The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Vol. 1 No. 1 (2022) :
วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2565)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pimlada Hw, 2022-09-30 01:39:07

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา

Vol. 1 No. 1 (2022) :
วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2565)

แนวทางการฝกÖ ซอe มวงขับรอe งประสานเสยี งตามทฤษฎีการสอนดนตรขี องโคดาย (Kodály)
Guidelines for practicing choir ensemble according to Kodály music
teaching theory

วัชรพงษK รุงM เรอื ง7
Watcharapong Rungruang

หลกั สูตรศกึ ษาศาสตรบณั ฑติ (4 ป5) คณะศลิ ปศกึ ษา สถาบันบณั ฑิตพัฒนศิลป=
Bachelor of Education Program (4 years), Faculty of Art Education, Bunditpatanasilpa Institute.

บทคดั ยอU

การศึกษาเรื่อง แนวทางการฝàกซ8อมวงขับร8องประสานเสียงตามทฤษฎีการสอนดนตรีของโคดาย
(Kodály) ทำให8ทราบถึงประวัติของเจ8าของทฤษฎี หลักทฤษฎีที่ใช8และวิธีการที่ใช8ทฤษฎีดังกลDาวกับผู8เรียน
ของโคดาย (Kodály) ซึ่งผลการศึกษาพบวDา แนวคิดทฤษฎีการสอนดนตรีของโคดาย มุDงพัฒนาความรู8ทางด8าน
ดนตรี โดยทั่ว ๆ ไป โดยใช8กิจกรรมร8องเพลงเปVนหลัก โดยมีแนวคิดสำคัญ 2 ข8อ ดังนี้ 1. จัดลำดับเนื้อหา
และกิจกรรมการเรียนการสอนให8สอดคล8องกับพัฒนาการของเด็ก โดยเนื้อหาและการดำเนินกิจกรรมการเรียน
การสอนจัดเปVนขั้นตอนจากงDายไปสูDยาก ซึ่งจะชDวยให8เด็กเรียนรู8ได8งDาย 2. เน8นการร8องเพลงเปVนหลัก
เพราะโคดายเชื่อวDาการเรียนรู8ดนตรีสำหรับเด็กให8ผลดีที่สุดคือการให8ร8องเพลงเพราะการร8องเพลง เปVนการใช8เสียง
ซึ่งมีอยูDแล8วตามธรรมชาติที่เด็กทุกคนคุ8นเคยกับการใช8เสียงในชีวิตประจำวัน และการที่จะทำให8
การฝàกซ8อมวงดนตรีมีประสิทธิภาพสูงสุดจำเปVนต8องมีการวางแผนดังนี้ 1. วางเปÖาหมาย วางแผนเวลา
2. ต8องรู8ตัวเสมอวDากำลังฝàกซ8อมอะไร 3. นำชDวงที่ยากของบทเพลงออกมาซ8อมเฉพาะจุด 4. แบDงป$ญหาที่พบ
ออกเปVนป$ญหายDอยและแก8ทีละป$ญหา 5. ย้ำการฝàกซ8อมที่ถูกต8องตั้งแตDแรกโดยไมDให8เกิดความผิดพลาด
6. ฝàกซ8อมด8วยจังหวะที่เร็วโดยไมDละเลยการฝàกซ8อมด8วยจังหวะช8า 7. ให8ความสำคัญกับคุณภาพเสียงระหวDางฝàกซ8อม
8. ไมDละเลยการฝàกซ8อมชDวงงDายของบทเพลง 9. ฝàกซ8อมโดยไมDใชDเครื่องดนตรี 10. ฝàกซ8อมการแสดงกDอนการแสดงจริง
ดังนั้นการฝàกซ8อมวงขับร8องประสานเสียงตามทฤษฎีการสอนดนตรีของโคดาย (Kodály) สามารถทำให8ผู8เรียน
มีทักษะการร8องเพลงที่ถูกต8อง ไพเราะและไมDเพี้ยน อีกทั้งยังมีหลักและแนวทางการฝàกซ8อมวงขับร8องประสาน
เสยี งทีถ่ ูกวิธี จงึ ทำให8ผู8เรยี นสามารถรอ8 งเพลงได8ดี ไพเราะและไมDเพ้ียน

คำสำคัญ : โคดาย; หลักการสำคัญสำหรบั การฝกà ซ8อมดนตรีเพ่อื ให8เกิดประสทิ ธิภาพสูงสุด;

7 นกั ศึกษาสาขาดนตรีศกึ ษา, หลักสูตรศึกษาศาสตรบณั ฑิต (4 ป): คณะศิลปศึกษา สถาบนั บณั ฑิตพฒั นศิลปA
E – mail : [email protected]

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 39 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

Abstract

study subject Kodály's approach to choir rehearsal according to the theory of
music teaching, reveals the history of the owner of the theory. Principles of theory used and
methods of applying such theory to the learners of Kodály. The results of the study found
thatKodály. concept of music teaching theory Aims to develop knowledge of music in general
by mainly using singing activities. Thereare two important concepts as follows: 1. Arrange the
content and teaching activities in accordance with the child's development. The content and
teaching activities are organized step by step from easyto difficult. This will help children learn
easily. 2. Focus on singing. Because Kodály believes that learning music for children is the best
result of singing because of singing. It is the use of sounds that are already there. Naturally,
every child is accustomed to using sounds in everydaylife. And to make orchestral rehearsals
To be most effective it requires planning: 1. Set goals, plan your time 2. Always know what
you're practicing 3. Bring out the difficult parts of the song to practice at specific points 4.
Break down the problems you find into sub-problems and solve them. One problem at a time
5. Repeat the right drills from the beginning without making mistakes 6. Practice at a fast
tempo without neglecting slow tempo drills 7. Pay attention to sound quality during practice
8. Do not neglect to practice the easy part of the song 9. Practice without the instrument 10.
Practice the performance before the actual performance Therefore, practicing the chorus
according to Kodály's theory of music teaching can enable learners to have the correct singing
skills. Funny and unmistakable There are also principles and guidelines for practicing the right
choir. So that students can sing well. Funny and unmistakable.

Keywords : Kodály; Key principles for practicing music for optimal performance

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 40 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

บทนำ
การศึกษาจะต8องมีการพัฒนาผู8เรียนอยDางรอบด8าน คือ การพัฒนาผู8เรียนให8ครอบคลุมในหลายมิติ

ทั้งในด8านรDางกาย จิตใจ สติป$ญญา สังคม และอารมณM (UNESCO, 1996) การทำกิจกรรมในสถานศึกษา
เปVนการเพิ่มประสบการณMให8แกDผู8เรียนในด8านตDาง ๆ จากที่ผู8เรียนได8ศึกษาในตำราเรียน สถาบันการศึกษาได8
จัดกิจกรรมตDาง ๆ เพื่อพัฒนาผู8เรียน กรมวิชาการ (2551) กำหนดให8สถานศึกษาต8องจัดกิจกรรมพัฒนาผู8เรียน
ให8นักเรียนในทุกชDวงชั้นเพื่อพัฒนาความสามารถตามความถนัดและความสนใจของผู8เรียนในรูปแบบและวิธีการ
ที่เหมาะสมตามที่สถานศึกษากำหนด อาทิ กิจกรรมนันทนาการ ลูกเสือเนตรนารี กีฬาสี กจิ กรรมทางวิทยาศาสตรM
และเทคโนโลยี กจิ กรรมดนตรี หรอื จัดเปนV กิจกรรมชุมนมุ ตDาง ๆ ในเวลาเรยี น เปนV ต8น

กิจกรรมวงขับร8องประสานเสียง เปVนกิจกรรมที่มีอยูDในสถานศึกษาในประเทศไทย มีขนาดวงเล็ก
หรือใหญD ขึ้นอยูDกับจำนวนผู8เรียนและนโยบายของสถานศึกษา วงขับร8องประสานเสียงเปVนกิจกรรมที่มีกระบวนการ
ตDาง ๆ ในการพัฒนาผู8เรียนทางสุนทรียศาสตรMด8านดนตรีเชDน จังหวะ เสียง การอDานโน8ต การขับร8อง
และการประสานเสียง สอดคล8องกับทฤษฎีการสอนดนตรีของโคดาย (ธวัชชัย นาควงษM, 2544) ซึ่งเน8นการขับร8อง
เปVนหลัก เพราะโคดายเชื่อวDา การเรียนรู8ดนตรีสำหรับเด็กให8ได8ผลดีที่สุดคือการให8ร8องเพลง เพราะการร8องเพลง
เปVนการใช8เสียงซึ่งมีอยูDแล8วตามธรรมชาติ ที่เด็กทุกคนคุ8ยเคยกับการใช8เสียงในชีวิตประจำวัน การร8องเพลงในระยะ
เริ่มต8นใช8ความจำเปVนหลัก ตDอมาจึงฝàกการร8องโดยใช8โน8ต ความเข8าใจโน8ตจนสามารถอDานและเขียนได8เปVนสิ่งสำคัญ
และจำเปVนในการศึกษาดนตรี โดยเหมือนกับการเรียนวิชาทั่วไปที่ต8องอDานเขียนหนังสือให8ได8กDอน เพื่อที่จะไป
ค8นคว8าความรู8จากหนังสือตDาง ๆ ได8 การร8องเพลงจะทำควบคูDกับการเคลื่อนไหว เพราะชDวยให8เด็กเข8าใจจังหวะได8ดี
และสามารถรอ8 งเพลงไดถ8 กู ต8อง

ทฤษฎีการสอนดนตรขี องโคดาย (Kodály)
โซลตาน โคดาย (Zoltán Kodály) นกั แตDงเพลงและนักดนตรีชาวฮังการี เกดิ ปÇ ค.ศ.1882 และเสียชีวิต

ปÇ ค.ศ. 1967 เขาได8ทุDมเทแรงกายและแรงใจในการพัฒนาการเรียนการสอนดนตรีในประเทศฮังการีจนเปVนแบบแผน
มาถึงป$จจุบัน โดยมีเปÖาหมายสำคัญคือ การให8ซาวฮังการีมีความรู8วิชาดนตรี สามารถเขียนและอDานโน8ตดนตรีได8ใน
ลักษณะเดียวกับการอDานและเขียนภาษาฮังการี ในป$จจุบันการสอนดนตรีของโคดายได8รับการดัดแปลงและ
ประยุกตMใช8ในประเทศตDาง ๆ ทวั่ โลก

ลักษณะเดDนในการสอนดนตรีของ โคดาย คือการใช8สัญลักษณMกDอนเรียนรู8ตัวโน8ตจริง
ซึ่งธวัชชัย นาควงษM (2543: 101) กลDาววDา ครูสอนดนตรีของประเทศสหรัฐอเมริการู8จักกับเทคนิคการสอนดนตรี
ของโคดายบางสDวนกDอนรู8จักวิธีการสอนทั้งหมด ครูเหลDานั้นชอบการใช8สัญลักษณMที่มีมากDอนการเขียนตัวโน8ตจริง
เชDน การใชร8 ปู ภาพของวตั ถุ และก8านตวั โน8ตทไ่ี มมD หี ัวตวั โน8ต แลว8 คอD ยถาD ยทอดสกูD ารใชโ8 นต8 จรงิ ๆ ดว8 ยวธิ กี ารเรยี น
ที่สนุก ดูคล8ายการเลDนเกมสMมากกวDาการเรียน และการใช8สัญลักษณMมือตามแบบของ เคอรMเวน (John Curwen)
ชาวอังกฤษ ที่โคดายปรับปรุงและใช8จนเปVนที่นิยมในกลุDมครูดนตรีซาวอเมริกันและการจัดลำดับการสอน
ของโคดายกเ็ ปนV ท่ีประทบั ใจครดู นตรที ว่ั ไป โดยมีแนวคิดสำคญั 2 ข8อ ดงั น้ี

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 41 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

1. จัดลำดับเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอนให8สอดคล8องกับพัฒนาการของเด็ก โดยเนื้อหา
และ การดำเนนิ กิจกรรมการเรียนการสอนจัดเปVนขนั้ ตอนจากงDายไปสยูD าก ซ่ึงจะชวD ยใหเ8 ด็กเรียนรไู8 ด8งาD ย

2. เน8นการร8องเพลงเปVนหลัก เพราะโคดายเชื่อวDา การเรียนรู8ดนตรีสำหรับเด็กให8ได8ผลดีที่สุดคือ
การให8ร8องเพลง เพราะการร8องเพลงเปVนการใช8เสียงซึ่งมีอยูDแล8วตามธรรมชาติ ที่เด็กทุกคนคุ8นเคยกับการใช8เสียงใน
ชีวิตประจำวัน การร8องเพลงในระยะเริ่มต8นใช8ความจำเปVนหลัก ตDอมาจึงฝàกการร8องโดยใช8โน8ต ความเข8าใจโน8ตจน
สามารถอDานและเขียนได8เปVนสิ่งสำคัญและจำเปVนในการศึกษาดนตรี โดยเหมือนกับการเรียนวิชาทั่วไปที่ต8อง
อDานเขียนหนังสือให8ได8กDอน เพื่อที่จะไปค8นคว8าความรู8จากหนังสือตDาง ๆ ได8 การร8องเพลงจะทำควบคูDกับ
การเคลื่อนไหวเพราะชDวยใหเ8 ดก็ เขา8 ใจจังหวะไดด8 ีและสามารถรอ8 งเพลงได8ถกู ต8อง โดยมีวิธีการสอน

ณรุทธM สุทธจิตตM (2561: 246) กลDาววDา การเน8นการร8องเพลงเปVนหลัก วิธีการของโคดาย
จึงมีลักษณะเปVนระบบระเบียบ เปVนขั้นตอนมิฉะนั้นเด็กจะไมDสามารถร8องเพลงได8 ถ8านำเพลงที่ยากเกินไปกวDา
ความสามารถของเด็กจะร8องได8มาใช8 วิธีการนี้เริ่มต8นด8วยแนวคิดที่งDายและไมDชับซ8อนกDอน ในระยะตDอมา
แนวและชับซ8อนมากขึ้นจึงเข8ามามีบทบาท กลDาวคือ การใช8หลักการของการเรียนจากสDวนยDอยไปสูDสDวนใหญD
แม8วDาวิธีการนี้จะใช8ขลุDยรีคอรMเดอรMและเครื่องประกอบจังหวะบางชนิดในการเรียนการสอน ในขั้นตDอมา
สิ่งเหลDานี้มิใชDสDวนสำคัญของวิธีการนี้ วิธีการนี้มุDงเน8นการร8องเพลงเปVนหลักกลDาวคือ การร8องเพลงให8ถูกต8อง
เสียงไมDเพี้ยน ความถูกต8องในเรื่องของระดับเสียงและการร8องโดยแสดงความรู8สึกเปVนสิ่งที่เน8นตลอดเวลา
สัญลักษณMของตัวโน8ตในระบบซอล-ฟาและสัญญาณมือ ซึ่งใช8แทนระดับเสียงชDวยพัฒนาการร8องเพลง
เพอ่ื สงD เสริมพฒั นาการและประสบการณกM ารรบั ร8ใู นทางโสตประสาทและด8านการอDานโนต8 เพลง

ในขณะที่วิธีการอื่น ๆ ที่พัฒนาขึ้นในยุโรปใช8ระบบโดอยูDกับที่ (Fixed do) หรือ โดแทนระดับ
เสยี ง C เทDาน้นั วิธีการของโคดายใชร8 ะบบโดเคลื่อนท่ี (Movable do) กลDาวคือ ใหโ8 ดเปVนโทนกิ เคลอ่ื นท่ีไปตาม
ระดับเสียงตDาง ๆ ในบันไดเสียงเมเจอรM และใช8ลาเปVนโทนิกในบันไดเสียงไมเนอรM ลักษณะที่ได8เปรียบเมื่อใช8
วิธีการนี้ คือ เด็กสามารถอDานโน8ตและร8องเพลงได8อยDางคลDองแคลDวในทุกบันไดเสียง เพราะในการเรียนการ
สอนตวั โดอาจจะอยตูD ำแหนDงตาD ง ๆ ในบรรทัด 5 เส8นได8

ดังนั้นจึงสรุปได8วDา แนวคิดทฤษฎีการสอนดนตรีที่สำคัญในหลักการของโคดายคือ การเน8นการขับร8อง
เปVนหลัก โดยระดับขั้นปฐมศึกษาใช8การเคลื่อนไหวเปVนพื้นฐานสำคัญประกอบการร8องเพลงที่เน8นเพลงพื้นบ8าน
เปVนหลัก ตDอมาในชั้นที่สูงขึ้นการขับร8องจะเปVนกิจกรรมสำคัญที่ใช8เปVนหลักในการเรียนรู8เนื้อหาดนตรีซึ่งผู8เรียน
สามารถพัฒนาความรท8ู างดนตรีและทกั ษะการร8องไดเ8 ปนV อยาD งดี

หลกั การรKองเพลง
การหายใจ ลมหายใจ และการเปลDงเสียง เปVนสิ่งที่ผู8ร8องควรให8ความสำคัญควบคูDไปด8วยกัน

เพื่อให8เกิดเสียงที่ไพเราะ ไมDเพี้ยนต่ำหรือสูง และไมDเปVนผลกระทบตDอเสียงที่เกิดจากการหายใจไมDพอเหมาะกับ
ความต8องการในการเปลงD เสียง โดยมีการอธิบายองคปM ระกอบของเสยี งในการใช8ร8องเพลงจากผูเ8 ชี่ยวชาญ ดงั น้ี

1.1 สวD นประกอบสำคญั ในเสียงโดย Aarksara (อกั ษรา, 2560) แบDงเปนV 2 ประเภท ดงั น้ี

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 42 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

1. การหายใจ และลมหายใจ (Air Function Airflow) คือความเร็วของอากาศที่ไหลผDาน
ชDองปากของเรา ถ8าเรามีอากาศไมDเพียงพอ โน8ตที่เราเปลDงออกมาก็มีโอกาสที่จะกลายเปVนแฟลตโน8ตได8
แฟลตโน8ตคือระดับเสียงที่ถูกเปลDงออกมาต่ำกวDาโน8ตที่เราตั้งใจเอาไว8 และถ8าเรามีอากาศมากเกินไป โน8ตที่เรา
เปลDงออกมากอ็ าจจะกลายเปนV ชารปM โน8ต ซึ่งหมายถึงระดบั

2. การเปลDงเสียง (Vocal Placement) นักร8องจำเปVนต8องมีการจัดวางกลDองเสียงให8ดี
เพื่อให8เสียงร8องที่ดีที่สุดถูกเปลDงออกมาอยDางงDายดาย หากเสียงไมDถูกจัดวางให8ถูกที่ถูกทาง หรือกระแสลม
หายใจไมDพอเหมาะ นักร8องจะต8องบีบและเกร็งกล8ามเนื้อคอมากขึ้น ซึ่งจะทำให8เสียงเพี้ยน และเกิดป$ญหามาก
ยิ่งข้ึน

2.2 อรรถาธิบายกระบวนการดวงใจโดย (ดวงใจ ทิวทอง, 2560) ได8จัดกลุDมกระบวนการร8อง
เพลงแบงD เปนV 6 หัวขอ8 ประกอบด8วย

1. เปzด การ "เปzด" เปVนการขับร8องปฏิบัติด8วยการเปzด 2 ลักษณะประกอบด8วย การเปzดการ
วางทDาทางรDางกาย คือ การใช8หลังสDวนลDางเปVนฐานสำคัญ กระดูกสันหลังตรง เปzดหัวไหลD ขยายซี่โครง ลำตัวตรง
ขยายกระดูกสันอกโน8มตัวไปข8างหน8าเล็กน8อย ยืนด8วยการผDอนหัวเขDาอยDางไมDตึงชิงกรานอยูDในตำแหนDง
คล8ายนั่งอยDางพร8อมใช8กล8ามเนื้อทุกสDวน ทDายืนที่ดีของนักร8องนั้นคือ การยืนด8วยความรู8สึกนั่งโดยนักร8อง
จะรู8สึกคล8ายกับวDางนั่งอยูDในขณะที่ยืนต8องใช8เครื่องดนตรีในรDางกายทุกสDวนอยDางผDอนหลวม เมื่อใช8รDางกาย
อยูDในตำแหนDงที่พร8อม การใช8อวัยวะและกล8ามเนื้อในรDางกายจะมีประสิทธิภาพด8วยการหายใจเข8าอยDาง
ธรรมชาติ และหายใจออกด8วยการควบแนDนลม สDงเปVนแรงพยุงเสียงด8วยลมน8อยอยDางมีจุดรวมเสียงไปผDาน
สายเสียงอยDางนุDมนวลและเรียบเนียน ลักษณะการเปzดในอีกรูปแบบหนึ่งคือ การเปzดการวางทDาทางใบหน8า
ประกอบด8วย การยิ้มภายในโดยการยิ้มด8วยหางตา ยกลูกแก8มโดยยกสDวนโหนกแก8มขึ้นด8วยกล8ามเน้ือ
บนใบหน8า (zygomaticus muscle) ซึงเปVนกล8ามเนื้อหลักที่พาดตรงจากโหนกแก8ม (cheekbone
หรือ zygomatic bone) มาที่มุมปาก เปVนการทำงานรDวมกันกับ การยิ้มด8วยหางตาเปzดทุกสDวนของใบหน8า
ยกขึ้น เพื่อเปzดโพรงหน8าให8มีเนื้อที่สำหรับก8องกังวานเสียง โดยผู8ฝàกชาวไทยจะต8องใช8การเปzดให8มากขึ้นกวDา
มาตรฐานของชาวตะวันตก เนื่องเพราะโครงสร8างของรDางกายที่แตกตDางกัน ผู8ฝàกสามารถใช8ความรู8สึก
ของการเปดz ปากบนเพ่ือกดั ผลแอปเป¬zลดว8 ยฟน$ บนเพมิ่ ซง่ึ จะทำให8เปดz ใบหนา8 ไดม8 ากขึ้นอีก

การ "เปzด" ด8วยการวางทDาทางรDางกายและใบหน8าดังเชDนที่ได8กลDาวไว8ข8างต8น
เปVนการฝàกขั้นพื้นฐานที่จะทำให8การขับร8องเปVนไปได8อยDางดี ทDาทางการยืนของผู8ร8องจะมีความผDอนคลาย
และสงDางามไปพร8อมกัน รูปหน8าการอ8าปากจะทำให8เสียงที่เปลDงออกมามีความก8องกังวานและสามารถตDอยอด
ไปสู8กระบวนการถดั ไปได8เปนV อยาD งดี

2. ปลDอย การ"ปลDอย" เปVนการขับร8องปฏิบัติโดยมีหลักการสำคัญคือการปลDอยรDางกาย
ให8ผDอนหลวมด8วยการทำงานอยDางควบแนDนของอวัยวะและกล8ามเนื้อทุกสDวนซึ่งใช8เปVนเครื่องดนตรี
ปลDอยขากรรไกรลDางลงด8วยข8อตDอขากรรไกร (temporomandibular joint) ให8ลงอยDางพอดี โดยใช8ลักษณะ
ของการหาวนอนในชDวงเริ่มต8นและชDวงกลาง ซึ่งการปลDอยขากรรไกรลDางลงนี้ จะเกิดขึ้นพร8อมกับการเปzดปากบน
ขึ้นในขน้ั ตอนแรก

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 43 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

3. หDอ การ"หDอ" เปVนการขับร8องปฏิบัติโดย การหDอปากกลมด8วยการจีบปากกลมเล็ก
ใช8ความรู8สึกวDามุมปากทั้งสองข8างจีบเข8าหากัน จะเกิดเปVนลักษณะปากกลมลักษณะเดียวกับที่ใช8เปลDง "สระดู"
ใช8ยวงปากในการหDอปาก (กล8ามเนื้อที่เปVนวงอยูDรอบปาก ทำหน8าที่เม8มริมฝÇปากหรือทำปากยื่น ที่ภาษาแพทยM
เรียกวDา orbicularis oris วDายวงปาก) ซึ่งตำแหนDงปากกลมนี้สDงผลให8ผู8ฝàกสามารถเปzดชDองคอหอยเพิ่มโดย
เพดานอDอนจะแผDออกและยกขึ้นทั้งนี้จะสDงผลให8เกิดพื้นที่ก8องกังวานเสียงในโพรงก8องกังวานเสียงทุกสDวน
เพิ่มมากขึ้น สืบเนื่องจากการหDอปากกลมนี้ สายเสียงจะทำงานในการดัดแปลงกระแสลมผDานเปVนเสียงขับร8อง
ได8อยDางนุDมนวล และยังสDงผลให8สามารถเชื่อมระยะเสียงให8เปVนหนึ่งเดียว (one register) ได8อยDางราบรื่น
การฝàกด8วยปากกลมนี้เปVนการนวดสายเสียงอยDางชั้วนไปด8วยตลอดระยะเวลาการฝàก ดังนั้นผู8ที่ฝàกกระบวน
แบบนี้จะมีสายเสียงที่แข็งแรงและแข็งแกรDง สDงผลให8มีกระบวนการร8องเพลงและมีสุขลักษณะเสียงที่ดีอีกด8วย
การหDอปาลกลมนจ้ี ะเกิดข้ึนพรอ8 มกบั การปลDอยขากรรไกรลาD งลง

4. ยื่น การ"ยื่น" เปVนการขับร8องปฏิบัติโดย ยื่นริมฝÇปากบนออกจากฟ$นบนโดยให8
ยื่นริมฝÇปากบนออกให8มากที่สุด โดยใช8ยวงปากกำกับ จะทำให8เกิดพื้นที่ในโครงหน8าเพิ่มมากข้ึน
นักร8องชาวไทยจะต8องใช8การยื่นริมฝÇปากบนให8มากกวDาในมาตรฐานการขับร8องของชาวตะวันตก เมื่อสามารถ
ยื่นริมฝÇปากบนได8พร8อมกับการหDอปากกลมด8วยนั้น จะเห็นพัฒนาการของเสียงขับร8องได8อยDางชัดเจน
ทั้งในลักษณะความไพเราะของเสียง และ ในกระบวนการสDงเสียงก8องกังวานออกภายนอกรDางกาย
ทั้งนี้ระหวDางการขับร8องไมDควรให8มองเห็นฟ$นลDางโดยให8ปลDอยริมฝÇปากลDาง โดยไมDต8องกำหนดรูปแบบ
และให8ปรับตัวอยDางเปVนธรรมชาติ รDวมไปกับการทำงานของริมฝÇปากบน การยื่นริมฝÇปากบนออกจากฟ$นบนน้ี
จะเกดิ ขนึ้ พรอ8 มกบั การหอD ปากกลม

5. เก็บ การ"เก็บ" เปVนการขับร8องปฏิบัติโดย การเก็บคางเข8าหาลำตัวหลังจากการปลDอย
ขากรรไกรลDางลง การปลDอยคางลงและเก็บคางเข8าหาลำตัวอยDางผDอนรวมเปVนวิธีที่ถูกต8อง การขยับขากรรไกร
และคาง หรือใช8ลักษณะการเคี้ยวมากเกินไป เปVนวิธีที่ไมDถูกต8อง ผู8ฝàกควรระวังการยื่นคางตลอดเวลาในการขับร8อง
การยื่นคางจะสDงผลโดยตรงตDอที่อยูDของกลDองเสียง หากที่อยูDของกลDองเสียงอยูDผิดที่ เกิดจากแรงดึงหรือดัน
ของกล8ามเนื้อโดยรอบ จะสDงผลเสียตDอการเปลDงเสียงโดยตรง การยื่นคางจะขัดขวางการก8องกังวานของเสียง
การเกบ็ คางน้จี ะเกดิ ขนึ้ พรอ8 มกับการปลDอยขากรรไกรลาD งลง

6. วาง การ"วาง" เปVนการขับร8องปฏิบัติโดย วางลิ้นอยDางผDอนหลวมการผDอนลิ้นไมDให8
เกร็ง มีความสำคัญ การวางตำแหนDงลิ้นอยDางเปVนอิสระ จะสDงผลให8เสียงก8องกังวานได8อยDางมีประสิทธิภาพ
ซึ่งระวัง การกดลิ้นแบนอยDางแข็งเกร็งการวางตำแหนDงปลายลิ้นผิดที่จะสDงผลเสียตDอตำแหนDงของกลDองเสียง
การวางลน้ิ นจ้ี ะเกิดข้นึ พร8อมกบั ทุกกระบวนการท่ีได8กลาD วมาแลว8

ดังนั้นจึงสรุปได8วDา องคMประกอบของการออกเสียงทั้ง 6 ที่ ใช8ในการปฏิบัติร8องเพลงเปVน
เทคนิคพื้นฐานที่ทุกหัวข8อล8วนมีความสัมพันธMกัน ทุกกระบวนการจะเกิดขึ้นพร8อม ๆ กัน เมื่อผู8ฝàกมีความเข8าใจ
และ ฝกà อยDางเปVนประจำจะสามารถทำให8ทกั ษะการรอ8 งโนต8 มีการพัฒนาข้นึ และเปนV ไปอยาD งธรรมมชาติ

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 44 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

บทสรุป
แนวทางการฝàกซ8อมวงขับร8องประสานเสียงตามทฤษฎีการสอนดนตรีของโคดาย (Kodály) ที่มีประสิทธิภาพ
คือ การจัดลำดับเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอนให8สอดคล8องกับพัฒนาการของเด็กเน8นการร8องเพลง
เปVนหลัก โดยเนื้อหาและการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนจัดเปVนขั้นตอนจากงDายไปสูDยากและนำมาผนวก
กับหลักการรอ8 งเพลง ซึ่งต8องมีความซื่อสตั ยตM Dอตนเองและใหค8 วามสำคัญทุกรายละเอยี ดของการซ8อมในทกุ ๆ ครง้ั

บรรณานกุ รม
กรมวิชาการ. 2551. เอกสารประกอบหลักสตู รการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 แนวทาง

การจดั ทำหลกั สูตรสถานศึกษา. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พคM รุสภาลาดพร8าว.
ณรุทธM สุทธจิตตM. 2561. ดนตรีศึกษาหลักการและสาระสำคัญ. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพMแหDงจุฬาลงกรณM

มหาวทิ ยาลัย
ดวงใจ ทวิ ทอง. 2560. อรรถบทการขบั รอ> ง : กระบวนแบบและนวตั กรรมการขบั รอ> ง. กรุงเทพ ฯ :

สำนกั พมิ พแM หงD จุฬาลงกรณMมหาวิทยาลยั .
ธวชั ชัย นาควงษ.M 2544. โคไดสูก^ ารปฏบิ ัต.ิ กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตรM
สชิ ฌนเM ศก ยาD นเดมิ . 2558. แนวคดิ ทฤษฎกี ารสอนดนตร.ี วารสารศลิ ปกรรมศาสตรM. มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.
สมชาย อมะรักษ.M 2543. การสอนดนตรสี ำหรบั เด็ก. กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตรM
UNESCO. 1996. Higher Education in the 21st Century. A Student Perspective: Paris.

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 45 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

หลักการเลือกเพลงสำหรบั สอนเด็ก
MUSIC AND COGNITIVE DEVELOPMENT OF NEWBORN BABY

ศุภกฤต นวนทอง8
Suppakrit Nauntong
หลักสูตรศึกษาศาสตรบณั ฑิต (4 ป5 ) คณะศิลปศึกษา สถาบนั บณั ฑิตพัฒนศิลป=
Bachelor of Education Program (4 years), Faculty of Art Education, Bundipatnasilpa Institute.

บทคดั ยอU
ในป$จจุบันการพัฒนาเด็กมีหลักการและวิธีการที่หลากหลาย วิธีการที่ใช8สDวนใหญD เปVนใช8ดนตรี
ในการพัฒนาทางในทางด8านตDาง ๆ ของเด็ก ซึ่งเริ่มตั้งแตDที่เปVนทารกจนจบการศึกษาก็มีการใช8เพลง
ในการพัฒนาสมองและการเรียนรู8เพื่อให8เกิดประโยชนMในด8าน รDางกาย อารมณM และจิตใจ รวมไปในด8าน
ของสังคม บทความวิชาการนี้จึงมีจุดประสงคMในการนำเสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับหลักการเลือกบทเพลง
ที่เหมาะสมกับเด็กที่ใช8ในการสอนในแตDละวัย เพื่อศึกษาความหมายของเพลง ความสำคัญในการใช8เพลง
ประกอบการสอน ประโยชนMของการฟง$ เพลง และแนวทางในการเลอื กเพลงสำหรับเด็ก

คำสำคัญ : หลกั การเลอื กเพลง

Abstract
At present, child development has a variety of principles and methods.
Most of the methods used It is the use of music in the development of various aspects
of children, starting from infancy until graduation. Music is also used for brain development
and learning to benefit the body, mood and mind as well as in society. This academic article
therefore aims to present the essence of the principles of song selection suitable for children
to be used in teaching at each age. to study the meaning of the song The importance of using
music for teaching benefits of listening to music and guidelines for choosing songs for children

Keywords : music selection principles

8 นักศกึ ษาสาขาดนตรีศึกษา, หลกั สตู รศึกษาศาสตรบัณฑติ (4 ป:) คณะศิลปศกึ ษา สถาบนั บัณฑิตพฒั นศิลปA
E – mail : [email protected]

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 46 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

บทนำ
ในสังคมยุคป$จจุบันเพลงมีบทบาทกับมนุษยMในทุกเพศทุกวัย โดยมากความสัมพันธMของเพลง

กับมนุษยM เปVนสิ่งที่ชDวยในการสร8างความสบายใจ ทำให8รู8สึกผDอนคลาย และลดความเครียดเพียงเทDานั้น
แตDเพลงสามารถเข8ามามีบทบาทกDอให8เกิดคุณประโยชนMตDอมนุษยMและสังคมได8มากกวDานั้น โดยเฉพาะการนำ
ดนตรีมาใช8ในการสDงเสริมพัฒนาการในด8านด8านรDางกายและจิตใจ เพื่อให8พร8อมที่จะพัฒนาสูDการเจริญเติบโต
อยDางสมบูรณM เพลงสามารถนำมาประยุกตMใช8กับเด็กทุก ๆ วัยได8โดยใช8ประสาทสัมผัสทางการฟ$ง
เพราะปฏิสัมพันธMแรกที่มนุษยMรับร8ูได8นับแตDการกDอกำเนิดเปVนชีวิต คือ “การได8ยินเสียง” ซึ่งเปVนการรับรู8เสียงที่
ได8ยินผDานโสตประสาทสัมผัส (Auditory Apparatus) ระบบประสาทการได8ยินหรือการฟ$งของมนุษยMจะเริ่ม
ทำงานตั้งแตDอายุครรภMประมาณ 5 เดือน (วิทยา ถิฐาพันธM, 2553) โดยทารกในครรภMจะได8ยินทั้งเสียงที่มาจาก
ภายนอก เชDน เสียงพูดคุยของคุณพDอคุณแมD เสียงเพลงที่ร8องขับกลDอม เสียงดนตรีที่เปzดให8ฟ$งผDานลำโพง
หูฟ$งและอื่น ๆ และได8มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นตามศักยภาพของรDางกายและประสบการณMได8ได8รับมาจาก
ชวี ิตประจำวนั จนเติบโต

การเรียนรู8ของเด็กเปVนไปตามพัฒนาการทางสติป$ญญา ซึ่งจะมีพัฒนาการไปตามวัยตDาง ๆ
เปนV ลำดบั ขน้ั พัฒนาการเปVนสิ่งที่เปVนไปตามธรรมชาติ ไมDควรที่จะเรDงเด็กให8ข8ามจากพัฒนาการจากขั้นหนึ่งไปสูD
อีกขั้นหนึ่ง เพราะจะทำให8เกิดผลเสียแกDเด็ก แตDการจัดประสบการณMสDงเสริมพัฒนาการของเด็กในชDวงที่เด็ก
กำลังจะพัฒนาไปสูDขั้นที่สูงกวDา สามารถชDวยให8เด็กพัฒนาไปอยDางรวดเร็ว ควรให8ความสำคัญของการเข8าใจ
ธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กมากกวDาการกระตุ8นเด็กให8มีพัฒนาการเร็วขึ้น พัฒนาการของเด็กสามารถ
อธิบายได8โดยลำดับระยะพัฒนาทางชีววิทยาที่คงที่ แสดงให8ปรากฏโดยปฏิสัมพันธMของเด็กกับสิ่งแวดล8อม
เปÇยเจทM (Jean Piaget)

ในป$จจุบันทุกคนตDางยอมรับกันวDา ดนตรีเปVนสิ่งที่สำคัญที่ใช8ในการพัฒนาเด็กตั้งแตDที่อยูDในครรภM
ของมารดาจนเติบโตเปVนผู8ใหญD ซึ่งดนตรีเปVนสิ่งที่สะท8อนถึงอารมณMความรู8สึกนึกคิดของคน อีกทั้งเปVนสิ่งที่ให8
ความบันเทิงเริงรมณMและมีประโยชนMตDอคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งในเด็กเล็ก วัยเรียน และวัยผู8ใหญDนั้นดนตรีเปVนสิ่งที่
ชDวยพัฒนาศักยภาพได8รอบด8าน ไมDวDาจะเปVนทางด8านรDางกาย อารมณM จิตใจ สติป$ญญา โดยเฉพาะเด็กเล็ก
ดังนั้นป$จจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือพDอแมD คุณครูและผู8ที่เกี่ยวข8องจะต8องมีความรู8และความเข8าใจในการเลือกเพลง
ที่เหมาะสมตDอพัฒนาการสำหรับเด็ก (ดร.แพง ชินพงศ,M 2561) ซึ่งหลักในการเลือกเพลงสำหรับเด็ก เพลงแตDละเพลง
จะมีความหมายที่แตกตDางกันออกไป และเพลงยังให8ข8อคิดตDาง ๆ กับผู8ฟ$งเพลงซึ่งเพลงมีความสำคัญตDอมนุษยM
ดังนี้ ผDอนคลายความเครียดความเหน็ดเหนื่อย ชDวยขัดเกลาจิตใจ ให8ข8อคิดที่นำไปใช8ในชีวิตประจำวันได8
ชDวยปลุกใจสร8างควสามสามัคคีให8คนในชาติ สร8างความสุข ความสุนทรีให8แกDผู8ร8องและผู8ฟ$ง สร8างความคิด
และจนิ ตนาการให8กับผร8ู 8องและผ8ูฟ$ง

ด8วยเหตุนี้จึงมีความสนใจในการศึกษาการใช8เพลงสำหรับสอนเด็กในแตDละวัย เพื่อเปVนประโยชนM
ในการนำเพลงแตDละประเภทไปใช8ในการสอนเด็ก เพื่อให8เด็กในแตDละวัยได8ฟ$งเพลงที่เหมาะสมกับวัย
และสามารถพฒั นาเดก็ ไดถ8 กู ตอ8 งตามวยั ของเด็ก

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 47 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

ความหมายของเพลง
เพลง หมายถึง ข8อความที่เกิดจากศิลป¹แหDงการเลือกถ8อยคำอันไพเราะมาเรียงร8อยให8เกิด

อารมณMความสุขความเบิกบาน หรือความสะเทือนใจตลอดจนทำให8เกิดความคิดและจินตนาการเด็กผูกพัน
มากับเพลงตั้งแตDเกิดโดยแมDยDายายใช8เพลง เหDกลDอมเปVนสDวนชDวยให8เกิดความละเมียดละไมในจิตใจ
เสียงอันไพเราะของผู8ขับร8องเปVนน้ำเสียงแสดงความรักใครDของผู8ที่อยูDใกล8ชิดคุ8นเคยชวนฟ$งชวนเพลิดเพลิน
เด็กเข8าใจความหมายกDอให8เกิดความอบอุDนชDวยให8เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินทำให8เด็กเบิกบาน
เพลงชDวยให8เด็กเกิดความเข8าใจสิ่งตDาง ๆเพราะเพลงมีแงDคิดตDาง ๆ แฝงอยูDอยDางแนบแนDนกDอให8เกิดจินตนาการ
คือการสร8างขึ้นในใจอาจเปVนทั้งด8านความสุขหรือสะเทือนอารมณMก็ได8ชDวยให8เกิดคุณธรรม หรือลักษณะนิสัย
ที่พึงประสงคMเชDน ความเข8าใจผู8อื่น ความเมตตากรุณา ความเสียสละ ความรับผิดชอบ และชDวยให8เด็กจดจำ
ความร8ูได8เรว็ และจำได8นาน (โกมล บวั เผียน, 2538)

ความสำคญั ในการใชเK พลงประกอบการสอน
เพลงประกอบการสอนมีความสำคัญมากในการนำมาสอนเด็กและควรต8องมีวิธีการเลือก

และหลักการเลือกท่เี หมาะสมกบั เด็กในแตDละวยั ซึง่ เพลงทีใ่ ชส8 ำหรบั ประกอบการสอนมคี วามสำคัญ ดังนี้
1. ชDวยทำให8นักเรียนเกิดพัฒนาการทางด8านอารมณMเพลงจะชDวยกระตุ8นและเร8าให8นักเรียน

เกดิ ความสุขขณะเรยี น เปนV การผDอนคลายความตึงเครียดและเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลนิ
2. เพลงชDวยให8นักเรียนเกิดพัฒนาการทางด8านรDางกาย นักเรียนได8ร8องทำทDาทางประกอบ

เพลง เชนD ปรบมือใหจ8 งั หวะแสดงทDาทางประกอบ
3. ชDวยให8นักเรียนเกิดพัฒนาการทางด8านสติป$ญญา เพราะนักเรียนได8ร8องเพลงและทำให8

จำเน้อื หาได8อยาD งรวดเรว็ แมนD ยำกวDาการเรยี นธรรมดา
4. ชDวยให8นักเรียนเกิดพัฒนาทางด8านสังคม เพราะนักเรียนได8เข8ารDวมกลุDมร8องเพลงกับเพื่อน

ทำใหเ8 กิดความพรอ8 มเพรียงเปนV หมูคD ณะ (เบญจา พิมจฬุ า, 2537)

ประโยชนIของการฟåงเพลง
มนุษยMเมื่อเจอความเครียดจะหาวิธีเพื่อทำให8ตัวเองผDอนคลายจากความเครียด วิธีที่จะชDวยทำให8

รู8สึกดีขึ้นก็แตกตDางกันออกไปแตDคนสDวนใหญDใช8การฟ$งเพลง ซึ่งมีคนมากมายชอบการฟ$งเพลงเพราะทำให8สนุก
และเพลิดเพลนิ แตรD 8ูเพลงยังมปี ระโยชนMอีกมากมาย เชDน

1. เพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย การฟ$งเพลงจังหวะสนุก ๆ จะชDวยกระตุ8น
การไหลเวียนของเลอื ด สDงผลใหส8 ขุ ภาพหวั ใจแข็งแรงและสามารถสรา8 งแรงกระตน8ุ ระหวาD งการออกกำลังกายได8

2. ผDอนคลายความเครียดทำให8อารมณMดีเพราะเพลงมีผลอยDางลึกซึ้งตDอรDางกายและเพิ่มพลังบวก
ชวD ยลดความกดดนั และความวิตกกงั วล ชDวยใหร8 าD งกายผDอนคลายสDงผลใหส8 ภาพจิตใจดีขน้ึ

3. หลับสบาย พัฒนาคุณภาพการนอน อาการนอนไมDหลับเกิดจากการทำงานของสมอง
เมื่อเรายิ่งเครียดจะทำให8คลื่นสมองของเรามีความถี่สูงขึ้น สDงผลให8สมองไมDหยุดคิดหรือนอนไมDหลับนั่นเอง

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 48 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

เสียงเพลงจะชDวยเปลี่ยนแปลงคลื่นสมองได8 การฟ$งดนตรีบรรเลงเบา ๆ ช8า ๆ ไมDมีเสียงร8อง อยDางเพลงคลาสสคิ
จะสงD ผลให8การเต8นของหัวใจลดลง ทำใหก8 ารหลับดีขึน้

4. มีสมาธิในการทำงาน เมื่อได8ฟ$งเพลงจะทำให8จิตใจผDอนคลาย สามารถชDวยให8เราโฟกัส
กบั สิ่งตDาง ๆ ได8ดีขึ้น

5. ชDวยพัฒนาสมอง การฟ$งเพลงจะทำให8สมองซีกซ8ายและซีกขวาได8ทำงานอยDางเต็มที่
เพราะเสียงเพลงจะทำให8ผู8ฟ$งปลดปลDอยจินตนาการและความคิดออกมา แนDนอนวDาเปVนสิ่งที่ดีตDอสมองซีกขวา
และยงั ชDวยเพ่มิ ประสทิ ธภิ าพให8สมองซกี ซา8 ย (โรงพยาบาลวิชัยยทุ ธ, 2019)

แนวทางในการเลือกเพลงสำหรับเดก็
การเลือกเพลงสำหรับเด็กเพลงของเด็กควรมีเนื้อร8องงDาย ๆ สั้น ๆ มีคำซ้ำ เสียงไมDสูงหรือต่ำ

เกินไปทำนองงDาย จังหวะชัดเจนไมDช8าหรือเร็วเกินไป และควรเลือกให8เหมาะกับพัฒนาการเรียนร8ู
และความสามารถทางภาษาของเด็ก โดยเด็กเล็กควรเลือกเพลงท่ีมีคำร8องที่เปVนคำคล8องจองงDาย ๆ
โดยบทเพลงจะมีอยูD 2 ประเภท ดงั นี้

1. เพลงบรรเลง เปVนเพลงที่บรรเลงด8วยเครื่องดนตรีเพียงอยDางเดียวไมDมีเนื้อร8อง เปVนเพลง
ที่ชDวยพัฒนาและสDงเสริมทางด8านความคิดสร8างสรรคMของเด็กได8ดีมาก เพลงบรรเลงแบDงออกได8เปVน 2 ประเภท
ไดแ8 กD

1.1 เพลงบรรเลงที่มีจังหวะและทDวงทำนองช8า เปVนเพลงที่มีความถี่ของจังหวะ
60-70 BPM (beat per minute) ซึ่งใกล8เคียงกับอัตราการเต8นของหัวใจ (60-70 ครั้งตDอนาที)
ซึ่งเพลงบรรเลงที่มีทDวงทำนองและจังหวะช8านี้จะชDวยทำให8เด็กมีอารมณMที่สงบผDอนคลาย มีสมาธิ มีจิตใจ
ที่อDอนโยนนุDมนวล ซึ่งจะชDวยพัฒนาทางด8านสุนทรียภาพและชDวยให8อารมณMของเด็กสงบได8เปVนอยDางดี
ตัวอยDางของเพลงประเภทนี้ เชDน ลาวจ8อย Ave Maria Canon in D ซึ่งเพลงบรรเลงที่มีทDวงทำนอง
และจังหวะช8า เปVนเพลงที่เมื่อเด็กได8ฟ$งแล8วจะรู8สึกผDอนคลายและความสุข ซึ่งภาษาทางด8านดนตรีเรียกภาวะ
แหงD ความสขุ นว้ี Dา “อลั ฟõา เอฟเฟกตM (Alpha Affect) เพลงบรรเลงช8า ๆ ที่มเี สยี งความถตี่ ามธรรมชาติเชDนเสยี ง
ฝนตกเบา ๆ เสียงนกร8อง เสียงลม จะมีผลชDวยทำให8คลื่นสมองทำงานได8อยDางมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการเปzด
เพลงบรรเลงที่มีทDวงทำนองและจังหวะช8าให8เด็กฟ$งในขณะที่เด็กทำกิจกรรมอยDางใดอยDางหนึ่ง
เชนD อาD นหนังสอื ทำกิจกรรมศลิ ปะจะชวD ยทำให8เดก็ เด็กมีสมาธิจดจอD กับกิจกรรมนัน้ ไดน8 านมากขึ้น

1.2 เพลงบรรเลงท่ีมีทDวงทำนองและจังหวะเร็ว เปVนเพลงที่มีความถี่ของจังหวะ
80-120 BPM (beat per minute) ซึ่งเปVนเพลงที่ชDวยทำให8เด็กอารมณMดี มีความสุขสนุกสนาน รDาเริงแจDมใส
อยากเคลื่อนไหวกระโดดโลดเต8นตามจังหวะและทDวงทำนองที่ได8ยิน ตัวอยDางของเพลงประเภทนี้ ได8แกD
พมDาเขว Minuet in G Rondo Alla Turca เพลงประเภทนี้ชDวยกระตุ8นให8เด็กมีอารมณMรDาเริง คึกคัก ตื่นเต8น
ซึ่งเปVนการปลุกให8เด็กกระฉับกระเฉง ซึ่งทำให8เด็กอยากเคลื่อนไหวรDางกายตามจังหวะของเพลงและทำให8เด็ก
ได8ออกกำลงั กายไปในตัวซ่งึ เปนV การชวD ยพัฒนาทางด8านราD งกายใหก8 บั เด็กโดยตรง

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 49 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

2. เพลงที่มีเนื้อร8อง เปVนเพลงที่นอกจากบรรเลงด8วยเครื่องดนตรีชนิดตDาง ๆ แล8วก็จะมีเสียง
ร8องนำเปVนเสียงหลักของบทเพลงนั้น ซึ่งบทเพลงที่มีเนื้อร8องที่เหมาะสำหรับเด็กนั้นควรเปVนเพลงที่สDงเสริม
จริยธรรม เพลงที่ควรจะให8เด็กฟ$งนั้นควรจะเปVนเพลงที่มีเนื้อหาที่สDงเสริมทางด8านคุณธรรมจริยธรรม
ซึ่งคุณธรรมในที่นี้นั้นเปVนคุณธรรมขั้นพื้นฐานของความเปVนมนุษยM ได8แกD ความรักตDอเพื่อนมนุษยM สัตวM
และสิ่งแวดล8อมรอบตัว การแบDงป$น การเสียสละ ความซื่อสัตยM ความเมตตา การให8อภัย ความสามัคคี
(ดร.แพง ชินพงศM, 2561)

บทสรุป
หลักในการเลือกเพลงในแตDละเพลงไมDสามารถใช8ได8กับเด็กทุกเพลง ซึ่งเพลงสำหรับเด็กควรเปVน

เพลงที่ร8องงDาย ๆ สั้น ๆ มีคำซ้ำ เสียงไมDสูงหรือต่ำเกินไปทำนองงDาย จังหวะชัดเจนไมDช8าหรือเร็วเกินไป
และนอกจากนั้นควรเลือกเพลงที่สDงเสริมเด็กไปในทางด8านการสDงเสริมคุณธรรมจริยธรรม และการใช8เพลง
ในการพัฒนาเด็กจะกอD ให8เกิดประโดยชนใM ห8เดก็ ในทุก ๆ ดา8 น ท้ังด8านรDางกาย อารมณM และจิตใจ

บรรณานกุ รม
วิทยา ถิฐาพันธ.M 2553. พฒั นากของเด็กในเต^ละวยั . สืบคน> จาก https://cimjournal.com/featured-slider
ดร.แพง ชนิ พงศ.M 2561. เพลงสำหรบั เดก็ ไมใD ชDเพลงอะไรกไ็ ด.8 สืบคน8 จาก เพลงสำหรบั เด็กไมใD ชเD พลงอะไรกไ็ ด8

(mgronline.com)
โรงพยาบาลวชิ ัยยุทธ. 2019. 5 ประโยชนข< องการฟงú เพลง เสรมิ สร>างสขุ ภาพดี. สืบคน8 จาก 5 ประโยชนMของ

การฟง$ เพลง เสรมิ สร8างสุขภาพดี – โรงพยาบาลวชิ ัยยุทธ (vichaiyut.com)
โกมล บัวเผียน. 2538. ความหมายของเพลง. สืบค8นจาก การใช8ดนตรีในการพัฒนาสมองเด็ก แรกเกิด

บทความ.pdf
เบญจา พิมจุฬา 2537. ความสำคัญในการใช>เพลงประกอบการสอน. สืบค8นจาก การใช8ดนตรีในการพัฒนา

สมองเด็ก แรกเกดิ บทความ.pdf

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 50 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

เรียนดนตรดี วe ยวิธกี ารของดาลโครซ
Learn music with the Dalcroze method

สตุ นนั ทK กรตี ิโชติวัฒนา9
Suttanun. Kreetichotwattana
หลกั สตู รศึกษาศาสตรบัณฑติ (4 ป5) คณะศิลปศกึ ษา สถาบนั บัณฑิตพฒั นศลิ ป=
Bachelor of Education Program (4 years), Faculty of Art Education, Bundipatnasilpa Institute.

บทคดั ยUอ
การเรียนการสอนวิชาดนตรีโดยใช8วิธีการของดาลโครซ โดยมีวิธีการทั้งหมด 3 แบบนั้น ได8แกD
1. ยูริธีมมิกสM (Eurtythmics) คือการเคลื่อนไหวที่ดี ให8ผู8เรียน เรียนรู8เรื่องเกี่ยวกับจังหวะของดนตรี
โดยคํานึงถึงความรู8สึกจะนําไปสูDการตอบสนองตDอดนตรีในสDวนตDาง ๆ 2. โซลเฟจ (Sol fege) ผู8เรียนได8รับการ
พัฒนาทางด8านการรับรู8 ตDอเสียงตDาง ๆ โดยเฉพาะเสียงดนตรีจากการเคลื่อนไหวรDางกายเปVนพื้นฐานและได8
เรียนรู8วิธีการเขียนโน8ตอยDางแท8จริง 3. อิมโพรไวเซชัน (Improvisation) การสอนให8ผู8เรียนเกิดการ สร8างสรรคM
บทเพลงโดยใช8เครื่องดนตรี เสียงของตนเอง หรอื แมก8 ระท่งั การเคล่ือนไหวเม่อื ได8ยินเสียง

คาํ สาํ คญั : วธิ กี ารของดาลโครซ

Abstract
Teaching music using the Dalcroze method There are 3 methods in total:
1. Yuri Theme Mix (Eurtythmics) is a good movement for learners to learn about the rhythm
of music, taking into account the feeling will lead to the response to the music in different
parts 2. Solfege (Solfege) learners have been Develop the perception of various sounds,
especially music from basic body movements and Learned how to write a real note.
(Improvisation) teaching students to Create songs using musical instruments. own voice
or even movement when heard

Keywords : Dalcroze method

9 นักศึกษาสาขาดนตรีศึกษา, หลกั สูตรศึกษาศาสตรบัณฑติ (4 ป:) คณะศิลปศกึ ษา สถาบนั บณั ฑิตพัฒนศลิ ปA
E – mail : [email protected]

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 51 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

บทนำ

หน8าที่หลักในการจัดการศึกษาของประเทศไทยของกระทรวงศึกษาธิการรวมทั้งนโยบาย
ด8านการศึกษาจากพรรคการเมืองในประเทศไทยทำให8สรุปได8วDา ภาพอนาคตการศึกษาไทย การศึกษาเปVน
เครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยเปVนการเพิ่มต8นทุนทางสังคมให8แกDประเทศการมีสDวนรDวม
ของทุกภาคสDวนของสังคมในการจัดการศึกษาโดยเน8นให8เด็กเปVนคนดี คนเกDง มีความสุข มีคุณธรรม
อาศัยการสอนที่หลากหลายให8เหมาะสมกับศักยภาพของผู8เรียนเกิดการบูรณาการวิชาตDาง ๆ เข8าด8วยกัน
เปVนสหวิทยาการ เพื่อให8การศึกษาสอดคล8องกับวิถีชีวิตความต8องการของผู8เรียนและชุมชนท8องถิ่นมากท่ีสุด
และเพื่อความคลDองตัวในการบริหารจัดการจึงต8องมีการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาไปยังท8องถิ่นอยDาง
เต็มรูปแบบในอนาคต นอกจากนั้นในอนาคตจะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนเพื่อให8สอดคล8อง
กับการดำเนินชีวิตและเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีบทบาทอยDางยิ่งในระบบการศึกษาในอนาคต
(ดร.ประหยัด พมิ พา 2561 ไดก8 ลาD วถึง เสนหD M แตงทอง 2542, หน8า 27)

ซึ่งจากการที่ผู8เขียนได8ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาทำให8พบวDา การเรียนการสอนในสถานศึกษา
เปVนรูปแบบการสอนแบบจดบันทึกเน8นทDองจำ โดยมีกิจกรรมที่ชDวยเสริมสร8างการเรียนร8ูของผู8เรียน
เพียงน8อยนิดอีกทั้งผู8สอนไมDได8จบจากสาขาวิชาดนตรีจึงทำให8ไมDมีความถนัดในด8านสาขาวิชาดนตรี
จากประสบการณMที่ผู8เขียนได8พบเจอคือ การสอนดนตรีที่เน8นไปในรูปแบบการจดบันทึก จึงทำให8ผู8เรียนไมDได8
เข8าถงึ แกนD แทข8 องดนตรี

โดยธรรมชาติของการเรียนดนตรีนั้น ควรเริ่มจากเรียนเรื่องเสียงกDอนสัญลักษณM การเรียนแบบ
เสียงกDอนสัญลักษณMจะทำให8ผู8เรียนคDอย ๆ ซึมซับเนื้อหาดนตรี โดยการสอนดนตรีที่ทั่วโลกให8ความสนใจ มีดังนี้
วิธีการสอนดนตรีของ ดาลโครซ วิธีการสอนดนตรีของ ออรMฟ และวิธีการสอนดนตรีของ โคดาย
โดยแตDละวิธีการสอนมีจุดเน8นที่แตกตDางกัน ซึ่งบทความนี้จะหยิบยกวิธีการสอนดนตรีของ ดาลโครซ
นำมาเปนV ประเดน็ ในการเขยี นบทความ

ดาลโครซ คอื ใคร
Emile Jaques-Dalcroze (1865-1950) ผู8คิดค8นวิธีการสอนดนตรีนี้ขึ้นมาและเปVนที่แพรDหลาย

ใช8กันโดยทั่วไป เปVนชาวสวิสโดยกำเนิด ได8รับการฝàกฝนเลDาเรียนดนตรีมาตั้งแตDเด็ก เปVนผู8ที่รักและใฝõศึกษา
ดนตรีตลอดมา หลังจากจบจากสถาบันดนตรีแหDงกรุงเวียนนา (Vienna Conservatory) ดาลโครซเริ่มอาชีพ
เปVนนักแสดง นักร8อง ผู8อำนวยเพลง นักกวี นักประพันธMเพลง นักเปÇยโน และนักดนตรีชาติพันธุMวิทยา
(ethnomusicologist) รวมทั้งศาสตราจารยMทางดนตรี ณ กรุงเจนีวา จากการสอนนักเรียน ดาลโครชสังกต
เห็นวDาการเรียนดนตรีที่ใช8กันอยูDมิได8เสริมสร8างความเข8าใจในดนตรีอยDางถDองแท8กับผู8เรียน หลายสิ่งหลายอยDาง
ที่ดาลโครชเห็นวDาเปVนป$ญหาในการเรียนการสอน เชDน การสอนทฤษฎีดนตรีในลักษณะของนามธรรมเต็มไป
ด8วยกฎเกณฑMสัญลักษณMตDาง โดยไมDมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข8องกับเสียง การแสดงออกซึ่งความรู8สึกซึ่งเปVน
สิ่งที่ทฤษฎีดนตรีควรพาดพิงถึง ทำอยDางไรจึงทำให8การสอนดนตรีเปVนเรื่องของการศึกษาและการทำความ
เข8าใจเกี่ยวกับเรื่องเสียง การรับรู8โดยการฟ$งและตำราทางดนตรีเกี่ยวกับเรื่องการประสานเสียงหรือ

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 52 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

การสอดประสาน (counterpoint) ซึ่งมีแนวการเขียนที่เต็มไปด8วยศัพทMเทคนิคมากมายยากแกDการเข8าใจ
แทนที่นDาจะเปVนการนำเสนอเกี่ยวกับการพัฒนาการฟ$งเพื่อให8เกิดความเข8าใจเกี่ยวกับการประสานเสียง
เสียกDอนเปVนต8น ด8วยความสงสัยและความต8องการทำให8การสอนดนตรีเปVนเรื่องของการสร8างความเข8าใจ
เกี่ยวกับดนตรีโดยแท8จริง ดาลโครซจึงได8ทุDมเทกำลังความคิดทั้งหมดในการปรับปรุงแก8ไข และหาแนวทาง
ใหมD ๆ ในการสอนดนตรี จากการสังเกต การศึกษาทดลองค8นคว8าเปVนเวลานาน ทำให8ดาลโครชได8แนวทางใน
การสอนดนตรี ซึ่งมีสาระสำคัญคือการพัฒนาความรู8ความเข8าใจเกี่ยวกับดนตรีซึ่งเน8นเรื่องเสียงเปVนสำคัญ
โดยใช8หลักของการเคลื่อนไหวเปVนสื่อนำไปสูDความเข8าใจเรื่องดนตรี ป$จจุบันในหลายประเทศทั่วโลกได8นำเอา
วิธีการของดาลโครชไปตัดแปลงในการสอนดนตรี ซึ่งให8ผู8เรียนเกิดความเข8าใจในดนตรีอยDางถDองแท8
(ณรุทธM สทุ ธจติ ตM, 2560, หนา8 119 - 120)

หลกั การและวธิ ขี องดาลโครซ
หลักการสำคัญของดาลโครซ คือ ยูริธีมมิกสM (Eurtythmics) ซึ่งหมายถึงการเคลื่อนไหวทาง

จังหวะที่ดี (Good hyhmic movement) จุดเน8นของวิธีการนี้ คือ การให8ความสนใจและพัฒนาความรู8สึก
ของผู8เรียนในการตอบสนองตDอดนตรีและความสามารถในการแสดงออกซึ่งความรู8สึกนั้นออกมาในลักษณะ
ของการเคลื่อนไหว ดังนั้น ในการเรียนการสอนดนตรีจะมุDงพัฒนาความสามารถของผู8เรียนแตDละคนเปVนหลัก
วิธีการนี้ชDวยให8ผู8เรียนดนตรีมีความเข8าใจในตนเอง โดยมุDงให8ผู8เรียนแตDละคนเห็นความสำคัญและพัฒนา
ความสามารถในการแสดงออกของตนทางการเคลื่อนไหวรDางกายอยDางเปVนขั้นตอนตDอเนื่องไปเปVนลำดับ
ในขณะเดียวกันวิธีการนี้มุDงเน8นพัฒนาการทางความคิดและจิตใจซึ่งมีสDวนสัมพันธMกับการเคลื่อนไหวรDางกาย
อารมณM และความรู8สึกของผู8เรียน กลDาวอีกนัยหนึ่งคือ วิธีการนี้เปVนการพัฒนาการทางดนตรีในตัวผู8เรียน
ซึ่งเปVนผลเนื่องมาจากผลรวมของประสาทสัมผัสทางกาย ความสามารถทางป$ญญาความรู8สึกของผู8เรียนทักษะ
และความเข8าใจทางดนตรีได8รับการพัฒนาโดยการเปzดโอกาสให8ผู8เรียนมีสDวนรDวมในกิจกรรมตDาง ๆ ทางดนตรี
โดยตลอด

วธิ ีการของดาลโครซเกีย่ วขอ8 งกบั การเรยี นรู8ทางดนตรีใน 3 ลกั ษณะใหญD ๆ คอื
1. ยูริธีมมิกสI (Eurhythmics) ได8แกD การเคลื่อนไหวทางจังหวะที่ดี คือ การเปzดโอกาส
ให8ผู8เรียนเรียนรู8เกี่ยวกับจังหวะของดนตรีโดยคำนึงถึงความรู8สึกหรืออารมณMเปVนสำคัญ ซึ่งผู8เรียนจะแสดง
ความรู8สึกหรืออารมณMออกมาในรูปแบบของการเคลื่อนไหวทางรDางกาย ในชั้นเรียนแบบยูริธีมมิกสM ผู8เรียน
จะเคลื่อนไหวอยDางอิสระไปกับบทเพลงที่ผู8สอนบรรเลงโดยใช8เปÇยโนเปVนเครื่องดนตรีหลักในสภาพที่สบาย
ได8แกD การถอดรองเท8า การสวมใสเสื้อผ8าหลวม 1 และห8องเรียนที่มีพื้นที่กว8าง โลDง มีกระจกรอบด8านเพื่อให8
ผู8เรียนเห็นการเคลื่อนไหวของตน และพื้นห8องท่ีสะดวกตDอการเคลื่อนไหว ไมDเปVนอันตรายตDอผู8เรียน โดยผู8เรียน
จะเดิน วิ่ง หรือกระโดด ไปตามความรู8สึกที่ตนมีตDอเสียงดนตรีที่ได8ยิน ผลของการเคลื่อนไหวเชDนนี้นำไปสูD
การพัฒนาการรับรู8และตอบสนองตDอสDวนรายละเอียดตDาง ๆ ที่มีอยูDในบทเพลง ซึ่งผู8สอนและผู8เรียนจะชDวยกัน
วิเคราะหMและสรุปผลการเคลื่อนไหวเปVนหลักการทางดนตรีตามบทเรียนที่ได8รับการวางแผนมาเปVนอยDางดี
และตDอเนื่องกนั เปนV ลำดบั

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 53 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

2. โซลเฟจ (So lfege) โดยการใช8ระบบตัวโน8ตซอล-ฟา แบบโดอยูDกับที่ (Fixed do)
ผู8เรียนได8รับการพัฒนาทางด8านการรับรู8ตDอเสียงตDาง โดยเฉพาะเสียงดนตรีจากการเคลื่อนไหวรDางกาย
เปVนพื้นฐาน นอกจากนี้ผู8เรียนได8รับการพัฒนาการเรื่องการอDานโน8ตจากความเข8าใจอยDางแท8จริงมิใชDเกิดจาก
การจดจำ การได8ยินเสียงดนตรี หมายถึง การรับรู8เกี่ยวกับเสียงภายในสมองและจิตการอDานโน8ตเพลงในทันที
(Sight reading) เปVนผลรวมของการรับรู8ทางด8านเสียงภายในสมองและจิตของผู8เรียน ในการศึกษาเรื่อง
เสียงประสานผเ8ู รยี นจะร8องในต8 จากเบสถงึ โซปราโนทลี ะตัวติดตDอกนั ไปเพื่อใหเ8 กดิ แนวคิดด8านเสียงประสานในทสี่ ุด

3. อิมโพรไวเซชัน (Improvisation) เปÇยโนเปVนเครื่องดนตรีที่สอนให8ผู8เรียนพัฒนาแนวคิด
และทักษะทางอิมโพรไวเซซัน ได8แกD การสร8างสรรคMทางดนตรี เชDน การประพันธMเพลง ผู8เรียนในระดับอนุบาล
หรือประถมศึกษาตอนต8นจะได8รับการพัฒนาการสร8างสรรคMทางด8านจังหวะ ในขณะที่ครูใช8เปÇยโนเปVนสื่อ
โดยการฝàกหัดอยDางสม่ำเสมอเชDนนี้ ผู8เรียนได8รับการพัฒนาความสามารถดDานการสร8างสรรคMทางดนตรี
การสร8างสรรคMเกี่ยวกับเครื่องดนตรีอื่น ๆ หรือเกี่ยวกับเสียงของตนเองหรือเสียงของผู8เรียนคนอื่น ๆ เปVนลำดับไป
วิธีการของดาลโครซที่ใช8เสมอในการสอนเพื่อให8เกิดการสร8างสรรคMทางดนตรี คือ การให8สัญญาณหรือคำสั่ง
เปVนระยะ ๆ ในขณะที่ผู8เรียนเคลื่อนไหว โดยการที่ผู8สอนบรรเลงเปÇยโนบทเพลงหนึ่งและมีเสียงเปÇยโน
เปVนทำนองสั้น ๆ สอดแทรกเข8ามาเปVนระยะ ๆ ซึ่งเปVนสัญญาณที่ผู8สอนและผู8เรียนตกลงกันไว8กDอนแล8ววDา
ถ8าได8ยินสัญญาณเปVนทำนองสั้น ๆ เชDนนี้ ผู8เรียนต8องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเคลื่อนไหวไปตามความคิด
สร8างสรรคMของตนเอง ด8วยการกระทำเชDนนี้ทำให8ผู8เรียนจำเปVนต8องคิดสร8างสรรคMการเคลื่อนไหวตอบสนอง
ตDอดนตรีที่ตนได8ยินตลอดเวลา ด8วยวิธีการเชDนนี้เปVนการชDวยให8ผู8เรียนมีพัฒนาการทางด8านการฟ$งด8วย
(ณรุทธM สทุ ธจติ ตM 2561, หน8า 240 - 241)

บทสรปุ
บทความนี้เปVนการนำเสนอวิธีการสอนดนตรีของดาลโครซ เพื่อให8บุคคลทั่วไปที่สนใจในการสอน

ดนตรีหรือครูผู8สอนที่สนใจ นำไปเปVนแนวทางในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาดนตรี ได8ตรงจุดประสงคM
เพื่อให8ผู8เรียนเกิดการเรียนรู8ดนตรีอยDางมีประสิทธิภาพและตรงตDอธรรมชาติของวิชาดนตรี จากวิธีการสอน
ดนตรีแบบดาลโครซผู8เขียนได8ทดลองใช8กับผู8เรียน ซึ่งพิสูจนMแล8ววDาการสอนดนตรีแบบดาลโครซทำให8ผู8เรียน
เข8าใจเนื้อหาในรายวิชาดนตรีมากขึ้น นอกจากนั้นผู8เรียนยังมีความสุข ไมDตึงเครียด สามารถเรียนรู8วิชาดนตรีได8
อยDางมปี ระสิทธภิ าพ

บรรณานุกรม
ณรุทธM สุทธจิตตM. 2560. วธิ วี ิทยาการสอนดนตรี. กรงุ เทพฯ: สำนกั พมิ พMแหงD จฬุ าลงกรณMมหาวิทยาลัย
ณรุทธM สุทธจติ ต.M 2561. ดนตรศี ึกษาหลกั การและสาระสำคัญ. กรงุ เทพฯ: สำนักพมิ พMแหDงจุฬาลงกรณMมหาวิทยาลยั
เสนหD M แตงทอง. 2542. ภาพอนาคตทางการศึกษาของโรงเรยี นประถมศกึ ษาในทศวรรษหนา> : กรณศี กึ ษา

โรงเรียนบ8าคลองตนั . วทิ ยานพิ นธปM รญิ ญาศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ . มหาวิทยาลัยศิลปากร.

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 54 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

การพฒั นาชดุ ฝกÖ ทักษะการตีกลองชดุ ขน้ั พน้ื ฐาน
Developing a basic drum kit practice skill

นายพงศกร สุวรรณะ10
Pongsakorn Suwanna
หลักสูตรศกึ ษาศาสตรบัณฑติ (4ป)5 คณะศลิ ปศกึ ษา สถาบันบัณฑติ พฒั นศลิ ป=
Bachelor of Education Program (4 years), faculty of Art Education, Bundipatnasilpalnstitute

บทคัดยUอ

การศึกษาดนตรี สามารถเรียนได8ด8วยตนเองตามความถนัดหรือความสนใจหรือเรียนได8จาก
การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน สDวนการเรียนที่ให8ผลนั้นควรเริ่มเรียนเร็วที่สุดเทDาที่จะเร็วได8ใน ชีวิตของทุกคน
เชDน ควรเริ่มต8นเรียนดนตรีในชั้นอนุบาล บางคนเริ่มเรียนตั้งแตDอายุสองขวบครึ่ง ด8วย วัยขนาดนี้เด็กจะได8รับการ
เรียนรู8ได8ดีที่สุดในการพัฒนาอนาคตของประสาทหูและพัฒนารสนิยมใน ดนตรีที่ดี การที่เด็กจะเกิดความเข8าใจใน
ดนตรี มีทักษะทางดนตรีและมีทัศนะที่ดีตDอดนตรีนั้น ครูต8อง พยายามจัดประสบการณMทางดนตรีให8เด็กได8รับรู8
หลาย ๆ ด8าน ดังนั้นเด็กในวัยดังกลDาวจึงมีความ เหมาะสมอยDางยิ่งกับการฝàกหัดและเสริมสร8างความสามารถ
พื้นฐานด8านดนตรี เพราะเด็กสามารถ ตอบสนองดนตรีได8โดยธรรมชาติตั้งแตDเล็ก เชDน การเคลื่อนไหวรDางกายตาม
เสยี งเพลงท่ไี ดย8 ิน แตDเมอื่ เดก็ โตข้นึ เดก็ จะสามารถทจี่ ะได8รบั ประสบการณMทางดนตรเี พ่ิมมากขนึ้

คำสำคัญ : ชุดฝกà ทักษะ , ชุดฝกà ทกั ษะกลองชุด

Abstract

Music education You can study on your own according to your aptitude or interest, or you
can learn from teaching and learning in schools. As for effective learning, learning should begin as early
as possible in everyone's lives, for example, music lessons should be started in kindergarten. Some
people start school at the age of two and a half. At this age, children are best learned to develop the
future of the auditory nerve and develop a good taste in music. for children to understand music have
musical skills and have a good outlook on music; Teachers must try to provide children with a music
experience in many ways, so children of this age are ideally suited to practice and build basic musical
abilities. Because children can naturally respond to music from a young age, such as moving their bodies
according to the music they hear. But as children grow up, they will be able to experience more music.

Keywords : practice set, practice drum set

10 นกั ศกึ ษาสาขาดนตรีศกึ ษา, หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต (4 ป): คณะศลิ ปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลปA
E – mail : [email protected]

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 55 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

บทนำ
ในป$จจุบันสภาพป$ญหาความเปVนอยูDของคนไทย ได8รับอิทธิทธิพลมาจากตDางประเทศ โดยจะ เห็นวDา

เมื่อความเจริญทางวัตถุตDาง ๆ ที่เพิ่มความรวดเร็วและสะดวกสบาย ทำให8วิธีการดำเนินชีวิต ของผู8คนดำเนินไป
ด8วยความเรDงรีบมากขึ้น สDงผลให8ผู8คนดำเนินชีวิตโดยขาดความอDอนโยน ผDอนคลาย และขาดสุนทรียภาพใน
การดำเนินชีวิต ป$จจัยเหลDานี้ยังสDงผลตDอความคิดสร8างสรรคMของมนุษยMด8วย เพราะความคิดสร8างสรรคMเปVนสิ่งที่มี
คุณคDาสำหรับมนุษยMที่อยูDในสังคมป$จจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา ผลจากความคิดสร8างสรรคMของมนุษยM
และการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล8อม นวัตกรรม และ เทคโนโลยีนั้น ทำให8มนุษยMอยูDรDวมกันในสังคมอยDางมีความสุข
และเปVนผู8ที่สามารถปรับตัวและรู8จักคิด แก8ป$ญหาตDาง ๆ เฉพาะหน8าได8อยDางรวดเร็ว ซึ่งในการพัฒนาความคิด
สร8างสรรคMนนั้ ตอ8 งมแี รง สนบั สนนุ จากสนุ ทรียะด8วย

การจัดการศึกษาของไทยนอกจากจะให8ความสำคัญในด8านวิชาการความรู8แล8ว ยังสDงเสริมให8
ผู8เรียนได8พัฒนาทักษะหลายด8าน ซึ่งจะเห็นได8จากโครงการขับเคลื่อนนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลาร8ู มุDงให8บุคคล
ได8รับการสDงเสริมความสามารถของตนที่มีอยูDให8ตรงความศักยภาพและความสนใจ อีกทั้ง ยังทำให8ผู8เรียนมีความสุข
สนุกสนานในการเรียนรู8 และสDงผลให8มีเจตคติที่ดีตDอตนเองและผู8อื่นอีกด8วย ซึ่งสอดคล8องกับพระราชบัญญัติ
การศึกษา พ.ศ. 2542 หมวด 1 มาตรา 6 การจัดการศึกษาต8องเปVนไป เพื่อพัฒนาคนไทยให8เปVนมนุษยMที่สมบูรณM
ทง้ั ราD งกายจติ ใจ และสติปญ$ ญา ความรูแ8 ละคณุ ธรรม มีจรยิ ธรรมและวฒั นธรรมในการดำรงชีวติ สามารถอยDรู Dวมกับผู8อื่น
อยDางมคี วามสขุ สำนักงาน คณะกรรมการการศกึ ษาแหงD ชาติ (2542)

จากพระราชบัญญัติการศึกษาแหDงชาติดังกลDาว สะท8อนให8เห็นวDาการสDงเสริมความรู8เพียงด8าน
เดียวยังไมDสามารถพัฒนาบุคคลให8เปVนมนุษยMที DสมบูรณMได8 เพราะสติป$ญญารDางกาย และจิตใจควร ได8รับการพัฒนา
ไปพร8อม ๆ กัน ดั่งที่ ณธีพัฒนM วชิรชัยเกียรติ (2552, หน8า 1) กลDาววDา มีผลงานวิจัย เกี่ยวกับการท างานของสมอง
ตDาง ๆ พบคำตอบวDา ดนตรีมีสDวนชDวยให8ความสามารถในการทำงาน ของสมองเพิ่มสูงขึ้น เมื่อไหรDก็ตามที่เราฟ$ง
เพลงพร8อม ๆ กัน กับการเคาะจังหวะตามแหDงห8วงทำนอง นั้น ๆ เสียงที่ก8องเข8าไปยังสมองจะชDวยให8คลื่นความถี่
สมองที่เปลDงออกมาในระดับที่เรียกวDา “คลื่นเอลฟา” และ “คลื่นที่ตา”ซึ่งเปVนชDวงที่คลื่นสมองมีประสิทธิภาพ
ในการรับรู8 นอกจากนี้ ดนตรียังมีผลตDอ การพัฒนาความสามารถด8านความจำ สร8างสติป$ญญา นำไปสูDความคิดริเริ่ม
สร8างสรรคMตDอไป ดังนั้น การพัฒนาดนตรีก็เปVนสิ่งที่มีความสำคัญตDอชีวิตมนุษยMเชDนเดียวกัน เพราะดนตรีเปVนศิลปะ
ทาง วัฒนธรรมที่สะท8อนอารมณMความรู8สึก ดนตรีสามารถกลDอมเกลาอารมณMและความคิดของมนุษยMได8ทำให8ผู8ที่
สัมผัสกับดนตรี เกิดความรู8สึกชื่นชมทำให8มีความสุขุมเยือกเย็นชDางสังเกต พิจารณาไตรDตรอง และเห็นคุณคDา
ในความงามของดนตรี ความรู8สึกดังกลDาวไมDสามารถรับรู8และสัมผัสได8ทุกคน หากแตD ต8องเรียนรู8 สัมผัส
และสร8างความเข8าใจ จึงจะสDงผลตDอการพัฒนาความเปVนมนุษยMที่สมบูรณMมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ดนตรีจึงถือวDามี
ความสำคัญยิ่งตDอมนุษยM ซึ่งสามารถสื่อความหมายและถDายทอดความนึกคิดให8 เข8าถึงด8วยเสียง ด8วยทักษะ
การขบั ร8อง การเลDนเครือ่ งดนตรี และการเขียนเปVนโนต8 ดนตรี (พรวิไล จลุ เสวก, 2550, หนา8 1)

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 56 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

ทฤษฎีดนตรีสากลพน้ื ฐาน
ทฤษฎีดนตรีสากลพื้นฐานนับวDามีสDวนสำคัญอยDางมาก สำหรับผู8ที่จะเลDนดนตรี เพราะผู8เลDน

จะต8องให8ความสนใจและศึกษาเกี่ยวกับจังหวะ โน8ต การโยงเสียงและโน8ตประจุด โน8ต 3 พยางคM ห8องเพลง
เครื่องหมายกำหนดจังหวะ ระดับเสียง บรรทัด 5 เส8นกุญแจประจำหลัก เครื่องหมายแปลงเสียง บันไดเสียง
และบันไดเสียงเนเจอรMรัลไมเนอรMได8ถูกวิธีตามหลักดนตรีสากล ซึ่งความเข8าใจเกี่ยวกับทฤษฎีดนตรีมีความสำคัญ
อยDางมาก อยDางน8อยก็ควรจะอDานโน8ตได8 เพราะโนต8 เปVนภาษาที่ใช8เขียน บันทึกเสียงดนตรีให8อยูDในรูปของสัญลักษณM
ตDาง ๆ ทำให8สามารถศึกษาดนตรีได8เข8าใจงDายขึ้น ผู8อDาน โน8ตได8ยDอมสามารถพัฒนาทักษะทางด8านดนตรีได8ดีขึ้นด8วย
ในการเรียนรู8เรื่องโน8ตจนสามารถเลDน ดนตรีตามโน8ตได8นั้น จะต8องอาศัยเวลาความมานะพยายาม และต8องศึกษา
อยDางตDอเนื่องตามขั้นตอน จึงจะได8ผล การศึกษาด8วยตัวเองอาจทำได8 แตDต8องมีตำราที่ดีและมีผู8แนะนำในชDวงเริ่มต8น
เพื่อวาง พื้นฐานกDอน แล8วจึงไปศึกษาหาความรู8และประสบการณMตDาง ๆ ด8วยตนเองได8 ซึ่งทฤษฎีดนตรีสากล
พน้ื ฐานดังกลาD ว มีรายละเอียดดงั นี้ (สมนกึ อDนุ แก8ว, 2555, หน8า 1-29)

ความหมายของทักษะปฏบิ ัติ
วันเพ็ญ จันทรMเจริญ (2546, หน8า 58) กลDาววDา ทักษะปฏิบัติ หมายถึง ความสามารถในการ

ปฏิบัติกิจกรรมที่ใช8อวัยวะกล8ามเนื้อของรDางกายได8อยDางถูกต8อง คลDองแคลDวและชำนาญ เปVนความสามารถที่เกิดข้ึน
อยDางประสานสมั พนั ธกM ันระหวาD งสมองกับกล8ามเน้ือ

Klaustmeior and Ripple (1971 อ8างถึงใน ปรียาพร วงศMอนุตรโรจนM, 2548, หน8า 91) ได8ให8
ความหมายของทักษะไว8วDา ทักษะเปVนระดับความคลDองแคลDว ในการประกอบกิจกรรมอยDางใดอยDาง หนึ่ง ให8ดำเนิน
ไปอยาD งตอD เน่อื งตามลำดบั ผทู8 ่มี คี วามสามารถทางทักษะสงู จะมลี กั ษณะ ดังนี้

1. สามารถประกอบกิจกรรมนั้น ๆ ให8สำเร็จอยDางมีประสิทธิภาพ แม8วDาจะมีความตั้งใจในการกระทำ
นนั้ แตเD พียงนอ8 ยกต็ าม

2. สามารถแยกแยะมองเห็นแนวทางทจ่ี ะทำให8ดีกวDาเดิม
3. สามารถรผ8ู ลและตรวจสอบความถกู ต8องได8รวดเร็วและไมผD ิดพลาด
4. ทำได8รวดเร็วและมกี ารประสานงานท่ดี ี
5. มคี วามคงที่ ทำไดส8 ม่ำเสมอแมอ8 ยูใD นสภาวะแวดล8อมทต่ี Dางกนั

จังหวะ (Rhythm)
จังหวะ หมายถึง ชDวงเวลาที่ดำเนินอยูDในขณะที่บรรเลงดนตรี จะสิ้นสุดลงก็ตDอเมื่อจบบทเพลง นั้น ๆ

แล8ว จังหวะมีหน8าที Dคอยควบคุมการเคลื่อนที่ของทำนองและแนวประสานเสียงตDาง ๆ ให8มีความสัมพันธMกัน
การเดินของจังหวะจะดำเนินไปอยDางสม่ำเสมอ จึงเปรียบเทียบจังหวะเหมือนกับเปVน เวลาหรือชีพจรของดนตรี
จังหวะเปVนองคMประกอบที่สำคัญของดนตรี และเปVนทักษะขั้นพื้นฐานของผ8ู เลDนดนตรี จังหวะที่ควรทำความเข8าใจ
และปฏิบัตใิ ห8ถูกต8อง ไดแ8 กD

1. จังหวะเคาะ (Beat) เปVนหนDวยบอกชDวงเวลาของดนตรี ปฏิบัติโดยการเคาะจังหวะให8 ดำเนินไป
อยาD งสมำ่ เสมอขณะทเี่ ลDนดนตรี จนกวาD จะจบบทเพลง

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 57 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

2. จังหวะทำนอง (Rhythm) เปVนชDวงเวลาที่เสียงดังออกมา มีทั้งเสียงสั้นเสียงยาวสลับกันไป
หรือบางครั้งอาจสลับด8วยความเงียบด8วยก็ได8 ซึ่งมีความแตกตDางกันไปแล8วแตDบทเพลง ความสั้นยาว ของจังหวะ
ทำนองใช8จังหวะเคาะเปVนเครื่องวัด ความสั้นยาวของเสียงหรือความเงียบในจังหวะทำนองนั้น สามารถเขียนบันทึก
ได8 โดยใชส8 ัญลักษณทM ี่เรียกวาD “ตวั โนต8 และตวั หยุด (Note and Rest)”

โนตK (Note)
โน8ต คือ สัญลักษณMที่ใช8บันทึกแทนเสียงดนตรี ซึ่งแสดงถึงความสั้นยาว และความสูงต่ำของ

เสียงดนตรี ตัวโน8ตเปรียบเหมือนกับตัวอักษรที่ใช8บันทึกแทนภาษาพูด คนที่เลDนดนตรีเปVนแตDไมDสามารถอDานโน8ตได8
ก็เหมือนกับคนที่พูดได8แตDอDานหนังสือไมDออก ยDอมขาดการพัฒนาและไมDมีความก8าวหน8าเพราะไมDสามารถศึกษา
หาความรไ8ู ดด8 8วยตนเอง ทฤษฎีดนตรเี กยี่ วกบั โนต8 ทค่ี วรรแ8ู ละนำมาใช8ในการปฏบิ ัตดิ นตรี มีดงั น้ี

1. การอDานโน8ตต8องมีการศึกษาเลDาเรียนเหมือนกับการอDานหนังสือ ถ8าอDานโน8ตได8ก็สามารถ
เลDนดนตรีได8ถูกต8อง เมื่อมีขลุDยอยูDเลาหนึ่งกDอนที่จะเปõาออกมาเปVนเพลงได8นั้น เราต8องเคยฟ$งทำนอง เพลงมากDอน
แตDถ8าเราอDานโน8ตได8ก็สามารถเปõาขลุDยตามโน8ตเพลงได8เลย เสียงขลุDยที่ออกมาเปVนเพลง ได8นั้น ประกอบด8วย
ความสั้นยาว ของเสียงหรือจังหวะ ความสูงต่ำของเสียง หรือระดับเสียง ถ8ามีความเข8าใจใน 2 ข8อนี้ ก็สามารถอDาน
โน8ตได8เร็วขึ้น เพราะโน8ตจะบันทึกรวมทั้ง 2 ข8อนี้ไว8ด8วยกันดังที่แสดงในภาพประกอบ 2 โดยที่ “ตัวโน8ต”
เปVนสัญลักษณMที่บักทึกแทนความสั้นยาวของเสียง สDวน “ตัว หยุด” เปVนสัญลักษณMที่บักทึกแทนความสั้นยาวของ
ความเงยี บ

สรปุ
ดนตรีมีสDวนชDวยให8ความสามารถในการท างานของสมองเพิ่มสูงขึ้น เมื่อไหรDก็ตามที่เราฟ$งเพลง

พร8อม ๆ กัน กับการเคาะจังหวะตามแหDงห8วงทำนองนั้น ๆ นอกจากนี้ ดนตรียังมีผลตDอการพัฒนา ความสามารถ
ด8านความจำ สร8างสติป$ญญา นำไปสูDความคิดริเริ่มสร8างสรรคMตDอไป ดังนั้นการพัฒนาดนตรีก็เปVนสิ่งที่มีความสำคัญ
ตDอชีวิตมนุษยMเชDนเดียวกัน เพราะดนตรีเปVนศิลปะทางวัฒนธรรมท่ี สะท8อนอารมณMความรู8สึก ดนตรีสามารถกลDอม
เกลาอารมณMและความคิดของมนุษยMได8 ทำให8ผู8ที่สัมผัส กับดนตรี เกิดความรู8สึกชื่นชมทำให8มีความสุขุมเยือกเย็น
ชDางสังเกต พิจารณาไตรDตรองและเห็นคุณคDา ในความงามของดนตรี ความรู8สึกดังกลDาวไมDสามารถรับรู8และสัมผัสได8
ทกุ คน หากแตDตอ8 งเรยี นร8ู สมั ผัส และสร8างความเขา8 ใจ จึงจะสDงผลตอD การพฒั นาความเปนV มนษุ ยMทส่ี มบูรณMมากย่ิงขนึ้

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 58 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

บรรณานกุ รม
ณธีพัฒนMวชิรชัยเกียรติ. (2552). ป$จจัยที่มีผลต^อพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกเรียนดนตรีสากลของผู>บริโภค ในเขต

กรุงเทพมหานคร. (วทิ ยานิพนธMปริญญามหาบณั ฑติ , มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ).
ปรียาพร วงศอM นุตรโรจน.M (2548). จติ วทิ ยาอตุ สาหกรรม. กรงุ เทพฯ : ศนู ยMสอ่ื เสริมกรุงเทพฯ.
พรวิไล จุลเสวก. (2550).การพัฒนาการเรียนรู>โน>ตดนตรีสากลโดยใช>ชุดฝ%กทักษะเมโลเดียนชั้นประถมศึกษาปS ที่ 6

โรงเรียนหนองขวาง .วิทยานิพนธMปริญญาครุศาสตรMมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน
มหาวทิ ยาลัยราชภัฎบุรรี มั ยM.
วันเพ็ญ จันทรMเจริญ. (2546).การเรียนการสอนกลุ^มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี. สกลนคร: มหาวิทยาลัยราชภัฏ
สกลนคร.
สมนึก อนDุ แกว8 . (2555). ทฤษฎีดนตรแี นวปฏบิ ตั ิ. อุดรธาน:ี มิวสิคโก
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหDงชาติ. (2542). พระราชบัญญัติการศึกษาแห^งชาติ พุทธศักราช 2542.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพคM ุรสุ ภาลาดพร8าว.

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 59 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

ดนตรบี ำบดั สำหรับผปูe èวยในภาวะซมึ เศรeา
Music Therapy for Depression Patients

อนวุ ัฒนK สขุ สวาM งโรจน1K 1
Anuwat suksawangroj
หลกั สตู รศกึ ษาศาสตรXบณั ฑติ (4 ป5) คณะศิลปศกึ ษา สถาบันบัณฑิตพัฒนาศลิ ป=
Bachelor of Education Program (4 years), Faculty of Art Education, Bunditpatanasilpa Institute.

บทคัดยUอ

ในป$จจุบันมีผู8ปõวยเปVนโรคซึมเศร8ามากกวDา 300 ล8านคน คิดเปVนเปอรMเซ็นตMแล8วจะเทDากับมีผู8ปõวย
เปVนโรคนี้ประมาณ 4% ของจำนวนประชากรทั่วโลก 7,500 ล8านคน ในประเทศไทยมีผู8ปõวยเปVนโรคซึมเศร8า
ราว 900,000 คนซึ่งเปVนข8อมูลจากการประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติครั้งที่ 14 เมื่อปÇ 2558 คิดเปVน
1.8% ของประชากรทั้งประเทศ ในป$จจุบันจึงมีการคิดค8นดนตรีบำบัดขึ้น เพื่อสำหรับผู8ปõวยในภาวะโลก
ซึมเศร8าในแงDของการบำบัดดนตรีหรือการแสดงดนตรีสด อาจกระตุ8นให8รDางกายตื่นตัวและตอบสนองตDอ
เสียงเพลงเหลDานั้น ซึ่งอาจมีสDวนชDวยบรรเทาหรือชDวยให8ผู8ปõวยจัดการกับภาวะซึมเศร8าได8ดีขึ้น รวมไปถึงการ
บรรเทาความเจ็บปวด และอาจมีสDวนในการฟìนฟูรDางกายจากอาการเจ็บปõวย ซึ่งเปVนการปรับคุณภาพชีวิตของ
ผู8ปõวยให8ดขี ้ึน

คำสำคัญ : โรคซมึ เศรา8 , การบำบดั ดนตรี

Abstract

At present, there are more than 300 million people suffering from depression.
That would account for about 4 % of the world's population of 7.5 billion people. In Thailand,
about 900,000 people suffer from depression, according to data from the 14th International
Mental Health Symposium in 2015. 1.8 % of the whole country's population At present, music
therapy has been invented. For patients with depression in terms of music therapy or live
music. May stimulate the body to be alert and respond to those songs. This may help alleviate
or help patients better manage their depression. including alleviating pain and may play a part
in recovering the body from illness This is to improve the quality of life of patients.

Keyword : depression, music therapy

11 นักศึกษาสาขาดนตร,ี หลักสตู รศกึ ษาศาสตรบณั ฑิต (4 ป:) คณะศกึ ษา สถาบนั บณั ฑิตพัฒนาศลิ ปA
E -mail : [email protected]

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 60 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

บทนำ
สำหรับคนสDวนใหญDแล8วคำวDาโรคซึมเศร8าฟ$งดูไมDคุ8นหู ถ8าพูดถึงเรื่องซึมเศร8าเรามักจะนึกกันวDา

เปVนเรื่องของอารมณMความรู8สึกที่เกิดจากความผิดหวัง หรือการสูญเสียมากกวDาที่จะเปVนโรค ซึ่งตามจริงแล8ว
ที่เราพบกันในชีวิตประจำวันสDวนใหญDก็จะเปVนเรื่องของอารมณMความรู8สึกธรรมดา ๆ ที่มีกันในชีวิตประจำวัน
มากบ8างน8อยบ8าง อยDางไรก็ตามในบางครั้งถ8าอารมณMเศร8าที่เกิดขึ้นนั้นเปVนอยูDนานโดยไมDมีทีทDาวDาจะดีขึ้น
หรือเปVนรุนแรง มีอาการตDาง ๆ ติดตามมา เชDน นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก
หมดความสนใจตDอโลกภายนอก ไมDคิดอยากมีชีวิตอยูDอีกตDอไป ก็อาจจะเข8าขDายของโรคซึมเศร8าแล8ว
ดังนั้น การเปVนโรคซึมเศร8าไมDได8หมายความวDา ผู8ที่เปVนเปVนคนอDอนแอ คิดมาก หรือเปVนคนไมDสู8ป$ญหา
เอาแตDท8อแท8 ซึมเซา แตDที่เขาเปVนนั้นเปVนเพราะตัวโรค กลDาวได8วDาถ8าได8รับการรักษาที่ถูกต8องเหมาะสม
โรคก็จะทุเลาลง เขาก็จะกลับมาเปVนผู8ที่จิตใจแจDมใส พร8อมจะทำกิจวัตรตDาง ๆ ดังเดิม ผู8ที่ปõวยเปVนโรคซึมเศร8า
จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมคDอนข8างมาก การเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ จะเปVนในด8านอารมณM ความรู8สึกนึกคิด
พฤตกิ รรม รวD มกับอาการทางราD งกายตDาง ๆ

การที่พวกเราเลือกใช8ดนตรีบำบัดรักษาสำหรับในการชDวยทำให8เครียดลดลงนั้นบางครั้งก็อาจ
จะมิได8อยูDท่ีวDาพวกเราจะใช8ดนตรีอะไรบ8างที่อยูDในการบำบัด แตDวDาบางทีอาจจะเปVนพวกเราจะเลือกใช8ดนตรี
ยังไงสำหรับในการบำบัดรักษามากยิ่งกวDา เนื่องจากการบำบัดด8วยดนตรี บางครั้งอาจจะจำเปVนต8องมองสิ่งท่ี
ต8องการ หรือจุดมุDงหมายเพราะวDาผู8ที่จะบำบัดรักษาเกิดความตึงเครียดจากอะไร รวมทั้งเขามีความนิยม
ชมชอบเพลงจำพวกไหน การฟ$งเพลงคลาสสิคหรือเพลงขับร8องฟ$งสบายบางทีอาจไมDใชDสิ่งที่เขาปรารถนา
หรือชDวยแก8ไขให8เขาดียงิ่ ขึ้น พวกเราเพยี งแตDจำต8องเลือกให8มคี วามเหมาะสมแล8วกค็ อD ย ๆ ปรับเพลงให8เหมาะสมกับการ
บำบัดคลายเครียด

ทีม่ าและประวัตดิ นตรีบำบดั
ศาสตรMทุกแขนงบนโลกล8วนมีวิวัฒนาการมาอยDางยาวนาน บางองคMความรู8อาจจะสะสมประวัติ

และความเปVนมารDวมหลายรอยปÇ หากแตDจะมีผู8จดบันทึกหรือมีหลักฐานที่สามารถพิสูจนMได8ในเชิงประจักษMมาก
น8อยเพียงใดตDางหากโดยเฉพาะสำหรับประวัติดนตรีบำบัด ที่มีวิวัฒนาการมาอยDางยาวนานไมDแพ8ศาสตรMอื่น ๆ
แตDพัฒนาการนั้น ยังไมDมีหลักคิดหรือทฤษฎีดนตรีบำบัดออกมารองรับให8มีความนDาเชื่อถือหรอื ตามหลักวิชาการ
ดังเชDนในยุคกรีกโบราณ เพลโต (Plato, 428 – 348 BC) และปÇทาโกรัส (Pythagoras, c.570 – c.495 BC)
ก็เคยกลDาวถึงผลกระทบและอิทธิพลของดนตรี ที่สามารถรวบรวมและประสานจิตใจเข8ากับรDางกายได8อยDาง
สงบเมื่อได8รับฟ$งดนตรี ซึ่งในยุคนั้นยังไมDมีคำวDา “ดนตรีบำบัด” จึงยากที่จะอธิบายให8เกิดความเข8าใจด8วย
หลักการตDาง ๆ

จนกระทั่ง ค.ศ.1789 หลักฐานที่เปVนลายลักษณMอักษรเกี่ยวกับดนตรีบำบัดชิ้นแรกจึงปรากฏขึ้น
โดยเปVนบทความเรื่อง “Music Physically Considered” ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข8องกับการใช8ดนตรี ในการทำ
กจิ กรรมสำหรับชDวยบำบดั การเจบ็ ปวõ ย ตพี ิมพMในวารสาร “Columbian Magazine” และในชDวงปÇ ค.ศ.1800
ได8มีงานดุษฎีนิพนธMทางการแพทยM 2 ชิ้นโดย Dr. Edwin Atlee (1804) และ Samuel Matthews (1806)

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 61 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

โดยทั้งสองเปVนลูกศิษยMของ Dr. Benjamin Rush (1747 – 1813) นักกายภาพบำบัดและนักจิตเวช
ชาวอเมริกัน ซึ่งมีชื่อเสียงอยDางมากในการใช8ดนตรีในการจัดกิจกรรมบำบัดเพื่อชDวยรักษาอาการเจ็บปõวย
และได8รบั การขนานนามวDาเปนV Father of American Psychiatry

ความสนใจในการศึกษาและการใช8ดนตรีบำบัดในสหรัฐอเมริกานั้นเริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
โดยในชDวงปÇ ค.ศ. 1940 ดนตรีบำบัดได8รับการพัฒนาและถูกนำมาใช8มากขึ้นโดย Ira Altshuler
(1893 – 1968) นักจิตเวชและนักดนตรีบำบัด ได8พัฒนาองคMความรู8ทั้งในด8านทฤษฎีดนตรีบำบัดและด8าน
การนำดนตรบี ำบดั ไปใช8ท่ีรฐั มิชิแกนมามากกวDา 3 ทศวรรษ

ประกอบกับ Willem van de Wall (1887 – 1953) ซึ่งถือวDาเปVนผู8บุกเบิกการใช8ดนตรีบำบัด
ในสถานพยาบาลของภาครัฐ ได8เขียนบทความเกี่ยวกับวิธีการนำดนตรีบำบัดไปใช8ในการรักษาจริงข้ึน
เปVนชิ้นแรก โดยออกเผยแพรDในปÇ ค.ศ. 1936 ซึ่งมีชื่อบทความวDา “Music in Institutions” และ
E.Thayer Gaston (1901 – 1970) “บิดาแหDงดนตรีบำบัด” ก็เปVนกุญแจสำคัญในการผลักดันให8มี
การศึกษาวิจัยเพื่อหาองคMความรู8เกี่ยวกับดนตรีบำบัด โดยสามารถกDอตั้งหลักสูตรที่เปzดสอนด8านดนตรีบำบัด
เปVนคร้งั แรกในปÇ ค.ศ. 1944 ข้ึนที่ Michigan State University และไดร8 บั การตอบรบั และสานตDอจนสามารถ
เปzดสอนได8ในหลายมหาวิทยาลัย อาทิ University of Kansas, Chicago Musical College, College of the Pacific
และ Alverno College เปVนต8น

จากผลของการกDอตั้งโปรแกรมและหลักสูตรที่ให8ความรู8และศึกษาวิจัยด8านดนตรีบำบัดในชDวง
ค.ศ. 1940 – 1960 สDงผลให8 “The American Music Therapy Association” (AMTA) ถูกกDอตั้งขึ้นในปÇ
ค.ศ. 1998 โดยเปVนรวมตัวกันระหวDางสององคMกรที่ให8การสนับสนุนการศึกษาวิจัยด8านดนตรีบำบัดมา
อยDางตDอเนื่อง คือ “The National Association for Music Therapy” (NAMT) และ “The American
Association for Music Therapy” (AAMT)

ดนตรบี ำบดั รักษา
ดนตรีบำบัดรักษาเปVนที่นิยมมาเปVนเวลานาน ในทางการแพทยMดนตรีบำบัดรักษาถูกประยุกตM

ใช8เปVนเวลานานแล8ว โดยมีความเชื่อกันวDาดนตรีจะชDวยทำให8ผู8ฟ$งบรรเทาจากลักษณะการเจ็บปõวยไข8
รวมทั้งจากความกลุ8มอกกลุ8มใจ หรือลดความตึงเครียด นอกนั้น ยังมงี านศึกษาค8นคว8าและการวิจัยที่เรียนใน
เรื่องที่เกี่ยวข8องกับการฟ$งดนตรีบำบัดรักษาของคนไข8กDอนจะเข8ารับการผDาตัดวDาชDวยลดความตึงเครียดแล8วก็
ความกลุ8มใจได8 ฮอรMโมนที่เกี่ยวกับความเครียดน8อยลงมากยิ่งกวDาการใช8ยาบรรเทาความเครียด การฟ$งดนตรี
ยังชDวยลดสภาวะกลัดกลุ8มได8อีกด8วย โดยชDวยปรับอารมณMสงบขึ้นทำให8นอนงDายมากยิ่งขึ้น พูดได8วDา
ดนตรีบำบัดรักษาเปรียบได8เสมือนดั่งยาที่สDงผลกับจิตใจ ชDวยกระตุ8นสมอง ปรับระดับ Cortisol ฮอรMโมน
ทีเ่ กีย่ วกบั ความเครDงเครียดให8ผฟู8 $งร8สู กึ บรรเทาได8 ดนตรีทีใ่ ช8บำบดั รกั ษานนั้ มไิ ด8ถกู จำกดั วDาจำเปVนจะตอ8 งเพลงขบั รอ8 ง
หรือเสียงธรรมชาติเพียงแคDนั้น เพลงทุกชนิดไมDวDาจะเปVนคลาสสิค แรØป ลูกทุDง ฮิพฮอพ อื่น ๆ อีกมากมาย
กช็ วD ยทำใหบ8 รรเทาไดห8 มด ขึน้ กบั ความพอใจคนไหนฟง$ เพลงอะไรแล8วรสู8 ึกรDวมไปกบั เพลงทีฟ่ $งมากยิ่งกวDา
หลกั การและทฤษฎดี นตรีบำบดั

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 62 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

หลักการแนวคิดและทฤษฎีดนตรีบำบัดทั่วไป คือ การใช8กิจกรรมดนตรี เชDน การรDวมร8องเพลง
การเลDนดนตรี การฟ$งดนตรี หรือแม8แตDการเข8ารDวมกิจกรรมทางดนตรีในลักษณะใดลักษณะหนึ่งซึ่งได8รับ
การออกแบบหรือวางขั้นตอนให8มีความเหมาะสมกับผู8เข8ารับการบริการดนตรีบำบัดแตDละคน ไมDได8มีเปÖาหมาย
เพื่อให8ผู8เข8ารับการบริการดนตรีบำบัดมีทักษะการเลDนดนตรีสูงขึ้น (ไมDได8ให8เลDนดนตรีเกDงขึ้น) แตDเพื่อพัฒนา
ทักษะด8านอื่น ๆ เชDน ทางด8านรDางกาย อารมณM จิตใจ และสติป$ญญา โดยอยDางที่กลDาวไว8ในข8างต8นวDา
ดนตรีบำบัดเปVนการสร8างกิจกรรมทางดนตรีขึ้นสำหรับบุคคลใด บุคคลหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง เนื่องจากดนตรี
เปVนแขนงหนึ่งของงานศิลปะ ซึ่งต8องใช8รสนิยม ความชื่นชอบและความคุ8นเคยสDวนบุคคล ยDอมมีความแตกตDาง
กันไปตามประสบการณMและบริบทแวดล8อมของผู8ที่เข8ารับการบริการดนตรีบำบัดแตDละคน หากผู8ที่เข8ารับการ
บริการดนตรีบำบัดเปVนคนไทย ที่เติบโตในบริบทของไทย ชื่นชอบดนตรีไทย และไมDเคยรับฟ$งบทเพลงหรือ
ดนตรีตะวันตกเลย ดังนั้นในการจัดกิจกรรมดนตรีบำบัดก็ควรจะใช8บทเพลงหรือดนตรีที่ผู8เข8ารับบริการดนตรี
บำบัดมีความคุ8นเคย คือ ดนตรีไทย เปVนต8น นอกจากหลักการและทฤษฎีดนตรีบำบัดที่ยึดแนวทางด8านข8อมูล
พื้นฐานและบริบทแวดล8อมของผู8เข8ารับการบริการดนตรีบำบัดแล8ว เรื่องของระดับการมีสDวนรDวมในกิจกรรม
ก็เปVนอีกประเด็นหนึ่ง ที่มีความสำคัญอยDางยิ่งตDอการจัดกิจกรรมดนตรีบำบัดให8ประสบผลสำเร็จครับ
เพราะมีผู8ปกครองหลาย ๆ คนคิดวDาดนตรีจะสามารถชDวยเหลือและสามารถรักษาอาการปõวยของบุตรหลานได8
โดยมักจะสDงบุตรหลานมา “เรียนดนตรี” (หมายถึงเรียนดนตรีในระดับปริญญาตรีนะครับ) เพราะคิดวDาดนตรี
จะสามารถชDวยบำบัดอาการปõวยเหลDานั้นได8 เชDน อาการออทิสติก (Autism Spectrum Disorders: ASD)
หรืออาการปวõ ยเปนV โรคซมึ เศรา8 (Depression) ซงึ่ ส่ิงทีเ่ กิดข้ึนจรงิ คอื เด็ก ๆ ทปี่ õวยเปนV โรคเหลDาน้นั เม่อื มาเรียน
ดนตรี บางคนอาการอาจจะดีขึ้นจริงแตDเนื่องจากเขาเจอสังคมที่ดีมีเพื่อนที่ดีและที่สำคัญคือ เขาอาจจะมี
ความสุขกับสิ่งที่เขาทำและเขาอาจจะชอบการเรียนดนตรีจริง ๆ ซึ่งการเรียนนั้น จะมีลักษณะการเรียนที่
ผสมผสานกันระหวDางภาคทฤษฎีดนตรี ประวัติศาสตรMที่ต8องนั่งเรียนกับภาคปฏิบัติ ซึ่งต8องฝàกซ8อมการบรรเลง
เครื่องดนตรีชิ้นเอกรDวมกับวิชากลุDมรวมวงดนตรีที่จะได8เรียนและเลDนดนตรีกับเพื่อน ๆ ซึ่งทั้งหมด สามารถเปVน
กิจกรรมดนตรีบำบัดได8ไปในตัว แตDระดับของการเข8ารDวมกิจกรรมดนตรีบำบัดเปVนป$ญหา เพราะสำหรับเด็ก
บางคนอาจจะรับไมDไหวกับการเรียนดนตรีแบบจริง ๆ จัง ๆ เพราะตามที่เคยกลDาวไว8 เพราะการเรียนดนตรีแม8
จะสนุกและได8ทำกิจกรรมเยอะแตDก็ไมDได8งDาย ดังนั้นสำหรับผู8ปõวยหรือผู8ที่ต8องการกิจกรรมดนตรีบำบัดบางกรณี
ก็ไมDได8เหมาะที่จะเข8ามาเรียนในระบบหรือเรียนเปVนปริญญาเพราะมันหนักเกินไป ซึ่งแนวความคิดเรื่องของ
ระดับการมีสDวนรDวมในกิจกรรมดนตรีจึงถูกนำเข8ามาพิจารณาในการจัดกิจกรรมดนตรีบำบัดวDาผู8มีความ
ประสงคMจะเข8ารDวมการบริการดนตรีบำบัดกรณีตDาง ๆ ที่จะเข8ารDวมกิจกรรมนั้น ควรจะได8รับการบริการระดับ
ใดบ8าง เชDน การเปVนเพียงผู8ฟ$งหรือเปVนผู8เข8ารDวมกิจกรรม การเข8ารDวมด8วยการเลDนดนตรี หรือแม8กระทั่งการเข8า
เรียนดนตรีแบบจริงจัง ทั้งนี้ กิจกรรมดนตรีบำบัดทั้งหมด จะต8องได8รับการวางแผนและอยูDในความดูแลของ
ผู8เชี่ยวชาญทั้งด8านดนตรีบำบัดและด8านการให8การรักษาพยาบาล เพื่อผลสำเร็จที่จะเกิดขึ้นแกDผู8ปõวยที่เข8ารับ
การบริการอยาD งแทจ8 ริง

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 63 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

ประโยชนขI องดนตรบี ำบดั
นอกจากดนตรีบำบัดจะสามารถใช8เปVนเครื่องมือในการจัดกิจกรรมสำหรับการรักษาและพัฒนา

ศักยภาพในด8านตDาง ๆ สำหรับผู8ปõวยแล8ว สำหรับคนปกติทั่วไป ที่ไมDมีอาการปõวยก็สามารถเข8ารDวมกิจกรรม
หรือใช8บริการของดนตรีบำบัดได8ครับ เพราะประโยชนMของดนตรีบำบัดนั้นมีขอบเขตที่กว8างไกลมาก
มากพอที่จะสามารถใชเ8 ปนV เครื่องในการชDวยเหลอื มนุษยMทกุ คนทส่ี ามารถรบั ฟ$งหรอื เขา8 ใจดนตรที กุ ชนิด

ตัวอยDางที่พบเห็นกันบDอยครั้งในป$จจุบันก็คือ การใช8ดนตรีบำบัดเพื่อลดความตึงเครียด หรือ
บรรเทาอาการเครียด อีกทั้งยังมีผลงานวิจัยที่ออกมารองรับวDา ดนตรี มีสDวนสำคัญในการเสริมสร8างพัฒนาการ
ของสมองอยาD งชดั เจน โดยเฉพาะสำหรบั เด็กท่กี ำลังเจริญเตบิ โต ท่หี ากเด็กเรมิ่ การฝกà หดั เลนD เคร่อื งดนตรที ้ังแตDวยั เยาวM

การทำกิจกรรมดนตรีนี้จะสามารถสDงเสริมและพัฒนาให8เด็กมีความสามารถแบบก8าวกระโดดใน
ด8านการอDาน ดา8 นภาษา อีกทั้ง การฟ$งเพลงบางชนดิ ยกตัวอยาD งเชDน บทเพลงคลาสสกิ ของโมสารทM ยงั สามารถ
ชDวยให8ทารกนอนหลับลึกได8เปVนอยDางดี ซึ่งการนอนหลับลึกนั้น เปVนสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับเด็กในวัย
เจรญิ เตบิ โต เพราะสมองจะไดร8 ับการพฒั นาและเสริมสร8างเซลลMสมองมากท่ีสดุ ขณะทีท่ ารกนอนหลบั ลกึ

จากบทความเกี่ยวกับดนตรีบำบัดนี้ เราหวังวDาจะสามารถสร8างความกระจDาง และสร8างความ
เข8าใจที่ถูกต8องเกี่ยวกับหลักคิดและทฤษฎีดนตรีบำบัดให8มากยิ่งขึ้น เพราะการใช8ดนตรีบำบัดนั้นเปVนสิ่งที่กำลัง
เปVนที่สนใจอยDางมากในสังคมในป$จจุบัน เพราะฉะนั้นจึงยิ่งมีความจำเปVนอยDางยิ่งที่จะต8องนำดนตรีบำบัดไปใช8
ให8ถูกต8องตามหลักการที่แท8จริง เพื่อประโยชนMและผลลัพธMที่จะเกิดขึ้นตDอผู8เข8ารับการบริการดนตรีบำบัด
ที่คาดหวังวDาจะมีอาการและสภาวะที่ดีขึ้น ไมDใชDกลับทำให8แยDลง แล8วมาโทษวDาดนตรีไมDชDวยอะไร ทั้ง ๆ
ที่ใช8ดนตรีบำบดั ผิดวิธี

บทสรุป

ดนตรีบำบัดที่ถูกนำมาใช8เพื่อรักษาผู8ปõวย หรือพัฒนาศักยภาพด8านรDางกาย จิตใจ ความคิด
และ ทักษะทางสังคม ถือเปVนหนึ่งในกิจกรรมที่ชDวยให8คนที่ต8องการยกระดับคุณภาพจิตใจให8ดีขึ้น
สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให8กับผู8ที่อยากเพิ่มพูนศักยภาพของตนเอง ซึ่งแตกตDางจากการรักษาโรค
เพราะดนตรีบำบัดไมDสามารถรักษาคนปõวยให8หายจากโรคได8 เพียงแตDดนตรีจะชDวยให8คนท่ีได8ฟ$งหรือคนที่รับ
การบำบัดอยูDมีอารมณMรDวม เกิดสัมพันธภาพในการบำบัดที่รDวมไปกับดนตรีที่ฟ$งอยูDหลายครั้งที่เรามักจะได8ยินวDา
ดนตรีเปรียบเสมือนภาษากลางที่ชDวยทำหน8าที่สื่อสารถDายทอดอารมณM ความรู8สึกของทุกคนไมDวDาจะเปVนคนเลDน
ดนตรี คนแตDงเพลง คนรอ8 ง หรอื คนฟง$ ทกุ คนสามารถเชอ่ื มโยงกนั ไดห8 มดจากดนตรี

บรรณานกุ รม

นรเศรษฐ< อุดาการ. ไม^ปรากฏปSที่พิมพ<. บทความโดยดนตรีบำบัด (Music Therapy) ประวัติ ทฤษฎี
และประโยชน<. The College of Music, Payap University.

บุษกร บณิ ฑสนั ต.M 2556. ดนตรบี ำบัด. (พมิ พค< รงั้ ท่ี 3). กรงุ เทพฯ : สำนกั พิมพจM ฬุ าลงกรณMมหาวทิ ยาลัย.
สราวลี สนุ ทรวิจิตร. 2560. ดนตรบี ำบัดการบำบัดทางเลอื กสำหรับบคุ คลที่มีภาวะซมึ เศรา> . กรุงเทพฯ :

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 64 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

กระบวนการพฒั นาผูeเรยี นออทิสติกดวe ยดนตรีบำบัด
The process of developing autistic learners through music therapy

สภุ าพ สขุ ชาต1ิ 2
Suparp Sukchart
หลกั สูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต ( 4 ป5 ) คณะศลิ ปศึกษา สถาบนั บัณฑติ พัฒนศิลป=
Bachelor of Education Program (4 years), Faculty of Art Education, Bunditpatnasilapa Insititute.

บทคดั ยUอ
การใช8ดนตรีบำบัดสำหรับผู8เรียนออทิสติกนี้ ถึงแม8จะไมDสามารถเลDนดนตรีได8เทียบเทDากับผู8เรียน
ปกติทั่วไป แตDผู8เรียนประเภทนี้ก็สามารถทำกิจกรรมดนตรีได8 โดยไมDได8เน8นเรื่องทักษะการเลDน แตDเน8น
การเข8ารDวมกิจกรรมเพราะถือวDาดนตรีเปVนเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู8เรียนออทิสติก
ให8ดีขึ้น บทความวิชาการนี้จึงมีจุดประสงคMในการนำเสนอกระบวนการพัฒนาผู8เรียนออทิสติกด8วยดนตรีบำบัด
เพื่อศึกษากระบวนการหรือขั้นตอนในการพัฒนาผู8เรียนออทิสติกด8วยดนตรีบำบัดที่สDงลตDอพัฒนาการ
ของผเ8ู รยี นออทสิ ติกใหด8 ยี ่งิ ขึ้น

คำสำคญั : ดนตรีบำบัด, ผKูเรียนออทสิ ติก, กิจกรรมทางดนตรี
Abstract

The use of music therapy for autistic learners Although they can't play the same
music as normal learners. But this type of learner can do music activities. without focusing
on playing skills The emphasis is on participation in activities because music is considered
an important tool in changing the behavior of autistic learners for the better. This academic
article therefore aims to present the process of developing autistic learners through music
therapy. To study the process or steps in the development of autistic learners through music
therapy that can improve the development of autistic learners.

Keyword : Music Therapy, Autistic Learners, Music Activities

12 นกั ศึกษาสาขาดนตรีศกึ ษา, หลกั สูตรศกึ ษาศาสตรบณั ฑติ (4 ป:) คณะศิลปศึกษา สถาบนั บัณฑติ พฒั นศลิ ปA
Email : [email protected]

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 65 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

บทนำ
เด็กออทิสติก หมายถึง เด็กที่มีความบกพรDองทางพัฒนาการ มีความลDาช8าทางพัฒนาการด8านสังคม

การสื่อความหมาย ภาษา และจินตนาการ มีพฤติกรรมเปVนแบบเฉพาะที่ไมDพึงประสงคMอยDางชัดเจน
เนื่องมาจากหน8าที่ของสมองบางสDวนทำงานผิดปกติเด็กเหลDานี้จะมีป$ญหาในการใช8ความคิด สติป$ญญา
การรับรู8 ซึ่งมีผลให8เด็กไมDสามารถเรียนรู8ได8 รวมถึงป$ญหาในการสื่อสารอยูDรDวมกันกับผู8อื่นและการคบเพื่อน
จดั เปนV ภาวะทีต่ อ8 งการความชDวยเหลือทกุ ๆ ดา8 น (กงิ่ แกว8 ปาจรยี ,M 2553)

ดนตรีเปVนสิ่งเร8าที่มีประสิทธิภาพในการกระตุ8นการสร8างเครือขDายของเซลลMประสาทของสมอง ทั้งการ
รับ-สDงข8อมูลภายในกลุDมของเซลลMประสาทเองและเชื่อมโยงข8อมูลระหวDางสมองซีกซ8ายและสมองซีกขวา
ให8มีการทำงานที่ประสานสัมพันธMกัน สDงผลตDอการพัฒนาศักยภาพของมนุษยMทั้งทางด8านสติป$ญญา การเรียนร8ู
ความคดิ อารมณM การแสดงออก สมาธิ และการทำงานของทกุ ระบบในรDางกาย (บษุ กร บณิ ฑสนั ต,M 2553).

การใช8ดนตรีในการบำบัดรักษาและพัฒนาศักยภาพของผู8เรียนที่มีความต8องการพิเศษ
ทำให8ป$จจุบันสถานศึกษาทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษา ได8ให8ความสำคัญและพัฒนารูปแบบ
การจัดการศึกษาผDานดนตรีที่สามารถบำบัดรักษาหรือพัฒนาศักยภาพของผู8เรียนที่มีความต8องการพิเศษเพิ่ม
มากขึ้น โดยมีจุดมุDงหมายสำคัญที่จะเสริมสร8างและพัฒนาสติป$ญญา และความสามารถในการดำเนินชีวิต
รวD มกบั บุคคลในสงั คมปกติได8

นักเรียนออทิสติกมักจะมีสมองซีกขวาคDอนข8างปกติ จึงมีความสามารถในการแสดงออกดนตรีได8
เปVนอยDางดี เพราะผลจากความผิดปกติของแกนสมองจะไมDเปVนป$ญหากับการแสดงออกดังกลDาวเทDากับการพูด
การเขียน การใช8ภาษา หรือการแสดงออกทางสัญลักษณMตDาง ๆ แตDการกระตุ8นด8วยดนตรีจะสามารถเพิ่ม
เครือขDายและพื้นที่ของการทำงานของสมอง ตลอดจนการสDงผDานข8อมูลผDานแกนสมองได8ดีขึ้น เปVนการอำนวย
ความสะดวกในการติดตDอสื่อสารกันระหวDางสมองซีกซ8ายและสมองซีกขวา และนำไปสูDการมีความสามารถ
ทางดา8 นการสื่อความหมายมากยิ่งข้นึ (องั คณา อDอนบญุ เออ้ื , 2554)

จากการศึกษาการใช8วิธีการดนตรีบำบัดที่ผDานมา พบวDา ชDวยให8นักเรียนออทิสติกมีพัฒนาการ
ด8านการพูด และการเข8าใจการสื่อความหมายได8มากกวDาการใช8อรรถบำบัดเพียงอยDางเดียว ทั้งนี้เพราะกิจกรรม
ดนตรีสามารถจูงใจให8นักเรียนออทิสติกที่ไมDยอมรับสังคมเข8ามามีปฏิสัมพันธMกับครูและกลุDมเพื่อน โดยเริ่มจาก
สื่อความหมายที่ ไมDต8องใช8ภาษา ปฏิกิริยาของนักเรียนจากการแปลความหมายทางดนตรีและการสDงข8อมูล
ยอ8 นกลบั ดว8 ยวธิ ีการ ตDาง ๆ เปนV การสือ่ ความหมายเบอื้ งตน8 และจะคDอย ๆ พัฒนาการส่ือความหมายรูปแบบ
อื่น ๆ ได8ตDอไป รวมทั้งมีพัฒนาการทางด8านปฏิสัมพันธMมากขึ้นตามลำดับ จากการมีสDวนรDวมและการยอมรับ
บทบาทและหน8าท่ขี องตนในรปู แบบของกจิ กรรมดนตรีทหี่ ลากหลาย (ทวีศกั ดิ์ สริ ริ ตั นเM รขา, 2565)

ด8วยความสำคัญของดนตรีบำบัดกับผู8เรียนออทิสติกนี้ บทความฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงคM
เพื่อนำเสนอสาระสำคัญและศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาผู8เรียนออทิสติกด8วยดนตรีบำบัดที่สDงผลทำให8
ผู8เรียนเกดิ การพัฒนาที่ดียิง่ ข้ึน

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 66 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

ความหมายของดนตรีบำบดั
ดนตรีบำบัด คือลักษณะของเสียงที่ได8รับการจัดเรียบเรียงไว8อยDางเปVนระเบียบเรียบร8อย

โดยมีแบบแผนและโครงสร8างชัดเจน สามารถนำมาใช8ประโยชนMได8 3 ด8านใหญD ๆ คือ เพื่อความสุนทรียM
เพื่อการบำบัดรักษา และเพื่อการศึกษาดนตรี มีผลตDอการเปลี่ยนแปลงของรDางกาย จิตใจ และการทำงาน
ของสมองในหลาย ๆ ด8าน อีกทั้งยังทำให8เกิดการเปลี่ยนแปลงของอัตราการหายใจ อัตราการเต8นของชีพจร
ความดันโลหิต การตอบสนองของมDานตา ความตึงตัวของกล8ามเนื้อ และการไหลเวียนเลือด ผลของดนตรี
ตDอจิตใจและสมอง สามารถทำให8เกิดการเปลี่ยนแปลงของอารมณM สติสัมปชัญญะ จินตนาการ การรับรู8สภาพ
ความเปVนจริง และการสอ่ื สารทางอวัจนะภาษาองคปM ระกอบตDาง ๆ ของดนตรีกม็ ีประโยชนทM แี่ ตกตาD งกนั ไป เชDน

1) จงั หวะหรอื ลลี า ชDวยสร8างเสรมิ สมาธิ และชวD ยในการผอD นคลาย
2) ระดับเสียง เสียงในระดบั ต่ำ และระดบั สูง ปานกลาง จะชวD ยให8เกิดความรูส8 กึ สงบ
3) ความดัง พบวDาเสียงที่เบานุDมจะทำให8เกิดความสงบสุข สบายใจ ในขณะที่เสียงดังทำให8
เกิดการเกร็ง กระตุกของกล8ามเนื้อได8 ความดังที่เหมาะสมจะชDวยสร8างระเบียบในการควบคุมในตนเองได8ดี
มีความสงบและเกดิ สมาธิ
4) ทำนองเพลง (Melody) ชDวยในการระบายความรู8สึกสDวนลึกของจิตใจ ทำให8เกิดความริเริ่ม
สรา8 งสรรคMและลดความวิตกกงั วล
5) การประสานเสียง (Harmony) ชDวยในการวัดระดับอารมณMความรู8สึกได8 โดยดูจากปฏิกิริยา
ที่แสดงออกมา เมือ่ ฟง$ เสยี งประสานตDาง ๆ จากบทเพลง

องคIประกอบของดนตรที ี่นำมาใชKในการบำบัด
องคปM ระกอบของดนตรีบำบดั ที่สำคัญ 2 สวD น ได8แกD ทำนอง และ จงั หวะ
ผู8ที่เข8าใจถึงองคMประกอบของดนตรีที่กลDาวมาแล8วเปVนอยDางดี จึงจะสามารถสร8างสรรคMงานดนตรี

บำบัดให8ตอบสนองความต8องการของผู8เข8ารับการบำบัดได8 นอกจากนี้การใช8ดนตรีในการบำบัดให8ได8ผลดี
ผู8ใช8ต8องรู8จักวิธีการนำองคMประกอบที่กลDาวมานั้นจัดสรรให8เหมาะกับสภาพผู8เข8ารับการบำบัด การจัดแตDง
องคMประกอบของดนตรีที่นำมาใช8ต8องคำนึงถึงความสัมพันธMของดนตรีกับความพึงพอใจและอาการของผู8ปõวย
เปVนสำคัญ ด8วยเหตุนี้ ในการบำบัด จึงจำเปVนต8องมีผู8รู8ในศาสตรMตDาง ๆ เข8ามาชDวยทำงานรDวมกัน ได8แกD
นักจิตวิทยา แพทยMนักกิจกรรมบำบัด และที่สำคัญที่สุด คือ นักดนตรีบำบัดที่ผDานการอบรมวิชาชีพดนตรีบำบัด
ไว8แล8วดว8 ย

ประโยชนIของดนตรีบำบดั
ดนตรีบำบัดมีคุณลักษณะเฉพาะตัวหลายด8าน ทำให8สามารถนำมาประยุกตMใช8ได8กับคนทุกเพศ

ทุกวัย ทุกระดับความสามารถ นอกจากนี้ยังชDวยกระตุ8นพัฒนาการทางอารมณM จิตใจ เสริมสร8างทักษะ
ทางสงั คม การสื่อสาร ทำใหเ8 กดิ การเรียนรู8 และความสนกุ สนานไปพร8อมกนั ดงั นี้

1) ผDอนคลายความตงึ เครียด ลดความวติ กกงั วล
2) เสรมิ สรา8 งสมาธิ

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 67 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

3) ปรับสภาพจิตใจใหอ8 ยใDู นสภาวะสมดลุ มีมมุ มองในเชงิ บวก
4) พฒั นาทักษะทางสงั คม
5) กระตุน8 ประสาทสัมผัสการรบั รู8
6) เสรมิ สร8างและพฒั นาทกั ษะการเรยี นรแ8ู ละความจำ
7) พัฒนาทกั ษะการสื่อสารและการใชภ8 าษา
8) ลดความตึงตัวของกลา8 มเนือ้
9) พัฒนาทักษะการเคลอื่ นไหว
10) ปรบั ลดพฤติกรรมทไ่ี มเD หมาะสม
11) ลดอาการเจบ็ ปวดจากสาเหตตุ าD ง ๆ
12) สร8างสัมพันธภาพทดี่ ีในการบำบดั รกั ษาตาD ง ๆ

รูปแบบของดนตรีบำบดั
การทำดนตรีบำบัดไมDมีกระบวนการและรูปแบบที่ตายตัว แตDจะต8องออกแบบการบำบัดรักษา

ให8เหมาะสมกบั แตDละบุคคลและตามสภาพป$ญหา มีการวางแผนการบำบดั รายบคุ คล ซ่งึ ควรมีกระบวนการหลกั ๆ ดงั นี้
1. การประเมินผู8รับการบำบัดรักษา โดยการศึกษาข8อมูลประวัติสDวนตัวและประวัติ

ทางการแพทยM ประเมินป$ญหาและเปÖาหมายที่ต8องการบำบัด ประเมินสุขภาวะทางรDางกาย จิตใจ อารมณM
สังคม การคดิ

2. วางแผนการบำบัดรักษา มีการออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมเปVนรายบุคคลและรายกลุDม
โดยยึดเปÖาหมายเปVนสำคัญ ใช8รูปแบบผสมผสานกระบวนการตDาง ๆ ทางดนตรี เชDน ร8องเพลง แตDงเพลง
ประสานเสียง จนิ ตนาการตาม หรอื ลลี าประกอบ เปนV ต8น

3. ดำเนินการบำบัดรักษารูปแบบอื่น ๆ การบำบัดรูปแบบอื่น ๆ เชDน การสร8างความสัมพันธM
ระหวาD งผ8บู ำบัดกบั ผูร8 ับการบำบดั โดยใช8ดนตรเี ปVนส่ือและทำดนตรีบำบดั รวD มกบั การบูรณาการ

4. ประเมินผลการบำบัดรักษา ควรมีการประเมินผลอยDางตDอเนื่อง และปรับแผนการบำบัด
ใหเ8 หมาะสมกับผร8ู บั การบำบดั

การใชKดนตรีบำบดั สำหรบั เดก็ ภาวะออทิสตกิ
การใช8ดนตรีบำบัดสำหรับเด็กภาวะออทิสติกนั้นไมDสามารถฝàกทักษะการเลDนเทDากับเด็กปกติ

แตDทุกคนสามารถทำกิจกรรมดนตรีอยDางใดอยDางหนึ่งได8 บางคนอาจตีเครื่องประกอบจังหวะได8 และยังมีอีก
กลุDมสามารถเลDนเครื่องดนตรีที่ยากขึ้นไปอีกได8 เชDน เปÇยโน ไวโอลิน เปVนต8น ดนตรีจึงเปVนการเรียนรู8ที่ไมDสิ้นสุด
ไมDจำเปVนต8องเน8นเรื่องทักษะการเลDนเพียงอยDางเดียว แตDนำเด็กในกลุDมนี้มาทำกิจกรรมดนตรีในรูปแบบตDาง ๆ
เพราะดนตรีเปVนเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กออทิสติกให8ดีขึ้น โดยเฉพาะทักษะทาง
สังคมและการสื่อสาร เด็กบางคนสามารถนั่งฟ$งและทำกิจกรรมได8นาน ๆ ซึ่งชDวยให8เด็กเกิดการรับรู8ในสมอง
เกิดการทำงาน เกิดความรDวมมือกับประสาทสDวนตDาง ๆ เชDน ตากับมือ มือซ8ายกับมือขวา ซึ่งเด็กกลุDมนี้ถือวDา
เปVนเด็กที่มีประสบการณMล8มเหลวในชีวิตอยDูแล8วเมื่อถูกนำไปเปรียบเทียบกับผู8อื่น ดนตรีจึงชDวยให8เด็กเหลDาน้ี

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 68 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

เกิดความมั่นใจในตนเอง สามารถชDวยให8เด็กออทิสติกรู8จักการฟ$ง ซึ่งการฟ$งเปVนวิธีที่ชDวยพัฒนาศักยภาพ
ของเด็กออทสิ ติกได8เปVนอยาD งดี

กระบวนการพัฒนาผเKู รยี นออทิสติกดKวยดนตรีบำบดั
นักเรียนออทิสติกสDวนใหญDมีความพร8อมที่จะรับการบำบัดเปVนกลุDม โดยนำวิธีการทางดนตรี

บำบัดแบบ Clinical Orff Schulwerk ซึ่งวิธีการนี้จัดบรรยากาศและสิ่งแวดล8อมที่นักเรียนจะรู8สึกวDาอยูDใน
ช่ัวโมงเรียนวิชาดนตรมี ากกวาD กำลงั ได8รบั การบำบัด สำหรบั เทคนคิ ท่ใี ช8ในการบำบัดมี ดังน้ี

1. การรบั ร8ู และตอบสนององคปM ระกอบของดนตรี
องคMประกอบของดนตรีที่นำมาใช8ในกิจกรรมดนตรีบำบัด ได8แกD จังหวะ ความช8า-เร็ว

ความดัง-เบา ทำนองเพลง ความหมายของคำร8อง อารมณMของบทเพลง โดยการนำทักษะ ทางดนตรี ได8แกD
การฟ$ง การรอ8 ง การเคลือ่ นไหวรDางกาย การปฏบิ ัติ เคร่อื งดนตรี การสร8างสรรคทM างดนตรี การแปลความหมาย
ของสัญลักษณMทางดนตรี ซึ่งนักเรียนสามารถแสดงออกถึงการรับรู8และ ตอบสนองได8ด8วยการตบมือ
เคาะจังหวะ การขับร8อง การทำทDาทางประกอบเพลง การเคลื่อนไหวรDางกาย ตามรูปแบบหรืออิสระ
การปฏิบัตเิ ครอ่ื งดนตรคี วามคดิ สร8างสรรคMลกั ษณะตาD ง ๆ ทเ่ี ก่ียวข8องกับบทเพลงและการแสดงออกด8วยวิธีการอืน่ ๆ

2. การสDงเสริมพฒั นาการทางการสื่อความหมาย
กิจกรรมดนตรีบำบัดในกระบวน การรับรู8 และตอบสนององคMประกอบของดนตรี

ชDวยสDงเสริมพัฒนาการทางการสื่อความหมายแกDนักเรียนโดยการแสดงทDาทาง การแสดงสีหน8า การใช8ภาษา
ทDาทาง การใช8ภาษาพูด การใช8ภาษาอDาน เขียน การวาดภาพ การปฏิบัติเครื่องดนตรีตามแนวดนตรีที่กำหนด
คดิ แนวดนตรีด8วยตนเองและการแปลความหมายตDาง ๆ

3. การสDงเสรมิ พฒั นาการทางการปฏสิ มั พันธMทางสงั คม
การบำบัดเปVนกลุDม เปzดโอกาสให8นักเรียนได8รับประสบการณที่จะนำไปสูDการมีพัฒนาการ

ทางการปฏิสัมพันธMทางสังคม ได8แกD พฤติกรรมที่แสดงถึงการเต็มใจชDวยเหลือผู8อื่น การยอมรับบทบาทของตน
ในกิจกรรมกลุDม การมีความสัมพันธMที่ดีในกลุDมเพื่อน การยอมรับวิธีการแสดงออกทางสังคม และอารมณM
ที่เหมาะสม การสบตาโดยตรงกับผู8อื่น และการใช8สายตาในการพิจารณาสิ่งใดสิ่งหนึ่งด8วยความตั้งใจและมี
วัตถปุ ระสงคM

การจดั การกิจกรรมตUาง ๆ ทางดนตรีบำบัด
1. กิจกรรมฝDกทักษะการฟåง เปVนการรักษาที่ได8ประโยชนMมาก เนื่องจากเปVนชDวยพัฒนาทักษะ

การฟ$ง และทักษะทางด8านความคิดสมาธิและความจำ เพราะดนตรีสามารถชDวยกระตุ8นชDวยความจำ
และสัมพันธMภาพตDาง ๆ นอกจากนี้ยังเปVนกระบวนการงDาย ๆ ที่ใช8แก8ป$ญหาหรือวDาเปVนการจัดการสิ่งแวดล8อม
ที่สร8างสรรคMสำหรับการแสดงออกของตนเอง การฝàกทักษะการฟ$ง อาจเปVนการฟ$งเพลง จังหวะ ทำนอง
เนื้อร8อง ในขณะฟ$งอาจวาดรูประบายสีรDวมด8วย เพื่อใช8เปVนสื่อแสดงความรู8สึกในใจผู8ปõวยออกมา การฟ$งเพลง
จะชDวยให8เกิดความร8ูสึกผDอนคลาย รวมถึงเปVนการกระตุ8นความคิด จินตนาการและอารมณM ฝàกการรับร8ู
และความรู8สึกที่เกิดจากการฟ$งดนตรลี ดความเครียดทางอารมณM

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 69 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

2. กิจกรรมรKองเพลง การร8องเพลงชDวยเพิ่มความสามารถในทักษะการพูด เพื่อให8เกิดการ
ปรับปรุงในด8านการเว8นวรรคตอน จังหวะการพูดและการควบคุมลมหายใจ การร8องเพลงจะชDวยเปVนการพัฒนา
สDวนบุคคลในด8านการตระหนักรู8และเพลงยังชDวยให8ผู8สูงอายุสามารถจำเหตุการณMสำคัญในชีวิตของพวกเขา
ซึ่งสามารถเปVนเครื่องมือในการเปzดเผยตนเองและเพิ่มความมั่นใจในการสื่อสาร ฝàกให8ผู8ปõวยใช8เสียงจากกลDอง
เสยี ง ปาก ล้ิน ฝกà บรหิ ารปอด การร8องเพลงออกมาชวD ยระบายความเครยี ดในใจได8อีกด8วย

3. กิจกรรมการเคลื่อนไหวตามจังหวะ ใช8ปรับปรุงการเคลื่อนไหวของบุคคล การเคลื่อนไหว
ของข8อตDอ การทำงานของกล8ามเนื้อให8สัมพันธMกัน การเดิน รูปแบบการหายใจ และผDอนคลายกล8ามเนื้อ
ดนตรีนี้จะฝàกให8ผู8ปõวยเรียนรู8การทำงาน ฝàกการเคลื่อนไหวรDางกายให8สอดคล8องกับจังหวะ ทำนองเพลง
ฝàกจินตนาการตามเสียงดนตรี ทำให8เกิดความคงทนของการใช8ของกล8ามเนื้อ เกิดความสมดุลของรDางกาย
และจติ ใจขณะเคลอ่ื นไหว ผDอนคลายความเครยี ด

4. กิจกรรมการเลUนดนตรี เปVนการฝàกการเลDนดนตรี เลDนกิจกรรมตDาง ๆ โดยดนตรีเปVนส่ือ
ในการเลDนเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเปõา เชDน เมโลเดียน จะเปVนการชDวยสDงเสริมการควบคุมการหายใจ
และการใช8ปากสำหรับผู8ที่มีความบกพรDองทางรDางกาย การเลDนดนตรีสามารถปรับปรุงการใช8กล8ามเนื้อมัดใหญD
และกล8ามเนื้อมัดเล็กให8สัมพันธMกัน และยังชDวยเหลือบุคคลที่มีป$ญหาด8านพฤติกรรม โดยทำให8เกิดการเรียนร8ู
ในการควบคุมตนเอง ขณะทำงานกลุDมและเรียนรู8ดนตรีและเลDนดนตรีชนิดนั้น ถือวDาเปVนการพัฒนาทักษะด8าน
ดนตรีและด8านการสร8างความมั่นใจและมีคุณคDาในตนเอง การฝàกการเลDนดนตรีอยูDบDอย ๆ จะนำมาสูDการพัฒนา
ความสามารถ ฝàกความกล8าแสดงออก ฝàกสัมพันธภาพทางสังคม ฝàกสัมผัส ฝàกอารมณM และความรู8สึกโดยใช8
ดนตรีเปนV สอื่

5. กิจกรรมสUงเสริมและสรKางสรรคI ฝàกการสร8างสรรคM ประสานจังหวะทำนอง การสื่อสาร
ระหวDางบุคคล โดยใช8ดนตรีเปVนสื่อโดยไมDต8องใช8คำพูด การใช8เสียงเครื่องดนตรีและการเคลื่อนไหวยังเปVน
การสDงเสริมปฏิสมั พนั ธตM Dอผู8อ่นื ฝàกการเปVนผู8นำ ได8รบั การยอมรบั รู8สึกถงึ คณุ คาD ของตนเอง

บทสรปุ
การใช8ดนตรีบำบัดสำหรับผู8เรียนออทิสติกนี้ ถึงแม8จะไมDสามารถเลDนดนตรีได8เทียบเทDากับผู8เรียน

ปกติทั่วไป แตDผู8เรียนประเภทนี้ก็สามารถทำกิจกรรมดนตรีได8 โดยไมDได8เน8นเรื่องทักษะการเลDน แตDเน8น
การเข8ารDวมกิจกรรมเพราะถือวDาดนตรีเปVนเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู8เรียนออทิสติก
ให8ดีขึ้น โดยเฉพาะทักษะทางสังคมและการสื่อสาร นอกจากนี้ดนตรียังชDวยให8เด็กเหลDานี้เกิดความมั่นใจ
ในตนเอง รู8จักการฟ$ง โดยถือวDาการฟ$งนี้ เปVนวิธีที่ชDวยพัฒนาศักยภาพของผู8เรียนออทิสติกได8เปVนอยDางดี
เพือ่ ใหผ8 8ูเรียนประเภทน้สี ามารถเรยี นใชช8 วี ิตไดแ8 บบผเู8 รยี นปกติ และอยูDรวD มกับผ8อู น่ื ในสงั คมได8อยาD งมีความสขุ

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 70 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

บรรณานกุ รม
กิง่ แกว8 ปาจรีย.M 2553. ค^ูมือการพฒั นาเด็กออทสิ ตกิ แบบองค<รวม. กรงุ เทพฯ: พิมพสM ี
ทวศี กั ดิ์ สิริรัตนเM รขา. 2565. การบำบดั ทางเลอื ก ในออทิสติก. สบื ค8นจาก

https://www.happyhomeclinic.com/au27-alternative.htm
นพวรรณ ศรีวงศMพาณชิ . 2551. ภาวะออทสิ ติก/ภาวะบกพร^องทางสติปúญญาใน : ตำราพฒั นาการและ

พฤตกิ รรมเดก็ . กรุงเทพฯ: บียอนดM เอ็นเทอรไM พรซM จำกดั .
บุษกร บิณฑสนั ตM. 2553. ดนตรบี ำบดั . กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณมM หาวิทยาลยั .
แพง ชินพงศM 2559. สืบคน8 จาก https://mgronline.com/qol/detail/9560000086185

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 71 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

การจัดการเรียนรูeแบบเพื่อนช(วยเพือ่ น
Peer-Assisted Learning

อภิวฒั นK พMานปาน13
Apiwat Phanpan
หลกั สตู รศึกษาศาสตรบัณฑติ ( 4 ป5 ) คณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศลิ ป=
Bachelor of Education Program (4 years), Faculty of Art Education, Bunditpatnasilapa Insititute.

บทคัดย(อ

คำวDา “เพื่อนชDวยเพื่อน” เราจะพบกันมากในเรื่องของการศึกษา การสอน การแก8ป$ญหาตDาง ๆ
เปVนต8น คำวDา “เพื่อนชDวยเพื่อน” หรือ “Peer Assist” เปVนการจัดการความรู8กDอนลงมือทำกิจกรรม
(Learning Before Doing) เพื่อแสวงหาผู8ชDวยที่มีความแตกตDาง มาแลกเปลี่ยนประสบการณMความรู8 เพื่อขยายกรอบ
ความคิดให8กว8างและมีประสิทธิภาพมายิ่งขึ้น โดยอาศัย “คน” เปVนธงนำ (People Driven) เปzดมุมมองความคิดท่ี
หลากหลายจากการแลกเปลี่ยนระหวDางทีมที่มีทักษะ ความสามารถ และประสบการณMที่แตกตDางกัน ทำให8ไมDมอง
อะไรเพียงด8านเดียว การเรียนรู8แบบเพื่อนชDวยเปVนวิธีการจัดการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่ง ที่เน8นให8ผู8เรียนลงมือ
ปฏิบัติงานเปVนกลุDมยDอย โดยมีสมาชิกกลุDมที่มีความสามารถที่แตกตDางกัน เพื่อเสริมสร8างสมรรถภาพการเรียนร8ู
ของแตDละคนสนับสนุนให8มีการชDวยเหลือซึ่งกันและกันจนบรรลุตามเปÖาหมายที่วางไว8 นอกจากนี้การเรียนรู8แบบ
รDวมมือยังเปVนการสDงเสริมการทำงานรDวมกันเปVนหมูDคณะหรือทีมตามระบอบประชาธิปไตย เปVนการพัฒนาความ
ฉลาดทางอารมณสM ามารถปรับตวั ให8อยกDู ับผูอ8 ่นื ไดอ8 ยาD งมคี วามสขุ

คำสำคัญ: การเรยี นการสอนแบบเพ่ือนชวD ยเพอื่ น

13นกั ศึกษาสาขาดนตรีศึกษา,หลักสตู รศึกษาศาสตรบัณฑิต (4 ป): คณะศิลปศึกษา สถาบันบณั ฑิตพัฒนศลิ ปA
E-mail : [email protected]

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 72 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

Abstract

The word “friend helps friend” we meet a lot in education, teaching, problem solving,
etc. The word “friend helps friend” or “Peer Assist” is knowledge management before doing
activities. (Learning Before Doing) to seek helpers with a difference. Come share experiences and
knowledge To expand the conceptual framework to be more broad and effective by using "People"
as the flag (People Driven) to open a variety of perspectives from the exchange between teams with
different skills, abilities and experiences. so that they do not look at only one side Peer learning is a
method of teaching and learning. focusing on students to work in small groups with group members
with different abilities to enhance the learning capacity of each person support to help each other
until achieving the set goals In addition, collaborative learning also promotes working together as
a group or team in a democratic system. It develops emotional intelligence and can adapt to being
with others happily.

Keywords: Peer-Assisted Learning

บทนำ
การจัดการเรียนการสอนเปVนกระบวนการหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับผู8เรียนและผู8สอน บทบาท

ของผู8สอนในการจัดบรรยากาศการเรียนที่เอื้อเฟìอให8ผู8เรียนสามารถเรียนรู8ได8ดีตามวิธีของตนเอง
จะชDวยกระตุ8นและสDงเสริมให8ผู8เรียนสามารถพัฒนาระบบความคิด รู8จักการสร8างสรรคM การแสวงหาความรู8ด8วย
ตนเองจากแหลDงความรู8ที่มีอยูDอยDางหลากหลายในป$จจุบัน นอกจากนี้บทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งของผู8สอน
นั้นก็คือ การคิดค8นนวัตกรรมการสอนที่มีความทันสมัยและให8คุณประโยชนMตDอผู8เรียนมากที่สุด ชDวยสร8าง
โอกาสในการพัฒนาตนเองตามศักยภาพสงู สดุ และตอD เนือ่ งเพ่ือเปVนการสร8างสนั นวตั กรรมการสอน

การนำกลเราวิธีเพื่อนชDวยเพื่อนมาใช8พัฒนาทักษะการเรียนโดยธรรมชาติแล8วผู8เรียนจะเรียนร8ู
และรDวมกิจกรรมกับเพื่อนและพูดคุยกันด8วยความเข8าใจมากกวDาบุคคลอื่น จึงสอดคล8องกับกลวิธีการเรียนร8ู
แบบเพื่อนชDวยเพื่อนซึ่งเปVนกลวิธีที่สามารถเพิ่มพูนเจ็ดคติที่ดีตDอการเรียนและสามารถชDวยปรับปรุงอุปนิสัย
ของผู8เรียนอีกด8วยนับเปVนกิจกรรมการเรียนการสอนที่สDงเสริมให8เกิด ปฏิสัมพันธMระหวDางผู8เรียนกับผู8เรียน
โดยเฉพาะอยDางยิ่งในการปฏิบัติกิจกรรมเปVนคูD (Caserta-Henry,1996) บทความนี้จึงมีวัตถุประสงคMเพื่อศึกษา
แนวคิดเก่ียวกับเทคนคิ การสอนแบบ “เพอื่ นชวD ยเพ่อื น” (Peer Assist)

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 73 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

ความหมายการเรยี นรูKแบบเพ่ือนชวU ยเพอื่ น
“เพื่อนชDวยเพื่อน” เปVนการจัดการความรู8กDอนลงมือทำกิจกรรม (Learning Before Doing)

เพื่อแสวงหาผู8ชDวยที่มีความแตกตDางมาแลกเปลี่ยนประสบการณMความรู8 เพื่อขยายกรอบความคิดให8กว8าง
และมีประสิทธิภาพมายิ่งขึ้น โดยอาศัย “คน” เปVนธงนำเปzดมุมมองความคิดที่หลากหลายจากการแลกเปลี่ยน
ระหวDางทีมที่มที ักษะความสามารถและประสบการณMท่ีแตกตาD งกนั ทำให8ไมDมองอะไรเพยี งดา8 นเดียว

Office of Educational Research and Improvement (1992) ไ ด 8 ใ ห 8 ค ว า ม ห ม า ย
ของ Cooperative Learning วDาเปVนกลยุทธMทางการสอนที่ประสบผลสำเร็จในทีมขนาดเล็ก ซึ่งนักเรียน
มีระดับความสามารถแตกตDางกันใช8ความหลากหลายของกิจกรรมการเรียน เพื่อการปรับปรุงความเข8าใจ
ตDอเนื้อหาวิชา สมาชิกแตDละคนในทีมมีความรับผิดชอบไมDเพียงแตDเฉพาะการเรียนรู8แตDยังรวมถึงการชDวยเหลือ
เพอ่ื นรDวมทีมในการเรยี นร8ูดว8 ย นอกจากน้ยี ังมีการสรา8 งบรรยากาศเพ่ือใหบ8 ังเกดิ การบรรลุผลสำเร็จท่ตี งั้ ไวด8 8วย

Penn State University College of Education (2004) ไ ด 8 ใ ห 8 ค ำ จ า ก ั ด ค ว า ม ข อ ง
Collaborative Learning วDามีคุณลักษณะของการแบDงป$น เข8าใจเปÖาหมายมีการยอมรับซึ่งกนั และกันเชื่อมั่น
และมีขอบเขตความรับผิดชอบที่ชัดเจน มีการติดตDอสื่อสารในสิ่งแวดล8อมที่เปVนทั้งแบบเปVนทางการและไมDเปVน
ทางการมีการตัดสินใจจากการลงความเห็นรDวมกันซึ่งผู8สอนจะเปVนผู8เอื้ออำนวยและชี้แนะให8นักเรียน
ไดม8 องเหน็ ทางออกของปญ$ หาน้ันๆ

Thirteen Organization (2004) ได8สรุปวDา Collaborative Learning เปVนวิธีการหนึ่ง
ของการสอนและการเรียนรู8ในทีมของนักเรียนด8วยกันเปVนการเปzดประเด็นคำถามหรือสร8างโครงการที่เต็มไป
ด8วยความหมาย ตัวอยDางเชDน การที่กลุDมของนักเรียนได8มีการอภิปราย หรือการที่นักเรียนจากโรงเรียนอื่น ๆ
ทำงานรDวมกันผDานอินเทอรMเน็ตเพื่อแบDงป$นงานที่ได8รับมอบหมาย สDวน Cooperative Learning
เปVนการมุDงเน8นโดยเบื้องต8นที่การทำกิจกรรมกลุDมเปVนแบบเฉพาะเจาะจงรูปแบบของการรDวมมือ ซึ่งนักเรียน
จะทำงานรDวมกันในกลุDมเล็กในโครงสร8างของกิจกรรมทุกคนจะมีความรับผิดชอบในงานของพวกเขาโดยทุกคน
สามารถเข8าใจถึงการทำงานเปVนกลุDมเปVนอยDางดีและการทางานกลุDมแบบ Cooperative นั้นจะมีการทำงาน
ในลกั ษณะเผชญิ หน8า (Face –to –face) และเรยี นร8ูเพ่ือทางานเปนV ทมี

สรุปได8วDา การเรียนรู8แบบรDวมมือ (Cooperative and Collaborative Learning) เปVนวิธีการ
จัดการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่งที่เน8นให8ผู8เรียนลงมือปฏิบัติงานเปVนกลุDมยDอยโดยมีสมาชิกกลุDม
ที่มีความสามารถที่แตกตDางกัน เพื่อเสริมสร8างสมรรถภาพการเรียนรู8ของแตDละคนสนับสนุนให8มีการชDวยเหลือ
ซึ่งกันและกันจนบรรลุตามเปÖาหมายที่วางไว8 นอกจากนี้การเรียนรู8แบบรDวมมือยังเปVนการสDงเสริมการทำงาน
รDวมกันเปVนหมูDคณะหรือทีมตามระบอบประชาธิปไตยเปVนการพัฒนาความฉลาดทางอารมณMสามารถปรับตัวให8
อยกDู บั ผอู8 ื่นไดอ8 ยDางมีความสขุ

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 74 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

แนวคดิ และทฤษฎี
การสอนแบบ “เพื่อนชDวยเพื่อน” (Peer Assist) เปVนการจัดการองคMความรู8กDอนการลงมือทำ

กิจกรรม (Learning Before Doing) เพื่อเปVนการแสวงหาผู8ชDวยที่มีความสามารถที่แตกตDางมาแลกเปลี่ยน
ประสบการณMความรู8 เพื่อขยายกรอบความคิดให8กว8างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยอาศัยคนมาเปVนธงนำ
(People Driven) เปzดมมุ มองทางด8านความคดิ ที่หลากหลายจากการแลกเปล่ียนกันระหวDางทีมหรอื บุคคลตอD บคุ คล

กลวิธีการเรียนรู8แบบเพื่อนชDวยเพื่อน หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู8เปVนกลุDมยDอย
หรือเปVนคูD ผู8เรียนมีสDวนรDวมในการทำกิจกรรมโดยคอยชDวยเหลือซึ่งกันและกันหรือให8มีการผลัดเปลี่ยนกัน
เพื่อเปVนผู8สอนและผู8เรียน เพื่อให8ได8มาซึ่งความรู8ความเข8าใจเกี่ยวกับบทเรียน โดยครูผู8สอนมีหน8าที่เพียง
ผู8ใหค8 ำแนะนำและจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนให8เหมาะสมกับผู8เรียน

การสอนแบบเพื่อนชDวยเพื่อน หมายถึง กิจกรรมการสอนอีกประเภทหนึ่งที่จัดให8ผู8เรียนได8
ชDวยเหลือเกื้อกูลกัน คือ เพื่อนชDวยเพื่อนในลักษณะเกDงชDวยอDอนเปVนวิธีการที่คนเกDงจะชDวยอธิบายแนะนำ
และชDวยแก8ไขป$ญหาให8แกDคนที่มีผลการเรียนอDอนกวDา การจัดกิจกรรมในลักษณะนี้เปVนการจัดเพื่อให8ผู8เรียน
ได8มีสDวนรDวมในการคิดวางแผน ปฏิบัติ ประเมินผล ทำให8ผู8เรียนได8มีโอกาสในการเรียนรู8ได8พิจารณาและค8นหา
ความรู8ความสามารถของตนเองให8ผู8เรียนได8มองเห็นภาพลักษณMแหDงตนตัวตนในอุดมคติและการมองเห็นคุณคDา
ของตนเองตDอความสำเร็จในการเรียนรู8 สิ่งตDาง ๆ เหลDานี้จะชDวยให8ผู8เรียนได8หลDอหลอม รัก และมีความพร8อม
ที่จะเรียนมีความสุขในการเรียน โดยเน8นให8มีการทำกิจกรรมการเรียนการสอนแบบตDอเนื่อง อาทิ การสอน
ด8วยการจับคูD (One to One Tutoring) กลDาวคือ เปVนรูปแบบการสอนที่ให8ผู8เรียนที่มีความสามารถทางการ
เรียนดีกวDา เลือกจับคูDกับผู8เรียนที่มีความสามารถทางการเรียนต่ำกวDาหรือด8อยกวDา แล8วทำหน8าที่ในการสอน
ในเรือ่ งที่ตนเองมคี วามถนดั และมที ักษะทีด่ ี

การใช8กิจกรรมแบบเพื่อนชDวยเพื่อนตามทรรศนะของสุคนธM สินธพานนทM และคณะ (2545)
เห็นวDาการเรียนรู8แบบเพื่อนชDวยเพื่อน เปVนการเรียนรู8โดยให8ผู8เรียนชDวยเหลือซึ่งกันและกัน แทนที่จะให8ครูสอน
โดยตรง (ชูศรี วงศMรัตนะ และคณะ, 2545) โดยวิธีการเรียนการสอนสามารถกำหนดรูปแบบให8เพื่อนชDวยเหลือ
แนะนำเพื่อนโดยตรงหรือใช8สื่อการเรียนรู8อื่น ๆ มาประกอบซึ่งกลวิธีการเรียนรู8ในลักษณะดังกลDาว
เปVนวธิ กี ารเรยี นการสอนวิธหี น่ึงทีส่ บื ทอดมาจากเจตนารมณขM องปรชั ญาการศึกษาท่ีวDา "Learning by Doing"

รปู แบบกลวิธีการเรียนรแูK บบเพ่ือนชUวยเพื่อน
นักการศึกษาหลายคนได8ประมวลการสอนที่มีแนวคิดจากกลวิธีสอนการเรียนรู8แบบเพื่อนชDวย

เพ่อื นไว8หลากหลาย รายละเอียด ดงั น้ี
Miller, Barbetta and Heron (อ8างใน ประนอม ดอนแก8ว, 2550, หน8า 14) ไดก8 ลาD วถึง รปู แบบ

กลวิธกี ารเรยี นรแู8 บบเพื่อนชDวยเพอื่ นไวห8 ลายรปู แบบ ดังน้ี
1. การสอนโดยเพื่อนรDวมชั้น (Classwide-Peer Tutoring) เปVนการสอนที่เปzดโอกาส

ให8ผู8เรียนทั้งสองคนที่จับคูDกันมีสDวนรDวมในการเรียนการสอน โดยให8ผู8เรียนทั้งสองสลับบทบาทเปVนทั้งนักเรียน
ผูส8 อนทค่ี อยถDายทอดความรู8ใหแ8 กนD กั เรยี นผเู8 รยี นและนักเรยี นผเู8 รยี นซงึ่ เปนV ผทู8 ีไ่ ด8รับการสอน

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 75 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

2. การสอนโดยเพื่อนตDางระดับชั้น (Cross-Age Peer Tutoring) เปVนการสอนที่มีการจับคูD
ระหวDางผู8เรียนที่มีระดับอายุแตกตDางกัน โดยให8ผู8เรียนที่มีระดับอายุสูงกวDาทาหน8าที่เปVนผู8สอนและให8ความร8ู
ซง่ึ ผเู8 รียนทง้ั สองคนไมDจาเปVนตอ8 งมีความสามารถทางการเรียนทีแ่ ตกตาD งกนั มาก

3. การสอนโดยการจับคูD (One-to-One Tutoring) เปVนการสอนที่ให8ผู8เรียนที่มีความสามารถ
ทางการเรียนสูงกวDาเลือกจับคูDกับผู8เรียนที่มีความสามารถทางการเรียนตDากวDาด8วยความสมัครใจของตนเอง
แล8วทำหน8าทสี่ อนในเร่ืองท่ีตนมคี วามสนใจมีความถนัดและมีทักษะทดี่ ี

4. การสอนโดยบุคคลทางบ8าน (Home-Based Tutoring) เปVนการสอนที่ ให8บุคคลที่บ8าน
ของผู8เรียนมีสDวนรDวมในการสอนให8ความชDวยเหลือในการพัฒนาความรู8ความสามารถแกDบุตรหลานของตน
ระหวDางท่ีบุตรหลานอยูทD ี่บ8าน

Maheady (1994, p. 269-289) ไดร8 วบรวมกลวิธกี ารเรียนรู8แบบเพ่อื นชDวยเพือ่ นดงั นี้
1. การสอนโดยเพื่อนตDางระดับชั้น (Cross-Age Tutoring) เปVนการสอนที่มีการจับคูDระหวDาง

ผู8เรียนที่มีระดับอายุแตกตDางกัน โดยให8ผู8เรียนที่อยูDในระดับชั้นสูงกวDาหรือผู8เรียนที่มีอายุกวDาซึ่งอยูDภายใต8
การดูแลและความควบคุมของครูผู8สอนเปVนผู8รับผิดชอบชDวยเหลือและถDายทอดความรู8แกDผู8เรียนที่
มคี วามสามารถทางการเรียนน8อยกวDา

2. การสอนโดยการสลับบทบาท (Reverse-Role Tutoring) เปVนการสอนที่ให8ผู8เรียนจับคูDกัน
ทำกิจกรรม โดยเปVนการจับคูDระหวDางผู8เรียนที่มีระดับอายุมากกวDาแตDเปVนผู8ที่มีความสามารถทางการเรียน
มากกวDาหรือเปVนผู8ที่มีความบกพรDองในการเรียนรู8กับผู8เรียนที่อายุนอ8 ยกวDาแตDมีระดับสติป$ญญาที่อยูDใระดับปกติ
ผู8เรียนทั้งสองจะได8สลับบทบาทกันเปVนทั้งนักเรียนผู8สอนซึ่งเปVนผู8ที่ถDายทอดความรู8และนักเรียนผู8เรียนซึ่งเปVนผ8ู
ท่ีไดร8 บั การสอน การสอนนยี้ ังเปVนการสอนทส่ี งD เสรมิ ให8ผ8ูเรียนเกิดความร8สู กึ มองเห็นคุณคDาในตนเอง

3. การสอนโดยเพื่อนรDวมชั้น (Classwide-Peer Tutoring) เปVนการสอนที่มีการจัดกิจกรรม
โดยครูแบDงผู8เรียนออกเปVนสองทีมภายในแตDละทีมมีการจับคูDกันเพื่อรDวมกันทำกิจกรรมผู8เรียนแตDละคูDจะได8สลับ
บทบาทกันเปVนทั้งนักเรียนผู8สอนและนักเรียนผู8เรียนในขณะทำกิจกรรม หากนักเรียนผู8เรียนทำสิ่งใดได8ถูกต8อง
จะได8รับการเสริมแรงจากนักเรียนผู8สอนเพื่อนเปVนการ สร8างกำลังใจแกDนักเรียนผู8เรียนและการสอนนี้ยังเปVนวิธี
สอนที่สร8างแรงจูงใจให8แกDผู8เรียนอีกด8วย เนื่องจากมีการแขDงขันระหวDางทีมมีการประกาศทีมที่ชนะและมอบ
ของรางวัลให8

หลกั การใชKกลวิธกี ารเรียนรูแK บบเพ่ือนชวU ยเพ่ือน
Bender (2002, p. 115-139) กลDาวถึงหลักการใช8กลวิธีการเรียนรู8แบบเพื่อนชDวยเพื่อวDาการให8

เพื่อนชวD ยเพ่อื นจะมีประสิทธิภาพสงู สุดนั้น ควรดำเนนิ ไปตามหลักเกณฑM ดงั น้ี
1. เพื่อนผู8สอนจะต8องมีทักษะที่จำเปVน เชDน ความเข8าใจในจุดประสงคMของการสอนจำแนกได8

วDาคำตอบที่ผิดและคำตอบที่ถูกตDางกันอยDางไร รู8จักการให8แรงเสริมแกDเพื่อนผู8เรียนรู8จักบันทึกความก8าวหน8าใน
การเรียนของเพื่อนผเู8 รยี นและมนษุ ยสัมพันธMที่ดีกับเพ่อื นผู8เรยี น

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 76 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

2. กำหนดจุดประสงคMเชิงพฤติกรรมให8ชัดเจน ทั้งนี้เพื่อให8บุคคลทั้งสองชDวยกันบรรลุ
เปาÖ หมายในการเรียน

3. ครูเปVนผู8กำหนดขั้นตอนในการสอนให8ชัดเจนและให8เพื่อนผู8เรียนดำเนินการตามขั้นตอน
เหลDานน้ั

4. สอนทลี ะข้ันหรอื ทลี ะแนวคดิ จนกวาD เพ่อื นผเ8ู รยี นเข8าใจดีแล8วจึงสอนขัน้ ตDอไป
5. ฝàกให8เพื่อผู8สอนเข8าใจพฤติกรรมการแสดงออกของเพื่อนผู8เรียนด8วยวDา พฤติกรรมใดแสดง
วDาเพ่อื นผเ8ู รยี นไมDเข8าใจ ทั้งน้ีจะได8แก8ไขถกู ตอ8 ง
6. เพื่อนผู8สอนควรบันทึกความก8าวหน8าในการเรียนของเพื่อนผู8เรียนตาม จุดประสงคM
เชงิ พฤติกรรมที่กำหนดไว8
7. ครูผู8ดูแลรับผิดชอบจะต8องติดตามผลการสอนของเพื่อนผู8สอนและการเรียนของเพื่อน
ผู8เรียนดว8 ยวDาดำเนินการไปในลักษณะใด มีป$ญหาหรอื ไมD
8. ครใู หแ8 รงเสริมแกทD ั้ง 2 คนอยาD งสมำ่ เสมอ
9. ชDวงเวลาในการให8เพื่อนชDวยเพื่อนไมDควรใช8เวลานานเกินไปงานวิจัยระบุวDาระยะเวลา
ที่มปี ระสิทธภิ าพในการใหเ8 พอ่ื นชวD ยเพ่ือนในระดบั ช้นั ประถมศกึ ษาอยรูD ะหวาD ง 15– 30 นาที
10. เพื่อนผู8สอนมีการยกตัวอยDางประกอบการสอน จึงจะชDวยให8เพื่อนผู8เรียนเรียนเข8าใจ
เน้ือหาได8ดยี ่งิ ขน้ึ
สรุปได8วDา รูปแบบกลวิธีการเรียนรู8แบบเพื่อนชDวยเพื่อนมีหลากหลายรูปแบบผู8สอนสามารถ
เลือกรูปแบบกลวิธีการเรียนรู8ให8เหมาะสมกับระดับความสามารถผู8เรียนได8 โดยคำนึงถึงศักยภาพของผู8เรียน
ในแตDละคนแตDละระดับชั้น การสอนที่ให8ผู8เรียนที่มีความสามารถทางการเรียนสูงกวDาเลือกจับคDูกับผู8เรียน
ที่มีความสามารถทางการเรียนต่ำกวDาด8วยความสมัครใจของตนเองแล8วทำหน8าที่สอนในเรื่องที่ตนมีความสนใจ
มีความถนัดและมีทักษะที่ดี การเรียนแบบเพื่อนชDวยเพื่อน เปVนวิธีการที่มุDงให8นักเรียนเกิดแรงจูงใจตDอการเรียน
มากขึ้น เนื่องจากนักเรียนทุกคนเปVนผู8ที่มีบทบาทในกิจกรรมการเรียนการสอนการนำวิธีการสอน
แบบเพื่อนชDวยเพื่อนมาชDวยแก8ป$ญหาการจัดการเรียนการสอน ควรจะต8องสร8างแรงจูงใจแกDเพื่อนนักเรียน
ที่ชDวยสอนให8ได8รับผลประโยชนMตอบแทนทั้งรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งเปVนบันไดขั้นแรกแหDงความสำเร็จ
ด8วยการหากิจกรรมที่กระตุ8นให8นักเรียนพร8อมที่จะให8ความรDวมมือชDวยเหลือครูและเพื่อนนักเรียนอยDางเต็มใจ
และพึงพอใจสนับสนุนให8มีการชDวยเหลือซึ่งกันและกัน จนบรรลุตามเปÖาหมายที่วางไว8 นอกจากนี้การเรียนรู8
แบบรDวมมือยังเปVนการสDงเสริมการทางานรDวมกันเปVนหมูDคณะเปVนการพัฒนาความฉลาดทางอารมณMสามารถ
ปรบั ตัวใหอ8 ยกูD ับผ8อู ่ืนได8อยDางมีความสขุ

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 77 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

บรรณานุกรม
จุไรรัตนM สุดรDงุ . 2559. การนิเทศแบบเพอื่ นชว^ ยเพ่ือน : ทางเลอื กหนึง่ ในการพฒั นาวชิ าชพี ครทู ยี่ ่ังยืน.

วารสารศึกษาศาสตรM มสธ. ปทÇ ี่ 9 ฉบบั ท่ี 2 (ก.ค. - ธ.ค.) 2559.
พินดา วราสุนันทM. 2558. การพัฒนาผู>เรียนโดยการให>ข>อมูลย>อนกลับโดยเพื่อน. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏ

มหาสารคาม(มนุษยศาสตรMและสังคมศาสตรM ปทÇ ี่ 9 ฉบบั ที่ 1 (ม.ค. – เม.ย.) 2558.
ฉัตรชัย ไชยวุฒิ. 2552. การใช>กระบวนการนิเทศแบบเพื่อนช^วยเพื่อนในโรงเรียนอนุบาลสภาพร. การค8นคว8าแบบ

อสิ ระ ศึกษาศาสตรมหาบณั ฑติ บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม.D
อรศริ ิ เลิศกติ ติสุข และดวงกมล ลมิ โกมทุ . 2552. การสอนแบบเพ่ือนช^วยเพอื่ น. สบื ค8นจาก

http://www.thaigoodview.com/node/42182. ออนไลนM วนั ที่ 30 สงิ หาคม 2565.
Vicharn Panich. เทคนคิ “เพือ่ นชว^ ยเพือ่ น”. สบื ค8นจาก

http://gotoknow.org/blog/thaikm/2415. ออนไลนM วันที่ 30 สงิ หาคม 2565.

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 78 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

การจดั การเรยี นรูแ; บบเพ่อื นชUวยเพื่อน
Peer-Assisted Learning

กัญญารัตนK ขนุ บญุ จนั ทรK14
Kanyarat Khunbunchan
หลักสูตรศกึ ษาศาสตรบัณฑิต ( 4 ป5 ) คณะศลิ ปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศลิ ป=
Bachelor of Education Program (4 years), Faculty of Art Education, Bunditpatnasilapa Insititute.

บทคัดยอ(

คำวDา “เพื่อนชDวยเพื่อน” เราจะพบกันมากในเรื่องของการศึกษา การสอน การแก8ป$ญหาตDาง ๆ
เปVนต8น คำวDา “เพื่อนชDวยเพื่อน” หรือ “Peer Assist” เปVนการจัดการความรู8กDอนลงมือทำกิจกรรม
(Learning Before Doing) เพื่อแสวงหาผู8ชDวยที่มีความแตกตDาง มาแลกเปลี่ยนประสบการณMความรู8เพื่อขยาย
กรอบความคิดให8กว8างและมีประสิทธิภาพมายิ่งขึ้น โดยอาศัย “คน” เปVนธงนำ (People Driven) เปzดมุมมอง
ความคิดที่หลากหลายจากการแลกเปลี่ยนระหวDางทีมที่มีทักษะ ความสามารถ และประสบการณMที่แตกตDางกัน
ทำให8ไมDมองอะไรเพียงด8านเดียว การเรียนรู8แบบเพื่อนชDวยเปVนวิธีการจัดการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่ง ที่เน8นให8
ผู8เรียนลงมือปฏิบัติงานเปVนกลุDมยDอย โดยมีสมาชิกกลุDมที่มีความสามารถที่แตกตDางกัน เพื่อเสริมสร8างสมรรถภาพ
การเรียนรู8ของแตDละคน สนับสนุนให8มีการชDวยเหลือซึ่งกันและกัน จนบรรลุตามเปÖาหมายที่วางไว8 นอกจากน้ี
การเรียนรู8แบบ รDวมมือยังเปVนการสDงเสริมการทำงานรDวมกันเปVนหมูDคณะหรือทีมตามระบอบประชาธิปไตย
เปVนการพัฒนาความฉลาดทางอารมณสM ามารถปรบั ตวั ให8อยูDกับผ8อู น่ื ได8อยาD งมีความสขุ

คำสำคญั : การเรยี นการสอนแบบเพอ่ื นชวD ยเพ่อื น

14นกั ศึกษาสาขาดนตรีศกึ ษา,หลักสูตรศกึ ษาศาสตรบณั ฑติ (4 ป): คณะศิลปศกึ ษา สถาบนั บณั ฑติ พฒั นศิลปA
E-mail : [email protected]

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 79 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

Abstract

The word “friend helps friend” we meet a lot in education, teaching, problem solving, etc.
The word “friend helps friend” or “Peer Assist” is knowledge management before doing activities.
(Learning Before Doing) to seek helpers with a difference. Come share experiences and knowledge To
expand the conceptual framework to be more broad and effective by using "People" as the flag (People
Driven) to open a variety of perspectives from the exchange between teams with different skills, abilities
and experiences. so that they do not look at only one side Peer learning is a method of teaching and
learning. focusing on students to work in small groups with group members with different abilities to
enhance the learning capacity of each person support to help each other until achieving the set goals
In addition, collaborative learning also promotes working together as a group or team in a democratic
system. It develops emotional intelligence and can adapt to being with others happily.

Keywords: Peer-Assisted Learning

บทนำ

การจัดการเรียนการสอนเปVนกระบวนการหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับผู8เรียนและผู8สอน บทบาท
ของผู8สอนในการจัดบรรยากาศการเรียนที่เอื้อเฟìอให8ผู8เรียนสามารถเรียนรู8ได8ดีตามวิธีของตนเอง
จะชDวยกระตุ8นและสDงเสริมให8ผู8เรียนสามารถพัฒนาระบบความคิด รู8จักการสร8างสรรคM การแสวงหาความร8ู
ด8วยตนเอง จากแหลDงความรู8ที่มีอยูDอยDางหลากหลายในป$จจุบัน นอกจากนี้บทบาทสำคัญอีกประการหน่ึง
ของผู8สอนนั้นก็คือ การคิดค8นนวัตกรรมการสอนที่มีความทันสมัยและให8คุณประโยชนMตDอผู8เรียนมากที่สุด
ชDวยสรา8 งโอกาสในการพฒั นาตนเองตามศักยภาพสูงสดุ และตDอเนอื่ งเพ่อื เปนV การสรา8 งสนั นวัตกรรมการสอน

การนำกลเราวิธีเพื่อนชDวยเพื่อนมาใช8พัฒนาทักษะการเรียนโดยธรรมชาติแล8วผู8เรียนจะเรียนร8ู
และรDวมกิจกรรมกับเพื่อนและพูดคุยกันด8วยความเข8าใจมากกวDาบุคคลอื่น จึงสอดคล8องกับกลวิธีการเรียนร8ู
แบบเพื่อนชDวยเพื่อนซึ่งเปVนกลวิธีที่สามารถเพิ่มพูนเจ็ดคติที่ดีตDอการเรียนและสามารถชDวยปรับปรุงอุปนิสัย
ของผู8เรียนอีกด8วยนับเปVนกิจกรรมการเรียนการสอนที่สDงเสริมให8เกิด ปฏิสัมพันธMระหวDางผู8เรียนกับผู8เรียน
โดยเฉพาะอยDางยิ่งในการปฏิบัติกิจกรรมเปVนคูD (Caserta-Henry,1996) บทความนี้จึงมีวัตถุประสงคMเพื่อศึกษา
แนวคิดเกย่ี วกบั เทคนิคการสอนแบบ “เพื่อนชวD ยเพื่อน” (Peer Assist)

ความหมายการเรยี นรูKแบบเพื่อนชUวยเพ่ือน
“เพื่อนชDวยเพื่อน” เปVนการจัดการความรู8กDอนลงมือทำกิจกรรม (Learning Before Doing)

เพื่อแสวงหาผู8ชDวยที่มีความแตกตDางมาแลกเปลี่ยนประสบการณMความรู8 เพื่อขยายกรอบความคิดให8กว8าง
และมีประสิทธิภาพมายิ่งขึ้น โดยอาศัย “คน” เปVนธงนำเปzดมุมมองความคิดที่หลากหลายจากการแลกเปลี่ยน
ระหวาD งทมี ทมี่ ีทกั ษะความสามารถและประสบการณทM ี่แตกตDางกนั ทำใหไ8 มมD องอะไรเพยี งดา8 นเดยี ว

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 80 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

Office of Educational Research and Improvement (1992) ไ ด 8 ใ ห 8 ค ว า ม ห ม า ย
ของ Cooperative Learning วDาเปVนกลยุทธMทางการสอนที่ประสบผลสำเร็จในทีมขนาดเล็ก ซึ่งนักเรียน
มีระดับความสามารถแตกตDางกันใช8ความหลากหลายของกิจกรรมการเรียน เพื่อการปรับปรุงความเข8าใจ
ตDอเนื้อหาวิชา สมาชิกแตDละคนในทีมมีความรับผิดชอบไมDเพียงแตDเฉพาะการเรียนรู8แตDยังรวมถึงการชDวยเหลือ
เพือ่ นรวD มทมี ในการเรียนรูด8 8วย นอกจากน้ยี ังมกี ารสร8างบรรยากาศเพ่ือใหบ8 ังเกดิ การบรรลผุ ลสำเรจ็ ทตี่ ง้ั ไว8ด8วย

Penn State University College of Education (2004) ไ ด 8 ใ ห 8 ค ำ จ า ก ั ด ค ว า ม ข อ ง
Collaborative Learning วDามีคุณลักษณะของการแบDงป$น เข8าใจเปÖาหมายมีการยอมรับซึ่งกันและกันเชื่อม่ัน
และมีขอบเขตความรับผิดชอบที่ชัดเจน มีการติดตDอสื่อสารในสิ่งแวดล8อมที่เปVนทั้งแบบเปVนทางการและไมDเปVน
ทางการมีการตัดสินใจจากการลงความเห็นรDวมกันซึ่งผู8สอนจะเปVนผู8เอื้ออำนวยและชี้แนะให8นักเรียนได8
มองเหน็ ทางออกของป$ญหาน้ัน ๆ

Thirteen Organization (2004) ได8สรุปวDา Collaborative Learning เปVนวิธีการหนึ่งของการ
สอนและการเรียนรู8ในทีมของนักเรียนด8วยกันเปVนการเปzดประเด็นคำถามหรือสร8างโครงการที่เต็มไปด8วย
ความหมาย ตัวอยDางเชDน การท่ีกลุDมของนักเรียนไดม8 ีการอภิปราย หรือการที่นักเรียนจากโรงเรียนอื่น ๆ ทำงาน
รDวมกันผDานอินเทอรMเน็ตเพื่อแบDงป$นงานที่ได8รับมอบหมาย สDวน Cooperative Learning เปVนการมุDงเน8น
โดยเบื้องต8นที่การทำกิจกรรมกลุDมเปVนแบบเฉพาะเจาะจงรูปแบบของการรDวมมือ ซึ่งนักเรียนจะทำงานรDวมกัน
ในกลุDมเล็กในโครงสร8างของกิจกรรมทุกคนจะมีความรับผิดชอบในงานของพวกเขาโดยทุกคนสามารถเข8าใจถึง
การทำงานเปVนกลุDมเปVนอยDางดีและการทางานกลุDมแบบ Cooperative นั้นจะมีการทำงานในลักษณะ
เผชญิ หน8า (Face –to –face) และเรยี นรเู8 พ่อื ทางานเปVนทีม

สรปุ ได8วDา การเรยี นรแ8ู บบรวD มมือ (Cooperative and Collaborative Learning)
เปVนวิธีการจัดการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่งที่เน8นให8ผู8เรียนลงมือปฏิบัติงานเปVนกลุDมยDอยโดยมีสมาชิกกลุDม
ที่มีความสามารถที่แตกตDางกัน เพื่อเสริมสร8างสมรรถภาพการเรียนรู8ของแตDละคนสนับสนุนให8มีการชDวยเหลือ
ซึ่งกันและกันจนบรรลุตามเปÖาหมายที่วางไว8 นอกจากนี้การเรียนรู8แบบรDวมมือยังเปVนการสDงเสริมการทำงาน
รDวมกันเปVนหมูDคณะหรือทีมตามระบอบประชาธิปไตยเปVนการพัฒนาความฉลาดทางอารมณMสามารถปรับตัว
ให8อยDกู ับผู8อื่นไดอ8 ยาD งมคี วามสขุ

แนวคดิ และทฤษฎี
การสอนแบบ “เพื่อนชDวยเพื่อน” (Peer Assist) เปVนการจัดการองคMความรู8กDอนการลงมือทำ

กิจกรรม (Learning Before Doing) เพื่อเปVนการแสวงหาผู8ชDวยที่มีความสามารถที่แตกตDางมาแลกเปลี่ยน
ประสบการณMความรู8 เพื่อขยายกรอบความคิดให8กว8างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยอาศัยคนมาเปVนธงนำ
(People Driven) เปดz มุมมองทางด8านความคิดทหี่ ลากหลายจากการแลกเปล่ยี นกันระหวDางทมี หรือบคุ คลตDอบุคคล

กลวิธีการเรียนรู8แบบเพื่อนชDวยเพื่อน หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู8เปVนกลุDมยDอย
หรือเปVนคูD ผู8เรียนมีสDวนรDวมในการทำกิจกรรมโดยคอยชDวยเหลือซึ่งกันและกันหรือให8มีการผลัดเปลี่ยนกัน

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 81 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

เพื่อเปVนผู8สอนและผู8เรียน เพื่อให8ได8มาซึ่งความรู8ความเข8าใจเกี่ยวกับบทเรียน โดยครูผู8สอนมีหน8าที่เพียงผู8ให8
คำแนะนำและจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนใหเ8 หมาะสมกับผเ8ู รียน

การสอนแบบเพื่อนชDวยเพื่อน หมายถึง กิจกรรมการสอนอีกประเภทหนึ่งที่จัดให8ผู8เรียน
ได8ชDวยเหลือเกื้อกูลกัน คือ เพื่อนชDวยเพื่อนในลักษณะเกDงชDวยอDอนเปVนวิธีการที่คนเกDงจะชDวยอธิบายแนะนำ
และชDวยแก8ไขป$ญหาให8แกDคนที่มีผลการเรียนอDอนกวDา การจัดกิจกรรมในลักษณะนี้เปVนการจัดเพื่อให8ผู8เรียน
ได8มีสDวนรDวมในการคิดวางแผน ปฏิบัติ ประเมินผล ทำให8ผู8เรียนได8มีโอกาสในการเรียนรู8ได8พิจารณาและค8นหา
ความรู8ความสามารถของตนเองให8ผู8เรียนได8มองเห็นภาพลักษณMแหDงตนตัวตนในอุดมคติและการมองเห็นคุณคDา
ของตนเองตDอความสำเร็จในการเรียนรู8 สิ่งตDาง ๆ เหลDานี้จะชDวยให8ผู8เรียนได8หลDอหลอม รัก และมีความพร8อม
ที่จะเรียนมีความสุขในการเรียน โดยเน8นให8มีการทำกิจกรรมการเรียนการสอนแบบตDอเนื่อง อาทิ การสอน
ด8วยการจับคูD (One to One Tutoring) กลDาวคือ เปVนรูปแบบการสอนที่ให8ผู8เรียนที่มีความสามารถ
ทางการเรียนดีกวDา เลือกจับคูDกับผู8เรียนที่มีความสามารถทางการเรียนต่ำกวDาหรือด8อยกวDา แล8วทำหน8าที่
ในการสอนในเรอ่ื งทตี่ นเองมีความถนดั และมที ักษะที่ดี

การใช8กิจกรรมแบบเพื่อนชDวยเพื่อนตามทรรศนะของสุคนธM สินธพานนทM และคณะ (2545)
เห็นวDาการเรียนรู8แบบเพื่อนชDวยเพื่อน เปVนการเรียนรู8โดยให8ผู8เรียนชDวยเหลือซึ่งกันและกัน แทนที่จะให8ครูสอน
โดยตรง (ชูศรี วงศMรัตนะ และคณะ, 2545) โดยวิธีการเรียนการสอนสามารถกำหนดรูปแบบให8เพื่อนชDวยเหลือ
แนะนำเพื่อนโดยตรงหรือใช8สื่อการเรียนรู8อื่น ๆ มาประกอบซึ่งกลวิธีการเรียนรู8ในลักษณะดังกลDาว เปVนวิธีการ
เรียนการสอนวิธหี นึง่ ทีส่ บื ทอดมาจากเจตนารมณขM องปรชั ญาการศึกษาที่วDา "Learning by Doing"

รปู แบบกลวธิ กี ารเรยี นรูKแบบเพือ่ นชวU ยเพื่อน
นักการศึกษาหลายคนได8ประมวลการสอนที่มีแนวคิดจากกลวิธีสอนการเรียนรู8แบบเพื่อนชDวยเพื่อน

ไว8หลากหลาย รายละเอยี ด ดังนี้
Miller, Barbetta and Heron (อ8างใน ประนอม ดอนแก8ว, 2550, หน8า 14) ได8กลDาวถึง

รูปแบบกลวิธีการเรียนรแู8 บบเพื่อนชวD ยเพื่อนไว8หลายรปู แบบ ดังน้ี
1. การสอนโดยเพื่อนรDวมชั้น (Classwide-Peer Tutoring) เปVนการสอนที่เปzดโอกาส

ให8ผู8เรียนทั้งสองคนที่จับคูDกันมีสDวนรDวมในการเรียนการสอน โดยให8ผู8เรียนทั้งสองสลับบทบาทเปVนทั้งนักเรียน
ผ8สู อนท่ีคอยถาD ยทอดความรใู8 หแ8 กDนักเรียนผ8ูเรียนและนักเรยี นผู8เรยี นซ่ึงเปนV ผท8ู ไี่ ดร8 บั การสอน

2. การสอนโดยเพื่อนตDางระดับชั้น (Cross-Age Peer Tutoring) เปVนการสอนที่มีการจับคDู
ระหวDางผู8เรียนที่มีระดับอายุแตกตDางกัน โดยให8ผู8เรียนที่มีระดับอายุสูงกวDาทาหน8าที่เปVนผู8สอนและให8ความรู8
ซึง่ ผู8เรยี นท้ังสองคนไมจD าเปนV ต8องมีความสามารถทางการเรียนท่ีแตกตาD งกันมาก

3. การสอนโดยการจับคูD (One-to-One Tutoring) เปVนการสอนที่ให8ผู8เรียนที่มีความสามารถ
ทางการเรียนสูงกวDาเลือกจับคูDกับผู8เรียนที่มีความสามารถทางการเรียนตDากวDาด8วยความสมัครใจของตนเอง
แลว8 ทำหน8าท่ีสอนในเรื่องที่ตนมีความสนใจมคี วามถนัดและมีทักษะท่ีดี

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 82 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

4. การสอนโดยบุคคลทางบ8าน (Home-Based Tutoring) เปVนการสอนที่ ให8บุคคลที่บ8าน
ของผู8เรียนมีสDวนรDวมในการสอนให8ความชDวยเหลือในการพัฒนาความรู8ความสามารถแกDบุตรหลานของตน
ระหวาD งทบ่ี ุตรหลานอยทDู ่ีบา8 น

Maheady (1994, p. 269-289) ได8รวบรวมกลวธิ กี ารเรยี นร8แู บบเพ่อื นชDวยเพือ่ นดังน้ี
1. การสอนโดยเพื่อนตDางระดับชั้น (Cross-Age Tutoring) เปVนการสอนที่มีการจับคูDระหวDาง

ผู8เรียนที่มีระดับอายุแตกตDางกัน โดยให8ผู8เรียนที่อยูDในระดับชั้นสูงกวDาหรือผู8เรียนที่มีอายุกวDาซึ่งอยูDภายใต8
การดูแลและความควบคุมของครูผู8สอนเปVนผู8รับผิดชอบชDวยเหลือและถDายทอดความรู8แกDผู8เรียน
ทม่ี ีความสามารถทางการเรียนนอ8 ยกวDา

2. การสอนโดยการสลับบทบาท (Reverse-Role Tutoring) เปVนการสอนที่ให8ผู8เรียนจับคูDกัน
ทำกิจกรรม โดยเปVนการจับคูDระหวDางผู8เรียนที่มีระดับอายุมากกวDาแตDเปVนผู8ที่มีความสามารถทางการเรียน
มากกวDาหรือเปVนผู8ที่มีความบกพรDองในการเรียนรู8กับผู8เรียนที่อายุน8อยกวDาแตDมีระดับสติป$ญญาที่อยูDใระดับปกติ
ผ8ูเรียนทั้งสองจะได8สลับบทบาทกันเปVนทั้งนักเรียนผู8สอนซึ่งเปVนผู8ที่ถDายทอดความรู8และนักเรียนผู8เรียนซึ่งเปVน
ผู8ท่ไี ด8รบั การสอน การสอนนย้ี งั เปนV การสอนที่สงD เสริมใหผ8 ู8เรยี นเกดิ ความร8สู ึกมองเห็นคุณคาD ในตนเอง

3. การสอนโดยเพื่อนรDวมชั้น (Classwide-Peer Tutoring) เปVนการสอนที่มีการจัดกิจกรรม
โดยครูแบDงผู8เรียนออกเปVนสองทีมภายในแตDละทีมมีการจับคูDกันเพื่อรDวมกันทำกิจกรรมผู8เรียนแตDละคูDจะได8สลับ
บทบาทกันเปVนทั้งนักเรียนผู8สอนและนักเรียนผู8เรียนในขณะทำกิจกรรม หากนักเรียนผู8เรียนทำสิ่งใดได8ถูกต8อง
จะได8รับการเสริมแรงจากนักเรียนผู8สอนเพื่อนเปVนการ สร8างกำลังใจแกDนักเรียนผู8เรียนและการสอนนี้ยังเปVนวิธี
สอนที่สร8างแรงจูงใจให8แกDผู8เรียนอีกด8วย เนื่องจากมีการแขDงขันระหวDางทีมมีการประกาศทีมที่ชนะและมอบ
ของรางวัลให8

หลกั การใชกK ลวิธีการเรียนรแูK บบเพื่อนชUวยเพ่ือน
Bender (2002, p. 115-139) กลDาวถึงหลักการใช8กลวิธีการเรียนรู8แบบเพื่อนชDวยเพื่อวDาการให8

เพอื่ นชDวยเพอื่ นจะมปี ระสิทธภิ าพสูงสดุ นนั้ ควรดำเนินไปตามหลักเกณฑM ดงั น้ี
1. เพื่อนผู8สอนจะต8องมีทักษะที่จำเปVน เชDน ความเข8าใจในจุดประสงคMของการสอนจำแนกได8

วDาคำตอบที่ผิดและคำตอบที่ถูกตDางกันอยDางไร รู8จักการให8แรงเสริมแกDเพื่อนผู8เรียนรู8จักบันทึกความก8าวหน8า
ในการเรยี นของเพือ่ นผเ8ู รียนและมนุษยสมั พนั ธMทีด่ กี บั เพื่อนผเ8ู รียน

2. กำหนดจุดประสงคMเชิงพฤติกรรมให8ชัดเจน ทั้งนี้เพื่อให8บุคคลทั้งสองชDวยกันบรรลุ
เปาÖ หมายในการเรียน

3. ครเู ปVนผ8กู ำหนดขน้ั ตอนในการสอนใหช8 ดั เจนและใหเ8 พ่อื นผเ8ู รยี นดำเนนิ การตามขน้ั ตอนเหลDานัน้
4. สอนทีละขน้ั หรอื ทีละแนวคิดจนกวDาเพ่ือนผ8ูเรียนเข8าใจดีแลว8 จึงสอนขัน้ ตอD ไป
5. ฝàกให8เพื่อผู8สอนเข8าใจพฤติกรรมการแสดงออกของเพื่อนผู8เรียนด8วยวDา พฤติกรรมใดแสดง
วาD เพ่อื นผู8เรียนไมเD ขา8 ใจ ท้งั นี้จะได8แก8ไขถูกตอ8 ง

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 83 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

6. เพื่อนผู8สอนควรบันทึกความก8าวหน8าในการเรียนของเพื่อนผู8เรียนตาม จุดประสงคM
เชิงพฤติกรรมท่กี ำหนดไว8

7. ครูผู8ดูแลรับผิดชอบจะต8องติดตามผลการสอนของเพื่อนผู8สอนและการเรียนของเพื่อน
ผูเ8 รยี นด8วยวDาดำเนินการไปในลกั ษณะใด มีปญ$ หาหรือไมD

8. ครใู ห8แรงเสรมิ แกDทัง้ 2 คนอยDางสม่ำเสมอ
9. ชDวงเวลาในการให8เพื่อนชDวยเพื่อนไมDควรใช8เวลานานเกินไปงานวิจัยระบุวDาระยะเวลา
ท่ีมปี ระสิทธภิ าพในการให8เพื่อนชDวยเพอื่ นในระดับช้นั ประถมศกึ ษาอยDูระหวาD ง 15– 30 นาที
10. เพื่อนผู8สอนมีการยกตัวอยDางประกอบการสอน จึงจะชDวยให8เพื่อนผู8เรียนเรียนเข8าใจ
เนอื้ หาไดด8 ีย่งิ ข้ึน
สรุปได8วDา รูปแบบกลวิธีการเรียนรู8แบบเพื่อนชDวยเพื่อนมีหลากหลายรูปแบบผู8สอนสามารถ
เลือกรูปแบบกลวิธีการเรียนรู8ให8เหมาะสมกับระดับความสามารถผู8เรียนได8 โดยคำนึงถึงศักยภาพของผู8เรียน
ในแตDละคนแตDละระดับชั้น การสอนที่ให8ผู8เรียนที่มีความสามารถทางการเรียนสูงกวDาเลือกจับคูDกับผู8เรียน
ที่มีความสามารถทางการเรียนต่ำกวDาด8วยความสมัครใจของตนเองแล8วทำหน8าที่สอนในเรื่องที่ตนมีความสนใจ
มีความถนัดและมีทักษะที่ดี การเรียนแบบเพื่อนชDวยเพื่อน เปVนวิธีการที่มุDงให8นักเรียนเกิดแรงจูงใจตDอการเรียน
มากขึ้น เนื่องจากนักเรียนทุกคนเปVนผู8ที่มีบทบาทในกิจกรรมการเรียนการสอนการนำวิธีการสอนแบบเพื่อนชDวยเพื่อน
มาชDวยแก8ป$ญหาการจัดการเรียนการสอน ควรจะต8องสร8างแรงจูงใจแกDเพื่อนนักเรียนที่ชDวยสอนให8ได8รับ
ผลประโยชนMตอบแทนทั้งรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งเปVนบันไดขั้นแรกแหDงความสำเร็จด8วยการหากิจกรรมที่
กระตุ8นให8นักเรียนพร8อมที่จะให8ความรDวมมือชDวยเหลือครูและเพื่อนนักเรียนอยDางเต็มใจและพึงพอใจสนับสนุน
ให8มีการชDวยเหลือซึ่งกันและกัน จนบรรลุตามเปÖาหมายที่วางไว8 นอกจากนี้การเรียนรู8แบบรDวมมือยังเปVน
การสDงเสริมการทางานรDวมกันเปVนหมูDคณะเปVนการพัฒนาความฉลาดทางอารมณMสามารถปรับตัวให8อยูDกับผู8อ่ืน
ไดอ8 ยาD งมคี วามสขุ

บรรณานกุ รม
จไุ รรัตนM สุดรุDง. 2559. การนเิ ทศแบบเพ่ือนช^วยเพอื่ น : ทางเลือกหนงึ่ ในการพฒั นาวิชาชีพครทู ่ยี ่งั ยืน. วารสาร

ศกึ ษาศาสตรM มสธ. ปÇท่ี 9 ฉบับที่ 2 (ก.ค. - ธ.ค.) 2559.
พนิ ดา วราสนุ ันทM. 2558. การพัฒนาผู>เรียนโดยการใหข> อ> มูลย>อนกลับโดยเพอื่ น. วารสาร

มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม (มนษุ ยศาสตรMและสังคมศาสตรM ปทÇ ่ี 9 ฉบับท่ี 1 (ม.ค. – เม.ย.) 2558.
ฉัตรชยั ไชยวฒุ ิ. 2552. การใชก> ระบวนการนิเทศแบบเพ่ือนชว^ ยเพอื่ นในโรงเรยี นอนบุ าลสภาพร. การคน8 ควา8

แบบอิสระ ศึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหมD.
อรศริ ิ เลศิ กิตตสิ ขุ และดวงกมล ลิมโกมทุ . 2552. การสอนแบบเพือ่ นช^วยเพ่อื น. สบื ค8นจาก

http://www.thaigoodview.com/node/42182. ออนไลนM วันท่ี 30 สิงหาคม 2565.
Vicharn Panich. เทคนิค “เพอ่ื นช^วยเพอื่ น”. สบื ค8นจาก

http://gotoknow.org/blog/thaikm/2415. ออนไลนM วนั ที่ 30 สงิ หาคม 2565.

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา - 84 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

การจดั การเรียนดนตรรี ปู แบบออนไลน=
Online music learning management.

ศพุ รรณญา ทาริยะวงศ1K 5
Suphanya Thariyawong

หลกั สูตรศึกษาศาสตรบัณฑติ (4 ป)5 คณะศิลปศึกษา สถาบนั บณั ฑิตพัฒนศิลป=
Bachelor of Education program (4 years), Faculty of Art Education, Bunditpatanasilpa Institute.

บทคดั ยอU

ในป$จจุบันการพัฒนาศักยภาพเด็กพิเศษมีวิธีการที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือการใช8กิจกรรม
ดนตรีบำบัด บทความวิชาการนี้จึงมีจุดประสงคMในการนำเสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับสร8างความสุขและพัฒนาเด็ก
พิเศษด8วยดนตรีบำบัดเพื่อศึกษาวิธีสร8างกิจกรรมทางดนตรีที่จะชDวยสDงเสริมพัฒนาการ พฤติกรรม
และความสามารถอื่น ๆ ที่สDงผลตDอการรับรู8และการตอบสนองตามองคMประกอบดนตรีท่ีเกี่ยวข8องกับการพัฒนา
และสงD เสรมิ การเรยี นร8ขู องนกั เรียนท่มี คี วามต8องการพเิ ศษ

คำสำคัญ : การจัดการเรยี นร,8ู ออนไลน,M ดนตรี

Abstract

At present, the development of special children's potential has a variety
of methods. one of them is the use of music therapy activities This academic article therefore
aims to present the essence of creating happiness and developing children with special needs
through music therapy to study how to create music activities that will promote development,
behavior and other abilities that affect perception and Responses based on musical elements
are relevant to the development and promotion of learning for students with special needs.

Keywords : Music Therapy, Special Children, Music Activities

15 นกั ศึกษาสาขาดนตรีศกึ ษา, หลกั สตู รศกึ ษาศาสตรบัณฑิต (4 ป:) คณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลปA
E – mail : [email protected]

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 85 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

บทนำ
ด8วยสถานการณMการแพรDระบาดของโรคโควิด-19 ในป$จจุบัน สDงผลให8มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ

การเรียนการสอนแบบใหมD โดยการสร8างการเรียนรู8ในรูปแบบออนไลนM (Online Learning) ผDานเครือขDายอินเทอรMเน็ต
ถูกนำมาใช8ในการแก8ป$ญหา ซึ่งเปVนนวัตกรรมการเรียนการสอนที่นDาสนใจอีกรูปแบบหนึ่ง ผู8เรียนและผู8สอนมี
การจัดการเรียนการสอนเปรียบเสมือนได8อยูDในห8องเรียนจริง สามารถเห็นใบหน8ากัน โดยมีทั้งภาพเคลื่อนไหว
และเสียง สามารถซักถาม พูดคุยหรือโต8ตอบกันได8ทันทีที่ต8องการ ผู8เรียนสามารถเรียนได8ทุกที่ ซึ่งผู8เรียน
และผู8สอนจะต8องมีการนัดเวลาเรียนเวลาสอนตรงกันหรือมีการจัดตารางการเรียนการสอน จึงทำให8ผู8ที่อยูDหDางไกล
ได8รับโอกาสทางการศึกษาเทDาเทียมกัน (ณัฐสินี ภาณุศานตM, 2553, น. 3) โดยรูปแบบการเรียนออนไลนMนำมาใช8
เพื่อลดการสัมผัสและการแพรDระบาดของโรคโควิด-19 ตามนโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
ปÇงบประมาณ พ.ศ. 2564-2565 โดยมุDงพัฒนาผู8เรียนทุกระดับการศึกษาให8มีความรู8ให8ทันสมัยและทันการ
เปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ดังนั้น ผู8สอนและผู8เรียนในรายวิชาดนตรีซึ่งเปVนรายวิชาที่มีการเรียนปฏิบัติ
ควบคDูกบั ทฤษฎี ซึง่ จะต8องปรับตัวใหส8 ามารถเรยี นรไ8ู ดอ8 ยาD งมีประสิทธิภาพ เพ่ือเพม่ิ ทักษะและความรใ8ู นการรับมือ
กบั รปู แบบการเรียนใหมD พรอ8 มรับกบั สถานการณปM จ$ จุบันและสถานการณMท่ไี มDคาดคดิ ทอ่ี าจเกิดขึน้ ในอนาคตได8

รูปแบบการจัดการเรียนออนไลนI
1. การเรยี นการสอนออนไลนMดว8 ยรปู แบบ Massive Open Online Courses: MOOC เปนV รูปแบบ

การเรียนการสอนออนไลนMที่มีการปฏิสัมพันธMระหวDางผู8สอนและผู8เรียน ซึ่งเปVนห8องเรียนออนไลนMที่มีขนาดใหญD
สําหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนทั่วไปที่สนใจเข8าเรียนในสาขาที่ตนเองต8องการพัฒนา
โดยมีองคMประกอบ ได8แกD วิดีโอการสอนบรรยายเนื้อหาและการยกตัวอยDางประกอบ เอกสารการสอนแบบ
ออนไลนM การตอบโต8แสดงความคิดเห็นระหว-างผู1สอนและผู1เรียน การประเมินผลการเรียน และการทดสอบ
(ชโรชนี ยี @ ชยั มินทร,@ 2562, น. 46)

2. การสอนด8วยรปู แบบ Moodle (Modular Object-Oriented Dynamic Learning Environment)
เปVนระบบ LMS ระบบหนึ่งที่ได8รับความนิยมมากที่สุดในป$จจุบัน มีระบบการจัดการเว็บไซตM ซึ่งรองรับกลุDมผู8ใช8
3 กลุDม คือผู8ดูแลระบบ ผู8สอนและผู8เรียน โดยผู8สอนสามารถออกแบบรายวิชาได8ตามความต8องการ สามารถสร8าง
บทเรียนหรือสร8างแบบทดสอบตDาง ๆ และอัพโหลดขึ้นในเว็บไซดMของรายวิชาได8อยDางงDาย ผู8เรียนสามารถเข8าถึง
เนื้อหาและแบบทดสอบตDาง ๆ ของบทเรียนผDานทางเว็บไซตM สามารถติดตDอสื่อสารกันผDานทางเครื่องมือการสื่อสาร
ภายในระบบ ผู8ดูแลระบบสามารถเก็บบันทึกข8อมูลการเข8าใช8งานของผู8เรียน เพื่อให8ผู8สอนนำไปวิเคราะหMติดตาม
และประเมินผลการเรียนการสอนในรายวิชานั้นได8อยDางมีประสิทธิภาพ (ธัญญธร เมธาลักษณM, มธุวัลยM ศรีคง
และสุพตั รา สวาD งกุล, 2562, น. 148 - 149)

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 86 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

3. วิธีการเรียนการสอนออนไลนMผDานโปรแกรมการประชุมออนไลนMได8เชDน โปรแกรม Zoom
โปรแกรม Google Meeting Hangout เปVนต8น ซึ่งเปVนโปรแกรมการประชุมวิดีโอทางไกลที่ผู8สอนสามารถ
เตรียมเอกสารประกอบการสอน เชDน PowerPoint วิดีโอ รูปภาพ เอกสารการสอนในรูปของไฟลM Word
Excel เปVนต8น โดยที่ผู8สอนและผู8เรียนสามารถมีปฏิสัมพันธMระหวDางการเรียนการสอนได8 รวมทั้งสามารถบันทึก
ไฟลMภายหลงั การสอนเพ่อื ให8สามารถเรยี นยอ8 นหลงั ได8 (เครือหยก แยม8 ศร,ี 2560, น. 36)

การจัดการเรียนของผKูสอนรายวิชาดนตรีในรปู แบบออนไลนI
ผู8สอนมีบทบาทผู8ถDายทอดเนื้อหาและองคMความรู8ตDาง ๆ ให8กับผู8เรียนให8เกิดความเข8าใจในเนื้อหา

ประสบการณM ความเชี่ยวชาญของผู8สอนมีสDวนทำให8การสอนออนไลนMบรรลุเปÖาหมาย ซึ่งบทบาทของผู8สอน
เปVนผู8ให8คำแนะนำ (Guide) พี่เลี้ยง (Mentor) เปVนผู8ฝàก (Coach) อำนวยความสะดวก (Facilitators)
(วิยา วาโย, อภิรดี เจริญนุกุล, ฉัตรสุดา กานกายันตM และจรรยา คนใหญD, 2563, น. 287) ผู8สอนจึงควรเตรียม
ความพร8อมในการจัดการเรียนรูว8 ิชาดนตรรี ปู แบบออนไลนM ดงั น้ี

1. เนื้อหา เนื้อหาเปVนสDวนที่สำคัญที่จะทำให8การเรียนการสอนสามารถบรรลุได8ตามวัตถุประสงคM
รายวิชาดนตรี ผู8สอนควรเตรียมเนื้อหาวิชาดนตรีให8มีความทันสมัยเหมาะสมกับผู8เรียน เนื้อหาควรมีความกระชับ
เข8าใจงDาย โดยเฉพาะการเรียนในรูปแบบออนไลนMควรเตรียมเนื้อหาให8เหมาะสมกับรูปแบบการเรียนใหมD
โดยคำนึงถึงความทันสมัยและการเชื่อมโยงข8อมูล สDงเสริมบทเรียนที่ให8นักเรียนค8นคว8าเพิ่มเติมผDานอินเตอรMเน็ต
เพื่อสร8างองคMความรู8และทักษะการค8นคว8าข8อมูลหรือแบบฝàกหัดการปฏิบัติดนตรีเพื่อพัฒนาทักษะดนตรี
โดยคำนึงความครบถ8วนของสาระดนตรี

2. สื่อการเรียน สื่อเปVนตัวกลางระหวDางผู8เรียนและผู8สอนในการชDวยเพิ่มความเข8าใจในเนื้อหา
รายวิชาดนตรีได8ดียิ่งขึ้น สื่อดนตรีควรใช8เสียงกDอนสัญลักษณMและควรจะมีความเข8าใจงDาย ชัดเจน ครอบคลุม
เนื้อหา และดึงดูดให8ผู8เรียนมีความอยากเรียนรู8มากขึ้น โดยเฉพาะสื่อที่ใช8ในการจัดการเรียนในรูปแบบออนไลนM
ผู8สอนควรศึกษาทำความเข8าใจกับสื่อที่ผลิตจากเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกกับรูปแบบการเรียนใหมD
เชDน เพลง วดี ีโอ เกม สไลดM เปนV ตน8

3. การจัดการเรียนการสอน การเรียนการสอนดนตรีมีความสำคัญมาก ผู8สอนในรายวิชาดนตรี
นอกจากการสอนทฤษฎีดนตรีแล8วผู8สอนควรคำนึงถึงเรื่องการสอนเสียงกDอนสัญลักษณM ดังนั้นผู8สอนควรเตรียมการสอน
โดยใช8หลักการสอนดนตรีตะวันตก ที่ผู8สอนเห็นสมควรวDาเหมาะสมกับผู8เรียนและสภาพแวดล8อมของผู8เรียน อาทิ
การสอนดนตรีของโคดาย (Kodaly Approach), การสอนดนตรีของดาลโครซ (Dalcroze Approach)
และการสอนดนตรีของออรMฟ (Orff Schuwerk) ซึ่งสามหลักการสอนนี้ได8รับการยอมรับวDาประสบผลสำเร็จ
ในการปฏิบัติอยDางดี โดยผู8สอนควรตรวจสอบเสียงและภาพกDอนทำการจัดการเรียนการสอนและควรใช8เวลา
ในการจดั การเรียนการสอนใหเ8 หมาะสมกบั ผ8เู รียน

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 87 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.

4. การวัดและประเมินผล ในรูปแบบเรียนออนไลนMผู8สอนควรมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัด
การเรียนการสอน การวัดประเมินผลให8เหมาะสมกับผู8เรียน และวัดประเมินตามสภาพจริง โดยคำนึงถึงข8อจำกัดใน
การดำเนินการทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีหรือสภาพแวดล8อมของผู8เรียน ซึ่งผู8สอนควรออกแบบเครื่องมือวัด
และประเมินผลที่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะการปÖองกันการทุจริตในการทำข8อสอบออนไลนMหรือภาระงาน
ท่มี อบหมาย

ขKอดขี อK เสียในการเรยี นออนไลนI จันทมิ า เอกวงษM (2552)
ขอK ดี
1. เออ้ื อำนวยใหก8 ับการตดิ ตDอสื่อสารท่ีรวดเรว็ ไมDจำกัดเวลาและสถานท่ี รวมท้งั บุคคล
2. ผเ8ู รยี นและผส8ู อนไมตD 8องเรียนและสอนในเวลาเดยี วกัน
3. ผเ8ู รยี นและผู8สอนไมตD อ8 งมาพบกันในห8องเรยี น
4. ตอบสนองความตอ8 งการของผ8เู รยี น
5. ตอบสนองความต8องการของผเู8 รยี นและผสู8 อนทไ่ี มDพรอ8 มดา8 นเวลาระยะทาง
6. ผู8เรียนที่ไมDมีความมั่นใจ กลัวการตอบคำถาม ตั้งคำถาม ตั้งประเด็นการเรียนรู8

ในห8องเรียน มีความกล8ามากกวDาเดิม เนื่องจากไมDต8องแสดงตนตDอหน8าผู8สอน และเพื่อนรDวมชั้นโดยอาศัย
เครือ่ งมือ เชนD อีเมล,M Webboard, Chat และNewsgroup แสดงความคิดเห็นได8อยDางอสิ ระ

ขKอเสยี
1. ไมDสามารถรบั รู8ความรูส8 กึ ปฏิกิรยิ าท่ีแทจ8 รงิ ของผ8เู รยี นและผ8สู อน
2. ไมสD ามารถส่ือความร8ูสกึ อารมณใM นการเรยี นร8ูได8อยDางแท8จรงิ
3. ผ8เู รียนและผสู8 อน จะตอ8 งมคี วามพร8อมในการใช8คอมพิวเตอรMและอนิ เทอรเM นต็
4. อาจมกี ารขัดข8องของเสยี งและภาพ
5. ผู1เรียนบางคนมีสภาพแวดล1อมที่ไม-เอื้ออำนวยต-อการเรียนออนไลน@ทั้งด1านอุปกรณ@

ทักษะการใช1งาน

สรุปและขKอเสนอแนะ
การแพรDระบาดของโรคโควิด -19 ทำให8เกิดการเปลี่ยนแปลงของการเรียนการสอนผู8สอนจำเปVนอยDางย่ิง

ที่จะต8องปรับตัวด8วยการศึกษาเทคโนโลยีและออกแบบการเรียนการสอนให8สอดคล8องกับสถานการณMป$จจุบัน
เพื่อให8การเรียนรู8มีความราบรื่นและบรรลุตามวัตถุประสงคM และการจัดการเรียนการสอนสามารถดำเนินไปได8
ตามปกติ ผู8สอนควรปรับเปลี่ยนของเนื้อหา สื่อ การจัดการเรียนรู8 และการวัดและประเมินให8เหมาะสม
เพราะผู8เรียนที่มีข8อจำกัดในการเข8าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศหรืออาจมีป$ญหาทางด8านภาระคDาใช8จDาย ทำให8พลาด
การเรยี นรู8

วารสารดนตรศี ึกษา คณะศิลปศึกษา - 88 - Vol. 1 No. 1 (2022)
Journal of Fed Music Ed.


Click to View FlipBook Version