The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Vol. 1 No. 1 (2022) :
วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2565)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pimlada Hw, 2022-09-30 01:39:07

วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา

Vol. 1 No. 1 (2022) :
วารสารดนตรีศึกษา คณะศิลปศึกษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2565)

บทนำ

การจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เปTนการจัดการศึกษาที่สำคัญของประเทศเพราะเปTนการจัด
การศึกษาที่มุIงผลิตและพัฒนากำลังคนในระดับมันสมองของประเทศ จึงจำเปTนอยIางยิ่งที่จะตFองทำใหFตFอง
พัฒนาสถาบันในระดับอุดมศึกษาใหFมีคุณภาพอยIางแทFจริง รัฐและผูFเกี่ยวขFองจะตFองถือวIาเปTนภารกิจที่สำคัญ
และจัดการศึกษาใหFมีคุณภาพอยIางแทFจริง (สุวิมล วIองวานิช, 2549 : 66) การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา
จะตFองผลิตบุคลากรที่มีความรูFความสามารถในแตIละสาขาออกสูIตลาดแรงงานในอาชีพตIาง ๆ ซึ่งเปTนพื้นฐานท่ี
สำคัญในการพัฒนาประเทศรวมทั้งมุIงเนFนพัฒนาองค5ความรูFใหFเกิดขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางวิชาการ
ระดับสูงในแตIละสาขาวิชา เปTนเครื่องมือและ ฐานกำลังสำคัญในทางความรูFความคิดและเทคโนโลยีชั้นสูง
ใหFกับประเทศ (สำนักคณะกรรมการ การศึกษาแหIงชาติ, 2541 : 1) ทั้งนี้สถาบันในระดับอุดมศึกษา
ตFองสามารถปรับตัวใหFเปTนผูFนำทางความคิดและเปTนแหลIงทรัพยากรทางปåญญาของสังคมอีกดFวย ซึ่งไดFกำหนด
ยุทธศาสตร5ที่สำคัญคือ การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาและความเปTนเลิศทางวิชาการ การขยายโอกาส
และความเทIาเทียมกันทางการศึกษา การเสริมสรFางประสิทธิภาพการบริหารอุดมศึกษา และระบบตรวจสอบ
ความสอดคลFองของผลผลิตของอุดมศึกษากับความตFองการของสังคม ทั้งดFานปริมาณ คุณภาพและทันการ
การพัฒนาความเปTนสากลของอุดมศึกษาไทยการเป³ดสูIภูมิภาค สIงเสริมภาคเอกชนใหFมีสIวนรIวมในการจัด
การศึกษา และใชFการบริหารจัดการแบบเอกชนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (สำนักมาตรฐานอุดมศึกษาทรวง
มหาวทิ ยาลัย, 2539 : 8 - 9)

เมื่อพูดถึงดนตรีเครื่องดนตรีชิ้นแรกของมนุษย5ที่ติดตัวมาตั้งแตIกําหนด คือ เครื่องกระทบ
เนื่องจากการเคลื่อนไหวรIางกายในแตIละสIวนจะมีการเคลื่อนไหวที่เปTนจังหวะสม่ำเสมอ เชIน การหายใจ
การเดิน การแกวIงแขน การปรบมือ ฯลฯ ถFาสังเกตจากการใชFชีวิตประจําวันของมนุษย5 จะเห็นไดFวIาในทุกการ
กระทําของมนุษย5สIวนใหญIนั้นจะมีการสรFางจังหวะในตัวของมันเอง ซึ่งถือไดFวIามนุษย5เรามีความสัมพันธ5กับ
พ้นื ฐานทางดนตรมี าตงั้ แตกI ําเนดิ เปTนสIวนทสี่ าํ คัญอยาI งมากของดนตรี น้นั คือ จังหวะ

จังหวะ คือความสั้นยาวของเสียงที่ทําใหFเกิดทIวงทํานองที่สามารถสะทFอนความรูFสึกที่มี
ความหมายหลากหลาย ความชFา - เร็วของจังหวะ อิทธิพลตIอการตอบสนองทางรIางกายจังหวะมักเรIงเรFา
ใหFรIางกายอยากแสดงออกอยIางใดอยIางหนึ่งออกมาตามจังหวะที่สื่อออกมาจากเพลง เชIน การเคาะตามจังหวะ
การเตFนรํา หรือการแสดงอาการอื่น ๆ จังหวะอาจรวมถึงเครื่องดนตรีบางประเภท เชIน กลองชุด หรือเครื่อง
กํากับจังหวะตIาง ๆ ที่มนุษย5สรFางขึ้นมาเพื่อใหFเปTนเครื่องชIวยเนFนย้ำจังหวะ ทําใหFดนตรีนั้นสามารถแสดง
อารมณ5ความรFูสกึ ไดFมากขึ้น

ผวูF จิ ยั ไดFทําการฝกó ซอF มรวมวงจงึ เล็งเห็นวาI เพื่อนรวI ม section เครือ่ งมอื เอกทรัมเปTตเปøาโนFตเพลง
และอIานโนFตไมIคลIองแคลIว เนื่องจากผูFเรียนขาดการฝóกซFอมเปTนเวลานานทำใหFการอIานโนFตและเปøาโนFต
ไมคI ลIองแคลวI บรรเลงเพลงไมIไพเราะ หากมกี ารรวมวงจะทำใหเF พือ่ นคนอื่นมานงั่ รอตนอIานโนFตทำใหFการซอF มลIาชาF

- 239 -

ผูFวิจัยจึงทำการศึกษาการพัฒนาทักษะการเปøาปรัมเปTทโดยวิธีสอนแบบเพื่อนชIวยเพื่อนสิ่งที่มี
ความสำคัญเปTนอยIางมากในการซFอมดนตรีคือ การเอาใจใสIหากวIาขาดการเอาใจใสIแลFวการเรียนขึ้นไวนับ
ตั้งแตIที่มนุษย5ไดFยินเสียงดนตรีอาจจะไมIสรFางความกFาวหนFาในการเรียนดนตรีซึ่งตรงกับหลักการดังที่ณรุทธ5
สุทธจิตต5 (2555 : 237) ไดFกลIาววIา การฝóกซFอมอยIางถูกตFองและสม่ำเสมอเปTนพื้นฐานสาคำญในการพัฒนา
ทักษะการเลนI ดนตรี

วตั ถุประสงคกC ารวิจยั
1. เพ่ือพฒั นาทักษะดFานการอาI นโนตF สากล
2. เพอ่ื พฒั นาทักษะการซอF มเคร่ืองมอื เอกทรัมเปตT นักศึกษาปริญญาตรีชั้นปWที่ 4 สาขาดนตรีสากล
3. เพอ่ื เปรยี บเทียบผลสัมฤทธขิ์ องผเFู รียนกIอนการฝกó และหลงั การฝóกปฏบิ ัติ

ประโยชนทC คี่ าดวา' จะไดMรบั
1. ผเFู รียนสามารถอาI นคIาตัวโนFตพน้ื ฐานไดถF ูกตอF งและแมIนยำ
2. ผFเู รยี นสามารถเปøาทรมั เปTตตามแบบฝóกหดั ไดอF ยาI งคลIองแคลIวแมIนยำ

ระเบยี บวธิ ีการวจิ ยั

บทความวิจัยนี้เปTนบทความวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีการใชFแบบทดสอบและ
แบบฝกó หดั สำหรบั การเก็บขอF มลู และใชวF เิ คราะหผ5 ลการวิจัย

1. ขนั้ ตอนการดำเนินการวจิ ยั
ระยะที่ 1 การตรวจสอบสภาพปåญหาและการวางแผนการวจิ ัย
ขั้นตอนที่ 1 ผูFวิจัยไดFทําการฝóกซFอมรวมวงจึงเล็งเห็นวIาเพื่อนรIวม section

เครื่องมือเอกทรัมเปTตเปøาโนFตเพลงและอIานโนFตไมIคลIองแคลIวจำนวน 3 คน เนื่องจากผูFเรียนขาดการฝóกซFอม
เปTนเวลานานทำใหFการอIานโนFตและเปøาโนFตไมIคลIองแคลIวบรรเลงเพลงไมIไพเราะ หากมีการรวมวงจะทำใหF
เพอื่ นคนอน่ื มานั่งรอตนอIานโนตF ทำใหFการซอF มลIาชFา

ขนั้ ตอนท่ี 2 ผFูวิจยั สรุปสภาพปญå หาและดาํ เนนิ การวางแผนในการศกึ ษาสาเหตุ
ของปญå หา

ขั้นตอนที่ 3 ผูFวิจัยดําเนินการศึกษาสาเหตุของปåญหา พบวIา ผูFเรียนสามารถ
อาI นโนตF คลอI งแคลIว บรรเลงเพลงไพเราะขึ้น เมื่อมีการรIวมวงกส็ ามารถบรรเลงไดทF นั ที

ขั้นตอนที่ 4 สรุปสาเหตุของปåญหาและวางแผนในการแกFไขปåญหาโดยฝóกซFอมตาม
แบบฝกó หัด

ระยะที่ 2 การดาํ เนนิ การแกFไขปญå หาตามแผนที่กําหนด
ขั้นตอนที่ 1 เนินการฝóกตามแบบฝóกหัดหลังเลิกเรียนใหFกับเพื่อนรIวม section

เครื่องมือเอกทรัมเปTตเปøาโนFตเพลงและอIานโนFตไมIคลIองแคลIวจำนวน 3 คน โดยการเรียนรูFผIานกิจกรรมการ
ฝกó ซFอมตามแผนท่ดี ําเนนิ การทก่ี ําหนด เปTนเวลา 2 ชวั่ โมงของทกุ ๆ วนั

- 240 -

ขั้นตอนที่ 2 ผูFวิจัยดําเนินการตรวจสอบผลการแกFไขปåญหาพบวIาเพื่อนรIวม
section เคร่อื งมือเอกทรมั เปTตเปøาโนFตเพลงและอIานโนตF ไมคI ลอI งแคลวI จำนวน 3 คน สนใจและฝóกซอF มเพ่มิ มากขน้ึ

ขั้นตอนที่ 3 สIงเสริมเพื่อนรIวม section และเพิ่มเติมบางสIวนโดยการเพิ่มเวลา
ในการสอนเสริมหลังเลิกเรียนจากวันละ 2 ชั่วโมง เปTนวันละ 3 ชั่วโมง และลดวันลง
เหลอื เพียงวนั จนั ทร5 พธุ และศกุ ร5

ระยะท่ี 3 การดาํ เนนิ การแกFไขปåญหาตามแผนการดาํ เนนิ การทพ่ี ัฒนา
ขั้นตอนที่ 1 ผูFวิจัยดําเนินการแกFไขปåญหาของเพื่อนรIวม section เครื่องมือเอก

ทรัมเปTตเปøาโนFตเพลงและอIานโนFตไมIคลIองแคลIวจำนวน 3 คน โดยวิธีการสอนแบบเพื่อนชIวยเพื่อนตามแผน
ดําเนนิ การทดี่ ําเนนิ การทีก่ ําหนด

ขั้นตอนที่ 2 ผูFวิจัยดําเนินการตรวจสอบผลการแกFไขปåญหา พบวIาผูFเรียนสามารถ
อาI นโนตF คลIองแคลIว บรรเลงเพลงไพเราะขนึ้ เม่อื มีการรวI มวงก็สามารถบรรเลงไดFทนั ที

ข้นั ตอนท่ี 3 สรปุ อภปิ รายผลและใหขF Fอเสนอแนะ
ระยะที่ 4 การเก็บรวบรวมขอF มูล

ขั้นตอนที่ 1 ดําเนินการศึกษาสาเหตุของปåญหาของเพื่อนรIวม section เครื่องมือ
เอกทรัมเปTตเปøาโนFตเพลงและอIานโนFตไมIคลIองแคลIวจำนวน 3 คน เนื่องจากผูFเรียนขาดการฝóกซFอม
เปTนเวลานานทำใหFการอIานโนFตและเปøาโนFตไมIคลIองแคลIว บรรเลงเพลงไมIไพเราะ หากมีการรวมวงจะทำใหF
เพอื่ นคนอนื่ มานัง่ รอตนอาI นโนFตทำใหFการซFอมลIาชาF โดยการใชบF บฝกó หดั และแบบทดสอบการเปาø ทรมั เปตT

ขั้นตอนที่ 2 ติดตามผลการดําเนินการแกFไขปåญหาท่ีเพื่อนรIวม section เครื่องมือ
เอกทรัมเปตT เปาø โนตF เพลงและอาI นโนตF ไมIคลIองแคลวI

2. ขอบเขตของการวิจยั
2.1 ขอบเขตประชากรและกลIุมตัวอยIาง
2.1.1 ประชากร นักศกึ ษาปรญิ ญาตรชี น้ั ปWที่ 4 สาขาดนตรีสากลเครอื่ งมอื เอกทรมั เปตT
2.1.2 กลIมุ ตัวอยIาง โดยคัดเลอื กแบบเจาะจงตามคณุ สมบัติ จำนวน 3 คน
2.2 ขอบเขตเนอื้ หา
2.2.1 เพลงฝกó หดั (Etude)
2.2.2 บทเพลง (Piece)
2.2.3 เพลงThe Ultimate Warm-up (ทดสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาปริญญาตรีชั้นปW

ที่ 4 สาขาดนตรีสากลเครอื่ งมอื เอกทรมั เปTต)
2.3 ตัวแปรทศี่ กึ ษา
ตวั แปรตFน คอื แบบฝกó พัฒนาทกั ษะการเปาø ทรัมเปตT
ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องพัฒนาทักษะการพัฒนาทักษะ

การเปøาปรัมเปTทโดยวิธีสอนแบบเพ่อื นชIวยเพื่อน

- 241 -

3. เครอื่ งมอื ใชใM นการวิจยั
3.1 แบบทดสอบ
3.2 แบบฝกó หดั
3.3 แบบสังเกตพฤตกิ รรม
3.4 แบบสมั ภาษณ5

4. การเกบ็ รวบรวมขMอมลู
1. ผูFวิจัยไดFทําการฝóกซFอมรวมวงจึงเล็งเห็นวIาเพื่อนรIวม section เครื่องมือเอกทรัมเปTตเปøา

โนFตเพลงและอIานโนFตไมIคลIองแคลIวจำนวน 3 คน เนื่องจากผูFเรียนขาดการฝóกซFอมเปTนเวลานานทำใหFการอIาน
โนFตและเปøาโนFตไมIคลIองแคลIว บรรเลงเพลงไมIไพเราะ หากมีการรวมวงจะทำใหFเพื่อนคนอื่นมานั่งรอตนอIาน
โนFตทำใหกF ารซอF มลาI ชFา

2. ผูFวิจัยสรุปสภาพปåญหาและดําเนินการวางแผนในการศึกษาสาเหตุของปåญหาคือ เนินการ
ฝóกตามแบบฝóกหัดหลังเลิกเรียนใหFกับเพื่อนรIวม section เครื่องมือเอกทรัมเปTตเปøาโนFตเพลงและอIานโนFต
ไมIคลIองแคลIวจำนวน 3 คน โดยการเรียนรูFผIานกิจกรรมการฝóกซFอมตามแผนที่ดําเนินการที่กําหนดเปTนเวลา
2 ช่ัวโมงของทุก ๆ วนั

3. ผูFจิจัยเนินการฝóกตามแบบฝóกหัดหลังเลิกเรียนใหFกับเพื่อนรIวม section เครื่องมือเอก
ทรัมเปTตเปøาโนFตเพลงและอIานโนFตไมIคลIองแคลIวจำนวน 3 คน โดยการเรียนรูFผIานกิจกรรม
การฝóกซFอมตามแผนดําเนินการที่กําหนด เปTนเวลา 2 ชั่วโมงของทุก ๆ วัน พบวIา เพื่อนรIวม section เครื่องมือ
เอกทรัมเปTตจํานวน 3 คนสามารถ Sight Reading โนFตเพลงไดF 2 คน และเปøาโนFตไดFตรงจังหวะไดF 1 คน
เห็นไดFวIาผูเF รียนมกี ารพฒั นาขน้ึ

4. ผูFวิจัยสIงเสริมเพื่อนรIวม sectionและเพิ่มเติมบางสIวน โดยการเพิ่มเวลา
ในการสอนเสริมหลังเลิกเรียน จากวันละ 2 ชั่วโมง เปTนวันละ 3 ชั่วโมง และลดวันลง เหลือเพียงวันจันทร5 พุธ
และศุกร5 พบวาI ผูFเรยี นทง้ั 3 คน สามารถสามารถ Sight Reading โนFตเพลงไดถF ูกตFองและเปøาโนตF ไดFตรงจงั หวะ
ไดทF ั้ง 3 คน

5. การวิเคราะหขC อM มลู
วเิ คราะหผ5 ลจากคะแนนทไี่ ดFจากเครื่องมอื การวิจัย ไดFแกI
5.1 แบบทดสอบ
5.2 แบบฝกó หดั
5.3 แบบสงั เกตพฤติกรรม
5.4 แบบสมั ภาษณ5

- 242 -

ผลการวจิ ัย

1. ผูFวิจัยไดFทำการตรวจสอบสภาพปåญหาโดยใชF เพลง The UltimateWarm - up พบวIาเพื่อน
รIวม section เครื่องมือเอกทรัมเปTตเปøาโนFตเพลงและอIานโนFตไมIคลIองแคลIวจำนวน 3 คน ที่ไมIสามารถ Sight
Reading โนตF เพลงและไมIสามารถเปøาโนตF ไดFตรงจังหวะ

2. ผูFวิจัยดำเนินการฝóกตามแบบฝóกหัดหลังเลิกเรียนใหFกับเพื่อนรIวม section เครื่องมือเอก
ทรัมเปTตโนFตเพลงและอIานโนFตไมIคลIองแคลIวจำนวน 3 คน โดยการเรียนรูFผIานกิจกรรม
การฝóกซFอมตามแผนดําเนินการที่กําหนด เปTนเวลา 2 ชั่วโมงของทุกๆวัน พบวIา เพื่อนรIวม section เครื่องมือ
เอกทรัมเปTตจํานวน 3 คน สามารถSight Reading โนFตเพลงไดF 2 คน และเปøาโนFตไดFตรงจังหวะไดF 1 คน
เหน็ ไดวF Iาผเู รยี นมีการพฒั นามข้ึน

3. ผFูวิจัยสIงเสริมเพื่อนรIวม sectionและเพิ่มเติมบางสIวน โดยการเพิ่มเวลาในการสอนเสริมหลัง
เลิกเรียน จากวันละ 2 ชั่วโมง เปTนวันละ 3 ชั่วโมง และลดวันลง เหลือเพียงวันจันทร5 พุธและศุกร5พบวIา ผูFเรียน
ทั้ง 3 คน สามารถสามารถ Sight Reading โนตF เพลงไดFถกู ตFองและเปาø โนFตไดFตรงจงั หวะไดFทง้ั 3 คน

สรปุ ผลการวจิ ัยและอภิปรายผล
1. ผูFวิจัยไดFทำการตรวจสอบสภาพปåญหาโดยใชF เพลง The Ultimate Warm-up พบวIาเพื่อน

รIวม section เครื่องมือเอกทรัมเปTตเปøาโนFตเพลงและอIานโนFตไมIคลIองแคลIวจำนวน 3 คน ที่ไมIสามารถ
Sight Reading โนFตเพลงและไมIสามารถเปøาโนFตไดตF รงจังหวะ

2. ผFูวจิ ยั เนนิ การฝกó ตามแบบฝóกหดั หลงั เลิกเรยี นใหกF ับเพอ่ื นรIวม section เครอ่ื งมอื เอกทรมั เปตT
เปาø โนFตเพลงและอIานโนFตไมคI ลอI งแคลวI จำนวน 3 คน โดยการเรียนรูผF าI นกจิ กรรมการฝóกซFอมตามแผนที่ดําเนิน

การทก่ี ําหนด เปนT เวลา 2 ชวั่ โมงของทุกๆวัน พบวาI เพอ่ื นรIวม section เครื่องมอื เอกทรัมเปตT
จาํ นวน 3 คน สามารถSight Reading โนFตเพลงไดF 2 คน และเปøาโนFตไดFตรงจงั หวะไดF 1 คน เห็นไดFวIาผูFเรียน
มกี ารพฒั นามข้ึน

3. ผFวู ิจัยสIงเสริมเพอ่ื นรIวม section และเพม่ิ เตมิ บางสวI น โดยการเพิม่ เวลาในการสอนเสรมิ หลงั
เลิกเรียน จากวันละ 2 ช่ัวโมง เปTนวนั ละ 3 ชว่ั โมง และลดวันลง เหลอื เพียงวันจนั ทร5 พธุ และศุกร5พบวาI ผเูF รียน
ท้ัง 3 คน สามารถสามารถ Sight Reading โนFตเพลงไดFถกู ตFองและเปาø โนตF ไดตF รงจงั หวะไดทF ง้ั 3 คน
ขอM เสนอแนะ

1. ขMอเสนอแนะในการนำผลวิจยั ไปใชM
ผูFสอนควรที่จะนำวิธีการสอนเสริมโดยใชFวิธีเพื่อนชIวยเพื่อนไปใชFในการแกFไขหรือพัฒนา

ทักษะอื่น ๆ ควรคำนึงถึงสภาพและพื้นฐานของผูFเรียน เพื่อที่จะไดFปรับเนื้อหา กิจกรรมการเรียนรFู
สื่อแบบประเมนิ ใหFเหมาะสมกบั สภาพการเรียนการสอนและสภาพของผFูเรียน

2. ขMอเสนอแนะในการวิจัยครัง้ ตอ' ไป
ควรมีการศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีตIอการสอนเสริมโดยใชFวิธีเพื่อนชIวยเพื่อน เพื่อศึกษา

ในสIวนทีด่ แี ละไมดI ขี องการใชวF ิธีการสอนเสริมโดยใชFวธิ เี พือ่ นชวI ยเพื่อน เพ่ือนำมาปรับปรงุ และแกไF ขตอI ไป

- 243 -

บรรณานกุ รม
กฤษณ5วิกรวงษว5นชิ, 2558 การศึกษาและวิจัยเสียงที่ดีของเครื่องดนตรี ประเภทฮอรนi สำหรับยุคปíจจุบัน.

วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ
ชัยวัฒน5 พรวัฒนานุกูล, (2546). ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปXที่ 1 จาก

บทเรียนคอมพิวเตอรiช2วยสอนเรื่องเครื่องดนตรีสากลประเภทเครื่องลมทองเหลือง.
วิทยานิพนธ5ปริญญา มหาบัณฑิต ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร5
ธนพล เศตะพราหมณ,5 (2561). Canon: คำอธบิ ายแบบบา0 นๆ. สบื คFน
จาก.https://setabrahms.wordpress.com/2018/01/29/canon-คาอธบิ ายแบบบFานๆ/
สริ อิ ร วชิ ชาวุธ5, (2554). จิตวิทยาการเรยี นร0.ู กรุงเทพฯ : สาํ นักพิมพม5 หาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร5.
ณัฐ เชียงทอง, (2555) วิจัยเรื่องแบบฝlกเสริมทักษะการอ2านโน0ตแรกเห็นแบบมีดนตรีประกอบสําหรับกีต0ารi
คลาสสิคในระดับชั้นตน0 .

- 244 -

พฒั นาทกั ษะการร.องโนต. และปรบจังหวะของนักเรียนโรงเรียนบางยีข่ นั วิทยาคมชน้ั
มธั ยมศึกษาปeท่ี 1 รายวชิ าดนตรี โดยวธิ สี อนแบบเพือ่ นชว, ยเพื่อน

Developing the singing and batting skills of students of Bangyikhan
Wittayakom School Mathayomsuksa 1, music subject
by peer-to-peer teaching method

กัญญารตั นK ขุนบุญจันทรK14
Kanyarat Khunbunchan
หลักสตู รศกึ ษาศาสตรบัณฑิต ( 4 ป5 ) คณะศลิ ปศกึ ษา สถาบนั บัณฑติ พัฒนศลิ ป=
Bachelor of Education Program (4 years), Faculty of Art Education, Bunditpatnasilapa Insititute.

บทคดั ย'อ
วิจัยฉบับนี้สรFางขึ้นเพื่อเปTนการพัฒนาทักษะในดFานการอIาน การเขียนโนFตสากลระดับชั้น
มัธยมศึกษาปWที่ 1 ดFวยวิธีการประเมินที่เนFนผูFเรียนเปTนสําคัญซึ่งผูFวิจัยไดFทําการศึกษากับนักเรียนจํานวน 3 คน
ที่มปี åญหาในดาF นทกั ษะการอIานสะกดคาํ
ผลการวิจัย จากการศึกษาสาเหตุที่ผูFเรียนไมIสามารถจดจําโนFตเพลงและปรบมือใหFตรงจังหวะไดF
พบวIา ผูFเรียนไมIเขFาใจในจังหวะของการปรบมือ เลยทําใหFจดจําเนื้อเพลงไมIไดF จากการติดตามผลการพัฒนา
ทักษะการตบมือใหFตรงจังหวะโดยใชFกระบวนการสอนแบบ เพื่อนชIวยเพื่อน พบวIาผูFเรียนสามารถจดจํา
โนตF เพลงไดFดขี นึ้ และตบมือใหตF รงจังหวะไดF
คำสำคัญ: การเรียนการสอนแบบเพ่ือนชIวยเพอ่ื น, การสอนเสริมหลงั เลิกเรยี น

Abstract
This research was created to develop reading skills. universal note writing
Secondary school level 1 with a student-centered assessment methodology. The researcher
studied 3 students with problems in reading and spelling skills.
Results From the study of the reasons why students were unable to memorize
music notes and clap their hands to the rhythm, it was found that the students did not
understand the rhythm of clapping. So I can't remember the lyrics. by following up on the
development of rhythmic clapping skills by using the teaching process of friends help friends
It was found that the students were able to memorize the notes better and clap their hands
to the rhythm.
Keywords: peer-to-peer teaching , extra teaching after school

14 นักศึกษาสาขาดนตรีศกึ ษา, หลกั สูตรศกึ ษาศาตรบนั ฑิต (4 ป:) คณะศลิ ปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลปA
E-mail : [email protected]

- 245 -

บทนำ
เพลง และดนตรีเปTนสิ่งกระตุFนใหFเด็กใชFประสาทการรับรูFการฟåงและความรูFสึกเปTนสื่อ กระตFุน

ใหFเคลื่อนไหวรIางกาย ซึ่งทําใหFเด็กมีพัฒนาการควบคุมบังคับกลไกการเคลื่อนไหวอวัยวะตIาง ๆ ของรIางกาย
ใหFเกิดทักษะมีการทํางานประสานกันของกลFามเนื้อและสายตานําไปสูIการพัฒนาบุคลิกทIาทางความคิด
สราF งสรรค5 และการเรียนรูFในการพฒั นาตนเอง (กลุ ยา ตนั ตผิ ลาชีวะ, 2547, น. 119)

เมื่อพูดถึงดนตรี เครื่องดนตรีชิ้นแรกของมนุษย5ที่ติดตัวมาตั้งแตIกําหนด คือ เครื่องกระทบ
เนื่องจาก การเคลื่อนไหวรIางกายในแตIละสIวนจะมีการเคลื่อนไหวที่เปTนจังหวะสม่ำเสมอ เชIน การหายใจ
การเดิน การแกวIงแขน การปรบมือ ฯลฯ ถFาสังเกตจากการใชFชีวิตประจําวันของมนุษย5 จะเห็นไดFวIาในทุก
การกระทําของมนุษย5สIวนใหญIนั้น จะมีการสรFางจังหวะในตัวของมันเอง ซึ่งถือไดFวIามนุษย5เรามีความสัมพันธ5
กับ พนื้ ฐานทางดนตรมี าตัง้ แตกI าํ เนิด และเปนT สวI นท่ีสําคญั อยIางมากของดนตรนี น้ั คือ จังหวะ

จังหวะ คือความสั้นยาวของเสียงที่ทําใหFเกิดทIวงทํานองที่สามารถสะทFอนความรูFสึกที่มี
ความหมาย หลากหลาย ความชFา - เร็วของจังหวะ อิทธิพลตIอการตอบสนองทางรIางกาย จังหวะมักเรIงเรFาใหF
รIางกายอยากแสดงออกอยIางใดอยIางหนึ่งออกมาตามจังหวะที่สื่อออกมาจากเพลง เชIน
การเคาะตามจังหวะ การเตFนรํา หรือการแสดงอาการอื่นๆ จังหวะอาจรวมถึงเครื่องดนตรีบางประเภท เชIน
กลองชุด หรือเครื่องกํากับจังหวะตIาง ๆ ที่มนุษย5สรFางขึ้นมาเพื่อใหFเปTนเครื่องชIวยเนFนย้ำจังหวะ ทําใหFดนตรีน้ัน
สามารถแสดงอารมณ5ความรสFู กึ ไดFมากขึ้น

ผูFวิจัยไดFทําการสอนในรายวิชาดนตรีสากลที่โรงเรียนบางยี่ขันวิทยาคม ไดFพบปåญหาของนักเรียน
ใน การรFองโนFตและปรบจังหวะไมIไดF ทั้งนี้อาจจะเปTนเพราะสถานการณ5โควิดระบาดทําใหFครูผูFสอน
และนักเรียน ตFองทำการเรียนการสอนในรูปแบบ (online) ทําใหFไมIไดFมีประติสัมพันธ5กันโดยตรงจึงอาจจะ
สIงผลใหFนักเรียนไมIเขFาใจในวิธีการรFองโนFตและปรบจังหวะนักเรียนอาจจะขาดพื้นฐานในเรื่องการอIานโนFต
ดนตรีสากลดังนั้นผูFวิจัยจึงไดFทํา วิจัยเรื่องพัฒนาทักษะการรFองโนFตและปรบจังหวะไมIไดF เพื่อพัฒนาการรFอง
โนFตและปรบจงั หวะของนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปทW ี่ 1 โรงเรียนบางยี่ขนั วิทยาคม โดยวิธีสอนแบบเพอ่ื นชIวยเพอ่ื น
วตั ถุประสงคกC ารวิจยั

1. เพื่อพฒั นาทกั ษะดFานการอาI นและการเขยี นโนFตสากลของผูFเรยี น
2. เพอ่ื พัฒนาทกั ษะการรFองโนFตและปรบมือใหFถกู ตFองตามแบบฝกó หดั ที่กำหนด
ประโยชนทC ีค่ าดวา' จะไดMรับ
1. ผเFู รยี นสามารถอาI นคIาตัวโนFตพนื้ ฐานไดFถกู ตFองและแมIนยำ
2. ผูFเรียนสามารรอF งโนตF และปรบมอื ตามแบบฝóกหัดไดFอยIางคลอI งแคลวI แมนI ยำ
ระเบียบวธิ กี ารวจิ ัย
บทความวิจัยนี้เปTนบทความวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีการใชFแบบทดสอบ
และแบบฝóกหัด สำหรับการเกบ็ ขอF มูลละใชFวเิ คราะหผ5 ลวจิ ยั

- 246 -

1. ข้นั ตอนการดำเนนิ การวิจยั
ระยะท่ี 1 การตรวจสอบสภาพปญå หาและการวางแผนการวจิ ยั
ขั้นตอนที่ 1 ผูFวิจัยดําเนินการสอนรายวิชาดนตรีพบวIาผูFเรียนชั้นมัธยมศึกษาปWที่ 1

ไมIสามารถจดจําโนFตเพลงและปรบมอื ใหFตรงจังหวะไดจF ํานวน 3 คน
ขั้นตอนที่ 2 ผูFวิจัยสรุปสภาพปåญหาและดําเนินการวางแผนในการศึกษาสาเหตุของ

ปญå หา
ขั้นตอนที่ 3 ผูFวิจัยดําเนินการศึกษาสาเหตุของปåญหาพบวIาผูFเรียนขาดความรูFความ

เขFาใจเกี่ยวกับเนื้อเพลงและการปรบมือใหFตรงจังหวะทําใหFผูFเรียนไมIสามารถจดจําโนFตเพลงและปรบมือใหFตรง
จังหวะไดF

ขนั้ ตอนที่ 4 สรุปปญå หาและวางแผนในการแกไF ขปญå หาโดยปรบมอื ใหFตรงจังหวะ
ระยะที่ 2 การดาํ เนนิ การแกไF ขปญå หาตามแผนท่ีกาํ หนด

ขั้นตอนที่ 1 เนินการสอนหลังเลิกเรียนใหFกับนักเรียนที่ไมIสามารถจดจําโนFตเพลง
และปรบมือใหFตรงจังหวะไดFจํานวน 3 คน โดยการเรียนรูFผIานกิจกรรมการปรบมือตามแผนที่ดําเนินการท่ี
กําหนดเปนT เวลา 30 นาทขี องทกุ ๆ วัน

ขั้นตอนที่ 2 ผูFวิจัยดําเนินการตรวจสอบผลการแกFไขปåญหาพบวIาผูFเรียนสนใจ
และฝกó ซอF มเพ่มิ มากขึ้น

ขั้นตอนที่ 3 สIงเสริมผูFเรียนและเพิ่มเติมบางสIวน โดยการเพิ่มเวลาในการสอนเสริม
หลงั เลกิ เรียน จากวันละ 30 นาที เปนT วนั ละ 60 นาที และ ลดวันลง เหลอื เพยี งวนั พธุ พฤหสั บดีและศกุ ร5

ระยะท่ี 3 การดาํ เนนิ การแกไF ขปåญหาตามแผนการดาํ เนินการทพี่ ฒั นา
ขั้นตอนที่ 1 ผูFวิจัยดําเนินการแกFไขปåญหาของผูFเรียนที่ไมIสามารถจดจําโนFตเพลง

และปรบมือใหตF รงจังหวะไดจF าํ นวน 3 คนโดยวธิ ีการสอนแบบเพื่อนชวI ยเพ่ือนตามแผน
ขั้นตอนที่ 2 ผูFวิจัยดําเนินการตรวจสอบผลการแกFไขปåญหาพบวIาผูFเรียนสามารถ

จดจําเนอื้ เพลงและปรบมอื ใหFตรงจังหวะไดF
ข้นั ตอนที่ 3 สรุปอภปิ รายผลและใหขF อF เสนอแนะ

ระยะท่ี 4 การเกบ็ รวบรวมขFอมูล
ขั้นตอนที่ 1 ดําเนินการศึกษาสาเหตุของปåญหาที่ผูFเรียนไมIสามารถจดจําโนFตเพลง

และปรบมือใหFตรงจงั หวะไดFจํานวน 3 คนโดยใชแF บบทดสอบ
ขั้นตอนที่ 2 ติดตามผลการดําเนินการแกFไขปåญหาที่ผูFเรียนไมIสามารถรFองโนFต

และปรบจังหวะไดF

2. ขอบเขตของการวจิ ยั
1. ขอบเขตประชากรและกลIมุ ตัวอยIาง
1.1 ประชากร นกั เรยี นโรงเรยี นบางยีข่ นั วทิ ยาคมระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปทW ี่ 1

- 247 -

1.2 กลIมุ ตวั อยาI ง โดยคัดเลอื กแบบเจาะจงตามคณุ สมบตั ิ จำนวน 3 คน
2. ขอบเขตเนือ้ หา

2.1 คIาตวั โนตF
2.2 การนบั จงั หวะของตวั โนFต
2.3 แบบฝóกการนับจงั หวะและการปรบมอื
2.4 แบบฝกó การรอF งโนFตและปรบจงั หวะดFวยบทเพลง

- เพลงหนมู าลี
- เพลงแมงมุมลาย
- เพลงฝåนชมดาว
2.5 แบบทดสอบรFองโนตF และปรบจังหวะดวF ยบทเพลง
- เพลงพรปWใหมI
3. เครอ่ื งมือใชMในการวจิ ัย
3.1 แบบทดสอบ
3.2 แบบฝóกหดั
3.3 แบบสังเกตพฤตกิ รรม
3.4 แบบสมั ภาษณ5

4. การเกบ็ รวบรวมขMอมลู
1. ผูFวิจัยดําเนินการสอนรายวิชาดนตรีพบวIาผูFเรียนชั้นมัธยมศึกษาปWที่1 ไมIสามารถจดจํา

โนตF เพลงและปรบมอื ใหFตรงจงั หวะไดFจาํ นวน 3 คน
2. ผูFวิจัยดําเนินการศึกษาสาเหตุของปåญหา พบวIาผูFเรียนขาดความรูFความเขFาใจเกี่ยวกับเนื้อ

เพลงและการปรบมอื ใหตF รงจังหวะ ทําใหFผFูเรียนไมสI ามารถจดจาํ โนตF เพลงและปรบมอื ใหFตรงจงั หวะไดF
3. ผูFวจิ ยั สรปุ ปåญหาและวางแผนในการแกFไขปญå หาโดยปรบมอื ใหFตรงจงั หวะ
4. ดำเนินการสอนหลังเลิกเรียนใหFกับนักเรียนที่ไมIสามารถจดจําโนFตเพลงและปรบมือใหFตรง

จังหวะไดFจํานวน 3 คน โดยการเรียนรูFผIานกิจกรรมการปรบมือตามแผนที่ดําเนินการที่กําหนด เปTนเวลา
30 นาทขี องทุก ๆ วัน

5. ผวFู จิ ยั ดําเนินการตรวจสอบผลการแกไF ขปåญหาพบวIาผFูเรียนสนใจและฝกó ซอF มเพ่ิมมากขนึ้
6. ผูFวิจัยสIงเสริมผูFเรียนและเพิ่มเติมบางสIวน โดยการเพิ่มเวลาในการสอนเสริม
หลงั เลิกเรียน จากวันละ 30 นาที เปนT วนั ละ 60 นาที และลดวันลง เหลือเพยี งวันพุธ พฤหัสบดแี ละศกุ ร5
7. ผูFวิจัยดําเนินการตรวจสอบผลการแกFไขปåญหาพบวIาผูFเรียนสามารถจดจําเนื้อเพลง
และ ปรบมือใหFตรงจังหวะไดF

5. การวิเคราะหCขMอมูล

- 248 -

วิเคราะห5ผลจากคะแนนท่ไี ดFจากเครอ่ื งมือการวจิ ัย ไดFแกI
5.1 แบบทดสอบ
5.2 แบบฝóกหดั
5.3 แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
5.4 แบบสัมภาษณ5

ผลการวิจยั

1. จากการศึกษาสาเหตุที่ผูFเรียนไมIสามารถจดจําโนFตเพลงและตบมือใหFตรงจังหวะไดF พบวIา
ผFเู รยี นไมIเขาF ใจในจังหวะของการปรบมอื เลยทําใหFจดจําเน้อื เพลงไมIไดF

2.จากการดำเนินการสอนหลังเลิกเรียนใหFกับนักเรียนที่ไมIสามารถจดจําโนFตเพลงและปรบมือ
ใหFตรงจังหวะไดFจํานวน 3 คน โดยการเรียนรูFผIานกิจกรรมการปรบมือตามแผนที่ดําเนินการที่กําหนดเปTนเวลา
30 นาทีของทุก ๆ วันและคIอย ๆ สIงเสริมผูFเรียนและเพิ่มเติมบางสIวน โดยการเพิ่มเวลาในการสอนเสริมหลัง
เลิกเรียน จากวันละ 30 นาที เปTนวันละ 60 นาที และลดวันลง เหลือเพียงวันพุธ พฤหัสบดีและศุกร5
พบวาI ผูFเรียนจํานวน 3 คน สามารถจดจาํ เนอ้ื เพลงไดF มที กั ษะการตบมือท่ดี ีขน้ึ และกลFาแสดงออกมากข้นึ

3. จากการติดตามผลการพัฒนาทักษะโดยใชFกระบวนการสอนแบบเพื่อนชIวยเพื่อนพบวIา
ผูเF รยี นสามารถตบมอื ใหตF รงจังหวะและจดจาํ เนอื้ เพลงไดF

สรุปและอภิปรายผล

1. จากการศึกษาสาเหตทุ ผี่ ูFเรียนไมIสามารถจดจําโนตF เพลงและตบมอื ใหFตรงจงั หวะไดF พบวาI
ผเูF รยี นไมเI ขาF ใจในจังหวะของการปรบมือเลยทําใหFจดจําเน้ือเพลงไมIไดF

2. จากการดำเนินการสอนหลงั เลิกเรียนใหFกับนักเรียนที่ไมIสามารถจดจําโนFตเพลงและปรบมือใหF
ตรงจังหวะไดFจํานวน 3 คน โดยการเรียนรูFผIานกิจกรรมการปรบมือตามแผนที่ดําเนินการที่กําหนดเปTนเวลา
30 นาทีของทุก ๆ วันและคIอย ๆ สIงเสริมผูFเรียนและเพิ่มเติมบางสIวน โดยการเพิ่มเวลาในการสอนเสริมหลัง
เลิกเรียน จากวันละ 30 นาที เปTนวันละ 60 นาที และลดวันลง เหลือเพียงวันพุธ พฤหัสบดีและศุกร5
พบวาI ผFเู รียนจํานวน 3 คน สามารถจดจําเนื้อเพลงไดF มที ักษะการตบมือทด่ี ขี นึ้ และกลFาแสดงออกมากขึ้น

3. จากการติดตามผลการพัฒนาทักษะโดยใชFกระบวนการสอนแบบเพื่อนชIวยเพื่อนพบวIา
ผูFเรียนสามารถตบมือใหFตรงจังหวะและจดจําเนื้อเพลงไดFอยIางมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคลFองกับแนวคิดทฤษฎี
ของทิศนา แขมมณี (2553) ซึ่งกลIาววIา การสอนเสริมเปTนกิจกรรมการสอนพิเศษ จากการสอนปกติตามตาราง
เรยี น เพอื่ เพ่มิ เติมความรูF ทกั ษะ ประสบการณ5 แกนI กั เรยี นรายบคุ คลตามศักยภาพการเรียนรขูF องตน

ขMอเสนอแนะ
1. ขMอเสนอแนะในการนำผลวจิ ยั ไปใชM

- 249 -

ผูFสอนที่จะนำวิธีการสอนเสริมโดยใชFวิธีเพื่อนชIวยเพื่อนไปใชFในการแกFไขหรือพัฒนาทักษะอื่น ๆ
ควรคำนึงถึงสภาพและพื้นฐานของผูFเรียน เพื่อที่จะไดFปรับเนื้อหากิจกรรมการเรียนรูF สื่อและแบบประเมินใหF
เหมาะสมกับสภาพการเรียนการสอนและสภาพของผFูเรียน

2. ขอM เสนอแนะในการวิจยั ครงั้ ตอ' ไป
2.1 ควรมีการศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีตIอการสอนเสริมโดยใชFวิธีเพื่อนชIวยเพื่อน

เพ่ือศกึ ษาในสIวนทดี่ แี ละไมIดีของการใชFวิธีการสอนเสรมิ โดยใชFวิธีเพอื่ นชIวยเพ่อื น เพอื่ นำมาปรบั ปรุงและแกไF ขตอI ไป
2.2 ควรมีการวิจัยดFวยวิธีการสอนเสริมโดยใชFวิธีเพื่อนชIวยเพื่อน ในวิชาหรือกลุIมสาระการ

เรยี นรFอู ่ืน ๆ เพอื่ ใหเF หน็ ความแตกตาI งหรือความเปลย่ี นแปลงทงั้ ทางดFานผลสมั ฤทธท์ิ างการ
บรรณานกุ รม
กุลยา ตันติผลาชีวะ. 2547. การจัดการเรยี นรสู0 ําหรบั เดก็ ปฐมวัย. กรงุ เทพฯ: เอดสิ นั เพรสโปรดักส5.
ณัชชา พนั ธเ5 จริญ. 2552. ทกั ษะทฤษฏดี นตรี เลม2 1. กรุงเทพฯ: เกศกะรัต.
สมนึก อุIนแกFว. 2547. ทฤษฎีดนตรแี นวปฎบิ ัติ (พมิ พ5ครงั้ ท่ี 7). กรุงเทพฯ: บริษัท จูนพบั ลิงชง่ิ จํากดั .
สมศกั ดิ์ สรFอยระยFา. 2538. เคร่อื งเคาะตี. กรุงเทพฯ: โอเดยี นสโตร.5
สิริอร วิชชาวธุ . 2554. จิตวทิ ยาการเรยี นรู0. กรงุ เทพฯ : สาํ นกั พมิ พม5 หาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร5.
ณัฐ เชยี งทอง. 2555 วจิ ยั เร่อื งแบบฝlกเสรมิ ทกั ษะการอา2 นโน0ตแรกเหน็ แบบมดี นตรีประกอบสําหรับกตี า0 รi

คลาสสิคในระดบั ชัน้ ต0น.
มนวภิ า ขนั ขาว. 2554. ไดศ0 ึกษาวจิ ยั เร่ืองแบบฝlกโสตทักษะสําหรับขมิ .
สวสั ดิ์ คะรรุ มั ย.5 2551. ศกึ ษาเรื่องการพัฒนาแผนกจิ กรรมการเรยี นรู0โดยใช0แบบฝlกทักษะการบรรเลง

เครือ่ งดนตรีวชิ าศลิ ปะพนื้ ฐาน (ดนตร)ี ศ 31101 ระดบั ช้นั มัธยมศกึ ษาปXท่ี 1.

- 250 -

การพัฒนาทักษะการอา, นจังหวะดนตรสี ากล โดยใช.ทฤษฎีของโคดาย
ของนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปทe ่ี 6

Developing skills for reading international music rhythms using Kody's theory
of grade 6 students

ศพุ รรณญา ทาริยะวงศ1K 5
Suphanya Thariyawong
หลกั สตู รศึกษาศาสตรบัณฑติ (4 ป)5 คณะศิลปศกึ ษา สถาบันบณั ฑิตพัฒนศิลป=
Bachelor of Education program (4 years), Faculty of Art Education, Bunditpatanasilpa Institute.

บทคดั ยอ'
การทำวิจัย การพัฒนาทักษะการอIานจังหวะดนตรีสากล โดยใชFทฤษฎีของโคดาย ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปWที่ 6 มีวัตถุประสงค5 1 เพื่อพัฒนาทักษะการอIานอIานจังหวะดนตรีสากล ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปWที่ 6 โดยมีกลุIมตัวอยIางเปTนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6 คัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติ
โดยมีเครื่องมือที่ใชFในการวิจัยเปTนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เพื่อใชFทดสอบกIอนเรียนและหลังเรียน สรุปผล
การวิเคราะห5ขFอมูลเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบวIา คะแนนหลังเรียนสูงขึ้นกวIาคะแนนกIอน
เรียน โดยเด็กหญิงชุติกานต5 ผิวทอง มีคะแนนความแตกตIางอยูIที่ 3 และคะแนนเพิ่มสัมพัทธ5รFอยละ 75
ของปริมาณที่ควรพัฒนาไดF สรุปไดFวIา ผูFเรียนมีแรงจูงใจและมีกำลังใจในการพัฒนาทักษะจึงทำใหFมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนที่ดีขึ้น เขFาใจในการอIานจังหวะดนตรีสากลมากขึ้น เกิดความแมIนยำในการเรียนรูF มีทักษะ
มีความชำนาญ มีความคลอI งแคลIวในการปฏิบตั ิ
คำสำคญั : ทกั ษะการอาI นจงั หวะ, ดนตรสี ากล, โคดาย

15 นกั ศกึ ษาสาขาดนตรีศึกษา, หลกั สูตรศึกษาศาสตรบัณฑติ (4 ป:) คณะศลิ ปศึกษา สถาบนั บณั ฑติ พัฒนศลิ ปA
E – mail : [email protected]

- 251 -

Abstract
Conducting research, developing skills in reading international music rhythms. using
Zoltán Kodály theory of grade 6 students with objectives 1 to develop the skills of reading and
reading international music rhythms. of grade 6 students with a sample group of grade 6 students
selected by specific qualifications The research tool was an achievement test to test before and
after school. Summarizing the results of data analysis to compare academic achievement, it was
found that the scores after school were higher than the scores before school. Chutikarn Pewthong
had a score difference of 3 and a relative increase of percentage 75 It was concluded that the
learners were motivated and encouraged to develop their skills, thus resulting in better learning
achievements. Better understanding of reading international music rhythms Accuracy in learning,
skilled, proficient, and fluency in practice.
Keywords : Rhythm reading skills, international music, Zoltán Kodály

- 252 -

บทนำ
ดนตรีมิไดFมีไวFเพียงเพื่อเปTนความสวยงาม ความไพเราะในแงIของเสียงเทIานั้น แตIดนตรียังมี

ความสำคัญในชีวิตประจำวันเชIนเดียวกับเสื้อผFา อาหารและปåจจัยอื่น ๆ ที่จำเปTนตIอการดำรงชีวิต
นักการศึกษาที่ศึกษาศาสตร5เกี่ยวกับดนตรีที่มีความเชื่อที่วIา เด็กที่จะเกิดวุฒิภาวะทางดนตรีที่ครูตFองการนั้น
จะตFองมีความรูFความเขFาใจในองค5ประกอบและโครงสรFางทางดนตรีเสียกIอน ซึ่งหลักการทั่วไปใน
การจัดกระบวนการเรียนการสอนรายวิชาดนตรีนั้น นักเรียนควรมีสIวนรIวมในการจัดกิจกรรมดนตรีและ
การจัดกิจกรรมดนตรีนั้นตFองมีความเหมาะสมกับนักเรียนอีกทั้งควรจัดกิจกรรมที่มีความหลากหลาย
(Abeles, Hoffer and Klotman, 1984, น. 11)

พระราชบัญญัติการศึกษาแหIงชาติ พ.ศ. 2542 และที่แกFไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545
กลIาวถึงความหมายของการศึกษาวIาเปTนกระบวนการเรียนรูFเพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดย
การถIายทอดความรูFการฝóก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรมการสรFางสรรค5จรรโลง ความกFาวหนFา
ทางวิชาการ การสรFางองค5ความรูFอันเกิดจากการจัดสภาพแวดลFอม สังคมการเรียนรูFและปåจจัยเกื้อหนุนใหF
บุคคลเรียนรูFอยIางตIอเนื่องตลอดชีวิต (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานแหIงชาติ 2545, หนFา 1)
กลุIมสาระการเรียนรูFศิลปะเปTนกลุIมสาระที่ชIวยพัฒนาใหFผูFเรียนมีความคิดริเริ่มสรFางสรรค5 มีจินตนาการ
ทางศิลปะ ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณคIา ซึ่งมีผลตIอคุณภาพชีวิตมนุษย5 กิจกรรมทางศิลปะ
ชIวยพัฒนาผูFเรียนทั้งดFานรIางกาย จิตใจ สติปåญญา อารมณ5สังคม ตลอดจนการนำไปสูIการพัฒนาสิ่งแวดลFอม
สIงเสริมใหFผูFเรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง อันเปTนพื้นฐานในการศึกษาตIอหรือประกอบอาชีพไดF กลIาวคือ
การสIงเสริมมนุษย5ในทุก ๆ ดFานไมIใชIเพียงแคIดFานวิชาการเพียงอยIางเดียว เราจำเปTนจะตFองใหFมนุษย5
มีพัฒนาการดFานตIาง ๆ อยIางสมดุล ไมIวIาจะเปTนรIางกาย จิตใจ และอารมณ5 ใหFไดFเรียนรูFสุนทรียศาสตร5
ชืน่ ชมในความงดงาม ตลอดจนสามารถถาI ยทอดผลงานทางดFานศิลปะ

จังหวะเปTนหนึ่งในองค5ประกอบของดนตรีผูFที่เรียนดนตรีจำเปTนตFองมีความเขFาใจจึงสามารถ
เลIนดนตรีออกมาไดFดี (ชาลินี สุริยนเปลIงแสง, 2544) โดยธรรมชาติมนุษย5จะสามารถตอบสนองจังหวะไดFเม่ือ
ไดFยินเสียงเพลงและสามารถหาจังหวะคงที่ไดFจากการเคลื่อนไหวรIางกายประกอบจังหวะจากการเคาะจังหวะ
เชนI การตบมือ ดีดนิว้ หรือเคาะเทFาตามจังหวะ (Gordon, 2003)

การสอนดนตรีของโคดาย (Kodaly Approach) โซลตาน โคดาย (Zoltan Kodaly, 1882-1967)
นักการศึกษาดนตรีและผูFประพันธ5เพลงคนสำคัญของฮังการี ซึ่งมีหลักการสอนดนตรีโดยการจัดลำดับเนื้อหา
และกิจกรรมดนตรีใหFสอดคลFองกับพัฒนาการของเด็ก โดยมีขั้นตอนจากงIายไปหายาก เนFนการสอนรFองเพลง
เปTนหลักการรFองเพลงเปTนการใชFเสียงที่มีอยูIแลFวตามธรรมชาติซึ่งเด็กคุFนเคยอยูIแลFว ฝóกควบคูIกับการอIานโนFต
จนสามารถอIานและเขียนโนFตดนตรีไดF โคดายมีความคิดวIาดนตรีสำหรับเด็กมีความสำคัญและตFองพัฒนา
เชIนเดียวกับภาษา เด็กควรฟåงดนตรีกIอนแสดงออกทางการรFองหรือการเลIนและเมื่อเขามีประสบการณ5เพียงพอ
ก็สามารถฝóกการอIานและเขียนภาษาดนตรีไดF โคดายมีวิธีการใชFสัญลักษณ5มือในกิจกรรมการสอนและใชF
การอIานโนFตดFวยระบบซอล - ฟา ซึ่งมีขั้นตอนจากงIายไปหายาก ซึ่งสามารถฝóกโสตประสาททางดนตรีผูFเรียน

- 253 -

ไดFทั้งเรื่องจังหวะ ระดับเสียง ทำนอง และการประสานเสียง โดยการรFองเพลงตามแบบฝóกหัดของโคดาย
ซึ่งมีการแบIงเปTนระดบั ขัน้ ตIาง ๆ ใหFเหมาะสมกับผเูF รยี น

จากประสบการณ5การสอนวิชาดนตรีสากลของผูFวิจัย พบวIานักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6
มีปåญหาเกี่ยวกับการอIานจังหวะดนตรีสากลเบื้องตFน โดยผูFเรียนคิดวIาการอIานจังหวะสากลเปTนเรื่องที่ยาก
ผูFวิจัยจึงพัฒนาการเรียนรูFของผูFเรียนโดยเริ่มใหFผูFเรียนไดFเรียนรูFจากสิ่งที่งIาย ๆ ไปหาสิ่งที่ยาก จากทฤษฎี
การสอนดนตรีของโคดาย ซึ่งทำใหFผูFเรียนมีแรงจูงใจและมีกำลังใจในการพัฒนาทักษะทางดFานดนตรีสากลไดF
และนอกจากนี้ หากผูFเรียนไดFทำแบบทดสอบและแบบฝóกปฏิบัติกิจกรรมดนตรี โดยการปฏิบัติซ้ำ ๆ กัน
โดยเริ่มจากสิ่งที่งIาย ๆ ไปหาสิ่งที่ยากจะชIวยใหFผูFเรียนเกิดความแมIนยำในการเรียนรูF มีทักษะ มีความชำนาญ
มีความคลอI งแคลIวในการปฏิบัตแิ ละเกดิ ทกั ษะการอาI นจงั หวะดนตรสี ากลไดF
วัตถปุ ระสงคCการวิจัย

1. เพอื่ พัฒนาทกั ษะการอIานอIานจังหวะดนตรสี ากล ของนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปWท่ี 6
ประโยชนCทค่ี าดว'าจะไดรM ับ

1. ผลการวิจัยสามารถนำมาเปTนแนวทางในการจัดการเรียนการสอนและการประยุกต5ของ
รายวชิ าดนตรใี นสIวนทเี่ กยี่ วขอF งกบั การปฏิบัติ

2. ผเFู รยี นมที กั ษะการอาI นจงั หวะดนตรีสากลเพม่ิ ขึ้น
วธิ ีดำเนินการวจิ ยั

การวิจัยครั้งนี้มีลักษณะเปTนงานวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) มีการใชFแบบทดสอบ
กIอนเรยี นและหลังเรยี น สำหรับการเก็บขอF มูลและใชวF ิเคราะหผ5 ลในการวจิ ยั

1. ขอบเขตประชากรและกลุ'มตัวอย'าง
1.1 ประชากร นักเรยี นระดับช้นั ประถมศกึ ษาปทW ี่ 6 เขตนครปฐม
1.2 กลุIมตัวอยIาง โดยคัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติ คือ เด็กหญิงชุติกานต5

ผวิ ทอง นักเรยี นระดับชนั้ ประถมศึกษาปWท่ี 6
2. เครือ่ งมอื ทใี่ ชMในการวิจัย
2.1 แบบทดสอบวัดทกั ษะเรอ่ื ง การอาI นจงั หวะดนตรสี ากลเพอื่ ใชทF ดสอบกอI นเรียนและหลงั เรยี น
3. การเก็บรวบรวมขMอมลู
ผวูF ิจัยดำเนนิ การเก็บขFอมลู ตามข้นั ตอน ดงั น้ี
1. ทดสอบกอI นเรียนดFวยแบบทดสอบวดั ทักษะเรือ่ ง การอาI นจังหวะดนตรีสากล
2. ดำเนินกิจกรรมการสอนเรื่อง การอIานจังหวะดนตรีสากล โดยใชFทฤษฎี

ของโคดาย เปนT เวลา 4 สัปดาห5 สปั ดาหล5 ะ 2 คาบ รวมท้งั หมด 8 คาบ (คาบละ 60 นาท)ี
3. ทดสอบหลงั เรยี นดวF ยแบบทดสอบวัดทกั ษะเรอื่ ง การอาI นจงั หวะดนตรสี ากล

- 254 -

4. การวเิ คราะหขC Mอมูล
ผูFวิจัยไดFดำเนินการพัฒนาทักษะการอIานจังหวะดนตรีสากล โดยใชFทฤษฎีของโคดาย

ของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปWท่ี 6 โดยมีขน้ั ตอนวเิ คราะหข5 อF มูล ดังน้ี
1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์กIอนเรียนและหลังเรื่อง การอIานจังหวะดนตรีสากล โดยใชFทฤษฎี

ของโคดาย
5. สถติ ทิ ่ีใชMในการวิเคราะหCขMอมลู
การหาคะแนนเพิ่มสัมพัทธ5จากสัดสIวนของผลตIางระหวIางคะแนนจากการวัดทั้ง 2 ครั้งกับผลตIาง

ระหวIางคะแนนเต็มกับคะแนนการวัดครั้งแรก สำหรับการคูณอัตราสIวนดFวย 100 เพื่อไมIใหFคIาที่ไดFเปTนทศนิยม
สมการคำนวณคะแนนเพ่ิมสัมพทั ธ5 คอื

S = !""($%&)
(%&

เมือ่ S แทน คะแนนเพิ่มสัมพัทธ5
F แทน คะแนนเตม็ ของการทดสอบกIอนและหลังเรียน
X แทน คะแนนการทดสอบกอI นเรียน
Y แทน คะแนนการทดสอบหลงั เรียน

ผลการวิจยั
จากการเก็บขFอมูลของเด็กหญิงชุติกานต5 ผิวทอง ระดับชั้นประถมศึกษาปWที่ 6 โรงเรียน

วัดกลางบางแกFว โดยใชFแบบทดสอบผลสัมฤทธ์กิ Iอนเรยี นและหลงั เรยี น ดงั แสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 ผลการเปรยี บเทียบคะแนนผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนกIอนเรียนและหลงั เรียน

ชื่อ - นามสกุล คะแนนกอ' นเรยี น คะแนนหลงั เรยี น คะแนนความ คะแนนเพิ่ม
เด็กหญงิ ชตุ กิ านต5 ผวิ ทอง 25 แตกตา' ง สัมพทั ธC
3
75

จากตารางที่ 1 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กหญิงชุติกานต5 ผิวทอง
กIอนเรียนและหลังเรียนมีคะแนนความแตกตIางอยูIที่ 3 สามารถพัฒนาทักษะการอIานโนFตดนตรีสากลไดFรFอยละ
75 ของปริมาณที่ควรพัฒนาไดF จึงสรุปไดFวIาเด็กหญิงชุติกานต5 ผิวทอง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น
เขาF ใจในการอIานจังหวะดนตรสี ากลมากขึน้

- 255 -

สรปุ ผลการวจิ ัยและอภปิ รายผล
การวิจัยครั้งนี้เปTนการพัฒนาทักษะการอIานจังหวะดนตรีสากล โดยใชFทฤษฎีของโคดาย

ของนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปทW ี่ 6 โดยมีสาระสำคัญพอสรุปไดF ดังน้ี
1. สรปุ ผลการวจิ ัย
จากประสบการณ5การสอนวิชาดนตรีสากลของผูFวิจัย พบวIานักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6

มีปåญหาเกี่ยวกับการอIานจังหวะดนตรีสากลเบื้องตFน โดยผูFเรียนคิดวIาการอIานจังหวะสากลเปTนเรื่องที่ยาก
ผูFวิจัยจึงพัฒนาการเรียนรูFของผูFเรียนโดยเริ่มใหFผูFเรียนไดFเรียนรูFจากสิ่งที่งIาย ๆ ไปหาสิ่งที่ยาก จากทฤษฎี
การสอนดนตรีของโคดาย ซึ่งทำใหFผูFเรียนมีแรงจูงใจและมีกำลังใจในการพัฒนาทักษะทางดFานดนตรีสากลไดF
โดยเริ่มจาก การทดสอบกIอนเรียนดFวยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เรื่อง การอIานจังหวะดนตรีสากล
จากนั้นดำเนินกิจกรรมการสอนเรื่อง การอIานจังหวะดนตรีสากล ดFวยทฤษฎีการสอนของโคดาย เปTนเวลา
4 สัปดาห5 สัปดาห5ละ 2 คาบ รวมทั้งหมด 8 คาบ จากนั้นทดสอบหลังเรียน ดFวยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นเร่ือง การอาI นจังหวะดนตรีสากล ซ่ึงเปTนชดุ เดมิ ทีใ่ ชทF ดสอบกอI นเรยี น

จากการเปรียบเทียบผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นกอI นเรียนและหลังเรียนเร่ือง การอาI นจงั หวะดนตรี
สากล โดยใชFทฤษฎีของโคดาย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6 โรงเรียนวัดกลางบางแกFว โดยมีกลุIมตัวอยIาง
คือ เดก็ หญงิ ชตุ ิกานต5 ผวิ ทอง พบวIา คะแนนหลงั เรียนสงู ขึ้นกวIาคะแนนกอI นเรยี น โดยเดก็ หญงิ ชตุ กิ านต5 ผิวทอง
มีคะแนนความแตกตIางอยูIที่ 3 และคะแนนเพิ่มสัมพัทธ5รFอยละ 75 ของปริมาณที่ควรพัฒนาไดF สรุปไดFวIา
เด็กหญิงชุติกานต5 ผิวทอง ผูFเรียนมีแรงจูงใจและมีกำลังใจในการพัฒนาทักษะจึงทำใหFมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ที่ดีขึ้น เขFาใจในการอIานจังหวะดนตรีสากลมากขึ้น เกิดความแมIนยำในการเรียนรูF มีทักษะ มีความชำนาญ
มคี วามคลIองแคลวI ในการปฏบิ ัติ

2. อภปิ รายผล
จากผลการวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอIานจังหวะดนตรีสากล โดยใชFทฤษฎีของโคดาย

ของนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปทW ่ี 6 ผวูF ิจัยสามารถอภิปรายผลตามวัตถุประสงคไ5 ดF ดงั น้ี
จากประสบการณ5การสอนวิชาดนตรีสากลของผูFวิจัย พบวIานักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6

มีปåญหาเกี่ยวกับการอIานจังหวะดนตรีสากลเบื้องตFนยัง ซึ่งผูFเรียนคิดวIาการอIานจังหวะสากลเปTนเรื่องที่ยาก
ซึ่งสอดคลFองกับณรุทธ5 สุทธจิตต5 (2541) กลIาววIา เด็กชั้นประถมศึกษาตอนปลายอยูIในชIวงวัยชIวงวัย 7 ถึง
12 ปW ความคิดของเด็กในวัยนี้มีพัฒนาการอยIางเปTนเด็กในวัยนี้จะพัฒนาความคิดทางดFานรูปธรรมไดFดี มีสมาธิ
ยาวพัฒนาการทางดนตรีกFาวหนFามากขึ้นดFานจังหวะ ผูFวิจัยจึงพัฒนาการเรียนรูFของผูFเรียนโดยเริ่มใหFผูFเรียนไดF
เรียนรูFจากสิ่งที่งIาย ๆ ไปหาสิ่งที่ยาก ซึ่งสอดคลFองกับ โซลตาน โคดาย (Zoltan Kodaly, 1882-1967) ที่ไดF
กลIาววIา การสอนดนตรีควรจัดลำดับเนื้อหาและกิจกรรมดนตรีใหFสอดคลFองกับพัฒนาการของเด็กโดยมีขั้นตอน
จากงIายไปหายาก โดยผูFวิจัยเริ่มจากการทดสอบกIอนเรียน ดFวยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เรื่อง การอIานจังหวะ
ดนตรีสากล จากนั้นดำเนินกิจกรรมการสอนเรื่อง การอIานจังหวะดนตรีสากล โดยใชFทฤษฎีโคดาย เปTนเวลา
4 สัปดาห5 สัปดาห5ละ 2 คาบ รวมทั้งหมด 8 คาบ จากนั้นทดสอบหลังเรียน ดFวยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นเร่ือง การอาI นจังหวะดนตรสี ากล ซึง่ เปนT ชดุ เดมิ ทใี่ ชทF ดสอบกอI นเรยี น

- 256 -

จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกIอนเรียนและหลังเรียนเรอ่ื ง การอาI นจงั หวะดนตรี
สากล โดยใชFทฤษฎีของเด็กหญิงชุติกานต5 ผิวทอง ระดับชั้นประถมศึกษาปWที่ 6 โรงเรียนวัดกลางบางแกFว พบวIา
คะแนนหลังเรียนสูงขึ้นกวIาคะแนนกIอนเรียน สรุปไดFวIา เด็กหญิง ผูFเรียนมีแรงจูงใจและมีกำลังใจในการพัฒนา
ทักษะจึงทำใหFมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น เขFาใจในการอIานโนFตดนตรีสากลมากขึ้น เกิดความแมIนยำใน
การเรียนรูF มีทักษะ มีความชำนาญ มีความคลIองแคลIวในการปฏิบัติ ซึ่งสอดคลFองกับ ณรุทธ5 สุทธจิตต5
(2536, น. 130-131) ที่ไดFกลIาววIา ทักษะดFานการอIานโนFตเมื่อแรกเห็นไดFทันที (Sight Reading) ซึ่งนับวIาเปTน
ทักษะที่สำคัญที่จะชIวยใหFผูFเรียนสามารถเรียนรูFดนตรีไดFเขFาใจและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น การอIานโนFตแบบนี้
ตFองฝóกฝนเพื่อใหFเกิดความชำนาญในการอIาน จึงควรคำนึงเกี่ยวกับสัญลักษณ5ที่ใชFแทนเสียงควรมีการจัดการอยIาง
เปTนระบบ เพื่อชIวยใหFการเรียนรูFเปTนไปอยIางเปTนขั้นตอน ดังนั้นการนำสัญลักษณ5อื่น ๆ มาดัดแปลงเพื่อชIวย
ในการอIานสามารถชIวยทำใหFผูFเรียนเขFาใจและจดจำไดFงIายยิ่งขึ้น จากนั้นคIอยกลับไปสูIสัญลักษณ5สากลทางดนตรี
จะชวI ย ทำใหFการเรียนสัญลักษณ5ทางดนตรงี าI ยตIอการเขาF ใจมากยิ่งข้นึ

3. ขMอเสนอแนะ
จากผลการวจิ ยั ผFวู จิ ัยมีขอF เสนอแนะ ดงั น้ี
3.1 ควรมีการเพิม่ เติมเนือ้ หาท่ีเกี่ยวกบั การอาI นโนตF ดนตรีสากลในเร่ืองอ่ืน ๆ มากข้ึน
3.2 ควรเพิ่มจำนวนผเFู รียนเพอ่ื ใหFมกี ารเรียนรFูที่ดีมากย่งิ ขึ้น
3.3 ควรศึกษาการใชFสื่อที่หลากหลายเพื่อชIวยสรFางแรงกระตุFนใหFผูFเรียนอยากเรียน อยากที่จะ

ปฏิบตั ิและควรคำนงึ ถงึ สภาพผูFเรยี นท่ีมคี วามตาI งกนั ทงั้ รIางกาย สตปิ åญญา อารมณแ5 ละประสบการณ5
บรรณานุกรม
Gordon, E. 2003. A music learning theory for newborn and young children. Chicago: GIA Publications.
ชาลินี สุริยนเปลIงแสง. 2554. ชุดการเรียนรู0ด0วยตนเองสำหรับครูปฐมวัย สาระการเรียนรู0ดนตรีองคiประกอบ

ดนตรีด0านจังหวะ. (วิทยานิพนธ5ปริญญา). ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาดนตรีศึกษา
วิทยาลัยดรุ ิยางคศลิ ปº มหาวิทยาลัยมหิดล. กรงุ เทพฯ:
ณรทุ ธ5 สทุ ธจติ ต5. 2536. พฤตกิ รรมการสอนดนตร.ี กรงุ เทพฯ: สำนักพมิ พ5แหIงจุฬาลงกรณม5 หาวิทยาลัย.
ณรุทธ5 สุทธจิตต.5 2541. จิตวิทยาการสอนดนตรี. กรงุ เทพฯ: สำนกั พิมพแ5 หงI จฬุ าลงกรณม5 หาวทิ ยาลัย.

- 257 -

การพัฒนาทกั ษะการเปéาแซกโซโฟน เรือ่ ง บันไดเสียงไดอาโทนกิ โดยใชเ. วบ็ แอปพลิเคชนั ของ
นกั เรยี นวงโยทวาทติ โรงเรียนมธั ยมศกึ ษาเทศบาลปทุมธานี

Developing saxophone skills on the diatonic scale using
a web applicationof the students of the marching band

Pathum Thani Municipality Secondary School

ประชาชน ฐิติสุริยารักษ1K 6
Prachachon Thitisuriyarux
หลกั สตู รศึกษาศาสตรบณั ฑิต (4 ป)5 คณะศิลปศกึ ษา สถาบันบัณฑิตพฒั นศลิ ป=

Bachelor of Education Program (4 years), Faculty of Art Education, Bunditpatanasilpa Institute.
บทคดั ยอ'

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค5เพื่อพัฒนาทักษะการเปøาแซกโซโฟน ของนักเรียนวงโยทวาทิต
พัฒนาเรื่องพื้นฐานและบันไดเสียงไดอาโทนิกในแซกโซโฟนโดยใชFเว็บแอปพลิเคชัน มีกลุIมตัวอยIางเปTนนักเรียน
วงโยทวาทิต คัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติ โดยมีเครื่องมือที่ใชFในการวิจัยเปTนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
เพื่อใชFทดสอบกIอนเรียนและหลังเรียน ในเว็บแอปพลิเคชันสรุปผลการวิเคราะห5ขFอมูลเพื่อเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธิ์หลังใชFเว็บแอปพลิเคชัน พบวIา คะแนนหลังเรียนสูงขึ้นกวIาคะแนนกIอนเรียน โดยนายภูผา เสมอใจ
มีคะแนนความแตกตIางอยูIที่ 15 และคะแนนเพิ่มสัมพัทธ5รFอยละ 100 ของปริมาณที่ควรพัฒนาไดF สรุปไดFวIา
นายภูผา เสมอใจ มีแรงจูงใจและมีกําลังใจในการพัฒนาทักษะจึงทำใหFมีผลสัมฤทธิ์ทักษะการเปøาแซกโซโฟน
ที่ดีขึ้น เขFาใจในเรื่องพื้นฐานและบันไดเสียงไดอาโทนิกมากขึ้น เกิดความแมIนยําในการเรียนรูF มีทักษะ
มีความชํานาญ มีความคลอI งแคลวI ในการปฏบิ ัติ
คําสำคัญ : เวบ็ แอปพลิเคชัน ,บนั ไดเสียงไดอาโทนิก

16 นักศึกษาสาขาดนตรีศึกษา, หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑติ (4 ป): คณะศลิ ปศกึ ษา สถาบันบณั ฑติ พัฒนศลิ ปA
E – mail : [email protected]

- 258 -

Abstract
This research article aims to develop the skill of playing the saxophone. of the
students of the marching band Develop the basics and diatonic scale in the saxophone using
a web application. The sample group was the students of the marching band. Selected by
specific qualifications The research tool was an achievement test to test before and after
school. In the web application summarizing the results of the data analysis to compare the
achievement after using the web application, it was found that the score after studying was
higher than the score before studying. Mr. Phupha Samerjai had a difference of 1 5 and an
additional score. It can be concluded that Mr. Phupha Samerjai was motivated and encouraged
to develop skills, thus resulting in better achievement of saxophone playing skills. Better
understanding of the basics and the diatonic scale. Accuracy in learning, skills, expertise,
fluency in practice
Keywords : web application, diatonic scale

- 259 -

บทนำ
ดนตรีมีความสำคัญในการเรียนการสอนในการศึกษา สามารถสIงเสริมพัฒนาการทางอารมณ5

เสริมสรFางความคิด จินตนาการ ชIวยกระตุFนใหFมีการแสดงออกในทางสรFางสรรค5 สIงเสริมใหFมีความสัมพันธ5
ระหวIางประสาทหู กลFามเนื้อมือ ใหFสอดคลFองกับการใชFความคิด ดนตรีสามารถเรียนไดFดFวยตนเอง
ตามความถนัดหรือความสนใจหรือเรียนไดFจากจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน บางคนเริ่มตFนตั้งแตIอายุสองขวบครึ่ง
ดFวยวัยขนาดนี้เด็กจะไดFรับการเรียนรูFไดFดีที่สุดในการพัฒนาการรับรูFทั้ง 4 ทักษะ ไดFแกI การฟåง พูด อIาน เขียน
(พรวไิ ล จุลเสวก, 2550, น. 3)

อภิชัย เลี่ยมทอง กลIาววIา “การฝóกซFอมดนตรีใหFเกิดความกFาวหนFาและมีความชำนาญน้ัน
เปTนการฝóกฝนกลFามเนื้อ เพื่อใชFควบคุมเทคนิคการบรรเลงเครื่องดนตรีใหFเกิดความเชี่ยวชาญที่ตFองการความ
สม่ำเสมอในการฝóกซFอม” (อภิชัย เลี่ยมทอง, 2555, น. 31) ซึ่งการฝóกซFอมบันไดเสียงในแซกโซโฟน
มีความจำเปTนอยIางมาก ตั้งแตIระดับพื้นฐานจนถึงระดับที่สูงขึ้นตFองมีการซFอม อาร5เปจิโจ (Arpeggio) ควบคูIไป
พรFอมกันและปåญหาที่นักเรียน นักศึกษาหรือผูFที่ฝóกซFอมบันไดเสียงในแซกโซโฟน แบIงออกเปTน 3 ระดับ
ระดับแรกคือซFอมยังไมIมากพอทำใหFกลFามเนื้อหรือระบบการจดจำของกลFามเนื้อยังไมIสามารถจดจำการเลIน
บันไดเสียงไดF ระดับที่ 2 สIวนใหญIจะเกิดกับบันไดเสียงที่ยากเกิด ระดับที่ 3 เกิดจากระยะเวลาในการซFอม
ที่ไมIเพียงพอและสIวนใหญIผูFที่ฝóกซFอมบันไดเสียงไมIไดFคิดถึงเสียงตามไปดFวยทำใหFไมIรูFวIาเสียงที่ไดFยินนั้นถูกตFอง
หรอื ไมI (ณัฐพล เฟอ¨µ งอกั ษร, 2564 : สมั ภาษณ)5

สื่อการเรียนการสอนเปTนตัวกลางซึ่งมีความสำคัญในกระบวนการเรียนการสอน มีหนFาที่
เปTนตัวนำความตFองการของครูไปสูIตัวนักเรียนอยIางถูกตFองและรวดเร็ว เปTนผลใหFนักเรียนเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมไปตามจุดมุIงหมายการเรียนการสอนไดFอยIางถูกตFองเหมาะสม สื่อการสอนไดFนำไปใชFในการเรียน
การสอนตลอด และยังไดFรับการพัฒนาไปตามการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งกFาวหนFาไปไมIหยุดยั้ง
นักการศึกษาเรียกชื่อการสอนดFวยสื่อตIาง ๆ เชIน อุปกรณ5การสอนโสตทัศนูปกรณ5 เทคโนโลยีการศึกษา
สื่อการเรียนการสอน สื่อการศึกษา เปTนตFน (กมล เวียสุวรรณ และ นิตยา เวียสุวรรณ, 2540, น. 11)
การจดั การความรลFู งบนระบบ

เว็บแอปพลิเคชัน (Web Application) นับเปTนอีกนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีผลสัมฤทธ์ิ
ตIอผูFเรียน การเขFาถึงบทเรียนไดFทุกที่ทุกเวลาเปTนสิ่งตอบโจทย5การยุคสมัยในปåจจุบันเพื่อใหFงIายตIอการเขFาถึง
เทคโนโลยีเว็บแอปพลิเคชัน สามารถตอบสนองผูFใชFงานไดFเปTนอยIางดี เทคโนโลยีการสื่อสารไรFสาย
ผIานเครื่องมือสื่อสารแบบพกพา ไดFแกI Touchpad หรือ Smartphone มีพัฒนาการอยIางรวดเร็วและไดFรับ
ความนิยมมาก เพราะเปTนการสื่อสารแบบจอสัมผัส (Touch-Screen Media) ทำใหFพกพาสะดวกใชFงานงIาย
(อรลดา แซIโคFว, 2558, หนาF 14)

จากประสบการณ5การสอนวงโยของผูFวิจัย พบวIานักเรียนวงโยทวาทิต โรงเรียนมัธยมศึกษา
เทศบาลปทุมธานี ที่เลIนแซกโซโฟนมีปåญหาเกี่ยวกับพื้นฐานการเปøาแซกโซโฟนและเรื่องบันไดเสียง ผูFวิจัยจึงนำ
เว็บแอปพลิเคชันสำหรับการฝóกซFอมแซกโซโฟนที่เนื้อหาแบบฝóกหัดเกี่ยวกับการเปøาแซกโซโฟนและบันไดเสียง

- 260 -

ซึ่งทำใหFผูFเรียนสนใจในการฝóกซFอมการเปøาแซกโซโฟนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หากผูFเรียนไดFทำแบบทดสอบ
และแบบฝóกหัดในเว็บแอปพลิเคชัน โดยการซFอมซ้ำ ๆ เริ่มจากสิ่งที่งIาย ๆ ไปหาสิ่งที่ยากจะชIวยใหFผูFเรียน
เกิดความแมนI ยำในเรือ่ งบันไดเสียงและทักษะพ้นื ฐานของแซกโซโฟน
วตั ถุประสงคกC ารวจิ ัย

1. เพื่อพัฒนาทักษะการเปøาแซกโซโฟน ของนักเรียนวงโยทวาทติ
ประโยชนCที่คาดว'าจะไดMรบั

1. ผลการวิจัยสามารถนำมาเปTนแนวทางในการจัดการเรียนการสอนและการประยุกต5ของ
การสอนวงโยทวาทติ หรือในสIวนที่เกี่ยวขFองกบั การซFอมแซกโซโฟน

2. ผเูF รียนมที ักษะการเปøาแซกโซโฟนมากขน้ึ
วธิ ดี ำเนินการวจิ ัย

การวิจัยครั้งนี้มีลักษณะเปTนงานวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) มีการใชF
แบบทดสอบกIอนเรยี นและหลังเรียน สำหรบั การเก็บขอF มลู และใชFวิเคราะห5ผลในการวิจยั

1. ขอบเขตประชากรและกลุม' ตัวอยา' ง
1.1 ประชากร นกั เรียนระดบั ช้นั มัธยมศึกษา โรงเรยี นมธั ยมศึกษาเทศบาลปทมุ ธานี
1.2 กลุIมตัวอยIาง โดยคัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติ คือ นายภูผา เสมอใจ นักเรียนชั้น

มัธยมศกึ ษาปWที่ 6 โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาเทศบาลปทุมธานี
2. เคร่อื งมอื ทีใ่ ชใM นการวิจัย
2.1 เวบ็ แอปพลเิ คชัน
2.2 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิเ์ พอื่ ใชFทดสอบกอI นเรยี นและหลงั เรยี น
3. การเก็บรวบรวมขอM มูล
ผวFู จิ ยั ดำเนินการเกบ็ ขอF มลู ตามขนั้ ตอน ดงั น้ี
1. ทดสอบกIอนเรียนดFวยแบบทดสอบวัดทักษะการเปøาแซกโซโฟน เรื่อง บันไดเสียง

ไดอาโทนิก
2. ดำเนินการฝóกซFอมวงโยหลังเลิกเรียน โดยใชFเว็บแอปพลิเคชัน เปTนเวลา 4 สัปดาห5

สปั ดาหล5 ะ 3 ครั้ง รวมทั้งหมด 12 คร้งั (ครัง้ ละ 60 นาที)
3. ทดสอบหลังเรียน ดFวยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง

การอIานโนFตดนตรสี ากล

- 261 -

4. การวิเคราะหขC Mอมลู
ผูFวิจัยไดFดำเนินการพัฒนาทักษะการเปøาแซกโซโฟน เรื่อง บันไดเสียงไดอาโทนิก

โดยใชFเวบ็ แอปพลิเคชันของนักเรียนวงโยทวาทติ โรงเรียนมัธยมศึกษาเทศบาลปทุมธานี โดยมขี ั้นตอนวเิ คราะห5
ขอF มลู ดงั นี้

1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์กIอนเรียนและหลัง ทักษะการเปøาแซกโซโฟน เรื่อง บันไดเสียง
ไดอาโทนิกโดยใชFเว็บแอปพลเิ คชนั

5. สถติ ิทใี่ ชMในการวิเคราะหขC Mอมลู
1. การหาคะแนนเพิ่มสัมพัทธ5จากสัดสIวนของผลตIางระหวIางคะแนนจากการวัดทั้ง 2 ครั้ง

กับผลตIางระหวIางคะแนนเต็มกับคะแนนการวัดครั้งแรก สำหรับการคูณอัตราสIวนดFวย 100 เพื่อไมIใหFคIาที่
ไดFเปTนทศนิยม สมการคำนวณคะแนนเพิ่มสัมพัทธ5 คือ

S = !""($%&)
(%&

เมื่อ S แทน คะแนนเพิ่มสัมพัทธ5
F แทน คะแนนเต็มของการทดสอบกIอนและหลังเรียน
X แทน คะแนนการทดสอบกIอนเรียน
Y แทน คะแนนการทดสอบหลังเรยี น

ผลการการวจิ ัย
การศึกษาขFอมูลทั่วไปของนักเรียน ผูFวิจัยคัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติ คือ นักเรียนวงโยทวาทิต

โรงเรยี นมัธยมศกึ ษาเทศบาลปทุมธานี ดังน้ี
ขอM มูลทัว่ ไปของผูMเรยี น
ชื่อ - สกุล นายภูผา เสมอใจ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปWที่ 6 โรงเรียนมัธยมศึกษาเทศบาล

ปทุมธานี
จากการเก็บขFอมูลของ นายภูผา เสมอใจ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปWที่ 6 โดยใชFแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิ

กIอนเรียนและหลงั เรียน ดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1 ผลการเปรยี บเทยี บคะแนนผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นกIอนเรยี นและหลังเรียน

ช่อื - นามสกุล คะแนนก'อน คะแนนหลัง คะแนนความ คะแนนเพมิ่
นายภผู า เสมอใจ เรยี น เรยี น แตกต'าง สมั พัทธC
5 20 15
100

จากตารางที่ 4.2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเปøาแซกโซโฟนของ นายภูผา เสมอใจ
กIอนเรียนและหลังเรียนมีคะแนนความแตกตIางอยูIที่ 15 สามารถพัฒนาทักษะการเปøาแซกโซโฟน ไดFรFอยละ 100

- 262 -

ของปริมาณที่ควรพัฒนาไดF จึงสรุปไดFวIา นายภูผา เสมอใจ มีผลสัมฤทธิ์ทักษะการเปøาแซกโซโฟน เรื่อง บันไดเสียง
ไดอาโทนกิ ทีด่ ีข้นึ

สรปุ ผลการวิจยั และอภิปรายผล
การวิจัยครั้งนี้เปTนการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทักษะการเปøาแซกโซโฟน เรื่อง บันไดเสียงไดอาโทนิก โดยมี

สาระสำคัญสรุปไดF ดงั น้ี
1. สรปุ ผลการวจิ ัย
จากประสบการณ5การสอนวิชาดนตรีสากลของผูFวิจัย พบวIานักเรียนในวงโยทวาทิตที่เปøาแซกโซโฟน

มีปåญหาเกี่ยวกับทักษะการเปøาแซกโซโฟน เรื่อง บันไดเสียงไดอาโทนิกและทักษะการเปøาพื้นฐาน โดยผูFเรียน
คิดวIาการทักษะเหลIานี้เปTนเรื่องที่ยาก ผูFวิจัยจึงพัฒนาการเปøาแซกโซโฟนของผูFเรียนโดยเริ่มใหFผูFเรียนใชFเว็บ
แอปพลิเคชันเริ่มจากเรียนรูFสิ่งที่งIาย ๆ ไปหาสิ่งที่ยาก จากแบบฝóกหัดที่อยูIในเว็บแอปพลิเคชัน ซึ่งทำใหFผูFเรียน
มีแรงจูงใจและมีกำลังใจในการพัฒนาทักษะการเปøาแซกโซโฟนไดF โดยเริ่มจากการทดสอบกIอนเรียนดFวย
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์แบบทดสอบวัดทักษะการเปøาแซกโซโฟน เรื่อง บันไดเสียงไดอาโทนิก
จากนั้นดำเนินการสอนเรื่อง การเปøาแซกโซโฟน ดFวยเว็บแอปพลิเคชันเปTนเวลา 4 สัปดาห5 สัปดาห5ละ 3 คร้ัง
รวมทั้งหมด 12 ครั้ง จากนั้นทดสอบหลังเรียน ดFวยแบบทดสอบวัดทักษะการเปøาแซกโซโฟน เรื่อง บันไดเสียง
ไดอาโทนิก ซึ่งเปTนชดุ เดิมทีใ่ ชFทดสอบกอI นเรียน

จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์กIอนเรียนและหลังเรียนดFวยแบบทดสอบวัดทักษะการเปøา
แซกโซโฟน เรื่อง บันไดเสียงไดอาโทนิก ของนักเรียนวงโยทวาทิต โรงเรียนมัธยมศึกษาเทศบาลปทุมธานี
โดยมีกลุIมตัวอยIาง คือ นายภูผา เสมอใจ พบวIา คะแนนหลังเรียนสูงขึ้นกวIาคะแนนกIอนเรียน โดยนายภูผา เสมอใจ
มีคะแนนความแตกตIางอยูIที่ 15 และคะแนนเพิ่มสัมพัทธ5รFอยละ 100 ของปริมาณที่ควรพัฒนาไดF สรุปไดFวIา
นายภูผา เสมอใจ มีแรงจูงใจและมีกำลังใจในการพัฒนาทักษะจึงทำใหFมีผลสัมฤทธิ์ทักษะการเปøาแซกโซโฟน
ที่ดีขึ้น เขFาใจในเรื่องบันไดเสียงและเกิดความแมIนยำในการเรียนรูF มีทักษะ มีความชำนาญ มีความคลIองแคลIว
ในการปฏบิ ัติ

2. อภิปรายผล
จากผลการวิจัยเรื่อง พัฒนาทักษะการเปøาแซกโซโฟน เรื่อง บันไดเสียงไดอาโทนิก

โดยใชFเว็บแอปพลิเคชันของนักเรียนวงโยทวาทิต โรงเรียนมัธยมศึกษาเทศบาลปทุมธานี ผูFวิจัยสามารถ
อภิปรายผลตามวัตถุประสงค5ไดF ดังนี้ จากประสบการณ5การสอนวิชาดนตรีสากลของผูFวิจัย พบวIานักเรียน
ในวงโยทวาทิตที่เปøาแซกโซโฟน มีปåญหาเกี่ยวกับทักษะการเปøาแซกโซโฟน เรื่อง บันไดเสียงไดอาโทนิก
และทักษะการเปøาพื้นฐาน ซึ่งสอดคลFองนายณัฐพล เฟµ¨องอักษร (2564) ไดFกลIาวถึงการฝóกซFอมบันไดเสียง
ในแซกโซโฟนไวFวIา การซFอมบันไดเสียงในแซกโซโฟนมีความจำเปTนอยIางมาก ต้ังแตIพื้นฐานจนถึงระดับที่สูงข้ึน
ตFองมีการซFอม อาร5เปจิโจ (Arpeggio) ควบคูIไปดFวยและปåญหาที่นักเรียน นักศึกษาหรือผูFที่ฝóกซFอมบันไดเสียง
อาจารย5ไดFแบIงออกเปTน 3 ระดับ ระดับแรกคือ ซFอมยังไมIมากพอทำใหFกลFามเนื้อหรือระบบการจดจำ
ของกลFามเนื้อยังไมIสามารถจำการเลIนบันไดเสียงไดF ระดับที่ 2 สIวนใหญIจะเกิดกับบันไดเสียงที่ยากอาจจะเกิด

- 263 -

ยากระยะเวลาในการซFอมมีไมIมากพอ ระดับที่ 3 สIวนใหญIนักเรียนนักศึกษาไมIไดFคิดถึงเสียงตามไปดFวยทำใหF
ไมIรูFวIาเสียงที่ไดFยินนั้นถูกตFองหรือไมI ผูFวิจัยจึงนำเว็บแอปพลิเคชันมาชIวยพัฒนาทักษะการเปøาแซกโซโฟน
เพื่อใหFผูFเรียนไดFเรียนรูFจากสิ่งที่งIาย ๆ ไปหาสิ่งที่ยากและสามารถเขFาถึงเนื้อหาแบบฝóกหัดไดFตลอดเวลา
ซึ่งสอดคลFองกับ อรลดา แซIโคFว (2558) กลIาววIา เว็บแอปพลิเคชัน (Web Application) นับเปTนอีกนวัตกรรม
ทางการศึกษาที่มีผลสัมฤทธิ์ตIอผูFเรียน การเขFาถึงบทเรียนไดFทุกที่ทุกเวลาเปTนสิ่งตอบโจทย5การยุคสมัยในปåจจุบัน
เพื่อใหFงIายตIอการเขFาถึง โดยผูFวิจัยเริ่มจากการทดสอบกIอนเรียน ดFวยแบบทดสอบวัดทักษะการเปøาแซกโซโฟน
เร่ือง บันไดเสียงไดอาโทนิก จากนั้นดำเนินการสอนเรื่อง การเปøาแซก ดFวยเว็บแอปพลิเคชันเปTนเวลา 4 สัปดาห5
สัปดาห5ละ 3 ครั้ง รวมทั้งหมด 12 ครั้ง จากนั้นทดสอบหลังเรียน ดFวยแบบทดสอบวัดทักษะการเปøาแซกโซโฟน
เร่อื ง บนั ไดเสยี งไดอาโทนกิ ซง่ึ เปTนชุดเดมิ ทีใ่ ชทF ดสอบกอI นเรยี น

จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์กIอนเรียนและหลังเรียนดFวยแบบทดสอบวัดทักษะการเปøา
แซกโซโฟน เรื่อง บันไดเสียงไดอาโทนิก ของนักเรียนวงโยทวาทิต โรงเรียนมัธยมศึกษาเทศบาลปทุมธานี
พบวIา คะแนนหลังเรียนสูงขึ้นกวIาคะแนนกIอนเรียน สรุปไดFวIา นายภูผา เสมอใจ มีแรงจูงใจและมีกำลังใจ
ในการพัฒนาทักษะจึงทำใหFมีผลสัมฤทธิ์ทักษะการเปøาแซกโซโฟนที่ดีขึ้น เขFาใจในเรื่องบันไดเสียงและเกิดความ
แมIนยำในการเรยี นรูF มีทักษะ มีความชำนาญ มีความคลIองแคลIวในการปฏิบัติ

3. ขอM เสนอแนะ
จากผลการวิจัย ผวFู จิ ัยมีขFอเสนอแนะ ดงั น้ี
3.1 ควรมกี ารเพมิ่ เตมิ เนอ้ื หาเรื่องบนั ไดเสียงอนื่ ๆ มากข้นึ
3.2 ควรเพ่มิ จำนวนผูเF รยี นเพื่อใหมF ีการเรียนรทูF ่ีดมี ากยิง่ ขึ้น
3.3 ควรศึกษาการใชFสื่อที่หลากหลายเพื่อชIวยสรFางแรงกระตุFนใหFผูFเรียนอยากเรียน อยากท่ี

จะปฏิบัตแิ ละควรคำนงึ ถงึ สภาพผเFู รยี นทีม่ ีความตIางกนั ทั้งรIางกาย สติปญå ญา อารมณ5 และประสบการณ5

บรรณานุกรม
Tim lautzenheiser, John higgins, Charles menghini, Paul lavender, Tom C. Rhodes, Don

bierschenk. 2000. Essential elements 2000 Bb tenor saxophone book 1-3. HAL
LEONARD CORPORATION 2000:
ฤทธชิ ัย อIอนม่ิง. 2547. การออกแบบและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรiมัลติมีเดยี . กรงุ เทพฯ: ภาควชิ า
เทคโนโลยที างการศกึ ษาคณะศกึ ษาศาสตร5มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ.
วรินธร สีเสียดงาม. 2563. ทักษะพน้ื ฐานและเทคนิคท่สี ำคญั ในการปฏบิ ตั ิแซกโซโฟน. กรุงเทพฯ:
ภาควชิ าดนตรี ตะวันตก วิทยาลัยการดนตรี มหาวิทยาลยั ราชภฏั บFานสมเดจ็ เจFาพระยา.
อภชิ ยั เลยี่ มทอง. 2555. หลักสำคำญสำหรับการฝกl ซ0อมดนตรเี พอื่ ประสทิ ธิภาพสูงสดุ . (ฉบบั ท่ี 1). ปทมุ ธาน:ี
วารสารดนตรรี งั สิต มหาวิทยาลยั รงั สิต.
พิสทุ ธิ์ การบุญ. 2556. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา ทฤษฎีดนตรสี ากล 2 เรอื่ งบันไดเสียง. จันทบรุ ี :
คณะมนษุ ยศาสตร5และสงั คมศาสตรม5 หาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณ.ี

- 264 -

กิจกรรมการเคล่อื นไหวประกอบจังหวะเพ่ือพัฒนากลา. มเนอื้ มัดใหญ,ของเดก็ ชนั้ ปฐมวยั
Rhythmic movement activities to develop gross muscles of
preschool children

ฐิตติพันธุK สหี ะธรางกรู 17
Thitiphan Sihatharangkoon
หลกั สตู รศกึ ษาศาสตรบณั ฑิต (4 ป)5 คณะศิลปศึกษา สถาบันบณั ฑติ พฒั นศิลป=
Bachelor of Education Program (4 years), Faculty of Art Education, Bunditpatanasilpa Institute.

บทคัดย'อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค5 เพื่อพัฒนากลFามเนื้อมัดใหญIของเด็กชั้นปฐมวัย โดยมีวัตถุประสงค5
เพื่อพัฒนาความสารถในการเคลื่อนไหวและกลFามเนื้อมัดใหญIของผูFเรียน พัฒนาความสามรถในความคิด
สรFางสรรค5ทางดFานดนตรีและจังหวะ เพื่อนำความรูFความสามารถที่ไดFจากกิจกรรมไปประยุกต5ใชFใน
ชีวิตประจำวัน โดยมีกลุIมตัวอยIางเปTนนักเรียน ชั้นอนุบาลปWที่ 1 คัดเลือกแบบจาะจงคุณสมบัติ โดยมีเครื่องมือ
ที่ใชFในงานวิจัยเปTนแบบทดสอบวัดผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกIอนและหลังการใชFการกิจกรรมเสริมทักษะ
การเคลื่อนไหว เพื่อพัฒนากลFามเนื้อมัดใหญIในเด็กปฐมวัยและใชFสื่อกิจกรรมการเคลื่อนไหวอยIางงIาย
สรุปผลการวิเคราะห5ขFอมูลเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบวIา คะแนนหลังเรียนสูงขึ้นกวIาคะแนน
กIอนเรียน โดยเด็กหญิงธัญญาภรณ5 สะทองราง นักเรียนชั้นอนุบาลปWที่ 1 โรงเรียนดรุณวิทย5ศึกษามีคะแนน
ความแตกตIางอยูIที่ 10 และคะแนนเพิ่มสัมพัทธ5รFอยละ 90.90 ของปริมาณที่ควรพัฒนาไดFไดF สรุปไดFวIา
เด็กหญิงธัญญาภรณ5 สะทองราง ผูFเรียนมีแรงจูงใจและมีกำลังใจในการพัฒนาทักษะจึงทำใหFมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นท่ีดีข้นึ มกี ารพฒั นาดาF นการเคลอื่ นไหวท่ดี ขี นึ้ และมคี วามชำนาญ คลIองแคลIวในการปฏิบตั ิ
คำสำคญั : การเคล่อื นไหวประกอบจังหวะ

17 นักศึกษาสาขาดนตรศี กึ ษา, หลักสตู รศกึ ษาศาสตรบัณฑติ (4 ป): คณะศิลปศกึ ษา สถาบนั บัณฑติ พัฒนศลิ ปA
E – mail : [email protected]

- 265 -

Abstract
This research article aims to develop the gross muscles of preschool children. The
objective is to develop students' ability to move and gross muscles, develop creative abilities
in music and rhythm. to apply knowledge and abilities gained from activities to apply in daily
life The sample group was students. Kindergarten year 1 Select a specific feature The research
instrument was a test to measure the learning achievement before and after the use of motor
skills enhancement activities for the development of fine motor skills in early childhood and
using simple movement activity media. Summarizing the results of the data analysis to
compare academic achievement, it was found that the scores after school were higher than
the scores before school. by Thanyaporn Sathongrang, a Kindergarten Year 1 student Darunwit
Suksa School has a score difference of 10 and a relative increase of percentage points 90.90
It can be concluded that Thanyaporn Sathongrang, the learner, was motivated and encouraged
to develop skills, thus resulting in better academic achievement. There has been a better
development of movement. and have expertise Fluent in practice
Keywords : rhythmic movement

- 266 -

บทนำ
จังหวะเปTนองค5ประกอบหลักของดนตรีไมIวIาจะชนชาติใด กลIาวคือดนตรีประกอบดFวย

องค5ประกอบสำคัญหลัก คือ จังหวะและทำนอง ซึ่งเปTนวิวัฒนาการความบันเทิงของมนุษยชาติมาแตIครั้งโบราณ
กาล ทวIาความสำคัญของดนตรียังสIงผลตIอกิจกรรมอื่น ๆ ของมนุษย5ไมIวIาจะเปTนกิจกรรมทางศาสนา
ของพุทธศาสนาฝøาย มหายาน หรือกิจกรรมทางคริสตศาสนา จะเห็นไดFวIาความสัมพันธ5ระหวIางมนุษย5กับดนตรี
มีมาอยIางยาวนานและผูกพันกับความเชื่อความศรัทธา ตลอดจนการที่มนุษย5รูFรับปรับใชFดนตรีกับกิจกรรมอื่น ๆ
ที่มีความสำคัญกับการดำเนินชีวิตของมนุษย5 ความรูFพื้นฐานของดนตรีคือการจัดสัดสIวนของทำนองตามลักษณะ
ของการเคลื่อนไป ของเวลาอยIางเปTนสัดสIวน ซึ่งเปTนการแบIงชIวงเวลายIอย ๆ ตามลักษณะทางโครงสรFางดนตรี
อยIางเปTนระเบียบ สม่ำเสมอ ซึ่งเปTนความรูFพื้นฐานของนักดนตรีหรือผูFที่มีความรูFทางดนตรีอยูIแลFว
อนึ่งหากกลIาวถึงคุณสมบัติของ จังหวะตามแนวทางของดนตรียIอมมีความสลับซับซFอนหลากหลายดFวยชนิด
ของจังหวะที่ผIานวิวัฒนาการของ เวลาปรุงแตIงและผIานผูFรIวมสนับสนุนทางความคิดไมIวIาจะเปTนประโยชน5ใชF
สอยและยุคทางดนตรี หากเมื่อ กลับไปพิจารณาวIาพื้นฐานของดนตรีเปTนเรื่องหนึ่งที่ยืนอยูIบนประวัติศาสตร5
ของดนตรี ผูFเรียนดนตรียIอม จำแนกแจกแจงสุนทรียรสของจังหวะ ทำนอง ไดFอยIางถูกตFองตามตำราหรือทฤษฎี
ที่เรียนมา แตIสำหรับบุคคล ทั่วไปหรือแมIแตIเด็กเล็กยIอมเกิดคำถามวIาอะไรคือสิ่งเบื้องตFนขององค5ประกอบ
ดนตรีที่เขาเหลIานั้นพึงตFอง เขFาใจจังหวะจึงเปTนเรื่องของการจัดสัดสIวนเวลาที่พึงนำมาขยายประเด็นในบริบท

ของดนตรีท่มี ีสวI นรวI มกบั กจิ กรรมอ่ืน ๆ ของมนษุ ย"

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 กลIาววIา สำหรับเด็กอายุ 2 - 3 ปW ประสบการณ5สำคัญ
ที่สIงเสริมพัฒนาการดFานรIางกาย เปTนการสนับสนุนใหFเด็กไดFมีโอกาสพัฒนาการใชFกลFามเนื้อใหญI กลFามเนื้อเล็กอยIาง
มาก การประสานสัมพันธ5ระหวIางกลFามเนื้อและระบบประสาท ในการทำกิจวัตรประจำวันหรือทำกิจกรรมตIาง ๆ
การนอนหลับพักผIอน การดูแลสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของตนเองทประสบการณ5สำคัญที่ควรสIงเสริม
ประกอบดFวย การเคลื่อนไหวสIวนตIาง ๆ ของรIางกายตามจังหวะดนตรีการเลIนออกกำลังกลางแจFงอยIางอิสระ
การเคลื่อนไหว และการทรงตัว การประสานสัมพันธ5ของกลFามเนื้อและระบบประสาท การเลIนเครื่องเลIนสัมผัส
การวาด การเขียนขีด เขี่ย การปå±น การฉีกการตัดปะ การดูแลรักษาความสะอาดของรIางกาย ของใชFสIวนตัว
และการรักษาความปลอดภัย เปนT ตFน

สุภาพรรณ ศรีสุข (2561 ออนไลน5) กลFามเนื้อมัดใหญIนั้นเปรียบเสมือนรากฐานสำคัญของระบบ
การเรียนรูFทั้งหมด เพราะหากพื้นฐานทางรIางกายไมIแข็งแรงก็ยากที่ระบบการเรียนรูFของ รIางกายในสIวนตIาง ๆ
จะทำงานไดFเต็มที่ โดยเฉพาะในชIวงระยะแรกเกิดจนถึง 1 ขวบ เปTนชIวงที่รIางกายกำลังไดFรับการพัฒนาในทุก ๆ
ดFาน โดยมีการเสริมสรFางทักษะในดFานตIาง ๆ อยIางตIอเนื่องเปTนขั้นบันได หากทักษะทางดFานใดดFานหนึ่ง
ถูกพัฒนาขFามขั้นตอนหรือพัฒนาไดFอยIางไมIสมบูรณ5อาจจะทำใหFการพัฒนาโครงสรFางทักษะของรIางกายทางดFาน
อื่นทำงานไดFอยIางไมIมีประสิทธิภาพและอาจสIงผลกระทบตIอการพัฒนาทักษะในระดับที่สูงขึ้นไปอีกดFวย
ในชIวงวัย 1- 3 ขวบ เปTนชIวงที่พัฒนาการของกลFามเนื้อมัดใหญIกำลังเริ่มตFน สามารถสIงเสริมโดยการใหFเด็กเดิน
ดFวยตัวเองเพื่อพัฒนากลFามเนื้อที่ใชFในการทรงตัว สIงเสริมใหFเด็กเกิดการเคลื่อนไหวเพื่อเสริมสรFางความสัมพันธ5

- 267 -

ของแขนและขา เชIน การฝóกใหFเด็กไดFปWนปøาย เดินเอง ลFมเอง ก็เปTนทักษะหนึ่งที่เด็กจะไดFเรียนรFู
และใชFกลFามเนอื้ มัดใหญI อยาI งระมัดระวงั ในครง้ั ตIอไป

จะเห็นไดFวIาพัฒนาการกลFามเนื้อมัดใหญI มีผลเปTนอยIางมากตIอพัฒนาการการเรียนรFู
ในดFาน อื่น ๆ ของเด็กในวัยนี้และแนIนอนวIา หากเด็กขาดการพัฒนาทักษะดังกลIาวในชIวงวัยที่พวกเขาตFองการ
นั้นจะทำใหFพัฒนาการของพวกเขาลIาชFาไมIเปTนไปตามวัย เชIน ถFาเด็กวัย 6 ขวบ แตIยังเดินแลFวหกลFมงIาย
มีปåญหาดFานความสัมพันธ5ของรIางกายเคลื่อนไหวไมIคลIองแคลIว อาจทำใหFเปTนอุปสรรค ในการทำกิจกรรม
การเรียนรูFและการเลIนกีฬารIวมกับเพื่อน จนสIงผลใหFพฤติกรรมการเรียนรูFถดถอยและเบื่อหนIายในการเรียน
การเลIนและการทำกิจกรรมเหลIานี้มากทสี่ ุด

วตั ถปุ ระสงคกC ารวิจยั
1. เพือ่ พฒั นากลFามเนอ้ื มดั ใหญIโดยใชกF จิ กรรมการเคลอ่ื นไหวประกอบจังหวะ
2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใชFกลFามเนื้อมัดใหญIกIอนและหลังการใชFกิจกรรม

การเคลื่อนไหวประกอบจงั หวะเพ่อื พัฒนากลาF มเนอื้ มดั ใหญIของเดก็ ชน้ั ปฐมวัย

ประโยชนCท่ีคาดวา' จะไดMรบั
1. ผูเF รยี นมกี ารพฒั นากลFามเนือ้ มัดใหญหI ลังใชFกจิ กรรมการเคล่ือนไหวประกอบจังหวะ
2. ผFเู รียนมีทักษะในการเคล่ือนไหวราI งกายประกอบจังหวะไดดF ีย่งิ ขน้ึ

วิธดี ำเนินการวจิ ยั
การวิจัยครั้งนี้มีลักษณะเปTนงานวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) มีการใชFแบบทดสอบ

กอI นเรยี นและหลงั เรยี น สำหรับการเกบ็ ขFอมลู และใชวF ิเคราะหผ5 ลในการวิจัย
1. ขอบเขตประชากรและกล'มุ ตวั อยา' ง
1.1 ประชากร นักเรียนระดับชนั้ ประถมศกึ ษา เขตภาคกลาง
1.2 กลุIมตัวอยIาง โดยคัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติ คือ เด็กหญิงธัญญาภรณ5 สะทองราง

นกั เรียนชนั้ อนบุ าลปทW ี่ 1 โรงเรียนดรุณวทิ ย5ศึกษา
2. เครือ่ งมอื ที่ใชใM นการวิจัย
2.1 การใชFคำพดู เสริมแรง ใหคF วามเปนT กนั เอง และใหFคำชมเชย
2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เพอ่ื ใชทF ดสอบกอI นเรียนและหลงั เรียน
2.3 กจิ กรรมการเคลอ่ื นไหวประกอบจงั หวะอยIางงาI ย
3. การเกบ็ รวบรวมขอM มูล
ผวFู จิ ัยดำเนนิ การเกบ็ ขFอมูลตามข้ันตอน ดังน้ี
1. ทดสอบกIอนเรียน ดFวยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดFวย กิจกรรม

การเคล่อื นไหวประกอบจงั หวะอยาI งงาI ย
2. ดำเนินกิจกรรมการสอนเรื่อง กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบจังหวะอยIางงIาย

เปนT เวลา 3 สปั ดาห5 สปั ดาห5ละ 2 คาบ รวมทั้งหมด 6 คาบ (คาบละ 60 นาท)ี

- 268 -

3. ทดสอบหลังเรียน ดFวยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กิจกรรม
การเคลอ่ื นไหวประกอบจังหวะอยาI งงIาย

4. การวเิ คราะหCขอM มลู
ผูFวิจัยไดFดำเนินกิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบจังหวะเพื่อพัฒนากลFามเนื้อมัดใหญIสำหรับเด็ก

ปฐมวัย โดยมขี น้ั ตอนวเิ คราะหข5 อF มลู ดังนี้
1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกIอนเรียนและหลังเรียน เรื่อง กิจกรรมการเคลื่อนไหว

ประกอบจังหวะเพือ่ พฒั นากลFามเนื้อมดั ใหญสI ำหรบั เดก็ ปฐมวัย
5. สถติ ิท่ใี ชใM นการวเิ คราะหCขอM มลู
คาI เฉล่ยี (Mean) โดยคาํ นวณจากสูตร (ลFวน สายยศและองั คณา สายยศ. 2558) ดงั น้ี

!" = ∑!
%

เม่อื !̅ แทน คาI เฉล่ยี
∑ # แทน ผลรวมคะแนนท้ังหมด
% แทน จำนวนเดก็ ในกลุมI ตวั อยาI ง

ผลการวิจยั
จากการเก็บขFอมูลของเด็กหญิงเด็กหญิงธัญญาภรณ5 สะทองราง ระดับชั้นอนุบาลปWที่ 1 โรงเรียน

ดรุณวิทย5ศึกษา โดยใชFแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรูFกIอนเรียนและหลังเรียน
ดงั แสดงในตารางท่ี 1

ตารางท่ี 1 ผลการเปรยี บเทียบคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกIอนเรียนและหลงั เรียน

ช่ือ - นามสกลุ คะแนนกอ' น คะแนนหลงั คะแนนความ คะแนนเพิ่ม
เรยี น เรยี น แตกตา' ง สมั พทั ธC

เด็กหญงิ ธัญญาภรณ5 สะทองราง 9 19 10 90.90

จากตารางที่ 1 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กหญิงธัญญาภรณ5 สะทองราง
กIอนเรียนและหลังเรียนมีคะแนนความแตกตIางอยูIที่ 10 สามารถพัฒนาทักษะการอIานโนFตดนตรีสากลไดFรFอยละ
90.90 ของปริมาณที่ควรพัฒนาไดF จึงสรุปไดFวIา เด็กหญิงธัญญาภรณ5 สะทองราง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นที่ดีขึ้น
มีพัฒนาการทางการเคลอ่ื นไหวทด่ี ีขึ้น

สรุปผลการวจิ ยั และอภิปรายผล
การวิจัยครั้งนี้เปTนกิจกรรมเสริมทักษะการเคลื่อนไหวประกอบจังหวะเพื่อพัฒนากลFามเนื้อมัดใหญI

สำหรบั เดก็ ปฐมวยั โดยมสี าระสำคัญพอสรปุ ไดF ดังนี้

- 269 -

1. สรปุ ผลการวจิ ยั
จากประสบการณ5การสอนวิชาดนตรีสากลของผูFวิจัย พบวIานักเรียนในชIวงชั้นปฐมวัย

มีการพัฒนาการเคลื่อนไหวและการใชFงานกลFามเนื้อมัดใหญIที่ไมIมากพอ ผูFวิจัยจึงพัฒนกิจกรรมการเคลื่อนไหว
ประกอบจังหวะเพื่อพัฒนากลFามเนื้อมัดใหญIในเด็กชั้นปฐมวัยโดยมีเปTนกิจกรรมงIาย ๆ ไปหากิจกรรม
ที่มีความยากมากขึ้นเพื่อใหFผูFเรียนมีแรงจูงใจในการมีสIวนรIวมในกิจกรรมพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว
โดยเริ่มจากการทดสอบกIอนเรียน ดFวยแบบวัดผลสัมฤทธิ์กIอนเริ่มเรียนดFวยกิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบ
จังหวะอยIางงIาย เปTนเวลา 3 สัปดาห5 สัปดาห5ละ 2 คาบ รวมทั้งหมด 6 คาบ จากนั้นทดสอลหลังเรียน
ดFวยชุดกจิ กรรมการเคลื่อนไหวประกอบจงั หวะอยIางงาI ย ซ่ึงเปTนชดุ กจิ กรรมทีใ่ ชFทดสอบกIอนเรม่ิ เรยี น

จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกIอนเรียนและหลังเรียนเรื่อง กิจกรรม
การเคลื่อนไหวประกอบจังหวะ เพื่อพัฒนากลFามเนื้อมัดใหญIของเด็กชั้นปฐมวัย ระดับชั้นอนุบาลปWที่ 1
โรงเรียนดรุณวิทย5ศึกษา พบวIา คะแนนหลังเรียนสูงขึ้นกวIาคะแนนกIอนเรียน โดยเด็กหญิงธัญญาภรณ5 สะทองราง
มีคะแนนความแตกตIางอยูIที่ 10 และคะแนนเพิ่มสัมพัทธ5รFอยละ 90.90 ของปริมาณที่ควรพัฒนาไดF สรุปไดFวIา
เด็กหญิงธัญญาภรณ5 สะทองราง ผูFเรียนมีแรงจูงใจและมีกำลังใจในการพัฒนาทักษะจึงทำใหFมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นท่ดี ีข้นึ มีการพัฒนาของกลาF มเนื้อมดั ใหญแI ละการเคลือ่ นไหวท่ีดขี น้ึ อยาI งเหน็ ไดชF ดั

2. อภิปรายผล
พัฒนาความสามารถในการใชFกลFามเนื้อมัดใหญI หลังการจัดกิจกรรม เคลื่อนไหวและจังหวะ

โดยรวม พบวIา เด็กปฐมวัย มีคะแนนเฉลี่ยหลังการวิจัยสูงกวIากIอนการวิจัย โดยกIอนการทดลองมีคะแนนเฉล่ีย
ของความสามารถ ในการใชFกลFามเนื้อมัดใหญIและหลังการทดลองจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะเปTนเวลา
3 สัปดาห5มีคะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการใชFกลFามเนื้อมัดใหญI 2.37 ซึ่งสอดคลFองกับสมมติฐานที่ตั้งไวF
แสดงใหFเห็นวIาการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะกIอใหFเกิดผลในการพัฒนาความสามารถ
ในการใชFกลFามเนื้อมัดใหญIของเด็กปฐมวัยระดับชั้นบFานสาธิต ทั้งนี้สามารถอธิปรายไดFดังน้ี ความสามารถ
ในการใชFกลFามเนื้อมัดใหญIของเด็กปฐมวัยอายุ 2 -3 ปW ที่ไดFรับการจัด ประสบการณ5กิจกรรมเคลื่อนไหว
และจังหวะ หลังการจัดกิจกรรมสูงกวIากIอนการจัดกิจกรรม โดยมีความสูงขึ้นทุกดFาน คือ 1. ดFานการเดิน
เด็กปฐมวัยมีความสามารถในการใชFกลFามเนื้อมัดใหญIกIอนการจัด กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ
มคี ะแนนเฉล่ยี กอI นการวจิ ยั 2.26 คะแนน คาI เบีย่ งเบนมาตรฐาน 0.52 การแปลผลอยูIในระดบั ดี หลงั การวิจัยมี
คะแนนเฉลี่ย 2.96 คะแนน คIาเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.19 การแปลผลอยูIในระดับ ดีมาก ผลตIางคIาเฉลี่ย เทIากับ
0.70 ทั้งนี้เนื่องจากการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหว และจังหวะประเภทการเคล่ือนไหวประกอบบทเพลง
และ ประเภทการเคลื่อนไหว ที่มีการเคลื่อนไหวในลักษณะการเดินตIอเทFาทำทIาทางประกอบเพลง
ซึ่งจากการสังเกตนั้น ในชIวงแรกเด็กจะยังไมIสามารถควบคุมการใชFกลFามเนื้อมัดใหญIไดFถูกตFองจะเห็นไดFจาก
กิจกรรมเคลื่อนไหวประกอบเพลงและกิจกรรมเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ5 สIงผลใหFเด็กทำกิจกรรมไดFไมIเต็มที่
เกิดความไมIมั่นใจครูจะเขFาไปแนะนำทIาทางการเคลื่อนไหว และการใชFอุปกรณ5ในการเดินตามจังหวะที่ถูกตFอง
จึงทำใหFเด็กมีความสนใจที่จะทำกิจกรรมและสามารถ ควบคุมการทำงานของกลFามเนื้อมัดใหญIไดFถูกตFอง
และดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งสอดคลFองกับ ระวิวรรณ แซIหลี (2558: 29) กลIาววIา ความสําคัญและกลไกการทํางาน

- 270 -

ของกลFามเนื้อมัดใหญI มีความสําคัญมาก ในการเคลื่อนไหวรIางกายในชีวิตประจําวัน เชIน การเดิน การวิ่ง
การกระโดด การทรงตัว เปTนตFน ความสามารถในการใชFกลFามเนื้อจะเปTนตัวบIงบอกถึงความเจริญเติบโต เชIน
เมื่อนักเรียนโตขึ้นก็จะมี ความสามารถในการควบคุมกลFามเนื้อหรืออวัยวะตIาง ๆ ไดFดีขึ้น ซึ่งการเคลื่อนไหว
ราI งกายในทนี่ ้ี หมายถึง การเคลอ่ื นไหวทต่ี อF งใชFกลFามเนื้อมัดใหญIของลาํ ตัว แขน ขา

การพัฒนาความสามารถในการใชFกลFามเนื้อมัดใหญIหลังการจัดกิจกรรม เคลื่อนไหว
และจังหวะ พบวIา เด็กปฐมวัยที่ไดFรับการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กIอนการ ทดลองมีคIาเฉล่ีย
2.37 คะแนนคIาเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.56 คะแนนและหลังการทดลองนักเรียนที่ ไดFรับการจัดกิจกรรม
เคลื่อนไหวและจังหวะเปTนเวลา 3 สัปดาห5 มีคIาเฉลี่ยความสามารถในการใชF กลFามเนื้อมัดใหญI 2.96 คะแนน
และคIาเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.18 คะแนน ความสามารถในการใชF กลFามเนื้อมัดใหญIของเด็กปฐมวัยจากการจัด
กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะกIอนและหลังการวิจัย แตกตIางกัน คือ คะแนนความสามารถในการใชFกลFามเน้ือ
มัดใหญIของเด็กปฐมวัยหลังการทดลองสูง กวIากIอนการทดลอง ทั้งนี้เนื่องจากกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ
เปTนกิจกรรมที่มีความสำคัญตIอ พัฒนาการทางดFานรIางกายของเด็กปฐมวัยจากการไดFเคลื่อนไหวรIางกาย
ทุกสIวนในขณะปฏิบัติ กิจกรรม นอกจากดFานรIางกายแลFวยังชIวยสIงเสริมพัฒนาการดFานอื่นอีกดFวยไมIวIาจะเปTน
ดFานสติปåญญา จากการจดจำเพลง จังหวะ ทIาทาง ดFานอารมณ5 – จิตใจจากการแสดงออกทางอารมณ5
ขณะปฏิบัติกิจกรรมและดFานสังคมผIานการรIวมกิจกรรมกับผูFอื่นไดFสอดคลFองกับแนวคิดการจัดกิจกรรม
เคลื่อนไหวและจังหวะ เปTนสิ่งจำเปTนตIอการพัฒนาเด็ก การสอนการเคลื่อนไหวและจังหวะใหFแกIเด็ก
เป³ดโอกาสใหFเด็กไดFเรียนรูFการตอบสนอง การเลียนแบบและการใชFสIวนตIาง ๆ ของรIางกายมา ผสมผสาน
กับดนตรี โดยมีปåจจัยในการบูรณาการดนตรีในหFองเรียน 4 ประการ ไดFแกI ความสามารถ ดFานสติปåญญา
และความฉลาด ความเชี่ยวชาญในการใชFทักษะดFานรIางกาย พัฒนาการดFานอารมณ5 - จิตใจ พัฒนาการดFาน
ความคิดสรFางสรรค5 เหลาI น้นี ำไปสกูI ารพฒั นาความคดิ สราF งสรรค5ของเดก็ มากขึ้น (พรพิมล เวสสวสั ด,ิ์ 2557: 22)

3. ขMอเสนอแนะ
จากผลการวจิ ยั ผูวF จิ ยั มขี อF เสนอแนะ ดงั นี้
3.1 ควรเพิ่มจำนวนผFูเรยี นเพ่ือใหFมกี ารเห็นภาพผลลพั ธท5 ี่ชัดยิ่งขน้ึ
3.2 ควรมกี ารเพ่มิ เตมิ เนื้อหาในกจิ กรรมการเคล่ือนไหวประกอบจังหวะใหFมากข้นึ
3.3 ควรศึกษาการใชFสื่อที่หลากหลายเพื่อชIวยสรFางแรงกระตุFนใหFผูFเรียนอยากเรียน

อยากทจ่ี ะปฏบิ ตั แิ ละควรคำนงึ ถงึ สภาพผเFู รียนที่มคี วามตาI งกนั ทงั้ ราI งกาย สตปิ ญå ญา อารมณแ5 ละประสบการณ5

บรรณานกุ รม
กระทรวงศึกษาธิการ. 2551. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ :

โรงพมิ พ5ชุมนมุ สหกรณก5 ารเกษตรแหงI ประเทศไทย
มณีรัตน5 ลีลา. 2563. การพัฒนาความสามารถในการใชFกลFามเนื้อมัดใหญIของเด็กปฐมวัยระดับชั้นบFานสาธิต

โดยการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ (รายงานวิจัยการปฏิบัติการในชั้นเรียน) มหาวิทยาลัย
สวนดสุ ิต.

- 271 -

ณัชชา เตชะอาภรณ5ชัย. 2560. ผลการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบบทเพลงพื้นเมือง
สำหรับเดก็ ปฐมวยั ท่มี ตี อI ความเขาF ใจจังหวะ กรงุ เทพฯ: สำนักพมิ พแ5 หIงจฬุ าลงกรณ5 มหาวิทยาลยั .

อินทร5ตรอง นิตยโรจน5. 2564. กิจกรรมทางกายสำหรับเด็กปฐมวัยกับการสIงเสริมความเขFาใจ เรื่องจังหวะ
พื้นฐาน โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแกนI ฝาø ยอนบุ าล

- 272 -

การพัฒนาทักษะการอ,านโน.ตดนตรีสากลโดยใชช. ุดการเรียนการสอนทฤษฎีดนตรสี ากล
ของนกั เรียนวงโยธวาทิต โรงเรยี นวดั ราษฎรบt ำรงุ ในระดับชน้ั ประถมศกึ ษาปทe ี่ 4

The development of international music notation reading skills by using the
International Music Theory Instructional Set. of students marching band Wat

Ratbamrung School At the 4th grade level

อดิศร ปqนp ศริ 1ิ 8
Adisorn Pansiri
หลกั สูตรศึกษาศาสตรบัณฑติ (4 ป5) คณะศิลปศกึ ษา สถาบนั บัณฑิตพัฒนศิลป=
Bachelor Of Education Program (4 year), Faculty Of Art Education, Bunditpatnasilpa Institute.

บทคัดย'อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค5เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาทักษะการอIานโนFตดนตรีสากลโดยใชFชุดการเรียน
การสอนทฤษฎีดนตรีสากล2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการพัฒนาการอIานโนFตดนตรี
สากลโดยชุดการเรียนการสอนทฤษฎีดนตรีสากลของนักเรียนวงโยธวาทิตของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 4
โรงเรียนวัดราษฎร5บำรุง คัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติโดยมีเครื่องมือที่ใชFในการวิจัยเปTนแบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพื่อใชFทดสอบกIอนเรียนและหลังเรียน โดยใชFชุดการสอนเรื่องเครื่องหมาย
และสัญลักษณ5ทางดนตรี สรุปผลการวิเคราะห5ขFอมูลเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบวIา ผลสัมฤทธิ์
หลังการใชFชุดการสอนมีผลคะแนนที่สูงกวIา ดังนี้ เด็กชาย กฤษณะ คุFมเมือง มีคะแนนอยูIที่รFอยละ 80
เด็กชาย ทัตเทพ นันทวิชัย มีคะแนนอยูIที่รFอยละ 100 เด็กชาย อนุชิต นาโสก มีคะแนนอยูIที่รFอยละ 100
เด็กชาย ศุกลพัฒน5 เกิดเรือง มีคะแนนอยูIที่รFอยละ 83.33 เด็กหญิง จันทิมา อุบลเสมา มีคะแนนอยูIที่รFอยละ 83.33
เด็กหญิง อัญยารินทร5 กาวนอก มคี ะแนนอยIูทรี่ Fอยละ 100
จึงสามารถสรุปไดFวIา นักเรียนวงโยธวาทิต โรงเรียนวัดราษฎร5บำรุง ในระดับชั้นประถมศึกษาปWที่ 4
มผี ลสมั ฤทธ์ทิ ่ีดีขน้ึ มคี วามรูF ความเขาF ใจ ทักษะการอาI นโนFตดนตรีสากลทม่ี คี ณุ ภาพและประสิทธเิ พ่ิมมากขน้ึ
คำสำคัญ : การพัฒนา, ชุดการสอน, การอIานโนตF

18 นกั ศึกษาสาขาดนตรีศึกษา, หลกั สตู รศึกษาศาสตรlบณั ฑิต (4 ป): คณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพฒั นศลิ ปA
E-mail : [email protected]

- 273 -

Abstract
The objectives of this research were 1) to develop skills in reading international
music notation by using the International Music Theory Instructional Set 2) to compare learning
achievements. On the development of international music notation reading by a teaching kit
of international music theory of marching band students of Prathomsuksa 4 students at Wat
Ratbamrung School. Selected by specific qualification by using the research tool as an
achievement test for pre- and post-study test. using a series of tutorials on musical signs and
symbols Summarizing the results of the data analysis to compare the learning achievement,
it was found that The results after using the teaching package had higher scores as follows:
Krishna Khummuang has a score of 80 percent. Thatthep Nuntavichai has a score of 100
percent. Anuchit Nasok has a score of 100 percent. Sukolpat Kerdruang had a score of 83.33
percent. Chantima Ubonsema had a score of 83.33 percent. Anyarin Kawnok has a score of
100 percent. therefore it can be concluded that marching band students Wat Ratbamrung
School At the 4th grade level, there were better achievements, knowledge, understanding,
and reading skills of international music notation with higher quality and efficiency.
Keywords : development, teaching series, reading notes

- 274 -

บทนำ
ดนตรีเปTนศาสตร5และศิลปºที่อยูIกับมนุษย5มาอยIางยาวนานตั้งแตIโบราณกาล ตลอดชีวิตของมนุษย5

คนหนึ่งยIอมมีสIวนเกี่ยวขFองกับดนตรีอยIางหลีกหนีไมIพFนอาจจะกลIาวไดFวIาดนตรีเปTนตัวแทนแหIงความเจริญ
แสดงใหFเห็นถึงความเปTนอารยธรรมของมนุษย5 โดยดนตรีเขFามามีอิทธิพลตIอมนุษย5ในหลาย ๆ ดFาน อยIางเชIน
ทางศาสนาใชFดนตรีในการประกอบพิธีกรรมตIาง ๆ ทางดFานของการเมืองใชFดนตรีในการปลุกใจความรักชาติ
ความสามัคคีของคนในชาติ ทางดFานวัฒนธรรมดนตรีแสดงใหFเห็นถึงเอกลักษณ5 ความเชื่อ และรูปแบบ
ของการดำรงชีวิตที่แตกตIางกันของกลุIมชนตIาง ๆ ทางดFานการแพทย5ใชFดนตรีในการบำบัดรักษาผูFปøวยทางดFาน
การศึกษาใชFดนตรีประกอบการกับสื่อเรียนรูFเพื่อใหFเกิดความนIาสนใจและจดจำบทเรียนไดFงIายขึ้น จะเห็นไดFวIา
ดนตรมี อี ทิ ธพิ ลกับมนษุ ย5ทงั้ ทางดFานราI งกาย ดFานจิตใจ และสังคมดนตรเี ก่ียวขFองกบั มนุษย5ตง้ั แตเI กดิ จนกระทั้งตาย

การจัดการเรียนการสอนกลุIมสาระการเรียนรูFศิลปะชIวยพัฒนาใหFผูFเรียนมีความคิดริเร่ิม
สรFางสรรค5มีจินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณคIา ซึ่งมีผลตIอคุณภาพชีวิตมนุษย5
ชIวยพัฒนาผูFเรียนทั้งดFานรIางกาย จิตใจ สติปåญญา อารมณ5 สังคม สIงเสริมใหFผูFเรียนมีความเชื่อมั่นในตัวเอง
อันเปTนพื้นฐานในการศึกษาตIอหรือประกอบอาชีพไดF (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) วิชาดนตรีจึงบรรจุเขFาใน
หลักสูตรการศึกษา ซึ่งรับรองวIา ดนตรีสนับสนุนวิชาอื่น ๆ ดังนั้นวงการศึกษาจึงจัดวิชาดนตรีไวFในกลุIม
ของวิชาศิลปะดนตรีวิชายอดเยี่ยมในการพัฒนาสติปåญญารวมไปถึงมีหลักเกณฑ5ในการคิด ประสบการณ5การตIาง ๆ
สนับสนุนการทำงานรIวมกันของรIางกายและสมอง ดังนั้นกลุIมสาระดนตรีเปTนกลุIมที่ชIวยพัฒนาความคิดริเริ่ม
สราF งสรรค5 จินตนาการ ชืน่ ชมความงาม มสี นุ ทรยี ภาพ กิจกรรมทางศิลปะชIวยพัฒนา รIางกาย จติ ใจ สตปิ ญå ญา
อารมณ5 สังคม ตลอดจนสIงเสริมใหFผูFเรียนมีความเชื่อมั่นในตนเองอันเปTนพื้นฐานในการศึกษา
(สุชณั ษา รักยนิ ดี, 2555, น2)

การเรียนวิชาดนตรีนักเรียนมักจะมีปåญหาเรื่องโนFตสากล คือ ไมIสามารถบอกคIาโนFต
และไมIสามารถปฏิบัติเครื่องดนตรีตามโนFตที่กำหนดใหFไดFซึ่งสIงผลทำใหFการสอนของครูไมIบรรลุวัตถุประสงค5
ที่ตั้งไวF นักเรียนเกิดความเบื่อหนIายในการเรียนวิชาดนตรีทำใหFผูFเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำสIวนครู
สIวนใหญIไมIไดFทำการสอนดนตรีตามที่หลักสูตรกำหนดไวF โดยเฉพาะเรื่องโนFตสากลเบื้องตFนทั้งนี้เพราะครูไมIมี
ความรูFความสามารถในการอIานและเขียนโนFตสากล ประกอบกับสื่อการสอนที่มีประสิทธิภาพ เมื่อเปTนเชIนน้ี
ครูจึงไมIสนใจที่จะสอนวิชาดนตรีถึงแมFวIาครูบางคน จะผIานการอบรมการสอนดนตรีมาแลFวก็ตามซึ่งทำใหFเกิด
การสูญเปลาI ทางการศึกษา

วงดนตรีในรูปแบบ “วงโยธวาทิต” เปTนที่นิยมมากในโรงเรียน ในอดีตวงโยธวาทิตจะบรรเลงใน
รูปแบบแตรวง (brass band) โดยบรรเลงเพลงสำหรับนำขบวนตIาง ๆ ตIอมามีการบรรเลงเพลง
ที่มีความสลับซับซFอนและหลากหลายยิ่งขึ้น วงโยธวาทิตถือวIามีความสำคัญอยIางยิ่งตIอการเรียนการสอนดนตรี
ในสถานศึกษา นักเรียนไดFเรียนรูFทางดFานดนตรีทั้งดFานทฤษฎีและการปฏิบัติจริง รวมทั้งไดFรับการฝóกวินัย
ในการฝóกซFอมเดย่ี วและการซอF มรวมวง

ในการฝóกเลIนดนตรีในรูปแบบวงโยธวาทิต มีความจำเปTนอยIางยิ่งที่นักเรียนตFองมีความสามารถ
ในการอIานโนFตดนตรีสากลไดFอยIางแมIนยำและรวดเร็ว ในการฝóกการการอIานโนFตสากลในเบื้องตFนจึงมี

- 275 -

ความจำเปTนอยIางยิ่งที่จะตFองใชFแบบฝóกทักษะการอIานโนFตที่มีประสิทธิภาพที่จะสามารถทำใหFนักเรียนสามารถ
อาI นโนตF ดนตรสี ากลอยIางถูกตFองและแมIนยำในเวลาอนั เรว็

จากประสบการณ5ในการสอนวิชาดนตรีสากลและการสอนวงโยธวาทิตของผูFวิจัย พบวIานักเรียน
วงโยธวาทิตยังมีปåญหาเรื่องการอIานโนFตดนตรีสากลเบื้องตFน ซึ่งถือวIาเปTนปåญหาสำคัญสำหรับการเลIนดนตรี
ผูFวิจัยมองเห็นถึงปåญหาในการเลIนดนตรีของวงโยธวาทิต จึงศึกษาการพัฒนาทักษะการอIานโนFตดนตรีสากล
เพื่อไดFทราบถึงปåญหา แกFไขขFอบกพรIองในการอIานโนFต เพื่อใหFนักเรียนวงโยธวาทิตมีการพัฒนาทักษะการอIาน
โนตF ใหFมคี ณุ ภาพและประสิทธภิ าพมากยงิ่ ขน้ึ
วัตถปุ ระสงคกC ารวจิ ัย

1. เพื่อพัฒนาทกั ษะการอIานโนตF ดนตรสี ากลโดยใชFชดุ การเรยี นการสอนทฤษฎีดนตรสี ากล
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการพัฒนาการอIานโนFตดนตรีสากลโดยชุด
การเรียนการสอนทฤษฎีดนตรีสากล

ประโยชนCท่คี าดวา' จะไดรM ับ
1. ผลเปรียบเทียบผมสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการพัฒนาการอIานโนFตดนตรีสากล

โดยชดุ การเรยี นการสอนทฤษฎีดนตรสี ากล
2. ผเูF รียนมที ักษะการอIานโนFตดนตรสี ากลอยIางมคี ุณภาพและประสทิ ธิภาพมากข้ึน

วธิ ีดำเนินการวิจยั
การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอIานโนFตดนตรีสากลโดยใชFชุดการเรียนการสอนทฤษฎีดนตรี

สากลของนกั เรยี นวงโยธวาทติ โรงเรยี นวดั ราษฎร5บำรุง ในระดับชัน้ ประถมศึกษาปWท่ี 4
1. ประชากรและกล'มุ ตวั อยา' ง
1.1 ประชากร นักเรียนวงโยธวาทิตของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปWที่ 4 โรงเรยี นวัดราษฎร5บำรงุ
1.2 กลุIมตัวอยIาง โดยคัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 4

โรงเรียนวัดราษฎร5บำรุง จำนวน 6 คน ไดFแกI เด็กชายกฤษณะ คุFมเมือง เด็กชายทัตเทพ นันทวิชัย
เด็กชายอนุชิต นาโสก เด็กชายศุกลพฒั น5 เกดิ เรือง เดก็ หญิงจนั ทมิ า อบุ ลเสมา และเด็กหญิงอญั ยารนิ ทร5 กาวนอก

2. เครอื่ งมือที่ใชMในการวิจัย
2.1 ชุดการสอนทฤษฏีดนตรีสากล เรื่อง เครื่องหมายและสัญลักษณ5ทางดนตรี จำนวน 4 ชุด

มีใบความรูF ดงั น้ี
ใบความรทูF ี่ 1 เรือ่ ง ตัวโนFตดนตรสี ากลและตัวหยุด
ใบความรFทู ่ี 2 เรอ่ื ง บรรทัด 5 เสFนและกุญแจประจำหลกั
ใบความรทFู ่ี 3 เรอ่ื ง เครื่องหมายกำกบั จังหวะและเสนF ก้นั หอF ง
ใบความรูFที่ 4 เร่อื ง บนั ไดเสียง เคร่อื งหมายแปลงเสียง

- 276 -

2.2 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ โดยใชFทดสอบกIอนและหลังเรียน เปนT แบบทดสอบแบบ
เลือกตอบชนิด 4 ตวั เลือก (Multiple Choices) จำนวน 10 ขFอ

3. การเก็บรวบรวมขอM มลู
ผวFู ิจยั ดำเนินการเกบ็ ขFอมลู ตามขั้นตอน ดงั น้ี
1. ทดสอบกอI นเรียน ดวF ยแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิ เร่อื ง เคร่ืองหมายและสัญลกั ษณ5ทางดนตรี
2. ดำเนินกจิ กรรมการสอนเรือ่ ง เครอ่ื งหมายและสญั ลกั ษณ5ทางดนตรี
3. ทดสอบหลงั เรยี นดวF ยแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิเ์ ร่อื ง เคร่อื งหมายและสญั ลกั ษณ5ทางดนตรี

4. การวิเคราะหCขMอมูล
ผูFวิจัยไดFดำเนินการพัฒนาทักษะการอIานโนFตดนตรีสากล ดFวยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์

เรื่อง เครื่องหมายและสัญลักษณ5ทางดนตรี และชุดการสอนทฤษฏีดนตรีสากล เรื่อง เครื่องหมาย
และสัญลักษณ5ทางดนตรี ของนกั เรียนวงโยธวาทิต โรงเรยี นวัดราษฎรบ5 ำรงุ ในระดบั ช้นั ประถมศกึ ษาปทW ่ี 4 ดงั นี้

1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เครื่องหมายและสัญลักษณ5ทางดนตรี
ดวF ยแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ เรอื่ ง เคร่อื งหมายและสัญลักษณ5ทางดนตรี

5. สถิติท่ใี ชMในการวเิ คราะหขC Mอมูล
การหาคะแนนเพิ่มสัมพัทธ5จากสัดสIวนของผลตIางระหวIางคะแนนจากการวัดทั้ง 2 ครั้ง

กับผลตIางระหวIางคะแนนเต็มกับการทดสอบกIอนเรียน สำหรับการคูณอัตราสIวนดFวย 100
เพ่อื ไมใI หคF Iาท่ีไดFเปนT คาI นยิ ม สมการคำนวณคะแนนเพ่ิมสัมพทั ธ5 คือ

' = ())(+ − -)
/− 0

เมอื่ S แทน คะแนนเพิ่มสมั พทั ธ5
F แทน คะแนนเต็มของการทดสอบกIอนเรียนและหลังเรยี น
N แทน คะแนนการทดสอบกIอนเรียน
Y แทน คะแนนการทดสอบหลังเรียน

ผลการวิจัย
จาการเก็บรวบรวมขFอมูลของนักเรียนวงโยธวาทิต โรงเรียนวัดราษฎร5บำรุง ในระดับ

ชนั้ ประถมศกึ ษาปทW ่ี 4 โดยใชแF บบทดสอบผลสัมฤทธิ์ เรอื่ ง เคร่อื งหมายและสัญลักษณ5ทางดนตรี
ตารางที่ 1 ผลการเปรยี บเทียบคะแนนผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนกอI นเรียนและหลงั เรยี น

รายช่ือนักเรยี น คะแนน คะแนน คะแนน คะแนน คะแนน
เตม็ กอI นเรียน หลังเรียน

- 277 -

1. เด็กชาย กฤษณะ คุFมเมอื ง 10 5 ความ เพ่มิ
2. เด็กชาย ทตั เทพ นนั ทวิชยั 10 6 แตกตาI ง สัมพัทธ5
3. เด็กชายอนชุ ติ นาโสก 10 5
9 4 80
4.เดก็ ชาย ศกุ ลพฒั น5 เกิดเรือง 10 4 10 4 100
10 5 100
5. เด็กหญงิ จนั ทมิ า อบุ ลเสมา 10 4 9 4 83.33
9 5 83.33
6. เดก็ หญงิ อัญยารินทร5 กาวนอก 10 6 10 4 100

จากตารางที่ 1 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกIอนเรียนและหลังเรียน เรื่อง
เครื่องหมายและสัญลักษณ5ทางดนตรี ของนักเรียนวงโยธวาทิต โรงเรียนวัดราษฎร5บำรุง ในระดับ
ชั้นประถมศึกษาปWที่ 4 พบวาI หลงั เรยี นโดยใชชF ดุ การสอน มผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นสงู กวาI กอI นเรยี น จงึ สรปุ ไดF
วIานักเรียนวงโยธวาทิต โรงเรียนวัดราษฎร5บำรุง ในระดับชั้นประถมศึกษาปWที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้น มีความรูF
ความเขาF ใจ ทักษะการอาI นโนFตดนตรสี ากลที่มคี ณุ ภาพและประสิทธิเพ่มิ มากขนึ้

สรุปผลการวิจัย
จากประสบการณ5การสอนวิชาดนตรีของผูFวิจัย พบวIานักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 4 และนักเรียน
วงโยธวาทิต ที่เริ่มฝóกฝนดนตรี มีปåญหาเรื่องการอIานโนFตดนตรีสากลเบื้องตFน เนื่องจากผูFเรียนไมIเขFาใจเรื่องโนFต

ดนตรีสากลอยIางละเอียด ทำใหFผูFเรียนไมIสามารถอIานโนFตและปฏิบัติกับเครื่องดนตรีไดFถูกตFอง สIงผลใหFนักเรียน
ไมIมีแรงจูงใจในการเลIนดนตรี ผูFวิจัยมองเห็นความสำคัญจึงไดFจัดทำชุดการสอน โดยมีการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนเรื่อง เครื่องหมายและสัญลักษณ5ทางดนตรี ซึ่งชIวยใหFผูFเรียนมีทักษะการอIานโนFตที่มีคุณภาพและมีประสิทธิ

มากขน้ึ และมเี จคติท่ีดตี อI การเรยี นดนตรี
จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกIอนเรียนและหลังเรียน เรื่องเครื่องหมาย
และสัญลักษณ5ทางดนตรี ของนักเรียนวงโยธวาทิต โรงเรียนวัดราษฎร5บำรุง ในระดับชั้นประถมศึกษาปWที่ 4

พบวIา หลังเรียนโดยใชชF ดุ การสอน มีผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนสูงกวาI ดังนี้
เด็กชาย กฤษณะ คมุF เมือง มีคะแนนอยูIทร่ี Fอยละ 80

เดก็ ชาย ทตั เทพ นันทวิชยั มคี ะแนนอยIูที่รอF ยละ 100

เดก็ ชาย อนชุ ิต นาโสก มคี ะแนนอยูทI ่รี Fอยละ 100

เด็กชาย ศกุ ลพัฒน5 เกิดเรอื ง มีคะแนนอยูทI ี่รFอยละ 83.33

เด็กหญงิ จนั ทมิ า อบุ ลเสมา มีคะแนนอยทIู ่ีรอF ยละ 83.33

เดก็ หญงิ อญั ยารินทร5 กาวนอก มีคะแนนอยทIู ่ีรFอยละ 100

นักเรียนวงโยธวาทิต โรงเรียนวัดราษฎร5บำรุง ในระดับชั้นประถมศึกษาปWที่ 4

มผี ลสมั ฤทธิ์ท่ีดขี ึน้ มคี วามรูF ความเขFาใจ ทกั ษะการอIานโนFตดนตรสี ากลท่ีมคี ณุ ภาพและประสทิ ธเิ พิม่ มากข้ึน

- 278 -

ขอM เสนอแนะ
1. ควรมีการสรFางชุดการสอนที่หลากหลาย เพ่ือใหFครอบคลุมเนื้อหาและชIวยใหF
การเรยี นการสอนมีประสทิ ธิภาพมากข้นึ
2. บทบาทหนFาที่ของครูผูFสอนก็มีความสำคัญในการจัดการเรียนการสอน เปTนผูFชี้แนะใหFกับนักเรียน
ทั้งนี้ครูผูFสอนตFองเปTนผูFที่มีความสามารถในการอIานโนFตดนตรีสากลไดFถูกตFอง เพื่อเปTนตัวอยIางที่ดีใหF
กับนักเรียนสามารถแนะนำและดึงดูดความสนใจของนักเรียน นอกจากนี้ยังสIงเสริมใหFผูFเรียนไดFพัฒนาทักษะ
ความสามารถของตนเองอยIางเตม็ ศกั ยภาพ

บรรณานกุ รม
กระทรวงศึกษาธิการ. 2551. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ :

กระทรวงศกึ ษาธิการ.
กรกช ไกรรักษ5. 2561. การสร0างชุดการสอน เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ2านโน0ตดนตรีสากล ระดับช้ัน

มัธยมศึกษาปXที่ 1 โรงเรียนมัธยมวัดดุสิตาราม กรุงเทพฯ. (คุรุศาสตร5บัณฑิต).
มหาวิทยาลัยราชภัฏบาF นสมเดจ็ เจFาพระยา
กุศยา แสงเดช 2545. ชุดการสอนคู2มือครูพัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่เน0นผู0เรียนเปMนสำคัญระดับ
ประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : แม็ค.ชัยยงค5 พรหมวงค5. 2523. นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการ
ศึกษาการสอน. กรุงเทพฯ : ไทยวฒั นาพานชิ .
ณรทุ ธ5 สุทธจิตต5. 2544. พฤติกรรมการสอนดนตรี. กรงุ เทพฯ : สำนักพมิ พ5 จฬุ าลงกรณม5 หาวิทยาลยั
ณรุทธ5 สุทธจิตต5. 2540. สาระดนตรีศึกษาแนวคิดสู2การปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ5
จฬุ าลงกรณ5มหาวิทยาลัย
ทวีศักดิ์ มีนาเขต. 2561. ชุดการสอนการพัฒนาการอ2านโน0ตดนตรีสากลสำหรับนักเรียนวงโยธวาทิต
โรงเรียนมัธยมประชานิเวศนi. (ครุ ศุ าสตรบ5 ัณฑติ ). มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏบFานสมเดจ็ เจาF พระยา
นรินทร5 หมื่นไวย. 2559. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการ โดยใช0แบบฝlกทักษะการอ2านโน0ตดนตรีสากลเบื้องต0น
สำหรับนักเรียนวงโยธวาทิต โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม. (คุรุศาสตร5บัณฑิต).
มหาวิทยาลัยราชภฏั บาF นสมเด็จเจาF พระยา
นพพร ดI านสกุ ล. 2541. ทฤษฎี โน0 ตสากล. สงขลา: คณะมนุ ษยศาสตร5 และสั งคมศึ กษา
มหาวิทยาทกั ษณิ
บญุ ชม ศรีสะอาด. 2541. การพัฒนาการสอน. :สุรีวิรยิ าศาสน5
ไพบลู ย5 กิจสวัสด์ิ. 2524. คีตกวปี รัญชาเมธแี หง2 ภาษาสากล. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พห5 อF งภาพสุวรรณ
ระพินทร5 โพศรี. 2547. การสร0างและวิเคราะหiคุณภาพชุดการสอน. (เอกสารประกอบการสอน). อุตรดิตถ5 :
คณะครุ ศุ าสตร5 มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุดตรดิตถ5. ถาI ยเอกสาร
สมโภช รอดบญุ . 2518. สังคตี นิยมเบอื้ งตน0 ด0วยเพลงคลาสสคิ . กรงุ เทพฯ : นำอักษรการพิมพ5
สวุ ิทย5 มูลคำ และอรทยั มูลคำ. (2545). 21 วธิ จี ดั การเรียนรเ0ู พ่ือพฒั นากระบวนการคดิ . กรุงเทพฯ : ภาพพมิ พ5

- 279 -

สุชัณษา รักยินดี. 2555. การพัฒนาบทเรียนวีดีทัศนi เรื่องการเล2นคียiบอรiดเบื้องต0นสำหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปXที่ 5 โรงเรียนดรุณาราชบุรี. วิทยานิพนธ5ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร, กรุงเทพฯ

อิสระ กีตา และอินทิรา รอบรูF. 2561. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด0วยชุดการสอนการอ2านเขียนโน0ตดนตรีสากล
ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาช2วงชั้นที่ 2 โรงเรียนอนุบาลทัพทัน.
(ครุศาสตรมหาบัณฑติ ).มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสวนสนุ ันทา

Houston, Robert W and other. 1972. Developing Instruction Modules. College of Education.
Taxas: University of Houston

- 280 -

การสรา. งชดุ การสอนขบั ร.องเบื้องตน.
Creation of an introductory choral instruction set

กิตตธิ ชั กระจาM ยโภชน1K 9
Kittitat krajayphot
หลักสูตรศึกษาศาสตรบณั ฑิต (4 ป)5 คณะศิลปศกึ ษา สถาบนั บณั ฑติ พัฒนศิลป=
Bachelor of Education Program (4 years), Faculty of Art Education, Bunditpatanasilpa Institute.

บทคดั ยอ'
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค5เพื่อการศึกษาประสิทธิภาพของชุดการสอนการขับรFองเบื้องตFน
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6 โรงเรียนบFานคลองขุด และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์กIอนการเรียน
และหลังเรียนของผูFเรียนโดยใชFชุดการสอนการขับรFองเบื้องตFน สำหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปWที่ 6
โรงเรียนบาF นคลองขดุ โดยมกี ลมุI ตัวอยIางคอื นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปทW ่ี 6/1 จำนวน 20 คน โรงเรยี นบFานคลองขดุ
คำสำคัญ : ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน,การขับรFองเบอ้ื งตFน

Abstract
The purpose of this research was to study the effectiveness of an introductory
singing teaching package for Prathomsuksa 6 students at Ban Khlong Khut School. and to
compare the achievement before studying and after learning of the learners by using the
preliminary choral teaching set For students in grade 6, Ban Khlong Khut School The sample
group is 20 primary school students, grade 6/1, Ban Khlong Khut School
Keywords : Achievement, academic achievement, preliminary chorus

19 นกั ศกึ ษาสาขาดนตรีศึกษา, หลักสตู รศึกษาศาสตรบณั ฑติ (4 ป): คณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑติ พัฒนศิลปA
E – mail : [email protected]

- 281 -

บทนำ
มนุษย5เราใชFดนตรีเปTนเครื่องกระตุFนในการทากิจกรรมตIาง ๆ เชIนการขับรถ การเรียน

การวิ่งเหยาะ ๆ ออกกาลังกายเปTนตFนที่กลIาวมาขFางตFนการใชFดนตรีเหลIานี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือใชFดนตรี
เปTนสIวนประกอบในการทารIวมกับกิจกรรมนั้นๆสIวนจุดมุIงหมายอื่น ๆ เปTนเรื่องรองลงมากIอนที่จะมา
เปTนดนตรีใหFเราไดFยินไดFฟåงกัน จนกระทั่งปåจจุบันนี้มนุษย5ไดFคิดไดFปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาแลFวไมIนFอย
กวIาพันปWดังนั้นดนตรีจึงถือไดFเปTนสิ่งที่มีมาคูIกับมนุษย5เลยก็วIาไดF มนุษย5ในสมัยโบราณใชFเสียงเปTน
เครื่องมือสื่อสารและบอกถึงความรูFสึกที่ตFองการใหFบุคคลอื่นไดFรับทราบเสียงสามารถสื่ออารมณ5ตIาง ๆ
ไดFมากมาย เชIน เสียงรFองดFวยความเจ็บปวด เสียงเพราะความเสียใจ (รFองไหF) เสียงอุทานเมื่อตกใจ
เสียงรFองเมื่อดีใจ (หัวเราะ) และเมื่อกาลเวลาผIานไปมนุษย5เริ่มพัฒนาจากเสียงที่สื่ออารมณ5เพียงอยIางเดียว
มาเปTนภาษาพูด ซึ่งแบIงภาษาไปตามพื้นที่ตIาง ๆ ของโลกจนกลายเปTนภาษาในปåจจุบัน เชIน ภาษาไทย จีน
ฝรั่งเศส อังกฤษ และเมื่อเรานาเสียงพูดมาเรียงรFอยเปTนถFอยคำที่คลFองจองโดยใสI ทIวงทIานอง จังหวะ
และโนFตดนตรีลงไปในแตIละคำจึงเกิดเปTนเสียงเพลงขึ้น ซึ่งจะมีเอกลักษณ5ตIางกันไป ตามพื้นฐานภาษา
ของแตIละชาติ ดFวยเหตุนี้ทำใหFเราสามารถแยกแยะออกไดFวIาเพลงที่ไดFยินอยูIนั้นเปTน เพลงชาติไหน
(ป³น¨ ศิริ ศิริปน³¨ , 2551 : 4)

ดนตรีจึงเปTนทั้งศาสตร5และศิลปºที่มนุษย5ไดFสรFางและพัฒนาขึ้นมาทีละนFอย จนในที่สุดไดF กลายเปTน
สิ่งที่สำคัญสIวนหนึ่งของชีวิต ซึ่งอันที่จริงมนุษย5ที่เกิดมานั้นทุกคนมีจังหวะดนตรี อยูIในตัว พรFอมมาแลFวตั้งแตIตFน
นั่นคือการเตFนของหัวใจ มนุษย5มีเสียงที่เกิดจากปอด หลอดลม กลIองเสียงและ รูFจักใชFอวัยวะ เชIน ปาก จมูก ล้ิน
ลำคอ ทำใหFเสียงนั้นเปลี่ยนแปลงจนกลายเปTนเสียงตIาง ๆ กลายเปTน เสียงที่ทำใหFเกิดอำนาจและสื่อความหมาย
การแสดงเจตนารมณ5 ความชื่นชม มนุษย5ผลิตเสียงดนตรีจาก ตัวเองนั้นคIอนขFางจำกัด มนุษย5จึงจำเปTนที่จะตFอง
สราF งเครือ่ งเสียงอยาI งอ่นื เพ่มิ ขนึ้ อีก เพื่อใชFการตามความประสงค5 (พูนพิศ อมาตยกุล, 2535 : 25-26)

สำหรับในเรื่องของการรFองเพลง คนสIวนใหญIอาจคิดวIาเปTนเรื่องที่ใคร ๆ ก็ทำไดF แตIจริงๆ
แลFวมันไมIไดFงIายอยIางที่คิดแตIวIามันก็ไมIไดFยากเกินความตั้งใจของเราบางคนอาจคิดวIาการรFองเพลงก็แคIเปลIง
เสียงแลFวรFองออกมาเปTนทำนองอันนี้ก็จริงแตIถFาเจอเพลงที่มีโนFตสูง ๆ ขึ้นมาหรือมีการรFองแบบแปลก ๆ
บางอยIางเราก็ไมIสามารถทำไดFและก็จะเกิดปåญหา เพราะเราไมIรูFวIาทำยังไง เพราะนั่นคือเทคนิคในการรFอง
เพลงตFองมีการศึกษาเรียนรูFและวิธีการฝóกที่ถูกตFองถึงจะทำไดF หากเรารFองแบบผิดวิธีจะเปTนการทำลาย
เสียงของเราไดF ผูFที่ฝóกรFองเพลงใหมI ๆ มักจะเจอปåญหาตIาง ๆ มากมายในการรFองเพลง เสียงไมIถึงบFาง
รFองเพี้ยนบFาง รFองไมIตรงจังหวะบFาง รFองแลFวเสียงแตก เสียงแหบบFาง เปTนตFน การรFองเพลงไมIมีวิธีลัด
เสียงของเราทุกคนสามารถพัฒนาไดFเรื่อย ๆ หากมีการฝóกฝนที่ถูกตFอง เสียงจะมีการพัฒนาและมีคุณภาพ
มากขึ้น แมFวIาผูFขับรFองจะเปTนคนเสียงเพราะหรือไมIก็ตาม อยูIที่ผูFขับรFองมีเวลาใหFกับการซFอมแคIไหน จึงไดFนำ
เทคนิคตIาง ๆ สำหรับการรFองเพลงเบอื้ งตFน และขอF แนะนำตIาง ๆ ในการรอF งเพลง

จากการศึกษาขFางตFนพบวIา ปåญหาในการจัดการเยนการสอนคือ นักเรียนบางสIวนมีทักษะใน
การขับรFองในขั้นพื้นฐานที่ไมIเทIากันและการฝóกการรFองที่ถูกตFอง ผูFวิจัยจึงไดFจัดทำแบบฝóกการขับรFอง

- 282 -

ขั้นพื้นฐาน โดยสรFางจากความรูFความสามารถของผูFวิจัยรIวมกับการศึกษาขFอมูลจากเอกสารและงานวิจัย
ที่เกี่ยวขFอง เพื่อสรFางแบบฝóกสำหรับใชFในการพัฒนาความรูFความสามารถและทักษะการขับรFองเบื้องตFน
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6 โรงเรียนบFานคลองขุด จะนำมาซึ่งการนำไปใชFในการเรียนการสอน
ขบั รFองเพลงเบ้ืองตFนเพือ่ เปTนการพฒั นาผFเู รยี นใหมF คี วามกFาวหนาF ในการเรยี นดนตรีอยIางมปี ระสทิ ธภิ าพตIอไป
วัตถปุ ระสงคCของการวจิ ยั

1. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดการสอนการขับรFองเบื้องตFน สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6
โรงเรียนบFานคลองขุด

2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์กIอนเรียนและหลังเรียนของผูFเรียนโดยใชFชุดการสอนการขับรFอง
เบอ้ื งตFน สาหรบั นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปWที่ 6 โรงเรียนบาF นคลองขุด
ประโยชนทC ี่คาดว'าจะไดMรบั

1. ชุดการสอนการขับรFองเบอ้ื งตนF มีประสทิ ธภิ าพตามเกณฑท5 ่ีต้งั ไวF คอื 80/80
2. นักเรียนไดFรับการพัฒนาโดย ใชFชุดการสอนการขับรFองเบื้องตFนและมีผลสัมฤทธิ์
ในการขบั รFองเบ้ืองตนF
วิธกี ารดำเนนิ การวิจัย
ผูFวิจัยไดFดำเนินการศึกษาทดลองโดยการนำเครื่องมือที่ผIานการประเมินจากผูFเชี่ยวชาญแลFวไป
ทดลองกบั นักเรียนชั้นประถมศึกษาปทW ่ี 6 โรงเรยี นบFานคลองขุด
1. ขอบเขตประชากรและกลม'ุ ตัวอย'าง

1.1 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6 โรงเรียนบFานคลองขุดในภาคเรียนที่ 2 ปWการศึกษา 2564
จำนวน 226 คน กลุมI ตัวอยIาง

1.2 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6/1 โรงเรียนบFานคลองขุดในภาคเรียนที่ 2 ปWการศึกษา 2564
จำนวน 20 คน

2. เครือ่ งมือทใี่ ชใM นการวิจยั
2.1 ชดุ การสอนการขบั รอF งเบื้องตนF สeหรับนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปWที่ 6 โรงเรียนบาF นคลองขดุ
2.2 แบบทดสอบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน เร่อื งการขบั รอF งเบ้ืองตนF

3. การเกบ็ รวบรวมขMอมลู
การวิเคราะห5ขFอมูลการสรFางชุดการสอนการขับรFองเบื้องตFนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปWท่ี 6

โรงเรียนบFานคลองขุด ผูFวิจัยไดFดำเนินการ โดยใชFโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับขFอมูลทาง สังคมศาสตร5
ตามขน้ั ตอน ดงั ตIอไปน้ี

1.หาคIาประสิทธิภาพของชดุ การสอน เรอื่ ง การขับรอF งเบ้ืองตFน
2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การขับรFองเบื้องตFน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6
โดยใชชF ุดการสอน

- 283 -

4. การวิเคราะหขC Mอมลู
การวิเคราะห5ขFอมูลในการจัดการเรียนรูFรายวิชาพื้นฐานดนตรี โดยใชFชุดการสอน

เรื่อง การขับรFองเบื้องตFนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6 โรงเรียนบFานคลองขุด ผูFวิจัยไดFดำเนินการโดยใชF
โดยใชโF ปรแกรมสำเรจ็ รปู ทางสถิตสิ าหรับขอF มูลทางสังคมศาสตร5 ตามข้นั ตอน ดงั นี้

1. ทำการหาคาI ประสิทธิภาพของชุดการสอนการขับรFองเบอ้ื งตนF สาหรบั นกั เรยี น
ชั้นประถมศกึ ษาปWที่ 6 โรงเรียนบาF นคลองขดุ ใหมF ปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ5 โดยใชFรFอยละ (Percentage)

2. ทำการหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนโดยใชFชุดการสอน เรื่องการขับรFองเบื้องตFน
โดยสถิติทดสอบคIาที (t-test)

3. ทำการเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนใน วชิ าพ้นื ฐานดนตรีสากล โดยใชชF ุดการสอน
สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6 โรงเรียนบFานคลองขุด ระหวIางกIอนเรียนและหลังเรียน ดFวยการทดสอบ
ทีแ่ บบไมIอสิ ระ (t – test for Dependent Sample)

5. สถิติทใี่ ชใM นการวิเคราะหขC อM มูล
ในการทำการวิจัยการสรFางชุดการสอนเรื่องการขับรFองเบื้องตFนสำหรับนักเรียน

ช้นั ประถมศึกษาปWท่ี 6 โรงเรียนบาF นคลองขดุ ผวูF จิ ยั ไดFใชFสถติ ใิ นการวิเคราะหข5 Fอมลู ดงั น้ี
1. การหาค'าเฉลีย่ (บุญชม ศรสี ะอาด, 2525:102)

= คIาเฉล่ยี ของคะแนน
= ผลรวมของคะแนน
= จำนวนนักเรียนทง้ั หมด
2. การหาสว' นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (บุญชม ศรสี ะอาด, 2545:103)

= สวI นเบยี่ งเบนมาตรฐาน
= ผลรวมของคะแนนลบดFวยคะแนนเฉล่ีย
= จำนวนนักเรยี นท้งั หมด

- 284 -

3. การหาค'าดัชนคี วามสอดคลMอง

IOC = ∑ R N

IOC = ดชั นคี วามสอดคลอF งของเคร่ืองมือ
ΣR = ผลรวมคะแนนความคดิ เหน็ ของผFูเชยี่ วชาญ
N = จำนวนของผFูเช่ยี วชาญ
4. การเปรียบเทียบผลการเรยี นรูกM 'อนและหลังดMวยสถิติทดสอบคา' ทแี บบ t-pair

t = คาI ที
D = ผลตาI งของคะแนน
n = จานวนนกั เรยี นท้งั หมด
5. การหาประสิทธภิ าพของนวตั กรรม แบIงออกเปนT 2 ขั้นตอน ดังนี้
ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) (บุญชม ศรีสะอาด, 2545:96)

∑X
E1= AN ×100
E1 = ประสิทธิภาพของกระบวนการ
X = คะแนนแบบฝกó หดั ในแตIละหนวI ยของแบบฝóกการขบั รFองเบื้องตนF
A = คะแนนเตม็ ของแบบฝกó หัดในแตลI ะหนIวยของแบบฝóกการขบั รFองเบื้องตนF
N = จำนวนนักเรยี นทั้งหมด
ประสิทธิภาพของผลผลิต (E2)
∑Y
E2= NB ×100
E2 = ประสทิ ธภิ าพของผลผลิต
Y = คะแนนของหลงั เรียน
B = คะแนนเต็มของคะแนนสอบหลังเรียน
N = จำนวนผเูF รยี น

- 285 -

ผลการวิจยั
จากการเก็บขFอมูลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6 โรงเรียนบFานคลองขุด โดยใชFแบบทดสอบ

ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนการเรียนรูFกIอนเรียนและหลังเรยี น ดังแสดงในตารางท่ี 1

ตารางที่ 1 คะแนนผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนจากการทำแบบทดสอบกIอนเรียนและหลังเรียนโดยใชFชดุ การสอน (E2)

คนท่ี คะแนนกอI นเรียน (คะแนนเตม็ 20) คะแนนหลังเรยี น (คะแนนเตม็ 20)

1 11 19

28 16

35 17

46 18

53 14

65 16

7 12 20

89 15

97 16

10 8 18

11 6 19

12 5 18

13 7 19

14 4 16

15 9 17

16 6 15

17 8 18

18 4 13

19 10 20

20 5 17

6.90 17.05

S.D. 2.45 1.93

ประสทิ ธิภาพของชุดการสอน (หลงั เรยี น) E2=85.25

จากตารางที่ 1 พบวIาคะแนนที่ไดFจากการทำแบบทดสอบกIอนเรียน และหลังเรียนชุดการสอน
เรื่อง การขับรFองเบื้องตFนสาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6 โรงเรียนบFานคลองขุด ซึ่งมีผูFเรียน จำนวน 20 คน
สามารถทำแบบทดสอบกIอนเรียนไดFคะแนนเฉลี่ย 6.90 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนนคIาสIวนเบี่ยงเบน

- 286 -

มาตรฐาน (S.D.) เทIากับ 2.45 และทำแบบทดสอบหลังเรียนไดFคะแนนเฉลี่ย 17.05 คะแนน คIาสIวนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (S.D.) เทาI กับ 1.93 ประสทิ ธิภาพของชุดการสอน (E2) เทIากับ 85.25 ซึ่งสงู กวาI เกณฑ5มาตรฐานท่ตี งั้ ไวF

สรปุ ผลการวจิ ยั และอภิปรายผล
การวิจัยครัง้ น้เี ปTนการพัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการขบั รอF งเบ้ืองตFน สาระสำคัญพอสรปุ ไดF ดังนี้
1. สรุปผลการวจิ ยั
จากประสบการณ5การสอนวิชาดนตรีสากลของผูFวิจัย พบวIานักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6

มีปåญหาเกี่ยวกับการรFองเพลงไมIไดF ซึ่งผูFเรียนคิดวIาการรFองเพลงเปTนเรื่องที่ยาก ผูFวิจัยจึงพัฒนาการเรียนรFู
ของผูFเรียนโดยเริ่มใหFผูFเรียนไดFเรียนรูFจากสิ่งที่งIาย ๆ ไปหาสิ่งที่ยาก ทำใหFผูFเรียนมีแรงจูงใจและมีกำลังใจ
ในการพัฒนาทักษะและผลงานทางดFานการรFองเพลง โดยเริ่มจากการทดสอบกIอนเรียน ดFวยแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การขับรFองเบื้องตFน จากนั้นทดสอบหลังเรียน ดFวยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นเร่ือง การขบั รFองเบ้ืองตนF ซง่ึ เปนT ชุดเดมิ ที่ใชทF ดสอบกIอนเรยี น

จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกIอนเรียนและหลังเรียนเรื่อง เรื่องการขับรFอง
เบื้องตFน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6 โรงเรียนบFานคลองขุด มีประสิทธิภาพ 83.75/85.25
ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกวIาเกณฑ5มาตรฐานที่กำหนดไวF การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การขับรFองเบื้องตFน
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6 โดยใชFชุดการสอน พบวIา ผูFเรียนมีคะแนนการทำแบบทดสอบหลังเรียน
สูงกวIากIอนเรยี นชุดการสอนอยาI งมี นยั สำคญั ทางสถติ ิ 0.5

2. อภิปรายผล
จากการศึกษาวิจัยการขับรFองเบื้องตFนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6 โรงเรียนบFาน

คลองขดุ ผวFู ิจยั สามารถอภิปรายผลการวจิ ยั ไดF ดงั นี้
การสรFางชุดการสอนการขับรFองเบื้องตFนสำหะบนักเรียนชั้นประถมศึกษาปWที่ 6

โรงเรียนบFานคลองขุด มีประสิทธิภาพ หมายความวIาผูFเรียนไดFคะแนนจากการทำแบบฝóกหัดระหวIางเรียน
และเมื่อทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดFวยแบบทดสอบหลังเรียน พบวIา การสรFางชุดการสอนการขับรFอง
เบอ้ื งตFนสำหรบั นกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปWที่ 6 โรงเรยี นบาF นคลองขุด มีประสทิ ธภิ าพสูงกวIาเกณฑ5มาตรฐานทีต่ ้งั ไวF

3. ขMอเสนอแนะ
ขอM เสนอแนะในการนำไปใชM
1. ชุดการสอนเปTนบทเรียนที่ผุFเรียนสามารถรูFดFวยตนเองไดF ครูควรประยุกต5ใชFในการเรียน

การสอนตามความเหมาะสม เพื่อเพมิ่ ประสิทธภิ าพในการเรียนการสอน
2 .เพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นในการเรียนชุดการสอนครูควรอธิบายสอดแทรกเนื้อหาสาระ

การเรียนรเFู พม่ิ เติมจากเน้ือหาสาระทม่ี ีอยIใู นชุดการสอน
ขMอเสนอแนะในการวจิ ัยครง้ั ต'อไป
1. ควรมีการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุIมที่มีการเรียนการสอนปกติ

กบั กลุIมท่ี เรียนดวF ยชุดการสอน เร่อื งการขับรอF งเบอื้ งตนF

- 287 -

2. ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการขับรFองในกลุIมที่มีการเรียนการสอน
ตามปกติ กับกลุIมที่ใชFชุดการเรียนการสอน เรื่อง การขับรFอง และควรมีการทำการวิจัยในการขับรFอง
ในรูปแบบอืน่ ๆ เชนI การประสานเสยี ง Opera ควรมกี ารทาชดุ การเรยี นการสอนเรอ่ื งการขบั รอF งทหี่ ลากหลาย
เพ่ือใหคF รอบคลุมเนอื้ หาและชวI ยใหFการเรียนการสอนมีประสทิ ธภิ าพมากข้นึ

บรรณานกุ รม
กาญจนา อนิ ทรสนุ านนท. 2540. เทคนิคการขับรอ0 งเพลงไทย. กรงุ เทพ: ภาควชิ าดุรยิ างคศ5 าสตร5-ไทย

คณะศลิ ปกรรมศาสตร5- มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ.
ชยั ยงค5 พรหมวงศ5. 2537. ชุดการเรียนการสอนระดับประถมศึกษา. ในเอกสารการสอนชุดวิชาสือ่ การสอน

ระดับประถมศึกษา (หนFา 123). นนทบุรี: มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช.
ไชยยศ เรืองสุวรรณ. 2522. หลักการและทฤษฎีเทคโนโลยีทางการศกึ ษา. (พิมพค5 ร้งั ที่ 2).
กรงุ เทพฯ : เรือนแกFวการพมิ พ-5 .

ดษุ ฎี พนมยงค.5 2539. สานฝนí ด0วยเสยี งเพลง: มาฝlกร0องเพลงกนั เถดิ . พมิ พ5ครั้งท่ี 2. (ฉบบั ปรับปรุง).
กรงุ เทพ: สาํ นักพมิ พ5บาF นเพลง
ธนโชติ เก้อื เสนาะ. 2556. ทฤษฎีการอ2านโน0ต. (ออนไลน5). เขาF ถงึ ไดจF าก http://ton2556.blogspot.com .
สืบคFนเม่ือ 10 มกราคม 2560.
นโิ ลบล นม่ิ กิง่ รตั น.5 2545. หลักการวัดผลและประเมินผลแบบอิงเกณฑ.i เชียงใหมI : ภาควชิ าประเมนิ ผล
และวิจัยการศึกษา คณะศึกษาศาสตร5-มหาวิทยาลัยเชียงใหม.I
บญุ ชม ศรสี ะอาด. 2535. การวจิ ยั เบ้อื งตน0 . กรงุ เทพฯ : สุวริ ิยาสาสน-.
บญุ สิตา ภักดกี ิจ. 2546. การสรา0 งชุดการสอนวิชาดนตรีการเปòาขลยุ รคี อรเi ดอรi (Recorder Soprano)
สาํ หรบั นกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปXที่ 1 โรงเรียนสตรีประเสรฐิ ศิลปö จงั หวัดตราด.
วิทยานิพนธก5 ศ.ม. สาขาวชิ าหลักสูตรการสอน บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยบรู พา.
ปนู ศริ ิ ศริ ิปูน. 2551. รอ0 งเพลงกบั ครูปนõ . พิมพ5คร้งั ท่ี 3. กรงุ เทพฯ: อนศิ คสิ ทริบิวชนั่ .
ประคอง กรรณสตู ร. 2542. สถติ ิเพอื่ การวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร.i กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ5มหาวทิ ยาลัย.
พูนพิศ อมาตย5กลุ . 2535. ภาพรวมของดนตรใี นกลมุ2 ประเทศเอเชียอาคเนยiในดนตรไี ทยอุดมศกึ ษา
คร้ังท่ี 23. (6-8 มกราคม 2535 ณ มหาวิทยาลยั ขอนแกFน).
ระพินทร-5 โพธ์ศิ รี. 2547. การสร0างและวิเคราะหคi ณุ ภาพชดุ การสอน. (เอกสารประกอบการสอน). อุดรดิตถ5 :
คณะครศุ าสตร5- มหาวิทยาลยั ราชภฏั อดุ ตรดติ ถ5-.
ส.จติ รม่นั คง. นามแฝง. 2512. รวมเพลงเก2า – ใหม2 จากนักร0องคณะสุนทราภรณ.i พมิ พ5ครงั้ ที่ 3. กรงุ เทพฯ. :
ทวีกจิ การพิมพ5
สมศกั ด์ิ พนเสาวภาคย.5 2541. การศึกษาเพ่ือพัฒนาชุดการสอนการฝกl ปฏิบัติฆอ0 งวงใหญ2 วทิ ยาลัย เร่อื งเพลง
โหมโรงรม2 เกลา0 . วทิ ยานพิ นธ5-ปรญิ ญามหาบัณฑิต สาขาวชิ าดนตรีศึกษา บณั ฑิต
มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล.

- 288 -


Click to View FlipBook Version