีแนวคิดในการจัดการ ปัจจัยเหล่านี้โดยใช้โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือดไม่ได้ โดยสื่อผสมสร้างสรรค์ชุมชน เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยต่าง ๆ และค่าระดับน้ำตาลในเลือด ก่อน-หลังเข้าร่วมโปรแกรม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย ระดับน้ำตาลในเลือดของ ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการดูแล ตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ สื่อระดับบุคคล 1. โปสเตอร์ทำมือ เรื่อง ความรู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวาน 2. แผ่นพับ ได้แก่ เรื่องเป็นโรคเบาหวาน ต้องทานให้เป็น เรื่องการออกกำลังกายในผู้ป่วย และเรื่องมารู้จักการใช้ยาของผู้ป่วยเบาหวาน สื่อระดับกลุ่ม / ครอบครัว 1. นวัตกรรมบอร์ดอาหาร 3 สี 2. นวัตกรรมบอร์ดส่งเสริมการใช้ยา สื่อระดับชุมชน / สังคม 1. สื่อเสียงการออกกำลังกาย 2. สื่อบุคคล
89 ระเบียบวิธีการวิจัย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi – experimental research) เพื่อเปรียบเทียบโดยเป็น แบบแผนการวิจัยกลุ่มเดียววัดก่อน – หลังการเข้าร่วมโปรแกรม (The one group pretest-posttest design) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ได้แก่ ที่ถูกวินิจฉัยโดยแพทย์ว่าเป็นโรคเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และ 2 ที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ ตำบลไก่คำ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ปี 2564 จำนวน 435 คน 1. เกณฑ์คัดเข้า (Inclusion criteria) มีดังนี้ (1) ผู้ป่วยโรคเบาหวานเป็นระยะเวลา 5 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการรักษาด้วยยารับประทาน หรือทั้ง ยารับประทานและยาฉีด (2) มีผลน้ำตาลในเลือด ค่า HbA1c มากกว่าหรือเท่ากับ 7mg% หรือค่า Fasting Blood Sugar (FBS) มากกว่าหรือเท่ากับ 126 mg/dL (3) สามารถช่วยเหลือตัวเอง และสื่อสารภาษาไทยได้ (4) ยินยอมเข้าร่วมการวิจัย 2. เกณฑ์คัดออก (Exclusion criteria) มีดังนี้ (1) ผู้ป่วยติดเตียง พิการ หรือมีภาวะอื่น ๆ ที่รุนแรงส่งผลต่อร่างกายทำให้ไม่สามารถเข้าร่วม โปรแกรมฯ ได้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ใช้การคำนวณขนาดตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย 2 กลุ่มที่ไม่มี อิสระต่อกัน จึงนำค่าเฉลี่ยของความแตกต่างของระดับน้ำตาลในเลือด และความแปรปรวนของระดับน้ำตาลในเลือด จากการศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงของโชติกา สัตนาโค และจุฬาภรณ์ โสตะ[4] กำหนดความเชื่อมั่นที่ 95% ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้นจำนวน 68 คน กำหนดสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling)ดังนี้สุ่ม ตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster sampling) จากจำนวนหมู่บ้านทั้งหมด 13 หมู่บ้าน และแต่ละหมู่บ้านสุ่มจำนวนกลุ่ม ตัวอย่างแบบการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) เครื่องมือการวิจัย 1. แบบสอบถามความรู้และการดูแลตนเอง รวมถึงการรับรู้การใช้ยาของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ประกอบด้วย 4 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป เป็นลักษณะคำถามเลือกตอบ และคำถามปลายเปิด จำนวน 14 ข้อ ส่วนที่ 2 ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลตนเอง ประกอบด้วยข้อคำถามจำนวน 10 ข้อ ลักษณะ คำตอบให้เลือกตอบ โดยมี 3 ตัวเลือก คือ ใช่ ไม่แน่ใจ และไม่ใช่ โดยมีเกณฑ์คะแนนดังนี้ ตอบถูกได้ 1 คะแนน และตอบผิดหรือไม่แน่ใจได้ 0 คะแนน และการแบ่งระดับคะแนนแบบเกณฑ์อ้างอิงตามหลัก Learning for Mastery Bloom (Benjamin Bloom, 1971) แปลผลระดับความรู้ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับดี (8-10 คะแนน) ระดับปานกลาง (5-7 คะแนน) และระดับควรปรับปรุง (0-4 คะแนน)
90 ส่วนที่ 3 ความสามารถในการดูแลตนเอง ประกอบด้วย 2 ข้อใหญ่ ข้อแรก ได้แก่ ข้อคำถามจำนวน 11 ข้อ เป็นลักษณะคำถามเลือกตอบ รวมเรื่องการจัดการความเครียด และแบบประเมินความเครียด (ST5) ของ กรมสุขภาพจิต แปลผลระดับความเครียดจำนวน 4 ระดับ คือ ระดับมากที่สุด (10-15 คะแนน) ระดับมาก (8-9 คะแนน) ระดับปานกลาง (5-7 คะแนน) และระดับน้อย (0-4 คะแนน) และข้อสอง เป็นข้อคำถาม จำนวน 18 ข้อ แบ่งเป็นข้อคำถามเชิงบวก 5 ข้อ และข้อคำถามเชิงลบ 13 ข้อ เป็นลักษณะมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating scale) โดยมีองค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการรับประทานอาหาร,ด้านการสูบบุหรี่และ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ด้านการรับประทานยา และด้านการดูแลรักษาต่อเนื่อง แปลผลระดับ ความสามารถในการดูแลตนเองจำนวน 3ระดับ คือ ระดับดี (42-54คะแนน) ระดับปานกลาง (30-41คะแนน) และ ระดับต่ำ (18-29 คะแนน) ส่วนที่ 4 การรับรู้การใช้ยาของผู้ป่วยเบาหวาน ประกอบด้วย 2 ข้อใหญ่ ข้อแรก ได้แก่ ข้อคำถาม จำนวน 5 ข้อ เป็นลักษณะคำถามเลือกตอบและปลายเปิด และข้อสอง เป็นข้อคำถามจำนวน 14 ข้อ แบ่งเป็น ข้อคำถามเชิงบวก 10 ข้อ และเชิงลบ 4 ข้อ ได้แก่ ข้อ 4 และข้อ 11-13 ลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ โดยมีองค์ประกอบ 4 ด้าน ดังนี้ด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยง, ด้านการรับรู้ ความรุนแรง, ด้านการรับรู้ประโยชน์และด้านการรับรู้อุปสรรค แปลผลระดับการรับรู้ส่วนบุคคล และ ความเป็นไปได้ของการปฏิบัติจำนวน 3 ระดับ คือ ระดับดี (32-42 คะแนน) ระดับปานกลาง (23-31 คะแนน) และระดับต่ำ (14-22 คะแนน) 2. โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาล ในเลือดไม่ได้ประกอบด้วยสื่อ 3 ระดับ ดังนี้ สื่อระดับบุคคล 1. โปสเตอร์ทำมือ เรื่อง ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ที่คณะผู้วิจัยจัดทำขึ้น โดยมีเนื้อหาดังนี้ สาเหตุการเกิดโรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ข้อควรระวัง และข้อปฏิบัติ ซึ่งข้อควรระวังและข้อ ปฏิบัติ มีเนื้อหา 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการรับประทานอาหาร ด้านการออกกำลังกาย และด้านการใช้ยา 2. แผ่นพับ ได้แก่ แผ่นพับการรับประทานอาหาร เรื่องเป็นโรคเบาหวานต้องทานให้เป็น ทำความรู้จักกับอาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องรู้ (คณะผู้วิจัยจัดทำขึ้น โดยอ้างอิงข้อมูลจากสมาคม โรคเบาหวานแห่งประเทศไทย) แผ่นพับการออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวาน (คณะผู้วิจัยจัดทำขึ้น โดยอ้างอิง ข้อมูลจากการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ ของกระทรวงสาธารณสุข) และแผ่นพับการใช้ยา เรื่องมารู้จักการใช้ยา ของผู้ป่วยเบาหวาน (ข้อมูลจากโรงพยาบาลไทยนครินทร์) สื่อระดับกลุ่ม / ครอบครัว 1. นวัตกรรมบอร์ดอาหาร 3 สี จัดทำขึ้นโดยคณะผู้วิจัย ประกอบด้วยหมวดข้าว-แป้ง เนื้อสัตว์ / เนื้อสัตว์แปรรูป ผัก ผลไม้ ขนมหวาน และเครื่องดื่มที่แบ่งตามสี โดยสีแดง หมายถึง อาหารที่ควร หลีกเลี่ยง, สีเหลือง หมายถึง อาหารที่ควรจำกัดปริมาณ และสีเขียว หมายถึง อาหารที่สามารถรับประทานได้ ปกติ สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน พร้อมแบบบันทึกการรับประทานอาหาร
91 2. นวัตกรรมบอร์ดส่งเสริมการใช้ยา เป็นรูปแบบปฏิทินรายวันที่จัดทำขึ้นโดยคณะผู้วิจัย พร้อมแบบบันทึกการใช้ยา สื่อระดับชุมชน / สังคม 1. สื่อเสียงการออกกำลังกาย ประกอบด้วยท่าการออกกำลังกาย 9-12 ท่า ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที 2. สื่อบุคคล คือ ทีมวิทยากรที่มีความรู้ และบุคคลต้นแบบที่สามารถปฏิบัติได้ตามแบบ บันทึกและมีค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่ลดลง การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ 1. ผู้วิจัยนำเครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ (1) แบบสอบถามความรู้ในการดูแลตนเอง ความสามารถในการดูแลตนเอง และการรับรู้การใช้ยาของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้นำไปตรวจสอบความตรงเชิง เนื้อหาและความเหมาะสมของภาษา ได้ค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.95 (2) สื่อที่ใช้ในการทดลองของ โปรแกรมฯ โดยผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน 2. การหาความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (Reliability) ผู้วิจัยนำแบบสอบถามที่ได้ปรับปรุง แก้ไขให้มี ความตรงตามเนื้อหาและความเหมาะสม ทางด้านภาษาตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วไปทดลองใช้ (Try out) กับกลุ่มที่มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน เพื่อตรวจสอบว่าข้อคำถามมีความ เหมาะสมหรือไม่ และมีความยากง่ายเพียงใด โดยใช้คำสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ในการคำนวณผลการตรวจสอบเครื่องมือได้ค่าความเชื่อมั่นโดยรวม เท่ากับ 0.72 การดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน เป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2564 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2564 1. ขั้นก่อนการดำเนินการ 1.1 เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนการทดลองในกลุ่มตัวอย่าง เพื่อทดสอบความรู้ในการดูแลตนเอง พฤติกรรมการดูแลตนเอง และการรับรู้การใช้ยา โดยใช้แบบสอบถามที่คณะผู้วิจัยจัดทำขึ้นเอง 1.2 ตรวจวัดค่าระดับน้ำตาลในเลือดในกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีเจาะปลายนิ้ว โดยเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไก่คำ บันทึกลงแบบบันทึกผล 2. ขั้นทดลอง ทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดโดยใช้โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการดูแล ตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 4 สัปดาห์ รวมเวลาใน กิจกรรมอบรมและประชุมกลุ่มทั้งหมด 4 ชั่วโมง 20 นาที โดยมีรายละเอียดดังนี้ สัปดาห์ที่ 1 ประกอบด้วย 2 กิจกรรม โดยมีการจัดกิจกรรม 2 วัน เพื่อแบ่งกลุ่มตัวอย่าง ใช้เวลารวม 2 ชั่วโมง 20 นาทีต่อวัน ดังนี้
92 กิจกรรมที่ 1 อบรมความรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด และ พฤติกรรมการดูแลตนเอง โดยวิธีการบรรยายประกอบสื่อ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที สื่อที่ใช้ 1. โปสเตอร์เรื่อง ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน 2. นวัตกรรมบอร์ดอาหาร 3 สี สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน พร้อมมอบแบบบันทึก การรับประทานอาหาร 3. นวัตกรรมบอร์ดส่งเสริมการใช้ยา พร้อมมอบแบบบันทึกการใช้ยา 4. แผ่นพับเป็นโรคเบาหวานต้องทานให้เป็น ทำความรู้จักกับอาหารที่ผู้ป่วย เบาหวานจำเป็นต้องรู้ 5. แผ่นพับมารู้จักการใช้ยาของผู้ป่วยเบาหวาน (ข้อมูลจากโรงพยาบาลไทยนครินทร์) กิจกรรมที่ 2 อบรมท่าการออกกำลังกายที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยวิธีการ บรรยายพร้อมสาธิตและพาปฏิบัติท่าการออกกำลังกายที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวานใช้เวลา 50 นาที สื่อที่ใช้ 1. แผ่นพับการออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวาน 2. สื่อเสียงท่าการออกกำลังกายมอบแก่ชุมชน สัปดาห์ที่ 2 – 4 ประกอบด้วย 2 กิจกรรม โดยแบ่งคณะผู้วิจัยติดตามผลในแต่ละครัวเรือน จนครบจำนวนกลุ่มตัวอย่าง กิจกรรมที่ 1 สื่อเสียงกระตุ้นการออกกำลังกายโดยหอกระจายข่าว โดยวิธีการ เปิดสื่อเสียงอย่างน้อย 5 วัน / สัปดาห์ เป็นเวลา 15-20 นาที สุ่มสังเกตการณ์ตามครัวเรือนกลุ่มตัวอย่าง เพื่อวัด รอบเอว และชั่งน้ำหนัก พร้อมให้คำแนะนำเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย และให้ กำลังใจแก่กลุ่มตัวอย่าง สื่อที่ใช้ 1. สื่อเสียงการออกกำลังกาย กิจกรรมที่2 ติดตามผลนวัตกรรมอาหาร 3 สี และนวัตกรรมส่งเสริมการใช้ยา วิธีการตรวจแบบบันทึกผลตามจำนวนกลุ่มตัวอย่าง พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตนเอง การลงบันทึกผลใน แบบบันทึก และอื่น ๆ รวมถึงการถาม-ตอบ และให้กำลังใจ สื่อที่ใช้ 1. แบบบันทึกการใช้ยา และการรับประทานอาหาร สัปดาห์ที่ 4(สิ้นสุดโครงการ) ประกอบด้วย 4 กิจกรรม โดยแบ่งเป็น 1. กิจกรรมสื่อเสียงกระตุ้น การออกกำลังกายโดยหอกระจายข่าว 2. กิจกรรมติดตามผลนวัตกรรมอาหาร 3 สีและนวัตกรรมส่งเสริม การใช้ยา และ กิจกรรมที่ 3 และ 4ซึ่งดำเนินการจัดทั้งสองกิจกรรมทั้งหมด 2 วัน เพื่อแบ่งกลุ่มตัวอย่างใช้เวลา รวม 3 ชั่วโมงต่อวัน โดยมีรายละเอียดดังนี้
93 กิจกรรมที่ 3 เจาะเลือดอดอาหาร 8-12 ชั่วโมง โดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลไก่คำ และประชุมกลุ่ม วิธีการบรรยายสรุปผลแก่กลุ่มตัวอย่าง และสอบถามกลุ่ม ตัวอย่างเกี่ยวกับการข้อดี / ข้อเสียของกิจกรรมที่ผ่านมา รวมถึงกระแสตอบรับในแต่ละกิจกรรม เพื่อการ พัฒนาในงานวิจัย รวมถึงความยั่งยืนทางสุขภาพของคนในชุมชน ใช้เวลา 2 ชั่วโมง สื่อที่ใช้ 1. แบบบันทึกระดับน้ำตาลในเลือด กิจกรรมที่4 บุคคลต้นแบบ วิธีการคัดเลือกบุคคลต้นแบบของชุมชนที่ประสบผลสำเร็จ ในการทดลองวิจัยครั้งนี้ และให้บุคคลนั้นบรรยายความรู้สึกที่เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชนเข้าใจ และกระตุ้นความสนใจในการดูแลสุขภาพตนเองต่อไป อุปกรณ์ที่ใช้ 1. รางวัลเกียรติบัตรบุคคลต้นแบบ 3 รางวัล การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเมื่อผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลตามแบบสอบถามได้ครบตามจำนวนแล้วนำข้อมูลไป ประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติ SPSS (Statistical Package for Social Science) โดยสถิติที่ใช้มีดังนี้ คือ 1. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) สำหรับอธิบายข้อมูลทั่วไป ความรู้ และความสามารถ ในการดูแลตนเอง และการรับรู้การใช้ยา จะใช้จำนวนความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้Paired Sample T-test เพื่อ เปรียบเทียบตามความรู้ในการดูแลตนเอง ความสามารถในการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดก่อน-หลัง เข้าร่วมโปรแกรม ที่ใช้ในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ การพิทักษ์สิทธ์กลุ่มตัวอย่าง คณะผู้วิจัยทำการพิทักษ์สิทธิ์ของผู้เข้าร่วมการวิจัย โดยได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรม การวิจัยในมนุษย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ เลขที่ เมื่อวันที่ และได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การตัดสินใจเข้าร่วมการวิจัยเป็นสิทธิของกลุ่มตัวอย่างว่าจะยินดีเข้าร่วมหรือไม่ หากกลุ่มตัวอย่างยินดีเข้าร่วม การวิจัยจะมีเอกสารให้กลุ่มตัวอย่างลงชื่อยินยอมเข้าร่วมการวิจัยโดยไม่มีการบังคับ คำตอบ หรือข้อมูลทุก อย่างจะถือเป็นความลับ ไม่มีการเปิดเผยกับผู้ไม่เกี่ยวข้องและจะนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ของการทำวิจัยใน ครั้งนี้เท่านั้น ซึ่งจะไม่มีผลต่อการพยาบาล การบำบัดรักษาของแพทย์หรือผลกระทบใด ๆ ต่อผู้เข้าร่วมการวิจัย ผลการศึกษา