The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นฎา งามเหมาะ, 2023-06-08 03:12:20

ผลงานวิจัยและงานพัฒนาคุณภาพ ฝ่ายการพยาบาล

CQI_merged

R&D ฝ่ายการพยาบาล 135 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: ประทุมมาศ จับโจร, น้ำทิพย์ มะพลับทอง, ลีลาวดี กันตะพงศ์, จรรยพร ลือจังพงศ์ ที่ปรึกษา: สุธารัตน์ อุดมลักษณานนท์ หน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญอายุรกรรมชาย 1 (22B) ที่มาและความสำคัญ จากการที่โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ได้มีการปรับปรุงระบบสารสนเทศใหม่ทั้ง โรงพยาบาล เพื่อพัฒนาระบบให้มีความทันสมัย รวดเร็ว เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วย ทำให้ทุกหน่วยงาน รวมถึงตึกรักษาพยาบาลต้องมีการปรับตัว ปรับเปลี่ยนระบบ เพื่อให้การทำงานดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วย ซึ่งหลังจากได้มีการปรับเปลี่ยนระบบมาประมาณ 4 เดือน หอผู้ป่วยสามัญ อายุรกรรมชาย 1 มีการเก็บข้อมูลการปฏิบัติจริงเป็นระยะเวลา 2 เดือน พบว่ามีการรับ Order ยาช้ากว่า 30 นาที ทั้งสิ้น 40 ครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากโดยระบบการคีย์ Order ของแพทย์ ถ้าแพทย์คีย์ยาในระบบแล้ว เภสัชกรจะ เป็นผู้รับ Order จากแพทย์ ในระบบ และทำการจัดยาให้ ซึ่งเมื่อเภสัชกรรับ Order ในระบบแล้ว พยาบาลจะ ไม่เห็นในระบบว่ามีการสั่งยาจากแพทย์ ยกเว้นว่าแพทย์แจ้งให้พยาบาลทราบก่อน หรือพยาบาลเห็นครั้งแรกที่ แพทย์สั่งยาในระบบ หรือพยาบาลเปิดสุ่มเข้าไปดูว่ามีOrder ยาเพิ่มหรือไม่ ซึ่งพยาบาลไม่สามารถสุ่มเข้าไปดู Order ได้ทุกเคส ทำให้เกิดความล่าช้าในการให้ยาหรือดูแลผู้ป่วย บางครั้งกว่าจะเห็น Order ยาเวลาก็ล่วงเลย มากกว่า 3 ชั่วโมง ทั้งนี้ได้ดำเนินการแก้ไขเบื้องต้น โดยหัวหน้าหอผู้ป่วยได้ปรึกษากับทีมงานในการแก้ไข เบื้องต้น โดยการทำให้มีระบบแจ้งเตือนเมื่อมี Order ยา แต่ยังไม่บรรลุผลสำเร็จ ดังนั้นทางหอผู้ป่วยสามัญ อายุรกรรมชาย 1 ได้เล็งเห็นความสำคัญและความจำเป็นนี้ จึงได้คิดวิธีการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับ Order โดยให้แพทย์คีย์ Activity alert ควบคู่กับ Order ยา วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้พยาบาลรับ Order ยา ภายใน 30 นาที 2. ผู้ป่วยได้รับการบริหารยาได้อย่างเหมาะสม หลังจากแพทย์Order ยา เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ การรับ Order ช้ามากกว่า 30 นาที ลดลงมากกว่าร้อยละ 70 ระยะเวลาดำเนินการ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 - 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564 วิธีดำเนินการ 1. จัดทำป้าย “คีย์ยาแล้วรบกวน คีย์ Activity ด้วย” และเคลือบด้วยพลาสติก เพื่อความแข็งแรง โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรับ Order ยา โดยใช้ Activity alert


R&D ฝ่ายการพยาบาล 136 ทนทาน Continuous Quality Improvement (CQI) 2. นำป้ายที่เตรียมไว้ติดที่ด้านบนจอคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ภายในหน่วยงาน 3. ขอความร่วมมือแพทย์ประจำวอร์ดทุกท่าน ให้เข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำ CQI ครั้งนี้ เพื่อขอ ความร่วมมือในการปฏิบัติงาน 4. ขอความร่วมมือพยาบาลผู้ปฏิบัติงานทุกท่าน เพื่อร่วมกันเก็บข้อมูลมาประกอบการพัฒนางานใน หน่วยงาน ผลการดำเนินงาน 1. พยาบาลเห็น Order แพทย์ได้เร็วขึ้น ทำให้การรับ Order ช้ามากกว่า 30 นาที ลดลงร้อยละ 70.0 2. ผู้ป่วยได้รับยาและได้รับการดูแลรวดเร็วขึ้น บทเรียนที่ได้รับ การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้การทำงานทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ส่งผลดีต่อผู้ป่วย ทำให้ได้รับ การดูแลรักษาได้อย่างรวดเร็ว อุปสรรคในการพัฒนางาน แพทย์ที่มาดูแลรักษามีการหมุนเวียนทุกเดือน จึงต้องหมั่นอธิบายให้แพทย์ที่มาใหม่ให้เข้าใจถึงความ จำเป็นในการทำ Activity alert ปัจจัยแห่งความสำเร็จ การมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยปลอดภัย ได้รับยาตามแผนการรักษาอย่างเหมาะสม หมายเหตุ ปัจจุบันได้มีการทำระบบแจ้งเตือนเมื่อมี Order ยาแล้ว


R&D ฝ่ายการพยาบาล 137 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: อโณมา ทอดสนิท, สายชล เนาวรัตน์, สิตาภรณ์ อุดม, พัชรสุดา นุโพธิ์, สุพัตรา ตั้วมาก, ชลฐิดา แสงสุบรรณ ที่ปรึกษา: มณกร ศรีแป๊ะบัว หน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญศัลยกรรมกระดูกและข้อชาย (19B) ที่มาและความสำคัญ หอผู้ป่วยสามัญศัลยกรรมกระดูกและข้อชาย (19B) ให้การดูแลผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกและข้อ ศัลยกรรม เป็นต้น ซึ่งจะมีผู้ป่วยที่มีปัญหาเส้นโลหิตในสมองแตก เนื่องจากภาวะความดันโลหิตสูง ทำให้แพทย์ ต้องให้การรักษาด้วยยาควบคุมความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะยา Nicardipine ทางหลอดเลือดดำ (drip) จาก การสังเกตพบว่าผู้ป่วยเหล่านี้มีอัตราการเกิด Phlebitis ประมาณ 50.0% ส่วนใหญ่เป็นระดับ 3 ถึง 30.0% และมักเกิดก่อนครบกำหนดการเปลี่ยนเส้นเลือดให้ยาใน 96 ชั่วโมง ซึ่งจากการทบทวนงานวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่ ได้รับยา Nicardipine มีอัตราการเกิด Phlebitis ถึง 30 - 39% จากการวิเคราะห์สาเหตุของหน่วยงาน พบว่า ความเข้มข้นของยามีขนาดสูง โดยปกติที่แพทย์สั่งให้คือ 1 ต่อ 5 ทำให้เกิด Phlebitis ได้ง่าย นอกจากนั้น พยาบาลไม่ได้ประเมินการเกิด Phlebitis อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ไม่ได้เปลี่ยนตำแหน่งที่แทงเข็มตั้งแต่เมื่อเกิด การอักเสบในระยะแรก ดังนั้นทางหน่วยงานจึงได้พัฒนาแนวทางปฏิบัติในการป้องกันการเกิด Phlebitis จากการให้ยา Nicardipine ทางหลอดเลือดดำ เพื่อลดอัตราการเกิด Phlebitis ในผู้ป่วยกลุ่มนี้โดยมีการแขวนป้ายชี้บ่งความ เสี่ยงในการเกิด Phlebitis ตรวจสอบการเกิด Phlebitis ทุก 1 ชั่วโมง และลดความเข้มข้นของยาลงจาก 1 ต่อ 5 เป็น 1 ต่อ 10 ถ้าไม่มีข้อห้าม จากงานวิจัยพบว่าปริมาณยาที่ไม่เกิน 13 mgs: NSS 100 ml จะสามารถลด อัตราการเกิด Phlebitis ได้(Kawada, Ohta, Tanaka, & Miyamoto, 2018) วัตถุประสงค์ เพื่อลดอัตราการเกิด Phlebitis ในผู้ป่วยที่ได้รับยา Nicardipine (IV drip) เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ อัตราการเกิด Phlebitis ตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป เท่ากับ 0% ระยะเวลาดำเนินการ ตุลาคม พ.ศ. 2564 - สิงหาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. ทบทวนมาตรฐานในการป้องกันการเกิด Phlebitis จากงานวิจัย เอกสารวิชาการ และแนวทางของ โรงพยาบาล การลดอัตราการเกิด Phlebitis ในผู้ป่วยที่ได้รับยา Nicardipine (IV drip)


R&D ฝ่ายการพยาบาล 138 2. ศึกษาแนวทางการป้องกันการเกิด Phlebitis จากการให้ยา Nicardipine จากงานวิจัย Continuous Quality Improvement (CQI) 3. กำหนดแนวทางปฏิบัติในการป้องกัน Phlebitis จากยา Nicardipine ได้แก่ 3.1 ปฏิบัติตามแนวทางป้องกัน Phlebitis ทั่วไปของหน่วยงาน 3.2 ปฏิบัติตามแนวทางป้องกัน Phlebitis จากยา Nicardipine ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ การลดความ เข้มข้นของยาลงจาก 1 ต่อ 5 เป็น 1 ต่อ 10 (ถ้าไม่มีข้อห้าม) ตรวจสอบการเกิด Phlebitis ทุก 1 ชั่วโมง แขวน ป้ายชี้บ่งความเสี่ยงในการเกิด Phlebitis เพื่อให้เห็นได้ชัดเจนและติดใบตรวจสอบการปฏิบัติ (Checklist) ที่ ปลายเตียงของผู้ป่วย 4. นำไปให้แพทย์ศัลยกรรมประสาทตรวจสอบความเหมาะสม 5. ประชุมชี้แจงให้กับพยาบาลทราบถึงวิธีการปฏิบัติ 6. นำไปปฏิบัติและสรุปผล ผลการดำเนินงาน หลังนำแนวทางป้องกันการเกิด Phlebitis จากยา Nicardipine ไปใช้ พยาบาลปฏิบัติตามแนวทาง ร้อยละ 100 ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบผลการปฏิบัติก่อนและหลังการใช้แนวทางการป้องกันการเกิด Phlebitis จากยา Nicardipine ของพยาบาล (n = 15) ลำดับ กิจกรรมที่ปฏิบัติ จำนวนพยาบาล ก่อน หลัง แนวทางป้องกัน Phlebitis ทั่วไป ของหน่วยงาน คน ร้อยละ คน ร้อยละ 1 ล้างมือก่อนแทงเข็ม 15/15 100 15/15 100 2 ขนาดเข็มเหมาะสม 15/15 100 15/15 100 3 ตำแหน่งไม่อยู่ที่ข้อพับ ปุ่มกระดูก หรือมีแผล 15/15 100 15/15 100 4 เช็ดด้วย 70% alcohol กว้าง 2 - 4 ซม. ทิ้งให้แห้ง 15/15 100 15/15 100 5 เปลี่ยนตำแหน่งทุก 96 ชั่วโมง ปิดแถบวันเปลี่ยนเข็ม 15/15 100 15/15 100 6 ไม่มีคราบเลือดตำแหน่งแทงเข็มและสาย IVF 15/15 100 15/15 100 แนวทางป้องกัน Phlebitis จากยา Nicardipine เพิ่มเติม ครั้ง ร้อยละ ครั้ง ร้อยละ 7 แขวนป้ายชี้บ่ง เฝ้าระวัง Phlebitis - - 256/256 100 8 ตรวจสอบการเกิด Phlebitis ทุก 1 ชั่วโมง - - 256/256 100 9 ลดความเข้มข้นของยาเป็น 1:10 - - 256/256 100


R&D ฝ่ายการพยาบาล 139 อัตราการเกิด Phlebitis จากการใช้ยา Nicardipine ก่อนนำแนวทางป้องกันการเกิด Phlebitis ไปใช้ Continuous Quality Improvement (CQI) ในผู้ป่วย 10 ราย เท่ากับร้อยละ 50.0 โดยเกิด Phlebitis ระดับ 2 ร้อยละ 20.0 และระดับ 3 ร้อยละ 30.0 โดยหลังนำแนวทางป้องกันการเกิด Phlebitis จากยา Nicardipine ไปใช้ในผู้ป่วย 10 ราย พบอัตราการเกิด Phlebitis เท่ากับร้อยละ 20.0 โดยเกิด Phlebitis ที่ระดับ 2 และอัตราการเกิด Phlebitis ที่ระดับ 3 ขึ้นไป เท่ากับร้อยละ 0 ซึ่งถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ ดังแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 อุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบจากการให้ยา Nicardipine(n = 10) ระยะดำเนินการ อัตราการเกิด Phlebitis (ราย) ไม่เกิด ระดับ 1 ระดับ 2 ระดับ 3 ระดับ 4 ราย/(ร้อยละ) ราย/(ร้อยละ) ราย/(ร้อยละ) ราย/(ร้อยละ) ราย/(ร้อยละ) ก่อนใช้แนวทางป้องกัน Phlebitis 2 (10) 0 (20) 2 (20) 3 (30) 0 (0) หลังใช้แนวทางป้องกัน Phlebitis 8 (80) 0 (0) 2 (20) 0 (0) 0 (0) บทเรียนที่ได้รับ การพัฒนางานเชิงคลินิกบางครั้งต้องมีการบูรณาการความรู้และการปฏิบัติร่วมกันโดยทีมสหสาขา ทั้ง แพทย์ พยาบาล เภสัชกร สังเกตได้จากการพัฒนาคุณภาพในการลดการเกิด Phlebitis ในผู้ป่วยที่ได้รับยา Nicardipine drip ต้องขอความร่วมมือจากแพทย์และเภสัชกรในเชิงวิชาการและการปฏิบัติ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ 1. ความช่างสังเกตของผู้ปฏิบัติงานต่อปัญหาจากการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้น และความต้องการแก้ปัญหา ให้กับผู้รับบริการ 2. การเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอในการค้นคว้างานวิจัย หรืองานวิชาการในการนำมาพัฒนางาน 3. ความร่วมมือของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งพยาบาลในการนำไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ แพทย์ยอมรับในหลัก ฐานทางวิชาการและผู้ร่วมวิชาชีพ ให้ความร่วมมือปรับเปลี่ยนความเข้มข้นยาที่เคยปฏิบัติมาในอดีต


R&D ฝ่ายการพยาบาล 140 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: ทวีทรัพย์ เอื้อใจ, เสาวรส ชัยชวกรกุล, สุนันทา บุญเทศ, ศวรรณญา พณิชยางกูร, ศิริลักษณ์ สีเหลือง, ชณิกานต์ โสภะสาระ, นลินรัตน์ ธนรุ่งวิทย์ หน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญศัลยกรรมชาย (19C) ที่มาและความสำคัญ ผู้ป่วย Traumatic brain injury เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตลำดับต้นๆ ของประเทศไทย และยังส่งผลให้ผู้ที่รอดชีวิตต้องประสบกับความทุกข์ทรมาน จากความพิการทุพพลภาพ ก่อให้เกิดการพึ่งพาผู้อื่น ปัญหาความต้องการการดูแลของผู้ป่วย และภาระของญาติและผู้ดูแล จากสถิติที่ผ่านมาหอผู้ป่วยสามัญศัลยกรรมชาย พบผู้ป่วย Traumatic brain injury เข้ารับการรักษา เป็นอันดับ 1 ของโรค Top 5 ปีงบประมาณ 2561 - 2564 มีจำนวนผู้ป่วย 240, 310, 284, และ 125 ราย ตามลำดับ (ปี 2564 ปรับตึกรับผู้ป่วย Covid 19 ตั้งแต่ ม.ค.64 และ 13 เม.ย. - 27 พ.ย. 64) ซึ่งผู้ป่วย Traumatic brain injury เป็นผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องได้รับการประเมินและให้การรักษาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะใน รายที่มีเลือดออกในสมอง ต้องได้รับการผ่าตัดในระยะเวลาที่เหมาะสม ตามมาตรฐาน จะช่วยลดอัตราการ เสียชีวิต ตลอดจนความพิการ และภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่ตามมาหลังการผ่าตัดได้ และเมื่อผ่านพ้นระยะ วิกฤต จะถูกจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล หากผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลที่ดีถูกต้อง และเหมาะสมจะส่งผลให้ ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่สำคัญ ได้แก่ การติดเชื้อที่ปอดจากการสำลัก การติด เชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อจากแผลกดทับ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ต้องกลับมารักษาในโรงพยาบาลซ้ำ (readmission) และสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากขึ้น จากปัญหาการสอนญาติและผู้ดูแลส่วนใหญ่ มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ แต่ญาติผู้ดูแลไม่สามารถนำไป ปฏิบัติได้ครบถ้วน หรืออาจขาดทักษะในการเรียนรู้เพื่อฟื้นฟูสภาพอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การช่วยเหลือของ พยาบาล ดังนั้นจากปัญหานี้ นอกจากความรู้และทักษะดังกล่าว ยังเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการปรับตัวญาติ ผู้ดูแล และการมีส่วนร่วมระหว่างญาติและผู้ดูแลกับพยาบาลอย่างต่อเนื่อง จึงพัฒนารูปแบบการเตรียมความ พร้อมจำหน่ายในผู้ป่วย Moderate to severe traumatic brain injury traumatic brain injury เพื่อให้ ญาติ และผู้ดูแลมีความพร้อมทักษะในการดูแลผู้ป่วย และมีความพึงพอใจต่อบริการที่ได้รับ ร่วมกับมุ่งเน้นการ ปรับตัว เมื่อรับบทบาทญาติผู้ดูแล เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมญาติและผู้ดูแลผู้ป่วย ในการดูแลผู้ป่วยอย่าง ต่อเนื่อง และลดภาวะแทรกซ้อนหลังกลับบ้าน วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมจำหน่าย ในผู้ป่วย Moderate to severe traumatic brain injury พัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมจำหน่าย ในผู้ป่วย Moderate to severe traumatic brain injury


R&D ฝ่ายการพยาบาล 141 เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ Continuous Quality Improvement (CQI) 1. คะแนนความรู้และทักษะของญาติและผู้ดูแล ในการดูแลผู้ป่วย Traumatic brain injury ผ่าน เกณฑ์ 80% 2. ร้อยละการ Re-admit ซ้ำภายใน 28 วัน ของผู้ป่วย Moderate to severe traumatic brain injury ร้อยละ 0 ระยะเวลาดำเนินการ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564 - 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ กระบวนการการเตรียมความพร้อมจำหน่ายในผู้ป่วย Moderate to severe traumatic brain injury ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ระยะรับการรักษาในโรงพยาบาล 1.1 รับใหม่ Orientation to the unit (72 ชม.) 1) แรกรับประเมิน รายใหม่ รายเก่าที่ย้ายจากตึกอื่นๆ 2) ให้ข้อมูลและวางแผนร่วมกับผู้ป่วยและผู้ดูแลหลักเกี่ยวกับ 1.2 ระหว่างเข้ารับการรักษา (1 - 2 wks. ) 1) ให้การพยาบาลตามปัญหาที่พบและป้องกันความเสี่ยง Bedsore, UTI, VAP อื่นๆ 2) ประสานกับทีมสหสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แพทย์ เภสัชกร กายภาพบำบัด นักโภชนาการ 3) ประเมินปัญหา ความพร้อม และความต้องการของผู้ป่วยและผู้ดูแล 4) ประเมินความรู้ก่อนให้ความรู้ (pre-test) 5) นัดผู้ดูแลเพื่อสอน สาธิต และฝึกปฏิบัติ ตามการประเมิน ADL 6) ทำ Rehabilitation ตามสภาวะของผู้ป่วย 1.3 ก่อนจำหน่ายกลับบ้าน การให้ความรู้แก่ญาติ และผู้ดูแลในเรื่องการดูแลและการเตรียมความ พร้อมของญาติและผู้ดูแล จนเกิดความมั่นใจตั้งแต่ในโรงพยาบาล 1.4 วันจำหน่ายกลับบ้าน: Discharge plan ตามหลัก D METHOD ขั้นตอนที่ 2 ระยะภายหลังจำหน่ายกลับบ้าน เพื่อติดตามสภาพผู้ป่วย สอบถามปัญหาอุปสรรคในการดูแลผู้ป่วย ภาวะสุขภาพทางกาย และจิตใจ ของญาติผู้ดูแล พร้อมทั้งให้คำแนะนำและสนับสนุนการปรับตัวสู่บทบาทญาติผู้ดูแล ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญ 2.1 ติดตามผลและประสานงานกับหน่วยงานปฐมภูมิ/ หน่วยงานการพยาบาลต่อเนื่อง ในการเยี่ยม หลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล เพื่อทวนสอบทักษะในการดูแลผู้ป่วยอย่างถูกต้อง 2.2 ติดตามเยี่ยมทางโทรศัพท์


R&D ฝ่ายการพยาบาล 142 ผลการดำเนินงาน Continuous Quality Improvement (CQI) การเตรียมความพร้อมจำหน่ายในผู้ป่วย Moderate to severe traumatic brain injury 5 ราย 1. คะแนนความรู้และทักษะของญาติและผู้ดูแล ในการดูแลผู้ป่วย Traumatic brain injury ผ่าน เกณฑ์ 80% - คะแนนความรู้ผ่านเกณฑ์ 5 ราย คิดเป็นร้อยละ 100 - คะแนนทักษะผ่านเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 100 โดยมีคะแนนเฉลี่ย 37 คะแนน (40 คะแนน) 2. ร้อยละการ Re-admit ซ้ำภายใน 28 วัน ของผู้ป่วย Moderate to severe traumatic brain injury คิดเป็นร้อยละ 0 บทเรียนที่ได้รับ การดูแลผู้ป่วยอย่างครอบคลุมและมีมาตรฐาน โดยให้ญาติและผู้ดูแลมีส่วนร่วม และการประเมิน ความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยของญาติและผู้ดูแล ตั้งแต่ในโรงพยาบาลจนกระทั่งกลับบ้าน และการติดตามเยี่ยม บ้าน ภายหลังจากจำหน่าย ถือว่าเป็นบทบาทและมาตรฐานสำคัญของทีมการพยาบาลและสหวิชาชีพในการ ดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง อุปสรรคในการพัฒนางาน หอผู้ป่วยสามัญศัลยกรรมชายได้รับนโยบายให้ดูแลผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ในช่วง สถานการณ์การระบาด จึงทำให้สามารถเก็บข้อมูลผู้ป่วยได้น้อย


R&D ฝ่ายการพยาบาล 143 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: เพ็ญทิพย์ รัตนยุวกร, กัลยาณีบ้าเหร็ม, เยาวลักษณ์สุขวงษ์, พชรรัชต์ ขอบจิต, ศศกร กลับเกลือน, อัญชลีภรณ์สีธิวงค์, แก้วใจ ราญมีชัย, อารยา คุณกลาง ที่ปรึกษา: ศิริรัตน์รัตนมณี หน่วยงาน: หอผู้ป่วยอายุรกรรมวิกฤต (MICU) ที่มาและความสำคัญ การติดเชื้อดื้อยา (Multidrug resistance) ของเชื้อจุลชีพในโรงพยาบาล เป็นปัญหาที่มีความรุนแรง และเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในหลายๆ โรงพยาบาล ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาล การตอบสนองต่อการรักษาลดลง ทำให้ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนานขึ้น เสียค่าใช้จ่าย เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อและอาจเสียชีวิตได้ ในกระบวนการดูแลผู้ป่วยวิกฤตต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่สอดใส่เข้าไปในร่างกายเพื่อใช้ในการ รักษาและเฝ้าระวัง อาการอย่างใกล้ชิด ทำให้เกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ซึ่งผู้ป่วยวิกฤตนั้นเป็นผู้ป่วยที่มีภูมิ ต้านทานโรคต่ำและส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุที่มีความเจ็บป่วยเรื้อรังและภาวะทุพโภชนาการ ยิ่งเป็นปัจจัย ส่งเสริมให้เจ็บป่วยรุนแรง ซึ่งในการรักษาของแพทย์ประกอบไปด้วยยาต่างๆ รวมทั้งการใช้ยาปฏิชีวนะหลาย ชนิด ซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดการติดเชื้อดื้อยาได้ จากการเก็บข้อมูลการติดเชื้อในหน่วยงานวิกฤต ในช่วงปี พ.ศ. 2561 - 2563 ที่ผ่านมาพบว่า มีผู้ป่วย ที่ติดเชื้อดื้อยาในหอผู้ป่วยวิกฤต จำนวน 13 ราย ในการปฏิบัติการพยาบาล มีแนวทางในการดูแลผู้ป่วยเพื่อ ป้องกันการติดเชื้อดื้อยา แต่พบว่าการเฝ้าระวังและการปฏิบัติยังไม่ชัดเจน จากเหตุผลดังกล่าวทางคณะทำงาน การป้องกันการติดเชื้อของหน่วยวิกฤต จึงเห็นความสำคัญของการสร้างความตระหนัก และความมั่นใจในการ ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาในหน่วยวิกฤต เพื่อลดและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาไปสู่ผู้ป่วย จึง เป็นที่มาในการจัดทำโครงการ “คนไข้ปลอดภัย คนดูสุขใจ ด้วย MDR SHIP WARNING” ในการพัฒนาการ เฝ้าระวังการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา เพื่อให้บุคลากรและเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วย ปฏิบัติได้ อย่างถูกต้อง และยังเป็นการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาแนวทางการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาให้บุคลากรในหน่วย ICU ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง 2. เพื่อป้องกันและควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาในหน่วย ICU เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. อัตราการติดเชื้อดื้อยาหลายขนาน (MDR) 2 ครั้ง/1000 วันนอน 2. อัตราการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อดื้อยา (MDR BUNDLE) > 95% โครงการคนไข้ปลอดภัย คนดูสุขใจ ด้วย MDR SHIP WARNING


R&D ฝ่ายการพยาบาล 144 3. เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานมีความพึงพอใจในการใช้งานด้วย MDR SHIP >80% Continuous Quality Improvement (CQI) ระยะเวลาดำเนินการ ตุลาคม พ.ศ. 2563 – กันยายน พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. ให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน 1.1 เรื่องของ MDR WARNING “SHIP” S = Single ใช้คนเดียว ไม่ใช้ร่วมกัน แยกอุปกรณ์ของใช้อย่างชัดเจน เช่น กะละมังเช็ดตัว ถังทำความสะอาดเตียง โดยมีหมายเลขเตียงเขียนไว้ที่ถังและกะละมัง ห้ามใช้ร่วมกัน เปลี่ยนถุงมือทุกครั้ง หลังปฎิบัติกิจกรรมการพยาบาลผู้ป่วยคนต่อคน H = Hand hygiene มือสะอาด เน้นการล้างมือเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกัน และควบคุม การแพร่กระจายเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาล ให้คำแนะนำกับผู้ป่วย ญาติ และผู้ดูแลผู้ป่วยให้เห็นความสำคัญของ การล้างมือก่อนและหลังเยี่ยมดูแลผู้ป่วย ติดตั้งน้ำยาล้างมือแห้งไว้ประจำในห้องผู้ป่วย หน้าห้องผู้ป่วย และรถ สำหรับให้การพยาบาลผู้ป่วย ให้เพียงพอและสะดวกต่อการใช้ I = Isolation แยกห้องผู้ป่วย และใช้อุปกรณ์การป้องกันส่วนบุคคล ใช้ในระดับ Contact precaution การทำความสะอาดเตียงและสิ่งแวดล้อมของผู้ป่วย ด้วยน้ำผสมผงซักฟอก และเช็ดด้วย 70% Alcohol P = Promotion ส่งเสริมให้รู้จริง ทำจริง ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทุกระดับของโรงพยาบาลในเรื่อง เชื้อดื้อยา ให้คำแนะนำโดยพยาบาลประจำหอผู้ป่วย แนะนำข้อปฎิบัติแก่ญาติและผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยา ใน โรงพยาบาล 1.2 เรื่องของมาตราการดูแลผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อดื้อยาหลายขนานตาม MDR BUNDLE ดังนี้ 1) เมื่อพบว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อ MDR ให้แจ้ง ICN และนำ MDR Bundle มาใช้ 2) ติดป้าย MDR ที่แฟ้มประวัติแฟ้มส่งเวร เตียง หน้าห้องผู้ป่วย 3) แขวนป้าย Contact precaution 4) ใส่ MDR BUNDLE ลงในแฟ้มประวัติ 5) แยกห้องผู้ป่วย 6) แยกอุปกรณ์ใช้เฉพาะผู้ป่วย 7) ล้างมือก่อน-หลัง ให้การพยาบาลผู้ป่วยทุกครั้ง 8) ให้การพยาบาลเป็นลำดับสุดท้าย 9) สวม PPE ได้แก่ ถุงมือ เสื้อกาวน์ และล้างมือ หลังจากถอดถุงมือทุกครั้ง 10) ขยะทุกชิ้นเป็นขยะติดเชื้อ 11) ทำความสะอาดเตียง/ โต๊ะ/ สิ่งแวดล้อม ด้วย Paper wipe และรอให้แห้ง วันละ 2 ครั้ง


R&D ฝ่ายการพยาบาล 145 12) ตรวจสอบการใช้ยาต้านจุลชีพ Continuous Quality Improvement (CQI) 2. จัดทำป้าย MDR WARNING SHIP ติดหน้าห้องผู้ป่วย ร่วมกับใบ Contact precautions ของ หน่วยงาน 3. ประเมินการปฏิบัติตามแนวทางการปฏิบัติโดยใช้แบบสังเกตการปฏิบัติในการป้องกัน และ ควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา ผลการดำเนินงาน สรุปการดำเนินงานครั้งที่ 1 (ตุลาคม 2563 – กันยายน 2564) จากการดำเนินโครงการ MDR SHIP WARNING SIGN โดนการนำ SHIP MODEL มาใช้เป็นระยะ 1 ปี พบว่า การติดเชื้อ MDR ในปีนี้ เท่ากับ 6 ครั้ง อัตราการติดเชื้อ MDR เท่ากับ 2.12 ครั้ง/1000 วันนอน ไม่ เป็นไปตามเป้าหมาย แต่อัตราการติดเชื้อ MDR ลดลงกว่าปีงบประมาณ 2563 (2.45 ครั้ง/1000 วันนอน) และพบว่าจากการเก็บข้อมูลเรื่องของการปฏิบัติตาม MDR Bundle พบว่าในปีนี้ การปฏิบัติตาม MDR Bundle เฉลี่ยยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ดีขึ้นกว่าปี 2563 เท่ากับร้อยละ 87.62 จากการสังเกตและเก็บ ข้อมูล พบว่า ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุง ได้แก่ เรื่องของการติดตามผลตรวจทางห้อง ปฏิบัติที่พบว่ามีการตามผลที่ ล่าช้า ทำให้ดำเนินการในกระบวนการ MDR SHIP MODEL ล่าช้า ดังนั้นทาง ผู้ดำเนินโครงการจึงขอปรับเพิ่ม ระยะเวลาในการดำเนินงานเพิ่มอีก 3 เดือน ปรับแผนการดำเนินงาน ระยะที่ 2 ชี้แจงการปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนรับทราบ 1. พยาบาลเจ้าของไข้ เมื่อมีการเก็บสิ่งส่งตรวจให้ติดตามเชื้อทุก 5 วัน 2. พยาบาลเจ้าของไข้/ ทีมพยาบาลแจ้งทีม ICN เมื่อพบว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อ MDR 3. พยาบาลเจ้าของไข้/ ทีมพยาบาล ส่งเวร Case MDR เรื่องของการเฝ้าระวังหากผู้ป่วยมีการติดเชื้อ MDR เน้นย้ำเรื่องการปฏิบัติตาม bundle 4. แขวนป้าย MDR SHIP ที่หน้าห้อง และใส่ MDR Bundle ลงในแฟ้มประวัติรวมทั้งปฏิบัติตาม SHIP WARNING 5. เก็บข้อมูลการปฏิบัติตาม MDR bundle สรุปการดำเนินงานครั้งที่ 2 (ตุลาคม 2564 - ธันวาคม 2564) จากการปรับแผนการดำเนินโครงการ MDR SHIP WARNING SIGN เพิ่มอีก 3 เดือนพบว่า การติดเชื้อ MDR ใน 3 เดือน เท่ากับ 5 ครั้ง อัตราการติดเชื้อ MDR เท่ากับ 6.87 ครั้ง/1000 วันนอน จึงยังไม่เป็นไปตาม


R&D ฝ่ายการพยาบาล 146 เป้าหมาย และจากการเก็บข้อมูลเรื่องของการปฏิบัติตาม MDR Bundle พบว่าในปีนี้ การปฏิบัติตาม Bundle Continuous Quality Improvement (CQI) เฉลี่ยใน 3 เดือน เท่ากับร้อยละ 96.2 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย แต่เนื่องจากอัตราการติดเชื้อที่สูงขึ้น ทางทีมจึงมี การทบทวนสาเหตุการติดเชื้อ MDR ในขณะดำเนินโครงการ พบว่า สาเหตุของการติดเชื้อ MDR ในหน่วยงานที่ พบเพิ่มขึ้นใน 3 เดือนนี้ มีปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ ได้แก่ ด้านภาวะสุขภาพของผู้รับบริการ พบว่าใน 3 เดือนนี้ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ MDR นั้น มีภาวะสุขภาพที่ป่วยด้วยโรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำลง โรคติดเชื้อรุนแรง และโรคเรื้อรังที่ต้องมีการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่บ่อยครั้งและนอนโรงพยาบาลนาน รวมทั้งเป็นผู้ป่วย ที่สูงอายุ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ มีส่วนทำให้มีโอกาสเกิดการติดเชื้อ MDR ได้ จากข้อมูลที่เก็บได้พบว่าด้านการปฏิบัติตาม Bundle นั้นสามารถทำได้ตามเป้าที่กำหนด > 95% แต่ ยังมีอัตราการติดเชื้อเพิ่มอยู่ ดังนั้นจึงมีการทบทวนและปรับแผนงานใหม่ ปรับแผนการดำเนินงาน ระยะที่ 3 (มกราคม 2565 - กันยายน 2565) 1. ทบทวนความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเกี่ยวกับการดูและผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อ MDR โดยจะมี การประเมินก่อน-หลัง การให้ความรู้ 2. ปรับแนวทางปฏิบัติโดยพยาบาล In-charge และพยาบาลเจ้าของไข้ ติดตามตรวจสอบร่วมกัน 2.1 พยาบาลเจ้าของไข้ เมื่อมีการเก็บสิ่งส่งตรวจให้ติดตามเชื้อทุกวันและบันทึกลงในแบบ บันทึกการติดเชื้อ 2.2 ทีมพยาบาลให้มีการส่งเวรเคส MDR เรื่องของการเฝ้าระวังหากผู้ป่วยมีการติดเชื้อ MDR เน้นย้ำเรื่องการปฏิบัติตาม bundle 2.3 กระตุ้นให้มีการแขวนป้าย MDR SHIP ที่หน้าห้อง และใส่ MDR BUNDLE ลงในแฟ้มประวัติ รวมทั้ง ปฏิบัติตาม MDR SHIP WARNING 3. เก็บข้อมูลการปฏิบัติตาม MDR bundle 4. ติดตามข้อมูลการติดเชื้อ MDR ของผู้ป่วย ตารางที่ 1 อัตราการการติดเชื้อ MDR ในปีงบประมาณ 2565 ในหน่วย ไอ ซี ยู การติดเชื้อ IR เป้าของ หน่วยงาน อัตราการติดเชื้อ MDR ในปีงบประมาณ 2565 ในหน่วย ไอ ซี ยู ต.ค. 64 พ.ย. 64 ธ.ค. 64 ม.ค. 65 ก.พ. 65 มี.ค. 65 เม.ย. 65 พ.ค. 65 มิ.ย. 65 ก.ค. 65 ส.ค. 65 ก.ย. 65 เฉลี่ย รวม MDR การติดเชื้อ (ครั้ง) 2 2 2 1 1 2 0 0 0 0 0 0 0 0.67 LOS 253 227 256 256 238 247 228 253 238 244 234 217 240.9 IR 7.91 8.81 3.91 3.91 8.40 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 2.41


R&D ฝ่ายการพยาบาล 147 จากตารางจะเห็นว่าในช่วงแรกมีอัตราการติดเชื้อ MDR ค่อนข้างสุูง แต่เมื่อดำเนินงานโดยใช้ MDR Continuous Quality Improvement (CQI) SHIP WARNING อัตราการติดเชื่อ MDR มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จนในไตรมาสที่ 3 และ 4 อัตราการติดเชื้อ MDR ลดลง แม้ว่าสรุปผลการดำเนินงานในปี 2565 การติดเชื้อ MDR เฉลี่ยจะยังเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ แต่ มีแนวโน้มดีขึ้น บุคลากรในหน่วยงานมีความรู้ในการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อ MDR เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 98.0 และสามารถปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาได้ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 95.9 ปัจจัยแห่งความสำเร็จ บุคลากรมีความรู้ความมั่นใจ สามารถปฏิบัติตามแนวทางในการดูแลและป้องกันการติดเชื้อดื้อยา ได้ถูกต้อง สามารถลดระยะเวลาในการรักษา และอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยจากการติดเชื้อดื้อยาได้


R&D ฝ่ายการพยาบาล 148 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: ณัฐชัย ขัติยะ, จริญาภรณ์ มหายศ, พรภวิษย์ ไทยทอง, กนกศรี จ่าเหลา หน่วยงาน: งานกิจกรรมบำบัด หน่วยเวชศาสตร์ฟื้นฟูศูนย์ส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุ สภากาชาดไทย ที่มาและความสำคัญ ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) หมายถึง กลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติของเปลือกสมอง (cerebral cortex) หรือวิถีประสาทที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดความผิดปกติทาง ด้านสติปัญญา ความคิด ความจําบกพร่อง หลงลืม ทั้งความจําระยะสั้นและระยะยาว การตัดสินใจผิดพลาด ความคิดทางนามธรรมผิดไป มีปัญหาในการพูด ไม่เข้าใจคําพูด ไม่สามารถปฏิบัติงานต่างๆ ในชีวิตประจำวัน มี ความสับสนในเรื่องของเวลา สถานที่ บุคคล มีความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรม อาการเหล่านี้มีผลกระทบทำ ให้ไม่สามารถทำงานหรืออยู่ในสังคมได้ ปัจจุบันประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยมีจำนวนมากขึ้น ทำให้โรค สมองเสื่อมเพิ่มขึ้นตามเป็นเงาตามตัว จากการศึกษาทางระบาดวิทยา พบว่า ผู้ที่มีอายุตั้งแต่อายุ 65 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมถึงร้อยละ 5 และเมื่ออายุมากขึ้น อัตราการเกิดโรคจะเพิ่มขึ้นอีก ถ้าคนอายุยืนถึง 80 ปี จะพบโรคสมองเสื่อมได้ถึงร้อยละ 20 กลุ่มโรคเซลล์ประสาทสมองเสื่อม เช่น อัลไซมอร์ นั้น ยังไม่มีวิธี รักษาให้หายขาดได้ มีเพียงการรักษาตามอาการและการดูแลประคับประคองเพื่อชะลอการดำเนินโรค ส่วน สาเหตุอื่นๆ ที่รักษาได้นั้น รักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิด ป้องกัน และชะลอการดำเนินโรคได้ เช่น ออกกำลังกาย เป็นประจำ รักษาปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือด เช่น โรคเบาหวาน ความดัน และคอเลสเตอรอล มีปฏิสัมพันธ์กับ คนรอบข้าง ทำกิจกรรมที่ชอบทำและยังทำได้เป็นประจำ ติดตามข่าวสารและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ รับประทาน อาหารที่เป็นประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ ดังนั้นเพื่อเป็นการชะลอภาวะสมองเสื่อม ทางผู้จัดทำจึงได้จัดทำแบบฝึกหัดบริหารสมอง เพื่อให้ ผู้สูงอายุสามารถได้รับการบำบัดรักษาด้านความคิดความเข้าใจได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเป็นแนวทางในการ ส่งเสริมและป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุในชุมชน โดยได้มีการปรับรูปแบบการบำบัดรักษาทางกิจกรรม บำบัด ในมาตรการเว้นระยะห่างและลดการเดินทางในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ทำให้ผู้สูงอายุ สามารถฝึกกิจกรรมบำบัดได้เองที่บ้าน วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ป่วยและผู้ดูแลในการใช้แบบฝึกหัดบริหารสมอง เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ ความพึงพอใจของผู้ป่วยและผู้ดูแลในการใช้แบบฝึกหัดบริหารสมอง ≥ ร้อยละ 80 ระยะเวลาดำเนินการ กรกฎาคม พ.ศ. 2564 - มิถุนายน พ.ศ. 2565 แบบฝึกหัดบริหารสมอง


R&D ฝ่ายการพยาบาล 149 กลุ่มเป้าหมาย Continuous Quality Improvement (CQI) ผู้เข้ารับบริการที่มีการส่งปรึกษาเรื่องภาวะสมองเสื่อม โดยได้รับการประเมินจากแบบประเมิน พุทธิปัญญา Montreal Cognitive Assessment (MoCA) และได้คะแนน ≤26 ซึ่งกลุ่มเป้าหมายต้องสามารถ ทำแบบฝึกหัดบริหารสมองได้จนจบเล่ม วิธีดำเนินการ 1. วางแผนร่วมกันในหน่วยงานเพื่อจัดทำรูปแบบสื่อสำหรับให้ผู้ป่วยและผู้ดูแล ใช้แบบฝึกหัดบริหาร สมอง 2. จัดทำแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ป่วยและผู้ดูแลในการใช้แบบฝึกหัดบริหารสมอง 3. ดำเนินการเก็บข้อมูล โดยให้ผู้ป่วยและผู้ดูแล ที่ได้ใช้แบบฝึกหัดบริหารสมอง ประเมินและให้ คะแนน 4. เก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้ และบันทึกผลการดำเนินงาน ผลการดำเนินงาน คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้ป่วยโดยรวมต่อการใช้แบบฝึกหัดบริหารสมอง คิดเป็นร้อยละ 73.0 คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจ ของผู้ดูแลโดยรวมการใช้แบบฝึกหัดบริหารสมอง คิดเป็นร้อยละ 100 ดังแสดงใน ตารางที่ 1 ตารางที่ 1 คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจ ของผู้ป่วยและผู้ดูแล ในการใช้แบบฝึกหัดบริหารสมอง (n = 10) ระดับความพึงพอใจของผู้ป่วย คะแนน ร้อยละ ด้านประโยชน์ 7.5 75 ด้านความสะดวก ง่ายต่อการใช้งาน 7 70 ด้านความเพลิดเพลิน 7 70 ด้านความยากง่ายของเนื้อหา 8 80 ด้านการช่วยลดความถี่ในการเข้ารับบริการ 7 70 ด้านรูปลักษณ์ 7.5 75 ด้านประโยชน์ 10 100 ด้านความสะดวก ง่ายต่อการใช้งาน 10 100 ด้านความเพลิดเพลิน 10 100 ด้านความยากง่ายของเนื้อหา 10 100 ด้านรูปลักษณ์ 10 100 ด้านการช่วยลดความถี่ในการเข้ารับบริการ 10 100 รวม 7.33 73


R&D ฝ่ายการพยาบาล 150 บทเรียนที่ได้รับ Continuous Quality Improvement (CQI) 1. ได้ทราบถึงข้อจำกัดของผู้ป่วยบางกลุ่ม ไม่มีความพร้อมในการใช้งานสื่อในรูปแบบออนไลน์ 2. การวัดผลด้วยการทำแบบสำรวจความพึงพอใจอาจไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านความคิด ความเข้าใจบกพร่อง โดยควรเปลี่ยนเป็นการวัดผลจากระดับความสามารถของผู้ป่วยแทน ปัจจัยแห่งความสำเร็จ จัดทำรูปแบบนวัตกรรมให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน ทั้งออนไลน์และรูปเล่ม


R&D ฝ่ายการพยาบาล 151 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: บังอร จุ้ยรอด, เมรินทร์ บุญเฉย, อาภาศิริ ลือเรื่อง, พัชรพร วงศ์ชมภู, โชติกา ศิริศักดิ์ภิญโญ หน่วยงาน: หอผู้ป่วยพิเศษ VIP (26A) ที่มาและความสำคัญ จากการเปลี่ยนแปลงการให้บริการผู้ป่วยในปี 2564 ที่ผ่านมาในสถานการณ์ Covid-19 ทำให้ หน่วยงานเปลี่ยนประเภทผู้รับบริการระดับ VIP ทุกระบบ มาเป็นกลุ่มผู้ป่วยศัลยกรรมสามัญ มีผู้ป่วยที่ได้รับ การผ่าตัดเปิดทวารเทียม ทั้งที่ได้รับการผ่าตัดจากโรงพยาบาลอื่น และเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลสมเด็จ พระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา มีจำนวน 6 ราย และยังพบปัญหาว่าเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานยังไม่มั่นใจในการให้ คำปรึกษาและการดูแลผู้ป่วย และผู้ป่วยจะต้องเผชิญกับการปรับตัวทั้งด้านร่างกาย จิตสังคม และจิตวิญญาณ ครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต เช่น การสูญเสียทวารหนัก การดูแลทวารเทียม ภาพลักษณ์การมีทวารเทียม ตลอดจนเจต คติทีมีต่อตนเองและสังคม เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยมีประสิทธิภาพ ทางหน่วยงานจึงได้จัดทำกิจกรรมพัฒนา ศักยภาพการดูแลทวารเทียมขึ้น โดยการสอนและฝึกทักษะการพยาบาล ผู้ป่วยที่มีทวารเทียมให้กับเจ้าหน้าที่ ในหน่วยงาน ตลอดจนสอนและฝึกทักษะในการดูแลตนเองให้กับผู้ป่วยและผู้ดูแล เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน มีความรู้ความเข้าใจผู้ป่วย สามารถให้การพยาบาลและทำให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถปรับตัว เผชิญปัญหา มี ความมั่นใจในการดูแลตนเอง ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม วัตถุประสงค์ 1. พยาบาลสามารถปฏิบัติการพยาบาลในการเปลี่ยนถุงทวารเทียมได้ถูกต้อง 2. ผู้ป่วยสามารถเปลี่ยนถุงทวารเทียมได้ถูกต้อง เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ร้อยละพยาบาลในหน่วยงานสามารถเปลี่ยนถุงทวารเทียมได้ถูกต้อง ≥ 80 % 2. ร้อยละของผู้ป่วยสามารถเปลี่ยนถุงทวารเทียมได้ถูกต้อง ≥ 80 % ระยะเวลาดำเนินการ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 - 30 มีนาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ ขั้นเตรียมการ 1. จัดทำโครงการเสนอ 2. จัดทำคู่มือ 3 .ติดต่อประสานงาน ประชุมชี้แจงกับหัวหน้าหอผู้ป่วยเพื่อขอความร่วมมือ โครงการพัฒนาศักยภาพการดูแลทวารเทียม


R&D ฝ่ายการพยาบาล 152 ขั้นดำเนินการ Continuous Quality Improvement (CQI) 1. การสอนและฝึกทักษะการพยาบาลทวารเทียมให้กับพยาบาลในหน่วยงาน - จัดการประชุมฝึกอบรมเรื่อง การพัฒนาศักยภาพการดูแลทวารเทียม ให้กับพยาบาลวิชาชีพ งาน ศัลยกรรมและพยาบาล - ประเมินผลการปฏิบัติการพยาบาลให้กับพยาบาล ณ หอผู้ป่วย เมื่อมีออสโตเมทเข้ารับการรักษา 2. การสอน การแนะนำและฝึกทักษะในการดูแลตนเองให้กับออสโตเมทและผู้ดูแล - สาธิตการทำความสะอาดและเปลี่ยนถุงรองรับสิ่งขับถ่ายทางทวารใหม่ - ให้ออสโตเมทและ/หรือผู้ดูแลลงมือปฏิบัติการทำความสะอาดและการเปลี่ยนถุงรองรับสิ่งขับถ่าย ทางทวารใหม่ - ประเมินผลความรู้และการปฏิบัติของออสโตเมทและ/หรือผู้ดูแล ขั้นประเมินผล 1. การประเมินผลการสอนพยาบาล ประเมินผลโดยใช้แบบประเมินผลการสอนพยาบาลวิชาชีพ เรื่อง การพัฒนาศักยภาพการดูแลทวารเทียมในวันอบรม 2. การประเมินผลการปฏิบัติของออสโตเมทและผู้ดูแล ประเมินผลโดยใช้แบบประเมินความรู้และการ ปฏิบัติเรื่อง การพัฒนาศักยภาพการดูแลทวารเทียม ผลการดำเนินงาน การประเมินผลโครงการได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ในส่วนแรกต้องการทราบถึงศักยภาพของพยาบาล วิชาชีพในเรื่อง ความรู้และการดูแลผู้ป่วย ส่วนที่สอง ประเมินผู้ป่วยและผู้ดูแลซึ่งแบ่งออกเป็นการประเมิน ความรู้เรื่อง เกี่ยวกับทวารใหม่ และการนำความรู้ไปปฏิบัติ มีรายละเอียดดังนี้ 1. พยาบาลสามารถปฏิบัติการพยาบาลให้กับผู้ป่วยและผู้ดูแลได้ถูกต้องร้อยละ 91.0 เมื่อพิจารณาใน แต่ละหัวข้อพบว่า หัวข้อที่ปฏิบัติการพยาบาลได้ถูกต้องน้อยที่สุดได้แก่ การกระตุกถุงโดยใช้มืออีกข้างกดแป้น ไว้เพื่อทดสอบว่าถุงติดแน่นดีและปิดถุงลงกับแป้นโดยเริ่มกดไล่จากด้านล่างขึ้นไป คะแนนร้อยละ 70.0 ดัง แสดงในตารางที่ 1


R&D ฝ่ายการพยาบาล 153 ตารางที่ 1 คะแนน ร้อยละ พยาบาลในหน่วยงานสามารถเปลี่ยนถุงทวารเทียมได้ถูกต้อง (n = 10) Continuous Quality Improvement (CQI) ลำดับ หัวข้อ คะแนน ร้อยละ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 เตรียมอุปกรณ์ในการแลกเปลี่ยนถุงได้ถูกต้องครบถ้วน (ถุงรองรับรับอุจจาระ, กรรไกร, paste, แผ่นวัดขนาดทวารใหม่, ถุงสำหรับใส่ ขยะ, สำลีชุบน้ำสะอาด) แกะแป้นเก่าออกด้วยความนุ่มนวล ใช้สำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดทำความสะอาดผิวหนังรอบทวารหนักใหม่ และ บริเวณทวารใหม่ ใช้สำลีชุบน้ำหมาดๆ ซับบริเวณทวารใหม่ไว้ขณะเตรียมแป้นและถุง วัดขนาดของทวารใหม่ วัดแป้นให้มีขนาดใหญ่กว่าทวารใหม่ ประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ทา paste รอบขอบแป้น เกลี่ยให้เรียบรอให้แห้งก่อนปิดลงบนผิวหนังของ ออสโตเมท ปิดก้นถุงรองรับอุจจาระให้เรียบร้อยก่อนนำไปติดแป้นที่อยู่บนออสโตแมท ปิดถุงลงกับแป้นโดยเริ่มกดไล่จากด้านล่างขึ้นไป กระตุกถุงโดยใช้มืออีกข้างกดแป้นไว้เพื่อทอสอบว่าถุงติดแน่นดี 8 10 10 9 10 10 10 10 7 7 80 100 100 90 100 100 100 100 70 70 เฉลี่ย 9.1 91 2. ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลสามารถปฏิบัติการทำความสะอาดทวารใหม่และการเปลี่ยนถุงรองรับสิ่งขับถ่าย ทางทวารใหม่ได้ อย่างน้อยร้อยละ 80 ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติการพยาบาลสามารถเปลี่ยนถุงทวารเทียมได้ถูกต้องร้อยละ 95.0 หัวข้อที่ปฏิบัติ การพยาบาลได้ถูกต้องน้อยที่สุด ได้แก่ การวัดแป้นให้มีขนาดใหญ่กว่าทวารใหม่ ประมาณ 1-2 มิลลิเมตรและ หัวข้อ กระตุกถุงโดยใช้มืออีกข้างกดแป้นไว้เพื่อทดสอบว่า ถุงติดแน่นดี ได้คะแนน ร้อยละ 75.0 ดังแสดงใน ตารางที่ 2


R&D ฝ่ายการพยาบาล 154 ตารางที่ 2 คะแนน ร้อยละของผู้ป่วยสามารถเปลี่ยนถุงทวารเทียมได้ถูกต้อง (n = 4) Continuous Quality Improvement (CQI) ลำดับ หัวข้อ คะแนน ร้อยละ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 เตรียมอุปกรณ์ในการแลกเปลี่ยนถุงได้ถูกต้องครบถ้วน (ถุงรองรับรับอุจจาระ, กรรไกร, paste, แผ่นวัดขนาดทวารใหม่, ถุงสำหรับใส่ ขยะ, สำลีชุบน้ำสะอาด) แกะแป้นเก่าออกด้วยความนุ่มนวล ใช้สำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดทำความสะอาดผิวหนังรอบทวารหนักใหม่ และ บริเวณทวารใหม่ ใช้สำลีชุบน้ำหมาดๆ ซับบริเวณทวารใหม่ไว้ขณะเตรียมแป้นและถุง วัดขนาดของทวารใหม่ วัดแป้นให้มีขนาดใหญ่กว่าทวารใหม่ ประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ทา paste รอบขอบแป้น เกลี่ยให้เรียบรอให้แห้งก่อนปิดลงบนผิวหนังของ ออสโตเมท ปิดก้นถุงรองรับอุจจาระให้เรียบร้อยก่อนนำไปติดแป้นที่อยู่บนออสโตแมท ปิดถุงลงกับแป้นโดยเริ่มกดไล่จากด้านล่างขึ้นไป กระตุกถุงโดยใช้มืออีกข้างกดแป้นไว้เพื่อทอสอบว่าถุงติดแน่นดี 4 4 4 4 4 3 4 4 4 3 100 100 100 100 100 75 100 100 100 75 เฉลี่ย 3.8 95 บทเรียนที่ได้รับ หน่วยงานมีความรู้และสามารถพัฒนาทักษะการให้การพยาบาล และคำแนะนำแก่ผู้ป่วยและผู้ดูแล ให้ มีความมั่นใจในการดูแลทวารเทียม ตลอดจนสามารถปรับตัวกับทวารเทียมในการดำรงชีวิตประจำวันได้


R&D ฝ่ายการพยาบาล 155 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: เสาวภา จันทร์พรหม, นาตยา สุทธิประภา, ประเสริฐ น้อยเพ็ชร หน่วยงาน: หน่วยรับบริจาคโลหิต ที่มาและความสำคัญ เกล็ดโลหิตเป็นเซลล์เม็ดโลหิตชนิดหนึ่งมีขนาดเล็กมากแต่มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างยิ่ง เพราะทำ ให้โลหิตแข็งเป็นลิ่มและอุดรอยฉีกขาดของเส้นโลหิตเวลาที่ถูกของมีคมบาด มีอายุในการทำงานประมาณ 7 วัน ถ้ามีภาวะเกล็ดโลหิตต่ำมากจะทำให้โลหิตออกง่ายและมีหลายโรคที่ทำให้เกล็ดโลหิตต่ำ เช่น โรคมะเร็งเม็ด เลือดขาว โรคไขกระดูกฝ่อ โรคติดเชื้อบางชนิด เช่น ไข้เลือดออก เป็นต้น และรวมถึงผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัด ใหญ่ เช่น ผ่าตัดในช่องอกซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้มีโอกาสที่จะมีโลหิตออกจนเสียชีวิต หากไม่ได้รับการรักษาด้วยเกล็ด โลหิตอย่างทันท่วงที และยังไม่มีการรักษาอื่นใดในปัจจุบันที่สามารถทดแทนการรักษาโดยการให้เกล็ดโลหิตได้ หน้าที่หนึ่งของหน่วยรับบริจาคโลหิตคือ การจัดหาเกล็ดโลหิตที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานเพียงพอใช้ใน โรงพยาบาล ในปีพ.ศ. 2563 โรงพยาบาลใช้เกล็ดโลหิตทั้งหมด 2,520 ยูนิต ปีพ.ศ. 2564 ใช้ 1,816 ยูนิต ปัญหาอย่างหนึ่งที่มักพบในการปฏิบัติงานคือ การติดต่อสื่อสารกับผู้บริจาคเกล็ดโลหิตในอดีต การติดต่อ สื่อสารด้วยการโทรศัพท์เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการนัดหมายวันที่บริจาคในกรณีเร่งด่วนหรือกะทันหัน อีกทั้ง วันหยุดราชการ วันหยุดนักขัตฤกษ์ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำงาน ผู้บริจาคเกล็ดโลหิตไม่สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ ทำ ให้ขาดความคล่องตัวในการทำงาน ประกอบกับโรงพยาบาลต้องเสียค่าโทรศัพท์จำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลค่า โทรศัพท์ที่หน่วยรับบริจาคโลหิตใช้ติดต่อสื่อสารกับผู้บริจาคโลหิตและเกล็ดโลหิตเฉลี่ย 2,000 - 3,000 บาท/ เดือน ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์ (social media) มีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นปัจจัย สำคัญอย่างหนึ่ง ในการดำรงชีวิตของผู้คน ผลการสำรวจข้อมูลจาก Hoot suite และ We are social ได้สรุป สถิติการใช้ Social media ในปีพ.ศ. 2564 พบว่าคนไทยใช้ Facebook มากที่สุด 51 ล้านคน รองลงมาเป็น ผู้ใช้ YouTube 49 ล้านคนและ LINE 46 ล้านคน ดังนั้นหน่วยรับบริจาคโลหิตจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาระบบ การติดต่อสื่อสารกับผู้บริจาคเกล็ดโลหิตด้วย GROUP LINE เพื่อเป็นการเพิ่มความรวดเร็ว ความสะดวกให้กับ ผู้บริจาคเกล็ดโลหิตและช่วยลดค่าโทรศัพท์ของโรงพยาบาล เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ผู้บริจาคเกล็ดโลหิตได้รับการนัดหมายบริจาคเกล็ดโลหิตโดยใช้ GROUP LINE สำเร็จ >ร้อยละ 90 2. ความพึงพอใจของผู้บริจาคเกล็ดโลหิตในการนัดหมายมาบริจาคเกล็ดโลหิตโดยใช้ GROUP LINE >ร้อยละ 90 3. ค่าโทรศัพท์ในการนัดหมายมาบริจาคเกล็ดโลหิตกับผู้บริจาคเกล็ดโลหิตลดลง > 50 % เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารและนัดหมายกับผู้บริจาคเกล็ดโลหิต โดยใช้ GROUP LINE


R&D ฝ่ายการพยาบาล 156 ระยะเวลาดำเนินการ Continuous Quality Improvement (CQI) มกราคม พ.ศ. 2565 - มีนาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. คัดเลือกหัวข้อเรื่องที่จะพัฒนาจากปัญหาและอุปสรรคในการติดต่อสื่อสารกับผู้บริจาคเกล็ดโลหิต 2. รวบรวมข้อมูลสาเหตุของปัญหาและคิดแนวทางแก้ปัญหา 3. คิดหารูปแบบการติดต่อสื่อสารแบบใหม่ที่ง่ายสะดวกทันสมัยและผู้บริจาคเกล็ดโลหิตสามารถเข้าถึง ได้ 4. คิดและสร้าง GROUP LINE การติดต่อสื่อสารกับผู้บริจาคเกล็ดโลหิตโดยจัดตามหมู่โลหิตของผู้ บริจาค 5. เก็บข้อมูลจากการความสำเร็จในการนัดและความพึงพอใจของผู้บริจาคเกล็ดโลหิตที่ใช้ GROUP LINE 6. รวบรวมข้อมูลนำมาวิเคราะห์แก้ไข 7. สรุปผลและนำมาใช้ ผลการดำเนินงาน จากการนำ GROUP LINE มาใช้ติดต่อกับผู้บริจาคเกล็ดโลหิต เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 จนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2565 พบว่า นัดหมายบริจาคเกล็ดโลหิตทั้งหมด 224 ครั้ง ผู้บริจาคเกล็ดโลหิตมา บริจาคตามนัดทั้งหมด 224 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 100 อัตราความพึงพอใจของผู้บริการเกล็ดโลหิตในรูปแบบ การใช้ GROUP LINE พบว่า มีระดับความพึงพอใจในระดับปานกลาง ระดับมาก และระดับมากที่สุด คิดเป็น ร้อยละ 3.2, 25.8 และ 70.9 ตามลำดับ และค่าโทรศัพท์ที่หน่วยรับบริจาคโลหิตใช้ติดต่อสื่อสารกับผู้บริจาค โลหิตทั้งหมด 3,680 บาท สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ คิดเป็นร้อยละ 30.6 บทเรียนที่ได้รับ จากการใช้ GROUP LINE ทำให้ปฏิบัติงานได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น สามารถนำเทคโนโลยีต่างๆ ที่มี ความทันสมัยไปประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานอื่นๆ ได้


R&D ฝ่ายการพยาบาล 157 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: อัจฉรา ธรรมสุวรรณ, นิลาวัลย์จันทรา, ฑิตฐิตา ทับชา, จันทร์แรม สิงห์วี, วัชรินทร์ เล็กศิริ, ชรีญา นิเรียงรัมย์ หน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญกุมารเวชกรรม (18D) ที่มาและความสำคัญ อาการชักจากไข้สูง (Febrile convulsion) เป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อยในเด็กเล็กช่วงอายุ 3 เดือน ถึง 5 ปี พบได้ร้อยละ 2-5 โดยพบบ่อยที่สุดระหว่างอายุ 6 เดือนถึง 3 ปี ส่วนใหญ่จะมีอาการชักเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงแรกที่เริ่มมีอาการไข้ แม้ว่าอาการชักจากไข้ไม่ได้เป็นปัญหาที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ไม่มีผลต่อความ ผิดปกติของระบบประสาทและพัฒนาการของเด็ก แต่หากมีอาการชักติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 15 นาทีขึ้น ไปจนมีภาวะขาดออกซิเจน หรือมีอาการชักซ้ำติดต่อกันหลายครั้งในการเจ็บป่วยครั้งเดียว อาจมีผลกระทบ กระเทือนต่อสมองที่กำลังเติบโต ส่งผลให้สมองเสียหายแบบถาวรได้ ซึ่งเด็กที่เคยชักจากไข้สูงมาแล้วมีโอกาสที่ จะกลับมาชักอีกถึงร้อยละ 20 - 50 และเด็กที่มีอาการชักจากไข้มีแนวโน้มที่จะเกิดโรคลมชักได้สูงกว่าเด็กทั่วไป แต่อย่างไรก็ตามถ้ามีการดูแลรักษาอย่างถูกต้องก็สามารถป้องกันมิให้มีอาการชักซ้ำได้ การพัฒนาการดูแล ผู้ป่วยเด็กที่มีอาการชักจากไข้สูง จึงมีความสำคัญที่จะช่วยป้องกันการเกิดชักซ้ำ และความพิการจากสมอง เสียหายได้ จากการเก็บข้อมูลผู้ป่วยในหอผู้ป่วยตึกมหิดลอดุลยเดชชั้น 4 กุมารเวชกรรม ในปีงบประมาณ 2562 - 2564 พบว่า มีผู้ป่วยชักซ้ำในโรงพยาบาล คิดเป็นร้อยละ 8.3, 7.0, และ 12.1 ตามลำดับ ซึ่งสูงเกินกว่า เป้าหมาย ทางหน่วยงานจึงได้จัดทำโครงการพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยชักจากไข้สูงขึ้น วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยชักจากไข้สูง 2. เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความรู้และสามารถให้ความรู้กับญาติเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยชักจากไข้สูงและ ปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน 3. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ สามารถเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกวิธีและสามารถสอนญาติที่ดูแลผู้ป่วยได้ถูกต้อง 4. เพื่อลดอัตราการเกิดภาวะชักซ้ำจากไข้สูงของผู้ป่วยเด็กที่นอนรักษาในหอผู้ป่วย เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. มีแนวทางการดูแลผู้ป่วยชักจากไข้สูงที่มีเนื้อหาของเอกสารแผ่นพับให้ทันสมัย 2. บุคลากรมีความรู้เรื่องการเช็ดตัวลดไข้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 100 3. เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยชักจากไข้สูง ร้อยละ 100 4. อัตราการเกิดภาวะชักซ้ำจากไข้สูง ลดลงจากเดิม ร้อยละ 10 พัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยเด็กที่มีอาการชักจากไข้สูง


R&D ฝ่ายการพยาบาล 158 ระยะเวลาดำเนินการ Continuous Quality Improvement (CQI) 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 - 30 กันยายน พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. ขั้นเตรียมการ 1.1 รวบรวมข้อมูลสถิติผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะชักจากไข้สูงย้อนหลัง ปีงบประมาณ 2562 - 2564 1.2 ออกแบบสอบถามวัดความรู้เรื่อง การดูแลผู้ป่วยเมื่อมีภาวะชักจากไข้สูง (Pre-test, Posttest) 1.3 ปรับปรุงเอกสารแผ่นพับให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเมื่อมีภาวะชักจากไข้สูงให้ทันสมัย 1.4 จัดทำแนวทางปฏิบัติแก่บุคลากรสำหรับการดูแลผู้ป่วยชักจากไข้สูง 2. ขั้นดำเนินการ 2.1 จัดประชุมหน่วยงานและชี้แจงรายละเอียดของโครงการและการประเมินผล 2.2 จัดสอนให้ความรู้เจ้าหน้าที่ โดยมีการวัดความรู้ก่อนสอนด้วยการทำแบบสอบถามความรู้ เกี่ยวกับภาวะชักจากไข้สูง (Pre-test) 2.3 จัดอบรมเจ้าหน้าที่เรื่องการดูแลผู้ป่วยชักจากไข้สูงและแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการชัก จากไข้สูง - แนะนำเอกสารแผ่นพับเกี่ยวกับการดูแลภาวะไข้และชักจากไข้สูง - ให้ความรู้เกี่ยวการเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกวิธีโดยวิธีการสาธิต - สอนและฝึกปฏิบัติการเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกวิธี 2.4 เจ้าหน้าที่ทำแบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับภาวะชักจากไข้สูง (Post-test) 2.5 ติดตามประเมินการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการชักจากไข้สูง 3. ติดตามประเมินผลการดำเนินงาน ผลการดำเนินงาน 1. หน่วยงานมีแนวทางการดูแลผู้ป่วยชักจากไข้สูงและแผ่นพับที่มีเนื้อหาความรู้ทันสมัย 2. ภายหลังการสอน บุคลากรมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 100 3. เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยชักจากไข้สูง ร้อยละ 89.7 4. อัตราการเกิดภาวะชักซ้ำระหว่างอยู่โรงพยาบาล ในกลุ่มผู้ป่วยชักจากไข้สูงลดลงจากเดิมร้อยละ 14.1 (จากร้อยละ 12.1 เป็น 10.4)


R&D ฝ่ายการพยาบาล 159 บทเรียนที่ได้รับ Continuous Quality Improvement (CQI) จากการจัดทำโครงการ พัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยเด็กที่มีอาการชักจากไข้สูง ผลลัพธ์ที่ได้ตาม เป้าหมาย ยกเว้นเจ้าหน้าที่ยังปฏิบัติตามแนวทางได้ไม่ครบร้อยละ 100 ซึ่งเป็นโอกาสพัฒนาต่อไป และพบว่า อัตราการเกิดภาวะชักซ้ำในหน่วยงานยังสูงกว่าตัวชี้วัดของ PCT กุมารเวชกรรม ทางหน่วยงานได้มาทำ PDCA และพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยชักจากไข้สูงเพิ่ม โดยจัดทำวีดีทัศน์ให้ความรู้กับผู้ดูแลในการเช็ดตัวลดไข้และ เพิ่มการประเมินทักษะของผู้ดูแล ปัจจัยแห่งความสำเร็จ 1. Team และความร่วมมือของญาติ 2. ความร่วมมือจากทีมสหวิชาชีพ 3. ความเสียสละ


R&D ฝ่ายการพยาบาล 160 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: บุษกร วัฒนากังชัย, อัญชลีย์ พรหมฮวบ, รัชนุช สมันพงษ์, กิรณา หิรัญปภาภิรมย์, จันทิรา แก่นจันทร์ ที่ปรึกษา: ศิริรัตน์ รัตนมณี, แสงเดือน ชื่นทองคำ หน่วยงาน: หน่วยแผลไหม้ น้ำร้อนลวก ที่มาและความสำคัญ หน่วยแผลไหม้น้ำร้อนลวกให้การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุทำให้เกิดการสูญเสียผิวหนัง ที่มีสาเหตุ จากไฟไหม้ (Flame burn) น้ำร้อนลวก (Scald burn) ไฟฟ้าช็อต (Electrical burn) การสูดสำลักควัน (Inhalation burn) สารเคมี (Chemical burn) และความร้อนแห้ง (Contact burn) การให้การพยาบาล ผู้ป่วยแผลไหม้ในระยะ 24 ชั่วโมงแรก (Emergent phase ) คือ การป้องกันภาวะช็อค มีความซับซ้อนมากกว่า การรักษาภาวะช็อค จากสาเหตุอื่นๆ เนื่องจากแผลไหม้ระดับรุนแรงที่มากกว่า 20% Total body surface area (%TBSA) ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกจะเกิด Increase vascular permeability ของผนังหลอดเลือดทั่ว ร่างกาย โปรตีนไหลซึมออกจากหลอดเลือด และดึงน้ำจาก Vascular system ไปสะสมอยู่ในช่องว่างระหว่าง เซลล์ ทำให้อวัยวะสำคัญขาดเลือดไปเลี้ยง จนทำงานล้มเหลวและอาจเสียชีวิตได้ การรักษาภาวะช็อคโดยการ ให้สารน้ำทดแทน ที่ได้รับความนิยมมานานกว่า 50 ปี ตามแนวทางของ Parkland formula เป็นการคำนวณ ปริมาณสารน้ำที่ควรได้รับใน 24 ชั่วโมงแรก ด้วยการให้ Lactate Ringer Solution (LRS) ปริมาณ 4 ml/kg/ %TBSA ใน 24 ชั่วโมงแรก แบ่งครึ่งให้ใน 8 ชั่วโมงแรก และ 16 ชั่วโมงหลัง Record intake output ทุก 1 ชั่วโมง ดูปริมาณ Urine output ให้สมดุล (0.5-1 ml/hr.) หากผู้ป่วยได้รับสารน้ำทดแทนมากไป จะทำให้เกิด ภาวะบวมน้ำทั่วร่างกาย ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิต ในผู้ป่วยบางรายภาวะช็อคยังคงเกิดขึ้น แม้จะได้สาร น้ำปริมาณมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมาก มีการบาดเจ็บต่อร่างกายมาก หลายระบบ ได้รับอุบัติเหตุจากไฟฟ้าดูด ร่วมด้วย มีการสำลักควันไฟ มีความล่าช้าในการให้สารน้ำและมีโรคประจำตัวอื่นร่วมด้วย ในผู้ป่วยเหล่านี้มี ความล้มเหลวในการแก้ไขภาวะช็อคซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในระยะแรกได้ หน่วยงานได้ตระหนักถึงความสำคัญในการให้สารน้ำทดแทนในผู้ป่วย เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ไม่ เกิดภาวะ Hypervolemic- Hypovolemic shock ดังนั้นศัลยแพทย์ตกแต่ง จึงได้นำโปรแกรมการให้สารน้ำ ทดแทน โดยอ้างอิงจากโรงพยาบาลชลบุรี ซึ่งโปรแกรม Computer- assisted guidelines in burn resuscitates สามารถคำนวณปริมาณและชนิดของสารน้ำได้อย่างเหมาะสม ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ปลอดภัย เป็นไปในแนวทางเดียวกัน สามารถติดตามอาการผู้ป่วย ได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที โดยการเขียนโปรแกรมบน Google sheets ช่วยคำนวณปริมาณสารน้ำด้วยการ 1) คำนวณปริมาณปัสสาวะย้อนหลัง สองชั่วโมง 2) แสดงปริมาณสารน้ำสะสม เปรียบเทียบปริมาณระดับ ควบคุมด้วยเส้นกราฟและสี3) พยากรณ์ปริมาณสารน้ำที่จะได้รับเมื่อครบ 24 ชั่วโมง 4) เตือนเมื่อได้รับสารน้ำ พัฒนาการให้สารน้ำ โดยใช้โปรแกรม Computer - Assisted Guidelines in burn resuscitated


R&D ฝ่ายการพยาบาล 161 เกินปริมาณที่ควบคุม 5) ติดตามการบันทึกการรักษาผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำที่ Continuous Quality Improvement (CQI) พอดี แก้ไขภาวะบวมน้ำ หรือภาวะขาดสารน้ำ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้ป่วย Major burn ได้รับสารน้ำเพียงพอ 2. เพื่อให้หน่วยงานมีคู่มือ โปรแกรม Computer - Assisted guidelines in burn resuscitated สำหรับใช้ในหน่วยงาน 3. ทีมพยาบาลผู้ดูแลมีความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรมการให้สารน้ำในการดูแลผู้ป่วยแผลไหม้ เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ผู้ป่วย Major burn ได้รับสารน้ำเพียงพอ ร้อยละ 100 2. ผู้ป่วย Major burn ใช้โปรแกรม Computer - Assisted guidelines in burn resuscitated ร้อยละ 100 3. ทีมพยาบาลผู้ดูแล มีความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรมการให้สารน้ำในการดูแลผู้ป่วยแผลไหม้ ร้อยละ 90 ระยะเวลาดำเนินการ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 - 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. ทบทวนวรรณกรรมเพื่อหาโปรแกรม Computer - Assisted guidelines in burn resuscitated ร่วมกับแพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง 2. เรียนรู้วิธีการลงข้อมูลโปรแกรม Computer - Assisted guidelines in burn resuscitated จาก แพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง 3. นำโปรแกรม Computer - Assisted guidelines in burn resuscitated มาใช้กับผู้ป่วย โดย แพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง 4. จัดทำคู่มือในการใช้โปรแกรม Computer - Assisted guidelines in burn resuscitated ผลการดำเนินงาน 1. ผู้ป่วย Major burn ใช้โปรแกรม Computer - Assisted guidelines in burn resuscitated ร้อยละ 100 ผล: ผู้ป่วย Major burn (Burn >20% BSA) จำนวน 5 ราย ได้ใช้ โปรแกรม Computer - Assisted guidelines in burn resuscitated จำนวน 4 ราย คิดเป็นร้อยละ 80.0 เนื่องจาก มีการประเมินพื้นที่แผลไหม้ รวมพื้นที่ First degree burn ทำให้ over estimates


R&D ฝ่ายการพยาบาล 162 2. ผู้ป่วย Major burn ได้รับสารน้ำเพียงพอ (ปริมาณ urine เฉลี่ย > 30 ml/ hr.) ร้อยละ 100 Continuous Quality Improvement (CQI) ผล: ผู้ป่วย Major burn (Burn ≥20% BSA) จำนวน 4 ราย ได้รับสารน้ำเพียงพอเหมาะสม (urine output เฉลี่ย > 30 ml/hr.) จำนวน 3 ราย คิดเป็นร้อยละ 75.0 เนื่องจากสายสวนคาปัสสาวะมีการอุดตัน ไม่ มีปัสสาวะ ในชั่วโมงที่ 7-10 เมื่อแก้ปัญหาการอุดตันได้ ปัสสาวะจึงไหลดี 3. ทีมพยาบาลผู้ดูแล มีความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรมการให้สารน้ำในการดูแลผู้ป่วยแผลไหม้ ร้อยละ 90 ผล: จากทีมพยาบาล จำนวน 10 ราย มีความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรมฯ ร้อยละ 92.5 ในด้านความ รวดเร็ว ร้อยละ 93.1 ความปลอดภัย ร้อยละ 91.5 ความทันสมัย ร้อยละ 93.0 ปัจจัยแห่งความสำเร็จ การทำงานเป็นทีม สามารถเพิ่มคุณภาพการดูแลผู้ป่วย และทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้


R&D ฝ่ายการพยาบาล 163 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: เพชรลดา แจ้งกระจ่าง, ศศิธร โคตรสมบัติ, วราภรณ์ยักสม, มณีนุช อนุเล, กฤษฏิ์ปัณฎา เหรียญเจริญ, ศศิกานต์ศรีสุวรรณ หน่วยงาน: หอผู้ป่วยพิเศษสูติกรรม (23A) ที่มาและความสำคัญ หอผู้ป่วยพิเศษสูติกรรม (23A) ให้การดูแลผู้ป่วยทางด้านสูติกรรม และพบปัญหาว่า ผู้รับบริการและ ญาติได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือได้รับข้อมูลแล้วไม่ปฏิบัติตามนโยบายของหอผู้ป่วย โดยแจ้งเหตุผลว่าไม่ทราบ ข้อมูลนโยบายข้อปฏิบัติขณะเข้าพักรักษาตัว จึงทำให้เกิดการปฏิบัติตัวขณะเข้าพักรักษาไม่เป็นไปตามนโยบาย ของหอผู้ป่วย ผู้รับบริการและญาติได้รับทราบข้อมูลค่าใช้จ่ายในเบื้องต้นแล้ว แต่เมื่อถึงวันจำหน่าย แจ้งว่าไม่ ทราบค่าใช้จ่ายทำให้เกิดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย รวมทั้งยังพบปัญหาการได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และใช้ระยะ เวลานานในการให้ข้อมูลนาน ผู้จัดทำจึงได้จัดทำโครงการติดต่อจองห้องพิเศษขึ้น เพื่อให้ผู้รับบริการที่มีความ ประสงค์ในการจองห้องพิเศษรู้เกี่ยวกับนโยบาย ข้อปฏิบัติและค่าใช้จ่ายของหอผู้ป่วยพิเศษสูติกรรม วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้รับบริการและญาติได้รับข้อมูลครบถ้วนในการปฏิบัติตัวและค่าใช้จ่าย ขณะเข้าพักรักษา ตามนโยบายของหอผู้ป่วยสูติกรรม (23A) 2. เพื่อลดระยะเวลาในการให้ข้อมูลเรื่องนโยบายข้อปฏิบัติและค่าใช้จ่าย วิธีดำเนินการ 1. จัดทำเอกสารหนังสือยินยอมรับทราบนโยบายและค่าใช้จ่ายของหอผู้ป่วยพิเศษสูติกรรม (23A) 2. จัดทำวิดีโอการแนะนำนโยบายข้อปฏิบัติและค่าใช้จ่ายในขณะเข้ารักษาตัวที่หอผู้ป่วยพิเศษสูติ กรรม (23A) และมี QR code แสดงวิดีโอนำเสนอข้อมูลและข้อปฏิบัติของผู้รับบริการที่มีความประสงค์ในการ จองห้องพิเศษ 3. จัดทำวิดีโอนำเสนอข้อมูลและข้อปฏิบัติของผู้รับบริการและญาติที่มีความประสงค์ในการจองห้อง พิเศษ และประเมินความเข้าใจในการดูวิดีโอ ความเหมาะสมในการให้ข้อมูลในวิดีโอ ความพึงพอใจในการได้รับ ฟังข้อมูลจากในวิดีโอ ลงใน Google Form ผลการดำเนินงาน หลังชมวิดีโอการแนะนำนโยบายข้อปฏิบัติและค่าใช้จ่ายในขณะเข้ารักษาตัวที่หอผู้ป่วยพิเศษสูติกรรม (23A) ผู้รับบริการและญาติเข้าใจข้อมูลในวิดีโอร้อยละ 100 ผู้รับบริการและญาติมีความเห็นว่าการให้ข้อมูล ด้วยวิดิโอมีความเหมาะสม ร้อยละ 100 ผู้รับบริการและญาติมีความพึงพอใจหลังรับชมวิดิโอในระดับมากที่สุด ระดับมาก และระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 43.9, 48.8, และ 7.3 ตามลำดับ ดังภาพที่ 1, 2, และ 3 การติดต่อจองห้องพิเศษ


R&D ฝ่ายการพยาบาล 164 Continuous Quality Improvement (CQI) ภาพที่1 การรับทราบและเข้าใจข้อมูลในวิดีโอ ภาพที่2 ความเหมาะสมในการใช้วิดีโอ ภาพที่3 ระดับความพึงพอใจในการรับฟังคำแนะนำจากวิดีโอ ภายหลังจากผู้รับบริการและญาติได้รับเอกสารหนังสือยินยอมรับทราบนโยบายและค่าใช้จ่ายของ หอผู้ป่วยสูติกรรม (23A) และได้รับชมวิดีโอนำเสนอข้อมูลและข้อปฏิบัติของผู้รับบริการและญาติที่มีความ ประสงค์ในการจองห้องพิเศษ ทำให้ผู้รับบริการและญาติมีความพร้อมในการเตรียมค่าใช้จ่ายและไม่พบปัญหา เรื่องค่าใช้จ่ายในวันจำหน่ายกลับบ้าน บทเรียนที่ได้รับ หลังเริ่มใช้หนังสือยินยอมรับทราบนโยบายและค่าใช้จ่ายของหอผู้ป่วยสูติกรรม (23A) ในระยะ 7 วัน แรก ทางคณะผู้จัดทำได้จัดทำเอกสารเพียง 1 ฉบับ เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานในหน้าป้ายและพบปัญหาว่า ผู้รับบริการแจ้งว่าญาติที่มาติดต่อห้องพิเศษไม่ได้แจ้งรายละเอียดแก่ผู้ป่วยต่อ ทำให้ไม่ทราบข้อปฏิบัติและ ค่าใช้จ่าย จากปัญหานี้ทางคณะผู้จัดทำจึงได้จัดทำเอกสารเพิ่มขึ้นเป็น 2 ฉบับ เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานในหน้า ป้าย 1 ฉบับ และให้ผู้รับบริการและญาติเก็บไว้1 ฉบับ


R&D ฝ่ายการพยาบาล 165 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: เยาวรักษ์คชเดช หน่วยงาน: ตึกตรวจโรค 3 ที่มาและความสำคัญ เนื่องจากมาตรฐาน HA ฉบับฉลองศิริราชสมบัติครบ 60 ปี ข้อ II-2.1 การกำกับดูแลวิชาชีพด้านการ พยาบาล (Nursing governance) กำหนดว่า องค์กรมีระบบบริหารการพยาบาลที่รับผิดชอบต่อการจัดบริการ พยาบาลที่มีคุณภาพสูงเพื่อบรรลุพันธกิจขององค์กร โดยเฉพาะข้อ 2 บุคลากรด้านการพยาบาลมีความรู้ ความสามารถ จำนวนเพียงพอกับความต้องการการพยาบาลของผู้ป่วย เป้าหมายคือ ความปลอดภัยของผู้ป่วย การบรรเทาความทุกข์ทรมาน การได้รับข้อมูล การเรียนรู้ของผู้ป่วย ความสามารถในการดูแลตนเอง และการ เสริมพลัง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องศึกษาสิ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาการบริการคือ การบริหารอัตรากำลังคนอย่าง เหมาะสม ทั้งด้านภาระงาน (workload) การใช้เวลาในการทำงานของบุคลากร (time use) เพื่อวิเคราะห์ ความต้องการกำลังคนตามภาระงานในรูปแบบของเวลา (Full Time Equivalent หรือ FTE) เป็นวิธีหนึ่งที่ สามารถให้ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จะสะท้อนความต้องการกำลังคน และสามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการ การใช้กำลังคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตวิญญาณ และเพื่อคุณภาพและความปลอดภัยที่ผู้รับบริการต้องการ (กฤษดา แสวงดี, 2545) จากข้อมูลสถิติผู้ป่วยนรีเวชกรรม โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ย้อนหลัง 3 ปี พ.ศ. 2562 - 2564 มีจำนวนผู้ป่วย 21,065 19,334 และ14,790 คน/ปี ตามลำดับ เฉลี่ย 18,396 คน/ปีและ ต่อวันเฉลี่ย 75 คน/วัน พบข้อร้องเรียนการบริการเกี่ยวกับผู้ปฏิบัติงาน 5 ครั้ง /วัน และระยะเวลารอคอยของ ผู้ป่วยเฉลี่ย 137 นาที หรือ 2.3 ชั่วโมงต่อครั้ง จากการประชุมปรึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกับผู้ปฏิบัติงานที่ คลินิกนรีเวชกรรม มีพยาบาล 2 คน ผู้ช่วยพยาบาล 1 คน และเจ้าหน้าที่พยาบาล 3 คน รวม 6 คน พบว่า ภาระงานในคลินิกนรีเวชกรรม พยาบาลต้องให้การพยาบาลทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งงานด้านเอกสารและ อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้ช่วยพยาบาลตรวจวัดสัญญาณชีพและซักประวัติประเมินอาการเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พยาบาล ทำหน้าที่เตรียมความพร้อมของอุปกรณ์ เครื่องมือ ช่วยเหลือผู้ป่วยในการตรวจภายใน อัลตร้าซาวน์ ส่องกล้อง และงานด้านเอกสารต่างๆ เป็นต้น ทำให้รู้สึกว่ามีภาระงานมาก แต่จำนวนเจ้าหน้าที่เท่าเดิมหรือน้อยลง เนื่องจากการลา ความเจ็บป่วย และต้องไปปฏิบัติงานที่คลินิก ARI (ในสถานการณ์โควิด-19) ผู้ปฏิบัติงานเกิด ความเหนื่อยล้า ซึ่งอาจจะส่งผลให้คุณภาพการบริการด้อยลงได้และที่สำคัญความไม่ปลอดภัยของผู้ป่วยก็อาจ เกิดขึ้น ปัจจุบันอัตรากำลังบุคลากรทางการพยาบาลของคลินิกนรีเวชกรรม แผนกผู้ป่วยนอก ไม่ทราบแน่ชัดว่า ภาระงานมากเกินกําลังคนที่มีอยู่หรือมีกําลังคนมากกว่างาน (งานเกินคน หรือ คนเกินงาน) การสำรวจภาระงานเพื่อกำหนดอัตรากำลังบุคลากรทางการพยาบาล ของคลินิกนรีเวชกรรม หอผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา


R&D ฝ่ายการพยาบาล 166 จากข้อปรารภดังกล่าว จึงจำเป็นต้องจัดทำโครงการ การสำรวจภาระงานเพื่อกำหนดอัตรากำลัง Continuous Quality Improvement (CQI) บุคลากรทางการพยาบาลของคลินิกนรีเวชกรรม ให้มีสัดส่วนที่เหมาะสม การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพเพื่อให้ ผู้ป่วยและครอบครัวได้รับการบริการที่ดีทั้งคุณภาพและความปลอดภัย และตอบสนองยุทธศาสตร์ของ โรงพยาบาลคือ พัฒนาการบริการและการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานสากล สนับสนุนยุทธศาสตร์ฝ่ายการ พยาบาลคือ พัฒนาระบบบริการพยาบาลให้มีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสำรวจภาระงานบุคลากรทางการพยาบาล ของคลินิกนรีเวชกรรม 2. เพื่อกำหนดอัตรากำลังบุคลากรทางการพยาบาล ที่คลินิกนรีเวชกรรม เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ได้ชั่วโมงการทำงานตามภาระงานของบุคลากรทางการพยาบาลแต่ละระดับ 100% 2. ได้จำนวนบุคลากรทางการพยาบาลที่ควรมีตามภาระงาน ระยะเวลาดำเนินการ 1 เมษายน พ.ศ. 2565 – 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินโครงการ เป็นแบบบันทึกจำนวนชั่วโมงการปฏิบัติงานแต่ละกิจกรรมของ การให้บริการ ตั้งแต่วัดสัญญาณชีพและประเมินอาการ จนสิ้นสุดการรักษา และการบันทึกเอกสารต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องกับการรักษา (เอกสารแนบ) 2. ขั้นตอนการดำเนินโครงการ ระยะเตรียมการ 1) ประชุมหน่วยงานเพื่อให้บุคลากรได้รับทราบ 2) กำหนดขนาดตัวอย่าง 3) ศึกษา Job description เพื่อกำหนดกิจกรรมการพยาบาลโดยตรงและอ้อมของ RN PN NA 4) สร้างแบบบันทึกเวลา ระยะดำเนินการ 1) บุคลากรทางการพยาบาลแต่ละจุดบริการจับเวลาการให้บริการทางการพยาบาลทั้งทางตรง และทางอ้อมแก่ผู้ป่วยแต่ละราย 2) ลงบันทึกเวลาการให้บริการของผู้ป่วยแต่ละรายในแบบบันทึก 3) รวบรวมแบบบันทึกเวลา ระยะประเมินผล 1) คำนวณเวลาเป็นนาที การพยาบาลแยกทั้งทางตรงและทางอ้อม แยกบุคลากรแต่ละระดับ ใน


R&D ฝ่ายการพยาบาล 167 แต่ละวัน Continuous Quality Improvement (CQI) 2) วิเคราะห์และสรุปผล 3. การเก็บรวมรวบข้อมูล รวมรวมใบบันทึกเวลาที่บุคลากรทางการพยาบาลคลินิกนรีเวชกรรมจับเวลา ในการปฏิบัติแต่ละกิจกรรม โดยใช้นาฬิกาจับเวลาหรือนาฬิกาข้อมือของตนเอง และลงบันทึกในตารางแบบ บันทึกจำนวนชั่วโมงการพยาบาลของกิจกรรมการพยาบาลโดยตรงและกิจกรรมที่นอกเหนือจากกิจกรรม โดยตรง ในแต่ละวันให้หัวหน้างาน 4. การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้จัดทำโครงการนำข้อมูลการบันทึกเวลาของบุคลากรทางการพยาบาลตามจุด บริการต่างๆ มาตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล แล้วรวบรวมในแต่ละวันโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรม Excel แยกประเภทกิจกรรมการพยาบาลโดยตรงและกิจกรรมที่นอกเหนือจากกิจกรรมโดยตรง ของบุคลากรแต่ละระดับ คำนวณผลรวมเป็นนาทีในผู้ป่วย 1 วัน จนครบ 1 เดือน งบประมาณที่ใช้ ไม่มีค่าใช้จ่าย ผลการดำเนินงาน การสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ สำรวจภาระงานบุคลากรทางการพยาบาล ของคลินิกนรีเวชกรรม และเพื่อกำหนดอัตรากำลังบุคลากรทางการพยาบาล ที่คลินิกนรีเวชกรรม บุคลากรทางการพยาบาลจำนวน 5 คน และผู้ป่วยที่มารับบริการระหว่างวันที่ 2 - 31 พฤษภาคม 2565 จำนวน 1,214 คน เฉลี่ยต่อวันจำนวน 64 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบบันทึกกิจกรรมการพยาบาลโดยตรงและกิจกรรม ที่นอกเหนือจากกิจกรรมการพยาบาลโดยตรงของผู้ป่วย แบบบันทึกเวลาการปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลของ บุคลากรทางการพยาบาล ผลการสำรวจพบว่า ปริมาณเวลาที่บุคลากรทางการพยาบาลแต่ละระดับใช้ไปในการปฏิบัติกิจกรรม การพยาบาลในแต่ละวันในด้านการปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลโดยตรงพบว่า พยาบาลวิชาชีพใช้เวลาในการ ปฏิบัติการพยาบาลโดยตรงมากที่สุดคือ การเตรียมและฉีดยา Intravenous และการเตรียมอุปกรณ์ทำแผล และตัดไหมใช้เวลาเท่ากัน 5 นาที/คน ส่วนในด้านการปฏิบัติการพยาบาลที่นอกเหนือกิจกรรมทางการพยาบาล โดยตรงพบว่า พยาบาลวิชาชีพใช้เวลาในกิจกรรมที่นอกเหนือกิจกรรมทางการพยาบาลโดยตรงมากที่สุดคือ การเตรียมเอกสารและส่ง Admit 20 นาที/คน จะมีกิจกรรมที่ไม่ได้ปฏิบัติทุกวันคือ การตรวจ NST ให้หญิง ตั้งครรภ์และแจ้งผลการตรวจมะเร็งปากมดลูกและนัดตรวจติดตาม ใช้เวลา 20 นาที และ 12 นาที/คน ตาม ลำดับ ส่วนผู้ช่วยพยาบาลและเจ้าหน้าที่พยาบาลใช้เวลาในการปฏิบัติการพยาบาลโดยตรงมากที่สุดคือ ช่วย แพทย์ตรวจ PV + PAP + USG + ตัดชิ้นเนื้อ ใช้เวลา 18 นาที/คน ส่วนในด้านการปฏิบัติการพยาบาลที่ นอกเหนือกิจกรรมทางการพยาบาลโดยตรง พบว่า พยาบาลวิชาชีพใช้เวลาในกิจกรรมที่นอกเหนือกิจกรรม ทางการพยาบาลโดยตรงมากที่สุดคือ การเตรียมเอกสารและส่ง Admit ใช้เวลา 20 นาที/คน ผู้ช่วยพยาบาล


R&D ฝ่ายการพยาบาล 168 และเจ้าหน้าที่พยาบาล ใช้เวลาในกิจกรรมที่นอกเหนือกิจกรรมทางการพยาบาลโดยตรงมากที่สุดคือ เช็คความ Continuous Quality Improvement (CQI) พร้อมก่อนส่ง Specimen (Thin pap+patho) ใช้เวลา 21 นาที/วัน ผลที่ได้รับ 1. ได้ชั่วโมงการทำงาน ตามภาระงานของบุคลากรทางการพยาบาลแต่ละระดับ 100% - ชั่วโมงการพยาบาลผู้ป่วยคลินิกนรีเวชกรรมเฉลี่ยต่อคน - ผู้ป่วยไม่มีหัตการ = 0.73 ชั่วโมง/ราย (44 นาที/ราย) - ผู้ป่วยมีหัตถการ = 0.7 ชั่วโมง/ราย (42 นาที/ราย) - ผู้ป่วยนรีเวชกรรมที่มีหัตถการ = 0.73 ชั่วโมง/ราย + 0.7 ชั่วโมง/ราย = 1.4 ชั่วโมง/ราย 2. ได้จำนวนบุคลากรทางการพยาบาลที่ควรมีตามภาระงาน การคิดปริมาณงานการพยาบาลผู้ป่วยนรีเวชกรรม จำนวนบุคลากรที่ต้องการ = จำนวนชั่วโมงการพยาบาลทั้งหมดของหน่วยตรวจใน 1 วัน x จำนวนวันทำการต่อปี จำนวนวันทำการต่อปี/ คน x จน.ชม.ทำงานต่อวัน/ คน ((0.73*40)+(1.4*20)) * 253 / 217*7 = 9.5 จำนวนบุคลากรที่ต้องการในคลินิกนรีเวชกรรม 9 - 10 คน การจัดอัตรากำลัง RN : non RN ของ OPD (อ้างอิง รพ.ราชวิถี) Staff Mix 40:60 เท่ากับ 3:6 อุปสรรคในการพัฒนางาน 1. การบันทึกเวลาแต่ละขั้นตอนไม่สามารถบันทึกได้ครบทุกคน เนื่องจากภาระงานที่มากและมี โทรศัพท์สายนอกโทรเข้ามาสอบถามวันละประมาณ 30 ครั้ง 2. มีแพทย์ออกตรวจ 3 - 5 ห้องตรวจ แต่มีเจ้าหน้าที่พยาบาลช่วยแพทย์ 2 คน ปฏิบัติงานไม่ทัน 3. พยาบาลที่ปฏิบัติงานหน้าคลินิกนรีเวชกรรม บางวันปฏิบัติงานคนเดียวเนื่องจากมี 2 คลินิก และ ช่วยงานคลินิกฝากครรภ์ในการตรวจ NST และเป็น Exit Nurse คลินิกฝากครรภ์ 4. ผู้ป่วยที่ตึกผู้ป่วยในนัดมาทำแผลตัดไหม ไม่สามารถส่งผู้ป่วยไปยังห้องหัตถการกลางได้ เนื่องจาก เป็นแผลผ่าคลอดและแผลผ่าตัดทางนรีเวชกรรมและหากพบแผลสงสัยติดเชื้อต้องให้นรีแพทย์ช่วยประเมิน


R&D ฝ่ายการพยาบาล 169 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: พรเพ็ญ เมธาจิตติพันธ์, ศิวพร อินทรภักดี, วิไล จัตตุวัฒนา, รัสดาพร สันติวงษ์, ศศิธร โตพัฒนกุล, ศิริรัตน์ รัตนมณี, บุญช่วย ศิลาหม่อม, แสงเดือน ชื่นทองคำ, นฎา งามเหมาะ หน่วยงาน: ฝ่ายการพยาบาล ที่มาและความสำคัญ วิชาชีพการพยาบาลได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาแล้วหลายทศวรรษ เพื่อแสดงออกถึงความเป็น สากล ทั้งในด้านการศึกษา การวิจัย การบริหาร และการบริการทางการพยาบาล อย่างไรก็ตามการเปลี่ยน แปลงในยุคปัจจุบันทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เป็นสิ่งที่ยากจะพยากรณ์ อันเป็นผล เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเมื่อประเทศไทยเข้าสู่ยุค ไทยแลนด์ 4.0 และมีพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแล ทางสุขภาพเริ่มกลับมาสนใจต่อการหาวิธีที่จะทำให้ประชาชนในประเทศไทยบรรลุสู่ภาวะสุขภาพ 4.0 ด้วย เช่นกัน พยาบาลซึ่งเป็นบุคคลหนึ่งที่เป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญในการให้บริการทางสุขภาพ มีความตื่นตัวต่อ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ และคำตอบหนึ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายนี้ก็คือการพัฒนาบุคลากรในวิชาชีพให้มี สมรรถนะด้านการบริหารที่สามารถปรับตัว และร่วมนำองค์กรทางสุขภาพไปสู่การพัฒนาสุขภาพ โดยการสร้าง กลยุทธ์การบริหารที่สามารถสร้างสมดุลทั้งคุณภาพ และค่าใช้จ่ายในการดูแล ประสานความร่วมมือกับบุคคล อื่นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติในวิชาชีพ จัดการข้อมูลต่างๆ ได้รู้รอบ มีภาวะผู้นำ มีทักษะการบริหารจัดการ มี ความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ พยาบาลวิชาชีพที่จะก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับต้นและผู้บริหารระดับกลางจะต้องเป็นผู้มีทักษะ ทางความรู้ ปัญญา ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และเทคโนโลยี รวมทั้งคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งวิธีการหนึ่งที่ รวดเร็วและมีประสิทธิภาพคือ การอบรมหลักสูตรเฉพาะทางการจัดการทางการพยาบาล โดยการเพิ่มพูน ความรู้ที่ทันสมัยและบูรณาการความรู้ต่างๆ ที่ได้รับจากการศึกษาในระดับปริญญาตรีร่วมกับประสบการณ์การ ปฏิบัติงาน เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีสมรรถนะในระดับผู้บริหารระดับต้นและผู้บริหารระดับกลางตามที่ กำหนดโดยสภาการพยาบาล เพื่อให้มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพาและโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จึงได้จัดให้มีการอบรมหลักสูตรฯ นี้ขึ้น วัตถุประสงค์ของหลักสูตร เมื่อสิ้นสุดการอบรม ผู้เข้ารับการอบรมจะมีความสามารถดังนี้ 1. ประยุกต์องค์ความรู้ทางการบริหารการพยาบาลไปใช้ในการแก้ปัญหา ออกแบบระบบ และจัดการ คุณภาพบริการพยาบาลเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ หน่วยงาน และวิชาชีพได้อย่างมี ประสิทธิภาพ โดยใช้หลักจริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ กฎหมายวิชาชีพ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการจัดการทางการพยาบาล รุ่น 2 (Nursing Management Program)


R&D ฝ่ายการพยาบาล 170 2. วิเคราะห์และบูรณาการศาสตร์และแนวคิดต่างๆ ที่ได้จากการศึกษาในห้องเรียนโดยเชื่อมโยงกับ Continuous Quality Improvement (CQI) สถานการณ์จริงในคลินิก เพื่อพยากรณ์แนวโน้มและจัดการประเด็นของวิชาชีพด้านการบริหารและการบริการ อย่างครอบคลุมองค์รวมและตอบสนองประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม 3. เป็นผู้นำในการวิเคราะห์และออกแบบ/ พัฒนานวัตกรรมการจัดการเพื่อการดูแลผู้รับบริการใน หอผู้ป่วย หรือแผนกที่รับผิดชอบโดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์และผลงานวิจัย 4. ถ่ายทอด/สื่อสารข้อมูลสารสนเทศกับบุคคลอื่นได้อย่างสอดคล้องกับบริบท โดยใช้เทคโนโลยี สารสนเทศอย่างเหมาะสม 5. พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและแสดงออกอย่างผู้มีความรู้ ความสามารถด้านการจัดการทางการ พยาบาล โครงสร้างหลักสูตร จำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตร 15 หน่วยกิต 1. ภาคทฤษฎี จำนวน 10 หน่วยกิต 4 รายวิชา 1.1 วิชาแกน จำนวน 2 หน่วยกิต วิชาระบบสุขภาพและการจัดการข้อมูลทางการพยาบาล 2 (2-0-4) 1.2 วิชาความรู้ความชำนาญเฉพาะสาขา จำนวน 8 หน่วยกิต 3 รายวิชา 1) วิชาการจัดการทางการพยาบาลสู่ความเป็นเลิศ 3 (3-0-6) 2) วิชาการพัฒนาภาวะผู้น าทางการพยาบาล 3 (3-0-6) 3) วิชาสัมมนาการจัดการทางการพยาบาล 2 (2-0-4) 2. ภาคปฏิบัติ จำนวน 5 หน่วยกิต 2 รายวิชา 2.1 วิชาปฏิบัติการจัดการในคลินิกเพื่อความเป็นเลิศทางการพยาบาล 3 (0-12-2) 2.2 วิชาปฏิบัติภาวะผู้นำทางการพยาบาล 2 (0-8-2) ระบบการศึกษา ระบบทวิภาค ระยะเวลาการฝึกอบรม 16 สัปดาห์ (คิดจากระยะเวลาของการเข้าเรียนภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง) วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2565 ถึงวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ( ) เรียนเต็มเวลา (√ ) เรียนเป็นโมดูล (Module)


R&D ฝ่ายการพยาบาล 171 คุณสมบัติผู้เข้าอบรม Continuous Quality Improvement (CQI) 1. คุณสมบัติทั่วไป เป็นผู้มีความประพฤติดี ประวัติการทำงานดี มีความรับผิดชอบ ไม่เป็นโรคที่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษา 2. คุณสมบัติเฉพาะ เป็นพยาบาลวิชาชีพที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าในสถาบันการศึกษาที่สภาการ พยาบาลรับรอง ซึ่งมีประสบการณ์เฉพาะดังต่อไปนี้ 2.1 มีประสบการณ์ในการทำงานทางการพยาบาลไม่น้อยกว่า 3 ปีนับถึงวันสมัคร 2.2 มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาล หรือการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้น 1 2.3 มีประสบการณ์เป็นผู้บริหารในหน่วยงานไม่น้อยกว่า 1 ปี 2.4 เป็นผู้บริหารการพยาบาล หรือพยาบาลประจำการที่ได้รับการเตรียมที่จะเป็นผู้บริหารการ พยาบาล มีหนังสือรับรองจากผู้บังคับบัญชา และได้รับการอนุมัติให้ลาศึกษาอบรมจากผู้บังคับบัญชาของ หน่วยงาน เกณฑ์การประเมินผลและการสำเร็จการศึกษา 1. ผู้เข้ารับการอบรมต้องมีเวลาเข้ารับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติรวมกันไม่น้อยกว่า ร้อยละ 90 และภาคปฏิบัติผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 300 ชั่วโมง 2. จัดทำรายงานและร่วมกิจกรรมการเรียนต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมายในหลักสูตรฯ 3. ได้เกรดเฉลี่ยทุกวิชาไม่ต่ำกว่า 2.00 และเกรดเฉลี่ยตลอดหลักสูตรไม่ต่ำกว่า 2.50 วิธีดำเนินการ การจัดการเรียนการสอนเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2565 ถึงวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ในช่วงแรกจะมีการเรียนการสอนภาคทฤษฎีในรูปแบบออนไลน์ และฝึกปฏิบัติใน โรงพยาบาลแหล่งฝึก โดยทางโรงพยาบาลมีส่วนช่วยในการสอนในหัวข้อต่อไปนี้ 1. วิชาการจัดการทางการพยาบาลสู่ความเป็นเลิศ ในส่วนของหน่วยที่ 5: ประเด็นการจัดการ ทรัพยากรบุคลลสู่ความเป็นเลิศ 1.1 ประสบการณ์การบริหารทรัพยากรในช่วงที่มีการแพร่ระบาดชองโควิด-19 โดยพว.พรเพ็ญ เมธาจิตติพันธ์ ในวันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2565 เวลา 13.00 - 15.00 น. 1.2 Succession plan โดย พว.ศิวพร อินทรภักดี ในวันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565 เวลา 13.00 - 15.00 น. 1.3 การพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพสู่ความเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการพยาบาล โดย พว.ดร.นฎา งามเหมาะ ในวันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565 เวลา 10.00 - 12.00 น. 2. วิชาการพัฒนาภาวะผู้นำทางการพยาบาล หน่วยที่ 4: สมรรถนะผู้นำทางการพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ (ทักษะการผสานเทคโนโลยีสู่การ


R&D ฝ่ายการพยาบาล 172 ปฏิบัติ ทักษะการตัดสินใจอย่างเป็นระบบโดยใช้วิจัยเป็นฐาน และการเผชิญปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพใน Continuous Quality Improvement (CQI) ภาวะการณ์การเปลี่ยนแปลง) โดยพว.พรเพ็ญ เมธาจิตติพันธ์ และพว.ดร.นฎา งามเหมาะ ในวันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 เวลา 09.00 - 16.00 น. หน่วยที่ 6: ประเด็นทางกฎหมายและจริยธรรม: ความท้าทายของผู้นำ สอนหัวข้อประเด็นทาง กฎหมายกับภาวะผู้นำทางการพยาบาล โดย พว.ศิวพร อินทรภักดี และพว.ดร.นฎา งามเหมาะ ในวันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 เวลา 09.00 - 16.00 น. 3. วิชาสัมมนาการจัดการทางการพยาบาล 3.1 กลุ่มที่ 1 หัวข้อสัมมนา: ประเด็นการขาดแคลนบุคลากร โดย ผศ.ดร.บุญญาภา โพธิ์เกษม และพว.บุญช่วย ศิลาหม่อม ในวันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2565 เวลา 08.00 - 12.00 น. และวันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565 เวลา 08.00 - 12.00 น. 3.2 กลุ่มที่ 2 หัวข้อสัมมนา: การจัดการความเสี่ยง โดย ผศ.ดร.ลัดดาวัลย์ พุทธรักษา และ พว.แสงเดือน ชื่นทองคำ ในวันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2565 เวลา 08.00 - 12.00 น. และวันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565 เวลา 13.00 - 17.00 น. 3.3 กลุ่มที่ 3 หัวข้อสัมมนา: การพัฒนาพยาบาลในหอผู้ป่วย (Coaching, Supervision) โดย ผศ.ดร.สหัทยา รัตนจรณะ และพว.ศิวพร อินทรภักดี ในวันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2565 เวลา 08.00 - 12.00 น. และวันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565 เวลา 08.00 - 12.00 น. 3.4 กลุ่มที่ 4 หัวข้อสัมมนา: การสร้างความผูกพัน (Engagement) โดย ผศ.ดร.โสรัตน์วงศ์สุทธิ ธรรม และพว.ดร.นฎา งามเหมาะ ในวันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2565 เวลา 08.00 -12.00 น. และวัน อาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565 เวลา 13.00 - 17.00 น. 3.5 กลุ่มที่ 5 หัวข้อสัมมนา: Crisis management โดย ผศ.ดร.โสรัตน์ วงศ์สุทธิธรรม และ พว.รัสดาพร สันติวงษ์ ในวันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2565 เวลา 13.00 - 16.00 น. และวันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565 เวลา 08.00 - 12.00 น. 4. วิชาปฏิบัติการจัดการในคลินิกเพื่อความเป็นเลิศทางการพยาบาล อาจารย์พี่เลี้ยงรับผิดชอบดูแล ผู้เข้ารับการอบรม 2 กลุ่ม ที่มาฝึกในโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา และผู้เข้าอบรมที่เป็น บุคลากรโรงพยาบาลต้นสังกัด 1 กลุ่ม รับผิดชอบโดย 4.1 พว.วิไล จัตตุวัฒนา 4.2 พว.ศศิธร โตพัฒนกุล 4.3 พว.ศิริรัตน์ รัตนมณี 4.4 พว.บุญช่วย ศิลาหม่อม 5. วิชาปฏิบัติภาวะผู้นำทางการพยาบาล อาจารย์พี่เลี้ยงรับผิดชอบดูแลผู้เข้ารับการอบรม 2 กลุ่ม ที่มา ฝึกในโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา และผู้เข้าอบรมที่เป็นบุคลากรโรงพยาบาลต้นสังกัด 1 กลุ่ม รับผิดชอบโดย


R&D ฝ่ายการพยาบาล 173 5.1 พว.วิไล จัตตุวัฒนา Continuous Quality Improvement (CQI) 5.2 พว.ศศิธร โตพัฒนกุล 5.3 พว.ศิริรัตน์ รัตนมณี 5.4 พว.บุญช่วย ศิลาหม่อม ผลการดำเนินงาน หลักสูตรฝึกอบรมการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการจัดการทางการพยาบาล รุ่นที่ 2 แรกเริ่มมีผู้เข้ารับ การอบรม 25 ราย เป็นอาจารย์ 1 รายที่เข้ามาอบรมเฉพาะวิชาระบบสุขภาพและการจัดการข้อมูลทางการ พยาบาล และมีผู้เข้ารับการอบรมลาออก 1 ราย จึงเหลือผู้เข้ารับการอบรมที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรฯ รุ่น ที่ 2 จำนวน 23 ราย ผู้เข้ารับการอบรมมีผลการเรียนแต่ละวิชาและผลการเรียนเฉลี่ย ตั้งแต่ 3.60 - 4.00 ประเมินระดับความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรมต่อหลักสูตรฯ ระดับความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรมต่อหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการจัดการทาง การพยาบาลรุ่นที่ 2 คะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า วิทยากรเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ, อาจารย์นิเทศให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์, และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการแสดง ความคิดเห็น คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.95, 4.86, และ 4.82 ตามลำดับ ข้อเสนอแนะ 1. หลักสูตร มีความเหมาะสมแล้ว ควรจัดในรุ่นต่อไปอีก หัวข้อ CNPG เป็นประโยชน์มากและนำไปใช้ ได้จริง หลักสูตรนี้มีประโยชน์เหมาะสำหรับหัวหน้าหอผู้ป่วย เพราะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริง ภาพรวมดีมาก เป็นหลักสูตรฯ ที่สามารถนำกลับไปใช้ได้จริง เนื้อหาทั้งหมดมีประโยชน์มาก เหมาะสมกับ ปัจจุบัน 2. อาจารย์พี่เลี้ยงจากแหล่งฝึก อาจารย์พี่เลี้ยงไม่มีประสบการณ์ที่เป็นผู้เคยทำหรือทำสำเร็จ ในเรื่อง งานที่รับผิดชอบ จึงไม่ได้ช่วยในการทำงาน/รายงาน แต่สามารถชี้แนะ ให้คำแนะนำได้ดีอาจารย์พี่เลี้ยงจาก บางโรงพยาบาลควรมีเวลาให้ผู้เข้ารับการอบรม 3. งานที่มอบหมาย ผู้เข้าอบรมรู้สึกว่าจำนวนงานมีมาก ระยะเวลาในการทำรายงานน้อยเกินไป รายงานสะท้อนคิดถ้าเป็นไปได้ควรลดลงจะดีมาก การทำรายงานเยอะ มีเวลาจำกัดทำให้ทำไม่ทัน ควรลดการ ทำรายงานวิชาการ งานกลุ่มการเรียนทฤษฎีทางออนไลน์ ใช้การแบ่งกลุ่มนำเสนอเยอะ บางครั้งทำไม่ทัน 4. ระยะเวลา ปีต่อไปขอเสนอให้ลาอบรม 4 เดือน เนื่องจากว่าจะได้มีเวลาเรียนและทำรายงานได้เต็ม เวลา ได้พบเพื่อน ได้พบอาจารย์ ได้ทำงานกลุ่มอย่างเต็มที่ 5. การฝึกปฏิบัติที่หน่วยงานต้นสังกัด ในการฝึกที่โรงพยาบาลต้นสังกัด หากเป็นไปได้เพื่อช่วยให้ ผู้เรียนสามารถจัดสรรเวลาเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะส่วนใหญ่เมื่อเข้าต้นสังกัดแล้ว จะถูกตามตลอด การมีตารางกำกับจะสามารถทำให้ครูพี่เลี้ยงเข้าใจกิจกรรมของผู้เข้ารับการอบรมได้มากขึ้น


R&D ฝ่ายการพยาบาล 174 บทเรียนที่ได้รับ Continuous Quality Improvement (CQI) การที่บุคลากรฝ่ายการพยาบาลได้มีส่วนช่วยในการสอนแต่ละรายวิชา ถือว่าเป็นการพัฒนาความรู้ใน หัวข้อที่ได้รับมอบหมายให้มีความทันสมัยในเชิงวิชาการ ผู้สอนได้พัฒนากระบวนการสอนและเรียนรู้ไปกับ อาจารย์ที่มีความรู้ในด้านนี้โดยตรง ความรู้ที่ได้รับนำไปสู่การนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานด้านการบริหาร ทางการพยาบาล และในทุกๆ หัวข้อที่มีการเรียนการสอนและเชิญวิทยากรที่มีชื่อเสียงในด้านนั้นๆ มาสอน เรา สามารถเข้าฟังได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และในครั้งนี้ได้ส่งหัวหน้าหอผู้ป่วย ของฝ่ายการพยาบาล ไปอบรม 5 ราย (โรงพยาบาลจ่ายค่าอบรม 3 รายและทางคณะฯ ให้ทุน 2 ราย) อีกประการหนึ่งที่ได้รับคือ การสร้างเครือข่าย กับทั้งทางมหาวิทยาลัยและผู้อบรมที่มาจากโรงพยาบาลต่างๆ อุปสรรคในการพัฒนางาน การเรียนการสอนในวันเสาร์- อาทิตย์ เป็นสิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างเหนื่อยมาก เนื่องจากทุกคนต้องทำงาน ประจำในวันทำการ วันจันทร์ - วันศุกร์ ทำให้ทั้งผู้เรียนและผู้สอนเกิดความเหนื่อยล้า ปัจจัยแห่งความสำเร็จ การได้รับความร่วมมือจากทุกคนในทีม แบ่งความรับผิดชอบชัดเจน มีการสื่อสารกันทุกภาคส่วน และ การมี “Growth Mindset” หรือทัศนคติและแนวคิดแบบยืดหยุ่นและเติบโตพัฒนาต่อไปข้างหน้า เชื่อใน ศักยภาพของคน และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดประสิทธิภาพเป็นอย่างดี การคิดเชิงบวก แม้อาจเกิด ความล้มเหลวขึ้นแต่สิ่งนี้คือการเรียนรู้ และหาวิธี/แนวทางในการแก้ปัญหา จนทำให้ประสบความสำเร็จ


R&D ฝ่ายการพยาบาล 175 ภาพกิจกรรมปฐมนิเทศ และการเรียนการสอน Continuous Quality Improvement (CQI)


R&D ฝ่ายการพยาบาล 176 ภาพร่วมแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษา รุ่น 1 และ 2 Continuous Quality Improvement (CQI)


R&D ฝ่ายการพยาบาล 177 Continuous Quality Improvement (CQI) เจ้าของผลงาน: พรเพ็ญ เมธาจิตติพันธ์, ศิวพร อินทรภักดี, นฎา งามเหมาะ หน่วยงาน: ฝ่ายการพยาบาล ที่มาและความสำคัญ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ได้รับผิดชอบดูแลนักศึกษาพยาบาล 14 ราย ซึ่งเป็น นักศึกษาทุนภาคตะวันออก ทั้งนี้ได้จัดให้ฝึก 6 หอผู้ป่วย โดยหอผู้ป่วยทางด้านอายุรกรรม 4 หอผู้ป่วย ได้แก่ 22A, 22B, 22C, 22D หอผู้ป่วยทางด้านศัลยกรรม 2 หอผู้ป่วย ได้แก่ 19B และ 19D มีพยาบาลพี่เลี้ยง (Preceptor) ทั้งหมด 10 ราย โดยเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานมากกว่า 5 ปี และผ่านการอบรม หลักสูตรพยาบาลพี่เลี้ยงที่จัดโดยสถาบันที่ได้รับการยอมรับ เช่น คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย เป็นต้น ทางสถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย ได้ทำการสำรวจทักษะที่ต้องการฝึกของ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4/2564 เพื่อเป็นข้อมูลในการจัดกิจกรรมทางการพยาบาลให้กับนักศึกษาพยาบาลชั้น ปีที่ 4 ที่มาฝึกปฏิบัติ Internship ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ผลการสำรวจทักษะที่ต้องการฝึกของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4/2564 (n = 99) ทักษะ จำนวนคน ร้อยละ การใส่สายยางทางจมูก 74 74.8 การให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ 49 49.5 การใช้ Infusion pump/ Syringe pump 30 30.3 การดูแลผู้รับบริการที่ได้รับเลือด/ ส่วนประกอบของเลือด 56 56.6 การฉีดยา IM/ SC/ ID 26 26.3 การให้ยาทางหลอดเลือดดำ/ เปิดเส้นให้ IV 41 41.4 การดูดเสมหะ (Oral/ Endotracheal tube/ Tracheostomy tube) 28 28.3 การดูแลผู้รับบริการที่ได้รับออกซิเจน 23 23.2 การดูแลผู้รับบริการที่มี Endotracheal tube/ Tracheostomy 43 43.4 การเจาะเลือด 57 57.6 การสวนปัสสาวะ 58 58.6 การทำแผล 17 17.2 การเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจ 53 53.5 ปฏิบัติการจัดการทางการพยาบาลและทักษะวิชาชีพ สำหรับนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4


R&D ฝ่ายการพยาบาล 178 ทักษะ จำนวนคน ร้อยละ Continuous Quality Improvement (CQI) การดูแลผู้รับบริการที่คาท่อระบาย 37 37.4 การห่อตัวเด็ก 13 13.1 การใส่เครื่องป้องกัน PPE/ CPE 20 20.2 การพยาบาลผู้ป่วยที่ on EVD 50 50.5 การให้อาหารทางสาย (NG/ OG/ PEG) 30 30.3 การบันทึกทางการพยาบาล F-DARE/ Nurse note 50 50.5 การทำคลอด 22 22.2 การส่งเครื่องมือผ่าตัด 41 41.4 การดูแลทารกแรกเกิด 16 16.2 การพยาบาลทารกที่มีภาวะแทรกซ้อน/ ทารกแรกเกิดปกติ 15 15.2 การดูแลผู้รับบริการที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ 60 60.6 จากตารางที่ 1 แสดงให้เห็นว่า 5 ลำดับแรกที่นักศึกษาพยาบาลต้องการได้รับการฝึกทักษะ ได้แก่ การ ใส่สายยางทางจมูก การดูแลผู้รับบริการที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ การสวนปัสสาวะ การเจาะเลือด และการดูแล ผู้รับบริการที่ได้รับเลือด/ ส่วนประกอบของเลือด ร้อยละ 74.8, 60.6, 58.6, 57.6, และ 56.6 ตามลำดับ ซึ่ง เป็นหัตถการที่ทางฝ่ายการพยาบาลนำไปพิจารณา ในการจัดประสบการณ์ให้กับนักศึกษาพยาบาล และจาก การสำรวจ นักศึกษาต้องการฝึกทักษะอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น การรับคำสั่งการรักษาของแพทย์การช่วยแพทย์ เจาะปอด การประเมินระดับความรู้สึกตัวของผู้ป่วย การเปิดเส้นให้น้ำเกลือ การเย็บแผล การส่งต่อผู้ป่วย การ รับ-ส่งเวร เป็นต้น กำหนดการฝึกปฏิบัติ 1. กิจกรรมการเรียนการสอนแบบสหสาขาวิชาชีพ (Interprofessional education) เดือนสิงหาคม - ธันวาคม พ.ศ. 2564 2. ฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วย/ในสถานการณ์เสมือนจริง รุ่นที่ 1 วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2565 - 1 เมษายน พ.ศ. 2565 รุ่นที่ 2 วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2565 - 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 วันจันทร์ - วันอังคาร เวรเช้า เวลา 07.30 - 15.30 น. วันพุธ - วันศุกร์ เวรบ่าย เวลา 15.30 - 23.30 น. เวรดึกเวลา 23.30 - 07.30 น. ประสบการณ์การเรียนรู้ 1. ปฏิบัติงานในบทบาทของผู้นำทางการพยาบาลในตำแหน่งหัวหน้าทีมการพยาบาล (Leader) ปฏิบัติหรือสังเกต อย่างน้อยคนละ 2 ครั้ง ในกิจกรรมที่กำหนด ดังนี้


R&D ฝ่ายการพยาบาล 179 1.1 การมอบหมายงาน Continuous Quality Improvement (CQI) 1.2 การรับส่งเวร 1.3 การตรวจรับแผนการรักษาของแพทย์ 1.4 การตรวจเยี่ยมและการนิเทศทางการพยาบาล 1.5 การประเมินผลทางการพยาบาล 1.6 การเป็นผู้นำการประชุมปรึกษาทางการพยาบาล ( pre/ post conference, case conference และ ethic conference) 1.7 การประสานงานทางการพยาบาล 2. ปฏิบัติงานในบทบาทสมาชิกทีมการพยาบาล (member) โดยปฏิบัติกิจกรรมของพยาบาลวิชาชีพ 3. ฝึกปฏิบัติการพยาบาลกับผู้รับบริการแบบองค์รวม โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ อย่างน้อย 2 ราย 4. ฝึกทักษะพยาบาลวิชาชีพ 4.1 การให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ ปฏิบัติอย่างน้อย 1 ครั้ง 4.2 การให้ยาทางหลอดเลือดดำและการคำนวณยา ตามแผนการรักษา ปฏิบัติอย่างน้อย 2 ครั้ง 4.3 การให้เลือดและส่วนประกอบของเลือด ปฏิบัติหรือสังเกตอย่างน้อย 1 ครั้ง 4.4 การดูแลผู้ป่วยได้รับออกซิเจนและ/ หรือการดูแล ผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ ปฏิบัติอย่างน้อย 2 ครั้ง 4.5 การเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อการตรวจวินิจฉัย ปฏิบัติอย่างน้อย 2 ครั้ง 4.6 การเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว (POCT) ปฏิบัติอย่างน้อย 1 ครั้ง 4.7 การดูดเสมหะทางท่อทางเดินหายใจเทียมผู้ป่วย ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ปฏิบัติอย่างน้อย 1 ครั้ง 4.8 การใช้เครื่องให้สารละลาย Infusion pump ปฏิบัติอย่างน้อย 2 ครั้ง 4.9 การให้อาหารทางสายยาง ปฏิบัติอย่างน้อย 1 ครั้ง 4.10 การทำแผล ปฏิบัติอย่างน้อย 1 ครั้ง 4.11 การดูแลผู้รับบริการที่ใส่สายสวนคาปัสสาวะ ปฏิบัติอย่างน้อย 1 ครั้ง 5. วางแผนการพยาบาลประจำวัน 6. การเขียนบันทึกทางการพยาบาล ปฏิบัติอย่างน้อย 2 ราย 7. ฝึกวิเคราะห์สถานการณ์ 7.1 การตัดสินใจวินิจฉัยสั่งการและแก้ไขปัญหา (ครอบคลุมปัญหาและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นตามขอบเขต ของงานที่เกี่ยวข้อง) อย่างน้อย 1 ครั้ง 7.2 ประเด็นหรือปัญหาเชิงจริยธรรม อย่างน้อย 1 ครั้ง


R&D ฝ่ายการพยาบาล 180 8. การประชุมปรึกษาทางการพยาบาล อย่างน้อย 1 ครั้ง Continuous Quality Improvement (CQI) 9. การเรียนการสอนแบบสหสาขาวิชาชีพ (Interprofessional education) อย่างน้อย 1 ครั้ง วิธีการจัดการเรียนการสอน 1. ฝึกปฏิบัติการพยาบาลและการจัดการทางการพยาบาล 2. การสอนข้างเตียง 3. การตรวจเยี่ยม 4. สาธิตและสาธิตย้อนกลับ 5. การประชุมปรึกษา 6. การเรียนการสอนในสถานการณ์จำลอง (simulation) 7. การเรียนการสอนโดยใช้ระบบการปฏิบัติการจำลองสถานการณ์บนคลินิกแบบออนไลน์ในห้อง Smart classroom 8. การเรียนการสอนในรูปแบบสหสาขาวิชาชีพ 9. ศึกษาด้วยตนเอง สื่อการเรียนการสอน 1. ผู้รับบริการ 2. เอกสารผู้รับบริการ/ เอกสารที่เกี่ยวข้อง 3. เครื่องมือทางการแพทย์และการพยาบาล 4. กรณีศึกษา 5. เอกสารประกอบการสอน ตำรา หลักฐานเชิงประจักษ์ ผลงานวิจัย 6. E-learning/ ฐานข้อมูล 7. หุ่นและอุปกรณ์ สำหรับฝึกทักษะในห้องปฏิบัติการเสมือนจริง 8. หุ่น Sim man และระบบปฏิบัติการในห้องสถานการณ์จำลอง (Simulation) 9. ระบบการปฏิบัติการจำลองสถานการณ์บนคลินิกแบบออนไลน์ (Body interact) 10. สถานการณ์จำลองออนไลน์ (Online simulation: COVID-19 scenario) สำหรับการเรียนการ สอนร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ 11. ภาพยนตร์ Emergency love รักนี้หัวใจสีชมพู 12. โปรแกรม TEAMSTEPPS 2.0 app, ZOOM, Discord, ER-VIPE simulation แหล่งฝึก โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย 1. หอผู้ป่วย 22A (อายุรกรรมหญิง) 2. หอผู้ป่วย 22B (อายุรกรรมชาย)


R&D ฝ่ายการพยาบาล 181 3. หอผู้ป่วย 22C (อายุรกรรมชาย ประกันสังคม) Continuous Quality Improvement (CQI) 4. หอผู้ป่วย 22D (อายุรกรรมหญิง ประกันสังคม) 5. หอผู้ป่วย 19B (ศัลยกรรมชาย กระดูกและข้อ) 6. หอผู้ป่วย 19D (ศัลยกรรมหญิง รวมหญิง) การวัดและประเมินผล 1. การประเมินผลก้าวหน้า (formative evaluation) คิดเป็นร้อยละ 70 ดังนี้ 1.1 การประเมินภาคปฏิบัติ โดยแบบประเมินส่วนกลางของสถาบัน (ชุดที่ 1) คิดเป็นร้อยละ 30 1.2 การประเมินภาคปฏิบัติ โดยแบบประเมินวิชาการจัดการทางการพยาบาลและทักษะวิชาชีพ (ชุดที่ 2) คิดเป็นร้อยละ 40 2. การประเมินผลสรุป (summative evaluation) คิดเป็นร้อยละ 30 เป็นการสอบ OSCE คิดเป็น ร้อยละ 30 โดยจัดสอบ 3 เรื่องได้แก่ 2.1 การบันทึกทางการพยาบาล 2.2 การตรวจเยี่ยมทางการพยาบาล 2.3 การใช้เครื่อง Infusion pump สรุป นักศึกษาพยาบาลกลุ่มนี้ อยู่ภายใต้การดูแลของฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ช่วงของการฝึกเรามีมาตรการคัดกรองของโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การฝึกดำเนินไปได้ นักศึกษาต้องปฏิบัติตามแนวทางของโรงพยาบาล แต่อย่างไรก็ตามมีการตรวจ ATK ก่อนเข้าแหล่งฝึกทุก สัปดาห์ และมีผลเป็นบวก 4 ราย ให้การดูแลและกักตัวจนครบ และตรวจซ้ำจนผลเป็นลบ จึงสามารถขึ้นฝึกต่อ ได้ นักศึกษาต้องขึ้นฝึกชดเชยในวันหยุด และวันเสาร์-อาทิตย์จนครบ ตามที่หลักสูตรกำหนด และนักศึกษา ทั้งหมด 14 ราย ได้ผ่านเกณฑ์การประเมินผลก้าวหน้า (formative evaluation) และการประเมินผลสรุป (summative evaluation) และจบการศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สะท้อนคิด ประเด็นจริยธรรมและการตัดสินใจทางคลินิก (บางส่วน) “รู้สึกว่าที่อาจารย์ให้ทำเกี่ยวกับประเด็นจริยธรรม คือเหมือนเราต้องรู้เคส ต้องรู้ให้มากพอที่จะมาทำ ได้บางทีเหมือนที่อาจารย์พูดถ้าเรารู้แค่ผิวเผิน สิ่งที่เราคิดอาจจะใช่ แต่พอพูดคุยหรือปรึกษากับพี่หรือในกลุ่ม อาจจะไม่ถูกประเด็น แล้วที่ได้เอาประเด็นเรื่อง HIV มา ทำให้ได้รู้มากขึ้นว่ามีมาตรการอะไรบ้างที่เราสามารถ นำมาเชื่อมโยงกับเคสได้ต้องกลับไปเรียนรู้เพิ่มเติม และได้เห็นว่าจริงๆ แล้ว พยาบาลมีบทบาทมากเเกี่ยวกับ เรื่องนี้” (A1) “ประเด็นของการเรียนแบบองค์รวม เราเริ่มเรียนเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 1 แต่ว่าเรียนมาเป็นทฤษฎีเรียนมา เป็นนามธรรมมากๆ เลย ซึ่งเรารู้อยู่แล้ว จนมาถึงปี 4 เรารู้อยู่แล้วว่า Holistic คืออะไร แต่ว่าเราหยิบจับมาใช้ จริงๆ ไม่ได้หมายถึงเราไม่ได้คำนึงถึงตรงนี้ ทำให้บางอย่างเราก็ขาดตรงนี้ไป พอมาดูตอนท้ายคือแบบอ้อทำไม


R&D ฝ่ายการพยาบาล 182 เราพลาดตรงนี้ไป เพราะว่ามันไม่เคยได้หยิบมาใช้จริงสักที มองไม่เห็นภาพสักทีคือหนูรู้สึกว่าเหมือนมันเริ่ม Continuous Quality Improvement (CQI) เข้าใจ เหมือนอย่างเคสหนูก็จะเป็นเรื่องการเจ็บป่วย เราก็จะเก็บแต่เรื่องการเจ็บป่วย เรื่องจิตใจ เรื่องอื่น หรือ เรื่องที่ให้คุณค่าความเชื่ออะไรอย่างนี้ หนูเก็บมาได้ไม่ครบ ก็เลยทำให้เราได้ข้อมูลมาไม่ครบ พอทำมันก็ไปได้ไม่ สุดเพราะเราไม่มีข้อมูลสนับสนุนพอ แล้วในสถานการณ์ก็ไม่ได้มีแค่พยาบาล ไม่ได้มีแค่ผู้ป่วยไม่ได้มีแค่ญาติ ซึ่ง ก็มีทีมสุขภาพคนอื่นด้วยที่เราจะต้อง Holistic ทุกคนด้วย พอมันเป็นองค์รวมจะเยอะ แล้วพอเรารวบรวมได้ ทั้งหมดมันถึงจะมาเป็นข้อมูลสนับสนุนในการวิเคราะห์เคสต่างๆ ได้มากขึ้น” (A2) “จากที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ทั้งหมด เคสกรณีศึกษาของทุกคน บางทีอย่างเคสของหนูกับของเพื่อนที่ดูแล้ว มันก็มีทางเลือกที่คล้ายๆ กัน แต่พอเราได้มา Discuss กัน ก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ถ้ามองเข้าไปอีก มันก็จะมีอีกหลายอย่าง เหมือนเราประสบการณ์น้อยก็จะยังต้องให้พี่ๆ คอยเสริมให้” (A3) “จากการที่ได้มี Conference กันในวันนี้รู้สึกว่ามันมีความชัดเจน เรื่องของการแสดงออกในเรื่องของ ภาวะการเป็นผู้นำ ในเรื่องที่เราทำไม่ว่าจะเป็นประเด็นจริยธรรมหรือเรื่องของ Decision making มันแสดง ออกถึงความเป็นผู้นำ คือเราจะต้องคิดให้รอบด้าน ต้องคำนึงในหลายๆ ด้าน เช่น เราต้องคิดถึงคน คิดถึง อุปกรณ์เครื่องมือ หรือว่าคิดถึงหลายอย่าง แล้วก็ต้องมีข้อมูลให้รอบด้าน คิดให้ครอบคลุมเท่าที่จะสามารถ เลือกแนวทางที่สามารถครอบคลุมปัญหาทั้งหมดได้เราต้องมีข้อมูลให้ครบถ้วน แล้วอย่างที่เพื่อนบอกก็คือ นอกจากเราจะแก้ปัญหาให้ครบถ้วนแล้ว เราต้องคำนึงถึงการดูแลคนให้เป็นองค์รวมทั้ง 4 ด้าน แล้วในส่วนของ การพยาบาลที่จะทำต้องคิดถึงว่าเราทำอะไรได้บ้าง ตั้งแต่การประเมินผล ปัญหาการให้การพยาบาล ว่าหลัง จากทำแล้วมันเป็นยังไง สิ่งที่ได้มามันยังขาดเหลือ หรือว่ายังคิดได้อีกว่าเรายังขาดตรงไหนอีก จะแก้ตรงไหนได้ อีก มันสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ก็คิดว่าเรื่องในวันนี้มันไม่ได้จบลงแค่ตรงนี้ มันสามารถนำไปใช้ต่อได้ใน ส่วนที่ว่าเราเจอเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน มันก็ช่วยในส่วนนี้ได้การที่ได้มาฝึกโดยที่มีอาจารย์พยาบาลและมีพี่ แล้วนำเหตุการณ์จริงของผู้ป่วยมาใช้ทำให้เหมือนนำที่เรียนมาปรับ เราเรียนแค่ทฤษฎี แต่ในส่วนที่เรามาเจอ จริงๆ มันมีหลายอย่างที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าในทฤษฎีเพระว่าเราก็มีเรื่องของวัฒนธรรมหรือนโยบาย กฎระเบียบของโรงพยาบาล ที่มันไม่เหมือนกัน ที่เราจะต้องไวด้วย” (A4) “เหตุการณ์ต่างๆ ที่เราเจอ เรามองในมุมมองที่มันแคบ พอได้รับการชี้แนะจากอาจารย์จากพี่ รู้สึกว่า เราสามารถมองในมุมอื่นได้อีก ทำให้มีความคิดที่กว้างกว่าเดิม ทำให้รู้ว่าวิธีที่จะให้การพยาบาลผู้ป่วยแบบไหน ถึงจะดีที่สุดกับตัวผู้ป่วยเอง อย่างเช่นเหตุการณ์ในหอผู้ป่วย สถานการณ์ที่เพื่อนๆ ได้นำเสนอมา เหมือนเราก็ จะมองในมุมของนักศึกษา ควรทำแบบไหน แต่ว่าพอได้อาจารย์ชี้แนะ ได้รู้ว่ามันมีอย่างอื่นอีก อย่างเช่นการ ดูแลผู้ป่วย HIV ดูแลแบบไหน ต้องนำความรู้ต่างๆ มาประยุกต์ใช้” (A5) “คือเมื่อก่อนเราใส่แว่นตาของนักศึกษาในการคิด แต่วันนี้ได้เห็นมิติหรือว่ามุมมองจากอาจารย์จากพี่ จากคนอื่นๆ คุณก็ใส่แว่นตาอย่างอื่น คุณใส่แว่นตาธรรมดาคุณจะเห็นแค่ข้างหน้า คุณใส่แว่นตาสามมิติคุณจะ เห็นภาพเคลื่อนไหว อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดี” (A6) “สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้คือได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้กับพี่พยาบาล กับเพื่อนๆ ทุกคน ได้ฝึกสมรรถนะ ความเป็นผู้นำ การจัดการคือมีการทำงานเป็นทีม มีการแลกเปลี่ยนความรู้กัน ได้ฝึกทักษะการสื่อสารร่วมกัน


R&D ฝ่ายการพยาบาล 183 แล้วก็ได้รู้สมรรถนะที่เป็นลักษณะที่ดีของวิชาชีพพยาบาล ต้องปฏิบัติยังไงให้ถูก” (A7) Continuous Quality Improvement (CQI) “สำหรับวันนี้ได้เรียนรู้อย่างการที่เรามาทำ Conference เราควรเก็บข้อมูลให้ครบ เช่น ถ้าเก็บเคส เปรียบเคสของหนูอย่างเรื่องคุณค่า ถ้าเราเขียนแค่คร่าวๆ เราอาจจะให้คุณค่าเขาโดยความคิดของเราเอง ไม่ใช่ คุณค่าที่ผู้ที่เกี่ยวข้องมอง ให้คุณค่าของเรื่องนั้นจริงๆ แล้วการที่มา Conference ทำให้หนูมองเห็นว่าด้วยความ ที่เป็นนักศึกษาอยู่ ก็ยังมองไม่เห็นภาพของนโยบายของโรงพยาบาล หรือขั้นตอนการตรวจต่างๆ แม้กระทั่ง เรื่องสิทธิ์ ทำให้ยังมองไม่เห็นหรือพลาดไป” (A8) “สำหรับหนูการได้มา Conference ในวันนี้คือ เหตุการณ์ประเด็นทางจริยธรรม น่าจะมีเกิดบ่อยแทบ จะทุกวันอยู่แล้ว เรามองว่ามันควรจะแก้ปัญหาแบบนี้นะ แต่การ Conference วันนี้ทำให้หนูมองมุมกว้างขึ้น เหตุการณ์คล้ายๆ กัน ตึกเราจัดการปัญหาแบบนี้ แต่พี่ที่ตึกอื่นเขามีการจัดการปัญหาที่สามารถเพิ่มทางเลือก ให้เรา ทำให้เรามองมุมกว้างมากขึ้น แล้วในส่วนที่ได้มาเป็นพี่เลี้ยง เห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ เพราะได้สอน น้อง ได้พัฒนาความรู้ของตนเอง บางทีเราเรียนจบมาเราลืม เราทำงานแต่ละวัน มันเหมือนแบบว่าทำเพราะ ความเคยชิน แต่ว่าการได้มาสอนน้อง ทำให้ได้ทบทวนความรู้น้องรุ่นใหม่ๆ ที่เขามีการพัฒนาความรู้อยู่เสมอ เขามีสิ่งที่เราคิดว่าเรารู้แล้ว แต่น้องๆ ที่มาเหมือนเปิดโลกทัศน์ใหม่ บางประเด็นที่น้องถามมามันมากกว่าของ เราที่เราเคยรู้ทำให้หนูรู้สึกว่าเป็นโอกาสที่ดี” (A9) ปฐมนิเทศ 4 เมษายน 2565


R&D ฝ่ายการพยาบาล 184 Ethics conference and decision making Continuous Quality Improvement (CQI) ประเมินผลหลักสูตรฯ


Click to View FlipBook Version