R&D ฝ่ายการพยาบาล 85 Routine to Research(R2R) ปัจจุบันยกเลิกใช้แล้ว หรือไม่มีการยอมรับแล้ว หรือมีวิธีการอื่นที่ดีกว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อ ผลลัพธ์ของคุณภาพการพยาบาลที่ให้กับผู้ป่วย จุดอ่อนที่ผ่านมาของฝ่ายการพยาบาล คือ ยังไม่มีผู้นำในการทำ CNPG อย่างจริงจัง แต่เรามีทรัพยากรด้านบุคคลที่สำเร็จการศึกษาระดับพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิตในหลาย สาขา และผู้ชำนาญการพิเศษ พยาบาล 7 ขึ้นไปในหลายอัตรา ที่อาจจะเป็น Key person ในบริบทของฝ่าย การพยาบาล ในการร่วมกันสร้างแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกได้ ผู้จัดทำโครงการได้เล็งเห็นว่าหากเราไม่ริเริ่มทำในวันนี้แล้วจะมีพรุ่งนี้ได้อย่างไร จึงเกิดความสนใจที่จะ พัฒนาความรู้และทักษะในการสร้างแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก สำหรับพยาบาลวิชาชีพขึ้น เพื่อให้ พยาบาลสามารถประยุกตใชผลงานวิจัย ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษที่เที่ยงตรง เชื่อถือได้และสามารถ ตรวจสอบได้ ผ่านขั้นตอนการศึกษา ค้นคว้า และการคิดอย่างเป็นระบบ และเป็นหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ที่ ยอมรับกันในระดับสากลว่าดีที่สุด ซึ่งการมีแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกที่ได้มาจากหลักฐานเชิงประจักษ์ นอกจากผลลัพธ์คือคุณภาพที่ได้กับผู้ป่วยแล้ว ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ พัฒนาบทบาทของการ ปฏิบัติการพยาบาลเพื่อให้เป็นที่ยอมรับอีกด้วย วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในการสร้างสรรค์แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก 2. เพื่อสร้างแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกในการดูแลผู้ป่วยในกลุ่มโรคสำคัญ ของแต่ละหน่วยงาน 3. เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการพยาบาล ของฝ่ายการพยาบาล 4. เพื่อให้เกิดองค์ความรู้และนวัตกรรม ในการพัฒนางานไปสู่องค์กรที่เป็นเลิศในการวิจัย เป้าหมาย/ เครื่องชี้วัด 1. ผู้เข้ารับการอบรมมีคะแนนความรู้ภายหลังการส่งเสริมความรู้เรื่องแนวปฏิบัติการพยาบาลทาง คลินิกมากกว่าก่อนการส่งเสริมความรู้ 2. ผู้เข้ารับการอบรมสามารถรวมกลุ่มในการสร้างแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกได้≥ ร้อยละ 50 3. ผู้เข้ารับการอบรมสามารถเผยแพร่ผลงาน ในรูปแบบการนำเสนอผลงานแบบปากเปล่า หรือ โปสเตอร์ ≥ ร้อยละ 50 4. ฝ่ายการพยาบาลสามารถพัฒนาต่อยอดแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกเป็นงานวิจัยได้ ≥ 1-2 เรื่อง/ปี(ระยะที่ 2) 5. ผู้เข้ารับการอบรมมีคะแนนระดับความพึงพอใจภาพรวม ≥ 3.40 คะแนน กลุ่มเป้าหมาย พยาบาลผู้เชี่ยวชาญที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป หรือผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง หรือ พยาบาลปฏิบัติการที่มีความชำนาญทางคลินิก มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป และมีประสบการณ์ใน การปฏิบัติการพยาบาลไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยจัดเป็นกลุ่ม 3-5 คนต่อ 1 CNPG จำนวน 50 คน
R&D ฝ่ายการพยาบาล 86 Routine to Research(R2R) ระยะเวลาดำเนินการ ตุลาคม พ.ศ. 2564 - กันยายน พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ ระยะเตรียมการ 1. รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับความไม่สำเร็จในการสร้างแนวปฏิบัติการ พยาบาลทางคลินิก ของฝ่ายการพยาบาลที่ผ่านมา 2. วางแผนดำเนินงานด้วยการศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องการทำแนวปฏิบัติการพยาบาล ทางคลินิก จากข้อมูลเชิงประจักษ์และเอกสารต่างๆ 3. ประสานงานกับผู้บริหารฝ่ายการพยาบาลในการจัดทำโครงการ 4. เสนอโครงการตามสายงาน เพื่อขอรับการอนุมัติ 5. ประสานงานกับวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญในการทำแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกเพื่อเป็น วิทยากรและที่ปรึกษาให้กับโครงการ 6. ประชาสัมพันธ์โครงการและให้ผู้ที่สนใจสมัครลงทะเบียน ก่อนวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ระยะดำเนินการ 1. จัดแผนการเรียนรู้ภาคทฤษฎีให้กับกลุ่มเป้าหมายที่สนใจ โดยเรียนเชิญ รศ.ดร.อาภรณ์ ดีนาน ผศ.ดร.วงจันทร์ เพชรพิเชฐเชียร และ พว.รัตนาภรณ์ จีระวัฒนะ เป็นผู้สอนและที่ปรึกษาให้กับโครงการ ตั้งแต่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 - 23 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ร่วมกับมีการประเมินความรู้ก่อน-หลัง ในแต่ละหัวข้อ 2. จัด Workshop 1: ประชุมร่วมกับผู้จัดทำ CNPG และผู้บริหาร สำรวจประเด็นปัญหาที่ต้องการ แก้ไขในคลินิกของแต่ละกลุ่มงาน และนำเสนอกับทีมผู้สอน 3. จัด Workshop 2: การประเมินคุณภาพและการสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ โดยวางแผน กำหนดร่าง CNPG กับทีมผู้สอน 4. จัด Workshop 3: การยกร่าง CNPG การใช้ตารางในการสังเคราะห์งานวิจัย ข้อสรุป ผลลัพธ์ที่ได้ จากการสืบค้น มาใช้ในการยกร่าง CNPG (สรุปสาระสำคัญที่ได้จากการสังเคราะห์งาน ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ในคลินิก) และนำเสนอกับทีมผู้สอน 5. จัดตั้งทีมพัฒนา CNPG (3-5 คน: 1 CNPG) โดยทุกกลุ่มจัดทำร่าง CNPG เพื่อนำเสนอกับทีมผู้สอน และปรับแก้ไขตามคำแนะนำ ใช้เวลา 4 เดือน 6. ตรวจสอบกระบวนการพัฒนาร่าง CNPG โดยการใช้เครื่องมือประเมิน AGREE report checklist เพื่อเป็นการตรวจสอบกระบวนการพัฒนา CNPG ด้วยเครื่องมือประเมินในแนวทางเดียวกัน 7. ดำเนินการอภิปรายเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็นถึงประโยชน์ อันตราย คุณค่า ความ สะดวกและง่ายต่อการนำ CNPG ไปปฏิบัติ รวมถึงความคุ้มค่า คุ้มทุน เมื่อนำ CNPG ลงสู่การปฏิบัติ ก่อนนำส่ง ร่าง CNPG ให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ตรวจสอบในลำดับต่อไป 8. ตรวจสอบร่าง CNPG โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
R&D ฝ่ายการพยาบาล 87 Routine to Research(R2R) พยาบาล อาจารย์พยาบาล และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น 9. ทดลองใช้ในสถานการณ์จริง ในกระบวนการก่อนนำไปสู่การทดลองใช้ในสถานการณ์จริงนั้น โดยให้ ตัวแทนพยาบาลในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติการพยาบาลที่ได้ร่างขึ้น ได้มีโอกาสร่วมพิจารณา ตรวจสอบ และให้ความเห็นถึงความเป็นไปได้ในการนำร่างแนวปฏิบัติการพยาบาลนี้ไปใช้ในหน่วยงาน ก่อนนำ ไปทดลองใช้ในกลุ่มย่อย (pilot study) จำนวน 10 - 30 ราย เพื่อประเมินความชัดเจนของภาษา ความเข้าใจ เนื้อหาแนวปฏิบัติของผู้ให้บริการ หาข้อบกพร่องที่ควรแก้ไข และเป็นการประเมินในเชิงกระบวนการของ ร่างแนวปฏิบัติการพยาบาลในเบื้องต้นว่าคุ้มค่า คุ้มเวลา ที่จะกำหนดเป็นแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเฉพาะ ในหน่วยงาน หรือระดับโรงพยาบาลต่อไป 10. ประกาศใช้ในองค์กร หรือพัฒนาต่อยอดเป็น CNPG to Research ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของ ปัญหาในคลินิกเป็นสำคัญ ว่าต้องการได้รับการพิสูจน์ด้วยกระบวนการวิจัยต่อหรือไม่ ขั้นติดตามและประเมินผล 1. ประเมินความรู้ด้วยแบบทดสอบก่อน - หลัง ในหมวดภาคทฤษฎี โดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และเปรียบเทียบค่าแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยด้วยสถิติPaired t-test 2. เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลตัวชี้วัดที่ได้จากการทดลองใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล โดยใช้ ร้อยละ และหาข้อเท็จจริง ปัญหา อุปสรรคที่ได้จากการดูแลผู้ป่วยในกลุ่มโรคที่จัดทำ CNPG 3. ประชุมกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้อง นำเสนอผลการทดลองใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล รับฟังข้อเสนอแนะ ค้นหาปัญหา/ อุปสรรคที่พบ จากการนำแนวปฏิบัติการพยาบาลไปใช้ ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะและแก้ไขตาม ปัญหา/ อุปสรรคที่พบ เพื่อให้เกิดการพัฒนาตามกระบวนการของการดูแลอย่างต่อเนื่อง 4. การประเมินผลการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ (evaluate the impact of evidence) กระบวนการ ประเมินผลทั้งหมดของการสร้างแนวปฏิบัติการพยาบาล โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ สามารถเผยแพร่ผลงาน ได้ 3 ระยะ คือ 4.1 การเผยแพร่ (ร่าง) แนวปฏิบัติการพยาบาล แบบปากเปล่า หรือแบบโปสเตอร์ประโยชน์จาก การนำเสนอจะทำให้คณะผู้จัดทำได้รับทราบข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และเป็นการทบทวนความรู้ให้ทันสมัยอยู่ เสมอ ทั้งนี้ข้อเสนอแนะจากการเข้าร่วมนำเสนอผลงาน สามารถนำมาปรับใช้ในการพัฒนาแนวปฏิบัติทางการ พยาบาล หรือพัฒนารูปแบบการวิจัย เพื่อตรวจสอบประสิทธิผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลต่อไป 4.2 การเผยแพร่แนวปฏิบัติการพยาบาล โดยจัดทำเป็นรูปเล่ม เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ที่ได้ จากการทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์ให้เป็นหมวดหมู่ ง่ายต่อการสืบค้นเพื่อการพัฒนางานการพยาบาลในรุ่น ต่อๆ ไป 4.3 การเผยแพร่รายงานวิจัย ในรูปแบบการนำเสนอผลงานแบบปากเปล่า/แบบโปสเตอร์ รวมถึง การเขียนบทความงานวิจัย เพื่อตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติและนานาชาติ นับเป็นภารกิจหนึ่งของนักวิจัยที่ต้อง เผยแพร่องค์ความรู้ ข้อเท็จจริง ที่ค้นพบจากงานวิจัยไปสู่สาธารณชน โดยเฉพาะในเวทีนานาชาติที่จะช่วยบ่งชี้ ถึงความเป็นผู้นำทางการพยาบาลในระดับสากล
R&D ฝ่ายการพยาบาล 88 Routine to Research(R2R) ผลการดำเนินงาน การดำเนินโครงการพัฒนาความรู้และทักษะในการสร้างแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกสำหรับ พยาบาลวิชาชีพ (ระยะแรก) โดยดำเนินโครงการระหว่าง 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึง 15 กันยายน พ.ศ. 2565 ในช่วงแรกมีผู้เข้ารับการอบรมภาคทฤษฎีทั้งหมด 46 ราย และมี 1 รายที่ไม่ได้เข้ากลุ่มมาเรียนรู้ในช่วงของการ สร้าง CNPG ทำให้ตลอดหลักสูตรมีผู้ผ่านการอบรมทั้งสิ้น 45 ราย ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์สำเร็จรูป (SPSS) และนำเสนอผลการศึกษาโดยใช้ตารางประกอบคำบรรยาย ตามลำดับดังนี้ 1. ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เข้ารับการอบรม ผู้เข้ารับการอบรมในโครงการพัฒนาความรู้และทักษะในการสร้างแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก สำหรับพยาบาลวิชาชีพ มีอายุระหว่าง 51-60 ปี และ 41-50 ปี คิดเป็นร้อยละ 36.9 และ 28.3 ตามลำดับ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 78.3 และไม่เคยมีประสบการณ์ในการการสร้างแนว ปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก คิดเป็นร้อยละ 95.7 เหตุผลในการเข้าร่วมโครงการ เพราะต้องการเพิ่มพูน ความรู้ หาแนวทางในการพัฒนาเชิงคลินิก เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลผู้ป่วย 2. ผู้เข้ารับการอบรมมีคะแนนความรู้ภายหลังการส่งเสริมความรู้เรื่อง แนวปฏิบัติการพยาบาลทาง คลินิกมากกว่าก่อนการส่งเสริมความรู้โดยแบ่งเป็น 4 หัวข้อย่อย ดังนี้ การตั้งคำถามทางคลินิกในมิติต่างๆ ในหัวข้อการตั้งคำถามทางคลินิกในมิติต่างๆ พบว่า ก่อนการส่งเสริมความรู้พยาบาลวิชาชีพมีคะแนน เฉลี่ย 4.76 คะแนน (SD = 1.84) ในขณะที่หลังได้รับการส่งเสริมความรู้มีคะแนนเฉลี่ย 9.30 คะแนน (SD = 1.15) เมื่อนำมาเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ย ด้วยการทดสอบค่าทีพบว่า คะแนนความรู้เฉลี่ย ก่อนและหลังการส่งเสริมความรู้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (t = 15.18, p < .001) ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เรื่องการตั้งคำถามทางคลินิกในมิติต่างๆ ของกลุ่มที่ได้รับการ ส่งเสริมความรู้ระหว่างก่อนและภายหลังได้รับโปรแกรม (n = 46) คะแนนความรู้ Mean SD t df p ก่อนส่งเสริมความรู้ 4.76 1.84 15.18 45 <.001 หลังส่งเสริมความรู้ 9.30 1.15 การกำหนดประเด็นปัญหาทางคลินิก ผลของการฝึกกำหนดประเด็นปัญหาทางคลินิก พบว่า ก่อนการส่งเสริมความรู้พยาบาลวิชาชีพ มีคะแนนเฉลี่ย 4.02 คะแนน (SD = .78) ในขณะที่หลังได้รับการส่งเสริมความรู้มีคะแนนเฉลี่ย 8.45 คะแนน (SD = .64) เมื่อนำมาเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ย ด้วยการทดสอบค่าทีพบว่า คะแนนความรู้ เฉลี่ยก่อนและหลังการส่งเสริมความรู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (t = 41.10, p < .001) ดังแสดงในตารางที่ 2
R&D ฝ่ายการพยาบาล 89 Routine to Research(R2R) ตารางที่ 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เรื่องการกำหนดประเด็นปัญหาทางคลินิก ของกลุ่มทึ่ได้รับ การสร้างเสริมความรู้ระหว่างก่อนและภายหลังได้รับโปรแกรม (n = 46) คะแนนความรู้ Mean SD t df p ก่อนส่งเสริมความรู้ 4.02 .78 41.10 45 <.001 หลังส่งเสริมความรู้ 8.45 .64 เทคนิคและวิธีการสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ ผลของการฝึกเทคนิคและวิธีการสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ พบว่า ก่อนการส่งเสริมความรู้พยาบาล วิชาชีพ มีคะแนนเฉลี่ย 4.11 คะแนน (SD = .74) ในขณะที่หลังได้รับการส่งเสริมความรู้มีคะแนนเฉลี่ย 8.19 คะแนน (SD = .62) เมื่อนำมาเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ย ด้วยการทดสอบค่าทีพบว่า คะแนน ความรู้เฉลี่ยก่อนและหลังการส่งเสริมความรู้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (t = 67.21, p < .001) ดังแสดงในตารางที่ 3 ตารางที่ 3 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เรื่องเทคนิคและวิธีการสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ ของกลุ่มที่ ได้รับการสร้างเสริมความรู้ระหว่างก่อนและภายหลังได้รับโปรแกรม (n = 46) คะแนนความรู้ Mean SD t df p ก่อนส่งเสริมความรู้ 4.11 .74 67.21 45 <.001 หลังส่งเสริมความรู้ 8.19 .62 การสังเคราะห์และวางแผนนำหลักฐานเชิงประจักษ์ไปใช้ในการแก้ปัญหาทางคลินิก ในหัวข้อการสังเคราะห์และวางแผนนำหลักฐานเชิงประจักษ์ไปใช้ในการแก้ปัญหาทางคลินิก พบว่า ก่อนการส่งเสริมความรู้พยาบาลวิชาชีพมีคะแนนเฉลี่ย 4.11 คะแนน (SD = .74) ในขณะที่หลังได้รับการ ส่งเสริมความรู้มีคะแนนเฉลี่ย 8.20 คะแนน (SD = .62) เมื่อนำมาเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ย ด้วยการทดสอบค่าทีพบว่า คะแนนความรู้เฉลี่ยก่อนและหลังการส่งเสริมความรู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .001 (t = 15.06, p < .001) ดังแสดงในตารางที่ 4 ตารางที่ 4 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เรื่อง การสังเคราะห์และวางแผนนำหลักฐานเชิงประจักษ์ไปใช้ ในการแก้ปัญหาทางคลินิก ของกลุ่มที่ได้รับการสร้างเสริมความรู้ระหว่างก่อนและภายหลังได้รับ โปรแกรม (n = 46) คะแนนความรู้ Mean SD t df p ก่อนส่งเสริมความรู้ 4.11 .74 15.06 45 <.001 หลังส่งเสริมความรู้ 8.20 .62
R&D ฝ่ายการพยาบาล 90 Routine to Research(R2R) 3. ผู้เข้ารับการอบรมสามารถรวมกลุ่มในการสร้างแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกได้ ≥ ร้อยละ 50 โครงการนี้มีหัวข้อ CNPG ทั้งหมด 11 เรื่อง ได้พัฒนาร่าง CNPG 3 บท ทั้ง 11 เรื่อง ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ ตรวจสอบแล้ว 10 เรื่อง และอยู่ในกระบวนการทดลองใช้รอบแรกทั้ง 10 เรื่อง โดยเน้น Plan-Do-Check-Act หรือวางแผน-ปฏิบัติ-ตรวจสอบ-ปรับปรุง PDCA เพื่อดูความเป็นไปได้ของแนวปฏิบัติการพยาบาลที่จะนำมาใช้ คิดเป็นร้อยละ 90.9 4. ผู้เข้ารับการอบรมสามารถเผยแพร่ผลงาน ในรูปแบบการนำเสนอผลงานแบบปากเปล่า หรือ โปสเตอร์ ≥ ร้อยละ 50 ผู้เข้ารับการอบรมนำเสนอผลงานในรูปแบบปากเปล่า ณ วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565 ห้องประชุม 1 อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ ๑๕๐ ปีนำเสนอทั้งหมด 10 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 90.9 ไม่ได้นำเสนอ 1 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 9.1 5. ฝ่ายการพยาบาลสามารถพัฒนาต่อยอดแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกเป็นงานวิจัยได้ ≥ 1-2 เรื่อง/ปี(ระยะที่ 2) เนื่องจากเป็นปีแรกในการจัดทำโครงการ และบุคลากรในฝ่ายการพยาบาลยังขาดความรู้ในการสร้าง แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก จึงต้องใช้เวลาในการศึกษาทั้งภาคทฤษฎี การทำแบบฝึกหัด และภาคปฏิบัติ ในการจัดทำร่างแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก และมีแผนที่จะพัฒนาต่อยอดแนวปฏิบัติการพยาบาลทาง คลินิกเป็นงานวิจัยในลำดับต่อไป (ระยะที่ 2) 6. ผู้เข้ารับการอบรมมีคะแนนระดับความพึงพอใจภาพรวม ≥ 3.40 คะแนน ผลการประเมินระดับความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรมพบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่า คะแนนเฉลี่ย ( x ) 3.83 (SD = .66) ข้อที่ได้คะแนนสูงสุด ได้แก่ การเตรียมตัวและความพร้อมของวิทยากร การถ่ายทอดของวิทยากร และการตอบคำถามของวิทยากร ( x = 4.39 (SD = .60), และ x = 4.39 (SD = .57) ตามลำดับ ข้อที่ได้คะแนนต่ำสุด ได้แก่ ก่อนการอบรม ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจในการทำ CNPG ระดับน้อย ( x = 2.06, SD = 1.29) บทเรียนที่ได้รับ การทำงานกลุ่มควรมีการทำใน Job family เหมือนกัน เพื่อความชัดเจนในความเชี่ยวชาญ สามารถ นำไปพัฒนา ต่อยอดการปฏิบัติได้ต่อเนื่อง และสะดวกในการติดตาม อุปสรรคในการพัฒนางาน ผู้เข้ารับการอบรมไม่มีเวลาในการศึกษางานวิจัยและทำงานกลุ่ม เนื่องจากผู้เข้ารับการอบรมมีภาระ งานประจำ และขึ้นเวรเช้า บ่าย ดึก จึงทำให้การเข้าร่วมทุกครั้งเป็นไปได้ยาก เวลาแต่ละคนในกลุ่มไม่พร้อมกัน และโรงพยาบาลยังไม่มีฐานข้อมูลทางการพยาบาลที่สามารถสืบค้นได้ด้วยตนเอง
R&D ฝ่ายการพยาบาล 91 Routine to Research(R2R) ปัจจัยแห่งความสำเร็จ นโยบายของผู้บริหารทางฝ่ายการพยาบาลที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาบุคลากร ร่วมกับมีทีม อาจารย์ที่มีความรู้ มีศักยภาพ สามารถถ่ายทอดได้ดี ให้คำแนะนำที่ดีมาก และช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เข้า รับการอบรมไม่ท้อ มีผู้เข้ารับการอบรมท่านหนึ่งกล่าวว่า “ยิ่งอ่าน ยิ่งได้ยิ่งรู้มากขึ้น” ภาพกิจกรรม
R&D ฝ่ายการพยาบาล 92 Routine to Research(R2R) เจ้าของผลงาน: นฎา งามเหมาะ หน่วยงาน: งานพัฒนาทรัพยากรบุคคล ฝ่ายการพยาบาล ที่มาและความสำคัญ การพัฒนาสมรรถนะพยาบาลรุ่นแซดที่จบใหม่ ในรูปแบบ Internship program จัดขึ้นเป็นปีแรกของ ฝ่ายการพยาบาล โดยปัจจุบันพยาบาลรุ่นแซด เป็นพยาบาลจบใหม่ที่เข้ามาปฏิบัติงานในฝ่ายการพยาบาล ซึ่ง คนรุ่นแซดมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี กล้าแสดงออก มีความมั่นใจสูง พัฒนาและเรียนรู้ได้เร็ว แต่มี ข้อเสียคือ มีความอดทนต่ำ ชอบทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ขี้เกียจ เบื่อหน่ายง่าย เป็นต้น และสืบเนื่องจาก ทางฝ่ายการพยาบาล พบว่า ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พยาบาลจบใหม่ใน ปีพ.ศ. 2563 - 2564 การเรียนการสอนส่วนใหญ่เป็นระบบออนไลน์และเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง ฝึกกับผู้ป่วยน้อย ทำให้ขาดประสบการณ์และทักษะการปฏิบัติกับผู้ป่วยจริง ร่วมกับในสถานการณ์ที่มีโรค ระบาด การต้องทิ้งระยะห่างทางสังคม ทำให้คนต้องอยู่ห่างกัน มีการสื่อสารกันน้อย ส่งผลให้สัมพันธภาพ ระหว่างบุคคลลดลง เกิดความเครียด ความกดดัน เป็นต้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อพยาบาลจบใหม่ ทั้งสิ้น ฝ่ายการพยาบาลได้รับเสียงสะท้อนจากหน่วยงานที่มีพยาบาลจบใหม่ทำงานอยู่ว่า ทำงานไม่ได้ ขาด ทักษะในการปฏิบัติงานและการทำหัตถการต่างๆ ไม่สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้ มีโลกส่วนตัวสูง และมีปัญหาทางด้านสุขภาพจิตมากขึ้น ซึ่งหน่วยงานคาดหวังว่าพยาบาลจบใหม่จะสามารถ ช่วยงานได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากอัตรากำลังไม่เพียงพอ จากปัญหาดังกล่าวทำให้ฝ่ายการพยาบาลต้องกลับมา ทบทวนถึงกระบวนการจัดการเรียนการสอนของพยาบาลจบใหม่ที่ใช้อยู่เดิม และบริบทของการเปลี่ยนแปลง ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พบว่า การเรียนการสอนในรูปแบบเดิมยังไม่ เพียงพอ ต้องเร่งฝึกทักษะเพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพื่อให้พยาบาลจบใหม่มีสมรรถนะทางการพยาบาล และสามารถปฏิบัติงานได้ ฝ่ายการพยาบาลจึงได้ทำการศึกษาประสบการณ์การปฏิบัติงานของพยาบาลรุ่นแซด ภายใต้การดูแล ของพยาบาลพี่เลี้ยง ในยุคความปกติใหม่ ผลการศึกษาพบว่า พยาบาลรุ่นแซดต้อง 1) เผชิญกับมรสุมลูกใหม่ใน ชีวิต 2) เผชิญกับความรุนแรงในที่ทำงาน (เกิดจากผู้รับบริการ เกิดจากคนทำงานด้วยกันเอง) 3) เผชิญกับ ความไม่สมดุลของชีวิตการทำงาน (หาจุดที่พอดีในชีวิตไม่ได้ การทำงานที่หนักอย่างต่อเนื่องพักไม่เพียงพอ) 4) ต้องการการสนับสนุน (ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน กลุ่มทางสังคม) 5) ต้องการพยาบาลพี่เลี้ยงที่มีคุณภาพ (การสอน การให้คำปรึกษา การสร้างสัมพันธภาพที่ดี การเป็นบุคคลต้นแบบ) และ 6) ต้องการการพัฒนาอย่าง ต่อเนื่อง (ทักษะการปฏิบัติการพยาบาล ความรู้ทางวิชาการ) ร่วมกับพยาบาลรุ่นแซดที่จบใหม่ ต้องมีสมรรถนะ ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์คือ มีความรู้ ความสามารถ และเจตคติของพยาบาลวิชาชีพ โดยสมรรถนะกลางของสภาการพยาบาล มี 8 ด้าน ได้แก่ 1) สมรรถนะด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและ การพัฒนาสมรรถนะพยาบาลรุ่นแซดที่จบใหม่ โดยใช้รูปแบบ Internship program
R&D ฝ่ายการพยาบาล 93 Routine to Research(R2R) กฎหมาย 2) สมรรถนะด้านการปฏิบัติการพยาบาลและการผดุงครรภ์ 3) สมรรถนะด้านคุณลักษณะเชิงวิชาชีพ 4) สมรรถนะด้านภาวะผู้นำ การจัดการและการพัฒนาคุณภาพ 5) สมรรถนะด้านวิชาการและการวิจัย 6) สมรรถนะด้านการสื่อสารและสัมพันธภาพ 7) สมรรถนะด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ และ 8) สมรรถนะ ด้านสังคม จากผลการศึกษาและสมรรถนะที่คาดหวัง จึงได้นำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาสมรรถนะ พยาบาลรุ่นแซดที่จบใหม่ โดยใช้รูปแบบ Internship program ขึ้น วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้ป่วย ผู้รับริการ ได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยจาก พยาบาลจบใหม่ 2. เพื่อให้พยาบาลจบใหม่ได้พัฒนาสมรรถนะทางการพยาบาล 3. เพื่อพัฒนาระบบการเรียนการสอนสำหรับพยาบาลจบใหม่ อย่างเป็นรูปธรรม 4. เพื่อเพิ่มสัมพันธภาพที่ดีระหว่างพยาบาลจบใหม่ ทีมการพยาบาล และทีมบริหาร เป้าหมาย/ เครื่องชี้วัด 1. พยาบาลจบใหม่ที่เข้ารับการฝึกอบรมมีคะแนนสมรรถนะทางการพยาบาลมากกว่าก่อนการ ฝึกอบรม 2. พยาบาลจบใหม่มีคะแนนภาพรวมทั้งหมดของกิจกรรม ≥ 55 คะแนน 3. คะแนนระดับความพึงพอใจภาพรวม ≥ 3.40 คะแนน ระยะเวลาดำเนินการ พฤษภาคม พ.ศ. 2565 - พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 กลุ่มเป้าหมาย พยาบาลจบใหม่ปีพ.ศ. 2565 จำนวน 44 ราย วิธีดำเนินการ การพัฒนาสมรรถนะพยาบาลรุ่นแซดที่จบใหม่ โดยใช้รูปแบบ Internship program เตรียมการตั้งแต่ พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ได้รับอนุมัติดำเนินการเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565 จนถึงขั้นสุดท้าย ประเมินผลเสร็จ สิ้นเมื่อ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565 และติดตามผลถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ซึ่งรวมเวลาดำเนินการแล้ว 7 เดือน จนปัจจุบันยังมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเป็นงานประจำ และยังดำเนินการต่อ โดยมีรายละเอียดของ กระบวนการดำเนินการของผลงานในแต่ละขั้นตอนดังนี้ ขั้นเตรียมการ 1. รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ตัวชี้วัด ปัญหา อุปสรรค ของการพัฒนาพยาบาลจบใหม่ที่ผ่านมาของ ฝ่ายการพยาบาล
R&D ฝ่ายการพยาบาล 94 Routine to Research(R2R) 2. วางแผนดำเนินงานด้วยการศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลรุ่น แซดที่จบใหม่ โดยใช้รูปแบบ Internship program จากข้อมูลเชิงประจักษ์ เอกสาร และตำราต่างๆ 3. กำหนดเนื้อหา รูปแบบวิธีการบรรยาย สื่อการสอน และระยะเวลาให้เหมาะสมเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับพยาบาลจบใหม่ได้โดยง่าย ในรูปแบบของการสอน เป็นกลุ่มย่อย 6 กลุ่ม ทั้งภาคทฤษฎีและ การฝึกปฏิบัติในหน่วยงาน การจัดเวร และกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น 4. จัดทำรูปเล่มคู่มือการจัดการเรียนการสอน การจัดการทางการพยาบาลและทักษะวิชาชีพ สำหรับ พยาบาลจบใหม่ 5. จัดทำแบบประเมินสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ การสอบ OSCE การบันทึกประสบการณ์การ เขียน Reflection เป็นต้น 6. ประสานงานกับวิทยากรในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำกำหนดการจัดอบรม ขั้นตอนขออนุมัติ 1. จัดเตรียมคู่มือการจัดการเรียนการสอน กำหนดการอบรม แผนพัฒนาบุคลากรปีงบประมาณ 2565 ประกอบการขออนุมัติ 2. บันทึกข้อความขออนุมัติตามสายการบังคับบัญชาของฝ่ายการพยาบาล และได้รับอนุมัติจาก ผู้อำนวยการโรงพยาบาล วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565 ให้ดำเนินการ ขั้นตอนดำเนินการ 1. ทำการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลรุ่นแซดที่จบใหม่ โดยใช้รูปแบบ Internship program สำหรับ พยาบาลจบใหม่ จำนวน 44 ราย 2. คัดกรองภาวะซึมเศร้าก่อนทำงาน ด้วยแบบคัดกรองโรคซึมเศร้า (2Q) พบมีความเสี่ยง หรือมี แนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้า 9 ราย และนำแบบประเมินด้วย (9Q) มาประเมินซ้ำใน 9 ราย พบมีอาการ ซึมเศร้าระดับน้อยจำนวน 5 ราย ระดับปานกลาง 1 ราย ได้ให้การดูแลเป็นพิเศษและส่งรักษา 3. มอบหมายให้พยาบาลจบใหม่ฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วยอายุรกรรมและศัลยกรรม ทั้งหมด 6 หน่วยงาน โดยขึ้นเวรเช้า บ่าย ดึก ระหว่างวันที่ 6 กรกฎาคม - 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565 4. มอบหมายให้พยาบาลพี่เลี้ยงประจำหน่วยงานเป็นผู้ดูแลพยาบาลจบใหม่ 5. ศึกษาดูงานหน่วยงานเฉพาะทาง ในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ได้แก่ ICU, ER, NICU, ห้อง คลอด, ห้องผ่าตัด, ไตเทียม และ Burn unit 6. ฝึกกระบวนการช่วยฟื้นคืนชีพ และฝึกปฏิบัติ Mega code โดยทีมวิทยากร ICU 7. จัดอบรมภาคทฤษฎีในหัวข้อที่จำเป็นสำหรับพยาบาลจบใหม่ ได้แก่ แนวทางการพัฒนาบุคลากร การพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัย มาตรฐานและการรับรอง AHA กฎหมายและจริยธรรมทางการ พยาบาล บันทึกทางการพยาบาลและการใช้โปรแกรม Abstract ระบบยาที่สำคัญในตึกรักษาพยาบาล ระบบ บริหารความเสี่ยง การป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อในโรงพยาบาล
R&D ฝ่ายการพยาบาล 95 Routine to Research(R2R) 8. ศึกษาและนำเสนอการทำหัตถการที่สำคัญ การช่วยแพทย์ และการดูแลผู้ป่วยทางด้านอายุรกรรม 6 หัตถการ และศัลยกรรม 6 หัตถการ 9. จัดกิจกรรม Journal club/ Case conference/ Decision making/ Ethics conference 10. จัดกิจกรรมพี่พบน้องทุก 2 สัปดาห์ ทั้งหมด 3 ครั้ง เพื่อเล่าสารทุกข์สุขดิบ สิ่งที่ต้องการเติมเต็ม ปัญหาที่เกิดขึ้นและการช่วยเหลือในการแก้ปัญหาต่างๆ รวมทั้งกิจกรรมอวยพรวันเกิด 11. กิจกรรม Buddy-Budder เพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างพยาบาลจบใหม่ พี่เลี้ยงของหน่วยงาน และผู้บริหาร 12. ประเมินผลการฝึกอบรม เฉลย Buddy และขอบคุณพี่เลี้ยง ขั้นตอนการประเมินผล 1. คะแนนการผ่านสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ ร้อยละ 70 ประเมินโดยพยาบาลพี่เลี้ยงประจำหน่วยงานอายุรกรรมและศัลยกรรม ในแต่ละกิจกรรมทั้งหมด 70 รายการ ตั้งแต่ก่อนฝึกทักษะทางการพยาบาลและภายหลังการฝึกทักษะ โดยใช้เกณฑ์ (0 = No experience, 1 = Able to perform with supervision, 2 = Able to perform independently)โดยพยาบาลพี่เลี้ยง ของหน่วยงานแรก ประเมินครั้งแรกของแต่ละกิจกรรม (6 ก.ค. 65 - 2 ส.ค. 65) ประเมินในสัปดาห์ที่ 2, 3 และ 4 หากกิจกรรมใดผ่านเกณฑ์สมรรถนะระดับ 2 แล้วถือว่าผ่านและไม่ต้องประเมินซ้ำ และส่งข้อมูลต่อให้ หน่วยงานที่ 2 ประเมินหัตถการที่ยังไม่ผ่าน (3 ส.ค. 65 - 24 ส.ค. 65) กิจกรรมใดที่ไม่มีในช่วงเวลาดังกล่าวจะ นำมาทบทวนและจัดคอร์สสอนเพิ่มเติม 2. คะแนนการบันทึกประสบการณ์ ร้อยละ 5 3. คะแนนการสอบ OSCE ร้อยละ 10 4. คะแนนการศึกษาและนำเสนอกรณีศึกษา ร้อยละ 10 5. บันทึก/เอกสารหลักฐานผ่านการอบรมที่ฝ่ายการพยาบาลกำหนด ร้อยละ 5 6. ประเมินความคิดเห็นของแต่ละกิจกรรมและภาพรวมของโครงการ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ 4.20 - 5.00 คะแนน หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด 3.40 - 4.19 คะแนน หมายถึง พึงพอใจมาก 2.60 - 3.39 คะแนน หมายถึง พึงพอใจปานกลาง 1.80 - 2.59 คะแนน หมายถึง พึงพอใจน้อย 1.00 - 1.79 คะแนน หมายถึง พึงพอใจน้อยที่สุด ขั้นตอนการติดตาม ติดตามภายหลังสิ้นสุดโครงการ เมื่อครบ 3 เดือน ติดตามประเมินผลการทำงานจากพยาบาลพี่เลี้ยง และหัวหน้าหอผู้ป่วย ประเมิน 15 หัวข้อของบทบาทเวรเช้า บทบาทเวรบ่าย-ดึก หัวข้อในการประเมิน ได้แก่ 1) สามารถบอกบทบาทหน้าที่ของพยาบาลเวรเช้าได้2) สามารถบอกขั้นตอนการปฏิบัติงานในเวรเช้าได้ 3) ประเมินปัญหา ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล วางแผนการพยาบาล และประเมินผลผู้ป่วยที่รับผิดชอบได้
R&D ฝ่ายการพยาบาล 96 Routine to Research(R2R) 4) สามารถจัดลำดับงานก่อน-หลัง ตามความต้องการของผู้ป่วย และตามสถานการณ์ที่เกิดในขณะนั้น 5) สามารถ ให้สารน้ำ เลือด ส่วนประกอบของเลือด รวมทั้งยาฉีดแก่ผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัยและถูกเทคนิค เป็นต้น ผลการดำเนินงาน การพัฒนาสมรรถนะพยาบาลรุ่นแซดที่จบใหม่โดยใช้รูปแบบ Internship program มีพยาบาลผ่าน การพัฒนาสมรรถนะทั้งสิ้น 44 ราย โดยเข้ามาปฏิบัติงานในช่วงแรกคือ วันที่ 6 กรกฎาคม - 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565 เป็นการพัฒนาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในวันทำการ บนหอผู้ป่วยอายุรกรรมและศัลยกรรม เพื่อทำ การฝึกทักษะพื้นฐานที่จำเป็น ฝึกสลับหน่วยงาน ดังนี้ หน่วยงานที่ 1 ระหว่างวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 - 2 สิงหาคม พ.ศ. 2565 หน่วยงานที่ 2 ระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565 - 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ขึ้นปฏิบัติงานวันจันทร์ - วันอังคาร ขึ้นเวรเช้าเวลา 07.30 - 16.00 น. วันพุธ - วันศุกร์ ขึ้นเวรบ่าย เวลา 15.30 - 24.00 น. และเวรดึกเวลา 23.30 - 08.00 น. 1. พยาบาลจบใหม่ที่เข้ารับการฝึกอบรมมีคะแนนสมรรถนะทางการพยาบาลมากกว่าก่อนการ ฝึกอบรม โดยจัด Workshop เพื่อการฝึกปฏิบัติจริงและเรียนในห้องเรียน ประเมินสมรรถนะของพยาบาล จบใหม่ทั้งหมด 70 รายการ ได้แก่ การให้สารละลายทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย การเจาะเลือดทางหลอด เลือดดำ การให้ Hep-lock การใส่สายสวนปัสสาวะ การใส่สายยางให้อาหารทางจมูก การให้อาหารผสม การ ช่วยแพทย์ใส่ท่อช่วยหายใจ การเตรียมอุปกรณ์และช่วยแพทย์ใส่ท่อระบายทรวงอก เป็นต้น โดยใช้เกณฑ์ (0 = No experience, 1 = Able to perform with supervision, 2 = Able to perform independently) พบว่า ก่อนการฝึกอบรมมีคะแนนเฉลี่ย 29.81 คะแนน (SD = 29.52) ในขณะที่หลังได้รับการฝึกอบรมมี คะแนนเฉลี่ย 100.15 คะแนน (SD = 27.17) แสดงให้เห็นว่า พยาบาลจบใหม่ที่เข้ารับการฝึกอบรมมีสมรรถนะ ทางการพยาบาลมากกว่าก่อนการฝึกอบรม เมื่อนำมาเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ย ด้วยการ ทดสอบค่าทีพบว่า คะแนนเฉลี่ยสมรรถนะทางการพยาบาลของพยาบาลจบใหม่ก่อนและหลังการฝึกอบรม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (t = 17.16, p <.001) ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนสมรรถนะทางการพยาบาลของพยาบาลจบใหม่ ระหว่างก่อนและ ภายหลังได้รับการฝึกอบรม (n = 44) คะแนนสมรรถนะทางการพยาบาล Mean SD t df p ก่อนการฝึกอบรม หลังการฝึกอบรม 29.81 100.15 29.52 27.17 17.16 43 <.001
R&D ฝ่ายการพยาบาล 97 Routine to Research(R2R) 2. พยาบาลจบใหม่มีคะแนนภาพรวมทั้งหมดของกิจกรรม ≥ 55 คะแนน คะแนนภาพรวมทั้งหมดของพยาบาลจบใหม่ ทั้งการประเมินสมรรถนะ การสอบ OSCE การบันทึก ประสบการณ์การศึกษาและนำเสนอกรณีศึกษา และบันทึกเอกสารการอบรม รวมทั้งหมด 100 คะแนน พบว่า มีคะแนนภาพรวมทั้งหมดของกิจกรรม ≥ 55 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 100 ส่วนใหญ่มีคะแนนอยู่ในช่วง 80 - 100 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 56.8 3. คะแนนระดับความพึงพอใจภาพรวม ≥ 3.40 คะแนน มีระดับความพึงพอใจต่อภาพรวมของทุกกิจกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.44 (SD = .71) เมื่อพิจารณาในแต่ละข้อพบว่า อาหารมีความเหมาะสม มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ 4.57 (SD = .66) พยาบาลจบใหม่มีความเห็นว่าควรจัดกิจกรรมเหล่านี้ต่อไป คิดเป็นร้อยละ 84.1 ขอบคุณที่จัดกิจกรรม ดีๆ แบบนี้ อยากให้มีการจัดต่อไป เหมาะสมแล้วที่ขึ้นฝึกตึกอายุรกรรมและศัลยกรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานหัตถการ ที่จำเป็นที่สุด เพื่อเพิ่มทักษะและความมั่นใจให้กับพยาบาลจบใหม่ ติดตามภายหลังสิ้นสุดโครงการ เมื่อครบ 3 เดือน ติดตามประเมินผลการทำงานจากพยาบาลพี่เลี้ยง และหัวหน้าหอผู้ป่วย โดยประเมิน 15 หัวข้อของบทบาทเวรเช้า บทบาทเวรบ่าย-ดึก หัวข้อในการประเมิน ได้แก่ 1) สามารถบอกบทบาทหน้าที่ของพยาบาลเวรเช้าได้2) สามารถบอกขั้นตอนการปฏิบัติงานในเวรเช้าได้ 3) ประเมินปัญหา ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล วางแผนการพยาบาล และประเมินผลผู้ป่วยที่รับผิดชอบได้ 4) สามารถจัดลำดับงานก่อน-หลัง ตามความต้องการของผู้ป่วย และตามสถานการณ์ที่เกิดในขณะนั้น 5) สามารถให้สารน้ำ เลือด ส่วนประกอบของเลือด รวมทั้งยาฉีดแก่ผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัยและถูกเทคนิค เป็นต้น คะแนนการประเมินจากพยาบาลพี่เลี้ยงและหัวหน้าหอผู้ป่วยในภาพรวม คิดเป็นร้อยละ 61.3 พึงพอใจในการปฏิบัติงานของพยาบาลจบใหม่ บทเรียนที่ได้รับ ประเด็นที่ต้องนำไปพัฒนาต่อคือ พยาบาลจบใหม่ที่อยู่ในหน่วยงานเฉพาะทาง หากต้องเข้ารับการ พัฒนาสมรรถนะพยาบาลรุ่นแซดที่จบใหม่ ในรูปแบบ Internship program เพื่อเรียนรู้หัตถการทางด้าน อายุรกรรม-ศัลยกรรม เมื่อเข้าไปปฏิบัติงานในหน่วยงานเฉพาะทาง ควรต้องขยายระยะเวลาในการฝึกเพิ่มขึ้น และควรเพิ่มแนวทางในการดูแลพยาบาลจบใหม่กรณีที่มีภาวะซึมเศร้า ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ให้สามารถ ทำงานร่วมกับหน่วยงานและทีมได้ และปรับปรุงรูปแบบการเรียนการสอน การประเมินสมรรถนะให้มีความ ชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของพยาบาลพี่เลี้ยงให้สามารถสอน งานให้ดียิ่งขึ้น อุปสรรคในการพัฒนางาน การพัฒนาสมรรถนะพยาบาลรุ่นแซดที่จบใหม่ ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีพยาบาลจบใหม่ป่วยหลายคน ทำให้ต้องกักตัว 7 - 10 วัน และมีความจำเป็นต้องขึ้นชดเชยนอกตาราง ในส่วนของพยาบาลพี่เลี้ยงสอนงานต้องหมุนเวียนกันทำงานในช่วงการขาดอัตรากำลัง ทำให้บางหน่วยงานมี
R&D ฝ่ายการพยาบาล 98 Routine to Research(R2R) เวลาค่อนข้างจำกัดในการสอนพยาบาลจบใหม่ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ การพัฒนาสมรรถนะพยาบาลรุ่นแซดที่จบใหม่ โดยใช้รูปแบบ Internship program ผู้จัดทำได้รับ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภายในฝ่ายการพยาบาล หน่วยงานระดับโรงพยาบาล และการได้รับการ สนับสนุนจากผู้บริหารของฝ่ายการพยาบาล พยาบาลพี่เลี้ยง เจ้าหน้าที่ทุกระดับ ซึ่งมีทั้งแนวราบและแนวดิ่ง ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ ทักษะ ให้กับพยาบาลจบใหม่ ให้เก่งขึ้น ดีขึ้น สามารถให้การ ดูแลผู้ป่วยให้มีความปลอดภัย ไม่เกิดอุบัติการณ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยและตนเอง มีความสุขในการ ทำงาน และมีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างพยาบาลจบใหม่ พยาบาลพี่เลี้ยง พี่ๆ ในหน่วยงาน และผู้บริหารทางการ พยาบาล ตลอดจนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพ ภาพกิจกรรม
R&D ฝ่ายการพยาบาล 99 Routine to Research(R2R)
R&D ฝ่ายการพยาบาล 100 Routine to Research(R2R) เจ้าของผลงาน: น้ำฝน กำเหนิดทอง, รัตติยา ทองสุข, นารีรัตน์ กฤษฌัมพก ที่ปรึกษา: สุกานดา จันทรมหา, สุกัญญา ลาดซ้าย หน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญเคมีบำบัด (21D) ที่มาและความสำคัญ ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่ให้ยาเคมีบำบัดทุกรายต้องกลับไปฟื้นฟูสภาพต่อที่บ้าน เพื่อรอระยะเวลาให้ ยาเคมีบำบัดครั้งใหม่ ให้ครบตามที่แพทย์กำหนด แต่ผู้ป่วยจะประสบกับอาการข้างเคียงทางด้านร่างกาย เช่น การกดการทำงานของไขกระดูก มีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงขึ้น มีอาการอ่อนเพลียง่ายและมีภาวะซีด นอกจากนี้ยาเคมีบำบัดสูตร AC ประกอบด้วยยา 2 ตัว คือ Adriamicin และยา Cyclophosphamide เป็นยา เคมีบำบัดสำหรับฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ ทุก 3 สัปดาห์ นับเป็น 1 รอบ นาน 4 รอบ โดยระยะเวลาในการให้ ยานานประมาณสองชั่วโมง อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหารหรือเยื่อบุในช่องปากอักเสบ กลืนอาหารลำบาก ผมร่วง ผิวหนังและเล็บเปลี่ยนสี แห้งหยาบและดำคล้ำ ส่งผลต่อกิจวัตรประจำวันและ รูปลักษณ์ภายนอกของผู้ป่วย หน่วยงานได้จัดทำแผ่นพลิกเป็นสื่อการสอน ให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร AC ทำ ให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจในการดูแลตนเอง สามารถปฏิบัติกิจกรรมเพื่อตอบสนองต่อโรคและผลกระทบจากการ รักษา และอาการที่เกิดขึ้นจากการรักษาและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร AC มีความรู้ในการปฏิบัติตัว 2. เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร AC สามารถให้ยาเคมีบำบัดครบ cycle 3. เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร AC พึงพอใจในบริการ เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร AC มีความรู้ในการปฏิบัติตัวหลังให้ความรู้มากกว่า ก่อนให้ความรู้ 2. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร AC สามารถรับยาเคมีบำบัดจนครบ Cycle ร้อยละ 100 3. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร AC มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากขึ้นไป ระยะเวลาดำเนินการ ตุลาคม พ.ศ. 2564 - พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ผลการให้ความรู้ในการปฏิบัติตัวผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร AC
R&D ฝ่ายการพยาบาล 101 Routine to Research(R2R) วิธีดำเนินการ 1.นำเสนอโครงการต่อที่ประชุม อธิบายวิธีการดำเนินการ รับทราบข้อเสนอแนะ 2. ค้นคว้าตำราและข้อมูล จัดทำสื่อประกอบการสอน แผ่นพลิก แบบข้อสอบเรื่อง การปฏิบัติตัวใน ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ดีรับยาเคมีบำบัดและแบบประเมินความพึงพอใจ 3. นำสื่อการสอนและเอกสารต่างๆ ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องและความตรงของเนื้อหา 4. นำไปปฏิบัติโดย สอบถามความสมัครใจผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มารับยาเคมีบำบัดสูตร AC ในครั้งแรก ให้ผู้ป่วยทำแบบสอบถามก่อนให้ความรู้ สอนและให้ความรู้ผู้ป่วย และให้ทำแบบสอบถามหลังจากให้ความรู้ 5. โทรศัพท์ติดตามอาการข้างเคียง ประเมินผลเลือด และอาการทั่วไปของผู้ป่วย จนครบกำหนดการ ให้ยาเคมีบำบัด ผลการดำเนินงาน 1. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร AC มีความรู้ในการปฏิบัติตัวหลังให้ความรู้มากกว่า ก่อนให้ความรู้ คะแนนเฉลี่ยก่อนการให้ความรู้เรื่อง การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร AC เท่ากับ 6.37 (SD = 1.40) และคะแนนเฉลี่ยหลังการให้ความรู้เท่ากับ 9.64 (SD = 0.61) เมื่อทดสอบความ แตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนโดยใช้สถิติค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระ (Pair t-test) พบว่า ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร AC มีคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการปฏิบัติตัวหลังการได้รับความรู้มากกว่าก่อนการได้รับ ความรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยความรู้ ในการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับ ยาเคมีบำบัดสูตร AC (n = 30) คะแนนเความรู้ x SD D SD t p 1. ระยะก่อนการให้ความรู้ 6.37 1.40 3.27 1.53 11.70 <.001 2. ระยะหลังการให้ความรู้ 9.64 0.61
R&D ฝ่ายการพยาบาล 102 Routine to Research(R2R) 2. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร AC สามารถรับยาเคมีบำบัดจนครบ ร้อยละ 100 ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร AC จำนวน 30 ราย มี 28 ราย คิดเป็นร้อยละ 93.3 ผ่าน เกณฑ์ สามารถให้ยาเคมีบำบัดได้ จำนวน 4 ครั้ง ห่างกันทุก 3 สัปดาห์ จนครบ Cycle มี 2 รายคิดเป็นร้อยละ 6.7 ไม่สามารถให้ยาเคมีบำบัดได้ เนื่องจากป่วยจากการติดเชื้อโควิด-19 และอีก 1 ราย ภาวะของโรคมะเร็ง เต้านมไม่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดสูตร AC จึงต้องเปลี่ยนสูตรยา ดังแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 จำนวน ร้อยละ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร AC สามารถรับยาเคมีบำบัดจนครบ Cycle (n = 30) เกณฑ์ให้ยาเคมีบำบัด สามารถให้ยาเคมีบำบัดได้ครบ ไม่สามารถให้ยาเคมีบำบัดได้ครบ จำนวน (คน) ร้อยละ จำนวน (คน) ร้อยละ HCT ≥ 23 % 28 93.3 2 6.7 Platelet ≥100,000 cell/mm3 28 93.3 2 6.7 ANC ≥ 1500 28 93.3 2 6.7 ECOG 0-2 28 93.3 2 6.7 น้ำหนักตัวปกติ 28 93.3 2 6.7 3. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร AC มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากขึ้นไป ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีระดับความพึงพอใจในภาพรวมเกี่ยวกับการให้ความรู้เรื่อง การปฏิบัติตัวผู้ป่วย มะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร AC อยู่ในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.66 (SD = 0.47) ดังแสดงในตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความพึงพอใจของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมี บำบัดสูตร AC (n = 30) ความพึงพอใจ จำนวนเจ้าหน้าที่ ระดับความพึงพอใจ x SD 1. เนื้อหาในการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร AC 4.80 0.41 มากที่สุด 2. เป็นประโยชน์สามารถนำความรู้ไปใช้ในการจัดการ อาการข้างเคียงหลังจากได้รับยาเคมีบำบัด สูตร AC 4.80 0.41 มากที่สุด 3. ความเหมาะสมของสื่อและอุปกรณ์การสอน 4.75 0.44 มากที่สุด 4. การสอนของพยาบาลสอนได้ชัดเจน เข้าใจ 4.90 0.31 มากที่สุด 5. ผู้สอนตอบคำถามได้ชัดเจนตรงประเด็น 4.90 0.31 มากที่สุด รวม 4.66 0.47 มากที่สุด
R&D ฝ่ายการพยาบาล 103 Routine to Research(R2R) บทเรียนที่ได้รับ 1. ต้องมีความตั้งใจและพยายามเพราะต้องเก็บข้อมูลต่อเนื่องและมีการติดตามผู้ป่วย 2. ต้องมีการช่วยเหลือแบ่งหน้าที่กันเช่น ผู้สอน/ ผู้เก็บแบบสอบถาม ปัจจัยแห่งความสำเร็จ การทำงานเป็นทีมและการได้รับการสนับสนุนเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ
R&D ฝ่ายการพยาบาล 104 Routine to Research(R2R) เจ้าของผลงาน: วชิราพร เดชะปรากรม หน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญเคมีบำบัด (21D) ที่มาและความสำคัญ หอผู้ป่วยสามัญเคมีบำบัด (21D) ให้การบริการผู้ป่วยที่มารับยาเคมีบำบัดทุกระบบในปี 2563, 2564 มีผู้ป่วยมารับยาเคมีบำบัดจำนวน 485, 485 คน คิดเป็นร้อยละ 27.1, 29.1 ตามลำดับ จากการดูแลผู้ป่วยพบ อาการข้างเคียงไม่พึงประสงค์หลังให้ยาเคมีบำบัดหลายอย่างเช่น กดการทำงานของไขกระดูก ทำให้ผู้ป่วยมี โอกาสเกิดการติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพของการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ในกรณี ที่เม็ดเลือดขาวต่ำมากแพทย์จะพิจารณาให้ยา filgrastim ซึ่งออกฤทธิ์กระตุ้นให้ไขกระดูกผลิตและปล่อยเม็ด เลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลออกจากไขกระดูก ซึ่งเม็ดเลือดขาวมีหน้าที่ทำลายเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของการ ติดเชื้อ โดยยามีรูปแบบเป็นของเหลวใส ใช้สำหรับฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ หรือฉีดเขาใต้ผิวหนังให้กับผู้ป่วย เมื่อแพทย์มีคำสั่งให้ฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว (Filgrastim) เมื่อกลับบ้านพบปัญหาว่า ผู้ป่วยจะไม่ กล้าฉีดยาเอง เกิดภาวะแทรกซ้อนบริเวณจุดฉีดยา จึงจัดทำโครงการให้ความรู้ผู้ป่วยฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว (Filgrastim) ในผู้ป่วยมะเร็งหลังให้ยาเคมีบำบัดที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ เพื่อเป็นการเพิ่มความรู้และให้ผู้ป่วย สามารถปฏิบัติตัว ฉีดยาด้วยตัวเองอย่างถูกต้อง ลดระยะเวลาวันนอนในโรงพยาบาลของผู้ป่วย ลดค่าใช้จ่าย และการใช้ยาปฏิชีวนะ รวมถึงความสามารถในการมารับยาเคมีบำบัดในครั้งถัดไป เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ผู้ป่วยมะเร็งหลังได้รับยาเคมีบำบัดที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ มีความรู้เกี่ยวกับการฉีดยากระตุ้นเม็ด เลือดขาว (Filgrastim) หลังให้ความรู้มากกว่าก่อนให้ความรู้ 2. ผู้ป่วยมะเร็งหลังได้รับยาเคมีบำบัดที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ สามารถปฏิบัติตัวในการฉีดยากระตุ้น เม็ดเลือดขาว (Filgrastim) ได้ร้อยละ 100 3. ผู้ป่วยมะเร็งหลังได้รับยาเคมีบำบัดที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ภายหลังฉีดยา กระตุ้นเม็ดเลือดขาว (Filgrastim) ร้อยละ 90 ระยะเวลาดำเนินการ มกราคม พ.ศ. 2565 - พฤษภาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. นำเสนอโครงการต่อที่ประชุม อธิบายวิธีการดำเนินการ รับทราบข้อเสนอแนะ 2. ค้นคว้าตำราและข้อมูล จัดทำสื่อประกอบการสอน ได้แก่ แผ่นพับ ข้อสอบเรื่องการฉีดยากระตุ้น ผลการให้ความรู้ผู้ป่วยฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว (Filgrastim) ในผู้ป่วยมะเร็งหลังได้รับยาเคมีบำบัดที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ
R&D ฝ่ายการพยาบาล 105 Routine to Research(R2R) เม็ดเลือดขาว (Filgrastim) แบบประเมินผลการปฏิบัติตัวหลังการสอนฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว (Filgrastim) และแบบประเมินความพึงพอใจ 3. นำสื่อการสอนและเอกสารต่างๆ ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องและความตรงของเนื้อหา 4. นำไปปฏิบัติ 4.1 สอบถามความสมัครใจผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ แพทย์มี คำสั่งให้ฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว (Filgrastim) เมื่อกลับบ้านเพื่อเข้าร่วมโครงการ 4.2 ให้ผู้ป่วยทำแบบสอบถามก่อนการสอนเรื่องการฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว (Filgrastim) และให้ทำแบบสอบถามหลังจากให้ความรู้ 4.3 ให้ผู้ป่วยฝึกปฏิบัติฉีด และประเมินผลการฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว (Filgrastim) 4.4 ให้ผู้ป่วยทำแบบสอบถามความพึงพอใจ 4.5 โทรติดตามผู้ป่วยเมื่อกลับบ้าน ในวันที่ 3 – 7 5. ประเมินผลและสรุปผลการดำเนินโครงการ ผลการดำเนินงาน 1. ผู้ป่วยมะเร็งหลังได้รับยาเคมีบำบัดที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ มีความรู้เกี่ยวกับการฉีดยากระตุ้นเม็ด เลือดขาว (Filgrastim) หลังให้ความรู้มากกว่าก่อนให้ความรู้ คะแนนเฉลี่ยก่อนการให้ความรู้เรื่องการฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว (Filgrastim) เท่ากับ 6.80 (SD = 1.30) และคะแนนเฉลี่ยหลังการให้ความรู้เท่ากับ 8.80 (SD = 0.84) เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย คะแนนความรู้เรื่องการฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว (Filgrastim) โดยใช้สถิติค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระ (Pair t-test) พบว่าผู้ป่วยมะเร็งหลังได้รับยาเคมีบำบัดที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องการ ฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว (Filgrastim) หลังการได้รับความรู้มากกว่าก่อนการได้รับความรู้ อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ดังแสดงในตารางที่ 1
R&D ฝ่ายการพยาบาล 106 Routine to Research(R2R) ตารางที่ 1 เปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับการฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว (Filgrastim) ในผู้ป่วยมะเร็งที่มี ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (n = 5) คะแนนความรู้ x SD D SD t p 1. ระยะก่อนการให้ความรู้ 6.80 1.30 2.00 1.00 4.47 .011 2. ระยะหลังการให้ความรู้ 8.80 0.84 *p <.05 ทดสอบทางเดียว (one -Tailed) 2. ผู้ป่วยมะเร็งหลังได้รับยาเคมีบำบัดที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ สามารถปฏิบัติตัวในการฉีดยากระตุ้น เม็ดเลือดขาว (Filgrastim) ได้ทุกขั้นตอน ได้ร้อยละ 100 ดังแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 จำนวน ร้อยละ ผู้ป่วยมะเร็งหลังได้รับยาเคมีบำบัดที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ สามารถปฏิบัติตัวใน การฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว (Filgrastim) (n = 5) ขั้นตอนการปฏิบัติ ปฏิบัติได้ (คน) ร้อยละ ปฏิบัติไม่ได้ (คน) ร้อยละ 1. การเตรียมอุปกรณ์และการเตรียมยา 5 100 0 0 2. การฉีดยา 5 100 0 0 3. การจัดเก็บยา 5 100 0 0 3. ผู้ป่วยมะเร็งหลังได้รับยาเคมีบำบัดที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ภายหลังฉีดยา กระตุ้นเม็ดเลือดขาว (Filgrastim) 3 - 7 วัน ร้อยละ 100 ดังแสดงในตาราง ตารางที่ 3 จำนวน ร้อยละ ผู้ป่วยมะเร็งหลังได้รับยาเคมีบำบัดที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ มีภาวะแทรกซ้อน ภายหลังฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว 3 - 7 วัน (n = 5) ภาวะแทรกซ้อน ไม่มี ร้อยละ มี ร้อยละ 1. รอยช้ำบริเวณจุดฉีดยา 5 100 0 0 2. เป็นก้อน หรือเป็นไตบริเวณฉีดยา 5 100 0 0 บทเรียนที่ได้รับ 1. ต้องมีการให้ความรู้ผู้ป่วยทั้งด้านเนื้อหาและการปฏิบัติ และต้องมีการติดตามหลังการสอน ซึ่งต้อง ใช้ระยะเวลา ปัจจัยแห่งความสำเร็จ การทำงานเป็นทีมและการได้รับการสนับสนุน เป็นปัจจัยสำคัญของความสำเสร็จ
R&D ฝ่ายการพยาบาล 107 Routine to Research(R2R) เจ้าของผลงาน: ศิริเพ็ญ ลิมปธรรม, วิลาวัลย์ จันทร์สวัสดิ์, พัชรินทร์ ว่องไวพาณิชย์ หน่วยงาน: หอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต (13B)/ Sick Newborn (13C) ที่มาและความสำคัญ ทารกที่เจ็บป่วยต้องถูกแยกจากมารดาไปอยู่หออภิบาลทารกแรกเกิด หรือหออภิบาลทารกแรกเกิด วิกฤติ ทารกเจ็บป่วยอาจจะไม่สามารถเข้าเต้านมมารดาได้ มารดาจึงจำเป็นต้องบีบเก็บน้ำนมให้กับทารก การ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในทารกป่วยเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนกว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในทารกปกติ ซึ่งการบีบ เก็บน้ำนมให้กับทารกมีขั้นตอนการบีบเก็บที่ต้องระมัดระวังทุกขั้นตอน เพื่อให้น้ำนมมารดามีความสะอาด ปลอดภัย และรักษาคุณค่าทางโภชนาการ จากประสบการณ์ในการดูแลทารกแรกเกิดเจ็บป่วยที่ต้องเข้ารับการ รักษาในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต พบว่า ปัญหาสำคัญของมารดาหลังคลอดที่มีทารกเจ็บป่วยที่พบได้บ่อย คือ ขาดความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของนมแม่ ขาดทักษะการบีบเก็บนมเพื่อให้ได้น้ำนมที่มีคุณภาพ และขาด การปฏิบัติตนเองให้มีปริมาณน้ำนมเพียงพอ ประกอบกับมารดามีความเครียด ความวิตกกังวล ซึ่งส่งผลต่อ กระบวนการสร้างและการหลั่งของน้ำนม รวมถึงการไม่ได้รับการดูดกระตุ้นจากทารก ทำให้มารดาไม่มีน้ำนม หรือมีปริมาณน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของทารก พยาบาลผู้ดูแลทารกเจ็บป่วยจึงเป็นบุคคลสำคัญที่ ช่วยเหลือสนับสนุนให้มารดาที่มีทารกเจ็บป่วยได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยส่งเสริมให้มารดามีความรู้เกี่ยวกับ ความสำคัญและวิธีการบีบเก็บน้ำนม สร้างทักษะการบีบเก็บน้ำนมและการดูแลตนเองให้มีปริมาณน้ำนม เพียงพอ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของทารกมารดา และครอบครัว วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้มารดามีความรู้เกี่ยวกับการบีบเก็บน้ำนมให้ทารกเจ็บป่วยได้อย่างถูกต้อง 2. เพื่อให้มารดามีทักษะในการบีบเก็บน้ำนมที่ถูกต้อง เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. มารดามีคะแนนความรู้เรื่องความสำคัญของนมแม่ในทารกป่วยเพิ่มมากขึ้น 2. มารดาสามารถบีบเก็บน้ำนมได้ถูกต้องอย่างน้อยร้อยละ 80 ระยะเวลาดำเนินการ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 - 30 เมษายน พ.ศ. 2565 โครงการส่งเสริมความรู้และทักษะการบีบเก็บน้ำนมมารดาให้ทารก ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยบริบาลทารกแรกเกิด/ NICU
R&D ฝ่ายการพยาบาล 108 Routine to Research(R2R) วิธีดำเนินการ ขั้นเตรียมการ 1. แจ้งหัวหน้าหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤตรับทราบ พร้อมขออนุมัติดำเนินการ 2. ศึกษาข้อมูลปัญหาการบีบเก็บน้ำนมมารดาและวิธีการบีบเก็บน้ำนมมารดา 3. ศึกษาข้อมูลเอกสารเรื่อง “วิธีการบีบเก็บน้ำนมมารดา” นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความตรงใน เนื้อหา 3 ท่าน ได้แก่ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขากุมารเวชศาสตร์ สาขาทารกแรกเกิด และปริกำเนิด พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่ และหัวหน้าหอผู้ป่วย 4. สร้างแบบสอบถามจำนวน 10 ข้อ เพื่อใช้ทดสอบความรู้เกี่ยวกับความรู้ในการบีบเก็บน้ำนมมารดา ให้ทารก 5. สร้างแบบประเมินพฤติกรรรมการบีบเก็บน้ำนมมารดา 8 ข้อ 6. ปรับปรุงเอกสารตามข้อเสนอแนะ และส่งตรวจสอบอีกครั้งก่อนใช้ ขั้นดำเนินการ 1. คัดเลือกมารดาของทารกเจ็บป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยในวันแรก 2. ชี้แจงวัตถุประสงค์ และขอความร่วมมือจากมารดา 3. เก็บข้อมูลคะแนนของมารดาก่อนให้ความรู้โดยการทำแบบทดสอบ 4. สอนและให้ความรู้มารดาเรื่อง “วิธีการบีบเก็บน้ำนมมารดา” ตามเอกสาร โดยให้มารดามีส่วนร่วม ใช้เวลา 30 นาที 5. เก็บข้อมูลคะแนนของมารดา หลังให้ความรู้โดยการทำแบบทดสอบ 6. ประเมินพฤติกรรรมการบีบเก็บน้ำนมมารดาตามแบบประเมิน เมื่อมารดานำน้ำนมที่บีบเก็บได้มา ส่งครั้งแรก 7. สอบถามเหตุผล ทบทวนความเข้าใจ และให้คำแนะนำเพิ่มเติม กรณีที่มารดามีพฤติกรรมการบีบ เก็บน้ำนมไม่ถูกต้อง 8. เปรียบเทียบคะแนนความรู้ก่อนและหลังได้รับความรู้เรื่องวิธีการบีบเก็บน้ำนมให้ทารกที่เข้ารับการ รักษาในหอผู้ป่วย 9. ประเมินผลจากแบบประเมินพฤติกรรรมการบีบเก็บน้ำนมมารดา
R&D ฝ่ายการพยาบาล 109 Routine to Research(R2R) ผลการดำเนินงาน 1. มารดามีความรู้เรื่อง วิธีการบีบเก็บน้ำนมให้ทารกที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต ผลการเปรียบเทียบคะแนนความรู้ก่อนและหลังได้รับความรู้ โดยใช้สถิติ Pair t-test พบว่า คะแนนเฉลี่ย เพิ่มขึ้นจาก 7.13 คะแนน เป็น 10 คะแนน ดังแสดงในตาราง ตารางที่ 1 เปรียบเทียบคะแนนความรู้ก่อนและหลังของมารดาที่ได้รับความรู้ (n = 30) คะแนนความรู้ Mean SD df p ก่อนได้รับความรู้ 7.13 .97 29 < .01 หลังได้รับความรู้ 10 .00 2. พฤติกรรรมการบีบเก็บน้ำนมมารดาตามแบบประเมินเมื่อมารดานำน้ำนมที่บีบเก็บได้มาส่งครั้งแรก ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 100 บทเรียนที่ได้รับ การส่งเสริมให้มารดามีความรู้เกี่ยวกับวิธีการบีบเก็บน้ำนม ช่วยให้ทารกได้รับน้ำนมที่มีคุณภาพ และ ช่วยลดความเจ็บป่วยให้กับทารก
R&D ฝ่ายการพยาบาล 110 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: อารุณี อัศวศุภฤกษ์ หน่วยงาน: ตึกตรวจโรค 4 ที่มาและความสำคัญ แนวโน้มผู้ป่วยที่มีบาดแผลมีจำนวนเพิ่มขึ้น จากสถิติของโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา มีผู้มาทำแผล ณ ห้องหัตถการ ตึกอัยิกาเจ้า ที่มีความหลากหลาย ภายในช่วงเวลาที่จำกัด พบว่ามี ผู้ป่วยที่มีปัญหาแผลติดเชื้อ 2-4 รายต่อวัน ทั้งการดูแลตนเองที่เข้าใจผิดและจากประสบการณ์การทำงาน เกี่ยวกับการทำแผลต่าง ๆ แค่มีคำสั่งจากแพทย์สั้นๆ อีกทั้งมีการผลัดเปลี่ยนพยาบาลที่ต่างประสบการณ์เข้า ทำงานแต่ละวัน พบว่าระบบการติดตามและแนวทางปฏิบัติที่ยังไม่ชัดเจน ทำให้ต้องใช้เวลาทำแผลนานขึ้นบาง รายกลายเป็นแผลเรื้อรัง แม้ปัจจุบันการดูแลแผลมีนวัตกรรมที่ก้าวหน้าขึ้น บทบาทพยาบาลต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการหายของแผล แนวคิดการดูแลแผลที่เข้า มาช่วยส่งเสริมกระบวนการหายของแผล สิ่งแรกในการทำแผลคือ การประเมินแผลและนำข้อมูลต่าง ๆ มา ประมวลผลในการวางแผนการดูแลแต่ละครั้งที่พบ จากเหตุผลข้างต้นผู้ศึกษาได้นำแบบประเมินการหายของ แผล PUSH Tool 3.0 มาพัฒนาใช้เป็นแบบประเมินการหายของแผล ณ ห้องหัตถการ ตึกอัยิกาเจ้า จัดทำแผ่น พับเกี่ยวกับการดูแลบาดแผลด้วยตนเอง ทบทวนคุณภาพการดูแลแผล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดูแล ผู้ป่วยให้มากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแผลไม่เกิดแผลติดเชื้อ 2. เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติเกิดความพึงพอใจต่อการบริการที่ได้รับ 3. เพื่อพัฒนาแบบประเมินการหายของแผล และศึกษาความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการใช้ แบบประเมินการหายของแผล กลุ่มเป้าหมาย ผู้มารับบริการทำแผล ณ ห้องหัตถการ ตึกอัยิกาเจ้า ระยะเวลาดำเนินการ มิถุนายน พ.ศ. 2564 - ธันวาคม พ.ศ. 2564 การพัฒนาคุณภาพการดูแลแผลของผู้มารับบริการที่ห้องหัตถการ ตึกอัยิกาเจ้า Continuous Quality Improvement (CQI)
R&D ฝ่ายการพยาบาล 111 วิธีดำเนินการ Continuous Quality Improvement (CQI) 1. การพัฒนานี้ผู้วิจัยประยุกต์ใช้รูปแบบการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ของ Soukup (Soukup, 2000) สืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ทั้งหมด 10 เรื่อง อยู่ในระดับ 2 มี 1 เรื่อง ระดับ 3 มี 4 เรื่อง ระดับ 4 มี 4 เรื่อง ระดับ 5 มี 1 เรื่อง ใช้ในการพัฒนาเครื่องมือประเมินการหายของแผลและแผ่นพับ 1.1 การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือหลังจากที่ผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องมือแบบ ประเมินการหายของแผลและแบบสอบถามขึ้นมา ครอบคลุมเนื้อหา หรือครบถ้วนสมบูรณ์ตามเนื้อหา จึงนำไป ให้ผู้เชี่ยวชาญทำการพิจารณา มีจำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย ศัลยแพทย์ 2 คน ศัลยแพทย์ตกแต่ง 1 คน พยาบาลเฉพาะทางด้านการดูแลออสโตมี แผลและควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ (Enterostomal therapy nurses) 1 คน 1.2 การหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือแบบประเมินการหายของแผลที่พัฒนามาจาก PUSH Tool 3.0 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ค่าความเชื่อมั่นเครื่องมือโดยหาค่าสัมประสิทธิ์ อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.9 และค่าความเที่ยงระหว่างผู้วัด เท่ากับ 0.95 2. นำไปใช้กับผู้ป่วยที่มารับบริการทำแผล มีการให้ความรู้รายบุคคล ตั้งแต่เดือน กันยายน - พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 3. นำแบบประเมินการหายของแผล แผ่นพับ และแบบสอบถาม ชี้แจงและขอความร่วมมือกับ พยาบาลที่ปฏิบัติงานที่ห้องหัตถการตึกอัยิกาเจ้าเพื่อใช้แบบประเมิน 4. การประเมินผลการดำเนินการตามโครงการ มีจำนวน 80 ราย ซึ่งมีระยะเวลา 3 เดือนในแต่ละครั้ง โดยมีขั้นตอนการประเมินผล ดังต่อไปนี้ 4.1 ผู้ป่วยจะได้รับการซักถามเกี่ยวกับข้อมูลที่สำคัญต่อการดูแลแผล เช่น สาเหตุ ระยะเวลาที่ เป็นแผล โรคประจำตัว ยาที่รับประทานประจำ พฤติกรรมการบริโภคอาหาร ระดับความปวด เพื่อเป็นข้อมูล ต่อการปรึกษา สอน และ/หรือแนะนำในการดูแลตนเองต่อผู้ป่วยเฉพาะแต่ละราย 4.2 แบบประเมินการหายของแผลใช้ที่ห้องหัตถการตึกอัยิกาเจ้า ซึ่งผู้ป่วย และ/หรือญาติ สามารถรับทราบถึงสภาพแผลผู้ป่วยได้ มีการบันทึกและอธิบายผลสรุปให้ผู้ป่วย และ/หรือญาติรับทราบถึง สภาพแผลแต่ละครั้งที่ประเมิน 4.3 บันทึกข้อมูลติดตามผู้ป่วยให้มารับบริการตามนัดและวิเคราะห์ประเมินผลการรักษาผู้ป่วย 4.4 นำแบบประเมินการหายของแผล แผ่นพับ และแบบสอบถาม ชี้แจงและขอความร่วมมือกับ พยาบาลที่ปฏิบัติงานในห้องหัตถการ ตึกอัยิกาเจ้า เพื่อใช้แบบประเมิน 4.5 นำแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้รับบริการและผู้ให้บริการที่สร้างขึ้น เก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล
R&D ฝ่ายการพยาบาล 112 Continuous Quality Improvement (CQI) แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่มีบาดแผล ปัจจัยเกยี่วกบับุคคล ปัจจัยเกี่ยวกับแผล - สัญญาณชีพ - เกิดเมื่อไร อย่างไร ที่ไหน -อาย,ุโรค,ยา - ขนาดของแผล - ภาวะโภชนาการ - พื้นผิวและบริเวณรอบๆ -ระบบไหลเวียนหลอดเลือด - สิ่งคัดหลั่งของแผลมาก/น้อย มีกลิ่น -การสูบบุหรี่สุราการพกัผ่อน - เนื้อตาย/เนื้อเหลือง/หนอง/เนื้อชมพู - การจัดการความปวด - ความปวดมาก/น้อย บาดแผลที่ดีขึ้น บาดแผลที่แย่ลง/ติดเชื้อ ( Healing wound ) ( Unhealing wound ) - เป็ นไปตามกระบวนการหายของแผล -รอบๆ แผลบวม/แดง/ร้อน -แผลเย็บแห้งดี แผลเปิดมีความชุ่มช้ืนพอเหมาะ - สิ่งคดัหลงั่ของแผลมาก/มีกลิ่น -แผลเปิดมีเน้ือเยอื่ที่ชมพู่เพิ่มข้ึน แผลแคบลง - เน้ือตาย/เน้ือเหลืองเพิ่มข้ึน/หนอง -ความปวดลดลงจนไม่ปวดแผล -ความปวดมากข้ึน ท าแผลต่อไป ส่งปรึกษาแพทย์แผนกที่เกี่ยวข้อง เพ ื่อหาแหล่งต ้ นเหตุที่ท าให ้ แผลติดเช ื้อ ภาพที่ 1 แนวทางการดูแลบาดแผลของผู้ป่วย
R&D ฝ่ายการพยาบาล 113 ผลการดำเนินงาน Continuous Quality Improvement (CQI) 1. ผลจากการดำเนิน ผู้รับบริการที่มีบาดแผล 80 ราย แผลเรื้อรังมี 37 ราย ดีขึ้น 12 ราย หายดี 25 ราย แผลทั่วไป 43 ราย ประกอบด้วย แผลถลอกตามร่างกาย แผลผ่าตัด แผลที่ติดเชื้อแผลเบาหวาน แผลกด ทับ แผลที่เกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือด (Vessel disease ulcer) แผลเนื้อเน่า (Necrotizing fasciitis) แผลไหม้ (burn) และแผลที่ซับซ้อน (Complex wound) ผู้ป่วยบางรายหากมีบาดแผลที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้น จะปรึกษาแพทย์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาสาเหตุและรักษาได้ ทันถ่วงที การศึกษาครั้งนี้ ผู้รับบริการที่มีบาดแผล 80 ราย พบ 12 ราย บาดแผลแย่ลง มีการติดเชื้อระบบอื่น ของร่างกายเพิ่มขึ้น เช่น ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบทางเดินหายใจ น้ำตาลในเลือดสูง เป็นต้น ต้องมีการ ปรึกษาแพทย์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาสาเหตุและรักษาได้ทันถ่วงที แต่กระทบถึงบาดแผลทำให้เกิดมีเนื้อตายเพิ่มขึ้น แต่หลังจากรักษาหายหรือทุเลาลง กระบวนการหายของแผลดีขึ้นตามลำดับ ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถมาทำแผลที่ห้องหัตถการตึกอัยิกาเจ้าได้ตามแผนการรักษา ผู้ศึกษานำแบบ ประเมินการหายของแผลที่ทำมาอย่างต่อเนื่องให้ผู้ป่วย และ/หรือญาติแต่ละราย สื่อสารกับผู้ทำแผลต่อไป ช่วงเวลาศึกษาพบ 3 ราย ได้นำแบบประเมินการหายของบาดแผลตามแบบประเมินที่พัฒนาขึ้น ไปใช้ต่อเพื่อ ติดตามบาดแผลตามสถานีอนามัยใกล้บ้าน 2. ภาพรวมความพึงพอใจของผู้ป่วยและ/หรือญาติผู้ดูแลต่อการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลผู้ป่วยที่มี บาดแผลห้องหัตถการ ตึกอัยิกาเจ้า ถึงร้อยละ 80.0 ผู้ป่วยและ/หรือญาติผู้ดูแลอยากรับทราบมากเกี่ยวแผล ของตน ทำให้หัวข้อนี้ได้รับความพึงพอใจมากที่สุด ถึงร้อยละ 87.0 การได้รับคำอธิบายในข้อสงสัยจากผู้ป่วย ความสม่ำเสมอในการติดตามเอาใจใส่จากเจ้าหน้าที่และการได้รับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ พบระดับความพึง พอใจร้อยละ 80.5, 77.0 และ 76.5 ตามลำดับ การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้แสดงความรู้สึกและข้อคิดเห็น ได้รับ ความพึงพอใจน้อยที่สุดร้อยละ 74.5 3. การพัฒนาแบบประเมินการหายของแผล โดยภาพรวมระดับความพึงพอใจทั้งของผู้ป่วยและ/หรือ ญาติผู้ดูแล และพยาบาล ได้มากกว่าร้อยละ 80.0 ระดับความพึงพอใจของพยาบาลที่เข้ามาทำงานที่ห้อง หัตถการ ตึกอัยิกาเจ้า ต่อรูปแบบประเมินการหายของแผลมีจำนวน 25 ราย ร้อยละ 83.2 ( x = 4.16, SD = 0.85 ) อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาความพึงพอใจของพยาบาลต่อการพัฒนาครั้งนี้พบว่า พยาบาล 2 คน มี ประสบการณ์การทำงานในช่วง 1-4 ปี ซึ่งยังอยู่ในช่วงที่ต้องเรียนรู้การปฏิบัติการพยาบาล นอกจากนี้จำนวน ผู้ มารับบริการที่มีจำนวนมาก ตลอดจนระบบการปฏิบัติงานต่างๆ ทำให้รู้สึกว่าการปฏิบัติตามและการติดตาม ประเมินบาดแผล เป็นการเพิ่มภาระงาน
R&D ฝ่ายการพยาบาล 114 กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น Continuous Quality Improvement (CQI) 1. ประโยชน์ต่อผู้มารับบริการทำแผล 1.1 ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแผลไม่เกิดแผลติดเชื้อ 1.2 ผู้ป่วยและ/หรือผู้ดูแล เกิดความพึงพอใจต่อคุณภาพการดูแลแผล 2. ประโยชน์ต่อหน่วยงาน 2.1 มีแบบประเมินการหายของแผลใช้ที่ห้องหัตถการ 2.2 พยาบาลวิชาชีพมีรูปแบบกิจกรรมการพัฒนาคุณภาพต่อการดูแลแผลใช้ที่ห้องหัตถการ 3. ประโยชน์ต่อองค์กร 3.1 โรงพยาบาลมีแนวทางการดูแลแผลที่ชัดเจนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน 3.2 เกิดโอกาสพัฒนาระบบการดูแลแผลที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น อุปสรรคในการพัฒนางาน 1. ผู้ป่วยและ/หรือญาติมีเศรษฐานะไม่เพียงพอเกี่ยวกับอุปกรณ์ทำแผลชนิดที่จำเป็นต้องใช้ ที่สามารถ ช่วยส่งเสริมกระบวนการหายของแผล 2. การเข้าถึงผู้ป่วยและ/หรือญาติเกี่ยวกับการดูแลแผลอย่างต่อเนื่อง เช่น ไม่สะดวกมาทำแผล ไม่มีค่า เดินทาง ไม่มีผู้พามา ไม่มีและ/หรือใช้ไม่เป็นเครื่องมือสื่อสาร การสื่อสารภาษาต่างชาติ เป็นต้น 3. การติดตามประเมินบาดแผล เป็นการเพิ่มภาระงานของผู้ปฏิบัติงาน 4. การเปลี่ยนแปลงการเบิกจ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ทำแผลชนิดต่างๆ ภายในโรงพยาบาลมี ข้อจำกัด
R&D ฝ่ายการพยาบาล 115 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: พนิดา สืบป่วน หน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญสูติกรรม (18A) ที่มาและความสำคัญ หอผู้ป่วยสามัญสูติกรรมมีหน้าที่หลักในการดูแลมารดาหลังคลอด และส่งเสริมการเลี้ยงบุตรด้วยนม มารดาอย่างน้อย 6 เดือน ในปี 2564 พบปัญหามารดาหลังคลอดโดยเฉพาะมารดาครรภ์แรก มีภาวะหัวนม แตกตั้งแต่ขณะนอนอยู่โรงพยาบาล ร้อยละ 6.05 (มารดาทั้งหมด 2,098 ราย พบหัวนมเจ็บ/แตก 127 ราย) อันเนื่องมาจากเข้าเต้าผิดวิธี สอดคล้องกับผลการทดสอบความรู้หลังการให้คำแนะนำ พบว่ามารดาไม่ทราบ สาเหตุของภาวะหัวนมแตก และวิธีการป้องกัน ส่งผลให้ไม่สามารถเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาได้ และหันไป ทดแทนด้วยนมผสม ซึ่งจากการศึกษาพบว่าเมื่อเริ่มให้นมผสมกับทารก จะทำให้ความสามารถในการเข้าเต้า ลดลง ดังนั้นผู้จัดทำโครงการจึงเลือกพัฒนาระบบการสอน เพื่อส่งเสริมความรู้แก่มารดาเป็นการลดอุปสรรค ของการให้นมแม่ตั้งแต่ระยะแรก โดยให้มารดาได้เรียนรู้เห็นภาพของสรีระของเต้านม กระบวนการไหลของ น้ำนมก่อน จากนั้นใช้เทคนิคการสอนโดยไม่ใช้มือจับต้อง อ้างอิงจากงานวิจัยของคุณบุษกร จันทร์จรมานิตย์ พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลนครพิงค์ ซึ่งงานวิจัยนี้พบว่าการสอนโดยใช้เทคนิคไม่ใช้มือจับต้อง ส่งผลให้ มารดามีความมั่นใจในการเข้าเต้าให้นมบุตร และสามารถแก้ปัญหาตนเองได้มากกว่าการสอนแบบใช้มือจับต้อง ที่จะทำให้มารดาขาดความมั่นใจ และต้องการความช่วยเหลือทุกครั้งที่ให้นมบุตร โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ มีนาคม 2565 วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการใช้โปรแกรมส่งเสริมความรู้ ป้องกันภาวะหัวนมแตก เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. มารดามีความรู้เกี่ยวกับการให้นมบุตรมากขึ้น ร้อยละ 90 2. มารดามีระดับความเจ็บปวดหัวนมขณะให้นมบุตรลดลง มากกว่าร้อยละ 80 3. มารดาไม่เกิดภาวะหัวนมแตกเพิ่มขึ้นหลังการให้ความรู้ กลุ่มเป้าหมาย มารดาหลังคลอดที่อยู่กับทารก 24-72 ชั่วโมง ในหอผู้ป่วยสามัญสูติกรรม โดยมีเกณฑ์การคัดเลือก กลุ่มเป้าหมายดังนี้ 1. มารดาหลังคลอดครรภ์แรก ผลของการใช้โปรแกรมส่งเสริมความรู้ เพื่อป้องกันภาวะหัวนมแตก ในมารดาหลังคลอดครรภ์แรก
R&D ฝ่ายการพยาบาล 116 2. สามารถอ่าน เขียน และพูดภาษาไทยได้ Continuous Quality Improvement (CQI) 3. เป็นผู้ยินยอมให้ข้อมูลตามแบบสอบถาม ระยะเวลาดำเนินการ มีนาคม พ.ศ. 2565 - กรกฎาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. คัดเลือกมารดาหลังคลอดครรภ์แรกในช่วง 24-72 ชั่วโมง ที่เลี้ยงทารกด้วยตนเองตั้งแต่แรกคลอด และยินดีให้ข้อมูลตามแบบสอบถาม 2. ให้มารดาทดลองเข้าเต้าด้วยตนเอง และทำแบบทดสอบก่อนเรียนเพื่อประเมินตนเอง 3. ให้ความรู้เกี่ยวกับการกระบวนการไหลของน้ำนม และการป้องกันภาวะหัวนมแตก 4. สาธิตวิธีการเข้าเต้าให้นมบุตร โดยใช้หุ่นทารกและเต้านมปลอม ให้มารดาสังเกตและปฏิบัติตามไป พร้อม ๆ กัน 5. มารดาทำแบบทดสอบความรู้หลังเรียน และประเมินระดับความเจ็บปวดหัวนม ขณะให้นมบุตร ผลการดำเนินงาน 1. ข้อมูลส่วนบุคคลของมารดาหลังคลอด พบว่า มารดาหลังคลอดจำนวน 40 คน ร้อยละ 62.5 มีอายุ อยู่ระหว่าง 21-30 ปี ร้อยละ 60.0 มีการศึกษาระดับมัธยมตอนปลาย-ปวส.ร้อยละ 40.0 มีอาชีพเป็นพนักงาน บริษัท 2. ผลการประเมินระดับความรู้เปรียบเทียบก่อนและหลังการเรียนเรื่อง การป้องกันภาวะหัวนมแตก ขณะอยู่โรงพยาบาลพบว่า มารดาหลังคลอดครรภ์แรก ก่อนเรียนสามารถตอบคำถามผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 75.0 และหลังเรียนสามารถตอบคำถามผ่านเกณฑ์การประเมินเพิ่มขึ้น ร้อยละ 100 3. การประเมินระดับหัวนมแตกและการเจ็บปวดหัวนมขณะให้นมบุตรในมารดาหลังคลอดครรภ์แรก เปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคไม่ใช้มือจับต้อง พบว่า หลังการให้ความรู้ตาม โปรแกรมพบว่า มารดามีภาวะหัวนมแตกเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนร้อยละ 10.0 แต่มารดาสามารถให้นมบุตรได้ต่อ โดยระดับความเจ็บปวดลดลง 4. มารดาหลังคลอดครรภ์แรก มีระดับความเจ็บปวดหัวนมขณะให้นมบุตรลดลงจากก่อนเรียน ร้อยละ 65.0 มีระดับความเจ็บปวดเท่ากับก่อนเรียนร้อยละ 30.0 และปวดมากกว่าก่อนเรียน ร้อยละ 5.0 กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น 1. ประโยชน์ต่อมารดาและทารก มารดาหลังคลอดมีความรู้ความเข้าใจ สามารถเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาได้อย่างน้อย 6 เดือน 2. ประโยชน์ต่อหน่วยงาน มีโปรแกรมส่งเสริมความรู้มารดาหลังคลอดที่มีประสิทธิภาพ เน้นในมารดาหลังคลอดครรภ์แรกเพื่อลด
R&D ฝ่ายการพยาบาล 117 การเกิดปัญหาหัวนมแตก Continuous Quality Improvement (CQI) 3. ประโยชน์ต่อองค์กร 3.1 ผู้รับบริการมีความพึงพอใจ 3.2 ส่งเสริมนโยบายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือนหลังคลอด อุปสรรคในการพัฒนางาน 1. มารดาหลังคลอดมีความเหนื่อยล้า อ่อนเพลียหลังคลอด ทำให้เข้าเต้าผิดวิธี เป็นผลให้หัวนมเริ่ม แตกให้เห็นได้ 2. การสอนเรื่องการให้นมมีความจำเป็นต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ในระยะก่อนคลอด และสอนหลายๆ ครั้งในระยะหลังคลอดเพื่อทำการทบทวน เนื่องจากมารดาหลังคลอดอาจจะลืม ทำให้ไม่ได้ทำตามคำแนะนำ 3. ระยะเวลาการพักฟื้นในโรงพยาบาลน้อยเกินไป จึงทำให้ขาดเวลาในการทบทวนด้านการปฏิบัติตาม คำแนะนำ
R&D ฝ่ายการพยาบาล 118 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: สุรางคณา อยู่ทองหลาง, ฤทัยรัตน์ ทานอุทิศ, อลิสา แสงใส ที่ปรึกษา: อุบล ปัญจพงษ์ หน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญนรีเวชกรรม (18B) ที่มาและความสำคัญ หอผู้ป่วยสามัญนรีเวชกรรม 18B มีภารกิจในการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยตั้งแต่แรกรับจนกระทั่ง จำหน่าย ในกลุ่มผู้ป่วยนรีเวชกรรมเป็นหลัก จากสถิติปี 2563 มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษา เป็นผู้ป่วยนรีเวช จำนวน 971 ราย เฉลี่ย 80 รายต่อเดือน ซึ่งเป็นผู้ป่วยผ่าตัดทางนรีเวช เฉลี่ย 30 รายต่อเดือนได้แก่ ผ่าตัด มดลูก ผ่าตัดรังไข่ ท่อนำไข่ ซึ่งจะนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 5 วัน และผู้ป่วยขูดมดลูก จะนอนรักษาตัวใน โรงพยาบาล 2 วัน โดยแพทย์จะมาเยี่ยมผู้ป่วยช่วงเช้า และแจ้งผู้ป่วยในวันที่จำหน่าย และหน่วยงานได้ จำหน่ายผู้ป่วย จากการเก็บข้อมูลย้อนหลัง 3 เดือน พบว่าผู้ป่วยจำหน่ายก่อนเที่ยง 33% และจำหน่ายได้หลัง เที่ยง 77% ทางหน่วยงานจึงเห็นความสำคัญของการจำหน่ายผู้ป่วยให้ได้เร็วขึ้นก่อนเที่ยงเพื่อให้มีเตียงสำหรับ รับผู้ป่วยใหม่ วัตถุประสงค์ เพื่อเตรียมพร้อมผู้ป่วยให้จำหน่ายกลับบ้านได้ก่อนเที่ยง เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ อัตราผู้ป่วยผ่าตัดนรีเวชจำหน่ายกลับบ้านก่อนเที่ยง ≥ 70 % ระยะเวลาดำเนินการ มิถุนายน พ.ศ. 2564 - มีนาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. จัดทำแบบสอบถามความต้องการของผู้ป่วยและญาติเมื่อกลับบ้าน 2. กำหนดแนวทางการจำหน่ายผู้ป่วย 3. เก็บข้อมูล โดยชี้แจงให้ผู้ป่วยนรีเวชกรรมที่แพทย์นัดมาทำผ่าตัดมดลูก และ/หรือ รังไข่ทางหน้า ท้อง และผู้ป่วยที่ได้รับการขูดมดลูก รับทราบตั้งแต่รับใหม่ สอบถามความต้องการของผู้ป่วยและญาติเมื่อกลับ บ้านตามแบบ วันที่แพทย์จำหน่ายพยาบาลจัดเตรียมยา เอกสารใบรับรองแพทย์ ใบนัดให้พร้อม เคลียร์ค่า รักษาจำหน่ายผู้ป่วยตามแนวทาง และบันทึกเวลาที่จำหน่ายผู้ป่วย โครงการลดระยะเวลาในการจำหน่ายผู้ป่วยผ่าตัดนรีเวขกรรม หอผู้ป่วยสามัญนรีเวชกรรม (18B)
R&D ฝ่ายการพยาบาล 119 ผลการดำเนินงาน Continuous Quality Improvement (CQI) ผลองโครงการลดระยะเวลาในการจำหน่ายผู้ป่วยผ่าตัดนรีเวขกรรม หอผู้ป่วยสามัญนรีเวชกรรม พบว่า ผู้มารับบริการทั้งหมดตั้งแต่เดือน มีนาคม - เมษายน 2564 จำนวนทั้งสิ้น 15 ราย เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการ จำหน่ายช่วงเวลา 09.00 - 12.00 น จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 73.3 และมีผู้ป่วยที่ได้รับการจำหน่าย ในช่วงเวลา 12.01 - 17.00 น จำนวน 4 ราย คิดเป็นร้อยละ 26.7 และปัญหาที่ไม่สามารถกลับบ้านได้ได้แก่ 1) รอญาติมารับหลังเลิกงาน 2 ราย 2) ญาติติดธุระสะดวกมารับหลังเที่ยง 2 ราย ดังแสดงในตาราง ตารางที่ 1 ชนิดการผ่าตัด จำนวน ร้อยละ ในการจำหน่ายผู้ป่วยตามช่วงเวลา (n = 15) ชนิดผ่าตัด จำนวน (คน) จำหน่ายเวลา 9.00 - 12.00 น. คิดเป็น (%) จำหน่ายเวลา 12.01 - 17.00 น. คิดเป็น (%) Total hysterectomy 11 8 72.7 3 27.3 Dilation and curettage 4 3 75 1 25 รวม 15 11 73.3 4 26.7 บทเรียนที่ได้รับ การแจ้งผู้ป่วยและญาติให้ทราบล่วงหน้าว่าได้กลับบ้านเมื่อไหร่ จะช่วยให้ญาติได้เตรียมพร้อมรับผู้ป่วย ได้รวดเร็วขึ้น และผู้ป่วยมีความพึงพอใจในการบริการ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ การมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลได้รวดเร็ว และขั้นตอนการปฏิบัติต้องไม่มีความ ยุ่งยากซับซ้อน ผลการจำหน่ายที่รวดเร็ว คือการบริการที่ประทับใจ รับผู้ป่วยใหม่ได้เร็ว และเพิ่มรายได้ให้แก่ โรงพยาบาล
R&D ฝ่ายการพยาบาล 120 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: อมลรดา อนันตวุฒานุรักษ์, ลัดดาวัลย์ อาภัศราพงศ์, วชิราพร เดชะปรากรม ที่ปรึกษา: สุกานดา จันทรมหา, สุกัญญา ลาดซ้าย หน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญเคมีบำบัด (21D) ที่มาและความสำคัญ ยาเคมีบำบัดคือ สารเคมีที่ออกฤทธิ์ต้านหรือทำลายเซลล์มะเร็ง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเซลล์มะเร็ง ที่แบ่งตัวเร็วและต่อเนื่อง ซึ่งยาเคมีบำบัดจะออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง หลายรูปแบบ ทำให้ เซลล์ไม่สามารถแบ่งตัวต่อไปและตายในที่สุด นอกจากจะทำลายเซลล์มะเร็งแล้ว ยังมีผลกระทบต่อเซลล์ปกติที่ แบ่งตัวเร็วในร่างกายด้วย เป็นผลให้เกิดอาการข้างเคียงต่างๆ เช่น มีไข้ หนาวสั่น ซีด เหนื่อย อ่อนเพลีย มีจุด เลือดจ้ำเลือดตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บปากเจ็บคอ ท้องเสีย ผมร่วง อาการเหล่านี้มักเกิดหลังจากได้รับยา ประมาณ 7-14 วัน อาจพบผลข้างเคียงอื่นๆ เช่น ผิวหนังและเล็บเปลี่ยนสี ฝ่ามือฝ่าเท้ามีสีดำคล้ำและเจ็บ ชาปลายมือปลายเท้า มีบุตรยาก และอารมณ์แปรปรวน เป็นต้น ผลข้างเคียงที่พบในแต่ละอาการอาจมี ความจำเพาะต่อยาแต่ละชนิด หรือขนาดของยาที่ใช้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยแต่ละคนอาจตอบสนองต่อยาชนิดและ ขนาดเดียวกันแตกต่างกันได้ อาการข้างเคียงเหล่านี้มีหลายอย่างที่ป้องกันได้ โดยแพทย์ผู้รักษาจะเป็น ผู้พิจารณาให้ยา หรือมาตรการในการป้องกัน พยาบาลมีส่วนร่วมในการแก้ไข บรรเทา หรือป้องกันอาการ ดังกล่าว เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการรักษาจากยาสูงสุด โดยมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด หอผู้ป่วยสามัญเคมีบำบัด (21D) รับผู้ป่วยมะเร็งที่รับยาเคมีบำบัดทุกแผนก ในปีพ.ศ. 2564 มีจำนวน ผู้ป่วยให้ยาเคมีบำบัด จำนวน 485 ราย ผู้ป่วยแต่ละรายจะได้รับสูตรยาเคมีที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้ป่วยมีโอกาสเกิด ภาวะแทรกซ้อนหลังรับยาเคมีบำบัดที่แตกต่างกัน ทั้งระยะ Acute phase และ Delay phase อาจเกิดขึ้น ช่วงเวลาที่ผู้ป่วยกลับบ้านแล้ว ประมาณ 3 - 7 วันหลังรับยาเคมีบำบัด ซึ่งพบปัญหาว่าผู้ป่วยบางราย ขาด ความรู้ ไม่สามารถจัดการกับอาการข้างเคียงดังกล่าวได้ ผู้ป่วยจะโทรศัพท์กลับมาสอบถามที่หน่วยงาน หรือ บางรายเดินทางมาพบแพทย์ ทั้งที่อาการข้างเคียงบางอย่างสามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง หน่วยงานเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ จึงจัดทำโครงการจบปัญหา ปรึกษาเราผ่าน “Line official account” เพื่อให้คำปรึกษาการปฏิบัติตนหลังรับยาเคมีบำบัด และติดตามผลข้างเคียงหลังรับยาเคมีบำบัดโดย ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาล การใช้ Line official account เป็นการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและทีม พยาบาลแบบ 1 ต่อ 1 ไม่เปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยในที่สาธารณะ อีกทั้งยังมีความสะดวก และรวดเร็วเมื่อผู้ป่วยมี อาการผิดปกติ เช่น ผื่นขึ้นหลังให้ยาเคมีบำบัดสามารถสื่อสารเป็นรูปภาพ เสียงได้ ซึ่งสามารถให้คำแนะนำได้ ชัดเจน โครงการนี้จะเป็นการตอบสนองการบริการให้ผู้ป่วยพึงพอใจและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ โรงพยาบาล เพื่อพัฒนาบริการการรักษาพยาบาล ตามมาตรฐานสากล จบปัญหา ปรึกษาเราผ่าน “Line official account”
R&D ฝ่ายการพยาบาล 121 วัตถุประสงค์ Continuous Quality Improvement (CQI) 1. เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดมีช่องทางปรึกษาปัญหาที่พบหลังรับเคมีบำบัดผ่าน Line official account 2. เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดสามารถจัดการผลข้างเคียงหลังรับยาเคมีบำบัดและปัญหา เมื่อได้รับการปรึกษาผ่าน Line official account 3. เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดพึงพอใจ เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด เมื่อกลับบ้านสามารถปรึกษาผ่าน Line official account ≥ 80% 2. ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด สามารถจัดการอาการข้างเคียงหลังรับยาเคมีบำบัดและปัญหา เมื่อได้รับการปรึกษาผ่าน Line official account ≥ 90% 3. ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดมีระดับความพึงพอใจอยู่ระดับมากขึ้นไป ระยะเวลาดำเนินกิจกรรม ตุลาคม พ.ศ. 2565 - มีนาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. รวบรวมปัญหาและวิเคราะห์ปัญหา สร้าง Line official account เฉพาะหอผู้ป่วยสามัญเคมีบำบัด (21D) พร้อมทั้งจัดทำทีมแอดมิน (พยาบาลประจำหอผู้ป่วย) 2. แนะนำทีมแอดมิน (พยาบาลประจำหอผู้ป่วย) เรื่องการใช้Line official account เพื่อให้ทีม แอดมินตอบปัญหาและมีแนวทางในการดูแล และตอบคำถามผู้รับบริการ ให้เป็นไปทิศทางเดียวกัน 3. คัดเลือกผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดเข้าร่วม โดยต้องมีโทรศัพท์ที่สามารถใช้Line official ได้ 4. เพิ่มผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดและแพทย์อนุญาตให้กลับบ้าน เข้าร่วม Line official ซึ่งจะ เป็นการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและทีมพยาบาล แบบ 1 ต่อ 1 และไม่เปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยในที่สาธารณะ 5. ผู้ป่วยเพิ่มเป็นเพื่อนใน Line OA “SOMDEJCHEMO” โดยแสกนคิวอาร์โค้ดด้านล่าง
R&D ฝ่ายการพยาบาล 122 Continuous Quality Improvement (CQI) 6. พยาบาลบันทึกประวัติข้อมูลผู้ป่วย สูตรยาที่ได้รับในโน้ตผู้ป่วยแต่ละราย 7. ติดตามอาการผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด และซักถามอาการผิดปกติหลังรับยาเคมีบำบัด 5 - 7 วัน 8. ติดตามอาการผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด และซักถามอาการผิดปกติหลังรับยาเคมีบำบัด 5-7 วัน ผลการดำเนินงาน ผู้ป่วยมะเร็งที่มารับยาเคมีบำบัด ได้รับคำปรึกษาและติดตามอาการผ่าน Line official account ทั้งหมด 30 ราย เป็นเพศหญิง 24 ราย คิดเป็นร้อยละ 80.0 เพศชาย 6 ราย คิดเป็นร้อยละ 20 อายุที่พบมาก
R&D ฝ่ายการพยาบาล 123 ที่สุดอยู่ระหว่าง 37 - 47 ปี คิดเป็นร้อยละ 43.3 Continuous Quality Improvement (CQI) 1. ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด เมื่อกลับบ้านสามารถปรึกษาผ่าน Line official account ≥ 80% ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด ได้สมัครเป็นสมาชิกกลุ่ม Line official account ทั้งหมด 30 ราย มี ผู้ป่วยที่ได้รับการปรึกษาผ่าน Line official account จำนวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 73.3 ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการ ปรึกษาผ่าน Line official account คิดเป็นร้อยละ 26.7 เนื่องจากผู้ป่วยไม่มีภาวะแทรกซ้อน และสามารถ จัดการอาการข้างเคียง และปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง 2. ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด สามารถจัดการอาการข้างเคียงหลังรับยาเคมีบำบัดและปัญหา เมื่อได้รับการปรึกษาผ่าน Line official account ≥ 90% ผู้ป่วยที่ได้รับการปรึกษาผ่าน Line official account จำนวน 22 คน สามารถจัดการอาการข้างเคียง หลังรับยาเคมีบำบัดและปัญหาได้ร้อยละ 100 โดยอาการข้างเคียงที่พบมากที่สุด เช่น คลื่นไส้ อาเจียน และ อาการเพลียคิดเป็นร้อยละ 10.0 รองลงมาเป็นอาการแผลในปาก แสบปาก และท้องเสียคิดเป็นร้อยละ 6.7 ปัญหาอื่นๆ เมื่อกลับบ้าน เช่น ไม่แน่ใจวันมาตรวจตามนัด ต้องการทราบผล LAB, สอบถามเรื่องการฉีดยา กระตุ้นเม็ดเลือด เป็นต้น ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 จำนวน ร้อยละ ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดสามารถจัดการอาการข้างเคียงหลังรับยาเคมี บำบัดและปัญหา เมื่อได้รับการปรึกษาผ่าน Line official account (n = 30) อาการข้างเคียง จำนวนผู้ป่วยที่เกิด อาการข้างเคียง ความสามารถในการจัดการอาการข้างเคียงฯ ปฏิบัติได้ ร้อยละ ปฏิบัติไม่ได้ ร้อยละ 1. แผลในปาก แสบปาก 2 2 100 0 0 2. ท้องเสีย 2 2 100 0 0 3. ท้องผูก 1 1 100 0 0 4. สีผิวเข้มขึ้น 1 1 100 0 0 5. คลื่นไส้ อาเจียน 3 3 100 0 0 6. เพลีย 3 3 100 0 0 7. ผื่นคัน 1 1 100 0 0 8. ปวดท้อง 1 1 100 0 0 9. การรับประทานอาหาร 1 1 100 0 0 10. ชาปลายมือ ปลายเท้า 1 1 100 0 0 11. อื่นๆ เช่น การตรวจตามนัด การฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือด, LAB 6 6 100 0 0 12. ไม่มีอาการ 8 - - - -
R&D ฝ่ายการพยาบาล 124 3. ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดมีระดับความพึงพอใจอยู่ระดับมากขึ้นไป Continuous Quality Improvement (CQI) ระดับความพึงพอใจโดยรวมของผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดที่รับคำปรึกษาผ่าน Line official account อยู่ในระดับมากที่สุด มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.78 (SD = 0.45) ดังแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความพึงพอใจของผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดใน การรับคำปรึกษาผ่าน Line official account (n = 30) หัวข้อประเมินความพึงพอใจ x SD ระดับความพึงพอใจ 1. ผู้รับบริการมีความพึงพอใจการรับคำปรึกษาผ่าน Line official account 4.77 0.49 มากที่สุด 2. ผู้รับบริการได้รับข้อมูล/คำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ผ่านLine official account ได้ครบถ้วน 4.77 0.49 มากที่สุด 3. หลังได้รับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ ภาวะแทรกซ้อนจาก การได้รับยาเคมีบำบัดมีอาการทุเลาลง 4.70 0.52 มากที่สุด 4. Line official account เป็นช่องทางในการเข้าถึงเจ้าหน้า ได้สะดวก รวดเร็ว 4.88 0.30 มากที่สุด รวม 4.78 0.45 มากที่สุด บทเรียนที่ได้รับ 1. การใช้ Line official account เป็นสิ่งที่ใหม่ ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมและมีการทดลองใช้ และ แนะนำทีมงานให้เข้าใจตรงกัน 2. ต้องอาศัยความร่วมมือจากทีมงานในการเข้าไปตอบคำถามผู้ป่วย ปัจจัยแห่งความสำเร็จ การทำงานเป็นทีมและการได้รับการสนับสนุนเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเสร็จ
R&D ฝ่ายการพยาบาล 125 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: พิชชาวีร์ นันทวานิช, เพชรลดา แจ้งกระจ่าง, นิศารัตน์ รุ่งโรจน์ชำนาญกิจ, ศิริภัทรา กล้วยไม้, กวินณา สีหาวัตร, กัญชริกา ประมวล, สุรางคนางค์ พงษ์ลิขิตตานนท์ หน่วยงาน: หอผู้ป่วยพิเศษสูติกรรม (23A) ที่มาและความสำคัญ หอผู้ป่วยพิเศษสูติกรรม (23A) พบว่า มารดาที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ขาดความรู้ความ สามารถในการดูแลตนเองในด้านโภชนาการ มีความวิตกกังวลและกลัวในการฉีดอินซูลินทางหน้าท้อง หน่วยงานได้เล็งเห็นความสำคัญจึงจัดทำวิดีโอนำเสนอการฉีดอินซูลินในมารดาที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และแผ่นพับการเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับโรค ผ่าน QR code เพื่อให้มารดาที่มีภาวะเบาหวาน ขณะตั้งครรภ์มีความรู้ความสามารถในการดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องและทารกปลอดภัย จึงจัดทำโครงการ “รู้ทันเบาหวาน คุณแม่เบาใจ” ขึ้น วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้มารดาที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีความรู้ความสามารถในการดูแลตนเองด้าน โภชนาการได้ถูกต้อง 2. เพื่อให้มารดาที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีความรู้ ความมั่นใจในการฉีดอินซูลินทางหน้าท้อง 3. เพื่อให้มารดาที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์สามารถเรียนรู้และดูซ้ำได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere & Anytime) ระยะเวลาดำเนินการ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 - 30 กันยายน พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. จัดทำวิดิโอการสอนฉีดยาอินซูลินทางหน้าท้อง 2. ติดต่อสหสาขาวิชาชีพ นักโภชนาการ เพื่อร่วมจัดทำแผ่นพับให้ความรู้เรื่องภาวะโภชนาการใน มารดาที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 3. จัดทำแบบประเมินก่อน-หลัง การดูวิดิโอสอนฉีดยาอินซูลิน และแผ่นพับให้ความรู้เรื่องภาวะ โภชนาการในมารดาที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 4. จัดทำแบบประเมินความพึงพอใจต่อวิดิโอสอนฉีดยาอินซูลิน และแผ่นพับให้ความรู้เรื่องภาวะ โภชนาการในมารดาที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ รู้ทันเบาหวาน คุณแม่เบาใจ
R&D ฝ่ายการพยาบาล 126 Continuous Quality Improvement (CQI) ภาพแสดง QR code ของสื่อการสอน ผลการดำเนินงาน ตั้งแต่ดำเนินโครงการมีมารดาที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์เพียง 2 ราย Case ที่ 1 มารดา G2P1 GA 38 Wks. with GDM ฉีด RI (22-18-18) ก่อนอาหาร 3 มื้อ ควบคุมระดับ น้ำตาลได้ดี คลอดบุตรเพศหญิง น้ำหนัก 3,945 กรัม Apgar score 8, 9, 10 ไม่มีภาวะแทรกซ้อน Case ที่ 2 มารดา G1P0 GA 29 Wks. with GDM ฉีด RI 24 unit ก่อนอาหาร 3 มื้อ, NPH 24 unit ก่อนนอน มาพบแพทย์ตามนัดตลอด ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี อยู่ในช่วง 80-140 mg% ผลการทำแบบทดสอบหลังดูวิดีโอสอนฉีดอินซูลิน และหลังการอ่านแผ่นพับภาวะโภชนาการใน มารดาที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์คะแนนมากกว่าก่อนดูวิดีโอและอ่านแผ่นพับ จะเห็นได้ว่ากลุ่มตัวอย่าง ทั้ง 2 ราย สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี และทารกที่คลอดออกมาไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน บทเรียนที่ได้รับ ทางทีมผู้จัดทำได้ทำการเก็บข้อมูลในช่วงปี 2564 - เม.ย. 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ทำให้ทางโรงพยาบาลกำหนดนโยบายในการลดเคสที่ Admit และทางหอผู้ป่วย พิเศษสูติกรรม (23A) ได้ปรับรูปแบบหอผู้ป่วยเป็น Cohort ward เพื่อดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ในแม่และเด็ก จึงทำให้ได้กลุ่มตัวอย่างน้อยเกินไป อุปสรรคในการพัฒนางาน การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) แผนการที่จะพัฒนาต่อเนื่องต่อไป จากปัญหาดังกล่าว ทางทีมผู้จัดขอเสนอให้หลังจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) เข้าสู่สถานการณ์ปกติ ให้ดำเนินการต่อ เพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำ เชื่อถือได้และนำโครงการไปปรับใช้ ในหอผู้ป่วยอื่นๆ ที่รับผู้ป่วยที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์
R&D ฝ่ายการพยาบาล 127 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: ภัทรธรินทร์ ทรัพย์ศิริ, ภัทราภรณ์ เดี่ยวไธสง, กัลยกรพัชร์ วัชรวิบายสมุทร, ละออง โพธิ์นา, วรรณวิภา ปฎิพันธ์ ที่ปรึกษา: อุษา ภูชฎาภิรมย์ หน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญอายุรกรรมหญิง 1 (22A) ที่มาและความสำคัญ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนคาปัสสาวะ (Catheter-associated urinary tract infection: CAUTI) คือ การติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะที่เกิดในผู้ป่วยที่ใส่สายสวนคา ปัสสาวะนานกว่า 48 ชั่วโมง หรือภายใน 48 ชั่วโมงหลังถอดสายสวนคาปัสสาวะออก การติดเชื้อในระบบ ทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนคาปัสสาวะ เป็นการติดเชื้อที่พบได้บ่อยในโรงพยาบาล โดยผลการ รายงานของเครือข่ายความปลอดภัยด้านสุขภาพของสหรัฐอเมริกา (National Healthcare Safety Network/ NHSN 2019 - 2020) พบอุบัติการณ์การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนคา ปัสสาวะ 0.69 ในปี 2019 และเพิ่มขึ้นเป็น 0.82 ในปี 2020 คิดเป็นร้อยละ 19.0 และนําไปสู่การเกิดภาวะ Systemic inflammatory response syndrome (SIR), (Infection control & hospital epidemiology, 2022) สำหรับการศึกษาในประเทศไทย พบอัตราการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะประมาณร้อยละ 40.0 ของการติดเชื้อในโรงพยาบาลทั้งหมด และการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนคา ปัสสาวะพบได้ร้อยละ 70.0 ของการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของ Secondary nosocomial BSI ถึงร้อยละ 17-20 และสายสวนปัสสาวะเป็นรังโรคของเชื้อดื้อยา (Agency for Healthcare Research and Quality, 2020) จากการทบทวนอัตราการติดเชื้อในโรงพยาบาล ของโรงพยาบาลสมเด็จ พระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย ตามปีงบประมาณ 2563 - 2565 พบว่า การติดเชื้อในระบบ ทางเดินปัสสาวะเป็นอันดับหนึ่งของการติดเชื้อในโรงพยาบาล โดยพบการติดเชื้อทั้งหมด 33 ครั้ง แบ่งเป็นการ ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ 12 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 36.4 และการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่ สัมพันธ์กับการใส่สายสวนคาปัสสาวะ 21 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 63.6 หอผู้ป่วยสามัญอายุรกรรมหญิง 1 ให้บริการผู้ป่วยหญิงอายุ 15 ปี ขึ้นไป ที่มีปัญหาทางโรคทาง อายุรกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่มีภาวะวิกฤต ผู้ป่วยที่มีความจําเป็นตามสภาวะของโรค สภาพผู้ป่วย และ แผนการรักษาที่ทำให้ต้องใส่สายสวนคาปัสสาวะเป็นระยะเวลานาน ซึ่งมีโอกาสทำให้มีการติดเชื้อในระบบ ทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลนานขึ้น และเพิ่มค่าใช้จ่ายในการรักษา ผู้ป่วยที่ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะภายหลังการใส่สายสวนปัสสาวะ เป็นการติดเชื้อใน โรงพยาบาลอันดับแรกของหน่วยงาน จากการวิเคราะห์ข้อมูลของหน่วยงานพบว่าในเดือน สิงหาคม กันยายน และตุลาคม 2564 พบผู้ป่วยที่ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ 5.52, 3.82, 3.18 ครั้ง/1000 วันใส่สาย Learning culture ต่อการลด CAUTI ในหอผู้ป่วยสามัญอายุรกรรมหญิง 1 (22A)
R&D ฝ่ายการพยาบาล 128 ตามลำดับ จึงได้มีการทบทวนปัญหาที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมีแนวโน้มสูงกว่า Continuous Quality Improvement (CQI) เป้าหมายที่ตั้งไว้ จากการทบทวนพบว่า การประเมินและการบันทึกตาม CAUTI BUNDLE ไม่ครบถ้วน รวมไป ถึงการปฏิบัติตาม CAUTI BUNDLE ยังไม่ถูกต้องและครบถ้วน จากความเร่งรีบและภาระงานมาก Safety culture ทำให้พฤติกรรมของคนในสังคมที่แสดงถึงลักษณะและทัศนคติ ที่เกี่ยวกับความ ปลอดภัย โดยลักษณะของวัฒนธรรมด้านความปลอดภัย การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นใน องค์กร จะช่วยให้องค์กรมีภูมิคุ้มกัน ทำให้สามารถตรวจจับ ป้องกัน แก้ปัญหาที่เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยและ ผู้ปฏิบัติงานได้ดีขึ้นและยั่งยืน และ CAUTI เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากเป็นมาตรฐานสำคัญจำเป็นต่อความ ปลอดภัย 9 ข้อ ทางหน่วยงานจึงนําแนวคิดในเรื่อง Safety culture ในประเด็น Learning culture มาช่วยใน การปรับเปลี่ยนแนวคิด การเรียนรู้ เพื่อสร้างความตระหนักให้กับทีมสุขภาพในหน่วยงาน ในการดูแลผู้ป่วย ปลอดภัย เจ้าหน้าที่ปลอดภัย และก่อเกิดการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานของหน่วยงานให้มีความ ปลอดภัย รวมไปถึงการลดอัตราการติดเชื้อภายหลังการใส่สายสวนคาปัสสาวะในหน่วยงาน วัตถุประสงค์ 1. เพื่อลดอัตราการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนคาปัสสาวะ (CAUTI) 1000 วันใส่สายสวนปัสสาวะ 2. เพื่อให้บุคลากรในหน่วยงานมีวัฒนธรรมการเรียนรู้ต่อความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วยที่ใส่สายสวน ปัสสาวะ โดยสามารถปฏิบัติตามแนวทางได้ (PCI: CAUTI Precaution) เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. อัตราการติดเชื้อ CAUTI < 2 ครั้ง/ 1000 วันใส่สายปัสสาวะ 2. มีวัฒนธรรมเรียนรู้ ความปลอดภัยต่อการลด CAUTI โดยปฏิบัติตามแนวทาง CAUTI precaution มากกว่าร้อยละ 80 ระยะเวลาดำเนินการ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 - 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ การดำเนินการใช้แนวคิด Damming model ร่วมกับ Learning safety เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็น ระบบ ครบวงจรอย่างต่อเนื่อง และทำให้การดําเนินงานมีประสิทธิภาพ คุณภาพเพิ่มขึ้น และผู้ป่วยได้รับ ประโยชน์สูงสุด 1. ขั้นตอนการวางแผน (P: Plan) 1.1 ประชุมคณะทำงาน CAUTI ของหอผู้ป่วย 1.2 ศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุการเกิด CAUTI ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย 1.3 กำหนดตัวชี้วัด และแนวทางการปฏิบัติเพื่อลดการเกิด CAUTI
R&D ฝ่ายการพยาบาล 129 2. ขั้นตอนการลงมือปฏิบัติ (D: Do) Continuous Quality Improvement (CQI) 2.1 การประชุมร่วมกันกับแพทย์ใช้ทุน พยาบาล และผู้ช่วยพยาบาล ให้เข้าใจปัญหา และข้อสรุป เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อแก้ไขร่วมกัน 2.2 ทบทวน EBP ที่เกี่ยวข้องกับ CAUTI และมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในการประชุม ประจำเดือนของหน่วยงาน 2.3 มีกิจกรรมพัฒนาเพิ่มเติมจาก CAUTI BUNDLE ร่วมกัน โดยใช้ PN Foley’s catheter, Nurse Foley’s catheter 2.3.1 การทำหน้าที่ของ PN Foley’s catheter: monitorและส่งรูป ระบุจำนวนผู้ป่วย เตียง สีของแพทย์ สื่อสารให้ทุกคนติดตามร่วมกัน 2.3.2 หัวหน้างานติดตาม Morning round เพื่อสื่อสารให้เจ้าหน้าที่ทุกคนรับทราบเคส 2.3.3 แจ้งแพทย์เจ้าของไข้ทุกเช้า เพื่อพิจารณาร่วมกันในรายที่ใส่ Foley’s catheter เกิน 5 วัน และไม่มีความจําเป็น แพทย์จะพิจารณาในการถอดสาย Foley’s catheter 2.3.4 มีการพัฒนาที่รองสาย Foley’s catheter จากชามกระดาษเพื่อป้องกันสายปัสสาวะ ถึงพื้น และพัฒนาเป็นกล่องพลาสติก เพื่อลดค่าใช้จ่าย ดังรูป 3. ขั้นตอนการตรวจสอบ (C: Check) หลังจากดำเนินการและได้พัฒนากิจกรรมร่วมกับผู้เกี่ยวข้องในหอผู้ป่วย โดยการสุ่มตรวจ ประเมินทุกวัน พบว่า ยังมีบุคลากรบางท่านไม่ได้ปฏิบัติตาม CAUTI BUNDLE ครบทุกข้อ จึงมีการทบทวน ทุกสัปดาห์ และการประชุมประจำเดือน จากนั้นติดตามผล พบว่า มีการปฏิบัติตามมาตรการ โดยต้องมีการ นิเทศติดตาม รวมทั้งแพทย์ เพื่อพูดคุยร่วมกันทุกเช้าในการพิจารณาร่วม เพื่อถอดสายสวนปัสสาวะ ในรายที่ใส่
R&D ฝ่ายการพยาบาล 130 สายสวนคาปัสสาวะเกิน 5 วัน ในผู้ป่วยที่ไม่จำเป็นต้องใส่สายสวนคา โดยแพทย์เจ้าของไข้ ร่วมพิจารณากับ Continuous Quality Improvement (CQI) พยาบาลเจ้าของไข้ในแต่ละวัน ขั้นตอนการปรับปรุงปัญหา (A: Action) 1. มีการทบทวน Morning diary ทุกวัน ในผู้ป่วยที่ใส่สายสวนคาปัสสาวะไว้ ร่วมกับเจ้าหน้าที่และ แพทย์เจ้าของไข้ เพื่อร่วมกันพิจารณา 2. หัวหน้าหอติดตามนิเทศร่วมกับ IC ward nurse เพื่อเตือนและเน้นยํ้าการปฏิบัติตาม CAUTI BUNDLE และ CAUTI Precaution 3. รายงานผลการติดเชื้อ CAUTI ประจำเดือน ให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับรับทราบ และร่วมกัน วิเคราะห์ ปัจจัยร่วม นํามาทบทวนและทำ PDCA ร่วมกัน ผลการดำเนินงาน 1. อัตราการติดเชื้อ CAUTI < 2: 1000 วันใส่สวนปัสสาวะ จากผลการดําเนินงาน พบว่าการนํา แนวทางพัฒนาเรียนรู้ Learning safety ไปสู่การปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยที่ใส่สายสวนคาปัสสาวะไว้ ผลลัพธ์มี แนวโน้มของอัตราการติดเชื้อ CAUTI ลดลง การติดตามความต่อเนื่อง และการทำงานเป็นทีม โดยการใช้ 3C และ DALI ในการทำ PDCA เป็นตัวขับเคลื่อนด้วยมิติคุณภาพ จะช่วยลดอัตราการติดเชื้อ CAUTI ในหอผู้ป่วย ลดลง แต่การลดลงของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในผู้ป่วยที่ใส่สายสวนคาปัสสาวะ ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทางหน่วยงานได้มีการประชุมสื่อสารทุกเดือนเพื่อติดตามและวิเคราะห์ปัญหาร่วมกัน ทั้งนี้ต้องมีการนําเรื่อง Behavior change มาเป็นกลยุทธ์ในการขับเคลื่อน PDCAครั้งที่ 2 ต่อไป ร่วมกับ Learning culture ใน หน่วยงานและการฝ้าระวังในผู้ป่วยที่เป็น Host เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งต้องอาศัย CAUTI prevention team ในหน่วยงานต่อไป ตารางที่ 1 แสดงจำนวนอุบัติการณ์ การเกิดการติดเชื้อในผู้ป่วยที่ใส่สายสวนคาปัสสาวะไว้ เดือน จำนวนครั้งการติดเชื้อ จำนวนวันใส่สายสวน Incidence/1000 cath day มกราคม 2565 2 ครั้ง 292 6.85 กุมภาพันธ์2565 2 ครั้ง 235 7.63 มีนาคม 2565 3 ครั้ง 236 12.71 เมษายน 2565 2 ครั้ง 249 8.03 พฤษภาคม 2565 4 ครั้ง 249 16.06 มิถุนายน 2565 1 ครั้ง 310 3.22 กรกฎาคม 2565 1 ครั้ง 194 5.14 สิงหาคม 2565 1 ครั้ง 237 4.21
R&D ฝ่ายการพยาบาล 131 2. บุคลากรในหน่วยงานปฏิบัติตาม CAUTI BUNDLE > 80% Continuous Quality Improvement (CQI) ตารางที่ 2 แสดงร้อยละของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตาม CAUTI precaution CAUTI Precaution ร้อยละของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติ ผู้ช่วยพยาบาล พยาบาล 1. ประเมินการใส่สายสวนคาปัสสาวะตามข้อบ่งชี้ทุกวัน 100 NA 2. ทำความสะอาดมือก่อน/ หลังสัมผัสสายสวนปัสสาวะ 100 100 3. ดูแลระบบสายปัสสาวะให้เป็นระบบปิดทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธ์ และขาหนีบด้วยน้ำสบู่อยางน้อยวันละ 2 ครั้ง (เช้า, เย็น) และซับให้แห้ง NA 100 4. ทำความสะอาดด้วยน้ำสบู่ภายหลังถ่ายอุจจาระทุกครั้งและซับให้แห้ง NA 100 สรุปผลจากตารางแสดงข้างต้น พบว่า มีการปฏิบัติหน้าที่ความรับผิดชอบตามแต่ละระดับของพยาบาล และผู้ช่วยพยาบาล และการติดตาม นิเทศตามระบบ โดยหัวหน้าหน่วยงาน พบว่าบุคลากรปฏิบัติตามแนวทาง CAUTI precaution ร้อยละ 100 อัตราการติดเชื้อที่สูงเกินเป้าหมายเนื่องจากปัจจัยของผู้ป่วย ด้วยโรค ประจําตัว อายุ ระยะเวลาในการใส่สายสวนปัสสาวะคาไว้ด้วยโรคที่มีความจําเป็น ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ใช้เครื่องช่วยหายใจมากกว่า 7 วัน และเป็นผู้ป่วยที่ไม่สามารถบอกถึงการขับถ่ายได้จากการพัฒนาคุณภาพ สรุปเป็น One page learning safety ต่อการลดการติดเชื้อ CAUTI
R&D ฝ่ายการพยาบาล 132 บทเรียนที่ได้รับ Continuous Quality Improvement (CQI) 1. การนํากระบวนการดูแลโดยใช้ Patient focus ร่วมกับ 3C DALI ในการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยที่ ใส่สายสวนคาปัสสาวะ เพื่อลดอัตราการติดเชื้อ CAUTI จะทำให้เกิดการดูแลที่มีคุณภาพต่อเนื่อง 2. การใช้ Learning safety ร่วมกับการบูรณาการทำงานร่วมกับแพทย์และผู้เกี่ยวข้อง จะทำให้เป็น ส่วนหนึ่งในการพัฒนาความปลอดภัยตามมาตรฐานจําเป็น 9 ข้อ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือในการมีส่วนร่วม ทำงานเป็นทีม การสื่อสาร การสร้างบุคคลที่มีส่วนในการปรับเปลี่ยน และการเสริมแรงทางบวกในทีม เพื่อ ความต่อเนื่องที่ยั่งยืน ปัจจัยแห่งความสำเร็จ 1. การส่งมอบความต้องการให้ผู้รับบริการปลอดภัย ต้องอาศัยความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ เกี่ยวข้องทุกระดับ เพื่อให้เป้าหมายนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับบริการ 2. การติดตาม การนิเทศหน้างานในงานประจำ โดยใช้ Safety culture ร่วมกับ NEWS ในการดูแล ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง ต้องใช้การมีส่วนร่วม เพื่อคุณภาพการดูแลตามมาตรฐานความปลอดภัย 3. การสร้างแกนนําในหอผู้ป่วยให้เข้มแข็ง และสร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบ ผลลัพธ์ของการดูแล ผู้ป่วย เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ ค้นหา รวมทั้งการสร้างแรงจูงใจให้มีการปฏิบัติต่อเนื่อง ปัญหาและอุปสรรค 1. การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้นําปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องมาศึกษา เช่น โรคร่วมของผู้ป่วย จำนวนผู้ป่วยที่มีภาวะ กึ่งวิกฤต และจำนวนบุคลากรในสถานการณ์โควิดที่ไม่เพียงพอ 2. Learning safety เป็นส่วนที่ต้องปลูกฝังในงานประจำ ต้องอาศัย Behavior change ของคนใน หน่วยงาน โดยการร่วมกัน Share success and failure ร่วมกันของบุคลากรในหน่วยงาน เพื่อการดูแลที่ ต่อเนื่องในผู้ป่วยที่ใส่สายสวนคาปัสสาวะให้เป็นไปตามมาตรฐาน และการประเมิน Compliance hand hygiene ร่วมกับแพทย์ ในการเฝ้าระวังติดตามทุกวัน เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาให้มีความต่อเนื่อง เนื่องจากแพทย์มี การสับเปลี่ยนกันทุกเดือน ต้องให้ข้อมูลเป็นรายๆ เพื่อความชัดเจนในการสื่อสาร นอกจานี้ต้องอาศัยกลยุทธ์ การสร้าง Behavior change ของบุคลากรทุกคนในหน่วยงาน
R&D ฝ่ายการพยาบาล 133 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: ประภาศิริ เหมือนปิ๋ว, อนัญพร ภัคพงศ์โยธิน, กมลวรรณ ทองมี ที่ปรึกษา: สิริรัตน์ พันธุ์เจริญ, กนกพร ชนัญญูวิชญ์ภาส หน่วยงาน: ตึกสว่างวัฒนา ที่มาและความสำคัญ เนื่องจากการระบาดของโรคอุบัติใหม่ (COVID-19) ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2564 ทางตึกสว่างวัฒนา จึงได้รับดูแลผู้ป่วยโรคอุบัติใหม่ (COVID-19) ที่มีอาการในระดับความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น มีผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องใส่ ท่อช่วยหายใจ และมีการใส่สายวัดและติดตามความดันโลหิตทางหลอดเลือดแดง (Arterial line) ต่อกับชุดวัด ความดัน (Pressure transducer) ซึ่งอุปกรณ์นี้เดิมใช้เฉพาะในหอผู้ป่วยวิกฤต ICU เท่านั้น เนื่องจากพยาบาล ตึกสว่างวัฒนาส่วนใหญ่ไม่ได้ผ่านการอบรมเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยวิกฤต จึงทำให้ความสามารถในการจัดเตรียม อุปกรณ์ล่าช้าไม่ครบ การช่วยแพทย์ทำหัตถการไม่ถูกต้องมีประสิทธิภาพน้อย และการดูแลผู้ป่วยเกิด ภาวะแทรกซ้อนภายหลังจากการใส่สาย Arterial line ทางหน่วยงานจึงเห็นความสำคัญของเรื่องนี้จึงจัดทำ กิจกรรม “การเพิ่มพูนความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยที่ใส่สาย Arterial line” วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้พยาบาลมีความรู้เกี่ยวกับหลักการทำงานของสายสวนคาหลอดเลือดแดง (Arterial line) 2. เพื่อให้พยาบาลมีความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย COVID-19 ระยะวิกฤต ที่ใส่สายสวนคาหลอดเลือด แดง (Arterial line) ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมการทำหัตถการ ขณะใส่ และขณะถอดสายสวนคาหลอดเลือด แดง 3. เพื่อป้องกันและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย ได้แก่ ภาวะเลือดออกง่าย ลิ่มเลือดอุด ตัน และการติดเชื้อ ในผู้ป่วยที่ใส่สายสวนคาหลอดเลือดแดง (Arterial line) เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. พยาบาลมีคะแนนความรู้เฉลี่ยหลังการทบทวนความรู้เรื่องแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ใส่สาย Arterial line มากกว่าก่อนการทบทวนความรู้ 2. พยาบาลนำความรู้ไปใช้ภายหลังการทบทวนความรู้ ร้อยละ 100 3. อัตราการเกิดอุบัติการณ์ผู้ป่วยเกิดเภาวะแทรกจากการใส่สาย Arterial line อุดตัน เลือดออกง่าย และติดเชื้อ เท่ากับ 0 การเพิ่มพูนความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วย COVID-19 ระยะวิกฤต ที่ใส่สายสวนคาหลอดเลือดแดง (Arterial line)
R&D ฝ่ายการพยาบาล 134 กลุ่มเป้าหมาย Continuous Quality Improvement (CQI) ผู้ป่วย COVID-19 ระยะวิกฤต ที่ใส่สายสวนคาหลอดเลือดแดง (Arterial line) จำนวน 12 ราย ระยะเวลาดำเนินการ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564 - 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ จัดทำคู่มือการดูแลผู้ป่วย COVID-19 ระยะวิกฤต ที่ใส่สายสวนคาหลอดเลือดแดง (Arterial line) นำมาให้ความรู้แก่พยาบาลในหน่วยงานและฝึกปฏิบัติให้เกิดความเชี่ยวชาญ ผลการดำเนินงาน 1. พยาบาลมีความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย COVID-19 ระยะวิกฤตที่ใส่สายสวนคาหลอดเลือดแดง (Arterial line) ทุกขั้นตอนตั้งแต่ การเตรียมการทำหัตถการ ขณะใส่สายสวนคาหลอดเลือดแดง และขณะถอด สายสวนคาหลอดเลือดแดง มีความมั่นใจในการปฏิบัติงานตามขั้นตอน และสามารถดูแลผู้ป่วยเป็นไปในทาง เดียวกัน 2. ผู้ป่วย COVID-19 ระยะวิกฤต ที่ใส่สายสวนคาหลอดเลือดแดง (Arterial line) จำนวน 12 ราย ที่ ได้รับการดูแลจากพยาบาลตึกสว่างวัฒนา ภายหลังจากการเพิ่มพูนทักษะและให้ความรู้ พบสายเลื่อนหลุด จำนวน 1 ราย คิดเป็นร้อยละ 8.3 เนื่องจากอุปกรณ์การดามไม่เหมาะสม และไม่พบอัตราการเกิด ภาวะแทรกซ้อนจากการใส่สายสวนคาหลอดเลือดแดง (Arterial line) ได้แก่ ภาวะเลือดออกง่าย ลิ่มเลือดอุด ตัน และการติดเชื้อ บทเรียนที่ได้รับ ในการสอนพยาบาลตึกสว่างวัฒนาทั้งหน่วยงาน โดยพร้อมเพียงกัน ทำได้ยาก เนื่องจากมีบางส่วนต้อง ปฏิบัติงาน ปัจจัยแห่งความสำเร็จ การทำงานเป็นทีมและมีการพัฒนาคุณภาพงานบริการให้ได้คุณภาพมากยิ่งขึ้น