R&D ฝ่ายการพยาบาล 185 Innovation เจ้าของผลงาน: พรพิมล ธรรมสุทธิ์, ณัฐณิชา ฟองชัยญา, กมลวรรณ กันทะตา, นพวรรณ บุญโต ชื่อหน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญศัลยกรรมหญิง (19D) ที่มาและความสำคัญ ตึกบรมราชเทวีชั้น 3 รับผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง อายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 32 เตียง มีผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วย หายใจระยะเวลาการใส่ท่อช่วยหายใจอยู่ระหว่าง 1-3 วัน ถ้าได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจนานกว่า 14 วันจะ ได้รับการเจาะคอใส่หลอดคอ(สำลี คิมนารักษ์, 2562) จากข้อมูลเดือนตุลาคม พ.ศ.2563 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.2563 มีผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจที่ใส่เครื่องช่วยหายใจเฉลี่ยเดือนละ 6 ราย ผู้ป่วยเจาะคอที่ใส่เครื่องช่วย หายใจเฉลี่ยเดือนละ 2 ราย และจำนวนชั่วโมงการใช้เครื่องช่วยหายใจเฉลี่ย 800 ชั่วโมงต่อเดือน ผู้ป่วยกลุ่ม ดังกล่าวจำเป็นต้องผูกยึดท่อช่วยหายใจ เพื่อป้องกันการเลื่อนหลุด ด้วยพลาสเตอร์และเชือกทำให้เกิดการ บาดเจ็บและทุกข์ทรมาน (ชไมพร จินต์คณาพันธ์, 2562) ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้แก่ แผลกดทับบริเวณหู หรือมีการกดทับบริเวณมุมปากและใบหน้า ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการผูกยึดหลอดคอ ได้แก่ แผลกด ทับบริเวณรอบคอ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวเกิดจากแรงกดของเชือกที่ผูกท่อช่วยหายใจ แรงที่กดกับลักษณะ การกดของเชือกผูกท่อช่วยหายใจขึ้นอยู่กับปัจจัยของ ชนิดของอุปกรณ์ที่ใช้ผูก ลักษณะของการผูกท่อช่วย หายใจ (โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, 2562) ซึ่งตึกบรมราชเทวีชั้น 3 พบว่าผู้ป่วยที่มีรอยแดง บริเวณมุมปาก แก้ม และหลังหู จากการดึงรั้งของเชือกผูกท่อช่วยหายใจ จำนวน 2 ราย จากปัญหาดังกล่าว ทางตึกบรมราชเทวีชั้น 3 มีความเห็นถึงความสำคัญ จึงได้จัดทำนวัตกรรมเชือกที่ใช้ในการผูกท่อช่วยหายใจทั้ง แบบที่ใส่ท่อช่วยหายใจทางปากและหลอดคอ โดยใช้วัสดุที่มีอยู่เดิมในหอผู้ป่วยมาดัดแปลงและปรับปรุงให้มี ความปลอดภัยต่อการกดทับ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาเชือกผูกท่อช่วยหายใจ 2. เพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับที่บริเวณใบหน้าจากเชือกผูกท่อช่วยหายใจ เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ อุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับจากการใช้เชือกผูกยึดท่อช่วยหายใจ ร้อยละ 0 กลุ่มเป้าหมาย 1. ผู้ใช้อุปกรณ์ในการผูกท่อช่วยหายใจ ได้แก่ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง สามัญ 2. ผู้ป่วยหญิงที่ได้รับการรักษา ด้วยการใส่ท่อช่วยหายใจทางปากและหลอดคอ ผักกระเฉดห่างไกลแผลกดทับ
R&D ฝ่ายการพยาบาล 186 Innovation ระยะเวลาดำเนินการ มกราคม พ.ศ. 2564 - พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 วิธีดำเนินการ วิธีการพัฒนานวัตกรรม วัสดุ/อุปกรณ์ 1. อุปกรณ์ในการผลิตเชือกผูกท่อช่วยหายใจ: 1) กรรไกร 2) หลอดดูดน้ำ/ตะเกียบ ขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลาง 0.5 ซม. 3) เส้นลวดที่มีปลายเป็นรูปโค้ง/ เข็มเบอร์ใหญ่ 4) เชือกผูกหลอดคอ 5) Fixomull ขนาด 10 x 5 ซม. 2 ชิ้น และ 4 x 3 ซม. 2 ชิ้น 6) สำลีรองเฝือก ขนาด 6 นิ้ว x 4 ซม. 2 ชิ้น 2. อุปกรณ์ในการผลิตเชือกผูกหลอดคอ: 1) เชือกผูกหลอดคอ ยาว 80 ซม. 2) สายยางเหลืองยาว 26 ซม. 3) ไม้ตะเกียบที่มีปลายด้านหนึ่งติดขดลวดโค้ง ภาพที่ 1 อุปกรณ์สำหรับผลิตเชือกผูกท่อช่วยหายใจ วิธีทำ วิธีการผลิตเชือกผูกท่อช่วยหายใจ 1. พันสำลีรองเฝือกรอบหลอดกาแฟ 2. พัน Fixomull รอบสำลีรองเฝือก นำหลอดกาแฟออก ทำทั้งหมด 2 ชิ้น แล้วตัดออกเป็น 2 ท่อน ขนาด 6 ซม. และ 4 ซม. 3. ใช้ลวดร้อย fixomull ขนาด 4 ซม. ตามด้วย 6 ซม. และ 6 ซม., 4 ซม. ตามลำดับ ปลดลวดออก จัดปลายเชือกให้เท่ากัน 4. จัดเก็บในซองซิปใสพร้อม fixomull ขนาด 4x3 ซม. สำหรับติดแก้ม วิธีการผลิตเชือกผูกหลอดคอ 1. พับเชือกเป็น 2 ทบ 2. สอดไม้ตะเกียบคล้องเชือกร้อยสายยางเหลืองให้ปลายเชือกโผล่ออก ประมาณ 1 นิ้ว 3. ถอยไม้ตะเกียบออก จัดปลายเชือกให้เท่ากัน
R&D ฝ่ายการพยาบาล 187 Innovation ภาพที่2 ขั้นตอนการผลิตเชือกผูกท่อช่วยหายใจ ภาพที่ 3 เชือกผูกท่อช่วยหายใจที่ทำเสร็จ ภาพที่ 4 ขั้นตอนการผลิตเชือกผูกหลอดคอ วิธีผูกเชือกผูกท่อช่วยหายใจและหลอดคอ วิธีการผูกท่อช่วยหายใจ 1. ใช้ผู้ผูกทั้งหมด 2 คน คนที่หนึ่ง ช่วยจับท่อช่วยหายใจ 2. คนที่สองใช้เชือกผูกท่อช่วยหายใจทบกันโดยแบ่งเป็นสามส่วน ทบกันที่ส่วนที่หนึ่ง ผูกเชือกคล้องท่อ ช่วยหายใจและมัดให้แน่น 3. จัดท่อน Fixomull ขนาด 4 ซม. ไว้ที่แก้มทั้งสองข้าง ส่วน Fixomull ขนาด 6 ซม. ไว้ที่หูทั้งสองข้าง 4. ติด Fxomull ขนาด 4x3 ซม. ไว้ที่แก้มทั้ง 2 ข้าง และใช้กรรไกรตัดปลายเชือกให้เท่ากัน วิธีการผูกหลอดคอ 1. ร้อยเชือกด้านที่เชือกทบกันเข้ากับหลอดคอข้างที่ผู้ผูกยืนอยู่ 2. ยกศีรษะของผู้ป่วยขึ้น เพื่ออ้อมเชือกผูกหลอดคอไปทางด้านหลังของผู้ป่วย 3. นำปลายเชือกร้อยหลอดคอฝั่งตรงข้าม ก่อนผูกเชือกให้ใช้นิ้ว สอดใต้บริเวณของสายยางเหลือง เพื่อทดสอบว่าเชือกแน่นเท่ากันหรือไม่ 4. ผูกเชือกให้แน่น ใช้กรรไกรตัดปลายเชือกให้เท่ากัน การนำไปใช้กับผู้ป่วย ภาพที่ 5 ผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ ภาพที่ 6 ผู้ป่วยที่มีหลอดคอ
R&D ฝ่ายการพยาบาล 188 Innovation งบประมาณที่ใช้ 1. เชือกสำหรับผูกหลอดคอ ราคา 150 บาท/200 เมตร 2. Fixomull ราคา 388 บาท/กล่อง (1000 ซม.) 3. สำลีรองเฝือก ราคา 42.80 สตางค์/ม้วน (100 ซม.) 4. Rubber tube NO. 203 ราคา 640 บาท/ม้วน (50 ฟุต) รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 1,220.80 บาท *งบประมาณเชือกผูกท่อช่วยหายใจเฉลี่ย 11.54 บาท/เส้น งบประมาณเชือกผูกหลอดคอ 8.3 บาท/เส้น ผลการดำเนินการ เมื่อนำนวัตกรรม “ผักกระเฉดห่างไกลแผลกดทับ” มาใช้ ทำให้ผู้ป่วยไม่เกิดแผลกดทับ ลดการดึงรั้ง ของเชือกทำให้รู้สึกสบาย บุคคลากรมีความพึงพอใจอย่างสูงเนื่องจาก ใช้งานง่าย สะดวก ผูกยึดได้ดี ไม่เกิด แผลกดทับทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการดูแลแผล และลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลอันเนื่องจากต้องรักษา ภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว รวมทั้งญาติมีความพึงพอใจอย่างยิ่ง สำหรับเชือกผูกหลอดคอ เมื่อผู้ป่วยต้องมีหลอด คอกลับบ้าน เนื่องจากไม่เกิดแผลกดทับและยังสามารถดูแลได้ง่าย กันเหงื่อ น้ำลาย และเสมหะได้ดี สามารถ เช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำสบู่หรือน้ำเปล่า กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น การทำงานให้บรรลุผลต้องอาศัย การเป็นคนช่างสังเกต รู้จักมองปัญหาและคิดนอกกรอบ มีความ อดทน รู้จักเชื่อมโยงการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนางาน แผนการที่จะพัฒนาต่อเนื่องต่อไป รณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ใช้อุปกรณ์และประเมินผล ถ้าเป็นที่น่าพอใจจะนำไปแนะนำหอผู้ป่วยอื่น ที่มีความ สนใจเพื่อเป็นการเผยแพร่นวัตกรรมต่อไป การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ผลงานนี้ได้นำเสนอในงานประชุมวิชาการประจำปี “Research and Development Nursing Forum” พยาบาลกับการพัฒนางานคุณภาพ ในสถานการณ์ COVID-19 ผลงานประเภท นวัตกรรม วันที่ 27 เมษายน 2565 ณ ห้องประชุม 1 อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ 150 ปี ✓
R&D ฝ่ายการพยาบาล 189 Innovation เจ้าของผลงาน: วิไลลักษณ์ เที่ยงคำ ชื่อหน่วยงาน: หอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรม (25B) ที่มาและความสำคัญ จากสถานการณ์ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid -19) หอผู้ป่วยอาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ชั้นที่ 5 มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับผู้ป่วยจากห้องพิเศษเตียงเดี่ยวมาเป็นสามัญ 2 เตียง เพื่อรองรับปริมาณผู้ป่วยจากหอผู้ป่วยอื่นที่ปรับเปลี่ยนไปดูแลผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid -19) ทำให้จำนวนผู้ป่วยที่รับใหม่ รับย้ายและกลับบ้านมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นมาก โดยนับตั้งแต่ 1 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2564 มียอดรับเข้า 362 ราย และมียอดกลับบ้านทั้งหมด 331 ราย โดยเฉลี่ยมีผู้ป่วยกลับบ้านจำนวน 4 ราย/วัน พบว่า มีผู้ป่วยบางรายได้เอกสารกลับบ้านไม่ครบถ้วน เช่น ใบรับรองแพทย์ ใบนัด หรือบัตรทำแผล บางรายต้องกลับมารับอุปกรณ์ทางการแพทย์หรือญาติไม่ได้เตรียมค่าใช้จ่ายส่วนเกิน ผู้ป่วยต้องรอเจ้าหน้าที่ เนื่องจากขาดการประสานงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร อีกทั้งบัตรตรวจสอบที่เขียนขึ้นเองเป็นอุปสรรคเมื่อ ลายมือไม่ชัดเจน ดังนั้น ทางคณะผู้จัดทำจึงได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ของการสร้างนวัตกรรม Discharge Recheck Card: บัตรเช็คลิสต์กลับบ้าน นำมาใช้ในหน่วยงาน เพื่อลดการเสียเวลาและโอกาสของผู้ป่วยหากต้องกลับมารับยา กลับบ้าน และ/หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์และเอกสาร เพิ่มช่องทางการสื่อสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรของ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน ในการให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยา และ/หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์และเอกสารครบถ้วนเมื่อกลับบ้าน 2. เพื่อเพิ่มช่องทางการสื่อสารให้เจ้าหน้าที่มีความสะดวก รวดเร็วในการทำผู้ป่วยกลับบ้านได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 3. เพื่อประเมินความพึงพอใจของพยาบาลในการใช้บัตรเช็คลิสต์กลับบ้าน เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ผู้ป่วยได้รับยา และ/หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์และเอกสารครบถ้วนเมื่อกลับบ้าน ร้อยละ 100 2. พยาบาลมีความพึงพอใจในการใช้บัตรเช็คลิสต์กลับบ้านระดับมากที่สุด ระยะเวลาดำเนินการ 15 พฤศจิกายน 2564 - 15 กุมภาพันธ์ 2565 Discharge Recheck Card: บัตรเช็คลิสต์กลับบ้าน
R&D ฝ่ายการพยาบาล 190 Innovation วิธีดำเนินการ 1. การวางแผน 1.1 ทบทวนและวิเคราะห์หาสาเหตุปัญหาที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับยา และ/หรืออุปกรณ์ทางการ แพทย์และเอกสารกลับบ้านไม่ครบถ้วน พบว่ามีการประสานงานโดยการส่งเวรด้วยวาจาเท่านั้นแต่ไม่มีเอกสาร การส่งเวรที่เป็นลายลักษณ์อักษรในกรณีที่แพทย์อนุญาตให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้ หรือมีเอกสารการส่งเวรที่เป็นลายลักษณ์อักษรแต่ลายมือไม่ชัดเจน 1.2 รวบรวมข้อมูลที่ได้ นำเสนอโครงการต่อหัวหน้าหอผู้ป่วยและบุคลากรในหอผู้ป่วย 2. การประดิษฐ์ Discharge Recheck Card: บัตรเช็คลิสต์กลับบ้าน การประดิษฐ์บัตรเช็คลิสต์กลับบ้าน มีขั้นตอนดังนี้ 2.1 ออกแบบบัตรเช็คลิสต์กลับบ้าน
R&D ฝ่ายการพยาบาล 191 Innovation 2.2 กำหนดขนาดบัตรเช็คลิสต์กลับบ้านให้เหมาะสม และสะดวกในการใช้งาน และปริ้นบัตร เช็คลิสต์กลับบ้าน 3. วิธีการใช้Discharge Recheck Card: บัตรเช็คลิสต์กลับบ้าน นำบัตรเช็คลิสต์กลับบ้านที่ตัดเรียบร้อยมาติดกล่องยาของผู้ป่วยที่แพทย์อนุญาตให้กลับบ้าน และเขียน เครื่องหมายถูกข้างหน้าข้อความที่มีเรียบร้อยแล้ว หากมียาและ/หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์และเอกสารใดที่ไม่ ครบถ้วนสามารถเขียนหมายเหตุเพิ่มเติมข้างหลังข้อความหรือตรงส่วนอื่นๆ 4. การปรับปรุงบัตรเช็คลิสต์กลับบ้าน หลังจากนำมาใช้งานจริงพบว่าควรเพิ่มช่องว่างท้ายข้อความเพื่อเพิ่มเติมข้อมูลในการสื่อสารกรณีที่ยา และ/หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์และเอกสารใดๆ ที่ไม่ครบถ้วน
R&D ฝ่ายการพยาบาล 192 Innovation ผลการดำเนินงาน 1. ผลการใช้บัตรเช็คลิสต์กลับบ้านจำนวน 297 ครั้ง ผู้ป่วยได้รับยาและ/ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ และเอกสารครบถ้วนจำนวน 295 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 99.3 โดยมี 2 รายที่ได้รับยากลับบ้านไม่ครบถ้วน เนื่องจากรายที่ 1 ไม่มีการตรวจสอบจำนวนเม็ดยากลับบ้านในใบคำสั่งแพทย์และจำนวนที่ผู้ป่วยได้รับจริงซ้ำ รายที่ 2 แพทย์มีคำสั่งเพิ่มยากลับบ้านหลังจากที่ผู้ป่วยเดินทางกลับบ้านแล้ว โดยทั้ง 2 กรณีได้รับการแก้ไขโดย การติดต่อประสานงานไปยังผู้ป่วยและศูนย์บริการสุขภาพสาขาพัทยาเหนือและสาขานาเกลือ เพื่อให้ญาติมา รับยาที่ศูนย์บริการดังกล่าว 2. แสดงค่าเฉลี่ยและระดับความพึงพอใจของพยาบาลในการใช้บัตรเช็คลิสต์กลับบ้าน (n = 12) พบว่า ระดับความพึงพอใจโดยรวมของพยาบาล มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.98 หมายถึง เจ้าหน้าที่หอผู้ป่วยหอผู้ป่วยสิริ กิตติ์ชั้น 5 มีความพึงพอใจการใช้บัตรเช็คลิสต์กลับบ้านอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยรูปแบบนวัตกรรมมี ความเหมาะสม เป็นนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็ว และความพึงพอใจโดยรวม ต่อการใช้งานนวัตกรรม มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากันคือ เท่ากับ 5 ส่วนค่าเฉลี่ยของนวัตกรรมที่สามารถสื่อสารใน ระหว่างทีมเจ้าหน้าที่ได้อย่างชัดเจน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.9 ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ผู้ป่วยได้รับยา และ/ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์และเอกสารเมื่อกลับบ้านครบถ้วน 2. เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจ 3. เป็นแนวทางและแรงกระตุ้นให้บุคลากรในหน่วยงานมีการพัฒนานวัตกรรมต่อไป ข้อเสนอแนะ พยาบาลที่จำหน่ายผู้ป่วยควรมีการตรวจสอบยาและ/ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์และเอกสารเมื่อกลับ บ้านกับใบคำสั่งการรักษาของแพทย์ก่อนจำหน่ายผู้ป่วยทุกครั้ง การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓
R&D ฝ่ายการพยาบาล 193 Innovation เจ้าของผลงาน: พรพิมล ธรรมสุทธิ์, ณัฐณิชา ฟองชัยญา, ชุติกาญจน์ ยอดนาม, วรรณวดี ลิ้มเส็ง ชื่อหน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญศัลยกรรมหญิง (19D) ที่มาและความสำคัญ ข้อมูลเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2563 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.2563 มีผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจที่ใส่เครื่อง ช่วยหายใจเฉลี่ยเดือนละ 6 ราย พบหัตถการการใส่ท่อช่วยหายใจเฉลี่ยเดือนละ 3 ราย โดยก่อนการใส่ท่อฯ มี การจัดเตรียมและตรวจอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมใช้ ซึ่งอุปกรณ์ส่วนหนึ่งมีจัดอยู่ในรถ Emergency แล้ว ได้แก่ ยาเพื่อการใส่ท่อฯ, Laryngoscope, ท่อช่วยหายใจ เป็นต้น แต่จะมีอุปกรณ์ที่ไม่ได้อยู่ในรถ Emergency และ จัดเก็บไว้ห้อง Supply ได้แก่ หัวต่อออกซิเจนขนาดต่างๆ Flow meter/ Pipe line กระบอก Suction เป็นต้น เดิมจัดวางอุปกรณ์ที่ใช้ในการใส่ท่อช่วยหายใจตามป้ายบ่งชี้ในตู้และชั้นวางของในห้อง Supply เมื่อมี หัตถการช่วยแพทย์ใส่ท่อช่วยหายใจ เจ้าหน้าที่พยาบาลหนึ่งคนหรือหลายคนต้องรีบหาอุปกรณ์ ซึ่งใช้เวลานาน หรือหาไม่พบ หรือเมื่อพบอุปกรณ์ไม่พร้อมใช้งาน การใส่ท่อช่วยหายใจก็จะล่าช้า เป็นผลเสียต่อผู้ป่วย ทำให้ ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงและ/ หรือเสียชีวิตได้ หน่วยงานได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ จึงได้จัดทำนวัตกรรม กล่อง Emergency โดยใช้แนวคิดแบบลีน (Lean thinking) คือ การเปลี่ยนจากความสูญเปล่า (waste) ไปสู่คุณค่า (value) พบว่าช่วยลดระยะเวลาในการหาของใช้ มีการตรวจเช็คอุปกรณ์พร้อมใช้ทุกเวร จัดวางไว้ในตำแหน่ง เดิมทุกครั้ง เจ้าหน้าที่สามารถหยิบใช้ได้สะดวก รวดเร็ว วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาการจัดเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ในการใส่ท่อช่วยหายใจ 2. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บอุปกรณ์ Emergency ด้วยแนวคิดแบบลีน (Lean thinking) เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ ระยะเวลาการหาอุปกรณ์ที่ใช้ในการใส่ท่อช่วยหายใจไม่เกิน 15 วินาที ระยะเวลาดำเนินการ มกราคม 2564 - พฤศจิกายน 2564 วิธีดำเนินการ 1. จัดเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ในการใส่ท่อช่วยหายใจใหม่เพิ่มเติม ดังนี้ - ใช้กล่องพลาสติกมีฝาปิดล็อกสำหรับใส่ของ ขนาด กว้างxยาวxสูง = 10x9x15 นิ้ว จำนวน 1 กล่อง - อุปกรณ์ที่ใช้ในการใส่ท่อช่วยหายใจ รายการที่ 1-8 จัดวางในกล่องดังนี้ 1) หัวต่อ Suction จำนวน 1 หัว 2) O2 flow meter/ pipe line 2 ทาง จำนวน 1 หัว กล่อง Emergency
R&D ฝ่ายการพยาบาล 194 Innovation 3) สายยางซิลิโคน ขนาดยาว 90 เซนติเมตร จำนวน 1 เส้น 4) สายยางซิลิโคน ขนาดยาว 150 เซนติเมตร จำนวน 1 เส้น 5) สายต่อ Ambu bag จำนวน 1 อัน 6) สาย Suction จำนวน 2 อัน 7) Set suction (ถุงมือ Suction 1 คู่, ก็อซ 2x2 นิ้ว 1 ห่อ, Alcohol cotton ball 1 ห่อ Sterile water 10 ml. 2 ขวด) จำนวน 1 ชุด 8) กระบอก Suction จำนวน 1 กระบอก 9) ถุง Suction ขนาด 1,500 มิลลิลิตร จำนวน 1 ถุง 2. ทำการ์ดเช็คจำนวนอุปกรณ์ทุกวันติดไว้หน้ากล่อง และมอบหมายให้ผู้ช่วยพยาบาลลำดับที่ 1 เช็ค ของทุกวันในเวรเช้า ภาพที่ 1 อุปกรณ์ที่ใช้ในการใส่ท่อช่วยหายใจ ภาพที่ 2 จัดเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ในการใส่ท่อช่วยหายใจ นอกเหนือจากที่มีในรถ Emergency บรรจุในกล่องพลาสติกที่มีฝาปิดล็อก ภาพที่ 3 กล่อง Emergency ที่พร้อมใช้งาน จัดวางไว้ ณ จุดที่กำหนด งบประมาณที่ใช้ กล่องพลาสติกที่มีฝาปิดล็อกสำหรับใส่ของขนาด กว้างxยาวxสูง = 10x9x15 นิ้ว จำนวน 1 กล่อง ราคา 150 บาท ผลการดำเนินงาน สถานการณ์จำลอง การช่วยแพทย์ใส่ท่อช่วยหายใจแบบเดิม โดยให้เจ้าหน้าที่คือ ผู้ช่วยพยาบาล จำนวน 10 คน เจ้าหน้าที่ พยาบาล จำนวน 2 คน หาอุปกรณ์ตามป้ายบ่งชี้ในตู้และชั้นวางของในห้อง Supply โดยเจ้าหน้าที่หนึ่งคนใช้ เวลาระหว่าง 60-180 วินาที เฉลี่ย 90 วินาที การช่วยแพทย์ใส่ท่อช่วยหายใจ โดยใช้กล่อง Emergency โดยให้เจ้าหน้าที่คือ ผู้ช่วยพยาบาล
R&D ฝ่ายการพยาบาล 195 Innovation จำนวน 10 คน เจ้าหน้าที่พยาบาล จำนวน 2 คน นำกล่อง Emergency ไปยังจุดที่ทำหัตถการใส่ท่อช่วยหายใจ โดยเจ้าหน้าที่หนึ่งคนใช้เวลาอยู่ระหว่าง 8-15 วินาที เฉลี่ย 11 วินาที รูปแบบใหม่ใช้เวลาลดลงกว่าแบบเดิม ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบเวลาการหยิบอุปกรณ์ช่วยแพทย์ใส่ท่อช่วยหายใจในรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ (n = 12) สถานการณ์จำลอง เจ้าหน้าที่ 1 คน ใช้เวลา (วินาที) เวลาเฉลี่ย (วินาที) แบบเดิม จัดวางอุปกรณ์ที่ใช้ตามป้ายบ่งชี้ ในตู้และชั้นวางของในห้อง Supply 60-180 90 แบบใหม่ ใช้กล่อง Emergency 8-15 11 การนำผลงานไปใช้ประโยชน์ เมื่อนำนวัตกรรม “กล่อง Emergency” มาใช้ ทำให้ลดระยะเวลาในการ หาของ มีการตรวจเช็คอุปกรณ์ให้พร้อมใช้ทุกเวร จัดวางไว้ในตำแหน่งเดิมทุกครั้ง บุคคลากรมีความพึงพอใจ อย่างสูงเนื่องจากสามารถหยิบใช้ได้สะดวก รวดเร็ว ใช้กล่องที่มีขนาดพอดีกับอุปกรณ์ น้ำหนักเบา สามารถเช็ด ทำความสะอาดด้วยน้ำสบู่หรือน้ำเปล่าได้ง่าย กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น การทำงานให้บรรลุผล ต้องอาศัยการเป็นคนช่างสังเกต รู้จักมองปัญหาและคิดนอกกรอบ มีความ อดทน รู้จักเชื่อมโยงการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนางาน การนำแนวคิด Lean มาประยุกต์ใช้ โดยการกำหนดคุณค่าในแต่ละขั้นตอน การบริการ และกำจัดขั้นตอนที่สูญเปล่า เช่น ลดเวลา หน้างาน โดยการเตรียมอุปกรณ์ไว้ล่วงหน้า แบ่งพื้นที่จัดเก็บเป็นสัดส่วน มองเห็นชัดเจน ลดการแก้ไขผิดพลาด โดยทำการ์ดสำหรับเช็คจำนวนอุปกรณ์ทุกวัน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดี อุปสรรคในการพัฒนางาน ไม่มีปัญหาในการใช้งาน แผนการที่จะพัฒนาต่อเนื่องต่อไป รณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ใช้อุปกรณ์และประเมินผล ถ้าเป็นที่น่าพอใจจะนำไปแนะนำหอผู้ป่วยอื่น ที่มีความ สนใจเพื่อเป็นการเผยแพร่นวัตกรรมต่อไป และนำแนวคิด Lean ไปใช้กับงานในส่วนอื่นๆ การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓
R&D ฝ่ายการพยาบาล 196 Innovation เจ้าของผลงาน: พรพิมล ธรรมสุทธิ์, ณัฐณิชา ฟองชัยญา ชื่อหน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญศัลยกรรมหญิง (19D) ที่มาและความสำคัญ หอผู้ป่วยสามัญศัลยกรรมหญิง (19D) รับผู้ป่วยหญิงอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 31 เตียง ในแผนก ศัลกรรมทั่วไป ศัลยกรรมระบบประสาท ศัลยกรรมตกแต่ง ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ จักษุ โสต ศอ นาสิก จากข้อมูลเมื่อเดือนตุลาคม-ธันวาคม พ.ศ.2563 มีผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจที่ใส่เครื่องช่วยหายใจเฉลี่ย เดือนละ 6 ราย มีผู้ป่วยเจาะคอที่ใส่เครื่องช่วยหายใจเฉลี่ยเดือนละ 2 ราย และจำนวนชั่วโมงการใช้เครื่อง ช่วยหายใจเฉลี่ย 800 ชั่วโมงต่อเดือน การดูดเสมหะเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจและ หลอดคอ เพื่อนำเสมหะออกจากทางเดินหายใจ การดูดเสมหะจะต้องเตรียมอุปกรณ์ในการดูดเสมหะ โดยใช้ หลัก Aseptic technique เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ (คณะ แพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2562) การเก็บสายยางซิลิโคนเป็นขั้นตอนหนึ่งของการเตรียมอุปกรณ์ เพื่อการดูดเสมหะ หน่วยงานพบว่าการเก็บสายยางซิลิโคนเมื่อดูดเสมหะเสร็จแล้วคือเก็บพัก ปลายสายยางไว้ ในขวดเปล่า ในลักษณะคว่ำปลายสายยางลง ทำให้มีน้ำล้างสายและเสมหะที่ตกค้างในสายหยดลงพื้นและ ที่ก้นขวดพักสายยาง เกิดเป็นน้ำขังสะสมอยู่ในขวดส่งกลิ่นเหม็นซึ่งขวดนี้กำหนดเปลี่ยนวันละหนึ่งครั้ง จากสรุปรายงานการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาลของหน่วยงานในปีพ.ศ. 2561-2563 มีผู้ป่วย ที่ติดเชื้อปอดอักเสบสัมพันธ์กับเครื่องช่วยหายใจ (ventilator associated pneumonia, VAP) 12.35 ครั้ง, 0 ครั้ง และ 16.9 ครั้งต่อ 1000 วันนอนของการใช้เครื่องหายใจตามลำดับ (หน่วยป้องกันและควบคุมการติด เชื้อในโรงพยาบาล, 2564) ซึ่งมีแนวโน้มการติดเชื้อเพิ่มขึ้นจึงได้จัดทำนวัตกรรมที่เก็บสายยางซิลิโคนโดยมี แนวคิดเชิงทฤษฎีทางฟิสิกส์กฎแรงโน้มถ่วงของโลก คือ แรงดึงดูดของโลกหรือแรงของโลกที่กระทำต่อมวลของ วัตถุทุกชนิดบนโลกและที่อยู่ใกล้ผิวโลก โดยจะดึงดูดวัตถุซึ่งกันและกันเข้าสู่ศูนย์กลางของโลกสู่พื้นโลกเสมอ และทำให้วัตถุมีน้ำหนัก (Wikipedia, 2021) โดยใช้วัสดุคือ ขวด Sterile water ขนาด 10 ซีซีและขวด Normal saline ขนาด 5 ซีซี มาดัดแปลงและปรับปรุงให้มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน ติดไว้ตรงผนังหัวเตียง ของผู้ป่วย มีขนาดเล็กไม่เปลืองพื้นที่ เก็บสายยางในลักษณะหงายปลายสายขึ้นเพื่อให้น้ำล้างสายและเสมหะที่ ตกค้างในสาย ยังคงอยู่ในสายยางตามแรงโน้มถ่วงสิ่งคัดหลั่งไม่หยดเลอะพื้น ขวดมีลักษณะใส มองเห็นภายใน ขวดหากมีคราบสกปรก เมื่อหยิบใช้งาน สามารถหยิบง่าย ใช้งานสะดวก และปลอดภัยต่อผู้ป่วยคือ ทำความ สะอาดง่าย ลดการแพร่กระจายเชื้อโรค เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. เพื่อลดอุบัติการณ์ติดเชื้อทางเดินหายใจ ภายในระยะเวลา 6 เดือน 2. เพื่อพัฒนาที่เก็บสายยางซิลิโคน ภายในระยะเวลา 1 เดือน เก็บสายยางซิลิโคนถูกวิธี เชื้อไม่มีแพร่กระจาย
R&D ฝ่ายการพยาบาล 197 Innovation ระยะเวลาดำเนินการ มกราคม - พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 วิธีดำเนินการ ขั้นตอนการดำเนินงาน 1. จัดเตรียมอุปกรณ์ในการผลิตที่เก็บสายยางซิลิโคน 1.1 อุปกรณ์ในการผลิตที่เก็บสายยางซิลิโคน - ขวด sterile water ขนาด 10 ซีซี และขวด Normal saline ขนาด 5 ซีซี ที่ใช้งานแล้ว (ล้างทำ ความสะอาดด้วยน้ำและสบู่ เช็ดให้แห้ง) อย่างละ 1 ขวด - กระดาษกาวสองหน้าขนาด 1*2 เซนติเมตร จำนวน 2 ชิ้น ภาพที่ 1 อุปกรณ์สำหรับผลิตที่เก็บสายยางซิลิโคน 2. วิธีการผลิตที่เก็บสายยางซิลิโคน 2.1 วิธีการผลิตที่เก็บสายยางซิลิโคน 1) ตัดจุกขวดsterile water ขนาด 10 ซีซีและขวด Normal saline ขนาด 5 ซีซี 2) ขวด Normal saline ตัดก้นขวดออกให้ความกว้างที่ตัดออกขนาดเล็กกว่าสายยางเล็กน้อย เพื่อการยึดสายยางให้แน่นไม่หลุดง่าย 3) ติดแถบกาวสองหน้าขนาด 1*2 เซนติเมตร ไว้ด้านหลังขวดทั้ง 2 ขวด ลอกแถบกาวออก นำไป ติดไว้ที่ผนังด้านหัวเตียงผู้ป่วย โดยติดขวด sterile water ในลักษณะคว่ำลง ติดขวด Normal saline ใน ลักษณะหงายขึ้น โดยติดให้ห่างจากกระบอกรองรับสิ่งคัดหลั่งและหัวต่อออกซิเจนด้านละ 5 เซนติเมตร ภาพที่2 ติดที่เก็บสายยางซิลิโคน ห่างจากหัวต่อออกซิเจน 5 เซนติเมตร
R&D ฝ่ายการพยาบาล 198 Innovation 3. วิธีใช้ที่เก็บสายยางซิลิโคน 3.1 ก่อนดูดเสมหะ เปิดฝาที่เก็บสายยาง นำสายยางออกมาจากที่เก็บ โดยจับในลักษณะปลาย สายยางหงายขึ้น เช็ดปลายสายยางด้วย 70% แอลกอฮอล์ นำไปต่อกับสาย suction disposable เปิดเครื่อง ดูดเสมหะและดูดเสมหะผู้ป่วยได้เลย 3.2 หลังดูดเสมหะเสร็จ ปลดสาย suction disposable ทิ้งขยะติดเชื้อ จับสายยางซิลิโคนใน ลักษณะหงายขึ้น ขั้นตอนนี้ยังไม่ปิดเครื่องดูดเสมหะเพื่อสิ่งคัดหลั่งที่ค้างในสายยางไม่หกเลอะพื้นผิว แล้วจุ่ม ปลายสายยางลงในขวดบรรจุน้ำสะอาด 2-3 ครั้งหรือจนกว่าจะสะอาด จากนั้นจับปลายสายยางซิลิโคนใน ลักษณะหงายขึ้น นำไปเก็บ โดยสอดเข้าไปก้นขวด Normal saline สอดสายยางเข้าไปจนปลายสายโผล่ที่ขวด sterile water ปิดเครื่องดูดเสมหะ 3.3 การทำความสะอาดที่เก็บสายยางซิลิโคน ฉีดพ่น 70% แอลกอฮอล์ เวรละ 1 ครั้งหรือทุกครั้ง หลังใช้งานและเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้าชุบน้ำสะอาดหรือไม้พันสำลีและสบู่ เช็ดให้แห้ง 4. การนำไปใช้กับผู้ป่วย ภาพที่ 3 เมื่อดูดเสมหะเสร็จเก็บสายเข้าที่ งบประมาณที่ใช้ ขวด Sterile water ขนาด 10 ซีซี และขวด Normal saline ขนาด 5 ซีซี ที่ใช้งานแล้ว (นำมา reuse) ไม่มีราคา/อย่างละ 1 ชิ้น รวมค่าจ่ายทั้งสิ้น 0 บาท งบประมาณที่เก็บสายยางซิลิโคน อุปกรณ์ ขนาดที่ใช้ จำนวนที่ได้ ชิ้นละ (บาท) ขวด sterile water 10 ซีซี 1 ขวด ไม่มีราคา ขวด Normal saline 5 ซีซี 1 ขวด ไม่มีราคา รวม 0 บาท
R&D ฝ่ายการพยาบาล 199 Innovation ผลการดำเนินงาน ตารางที่ 1 อุบัติการณ์การติดเชื้อปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจ ปี พ.ศ. 2561 2562 2563 2564 อุบัติการณ์การติดเชื้อปอดอักสบที่สัมพันธ์กับเครื่องช่วย หายใจ (ครั้ง /1,000 วันที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ) 12.35 0 16.9 10 จากตารางที่ 1 พบว่า การติดเชื้อปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจ เกิดจากปัจจัยหลาย สาเหตุทำให้มีอุบัติการณ์ที่ไม่แน่นอนและเพิ่มสูงขึ้นจากค่าเฉลี่ย 12.35 ครั้ง/1,000 ในปี พ.ศ. 2561 เป็น 16.9 ครั้ง/1,000 ในปี พ.ศ. 2561 แต่หลังจากที่นำนวัตกรรมมาใช้ การติดเชื้อทางเดินหายใจลดลงเหลือ 10 ครั้ง/1,000 ในปี พ.ศ. 2564 ตารางที่ 2 ความพึงพอใจของพยาบาลต่อการใช้นวัตกรรม รายการ x S.D. ความพึงพอใจ 1. ผลการดำเนินโครงการบรรลุวัตถุประสงค์ 5 0 ระดับมากที่สุด 2. ท่านพอใจที่เก็บสายเสมหะ 5 0 ระดับมากที่สุด 3. งบประมาณมีความเหมาะสม 5 0 ระดับมากที่สุด 4. วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้มีความเหมาะสม 5 0 ระดับมากที่สุด 5. ความร่วมมือของผู้ร่วมงาน 5 0 ระดับมากที่สุด 6. ขั้นตอนการดำเนินงานเป็นไปตามระยะเวลาที่ กำหนดเวลา 5 0 ระดับมากที่สุด 7. ผลงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์และตามเป้าหมาย 5 0 ระดับมากที่สุด จากตารางที่ 2 จะเห็นได้ว่าโดยรวมพยาบาลมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมที่เก็บสายดูดเสมหะ ใน ระดับมากที่สุด ( x = 5, SD = 0) การนำผลงานไปใช้ประโยชน์ เมื่อนำนวัตกรรม “ที่เก็บสายยางซิลิโคน” มาใช้ทำให้ผู้ป่วย บุคลากรมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ทุกข้อ คิดเป็นร้อยละ 100 เนื่องจาก ใช้งานง่าย สะดวก ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการดูแล สามารถเช็ดทำความ สะอาดด้วยการฉีดพ่น 70% แอลกอฮอล์ เวรละ 1 ครั้ง หรือทุกครั้งหลังใช้งาน และเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้า ชุบน้ำสะอาดและสบู่ เช็ดให้แห้ง ปัญหา/ ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน ไม่มีปัญหาในการใช้งาน
R&D ฝ่ายการพยาบาล 200 Innovation กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น การทำงานให้บรรลุผลต้องอาศัย การเป็นคนช่างสังเกต รู้จักมองปัญหาและคิดนอกกรอบ มีความ อดทน รู้จักเชื่อมโยงการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนางาน แผนการที่จะพัฒนาต่อเนื่องต่อไป รณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ใช้อุปกรณ์และประเมินผล ถ้าเป็นที่น่าพอใจจะนำไปแนะนำหอผู้ป่วยอื่น ที่มีความ สนใจเพื่อเป็นการเผยแพร่นวัตกรรมต่อไป การขยายผลของนวัตกรรม มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน
R&D ฝ่ายการพยาบาล 201 Innovation เจ้าของผลงาน: วิลาวัลย์ จันทร์สวัสดิ์, กรรณิกา เกี้ยงเก่า, มยุรี มลภิบาล, สุธิตา สร้อยวาท, จิรัชญา กุลมาตย์ ที่ปรึกษา: รัตนาพร รัตนบรรยงค์ ชื่อหน่วยงาน: หอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต/Sick Newborn ที่มาและความสำคัญ ภาวะเจ็บป่วยในทารกแรกเกิดเป็นภาวะที่ต้องได้รับการประเมิน ตรวจรักษาและให้การดูแลอย่าง ใกล้ชิดและทันท่วงที การเลือกใช้ยาและการบริหารยาที่ถูกต้องนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมให้ผู้ป่วย อาการทุเลาลงหรือหายจากโรคได้ พยาบาลซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด เป็น บุคคลที่มีบทบาทหลักในการบริหารยาให้กับทารกแรกเกิด ตามแผนการรักษาของแพทย์ ดังนั้นพยาบาลจึง จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการบริหารยา ได้แก่ สรรพคุณของยา ขนาดของยา วิธีการให้ยาแต่ละชนิด อาการ ข้างเคียงจากการได้รับยา ข้อห้ามในการใช้ยา ปฏิกิริยาระหว่างยาต่างๆ เป็นต้น โดยยาที่ใช้ทั่วไปในหอผู้ป่วย เด็กส่วนใหญ่มักจะมีความปลอดภัยในการใช้ระดับหนึ่ง แต่ยาบางชนิดก็อาจจะมีโอกาสทำให้เกิดอันตรายกับ ผู้ป่วยได้ง่ายและอาจเกิดผลที่รุนแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กทารกแรกเกิดที่จะมีการคำนวณยาให้ตาม น้ำหนักตัวเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้การบริหารยาบางชนิดจะมีการให้ในปริมาณที่น้อยมาก จึงจำเป็นต้องบริหารยา โดยใช้ความละเอียดแม่นยำเพราะแค่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนทางยาที่ ส่งกระทบต่อผู้ป่วยเล็กน้อยจนถึงรุนแรงแก่ผู้ป่วยได้ ความคลาดเคลื่อนทางยา (Medication error) คือ ความคลาดเคลื่อนที่เกิดในกระบวนการใช้ยาตั้งแต่ การสั่งใช้ยา การจ่ายยา และการบริหารยา ซึ่งจะนำไปสู่การใช้ยาที่ไม่เหมาะสมและเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้ยาที่มีความเสี่ยงสูง (High alert drugs: HAD) ความคลาดเคลื่อนทางยาเป็น เหตุการณ์ที่หลีกเลี่ยงหรือป้องกันได้ด้วยระบบการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้อง ทุกฝ่าย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยจากกระบวนการใช้ยาและผู้ป่วยอาการทุเลาลงหรือหายจากโรคได้ สถิติความคลาดเคลื่อนทางการให้ยาใน 3 ไตรมาสของปี 2564 พบว่า มีความเคลื่อนที่เกิดขึ้นทั้งหมด 56 ครั้ง เป็น Pre administration error ทั้งหมด 30 ครั้ง แบ่งเป็นระดับ A 4 ครั้ง ระดับ B 25 ครั้ง ระดับ C 1 ครั้ง Administration error ทั้งหมด 12 ครั้ง แบ่งเป็นระดับ C 9 ครั้ง ระดับ D 3 ครั้ง Transcribing error ทั้งหมด 8 ครั้ง แบ่งเป็นระดับ A 3 ครั้ง ระดับ B 5 ครั้ง Dispensing error 3 ครั้ง แบ่งเป็นระดับ B 2 ครั้ง ระดับ D 1 ครั้ง และ Prescribing error 3 ครั้ง แบ่งเป็นระดับ A 1 ครั้ง ระดับ B 2 ครั้ง ซึ่งอุบัติการณ์การเกิด ความคลาดเคลื่อนทางการให้ยาทั้งหมด เกิดจากยา High alert drugs 10 เหตุการณ์ และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น การป้องกันความคลาดเคลื่อนทางยาก็เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของบุคลากรทางการแพทย์ทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้อง โดยมีกิจกรรมมากมายหลายอย่าง การที่มีการติดตามความคลาดเคลื่อนทางยา เป็นกิจกรรมหนึ่ง ที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหา โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาสาเหตุ ความถี่ ความรุนแรง และหาแนวทางการแก้ไข ปัญหา ปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อป้องกันและลดอุบัติการณ์การคลาดเคลื่อนทางยา โดยมีเป้าหมาย We are alert with HAD (High Alert Drug)
R&D ฝ่ายการพยาบาล 202 Innovation สำคัญคือ ให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากผลอันไม่พึงประสงค์จากการได้รับการรักษาด้วยยาและหายจากโรค ก่อนทำ นวัตกรรม หอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต/Sick Newborn พบปัญหาว่า พยาบาลในหอผู้ป่วยให้ยา HAD โดยไม่ มีการตรวจสอบว่ายาที่ให้ผู้ป่วยนั้นเป็นยา HAD และไม่มีป้ายแขวน เพื่อติดตามและเฝ้าระวังผลข้างเคียงของ ยา HAD การบริหารจัดการใบที่ติดขวดน้ำเกลือที่มีส่วนผสมของยา HAD ไม่ระบุรายละเอียดที่ชัดเจนและไม่มี ความแตกต่างจากใบที่ติดข้างขวดน้ำเกลือทั่วไป ซึ่งส่งผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนขึ้น หน่วยงานเห็นความ สำคัญในการบริหารยาดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ จึงได้คิดค้นนวัตกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามและเฝ้า ระวังการใช้ยา High alert drug เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับยาความเสี่ยงสูง วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับยา High alert drug 2. เพื่อให้พยาบาลมีแนวทางในการติดตามและเฝ้าระวังการใช้ยา High alert drug ที่มีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางเดียวกัน 3. ป้องกันการเกิดความคลาดเคลื่อนในการบริหารยา High alert drug เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ อัตราการเกิดอุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนของการให้ยา High alert drugs มากกว่าระดับ D ขึ้นไป ร้อยละ 0 ระยะเวลาดำเนินการ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 - 11 มกราคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ วิธีการดำเนินการพัฒนานวัตกรรม/สิ่งประดิษฐ์ ขั้นเตรียมการ 1. ทบทวนข้อมูลความคลาดเคลื่อนจากการบริหารยาของหน่วยงาน 2. ทบทวนรายการยาความเสี่ยงสูงของโรงพยาบาลและของหน่วยงาน 3. รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ปัญหาร่วมกัน 4. ระดมความคิดในการออกแบบเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติการณ์เกี่ยวกับการลดความ ผิดพลาดจากการใช้ยาที่มีความเสี่ยงสูง (High alert drugs) ขั้นดำเนินการ 1. แจ้งบุคลากรในหน่วยงานให้รับทราบเกี่ยวกับวิธีการนำเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยงการเกิด อุบัติการณ์เกี่ยวกับการลดความผิดพลาดจากการใช้ยาที่มีความเสี่ยงสูงมาใช้งาน และการลงบันทึกการเกิด อุบัติการณ์
R&D ฝ่ายการพยาบาล 203 Innovation 2. จัดทำนวัตกรรม: ป้ายติดตามการใช้ยา High alert drugs และพัฒนาวิธีการติดตามและเฝ้าระวัง การใช้ยา High alert drugs เพื่อให้บุคลากรในหน่วยงานได้ปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน 3. ปรับขนาดตัวอักษรของป้ายระบุอาการที่ต้องเฝ้าระวังสำคัญให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องจากแบบเดิม ตัวหนังสือขนาดเล็กมาก ไม่ชัดเจน มีรายละเอียดมากเกินไป 4. ปรับขนาดตัวอักษรของป้ายแขวนระบุอาการที่ต้องเฝ้าระวังสำคัญที่ติดกับเสาน้ำเกลือ ให้มีขนาด ใหญ่ขึ้น เพื่อให้บุคลากรในหน่วยงานอ่านแล้วเข้าใจง่าย เพื่อจะได้ช่วยเฝ้าระวังอาการที่ต้องแจ้งพยาบาลทราบ 5. แขวนป้ายระบุอาการที่ต้องเฝ้าระวังสำคัญตามชนิดยา HAD ที่เสาน้ำเกลือผู้ป่วยเพื่อสื่อสารการเฝ้า ระวังในทีม โดยใช้ปากกา Marker ทำเครื่องหมายชนิดยา HAD ที่ผู้ป่วยได้รับ 6. ติดป้ายระบุอาการที่ต้องเฝ้าระวังสำคัญตามชนิดยา HAD ในแฟ้มการบริหารยาของหน่วยงาน เพื่อ สื่อสารการเฝ้าระวังในทีม 7. จัดทำบัญชีรายการยา HAD ติดไว้ให้เห็นชัดเจนบริเวณที่เตรียมยา 8. ติดตามและลงบันทึกติดตามเฝ้าระวังการใช้ยา HAD ในแบบบันทึก และเก็บไว้ในเวชระเบียนผู้ป่วย 9. รวบรวมข้อมูลจากการลงบันทึก การเกิดอุบัติการณ์หลังจากการนำเครื่องมือมาใช้ 10. เปรียบเทียบก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม We are alert with HAD (High alert drug) แนวทางก่อนการใช้นวัตกรรม 1. พยาบาลในหอผู้ป่วยให้ยา HAD โดยไม่มีการตรวจสอบว่ายาที่ให้ผู้ป่วยนั้นเป็นยา HAD และไม่มี ป้ายแขวน เพื่อติดตามและเฝ้าระวังผลข้างเคียงของยา HAD 2. การบริหารการจัดการใบติดขวดน้ำเกลือที่มีส่วนผสมของยา HAD ไม่ได้ระบุรายละเอียดที่ชัดเจน และไม่มีความแตกต่างจากใบติดขวดน้ำเกลือทั่วไป การใช้นวัตกรรม 1. เมื่อแพทย์สั่งยา HAD พยาบาลตรวจสอบรายการยา จากทะเบียนยา HAD 2. ติดป้ายระบุอาการที่ต้องเฝ้าระวังสำคัญตามชนิดยา HAD ในแฟ้มการบริหารยาของหน่วยงาน เพื่อสื่อสาร การเฝ้าระวังในทีม
R&D ฝ่ายการพยาบาล 204 Innovation 3. แขวนป้ายเฝ้าระวังการใช้ยาที่เสาน้ำเกลือผู้ป่วยเพื่อให้ บุคลากรในหน่วยงานอ่านแล้วเข้าใจง่าย เพื่อจะได้ช่วย เฝ้าระวังอาการที่ต้องแจ้งพยาบาลทราบ โดยใช้ปากกา Marker ทำเครื่องหมายชนิดยา HAD ที่ผู้ป่วยได้รับ 4. จัดทำบัญชีรายการยา HAD ติดไว้ให้เห็นชัดเจนบริเวณ ที่เตรียมยา ขั้นประเมินผลและสรุปผล 1. ประเมินผลจากการลงบันทึกการเกิดอุบัติการณ์หลังจากการนำนวัตกรรมมาใช้ 2. สรุปผลการเกิดอุบัติการณ์เกี่ยวกับความคลาดเคลื่อนของการให้ยา High alert drugs งบประมาณที่ใช้ ค่าอุปกรณ์การจัดทำโครงการ 300 บาท ค่าจัดทำเอกสาร 200 บาท รวม 500 บาท ผลการดำเนินงาน ภายหลังการใช้นวัตกรรม 6 เดือน พบว่า อัตราการเกิดอุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนของการให้ยา High alert drugs ที่มากกว่าระดับ D ขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 0 และผู้ป่วยที่ได้รับยา HAD ได้รับการเฝ้าระวัง เท่ากับร้อยละ 100 การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ได้แก่ เผยแพร่นวัตกรรมไปยังหน่วยงานอื่นของโรงพยาบาล ที่มีความเสี่ยงต่อการใช้ยา HAD และมีบริบทใกล้เคียงกัน ได้แก่ ตึกกุมารเวชกรรม ✓
R&D ฝ่ายการพยาบาล 205 Innovation เจ้าของผลงาน: ธัญรดา ดอกไม้งาม ที่ปรึกษา: เสาวณิต หว่างนุ่ม ชื่อหน่วยงาน: หอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรมกระดูกและข้อ (25A) ที่มาและความสำคัญ ตามที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศให้ก้าวไกลอย่าง รวดเร็วและมั่นคง สร้างความมั่งคั่งให้กับคนในประเทศด้วยการสนับสนุนให้ภาคส่วนต่างๆ ได้นำเทคโนโลยีอัน ทันสมัยมาขับเคลื่อนกลไกในการทำงาน โดยการใช้เอกสารในรูปแบบของกระดาษเป็นส่วนใหญ่ เมื่อระยะเวลา ผ่านไปเอกสารดังกล่าวอาจสูญหาย ชำรุด เสื่อมสภาพ หรือย่อยสลายไปตามกาลเวลา รวมไปถึงปริมาณการใช้ กระดาษของคนไทยเฉลี่ยปีละ 3.9 ล้านตัน หรือคนละประมาณ 60 กิโลกรัม/ปี ต้องตัดต้นไม้ถึง 66.3 ล้านต้น/ ปี หรือเท่ากับทุกๆ นาทีจะต้องตัดต้นไม้ 130 ต้น (สำนักงานสิ่งแวดล้อมกรุงเทพฯ, 2564) รัฐบาลจึงรณรงค์ อนุรักษ์พลังงาน ส่งผลให้หน่วยงานทุกระดับต้องให้ความสำคัญ QR code คือบาร์โค้ด 2 มิติ (2D Code) ชนิดหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของคน ยุคใหม่ ได้เป็นอย่างดี มีการตอบสนองที่รวดเร็ว สะดวก ซึ่งในปัจจุบัน QR code สามารถเข้ามามีบทบาทใน โรงพยาบาล รวมถึงการตรวจเช็คเครื่องมือแพทย์ต่างๆ ให้พร้อมใช้ และตรวจเช็คข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้กระดาษได้เป็นอย่างดี โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา เป็นโรงพยาบาลหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการ อนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งยังส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนการทำงาน หอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรมกระดูกและข้อ มีนโยบาย ที่สอดคล้องกับโรงพยาบาลเรื่อง ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และการนำเทคโนโลยีมา ปรับใช้ในการทำงาน จากการรวบรวมข้อมูลของหน่วยงานมีการใช้กระดาษในการตรวจความพร้อมใช้ของ เครื่องมือแพทย์ในปีพ.ศ.2562 - 2564 คิดเป็นร้อยละ 66, 68, และ 70 ตามลำดับ ดังนั้น หน่วยงานได้เล็งเห็น ถึงความสำคัญ จึงได้จัดทำผลงานพัฒนาคุณภาพ เรื่อง QR code ลดการใช้กระดาษ เพื่อลดการใช้กระดาษ ลด ค่าใช้จ่าย ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน วัตถุประสงค์ 1. เพื่อลดปริมาณการใช้กระดาษสำหรับตรวจความพร้อมใช้ของเครื่องมือแพทย์ในหอผู้ป่วยพิเศษ ศัลยกรรมกระดูกและข้อ (25A) 2. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรม QR Code ลดการใช้กระดาษ
R&D ฝ่ายการพยาบาล 206 Innovation เป้าหมาย 1. ปริมาณการใช้กระดาษสำหรับตรวจความพร้อมใช้ของเครื่องมือแพทย์ลดลง มากกว่าร้อยละ 80 2. อัตราความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ มากกว่าร้อยละ 80 ระยะเวลาดำเนินการ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 - 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. การวางแผน (1 - 30 ตุลาคม 2564) 1.1 เก็บข้อมูลการเบิกจ่ายกระดาษสำหรับตรวจความพร้อมใช้เครื่องมือแพทย์ในปีพ.ศ. 2562 - 2564 ด้วยแบบฟอร์มการตรวจความพร้อมใช้เครื่องมือแพทย์ที่เป็นกระดาษในปีพ.ศ. 2562 - 2564 1.2 ประชุมชี้แจงการดำเนินงานให้เจ้าหน้าที่ทราบและขอข้อเสนอแนะการดำเนินงาน - วางแผนการดำเนินงาน โดยขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ของหอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรมกระดูกและ ข้อ (25A) 2. การปฏิบัติตามแผน (1 พฤศจิกายน 2564 - 31 พฤษภาคม 2565) 2.1 จัดทำ QR code โดยดัดแปลงแบบฟอร์มการตรวจความพร้อมใช้ของเครื่องมือแพทย์ เป็น QR code 2.2 อธิบายวิธีการใช้ QR code อธิบายให้บุคลากรในหน่วยงานทราบ โดยมีการตรวจความ พร้อมใช้เครื่องมือแพทย์ผ่าน QR code ทุกวัน และยกเลิกการใช้แบบฟอร์มกระดาษ 2.3 ติดตามการใช้ QR code ตรวจความพร้อมใช้เครื่องมือแพทย์ทุกเดือน 3. การตรวจสอบ (30 พฤศจิกายน 2564 - 30 มิถุนายน 2565) 3.1. มีการประเมินผลทุกสิ้นเดือน/ สรุปและวิเคราะห์ผลการใช้QR code ตรวจความพร้อมใช้ เครื่องมือแพทย์ 3.2. นำข้อมูลมาเปรียบเทียบ ตัวอย่างแบบฟอร์มการตรวจความพร้อมใช้ของเครื่องมือแพทย์
R&D ฝ่ายการพยาบาล 207 Innovation แบบฟอร์มการตรวจความพร้อมใช้ของเครื่องมือแพทย์ เป็น QR code โดยวาง Link ตามภาพและ ดาวน์โหลด QR code QR code ตรวจความพร้อมใช้เครื่องมือแพทย์หอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรมกระดูกและข้อ (25A) งบประมาณที่ใช้ ไม่มี ผลการดำเนินงาน การตรวจความพร้อมใช้ของเครื่องมือแพทย์ด้วย QR code สามารถลดการใช้กระดาษ ในเดือน พฤศจิกายน 2564 คิดเป็นร้อยละ 99.0 และตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 - มิถุนายน 2565 สามารถลดการใช้ กระดาษ คิดเป็นร้อยละ 100 และอัตราความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ในหอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรมกระดูกและข้อ คิดเป็นร้อยละ 95.0 นอกจากนี้ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อกระดาษที่ใช้สำหรับตรวจความพร้อมใช้ของ เครื่องมือแพทย์ในเดือน พฤศจิกายน 2564 - มิถุนายน 2565 จำนวน 130.08 บาท ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 จำนวน ร้อยละ ปริมาณการใช้กระดาษ ลดค่าใช้จ่าย และความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ เดือน/ พ.ศ. จำนวนการใช้ กระดาษ (แผ่น) ลดการใช้ กระดาษ (แผ่น) ความพึงพอใจ (ร้อยละ) ลดค่าใช้จ่าย (บาท) พฤศจิกายน 2564 1 66 93.0 15.84 ธันวาคม 2564 0 67 94.0 16.08 มกราคม 2565 0 66 94.0 15.84 กุมภาพันธ์ 2565 0 67 95.0 16.08 มีนาคม 2565 0 68 95.0 16.32 เมษายน 2565 0 68 96.0 16.32 พฤษภาคม 2565 0 70 96.0 16.8 มิถุนายน 2565 0 70 97.0 16.8 รวม 1 542 95.0 130.08
R&D ฝ่ายการพยาบาล 208 Innovation ผลลัพธ์จากการลดปริมาณการใช้กระดาษ 1. ลดขั้นตอน/ ระยะเวลาในการทำลายเอกสาร 2. ประหยัดค่าใช้จ่าย/ งบประมาณ 3. การจัดเก็บเอกสารในรูปแบบ QR code ทำให้เกิดแหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะบุคลากร 4. ป้องกันเอกสารสูญหาย 5. ง่ายต่อการค้นหา/ สืบค้น 6. ทำงานได้โดยไร้เงื่อนไขด้านพื้นที่และเวลา ประโยชน์ที่ได้รับ ต่อผู้รับบริการ 1. เครื่องมือแพทย์พร้อมใช้ 2. ได้รับการบริการที่รวดเร็ว จากความพร้อมใช้ของเครื่องมือแพทย์ 3. ผู้รับบริการปลอดภัย ต่อหน่วยงาน 1. ลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อกระดาษ 2. ลดพื้นที่การจัดเก็บกระดาษ 3. ลดขั้นตอนการทำงาน 4. สืบค้นข้อมูลได้ง่าย 5. เจ้าหน้าที่เล็งเห็นความสำคัญในการอนุรักษ์พลังงาน 6. เจ้าหน้าที่เกิดการเรียนรู้ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในหน่วยงาน ต่อองค์กร 1. ลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อกระดาษ 2. ลดค่าใช้จ่ายจากการทำลายเอกสาร 3. ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนการทำงาน การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓
R&D ฝ่ายการพยาบาล 209 Innovation เจ้าของผลงาน: สัญญา มูลดับ, วีรยา สาระรัตน์ ที่ปรึกษา: สุกานดา จันทรมหา, สุกัญญา ลาดซ้าย ชื่อหน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญเคมีบำบัด (21D) ที่มาและความสำคัญ หอผู้ป่วยสามัญเคมีบำบัด (21D) ให้การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดทุกระบบ ในปีพ.ศ. 2564 มี จำนวนผู้ป่วยมะเร็งที่รับยาเคมีบำบัดจำนวน 485 คน ผู้ป่วยบางรายต้องรับยาเคมีหลายขวด ทำให้ช่วยเหลือ ตัวเองได้ลดลง หรือผู้ป่วยบางรายที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องขับถ่ายปัสสาวะ อุจจาระบนเตียง ผู้ป่วยเหล่านี้ ต้องได้รับการช่วยเหลือดูแลให้เกิดความสุขสบายในการขับถ่ายสิ่งปฏิกูล ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดจะมีสารเคมี ตกค้างและขับออกมาทางอุจจาระ ปัสสาวะ ซึ่งหน่วยงานพบปัญหาว่า บ่อเกรอะของหน่วยงาน ไม่มีฝาปิด เวลากดทิ้งสิ่งปฏิกูลมีการกระเด็นของละอองน้ำ ดังนั้น หน่วยงานได้ประดิษฐ์นวัตกรรม ฝาปิด กันกระเด็น ขึ้น เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุสิ่งคัดหลั่งกระเด็น วัตถุประสงค์ 1. เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติการณ์สารคัดหลั่งกระเด็น 2. เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจในนวัตกรรม เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. อุบัติการณ์สิ่งคัดหลั่งจากบ่อเกรอะกระเด็น ร้อยละ 0 2. ระดับความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ต่อการใช้นวัตกรรมอยู่ในระดับมากขึ้นไป ระยะเวลาดำเนินการ ตุลาคม พ.ศ. 2564 - กุมภาพันธุ์ พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. ทบทวนและค้นหาปัญหาในงานประจำ 2. รวบรวมข้อมูลที่ได้ นำเสนอโครงการต่อหัวหน้าหอผู้ป่วย และบุคลากรในหอผู้ป่วย 3. ออกแบบสิ่งประดิษฐ์ 4. จัดหาอุปกรณ์และดำเนินการประดิษฐ์ 5. ทดลองใช้และประเมินผลการใช้งาน ปิดฝา กันกระเด็น
R&D ฝ่ายการพยาบาล 210 Innovation ขั้นตอนในการประดิษฐ์ 1. ตัดฟิวเจอร์บอร์ด ตามขนาดของบ่อเกรอะ และทำมือจับโดยใช้สายน้ำเกลือที่ไม่ใช้แล้วถักเป็นสาย คล้อง 2. นำฝาปิดที่พัฒนาแล้วปิดที่บ่อเกรอะ ภาพก่อนใช้นวัตกรรม ภาพหลังใช้นวัตกรรม 3. ใช้ถุงคลุมแผ่นปิด กันกระเด็น และเปลี่ยนถุงที่หุ้มแผ่นปิดกันกระเด็นทุกเวร ผลการดำเนินงาน 1. หลังจากมีการใช้นวัตกรรม พบว่า อุบัติการณ์สิ่งคัดหลั่งจากบ่อเกรอะกระเด็นร้อยละ 0 2. ระดับความพึงพอใจภาพรวมของเจ้าหน้าที่ต่อการใช้นวัตกรรมอยู่ในระดับมากขึ้นไป คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 4.54 (SD = 0.09) ดังแสดงในตารางที่ 1
R&D ฝ่ายการพยาบาล 211 Innovation ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ในการใช้นวัตกรรมปิดฝา กันกระเด็น (n = 5) หัวข้อประเมินความพึงพอใจ x SD ระดับความพึงพอใจ 1. ความเหมาะสมของขนาด รูปร่าง วัสดุ ของนวัตกรรม 5 0 มากที่สุด 2. ความปลอดภัยต่อผู้ใช้นวัตกรรม 5 0 มากที่สุด 3. ความแข็งแรงของนวัตกรรม 3.17 0.37 ปานกลาง 4. ความพึงพอใจโดยรวมที่มีต่อนวัตกรรม 5 0 มากที่สุด รวม 4.54 0.09 มาก กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น 1. ต้องคิดว่าจะนำอุปกรณ์อะไรมาใช้ในการประดิษฐ์ ที่ต้องสามารถนำมาใช้ต่อได้ และคงทน ตอนนี้ ทดลองใช้ฟิวเจอร์บอร์ด แต่ในอนาคตจะเปลี่ยนเป็นใช้แผ่นอะคริลิคเพื่อความคงทน 2. การทำงานต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ใช้ทุกคน ต้องมีการชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ปัจจัยแห่งความสำเร็จ การทำงานเป็นทีมและการได้รับการสนับสนุนเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเสร็จ การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓
R&D ฝ่ายการพยาบาล 212 Innovation เจ้าของผลงาน: นัฏฐิกา แตงไทย ชื่อหน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญเคมีบำบัด (21D) ที่มาและความสำคัญ หอผู้ป่วยสามัญเคมีบำบัด (21D) มีเครื่องมือแพทย์ที่ต้องมีการตรวจสอบ เพื่อความพร้อมใช้ เป็น ประจำทุกวัน การ Lean เอกสารในระบบการทำงาน จะช่วยลดการสูญเสียด้านเวลา พลังงาน และงบประมาณ ทางหน่วยงานได้วิเคราะห์และพบว่า ในการตรวจสอบเครื่องแพทย์ชนิดต่างๆ แบบรายวัน ยังคงใช้การ ตรวจสอบโดยแบบฟอร์มที่เป็นกระดาษ ในการจดบันทึกข้อมูลรายวัน จึงได้ทำการปรับแบบฟอร์มบันทึกตาราง เช็คเครื่องมือแพทย์ ผ่านระบบออนไลน์ โดยใช้Application google sheets ที่มีความสะดวก บุคลากรใน หน่วยงานเข้าถึงได้ง่าย และนำมาสร้างเป็น QR code ในการตรวจสอบเครื่องมือแพทย์แบบรายวัน ได้แก่ รถ Emergency, ชุด Laryngoscope, เครื่อง EKG 12 leads, เครื่อง Defibrillator เพื่อเพิ่มความสะดวกและลด การใช้กระดาษ โดยจะเป็นผลดีแก่องค์กรในด้านการลดการใช้ทรัพยากร และประหยัดงบประมาณต่อไป เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. เพื่อลดปริมาณการใช้กระดาษในการตรวจสอบเครื่องมือแพทย์ประจำวัน ร้อยละ 100 2. ระดับความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ต่อการตรวจสอบเครื่องมือแพทย์ประจำวัน ผ่านทาง QR code อยู่ในระดับมากขึ้นไป วิธีดำเนินการ 1. ประชุมทีมคณะทำงาน ทบทวนปัญหาต่างๆ นำเสนอนวัตกรรมเพื่อขออนุมัติ 2. ศึกษาข้อมูลการทำงานของโปรแกรม Google sheets และวิธีการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรม เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและสามารถใช้งานโปรแกรมได้อย่างถูกต้อง 3. จัดทำรูปแบบการบันทึกการตรวจเช็คเครื่องมือแพทย์รายวัน ในโปรแกรม Google sheets และทำ ให้เป็น QR code เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึง 4. แนะนำขั้นตอนการใช้งานโปรแกรม เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้งานโปรแกรมได้อย่างถูกต้อง การเข้าใช้งานแบบบันทึก การตรวจเช็คเครื่องมือแพทย์รายวัน ผ่านทาง QR code 1. การเข้าใช้งานแบบบันทึก การตรวจสภาพเครื่องมือแพทย์รายวัน ผ่านทาง QR code ของ Google sheet สามารถเข้าใช้งานได้ผ่านทาง Smartphone และคอมพิวเตอร์ กรณีใช้ Smartphone ต้องทำการ ดาวน์Application ‘sheet’ จาก App store หรือ Google play เพื่อใช้ในการบันทึกข้อมูล กรณีบันทึกผ่าน คอมพิวเตอร์ สามารถเปิดเข้า Google chrome → เข้าสู่ระบบบัญชี Google ด้วย E-mail ของหอผู้ป่วย→ ทำการซิงค์ข้อมูล → กดเข้าแอป Google → เลือก Sheet การตรวจสอบเครื่องมือแพทย์รายวัน ผ่านทาง QR code
R&D ฝ่ายการพยาบาล 213 Innovation (Smart phone) (คอมพิวเตอร์) 2. กรณีใช้ Smart phone ให้ทำการแสกน QR code เครื่องมือแพทย์ชนิดนั้นๆและเข้าสู่ App sheet เพื่อทำการเพิ่มเติมข้อมูล หากใช้คอมพิวเตอร์เมื่อเข้ามาใน Sheet สามารถเลือกแบบบันทึกที่ต้องการ และทำ การบันทึกข้อมูลตามหัวข้อได้เลย ระบบจะทำการบันทึกข้อมูลที่ลงโดยอัตโนมัติ (Smart phone) (คอมพิวเตอร์) 1 2 3 4
R&D ฝ่ายการพยาบาล 214 Innovation 3. ใน Smart phone เมื่อทำการแสกน QR code แล้ว จะนำเข้าสู่หน้าแบบบันทึก และสามารถ บันทึกข้อมูลได้เลย หลังจากที่ลงข้อมูลเสร็จแล้ว ให้ทำการบันทึก โดยการกดเครื่องหมายถูกสีเขียว ที่มุมบน ซ้าย 4. ประเมินผลการใช้โปรแกรมและความพึงพอใจจากใช้นวัตกรรมของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน ผลการดำเนินงาน ผลงานนวัตกรรม การตรวจสอบเครื่องมือแพทย์รายวัน ผ่านทาง QR code สามารถลดปริมาณการใช้ กระดาษในการตรวจสอบเครื่องมือแพทย์ประจำวัน ร้อยละ 100 ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 จำนวน ร้อยละ ของการลดการใช้กระดาษในการตรวจเช็คเครื่องมือแพทย์ ประเภทข้อมูล จำนวนการใช้กระดาษ คิดเป็นร้อยละ ใบเช็ครถ Emergency 0 100 ใบเช็คเครื่อง EKG 0 100 ใบเช็คเครื่อง Defibrillation 0 100 5
R&D ฝ่ายการพยาบาล 215 Innovation ระดับความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ต่อการตรวจสอบเครื่องมือแพทย์ประจำวัน ผ่านทาง QR code อยู่ ในระดับมากขึ้นไป ระดับความพึงพอใจโดยภาพรวมของเจ้าหน้าที่ที่ใช้นวัตกรรม มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.08 (SD = 0.29) ดังแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความพึงพอใจของการใช้นวัตกรรม การตรวจเช็ค เครื่องมือแพทย์รายวันผ่านทาง QR code (n = 9) หัวข้อประเมินความพึงพอใจ x SD ระดับความพึงพอใจ 1. ใช้งานง่าย/ สะดวก 4.44 0.72 มาก 2. มีความทันสมัย 4.77 0.44 มากที่สุด 3. รูปแบบการบันทึกมีความเหมาะสม/ มีระเบียบ 4.66 0.5 มากที่สุด 4. ลดการใช้ทรัพยากรกระดาษและงบประมาณ 5 0 มากที่สุด 5. ความพึงพอใจโดยรวมที่มีต่อนวัตกรรม 4.67 0.5 มากที่สุด รวม 4.08 0.29 มากที่สุด บทเรียนที่ได้รับ 1. ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการใช้ Google sheet และการแปลง QR code 2. ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกท่านในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องสอนเจ้าหน้าที่ให้ใช้งาน การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓
R&D ฝ่ายการพยาบาล 216 Innovation เจ้าของผลงาน: นวลลออ ศิโรรัตน์ ที่ปรึกษา: บังอร ผโลดม, วรินทร์รดี ประสิทธิ์ เดชา ชื่อหน่วยงาน: ตึกตรวจโรค 4 ที่มาและความสำคัญ การระบุตัวผู้ป่วย (Patient identification) เป็นกระบวนการหนึ่งที่มีความสำคัญในทุกกิจกรรมของ การบริการพยาบาล โดยเฉพาะผู้ป่วยนอก เพื่อให้การดูแลรักษาพยาบาลลำดับได้ถูกต้องและถูกบุคคล ผู้ป่วย ได้รับความปลอดภัย ซึ่งองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO ) ให้ความสำคัญเรื่องการ บ่งชี้ตัวผู้ป่วยและนำมาเป็นหัวข้อแรกของ International patient safety goals และมีแนวปฏิบัติในการ ตรวจสอบการระบุตัวผู้ป่วยก่อนที่จะให้การพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา มีการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลให้มีมาตรฐานอย่าง ต่อเนื่อง มุ่งสู่มาตรฐาน AHA ในปีพ.ศ. 2565 ซึ้งการบ่งชี้ตัวผู้ป่วย ตามระเบียบปฏิบัติการ IPSG-001 การบ่งชี้ ตัวผู้ป่วยจะต้องใช้ข้อมูลอย่างน้อย 2 ตัวชี้บ่งร่วมกันเสมอคือ ชื่อ-สกุล วัน-เดือน-ปีเกิด ของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วย เกิดความปลอดภัยสูงสุด และให้บุคลากรมีแนวทางในการปฏิบัติการบ่งชี้ตัวผู้ป่วยได้ถูกต้อง ตึกตรวจโรค 4 ให้ การดูแลผู้ป่วยเวชปฏิบัติทุกสิทธิการรักษา มีผู้รับบริการ 300 - 400 คนต่อวัน ซึ่งที่ผ่านมาพบผู้ป่วยมีชื่อซ้ำกัน หลายคน บางครั้งเข้าตรวจผิดคน อาจเกิดความไม่ปลอดภัยกับผู้ป่วยได้ หน่วยงานได้เห็นความสำคัญของการบ่งชี้ตัวผู้ป่วย จึงได้มีการจัดทำนวัตกรรมขึ้น เพื่อเป็นการย้ำเตือน เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานให้ตระหนักถึงความปลอดภัยในการพยาบาลและป้องกันการเกิดความผิดพลาดในการ ให้บริการ ตั้งแต่เริ่มต้นการให้บริการในจุดซักประวัติผู้ป่วย วัตถุประสงค์ 1. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติการณ์ให้บริการผิดคน 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ที่ใช้นวัตกรรมนี้ เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. เจ้าหน้าที่ใช้ป้ายชี้บ่งสื่อสารได้ถูกต้อง 100 % 2. ผู้รับบริการได้รับความปลอดภัยจากการนำป้ายชี้บ่งไปใช้100% 3. เจ้าหน้าที่ผู้ใช้นวัตกรรมมีความพึงพอใจมากกว่าร้อยละ 85 ระยะเวลาดำเนินการ มกราคม พ.ศ. 2565 - มีนาคม พ.ศ. 2565 ระวังชื่อซ้ำกัน
R&D ฝ่ายการพยาบาล 217 Innovation วิธีดำเนินการ ขั้นเตรียมการ ทบทวนและวิเคราะห์หาสาเหตุความผิดพลาดที่เกิดขึ้น จากการบ่งชี้ผู้ป่วยผิดคน ขั้นดำเนินการ 1. รวบรวมข้อมูลที่ได้ วิเคราะห์หาแนวทางปฏิบัติ โดยการจัดทำนวัตกรรม เพื่อป้องกันการบ่งชี้ผู้ป่วย ผิดคน นำเสนอนวัตกรรมต่อหัวหน้าหอผู้ป่วย และบุคลกรในหอผู้ป่วย 2. วางแผนและออกแบบนวัตกรรม 2.1 จัดหาอุปกรณ์ จัดทำนวัตกรรม 2.2 การเตรียมอุปกรณ์ดังนี้ - สติ๊กเกอร์สะท้อนแสงสีส้ม - แผ่นพลาสติกเคลือบแข็ง วิธีการใช้นวัตกรรม 1. ติดสติ๊กเกอร์สีส้มด้านในตัวอักษร “ระวังชื่อซ้ำกัน” ที่หัวมุมบนด้านชวาใต้ VN 2. ติดป้ายข้อมือให้กับผู้รับบริการทั้งรถนั่ง - รถนอน โดยใช้สีตามการคัดกรองผู้ป่วยด้วยระบบ Emergency Severity Index (ESI) 3. แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทีมการพยาบาลทราบ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการระบุบ่งชี้ตัวผู้ป่วย ป้องกันการ ให้บริการผิดคน ตั้งแต่จุดซักประวัติผู้ป่วย 4. อธิบายและให้ความรู้แก่ผู้ป่วยถึงวัตถุประสงค์ของการติดสติ๊กเกอร์บ่งชี้“ระวังชื่อซ้ำกัน” และการ ใส่ป้ายชี้บ่งคน ชื่อ-สกุล แก่ผู้ป่วย และป้ายบ่งบอกสถานะของผู้ป่วยในการรักษาพยาบาล เพื่อป้องการ ให้บริการผิดคน 5. ประชาสัมพันธ์ให้ทีมสหสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องทราบแนวทางการติดสติ๊กเกอร์บ่งชี้ “ระวังชื่อซ้ำ กัน”และการใส่ป้ายชี้บ่งคน ชื่อ-สกุล แก่ผู้ป่วย และป้ายบ่งบอกสถานะของผู้ป่วยในการรักษาพยาบาล เพื่อ ป้องการให้บริการผิดคน 6. ประเมินผลความพึงพอใจของเจ้าหน้าในหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในนวัตกรรมนี้ ภาพแสดงนวัตกรรม “ระวังชื่อซ้ำกัน”
R&D ฝ่ายการพยาบาล 218 Innovation งบประมาณที่ใช้ - สติ๊กเกอร์สีสะท้อนแสงสีส้ม - แผ่นพลาสติกเคลือบแข็ง (เบิกในงบประมาณเครื่องเขียนประจำเดือนของตึก) ผลการดำเนินงาน เก็บข้อมูลรายงานอุบัติการณ์ความเสี่ยงประจำเดือน ไม่พบความผิดพลาดจากการการบ่งชี้ตัวผู้ป่วยผิด คนและให้การพยาบาลผิดคน ดังนี้ 1. เจ้าหน้าที่ใช้ป้ายชี้บ่งสื่อสารได้ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 100 ผู้ป่วยรถนั่ง รถนอน มีป้ายข้อมือระบุ ตัวตนทุกคน 2. ผู้รับบริการได้รับความปลอดภัยจากการนำป้ายชี้บ่งไปใช้คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งผู้ที่มีชื่อซ้ำกัน จำนวน 15 ราย ที่ใช้นวัตกรรมเรื่อง “ระวังชื่อซ้ำ” ไม่พบความผิดพลาดใดๆ 3. เจ้าหน้าที่ 35 ราย มีความพึงพอใจในการนำนวัตกรรม “ระวังชื่อซ้ำ” ไปใช้ในหน่วยงาน คิดเป็น ร้อยละ 100 ทั้งความสอดคล้องของนวัตกรรมกับจุดประสงค์ในการนำไปใช้งานจริง ความเหมาะสมของ นวัตกรรมกับผู้ใช้นวัตกรรม ประโยชน์ในการใช้นวัตกรรม ความสะดวกในการใช้นวัตกรรม และความปลอดภัย ในการใช้นวัตกรรม “ระวังชื่อซ้ำกัน” คือนวัตกรรม ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับการดูแลผู้ป่วย เพื่อป้องกันการให้บริการผิด คน ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารให้กับทีมสุขภาพในการดูแลผู้ป่วย ซึ่งถ้าเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติตามแนวทางการใช้ นวัตกรรมนี้ ร่วมกับการปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติการ IPSG-001 การบ่งชี้ตัวผู้ป่วยจะต้องใช้ข้อมูลอย่างน้อย 2 ตัวชี้บ่งร่วมกันเสมอ ความผิดพลาดจะเท่ากับ 0 รวมทั้งสามารถให้การดูแลแก่ผู้ป่วยให้เกิดความปลอดภัยและ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้สามารถปฏิบัติงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีความสะดวก ปลอดภัย และทำให้ เกิดความพึงพอใจในการใช้นวัตกรรม บทเรียนที่ได้รับ เจ้าหน้าที่มีแนวทางปฏิบัติในการการระบุตัวผู้ป่วย และแนวทางการบ่งชี้สถานะผู้ป่วยขณะได้รับการ รักษา ไปในทิศทางเดียวกันจนเกิดเป็นวัฒนธรรมในการทำงาน และผู้ป่วยได้รับความปลอดภัย ไม่เกิดความ ผิดพลาดจากการให้บริการพยาบาล การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ได้แก่ ในคลินิกอื่นๆ ของตึกตรวจโรค เพื่อเป็นแนวปฏิบัติ ร่วมกัน ✓
R&D ฝ่ายการพยาบาล 219 Innovation เจ้าของผลงาน: ประเสริฐ น้อยเพ็ชร์, เสาวภา จันทร์พรหม, นาตยา สุทธิประภา ชื่อหน่วยงาน: หน่วยรับบริจาคโลหิต ที่มาและความสำคัญ หน่วยรับบริจาคโลหิต ให้การดูแลรับบริจาคโลหิตและเกล็ดโลหิต ซึ่งหลังจากการบริจาคโลหิต ผู้บริจาคจำเป็นต้องดื่มน้ำหวานและอาหารว่าง เพื่อทดแทนการสูญเสียโลหิต เพื่อให้ร่างกายเกิดความสมดุล ป้องกันการเป็นลมหลังบริจาคโลหิต จากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ที่ระบาดอย่างต่อเนื่อง หน่วยรับบริจาคโลหิต เปิดรับบริจาคโลหิตทุกวันราชการ เพื่อแก้ไขภาวะขาดแคลน โลหิต มีผู้มาบริจาคโลหิต 30 - 50 ราย/วัน และหน่วยรับบริจาคโลหิตมีพื้นที่จำกัด มีขนาดเล็ก ตั้งอยู่ชั้นใต้ดิน ของอาคาร ที่มีความอับชื้น และภายในห้องมีระบบระบายอากาศไม่ถ่ายเท ทำให้เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ทำให้ต้องจำกัดจำนวนผู้บริจาคโลหิตแต่ละรอบ และลดระยะเวลาในการ บริจาคให้น้อยที่สุด ทำให้ผู้บริจาคโลหิตบางรายไม่รับประทานขนม หรือเครื่องดื่มที่จัดเตรียมไว้ให้ แต่ดื่ม น้ำหวาน 1 - 2 แก้วเท่านั้น เนื่องจากกังวลการติดเชื้อ ซึ่งจากเดิมหน่วยงงานไม่ได้จัดเตรียมถุงไว้ให้ผู้บริจาค โลหิตเพื่อใส่ขนม เครื่องดื่ม ทำให้ต้องถือพะรุงพะรังกลับบ้าน จึงประดิษฐ์นวัตกรรม “ถุงนี้เพื่อคุณ”เพื่อใส่ขนม เครื่องดื่มที่ไม่ได้รับประทาน หรือใส่ยาบำรุงเลือดกลับบ้าน เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ลดปริมาณขยะถุงฟอยล์ที่บรรจุถุงโลหิตได้ 100 % 2. ผู้บริจาคโลหิตมีความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมถุงนี้เพื่อคุณ > 80 % ระยะเวลาดำเนินการ มกราคม พ.ศ. 2565 - กรกฎาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. รวบรวมข้อมูลสาเหตุของปัญหา และแนวทางแก้ปัญหา 2. คิดหาวิธีการปรับเปลี่ยนวัสดุประดิษฐ์ถุงบรรจุขนมและเครื่องดื่มสำหรับผู้บริจาคโลหิต ทดแทนการ ใช้จานกระดาษ 3. เก็บรวบรวมข้อมูลเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายการจัดซื้อจานกระดาษแต่ละเดือน และประเมินระดับ ความพึงพอใจในการเปลี่ยนภาชนะใส่อาหารว่าง 4. รวบรวมข้อมูลนำมาวิเคราะห์ แก้ไข 5. สรุปผล และนำมาใช้ ถุงนี้เพื่อคุณ
R&D ฝ่ายการพยาบาล 220 Innovation ผลการดำเนินงาน หน่วยรับบริจาคโลหิตสามารถใช้ถุงฟอยล์บรรจุถุงโลหิตได้หมด ทำให้ลดปริมาณขยะถุงฟอยล์ที่บรรจุ ถุงโลหิตได้ร้อยละ 100 และผู้บริจาคโลหิตมีความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมถุงนี้เพื่อคุณ คิดเป็นร้อยละ 95 เนื่องจากผู้บริจาคโลหิตสามารถนำถุงใส่ขนม หรือนมกล่องที่ยังไม่ได้รับประทาน หรือใส่ยาบำรุงเลือดกลับบ้าน ได้สะดวกมากขึ้น โดยไม่ต้องถือของหลายชิ้น บทเรียนที่ได้รับ เจ้าหน้าที่ต้องมีเวลาในการจัดทำนวัตกรรมถุงนี้เพื่อคุณ และปริมาณถุงฟอยล์มีจำนวนไม่เพียงพอกับ จำนวนผู้บริจาคโลหิต เนื่องจากถุงฟอยล์ 1 ถุง บรรจุถุงโลหิตได้ 6 ถุง การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ได้แก่ ✓
R&D ฝ่ายการพยาบาล 221 Innovation เจ้าของผลงาน: วันทนาพร ไชยเจริญ, กรรณิการ์ ช้างพลายงาม, สามารถ แจ่มโฉม ชื่อหน่วยงาน: หน่วยรับบริจาคโลหิต ที่มาและความสำคัญ หน่วยรับบริจาคโลหิต ให้การดูแลรับบริจาคโลหิตสำหรับผู้บริจาคที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 17- 70 ปี ผู้บริจาคมีจิตใจอันเป็นกุศลที่ปรารถนาทำบุญช่วยเหลือผู้ป่วย คณะผู้จัดทำจึงได้จัดทำบทกรวดน้ำเพื่ออำนวย ความสะดวกให้แก่ผู้บริจาคโลหิต สำหรับอุทิศส่วนกุศลนำบุญนี้ส่งมอบแด่ผู้มีพระคุณ บุคคลอันเป็นที่รัก ผู้วายชนม์ กัลยาณมิตร และสรรพสัตว์ทั้งหลายในสากลโลก ให้ได้รับอานิสงส์จากผู้บริจาคส่งให้ท่านทั้งหลาย ในภพภูมิต่างๆ ให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไป ให้พ้นจากทุกข์ ท่านที่สุขแล้วให้สุขยิ่งๆ ขึ้นไป เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ผู้บริจาคมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมทำบุญส่งจิต อุทิศให้เธอ > 80 % 2. ผู้บริจาคกลับมาใช้บริการซ้ำ > 50 % ระยะเวลาดำเนินการ ธันวาคม พ.ศ. 2564 - พฤษภาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. ออกแบบจัดทำบทกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล 2. พิมพ์เอกสารบทกรวดน้ำตามมาตรฐาน 3. นำแผ่นบทกรวดน้ำไปเคลือบพลาสติกใส 4. นำบทกรวดน้ำที่เคลือบพลาสติกใสแล้วไปติดบริเวณจุดที่จัดไว้สำหรับกรวดน้ำ 5. นำบทกรวดน้ำที่เคลือบพลาสติกใสแล้วไปติดบริเวณมุมกระจกโต๊ะรับประทานของว่าง ทั้ง 4 มุม ผลการดำเนินงาน การกรวดน้ำหลังการบริจาคโลหิต พบผู้บริจาคโลหิตกรวดน้ำด้วยตนเองโดยความสมัครใจ มีความ พึงพอใจจากการใช้นวัตกรรม “ทำบุญส่งจิต อุทิศให้เธอ” ร้อยละ 80.0 และตั้งใจกลับมาบริจาคโลหิตซ้ำ ร้อยละ 50.0 ทำบุญส่งจิต อุทิศให้เธอ
R&D ฝ่ายการพยาบาล 222 Innovation บทเรียนที่ได้รับ จากเดิมการแผ่เมตตาหลังการบริจาคโลหิต ด้วยการกรวดน้ำ หน่วยงานจัดเตรียมเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ สำหรับกรวดน้ำเท่านั้น ผู้บริจาคโลหิตต้องกล่าวบทกรวดน้ำเอง ทำให้มีผู้บริจาคโลหิตบางส่วนไม่ได้อุทิศผลบุญ หลังการบริจาคตามความตั้งใจ เมื่อจัดทำบทกรวดน้ำพร้อมอุปกรณ์ สร้างความประทับใจหลังการบริจาคมาก ขึ้น บางรายตั้งใจกลับมาบริจาคโลหิตอีกครั้ง เป็นการแสดงให้เห็นว่าความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้าหน้าที่ และหน่วยงานทำให้ได้ผู้บริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง และได้ปริมาณโลหิตเพิ่มขึ้น การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓
R&D ฝ่ายการพยาบาล 223 Innovation เจ้าของผลงาน: จุฬาภรณ คําพานุตย, เพ็ญวิสาข เจริญวุฒิมากร, วลิศลา กุลยะ ที่ปรึกษา: อุษา ภูชฎาภิรมย์ ชื่อหน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญอายุรกรรมหญิง 1 (22A) ที่มาและความสำคัญ เนื่องจากหอผู้ป่วยสามัญอายุรกรรมหญิง 1 (22A) สวนใหูดูแลผู้สูงอายุที่มีการเจ็บป่วยด้วยโรค เรื้อรัง และมีอาการกึ่งวิกฤต ซึ่งทำใหผู้ป่วยมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) ได้ซึ่งในตึก สามัญอายุรกรรมหญิงพบภาวะ Cardiac arrest บ่อยครั้ง เฉลี่ย 4 ครั้งตอเดือน โดยกระบวนการช่วยฟื้นคืน ชีพเป็นภาระเร่งด่วนที่ตองอาศัยการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพและการบันทึกอย่างครบถ้วนชัดเจน เพื่อการ สื่อสารกับทีมอย่างเป็นระบบ ซึ่งในปจจุบันแบบฟอรมบันทึกการช่วยฟื้นคืนชีพที่มีอยู่เป็นแบบฟอรมหนาเดียว อักษรขนาดตัวเล็ก มีรายละเอียดเยอะ ยากตอการใชงานจริง ในภาวะเร่งด่วนทำใหยากตอการบันทึกและ เสียเวลาหาหัวขอในการบันทึก ซึ่งโดยสวนมาก ในปจจุบันพยาบาลจึงตองใชเศษกระดาษในการเขียนบันทึก ขณะทำการช่วยฟื้นคืนชีพกอนที่จะมาลอกลงบนแบบฟอรมจริง ทำใหมีการหายและตกหล่นของข้อมูล การ พัฒนา CPR recorder chart ร่วมกับแบบฟอรมบันทึกการช่วยฟื้นคืนชีพในหน่วยงานจัดทำขึ้นเพื่อสะดวกตอ การบันทึก และการสื่อสารของ Recorder ขณะปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพโดยคัดหัวขอที่ตองบันทึกอย่างรีบ ดวนมาไวในแบบฟอรม และแบงตาม Algorithm มาเป็นองคประกอบในแบบฟอรมที่พัฒนาขึ้น เพื่อความ สะดวก รวดเร็ว พรอมใช เหมาะกับหนางาน ซึ่งจากการที่ได้ทำการพัฒนาแบบฟอร์มช่วยฟื้นคืนชีพและ CPR recorder chart จะทำให้พยาบาลสามารถทำงานได้สะดวกรวดเร็วเพิ่มขึ้น และทำใหเพิ่มประสิทธิภาพในการ ทำงานที่ดีขึ้น วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบฟอรมบันทึกช่วยฟื้นคืนชีพ และ CPR recorder chart ประจำหน่วยงาน เพื่อสะดวก ตอการบันทึก และการสื่อสารของ Recorder ขณะปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. พยาบาลที่ใชแบบฟอรมบันทึกขณะทำการช่วยฟนคืนชีพ และ CPR recorder chart มีความพึง พอใจ ≥ 80% 2. นวัตกรรมมีความสะดวกพรอมใชงาน ≥ 80% วิธีดำเนินการ 1. เสนอโครงการเพื่อจัดทำการพัฒนาแบบฟอรมบันทึกช่วยฟื้นคืนชีพ และ CPR recorder chart ประจำหน่วยงาน CPR Recorder Chart
R&D ฝ่ายการพยาบาล 224 Innovation 2. จัดสรางทีมพยาบาลในหน่วยงานเพื่อร่วมกันพัฒนาแบบฟอรมบันทึก และ CPR recorder chart 3. ประชุมทีมเพื่อวางแผนพัฒนาแบบฟอรมบันทึกขณะทำการช่วยฟนคืนชีพ และ CPR recorder chart 4. จัดทำแบบฟอรมบันทึกขณะทำการช่วยฟนคืนชีพและ CPR recorder chart ตามหลัก Algorithm 5. แจ้งพยาบาลในหน่วยงานใหรับทราบถึงการพัฒนาแบบฟอรมบันทึกการช่วยฟนคืนชีพ 6. ทดลองใชแบบฟอรมบันทึกการช่วยฟนคืนชีพ และ CPR recorder chart 7. เก็บข้อมูลภายหลังการใชแบบฟอรมบันทึกการช่วยฟนคืนชีพและ CPR recorder chart 8. ประเมินผลการดําเนินงานและรายงานโครงการ ภาพแสดงนวัตกรรม CPR Recorder Chart ผลการดำเนินงาน จากการประเมินพยาบาลที่ใชแบบฟอรมบันทึกขณะทำการช่วยฟนคืนชีพ และ CPR recorder chart มีความพึงพอใจในการใชนวัตกรรม CPR recorder chart ร้อยละ 83.3 และพบวามีความสะดวกพรอมใชงาน ร้อยละ 91.7 บทเรียนที่ได้รับ การพัฒนาแบบฟอรมบันทึกขณะช่วยฟนคืนชีพ และ CPR recorder chart เป็นปัญหาที่ยากและ ทาทาย เนื่องจากตองสร้างเป็นแบบฟอรมที่ถูกตองตามหลัก Algorithm มีความเขาใจง่าย สะดวกตอการ บันทึกและให้ข้อมูลที่ครบถ้วนมีความเขาใจตรงกันในทีม ซึ่งหลังจากการใชนวัตกรรม พบวา พยาบาลมีความ พึงพอใจ และพบวามีความสะดวกในการใชงาน โดยคิดวาโอกาศในการพัฒนาครั้งหนาควรมีการบันทึกใส Chart ที่มีโปรแกรมบันทึกข้อมูลเป็นระบบ Digital เพื่อความสะดวกมากขึ้น และมีการบันทึกข้อมูลได้อย่าง ต่อเนื่อง สามารถ Link เก็บข้อมูลได้ทันที โดยไม่ต้องมาเขียนลงบนกระดาษเพื่อสงอีกรอบ การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒✓ มีการใช้/ ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ได้แก่ หน่วยงานที่ดูแลผู้ป่วยอายุรกรรม
R&D ฝ่ายการพยาบาล 225 Innovation เจ้าของผลงาน: สุจิตรา มุกดาสนิท, รชนีกร อามาตยสมบัติ, นัฐริกุล พาเพ็ง, ภัทราภรณ เดี่ยวไธสง, ปาริชาติ ตันอวม ที่ปรึกษา: อุษา ภูชฎาภิรมย์ ชื่อหน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญอายุรกรรมหญิง 1 (22A) ที่มาและความสำคัญ เนื่องด้วยปจจุบันพบผู้ป่วยที่มีภาวะ Embolism เพิ่มขึ้นซึ่ง Enoxaparin เป็นยากลุม Anticoagulant ที่แพทย์มีการเลือกใช้ในการรักษา และบางรายจำเป็นตองใชยาเป็นเวลานานเพื่อประสิทธิผล ทำใหตองใชยา ต่อเนื่องกลับบ้าน ซึ่งยา Enoxaparin มีผลขางเคียงที่ทำใหเกิดภาวะ Hematoma ได้ และบ่อยครั้งที่พบวา เกิดจากการฉีดยาที่ไม่ถูกต้อง จากการสอนในรูปแบบเดิมที่มีเพียงการอธิบาย สาธิต และใหคำแนะนำ อาจทำ ให้ผู้ป่วยหรือญาติหลงลืมข้อมูลได้ คณะผู้จัดทำจึงได้คิดอุปกรณ์ที่ช่วยในการฉีดยา เพื่อปองกันภาวะแทรกซอน ที่อาจเกิดขึ้น วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้ป่วยที่ได้รับยา Enoxaparin กลับบ้าน มีวิธีการฉีดยาที่ถูกตอง เพื่อปองกันการเกิดภาวะ Hematoma จากการฉีดยา Enoxaparin และเพื่อใหพยาบาลมีแนวทางในการสอนผู้ป่วยที่ชัดเจน เป็นแบบ แผนในการปฏิบัติที่เหมาะสม วิธีดำเนินการ 1. ประดิษฐ์ชิ้นงาน โดยใช้แผ่นพลาสติกที่ขั้นหนาในแฟ้มยาเก่าที่จะทำการทิ้ง นํามาตัดเป็นสีเหลี่ยม ผืนผาตามความยาวของแผ่นพลาสติก กว้างประมาณ 2 นิ้ว 2. หาจุดกึ่งกลางของแผ่นพลาสติกแลวเจาะรู จากนั้นวัดออกมาจากจุดกึ่งกลางข้างละ 1-2 นิ้ว แลว เจาะรู 3. เจาะรูตอๆ กันตามความยาวของแผ่นพลาสติก แต่ละจุดถัดมาห่างช่องละ 1 นิ้ว 4. นําสติ๊กเกอร์ผู้ป่วยที่ไม่ใช้แล้ว เลือกตัดบริเวณที่เป็นสีขาวไม่มีตัวหนังสือ เป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ แปะ เหนือชองรูในแผ่นพลาสติก เพื่อไวเขียนหรือจดบันทึกวันที่ หรือใชสติ๊กเกอร์สีตามวัน 7 วัน ใน 1 สัปดาห์มาติด เหนือชองรู ยกเว้นช่องกึ่งกลาง การนําไปใช 1. เมื่อแพทย์มีการสั่งใชยา Enoxaparin ใหผู้ป่วยกลับไปฉีดยาต่อที่บ้าน พยาบาลตองพิจารณาวาเป็น ผู้ป่วยที่ตองฉีดยาเอง หรือญาติช่วยฉีดยา 2. เมื่อได้บุคคลที่เป็นผู้ฉีดยาแล้ว จึงเขากระบวนการเรียนการสอน วิธีการฉีดยา Enoxaparin โดยใช้ การพัฒนาการสอนฉีดยา Enoxaparin เมื่อผู้ป่วยได้รับยากลับบ้าน โดยใชนวัตกรรม แผ่นชี้ตําแหนง ฉีดยา Enoxaparin”
R&D ฝ่ายการพยาบาล 226 Innovation แผ่นพับสาธิต และ/ หรือการเปิดวิดีโอให้เห็นตัวอย่าง 3. อธิบายการฉีดยา ตองไม่ฉีดตำแหน่งเดิม ใหผู้ฉีดยาทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น หากใชที่เดิมซ้ำๆ 4. อธิบายการใช้แผ่นชี้ตําแหนง ที่ช่วยในการฉีดยา วิธีการใชใหนําแผ่นชี้ตําแหนงวางบนหน้าท้องใน แนวขวาง ใหจุดกึ่งกลางของแผ่นตรงกับสะดือของผู้ป่วย และใชชองที่หางจากสะดือออกมาเป็นตําแหนงฉีดยา โดยใชชองละ 1 วัน ตามวันใน 1 สัปดาห์ การฉีดยาใหแบงเป็นแถว ปองกันความสับสน ซึ่งหากประมาณพื้นที่ หน้าท้องของผู้ที่มีรูปร่างสมสวน จะสามารถแบงได้เป็น 4 แถว แต่ละแถวห่างกัน 1 นิ้ว โดยแบ่งเป็นแถวที่ตรง กับสะดือ แถวเหนือสะดือ แถวใตสะดือ และแถวที่ต่ำจากสะดือ 2 นิ้ว ไปอีก 1แถว และในกรณีที่มีการใช้ ยาฉีด ทุก 12 ชม. ให้ผู้ฉีดยาแบงฝั่งฉีดยาโดยใชสะดือเป็นจุดกลาง ในตอนเชาใช้ฝั่งหนึ่ง และในตอนเย็นใช้ฝั่ง ตรงข้าม โดยมีการบงชี้ตําแหนงฉีดยาด้วยสี หรือเขียนวันกำกับ 5. หลังจากได้ตําแหนงแลว ใหนําแผ่นชี้ตําแหนงออกและเขาสู่กระบวนการฉีดยา 6. กรณีที่ผู้ฉีดยาไม่สามารถระบุตําแหนงใหตรงกับแผ่นชี้ตําแหนงฉีดยาได้หลังจากที่ยกแผ่นชี้ตำแหน่ง ออกเพื่อฉีดยา หรือไม่มั่นใจในการประมาณด้วยสายตา ขณะที่นําแผ่นชี้ตําแหนงมาวางบนหน้าทองสามารถ นําสติ๊กเกอร์เล็กๆ แปะผิวหนังเพื่อชี้ตําแหนงในการฉีดยาได้ และแกะสติ๊กเกอร์ออกเมื่อจะทำการฉีดยา 7. แผ่นชี้ตําแหนงฉีดยานี้ สามารถปรับเปลี่ยนชองได้ ตามความตองการของผู้ป่วย หรือผู้ฉีดยาเมื่อพบ อุปสรรคเกิดขึ้น เชน รอยแผลเป็น ไฝ ปาน มีรอยช้ำ หรือมีอาการเจ็บผิวหนัง โดยผู้ฉีดยาสามารถเขียนวันที่ฉีด ยาลงในแผ่นพลาสติก เพื่อจดบันทึกข้อมูล หรือแกไขสติ๊กเกอร์วันตางๆ ได้ ผลการดำเนินงาน 1. ผู้ป่วยที่ได้รับยา Enoxaparin กลับบ้านไม่เกิดภาวะ Hematoma โดยคณะผู้จัดทำจะมีการโทร ติดตามอาการในสัปดาห์ที่ 1 และ 2 2. ผู้ป่วยและญาติมีความพึงพอใจในชิ้นงานนวัตกรรม โดยสอบถามหลังการใชงาน บทเรียนที่ได้รับ 1. จากการทดลองใชงานนวัตกรรมนี้พบวา ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการฉีดยาทุก 12 ชม. หรือมีการสั่งใชยา เป็นเวลานาน อาจทำใหมีการวนมาใชตําแหนงเดิมได้ จึงตองใชแผ่นชี้ตําแหนงที่ปรับระยะห่างใหม่ เพื่อไม่ให้ใช ตําแหนงเดิมซ้ำ
R&D ฝ่ายการพยาบาล 227 Innovation 2. ในกรณีที่ผู้ป่วย หรือญาติที่เป็นผู้ฉีดยาอยู่ในวัยสูงอายุอาจพบปญหาในการกะตําแหนงฉีดยา ไม่ได้ ไม่สะดวกในการใช้สติ๊กเกอร์แปะผิวหนัง อาจตองมีการประดิษฐ์แผ่นชี้ตําแหนง ในรูปแบบเข็มขัดหรือแบบ แผ่นที่สามารถเกาะกับ ผิวหนัง และฉีดยาได้ทันที โดยไม่ต้องยกแผ่นชี้ตําแหนงออก 3. สามารถนํานวัตกรรมนี้ไปประยุกตใชในตึกผู้ป่วยอื่นๆ ได้ 4. ในการพัฒนาชิ้นงานตอๆ ไป สามารถนําแผ่นชี้ตําแหนงนี้เปลี่ยนเป็นเข็มขัดฉีดยา เพื่อใหเหมาะกับ รูปร่างของผู้ป่วย แต่ละรายได้ เพื่อพื้นที่การใชฉีดยาที่เพิ่มขึ้น หรือจํากัดลงตามสรีระของผู้ป่วยแต่ละรายการ ขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓
R&D ฝ่ายการพยาบาล 228 Innovation เจ้าของผลงาน: ยุพดี อุ้มดีไว, ฐานิยา สมนึก, ปราณี อุณหันต์, ธนกาญจน์ สงวนแก้ว ที่ปรึกษา: อนงค์ วิรุณราช ชื่อหน่วยงาน: หอผู้ป่วยพิเศษอายุรกรรม (24A) ที่มาและความสำคัญ โรคเบาหวานเป็นกลุ่มโรคเรื้อรังกำลังเป็นปัญหาทางสาธารณสุข พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น เรื่อยๆ จากข้อมูลสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ ในปี 2560 พบว่า มีผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลก 425 ล้านคน สำหรับ สถานการณ์ในประเทศไทยพบว่า คนไทยช่วงอายุ 20-79 ปี เป็นเบาหวานร้อยละ 8.3 สำหรับการรักษาถ้าเป็น เบาหวานชนิดที่ 1 จะใช้ฉีดยาอินซูลิน ถ้าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 แพทย์จะให้การรักษาโดยใช้ยากินร่วมกับการ ควบคุมอาหาร แต่เมื่อผู้ป่วยเริ่มปรับน้ำตาลในเลือดยากมากขึ้นโดยการใช้ยากิน และเริ่มมีปัญหาไตเสื่อมสภาพ แพทย์จะเริ่มปรับให้ฉีดยาอินซูลินร่วมกับยากิน หอผู้ป่วยพิเศษอายุรกรรม (24A) ให้บริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยอายุรกรรมที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป และ ผู้ป่วยกุมารเวชกรรมตั้งแต่แรกคลอดจนถึงอายุ 13 ปีอย่างต่อเนื่อง ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่แรกรับจนถึง จำหน่ายรวมถึงมีการส่งต่อเพื่อดูแลอย่างต่อเนื่อง กลุ่มโรคเรื้อรังผู้ใหญ่ที่เป็น 1 ใน Top 5 ของหน่วยงานได้แก่ โรคเบาหวานชนิดที่ต้องพึ่งพาอินซูลิน จากการปฏิบัติงานพบว่า มีผู้ป่วยต้องให้การรักษาโดยการใช้ยาฉีด อินซูลิน เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และยังไม่เคยได้รับการสอนฉีดยาอินซูลิน ซึ่งผู้ป่วยและผู้ดูแลที่ยังไม่เคยได้รับการ สอนฉีดยาอินซูลินจะมีความกลัวต่อการฉีดยา กลัวเจ็บ รู้สึกไม่สะดวกในการที่ต้องฉีดยาทุกวัน และยังไม่มี ความรู้ที่เพียงพอในการดูแลตัวเองและดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการรักษาโดยใช้ยาฉีดอินซูลิน สำหรับผู้ป่วย เบาหวานรายเก่าที่ฉีดอินซูลิน มักพบการฉีดยาไม่ถูกต้อง และมีการปรับยาเองโดยไม่มีคำสั่งแพทย์ ทั้งจากการ จำขนาดยาที่ผิด ตำแหน่งที่ฉีดซ้ำเดิมและมีการปฏิบัติตนไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดภาวะ Hypo - Hyperglycemia จนต้องได้รับการนอนโรงพยาบาลเพื่อปรับระดับน้ำตาลในเลือด ทางคณะทำงานได้เล็งเห็นถึงความสำคัญจากปัญหาที่พบ จึงได้เกิดแนวคิดในการจัดทำนวัตกรรมสื่อ การสอนฉีดยาอินซูลินที่ง่ายขึ้น เป็นประโยชน์ช่วยในการสอนของพยาบาล และเพื่อเพิ่มทักษะการฉีดยาของ ผู้ป่วยและญาติได้ถูกต้อง โดยจะส่งผลดี ทำให้การรักษาด้วยยาฉีดอินซูลินประสบความสำเร็จ สามารถควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างคงที่ ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดยาได้ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้ป่วยและหรือผู้ดูแลมีความรู้ในการใช้ยาฉีดอินซูลินต่อเนื่องที่บ้าน 2. เพื่อให้ผู้ป่วยและหรือผู้ดูแลสามารถฉีดยาอินซูลินได้ถูกต้อง 3. เพื่อให้ผู้ป่วยและหรือผู้ดูแลมีความพึงพอใจในการได้รับการบริการ. เจ็ดสีหรรษากับยาอินซูลิน
R&D ฝ่ายการพยาบาล 229 Innovation เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ร้อยละผู้ป่วยและหรือผู้ดูแลมีความรู้ในการใช้ยาฉีดอินซูลินต่อเนื่องที่บ้านเพิ่มขึ้น 2. ร้อยละผู้ป่วยและหรือผู้ดูแลสามารถฉีดยาอินซูลิน ได้ถูกต้อง 100% 3. ร้อยละความพึงพอใจของผู้รับบริการในการใช้นวัตกรรมอยู่ในระดับมากขึ้นไป ระยะเวลาในการดำเนินการ มกราคม พ.ศ. 2564 – กันยายน พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ ขั้นเตรียมการ รวบรวมข้อมูลและทบทวนปัญหา/ ค้นคว้างานวิจัย/ หลักฐานเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้อง/ ประดิษฐ์ รูปแบบนวัตกรรมเพื่อเป็นสื่อการสอนในการฉีดยาอินซูลิน ขั้นดำเนินการ 1. กำหนดผู้ป่วยกลุ่มเป้าหมายที่สามารถนำนวัตกรรมไปใช้เป็นสื่อในการสอนได้ 2. นำนวัตกรรมมาสาธิต และแนะนำวิธีการใช้ให้กับพยาบาลทุกคนในหอผู้ป่วย เพื่อการนำไปใช้เป็น สื่อการสอนผู้ป่วยและญาติ 3. ทบทวนและให้ความรู้เรื่องการฉีดยาอินซูลินแก่พยาบาลในตึก เพื่อเป็นแนวทางในการสอนผู้ป่วย 4. มอบหมายพยาบาลผู้ดูแลนำนวัตกรรมลงสู่การปฏิบัติ ขั้นการเก็บรวบรวมข้อมูลและการประเมินผล ใช้แบบประเมินความรู้เรื่องการฉีดยาอินซูลิน และการปฏิบัติตัว Pretest – posttest แบบประเมิน ทักษะการฉีดยาอินซูลิน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติ หลังได้รับการสอนฉีดยาอินซูลิน และข้อเสนอแนะ งบประมาณ 500 บาท ผลการดำเนินงาน 1. ร้อยละผู้ป่วยและหรือผู้ดูแลมีความรู้ในการใช้ยาฉีดอินซูลินต่อเนื่องที่บ้านเพิ่มขึ้น พบว่า คะแนน เฉลี่ยก่อนเรียน 9.0 (SD = 0) คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน 9.5 (SD = 0.71) แสดงว่า ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลมีความรู้ใน การใช้ยาฉีดอินซูลินต่อเนื่องที่บ้านเพิ่มขึ้น 2. ร้อยละผู้ป่วยและหรือผู้ดูแลสามารถฉีดยาอินซูลิน ได้ถูกต้อง 100% พบว่า ภายหลังการสอนฉีด อินซูลินผู้ป่วยและหรือผู้ดูแลสามารถฉีดยาอินซูลินได้ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ ดังแสดงในตารางที่ 1
R&D ฝ่ายการพยาบาล 230 Innovation ตารางที่ 1 จำนวน ร้อยละผู้ป่วยและหรือผู้ดูแลสามารถฉีดยาอินซูลินภายหลังการสอน (n = 2) กิจกรรม ปฏิบัติ ร้อยละ ไม่ปฏิบัติ ร้อยละ การดูดยาได้ถูกต้องตรงตาม Dose ยา 2 100 0 0 เลือกตำแหน่งฉีดยาได้ถูกต้อง 2 100 0 0 การเช็ด Alcohol ก่อนฉีด 2 100 0 0 ลักษณะการแทงเข็มและการดึงเข็มออก 2 100 0 0 การจับผิวหนังเพื่อฉีดยาใต้ผิวหนัง 2 100 0 0 3. ร้อยละความพึงพอใจของผู้รับบริการในการใช้นวัตกรรมอยู่ในระดับมากขึ้นไป พบว่า ผู้ป่วยและ ผู้ดูแลผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมเจ็ดสีหรรษากับยาอินซูลิน มีคะแนนพึงพอใจเฉลี่ย 4.8 (SD = 0.10) คะแนน อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด บทเรียนที่ได้รับ เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2564 - 2 มิถุนายน 2565 หน่วยงานได้เปลี่ยนบริบทจากการบริการดูแลผู้ป่วยพิเศษอายุรกรรมและกุมารเวชกรรม เป็นให้บริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยรับใหม่ทุกคน ในระยะ Holding (รอผล PCR for COVID-19 ) และ Patient under investigation (PUI) ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปี และเมื่อกลับเข้าสู่บริบทเดิมก็ยังรับผู้ป่วยทุกแผนก ยกเว้น สูติกรรมและนรีเวชกรรม ทำให้มีกลุ่มเป้าหมายเพียง 2 ราย การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓
R&D ฝ่ายการพยาบาล 231 Innovation เจ้าของผลงาน: กนกวรรณ เตชะพิเชฐวนิช ชื่อหน่วยงาน: ตึกตรวจโรค 2 ที่มาและความสำคัญ ทำอย่างไรให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าคว่ำหน้าได้ตลอดหรือนานที่สุด ขณะรอตรวจที่คลินิกจักษุกรรม ผู้ป่วย จำเป็นต้องมารับการตรวจที่ตึกตรวจโรคผู้ป่วยนอก เพื่อติดตามอาการหลังผ่าตัดจนกว่าแพทย์จะอนุญาตให้ กลับบ้าน ซึ่งจะต้องใช้เวลารอตรวจเพื่อติดตามอาการประมาณ 2 - 4 ชั่วโมง/ครั้ง และเมื่อกลับบ้านแล้วต้อง มาตรวจตามแพทย์นัด ซึ่งจำเป็นต้องอยู่ในท่านอน/นั่งคว่ำหน้าตลอดขณะรอตรวจ จากการสังเกตพบว่าผู้ป่วย ทุกรายไม่สามารถนั่งคว่ำหน้าในท่าที่ถูกต้องระหว่างรอตรวจได้ เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์ที่เหมาะสมให้คว่ำหน้า ดังนั้นผู้ป่วยจำเป็นต้องมีอุปกรณ์สำหรับนั่งคว่ำหน้าได้ตลอดเวลาขณะรอตรวจ เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ ประสิทธิภาพของการอยู่ในท่าคว่ำหน้าเป็นไปตามแผนการรักษาของจักษุแพทย์ และผู้ป่วยได้รับความสุขสบาย จากการอยู่ในท่าคว่ำหน้า หายใจในท่าคว่ำหน้าได้สะดวก ความสูงต่ำของโต๊ะคว่ำหน้าเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละ ราย ร่วมกับประยุกต์ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย มีความเหมาะสม ประหยัดค่าใช้จ่ายในการประดิษฐ์อุปกรณ์ โดยยึดหลัก Reduce Reuse Recycle ดังนั้นบทบาทของพยาบาลเฉพาะทางจักษุกรรมที่ปฏิบัติงานในส่วนนี้จึงต้องมีความริเริ่มคิดสร้างสรรค์ คิดค้นสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงพัฒนาความรู้ พัฒนาศักยภาพ เพื่อสามารถให้การดูแลพยาบาล ผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมตามแผนการรักษา ผู้ป่วยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ทำให้การรักษามี ประสิทธิภาพ ผู้ป่วยไม่ต้องกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำ เพิ่มความสะดวกทั้งผู้ป่วยและญาติในการจัดท่าคว่ำ หน้า นอกจากนี้ยังเป็นต้นแบบให้แก่หน่วยงานที่มีผู้ป่วยที่ผ่าตัดจอประสาทตา รวมถึงผู้ป่วยและญาติในการ ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่เหมาะสม เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. มีอุปกรณ์โต๊ะคว่ำหน้า Walker ที่ปรับระดับสูง-ต่ำได้ และแผ่นรองศีรษะมีช่องสำหรับหายใจ 2 ชุด 2. อัตราของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดจอประสาทตาหลุดลอกโดยวิธีการฉีดแก๊สหรือน้ำมันซิลิโคนเข้าไป ในวุ้นตา มีการติดของจอประสาทตามากกว่าร้อยละ 80 ระยะเวลาในการดำเนินการ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 - 30 เมษายน พ.ศ. 2565 การพัฒนาอุปกรณ์สำหรับการดูแลผู้ป่วยหลังการผ่าตัดจอประสาทตาลอก ที่ได้รับ การฉีดแก๊สหรือน้ำมันซิลิโคน (Silicone oil): นวัตกรรม “ก้มคอเพื่อจอตา”
R&D ฝ่ายการพยาบาล 232 Innovation วิธีดำเนินการ แนวคิดในการปรับปรุงงาน โรคจอประสาทตาลอก เป็นโรคหนึ่งที่มีความยุ่งยากซับซ้อนในการรักษา และยังเป็นโรคที่มีค่าใช้จ่าย ในการรักษาที่ค่อนข้างสูงประมาณ 50,000 – 60,000 บาท/ครั้ง และมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียเป็นอย่างมาก หากไม่ได้รับการรักษาและการดูแลที่ถูกต้อง การอธิบายถึงความจำเป็นที่จะต้องดูแลตนเองหลังการผ่าตัดฉีด แก๊ส หรือน้ำมันซิลิโคน เข้าไปในวุ้นตาเกี่ยวกับการจัดท่าทางตามแผนการรักษาให้ผู้ป่วยรับทราบและเข้าใจ เป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็น โดยเฉพาะท่านอน/ นั่งคว่ำหน้า เนื่องจากมีผลต่อประสิทธิภาพ ของการรักษาเป็น อย่างมากคือช่วยทำให้จอประสาทตาติดกลับเข้าที่ และช่วยป้องกันการเกิดต้อกระจก ความดันตาสูง ปัญหาที่พบที่คลินิกจักษุกรรมคือ ผู้ป่วยไม่สามารถอยู่ในท่าคว่ำหน้าที่ถูกต้องได้ เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์ สำหรับคว่ำหน้า และผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อย คอ หลัง ไหล่จนไม่อยากอยู่ในท่าคว่ำหน้า จากปัญหาดังกล่าวจึง เป็นบทบาทของพยาบาลที่พยายามคิดค้น ประดิษฐ์อุปกรณ์เสริมเข้ามาช่วยในการจัดท่าคว่ำหน้า เพื่อส่งเสริม ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าคว่ำหน้าได้ตามแผนการรักษาและผู้ป่วยเกิดความสุขสบาย ก่อนการประดิษฐ์ คลินิกจักษุกรรมไม่มีโต๊ะคว่ำหน้าและหมอนคว่ำหน้าให้ผู้ป่วย ปัญหา: ผู้ป่วยทำได้เพียงนั่งก้มหน้าได้เพียงเล็กน้อยหรือไม่ก้มเลย เนื่องจากมีภาวะไม่สุขสบาย ผู้ป่วย ใช้เวลารอตรวจที่คลินิกจักษุกรรม 2-4 ชั่วโมง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยไม่ได้อยู่ในท่าคว่ำหน้าที่ถูกต้องไม่ตอบสนองต่อ แผนการรักษา ภาพแสดงท่านั่งผู้ป่วยก่อนการประดิษฐ์ PDCA ครั้งที่ 1 ปีพ.ศ. 2561 ประดิษฐ์นวัตกรรม “โต๊ะคว่ำหน้า Walker” ที่ประดิษฐ์จากไม้อัดทำให้ ผู้ป่วยนั่งคว่ำหน้าในท่าที่ถูกต้องได้ มีความสุขสบายมากขึ้น ดีกว่านั่งก้มหน้าโดยไม่มีอุปกรณ์เสริม ขั้นเตรียมการ - เริ่มศึกษา ค้นคว้า ทบทวนความรู้เกี่ยวกับโรคจอประสาทตาลอก และการทำผ่าตัดด้วยวิธีการฉีด แก๊ส หรือน้ำมันซิลิโคน (Silicone oil) เข้าไปในวุ้นตาการดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในท่าคว่ำหน้าหลังรักษาด้วยวิธีการฉีด แก๊สหรือน้ำมันซิลิโคน (Silicone oil) เข้าไปในวุ้นตา
R&D ฝ่ายการพยาบาล 233 Innovation - วิเคราะห์ข้อมูล รวบรวมปัญหาที่พบ - สำรวจทรัพยากร วัสดุ อุปกรณ์ ที่จะสามารถนำมาใช้ผลิตนวัตกรรมโดยยึดหลัก Reduce Reuse Recycle - ร่างออกแบบสิ่งประดิษฐ์ นำปรึกษาผู้ร่วมงาน ปรึกษาเจ้าหน้าที่หน่วยช่างไม้ - ประดิษฐ์อุปกรณ์ ตามที่ออกแบบไว้ - ทดลองใช้สิ่งประดิษฐ์กับบุคลากรในหน่วยงานและผู้ป่วย ขอคำแนะนำเกี่ยวกับรูปแบบและอุปกรณ์ที่ใช้ - ปรับรูปแบบและอุปกรณ์ตามคำแนะนำจนได้สิ่งประดิษฐ์ที่พร้อมใช้งาน ขั้นดำเนินการประดิษฐ์ เริ่มจากการใช้ Walker ที่ผู้ป่วยบริจาคให้คลินิกกระดูก และข้อโดยด้านบนทำจากไม้อัดและยังปรับ ระดับสูงต่ำไม่ได้ งบประมาณที่ใช้ 200 บาท วัสดุและอุปกรณ์สำหรับทำสิ่งประดิษฐ์มีดังนี้ - Walker (ที่ได้รับจากผู้บริจาค) - ไม้อัดขนาดพอดีกับส่วนบนของ Walker - น็อต, สว่านไฟฟ้า วิธีการประดิษฐ์ - นำ Walker มาดัดขาให้กว้างขึ้น - นำแผ่นไม้อัดที่ตัดได้ขนาดแล้วมาวางบน Walker - ใช้สว่านเจาะรูใส่น็อตเพื่อยึดติดกับ Walker ภาพแสดง PDCA ครั้งที่ 1
R&D ฝ่ายการพยาบาล 234 Innovation ขั้นประเมินผล โต๊ะคว่ำหน้า walker ที่ประดิษฐ์จากไม้อัด เมื่อใช้งานจริงพบว่าผู้ป่วยสามารถนั่งคว่ำ หน้าในท่าที่ถูกต้องได้นานตั้งแต่มาถึงคลินิกจักษุกรรมจนกระทั่งรับผู้ป่วยกลับตึกรักษาพยาบาล โดยผู้ป่วย ได้รับการวัดค่าสายตา วัดความดันตา ขยายม่านตา รอพบจักษุแพทย์ รอเจ้าหน้าที่เวรเปลมารับกลับตึก รวมใช้ เวลาที่คลินิกจักษุกรรมประมาณ 2-4 ชั่วโมง/ครั้ง/รายที่มารอตรวจ ผู้ป่วยได้รับความสุขสบายจากการอยู่ในท่า นั่งคว่ำหน้าและอยู่ในท่าคว่ำที่ถูกต้อง ลดอาการปวดหลังและต้นคอ ความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อการใช้ สิ่งประดิษฐ์ครั้งนี้ ผู้ป่วยมีอัตราความพึงพอใจ 96.84 % อยู่ในเกณฑ์ ดีมาก บทเรียนที่ได้รับ - สิ่งประดิษฐ์จากไม้อัด มีความแข็งและไม่มีช่องสำหรับหายใจ - การนำหมอนหนุนมาช่วยเสริมให้นุ่มขึ้นแต่เป็นหมอนหนุนทั่วไปไม่มีช่องสำหรับหายใจ - โต๊ะ walker ปรับระดับสูง/ต่ำไม่ได้ ในผู้ป่วยที่ตัวเตี้ยจะต้องยืดตัวขึ้นมากเพื่อให้อยู่ในท่าคว่ำหน้าที่ ถูกต้อง PDCA ครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2562 พัฒนาการประดิษฐ์จากไม้อัดเป็นเบาะแท่งยาวเพื่อให้หน้าผิวสัมผัสนุ่ม มากขึ้น มีกระจกสะท้อนภาพจากโทรทัศน์ทำให้สามารถนั่งดูโทรทัศน์ในท่าคว่ำหน้าได้ และมีที่แขวนน้ำดื่ม ขณะนั่งคว่ำหน้า ไม่มีงบประมาณในการทำ (ผู้ป่วยและญาติมีจิตอาสาช่วยประดิษฐ์ให้ภายใต้การกำกับดูแล ของพยาบาล) โดยได้ประดิษฐ์ขึ้นมา 2 ขนาด สำหรับผู้ป่วยที่มีส่วนสูงแตกต่างกัน วัสดุและอุปกรณ์สำหรับทำสิ่งประดิษฐ์มีดังนี้ - Walker (ได้รับจากผู้บริจาค) - ไม้, แผ่นพลาสติกสำหรับทำเบาะ, ฟองน้ำ - กระจก ตะขอที่แขวนน้ำ น็อตสว่านไฟฟ้า วิธีการประดิษฐ์ - นำ Walker มาตัดขาให้สูงตามต้องการ - นำไม้ แผ่นพลาสติก ฟองน้ำมาประดิษฐ์ให้เป็นเบาะแท่งยาว - ติดกระจกที่ Walker 2 อัน เพื่อให้สะท้อนจากโทรทัศน์