The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นฎา งามเหมาะ, 2023-06-08 03:12:20

ผลงานวิจัยและงานพัฒนาคุณภาพ ฝ่ายการพยาบาล

CQI_merged

R&D ฝ่ายการพยาบาล 235 Innovation ภาพแสดง PDCA ครั้งที่ 2 ขั้นประเมินผล จากการที่ได้ทำการปรับปรุงโดยเปลี่ยนจากไม้อัดเป็นเบาะแท่งยาวเพื่อให้หน้าผิว สัมผัสนุ่มมากขึ้น มีกระจกสะท้อนภาพจากโทรทัศน์ทำให้สามารถนั่งดูโทรทัศน์ในท่าคว่ำหน้าได้ และมีที่แขวน น้ำดื่มขณะนั่งคว่ำหน้า โดยได้ประดิษฐ์ขึ้นมา 2 ขนาด สำหรับผู้ป่วยที่มีส่วนสูงแตกต่างกันทำให้ผู้ป่วยสามารถ นั่งคว่ำหน้าในท่าที่ถูกต้องได้นานตั้งแต่มาถึงคลินิกจักษุกรรมจนกระทั่งรับผู้ป่วยกลับตึกรักษาพยาบาล ผู้ป่วย ได้รับความสุขสบายจากการอยู่ในท่านั่งคว่ำหน้าและอยู่ในท่าคว่ำที่ถูกต้อง ลดอาการปวดหลังและต้นคอ ผู้ป่วย มีอุปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับนั่งคว่ำหน้าระหว่างรอตรวจที่คลินิกจักษุกรรมความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อการใช้ สิ่งประดิษฐ์ครั้งนี้ผู้ป่วยมีอัตราความพึงพอใจ 98.0% อยู่ในเกณฑ์ดีมาก บทเรียนที่ได้รับ - ผู้ป่วยต้องการช่องสำหรับหายใจเพื่อให้มีความสุขสบายมากขึ้น ไม่อึดอัด - โต๊ะคว่ำหน้าควรจะปรับระดับสูง/ต่ำได้ - ที่คว่ำหน้าประดิษฐ์เป็นเบาะแท่งยาวซึ่งมีขนาดเล็ก PDCA ครั้งที่ 3 ปี พ.ศ. 2563 โต๊ะคว่ำหน้า Walker ที่ปรับระดับได้ประดิษฐ์เป็นเบาะให้กว้างขึ้น มีช่องสำหรับหายใจทำให้ผู้ป่วยไม่ อึดอัดขณะนั่งคว่ำหน้า ปรับระดับสูง/ต่ำได้ทั้งตัวเบาะ และ Walker สามารถพับเก็บได้เป็นการประหยัดเนื้อที่ ใช้สอยไม่มีงบประมาณในการทำ (ผู้ป่วยและญาติมีจิตอาสาช่วยประดิษฐ์ให้ภายใต้การกำกับดูแลของพยาบาล) วัสดุและอุปกรณ์สำหรับทำโต๊ะคว่ำหน้า walker มีช่องสำหรับหายใจ มีดังนี้ - Walker ที่ปรับระดับสูง/ต่ำได้ ปรับสั้น/ยาวได้ และพับเก็บได้ (ได้รับจากผู้บริจาค) - แผ่นรองศีรษะที่ทำเป็นเบาะสำหรับคว่ำหน้ามีช่องระบายอากาศสำหรับหายใจ - น็อต สว่านไฟฟ้า น้ำมันหล่อลื่น บานพับ - เครื่องมือที่ทำให้เบาะรองศีรษะหมุนพับเก็บได้ วิธีการประดิษฐ์ - นำ Walker มาทำความสะอาด หยอดน้ำมันหล่อลื่นตรงขาที่ปรับระดับทั้ง 4 ด้านเพื่อให้ปรับระดับ ได้ง่ายขึ้น


R&D ฝ่ายการพยาบาล 236 Innovation - นำเบาะสำหรับคว่ำหน้ามาติดที่ขาของ Walker ด้านใดด้านหนึ่ง ใช้สว่านเจาะรูใส่น็อต/บานพับ/ เครื่องมือที่ทำให้เบาะหมุนพับเก็บได้เพื่อยึดติดกับ Walker โดยที่เบาะสำหรับคว่ำหน้าสามารถหมุนขึ้นลงและ พับเก็บได้ - ตรวจสอบสิ่งประดิษฐ์ว่าตรงตามความต้องการใช้งาน ภาพแสดง PDCA ครั้งที่ 3 ขั้นประเมินผล จากการติดตามการประเมินผลและบทเรียนที่ได้รับ 2 ครั้งที่ผ่านมา จึงได้มีการสืบ ค้นหาอุปกรณ์ที่เหมาะสมมาพัฒนาต่อยอดให้เป็นโต๊ะคว่ำหน้าที่สามารถปรับระดับได้ รวมงานให้เป็นชิ้น เดียวกันไม่แยกชิ้นพับเก็บได้เพื่อประหยัดพื้นที่ใช้สอย เบาะหนุนศีรษะสำหรับคว่ำหน้าเจาะเป็นช่องสำหรับ หายใจได้สามารถใช้ร่วมกับสิ่งประดิษฐ์หมอนคว่ำหน้าที่มีช่องสำหรับหายใจที่ประดิษฐ์จาก Silicone gel พบว่าผู้ป่วยสามารถนั่งคว่ำหน้าในท่าที่ถูกต้องได้นานตั้งแต่มาถึงคลินิกจักษุกรรมจนกระทั่งรับผู้ป่วยกลับตึก รักษาพยาบาล ได้รับความสุขสบายจากการอยู่ในท่านั่งคว่ำหน้าและอยู่ในท่าที่ถูกต้อง หายใจได้สะดวก ไม่อึด อัด ลดอาการปวดหลัง ปวดต้นคอ รวมถึงเป็นการป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ความพึงพอใจของ ผู้ป่วยต่อการใช้สิ่งประดิษฐ์ครั้งนี้ ผู้ป่วยมีอัตราความพึงพอใจ 99.8% อยู่ในเกณฑ์ ดีมาก


R&D ฝ่ายการพยาบาล 237 Innovation บทเรียนที่ได้รับ 1. ผู้ป่วยสามารถนั่งคว่ำหน้าในท่าที่ถูกต้องได้นาน ตั้งแต่มาถึงคลินิกจักษุกรรม จนกระทั่งรับผู้ป่วย กลับตึกรักษาพยาบาล นวัตกรรมนี้สามารถปรับระดับสูง/ต่ำ ปรับความสั้น/ยาวได้ จึงสามารถใช้ได้กับผู้ป่วยที่ มีส่วนสูงแตกต่างกัน 2. Silicone gel มีลักษณะนุ่ม ให้ความรู้สึกสบาย ไม่ร้อน ไม่อับชื้น และมีช่องสำหรับหายใจ ผู้ป่วยมี ความประทับใจให้ความรู้สึกสุขสบายมากว่าการใช้หมอนทั่วไป 3. มีอุปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับนั่งคว่ำหน้าระหว่างรอตรวจที่คลินิกจักษุกรรม ผลลัพธ์ 1. ผู้ป่วยมีโต๊ะนั่งคว่ำหน้าขณะรอตรวจที่คลินิกจักษุกรรมอยู่ในท่าทางที่ถูกต้อง มีช่องสำหรับหายใจ ปรับระดับสูง / ต่ำได้สามารถพับเก็บได้จำนวน 2 ชุด 2. อัตราของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดจอประสาทตาหลุดลอกโดยวิธีการฉีดแก๊สหรือน้ำมันซิลิโคนเข้าไป ในวุ้นตาจำนวน 22 ราย มีการติดของจอประสาทตาร้อยละ 100 (1 ตุลาคม 2564-30เมษายน 2565) 3. เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาพยาบาลของกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดฉีดแก๊สหรือ น้ำมันซิลิโคน (Silicone oil) เข้าไปในวุ้นตา 4. เจ้าหน้าที่มีความภาคภูมิใจ รู้สึกมีคุณค่าที่สามารถนำวัสดุที่เหลือใช้มาประดิษฐ์ให้เกิดประโยชน์ต่อ ผู้ป่วย และเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาพยาบาลที่ดี 5. เสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างเจ้าหน้าที่ ผู้ป่วยและญาติ ในการช่วยแสดงความคิดเห็นและการ มีส่วนร่วมในการปรับปรุงงานการรักษาพยาบาล 6. ผลลัพธ์ของการให้ข้อมูลและการเสริมพลัง (Empowerment) แก่ผู้ป่วย การมีส่วนร่วมของผู้ป่วย ในการดูแลตนเองให้ปลอดภัย โดยผู้ป่วยและญาตินำแนวคิดจากนวัตกรรม “ก้มคอเพื่อจอตา” กลับไป ประดิษฐ์อุปกรณ์สำหรับนอนและนั่งคว่ำหน้าใช้ที่บ้านและเมื่อจอประสาทตาติดกลับเข้าที่ประสบความสำเร็จ ตามแผนการรักษาของแพทย์ ผู้ป่วยได้นำอุปกรณ์มาบริจาคให้คลินิกจักษุกรรมเพื่อให้ผู้ป่วยรายอื่นนำไปใช้ ประโยชน์ต่อไป แผนการปรับปรุงในอนาคต 1. ปรับปรุงพัฒนาให้เหมาะสมมากขึ้น เพิ่มจำนวนให้มากขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถยืมไปใช้ต่อที่บ้านได้ 2. นำสิ่งประดิษฐ์ที่ผู้ป่วยบริจาคมาพัฒนาปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น เช่นทำให้ผิวสัมผัสนุ่มขึ้น 3. เป็นจุดศูนย์กลางของการรวบรวมสิ่งประดิษฐ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นสำหรับผู้ป่วยและจากการที่มีผู้ป่วยมา บริจาคเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถยืมกลับไปใช้ที่บ้านได้


R&D ฝ่ายการพยาบาล 238 Innovation เจ้าของผลงาน: จันทร์ทิพย์ วัฒนะมงคล, นาตยา สุทธิประภา, สามารถ แจ่มโฉม ชื่อหน่วยงาน: หน่วยรับบริจาคโลหิต ที่มาและความสำคัญ การบริจาคเลือดคือ การนำเลือดส่วนหนึ่งออกจากร่างกายโดยผู้อื่น ด้วยการเจาะจากเส้นเลือดดำ ในปริมาณครั้งละ 350 - 450 มิลลิลิตร หรือประมาณร้อยละ 6 - 7 ของปริมาณเลือดทั้งหมดในร่ายกาย ซึ่ง ปริมาณดังกล่าวไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย การเจาะเลือดทั่วไป ใช้เข็มเจาะเลือดเบอร์ 21 หรือ 22 เข็มมีขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8 มิลลิเมตร และ 0.7 มิลลิเมตร โดยการวางเข็มทำมุม 15 องศา แทงเข็มทะลุผ่านผิวหนัง ถึงผนังเส้นเลือด เมื่อได้เลือดครบตามต้องการถอนเข็มออกและปิดด้วยพลาสเตอร์ กดแผลไว้นาน 5 นาที บางครั้งพบมีรอยเขียวช้ำมาก เขียว ช้ำน้อย หรือไม่มีรอยเขียวช้ำเลย แต่การรับบริจาคเลือดใช้เข็มเจาะเลือด เบอร์ 16 ที่เข็มมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.6 มิลลิเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเข็มเจาะเลือดทั่วไปถึง 2 เท่า จึงอาจ ทำให้เกิดรอยเขียวช้ำ ได้ง่ายกว่าการเจาะเลือดทั่วไป จากการรับบริจาคเลือดของหน่วยรับบริจาคเลือด โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ปี 2564 มีผู้บริจาคเลือดโดยสมัครใจที่ผ่านการคัดกรอง สามารถบริจาคเลือดได้ทั้งหมด 10,825 ราย บริจาคเลือดโดยใช้เข็มเจาะเลือดเข็มเบอร์ 16 หลังบริจาคเลือด ครบ ปิดด้วยก๊อซและกดแผลนาน 5 นาที พบว่าเกิดรอยเขียว ช้ำขณะบริจาค หรือหลังบริจาคเลือดทันที 12 ราย แต่มีอีกจำนวนมากที่พบว่ามีรอยเขียวช้ำเกิดขึ้นเมื่อกลับบ้าน 2 - 3 วัน และยังพบปัญหาอีกว่า หลังจาก บริจาคเลือดครบ ผู้บริจาคเลือดไม่ยอมกดแผล หรือกดแผลไม่แน่น ไม่นานถึง 5 นาที ทำให้มีเลือดไหลออกจาก แผลขณะรับประทานอาหารว่าง หรือระหว่างเดินทางกลับ ซึ่งทำให้เกิดรอยเขียว ช้ำ ได้อีก ผู้จัดทำเห็น ความสำคัญในการดูแลผู้ป่วยดังกล่าว จึงใช้นวัตกรรม สายรัดแขนแทนความห่วงใย ในการรัดเจาะเลือดหลัง บริจาคเลือดครบ แทนการให้ผู้บริจาคกดแผลด้วยตนเอง เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ผู้ปฏิบัติงานได้แนวทางการป้องกันการเกิดรอยเขียว ช้ำ และเลือดไหลจากแผลเจาะเลือด 2. สามารถป้องกันการเกิดรอยเขียว ช้ำ และเลือดไหลจากแผลเจาะเลือด > 95% ระยะเวลาในการดำเนินการ พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 - เมษายน พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. ศึกษาวิเคราะห์ปัญหาและคิดหาแนวทางแก้ปัญหา 2. นำสิ่งของหรืออุปกรณ์ (สายรัดใช้เจาะเลือด) มาช่วยในการกดแผลเจาะเลือด 3. ทดลองใช้ และเก็บรวบรวมข้อมูลหลังการใช้สายรัด สายรัดแขนแทนความห่วงใย


R&D ฝ่ายการพยาบาล 239 Innovation ผลการดำเนินงาน จากการใช้นวัตกรรม สายรัดแขนแทนความห่วงใย แทนการกดแผลเจาะเลือดของผู้บริจาค ตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 จนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2565 มีผู้บริจาคเลือดสามารถบริจาคเลือดได้ทั้งหมด 4,475 ราย ไม่พบผู้บริจาคโลหิตที่เลือดไหลจากแผลเจาะเลือดหลังการบริจาค แต่ยังพบรอยเขียว ช้ำ หลังการ บริจาคโลหิตทันที 11 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.2 สามารถป้องกันการเกิดรอยเขียว ช้ำ และเลือดไหลจากแผล เจาะเลือดได้ร้อยละ 99.8 บทเรียนที่ได้รับ อาการไม่พึงประสงค์หลังการบริจาคโลหิตมีอาการอื่นๆ ซึ่งต้องติดตาม เฝ้าระวังและรวบรวม เพื่อให้ เกิดการประเมิน แก้ไข และการพัฒนามาตรฐานการดูแลสุขภาพผู้บริจาคโลหิต เพื่อให้ผู้บริจาคโลหิตเกิดความ มั่นใจ และมาบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอ การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน มีการใช้/ ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน


R&D ฝ่ายการพยาบาล 240 Innovation เจ้าของผลงาน: เพชรรินทร รุ่งนิรันดร์นนท์, อัญชลา ชาตินักรบ ชื่อหน่วยงาน: ตึกผ่าตัด ที่มาและความสำคัญ การบริหารยาสำหรับพยาบาลเป็นสิ่งสำคัญ หากมีความผิดพลาดตั้งแต่การจัดเตรียมยาจนไปถึงนำยา ไปให้แก่ผู้ป่วย ไม่ว่ายานั้นจะเป็นยาชนิดใด ให้ทางวิธีทางไหน ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญมาก หากเกิดความ ผิดพลาดย่อมส่งผลเสียต่อผู้ป่วยไม่มากก็น้อย โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ให้บริการบริหารยาชาเฉพาะที่ Local anesthetics การรักษาอาการปวดหลังแบบประคับประคองตามอาการ เพื่อลดอาการปวดเป็นหลัก (pain management) ทั้งนี้ การรักษาแบบไม่ผ่าตัดนั้นมีหลากหลายวิธี ซึ่งประกอบไปด้วยการฉีดสเตียรอยด์เข้าโพรงกระดูกสันหลัง [Epidural Steroid Injection (ESI)] หรือการฉีดยาบล็อกรากประสาทเพื่อระงับปวด [Selective Nerve Root Block (SNRB)] โดยจะทำการฉีดยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ร่วมกับยาชา เข้าโพรงกระดูกสันหลังตำแหน่งที่มี การกดทับเส้นประสาท ขณะที่ผู้ป่วยยังรู้สึกตัวอยู่ เพื่อบรรเทาอาการปวดจากเส้นประสาทที่ถูกกดทับ การ เตรียมยาที่จะฉีดให้กับผู้ป่วยมีความสำคัญ เนื่องจากยาฉีดเมื่อดูดใส่ Syringe แล้วสีเหมือนกัน ทำให้เกิดความ สับสน เสี่ยงต่อการหยิบยาส่งให้แพทย์ฉีดผิดตำแหน่ง ดังนั้นทีมงานห้องผ่าตัดเห็นความสำคัญในเรื่องการบริหารยา จึงมีแนวคิดในการป้องกันความผิดพลาด ในการบริหารยาให้กับผู้ป่วยขณะรับบริการผ่าตัด โดยทำสัญลักษณ์ที่ Syringe และเขียนสัญลักษณ์บนกระดาน White broad เพื่อ Double check ยาอีกครั้ง ก่อนฉีดยาให้กับผู้ป่วยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติการณ์ ในการบริหารยา วัตถุประสงค์ 1. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติการณ์ในการบริหารยา ความรุนแรงมากกว่าระดับ E 2. เพื่อให้เจ้าหน้าที่พึงพอใจในการใช้นวัตกรรม เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. การเกิดอุบัติการณ์การบริหารยาผิดพลาด ความรุนแรงมากกว่าระดับ E ร้อยละ 0 2. อัตราความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัดต่อนวัตกรรม ≥85 % ระยะเวลาในการดำเนินการ ตุลาคม พ.ศ. 2564 - กรกฎาคม พ.ศ. 2565 การป้องกันความผิดพลาดในการบริหารยาให้กับผู้ป่วยขณะรับบริการผ่าตัด


R&D ฝ่ายการพยาบาล 241 Innovation วิธีดำเนินการ ก่อนพัฒนา 1. พยาบาล Circulating nurse เตรียมหัวเข็มขนาดต่างๆ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ยาแต่ละชนิด 2. ก่อนดูดยาใส่ Syringe พยาบาล Circulating nurse แจ้งขานชื่อยา ขนาดกี่มิลลิกรัม วันหมดอายุ พร้อมกับให้Scrub nurse รับทราบ 3. หลังจาก Scrub nurse ดูดยาใส่ Syringe สวมหัวเข็มสีต่างๆ เป็นสัญญลักษณ์ เช่น ยาชาหัวเข็ม สีม่วง 4. ขณะส่งยาให้แพทย์ฉีดพยาบาล Scrub nurse จะต้องจำว่าหัวเข็มสีนี้คือยาอะไร ซึ่งความเสี่ยงใน การหยิบยาผิดเนื่องจากยามีสีเหมือนกัน หลังพัฒนา 1. เตรียมยางมัดผมซองละ 4 สี อบ Sterrad 2. พยาบาล Circulating nurse เตรียมยา และเวชภัณฑ์ที่จะฉีดยาฉีดสเตียรอยด์เข้าโพรงกระดูกสัน หลัง (ESI) หรือการฉีดยาบล็อกรากประสาท (SNRB) 3. พยาบาล Circulating nurse เขียนสัญลักษณ์สียางมัดผมที่จะรัด Syringe ดูดยาบนกระดาน White broad 4. Scrub nurse รัดยางมัดผม ทำสัญลักษณ์ที่ Syringe ตามที่เขียนไว้ที่บนกระดาน White broad 5. ก่อนดูดยาใส่ Syringe พยาบาล Circulating nurse แจ้งขาน 5.1 Syringe สัญลักษณ์สีเหลืองดูดยาชา 1% Xylocaine 10 mg/ml 5.2 Syringe สัญลักษณ์สีส้มดูดสารทึบรังสีOmnipaque 300 mg/ml 5.3 Syringe สัญลักษณ์สีชมพูดูด NSS 5.4 Syringe สัญลักษณ์สีขียวดูด Kenacort 40 mg + 1% Xylocaine 20 mg ขนาดกี่มิลลิกรัม วันหมดอายุพร้อมกับให้ Scrub nurse รับทราบ Scrub nurse ตรวจสอบสัญลักษณ์บนกระดาน White broad ก่อนดูดยา 6. ขณะผ่าตัดก่อนส่งยาให้แพทย์ฉีด Scrub nurse สามารถตรวจสอบชื่อยาบนกระดาน White broad ได้ เพื่อเป็นการ Double check ยาอีกครั้ง เพื่อไม่เกิดความผิดพลาด ยาและเวชภัณฑ์ที่ใช้ฉีดสเตียรอยด์เข้าโพรงกระดูกสันหลัง Kenacort 40 mg Omnipaque 300 mg/ml


R&D ฝ่ายการพยาบาล 242 Innovation 1% Xylocaine 10 mg/ml Normal Saline ยางมัดผมสีต่างๆ ยาและเวชภัณฑ์ กระดาน White broad เขียนสัญลักษณ์ ยางมัดผมทำสัญลักษณ์ที่ Syringe ผลการดำเนินงาน 1. การเกิดอุบัติการณ์การบริหารยาผิดพลาด ความรุนแรงมากกว่าระดับ E ร้อยละ 0 พบว่าจำนวนผู้ป่วยที่มาฉีดสเตียรอยด์เข้าโพรงกระดูกสันหลัง (ESI) หรือการฉีดยาบล็อกรากประสาท (SNRB) (ราย) ตั้งแต่เดือนมกราคม - มิถุนายน 2565 จำนวนทั้งหมด 57 ราย และการเกิดอุบัติการณ์การ บริหารยาผิดพลาด ความรุนแรงมากกว่าระดับ E คิดเป็นร้อยละ 0 2. อัตราความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัดต่อนวัตกรรม ≥85 % พบว่า ความพึงพอใจของ เจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัด 17 ราย ในการใช้ยางมัดผมทำสัญลักษณ์ที่ Syringe มีอัตราความพึงพอใจเฉลี่ย คิดเป็น ร้อยละ 95.8 บทเรียนที่ได้รับ มีกระบวนการพัฒนาการปฏิบัติงาน เพิ่มความปลอดภัยในการบริหารยาให้กับผู้ป่วย ขณะรับบริการ ผ่าตัด ปัจจัยแห่งความสำเร็จ เจ้าหน้าที่ทุกคนตระหนักถึงความปลอดภัยในการบริหารยาให้กับผู้ป่วยขณะรับบริการผ่าตัด การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓


R&D ฝ่ายการพยาบาล 243 Innovation เจ้าของผลงาน: รัชนี สีกะแจะ, นงลักษณ์ อรุณเกสร, สามารถ แจ่มโฉม ชื่อหน่วยงาน: หน่วยรับบริจาคโลหิต ที่มาและความสำคัญ หน่วยรับบริจาคโลหิตให้การดูแลรับบริจาคโลหิต สำหรับผู้บริจาคที่มีช่วงอายุ 17 - 70 ปี ในการดูแลผู้ บริจาคโลหิต การปฏิบัติเดิมมีการวัดสัญญาณชีพก่อนบริจาคโลหิตและเมื่อบริจาคโลหิตเสร็จ ให้ผู้บริจาคโลหิต นอนพักประมาณ 5 - 10 นาที และไปรับประทานอาหารว่าง จึงกลับบ้านได้ พบปัญหาว่าผู้บริจาคบางรายเป็น ลมขณะเดินทางกลับบ้าน ทางหน่วยงานได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการดูแลผู้บริจาค จึงได้พัฒนา นวัตกรรม เรื่อง ปลอดภัยเสมอเมื่อเธอจากไป โดยก่อนกลับบ้าน หน่วยงานได้จัดหาเครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติ ให้ผู้ บริจาควัดความดันโลหิตด้วยตัวเอง และจัดทำแผ่นป้ายบ่งชี้ช่วงค่าการวัดที่อยู่ในเกณฑ์ปกติที่ชัดเจนติดไว้ที่ เครื่องวัดความดันโลหิต เพื่อให้ผู้บริจาคโลหิตทราบ กรณีวัดแล้วอยู่ในเกณฑ์ปกติตามป้ายบ่งชี้ให้ผู้บริจาคเขียน ชื่อ-นามสกุล ลงในใบวัดความดันโลหิต แล้วใส่ตะกร้าด้านข้างที่ติดกับเครื่องวัดความดันโลหิต และสามารถ กลับบ้านได้ กรณีค่าความดันโลหิตผิดปกติไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทราบทันที และนั่งพัก แล้วให้ ผู้บริจาควัดความดันโลหิตซ้ำ จนกว่าจะได้ค่าตามเกณฑ์ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริจาคโลหิต เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ผู้บริจาคต้องได้วัดความดันโลหิตก่อนกลับบ้านทุกราย 100 เปอร์เซ็นต์ 2. ไม่พบอุบัติการณ์ผู้บริจาคเป็นลมหลังการบริจาคโลหิต ระยะเวลาดำเนินการ ธันวาคม พ.ศ. 2564 - พฤษภาคม 2565 วิธีดำเนินการ 1. หลังผู้บริจาคโลหิตรับประทานอาหารว่างเรียบร้อย ก่อนกลับแนะนำให้ผู้บริจาควัดความดันโลหิต แขนข้างที่ไม่ได้เจาะเลือด ด้วยตัวเอง 2. ถ้าค่าความดันโลหิตและชีพจรอยู่ในเกณฑ์ปกติตามข้อบ่งชี้ในแผ่นป้าย ให้เขียนชื่อ-นามสกุลที่ใบวัด ความดันแล้วใส่ในตะกร้า 3. กรณีค่าความดันโลหิตไม่ตรงตามข้อบ่งชี้ตามแผ่นป้าย ให้นำใบวัดความดันโลหิตมาให้เจ้าหน้าที่เพื่อ รอวัดซ้ำจนกว่าจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ 4. เจ้าหน้าที่นำใบวัดความดันโลหิตมาลงในทะเบียนประวัติของผู้บริจาค และลงในระบบ HIS ปลอดภัยเสมอเมื่อเธอจากไป


R&D ฝ่ายการพยาบาล 244 Innovation ผลการดำเนินงาน 1. ผู้บริจาคโลหิตได้รับการวัดความดันโลหิตก่อนกลับบ้าน คิดเป็นร้อยละ 100 2. ไม่พบอุบัติการณ์ผู้บริจาคโลหิตเป็นลมหลังการบริจาคโลหิต บทเรียนที่ได้รับ เพื่อยกระดับการดูแลเชิงรุกสำหรับผู้บริจาคโลหิต มีการติดตามอาการที่บ้านของผู้บริจาคโลหิตที่มา บริจาคแล้วมีภาวะแทรกซ้อน หลังจากกลับไปบ้านจะมีพยาบาลโทรศัพท์ติดตามสอบถามอาการและให้ คำแนะนำเพื่อความปลอดภัย และเพื่อความสบายใจของผู้บริจาคทุกราย การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓


R&D ฝ่ายการพยาบาล 245 Innovation เจ้าของผลงาน: ณัฐชัย ขัติยะ, พรภวิษย์ ไทยทอง, จริญาภรณ์ มหายศ, กนกศรี จ่าเหลา ชื่อหน่วยงาน: งานกิจกรรมบำบัด หน่วยเวชศาสตร์ฟื้นฟู ศูนย์ส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุ สภากาชาดไทย ที่มาและความสำคัญ ในปี 2565 ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Complete aged society) โดยมี ประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี กว่า 12.9 ล้านคน หรือ ร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด หนึ่งในปัญหาที่พบ ได้บ่อยในผู้สูงอายุคือภาวะกลืนลำบากในผู้สูงอายุ ที่มีความชุกในกลุ่มประชากรผู้สูงอายุทั่วไปในชุมชนถึงร้อย ละ 40 ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณอาหารที่ทานได้น้อยลง มีความยากลำบากในการรับประทานยา เกิดภาวะ ขาดน้ำหรืออาหาร กระทั่งเกิดภาวะปอดอักเสบติดเชื้อจนเป็นเหตุแก่ชีวิตได้ ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 การเข้าถึงสถานพยาบาลของผู้สูงอายุเป็นไปได้ยากมากขึ้น เนื่องจากจำเป็นต้องลดความถี่ ในการรักษาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส รวมถึงข้อจำกัดในการให้บริการในช่วงแรกที่ไม่สามารถ ทำหัตถการที่สัมผัสกับผู้สูงอายุได้โดยตรง ทำให้ผู้สูงอายุที่มารับบริการ ขาดการฝึกอย่างต่อเนื่อง งานกิจกรรมบำบัดที่ปฏิบัติงานในการส่งเสริม ป้องกัน บำบัด ฟื้นฟูสมรรถภาพให้กับผู้สูงอายุ ได้มองเห็นถึงปริมาณผู้รับบริการที่มีภาวะกลืนลำบากมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น จากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น รวมถึงข้อจำกัดในการให้บริการที่เกิดขึ้นจากช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส หรือข้อจำกัดอื่นๆ ที่อาจจะ เกิดขึ้นในอนาคต จึงเป็นที่มาของนวัตกรรมเพื่อช่วยการบริการกล้ามเนื้อการกลืนสำหรับผู้สูงอายุ ในรูปแบบ ของสื่อลักษณะแบบปฏิทินรูปภาพที่อธิบายวิธีการบริการกล้ามเนื้อการกลืนให้กับญาติและผู้สูงอายุที่เข้าใจง่าย และสามารถทำตามได้เอง รวมถึงสมุดบันทึกการบริหารกล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกลืนด้วยตัวเอง ที่บ้าน เพื่อความต่อเนื่องในการบริหารกล้ามเนื้อและง่ายต่อการติดตามผล ทำให้ลดความถี่ในการเข้ารับบริการ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาความพึงพอใจการใช้ปฏิทินการบริหารกล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกลืน และ สมุดบันทึกการบริหารกล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกลืนด้วยตัวเอง เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. อัตราความพึงพอใจการใช้ปฏิทินการบริหารกล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกลืน และสมุด บันทึกการบริหารกล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกลืนด้วยตัวเอง ≥ 80% ระยะเวลาดำเนินการ กรกฎาคม พ.ศ. 2564 - มิถุนายน พ.ศ. 2565 นวัตกรรมเพื่อช่วยการบริหารกล้ามเนื้อการกลืน


R&D ฝ่ายการพยาบาล 246 Innovation กลุ่มเป้าหมาย ผู้เข้ารับบริการที่มีการส่งปรึกษาเรื่องภาวะกลืนลำบาก ไม่มีความบกพร่องด้านความคิด ความเข้าใจ ผู้ดูแลพร้อมให้ความร่วมมือในการช่วยบริหารกล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกลืนที่บ้าน รวมทั้งสิ้น 10 ราย วิธีดำเนินการ 1. วางแผนร่วมกันในหน่วยงาน ในการจัดทำรูปแบบสื่อสำหรับให้ผู้สูงอายุ และผู้ดูแลใช้ในการบริหาร กล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกลืนด้วยตัวเอง 2. จัดทำสื่อในรูปแบบปฏิทินรูปภาพสำหรับการฝึกผู้รับบริการ โดยการลดการสัมผัส และให้ผู้สูงอายุที่ เข้ารับบริการทำด้วยตัวเอง ตามคำอธิบายของรูปภาพ 3. จัดทำสื่อรูปแบบสมุดบันทึก ที่มีรูปภาพ คำอธิบาย และมีช่องข้อความให้บันทึกการฝึก ความ ร่วมมือ และปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วติดตามผลทุกสัปดาห์ ให้กับญาติและผู้ดูที่เข้ารับบริการ 4. อธิบายและสาธิตให้ผู้ป่วยและผู้ดูแล เพื่อสร้างความเข้าใจ 5. จัดทำแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ป่วยและผู้ดูแล ที่ได้ใช้ชุดนวัตกรรมเพื่อช่วยการบริหาร กล้ามเนื้อกลืน 6. เก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้ และบันทึกผลการดำเนินงาน ผลการดำเนินงาน คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้ป่วยโดยรวมต่อการใช้ปฏิทินการบริหารกล้ามเนื้อและอวัยวะที่ เกี่ยวข้องกับการกลืน และสมุดบันทึกการบริหารกล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกลืนด้วยตัวเอง คิดเป็นร้อยละ 79.0 คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้ดูแลโดยรวมต่อการใช้ปฏิทินการบริหารกล้ามเนื้อและ อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกลืน และสมุดบันทึกการบริหารกล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกลืนด้วย ตัวเอง คิดเป็นร้อยละ 100 ดังแสดงในตารางที่ 1


R&D ฝ่ายการพยาบาล 247 Innovation ตารางที่ 1 คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจ ของผู้ป่วยและผู้ดูแล ในการใช้ปฏิทินการบริหารกล้ามเนื้อและอวัยวะ ที่เกี่ยวข้องกับการกลืน และสมุดบันทึกการบริหารกล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกลืน ด้วยตัวเอง (n = 10) กิจกรรม คะแนน ร้อยละ ระดับความพึงพอใจของผู้ป่วย ด้านประโยชน์ 7.5 75 ด้านความสะดวก ง่ายต่อการใช้งาน 8 80 ด้านความเพลิดเพลิน 7.5 75 ด้านรูปลักษณ์ 8 80 ด้านการช่วยลดความถี่ในการเข้ารับบริการ 6.5 65 ด้านประโยชน์ 10 100 รวม 7.91 79 ระดับความพึงพอใจของผู้ดูแล ด้านประโยชน์ 10 100 ด้านความสะดวก ง่ายต่อการใช้งาน 10 100 ด้านความเพลิดเพลิน 10 100 ด้านรูปลักษณ์ 10 100 ด้านการช่วยลดความถี่ในการเข้ารับบริการ 10 100 รวม 10 100 บทเรียนที่ได้รับ 1. ได้ทราบถึงจุดเด่นและจุดด้วยของนวัตกรรมเพื่อช่วยการบริหารกล้ามเนื้อการกลืน 2. การวัดผลด้วยการทำแบบสำรวจความพึงพอใจอาจไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านความคิด ความเข้าใจบกพร่อง โดยควรเปลี่ยนเป็นการวัดผลจากระดับความสามารถของผู้ป่วยแทน ปัจจัยแห่งความสำเร็จ 1. ความร่วมมือในการใช้งาน 2. รูปแบบของสมุดต้องเหมาะสมกับความสามารถของผู้ป่วยเพื่อง่ายต่อการใช้งาน การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓


R&D ฝ่ายการพยาบาล 248 Innovation เจ้าของผลงาน: สามารถ แจ่มโฉม, วันทนาพร ไชยเจริญ, กรรณิการ์ ช้างพลายงาม ชื่อหน่วยงาน: หน่วยรับบริจาคโลหิต ที่มาและความสำคัญ หน่วยรับบริจาคโลหิตให้การดูแลรับบริจาคโลหิตสำหรับผู้บริจาคที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 17 - 70 ปี หลังการบริจาคโลหิต ผู้บริจาคจำเป็นต้องดื่มน้ำหวานและอาหารว่าง เพื่อทดแทนการสูญเสียโลหิต เพื่อให้ ร่างกายเกิดความสมดุล ป้องกันการเป็นลมหลังบริจาคโลหิตและก่อนกลับบ้าน ต้องวัดสัญญาณชีพเพื่อความ ปลอดภัย แต่เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดโรค Covid-19 ซึ่งมีผลกระทบเป็นวงกว้าง หน่วยรับบริจาค โลหิตได้เห็นความสำคัญของปัญหา จึงจัดให้มีฉากกั้นแบบกระจกอคิลิคใส โดยกั้นเป็น 4 มุม สำหรับให้ผู้ บริจาคโลหิตรับประทานอาหารว่าง เพื่อลดการพูดคุยที่ไม่จำเป็นระหว่างรับประทานอาหาร และสิ่งสำคัญยัง เป็นการลดโอกาส ในการแพร่กระจายเชื้อ จากการพูดคุย ไอ จาม ได้อีกด้วย เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. เพื่อป้องกันละอองฝอยจากการพูดคุย ไอ จาม เป็นการลดโอกาสในการแพร่กระจายเชื้อของ ผู้บริจาคโลหิตระหว่างการรับประทานอาหาร 2. อัตราการติดเชื้อโรค Covid-19 ของผู้บริจาคโลหิต หลังการบริจาคที่หน่วยรับบริจาคโลหิตเป็น 0 ระยะเวลาดำเนินการ พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 – เมษายน พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. ปรึกษากับผู้ร่วมงานเพื่อออกแบบกระจกกั้นระหว่างรับประทานอาหารว่าง 2. ประสานงานกับฝ่ายพัสดุและจัดซื้อเพื่อเบิกอุปกรณ์ 3. นำแกนอลูมิเนียมมาตั้งเพื่อยึดแผ่นอะคริลิคทั้ง 4 ด้าน 4. ตัดแผ่นกระจกอะคริลิคใสโดยกั้นเป็น 4 มุม ขนาด 66*66 เซนติเมตร 5. เมื่อประกอบเรียบร้อยแล้วนำมาจัดตั้งบนโต๊ะรับประทานอาหารว่าง กระจกกั้นกินอาหาร


R&D ฝ่ายการพยาบาล 249 Innovation กิจกรรมการพัฒนา ผลการดำเนินงาน จากการติดตั้งฉากกั้นแบบกระจกอคิลิคใส ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปีพ.ศ. 2564 จนถึงเดือนเมษายน ปีพ.ศ. 2565 มีผู้บริจาคเลือดนั่งรับประทานอาหารและเครื่องดื่มหลังการบริจาคทั้งหมด 4,475 ราย ไม่พบ ผู้บริจาคโลหิตติดเชื้อ Covid-19 จากการรับประทานอาหาร บทเรียนที่ได้รับ หน่วยรับบริจาคโลหิตมีพื้นที่จำกัดมีขนาดเล็ก ตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของอาคารมีความอับชื้น ภายในห้องมี ระบบระบายอากาศไม่ถ่ายเท และต้องรักษาอุณหภูมิห้องไม่เกิน 22 องศาเซลเซียสเพื่อรักษาอุณหภูมิของ โลหิต ซึ่งเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ Covid-19 ทำให้ต้องเพิ่มมาตรการการป้องกัน เช่น จำกัด จำนวนผู้บริจาคโลหิตรอบละ 8 - 10 ราย, ติดตั้งฉากกั้นแบบกระจกอะคริลิคใสทุกจุดบริการ, จัดเตรียมน้ำยา ล้างมือทุกจุดบริการ, รักษาระยะห่างระหว่างผู้บริจาคโลหิต และระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้บริจาคโลหิต การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓


R&D ฝ่ายการพยาบาล 250 Innovation เจ้าของผลงาน: นาตยา สุทธิประภา, นงลักษณ์ อรุณเกสร, สามารถ แจ่มโฉม ชื่อหน่วยงาน: หน่วยรับบริจาคโลหิต ที่มาและความสำคัญ หน่วยรับบริจาคโลหิตให้การดูแลรับบริจาคโลหิตสำหรับผู้บริจาคที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 17 - 70 ปี ผู้บริจาคส่วนใหญ่มาบริจาคโลหิตเป็นประจำทุก 3 เดือน ตามกำหนดนัดหมายที่ระบุในซองยาที่เราจ่ายไปให้ใน ทุกรอบที่มาบริจาค และจะมีผู้บริจาคบางส่วนที่จะเน้นมาบริจาคในวันสำคัญของตนเองและคนในครอบครัว เช่น วันครบรอบวันเกิด วันครบรอบวันตายของบุคคลในครอบครัว และวันสำคัญอื่นๆ ที่ผู้บริจาคให้ความ สำคัญ เป็นต้น ผู้จัดจึงคิดจัดทำของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ มอบให้ผู้บริจาคที่มาบริจาคในวันครบรอบวันเกิดของ ตนเอง เพื่อให้ผู้บริจาครู้สึกประทับใจที่หน่วยงานของเรา ได้เห็นความสำคัญและมีส่วนร่วมอวยพรวันเกิดในปีนี้ ของผู้บริจาคด้วย และหลังบริจาคเสร็จกลับไปผู้บริจาค อาจนำความประทับใจการบริการของเรานี้ไปบอกต่อ บุคคลในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เพื่อให้บุคคลอื่นที่อยากทำบุญในวันเกิดสนใจมาบริจาคโลหิตในวันเกิดกัน มากขึ้น ซึ่งการทำบุญนี้เหมือนกับการทำบุญอื่น เช่น ไปวัดบริจาคเงินแต่เราสามารถมาบริจาคโลหิตเพื่อ ช่วยชีวิตผู้อื่นได้ และมีการพัฒนามาบริจาคต่อเนื่องทุก 3 เดือนในอนาคตต่อไป เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ผู้บริจาคโลหิตที่มาบริจาคโลหิตในวันเกิด ได้รับของขวัญวันเกิด ≥ 90% 2. ผู้บริจาคโลหิตมีความพึงพอใจที่หน่วยรับบริจาคโลหิตให้ความสำคัญในวันเกิดของตนเอง ≥90% ระยะเวลาดำเนินการ พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 - เมษายน พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. สิ่งของที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทผลิตถุงโลหิต ผู้มีจิตศรัทธาหน่วยงานต่างๆ และหน่วยรับ บริจาคโลหิต 2. นำสิ่งของมาจัดใส่ถุงกระดาษพร้อมติดสติ๊กเกอร์ Happy Birth Day 3. จัดเตรียมของขวัญเก็บใส่กล่องเพื่อรอมอบให้ผู้บริจาคโลหิตที่มาบริจาคตรงวันเกิดของตนเอง ผลการดำเนินงาน จากการดำเนินโครงการระยะเวลา 3 เดือน (เมษายน- มิถุนายน 2565) พบผู้บริจาคโลหิตที่มาบริจาค โลหิตในวันเกิดจำนวน 30 คน ได้รับของขวัญวันเกิด คิดเป็นร้อยละ100 เป็นเพศชายร้อยละ 57.0 เพศหญิง ร้อยละ 43.0 อายุเฉลี่ย 26 - 45 ปี อายุมากที่สุด 56 ปี ขึ้นไป อายุน้อยที่สุด 17 ปี ของขวัญได้บุญ


R&D ฝ่ายการพยาบาล 251 Innovation อัตราความพึงพอใจของผู้บริจาคโลหิตที่มาบริจาคโลหิตในวันเกิดแล้วได้รับของขวัญวันเกิดร้อยละ ≥90 ผลการประเมินความพึงพอใจแบ่งเป็นหัวข้อเรื่องดังนี้ 1. ผู้บริจาคโลหิตพึงพอใจที่หน่วยรับบริจาคโลหิตให้ความสำคัญกับวันเกิดของผู้บริจาคโลหิต พบว่า ผู้บริจาคโลหิตมีระดับความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 97.0 และร้อยละ 3.0 ตามลำดับ 2. ผู้บริจาคโลหิตพึงพอใจที่เจ้าหน้าที่กล่าว Happy Birth Day และอวยพรวันเกิดให้ พบว่า ผู้บริจาค โลหิตมีระดับความพึงพอใจในระดับมากที่สุดและระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 90.0 และ 10.0 ตามลำดับ 3. ผู้บริจาคโลหิตพึงพอใจของขวัญที่ได้รับมอบจากหน่วยงานในระดับมากที่สุด และระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 90.0 และ 7.0 ตามลำดับ 4. ผู้บริจาคโลหิตตั้งใจมาบริจาคโลหิตในวันเกิดทุกปี และวันสำคัญวันอื่น พบว่า ผู้บริจาคโลหิตมีระดับ ความพึงพอใจในระดับมากที่สุด และระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 83.0 และ 10.0 ตามลำดับ


R&D ฝ่ายการพยาบาล 252 Innovation บทเรียนที่ได้รับ 1. ต่อผู้จัดทำ: นวัตกรรมที่จัดทำขึ้น ผู้บริจาคโลหิตเกิดความพึงพอใจมาก และตั้งใจมาบริจาคโลหิต ทุกปี ทำให้ต้องคิดหรือสร้างนวัตกรรมอื่นๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการบริจาคโลหิต 2. ต่อหน่วยงาน: จากสถานการณ์โรคระบาด Covid-19 ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนโลหิตจำนวนมาก หน่วยงานต้องคิด หรือสร้างนวัตกรรมอื่นๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาวะ ปกติและภาวะวิกฤตขาดแคลนโลหิต การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓


R&D ฝ่ายการพยาบาล 253 Innovation เจ้าของผลงาน: กรรณิการ์ ช้างพลายงาม, รัชนี สีกะแจะ, ประเสริฐ น้อยเพ็ชร์ ชื่อหน่วยงาน: หน่วยรับบริจาคโลหิต ที่มาและความสำคัญ การบริจาคโลหิต ผู้บริจาคต้องผ่านขั้นตอนการตรวจความความเข้มข้นของโลหิต ในขั้นตอนคัดกรอง ก่อนการบริจาคอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจ ของสะอาด ของมีคม และของที่ปนเปื้อนเลือด จากการเจาะเลือด ซึ่งอุปกรณ์ทุกอย่างวางรวมอยู่บนโต๊ะเดียวกันทั้งหมด ทำให้อาจเกิดการปนเปื้อนเชื้อได้ และอาจเกิดอุบัติเหตุ จากการถูกเข็มตำได้ จึงนำถังขยะทิ้งหัวเข็มและถังขยะติดเชื้อแยกวางไว้บนพื้น เนื่องจากถังขยะทั้งสองมีขนาด เล็กเมื่อต้องทิ้งหัวเข็มสำลีเปื้อนเลือด ทำให้ต้องก้มเอี้ยวตัว ท่าทางการทำงานไม่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ ทำให้เกิดความเมื่อยล้าของหลังและแขนได้ หน่วยงานจึงคิดดัดแปลงเก้าอี้นั่งที่ชำรุด ไม่สามารถนั่งได้ มาเป็นที่ สำหรับวางถังขยะ เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจจากการใช้นวัตกรรมมากกว่าร้อยละ 80 2. อุบัติการณ์จากการถูกเข็มตำร้อยละ 0 ระยะเวลาดำเนินการ พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 - เมษายน พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. ศึกษาวิเคราะห์ปัญหา คิดหาวิธีแก้ปัญหา 2. สร้างที่วางถังขยะติดเชื้อ โดยนำเก้าอี้พลาสติกนั่งทรงสูงชำรุดที่รองนั่งแตกไม่สามารถนั่งได้ตัดแผ่น นั่งเป็นรูปวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเท่าถังขยะติดเชื้อใส่หัวเข็ม 3. นำถังขยะติดเชื้อใส่หัวเข็มวางบนเก้าที่ตัดไว้ 4. ให้ผู้ปฏิบัติงานใช้เก้าอี้ใส่ถังขยะติดเชื้อ เพื่อทิ้งหัวเข็มและแผ่นตรวจความเข้มข้นของโลหิต ก่อนใช้นวัตกรรม หลังใช้นวัตกรรม ฐานนี้เพื่อความปลอดภัย


R&D ฝ่ายการพยาบาล 254 Innovation ผลการดำเนินงาน 1. ผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจจากการใช้นวัตกรรมร้อยละ 95.0 2. ไม่เกิดอุบัติการณ์จากการถูกเข็มตำ ร้อยละ 0 บทเรียนที่ได้รับ 1. การประดิษฐ์ดัดแปลงวัสดุอุปกรณ์ที่ชำรุดมาใช้ประโยชน์ ต้องใช้ช่างที่มีความสามารถ หรือชำนาญ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถทำด้วยตนเองได้ เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์และความชำนาญ 2. สามารถนำวัสดุที่ชำรุดที่ใช้งานไม่ได้นำมาดัดแปลงเปลี่ยนเป็นการใช้งานในหน้าที่ใหม่ เพื่อเป็นการ ลดต้นทุนหาวัสดุอื่นมาใช้ และใช้วัสดุที่ชำรุดให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าสูงสุด 3. หน่วยงานอื่นสามารถนำไปเป็นต้นแบบในการเปลี่ยนแปลงเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่น หรือนำไปใช้ ใส่ถังขยะติดเชื้อได้ การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓


R&D ฝ่ายการพยาบาล 255 Innovation เจ้าของผลงาน: นงลักษณ์ อรุณเกษร, รัชนีสีกะแจะ, สามารถ แจ่มโฉม ชื่อหน่วยงาน: หน่วยรับบริจาคโลหิต ที่มาและความสำคัญ หน่วยรับบริจาคโลหิต ให้การดูแลรับบริจาคโลหิตสำหรับผู้บริจาคที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 17 - 70 ปี มี ผู้บริจาครายใหม่เข้ามาบริจาคเพิ่มขึ้นทุกวัน การรับบริจาคที่ผ่านมา พบปัญหาการบริจาคครั้งแรกว่าผู้บริจาค เป็นลมมากกว่าผู้บริจาครายเก่า อาจมีสาเหตุเนื่องจากมีความตื่นเต้น วิตกกังวล กลัวเจ็บ กลัวเข็ม กลัวเลือด หรือผู้บริจาคไม่เคยเสียเลือดทีละจำนวนมากมาก่อน และอาจเตรียมความพร้อมก่อนบริจาคมาไม่ดีพอ เนื่องจากไม่ได้รับข้อมูลการเตรียมตัวก่อนบริจาคและไม่แจ้งข้อมูลตามความเป็นจริง เช่น พักผ่อนน้อย ไม่ รับประทานอาหารให้เพียงพอก่อนบริจาค เป็นต้น ด้วยสาเหตุต่างๆดังที่กล่าวมานี้ ทางหน่วยรับบริจาคโลหิตได้ นำมาทบทวน และหาแนวทางแก้ไขโดยการให้มีการวัดสัญญาณชีพผู้บริจาคครั้งแรก จากเดิมเราวัดสัญญาณ ชีพผู้บริจาคทุกรายครั้งแรกก่อนบริจาคเท่านั้น เมื่อมีรายงานผู้บริจาคไปเป็นลมที่บ้านหรือที่นอกหน่วยขณะ เดินทางกลับ จึงเปลี่ยนมาวัดสัญญาณชีพเพิ่มก่อนกลับบ้านทุกราย และจากที่กล่าวมาข้างต้นว่าผู้บริจาค ครั้งแรกพบเป็นลมมากกว่า จึงเพิ่มการวัดสัญญาณชีพเฉพาะผู้บริจาคครั้งแรก ขณะนอนบริจาคโลหิตออกมาที่ ประมาณ 200 ml. เพื่อประเมินอาการเบื้องต้น จากนั้นวัดก่อนกลับบ้านเหมือนผู้บริจาครายอื่น รวมทั้งหมด 3 ครั้ง ดังนั้นผู้จัดจึงได้จัดทำตะกร้าสำหรับผู้บริจาคครั้งแรกที่แตกต่างออกไป เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานทุกขั้นตอน รับทราบตรงกัน ว่าต้องดูแลใกล้ชิดวัดสัญญาณชีพเป็นระยะตามแนวทางปฏิบัติของหน่วยงาน เพื่อแก้ไขและ ป้องกันไม่ให้เกิดการเป็นลมกับผู้บริจาคครั้งแรกได้ทันท่วงที เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริจาคโลหิต ครั้งแรก วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้มีตะกร้าที่ระบุชัดเจนป้ายผู้บริจาคโลหิตครั้งแรก 2. เพื่อวัดความดันขณะนอนบริจาคโลหิตออกมาที่ประมาณ 200 ml และบันทึกใส่ใบสมัครผู้บริจาค โลหิตตรงสถานที่บริจาคทุกราย 3. เพื่อให้ผู้บริจาคโลหิตครั้งแรกมีความประทับใจรู้สึกปลอดภัยที่ได้มาบริจาคโลหิต ทั้งขณะบริจาค และหลังบริจาคเสร็จ ไม่มีภาวะแทรกซ้อนหลังจากการบริจาคโลหิต สามารถเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย ระยะเวลาดำเนินการ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 - 30 เมษายน พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. ออกแบบจัดทำตะกร้าสีฟ้าใส่ถุงเจาะเก็บโลหิตและอุปกรณ์ ตะกร้านี้ต้องดูแล


R&D ฝ่ายการพยาบาล 256 Innovation 2. พิมพ์บัตรบ่งชี้ผู้บริจาคโลหิตครั้งแรกตามที่ออกแบบให้ 3. นำบัตรบ่งชี้ผู้บริจาคโลหิตครั้งแรกไปเคลือบพลาสติกใส 4. นำบัตรบ่งชี้ที่จัดทำมาใส่ตะกร้าใช้จริงกับผู้บริจาคโลหิตครั้งแรกทุกราย วิธีการใช้งานสำหรับนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์(พร้อมรูปประกอบ) 1. ผู้บริจาคโลหิตครั้งแรกจะได้รับตะกร้าสีฟ้าใส่ถุงเจาะเก็บโลหิต และมีบัตรบ่งชี้ผู้บริจาคโลหิตครั้ง แรกชัดเจน (มีรูปประกอบ) 2. ขณะเจาะเก็บโลหิตได้ปริมาณ 200 ml เจ้าหน้าที่วัดสัญญาณชีพเพื่อประเมินอาการ 3. ลงบันทึกเวลาและสัญญาณชีพที่วัดได้ ในใบสมัครของผู้บริจาค บริเวณช่องสถานที่บริจาค 4. หลังผู้บริจาคโลหิตเสร็จให้นอนพักประมาร 5 นาที หรือจนกว่าผู้บริจาคโลหิตจะรู้สึกดีไม่มีอาการ ผิดปกติ ให้เจ้าหน้าที่วัดความดันโลหิตซ้ำก่อนลุกไปรับประทานอาหารว่าง และลงบันทึกเวลา และสัญญาณชีพ ที่วัดได้ ในใบสมัครของผู้บริจาค บริเวณช่องสถานที่บริจาคถัดต่อลงมาด้านล่าง 5. หลังผู้บริจาครับประทานอาหารว่าง ก่อนกลับให้ผู้บริจาควัดสัญญาณชีพด้วยเครื่องวัดความดัน อัตโนมัติ ถ้าอยู่ในเกณฑ์ปกติตามแผ่นที่ติดไว้ที่เครื่องวัดความดัน ให้เขียนชื่อ นามสกุล ในแผ่นรายงานผล และ ใส่ในกล่องที่จัดไว้ข้างเครื่องวัดความดัน 6. กรณีค่าสัญญาณชีพไม่เป็นตามแผ่นที่กำหนด แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อประเมินอาการ และรอวัด สัญญาณชีพซ้ำ จนกว่าจะปกติ ถึงให้กลับบ้านได้ 7. เจ้าหน้าที่นำใบวัดความดันโลหิตที่วัดได้ มาลงบันทึกเวลา และสัญญาณชีพที่วัดได้ ในใบสมัคร ของผู้บริจาค บริเวณช่องสถานที่บริจาค ถัดต่อลงมาด้านล่าง


R&D ฝ่ายการพยาบาล 257 Innovation 8. เจ้าหน้าที่นำใบสมัครของผู้บริจาค ไปลงบันทึกในระบบ HIS งบประมาณที่ใช้ ไม่มี ผลการดำเนินงาน ผู้บริจาคครั้งแรกไม่มีภาวะแทรกซ้อนขณะบริจาค และหลังบริจาคโลหิต ร้อยละ 90.0 ปัญหา/ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ 1. ตรงจุดทำถุงโลหิต อาจซักประวัติไม่ละเอียด ผู้บริจาคที่เราครั้งแรกแต่อาจเคยบริจาคที่อื่นมาก่อน บ้างแล้ว ใส่ตะกร้ามาครั้งแรก 2. บางวันมีเจ้าหน้าที่อยู่ปฏิบัติงานน้อย เนื่องจากติดภารกิจต่างๆ หรือช่วงแบ่งเวลาพัก แล้วมี ผู้บริจาคมาเป็นจำนวนมาก การวัดความดันโลหิตผู้บริจาคครั้งแรก อาจคลาดเคลื่อน ไม่ตรงตามที่ตั้งไว้ว่าจะวัด ความดันโลหิตขณะนอนบริจาคโลหิตออกมาที่ประมาณ 200 ml. อาจมีวัดช้าเกินปริมาณที่กำหนดไปบ้าง แต่ก็ ได้รับการวัดความดันครบทุกราย 3. จากการวัดความดันโลหิตเพิ่มเติมของผู้บริจาคครั้งแรก พบว่า ยังมีผู้บริจาคเป็นลมอยู่เดือนละ 2 - 3 ราย ทางหน่วยงานจึงปรับแก้ไขการวัดสัญญาณชีพเพิ่มหลังการถอดเข็มออกอีกรอบ สรุปการบริจาคครั้งแรก ทุกรายจะต้องวัดสัญญาณชีพทั้งหมด 5 รอบ คือ ก่อนบริจาคโลหิต ขณะบริจาคโลหิตครบ 200 ml. หลังการ ถอดเข็มออก หลังนอนพัก 5 นาทีก่อนลุกไปรับประทานอาหารว่าง และก่อนกลับบ้าน ถ้าหากวัดรอบไหน สัญญาณชีพมีความผิดปกติ ต้องดูแลใกล้ชิด เฝ้าระวัง ให้การปฐมพยาบาล และวัดสัญญาณชีพซ้ำทุก 5 นาที จนกว่าจะปกติ ลงบันทึกการวัดในใบสมัครผู้บริจาค และนำไปลงประวัติในระบบ HIS 4. การวัดสัญญาณชีพ 5 รอบในผู้บริจาคครั้งแรกทุกราย พบว่า ผู้บริจาคที่ความดันโลหิตไม่ค่อยสูง จะ มีลักษณะผอม อดนอน หรือดื่มน้ำน้อย ขณะบริจาคไปได้ 200 ml. แล้ววัดสัญญาณชีพจะพบว่า ความดัน โลหิตและชีพจรจะต่ำลงกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ผู้บริจาคจะยังไม่มีอาการผิดปกติโดยเจ้าหน้าที่จะดูแลอย่างใกล้ชิด ให้การเฝ้าระวัง ดูแลให้ผู้บริจาคดื่มน้ำเปล่าทันที 2 - 3 แก้ว แล้ววัดสัญญาณชีพซ้ำ จะพบว่าความดันโลหิตและ ชีพจรกลับขึ้นมาเป็นปกติ 5. ผู้บริจาคบางรายที่แนวโน้มความดันโลหิตสูงกว่าเดิม แต่ไม่เกินเกณฑ์ที่สามารถบริจาคได้ ขณะ บริจาคไปได้ 200 ml. แล้ววัดสัญญาณชีพ จะพบว่าความดันโลหิตและชีพจรจะสูงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ผู้ บริจาคจะยังไม่มีอาการผิดปกติ เนื่องจากขณะโลหิตกำลังไหลออกจากร่างกาย หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นความ ดันโลหิตและชีพจรจึงเพิ่มขึ้นตาม เจ้าหน้าที่จะดูแลใกล้ชิด เฝ้าระวัง และคอยวัดซ้ำ ก็จะพบว่าความดันโลหิต และชีพจรกลับลงมาในระดับก่อนบริจาคได้ตามลำดับ 6. พบว่ามีน้อยรายที่ความดันโลหิตและชีพจรยังคงสูงกว่าก่อนบริจาค แต่ไม่มีอาการอะไร หรือ หลังจากผู้บริจาคเป็นลมแล้วปฐมพยาบาลจนอาการดีขึ้นแล้ว แต่ความดันและชีพจรยังคงต่ำกว่าก่อนบริจาค เมื่อเฝ้าระวังดูอาการแล้วยังไม่กลับมาในเกณฑ์ปกติที่จะกลับบ้านได้ ทางหน่วยงานจะต้องรายงาน ปรึกษา


R&D ฝ่ายการพยาบาล 258 Innovation แพทย์รับทราบ และดูแลผู้บริจาคจนกว่าแพทย์จะอนุญาตให้กลับบ้านได้ กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น 1. การได้สอบถามถึงประวัติการบริจาคในครั้งก่อนหน้านั้นมีประโยชน์ได้หลายอย่าง ได้ทราบถึงภาวะ แทรกซ้อนขณะบริจาคที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่เราควรเฝ้าระวังในครั้งต่อๆ ไป ได้มีการพูดคุยสร้างสัมพันธภาพ ที่ดีต่อกันระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้บริจาคโลหิต และที่สำคัญได้ดูแลผู้บริจาคโลหิตให้ได้รับความปลอดภัย 2. การได้ดูแลวัดสัญญาณชีพผู้บริจาคโลหิตอย่างใกล้ชิด ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้บริจาคอย่าง รวดเร็ว และแก้ไขได้ทันท่วงที สามารถปิด Gap ของหน่วยงาน ทำให้ผู้บริจาคปลอดภัย มั่นใจในการดูแลของ เจ้าหน้าที่หน่วยรับบริจาคโลหิต มีความสุขทั้งผู้บริจาคและผู้ให้บริการ การขยายผลของนวัตกรรม มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน


R&D ฝ่ายการพยาบาล 259 Innovation เจ้าของผลงาน: ชรีญา นิเรียงรัมย์ ชื่อหน่วยงาน: หอผู้ป่วยสามัญกุมารเวชกรรม (18D) ที่มาและความสำคัญ ปากแหว่งเพดานโหว่เป็นความผิดปกติหรือความพิการของใบหน้า ริมฝีปาก ฐานจมูก และเพดานปาก จึงส่งผลกระทบต่อเด็กทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ส่งผลให้มีความยากลำบากในการดูด เคี้ยว และ กลืน เด็กปากแหว่งเพดานโหว่จึงได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ และเสี่ยงต่อการสำลักนมและอาหาร ทำให้การ เจริญเติบโตช้ากว่าเด็กปกติ และยังส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางด้านภาษา ซึ่งการรักษาจะต้องมีการทำ ผ่าตัด และผ่าตัดหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 21ปี การดูแลระยะหลังผ่าตัดมีความสำคัญมากเพราะมี ความเสี่ยงต่อภาวะแผลแยกและติดเชื้อ เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่ชอบดูด อมนิ้ว ระยะนี้ต้องยึดตรึงข้อศอกเด็กทั้ง 2 ข้าง เพื่อป้องกันเด็กเอามือใส่ปาก หลังผ่าตัดแพทย์จะพันแขนผู้ป่วยเด็กทั้งสองข้างด้วยผ้า Gauze หนาๆ ซึ่ง จะหลุดได้ง่ายและผู้ป่วยไม่สุขสบาย ทางหน่วยงานจึงคิดนวัตกรรม ปลอกแขนรัดด้วยรักขึ้น วัตถุประสงค์ 1. ป้องกันผู้ป่วยนำมือเข้าปากเพื่ออม หรือดูด 2. ป้องกันแผลแยกและติดเชื้อ เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ผู้ป่วยเด็กไม่สามารถนำมือเข้าปากอมหรือดูดนิ้ว ร้อยละ 100 2. ญาติมีความพึงพอใจ ≥ ร้อยละ90 ระยะเวลาดำเนินการ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 - 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ กิจกรรมการพัฒนา (process) 1. การตรึงแขนแบบเดิม ใช้ผ้า Gauze พันหนาๆ ที่แขนผู้ป่วยทั้งสองข้าง (ดังภาพ) ปลอกแขนรัดด้วยรัก


R&D ฝ่ายการพยาบาล 260 Innovation 2. สร้างนวัตกรรม ปลอกแขนรัดด้วยรัก - เตรียมอุปกรณ์: 1) ผ้าลายต่างๆ 2) ฟองน้ำ 3) ไม้กดลิ้น 4) เข็ม 5) ด้าย 6) เทปตีนตุ๊กแก 3. ขั้นตอนการทำ 3.1 ตัดผ้าเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าความยาว 40 เซนติเมตร ความกว้าง 20 เซนติเมตร จำนวน 2 ชิ้น 3.2 นำผ้าที่ตัดประกบเย็บบุด้านในด้วยฟองน้ำ เย็บเว้นช่องประมาณ 3 เซนติเมตร เพื่อใส่ไม้ กดลิ้นไว้ด้านใน จำนวน 8 ช่อง 3.3 ใส่ไม้กดลิ้นด้านในตามช่องที่เย็บไว้และเย็บปิดหัวท้าย เพื่อไม่ให้ไม้กดลิ้นเลื่อนหลุด 3.4 เย็บตีนตุ๊กแกตัวเมียชิดริมทั้งสองฝั่งตามแนวยาวของผ้า 3.5 เย็บตีนตุ๊กแกตัวผู้ขนาด 3 เซนติเมตร บริเวณมุมผ้าทั้งสองด้าน โดยเย็บด้านตรงข้ามกับ ตีนตุ๊กแกตัวเมีย


R&D ฝ่ายการพยาบาล 261 Innovation งบประมาณที่ใช้ 1800 บาท/ 10 ชิ้น 1. ผ้าลายต่างๆ 500 บาท 2. ฟองน้ำ 500 บาท 3. ไม้กดลิ้น 100 บาท 4. เข็มและด้าย 100 บาท 5. เทปตีนตุ๊กแก 100 บาท 6. ค่าเย็บ 500 บาท ผลการดำเนินงาน เก็บ Case ได้ 4 ราย (เนื่องจาก case น้อย) 1. ผู้ป่วยเด็กไม่สามารถนำมือเข้าปากอม หรือดูดนิ้วร้อยละ 100 2. ญาติมีความพึงพอใจร้อยละ 92.0 ปัญหาและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ 1. ญาติต้องการซื้อนำไปใช้ที่บ้านเนื่องจากผู้ป่วยต้องงดการดูด 2 สัปดาห์ แต่ทางหน่วยงานไม่สามารถ ผลิตเพิ่มได้ 2. การผลิตนวัตกรรมต้องจ้างการตัดเย็บ กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น 1. ผู้ป่วยผ่าตัด Cheiloplasty ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด เช่น แผลติดเชื้อ แผลแยก 2. ปลอกแขนใช้ซ้ำได้โดยนำมาซักก่อนใช้ครั้งต่อไป 3. สามารถแก้ปัญหาปลอกแขนหลุดลุ่ยได้ 4. นวัตกรรมสร้างประโยชน์ให้กับผู้ป่วยและสร้างความพึงพอใจจากญาติ 5. พลังของทีมมีความสำคัญในการสร้างนวัตกรรม 6. ขาดแคลนงบประมาณในการสร้างนวัตกรรม แก้ไขด้วยการหาทุนจากผู้บริจาค แผนการที่จะพัฒนาต่อเนื่องต่อไป ผลิตเพื่อให้ญาตินำไปใช้ต่อที่บ้านโดยประสานกับแผนกตัดเย็บผ้าของหน่วยจ่ายกลาง การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓


R&D ฝ่ายการพยาบาล 262 Innovation เจ้าของผลงาน: สุธาดา ไชยชนะ, ภัทราภรณ์ พรมผุย, สมฤทัย ศรีเทพ ชื่อหน่วยงาน: หน่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ที่มาและความสำคัญ ภาวะเลือดออกในสมอง Hemorrhagic stroke ที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ได้มีสาเหตุจากอุบัติเหตุ โดยพบได้ ในหน่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน เป็นภาวะที่มีการพยากรณ์โรคและการดำเนินของโรคค่อนข้างแย่ลง ได้รวดเร็วทำ ให้ผู้ป่วยมีความพิการหรือเสียชีวิตได้ หากได้รับการดูแลรักษาล่าช้า ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีขนาดก้อนเลือด ใหญ่ มากขึ้น ภายใน 1 ชั่วโมงแรก ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดของการรักษา Hemorrhagic stroke คือ ป้องกันการเพิ่ม ขนาดของเลือดที่ออกในสมอง โดยการควบคุมความดันโลหิต ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอันดับแรกๆ สำหรับผู้ป่วย Hemorrhagic stroke และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยดังกล่าว จึงต้องมีการพัฒนากระบวนการใน การดูแลเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและลดความสูญเสียต่อผู้ป่วยให้ได้มากที่สุด วัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย Hemorrhagic stroke เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ ผู้ป่วย Hemorrhagic stroke ได้ยาลดความดันโลหิตหลังแพทย์สั่งการรักษาภายใน 15 นาที > 80% ระยะเวลาดำเนินการ มกราคม พ.ศ. 2565 - ธันวาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ ดำเนินงานโดยใช้นาฬิกาจับเวลาที่ทีมเห็นชัดเจนในการทำงาน โดยเริ่มจับเวลาตั้งแต่มีคำสั่งการรักษา ในการให้ยาลดความดันโลหิตจนถึงผู้ป่วย Hemorrhagic stroke ได้ยาลดความดันโลหิตตามแผนการรักษา ผลการดำเนินงาน ผลลัพธ์หลังจากดำเนินการพบว่า ผู้ป่วย Hemorrhagic stroke ได้ยาลดความดันโลหิตหลังแพทย์สั่ง การรักษาภายใน 15 นาที เฉลี่ยร้อยละ 27.8 ในระยะเวลาดำเนินงาน 9 เดือน ยังดำเนินงานไม่สำเร็จตาม เป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงต้องดำเนินการต่อ บทเรียนที่ได้รับ การดำเนินงานใดๆ ที่เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานแม้เพียงเล็กน้อย ต้องให้ผู้ร่วมงานทั้งทีม เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง และเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนตรงกัน การดำเนินจึงจะประสบความสำเร็จ นาฬิกาเวลาสมอง


R&D ฝ่ายการพยาบาล 263 Innovation การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓


R&D ฝ่ายการพยาบาล 264 Innovation เจ้าของผลงาน: นุชดา ดอนโมกข์, ภูริชญา คุณาบุตร, สุวดี ผ่านเมือง, วรรณา เสริมกลิ่น ที่ปรึกษา: ศิริรัตน์ รัตนมณี, แสงเดือน ชื่นทองคำ ชื่อหน่วยงาน: หน่วยไตเทียม ที่มาและความสำคัญ ปัจจุบันหน่วยไตเทียมให้บริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมกับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังและไตวาย เฉียบพลัน ทั้งระบบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน จำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมปี 2562 จำนวน 6,599 ราย/ปี และปี 2563 จำนวน 6,874 ราย/ปี เฉลี่ยจำนวนผู้ป่วยฟอกเลือด 550 - 570 ราย/เดือน เฉลี่ยจำนวนผู้ป่วย 20 - 30 ราย/วัน ซึ่งการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมแต่ละครั้งต้องมีการบันทึกทางการ พยาบาลในระบบ HIS ของโรงพยาบาล และเขียนบันทึกรายงานอาการผู้ป่วยไตวายเฉียบพลันระบบ IPD ลงใน สมุดบันทึกรายงานอาการประจำวันของหน่วยงาน รวมทั้งเขียนรายงานอาการผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระบบ OPD หากเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะฟอกเลือด ซึ่งในการเขียนรายงานแต่ละครั้ง ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 - 7 นาที/ ราย ทำให้ต้องใช้ระยะเวลามากในการบันทึกรายงาน เกิดการทำงานซ้ำซ้อน สูญเสียทรัพยากรกระดาษและ งบประมาณในการทำลายเอกสาร การรวบรวมข้อมูลสถิติรายวัน รายเดือน และรายปี ใช้ระยะเวลาในการ รวบรวมข้อมูลมากและโอกาสผิดพลาดสูง ทางหน่วยไตเทียมเล็งเห็นความสำคัญของปัญหา จึงได้ปรับปรุงการบันทึกรายงานอาการผู้ป่วย รวมถึง การจัดเก็บสถิติต่างๆ ในแต่ละวัน ให้เป็นระบบออนไลน์ โดยใช้แอปพลิเคชัน Google sheets ที่มีความ ทันสมัย สามารถอัพเดทข้อมูลให้เป็นปัจจุบันในระบบออนไลน์ได้ตลอดเวลา ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง การบันทึกทางการพยาบาลในระบบ HIS ใหม่ของ Abstract และนโยบายเรื่อง Paperless ของโรงพยาบาล เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและงบประมาณ ลดระยะเวลาในงานเอกสารระหว่างให้การดูแลผู้ป่วยขณะฟอกเลือด และลดการทำงานซ้ำซ้อน แบบฟอร์มการบันทึกใช้งานได้สะดวกและสามารถจัดเก็บสถิติข้อมูลในแต่ละวัน อย่างถูกต้องแม่นยำ เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย และสามารถนำข้อมูลสถิติต่างๆ ไปใช้พัฒนาเพื่อการ ดูแลผู้ป่วยต่อไป วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้พยาบาลในหน่วยงานลดระยะเวลาในการบันทึกรายงานอาการผู้ป่วย ลดการทำงานซ้ำซ้อน ระหว่างให้การดูแลผู้ป่วยขณะฟอกเลือด 2. เพื่อลดระยะเวลาในการรวบรวมสถิติรายวัน/ รายเดือน และรายปีของหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ใน หน่วยงานสามารถนำข้อมูลสถิติไปใช้ประโยชน์พัฒนาการดูแลผู้ป่วยได้ง่าย การพัฒนารูปแบบการบันทึกรายงานอาการผู้ป่วยและเก็บยอดสถิติประจำวัน ในระบบออนไลน์ โดยใช้ Google sheets


R&D ฝ่ายการพยาบาล 265 Innovation เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ลดระยะเวลาในการบันทึกรายงานอาการผู้ป่วย ลดลงร้อยละ 50 2. ลดระยะเวลาในการเก็บสรุปยอดสถิติในแต่ละเดือน ลดลงร้อยละ 50 3. อัตราความพึงพอใจของพยาบาล ที่ใช้ระบบการบันทึกรายงานอาการผู้ป่วยและเก็บยอดสถิติ ประจำวันในระบบออนไลน์ โดยใช้ Google sheets > ร้อยละ 80 กลุ่มเป้าหมาย พยาบาลหน่วยไตเทียม ระยะเวลาดำเนินการ ตุลาคม พ.ศ. 2564 - มีนาคม พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ การดำเนินการแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนคือ ขั้นเตรียมการ ขั้นดำเนินการ และขั้นติดตามประเมินผล ประกอบด้วย ดังนี้ ขั้นเตรียมการ 1. ประชุมทีมคณะทำงาน ระดมความคิด ทบทวนปัญหาต่างๆ ของการเขียนบันทึกรายงานอาการ ผู้ป่วยและการเก็บข้อมูลสถิติต่างๆ แบบเดิมของหน่วยงาน 2. ศึกษาข้อมูลการทำงานของโปรแกรม Google sheets และวิธีการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรม เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและสามารถใช้งานโปรแกรมได้อย่างถูกต้อง 3. จัดทำโครงการนำเสนอขออนุมัติโครงการการพัฒนารูปแบบการบันทึกรายงานอาการผู้ป่วยและ เก็บยอดสถิติประจำวันในระบบออนไลน์ โดยใช้ Google sheets ขั้นดำเนินการ 1. จัดทำรูปแบบการบันทึกรายงานอาการผู้ป่วยและรูปแบบการเก็บยอดสถิติต่างๆ ในโปรแกรม Google sheets 2. นำเสนอโครงการกับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน ชี้แจงขั้นตอนวิธีการใช้งานโปรแกรม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ สามารถใช้งานโปรแกรมได้อย่างถูกต้อง 3. จัดทำคู่มือการใช้งานรูปแบบการบันทึกรายงานอาการผู้ป่วยและการเก็บยอดสถิติในโปรแกรม Google sheets และแชร์ Link คู่มือการใช้งานกับกับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน 4. นำระบบไปใช้งาน และรวบรวมปัญหาของการใช้งานโปรแกรมการบันทึกรายงานอาการผู้ป่วยและ เก็บยอดสถิติประจำวันในระบบออนไลน์ โดยใช้ Google sheets และรวบรวมข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาแก้ไข และพัฒนาให้สามารถใช้งานได้สมบูรณ์มากขึ้น 5. จัดทำแบบประเมินความพึงพอใจ การใช้ระบบการบันทึกรายงานอาการผู้ป่วยและเก็บยอดสถิติ ประจำวันในระบบออนไลน์ โดยใช้ Google sheets


R&D ฝ่ายการพยาบาล 266 Innovation ขั้นติดตามและประเมินผล 1. ประเมินความพึงพอใจจากการทำแบบสอบถามการใช้ระบบการบันทึกรายงานอาการผู้ป่วยและ เก็บยอดสถิติประจำวันในระบบออนไลน์ โดยใช้ Google sheets สรุปผลโครงการ 1. จัดทำรายงานผลการประเมิน นำเสนอตามสายการบังคับบัญชา 2. ติดตามปัญหาและอุปสรรคในการใช้ระบบการบันทึกรายงานอาการผู้ป่วย และเก็บยอดสถิติ ประจำวันในระบบออนไลน์ โดยใช้ Google sheets การเข้าใช้งานบันทึกรายงานอาการผู้ป่วยและเก็บยอดสถิติต่างๆ ในโปรแกรม Google Sheet บันทึกข้อมูลของผู้ป่วย Chronic dialysis ที่มาฟอกเลือดในแต่ละวัน เลือกระบุ Complication ที่เกิดขณะฟอกเลือด เพื่อเก็บยอดในแต่ละวัน และระบุสิทธิของผู้ป่วย บันทึกข้อมูลของผู้ป่วย Acute dialysis ที่มาฟอก เลือดในแต่ละวัน สามารคัดลอกจาก progress note ที่เราบันทึกในแต่ละ Case ของระบบ Abstract ได้ สามารถสรุปยอดประจำวันได้ทันที สามารถดูสรุปยอดรวมในแต่ละวัน ในหน้าสุดท้าย ของเดือน สามารถดูสรุปยอดรวมรายเดือน ในไฟล์สรุปยอด ปีงบประมาณของเดือน


R&D ฝ่ายการพยาบาล 267 Innovation งบประมาณที่ใช้ ไม่มี ผลการดำเนินงาน 1. จากการเก็บสถิติเวลาที่ใช้ในการเขียนบันทึกทางการพยาบาล Case acute HD และ Chronic HD ในระบบเดิมและระบบใหม่ สรุปเวลาที่ใช้บันทึกดังนี้ วิเคราะห์ผลจากตาราง พบว่า เวลาที่ใช้ในการบันทึกรายงานอาการผู้ป่วยประจำวันในระบบออนไลน์ โดยใช้ Google sheets ใช้ระยะเวลาลดลงประมาณร้อยละ 53.8 จากแบบเดิม การบันทึก การนับยอดในสมุดรายงาน การใช้ยอดในระบบ Google Sheet การนับยอดสถิติรายวัน 5 นาที สามารถดูยอดสถิติได้ทันที การนับยอดสถิติรายเดือน/รายปี 30 นาที สามารถดูยอดสถิติได้ทันที วิเคราะห์ผลจากตาราง พบว่า การนับยอดสถิติรายวัน/ รายเดือน/ รายปี สามารถดูยอดจากระบบได้ ทันทีลดระยะเวลาในการเก็บสรุปยอดสถิติในแต่ละเดือนมากกว่าร้อยละ 30.0 ตามเป้าหมาย 2. จากแบบประเมินความพึงพอใจในการใช้แบบการบันทึกรายงานอาการผู้ป่วยระบบออนไลน์ของ พยาบาลในหน่วยไตเทียม จำนวน 9 คน ชนิดผู้ป่วย / การบันทึก รูปแบบการบันทึกรายงาน อาการ เวลาที่ใช้ บันทึก/ ราย รวมเวลา บันทึก (นาที) จำนวน ผู้ป่วยเฉลี่ย/ เดือน เวลาที่ใช้ บันทึก/ เดือน เวลาที่ใช้ บันทึก/ เดือน Acute HD (แบบเดิม) - การบันทึก Progress note (ระบบ HIS) - เขียนบันทึกลงสมุดรายงาน 7 นาที 5 นาที 12 นาที 172 ราย 2,088 นาที 2,298 นาที Chronic HD (แบบเดิม) - การบันทึก EMR (ระบบ HIS) - เขียนบันทึกลงสมุดรายงาน 3 นาที 3 นาที 6 นาที 35 ราย 210 นาที Acute HD (แบบใหม่) - การบันทึก Progress note (ระบบ HIS) - คัดลอกบันทึกลงใน Google Sheet 7 นาที 1 นาที 8 นาที 172 ราย 1,376 นาที 1,236 Chronic HD นาที (แบบใหม่) - การบันทึก EMR (ระบบ HIS) - คัดลอกบันทึกลงใน Google Sheet 3 นาที 1 นาที 4 นาที 35 ราย 140 นาที


R&D ฝ่ายการพยาบาล 268 Innovation วิเคราะห์ผล จากแบบประเมินความพึงพอใจในหน่วยไตเทียม พบว่าอัตราความพึงพอใจของพยาบาลที่ใช้ระบบ การบันทึกรายงานอาการผู้ป่วยและเก็บยอดสถิติประจำวันในระบบออนไลน์ มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด มากกว่าร้อยละ 80 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย หัวข้อประเมิน ระดับความพึงพอใจ คิดเป็นร้อยละ ด้านการใช้บันทึกรายงานอาการผู้ป่วยในระบบออนไลน์ 1. ความสะดวก ความยาก-ง่ายในการเข้าถึงข้อมูล 2. ใช้งานง่าย บันทึกข้อมูลไม่ซับซ้อน 3. รูปแบบการบันทึกมีความสวยงามและน่าสนใจ 4. ความถูกต้องแม่นยำในการบันทึก การเก็บสถิติต่างๆ 5. ความทันสมัย ความเป็นปัจจุบันของข้อมูล สามารถ อัพเดทข้อมูลได้ตลอดเวลา 6. ลดระยะเวลาและการทำงานซ้ำซ้อนในการบันทึก รายงานอาการผู้ป่วย 7. ลดระยะเวลาในการเก็บสรุปยอดสถิติในแต่ละเดือน 8. ลดการใช้ทรัพยากรกระดาษและงบประมาณในการ ทำลายเอกสารที่บันทึก 9. การใช้งานระบบบันทึกรายงานอาการผู้ป่วยในระบบ ออนไลน์ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ สามารถนำ ข้อมูลที่บันทึก สถิติต่างๆไปใช้ประโยชน์ได้ 10. ความพึงพอใจโดยรวมในการใช้งานระบบบันทึก รายงานอาการผู้ป่วยในระบบออนไลน์ มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด 96 98 94 94 96 100 100 100 96 100 ด้านอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ที่ใช้บันทึกข้อมูล 1. จำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงพอต่อการใช้งาน 2. ความพร้อมและความสมบูรณ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ ใช้บันทึก ปานกลาง ปานกลาง 54 58


R&D ฝ่ายการพยาบาล 269 Innovation สรุปผลการดำเนินโครงการ การใช้ระบบบันทึกรายงานอาการผู้ป่วยและเก็บยอดสถิติประจำวันในระบบออนไลน์ สามารถลด ระยะเวลาในการบันทึกและลดการทำงานซ้ำซ้อน ระหว่างให้การดูแลผู้ป่วยขณะฟอกเลือด สามารถดูแลผู้ป่วย ครบองค์รวมมากขึ้น รวมทั้งการบันทึกข้อมูลอาการผู้ป่วยและการจัดเก็บสถิติต่างๆของหน่วยงาน มีการจัดเก็บ ข้อมูลที่เป็นระบบและทันสมัย เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานสามารถนำข้อมูลสถิติไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาการดูแล ผู้ป่วยต่อไป การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓


R&D ฝ่ายการพยาบาล 270 Innovation เจ้าของผลงาน: นงลักษณ์ อรุณเกษร, นาตยา สุทธิประภา, สามารถ แจ่มโฉม ชื่อหน่วยงาน: หน่วยรับบริจาคโลหิต ที่มาและความสำคัญ หน่วยรับบริจาคโลหิต ให้การดูแลรับบริจาคโลหิตสำหรับผู้บริจาคที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 17 - 70 ปี ขณะ นอนบริจาคโลหิตที่เตียง ต้องใช้เวลาประมาณ 5 - 15 นาที ผู้บริจาคส่วนใหญ่ที่มามีใจอันเป็นกุศลที่ต้องการ ทำบุญช่วยเหลือผู้อื่น ผู้จัดจึงคิดทำบทแผ่เมตตาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการนำสวดอุทิศบุญให้กับตนเองและผู้อื่น ในช่วงขณะนอนบริจาค เพื่อให้ผู้บริจาคได้ใช้เวลาขณะนอนบริจาคให้มีคุณค่า และหลังบริจาคเสร็จ ผู้บริจาคจะได้มีความรู้สึกอิ่มบุญ สุขกาย และสบายใจ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อใช้เป็นแนวทางในการนำสวดอุทิศบุญให้กับตนเองและผู้อื่นในช่วงขณะนอนบริจาค เพื่อให้ ผู้บริจาคได้ใช้เวลาขณะนอนบริจาคให้มีคุณค่า และหลังบริจาคเสร็จผู้บริจาคจะได้มีความรู้สึกอิ่มบุญ สุขกาย และสบายใจ ที่ได้มาบริจาคโลหิต เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. ผู้บริจาคได้รับคำแนะนำเชิญชวนให้ใช้บทแผ่เมตตาขณะบริจาคโลหิต เพื่ออุทิศบุญให้กับตนเองและ ผู้อื่น ในช่วงขณะนอนบริจาค ≥ 80% ระยะเวลาดำเนินการ พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 - เมษายน พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. ออกแบบจัดทำแผ่นบทแผ่เมตตาขณะบริจาคโลหิต 2. พิมพ์เอกสารบทแผ่เมตตาขณะบริจาคโลหิตตามที่ออกแบบให้ 3. นำแผ่นบทแผ่เมตตาขณะบริจาคโลหิตไปเคลือบพลาสติกใส 4. นำเอกสารที่จัดทำมาใช้จริงกับผู้บริจาคโลหิตขณะบริจาคโลหิตทุกราย ตามความสมัครใจของ ผู้บริจาค วิธีการใช้งานสำหรับนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ 1. หลังจากพยาบาลเจาะเก็บโลหิต ทำหัตถการต่างๆ เรียบร้อย ขณะผู้บริจาคเริ่มนอนบีบลูกกำเพื่อ บริจาคโลหิต 2. พยาบาลผู้เจาะ แนะนำเชิญชวนให้ใช้บทแผ่เมตตาขณะบริจาคโลหิต เพื่ออุทิศบุญให้กับตนเองและ ปันโลหิต....ให้ชีวิต


R&D ฝ่ายการพยาบาล 271 Innovation ผู้อื่น ในช่วงขณะนอนบริจาค 3. พยาบาลผู้เจาะ แจกแบบประเมินความพึงพอใจบทแผ่เมตตาขณะบริจาคโลหิต แนะนำให้ผู้บริจาค ประเมินขณะรับประทานของว่างหลังบริจาคเสร็จ และใส่ในกล่องที่จัดวางให้บนโต๊ะอาหาร งบประมาณที่ใช้ ไม่มี ผลการดำเนินงาน จากการดำเนินการทำแบบสำรวจประเมินความพึงพอใจบทแผ่เมตตาขณะบริจาคโลหิต พบว่า ผู้บริจาคโลหิต จำนวน 535 คน เป็นเพศชายร้อยละ 54.0 เพศหญิงร้อยละ 46.0 อยู่ในช่วงอายุ 17-25 ปี, 26-35 ปี, 36-45 ปี, 46-55 ปี และอายุ 56 ปีขึ้นไป พบร้อยละ 6.0, 24.0, 42.0, 24.0, และ 4.0 ตามลำดับ อัตราความพึงพอใจของผู้บริจาคโลหิตที่ได้รับคำแนะนำเชิญชวนให้ใช้บทแผ่เมตตาขณะบริจาคโลหิต เพื่ออุทิศบุญให้กับตนเองและผู้อื่น ในช่วงขณะนอนบริจาค ≥ 80% เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า 1. เนื้อหาสาระในบทแผ่เมตตามีความเหมาะสม พบว่า ผู้บริจาคโลหิตมีระดับความพึงพอใจในระดับ มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 64.0 2. รูปแบบแผ่นบทแผ่เมตตามีความเหมาะสม พบว่า ผู้บริจาคโลหิตมีระดับความพึงพอใจในระดับมาก ที่สุด คิดเป็นร้อยละ 62.0 3. ผู้บริจาคมีความพึงพอใจที่หน่วยงานจัดบทสวดแผ่เมตตาขณะนอนบริจาคโลหิตให้ พบว่า ผู้บริจาค โลหิตมีระดับความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 68.0 4. ผู้บริจาคได้แผ่เมตตาแล้วรู้สึกสบายใจ พบว่าผู้บริจาคโลหิตมีระดับความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 70.0 5. ผู้บริจาคได้แผ่เมตตาแล้วรู้สึกเกิดความสุขทางใจจากผลบุญของการให้ พบว่าผู้บริจาคโลหิตมีระดับ ความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 75.0 บทเรียนที่ได้รับ 1. มีผู้บริจาคบางส่วนที่ไม่ชอบสวดอุทิศบุญ ส่วนใหญ่จะเป็นเพศชาย เหมือนไม่ค่อยมีความเชื่อ ทางด้านนี้ จึงไม่สนใจรับบทสวดอุทิศบุญนี้ 2. มีผู้บริจาคบางส่วนที่อายุมาก สายตายาวบางท่านไม่ได้นำแว่นมา จึงไม่สะดวกที่จะใช้บทสวดอุทิศ บุญนี้ การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓


R&D ฝ่ายการพยาบาล 272 Innovation เจ้าของผลงาน: นุกูล อนันตทรัพย์, ปราริฉัตร กระลาม, นลินี ประสิทธิ์, ศศิพร แก้วสว่าง, พรรณี สังข์ทอง, อภิชาต แสงมาศ ที่ปรึกษา: ประไพศรี ศรีจันทร์, แพทย์หญิงปภิศา นิ่มอนงค์ ชื่อหน่วยงาน: หน่วยจ่ายกลาง ที่มาและความสำคัญ เนื่องด้วยหน่วยจ่ายกลางมีหน้าที่ในการให้บริการอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่สะอาด ปราศจากเชื้อแก่หน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล รวมถึงการจัดการหาวัสดุครุภัณฑ์ทาง การแพทย์ปราศจากเชื้อในการทำหัตถการต่างๆ ห้องคลอด หน่วยอุบัติเหตุฉุกเฉิน และหน่วยบริบาลทารกแรก เกิด พบว่า มีทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อย มีการทำหัตถการในทารกแรกเกิด เช่น การทำ Central line การใส่ท่อช่วยหายใจ มีการเปิดเผยส่วนร่างกายของเด็กทารก ซึ่งอาจทำให้มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรก ซ้อนต่อทารกแรกเกิดที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ภาวะอุณหภูมิกายต่ำในทารกแรกเกิด (Neonatal hypothermia) เป็นปัญหาสำคัญที่พบได้บ่อยใน ทารกแรกเกิด โดยเฉพาะในทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อยมาก (Very low birth weight) หมายถึง ทารกที่มี น้ำหนักน้อยกว่า 1,500 กรัม ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำได้สูง จากสภาพการปรับตัวของ ทารกเอง รวมถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัว และการได้รับการทำหัตถการต่างๆ ซึ่งอุบัติการณ์การเกิดภาวะนี้ ทั่วโลก พบได้ถึง 32 - 85% (Lunze, 2013) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น ทำให้หัวใจเต้นช้า หายใจเร็วหรือหยุดหายใจ หลอดเลือดส่วนปลายหดและเลือดเป็นกรด ซึม ดูดนมไม่ดี เป็นต้น จึงมีความ จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีและรวดเร็วตั้งแต่แรกเกิด เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา ทางหน่วยจ่ายกลางจึงร่วมมือกับแพทย์และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำถุงใสปราศจากเชื้อ ขึ้นมา เพื่อป้องกันการเกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำในทารกแรกเกิด (Neonatal hypothermia) ขณะทำหัตถการ ต่างๆ หรือใช้สำหรับทารกที่น้ำหนักตัวน้อย หรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำ วัตถุประสงค์ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำในทารกแรกเกิด (Neonatal hypothermia) เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ อัตราการเกิดอุบัติการณ์การเกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำในทารกแรกเกิด เท่ากับ 0% ระยะเวลาดำเนินการ มกราคม พ.ศ. 2565 - มิถุนายน พ.ศ. 2565 ถุงใสห่วงใยน้องน้อย


R&D ฝ่ายการพยาบาล 273 Innovation วิธีดำเนินการ 1. ประชุมร่วมกับทีมกุมารแพทย์ สูติแพทย์ และเจ้าหน้าที่หน่วยงาน ถึงความต้องการวัสดุในการใช้ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำในทารกแรกเกิด (Neonatal hypothermia) 2. ร่วมกันหาวัสดุมาทดลองทำแบบต่างๆ ร่วมกับทีมแพทย์ผู้ใช้งานละหาข้อสรุป 3. ประชุมเจ้าหน้าที่หน่วยงานเพื่อรับทราบแนวทางจัดทำถุง วิธีการการทำให้สะอาดปราศจากเชื้อ 4. ทดลองนำไปใช้งานในหน่วยงาน 5. ประเมินผลการใช้งานและประชุมหาแนวทางปรับปรุงให้เหมาะสมกับการใช้งาน 6. จัดทำถุงตามแนวทางใหม่และทดลองใช้งาน เดือน/ปี แบบเดิม แบบใหม่ มกราคม 2565 ➢ ผ้ามีช่อง ➢ ผ้าขนหนูห่อตัวเด็ก ➢จัดหาถุงซิปขนาด15x18 นิ้ว ➢ตัดขนาดช่องกลาง เส้นผ่าศูนย์กลาง 8 cm ➢ช่องคอด้านบน 15cm ➢ช่องเปิดด้านข้างแขน 8 cm ➢เชือกยาว 15 นิ้ว กุมภาพันธ์ 2565 ก่อนทำให้ปราศจากเชื้อ ทำให้ปราศจากเชื้อด้วยการอบแก็ส H2PO2 แยกเชือกทำให้ปราศจากเชื้อด้วย Autoclave ทำให้ปราศจากเชื้อด้วย EO


R&D ฝ่ายการพยาบาล 274 Innovation มีนาคม-เมษายน 2565 พฤษภาคม 2565 นำข้อเสนอแนะมาปรับปรุง ปรับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลงเหลือ 5 cm ปรับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลงเหลือ 5 cm ร้อยเชือกที่คอพร้อมใช้งาน ทำให้ปราศจากเชื้อ ด้วย EO มิถุนายน 2565 - ปัจจุบัน มีการสาธิต การใช้งานให้กับพยาบาล แพทย์ ผู้ใช้งาน งบประมาณที่ใช้ 3,000 บาท/ปี


R&D ฝ่ายการพยาบาล 275 Innovation ผลการดำเนินงาน เดือน/ปี หน่วยงาน/จำนวนที่เบิก(ชิ้น) ผล ER DR NICU มกราคม 65 3 3 10 ER =1 case DR=50 case NICU=20 case ไม่พบการเกิดภาวะ อุณหภูมิกายต่ำใน ทารกแรกเกิด กุมภาพันธ์ 65 0 10 10 มีนาคม 65 3 10 10 พฤษภาคม 65 3 12 10 กรกฎาคม 65 - 15 10 สิงหาคม 65 3 10 10 รวม 12 60 60 จากการดำเนินงาน พบว่า หน่วยงานที่มีการเบิกใช้งาน นำไปใช้งานมากที่สุดคือ ห้องคลอด ที่นำไปใช้ ป้องกันความเสี่ยงกับทารกที่มีน้ำหนักตัวน้อย หรือมารดาที่มีอายุครรภ์ต่ำกว่า 32 สัปดาห์ โดยไม่มีหัตถการ หน่วยบริบาลทารกแรกเกิด ใช้ในการทำหัตถการต่างๆ ในทารก หน่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉินใช้สำหรับป้องกัน ทารกที่มารดามาคลอดฉุกเฉิน โดยไม่มีรายงานว่า มีภาวะอุณหภูมิกายต่ำในทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อย และในการทำหัตถการต่างๆ บทเรียนที่ได้รับ 1. การเรียนรู้จากความต้องการของผู้ปฏิบัติงาน สามารถนำมาสร้างนวัตกรรมในการปฏิบัติงานเพื่อให้ เกิดความปลอดภัยกับผู้ป่วย 2. การสื่อสาร การประสานงาน การติดตามและการประเมินผล สามารถนำมาพัฒนาผลงานให้เกิด ประโยชน์และผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจ การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ได้แก่ ห้องคลอด หน่วยบริบาลทารกแรกเกิด หน่วย อุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ✓


R&D ฝ่ายการพยาบาล 276 Innovation เจ้าของผลงาน: เบญจมาส อัมพรเพ็ชร์, วรรณกานต์ นุชสมาน ที่ปรึกษา: สุกานดา จันทรมหา, สุกัญญา ลาดซ้าย ชื่อหน่วยงาน: หน่วยจ่ายกลาง ที่มาและความสำคัญ การให้เลือดนอกจากจะมีประโยชน์ในการรักษาและช่วยชีวิตผู้ป่วยแล้ว เลือดและส่วนประกอบของ เลือดสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงมากจนทำให้ผู้ป่วยถึงแก่เสียชีวิตได้เช่น ปฏิกิริยา IHTR (Immediate hemolytic transfusion reaction) จะเกิดขึ้นทันทีทันใดขณะให้เลือด หรือไม่เกิน 1 - 2 ชั่วโมง หลังจากเริ่มให้เลือด กลไกของโรคเกิดจาก Antibody ทำปฏิกิริยากับเม็ดเลือดแดงที่เข้าไป (donor red cell) ส่วนมากการเกิดปฏิกิริยา IHTR เกิดจากการให้เลือดผิดหมู่ เช่น ผู้ป่วยเลือด Group B แต่ได้รับเลือด Group A ความรุนแรงขึ้นกับจำนวนเลือดที่ให้ผู้ป่วย บางครั้งเพียง 30 มิลลิลิตร อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ แต่ส่วน ใหญ่แล้วอาการรุนแรงเมื่อให้เลือดมากกว่า 200 มิลลิลิตร ดังนั้นสิ่งสำคัญในการให้เลือดคือ การป้องกัน ภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นและความผิดพลาดที่เกี่ยวข้องให้เกิดน้อยที่สุด เพราะฉะนั้นการให้เลือดต้องให้ อย่างรอบคอบเพราะการเกิดผลแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุด โดยเฉพาะการให้เลือดผิดหมู่ ส่วนใหญ่ความผิดพลาด มาจากบุคคล คลินิก One day service เปิดให้บริการแบบผู้ป่วยนอกเฉพาะวัน เวลาราชการ ดูแลผู้ป่วยที่มารับ เลือด ส่วนประกอบของเลือด และยาเคมีบำบัด ในปี 2563 มีจำนวนผู้ป่วยมาให้เลือด 1,053 ราย ผู้ป่วยที่มา รับบริการรับเลือดส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว เช่น โรคธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจาง และซีด จากการได้รับยาเคมี มาตรฐานการให้เลือดและส่วนประกอบของเลือด โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา (HP-COP-QSH-005) ทำแบบตรวจสอบการปฏิบัติงาน (Performance check list) เพื่อให้ถูกต้องและครบ ถ้วน และจัดทำป้ายคล้องหมู่เลือดที่ข้อมือผู้ป่วยเป็นสีและตัวหนังสือแยกตามกรุ๊ปเลือด ลักษณะเป็นแผ่น กระดาษสี่เหลี่ยมมีตัวอักษรภาษาอังกฤษอยู่บนแผ่นกระดาษ เคลือบด้วยแผ่นพลาสติก มุมกระดาษเจาะรู เพื่อ ใส่เชือกคล้องมือผู้ป่วย เพื่อบ่งชี้ว่าผู้ป่วยมีกรุ๊ปเลือดอะไร ป้องกันความผิดพลาดในการให้เลือดผิดหมู่เลือด จากการนำมาใช้พบว่า มีปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่จะช่วยเหลือตนเองได้ เดินเข้าห้องน้ำบ่อยครั้ง หลังได้ยาขับปัสสาวะ จากการสังเกตพบว่า ผู้ป่วยได้นำป้ายดังกล่าวแขวนที่เสาน้ำเกลือบ้าง บางคนก็วางไว้บน เตียง จากการสอบถามผู้ป่วยให้ข้อมูลว่า ป้ายใหญ่ เกะกะ มีความคม กลัวบาดมือ ผู้ป่วยบางท่านรู้สึกรำคาญ เพราะรัดข้อมือ จึงถอดออก ซึ่งอาจทำให้เกิดการบ่งชี้ผิดพลาด จากเหตุดังกล่าวผู้จัดทำจึงคิดประดิษฐ์นวัตกรรม สติ๊กเกอร์ “ให้เลือดมั่นใจ ถูกกรุ๊ป ถูกคน ถูกใจ” ซึ่ง เป็นแผ่นกระดาษสติ๊กเกอร์มีตัวอักษรภาษาอังกฤษ A, B, O, AB ตามกรุ๊ปเลือดอยู่ด้านบน สีแบ่งตามเฉพาะ กรุ๊ปเลือด เวลานำไปใช้งานดึงสติ๊กเกอร์ที่มีตัวอักษรกรุ๊ปเลือดออก แล้วนำไปแปะตรงป้ายข้อมือที่บ่งชี้ตัวผู้ป่วย สติ๊กเกอร์ “ ให้เลือดมั่นใจ ถูกกรุ๊ป ถูกคน ถูกใจ”


R&D ฝ่ายการพยาบาล 277 Innovation ในตำแหน่งที่ว่างโดยไม่ปิดทับชื่อ-นามสกุลผู้ป่วย อุปกรณ์นี้ใช้สะดวกและไม่ยุ่งยาก เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อลดปัญหาการระบุหมู่เลือดและการตรวจสอบผิดพลาด โดยมุ่งหวังให้ผู้มารับบริการได้รับบริการที่เป็นเลิศ มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน สอดคล้องกับเป้าหมายความปลอดภัยของผู้ป่วย“Patient safety goals” วัตถุประสงค์ 1. เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติการณ์การให้เลือดผิดหมู่ 2. เพื่อให้ผู้มารับบริการมีความพึงพอใจในบริการ เป้าหมาย/ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ 1. อุบัติการณ์การให้เลือดผิดหมู่ 0 ครั้ง 2. ระดับความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อการใช้นวัตกรรมอยู่ในระดับมากขึ้นไป ระยะเวลาดำเนินการ ตุลาคม พ.ศ. 2564 – กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 วิธีดำเนินการ 1. ทบทวนและค้นหาปัญหาในงานประจำ 2. รวบรวมข้อมูลที่ได้ นำเสนอโครงการต่อหัวหน้าหอผู้ป่วยและบุคลากรในหอผู้ป่วย 3. ออกแบบสิ่งประดิษฐ์ โดยร่างแบบสติ๊กเกอร์และรายละเอียดการใช้งาน 4. จัดหาอุปกรณ์และดำเนินการประดิษฐ์ 5. ทดลองใช้และประเมินผลการใช้งาน อุปกรณ์ในการประดิษฐ์ 1. แผ่นสติ๊กเกอร์ จำนวน 1 แผ่น 2. น้ำหมึกสำหรับปริ้นท์งาน จำนวน 3 สี ป้ายคล้องหมู่เลือดแบบเดิม สติ๊กเกอร์ “ให้เลือดมั่นใจ ถูกกรุ๊ป ถูกคน ถูกใจ”แบบใหม่ ขั้นตอนในการประดิษฐ์ 1. ทำตัวอักษรเข้าไปในคอมพิวเตอร์ โดยพิมพ์ตัวอักษร AB, A, B, O ตามหมู่กรุ๊ปเลือด


R&D ฝ่ายการพยาบาล 278 Innovation 2. นำแผ่นสติ๊กเกอร์ใส่ไปที่เครื่องปริ้นท์เอกสาร สั่งเครื่องปริ้นท์ตัวอักษรที่ต้องการ 3. ผลงานที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว 4. ใช้พลาสเตอร์ติดกันน้ำที่ตัวอักษรอีกครั้ง เพื่อป้องกันการเปียกหรือหลุด เมื่อผู้ป่วยล้างมือ วิธีการใช้งาน 1. มีการตรวจสอบหมู่เลือดโดยการทวนถามจากผู้ป่วย และจากประวัติหมู่เลือดในคอมพิวเตอร์ 2. นำแผ่นสติ๊กเกอร์ที่มีตัวอักษรแปะไปบนป้ายบ่งชี้ข้อมือผู้ป่วย โดยไม่ให้ปิดชื่อ-นามสกุลของผู้ป่วย


R&D ฝ่ายการพยาบาล 279 Innovation ผลการดำเนินงาน ผู้ป่วยที่มารับบริการให้เลือดส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงจำนวน 30 ราย คิดเป็นร้อยละ 73.3 อายุอยู่ในช่วง 26 - 36 ปี คิดเป็นร้อยละ 60.0 การศึกษาอยู่ระดับมัธยมศึกษา/ปวช/หรือต่ำกว่า คิดเป็นร้อยละ 53.3 ทำงาน พนักงานบริษัทมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 53.3 1. ไม่เกิดอุบัติการณ์ให้เลือดผิดหมู่ คิดเป็นร้อยละ 0 2. ระดับความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อการใช้นวัตกรรมอยู่ในระดับมากขึ้นไป ระดับความพึงพอใจโดยรวมของผู้รับบริการที่ใช้นวัตกรรม มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 4.40 (SD = 0.57) หมายถึง ผู้รับบริการที่ใช้นวัตกรรมมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความพึงพอใจในการใช้นวัตกรรมสติ๊กเกอร์ ให้เลือด มั่นใจ ถูกกรุ๊ป ถูกคน ถูกใจ (n = 30) ความพึงพอใจ จำนวนผู้ป่วย ระดับความ x SD พึงพอใจ 1. ความเหมาะสมของขนาด รูปร่าง วัสดุ ของนวัตกรรม 4.53 0.63 มากที่สุด 2. ความปลอดภัยต่อผู้รับบริการ ทั้งในเรื่องอุบัติเหตุ บาดผิวหนัง และการติดเชื้อ 4.23 0.68 มาก 3. ความสะดวก สบาย ต่อการปฏิบัติกิจวัตรของผู้รับบริการ ขณะให้เลือด 4.50 0.51 มากที่สุด 4. ความพึงพอใจโดยรวมที่มีต่อนวัตกรรม 4.37 0.49 มาก รวม 4.40 0.57 มาก บทเรียนที่ได้รับ 1. ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้ร่วมงานและบุคลากรในทีมสุขภาพ 2. ได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ 3. ได้พัฒนาขั้นตอนการประดิษฐ์ วิธีการใช้งานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 4. ได้เรียนรู้กระบวนการพัฒนาคุณภาพงาน 5. ได้คิดแก้ปัญหาที่เกิดจากการทำงาน โดยการแก้ไขปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ปัจจัยแห่งความสำเร็จ การทำงานเป็นทีมและการได้รับการสนับสนุนเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเสร็จ การขยายผลของนวัตกรรม ❒ มีการใช้/ประยุกต์เฉพาะหน่วยงาน ❒ มีการใช้/ ประยุกต์ใช้นอกหน่วยงาน ✓


280 การประชุมวิจัยทางการพยาบาลแห่งชาติ ครั้งที่ 7 (7th National Nursing Research Conference) เรื่อง “แนวโน้มความท้าทายและเครือข่ายวิจัยทางการพยาบาลในยุคเทคโนโลยีพลิกโลก” วันที่ 27- 28 มกราคม 2565 ในรูปแบบออนไลน์ Virtual conference


R&D ฝ่ายการพยาบาล 281 Presentation นฎา งามเหมาะ, นางพรเพ็ญ เมธาจิตติพันธ์ ความสำคัญของปัญหา: ในขณะที่เทคโนโลยีเดินไปข้างหน้า สำหรับโรงพยาบาลระดับตติยภูมิซึ่งมีข้อจำกัด ของการทำวิจัย จึงเกิดความท้าทายว่าทำอย่างไรให้พยาบาลสามารถทำวิจัยเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ใหม่ ที่ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติการพยาบาลให้มีคุณภาพ จึงมีความจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะ ด้านการวิจัยให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง เพื่อให้พยาบาลมีความรู้ สามารถผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพ และ นำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานได้ วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับการวิจัยและสมรรถนะด้านการทำวิจัยก่อนและหลัง ได้รับโปรแกรม วิธีวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง ชนิดกลุ่มเดียววัดก่อน-หลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในฝ่าย การพยาบาล และสมัครใจในการพัฒนาสมรรถนะด้านการทำวิจัย จำนวน 22 ราย ดำเนินโปรแกรมระหว่าง เดือนพฤศจิกายน 2563 - สิงหาคม 2564 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบประเมินความรู้และ สมรรถนะด้านการวิจัย โปรแกรมประกอบด้วย 1) เตรียมและวางแผนกับทีมพี่เลี้ยง 2) อบรมทฤษฎีคู่กับปฏิบัติ ทุก 2 สัปดาห์ รวม 18 ครั้ง 3) ให้คำปรึกษาในการทำวิจัยเป็นรายบุคคล 4) สร้างแรงบันดาลใจโดยพยาบาลพี่ เลี้ยง 1 คน (สร้างความเชื่อมั่น เป้าหมายที่ชัดเจน รู้จักบริหารเวลา เปิดใจลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ และมองโลกใน แง่ดี) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบที (Paired t-test) ผลการวิจัย: พบว่า ความรู้เกี่ยวกับการวิจัยและสมรรถนะด้านการทำวิจัยของพยาบาลวิชาชีพภายหลังเข้าร่วม โปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 11.60, df = 21) การใช้ประโยชน์ทางการพยาบาล: ผู้บริหารทางการพยาบาลสามารถนำโปรแกรมนี้ไปใช้ในการพัฒนา สมรรถนะการวิจัยสำหรับพยาบาลได้ คำสำคัญ: โปรแกรม สมรรถนะการวิจัย พยาบาลวิชาชีพ ผลของโปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะการวิจัยสำหรับพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ: การศึกษานำร่อง (The Effects of Research Competency Development Program for Registered Nurses in a Tertiary Hospital: A Pilot Study)


R&D ฝ่ายการพยาบาล 282 Presentation


R&D ฝ่ายการพยาบาล 283 Presentation นางณภัชดา ศิริมาสกุล, นางวันเพ็ญ สุขส่ง บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ ความรู้ที่มีต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและอาการปวด ของผู้ป่วยโรคปวดหลังส่วนล่าง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วย โรคปวดหลังส่วนล่าง อายุ 20 - 60 ปี ไม่เคยได้รับการผ่าตัดกระดูกสันหลัง มีอาการปวดหลังส่วนล่างตั้งแต่ 5 คะแนน ใช้โปรแกรม G* power กำหนดความเชื่อมั่นที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 อำนาจการทดสอบ .80 ขนาดอิทธิพลของกลุ่มตัวอย่าง .70 ได้กลุ่มตัวอย่างกลุ่มละ 26 ราย เพิ่มโอกาสสูญหายอีกร้อยละ 20 ได้กลุ่ม ตัวอย่างกลุ่มละ 30 ราย เมื่อได้ตามคุณสมบัติที่กำหนดแล้ว นำกลุ่มตัวอย่างมาจับคู่ เพื่อให้มีลักษณะคล้ายคลึง ในด้านการศึกษา ฐานะ ระยะเวลาของการปวดหลัง ได้รับยารักษากลุ่มเดียวกัน หลังจากนั้นจึงเลือกเข้ากลุ่ม ควบคุมและกลุ่มทดลองโดยใช้วิธีการจับฉลาก จัดเข้าสู่กลุ่มควบคุม 30 ราย และกลุ่มทดลอง 30 ราย ที่ได้รับ โปรแกรมการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ ประกอบด้วย การสอน ชี้แนะ สนับสนุนและสร้าง สิ่งแวดล้อม ทั้งหมด 10 สัปดาห์ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบวัดความรู้เกี่ยวกับโรคปวดหลัง ส่วนล่าง แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับความเจ็บปวด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิง พรรณนา และสถิติทดสอบที ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรมการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ กลุ่มทดลองมี ค่า เฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมในการดูแลตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อาการ ปวดหลังส่วนล่างของกลุ่มทดลองลดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การใช้ประโยชน์ทางการพยาบาล เป็นแนวทางในการให้ความรู้ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติดูแล ตนเองในผู้ป่วยโรคปวดหลังส่วนล่าง โดยใช้รูปแบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ คำสำคัญ: ผู้ป่วยโรคปวดหลังส่วนล่าง, โปรแกรมการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้, อาการปวดหลัง ส่วนล่าง, พฤติกรรมการดูแลตนเอง ผลของโปรแกรมการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ที่มีต่อพฤติกรรมการดูแล ตนเองและอาการปวดของผู้ป่วยโรคปวดหลังส่วนล่าง (The effects of educative-supportive program on self-care behaviors and pain level among patients with low back pain)


R&D ฝ่ายการพยาบาล 284 Presentation


Click to View FlipBook Version