The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นฎา งามเหมาะ, 2023-06-08 03:12:20

ผลงานวิจัยและงานพัฒนาคุณภาพ ฝ่ายการพยาบาล

CQI_merged

R&D ฝ่ายการพยาบาล 35 Research Article


R&D ฝ่ายการพยาบาล 36 Research Article


R&D ฝ่ายการพยาบาล 37 Research Article เจ้าของผลงาน: ปณิชา บุญสวัสดิ์, ดาววดี ไชยรินทร์*, อัจฉริยา ปุนนา**, อรดี โชคสวัสดิ์, เต็มดวง บุญเปี่ยมศักดิ์, ศิมิรัน เรืองใจ หน่วยงาน: *หอผู้ป่วยอาคารอนุสรณ์ ๑๐๐ ปี, **งานพัฒนาบุคลากร ฝ่ายการพยาบาล การสำรวจพลังสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ แผนกผู้ป่วนอก โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง


R&D ฝ่ายการพยาบาล 38 Research Article


R&D ฝ่ายการพยาบาล 39 Research Article


R&D ฝ่ายการพยาบาล 40 Research Article


R&D ฝ่ายการพยาบาล 41 Research Article


R&D ฝ่ายการพยาบาล 42 Research Article


R&D ฝ่ายการพยาบาล 43 Research Article


R&D ฝ่ายการพยาบาล 44 Research Article


R&D ฝ่ายการพยาบาล 45 Research Article


R&D ฝ่ายการพยาบาล 46 Research Article


R&D ฝ่ายการพยาบาล 47 Research Article


R&D ฝ่ายการพยาบาล 48 Research Article


R&D ฝ่ายการพยาบาล 49 Research Article


R&D ฝ่ายการพยาบาล 50 Research Article


R&D ฝ่ายการพยาบาล 51 Research Article


R&D ฝ่ายการพยาบาล 52 Research Article


R&D ฝ่ายการพยาบาล 53 Routine to Research(R2R) เจ้าของผลงาน: อนัญพร ศรีนวล, สุกัญญา ลาดซ้าย, นฤมล เปี่ยมอยู่, ชุลีรัตน์ ปัญสมคิด, เมตตา ศรีนวล, ณัฐฎณิชา ไชยเสน หน่วยงาน: หอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรม (25B) ที่มาและความสำคัญ องค์การอนามัยโลกพบว่าการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะร้อยละ 29 ของโรคติดเชื้อใน โรงพยาบาลทั้งหมดและพบมากเป็นอันดับแรกของโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล ประเทศไทยพบว่าผู้ป่วยมีการ ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะร่วมกับการใส่สายสวนทางเดินปัสสาวะ (CAUTI) สูงถึงร้อยละ 70-80 หรือ มากกว่าร้อยละ 40 ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ป่วยในเรื่องค่าใช้จ่ายด้านการรักษา ระยะเวลาวันนอนของ โรงพยาบาลเพิ่มขึ้น และการติดเชื้อในโรงพยาบาลเป็นตัวชี้วัดคุณภาพที่สำคัญของ โรงพยาบาล ปี 2563, 2564 พบอัตราการติดเชื้อในโรงพยาบาลของหน่วยงาน ร้อยละ 0.60, 1.04 ซึ่งสาเหตุหลักคือ การติดเชื้อใน ระบบทางเดินปัสสาวะ หน่วยงานได้เห็นความสำคัญและตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจึงได้รณรงค์การใช้ CAUTI Bundle ให้ครบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ รวมทั้งพัฒนา บุคลากรทางการพยาบาลให้มีการทบทวนความรู้และปฏิบัติตาม CAUTI Bundle เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. บุคลากรมีความรู้เรื่องการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะร่วมกับการใส่สายสวนปัสสาวะ (CAUTI) และ CAUTI Bundle หลังการอบรมมากกว่าก่อนการอบรม 2. บุคลากรปฏิบัติตาม CAUTI Bundle ตามมาตรฐานของโรงพยาบาลมากกว่าร้อยละ 90 ระยะเวลาดำเนินการ 1 เมษายน พ.ศ. 2564 - 1 เมษายน พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. ทบทวนงานวิจัย งานวิทยานิพนธ์ วารสารวิชาการ ค้นหาปัญหาที่ส่งผลต่ออัตราติดเชื้อเพื่อจัดทำ โครงการส่งเสริมการใช้ CAUTI Bundle ในหอผู้ป่วยอาคารเฉลิมพระเกียรติสิริกิติ์ ชั้น 5 (25B) 2. จัดทำเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ ได้แก่ แผนการสอน แบบสอบถาม แบบบันทึกและติดตามผล การปฏิบัติตาม CAUTI Bundle 3. นำไปปฏิบัติ: มีขั้นตอนการดำเนินการ 3.1 ประเมินความรู้พยาบาล/ ผู้ช่วยพยาบาล โดยให้ทำแบบสอบถามก่อน-หลัง (pre-posttest) จำนวน 20 ข้อ โครงการส่งเสริมการใช้ CAUTI Bundle ในหอผู้ป่วยอาคารเฉลิมพระเกียรติสิริกิติ์ ชั้น 5


R&D ฝ่ายการพยาบาล 54 Routine to Research(R2R) 3.2 ให้ความรู้เกี่ยวกับการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะร่วมกับการใส่สายสวนทางเดินปัสสาวะ และ การใช้ CAUTI Bundle แก่บุคลากรของหน่วยงาน ในวันประชุมตึก และมีการให้ความรู้ในช่วง Morning talk เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนแก่บุคลากรในหน่วยงาน 3.3 สังเกตและรวบรวมข้อมูลลงบันทึกในแบบบันทึกการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะร่วมกับ การใส่สายสวนทางเดินปัสสาวะ รวมทั้งการให้ข้อเสนอแนะกับทีม เพื่อปรับปรุง แก้ไข และสนับสนุนให้ทำตาม CAUTI Bundle 3.4 ติดตาม/ ประเมินผล เริ่มวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 - 30 มีนาคม 2565 4. สรุปและวิเคราะห์ประเมินผลด้วยสถิติ ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: SD), สถิติ t-test แบบ Independent 5. ประเมินผล และสรุปผลการดำเนินโครงการ ผลการดำเนินงาน การดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้ CAUTI Bundle ในหอผู้ป่วยอาคารเฉลิมพระเกียรติสิริกิติ์ ชั้น 5 พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนการให้ความรู้เรื่องการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะร่วมกับการใส่สายสวนทางเดิน ปัสสาวะ (CAUTI) และ CAUTI Bundle ก่อนให้ความรู้ 10.82 (SD = 1.24) และคะแนนเฉลี่ยหลังการให้ ความรู้เท่ากับ 16.53 (SD = 1.66) เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เฉลี่ยเรื่อง การติดเชื้อ ระบบทางเดินปัสสาวะร่วมกับการใส่สายสวนทางเดินปัสสาวะ (CAUTI) และ CAUTI Bundle โดยใช้สถิติค่าที แบบกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระ (Pair t-test) พบว่าบุคลากรมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการปฏิบัติตัวหลังการได้รับ ความรู้มากกว่าก่อนการได้รับความรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนความรู้เฉลี่ยเรื่องการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะร่วมกับ การใส่สายสวนทางเดินปัสสาวะ (CAUTI) และ CAUTI Bundle ทั้งก่อนและหลัง (n = 17) คะแนนความรู้ x SD D SD t p 1. ระยะก่อนการให้ความรู้ 10.82 1.24 5.71 2.14 10.97* .000 2. ระยะหลังการให้ความรู้ 16.53 1.66 *p <.05 ทดสอบทางเดียว (one -Tailed) เมื่อวิเคราะห์ผลของการปฏิบัติตาม CAUTI Bundle พบว่า บุคลากรสามารถปฏิบัติตาม CAUTI Bundle ได้ร้อยละ 90 แนวโน้มการปฏิบัติตาม CAUTI Bundle เพิ่มสูงขึ้น บุคลากรมีการตรวจสอบการ ใส่สายสวนปัสสาวะทุกวันและถอดสายสวนทันทีเมื่อหมดความจำเป็นตามข้อบ่งชี้ คิดเป็นร้อยละ 92.0 ดูแล ระบบระบายปัสสาวะให้เป็นแบบปิดคิดเป็นร้อยละ 92.0 และดูแลสายไม่หัก พับ งอ คิดเป็นร้อยละ 92.0 ดังแสดงในตารางที่ 2


R&D ฝ่ายการพยาบาล 55 Routine to Research(R2R) ตารางที่ 2 ผลการปฏิบัติติตาม CAUTI Bundle ของบุคลากรหอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรมตั้งแต่ เมษายน 2564 - เมษายน 2565 (n = 17) CAUTI Bundle ไตรมาส / ร้อยละ 1 2 3 4 1. ตรวจสอบการใส่สายสวนปัสสาวะทุกวันและถอดสายสวนทันที เมื่อหมดความจำเป็นตามข้อบ่งชี้ 91.0 90.0 91.0 92.0 2. ทำความสะอาดมือทุกครั้งก่อนและหลังสัมผัสสายสวนปัสสาวะ 92.0 90.0 91.0 90.0 3. ดูแลระบบระบายปัสสาวะให้เป็นแบบปิด 92.0 91.0 91.0 92.0 4. สายระบายปัสสาวะไม่หัก พับ งอ 91.0 92.0 92.0 92.0 5. ดูแลให้ถุงรองรับปัสสาวะอยู่ต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะเสมอ 91.0 90.0 90.0 90.0 6. ตรวจสอบและยึดตรีงสายสวนปัสสาวะทุกครั้ง หลัง Morning care 91.0 90.0 91.0 92.0 7. การเทสายสวนปัสสาวะ 92.0 90.0 91.0 90.0 8. ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธ์และขาหนีบด้วยน้ำและสบู่ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และหลังถ่ายอุจจาระทุกครั้งและซับให้แห้ง 91.0 90.0 90.0 90.0 บทเรียนที่ได้รับ 1. มีความตั้งใจและพยายามเก็บข้อมูลต่อเนื่อง มีการติดตามผลการปฏิบัติตาม CAUTI Bundle 2. เกิดความเข้าใจในบทบาทหน้าที่และมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานเฝ้าระวังและป้องกันการติดเชื้อ CAUTI 3. มีแนวทางและปฏิบัติตามนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันการติดเชื้อ CAUTI ตามมาตฐานเดียวกัน ปัจจัยแห่งความสำเร็จ การทำงานเป็นทีม (team success) และการได้รับการสนับสนุนโดยหัวหน้าหอผู้ป่วยและผู้ตรวจการ พยาบาล เป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ


R&D ฝ่ายการพยาบาล 56 Routine to Research(R2R) เจ้าของผลงาน: อนัญญา บุญมีรติ หน่วยงาน: หอผู้ป่วยตึกคลอด ที่มาและความสำคัญ แผนพัฒนาสาธารณสุข ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพมารดาหลังคลอดให้มี สุขภาพดี พยาบาลผดุงครรภ์จึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาจากการบาดเจ็บ ของฝีเย็บได้แก่ ความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน การติดเชื้อของแผลฝีเย็บ การขับถ่ายลำบาก ปัญหาเพศสัมพันธ์ สัมพันธภาพมารดาทารกลดลง สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย และทัศนคติไม่ดีต่อการคลอด โดยการส่งเสริมความรู้ ความสามารถการดูแลแผลฝีเย็บด้วยตนเองเมื่อกลับบ้าน เพื่อให้มารดามีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไป สามารถดูแลแผลฝีเย็บได้ถูกต้องและเหมาะสม ตึกคลอดโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา พบว่ามีจำนวนมารดาที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาด มากระดับสองขึ้นไปที่มาคลอด 3 ปีย้อนหลัง ดังนี้ ปี2562 – 2564 คิดเป็นร้อยละ 3.88, 5.01, และ 7.72 ตามลำดับ ของมารดาที่มาคลอดทางช่องคลอดทั้งหมด พบว่า มารดาที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไป พร่องความรู้ในการดูแลแผลฝีเย็บด้วยตนเองเมื่อกลับบ้าน และการพยาบาลที่ให้ยังไม่เฉพาะเจาะจงปัญหาของ มารดา ทั้งไม่มีแนวทางปฏิบัติสอนมารดาที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไปที่ชัดเจน จึงจัดทำโครงการ ส่งเสริมความรู้ให้มารดาหลังคลอดที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไป สามารถดูแลแผลฝีเย็บเมื่อกลับ บ้าน ภายหลังคลอดได้อย่างเหมาะสมตามมาตรฐาน วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้มารดาหลังคลอดที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไป มีความรู้และสามารถดูแล แผลฝีเย็บเมื่อกลับบ้านได้ 2. หน่วยงานมีแนวปฏิบัติในการสอนมารดาหลังคลอดที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไป เรื่อง การดูแลแผลฝีเย็บเมื่อกลับบ้าน กลุ่มเป้าหมาย มารดาหลังคลอดที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไปที่มาคลอดบุตรที่ตึกคลอด โรงพยาบาล สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ตั้งแต่เดือนเมษายน - เดือนมิถุนายน 2565 ระยะเวลาดำเนินการ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 - 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565 การให้ความรู้มารดาหลังคลอดที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไปเพื่อ ส่งเสริมการดูแลแผลฝีเย็บเมื่อกลับบ้าน


R&D ฝ่ายการพยาบาล 57 Routine to Research(R2R) วิธีดำเนินการ ขั้นเตรียมการ 1. ศึกษาหาความรู้การดูแลแผลฝีเย็บเมื่อกลับบ้าน 2. เตรียมการสอนโดยจัดทำเป็น PowerPoint แผ่นพับเรื่องการดูแลตนเองเพื่อส่งเสริมการหายของ แผลฝีเย็บ การดูแลตนเองเพื่อป้องกันการติดเชื้อแผลฝีเย็บหลังคลอด การดูแลตนเองเพื่อลดอาการปวดแผล ฝีเย็บ และจัดทำแบบทดสอบความรู้ในการดูแลแผลฝีเย็บเมื่อกลับบ้าน โดยมีข้อคำถามทั้งหมด 20 ข้อ ขั้นดำเนินการ 1. ให้มารดาหลังคลอดที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไปทำแบบทดสอบก่อนและหลังให้ความรู้ 2. โทรศัพท์ติดตามผลการดูแลแผลฝีเย็บด้วยตนเองเมื่อกลับบ้านภายหลังจากออกจากโรงพยาบาล 1 สัปดาห์ 3. เก็บข้อมูลในใบบันทึกการตรวจรักษาพยาบาล (OPD record) 4. รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณหาค่าร้อยละ (percentage) ค่าพิสัย (range) ค่าเฉลี่ย (mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation; SD) วิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนความรู้ก่อนและ หลัง โดยใช้สถิติ Paired t-test แผ่นพับเรื่อง การดูแลแผลฝีเย็บหลังคลอด


R&D ฝ่ายการพยาบาล 58 Routine to Research(R2R) ผลการดำเนินงาน จากการดำเนินการเรื่อง ผลการให้ความรู้มารดาหลังคลอดที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไป เพื่อส่งเสริมการดูแลแผลฝีเย็บเมื่อกลับบ้าน สรุปผลการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ได้ดังนี้ 1. มารดาหลังคลอดที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไปมีความรู้เรื่อง การดูแลแผลฝีเย็บเมื่อกลับ บ้านเพิ่มมากขึ้น โดยพบว่าคะแนนความรู้เฉลี่ยก่อนการให้ความรู้เท่ากับ 11.91 (SD = 2.68) และคะแนน ความรู้เฉลี่ยหลังการให้ความรู้เท่ากับ 15.30 (SD = 2.36) เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าคะแนนความรู้ เฉลี่ยเรื่องการดูแลแผลฝีเย็บเมื่อกลับบ้าน โดยใช้สถิติ Paired t-test พบว่า มารดาหลังคลอดที่มีแผลฝีเย็บ ฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไปมีคะแนนความรู้เฉลี่ยหลังการให้ความรู้มากกว่าก่อนการให้ความรู้อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 2. การสนับสนุนให้ความรู้มารดาหลังคลอดที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไปเพื่อส่งเสริมให้ สามารถดูแลแผลฝีเย็บด้วยตนเองเมื่อกลับบ้านได้ถูกต้องเหมาะสม พบว่า ภายหลังคลอด 1 สัปดาห์ การติดตามมารดาหลังคลอดที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไปทั้งหมด 31 ราย ติดตามได้ 19 ราย คิดเป็นร้อยละ 61.3 และในมารดาหลังคลอดที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไปที่ติดตามมีกระบวนการ หายของแผลไม่เป็นไปตามปกติร้อยละ 15.8 แผลติดเชื้อร้อยละ 5.3 การเผชิญต่อความเจ็บปวดไม่เหมาะสม เช่น ปวดเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถ ร้อยละ 10.5 ปวดเมื่อขับถ่ายร้อยละ 10.5 ปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ร้อยละ 5.3 ปวดเมื่อนั่งให้นมบุตรร้อยละ 15.8 และที่ติดตามไม่ได้ 12 ราย คิดเป็นร้อยละ 38.7 เนื่องจากไม่สามารถติดต่อ ได้ผ่านทางโทรศัพท์ มารดาให้ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ผิด มารดาเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์และมารดาไม่มาตรวจแผล ฝีเย็บตามนัดที่โรงพยาบาล บทเรียนที่ได้รับ ผู้จัดทำพบว่าภายหลังคลอด 1 สัปดาห์การติดตามมารดาหลังคลอดที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับ สองขึ้นไปทั้งหมด 31 ราย ติดตามไม่ได้ 12 ราย คิดเป็นร้อยละ 38.7 เนื่องจากไม่สามารถติดต่อได้ผ่านทาง โทรศัพท์ มารดาให้ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ผิด มารดาเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ และมารดาไม่มาตรวจแผลฝีเย็บตาม นัดที่โรงพยาบาล บางรายยังไม่สามารถดูแลแผลฝีเย็บด้วยตนเองได้ถูกต้อง เนื่องจากมีอาการอ่อนเพลียจาก การคลอด การได้รับความรู้ต่อเนื่องในครั้งเดียวส่งผลให้ไม่สามารถจดจำการสอนได้ครบถ้วน จึงควรจัดระบบ ให้ความรู้ต่อเนื่อง ดังนี้ 1. ควรมีการจัดตั้งกลุ่มไลน์เพื่อติดตามในกรณีที่ไม่สามารถติดตามทางโทรศัพท์ได้ และเพื่อให้ความรู้ มารดาหลังคลอดที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไป เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะเจาะจงในแต่ละราย 2. ควรขอช่องทางการติดต่ออื่น ได้แก่ เบอร์โทรศัพท์ของสามี หรือญาติสนิท เพื่อติดต่อกับมารดา ในกรณีที่ไม่สามารถติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ของมารดาได้


R&D ฝ่ายการพยาบาล 59 Routine to Research(R2R) 3. ควรมีการติดตามอาการของมารดาหลังคลอดที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไป ผ่านทาง โทรศัพท์ ตลอดการดูแลแผลฝีเย็บจนหายเป็นปกติ 4. ควรมีการให้คำแนะนำเพิ่มเติมในการลดความปวดแผลฝีเย็บ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ต่อผู้รับบริการ 1. มารดาหลังคลอดที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไป มีความรู้และสามารถดูแลแผลฝีเย็บด้วย ตัวเองเมื่อกลับบ้านได้ถูกต้อง 2. ลดค่าใช้จ่ายของมารดาหลังคลอดที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไป ต่อหน่วยงาน 1. มีแนวทางปฏิบัติในการสอนมารดาหลังคลอดที่มีแผลฝีเย็บฉีกขาดมากระดับสองขึ้นไปเรื่องการดูแล แผลฝีเย็บเมื่อกลับบ้าน 2. มีรูปแบบบันทึกทางการพยาบาลเรื่อง การส่งเสริมผู้รับบริการในการดูแลแผลฝีเย็บที่ฉีกขาดมาก เมื่อกลับบ้าน ให้กับเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงาน ต่อองค์กร ลดจำนวน Re-admit ของมารดากรณีแผลฝีเย็บติดเชื้อ และลดจำนวนวันนอนโรงพยาบาล


R&D ฝ่ายการพยาบาล 60 Routine to Research(R2R) เจ้าของผลงาน: กษิรา สุตันทวงษ์, รัชญ์สิรี พงษ์พิกุลทอง, กมลณภัช พรมมาดี, วิศัลย์ศยา แก้ววงศ์ษา หน่วยงาน: ตึกตรวจโรค 3 กุมารเวชกรรม ที่มาและความสำคัญ ภาวะตัวเหลืองเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในทารกแรกเกิด โดยพบได้ถึงร้อยละ 50 ของทารกแรกเกิดครบ กำหนดและพบได้สูงถึงร้อยละ 80.0 ของทารกเกิดก่อนกำหนด (โสภาพรรณ เงินฉ่ำ, 2559) เกิดจากการที่ ร่างกายมีสารสีเหลืองที่เรียกว่าบิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือดมากกว่าปกติ บิลิรูบินเกิดจากการสลายตัว ของเม็ดเลือดแดงผ่านกระบวนการที่ตับและขับออกจากร่างกายผ่านทางอุจจาระและปัสสาวะ โดยทั่วไปทารก จะมีอาการตัวเหลืองในวันที่ 2 - 3 หลังคลอด ความรุนแรงจากภาวะตัวเหลืองถ้าระดับบิลิรูบินมากเกินไปจะผ่านเข้าสู่สมองไปจับที่เนื้อสมอง ทำให้ สมองผิดปกติเรียกว่า เคอร์นิกเทอรัส (Kernicterus) ระยะแรกจะมีอาการซึม ทารกดูดนมไม่ดี ระยะต่อมา ทารกจะซึมลงมากขึ้น มีอาการกระสับกระส่าย ไข้ ร้องเสียงแหลม ตัวเกร็ง คอแอ่นไปด้านหลังและหลังแอ่น ระยะแรก หากได้รับการเปลี่ยนถ่ายเลือดโดยเร็วที่สุด อาจทำให้สมองไม่ถูกทำลายโดยถาวร ลดความรุนแรง ของความพิการทางสมอง แต่หากไม่ได้รับการรักษาก็จะมีอาการจะรุนแรงขึ้น คอและหลังเกร็งแอ่นมากขึ้น ไม่ดูดนม ชัก หยุดหายใจ โคม่า และอาจเสียชีวิตได้ สถิติของทารกเด็กที่มารักษาที่คลินิกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา มีทารกที่เข้ารับการรักษาด้วยภาวะตัวเหลือง ปี 2561 – 2564 คิดเป็นร้อยละ 9.1, 10.5, 14.5, 20.9 ตาม ลำดับ พบว่า จำนวนเด็กทารกตัวเหลืองของ OPD เพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันคลินิกกุมารเวชกรรมยังไม่มีการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่บิดามารดาหรือ ผู้ปกครอง ในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลืองอย่างจริงจัง เนื่องจาก มีการหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ทุก 1 เดือน จากการซักถามและสังเกตบิดามารดา หรือผู้ปกครองยังขาดความรู้ในการดูแลทารกที่มีภาวะ ตัวเหลือง ส่วนใหญ่เป็นคุณพ่อ คุณแม่มือใหม่ มีความกังวลเกี่ยวกับอาการตัวเหลืองของทารก และบาง ครอบครัวมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย หากต้องเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยใน จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาและส่งเสริม ความรู้ผู้ปกครองในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลืองขึ้น วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้ปกครองมีความรู้ในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลือง 2. เพื่อให้จำนวนทารกที่ต้องเข้ารับการรักษาส่องไฟในโรงพยาบาลลดลง 3. เพื่อความพึงพอใจผู้ปกครองที่ได้รับการสอนจากโครงการ โครงการพัฒนาและส่งสริมความรู้ผู้ปกครองในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลือง ในคลินิกกุมารเวชกรรม


R&D ฝ่ายการพยาบาล 61 Routine to Research(R2R) เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ร้อยละของผู้ปกครองที่ดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลืองมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลทารกที่มีภาวะ ตัวเหลือง ≥ 80% 2. อัตราทารกเข้ารับการรักษาส่องไฟในโรงพยาบาลภายหลังผู้ปกครองได้รับความรู้เรื่อง การดูทารก ตัวเหลือง ลดลง ≥ 80% 3. อัตราความพึงพอใจของผู้ปกครอง ≥ 80% กลุ่มเป้าหมาย ผู้ปกครองที่พาทารกตัวเหลืองมาพบแพทย์ที่คลินิกกุมารเวชกรรม ระยะเวลาดำเนินการ พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 - เมษายน พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. ระยะเตรียมการ ทบทวนความรู้/ รวบรวมข้อมูล/ ค้นคว้างานวิจัย/ เตรียมสถานที่ อุปกรณ์เอกสาร ความรู้ แผนการสอนและสื่อการสอน ประชุมเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานที่คลินิกกุมารเวชกรรม เรื่องการดูแลทารก ตัวเหลือง 2. ระยะดำเนินการและติดตาม กำหนดให้มีการสอนเวลา 08.45 - 09.15 น. ทุกวันราชการ/ ทำแบบ ประเมินความรู้ ก่อนและหลังการสอน (Pre-Post test) และแบบประเมินความพึงพอใจ 3. ระยะประเมินผล ติดตามจำนวนทารกที่มีภาวะตัวเหลือง ผลการดำเนินงาน คะแนนความรู้ของผู้ปกครองเรื่อง การดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลือง พบว่า คะแนนความรู้ของ ผู้ปกครองเรื่อง การดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลือง ภายหลังการสอนมีความรู้เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 92.1 ความ พึงพอใจของผู้ปกครองพบว่า ระดับความพึงพอใจโดยรวมของผู้ปกครองหลังการสอน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.76 (SD=0.46) หมายถึง ผู้ปกครองพึงพอใจในรูปแบบการสอนเรื่อง การดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลืองอยู่ใน ระดับมากที่สุดต่อคุณภาพและองค์ประกอบของการสอนที่ได้รับ ทารกเข้ารับการรักษาส่องไฟในโรงพยาบาลภายหลังผู้ปกครองได้รับความรู้เรื่อง การดูทารกตัวเหลือง พบว่า ร้อยละของทารกเข้ารับการรักษาส่องไฟในโรงพยาบาลภายหลังผู้ปกครองได้รับความรู้เรื่อง การดูทารก ตัวเหลือง คิดเป็นร้อยละ 84.7 ส่วนทารกที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยการส่องไฟเนื่องจากสภาวะ ของโรคคือ มารดาที่เลือดกรุ๊ปเลือดไม่เข้ากับกรุ๊ปเลือดของทารก ทารกพร่องเอนไซด์ G6PD ทารกพร่อง ไทรอยด์ เป็นต้น


R&D ฝ่ายการพยาบาล 62 Routine to Research(R2R) บทเรียนที่ได้รับ 1. การดำเนินการตามแนวทางการพัฒนางาน มีความรู้ความเข้าใจในรายละเอียดของโครงการและฝึก ให้มีทักษะ ทำให้หน่วยงานมีความเข้าใจในการดูแล เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจ ในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลืองได้อย่างถูกต้องเหมาะสม 2. การปฏิบัติงานเป็นระบบ มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน มีการสนับสนุนในทีม ส่งผลให้งานบรรลุผล สำเร็จตามเป้าหมาย 3. การพัฒนางานร่วมกัน มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานการทำงานเป็นทีม การมีส่วนร่วมรับผิดชอบ ร่วมกันในการปฏิบัติงาน ความร่วมมือและเอาใจใส่ ส่งผลให้งานประสบผลสำเร็จได้ผลงานที่มีคุณภาพ 4. การให้บริการมีคุณภาพมากขึ้นละสร้างความพึงพอใจแก่ผู้รับบริการ อุปสรรคในการพัฒนางาน 1. ระยะเวลาอาจไม่เพียงพอและผู้ปกครองมาไม่พร้อมกัน 2. การสื่อสารภาษากับผู้ปกครองชาวต่างชาติที่ไม่เข้าใจภาษาไทย 3. ผู้ปกครองบางคนขอไปใช้สิทธิการรักษาที่อื่น จึงทำให้ไม่สามารถติดตามได้ต่อเนื่อง 4. จากสถานการณ์โควิด-19 ระบาด ทำให้คลินิกกุมารเวชกรรมมีจำนวนผู้มารับบริการน้อย เป็นผลให้ กลุ่มเป้าหมายมีจำนวนน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ปัจจัยแห่งความสำเร็จ 1. เจ้าหน้าที่คลินิกกุมารเวชกรรมให้ความสนใจเอาใจใส่ต่อผู้มารับบริการเพิ่มขึ้น 2. การให้บริการที่เน้นผู้ปกครองและทารกมีส่วนร่วมและเป็นหัวใจของการบริการ 3. เจ้าหน้าที่มีความรู้ความสามารถในการดูแลผู้มารับบริการเรื่อง การดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลือง เพิ่มขึ้น 4. ส่งเสริม สนับสนุน สร้างความรักในครอบครัวให้เกิดขึ้น 5. ผู้บริหารให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนโครงการมาโดยตลอด ทั้งเป็นที่ปรึกษา ให้ข้อคิดเห็นและ ช่วยเหลือแนะนำความรู้ในการทำงาน เป็นกำลังใจ และช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ ในการทำงาน และเป็น กำลังใจให้ทีมงานในคลินิกกุมารเวชกรรมมาโดยตลอด


R&D ฝ่ายการพยาบาล 63 Routine to Research(R2R) เจ้าของผลงาน: สลิลทิพย์ สุขทอง ที่ปรึกษา: เสาวณิต หว่างนุ่ม หน่วยงาน: หอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรมกระดูกและข้อ (25A) ที่มาและความสำคัญ โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee osteoarthritis) หมายถึง โรคที่มีการสึกกร่อนหรือการเสื่อมสภาพของกระดูก อ่อนผิวข้อ (Articular cartilage) และกระดูกที่อยู่ใต้ผิวข้อ (Subchondral bone) ของข้อเข่าอย่างเรื้อรัง ร่วมกับมีการหนาตัวของเนื้อกระดูกที่อยู่ใต้ผิวข้อ ซึ่งมีลักษณะขรุขระ (Osteophyte or bone spurs) ทำให้ เกิดแรงกด หรือการเสียดสีในข้อเข่าอีก ทั้งอาจมีเศษกระดูกอ่อนหลุดออกมาในน้ำไขข้อ ทำให้เกิดการอักเสบ ของข้อ ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เป็นปัญหาสุขภาพ 1 ใน 5 ของผู้สูงอายุไทย เนื่องจากผู้สูงอายุมีการ เปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย มีการเสื่อมตามอายุ และสภาพการใช้งานที่มากขึ้น จากสถิติสำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติในช่วงปีพ.ศ. 2561 - 2563 พบว่า มีผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม จำนวน 203,733, 226,923, และ 210,668 ราย ตามลำดับ และในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่า มีผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า จำนวน 8,994, 8,363 และ 9,380 ราย ตามลำดับ อีกทั้งประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การ เป็นสังคมผู้สูงอายุจึงมีแนวโน้มทั้งจำนวนผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม และการได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เพิ่มขึ้นด้วย โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา มุ่งเน้นประเด็นคุณภาพและความปลอดภัย ในการ บริการ โดยเฉพาะ Patient safety goals: SIMPLE ในมิติของกระบวนการพัฒนา เพื่อสร้างคุณค่าแก่ ผู้รับบริการ การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ต่างๆ และนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กระบวนการดูแลผู้ป่วยปลอดภัยตามมาตรฐานวิชาชีพ จากการรวบรวมข้อมูลของตึกเมธานิวาตวงศ์ ชั้น 3 ซึ่งเป็นหอผู้ป่วยเก่าก่อนย้ายมาเป็นหอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรมกระดูกและข้อ มีผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูก และข้อ ในปีพ.ศ. 2562 – 2564 จำนวน 495, 472 และ 428 ราย ตามลำดับ พบจำนวนผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจำนวน 14, 16 และ 8 ราย ตามลำดับ เนื่องด้วย สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด โรงพยาบาลจึงมีการปรับเปลี่ยนนโยบายการรับผู้ป่วยและให้มีการ รักษาผ่าตัดเฉพาะกรณีฉุกเฉินเท่านั้น รวมทั้งขอความร่วมมือแพทย์ให้เลื่อนเคสผ่าตัดในกรณีที่ไม่ฉุกเฉิน ออกไปก่อน ทำให้จำนวนผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเสื่อมมีจำนวน ลดลง ในช่วงปีพ.ศ.2564 แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมยังมาตามนัดโดยได้รับการรักษาแบบ ประคับประคองและแบบใช้ยาในระหว่างที่รอเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม แต่ปัจจุบันในปีพ.ศ. 2565 สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดเริ่มลดลงและได้มีการประกาศให้เป็นเชื้อโรคประจำถิ่นแล้ว โรงพยาบาลจึงยกเลิกนโยบายดังกล่าว ซึ่งคาดการณ์ได้ว่าปีต่อไป ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วย การเพิ่มพูนความรู้และทักษะพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม


R&D ฝ่ายการพยาบาล 64 Routine to Research(R2R) การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการปฏิบัติงานในสถานการณ์ข้างต้นพบว่าพยาบาล ที่มีประสบการณ์ 1 - 2 ปีมีความรู้และประสบการณ์ไม่เพียงพอในการให้การดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม นอกจากนี้พบว่า พยาบาลที่มีประสบการณ์มากกว่า 2 ปีขึ้นไป ให้การดูแลผู้ป่วย โรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมตามความรู้ ประสบการณ์ และความสามารถของแต่ละคน และหน่วยงานยังไม่มีแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมที่เป็นแนวทาง เดียวกัน อาจทำให้กระบวนการดูแลผู้ป่วยไม่ครอบคลุม เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะลิ่มเลือด อุดตันของหลอดเลือดดำ ปอดอักเสบ ข้อติด และกล้ามเนื้อลีบ เป็นต้น พยาบาลจึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้และทักษะ รวมทั้งมีแนวทางในการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยตาม มาตรฐาน ซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญในการดูแลผู้ป่วย และแนะนำญาติให้มีความรู้ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติ ตนได้ถูกต้อง ตั้งแต่ระยะก่อนผ่าตัด ระยะหลังผ่าตัด จนกระทั่งจำหน่ายกลับบ้าน เพื่อป้องกันการเกิดภาวะ แทรกซ้อนต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณ และค่าใช้จ่ายในการ รักษาพยาบาล ผู้จัดทำได้เล็งเห็นถึงความสำคัญจึงจัดทำ การเพิ่มพูนความรู้และทักษะพยาบาล ในการดูแล ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้พยาบาล มีความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม 2. เพื่อให้พยาบาลมีแนวทางในการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยน ข้อเข่าเทียม เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. พยาบาลมีคะแนนความรู้เฉลี่ย หลังการทบทวนความรู้เรื่อง แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมากกว่าก่อนการทบทวนความรู้ กลุ่มเป้าหมาย พยาบาลหอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรมกระดูกและข้อ จำนวน 8 ราย ระยะเวลาดำเนินการ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 - 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565


R&D ฝ่ายการพยาบาล 65 Routine to Research(R2R) วิธีดำเนินการ ขั้นตอนการดำเนินงาน ใช้ระยะเวลาทั้ง 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 – 30 มิถุนายน 2565 โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะเตรียมการ (มกราคม – มีนาคม 2565) 1. รวบรวมสถิติ ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เพื่อเป็น ข้อมูลในการวางแผนและดำเนินการ 2. ศึกษาความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า เทียม จากหนังสือ ตำรา และเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 3. กำหนดวัตถุประสงค์ 4. เตรียมเอกสารเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยน ข้อเข่าเทียม ได้แก่ 4.1 จัดทำเอกสารความรู้เกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อม 4.2 จัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า เทียม 4.3 แผนการสอนเรื่อง แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด เปลี่ยนข้อเข่าเทียม 4.4 สื่อการสอน (Power point) เรื่องแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษา ด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม 4.5 แผ่นพับเรื่อง การดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า เทียม 4.6 แบบทดสอบความรู้เรื่อง แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม จำนวน 10 ข้อ โดยให้เลือกคำตอบ ถูก หรือ ผิด 5. นำเอกสารแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า เทียม ไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาความถูกต้องของเนื้อหา 6. แก้ไขปรับปรุงเอกสารตามข้อเสนอแนะ และส่งตรวจสอบอีกครั้ง ระยะดำเนินการ (เมษายน – พฤษภาคม 2565) ดำเนินการทบทวนความรู้เรื่อง แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด เปลี่ยนข้อเข่าเทียมให้แก่พยาบาลหอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรมกระดูกและข้อ 25A จำนวน 8 รายซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1. ชี้แจงวัตถุประสงค์ 2. ให้พยาบาลหอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรมกระดูกและข้อ ทำแบบทดสอบความรู้ (Pre-test) เรื่อง แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม


R&D ฝ่ายการพยาบาล 66 Routine to Research(R2R) 3. ทบทวนความรู้เรื่อง แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยน ข้อเข่าเทียม 4. หลังจากทบทวนความรู้ให้พยาบาลทำแบบทดสอบความรู้ (Post-test) เรื่องแนวทางการดูแลผู้ป่วย โรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ระยะประเมินผลและสรุปผลการดำเนินงาน (มิถุนายน 2565) 1. เก็บรวบรวม และบันทึกข้อมูล 2. วิเคราะห์ผลการดำเนินงาน การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสถิติสำเร็จรูป กำหนดระดับนัยสำคัญที่ .05 โดยเปรียบเทียบคะแนน ความรู้เฉลี่ยเรื่อง แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ก่อนและหลังการทบทวนความรู้พยาบาล ในหอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรมกระดูกและข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระ (Pair t-test) ผลการดำเนินงาน วิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบคะแนนความรู้เฉลี่ยเรื่อง แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับ การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมก่อนและหลังการทบทวนความรู้พยาบาลในหอผู้ป่วยพิเศษ ศัลยกรรมกระดูกและข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระ (Pair t-test) พบว่า คะแนน ความรู้เฉลี่ยก่อนทบทวนความรู้เรื่องแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด เปลี่ยนข้อเข่าเทียมของพยาบาลหอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรมกระดูกและข้อ เท่ากับ 5.63 (SD = 0.92) และ คะแนนความรู้เฉลี่ยหลังการทบทวนความรู้เท่ากับ 9.50 (SD = 0.54) เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าคะแนน ความรู้เฉลี่ยเรื่องแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม พบว่า หลังการทบทวนมีความรู้มากกว่าก่อนการทบทวนความรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังแสดง ในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนความรู้เฉลี่ยเรื่อง แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ก่อนและหลังการทบทวนความรู้พยาบาล ในหอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรมกระดูกและข้อ (n = 8) คะแนนความรู้ x SD t df p ระยะก่อนการทบทวนความรู้ 5.63 0.92 9.73 7 .00 ระยะหลังการทบทวนความรู้ 9.50 0.54 *p< .05 ทดสอบทางเดียว (one – Tailed)


R&D ฝ่ายการพยาบาล 67 Routine to Research(R2R) ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ต่อผู้รับบริการ 1.1 ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม สามารถปฏิบัติตนได้ถูกต้องตามแนวทางของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม 1.2 มีความปลอดภัย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม 2. ต่อหน่วยงาน 2.1 พัฒนาความรู้ ความสามารถและศักยภาพพยาบาลหอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรมกระดูกและข้อ 2.2 มีแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม สำหรับพยาบาลที่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน 2.3 เพิ่มความพึงพอใจในบริการของหน่วยงาน 3. ต่อองค์กร 3.1 ช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ส่งผลทำให้อัตรา การครองเตียงลดลง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล 3.2 โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการ ดูแลผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม และพร้อมที่จะพัฒนาศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยตลอดเวลา 3.3 โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา มีภาพลักษณ์ที่ดีของผู้ให้บริการ เป็นที่ ไว้วางใจ และเป็นที่เชื่อถือของผู้มารับบริการด้านการรักษา


R&D ฝ่ายการพยาบาล 68 Routine to Research(R2R) เจ้าของผลงาน: สุรางคณา อยู่ทองหลาง, ฤทัยรัตน์ ทานอุทิศ, อลิสา แสงใส ที่ปรึกษา: อุบล ปัญจพงษ์ หน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญนรีเวชกรรม (18B) ที่มาและความสำคัญ หอผู้ป่วยสามัญนรีเวชกรรม (18B) ดูแลผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational diabetes mellitus) ช่วงเดือนตุลาคม - ธันวาคม 2563 มีผู้ป่วยจำนวน 5 ราย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยเบาหวานขณะ ตั้งครรภ์เป็นครรภ์แรก ทำให้ไม่ทราบแนวทางการดูแลตนเองในเรื่องของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ การ ควบคุมอาหาร การเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว การฉีดอินซูลินเฉพาะของโรค และจากการมาตรวจตามนัดที่คลินิก เบาหวาน พบว่า ผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ทั้งหมดจำนวน 5 ราย มีการให้ข้อมูลผู้ป่วยผิดพลาดเรื่อง การ ปฏิบัติตัวในการเจาะเลือดตรวจน้ำตาล การรับประทานอาหาร จำนวน 1 ราย คิดเป็นร้อยละ 20.0 ซึ่งส่งผล ทำให้ค่าระดับน้ำตาลในเลือดไม่คงที่ บันทึกค่าน้ำตาลผิดพลาด ทำให้มีโอกาสเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน เป็น อันตรายได้ทั้งต่อมารดา ทารกในครรภ์ และทารกแรกเกิด ทางหน่วยงานจึงเห็นความสำคัญของการดูแลผู้ป่วย เบาหวานขณะตั้งครรภ์ เพื่อให้ได้รับการดูแลในแนวทางเดียวกัน วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้พยาบาลมีความรู้ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 2. เพื่อให้พยาบาลมีแนวทางการสอนผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์เป็นแนวทางเดียวกัน เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. คะแนนความรู้เฉลี่ยของพยาบาลหลังการให้ความรู้มากกว่าก่อนให้ความรู้ 2. ผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้รับการสอนฉีดอินซูลินและเจาะน้ำตาลปลายนิ้วก่อนกลับบ้าน ตามแนวทาง ร้อยละ 100 ระยะเวลาดำเนินการ มิถุนายน พ.ศ. 2564 - มีนาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. จัดการเรียนการสอนให้พยาบาลหอผู้ป่วยสามัญนรีเวชกรรม 2. จัดทำแผ่นพับออนไลน์ความรู้เรื่อง การเจาะน้ำตาลปลายนิ้วและการฉีดอินซูลินอย่างถูกวิธี และ สร้างคิวอาร์โค้ดให้พยาบาลไว้สอนผู้ป่วย โครงการเพิ่มศักยภาพของพยาบาล ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์


R&D ฝ่ายการพยาบาล 69 Routine to Research(R2R) 3. ประเมิน ติดตามผลการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยของพยาบาล ในการสอนผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ที่ เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยสามัญนรีเวชกรรม ผลการดำเนินงาน 1. คะแนนความรู้เฉลี่ยของพยาบาลหลังการให้ความรู้มากกว่าก่อนให้ความรู้ จากการเก็บข้อมูลการสอนของพยาบาล ตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2564 - มีนาคม 2565 จำนวนทั้งสิ้น 12 ราย วิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบคะแนนความรู้เฉลี่ยของพยาบาลในเรื่อง การดูแลผู้ป่วยเบาหวานขณะ ตั้งครรภ์ก่อนและหลังทบทวนความรู้ พบว่า คะแนนความรู้ของพยาบาลเฉลี่ยก่อนการสอน เรื่อง การดูแล ผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เท่ากับ 7.71 (SD = 0.98) และคะแนนเฉลี่ยหลังการสอนเท่ากับ 9.29 (SD = 0.77) ซึ่งมีคะแนนความรู้เฉลี่ยหลังการสอนมากกว่าก่อนการสอน เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าคะแนน ความรู้เฉลี่ย โดยใช้สถิติค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระ (Pair t-test) พบว่า มีคะแนนความรู้เฉลี่ย หลังการ สอนมากกว่าก่อนการสอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ของพยาบาลก่อนและหลังการสอน (n = 12) คะแนนประเมินความรู้ n x SD t P ก่อนการสอน 12 7.71 0.98 6.47 <.05 หลังการสอน 12 9.29 0.77 2. ผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้รับการสอนฉีดอินซูลิน และเจาะน้ำตาลปลายนิ้วก่อนกลับบ้าน ตามแนวทาง ร้อยละ 100 พบว่า พยาบาลหอผู้ป่วยสามัญนรีเวชกรรม ภายหลังทบทวนความรู้เรื่อง การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ขณะตั้งครรภ์ พยาบาลนำสิ่งที่ได้เรียนไปปฏิบัติและสอนถูกต้องตามแนวทาง คิดเป็นร้อยละ 100 ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 จำนวนและร้อยละของการประเมินผลการนำความรู้ไปใช้สอนผู้ป่วยของพยาบาล (n = 12) หัวข้อการประเมิน ปฏิบัติ จำนวน ร้อยละ การเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว 1. เปิดเครื่องอ่านน้ำตาลในเลือด 12 100 2. เสียบแผ่นตรวจเข้ากับเครื่องอ่าน เครื่องจะขึ้นสัญลักษณ์หยดเลือด 12 100 3. นำปากกาเจาะปลายนิ้วสวมตัวเข็มเข้ากับด้ามเจาะ บิดจุกเข็มออก 12 100 4. ปิดปลอกปากกาและหมุนปรับขนาดความลึกตามต้องการจากน้อยไปมาก 12 100


R&D ฝ่ายการพยาบาล 70 Routine to Research(R2R) หัวข้อการประเมิน ปฏิบัติ จำนวน ร้อยละ (ระดับ 1-4) 5. เช็ดปลายนิ้วมือที่จะเจาะน้ำตาลด้วยแอลกอฮอล์ 12 100 6. จรดปลายเข็มเข้ากับปลายนิ้วที่เช็ดกดปุ่ม Push 12 100 7. นำเครื่องอ่านน้ำตาลดูดเลือดผ่านแผ่นตรวจ 12 100 8. เครื่องอ่านน้ำตาลจะอ่านค่าที่หน้าจอ 5 วินาที 12 100 9. ใช้สำลีแอลกอฮอล์กดบริเวณที่เจาะจนกว่าเลือดจะหยุดไหล 12 100 10. จดบันทึกค่าน้ำตาลในเลือดลงสมุดสีฟ้าที่ได้รับจากโรงพยาบาล 12 100 การฉีดอินซูลิน 1. ล้างมือด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาล้างมือให้สะอาด 12 100 2. ปากขวดเช็ดด้วยสำลีแอลกอฮอล์ และใช้มือคลึงขวดยาไปมานับ 1-10 12 100 3. ดูดอากาศเข้าหลอดฉีดยาตามขนาดที่แพทย์สั่ง 12 100 4. แทงเข็มฉีดยาให้ทะลุจุกยาง แล้วดันอากาศเข้าขวดยา 12 100 5. ยกขวดยาพร้อมเข็มปักอยู่ให้สูงขึ้นและ ดูดอินซูลินเข้าหลอดฉีดยาตามปริมาณที่แพทย์สั่ง 12 100 6. ตรวจฟองอากาศ 12 100 7. ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่ฉีดด้วยสำลีแอลกอฮอล์และใช้มือดึงผิวหนังยกสูง 12 100 8.ใช้มือข้างถนัดจับหลอดฉีดยาแทงเข็มผ่านผิวหนังทำมุม 45-60องศากับผิวหนัง ค่อยๆดันยาเข้าจนสุด 12 100 9. ถอนเข็มออกมาตรงๆ และเช็ดผิวหนังบริเวณที่ฉีดยาด้วยสำลีแอลกอฮอล์ 12 100 บทเรียนที่ได้รับ ควรมีการติดตามการปฏิบัติตนของผู้ป่วยหลังการสอน ว่าปฏิบัติตนได้ถูกต้อง และมีการโทรศัพท์เยี่ยม ผู้ป่วยเพื่อติดตามหลังกลับบ้าน ปัจจัยแห่งความสำเร็จ การมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยปลอดภัย ได้รับการดูแลตามมาตรฐาน ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์


R&D ฝ่ายการพยาบาล 71 Routine to Research(R2R) เจ้าของผลงาน: กัณฐกาญจน์ ทองหุล ที่ปรึกษา: บุญช่วย ศิลาหม่อม หน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญอายุรกรรมชาย 2 (22C) ที่มาและความสำคัญ หน่วยงานยังไม่มีแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ทำการส่องกล้องเพื่อตรวจสอบทางเดินหายใจ (Bronchoscopy) ที่เป็นแนวทางเดียวกัน ทำให้การดูแลผู้ป่วยอาจไม่ครอบคลุม และทำให้เกิดความล่าช้าใน การประเมินภาวะแทรกซ้อน จนทำให้ผู้ป่วยทรุดลงได้ พยาบาลซึ่งมีบทบาทสำคัญมากในการพยาบาลผู้ป่วย ที่ทำ Bronchoscopy จึงต้องมีการเรียนรู้และฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีองค์ความรู้ และสามารถดูแลผู้ป่วย ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมผู้ป่วยทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการทำ Bronchoscopy ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยจากการทำ Bronchoscopy ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้พยาบาลมีความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยที่ทำ Bronchoscopy 2. เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตัวก่อนและหลังทำ Bronchoscopy 3. เพื่อให้มีแนวทางปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยที่ทำ Bronchoscopy ประจำหน่วยงาน เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. พยาบาลมีคะแนนความรู้เฉลี่ยหลังการทบทวนความรู้เรื่อง แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการทำ Bronchoscopy มากกว่าร้อยละ 80 2. พยาบาลนำความรู้ไปใช้ภายหลังการทบทวนความรู้ร้อยละ 100 3. ผู้ป่วยได้รับการทำ Bronchoscopy โดยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน 4. หน่วยงานมีแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ทำ Bronchoscopy ระยะเวลาดำเนินการ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 – 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. การทบทวนความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยที่ทำ Bronchoscopy โดยผู้จัดทำโครง ทำการสอนด้วย Power Point และมีการประเมินความรู้ก่อน-หลัง (Pre-Post Test) 2. จัดทำคู่มือการดูแลผู้ป่วยที่ทำ Bronchoscopy ประจำหน่วยงาน 3. จัดทำแผ่นพับคำแนะนำการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยที่ทำ Bronchoscopy โครงการเพิ่มพูนความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยที่ทำ Bronchoscopy


R&D ฝ่ายการพยาบาล 72 Routine to Research(R2R) ผลการดำเนินงาน 1. พยาบาลมีคะแนนความรู้เฉลี่ยหลังการทบทวนความรู้มากกว่าร้อยละ 80 ผ่านการประเมิน Competency ในการดูแลผู้ป่วยที่ทำ Bronchoscopy เปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนความรู้ของพยาบาล ก่อนและหลังการสอนโดยใช้สถิติ Paired t-test พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังการสอนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการ สอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t29 = 7.97, p = .00) 2. พยาบาลนำความรู้ไปใช้ภายหลังการทบทวนความรู้ร้อยละ 100 3. ผู้ป่วยได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนตรวจสวนหัวใจ โดยพยาบาลให้คำแนะนำผ่านแผ่นพับของ หน่วยงาน ไม่พบอุบัติการณ์จากการเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยไม่เพียงพอ และผู้ป่วยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน หลังการทำ Bronchoscopy 4. หน่วยงานมีคู่มือและแนวทางปฏิบัติเพื่อการดูแลผู้ป่วยเป็นมาตรฐานเดียวกัน บทเรียนที่ได้รับ การมีแนวปฏิบัติสำหรับหน่วยงาน จะทำให้การดูแลผู้ป่วยเป็นมาตรฐานเดียวกัน อันจะส่งผลให้ผู้ป่วย ปลอดภัย ปัจจัยแห่งความสำเร็จ การมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยปลอดภัย ได้รับการดูแลตามมาตรฐานการพยาบาล ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหลัง การทำ Bronchoscopy


R&D ฝ่ายการพยาบาล 73 Routine to Research(R2R) เจ้าของผลงาน: ปัญญาทิพย์ สรรพนุชิต ที่ปรึกษา: บุญช่วย ศิลาหม่อม หน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญอายุรกรรมหญิง 2 (22D) ที่มาและความสำคัญ ผู้ป่วยที่มารับการตรวจสวนหัวใจ จัดเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีสถิติการรับเป็นอันดับหนึ่งของหน่วยงาน แต่ยัง พบอุบัติการณ์การปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้องทั้งก่อนและหลังเข้ารับการสวนหัวใจและการขยายหลอดเลือด ซึ่งอาจ ส่งผลให้ต้องเลื่อนการทำหัตถการ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนภายหลังการทำหัตถการได้ ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องมี ความรู้ทั้งก่อนและหลังการเข้ารับการสวนหัวใจและขยายหลอดเลือด เพื่อลดอุบัติการณ์การเกิด ภาวะแทรกซ้อนจากการปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้อง ผู้จัดทำได้เล็งเห็นความสำคัญจึงจัดทำโครงการเพิ่มพูนความรู้ และทักษะการปฏิบัติตน ในผู้ป่วยที่เข้ารับการสวนหัวใจและการขยายหลอดเลือดหัวใจขึ้น วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้ป่วยมีความรู้และปฏิบัติตนได้ถูกต้อง ทั้งก่อนและหลังการสวนหัวใจและการขยายหลอด เลือดหัวใจ 2. เพื่อลดอุบัติการณ์การปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้อง ก่อนและหลังเข้ารับการสวนหัวใจและการขยายหลอด เลือดหัวใจ เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ผู้ป่วยที่เข้ารับการสวนหัวใจและการขยายหลอดเลือดหัวใจ มีคะแนนความรู้เฉลี่ย หลังการให้ ความรู้เรื่องการปฏิบัติตนสำหรับผู้ป่วย เพื่อการสวนหัวใจและการขยายหลอดเลือดหัวใจมากกว่าก่อนการให้ ความรู้ 2. อุบัติการณ์การปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้องทั้งก่อนและหลังเข้ารับการสวนหัวใจและการขยายหลอดเลือด หัวใจ 0 ครั้ง กลุ่มเป้าหมาย ผู้ป่วยเข้ารับการสวนหัวใจและการขยายหลอดเลือดหัวใจำนวน 20 ราย ระยะเวลาดำเนินการ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 - 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 โครงการเพิ่มพูนความรู้และทักษะการปฏิบัติตนในผู้ป่วยที่เข้ารับการสวนหัวใจ และการขยายหลอดเลือดหัวใจ


R&D ฝ่ายการพยาบาล 74 Routine to Research(R2R) วิธีดำเนินการ 1. จัดทำเอกสารกับการสอน/ ให้คำแนะนำผู้ป่วยเรื่อง การปฏิบัติตนสำหรับผู้ป่วย เพื่อการสวนหัวใจ และการขยายหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่ แผ่นพับ แบบทดสอบความรู้ก่อน-หลังการสวนหัวใจ แบบติดตามสังเกต อาการ 2. เก็บข้อมูลผู้ป่วย โดยพยาบาลเวรบ่ายเป็นผู้ทดสอบความรู้ก่อนการให้คำแนะนำผ่านแผ่นพับ ผู้ป่วย ได้รับการดูแลตามมาตรฐานการพยาบาลจนกระทั่งวันกลับบ้าน พยาบาลเวรเช้าผู้ที่เตรียมผู้ป่วยกลับบ้านให้ ผู้ป่วยทำแบบทดสอบความรู้หลังให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวที่บ้าน เปิดโอกาสให้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและขอ เบอร์โทรศัพท์ที่ผู้ป่วยสะดวก เพื่อโทรศัพท์ติดตามเยี่ยมที่บ้าน 3. วันที่ 3 หลังการสวนหัวใจ ผู้จัดทำโครงการโทรศัพท์เยี่ยมผู้ป่วยที่บ้าน ผลการดำเนินงาน 1. ผู้ป่วยมีคะแนนความรู้เฉลี่ยก่อนให้ความรู้ เท่ากับ 8.10 (SD = 1.48) และคะแนนความรู้เฉลี่ยหลัง การให้ความรู้ เท่ากับ 9.30 (SD = 0.73) เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าคะแนนความรู้เฉลี่ย โดยใช้สถิติค่าที แบบกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระ (Pair t-test) พบว่า ผู้ป่วยมีคะแนนความรู้เฉลี่ยหลังการให้ความรู้มากกว่าก่อนการ ให้ความรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 3.55, p = .00) 2. อุบัติการณ์ปฏิบัติตนที่ไม่ถูกต้อง ผู้ป่วยที่เข้ารับการสวนหัวใจและการขยายหลอดเลือดหัวใจ ทั้งก่อนและหลังการทำหัตถการ ที่หอผู้ป่วยสามัญอายุรกรรมหญิง 2 ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 กรกฎาคม 2564 (6 เดือน) มีผู้ป่วยเข้ารับการสวนหัวใจและการขยายหลอดเลือดหัวใจำนวน 20 ราย พบว่า ปฏิบัติตนไม่ ถูกต้อง 0 ครั้ง 3. ผู้ป่วยได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนตรวจสวนหัวใจ โดยพยาบาลให้คำแนะนำผ่านแผ่นพับของ หน่วยงาน ซึ่งสามารถ Scan QR code ร่วมด้วย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ป่วยที่สามารถใช้ Smartphone ได้ ทบทวนซ้ำ และได้รับการดูแลตามมาตรฐานการพยาบาลจนกระทั่งวันกลับบ้าน ไม่พบอุบัติการณ์จากการ ปฏิบัติตนไม่ถูกต้อง และผู้ป่วยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการตรวจสวนหัวใจและการขยายหลอดเลือดหัวใจ 4. ผู้ป่วยได้รับการติดตามอาการโดยการโทรศัพท์เยี่ยมที่บ้าน วันที่ 3 หลังการตรวจสวนหัวใจ บทเรียนที่ได้รับ ควรมีการชี้แจงเรื่องการโทรศัพท์เยี่ยมผู้ป่วยเพื่อติดตามอาการที่บ้าน โดยขออนุญาตผู้ป่วย และมี เอกสารยินยอมเข้าร่วมโครงการตามหลักจริยธรรม เพื่อไม่เป็นการละเมิดสิทธิ์ของผู้ป่วย ปัจจัยแห่งความสำเร็จ การมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยปลอดภัย ได้รับการดูแลตามมาตรฐานการพยาบาล ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหลัง การตรวจสวนหัวใจและการขยายหลอดเลือดหัวใจ


R&D ฝ่ายการพยาบาล 75 Routine to Research(R2R) เจ้าของผลงาน: ทิพวรรณ พงษ์หัสบรรณ์, เพ็ญศิริ บุญเจริญ, สุจินันท์ วังแสง ที่ปรึกษา: ศิริรัตน์ รัตนมณี, แสงเดือน ชื่นทองคำ หน่วยงาน: หน่วยไตเทียม ที่มาและความสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันหน่วยไตเทียมโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา มีผู้ป่วยใหม่มารับ บริการเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ปี 2561-2563 จำนวน 55, 62, 68 ราย ตามลำดับ ที่มารับบริการในโรงพยาบาล สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา บางรายจำเป็นต้องนอนพักรักษาตัว ในขณะที่จำนวนเตียงมีจำกัด ทำให้ จำนวนเตียงไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยได้พบแพทย์อายุรศาสตร์โรคไต ได้ตัดสินใจเลือก การบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้องแล้ว ลำดับต่อไปผู้ป่วย CAPD จะได้พบแพทย์ศัลยกรรมเพื่อ นัดวันผ่าตัดวางสาย Tenckhoff ซึ่งปัจจุบันนี้ศัลยแพทย์ได้มีการนัดผู้ป่วย CAPD ผ่าตัดวางสาย Tenckhoff 2 แบบ คือ 1) แบบผู้ป่วยนอก เมื่อผู้ป่วยที่มาจากบ้านได้รับการผ่าตัดวางสาย Tenckhoff เสร็จแล้ว กรณีไม่ เกิดภาวะแทรกซ้อน สามารถกลับบ้านได้เลย โดยที่ไม่ต้องนอนรักษาที่โรงพยาบาล (ซึ่งการรักษาแบบเดิมไม่ เคยมีมาก่อน) และ 2) แบบผู้ป่วย CAPD ผ่าตัดวางสาย Tenckhoff นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล จากการ ทบทวนสถิติผู้ป่วยในแบบที่ 2 ที่เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดวางสาย Tenckhoff ของหน่วยไตเทียม โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา 3 ปีย้อนหลัง ประจำปี พ.ศ. 2561-2563 ได้แก่ เลือดออกที่ แผลผ่าตัด แผลผ่าตัดรั่ว, สายสวน Tenckhoff ทํางานผิดปกติ(Tenckhoff catheter malfunction), แผล ติดเชื้อ (Exit site infection), เยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) พบว่า ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นมากที่สุด ภายหลังผู้ป่วย CAPD วางสาย Tenckhoff ระยะเวลา 3 ปี ติดต่อกัน ได้แก่ Tenckhoff catheter malfunction คิดเป็นร้อยละ 46.9 เมื่อวิเคราะห์ปัญหาที่พบ แบ่งเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ด้านผู้ป่วย ยังขาดความรู้ ในการปฏิบัติตัว และด้านบุคลากร พบว่า พยาบาลหอผู้ป่วยยังไม่มีการปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นจึงได้ จัดทำโครงการนี้ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วย CAPD หลังผ่าตัดวางสาย Tenckhoff เช่น ภาวะ เลือดออกที่แผลผ่าตัด/ Hematoma, แผลผ่าตัดรั่ว, Tenckhoff catheter malfunction, Exit site infection, Peritonitis เป็นต้น 2. เพื่อให้ผู้ป่วย CAPD และญาติมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถปฏิบัติตัวตามขั้นตอนในการดูแลตัวเอง ภายหลังได้รับการผ่าตัดวางสาย Tenckhoff ได้ถูกต้อง 3. เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติสามารถปฏิบัติขั้นตอนการทำแผล Exit site ได้ถูกต้อง 4. เพื่อให้พยาบาลหอผู้ป่วยมีแนวทางในการดูแลผู้ป่วย CAPD หลังผ่าตัดวางสาย Tenckhoff ได้ การเพิ่มประสิทธิภาพการพยาบาลผู้ป่วย CAPD หลังผ่าตัดวางสาย Tenckhoff


R&D ฝ่ายการพยาบาล 76 Routine to Research(R2R) ปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เป้าหมาย/ เครื่องชี้วัด 1. อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วย CAPD หลังผ่าตัดวางสาย Tenckhoff เช่น ภาวะเลือด ออกที่แผลผ่าตัด/ Hematoma, แผลผ่าตัดรั่ว, Tenckhoff catheter malfunction, แผลติดเชื้อ (Exit site infection), Peritonitis ≤ ร้อยละ 20 2. ร้อยละของผู้ป่วยและญาติมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย CAPD หลังผ่าตัดวาง สาย Tenckhoff ตามเกณฑ์ที่กำหนด ≥ ร้อยละ 80 3. ร้อยละของผู้ป่วยและญาติสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนการทำแผล Exit site บริเวณหน้าท้องได้ ครบถ้วน ≥ ร้อยละ 80 4. พยาบาลหอผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัดวางสาย Tenckhoff ได้ตาม เกณฑ์ ≥ ร้อยละ 80 ระยะเวลาดำเนินการ มีนาคม พ.ศ. 2564 - มีนาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. ขั้นเตรียมการ ประชุมเจ้าหน้าที่เพื่อชี้แจงโครงการ และระดมความคิด 2. ขั้นดำเนินการ 2.1 กำหนดรูปแบบ ขอบเขตการดำเนินงานให้เป็นแนวทางปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน จัดทำ Flow “การพยาบาลผู้ป่วย CAPD หลังผ่าตัดวางสาย Tenckhoff” แบบผู้ป่วยนอก และแบบผู้ป่วยนอนรักษา ตัวที่โรงพยาบาลใช้ในหน่วยไตเทียม โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ร่วมกับแพทย์อายุรกรรม ศัลยกรรม พยาบาลหอผู้ป่วย และผู้เกี่ยวข้อง 2.2 จัดทำเครื่องมือในการปฏิบัติงานและนำไปใช้ ได้แก่ 2.2.1 แบบประเมินความรู้ 2.2.2 คู่มือแผ่นพับให้ความรู้ผู้ป่วยและญาติ เรื่อง “การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยหลังผ่าตัดวาง สายล้างไตทางช่องท้อง” 2.2.3 แบบประเมินขั้นตอนการทำแผล Exit site บริเวณหน้าท้องของผู้ป่วยและญาติ 2.2.4 แบบประเมินการปฏิบัติตามแนวทางการพยาบาลผู้ป่วย CAPD หลังผ่าตัดวางสาย Tenckhoff ของพยาบาลหอผู้ป่วย 3. การวิเคราะห์ข้อมูลนำข้อมูลที่รวบรวมได้ มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ


R&D ฝ่ายการพยาบาล 77 Routine to Research(R2R) ผลการดำเนินงาน 1. อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วย CAPD หลังผ่าตัดวางสาย Tenckhoff: พบจำนวนร้อยละ ภาวะแทรกซ้อนผู้ป่วย CAPD หลังผ่าตัดวางสาย Tenckhoff ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2564 จำนวน 8 ราย คิดเป็นร้อยละ 26.7 ซึ่งลดลงร้อยละ 17.2 และพบว่าส่วนใหญ่เกิดจากภาวะเลือดออกที่แผลผ่าตัด/ Hematoma 3 ราย คิดเป็นร้อยละ 10 และพบภาวะแผลผ่าตัดรั่ว 3 ราย คิดเป็นร้อยละ 10 2. ผู้ป่วยและญาติ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย CAPD หลังผ่าตัดวางสาย Tenckhoff: พบว่าภายหลังการให้ความรู้ความเข้าใจเฉพาะเป็นลักษณะรายบุคคลเรื่อง “การปฏิบัติตัวหลัง ผ่าตัดวางสาย Tenckhoff ของผู้ป่วย CAPD/ญาติ” พบว่า ค่าเฉลี่ยความรู้เรื่อง “การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย CAPD หลังผ่าตัดวางสาย Tenckhoff” สูงขึ้นกว่าก่อนให้ความรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<0.001 ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) คะแนนความรู้ความเข้าใจ เรื่อง การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดวางสาย Tenckhoff ของผู้ป่วย CAPD/ญาติ (n = 30) คะแนนความรู้ ก่อน หลัง t P-vale x SD x SD คะแนนความรู้เรื่อง การปฏิบัติหลังผ่าตัดวางสาย Tenckhoff ของผู้ป่วย CAPD/ญาติ 7.1 1.6 9.8 0.4 23.6 <0.001 p < 0.001 3. ผู้ป่วยและญาติปฏิบัติตามขั้นตอนการทำแผล Exit site บริเวณหน้าท้อง: พบว่าจำนวนผู้ป่วยและ ญาติสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนการทำแผล Exit site บริเวณหน้าท้องได้ครบถ้วนในครั้งแรก ร้อยละ 80 ปฏิบัติได้จริง ร้อยละ 66.7


R&D ฝ่ายการพยาบาล 78 Routine to Research(R2R) 4. พยาบาลหอผู้ป่วยสามารถปฏิบัติครบทุกขั้นตอน ตามแนวทางการดูแลผู้ป่วย CAPD หลังผ่าตัดวาง สาย Tenckhoff: พบว่า พยาบาลหอผู้ป่วยที่สามารถปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วย CAPD หลังผ่าตัดวาง สาย Tenckhoff ปฏิบัติครบถ้วนทุก 5 ขั้นตอน คิดเป็นร้อยละ 76.7 และปฏิบัติ 4 ขั้นตอน คิดเป็นร้อยละ 23.3 ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 แสดงร้อยละของพยาบาล สามารถปฏิบัติครบทุกขั้นตอนตามแนวทางการดูแลผู้ป่วย CAPD หลัง ผ่าตัดวางสาย Tenckhoff ≥ ร้อยละ 80 (n = 30) ปฏิบัติครบถ้วนทุก 5 ขั้นตอน ปฏิบัติ 4 ขั้นตอน พยาบาลหอผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตามแนว ทางการดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัดวางสาย TK 23 23 7 7 คิดเป็นร้อยละ 76.7 23.3 บทเรียนที่ได้รับ 1. ควรมีการติดตามภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยภายหลังการผ่าตัดวางสาย Tenckhoff อย่างต่อเนื่อง ในผู้ป่วยทุกราย เพื่อวิเคราะห์ค้นหาสาเหตุ และปัญหาที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน และนำมาแก้ไขปัญหาใน ผู้ป่วยแต่ละรายได้ตรงจุด 2. ในกรณีวันที่ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดวางสาย TK ควรมีญาติมาช่วยเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด และรับส่งในการเดินทางกลับบ้าน เพื่อลดการกระทบกระเทือนแผลผ่าตัด แนะนำเน้นย้ำให้ผู้ป่วยได้รับการพัก ฟื้นที่เหมาะสม 3. ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยสูงอายุ ทำให้การหายของแผลช้า และประกอบกับมีภาวะ Albumin ต่ำ การแก้ไข แนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานโปรตีนที่มีคุณภาพดีจากไข่ขาวและเนื้อปลา เพื่อส่งเสริมการหายของ แผลได้ดีขึ้น


R&D ฝ่ายการพยาบาล 79 Routine to Research(R2R) เจ้าของผลงาน: รุ่งทิวา ศิวรานนท์ ที่ปรึกษา: นายแพทย์ชวพล งอกงาม หน่วยงาน: ตึกตรวจโรค 1 ที่มาและความสำคัญ โรคมะเร็งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลกและมีแนวโน้มจะเป็นปัญหาต่อไปใน ศตวรรษหน้า และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่ออันดับ 1 ติดต่อกันมากกว่า 8 ปี และมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นในแต่ละปี (เอื้อมพร สกุลแก้ว, 2551) ปัจจุบันโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย มีแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมและเคมีบำบัดตั้งแต่ปี 2556 มีผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยา เคมีบำบัด 2,381 ครั้ง ในปี 2563 และ 2,794 ครั้ง ในปี 2564 ซึ่งมีแนวโน้มผู้ป่วยมะเร็งที่ให้การรักษาด้วยการ ให้ยาเคมีบำบัดจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดสิทธิการ รักษาให้ประชาชนเป็นโปรโตคอลยาเคมีบำบัด เพื่อให้เป็นเกณฑ์มาตรฐานกลาง ตามนโยบายของรัฐตาม สิทธิ ที่ประชาชนควรได้รับ เช่น ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาท) เมืองพัทยา สิทธิประกันสังคม สิทธิ ข้าราชการ สิทธิองค์การบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท., อบจ.) กรุงเทพมหานคร การรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคที่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงและมีข้อจำกัดการใช้ยาในการรักษาตามโปรโตคอลให้ถูกต้องเหมาะสม ตามเกณฑ์การเบิกจ่ายค่าชดเชยการบริการทางการแพทย์ ตามแนวทางการรักษาของแพทย์ ให้เข้าใจมากขึ้น และสามารถบริหารจัดการยาเคมีบำบัดได้ถูกต้องตามสิทธิการรักษา วัตถุประสงค์ เพื่อให้พยาบาลผู้ปฏิบัติงานให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็ง ได้มีความรู้เรื่อง สิทธิการรักษาโปรโตคอลยาเคมี บำบัดโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้น และสามารถบริหารจัดการยาเคมีบำบัดได้ถูกต้องตามสิทธิการรักษา เป้าหมาย/ เครื่องชี้วัด ผู้เข้ารับการอบรมมีคะแนนความรู้เฉลี่ยภายหลังการอบรมมากกว่าก่อนอบรม ระยะเวลาดำเนินการ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 - 30 กันยายน พ.ศ. 2565 กลุ่มเป้าหมาย พยาบาลคลินิกอายุรกรรม คลินิกเคมีบำบัด และพยาบาลปฏิบัติงานให้ยาเคมีบำบัด ตึกเมธานิวาตวงศ์ โครงการเพิ่มความรู้พยาบาล เรื่อง สิทธิการรักษาโปรโตคอลยารักษาโรคมะเร็ง


R&D ฝ่ายการพยาบาล 80 Routine to Research(R2R) วิธีดำเนินการ ระยะการเตรียมการ 1. ศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากตำราเอกสารต่างๆ เพื่อจัดทำแผนการสอน โดยกำหนดวัตถุประสงค์ เนื้อหา วิธีดำเนินงาน ระยะเวลา และสถานที่บรรยาย 2. นำเสนอโครงการต่อหัวหน้าหอผู้ป่วย ตึกตรวจโรค 1 โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ระยะการดำเนินการ 1. จัดทำแผนการสอนและสื่อการสอน 2. ทำแบบทดสอบความรู้ก่อนการบรรยาย 3. ดำเนินการบรรยายตามแผนการสอน ระยะการประเมินผล 1. ซักถามและสังเกตพฤติกรรมระหว่างการบรรยาย 2. ทำแบบทดสอบความรู้หลังการบรรยาย 3. ทำแบบประเมินผลการอบรม 4. เสนอรายงานการประเมินผลต่อผู้บังคับบัญชา เมื่อสิ้นสุดการบรรยาย ผลการดำเนินงาน โครงการเพิ่มความรู้พยาบาลเรื่อง สิทธิการรักษาโปรโตคอลยารักษาโรคมะเร็งจัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ กับพยาบาล เรื่องโปรโตคอลยารักษาโรคมะเร็งให้เพิ่มขึ้น และสามารถบริหารจัดการยาเคมีบำบัดได้ถูกต้อง ตามสิทธิการรักษา ซึ่งมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2564 - สิงหาคม 2565 ได้จัดการอบรมขึ้น 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 หอผู้ป่วยในที่ให้การรักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยการให้ยาเคมีบำบัด ได้แก่ ตึกเมธานิวาตวงศ์ มีจำนวนผู้เข้าอบรม 15 ราย ครั้งที่ 2 คลินิกผู้ป่วยนอก อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ 150 ปี มีจำนวนผู้เข้าอบรม 15 ราย รวมจำนวนผู้เข้าอบรมทั้งสิ้น 30 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า Pair t-test พบว่า 1. ร้อยละ 100 ของพยาบาลมีความรู้เพิ่มมากขึ้นหลังเข้ารับฟังการสอน จากการทดสอบด้วย Paired t-test พบว่า คะแนนเฉลี่ยของความรู้พยาบาลในภาพรวมเพิ่มขึ้นจาก 4.46 คะแนนเป็น 8.96 คะแนน ซึ่งเพิ่ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ P <.05 2. การประเมินผลโครงการในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก จากการทำแบบประเมินผลโครงการของ ผู้เข้าอบรม จำนวน 30 ราย พบว่า หัวข้อที่มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุดคือ ความรู้ความเชี่ยวชาญของวิทยากร ( x = 4.46) รองลงมาคือ เนื้อหาที่บรรยายตรงกับหัวข้อที่กำหนด ( x = 4.06)


R&D ฝ่ายการพยาบาล 81 Routine to Research(R2R) เจ้าของผลงาน: อังจินันท์ อังสุพานิช หน่วยงาน: หอผู้ป่วยพิเศษอายุรกรรม (24A) ที่มาและความสำคัญ การบำบัดด้วยออกซิเจนชนิดอัตราไหลสูงเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องออกซิเจน หรือ มีภาวะหายใจล้มเหลวเพื่อหลีกเลี่ยงการใส่ท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผน การบำบัดด้วยออกซิเจนชนิดอัตรา ไหลสูงเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สามารถปรับความเข้มข้นระหว่างอากาศผสมกับออกซิเจนได้ตามความ ต้องการถึงร้อยละ 100 และปรับอัตราการไหลได้สูงสุดที่ระดับ 60 ลิตรต่อนาที อีกทั้งยังให้ความชุ่มชื้นและ อุณหภูมิที่เหมาะสมกับผู้ป่วยอีกด้วย ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกสุขสบาย ช่วยขับเสมหะได้ง่ายเมื่อมีการให้การ รักษาระบบทางเดินหายใจอีก ทั้งช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในร่างกาย มีหลักฐานระบุว่าการบำบัดด้วย ออกซิเจนชนิดอัตราไหลสูงลดการอัตราการใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุที่มีปัญหาพยาธิสภาพ ที่ระบบทางเดินหายใจได้ ปัจจุบันการรักษาโดยใช้ออกซิเจนชนิดอัตราไหลสูงได้รับความนิยมกันมากโดยเฉพาะ ในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ และนำไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีภาวะหายใจ ล้มเหลว ร่วมกับมีภาวะพร่องออกซิเจนระดับรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ดังนั้น ความเข้าใจกลไกลการ ทำงาน ข้อบ่งชี้และข้อห้ามใช้ แนวทางการตั้งเครื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และส่งเสริมคุณภาพการดูแล ผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เนื่องด้วยหอผู้ป่วยพิเศษอายุรกรรม (24A) ได้เปลี่ยนปริบทจากการบริการดูแลผู้ป่วยพิเศษอายุรกรรม และกุมารเวชกรรม เป็นให้บริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยรับใหม่ทุกคนในระยะ Holding (รอผล PCR for COVID-19) และ Patient Under Investigation (PUI) ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2564 จากสถิติ พบว่า มีผู้ป่วยใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง (High Flow Nasal Cannula: HFNC) ใน ไตรมาสที่ 1 ปี 2565 จำนวน 17 ราย และไตรมาสที่ 2 จำนวน 27 ราย ซึ่งเดิมทางหอผู้ป่วยพิเศษอายุรกรรม (24A) ให้การดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูงมีจำนวนน้อยราย และพยาบาลขาดความรู้ความ เข้าใจและทักษะในดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้จัดทำจึงได้จัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพการดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องให้ออกซิเจน อัตราการไหลสูงในหอผู้ป่วยพิเศษอายุรกรรม (24A) เพื่อให้พยาบาลมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการ ทำงานของเครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง อุปกรณ์ที่ใช้ วิธีการปรับตั้งเครื่อง และการประเมินการตอบ สนองของผู้ป่วย เพื่อให้เกิดความมั่นใจและสามารถดูแลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง ได้อย่าง มีประสิทธิภาพสูงสุด การพัฒนาศักยภาพการดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง (High Flow Nasal Cannula: HFNC)


R&D ฝ่ายการพยาบาล 82 Routine to Research(R2R) วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้พยาบาลมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง 2. เพื่อให้พยาบาลสามารถใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูงได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ เป้าหมาย/ เครื่องชี้วัด 1. พยาบาลมีคะแนนความรู้เฉลี่ยเรื่อง การดูแลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูงเพิ่มขึ้น มากกว่าร้อยละ 80 2. พยาบาลมีทักษะในการใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูงได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ ร้อยละ 100 3. ผู้ป่วยที่ใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง ได้รับการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เกิด ภาวะแทรกซ้อน ร้อยละ 100 ระยะเวลาดำเนินการ มีนาคม พ.ศ. 2565 - มิถุนายน พ.ศ. 2565 กลุ่มเป้าหมาย พยาบาลหอผู้ป่วยพิเศษอายุรกรรม (24A) วิธีดำเนินการ ระยะเตรียมการ 1. ศึกษาหาความรู้ตำรา/ เอกสารที่เกี่ยวข้อง เรื่อง การดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหล สูง (High Flow Nasal Cannula: HFNC) 2. ทบทวนและจัดทำเอกสาร ได้แก่ 2.1 ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง 2.2 แผนการสอนเรื่อง การดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง 2.3 สื่อการสอน (แผ่นพับ) และ QR code เรื่อง การดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการ ไหลสูง เพื่อให้ผู้ที่สนใจ เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น 2.4 แบบทดสอบความรู้ Pre- Post test เรื่อง การดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหล สูง จำนวน 10 ข้อ ระยะดำเนินงาน แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ประเมินและให้ความรู้กับพยาบาล เรื่อง การดูแลผู้ป่วยที่เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง ดังนี้ 1. ชี้แจงวัตถุประสงค์


R&D ฝ่ายการพยาบาล 83 Routine to Research(R2R) 2. พยาบาลทำแบบทดสอบ (Pre-test) เรื่อง การดูแลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง 3. ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง การดูแลผู้ป่วยที่เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูงแก่พยาบาล 4. ให้พยาบาลทำแบบทดสอบ (Post-test) การดูแลผู้ป่วยที่เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง ระยะที่ 2 ติดตามผลระยะหลังการให้ความรู้เรื่อง การดูแลผู้ป่วยที่เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง และประเมินทักษะการดูแลผู้ป่วยที่เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูงของพยาบาล การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล เก็บรวบรวมข้อมูลคะแนนก่อน-หลังการอบรม Pre-Post test คะแนนประเมินทักษะในการใช้เครื่อง ให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง มาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ร้อยละ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนก่อน-หลังการอบรม โดยใช้สถิติค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระ (Pair t-test) ผลการดำเนินงาน จากการดำเนินการเรื่อง การดูแลผู้ป่วยที่เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง สรุปผลการดำเนินการ ตามวัตถุประสงค์ได้ ดังนี้ 1. พยาบาลมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยที่เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง เพิ่มมากขึ้น โดยพบว่า คะแนนความรู้เฉลี่ยก่อนการให้ความรู้เท่ากับ 5.46 และคะแนนเฉลี่ยหลังการได้รับความรู้เท่ากับ 8.00 คะแนนเฉลี่ยหลังการได้รับความรู้มากกว่าก่อนการได้รับความรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .01) ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบคะแนนความรู้เฉลี่ยก่อนและหลังการอบรมเรื่อง การดูแลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องให้ ออกซิเจนอัตราการไหลสูง (n = 13) คะแนนประเมินความรู้ x SD t P ก่อนการอบรม 5.46 1.33 8.75 <.01 หลังการอบรม 8.00 1.22 2. ความถูกต้องของทักษะในการใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูงของพยาบาล คิดเป็น ร้อยละ 100 3. ผู้ป่วยที่ใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง ได้รับการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เกิด ภาวะแทรกซ้อน คิดเป็นร้อยละ 100 ข้อเสนอแนะ 1. มีการทบทวนความรู้เรื่อง การดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูงแก่พยาบาลใน หอผู้ป่วย ทุก 1-2 ปี 2. การพัฒนารูปแบบสื่อการสอนเรื่อง การดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง เป็น รูปแบบสื่อวิดีทัศน์


R&D ฝ่ายการพยาบาล 84 Routine to Research(R2R) เจ้าของผลงาน: นฎา งามเหมาะ หน่วยงาน: งานพัฒนาทรัพยากรบุคคล ฝ่ายการพยาบาล ที่มาและความสำคัญ การปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกโดยอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based practice: EBP) เป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการบริการสุขภาพของทุกประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศมีแรงผลักดันที่มี ความคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การควบคุมคุณภาพการบริการ ความพยายามในการลดต้นทุนการบริการ จึงทำให้ ต้องมีกิจกรรมในการควบคุมและพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมเพื่อเป้าหมายการรับรองคุณภาพของ โรงพยาบาล การที่อยู่ท่ามกลางสังคมที่เน้นการใช้ความรู้ในการขับเคลื่อนงานต่างๆ ให้สำเร็จ ประกอบกับ วิชาชีพพยาบาลมีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการพัฒนาบทบาทของการปฏิบัติ การพยาบาลขั้นสูง ซึ่งเป็นช่วงเวลา ที่สำคัญมากในการแสดงออกถึงการยกระดับวิชาชีพพยาบาลให้ก้าวหน้าขึ้น ปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดเป็น แรงผลักดันให้เกิดการบูรณาการความรู้ไปสู่การปฏิบัติการพยาบาล เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ของการบริการและไปสู่ เป้าหมายหลักคือคุณภาพ ดังนั้นการปฏิบัติจะต้องกระทำโดยอาศัยหลักฐานที่ดีที่สุด (best evidence) เป็น หลักฐานที่ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์จากงานวิจัย (scientific evidence) ที่บูรณาการร่วมกับความ เชี่ยวชาญและการตัดสินใจทางคลินิก วิชาชีพการพยาบาลมีการพัฒนาองค์ความรู้จากการวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารการวิจัยทางการ พยาบาลและสุขภาพ เผยแพร่ในวารสารและฐานข้อมูลทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่ง พยาบาลสามารถจะสืบค้นได้อย่างรวดเร็วในหัวข้อเรื่องที่สนใจ และนำความรู้หรือข้อค้นพบจากบทความ หรือ รายงานวิจัยที่สืบค้นได้ ไปใช้ประกอบการตัดสินใจปฏิบัติการพยาบาล อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ถึงแม้ว่าจะมีผลงานวิจัยเพิ่มขึ้นจำนวนมาก แต่พยาบาลมีการใช้หลักฐานจากการวิจัยมาประกอบการตัดสินใจ ปฏิบัติการพยาบาลไม่มากนักดังที่ LoBiondo-Wood และ Haber (2021) พบว่าในปัจจุบันยังคงมีช่องว่าง ระหว่างการวิจัยกับการปฏิบัติทางคลินิก และอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าที่จะนำการวิจัยสู่การปฏิบัติได้ประสบ ความสำเร็จ พยาบาลมีแนวโน้มที่จะเลือกใช้วิธีการปรึกษากับเพื่อนร่วมงานเป็นแหล่งข้อมูลหลักเกี่ยวกับการ ปฏิบัติการพยาบาล อีกทั้งไม่มีการค้นหาหลักฐานจากผลงานวิจัยเพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจปฏิบัติการ พยาบาล การดำเนินการที่ผ่านมาของฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา พบว่า พยาบาลวิชาชีพยังขาดทักษะการเชื่อมโยงความรู้วิจัยสู่การปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก (Clinical Nursing Practice Guidelines: CNPG) การปฏิบัติกิจกรรมทางการพยาบาลบางอย่างไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มี การจัดทำแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกในด้านต่างๆ หรือไม่มีการทบทวนแนวปฏิบัติการพยาบาลทาง คลินิกให้เป็นรูปธรรมทุกๆ 3 ปี ซึ่งหากผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลรักษาตามวิธีที่เคยปฏิบัติสืบทอดกันมา ทั้งที่ใน พัฒนาความรู้และทักษะในการสร้างแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก สำหรับพยาบาลวิชาชีพ (ระยะแรก)


Click to View FlipBook Version