ผลงาน Best Practice ชื่อเรื่อง ผลของการพัฒนางาน 4 ด้านเพื่อป้องกันการเกิดปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจ อย่างยั่งยืน ในโรงพยาบาลชลบุรี ผู้วิจัยหรือคณะผู้วิจัย นางสาวสมศรี ซื่อต่อวงศ์ และคณะ ชื่อหน่วยงาน งานควบคุมและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลชลบุรี ชื่อผู้น าเสนอผลงาน นางสาวสมศรี ซื่อต่อวงศ์ต าแหน่ง พยาบาลวิชาชีพช านาญการพิเศษ ความส าคัญของปัญหา การใส่เครื่องช่วยหายใจมีความจ าเป็นในการช่วยบ าบัดภาวะพร่องออกซิเจนและ ช่วยชีวิตผู้ป่วยวิกฤต แต่จะมีภาวะแทรกซ้อนที่ส าคัญ คือการเกิดปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วย หายใจ (Ventilator associated pneumonia: VAP) เป็นภาวะปอดอักเสบที่เกิดในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วย หายใจมากกว่า 48 ชั่วโมงและภายใน 48 ชั่วโมงหลังเอาท่อช่วยหายใจออก (Center of Disease Control and Prevention : CDC ) อุบัติการณ์การเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาลในประเทศพัฒนาแล้วมี อุบัติการณ์การเกิดอยู่ระหว่าง 2.9-8.0 ครั้งต่อ 1000 วันที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ และประเทศที่ก าลังพัฒนาอยู่ ระหว่าง 10-41.7 ครั้งต่อ 1000วันของการใช้เครื่องช่วยหายใจ ส าหรับประเทศไทยข้อมูลจาก Thailand Hospital Indicator Project(THIP) ปี2565 = 3.57 ครั้งต่อ 1000 วันที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ และข้อมูลจาก ฐานข้อมูลการติดเชื้อในโรงพยาบาลที่สถาบันบ าราศนราดูร รวบรวมพบว่าอัตราการเกิด VAP ปี 2566 =3.71 ครั้งต่อ 1000 วันที่ใช้เครื่องช่วย ซึ่งการเกิดปอดอักเสบ จากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ส่งผกระทบต่อทั้งผู้ป่วย และครอบครัวทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยพบว่าผู้ป่วยต้องนอนในโรงพยาบาลนานขึ้น มีอัตราในการครอง เตียงยาวนานขึ้นท าให้เกิดความแออัดในโรงพยาบาล เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาวะความ เจ็บป่วยรุนแรงขึ้นและอาจเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ โรงพยาบาลชลบุรีเป็นโรงพยาบาลศูนย์มีจ านวน เตียง 840 เตียง มีจ านวนผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจเฉลี่ย 137 ราย/วัน ก่อนการพัฒนาปัญหาการติดเชื้อ ปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ :VAP เป็นปัญหาอันดับ 1 ของการติดเชื้อในโรงพยาบาล (อัตราการ ติดเชื้อปี 2552 = 11.42 ครั้ง/1000วันที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ) ดั้งนั้นงานควบคุมและป้องกันการติดเชื้อใน โรงพยาบาลเห็นความส าคัญในเรื่องนี้จึงได้จัดให้มีการพัฒนางาน 4 ด้านเพื่อป้องกันการติดเชื้อปอดอักเสบที่ สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างยั่งยืนขึ้น วัตถุประสงค์ เพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ : VAP วิธีการพัฒนา: เริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 จนถึงปัจจุบัน โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 ระยะๆ ละ 5 ปี และภายใต้การพัฒนาทั้ง 3 ระยะจะแบ่งการพัฒนาออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านอุปกรณ์และ โครงสร้าง ด้านบุคลากร ด้านแนวทางปฏิบัติ และด้านระบบงาน ซึ่งในแต่ละด้านจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยที่คณะกรรมการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล (ICC) เป็นผู้น าในการพัฒนา ระยะที่ 1 ตั้งแต่ปี 2552- 2556 เป็นระยะของการเรียนรู้และการพัฒนา มีการเรียนรู้ด้านวิชาการ ต่างๆ เพื่อน ามาใช้ในการพัฒนาเช่น การสร้างแนวทางปฏิบัติ การวินิจฉัยที่ถูกต้อง เรียนรู้องค์กรว่าจะพัฒนา ไปอย่างไร และน าสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ไปพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 246
ระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2557- 2561เป็นระยะของการส่งเสริมการพัฒนางาน เป็นระยะที่มีการต้องส่งเสริมให้เกิด การปฏิบัติและการนิเทศอย่างจริงจัง ส่งเสริมให้ท ากิจกรรมประเมินตนเองและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 2561- 2566 เป็นระยะของการเกิดวัฒนธรรม เป็นระยะของการคงไว้ซึ่งการพัฒนา เป็นระยะ ของการปฏิบัติจนเกิดเป็นนิสัย ไม่ต้องมีใครบอกหรือนิเทศ ก็ปฏิบัติจนเกิดเป็นวัฒนธรรมในการปฏิบัติงาน - เพิ่มจ านวนเครื่องช่วยหายใจและขยายสถานที่เก็บ ท า ความสะอาด - เพิ่มอุปกรณ์จ าเป็นเช่นเครื่องวัด cuff pressure - ปรับวิธีการล้างอุปกรณ์จากการล้างและท าการแช่น้ ายา ท าลายเชื้อในหน่วยงานเป็นส่งท าความสะอาดให้ ปราศจากเชื้อที่หน่วยCSSD เช่น Ambubag Laryngoscope - ปรับหน่วย CSSD ให้เป็น Central supply - อบรมให้ความรู้บุคลากรเรื่องการป้องกันVAP - เพิ่มความรู้บุคลากรเรื่องกาใช้เครื่องช่วยหายใจ - ก าหนดแนวทางปฏิบัติเป็น Bundle 7 ข้อ คือ 1.ล้าง มือ 2.การแปรงฟันและ mouth care 3.การวัดcuff pressure 4.การยกศีรษะสูง30-45องศา 5.การเทน้ าค้าง สายเครื่องช่วยหายใจ 6.Weaning protocol 7.เปลี่ยน เครื่องช่วยหายใจทุก 14 วัน - Round VAP Bundle ทุกหน่วยงานโดย ID+ICN - ประเมิน VAP Bundle ทุกหน่วยงานโดย ICWN+ICN และน าข้อมูลมาเปรียบเทียบกัน -ปรับปรุงการรายงานผลอัตราการติดเชื้อรายหน่วยงาน ให้มีการออกรายงานผลทุกวันที่ 10 ของเดือน - ปรับระบบการติดตามผลการเฝ้าระวังจากการใช้กราฟ เส้นดูแนวโน้มอัตราการติดเชื้อเป็นใช้กราฟ control chart เพื่อเฝ้าระวังการระบาดหรือเหตุการณ์ผิดปกติ - เพิ่มจ านวนเครื่องช่วยหายใจชนิด Volume control และหลีกเลี่ยงการใช้ชนิด Pressure control - น าเครื่องช่วยหายใจชนิด non invasive มาใช้ - ใช้ Bacteria filter ต่อเข้ากับ circuit เพื่อป้องกันการ แพร่กระจายเชื้อ - สอนให้พยาบาลใช้ Early warning sign - จัดให้มีการอบรมเรื่องการดูแลผู้ป่วยเพื่อป้องกัน VAP ในพยาบาลจบใหม่ 100% - ก าหนดให้มี Policy เรื่องการป้องกันVAP และประกาศ ให้ใช้ทั่วทั้งองค์กร - ก าหนดให้มีแนวทางการใช้ ATB for empirical treatment - ก าหนดให้มีวิธีการ Stab tube เพื่อป้องกัน ET tube เลื่อนหลุด - Evaluation of bundle feed back - ใช้กิจกรรมประเมินผลแบบเสริมพลัง - ปรับระบบให้มีการท า Early tracheostomy - ท ากิจกรรม KM ระหว่างหน่วยงานต่างๆ - เพิ่มจ านวนเครื่องช่วยหายใจชนิด Volume control และหลีกเลี่ยงการใช้ชนิด Pressure control - น าเครื่องช่วยหายใจชนิด non invasive มาใช้ - ใช้ Bacteria filter ต่อเข้ากับ circuit ในผู้ป่วยที่ใช้ เครื่องช่วยหายใจทุกราย เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย เชื้อ - เชิดชูบุคลากรที่ปฏิบัติงานดีโดยมอบรางวัล”บุคคล ต้นแบบIC” - ส่งเสริมให้พยาบาลในหอผู้ป่วยสามัญและหอผู้ป่วย วิกฤตเรียนเฉพาะทางที่เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยที่ใช้ เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งท าให้พยาบาลสามารถช่วยแพทย์ใน การ wean of tube ได้ - ปรับลดแนวทางปฏิบัติให้เหลือจ านวนข้อที่ต้อง ตรวจสอบน้อยลงจาก 7 ข้อเหลือ 3 ข้อเนื่องจากบางข้อ ท าจนเป็นกิจวัตรประจ าวันไม่ต้องการนิเทศ เช่น การ แปรงฟัน Mouth care การยกศีรษะสูง - วิเคราะห์หาสาเหตุการติดเชื้อ VAP ทุกรายร่วมกัน ระหว่าง ICWN และ ICN - เปลี่ยนการประเมิน bundle แบบกระดาษเป็น IPAD และโทรศัพท์มือถือท าให้สะดวกในการเก็บและวิเคราะห์ ข้อมูล - กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมและการพัฒนาต่อเนื่องโดยการ จัดเวทีน าเสนอนวัตกรรมและ CQI ของหน่วยงาน 247
ผลการพัฒนา จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องพบว่าอัตราการติดเชื้อ VAP ลดลงตามล าดับดังนี้ จากกราฟข้อมูลอัตราการติดเชื้อ VAP พบว่า ระยะที่ 1 ตั้งแต่ปี 2552- 2556 อัตราการติดเชื้อ ลดลงจาก 11.42 เหลือ 6.39 ครั้ง/1000วันที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ ระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2557- 2561 อัตราการ ติดเชื้อลดลงจาก 6.39 เหลือ 1.74 ครั้ง/1000 วันที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ ระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 2561- 2566 อัตรา การติดเชื้อลดลงจาก 1.74 เหลือ 0.57 ครั้ง/1000วันที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ เป็นระยะของการคงอยู่ซึ่งพบว่า อัตราการติดเชื้อ VAP ในปี 2566 ต่ ากว่าค่าเฉลี่ยจากการเทียบกับค่าThailand Hospital Indicator Project (THIP) 3.57 ครั้ง/1000วันที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ และต่ ากว่าเป้าหมายตามแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ด้าน การป้องกัน และควบคุมการติดเชื้อระดับชาติ ปี 2566 ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่ 3.50 ครั้ง/1000วันที่ใช้เครื่องช่วย หายใจ สรุปและข้อเสนอแนะ 1. การเรียนรู้ที่ได้รับจากการพัฒนางาน 4 ด้าน มีผลท าให้อุบัติการณ์การเกิดปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับ การใช้เครื่องช่วยหายใจลดลง บุคลากรให้การดูแลและปฏิบัติเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ส่งผลให้ผู้ป่วย ปลอดภัยไม่เกิด ภาวะแทรกซ้อน ลดระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลและท าให้ลดต้นทุนการรักษา 2. การควบคุม/ติดตาม/ประเมินผล/การป้องกันปัญหาเกิดซ้ า เพื่อป้องกันการเกิดปอดอักเสบที่ สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ต้องมีการให้ความรู้แก่บุคคลากรสม่ าเสมอ เน้นการท างานเป็นทีม พร้อมทั้งติดตามผล ตรวจสอบการปฏิบัติอย่างสม่ าเสมอ ประเมินผลเป็นระยะทุก 4 เดือน เพื่อปรับปรุงแก้ไขพัฒนางาน รวมทั้งต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน สร้างวัฒนธรรมในการ ปฏิบัติงานให้เกิดค าว่า “ท าจนเป็นนิสัย” จึงจะเกิดเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน 248
“สาธารณสุขทางทะเล และ Digital เพื่อสุขภาพ” 1.ชื่อเรื่อง กรณีศึกษาเปรียบเทียบการผ่าตัดด้วยวิธี anterior cervical discectomy and fusion versus laminoplasty in acute traumatic central cord syndrome 2.ชื่อผู้วิจัยหรือคณะผู้วิจัย พร้อมชื่อหน่วยงาน นายแพทย์เสฏฐวุฒิ ทองเพ็ชร์ ตำแหน่ง นายแพทย์ชำนาญการ สาขาประสาทศัลยกรรม 3.บทคัดย่อ Acute traumatic central cord syndrome เป็นหนึ่งในภาวะที่พบได้บ่อยที่สุด ในการได้รับบาดเจ็บที่ไข สันหลัง การบาดเจ็บรูปแบบนี้ จะมีการทำลายบริเวณแกนกลางของไขสัน ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการ อ่อนแรงทั้ง แขนและขา แต่จะมีอาการอ่อนแรงที่แขนมากกว่าที่ขา เมื่อเกิดอุบัติเหตุหกล้มในท่าแหงนหน้า (hyperextension) ผู้วิจัยจึงได้จัดทำกรณีศึกษาเปรียบเทียบเพื่อทำการศึกษาเปรียบเทียบการผ่าตัดด้วยวิธี anterior cervical discectomy and fusion versus laminoplasty in acute traumatic central cord syndrome กรณีศึกษาที่ 1 เคสผู้ป่วยชาย อายุ 38 ปีประสบอุบัติเหตุจราจร มีอาการอ่อนแรงแขนทั้งสองข้าง กำมือไม่ได้ชาแขนทั้งสองข้าง ปวดต้นคอมาก ทำการเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า พบ hyperintensity lesion in T2 along C5-C7 level ให้ การรักษาด้วยวิธีanterior cervical discectomy and fusion C5-7 with PEEK ใช้เวลาในการผ่าตัด 3 ชั่วโมง 5 นาที และเสียเลือดระหว่างการผ่าตัด 100 ml. กรณีศึกษาที่ 2 เคสผู้ป่วยชาย อายุ 55 ปี ประสบอุบัติเหตุจราจร มี อาการอ่อนแรงแขนทั้งสองข้าง กำมือไม่ได้ชาแขนทั้งสองข้าง ไม่ปวดต้นคอ ทำการเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า พบ hyperintensity lesion in T2 along C3-C6 level ให้การรักษาด้วย laminoplasty C3-6 ใช้เวลาในการผ่าตัด 2 ชั่วโมง 25 นาที และเสียเลือดระหว่างการผ่าตัด 100 ml. จากกรณีศึกษาที่ 1 ทำการตรวจติดตามอาการผู้ป่วยที่ สองเดือนหลังการผ่าตัด recovery rate ตาม Hirabayashi method ได้ 85.71% รวมทั้งเมื่อประเมิน ASIA classification ได้ ASIA B เปรียบเทียบกับกรณีศึกษาที่2 ได้83.33% รวมทั้งเมื่อประเมิน ASIA classification ได้ ASIA B จากกรณีศึกษาทั้งสองกรณี ไม่พบภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด พบว่าผู้ป่วยมีอัตราการฟื้นตัวหลังการ ผ่าตัดเป็นอย่างดีทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติและมีความสุข ในอนาคตหวังเป็นอย่าง ยิ่งว่า จะได้มีการพัฒนาความรู้ความสามารถเสริมสร้างความชำนาญ ให้สามารถให้การวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยได้ เป็นอย่างดี ตลอดจนมีการใช้เทคนิควิธีการผ่าตัดที่ทันสมัยที่มีคุณภาพในระดับสากลต่อไป 249
“สาธารณสุขทางทะเล และ Digital เพื่อสุขภาพ” 1.ชื่อเรื่อง กรณีศึกษาเปรียบเทียบการผ่าตัดด้วยวิธี anterior cervical discectomy and fusion versus laminoplasty in acute traumatic central cord syndrome 2.ชื่อผู้วิจัยหรือคณะผู้วิจัย พร้อมชื่อหน่วยงาน นายแพทย์เสฏฐวุฒิ ทองเพ็ชร์ ตำแหน่ง นายแพทย์ชำนาญการ สาขาประสาทศัลยกรรม 3.ชื่อผู้นำเสนอผลงาน นายแพทย์เสฏฐวุฒิ ทองเพ็ชร์ ตำแหน่ง นายแพทย์ชำนาญการ สาขาประสาทศัลยกรรม 4.ความสำคัญของปัญหา Acute traumatic central cord syndrome เป็นหนึ่งในภาวะที่พบได้บ่อยที่สุด ในการได้รับบาดเจ็บที่ไข สันหลัง การบาดเจ็บรูปแบบนี้ จะมีการทำลายบริเวณแกนกลางของไขสัน ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการ อ่อนแรงทั้ง แขนและขา แต่จะมีอาการอ่อนแรงที่แขนมากกว่าที่ขา เมื่อเกิดอุบัติเหตุหกล้มในท่าแหงนหน้า (hyperextension) ทำให้หินปูน (osteophyte) ที่อยู่ทางด้านหน้าไปกดทับไขสันหลัง และไขสันหลังจะไปกระแทกกับ ligamentum flavum ที่หนาตัวขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจ ให้การวินิจฉัยได้อย่าง แม่นยำ และสามารถให้การรักษาได้อย่างถูกต้อง ตลอดจนถึงสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ 5.วัตถุประสงค์ เพื่อทำการศึกษาเปรียบเทียบการผ่าตัดด้วยวิธี anterior cervical discectomy and fusion versus laminoplasty in acute traumatic central cord syndrome 6.วิธีการศึกษา : กรณีศึกษาเปรียบเทียบ (comparative case study) กรณีศึกษาที่ 1 เคสผู้ป่วยชาย อายุ 38 ปีไม่มีโรคประจำตัว ไม่มียาประจำ มาโรงพยาบาลด้วยอาการ ประสบอุบัติเหตุจราจร 15 นาที ก่อนมาโรงพยาบาล มีอาการอ่อนแรงแขนทั้งสองข้าง กำมือไม่ได้ชาแขนทั้งสองข้าง ปวดต้นคอมาก ให้คะแนนความปวด 10 (pain score 10/10) ระดับสัญญาณชีพปกติ,hyperreflexia ,Hoffman sign positive มีอาการอ่อนแรง ดังแสดงในตาราง Rt. Level Muscle Action Lt. V C5 Biceps Flex elbow V I C6 Wrist extensors Cock up wrist I I C7 Triceps Extend elbow I 250
I C8 FDP Flex distal middle phalanx I I T1 Intrinsic hand Abduct little finger I V L2 Iliopsoas Flex hip V V L3 Quadriceps Straighten knee V V L4 Tibialis anterior Dorsiflex foot V V L5 EHL Dorsiflex big toe V V S1 Gastrocnemius Plantar flex foot V จึงได้ทำการเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า พบ hyperintensity lesion in T2 along C5-C7 level ทำการ ประเมิน modified Japanese orthopedic association score) ได้ 11 คะแนน ( severe myelopathy) , ประเมิน ASIA (American spinal injury association) classification ได้ ASIA C ,ทำการประเมิน K line positive ,ทำการประเมิน sagittal vertical axis (SVA) ได้ 2.01 cm. ,ทำการประเมิน Cobb angle ได้ 30 องศา ให้การ รักษาด้วยวิธีการผ่าตัดด้วยวิธีการผ่าตัดเข้าทางด้านหน้า (anterior approach) คือ anterior cervical discectomy and fusion C5-7 with PEEK ใช้เวลาในการผ่าตัด 3 ชั่วโมง 5 นาที และเสียเลือดระหว่างการผ่าตัด 100 ml. รูปภาพ MRI T2 sagittal view และ การผ่าตัด anterior cervical discectomy and fusion C5-7 with PEEK กรณีศึกษาที่ 2 เคสผู้ป่วยชาย อายุ 55 ไม่มีโรคประจำตัว ไม่มียาประจำ มาโรงพยาบาลด้วยอาการประสบ อุบัติเหตุจราจร 3 ชั่วโมง ก่อนมาโรงพยาบาล มีอาการอ่อนแรงแขนทั้งสองข้าง กำมือไม่ได้ชาแขนทั้งสองข้าง ไม่ ปวดต้นคอ ระดับสัญญาณชีพปกติ,hyperreflexia ,Hoffman sign positive มีอาการอ่อนแรง ดังแสดงในตาราง Rt. Level Muscle Action Lt. III C5 Biceps Flex elbow III III C6 Wrist extensors Cock up wrist III III C7 Triceps Extend elbow III III C8 FDP Flex distal middle phalanx III III T1 Intrinsic hand Abduct little finger III V L2 Iliopsoas Flex hip V V L3 Quadriceps Straighten knee V V L4 Tibialis anterior Dorsiflex foot V V L5 EHL Dorsiflex big toe V V S1 Gastrocnemius Plantar flex foot V จึงได้ทำการเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า พบ hyperintensity lesion in T2 along C3-C6 level ทำการ ประเมิน mJOA score (modified Japanese orthopedic association score) ได้ 12 คะแนน (moderate to severe myelopathy) ,ประเมิน ASIA (American spinal injury association) classification ได้ ASIA D ,ทำ การประเมิน K line positive ,ทำการประเมิน sagittal vertical axis (SVA) ได้ 0.08 cm. ,ทำการประเมิน Cobb 251
angle ได้ 2 องศา ให้การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดด้วยวิธีการผ่าตัดเข้าทางด้านหลัง (posterior approach) คือ laminoplasty C3-6 ใช้เวลาในการผ่าตัด 2 ชั่วโมง 25 นาที และเสียเลือดระหว่างการผ่าตัด 100 ml. รูปภาพ MRI T2 sagittal view และ การผ่าตัด laminoplasty C3-6 7.ผลการศึกษา : จากกรณีศึกษาที่ 1 การผ่าตัดประสบความสำเร็จเรียบร้อยเป็นอย่างดีไม่พบภาวะแทรกซ้อน ทำการตรวจ ติดตามอาการผู้ป่วยที่สองเดือนหลังการผ่าตัด เมื่อทำการประเมิน mJOA score ได้ 17 และเมื่อทำการประเมิน recovery rate ตาม Hirabayashi method ได้ 85.71% รวมทั้งเมื่อประเมิน ASIA classification ได้ ASIA B จากกรณีศึกษาที่ 2 การผ่าตัดประสบความสำเร็จเรียบร้อยเป็นอย่างดีไม่พบภาวะแทรกซ้อน ทำการตรวจ ติดตามอาการผู้ป่วยที่สองเดือนหลังการผ่าตัด เมื่อทำการประเมิน mJOA score ได้ 17 และเมื่อทำการประเมิน recovery rate ตาม Hirabayashi method ได้83.33% รวมทั้งเมื่อประเมิน ASIA classification ได้ ASIA B 8.อภิปรายผลการศึกษา จากกรณีศึกษาทั้งสองกรณีพบว่า ทั้งสองกรณีศึกษา สามารถใช้ในการผ่าตัดรักษาภาวะ acute traumatic central cord syndrome ได้เป็นอย่างดีไม่พบภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด และทั้งสองกรณีศึกษาเมื่อทำการ ประเมิน recovery rate และ ASIA classification พบว่าผู้ป่วยมีอัตราการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดเป็นอย่างดีทำให้ ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติและมีความสุข 9.สรุปและข้อเสนอแนะ ในอนาคตหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้มีการพัฒนาความรู้ความสามารถ เสริมสร้างความชำนาญ ให้สามารถให้ การวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี ตลอดจนมีการใช้เทคนิควิธีการผ่าตัดที่ทันสมัยที่มีคุณภาพในระดับสากล 10.การนำผลงานไปใช้ประโยชน์/อ้างอิง จากกรณีศึกษาเปรียบเทียบข้างต้น จะสามารถนำไปใช้ในการให้การรักษาผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี นำมาซึ่ง ผลลัพธ์ที่ดีในการดูแลรักษาผู้ป่วยและพัฒนาองค์กรต่อไป 252
บทคัดย่อ เนื่องด้วยสถานการณ์อาชญากรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งด้านสังคมและสื่อโซเชียลออนไลน์พบเห็น คดีอาชญากรรมมีผู้กระท าความรุนแรงทั้งการท าร้ายร่างกาย พยายามฆ่า ข่มขืนกระท าช าเรา และฆ่าผู้อื่น โดยเจตนาและไม่เจตนาก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชุมชนและสังคมอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากการใช้สารเสพติดที่ มีฤทธิ์ส่งผลต่อภาวะทางด้านอารมณ์ของผู้เสพ ท าให้ควบคุมตัวเองไม่ได้ ก่อให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น จากสถานการณ์คลินิกผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดของโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในอ าเภอศรีมหาโพธิ เข้ารับบริการ ทางด้านจิตเวชและยาเสพติด จ านวน 1,193 ราย โดยมีการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดก่อ ความรุนแรง จ านวน 102 คน คิดเป็นร้อยละ 8.56 จัดเป็นกลุ่มที่แสดงอาการก าเริบซ้ า จ านวน 16 คน คิดเป็น ร้อยละ 15.67 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระบวนการรับผู้ป่วยที่มีอาการก าเริบซ้ ากลับชุมชนเกิดความไม่ครอบคลุมใน เรื่องของการเตรียมชุมชนเป็นหลัก จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมรับผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดก่อความ รุนแรงกลับชุมชน เฝ้าระวังอาการก าเริบซ้ า ลดความรุนแรง โดยสร้างพลังขับเคลื่อนงานจิตเวชและยาเสพติด ภายใต้กลุ่มภาคีเครือข่ายจิตเวชระดับชุมชนและอ าเภอ ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง โดยมีการกระบวนการ คือ 1) ประชุมจัดท าแผน ก าหนดบทบาท และเตรียมพื้นที่ชุมชน โดยทีมภาคีเครือข่ายจิตเวชและยาเสพติดต้นแบบ ระดับอ าเภอและชุมชน 2) ประชุมก าหนดแนวทางการด าเนินการและการขับเคลื่อนงานจิตเวชและยาเสพติดของ อ าเภอศรีมหาโพธิ ตามหลักมาตรฐานการปฏิบัติงานการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรง 3) ก าหนดเคสต้นแบบ (Case study) และชุมชนต้นแบบระดับอ าเภอ 4) พัฒนาศักยภาพเครือข่ายใน การใช้แบบประเมินสัญญาณเตือน (SMI-V Scan) 5 อาการเตือน และ 5) ก าหนดการจัดระบบบริการผู้ป่วยกลับสู่ ครอบครัวชุมชนและส่งต่อการรักษาแก่คลินิกจิตเวชและยาเสพติดของโรงพยาบาล และจากการติดตามรักษา ต่อเนื่องผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดก่อความรุนแรง SMI-V จ านวน 102 คน แบ่งเป็นกลุ่มไม่แสดงอาการรุนแรง จ านวน 86 คน และกลุ่มแสดงอาการรุนแรง จ านวน 16 คน เข้าพบแพทย์เฉพาะทางจิตเวชทุกๆ 3 เดือน เพื่อประเมินอาการ ปรับขนาดยา ตามกระบวนการรักษา และการติดตามอาการผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เข้ารับโปรแกรมการรักษาและติดตามต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการก าเริบซ้ าภายในระยะเวลา 6 เดือน มีการติดตาม อาการในระยะเวลา 6 เดือนแรก พบแสดงอาการรุนแรงลดลง โดยมีการติดตามกลุ่มภาคีเครือข่าย เน้นการก ากับ ดูแลการรับประทานยา ผู้ดูแลหรือญาติ และการกลับมาใช้สารเสพติดของผู้ป่วย เฝ้าระวังอย่างมีประสิทธิภาพ และ ติดตามอาการในระยะเวลา 6 เดือนหลังต่อ เพื่อเฝ้าระวังผู้ป่วยกลุ่มแสดงอาการรุนแรงอย่างต่อเนื่องเกิด ประสิทธิภาพอย่างชัดเจน ทั้งนี้ทีมภาคีเครือข่ายจิตเวชและยาเสพติดระดับชุมชนอ าเภอ มีความรู้ความเข้าใจใน เรื่องของการใช้แบบประเมินสัญญาณเตือน (SMI-V Scan) 5 อาการเตือน สามารถแยกพฤติกรรมเสี่ยงจากการ สังเกตพฤติกรรมของผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี และประสานผู้น าชุมชนและเจ้าหน้าที่ต ารวจเข้าระงับเหตุทันทีรวมถึง ญาติและครอบครัวของผู้ป่วย มีความพึงพอใจในเรื่องของการคุยแลกเปลี่ยนก่อนน าผู้ป่วยกลับสู่ชุมชน กล้าเปิดใจ ในการแสดงความคิดเห็น และเปิดใจยอมรับผู้ป่วยกลับสู่ครอบครัวและชุมชนมากยิ่งขึ้น ลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นใน ครอบครัว ชุมชนได้ทันเวลา เกิดการบูรณาการงานจิตเวชและยาเสพติดในโรงพยาบาลและชุมชนแบบครบ กระบวนการ 253
การพัฒนาระบบการเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดรุนแรงกลับสู่ชุมชน เฝ้าระวังการกำเริบซ้ำ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี หน่วยงาน สำนักงานสาธารณสุขอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ผู้นำเสนอผลงาน : นางสาวพฤกษา อินทประเสริฐ นักวิชาการสาธารณสุข กลุ่มงานยาเสพติดและจิตเวช สำนักงานสาธารณสุขอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ความสำคัญของปัญหา เนื่องด้วยสถานการณ์อาชญากรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งด้านสังคมและสื่อโซเชียลออนไลน์พบเห็น คดีอาชญากรรมมีผู้กระทำความรุนแรงทั้งการทำร้ายร่างกาย พยายามฆ่า ข่มขืนกระทำชำเรา และฆ่าผู้อื่นโดย เจตนาและไม่เจตนาก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชุมชนและสังคมอย่างมาก และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี สาเหตุหลักมาจากการใช้สารเสพติดที่มีฤทธิ์ส่งผลต่อภาวะทางด้านอารมณ์ของผู้เสพ ทำให้ควบคุมตัวเองไม่ได้ ก่อให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น จากกองบริหารระบบริการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ได้รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยจิตเวช ที่มีความเสี่ยงสูงก่อความรุนแรง (SMI-V) ของสถาบัน/โรงพยาบาลจิตเวช สังกัดกรมสุขภาพจิต ระหว่างเดือน ตุลาคม 2558 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ว่ามีผู้ป่วยจิตเวชที่ได้รับการคัดกรองและลงทะเบียนเป็นผู้ป่วย SMI-V จำนวนสะสม 13,194 คน ส่วนใหญ่พบเป็นเพศชาย จำนวน 8,245 คน และหญิง จำนวน 4,949 คน คิดเป็น ร้อยละ 62.49 และร้อยละ 37.51 ตามลำดับ พบมากที่สุดในช่วงอายุ 26-45 ปี จำนวน 6,977 คน ร้อยละ 52.89 รองลงมาคือช่วงอายุ 46-59 ปี จำนวน 3,079 คน ร้อยละ 23.34 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็น เพศชายที่มีแนวโน้มก่อความรุนแรง และอยู่ในช่วงวัยทำงาน ที่อาจมีภาวะทางอารมณ์เป็นหลัก จากสถานการณ์การรายงานผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดก่อความรุนแรงของจังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 181 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.36 จัดอยู่ในลำดับที่ 4 ของเขตสุขภาพที่ 6 ซึ่งมีแนวโน้มก่อความรุนแรงใน ชุมชน แสดงให้เห็นว่ากลุ่มนี้ควรติดตามเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงของการกำเริบซ้ำ เช่น การรับประทานยา ผู้ดูแลหรือญาต และการกลับไปใช้สารเสพติด จากสถิติของคลินิกผู้ป่วยจิตเวชและ ยาเสพติดของโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในอำเภอศรีมหาโพธิ สถิติผู้ป่วยเข้ารับบริการทางด้านจิตเวชและยาเสพติด จำนวน 1,193 ราย โดยมีการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดก่อความรุนแรง จำนวน 102 คน คิดเป็นร้อยละ 8.56 จัดเป็นกลุ่มที่แสดงอาการกำเริบซ้ำ จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 15.67 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กระบวนการรับผู้ป่วยที่มีอาการกำเริบซ้ำกลับสู่ชุมชน เกิดความไม่ครอบคลุมในเรื่องของการเตรียมชุมชนเป็นหลัก จึงทำให้ผู้ศึกษาเล็งเห็นถึงปัญหาและความสำคัญในการเตรียมพื้นที่รับผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดรุนแรงกลับสู่ ชุมชนเพื่อเกิดความครอบคลุมและประสิทธิภาพของกระบวนการรักษาเป็นไปตามเกณฑ์ เกิดผลสัมฤทธิ์ ลดผู้ป่วย ลดความรุนแรง ต่อครอบครัว ชุมชน สังคม รวมถึงการสร้างพลังขับเคลื่อนงานจิตเวชและยาเสพติดโดยกลุ่มภาคี เครือข่ายจิตเวชระดับชุมชนและอำเภอ 254
วัตถุประสงค์ เพื่อเตรียมความพร้อมรับผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดก่อความรุนแรงกลับชุมชน เฝ้าระวังอาการกำเริบซ้ำ ลดความรุนแรง โดยสร้างพลังขับเคลื่อนงานจิตเวชและยาเสพติดภายใต้กลุ่มภาคีเครือข่ายจิตเวชระดับชุมชน และอำเภอ กลุ่มเป้าหมาย ผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดหลังรับการรักษาจากโรงพยาบาลจิตเวชและโรงพยาบาลเจ้าพระยา อภัยภูเบศร กลับพื้นที่ชุมชน วินิจฉัยเป็นกลุ่มติดตามเข้ารับการรักษาต่อเนื่องในคลินิกผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด ในโรงพยาบาลศรีมหาโพธิ ขั้นตอนการดำเนินการ เพื่อเตรียมความพร้อมรับผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดก่อความรุนแรงกลับชุมชน เฝ้าระวังอาการ กำเริบซ้ำ มีภาคีเครือข่ายชุมชนและอำเภอร่วมกันขับเคลื่อนและดำเนินการ โดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางเพื่อ บูรณาการการมีส่วนร่วมของชุมชนและหน่วยงาน โดยมีการดำเนินงานตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ประชุมจัดทำแผน กำหนดบทบาท และเตรียมพื้นที่ชุมชน โดยทีมภาคีเครือข่ายจิตเวชและยาเสพติด ต้นแบบระดับอำเภอและชุมชน ประกอบด้วย ทีมหน่วยงานราชการ ได้แก่ ผู้รับผิดชอบงานโรงพยาบาล ผู้รับผิดชอบงานสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ผู้รับผิดชอบงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เจ้าหน้าที่ปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ พัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทีมเครือข่ายชุมชน ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตร กำนัน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และญาติครอบครัวผู้ป่วย 2. ประชุมกำหนดแนวทางการดำเนินการและการขับเคลื่อนงานจิตเวชและยาเสพติดของอำเภอ ศรีมหาโพธิ ตามหลักมาตรฐานการปฏิบัติงานการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความ รุนแรง SOPs : Severe Mental illness – High Risk to Violence (V-Care) โดยเน้นการดำเนินการขับเคลื่อน การเตรียมพื้นที่ในชุมชนเป็นหลัก 3. กำหนดเคสต้นแบบ (Case study) และชุมชนต้นแบบระดับอำเภอ เพื่อสร้างทิศทางการดำเนินการ และขับเคลื่อนการปฏิบัติงานการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดก่อความรุนแรงเป็นไปตามแนวทางเดียวกัน 4. พัฒนาศักยภาพเครือข่ายในการใช้แบบประเมินสัญญาณเตือน (SMI-V Scan) 5 อาการเตือน 5. กำหนดการจัดระบบบริการผู้ป่วยกลับสู่ครอบครัวชุมชนและส่งต่อการรักษาแก่คลินิกจิตเวชและ ยาเสพติดของโรงพยาบาล กรณีก่อความรุนแรงในชุมชนซ้ำ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 5.1 การรับเคสผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดก่อความรุนแรง หลังรักษาจากโรงพยาบาลกลับสู่ชุมชน ประเมินความพร้อมของครอบครัว ชุมชน ดำเนินการภายใต้ทีมภาคีเครือข่ายสุขภาพจิตและยาเสพติด โดยมี พยาบาลผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจิตเวชและยาเสพติดเป็นที่ปรึกษา 255
5.2 การจัดตั้งกลุ่มไลน์ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วย โดยผ่านการสังเกตจากบุคคล ในครอบครัว(บุคคลใกล้ชิด) 1 อาทิตย์/ครั้ง โดยมีประเด็นสำคัญเรื่องของการรับประทานยาของผู้ป่วยโดย อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านกำกับกินยาภายในครอบครัว , กำกับญาติหรือผู้ดูแลให้มีการกำกับดูแล ผู้ป่วยและเฝ้าระวังป้องกันการใช้สารเสพติดโดยพนักงานปกครอง/ตำรวจ 5.3 จัดทำคู่มือสมุดแบบกำกับติดตามรายบุคคลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดก่อความรุนแรง ประกอบด้วยแบบประเมินการติดตามการเยี่ยมรายบุคคล แบบติดตามผู้ป่วยเรื้อรังในชุมชน 10 ด้าน ควบคู่กับ แบบประเมินสัญญาณเตือน SMI-V Scan และแนวทางการประเมินปัจจัยเสี่ยงการกำเริบซ้ำ (กรณีมีกลุ่มอาการเข้า ข่ายพฤติกรรมเสี่ยงจาก 5 สัญญาณเตือน SMI-V Scan) ในการติดตามทุกๆ 3 เดือน จนครบ 1 ปี 5.4 การดูแลรักษาตามแนวทางการดำเนินการและการขับเคลื่อนงานจิตเวชและยาเสพติดของ อำเภอศรีมหาโพธิ ตามหลักมาตรฐานการปฏิบัติงานการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการ ก่อความรุนแรง (SOPs : Severe Mental illness – High Risk to Violence (V-Care) หลังจากครอบครัวชุมชน สังเกต ผู้ป่วยมีอาการเข้าข่ายพฤติกรรมเสี่ยงจาก 5 สัญญาณเตือน (SMI-V Scan) โดยแบ่งผู้ป่วยเป็นกลุ่ม ไม่แสดงอาการรุนแรง และกลุ่มแสดงอาการรุนแรง 5.4.1 กลุ่มไม่แสดงอาการรุนแรง ผู้ป่วยกลุ่มติดตามการรักษาต่อเนื่อง ครอบครัว ชุมชนสังเกตพฤติกรรมว่าพบพฤติกรรมเสี่ยงจาก 5 สัญญาณเตือน (SMI-V Scan) นำส่งสถานพยาบาล ทีมแพทย์และพยาบาล ประเมินอาการของโรคซ้ำ พบผู้ป่วยไม่แสดงอาการรุนแรง เ ตร ียมจ ำห น่ายแล ะดูแล ผ ู้ป ่วยร ายเ คส SMI-V Case Management ประเมินการปรับยาและกำกับการกินยาตรงเวลา / ผู้ดูแล / เฝ้าระวังการกลับไปใช้สารเสพติดซ้ำ 5.4.2 กลุ่มแสดงอาการรุนแรง ผู้ป่วยกลุ่มติดตามการรักษาต่อเนื่อง ครอบครัว ชุมชนสังเกตพฤติกรรมว่าพบพฤติกรรมเสี่ยงจาก 5 สัญญาณเตือน (SMI-V Scan) นำส่งสถานพยาบาล ทีมแพทย์และพยาบาล ประเมินอาการของโรคซ้ำ พบผู้ป่วยแสดงอาการรุนแรง พฤติกรรมเสี่ยงได้จาก 5 สัญญาณเตือน ได้แก่ ไม่หลับไม่นอน เดินไปเดินมา พูดจาคนเดียว หงุดหงิดฉุนเฉียว และเที่ยวหวาดระแวง ได้รับการเข้ารับการเข้าโปรแกรมการรักษา และติดตามต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกำเริบซ้ำภายในระยะเวลา 6 เดือน (กรณีพบประวัติขาดการรักษา ไม่มาตาม แพทย์นัดหมาย มีการติดตามโดยภาคีเครือข่ายชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) 6. ติดตามประเมินผล 256
ผลการดำเนินงาน ตอนที่ 1 ผลการดำเนินงานในการติดตามรักษาต่อเนื่อง ผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดก่อความรุนแรง SMI-V จำนวน 102 คน แบ่งเป็นกลุ่มไม่แสดงอาการรุนแรง จำนวน 86 คน และกลุ่มแสดงอาการรุนแรง จำนวน 16 คน พบแพทย์เฉพาะทางจิตเวชทุกๆ 3 เดือน เพื่อประเมิน อาการและปรับขนาดยา ตามกระบวนการรักษา ตอนที่ 2 ผลการติดตามอาการผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง กรณีกลุ่มแสดงอาการรุนแรงหลังจากได้เข้ารับโปรแกรมการรักษาและติดตามต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการ กำเริบซ้ำภายในระยะเวลา 6 เดือนโดยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2566 มีการติดตาม อาการในระยะเวลา 6 เดือนแรก พบว่า กลุ่มที่แสดงอาการรุนแรงมีการก่อความรุนแรงลดลง โดยติดตามกลุ่มภาคี เครือข่าย เน้นการกำกับดูแลการรับประทานยา ญาติ ผู้ดูแล และการกลับมาใช้สารเสพติดของผู้ป่วย เฝ้าระวัง อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อมาดำเนินการติดตามอาการในระยะเวลา 6 เดือนหลัง เพื่อเฝ้าระวังผู้ป่วยกลุ่มแสดงอาการ รุนแรงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเกิดประสิทธิภาพอย่างชัดเจน อภิปรายผลการศึกษา จากการดำเนินการพัฒนาระบบการเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดรุนแรงกลับสู่ชุมชน เฝ้าระวังการกำเริบซ้ำ กลุ่มแสดงอาการรุนแรงได้เข้ารับการรักษาตามโปรแกรมติดตาม โดยมีทีมภาคีเครือข่ายจิต เวชและยาเสพติดเฝ้าระวังอย่างมีประสิทธิภาพ แสดงพฤติกรรมรุนแรงลดลง และลดการก่อความรุนแรงใน ครอบครัว ชุมชน เนื่องจากทีมภาคีเครือข่ายจิตเวชและยาเสพติดระดับชุมชนอำเภอ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง ของการใช้แบบประเมินสัญญาณเตือน (SMI-V Scan) 5 อาการเตือน สามารถแยกพฤติกรรมเสี่ยงจากการสังเกต พฤติกรรมของผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี และประสานผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าระงับเหตุทันทีส่งต่อผู้ป่วยเข้า รักษาตามกระบวนการ และจากการสัมภาษณ์ญาติและครอบครัวของผู้ป่วย ในเรื่องของการเตรียมพื้นที่ชุมชน พบว่า พึงพอใจในเรื่องของการคุยแลกเปลี่ยนก่อนนำผู้ป่วยกลับสู่ชุมชน กล้าเปิดใจในการแสดงความคิดเห็น และ เปิดใจยอมรับผู้ป่วยกลับสู่ครอบครัวและชุมชนมากยิ่งขึ้น ลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นในครอบครัว ชุมชนได้ทันเวลา สรุปและข้อเสนอแนะ จากการพัฒนาระบบการเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดรุนแรงกลับสู่ชุมชน เฝ้าระวัง การกำเริบซ้ำ มุ่งหวังให้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางเพื่อบูรณาการการมีส่วนร่วมของชุมชนและหน่วยงาน โดยเป็นอำเภอ นำร่องของจังหวัดปราจีนบุรี ในการดำเนินงานเตรียมชุมชนและป้องกันการอาการกำเริบซ้ำขับเคลื่อนงานจิตเวช และยาเสพติด ให้เป็นตามเกณฑ์กระบวนการรักษาทั้งในส่วนของการบำบัดรักษา และส่วนของการดูแลผู้ป่วยของ ครอบครัวและชุมชน ทั้งนี้สร้างภาคีเครือข่ายครอบครัวชุมชนกล้ายอมรับผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดกลับสู่ชุมชน มากยิ่งขึ้น เกิดการบูรณาการงานจิตเวชและยาเสพติดในโรงพยาบาลและชุมชนแบบครบกระบวนการ 257
การนำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ การพัฒนาระบบการเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดรุนแรงกลับสู่ชุมชน เฝ้าระวังการ กำเริบซ้ำ ในอำเภอทุกแห่งของจังหวัดปราจีนบุรี เอกสารอ้างอิง 1. กรมสุขภาพจิต.(2563). คู่มือระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง สำหรับสถาบัน/โรงพยาบาล สังกัดกรมสุขภาพจิต.กระทรวงสาธารณสุข. 2. กองบริหารระบบบริการสุขภาพจิต กรมสุขภสพจิต.(2564). คู่มือแนวทางการคัดกรองและการบันทึก รหัสผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI-V).กระทรวงสาธารณสุข. 3. กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2566). มาตรฐานการปฏิบัติงานการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยา เสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง Severe Mental Illness – High Risk to Violence (V-Care).กระทรวงสาธารณสุข. 4. การทำงานแบบมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย กรณีผู้ป่วยนิติจิตเวช (SMIV).[ออนไลน์].2559 [เข้าถึงเมื่อ วันที่ 3 สิงหาคม 2566] เข้าถึงได้จาก http://www.jvkk.go.th:8080/web_jvkk_th/KM-CQIR2R/docs/views_detail.php?id_view=262 5. แผนการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภทรุนแรง ยุ่งยาก ซับซ้อน (SMI) ด้วยระบบการจัดการรายกรณีตาม แนวคิด Rcovery Oriented Service (ROS) [ออนไลน์]. [เข้าถึงเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566] เข้าถึงได้จาก http://110.164.162.12/qrcode/pages/upload/fileupload/100763.pdf 258
การเฝ้าระวังการสัมผัสสารตะกั่วในเด็กปฐมวัย เขตพื้นที่อำเภอบ้านฉาง (Surveillance of Lead exposure in early childhood Banchang District) รัตติกาล สุวรรณโชติ งานอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลบ้านฉาง บทคัดย่อ จากสถานการณ์การสัมผัสตะกั่วในเด็ก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและสติปัญญาของเด็กในระยะ ยาว กลุ่มอายุที่พบอัตราการเกิดโรคพิษตะกั่ว (Lead Poisoning) สูงสุด คือ เด็กที่มีอายุระหว่าง 0-4 ปี โดยมี อัตราป่วยเท่ากับ 0.05 ต่อแสนประชากร งานอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลบ้านฉางจึงได้มีการ ดำเนินการการเฝ้าระวังการสัมผัสสารตะกั่วในเด็กปฐมวัย เขตพื้นที่อำเภอบ้านฉางตั้งแต่ปี 2555 เพื่อประเมิน ความเสี่ยง เฝ้าระวังสุขภาพ และเสริมสร้างความรอบรู้ให้บุคลากรที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การมีสุขภาวะอย่างยั่งยืน จากความสำคัญของปัญหาด้านเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่ จึงมีการดำเนินการเฝ้าระวังการสัมผัส สารตะกั่วในเด็กปฐมวัย โดยติดตามผลเลือดของเด็กนักเรียนที่มีค่าตะกั่วสูงกว่า 10 µg/dl อย่างต่อเนื่อง สื่อสารความเสี่ยง และอบรมครูอนามัยโรงเรียน ครูประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น ให้มีความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของโลหะหนักมากขึ้น ในส่วนของการสำรวจสิ่งแวดล้อมในศูนย์พัฒนา เด็กเล็ก 15 แห่ง ดำเนินการเก็บตัวอย่างทางสิ่งแวดล้อม 93 ตัวอย่าง พบว่า มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 5 แห่ง ที่มี ค่าตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน ร้อยละ 33.3 มีจำนวนตัวอย่างที่ไม่ผ่านเกณฑ์6 ตัวอย่าง ในส่วนของโรงเรียนอนุบาล และสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน ตอบแบบประเมินสิ่งแวดล้อม จำนวน 25 แห่ง พบว่า มีบริเวณ/อุปกรณ์/วัสดุที่ อาจปนเปื้อนสารตะกั่วร้อยละ 72.0 อาคารมีการใช้งานมากกว่า 10 ปี ร้อยละ 60.0 ในจำนวนนี้มีการตรวจ ตัวอย่างทางสิ่งแวดล้อม 3 แห่ง พบมีค่าตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน ร้อยละ 18.2 และจากการประเมินสุขภาพเด็ก เล็ก ทำให้พบเด็กที่อยู่ในเกณฑ์เยี่ยมบ้าน โดยสื่อสารความเสี่ยงและประเมินความรู้แก่ผู้ปกครองทางโทรศัพท์ แต่ไม่พบรายใดที่มีความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมภายในที่อยู่อาศัย เมื่อมีการดำเนินการในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอย่าง ครบวงจรแล้ว จึงได้ขยายการดำเนินการไปยังโรงเรียนปฐมวัยและสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน รวมถึงดำเนินการ คัดกรองเชิงรับในคลินิกสุขภาพเด็กดี (Well child Clinic) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่งในอำเภอ บ้านฉาง ทำให้พบความเสี่ยงและดำเนินการสอบสวนโรคและส่งเสริมสุขภาพต่อไป การดำเนินการเฝ้าระวังการสัมผัสสารตะกั่วในเด็กปฐมวัย เขตพื้นที่อำเภอบ้านฉาง ทำให้บุคลากร สาธารณสุข เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีข้อมูลความเสี่ยงด้านเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม และข้อมูลการ คัดกรองสุขภาพของประชากรในพื้นที่ เพื่อใช้ในการวางแผนการจัดการปัญหาด้านเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม มีแนวทางการเฝ้าระวังและส่งเสริมสุขภาพของเด็กเล็ก และพัฒนาระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ ให้เป็นไปตาม แนวทางของประกาศจังหวัดระยอง เรื่องมาตรการป้องกันโรคจากการตะกั่วในเด็กปฐมวัยสังกัดสถานพัฒนา เด็กปฐมวัย ทั้งนี้ ควรมีการถอดบทเรียน เรื่องการดำเนินการเฝ้าระวังการสัมผัสสารตะกั่วในเด็กปฐมวัย ในเขต พื้นที่อำเภอบ้านฉางร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันค้นหาปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน และ พัฒนาแนวทางการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คำสำคัญ : การสัมผัสสารตะกั่ว, เด็กปฐมวัย, อำเภอบ้านฉาง 259
การเฝ้าระวังการสัมผัสสารตะกั่วในเด็กปฐมวัย เขตพื้นที่อำเภอบ้านฉาง (Surveillance of Lead exposure in early childhood Banchang District) รัตติกาล สุวรรณโชติ นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ งานอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลบ้านฉาง ผู้นำเสนอผลงาน นางสาวรัตติกาล สุวรรณโชติ นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ ความสำคัญของปัญหา จากสถานการณ์การสัมผัสตะกั่วในเด็ก พบว่าเด็กมีโอกาสเสี่ยงต่อการได้รับสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายจาก จากการปนเปื้อนสารตะกั่วจากสิ่งแวดล้อมที่มีความเสี่ยง เช่น เด็กที่อาศัยอยู่บริเวณแหล่งที่มีศักยภาพแร่ตะกั่ว จากผู้ปกครองที่ประกอบอาชีพเสี่ยงต่อการสัมผัสสารตะกั่วแล้วนำกลับมาที่บ้าน (Take home lead) และจาก ผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้สีน้ำมัน เช่น สีทาอาคาร ซึ่งการสัมผัสสารตะกั่วในเด็กจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย และสติปัญญาของ เด็กในระยะยาว โดยจากการศึกษาโรคพิษตะกั่วในเด็กของสำนักระบาดวิทยาปี พ.ศ. 2554 พบว่า กลุ่มอายุที่พบอัตราการเกิดโรคพิษตะกั่ว (Lead Poisoning) สูงสุด คือ เด็กที่มีอายุระหว่าง 0-4 ปี โดยมี อัตราป่วยเท่ากับ 0.05 ต่อแสน ประชากร และจากข้อมูลการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ลงพื้นที่จังหวัดระยอง เพื่อทำการศึกษา วิจัย เรื่อง“การศึกษาผลกระทบจากการสัมผัสมลพิษต่อสุขภาพของประชาชนในจังหวัดระยอง” ตั้งแต่ปี2554 ตรวจหาระดับตะกั่วในเลือด จำนวน 907 คน ในพื้นที่อำเภอบ้านค่าย บ้านฉาง ปลวกแดงและนิคมพัฒนา สำหรับอำเภอบ้านฉางผลการศึกษาพบว่า มีนักเรียนที่มีค่าตะกั่วในเลือดสูงกว่า 10 µg/dl จำนวน 9 คน งาน อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลบ้านฉางจึงได้มีการดำเนินการการเฝ้าระวังการสัมผัสสารตะกั่วในเด็ก ปฐมวัย เขตพื้นที่อำเภอบ้านฉางตั้งแต่ปี 2555 เพื่อประเมินความเสี่ยง เฝ้าระวังสุขภาพ และเสริมสร้างความ รอบรู้ให้แก่ครูผู้ดูแลเด็กเล็กและผู้ปกครอง นำไปสู่การปฏิบัติตัวเพื่อให้เกิดสุขภาวะอย่างยั่งยืน รวมไปถึงเป็น การเฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติโรคจากการประกอบอาชีพและ สิ่งแวดล้อม ปี 2562 และประกาศจังหวัดระยอง เรื่องมาตรการป้องกันโรคจากการตะกั่วในเด็กปฐมวัยสังกัด สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวันแห่งชาติ จังหวัดระยอง วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสำรวจความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในเขตพื้นที่อำเภอบ้านฉาง 2. เพื่อเฝ้าระวังสุขภาพและประเมินภาวะสุขภาพของเด็กเล็ก ในเขตพื้นที่อำเภอบ้านฉาง 3. เพื่อให้ครูพี่เลี้ยงประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เกิดความตระหนักและมีการปฏิบัติที่ดี ในการป้องกัน เด็กเล็กให้ปลอดภัยจากสารตะกั่ว 4. เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ เกี่ยวกับอันตรายและผลกระทบต่อสุขภาพของสารตะกั่ว ของครูพี่เลี้ยง ประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วิธีการศึกษา จากความสำคัญของปัญหาด้านเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่ จึงมีการดำเนินการเฝ้าระวังการสัมผัส สารตะกั่วในเด็กปฐมวัย ดังนี้ ปี 2556 อบรมให้ความรู้ตัวแทนครูอนามัยโรงเรียน จำนวน 26 คน พร้อมทั้งติดตามผลเลือดเด็ก นักเรียน และส่งคืนข้อมูลให้กับโรงเรียนและผู้ปกครองเพื่อเฝ้าระวังต่อไป 260
ปี 2560 ออกเยี่ยมสำรวจและประเมินความเสี่ยงในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กด้วยแบบสอบถามจำนวน 12 แห่ง และเก็บตัวอย่างทางสิ่งแวดล้อมในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 2 แห่ง ปี 2562 เก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 2 แห่ง แจ้งผลการตรวจและสื่อสารความเสี่ยง ปี 2563 สำรวจและประเมินความเสี่ยงในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 2 แห่ง และสื่อสารความเสี่ยงไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งจัดอบรมให้ความรู้แก่ครูประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และเจ้าหน้าที่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ในเขตอำเภอบ้านฉาง จำนวน 18 คน ปี 2564 ประเมินสุขภาพเด็กเล็ก และสำรวจข้อมูลความเสี่ยงในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยใช้แบบ ประเมินออนไลน์ สื่อสารความเสี่ยงและประเมินความรู้แก่ผู้ปกครอง (ทางโทรศัพท์) จัดอบรมให้ความรู้แก่ครู และผู้รับผิดชอบดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่รับผิดชอบงานอนามัยโรงเรียน ปี 2565 สำรวจและประเมินความเสี่ยงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 1 แห่ง และเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมใน สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เขตพื้นที่อำเภอบ้านฉาง 13 แห่ง ปี 2566 ประเมินความเสี่ยงด้วยแบบประเมินออนไลน์ ในโรงเรียนที่มีเด็กปฐมวัยและสถานรับเลี้ยง เด็กเอกชน เขตอำเภอบ้านฉาง 25 แห่ง และคัดกรองสุขภาพเด็กเล็กคลินิกสุขภาพเด็กดี (Well child Clinic) ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่งในอำเภอบ้านฉาง ผลการศึกษา จากการดำเนินการเฝ้าระวังการสัมผัสโลหะหนักในเด็กปฐมวัย พบว่า ผลการตรวจสารตะกั่วในเลือด ครั้งที่ 1 มีนักเรียนที่มีค่าตะกั่วในเลือดสูงกว่า 10 µg/dl จำนวน 9 คน และครั้งที่ 2 ลดลงเหลือ 2 คน จากการ อบรมให้ความรู้ครูอนามัยโรงเรียน พบว่า ครูมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องโลหะหนักอยู่ในเกณฑ์ดี คิดเป็นร้อยละ 80 มีครูที่มีคะแนนแบบทดสอบหลังการอบรมอยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 91.7 และจัดอบรมให้ความรู้แก่ครูพี่เลี้ยง เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 18 คน ผู้เข้ารับการอบรมส่วนใหญ่มีคะแนนแบบทดสอบหลัง การอบรม มากขึ้นร้อยละ 89.0 อำเภอบ้านฉางมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 15 แห่ง ซึ่งจากการสำรวจและประเมินความเสี่ยงในศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก พบว่า มีความเสี่ยงสูง 2 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 13.3 ดำเนินการเก็บตัวอย่างทางสิ่งแวดล้อมทุก แห่ง 93 ตัวอย่าง พบว่า มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 5 แห่ง ที่มีค่าตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน ร้อยละ 33.3 จากจำนวน ตัวอย่างที่ไม่ผ่านเกณฑ์6 ตัวอย่าง ร้อยละ 6.5 ในส่วนของโรงเรียนอนุบาลและสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน ตอบ แบบประเมินสิ่งแวดล้อม จำนวน 25 แห่ง พบว่า มีบริเวณ/อุปกรณ์/วัสดุที่อาจปนเปื้อนสารตะกั่วร้อยละ 72.0 อาคารมีการใช้งานมากกว่า 10 ปี ร้อยละ 60.0 ในจำนวนนี้มีการตรวจตัวอย่างทางสิ่งแวดล้อม 3 แห่ง พบมีค่า ตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน ร้อยละ 18.2 การประเมินสุขภาพเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทุกแห่ง จำนวน 571 คน พบว่า มีเด็กที่มีความเสี่ยงอยู่ ในเกณฑ์ต้องได้รับการเยี่ยมบ้าน จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 1.2 การคัดกรองสุขภาพเด็กคลินิกสุขภาพเด็กดี (Well child Clinic) ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่ง มีผู้ตอบแบบประเมินจำนวน 43 คน เป็นเด็ก เล็กที่มีผู้ปกครองหรือสมาชิกที่อยู่ในบ้านเดียวกันประกอบอาชีพที่มีความเสี่ยง ร้อยละ 27.9 และมีบ้านอยู่ใกล้ แหล่งอุตสาหกรรมหรือกิจการร้านค้าที่เกี่ยวข้องกับตะกั่วในระยะ 30 เมตร ร้อยละ 6.9 อภิปรายผลการศึกษา ความเสี่ยงจากการสัมผัสสารตะกั่วในเด็กปฐมวัย เป็นปัญหาด้านเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ที่ต้อง มีการเฝ้าระวัง ควบคุม และป้องกัน โดยการติดตามผลเลือดของเด็กนักเรียนที่มีค่าตะกั่วสูงกว่า 10 µg/dl 261
อย่างต่อเนื่อง สื่อสารความเสี่ยงให้ผู้ปกครองทราบ และอบรมครูอนามัยโรงเรียน ครูประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของโลหะหนักมากขึ้น ในส่วนของการ สำรวจสิ่งแวดล้อมในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทุกแห่งนั้น เป็นการค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่เป็นสาเหตุของการรับสัมผัสสาร ตะกั่วในเด็กปฐมวัย ทำให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีความเสี่ยงสูงได้รับการตรวจตัวอย่างทางสิ่งแวดล้อม พบว่ามี บริเวณ/อุปกรณ์/วัสดุที่ปนเปื้อนสารตะกั่ว ได้แก่ ชั้นไม้วางของ เครื่องเล่น รั้วหรือผนังที่ทาด้วยสีน้ำมัน แต่ เนื่องจากการตรวจต้องใช้งบประมาณสูง จึงทำให้จำนวนตัวอย่างที่ส่งตรวจ ยังไม่ครอบคลุมความเสี่ยงที่มี และ จากการประเมินสุขภาพเด็กเล็ก ทำให้พบเด็กที่อยู่ในเกณฑ์เยี่ยมบ้าน โดยสื่อสารความเสี่ยงและประเมินความรู้ แก่ผู้ปกครองทางโทรศัพท์ แต่ไม่พบรายใดที่มีความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมภายในที่อยู่อาศัย เมื่อมีการดำเนินการ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอย่างครบวงจรแล้ว จึงได้ขยายการดำเนินการไปยังโรงเรียนปฐมวัยและสถานรับเลี้ยงเด็ก เอกชน รวมถึงดำเนินการคัดกรองเชิงรับในคลินิกสุขภาพเด็กดี (Well child Clinic) โรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบลทุกแห่งในอำเภอบ้านฉาง เมื่อพบความเสี่ยงจึงดำเนินการสอบสวนโรคและส่งเสริมสุขภาพต่อไป ข้อเสนอแนะ ควรมีการถอดบทเรียน เรื่องการดำเนินการเฝ้าระวังการสัมผัสสารตะกั่วในเด็กปฐมวัย ในเขตพื้นที่ อำเภอบ้านฉางร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันค้นหาปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน และพัฒนา แนวทางการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การนำผลงานไปใช้ประโยชน์ การดำเนินการเฝ้าระวังการสัมผัสสารตะกั่วในเด็กปฐมวัย เขตพื้นที่อำเภอบ้านฉาง ทำให้บุคลากร สาธารณสุข เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีข้อมูลความเสี่ยงด้านเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม และข้อมูลการ คัดกรองสุขภาพของประชากรในพื้นที่ เพื่อใช้ในการวางแผนการจัดการปัญหาด้านเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม มีแนวทางการเฝ้าระวังและส่งเสริมสุขภาพของเด็กเล็ก และพัฒนาระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ ให้เป็นไปตาม แนวทางของประกาศจังหวัดระยอง เรื่องมาตรการป้องกันโรคจากการตะกั่วในเด็กปฐมวัยสังกัดสถานพัฒนา เด็กปฐมวัย ตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวันแห่งชาติ จังหวัดระยอง 262
Mobile geriatric clinic อำเภอวังจันทร์จังหวัดระยอง นายวิทยา เข็มสว่าง นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ โรงพยาบาลวังจันทร์ บทคัดย่อ กระทรวงสาธารณสุขมีแผนนโยบายคัดกรองสุขภาพ 9 ด้าน ผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป เพื่อคัด กรอง ส่งเสริมสุขภาพ และ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ระยะเริ่มแรกให้มีการจัดตั้งคลินิกสูงอายุ ใน โรงพยาบาล และได้ทราบถึงปัญหา การเข้ารับบริการผู้สูงอายุซึ่งผู้สูงอายุไม่สะดวกมาเข้ารับบริการ สาเหตุมี ความแตกต่างกันออกไป ทั้งไม่มียานพาหนะ ไม่มีผู้ดูแลพาไป มีปัญหาด้านเศรษฐานะ โดยเพื่อให้ผู้สูงอายุ ได้รับบริการตรวจคัดกรองสุขภาพ 9 ด้าน แล้วมีปัญหาได้สู่บริการคลินิก จึงได้มีการออกคัดกรองเชิงรุกที่รพ สต ตามนัดเดิมของผู้ป่วย ncd ที่ได้รับยาตามรพ. สต ทำให้ได้ผุ้สูงอายุเข้ารับบริการโดยไม่ ได้ตรงตาม เป้าหมาย แนวคิดนี้ได้มาจากการตรวจผู้ป่วยและได้ทราบถึงปัญหาต่างๆที่ผู้ป่วยได้เข้ารับบริการในโรงพยาบาล ได้มีการออกหน่วยไปพร้อมกับเภสัชกร เข้าไปคัดกรองผู้ป่วยในรพสต หลังจากที่ได้ข้อมูลแล้วก็ได้นำมา ลงทะเบียนในโรงพยาบาลติดตามและวัดผลทำให้ผู้สูงอายุที่มีความถดถอยเข้าสู่ระบบบริการสาธารณสุขมาก ขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพ คลินิกผู้สูงอายุ คำสำคัญ: คลินิกผู้สูงอายุ , คัดกรองผู้สูงอายุเชิงรุก , คัดกรองสุขภาพ 9 ด้าน 263
Mobile geriatric clinic อำเภอวังจันทร์จังหวัดระยอง นายวิทยา เข็มสว่าง นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลวังจันทร์ จังหวัดระยอง ผู้วิจัยและผู้นำเสนอผลงาน ความสำคัญของปัญหา ตามที่กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดในการระบบพัฒนาระบบการแพทย์ สำหรับผู้สูงอายุ ไทยในปี พ.ศ. 2563 มีประชากรผู้สูงอายุสูงถึงร้อยละ 18.24% ของประชากรทั้งประเทศ และมีแนวโน้มจะ เพิ่มสูงถึง 32.2% ในปี พ.ศ. 2575 ของประชากรทั้งประเทศ ปัจจุบันอำเภอวังจันทร์มีผู้สูงอายุทั้งสิ้น จำนวน 3,855 คน แบ่งเป็นกลุ่มติดสังคม 3,708 คน กลุ่มติดบ้าน 121 คน และกลุ่มติดเตียง 26 คน ทั้งนี้ การ เตรียมการเพื่อรองรับสถานการณ์สังคมสูงอายุจึงเป็นประเด็นที่สำคัญ เนื่องจากผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงด้าน สุขภาพ ซึ่งกระทบต่องบประมาณด้านการรักษาพยาบาล และการดูแลผู้ปวยสูงอายุมีความสลับซับซ้อนมาก ขึ้น จึงจำเป็นที่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจะต้องทราบและเข้าใจการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุแบบ องค์รวม และต้องอาศัยการดูแลแบบทีมสหวิชาชีพ ที่เป็นการร่วมมือประสานเสริมกันในหลายสาขา เพื่อดูแล ผู้ป่วยสูงอายุพร้อมๆกัน เป็นหัวใจสำคัญของระบบบริการสุขภาพ เพื่อให้เกิดการบริการที่รวดเร็ว ทันการณ์ มีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผลในการดูแล ตลอดจนประสานความเข้าใจกับผู้ดูแล ญาติ และครอบครัว วัตถุประสงค์ 1.เพื่อคัดกรองเชิงรุกและส่งเสริมสุขภาพ ดูแลผู้สูงอายุอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง 2.เพื่อเตรียมความพร้อมการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แบบของอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง วิธีการดำเนินงาน 1.แต่งตั้งและประชุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่งตั้งคณะกรรมการคลินิกผู้สูงอายุคุณภาพอำเภอวังจันทร์ คณะกรรมการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุ ประกอบด้วย แพทย์ ทันตแพทย์ แพทย์แผนไทย พยาบาล เภสัชกร นัก โภชนาการ นักกายภาพบำบัด คณะอนุกรรมการการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ คณะกรรมการประสานงาน สาธารณสุขระดับอำเภอ 2.ออกแบบการตรวจรักษาเชิงรุก ผู้สูงอายุ เพื่อความครบถ้วนในการวางแผนการสร้างรูปแบบและการ ดำเนินงาน 3.รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการคัดกรอง ผู้สูงอายุ มาประมวลผล เพื่อพัฒนาบริการคลินิก ผลการดำเนินงาน(เชิงปริมาณ) คัดกรองสุขภาพ 9 ด้าน อำเภอวังจันทร์จังหวัดระยอง ผลการดำเนินงาน คัดกรองสุขภาพ 9 ด้าน เป้าหมาย ผลงาน 1.ด้านการเคลื่อนไหว 120 คน (30%) 140 คน (100%) 2.ด้านความคิดและความจำ 3 คน (30%) 8 คน (100%) 264
3. ด้านขาดสารอาหาร - 1 คน 4. ด้านการมองเห็น - 55 คน 5. ด้านการได้ยิน - 4 คน 6. ด้านภาวะซึมเศร้า - 2 คน 7. ด้านการกลั้นปัสสาวะ - 20 คน 8. ด้านการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน - 4 คน 9. ด้านช่องปาก - 52 คน ผลการดำเนินงาน (เชิงคุณภาพ) ได้เข้าใจถึงข้อจำกัดต่างๆ ทำให้ทีมงานมีการเรียนรู้ รวบรวมข้อมูล ปรับรูปแบบการทำงานภายใน คลินิกผู้สูงอายุให้เป็นเชิงรุก ทำให้ผู้สูงอายุไม่ลำบากในการเดินทาง อภิปรายผลการศึกษา จากผลการดำเนินงาน พบว่า รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามบริบทของแต่ละ พื้นที่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของอำเภอวังจันทร์ ให้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ สรุปและข้อเสนอแนะ 1.ให้บริการคัดกรองเชิงรุกผู้สูงอายุ 2.จัดอบรมให้ความรู้ทีมดูแลรักษา 3.ชมรมผู้สูงอายุเข้มแข็ง และให้ความรู้ซึ่งกันและกัน การนำผลงานไปใช้ประโยชน์ ปรับเปลี่ยนการดูแลคนไข้ ให้เป็นไปตามแต่ละบริบทของแต่ละชุมชน ฟื้นฟูตามความถดถอยของ ผู้สูงอายุ เอกสารอ้างอิง กรมการแพทย์.(2562).ความท้าทายด้านสุขภาพ.แผนยุทธศาสตร์กรมการแพทย์ พ.ศ. 2562(ระยะที่ 1 ปฏิรูประบบ พ.ศ.2560-2564).กรมการแพทย์ 265
1. ชื่อเรื่อง best Practice การดูแลผู้ป่วยประคับประคอง 2. ผู้จัดทำ นางสมลักษณ์ ทองสุข พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลบ้านฉาง 3. ชื่อผู้นำเสนอผลงาน นางสมลักษณ์ ทองสุข บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคองครบทุกขั้นตอน (ACP) พัฒนาระบบการคัดกรองผู้ป่วยให้มีความไว ตรงและผู้ป่วยประคับประคองสามารถเข้าถึงบริการ รวมทั้งพัฒนา แนวทางการให้ยาบรรเทาปวดมอร์ฟีน ใช้วิธีการทบทวนระบบการดูแลผู้ป่วยประคับประคองในโรงพยาบาล บ้านฉาง มีส่วนใดที่ยังเป็นปัญหา เพื่อจะนำมาวางระบบการปฏิบัติงานของทีมให้มีประสิทธิภาพ จากนั้นทบทวน วรรณกรรม best practice และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง มาบูรณาการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับ โรงพยาบาล และจัดทำแผนปฏิบัติการณ์ เพื่อกำหนด ระยะเวลาในการดำเนินการแต่ละขั้นตอน ให้แล้วเสร็จตาม ระยะเวลา ประสานทีมสหสาขาในการประชุม รายงานผลการดำเนินงาน ทบทวนและวางระบบการดูแลร่วมกัน เดือนละ 1-2 ครั้ง พร้อมทั้งปรับปรุงคู่มือการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย แนวปฏิบัติการวินิจฉัยผู้ป่วยประคับประคอง จัดทำแนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยามอร์ฟีน จากนั้นนำแนวปฏิบัติไปใช้โดยเก็บรวบรวมข้อมูล ผลลัพธ์การ ดูแล วิเคราะห์และอภิปรายผล สรุปผล ผลการดำเนินงาน พบว่าผู้ป่วยได้รับการดูแล แบบปัจเจกบุคคล ความต้องการของผู้ป่วยได้รับการ ตอบสนอง โดยพบว่าปี พ.ศ. 2566 ผู้ป่วยที่ วินิจฉัยผู้ป่วยประคับประคอง ได้รับการดูแลครบถ้วนร้อยละ 100 ผู้ป่วยที่ส่งเยี่ยมบ้านได้รับการเยี่ยม ทุกคน กรณีผู้ป่วยเสียชีวิตได้รับการดูแล Bereavement care ทุกคน สาเหตุ ที่ดำเนินการได้ดีขึ้นเนี่องจาก มีการปรับปรุงแนวทางการดูแล มอบหมายพยาบาล รับผิดชอบขึ้นปฏิบัติงานเวร เช้าติดตามสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ผู้บริหาร กำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดการดำเนินงานที่ชัดเจน และให้การสนับสนุน ส่วนการได้ยามอร์ฟีน ที่ลดลงเนื่องจาก การคัดกรองผู้ป่วย ที่PPS 50 จำนวนมากขึ้น ซึ่งผู้ป่วยที่ได้รับยามอร์ฟีน จะเป็นผู้ป่วยที่ ปวดและเป็นผู้ป่วยระยะท้ายที่ส่วนใหญ่ PPS <=30 ข้อเสนอแนะ การดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ต้องดูแลในทุกมิติ เป็นปัจเจก มีการจัดระบบ แนวปฏิบัติที่ชัดเจน มีการสื่อสารในทีมสหสาขา มีการทบทวนและ ปรับปรุง ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยและญาติ จึงจะเป็นผลให้ผู้ป่วยและญาติมีคุณภาพชีวิตที่ดี 266
1. ชื่อเรื่อง best Practice การดูแลผู้ป่วยประคับประคอง 2. ผู้จัดทำ นางสมลักษณ์ ทองสุข พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลบ้านฉาง 3. ชื่อผู้นำเสนอผลงาน นางสมลักษณ์ ทองสุข 4. ความสำคัญของปัญหา พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2550 หมวด 1 สิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพ มาตรา 12 วรรค 1 บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์ จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระ สุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติความทรมานจากความเจ็บปวดได้ (Living Wills) ประเทศไทยเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุ มีผู้ป่วยที่เข้าสู่การดูแลประคับประคองมากขึ้น ขณะวิทยาการทางการแพทย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยสามารถยึดชีวิตไปได้นานขึ้น โดยอาจมีความทุกข์ทรมานในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ทราบข้อมูลที่เหมาะสม อาจทำให้ผู้ป่วยบางรายได้รับความทุกข์ทรมานจนกระทั่งเสียชีวิต วิถีใหม่การดูแลแบบประคับประคองใน ระบบสุขภาพของประเทศ เน้นการดูแลประคับประคองระยะท้ายแบบองค์รวมทุกมิติ คือ ด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตระยะท้ายที่ดี และจากไปอย่างสงบตามความประสงค์ที่ ผู้ป่วยแสดงเจตนาไว้ โรงพยาบาลบ้านฉาง เริ่มมีระบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2552 มีการพัฒนาระบบ อย่างต่อเนื่อง นำปัญหาผู้ป่วยมาทบทวน และวางระบบแก้ไขปัญหาต่างๆ แต่ยังพบว่าผู้ป่วยบางรายยังไม่ได้รับ การเข้าระบบ ดูแลแบบประคับประคอง บางรายเข้าระบบการดูแลแต่ไม่ได้รับการดูแลที่ครบถ้วน ผลลัพธ์การ ดูแลผู้ป่วย ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ดังนี้ จำนวนผู้ป่วยประคับประคอง ย้อนหลัง ปี 2563 2564 และ2565 มี จำนวน 66 125 และ 37 คน ตามลำดับ อัตราผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้รับการดูแลครบทุกขั้นตอน (ACP) ร้อยละ 75.75 89.12 และ 100 จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา/ บรรเทาอาการปวดด้วยยามอร์ฟีน ร้อยละ 100 100 และ 68.29 จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการเยี่ยมบ้าน ร้อยละ 75.75 97.60 และ100 จะเห็นได้ว่า ผลการดำเนินงาน ดีขึ้น แต่ยังพบปัญหาว่า ผลการดูแลดังกล่าว ไม่ปรากฏในข้อมูล HDC และไม่สามารถเรียกเก็บ ค่าใช้จ่าย ที่ พยาบาลลงเยี่ยมบ้านครบตามจำนวน ข้อมูลที่ทีมเก็บโดยบันทึกจำนวนผู้ป่วยที่ดูแลจริง กับข้อมูลผู้ป่วยใน ระบบ HDC ที ่ไม ่ตรงกัน ในระบบ HDC ปี 2565 พบว ่าผู้ป ่วยประคับประคองที ่ไม ่ได้รับการดูแลครบทุก ขั้นตอน ร้อยละ 30 ผู้ป่วยที่ได้รับการบรรเทาอาการปวดด้วยยามอร์ฟีน ร้อยละ 68.29 ดังนั้น ปี 2566 ทีมจึง ทบทวนระบบการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง อย่างรอบด้านและพัฒนาแนวทางการดูแล แนวทางการคัดกรอง ผู้ป่วย แนวทางการให้ยาบรรเทาปวดมอร์ฟีน และสื่อสารสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้สามารถดูแลผู้ป่วยให้ได้รับ การดูแลครบทุกขั้นตอน (ACP) อันจะเป็นผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตระยะท้ายที่ดี และจากไปอย่างสงบตาม ความประสงค์ที่ผู้ป่วยแสดงเจตนาไว้ 5. วัตถุประสงค์ 5.1 เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคองครบทุกขั้นตอน (ACP) 5.2 เพื่อพัฒนาระบบการคัดกรองผู้ป่วยให้มีความไว ตรงและผู้ป่วยประคับประคองสามารถเข้าถึง บริการ 5.3 เพื่อพัฒนาแนวทางการให้ยาบรรเทาปวดมอร์ฟีน 267
6. วิธีการดำเนินงาน 6.1 ทบทวนระบบการดูแลผู้ป่วยประคับประคองในโรงพยาบาลบ้านฉาง มีส่วนใดที่ยังเป็นปัญหา เพื่อจะนำมาวางระบบการปฏิบัติงานของทีมให้มีประสิทธิภาพ 6.2 ทบทวนวรรณกรรม best practice และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง มาบูรณาการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ เหมาะสมกับโรงพยาบาล 3. จัดทำแผนปฏิบัติการณ์ เพื ่อกำหนด ระยะเวลาในการดำเนินการแต ่ละขั้นตอน ให้แล้วเสร็จตาม ระยะเวลา 4. ประสานทีมสหสาขาในการประชุม รายงานผลการดำเนินงาน ทบทวนและวางระบบการดูแลร่วมกัน เดือนละ 1-2 ครั้ง 5. ปรับปรุงคู ่มือการดูแลผู้ป ่วยระยะท้าย แนวปฏิบัติการวินิจฉัยผู้ป ่วยประคับประคอง จัดทำแนว ปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยามอร์ฟีน 6. นำแนวปฏิบัติไปใช้ 7. เก็บรวบรวมข้อมูล ผลลัพธ์การดูแล 8. วิเคราะห์และอภิปรายผล สรุปผล 9. วางแผนพัฒนา ปี 2567 10. นำเสนอผลงานต่อผู้บริหารและเผยแพร่ผลงาน 7. ผลการดำเนินงาน ผลลัพธ์เชิงปริมาณ ผลลัพธ์เชิงคุณภาพ พบว่าผู้ป่วยได้รับการดูแล แบบปัจเจกบุคคล ความต้องการของผู้ป่วยได้รับการ ตอบสนอง ดังตัวอย่าง กรณีที่ 1 ผู้ป่วยหญิงอายุ 62 ปี ป่วยเป็น มะเร็งสมองระยะท้ายนอนรักษาในโรงพยาบาล ด้วยอาการ ชัก สมองบวม ทำ living will แล้ว มีความต้องการไปนั่งชมทะเล พยาบาลให้ข้อมูลและแนะนำ กรณีมีอาการ 81 75.75 89.12 100 100 91.66 100 100 68.29 39.24 84.72 75.75 97.6 81.08 100 87 88.64 89.12 93.2 93 0 0 0 0 100 0 20 40 60 80 100 120 2562 2563 2564 2565 2566 ผลการด าเนินงานpalliative care 2562-2566 ร้อยละการได้รับ ACP ร้อยละการได้รับมอร์ฟีน ร้อยละการได้รับเยี่ยมบ้าน ร้อยละความพึงพอใจ ร้อยละbereavement care 268
เปลี่ยนแปลง เช่น ชัก หยุดหายใจ ญาติรับทราบเข้าใจ พยาบาลจึงรายงานแพทย์ และให้ญาติเซ็นทราบ อาการ ที่อาจเกิดขึ้น เมื่อไปที่ชายทะเล ผู้ป่วยไปทะเล 2 ชั่วโมง และกลับมา ด้วยอาการปกติ วันต่อมา ผู้ป่วยเสียชีวิต อย่างสงบ ไม่มีอาการกระสับกระส่าย กรณีที่ 2 ผู้ป่วยหญิง อายุ 57 ปี กลับมาจากประเทศอเมริกา 1 ปี และตรวจพบว่าเป็นมะเร็งตับระยะ ท้าย1 ปี มารักษาโรงพยาบาลบ้านฉาง ผู้ป ่วยรับทราบอาการโรคและยอมรับได้ แต ่ลูก หลานไม ่ยอมรับ ต้องการสู้เต็มที่ ติดต่อไป โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เตียงเต็มไม่สามารถรับได้ ญาติรอเตียง ระหว่างรอเตียง แพทย์ พยาบาลได้ให้ข้อมูล ทำ family meeting ถึง 3 ครั้ง ประกอบกับผู้ป่วยมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยและญาติจึงจะยอมรับและทำ Living will ทำD/C Plan เพื่อกลับไปเสียชีวิตที่บ้าน แต่ผู้ป่วยมีอาการ เหนื่อยมาก ญาติกังวลว่าผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานจึงขอให้ยามอร์ฟีน เพื่อลดอาการเหนื่อยหอบ ต่อมาเสียชีวิต อย่างสงบในห้องพิเศษของโรงพยาบาลบ้านฉาง ญาติผู้ป่วยรายนี้ได้นำเครื่องผลิตออกซิเจนที่ยังไม่ได้ใช้มอบ ให้กับโรงพยาบาล เพื่อต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยอื่น ๆ ต่อไป 8. อภิปรายผลการดำเนินงาน ผลการดำเนินงาน พบว่าปี พ.ศ. 2566 ผู้ป่วยที่ วินิจฉัยผู้ป่วยประคับประคอง ได้รับการดูแลครบถ้วน ร้อยละ 100 ผู้ป่วยที่ส่งเยี่ยมบ้านได้รับการเยี่ยม ทุกคน กรณีผู้ป่วยเสียชีวิตได้รับการดูแล Bereavement care ทุกคน สาเหตุที ่ดำเนินการได้ดีขึ้นเนี่องจาก มีการปรับปรุงแนวทางการดูแล มอบหมายพยาบาล รับผิดชอบขึ้นปฏิบัติงานเวรเช้าติดตามสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ผู้บริหาร กำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดการดำเนินงาน ที่ชัดเจน และให้การสนับสนุน ส่วนการได้ยามอร์ฟีน ที่ลดลงเนื่องจาก การคัดกรองผู้ป่วย ที่PPS 50 จำนวน มากขึ้น ซึ่งผู้ป่วยที่ได้รับยามอร์ฟีนจะเป็นผู้ป่วยที่ ปวดและเป็นผู้ป่วยระยะท้ายที่ส่วนใหญ่ PPS <=30 9. สรุปและข้อเสนอแนะ การดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ต้องดูแลในทุกมิติ เป็นปัจเจก มีการจัดระบบ แนวปฏิบัติที่ชัดเจน มี การสื่อสารในทีมสหสาขา มีการทบทวนและปรับปรุง ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยและญาติ จึงจะ เป็นผลให้ผู้ป่วยและญาติมีคุณภาพชีวิตที่ดี 10. การนำผลงานไปใช้ประโยชน์ โรงพยาบาลบ้านฉางได้นำเสนอวิธีการดำเนินงานและแนวทางในการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ใน การประชุมสัญจร service plan วันที่ 21 กรกฎาคม 2566 มีการนำ syringe driver มาใช้ในการให้ยามอร์ฟีน แก่ผู้ป่วยสำหรับกลับบ้าน เป็น โรงพยาบาลที่ 2 รองจาก โรงพยาบาลระยองที่สามารถเป็นตัวอย่างได้ และ ได้รับคัดเลือกให้นำประสบการณ์การดูแลผู้ป ่วยระยะท้าย สอนในการประชุม พัฒนาศักยภาพพยาบาล (PCWN) ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2566 แก่พยาบาล (PCWN) ของจังหวัดระยอง เพื่อให้มีความรู้และเทคนิคใน การดูแลผู้ป่วย ตามประสบการณ์จริง และแนวทางที่โรงพยาบาลพัฒนาขึ้นจนเกิดประสิทธิผลที่ดีกับผู้ป่วย อัน จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าประชุมสามารถนำไปปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยต่อไป 269
ตำบลต้นแบบมหัศจรรย์ 1,000 วัน Plus สู่ 2,500 วัน นางสาวสุนิสาย วัฒนะบุตร, นางสาวกรรณิการ์ พินิจ, แพทย์หญิงเนาวรัตน์ ศรีสวัสดิ์ โรงพยาบาลระยอง บทคัดย่อ จังหวัดระยองดำเนินการขับเคลื่อนการดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต ตามนโยบายของ กรมอนามัย ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563-2564 โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพบริการในคลินิกฝากครรภ์ (ANC) คลินิกเด็กสุขภาพดี (WCC) ให้ความสำคัญกับชุมชน ท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย ใช้กลไกระดับพื้นที่และ ดำเนินการครบถ้วนทุกกิจกรรมสำคัญ กิน กอด เล่น เล่า นอน เฝ้าดูฟัน ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย และใน ปีงบประมาณ 2565 ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านภาคีเครือข่าย ยกระดับการดูแลส่งเสริมสุขภาพสตรีและ เด็กในช่วง 1,000 วันแรก ของชีวิตต่อเนื่องไปจนถึงเด็กอายุ 5 ปี ผ่านกลไกตำบลมหัศจรรย์ 1,000 วัน Plus สู่ 2,500 วัน สภาพบริบทของพื้นที่ตำบลท่าประดู่ เป็นชุมชนเขตเมือง หญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอด และเด็ก ปฐมวัย 0-5 ปี บางกลุ่มจะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแต่ตัวไม่อยู่จริง บางกลุ่มเข้ารับบริการที่คลินิกเอกชนทำให้ การดำเนินงานในกลุ่มเป้าหมายค่อนข้างยากและไม่บรรลุตามตัวชี้วัด โรงพยาบาลระยองตระหนักถึง ความสำคัญของกลุ่มเป้าหมาย จึงได้ดำเนินงานตำบลมหัศจรรย์ 1,000 วัน Plus สู่ 2,500 วัน เพื่อให้ กลุ่มเป้าหมายได้รับบริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน วัตถุประสงค์เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอด และเด็กปฐมวัยแรกเกิด-5 ปี ได้รับการบริการที่มีคุณภาพ ตามมาตรฐานตั้งครรภ์มีคุณภาพ ลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัย เด็กปฐมวัยมีศักยภาพ วิธีการดำเนินงาน วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสตรีและเด็ก 0–5 ปีวางแผนการ ดำเนินการ และเขียนโครงการขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ประชุมวางแผนร่วมกับภาคีเครือข่าย แต่งตั้ง คณะกรรมการอนามัยแม่และเด็ก MCH Board ระดับ Cup เมืองระยอง จัดทำแนวทางการดำเนินงาน สนับสนุนเครื่อง Drop tone สมุดสีชมพู เครื่องปั่น Hct ให้สถานบริการเครือข่าย ดำเนินการตามแนวทาง แผนงาน/โครงการ อย่างครอบคลุม พัฒนาศักยภาพบุคลากร/แกนนำ/อสม. เชี่ยวชาญด้านแม่และเด็ก ติดตาม ผลการดำเนินการและคืนข้อมูลผลการดำเนินงานให้กับภาคีเครือข่าย สรุปผลการดำเนินงานถอดบทเรียน ผลการดำเนินงาน ผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 องค์ประกอบ ได้รับการรับรองการประเมินตำบลมหัศจรรย์ 1,000 วัน สู่ 2,500 วัน พื้นที่ตำบลท่าประดู่ จากศูนย์อนามัยที่ 6 ชลบุรี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2566 อภิปรายผล : ผลการดำเนินงานคลินิกเด็กสุขภาพดี (WCC) ชุมชน ท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายร่วมมือในการ ขับเคลื่อนกลไกระดับพื้นที่และดำเนินการครบถ้วนทุกกิจกรรมสำคัญ กิน กอด เล่น เล่า นอน เฝ้าดูฟัน มีระบบ การดูแลส่งเสริมสุขภาพสตรีและเด็กในช่วง 1,000 วันแรก ของชีวิตต่อเนื่องไปจนถึงเด็กอายุ 5 ปี สรุปและข้อเสนอแนะ : องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมีนโยบายในการดูแลสุขภาพมารดาและเด็ก ประกาศใน เวทีคณะกรรมการโครงการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกเพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนดเทศบาลนครระยอง เพื่อให้ ประชาชนรับทราบข้อมูล การให้บริการฝากครรภ์ในหน่วยบริการเครือข่ายโรงพยาบาลระยอง จัดทำแนวทาง การฝากครรภ์คุณภาพสำหรับหน่วยบริการเครือข่ายโรงพยาบาลระยอง และแบบฟอร์มการส่งตรวจ แบบ ประเมินความเสี่ยงหญิงตั้งครรภ์ โดยการเจาะเลือดสามี/คู่สมรส ที่ต้องการมีบุตร เพื่อคัดกรองภาวะซีดและโรค ที่มีผลต่อเด็ก ก่อนตั้งครรภ์ สร้างแกนนำอาสาสมัครสาธารณสุขในทีม 3 หมอ ให้เชี่ยวชาญด้านแม่และเด็ก 270
ผลงานวิชาการนำเสนอด้วยการบรรยาย (Oral presentation) 1. ชื่อเรื่อง ตำบลต้นแบบมหัศจรรย์ 1,000 วัน Plus สู่ 2,500 วัน 2. ชื่อคณะผู้ทำงาน 1. นางสาวสุนิสาย วัฒนะบุตร นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ โรงพยาบาลระยอง 2. นางสาวกรรณิการ์ พินิจ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลระยอง 3. แพทย์หญิงเนาวรัตน์ ศรีสวัสดิ์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลระยอง 3.ชื่อผู้นำเสนองาน นางสาวสุนิสาย วัฒนะบุตร นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ สถานที่ติดต่อกลับ งานส่งเสริมสุขภาพและฟื้นฟู กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลระยอง โทรศัพท์ 095-5245952 E-mail : [email protected] 4.ความสำคัญของปัญหา จังหวัดระยองได้ดำเนินการขับเคลื่อนการดำเนินงานมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต ตามนโยบาย ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563-2564 โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพ บริการในคลินิกฝากครรภ์ (ANC) คลินิกเด็กสุขภาพดี (WCC) ให้ความสำคัญกับชุมชน ท้องถิ่น และภาคี เครือข่ายในการขับเคลื่อนงาน ใช้กลไกระดับพื้นที่และดำเนินการครบถ้วนทุกกิจกรรมสำคัญ กิน กอด เล่น เล่า นอน เฝ้าดูฟัน ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกคนและในปีงบประมาณ 2565 ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านภาคี เครือข่าย ยกระดับการดูแลส่งเสริมสุขภาพสตรีและเด็กในช่วง 1,000 วันแรก ของชีวิตต่อเนื่องไปจนถึงเด็กอายุ 5 ปี ผ่านกลไกตำบลมหัศจรรย์ 1,000 วัน Plus สู่ 2,500 วัน ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดจากความร่วมมือภาคีเครือข่าย ที่เกี่ยวข้อง สภาพบริบทของพื้นที่ตำบลท่าประดู่ เป็นชุมชนเขตเมือง หญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอด และเด็ก ปฐมวัย 0-5 ปี บางกลุ่มจะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแต่ตัวไม่อยู่จริง บางกลุ่มก็จะเข้ารับบริการที่คลินิกเอกชนทำ ให้การดำเนินงานในกลุ่มเป้าหมายค่อนข้างยากและไม่บรรลุตามเป้าหมายของตัวชี้วัดของกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลระยอง จึงตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และเด็กอายุ 0-5 ปี จึงได้ดำเนินงานตำบลมหัศจรรย์ 1,000 วัน Plus สู่ 2,500 วัน โดยใช้กลไกการร่วมมือของภาคีเครือข่าย ในพื้นที่ตำบลท่าประดู่ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับบริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน สุขภาพดี และมีคุณภาพ ชีวิตที่ดีต่อไป 5.วัตถุประสงค์ เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอด และเด็กปฐมวัยแรกเกิด-5 ปี ได้รับการบริการที่มีคุณภาพ ตามมาตรฐานตั้งครรภ์มีคุณภาพ ลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัย เด็กปฐมวัยมีศักยภาพ 6.วิธีการดำเนินงาน 1.วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา ข้อมูลสุขภาพและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสตรีและเด็ก 0–5 ปี ตามบริบทของพื้นที่ โดยใช้ฐานข้อมูล HDC รายงานการเยี่ยมบ้าน และผลการศึกษาวิจัยสถานการณ์ความชุก ของภาวะโลหิตจางของเด็กที่มารับบริการที่คลินิกสุขภาพเด็กดี เครือข่ายบริการสุขภาพ โรงพยาบาลระยอง 2. วางแผนการดำเนินการ และเขียนโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ 3. ประชุมวางแผนร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 4. แต่งตั้งคณะกรรมการอนามัยแม่และเด็ก MCH Board ระดับ Cup เมืองระยอง 271
5. จัดทำแนวทางการฝากครรภ์คุณภาพ/แผนการจัดการความเสี่ยงหญิงตั้งครรภ์ใน Cup เมืองระยอง 6. จัดทำแนวทางการเฝ้าระวังภาวะซีดใน 6 เดือน – 1 ปี และแนวทางการจ่ายยาน้ำเสริมธาตุเหล็กใน เด็ก 6 เดือน – 5 ปี Cup เมืองระยอง แนวทางการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย 7. สนับสนุนเครื่อง Drop tone สมุดสีชมพู เครื่องปั่น Hct ให้สถานบริการเครือข่าย รพ.ระยอง 8. ดำเนินการตามแนวทาง แผนงาน/โครงการส่งเสริมสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอด และเด็ก ปฐมวัย 0-5 อย่างครอบคลุม 9. พัฒนาศักยภาพบุคลากร/แกนนำ/อสม. เชี่ยวชาญด้านแม่และเด็ก 10. ติดตามผลการดำเนินการและคืนข้อมูลผลการดำเนินงานให้กับภาคีเครือข่าย 11. สรุปผลการดำเนินงาน/ถอดบทเรียน ต่อคณะกรรมการ คณะทำงาน เครือข่ายระดับตำบล 7. ผลการดำเนินงาน ผลการดำเนินงานได้ผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 องค์ประกอบ ได้แก่ กลไกการขับเคลื่อนแบบบูรณาการ การ พัฒนาคุณภาพงานบริการสาธารณสุขและงานบริการสังคม การพัฒนาสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และการมีส่วน ร่วมของชุมชนและครอบครัว และได้รับการรับรองการประเมินตำบลมหัศจรรย์ 1,000 วัน สู่ 2,500 วัน พื้นที่ ตำบลท่าประดู่ จากศูนย์อนามัยที่ 6 ชลบุรี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2566 8. อภิปรายผล : ผลการดำเนินงานคลินิกเด็กสุขภาพดี (WCC) ชุมชน ท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายร่วมมือในการ ขับเคลื่อนกลไกระดับพื้นที่และดำเนินการครบถ้วนทุกกิจกรรมสำคัญ กิน กอด เล่น เล่า นอน เฝ้าดูฟัน มีระบบ การดูแลส่งเสริมสุขภาพสตรีและเด็กในช่วง 1,000 วันแรก ของชีวิตต่อเนื่องไปจนถึงเด็กอายุ 5 ปี ผ่านกลไก ตำบลมหัศจรรย์ 1,000 วัน Plus สู่ 2,500 วัน 9. สรุปและข้อเสนอแนะ : 1. องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมีนโยบายในการดูแลสุขภาพมารดาและเด็ก โดยประกาศในเวที คณะกรรมการโครงการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกเพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนดเทศบาลนครระยอง เพื่อให้ ประชาชนรับทราบข้อมูล 2. การให้บริการฝากครรภ์ในหน่วยบริการเครือข่ายโรงพยาบาลระยอง จัดทำแนวทางการฝากครรภ์ คุณภาพสำหรับหน่วยบริการเครือข่ายโรงพยาบาลระยอง และแบบฟอร์มการส่งตรวจ แบบประเมินความเสี่ยง หญิงตั้งครรภ์ โดยการเจาะเลือดสามี/คู่สมรส ที่ต้องการมีบุตร เพื่อคัดกรองภาวะซีดและโรคที่มีผลต่อเด็ก ก่อนตั้งครรภ์ 3. สร้างแกนนำอาสาสมัครสาธารณสุขในทีม 3 หมอ ให้เชี่ยวชาญด้านแม่และเด็ก 10. การนำผลงานไปใช้ประโยชน์/อ้างอิง : เป็นต้นแบบการดำเนินงานให้กับพื้นที่ตำบล และอำเภอในจังหวัดระยอง 272
ผลของการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง จัดทำโดย : วิไล วงศ์แกล้ว กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลสมุทรปราการ โทร: 0959517080 บทนำ องค์การอนามัยโลก (WHO,2002) กำหนดให้มีการส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่มีคุณภาพชีวิตในช่วงเวลา สุดท้ายอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการตายดี (Good death) รพ.สมุทรปราการ พบผู้ป่วยที่ทนทุกข์ทรมานจาก การใส่ท่อช่วยหายใจในระยะสุดท้ายเป็นจำนวนมากด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ผู้ป่วยไม่ต้องการ ทั้งที่แพทย์ วินิจฉัยว่าเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องเผชิญความปวดในช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างโดด เดี่ยว ผู้วิจัยจึงศึกษาผลของการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง ในบริบท ของรพ.สมุทรปราการ ให้มีความเชื่อมโยงจากระดับตติยภูมิสู่ระดับปฐมภูมิวัตถุประสงค์การวิจัย1)เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหาและวิเคราะห์สถานการณ์ 2)พัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลและ3)ศึกษาประสิทธิผลของการพัฒนาแนวปฏิบัติการ พยาบาลวิธีการวิจัยการศึกษาวิจัยและพัฒนา (R&D) เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ประยุกต์ตามแนวคิดทฤษฎีวิจัยและพัฒนา ของ ไอโอวาโมเดล (Titler et al., 2001) ดำเนินการวิจัย 3ระยะตามวัตถุประสงค์งานวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยระยะสุดท้าย หรือผู้ดูแลหลักรพ.สมุทรปราการ จำนวน 52 คน และพยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย จำนวน 30คน เลือกกลุ่ม ตัวอย่างแบบเจาะจงดำเนินงานวิจัยระหว่างเดือน ส.ค.2564–ส.ค.2565เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือคู่มือและการจัดอบรม แนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองประกอบด้วย แผนภูมิแนวปฏิบัติ,ตารางการนิเทศแนวปฏิบัติ,แนวทางการ จัดการความปวดและอาการรบกวนต่างๆ,การฝึกลมหายใจเบื้องต้น ด้วยการทำโยคะภาวนา, QR code การดูแลผู้ป่วยระยะ สุดท้ายสำหรับเจ้าหน้าที่ ผู้ป่วยและผู้ดูแลหลักกองทุน End of life ผลการวิจัย พบว่าผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคองมี คะแนนเฉลี่ยความทุกข์ทรมานจากอาการภายหลังเข้าร่วมการพัฒนาแนวปฏิบัติต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรม (X̅= 3.44, SD = 1.52) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความพึงพอใจการดูแลผู้ป่วยโดยรวม อยู่ในระดับมาก (×̅= 3.92, SD = 0.30) และ การดูแลด้านจิตวิญญาณและการฝึกโยคะภาวนาส่งผลการประเมินการเสียชีวิตอย่างสงบและสง่างามหรือการตายดี มีจำนวน 38 คน คิดเป็นร้อยละ 84.44 ระดับความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อผลของแนวปฏิบัติโดยรวมเพิ่มขึ้นจากก่อนการปฏิบัติ อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ(p< 0.05, t=-39.371) สรุปผล จากการพัฒนาแนวปฏิบัติเกิดผลลัพธ์ที่ดี เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากสหสาขาวิชาชีพ ทีมผู้บริหาร การพยาบาล PCWN ในแต่ละหน่วยงาน และพยาบาลรพ.สต.32แห่ง ดูแลตามแนวคิดการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายของ องค์การอนามัยโลก (2002)ที่เน้นผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง เน้นการดูแลแบบองค์รวมทุกมิติส่งผลให้ เกิดผลลัพธ์ในการดูแลที่ดีเข้าสู่ระยะสุดท้ายของชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการตายดี (Good death) 273
ชื่อเรื่องวิจัย ผลของการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง ชื่อ-สกุลผู้วิจัย นาง วิไล วงศ์แกล้ว หน่วยงาน...กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลสมุทรปราการ….. โทรศัพท์0959517080..Email…[email protected] ความสำคัญของปัญหา ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นและจากแนวโน้มโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุของโลก ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องรวมทั้งประเทศไทยซึ่งได้เข้าสู่สังคมสูงอายุ พบว่าประชากรสูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 18.1 ในปี 2563 และจะเป็นร้อยละ 31.40 และในปี 25831 จากรายงานขององค์การอนามัยโลก2 พบว่าผู้ป่วยระยะสุดท้าย 40 ล้านคนทั่วโลก มีเพียง 14% เท่านั้น ที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง เพื่อเป็นการพัฒนาวิถีการเข้าสู่ระยะสุดท้ายของชีวิตได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และเกิดการตายดี (Good death)กองการพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข (2564)3 ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงาน ขององค์กรพยาบาล ได้กำหนดตัวชี้วัด ร้อยละของสถานบริการสุขภาพภายในจังหวัดที่มีระดับความสำเร็จของระบบการดูแลแบบ ประคับประคอง ≥ ระดับ 3 การดูแลระยะท้ายแบบประคับประคองจึงมีความสำคัญและมีความจำเป็นต่อระบบบริการสุขภาพของ สังคม โดยมาตรฐานโรงพยาบาลระดับตติยภูมิกำหนดให้การดูแลแบบประคับประคองเป็นภารกิจหนึ่งของกลุ่มการพยาบาล พยาบาลเป็นหนึ่งในทีมสหสาขาวิชาชีพ ในการดูแลแบบประคับประคอง ผู้วิจัยและทีมงานจึงเริ่มพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคองดำเนินการใน โรงพยาบาลสมุทรปราการตั้งแต่ปีพ.ศ.2561โดยจัดทำโครงการอบรมบุคคลากรทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล ทั้งยังส่งอบรมระยะสั้นที่ผ่านการรับรองของสภาการ แต่งตั้งคณะกรรมการการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของ โรงพยาบาล จัดทีมพยาบาลงานประคับประคองประจำหน่วยงาน (PCWN) 27 หน่วยงาน ส่งผลให้ตัวชี้วัดมี แนวโน้มดีขึ้น แต่ยังไม่บรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัด Service plan สาขา Palliative care ในการให้บริการพยาบาล ผู้ป่วยในยังพบผู้ป่วยที่ต้องการดูแลระยะสุดท้ายแบบประคับประคองทนทุกข์ทรมานจากการใส่ท่อช่วยหายใจใน อัตราร้อยละ 30.45, 39.75 และ41.91 ในปีงบประมาณ 2562-2564 ตามลำดับ4 ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ ผู้ป่วยไม่ต้องการ จากการขาดการให้คำปรึกษาในการตัดสินใจในแนวทางการรักษาและการเตรียมตัวเข้าสู่วาระ สุดท้ายของชีวิตอย่างสงบ พบสถิติHDC service plan (2562-2564)5 การบรรเทาอาการปวดและจัดการอาการต่างๆด้วย Strong Opioid ในผู้ป่วยประคับประคองอย่างมีคุณภาพ ร้อยละ 25.82, 30.25 และ 32.76 ตามลำดับ ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ร้อยละ ≥ 40 ตลอดจนมีการวางแผนการดูแลล่วงหน้าน้อย ร้อยละ 25.8, 28.36 และ 50.1 ตามลำดับ ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ร้อยละ≥ 50ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ต้องเผชิญความปวดตั้งแต่ระดับทนรับไหวไปจนถึงระดับรุนแรงในช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างโดดเดี่ยว พยาบาลมี ความรู้และทักษะไม่เพียงพอ, ขาดการประเมินความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้ป่วยแนวปฏิบัติและขั้นตอนการดูแลไม่ ชัดเจน ขาดการเชื่อมโยงในการทำงานทั้งในการให้บริการพยาบาลผู้ป่วยใน และดูแลต่อเนื่องสู่ชุมชน จากความ เป็นมาชี้ให้เห็นความสำคัญของปัญหาการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองยังไม่บรรลุเป้าหมายขององค์กร จึงได้มีการ ดำเนินการวิจัย 3ระยะเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์1) ศึกษาสภาพปัญหาและวิเคราะห์สถานการณ์ 2) พัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล ผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง3) ศึกษาประสิทธิผลของการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยแบบประคับประคองให้ บรรลุเป้าหมาย ผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง มีความ เชื่อมโยงประสานการดำเนินงานจากระดับตติยภูมิสู่ระบบปฐมภูมิ วิธีดำเนินการวิจัยการศึกษาวิจัยและพัฒนา (R&D)วิเคราะห์ข้อมูลโดย การศึกษาเชิงคุณภาพ ใช้แนวคำถามในการสัมภาษณ์ กลุ่มผู้เกี่ยวข้อง โดยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)และการศึกษาเชิงปริมาณสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ข้อมูล ทั่วไป โดยการแจกแจงความถี่ และร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Pair T-test one group ซึ่งผ่านการตรวจสอบความ 274
ตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ3ท่าน และทดสอบความเที่ยงด้วยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้เท่ากับ .814 และ .945 ตามลำดับ กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองหรือผู้ดูแลหลักในหอผู้ป่วย จำนวน 52 คน และพยาบาลแบบ ประคับประคอง (PCWN) จำนวน 30คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ระยะที่ 1ศึกษาสภาพปัญหาและวิเคราะห์สถานการณ์ โดย การศึกษาเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์และสนทนากลุ่ม(R1) ระยะที่ 2การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยระยะท้าย แบบประคับประคอง(D 1)โดยประยุกต์แนวคิดทฤษฎีวิจัยและพัฒนาของไอโอวาโมเดล (Titler et al., 2001)6 ร่วมกับแนวคิดการ ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของ WHO (2002)2ปัญหาที่พบ คือ ผู้ป่วย และญาติได้รับข้อมูลไม่เพียงพอในการตัดสินใจเลือก การรักษาพยาบาล, ไม่มีระบบการวางแผนดูแลล่วงหน้า,ขาดแนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย, ผู้ให้บริการมีความรู้และ ทักษะไม่เพียงพอ, ขาดการประเมินความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้ป่วย ทำให้เกิด1) โครงการอบรมพัฒนาบุคลากรทั้ง ภายในและภายนอกร.พ. 2) ประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ จนเกิดการกำหนดบทบาทของทีมที่ ชัดเจน 3) ประชุมระดมสมองร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพการพยาบาล ทำให้เกิดแนวปฏิบัติและแนว ทางการนิเทศการพยาบาลผู้ป่วยแบบประคับประคอง หลังจากนั้นเกิดการจัดทำคู่มือ เพื่อใช้เป็นแนวทางเดียวกัน ทั้งเครือข่ายประกอบด้วย การดูแลด้านร่างกาย การจัดการอาการปวดและการรบกวนอื่นๆการดูแลด้านจิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ การวางแผนจำหน่าย การวางแผนการดูแลล่วงหน้า กิจกรรมการพยาบาลในการติดตาม เยี่ยมและประเมินผล การบันทึกใบLiving will เป็นลายลักษณ์อักษร สร้างช่องทางสื่อสังคมออนไลน์การติดตาม เยี่ยมลงข้อมูลส่งต่อในระบบ Continuing of Care (COC) ส่งต่อสู่ชุมชน และผ่านโปรแกรมไลน์กลุ่ม Palliative care ระดับตำบล มี OPD Palliative care และการปรึกษาแพทย์ และทีมสหสาขาวิชาชีพ ในระยะทดลองใช้ แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้น (R2) พบว่าพยาบาลวิชาชีพ ยังขาดทักษะในการดูแลผู้ป่วยในการจัดการความปวด และ ยังขาดความมั่นใจในการให้ความรู้ในการวางแผนล่วงหน้า (Advance care plan) เกิดแนวทางปฏิบัติเพิ่ม ได้แก่ 1)โครงการเดินเยี่ยมผู้ป่วย ให้กำลังใจผู้ป่วยและพยาบาลวิชาชีพประจำหน่วยงานเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2) QR code การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายสำหรับเจ้าหน้าที่ ผู้ป่วยและผู้ดูแลหลัก ด้านเครื่องมืออุปกรณ์ เครื่องผลิต ออกซิเจนไม่เพียงพอ ทีมร่วมกันก่อตั้งกองทุน End of Life เพื่อช่วยเหลืออุปกรณ์และของใช้ที่ผู้ป่วยขัดสนระยะ ปรับปรุงแนวปฏิบัติให้เหมาะสม ทดลองซ้ำ (D2) พบว่ายังขาดการดูแลทางด้านจิตวิญญาณทำให้ได้แนวปฏิบัติ เพิ่ม ได้แก่ 1) แนวทางปฏิบัติสำหรับหอผู้ป่วยในการนิมนต์พระมาเยี่ยมผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นประจำทุกสัปดาห์ ใน18หน่วยงาน 2)การฝึกลมหายใจเบื้องต้น ด้วยการทำโยคะภาวนาตอบสนองทั้งด้านร่างกายและจิตวิญญาณ เสนอโครงการ พัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองเข้าแผนยุทธศาสตร์ โรงพยาบาลสมุทรปราการ กำหนดตัวชี้วัดทางการพยาบาลและนำแนวปฏิบัติที่สมบูรณ์ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง (R3) ระยะที่ 3ศึกษาประสิทธิผลของการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง ผลการศึกษา พบว่าผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคองมีคะแนนเฉลี่ยความทุกข์ทรมานจากอาการภายหลังเข้าร่วมการพัฒนา แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยพยาบาลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรม (X̅= 3.44, SD = 1.52) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความพึงพอใจการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองของผู้ป่วยและผู้ดูแลหลัก โดยรวม อยู่ในระดับมาก (×̅= 3.92, SD = 0.30) และกลุ่มตัวอย่างประเมินการเสียชีวิตอย่างสงบและสง่างามหรือการตายดี คิดเป็น ร้อยละ 84.44 อยู่ในระดับมากและความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ ต่อแนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบ ประคับประคองโดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด (×̅= 4.76, SD = 0.23) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย 275
การอภิปรายผลการศึกษา จากการพัฒนาแนวปฏิบัติเกิดผลลัพธ์ที่ดี เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากสหสาขาวิชาชีพ ทีมผู้บริหาร การพยาบาล PCWN ในแต่ละหน่วยงาน และพยาบาลชุมชน มีคู่มือในการปฏิบัติงาน ให้คำแนะนำปรึกษาแก่ผู้ป่วยและผู้ดูแล ทางการเยี่ยมบ้านและมีช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ตลอด 24ชั่วโมง ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ในการดูแลที่ดี คือ ระดับความทุกข์ทรมาน จากอาการโดยรวม ในวันที่ 7ลดลงจากวันแรก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05จากการวิจัยจึงพบว่า กลุ่มตัวอย่างให้ ความสำคัญกับประเมินอาการปวดของผู้ป่วย ได้แก่ ลักษณะการปวด ระยะเวลา ตำแหน่งที่ปวด ความรุนแรงของการปวด ปัจจัยที่ ทำให้ปวดมากขึ้นหรือปวดน้อยลง บริหารการใช้ยาแก้ปวด ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ รวมถึงได้ให้การพยาบาลเพื่อ บรรเทาอาการเหนื่อยหอบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผลการประเมินการเสียชีวิตอย่างสงบและสง่างามหรือการตายดี มีจำนวน 38คน คิดเป็นร้อยละ 84.44 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การสรุปผลและข้อเสนอแนะ ผลลัพธ์ของแนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคอง สามารถสนับสนุนนโยบาย และยุทธศาสตร์ชาติและองค์กรพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคองตั้งแต่ในร.พ.สู่ชุมชน งานวิจัยนี้จะเป็น ต้นแบบให้กับการดูแลผู้ป่วยในกลุ่มโรคสำคัญอื่นๆตลอดจนโรงพยาบาลในภาครัฐสามารถประยุกต์ใช้ในบริบทข้อจำกัดด้าน ทรัพยากร สังคมและวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน และปัญหาการหายใจลำบาก ยังเป็นโอกาสพัฒนาจึงควรมีการวิจัยและ พัฒนาคุณภาพการจัดการอาการหายใจลำบาก ในผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองต่อไป การนำผลงานไปใช้ประโยชน์การนำเนื้อหาของคู่มือในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองสามารถนำไปพัฒนา งานPalliative careในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะความรู้เรื่องการทำ Living will สามารถประยุกต์ใช้ให้ความรู้แก่ประชาชน ทั่วไป ผู้สูงอายุและผู้ดูแลหลักได้ เอกสารอ้างอิง 1.มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย. (2563). รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2563.อมรินทร์พริน ติ้งแอนพับลิชชิ่ง. https://thaitgri.org/?p=39784 2.World Health Organization. (2002). Pain relief and Palliative Care. In: National Cancer Control Programs. Policies and managerial guidelines (2nd ed.). WHO Geneva 2: 83-91. 3. กองการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (2564). แนวทางการจัดเก็บตัวชี้วัดการพัฒนาคุณภาพ บริการพยาบาล ประจำปีงบประมาณ 2564.กรุงเทพฯ.: บริษัท สำนักพิมพ์ สื่อตะวัน. 4.โรงพยาบาลสมุทรปราการ. (2562-2564). ข้อมูลสถิติการดูแลแบบประคับประคอง.โรงพยาบาลสมุทรปราการ. 5.สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ Health data center (HDC service). (2562-2564). ข้อมูล ตอบสนอง Service plan สาขาIntermediate& Palliative care. สืบค้นจาก https://spk.hdc.moph.go.th/hdc/reports/page.php?cat_id=b08560518ca0ebcaf2016dab6 9fb38b5 6.Titler, M. G., Kleiber, F. C., Steelman, V. J., Rakel, B. A., Budreau, G., Everett,L.Q., et al. (2001). The Iowa model of evidence–based practice to promote quality care. Critical Care Nursing Clinics of North America, 13, 497–509. 276
1 ผลงานประเภท Best Practice (Poster presentation) ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบการเกิดความเคลื่อนในการจ่ายยา continue ชนิดยาเม็ด ระหว่างการจัดยาด้วยเครื่องจัดยาอัตโนมัติและการจัดยาด้วยคน ชื่อผู้ท าการศึกษา นายธนะศักดิ์ กาวีวน หน่วยงาน งานบริการจ่ายยาผู้ป่วยใน กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว ชื่อผู้น าเสนองาน นายธนะศักดิ์ กาวีวน บทคัดย่อ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา continue ชนิดยาเม็ดในประเด็น ผิดชนิด ผิดจ านวน และผิดขนาดโดยท าการรวบรวมปัญหาและเก็บข้อมูลจากการรายงานความคลาดเคลื่อนใน การจ่ายยา continue ชนิดยาเม็ดที่ตรวจพบจากเจ้าหน้าที่หอผู้ป่วยผ่านทางแอปพลิเคชั่น LINE และจากการ รับแจ้งทางโทรศัพท์ โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 - 31 มีนาคม 2565 และน าปัญหารายงานความ คลาดเคลื่อนในการจ่ายยาที่เก็บรวมรวมมาวิเคราะห์โดยเลือกเฉพาะความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยาประเภท ยา continue ที่เป็นชนิดยาเม็ดเฉพาะในประเด็นการจ่ายยาผิดชนิด ผิดจ านวน และผิดขนาดพร้อมทั้งแจกแจง ระดับความรุนแรง ต่อมาได้มีการน าเทคโนโลยีเครื่องจัดยาอัตโนมัติเข้ามาทดลองใช้จัดยา continue ชนิดยา เม็ด และเริ่มใช้งานจริงเมื่อระบบติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 – 31 มีนาคม 2566 ซึ่งการน าเทคโนโลยีเครื่องจัดยาอัตโนมัติมาใช้ช่วยป้องการเกิดความคลาดเคลื่อนในการจ่าย ยา continue ชนิดยาเม็ดโดยลด dispensing error ประเภทจ่ายยาผิดชนิด จ่ายยาผิดจ านวน และจ่ายยาผิด ความแรง/ขนาด โดยพบว่า จากการติดตามในระยะเวลา 6 เดือนก่อนน าเทคโนโลยีเครื่องจัดยาอัตโนมัติเข้ามา ใช้พบคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา continue ชนิดยาเม็ดในประเด็นผิดชนิด ผิดจ านวน และผิดขนาด รวม 29 ครั้ง หลังน าเทคโนโลยีเครื่องจัดยาอัตโนมัติเข้ามาใช้ไม่พบความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา continue ชนิดยา เม็ดในประเด็นผิดชนิด ผิดจ านวน และผิดขนาด นอกจากนี้การศึกษานี้ยังมีการเก็บข้อมูลระยะเวลาในขั้นตอน การจัดและตรวจสอบยา continue ทั้งหมดโดยพบว่าการจัดยาด้วยคนใช้เวลาประมาณ 6.5 ชั่วโมงและการจัด ยาด้วยเครื่องจัดยาอัตโนมัติมีการใช้เวลาเพียง 4.5 ชั่วโมงซึ่งรวดเร็วกว่าการจัดยาด้วยคน 277
ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบการเกิดความเคลื่อนในการจ่ายยา continue ชนิดยาเม็ด ระหว่างการจัดยาด้วยเครื่องจัดยาอัตโนมัติและการจัดยาด้วยคน ชื่อผู้ท าการศึกษา นายธนะศักดิ์ กาวีวน หน่วยงาน กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว ชื่อผู้น าเสนองาน นายธนะศักดิ์ กาวีวน 1. ที่มาและความส าคัญของปัญหา งานบริการจ่ายยาผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว รับผิดชอบดูแลผู้ป่วยในประมาณ 400 เตียง แบ่งเป็นหอผู้ป่วยประมาณ 24 หอผู้ป่วย โดยมีระบบการจ่ายยาแบ่งเป็น 2 ระบบ คือ ยา one day (ยาที่แพทย์สั่งใช้ใหม่) และ ยา continue (ยาที่ผู้ป่วยได้รับต่อเนื่องขณะนอนโรงพยาบาล) เดิมมีการจัดยา continue (ยาที่ผู้ป่วยได้รับต่อเนื่องขณะนอนโรงพยาบาล) ทุกชนิด ได้แก่ ยากิน ยาฉีด และยาอื่นๆ โดยเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่จัดยาต้องจัดยาทั้งยา one day และ ยา continue โดยมีภาระ งานค่อนข้างสูง ส่งผลให้มีการจัดและจ่ายยาผิดชนิด ผิดจ านวน ผิดขนาด ซึ่งจัดเป็น human error โดย ความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา (dispensing error) เป็นส่วนหนึ่งของความคลาดเคลื่อนทางยา (medication error) ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ป่วย ตั้งแต่การบาดเจ็บเล็กน้อยไปจนถึงการเสียชีวิตได้medication error มีหลายประเภท ได้แก่ prescribing error, transcribing error, pre-dispensing error dispensing error และ administration error ซึ่งในส่วนของ dispensing error ก็แบ่งออกเป็นหลายประเภท ได้แก่ จ่ายยาผิด คน, จ่ายยาผิดชนิด, จ่ายยาผิดความแรง/ขนาด, จ่ายยาผิดรูปแบบ, จ่ายยาผิดจ านวน/จ่ายเกิน/น้อยเกิน, ติดฉลากยาผิด/สลับยา/ฉลากคลาดเคลื่อน, จ่ายยาไม่ครบรายการ, จ่ายยาเกินรายการ, ไม่ได้ให้ค าแนะน าใน การใช้ยาที่เหมาะสม, ยาหมดอายุ/เสื่อมสภาพ และอื่นๆ โดยพบว่าในส่วนของการจ่ายยาผิดชนิด ผิดจ านวน ผิดขนาด ส่วนใหญ่เกิดจาก human error เนื่องจากเป็นการจัดและตรวจสอบความถูกต้องของยาโดยคน จากปัญหาที่พบข้างต้น งานบริการจ่ายยาผู้ป่วยในจึงหาแนวทางในการลดความคลาดเคลื่อนในการ จ่ายยา continue จึงได้น าเทคโนโลยีเครื่องจัดยาอัตโนมัติเข้ามาจัดยาเม็ด เพื่อช่วยลดการจัดยาผิดที่เกิดจาก human error นอกจากนี้เทคโนโลยีนี้ยังช่วยแจ้งเตือนการสั่งใช้ยาซ้ าซ้อน/ซ้ ารายการ สั่งยาที่มี Drug interaction และยาหมดอายุ/ยาเสื่อมสภาพ ได้อีกด้วย จากการวิเคราะห์ปัญหาการเกิดความคลาดเคลื่อนใน การจ่ายยา continue ชนิดยาเม็ด สามารถจ าแนกปัญหาเป็นด้านต่างๆ ดังนี้ 1.1 ระบบ : ระบบการจ่ายยาในแต่ละวันมีทั้งระบบยา one day และระบบยา continue โดยระบบ เดิมเป็นการจัดยาโดยคนทั้งหมดซึ่งพบว่าเกิด human error ในการจัดยา เพื่อให้ human error เกิดขึ้นน้อย ที่สุด จึงน าเทคโนโลยีเครื่องจัดยาอัตโนมัติซึ่งมีความถูกต้องแม่นย าสูงเข้ามาช่วยจัดยาเม็ดในระบบยา continue 1.2 เจ้าหน้าที่ : เจ้าหน้าที่จัดยามีข้อจ ากัดด้านภาระงานที่ต้องรับผิดชอบสูง ทั้งการจัดยา one day (ประมาณ 400 – 500 ใบสั่งยาต่อวัน) และยา continue ของผู้ป่วยทั้งโรงพยาบาล ส่งผลให้มีการจัดและจ่าย ยาผิดชนิด ผิดจ านวน ผิดขนาด 1.3 อุปกรณ์: ก่อนหน้านี้การจัดยา continue ชนิดยาเม็ดเป็นแบบ one day dose ซึ่งมีความยาก ต่อพยาบาลในการบริหารยาให้ผู้ป่วยและมีเสี่ยงสูงต่อการปนเปื้อนของยา ส่งผลต่อคุณภาพของยา การน า เทคโนโลยีเครื่องจัดยาอัตโนมัติเข้ามาใช้ ท าให้สามารถจัดยา continue ชนิดยาเม็ดเป็นแบบ unit dose ซึ่งสะดวกต่อพยาบาลในการบริหารยาให้ผู้ป่วยและลดความเสี่ยงในการปนเปื้อนของยาได้ดี 1.4 ผู้ป่วย : การจัดยา continue ชนิดยาเม็ดแบบ one day dose อาจท าให้เกิดการปนเปื้อนของยา สูง การน าเทคโนโลยีเครื่องจัดยาอัตโนมัติเข้ามาใช้ ท าให้สามารถจัดยา continue ชนิดยาเม็ดเป็นแบบ unit dose ซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการปนเปื้อนของยาได้ดี ท าให้ผู้ป่วยได้รับที่มีคุณภาพ สะอาดและ ปลอดภัย 278
2.วัตถุประสงค์ เพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา continue ชนิดยาเม็ดในประเด็นผิดชนิด ผิดจ านวน และผิดขนาด 3.ขั้นตอนการแก้ปัญหา 3.1 รวบรวมปัญหาและเก็บข้อมูลจากการรายงานความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา continue ชนิดยา เม็ดที่ตรวจพบจากเจ้าหน้าที่หอผู้ป่วยผ่านทาง LINE ระบบยา รพร.สระแก้ว และจากการรับแจ้งทางโทรศัพท์ โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 - 31 มีนาคม 2565 3.2 น าปัญหารายงานความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยาที่เก็บรวมรวมมาวิเคราะห์โดยเลือกเฉพาะความ คลาดเคลื่อนในการจ่ายยาประเภทยา continue ที่เป็นชนิดยาเม็ด พร้อมทั้งแจกแจงระดับความรุนแรง 3.3 น าเทคโนโลยีเครื่องจัดยาอัตโนมัติเข้ามาทดลองใช้จัดยา continue ชนิดยาเม็ด และเริ่มใช้งาน จริงเมื่อระบบติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 - 31 มีนาคม 2566 3.4 ติดตามผลรายงานความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยาหลังจากการจ่ายยา continue ชนิดยาเม็ด 3.5 สรุปผลความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา continue ชนิดยาเม็ดเปรียบเทียบระหว่างระบบเดิมกับ ระบบใหม่ 4. ตัวชี้วัด/เครื่องชี้วัด ความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา continue ชนิดยาเม็ดในประเด็นผิดชนิด ผิดจ านวน และผิดขนาดลดลง 5. กลุ่มเป้าหมาย : ยา continue (ยาที่ผู้ป่วยได้รับต่อเนื่องขณะนอนโรงพยาบาล) ชนิดยาเม็ด 6. ระยะเวลาด าเนินการ ตั้งแต่วันที่ 1 เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึงวันที่ 15 เดือน เมษายน พ.ศ. 2566 1. รวบรวมปัญหา วันที่ 1 ตุลาคม 2564 - 31 มีนาคม 2565 2. วิเคราะห์ปัญหาพร้อมทั้งสรุปปัญหา วันที่ 1 – 30 เมษายน 2565 3. จัดท าเครื่องมือและทดลองใช้เครื่องมือ วันที่ 1 พฤษภาคม 2565 – 30 กันยายน 2565 4. เริ่มเก็บข้อมูลและติดตามผล วันที่ 1 ตุลาคม 2565 - 31 มีนาคม 2566 5. สรุปผล วันที่ 1– 15 เมษายน 2566 7. ผลการด าเนินการ ระบบเดิมเป็นการจัดและตรวจสอบความถูกต้องของยาโดยคน ท าให้มี human error ได้ ส่วนระบบ ใหม่ มีการเติมยาใส่เครื่องจัดยาอัตโนมัติแบบจ าเพาะต่อรายการยา และมีการตรวจสอบความถูกต้องของยา อีกครั้งโดยเครื่องตรวจสอบยาและเภสัชกร ยาที่ออกมาจึงมีความถูกต้องทั้งถูกชนิดและถูกจ านวน ระบบเดิม ระบบใหม่ 1. เจ้าหน้าที่ท าการสร้างใบสั่งยา continue (Add chart) โดยใช้โปรแกรม HOSxP 1. เจ้าหน้าที่ท าการสร้างใบสั่งยา continue (Add chart) โดยใช้โปรแกรม HOSxP 2. พิมพ์ฉลากยากินและยาฉีดออกจากโปรแกรม HOSxP 2. เจ้าหน้าที่สั่งการโปรแกรมของเครื่องจัดยาอัตโนมัติ ให้พิมพ์ฉลากยาฉีด ส่งข้อมูลการจัดยากินไปที่เครื่อง จัดยาอัตโนมัติ และพิมพ์ใบสรุปรายการยาของผู้ป่วย รายบุคคล ในขั้นตอนเดียว 3. พิมพ์ใบสรุปรายการยาของผู้ป่วยรายบุคคลออก จากโปรแกรม HOSxP 4. เจ้าหน้าที่จัดยาฉีด 3. เจ้าหน้าที่จัดยาฉีด 5. เจ้าหน้าที่จัดยากิน 4. เครื่องจัดยาอัตโนมัติจัดและตรวจสอบความถูกต้อง 6. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของยากิน ของยากิน 7. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของยาฉีด 5. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของยาฉีด 279
ตารางแสดงความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา continue ชนิดยาเม็ดเปรียบเทียบระหว่างระบบเดิมกับ ระบบใหม่ ระดับความรุนแรง ระบบเดิม (1 ตุลาคม 2564– 31 มีนาคม 2565) ระบบใหม่ (1 ตุลาคม - 31 มีนาคม 2566) ระดับ B 28 0 ระดับ C 1 0 รวม 29 0 จากการติดตามในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนน าเทคโนโลยีเครื่องจัดยาอัตโนมัติเข้ามาใช้ พบความ คลาดเคลื่อนในการจ่ายยา continue ชนิดยาเม็ดในประเด็นผิดชนิด ผิดจ านวน และผิดขนาด ระดับ B จ านวน 28 ครั้ง และระดับ C จ านวน 1 ครั้ง จากการน าเทคโนโลยีเครื่องจัดยาอัตโนมัติเข้ามาเป็นระยะเวลา 6 เดือน ไม่พบความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา continue ชนิดยาเม็ด ตารางแสดงเวลาที่ใช้ในการจัดและตรวจสอบยา continue ทั้งหมด ระบบเดิม ระบบใหม่ 6.5 ชั่วโมง 4.5 ชั่วโมง การจัดและตรวจสอบยา continue ทั้งหมดในระบบเดิมใช้เวลาประมาณ 6.5 ชั่วโมง โดยใช้เวลา มากกว่าระบบใหม่ ซึ่งใช้เวลาเพียง 4.5 ชั่วโมง 8. ผลลัพธ์ของการด าเนินงาน : การน าเทคโนโลยีเครื่องจัดยาอัตโนมัติมาใช้ช่วยป้องการเกิดความ คลาดเคลื่อนในการจ่ายยา continue ชนิดยาเม็ดโดยลด dispensing error ประเภทจ่ายยาผิดชนิด จ่ายยาผิด จ านวน และจ่ายยาผิดความแรง/ขนาด ซึ่งพบว่า ก่อนน าเทคโนโลยีเครื่องจัดยาอัตโนมัติเข้ามาใช้พบ คลาดเคลื่อนในการจ่ายยา continue ชนิดยาเม็ดในประเด็นผิดชนิด ผิดจ านวน และผิดขนาด รวม 29 ครั้ง หลังน าเทคโนโลยีเครื่องจัดยาอัตโนมัติเข้ามาใช้ไม่พบความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา continue ชนิดยาเม็ดใน ประเด็นผิดชนิด ผิดจ านวน และผิดขนาด นอกจากนี้ในขั้นตอนการจัดและตรวจสอบยา continue ทั้งหมด ของระบบใหม่ยังรวดเร็วกว่าระบบเดิมอีกด้วย 9. ปัญหา-อุปสรรค 9.1 เสียอัตราก าลังคนในการปฏิบัติงาน เพื่อไปร่วมในขั้นตอนการเขียนโปรแกรมของระบบใหม่ ซึ่งใช้ เวลาหลายเดือน 9.2 เครื่องจัดยาอัตโนมัติมีค่าใช้จ่ายสูง 9.3 บุคลากรต้องมีการเข้าอบรมเพื่อให้มีทักษะในการใช้เครื่องจัดยาอัตโนมัติ 9.4 เนื่องจาก code วิธีใช้ยาจ านวนมาก (ประมาณ 4000 กว่า code) ท าให้ผู้ใช้งานมีการเลือกใช้ code วิธีใช้ยาที่หลากหลาย โดยหากเลือกใช้ code ที่เครื่องจัดยาอัตโนมัติไม่รู้จักอาจท าให้เกิดการจัดยาผิดได้ 10. แนวทางที่จะพัฒนาในโอกาสต่อไป : การน าเครื่องจัดยาอัตโนมัติมาช่วยในการจัดยากลับบ้านแบบ unit dose ในผู้ป่วยโรควัณโรคเพื่อให้ผู้ป่วยรับประทานยาง่ายขึ้น, ลดความเสี่ยงในการหยิบยารับประทานผิด และ เพิ่มความร่วมมือในการรับประทานยาของผู้ป่วย 280
ประกวดผลงานวิชาการโดย โปสเตอร์ (Poster presentation) Innovation (นวัตกรรม) (PI – 01 ถึง 08) 281
ลดขั้นตอนการเฝ้าระวังการติดเชื้อด้วย IT ชื่อเจ้าของผลงาน : พว.อังคณา ขวัญพันธุ์งาม, พว.อมาวสี กมลสุขยืน, พว.ประภัสสร เดชศรี, พว.มุจรินทร์ แจ่มแสงทอง, พว.มัทนา รื่นรมย์ โรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ชื่อผู้นำเสนอผลงาน : พว.อังคณา ขวัญพันธุ์งาม บทคัดย่อ การเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาลเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล ขั้นตอนในการเฝ้าระวังการติดเชื้อที่มีคุณภาพ ต้องมีความครบถ้วน ถูกต้อง และทันเหตุการณ์ จะส่งผลดีต่อผู้ป่วย ขั้นตอนรวบรวมข้อมูลในการเฝ้าระวังของโรงพยาบาลพระปกเกล้า มีการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนมากถึง 7 ขั้นตอน ใช้บุคลากรจำนวน 6 คน ใช้ระยะเวลาหลายวัน ใช้เอกสารกระดาษในการดำเนินการ ใช้การนำส่ง เอกสารโดยการเดิน บางครั้งเอกสารสูญหาย ไม่ครบถ้วน ต้องติดตามเอกสารที่ไม่ได้นำส่งตกค้างเดือนละ 5-7 ความทันเวลาไม่ได้ตามเกณฑ์ วัตถุประสงค์ เพื่อลดกระบวนการ ลดจำนวนบุคลากรที่ดำเนินการ ลดภาระงาน ลดการใช้เอกสารกระดาษ ในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล วิธีการศึกษา ระยะเวลาดำเนินการ 7 เดือน ตั้งแต่กันยายน 2565 - มีนาคม 2566 โดยดำเนินการดังนี้ 1. นำเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล เกี่ยวกับการ ประยุกต์ใช้Google Form ภายใต้แนวคิดลีน (Lean Thinking) ประกอบด้วย 5 หลักการได้แก่ 1) ระบุ คุณค่าบริการของสินค้าหรือบริการ 2) บ่งชี้สายธารคุณค่า 3) การไหล 4) ระบบดึง และ5) ความสมบูรณ์แบบ มาประยุกต์ใช้ในขั้นตอนรวบรวมข้อมูลการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล ซึ่งเป็น 1 ในขั้นตอนทั้งหมด 4 ขั้นตอน ได้แก่ การรวบรวมข้อมูล (Data Collection) การเรียบเรียงและวิเคราะห์ข้อมูล (Consolidating and analysis of the data) การแปลความหมาย (Interpreting the data) และการเผยแพร่ข้อมูล (Disseminating the data) ที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการ 2. ทดลองพัฒนารูปแบบการรายงานใน Google Form และให้หอผู้ป่วยทดลองรายงาน ผลพึงพอใจ 3. พัฒนารูปแบบต่อโดยให้รายงานครอบคลุมทุกตำแหน่งสำคัญ 4. ประชุมชี้แจงกระบวนการขั้นตอนการเฝ้าระวังการติดเชื้อ วิธีการรายงานการติดเชื้อใหม่ และ เริ่มใช้ งานจริงในทุกหอผู้ป่วย ผลการศึกษา หลังพัฒนากระบวนการขั้นตอนรวบรวมข้อมูลการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาลด้วยเทคโนโลยี ดิจิทัล ทำให้กระบวนการในขั้นตอนการเฝ้าระวังการติดเชื้อลดลง จาก 7 เหลือ 2 ขั้นตอน จำนวนบุคลากรที่ ดำเนินการลดลงจาก 6 คน เหลือ 2 คน ลดภาระงานของหัวหน้าหอผู้ป่วย/ICN แผนก พนักงาน ประจำตึกเดิน 282
เอกสาร และพนักงานพิมพ์ และไม่ใช้กระดาษในทุกขั้นตอนการเฝ้าระวังการติดเชื้อ ความทันเวลาของการรายงาน การติดเชื้อ 5 วันเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 76.71 เป็นร้อยละ 89.66 สรุป นวัตกรรมลดขั้นตอนการเฝ้าระวังการติดเชื้อด้วย IT ช่วยลดกระบวนการ ลดจำนวนบุคลากรที่ดำเนินการ ลด ภาระงาน และไม่ใช้กระดาษในทุกขั้นตอนการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาลได้ การนำผลงานไปใช้ประโยชน์ พยาบาลประจำหอผู้ป่วยสามารถรายงานการติดเชื้อในโรงพยาบาล (NI2) ใน โปรแกรม Google form โดยกรอกข้อมูลได้ทาง Link : https://forms.gle/TwHPVgEuM9VHXkCK9 283
ลดขั้นตอนการเฝ้าระวังการติดเชื้อด้วย IT ชื่อเจ้าของผลงาน : พว.อังคณา ขวัญพันธุ์งาม, พว.อมาวสี กมลสุขยืน, พว.ประภัสสร เดชศรี, พว.มุจรินทร์ แจ่มแสงทอง, พว.มัทนา รื่นรมย์ โรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ชื่อผู้นำเสนอผลงาน : พว.อังคณา ขวัญพันธุ์งาม สรุปสาระสำคัญ ระบบเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล เป็นระบบที่มีความสำคัญ การเฝ้าระวังการติดเชื้อทำให้ทราบ อุบัติการณ์ของการติดเชื้อ การเกิดการกระจายของการติดเชื้อ ความผิดปกติ หรือการระบาดของการติดเชื้อ ในโรงพยาบาล ทำให้บุคลากรของโรงพยาบาลตระหนักถึงความสำคัญของการติดเชื้อในโรงพยาบาล ข้อมูลจากการ รวบรวมข้อมูลการเฝ้าระวังการติดเชื้อนำไปสู่การกำหนดปัญหา การดำเนินการแก้ไข เพื่อลดอุบัติการณ์ การรวบรวมข้อมูลการเฝ้าระวังการติดเชื้อที่มีคุณภาพ จะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงประเด็น รวดเร็ว และทันเวลา ส่งผลดีต่อผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยปลอดภัย ลดอุบัติการณ์การติดเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อในโรงพยาบาล ขั้นตอนการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล ได้แก่ การรวบรวมข้อมูล (Data Collection) การ เรียบเรียงและวิเคราะห์ข้อมูล (Consolidating and analysis of the data) การแปลความหมาย (Interpreting the data) และการเผยแพร่ข้อมูล (Disseminating the data) การรวบรวมข้อมูล ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในการเฝ้า ระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล ข้อมูลจะต้องมีความครบถ้วน ถูกต้อง และทันเหตุการณ์ ในการรวบรวมข้อมูลต้องมี แบบบันทึกข้อมูลการติดเชื้อ เพื่อใช้ในการบันทึกข้อมูลโดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ป่วย การรักษาที่ผู้ป่วยได้รับ อาการ และอาการแสดงของการติดเชื้อ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เชื้อที่เป็นสาเหตุ โดยบันทึกให้ครบถ้วนและชัดเจน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ การดำเนินการเฝ้าระวังต้องทำความตกลงในกลุ่ม ผู้เกี่ยวข้องว่าเรื่องเกณฑ์วินิจฉัยการติดเชื้อในโรงพยาบาล และต้องระบุไว้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อช่วยให้ ทราบว่าผู้ป่วยรายใดเกิดการติดเชื้อ หรือสงสัยว่าอาจเกิดการติดเชื้อ โรงพยาบาลพระปกเกล้าเป็นโรงพยาบาลศูนย์ในเขตภาคตะวันออก แผนยุทธศาสตร์โรงพยาบาล ในปี พ.ศ.2566-2573 เป็นโรงพยาบาลทันสมัย มีนโยบายประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อระบบบริการที่มีคุณภาพ เน้นการ ใช้สื่อดิจิทัล ลดการใช้กระดาษ (Paperless) เน้นลดระยะเวลาการรอคอย การนำระบบลีนมาใช้เป็นกรอบและแนวทาง ในการพัฒนาระบบงานต่างๆ ทุกส่วนบริการ ให้บริการสุขภาพไม่มีอุปสรรคขัดขวางการทำงาน ไม่มีความล่าช้า ไม่เกิด ความสูญเปล่าเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ด้านคุณภาพบริการที่ดีขึ้น (Supachutikul, 2009) จึงมีแนวคิดพัฒนากระบวนการลด ขั้นตอนการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาลด้วย IT เนื่องจากมีกระบวนการในการดำเนินการมาก ใช้คนจำนวน หลายคน ใช้ระยะเวลานาน เกิดความล่าช้า โดยการพัฒนารูปแบบ Google Form มาประยุกต์ใช้กับการเฝ้าระวังการ ติดเชื้อในโรงพยาบาลในขั้นตอนของการรวบรวมข้อมูล งานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล ใช้วิธีเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาลแบบ Hospital wide surveillance เฝ้าระวังการติดเชื้อในผู้ป่วยทุกราย ทุกตำแหน่ง ทุกหอผู้ป่วยเมื่อพบการติดเชื้อ พยาบาลประจำ 284
หอผู้ป่วยจะรายงานการติดเชื้อในแบบบันทึกการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล (NI2) หัวหน้าหอผู้ป่วย/หัวหน้า หน่วยงาน ตรวจสอบความถูกต้องเบื้องต้นตามเกณฑ์วินิจฉัย จากนั้นพนักงานประจำตึก เดินนำส่งเอกสารแบบบันทึก (NI2) มาให้พนักงานพิมพ์ที่สำนักงานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล เพื่อทำการลงทะเบียนรับแบบ บันทึก (รงจ.1) แล้วส่งให้พยาบาลป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ (Infection control nurse: ICN) เพื่อตรวจสอบ ความถูกต้อง ครบถ้วน ตามเกณฑ์วินิจฉัย เป็นการติดเชื้อในโรงพยาบาลจริง หลังจากนั้นในขั้นตอนการเรียบเรียงและ วิเคราะห์ข้อมูล ICN ส่งแบบบันทึก NI2 กลับไปยังพนักงานพิมพ์ เพื่อบันทึกข้อมูลจากแบบบันทึก NI2 ลงในโปรแกรม คอมพิวเตอร์ที่ออกแบบไว้ ในขั้นตอนแปลความหมายของข้อมูล พนักงานพิมพ์ ส่งข้อมูลที่เรียบเรียงและวิเคราะห์ ข้อมูลแล้วให้ ICN เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และเผยแพร่ข้อมูล การดำเนินการในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลเฝ้าระวัง การติดเชื้อใช้กระดาษในการบันทึกข้อมูล แต่ละข้อมูล ประกอบด้วยกระบวนการย่อย 7 ขั้นตอน ใช้บุคลากรจำนวน 6 คน ใช้วิธีการเดินนำส่งเอกสาร บางครั้งเอกสารสูญหาย จำนวนเอกสารไม่ครบถ้วน ICN ต้องติดตามการค้างของ เอกสาร NI2 เดือนละ 5-7 ใบ ได้เอกสารล่าช้า ข้อมูลความทันเวลาของการรายงานการติดเชื้อ 5 วันของหอผู้ป่วย เดือนกันยายน 2565 – กุมภาพันธ์ 2566 เท่ากับร้อยละ 76.71 ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 การรายงานที่ล่าช้าทำให้ โรงพยาบาลรับรู้ปัญหาช้า ไม่เป็นปัจจุบัน ไม่ทราบสิ่งผิดปกติ ที่กำลังเกิดขึ้น ทำให้ไม่สามารถดำเนินการป้องกันและ ควบคุมได้อย่างทันท่วงที มีผลต่อการควบคุมระบาด เกิดการติดเชื้อ การแพร่กระจายเชื้อกับผู้ป่วยผู้รับบริการอื่นๆ ตามมาได้ จากสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ศึกษาในฐานะICN ที่รับผิดชอบงานเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล เล็งเห็น ความสำคัญของปัญหาและผลกระทบของการดำเนินงานตามขั้นตอนการดำเนินการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล เพื่อลดขั้นตอนการทำงาน ลดจำนวนบุคลากรที่ดำเนินการ ลดภาระงาน และลดปริมาณการใช้กระดาษ จึงมีความ สนใจที่จะพัฒนากระบวนการลดขั้นตอนการเฝ้าระวังการติดเชื้อด้วย IT โดยการประยุกต์ใช้Google Form ภายใต้ แนวคิดลีน ซึ่งผลการศึกษาจะทำให้ขั้นตอนในการเฝ้าระวังการติดเชื้อลดลง บุคลากรในการดำเนินงานลดลง ลดภาระ งาน ไม่ใช้กระดาษ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายในการพัฒนาคุณภาพบริการ ไม่มีอุปสรรคขัดขวางการทำงาน ไม่มีความ ล่าช้า ไม่เกิดความสูญเปล่าเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ด้านคุณภาพบริการที่ดีขึ้น สามารถค้นหาการเปลี่ยนแปลงหรือความ ผิดปกติที่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อดำเนินการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อได้ทันท่วงที รูปแบบของกิจกรรม/กระบวนการ รูปแบบเดิม 1. พยาบาลประจำหอผู้ป่วยรวบรวมข้อมูลการติดเชื้อในโรงพยาบาล ลงในเอกสารแบบรายงานการ ติดเชื้อในโรงพยาบาล (NI2) 2. พนักงานประจำตึก นำส่งเอกสารฯ ไปยังพยาบาลผู้รับผิดชอบงานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อประจำ แผนก (ICNแผนก) 285
3. พนักงานประจำตึก นำส่งเอกสารฯ จากพยาบาลผู้รับผิดชอบงานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อประจำ แผนก (ICNแผนก) มาที่สำนักงานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล 4. พนักงานพิมพ์ ของสำนักงานฯ ลงทะเบียนรับแบบบันทึก NI2(รงจ.1) 5. ICN ตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วน ตามเกณฑ์วินิจฉัยการติดเชื้อ 6. พนักงานพิมพ์ บันทึกข้อมูลในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบไว้ 7. ICN ตรวจสอบความถูกต้อง เรียบเรียง วิเคราะห์ข้อมูล แปลความหมายของข้อมูล และเผยแพร่ข้อมูล รูปแบบที่พัฒนา 1. พยาบาลประจำหอผู้ป่วยพิมพ์รายงานการติดเชื้อในโปรแกรม Google Form ตามที่ออกแบบไว้ ข้อมูล จะถูกส่งมาที่งานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อทันที 2. ICN ตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วน ตามเกณฑ์วินิจฉัยการติดเชื้อ เพื่อยืนยันการติดเชื้อ แล้ว Copy ข้อมูลลงในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบเพื่อเรียบเรียงและวิเคราะห์ข้อมูล แปลความหมายของข้อมูล และ เตรียมเผยแพร่ข้อมูลได้ทันที ขั้นตอนการพัฒนานวัตกรรม - เสนอในที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล เกี่ยวกับการประยุกต์ ใช้Google Form ในขั้นตอนการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาลภายใต้แนวคิดลีน (Lean Thinking) - เสนอร่างตัวอย่างรูปแบบการรายงานการติดเชื้อโดยใช้IT โปรแกรม Google Form ในที่ประชุม คณะกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ - ทดลองใช้โดยให้หอผู้ป่วยรายงานการติดเชื้อ ตำแหน่ง CAUTI ผลคือผู้ใช้พึงพอใจ ใช้งานง่าย - ดำเนินการปรับปรุงรูปแบบการรายงานการติดเชื้อผ่าน Google Form ในตำแหน่งการติดเชื้ออื่นๆ - ชี้แจงวิธีการใช้งาน และขั้นตอนการรายงานการติดเชื้อผ่านโปรแกรม Google Form - นำรูปแบบการรายงานการติดเชื้อผ่านโปรแกรม Google Form ใช้งานจริงในทุกหอผู้ป่วย รพ.พระปกเกล้า ระยะเวลาดำเนินการ กันยายน 2565 - มีนาคม 2566 ผลการศึกษา หลังพัฒนากระบวนการขั้นตอนรวบรวมข้อมูลการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้กระบวนการในขั้นตอนการเฝ้าระวังการติดเชื้อลดลง จาก 7 เหลือ 2 ขั้นตอน จำนวนบุคลากรที่ดำเนินการ ลดลงจาก 6 คน เหลือ 2 คน ลดภาระงานของหัวหน้าหอผู้ป่วย/ICN แผนก พนักงานประจำตึกเดินนำส่งเอกสาร และพนักงานพิมพ์ และไม่ใช้กระดาษในทุกขั้นตอนการเฝ้าระวังการติดเชื้อ อัตราความทันเวลาของการรายงานการ ติดเชื้อภายใน 5 วัน ในเดือนมีนาคม 2566 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 89.66 สรุป : นวัตกรรมลดขั้นตอนการเฝ้าระวังการติดเชื้อด้วย IT ช่วยลดกระบวนการ ลดจำนวนบุคลากรที่ดำเนินการ ลดภาระงาน และไม่ใช้กระดาษในทุกขั้นตอนการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาลในโรงพยาบาลได้ 286
ข้อเสนอแนะ 1) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในพยาบาลที่ไม่มีความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมีผลให้การ ใช้งานอาจมีความผิดพลาด 2) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ต้องได้รับการสนับสนุนทางด้านอุปกรณ์เทคโนโลยีที่เพียงพอ และสัญญาน อินเตอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพ 3) การเปลี่ยนแปลง ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องจึงจะประสบผลสำเร็จ การนำไปใช้ประโยชน์ พยาบาลประจำหอผู้ป่วยสามารถรายงานการติดเชื้อในโรงพยาบาล (NI2) ในโปรแกรม Google form โดย กรอกข้อมูลได้ทางLink : https://forms.gle/TwHPVgEuM9VHXkCK9 หรือแสกนผ่าน QR Code 287
นวัตกรรม 1.ชื่อเรื่อง “วงล๊อค วงล้อวัคซีน” 2.ผู้วิจัยหรือคณะผู้วิจัย 1. นางภัทราภรณ์ จุ้ยเจริญ โรงพยาบาลบางคล้า 2. นางสาวกันยา วิรุฬห์วณิชย์ โรงพยาบาลบางคล้า 3.ชื่อผู้นำเสนอผลงาน 1. นางภัทราภรณ์ จุ้ยเจริญ โรงพยาบาลบางคล้า 0639419551 2. นางสาวกันยา วิรุฬห์วณิชย์ โรงพยาบาลบางคล้า 0985149446 4.ความสำคัญของปัญหา การปฏิบัติงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคเด็กแรกเกิด-4ปี เป็นเรื่องสำคัญและผู้ปฏิบัติงาน ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องไปใน แนวทางเดียวกัน ในเด็กแต่ละช่วงวัย ควบคู่ไปกับเกณฑ์การดูแลสุขภาพแต่ละช่วงวัย เพื่อการดูแลสุขภาพเด็กและการส่งเสริม พัฒนาการตามช่วงอายุ ให้เหมาะสม โดยมีมาตรฐานกำกับไว้ อยู่ควบคู่กันไปกับระยะเวลาที่เด็กมารับบริการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน โรค ตลอดช่วงอายุแรกเกิด-4 ปี และจากข้อมูลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-ตุลาคม 2565 ผู้รับบริการทั้งหมด 240 คน พบว่ามีการนัด ผิดพลาดมารับบริการไม่ตรงตามอายุ 10 ราย(4.1%) ต้องโทรศัพท์ติดตามการเลื่อนนัด บางรายโทรติดต่อไม่ได้มีผลต่อการพา เด็กมารับบริการต้องเสียเวลาและไม่ได้รับบริการเนื่องจากยังไม่ถึงเวลาครบกำหนดการฉีดวัคซีนและการดำเนินงานในคลีนิก สุขภาพเด็กดีที่ผ่านมานั้น รูปแบบการนัดวัคซีนใช้วิธีการคำนวณจากวันเกิดของเด็กแล้วนับเทียบอายุที่ควรได้รับวัคซีนจาก ปฏิทินเป็นหลัก ซึ่งทำให้เสียเวลาในการนัดวัคซีนและเกิดความผิดพลาดจากการคำนวณได้สูง ยังไม่มีเครื่องมือที่ใช้ในการนัด วัคซีนที่ทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วและแม่นยำ จึงได้คิดนวัตกรรม “วงล๊อค วงล้อวัคซีน” นี้ขึ้นมาเพื่อให้เกิดความสะดวกและ รวดเร็วในการทำงาน ง่ายต่อการจดจำ ว่าที่ผ่านมาเด็กได้รับวัคซีนและได้รับการส่งเสริมสุขภาพตามช่วงอายุหรือไม่ สามารถ ตอบคำถามของญาติและผู้ปกครองของเด็กที่มารับบริการได้อย่างถูกต้อง ทำให้การทำงานเป็นไปในแนวทางเดียวกัน การบริการ เป็นไปอย่างถูกต้องสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น 5.วัตถุประสงค์ 1 เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานคลินิกสุขภาพเด็กดี มีเครื่องมือในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องสะดวกและรวดเร็วเป็นไปใน แนวทางเดียวกัน 2 เด็กแรกเกิด-4 ปี ที่มารับบริการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ได้รับการดูแลและส่งเสริมพัฒนาการ แต่ละช่วงวัยได้อย่าง ถูกต้องและเหมาะสม 6.วิธีการศึกษา 1 นำเครื่องมือนวัตกรรม “วงล๊อค วงล้อวัคซีน”ให้กุมารแพทย์โรงพยาบาลบางคล้าตรวจสอบนวัตกรรมก่อนนำไปใช้ 2 ชี้แจงให้ผู้ปฏิบัติงาน คลินิกสุขภาพเด็กดี ทราบรายละเอียดของเครื่องมือนวัตกรรม“วงล๊อค วงล้อวัคซีน” 3.นำเครื่องมือนวัตกรรม “วงล๊อค วงล้อวัคซีน”ให้ผู้ปฏิบัติงานคลินิกสุขภาพเด็กดี ใช้เป็นเครื่องมือช่วยนำทางในการ ปฏิบัติงาน 4.ประเมินการใช้นวัตกรรมจากผู้ปฏิบัติงาน และติดตามความถูกต้องการให้บริการในแต่ละสัปดาห์ 7.ผลการศึกษา นวัตกรรม “วงล๊อค วงล้อวัคซีน” ไปให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติใช้และให้ทำแบบทดสอบประเมินการใช้นวัตกรรมพบว่า 1.รูปแบบของนวัตกรรมมีลักษณะที่เหมาะสมต่อการทำงาน เหมาะสมมากที่สุดร้อยละ 90. 2 2.ความน่าสนใจ/สะดวกต่อการ ใช้ประโยชน์ในการให้บริการคลินิกส่งเสริมสุขภาพ เหมาะสมมากที่สุดร้อยละ88.6 3.ความเหมาะสมการใช้งานสำหรับ เจ้าหน้าที่ที่เคย/ไม่เคยปฏิบัติงานเหมาะสมมากที่สุดร้อยละ 90.1 4.แสดงข้อมูลได้ถูกต้องและเหมาะสมในการให้บริการวัคซีน ในแต่ละช่วงวัย เหมาะสมมากที่สุดร้อยละ 90.5 5.ป้องกันความผิดพลาดในการให้บริการและนัดหมายครั้งต่อไปได้เหมาะสม มากที่สุดร้อยละ 96.6 6.ตัวหนังสือ/ข้อความต่างๆครบถ้วนอ่านแล้วเข้าใจง่าย เหมาะสมมากร้อยละ90.5 หลังใช้นวัตกรรม พบว่าผู้รับบริการไม่มารับบริการผิดนัดตามช่วงอายุลดลง มารับบริการผิดนัดเฉลี่ยเดือนละ 1 คน (0.01%) การฉีดวัคซีน การ บันทึกเวชระเบียนคอมพิวเตอร์ การบันทึก สมุดสุขภาพเด็กดี มีการบันทึกได้ตรงตามช่วงอายุครบถ้วนถูกต้องร้อยละ90 288
8.อธิปรายผลการศึกษา จากการสร้างพัฒนาและทดลองใช้นวัตกรรม “วงล๊อค วงล้อวัคซีน”ในคลินิกสุขภาพเด็กดีโรงพยาบาลบางคล้า อภิปรายผลตามวัตถุประสงค์การศึกษาได้ดังนี้ 1.เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานคลินิกสุขภาพเด็กดี มีเครื่องมือในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องสะดวกและรวดเร็วเป็นไปใน แนวทางเดียวกันซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้คือแสดงข้อมูลได้ถูกต้องและเหมาะสมในการให้บริการวัคซีนในแต่ละช่วงวัย เหมาะสมมากที่สุดร้อยละ 90.5 และป้องกันความผิดพลาดในการให้บริการและนัดหมายครั้งต่อไปได้เหมาะสมมากที่สุดร้อยละ 96.6 2. เด็กแรกเกิด-4 ปี ที่มารับบริการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ได้รับการดูแลและส่งเสริมพัฒนาการ แต่ละช่วงวัยได้อย่าง ถูกต้อง หลังการใช้นวัตกรรม “วงล๊อค วงล้อวัคซีน” สามารถป้องกันความผิดพลาดในการให้บริการและนัดหมายครั้งต่อไปได้ เหมาะสมมากที่สุดร้อยละ 96.6 9.สรุปและข้อเสนอแนะ สรุป หลังใช้นวัตกรรมพบว่าผู้รับบริการไม่มารับบริการผิดนัดตามช่วงอายุลดลง มารับบริการผิดนัดเฉลี่ยเดือนละ 1 คน (0.01%) การฉีดวัคซีน การบันทึกเวชระเบียนคอมพิวเตอร์ การบันทึก สมุดสุขภาพเด็กดี มีการบันทึกได้ตรงตามช่วงอายุ ครบถ้วนถูกต้องร้อยละ90 ข้อเสนอแนะ จากการสร้างและพัฒนาและทดลองใช้นวัตกรรม “วงล๊อค วงล้อวัคซีน”ในคลินิกสุขภาพเด็กดีที่ผ่านการตรวจสอบจาก กุมารแพทย์โรงพยาบาลบางคล้า ทำให้ทราบถึงสิ่งที่ควรคำนึงถึงเกี่ยวกับการทำนวัตกรรม“วงล๊อค วงล้อวัคซีน”ดังนี้1.ทำให้มี ความพร้อมในการบริหารจัดการวัคซีนล่วงหน้ารายสัปดาห์ก่อนวันให้บริการ 2.การบริหารจัดการวัคซีนแต่ละชนิดได้ตามช่วง อายุได้อย่างเพียงพอและพร้อมใช้ 10.การนำผลงานไปใช้ประโยชน์/อ้างอิง 1.นำไปเผยแพร่ให้แก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในเครือข่ายสุขภาพโรงพยาบาลบางคล้า 2.นำนวัตกรรมไปต่อยอดให้อ.ส.มนำไปใช้ในการแนะนำผู้ปกครองของเด็กในการมารับบริการวัคซีน ผลงานนวัตกรรม นวัตกรรม “วงล๊อค วงล้อวัคซีน” ทดลองครั้งที่ 1 นวัตกรรม “วงล๊อค วงล้อวัคซีน”ปรับเปลี่ยนครั้งที่ 2 การใช้นวัตกรรม “วงล๊อค วงล้อวัคซีน” การใช้นวัตกรรม “วงล๊อค วงล้อวัคซีน” 289
การน าเสนอผลงาน CQI ปี 2566 ชื่อเรื่อง “บัตรนัดสอนได้ยุคโควิด-19” ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวกุลธิดา ตรีเมฆ ต าแหน่ง นักกายภาพบ าบัดปฏิบัติการ หน่วยงาน เวชกรรมฟื้นฟู(กายภาพบ าบัด) 1. ที่มาของปัญหา/สาเหตุ /บริบท เนื่องในสถานการณ์ระบาดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 19 ในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้ทาง หน่วยงาน กายภาพบ าบัดมีจ านวนผู้ป่วยที่มาเข้ารับการรักษาด้วยโรคหลอดเลือดสมอง(Stoke) โดยจะสามารถสังเกตได้ จากสถิติการมาเข้ารับการรักษาทางกายภาพบ าบัด ตั้งแต่ปี 2561 – 2565 มีจ านวน 258 ราย , 250 ราย , 255 ราย, 165 ราย และ 172 ราย ตามล าดับ ซึ่งโดยเฉลี่ยต่อเดือนจะมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมารับ บริการประมาณ 21 คน แต่หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทางโรงพยาบาลมี มาตรการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อด้วยการเว้นระยะห่าง จึงจ าเป็นต้องจ ากัดจ านวนผู้รับบริการในแต่ละวัน รวมถึงตัวของผู้ป่วยและญาติบางรายไม่สะดวกมาเข้ารับบริการทางกายภาพบ าบัดต่อเนื่องในโรงพยาบาล ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองลดลงจากเดิม สังเกตได้ว่า ตั้งแต่ปี 2564-2565 มีจ านวนผู้ป่วยลดลง 165 ราย, 172 ราย ตามล าดับ แสดงให้เห็นว่าช่วงปี 2564 - 2565 มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมาเข้ารับการ รักษาเฉลี่ยเพียง 13-15 ราย/เดือนเท่านั้น รวมถึงในช่วงเดือน ตุลาคม 2565 – เมษายน 2566 มีจ านวน ผู้ป่วย 96 ราย (เฉลี่ย 16 ราย/เดือน) รวมถึงสื่อการสอนที่มีเป็นเพียงแผ่นพับพร้อมรูปภาพประกอบและ ค าอธิบายที่ใช้ตัวหนังสือและภาพขาว-ด าไม่ชัดเจนไม่ตรงตามระดับความสามารถของผู้ป่วย ท าให้ญาติหรือ ผู้ดูแลอาจไม่เข้าใจในเรื่องของการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้รับ การฟื้นฟูล่าช้าหรือเสียโอกาสในการเข้าถึงการฟื้นฟูสมองและร่างกายช่วง Golden Period ไป เป็นสาเหตุให้ ทางหน่วยงานต้องการสื่อการสอนที่สามารถให้ความรู้ที่เข้าใจง่าย สามารถเข้าถึงผู้ป่วยและญาติได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เกิดเป็น “บัตรนัดสอนได้ยุคโควิด19” ขึ้น 2. สมาชิกทีม เจ้าหน้าที่กลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟู 3. วัตถุประสงค์ 1.เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองไม่เสียโอกาสในการได้รับการฟื้นฟูในช่วง Golden period และมี ระดับ Barthel index เพิ่มขึ้น 1 ระดับ 2.เพื่อให้ Care giver สามารถดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพเมื่อ กลับไปอยู่ที่ บ้าน 4. ตัวชี้วัด 1.ร้อยละของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเมื่อได้รับนวัตกรรมบัตรนัดสอนได้ยุคโควิด 19 มีระดับ Barthel index เพิ่มขึ้น 1 ระดับ เป้าหมาย ≥ ร้อยละ 80 290
2.ร้อยละของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและญาติ มีความพึงพอใจเมื่อได้รับนวัตกรรมบัตรนัดสอนได้ ยุคโควิด19 รวมถึงตัวญาติมีความรู้และความเข้าใจถึงการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างถูกวิธี เป้าหมาย≥ ร้อยละ 80 5. ระยะเวลาด าเนินการ ตั้งแต่ เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2565 – ปัจจุบัน 6. กิจกรรมการพัฒนา 1. กลุ่มตัวอย่าง : ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระยะไม่เกิน 6 เดือนมีระดับ Barthel index น้อยกว่า 16 และผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอย่างน้อย 1 คนต่อผู้ป่วย 1 คน 2. นักกายภาพบ าบัดซักประวัติและตรวจร่างกายประเมินระดับ Barthel index ของผู้ป่วยในวันแรกรับ ที่แผนกกายภาพบ าบัด 3. นักกายภาพบ าบัดให้การรักษาและให้ค าแนะน าแก่ Care giver ในวันแรกรับ และให้นวัตกรรมเป็น QR code เพื่อ scan รับสื่อออนไลน์โดยจะเป็นการสาธิตวิธีการท ากายภาพบ าบัด ตาระดับ Barthel index ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสองแต่ละตน โดยมีการแบ่ง QR code ออกเป็น 3 โปรแกรม 4. สามารถแสกน QR code รับชมได้ ดังนี้ บัตรนัดสอนได้ยุคโควิด 19 โปรแกรมที่ 1 บัตรนัดสอนได้ยุคโควิด 19 โปรแกรมที่ 2 บัตรนัดสอนได้ยุคโควิด 19 โปรแกรมที่ 3 291
โปรแกรมที่ 1 ผู้ป่วยที่มี Barthel index 0-4 โปรแกรมที่ 2 ผู้ป่วยที่มี Barthel index 5-11 โปรแกรมที่ 3 ผู้ป่วยที่มี Barthel index 12-15 1. Passive exercise 2. Positioning training 1. Bridging exercise 2. Bed mobility training 3. Sitting balance training 4. Standing balance training 5. Transfer bed to wheelchair to bed 1. Ambulation with tripod cane 5. ผู้ป่วย/ญาติประเมินความพึ่งพอใจหลังได้รับนวัตกรรม ผ่านการ scan QR code 6. ประเมินการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจากญาติโดยการท าแบบประเมินตนเองหลังได้รับชมสื่อ การสอนผู้ดูแลมีความสามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้ 7. ประเมินระดับความสามารถของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองโดยใช้แบบประเมิน Barthel index จาก การโทรสอบถามอาการและการเยี่ยมบ้านของนักกายภาพบ าบัด 7. การวัดผลและผลของการเปลี่ยนแปลง/ผลการพัฒนา 100 ผู้ตอบแบบสอบถาม บุตร 292
ตารางแสดงคะแนน Bathel index หลังจากผู้ป่วยได้รับนวัตกรรม บัตรนัดสอนได้ยุคโควิด 19 ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่รับบัตรนัดสอนได้ยุคโควิด 19 BI แรกรับ BI หลังได้รับ นวัตกรรมบัตรนัด สอนได้ยุคโควิด19 ผู้ป่วยชายไทยรายที่ 1 11/20 14/20 ผู้ป่วยชายไทยรายที่ 2 8/20 8/20** ผู้ป่วยหญิงไทยรายที่ 3 5/20 9/20 ผู้ป่วยหญิงไทยรายที่ 4 8/20 12/20 ผู้ป่วยหญิงไทยรายที่ 5 5/20 11/20 ** ผู้ป่วยชายไทยรายที่ 2 มี BI เท่าเดิม เนื่องจากผู้ดูแลหลัก ประสบอุบัติเหตุขี่รถจักรยานยนต์ล้ม ท าให้ไม่สามารถท ากายภาพบ าบัดต่อเนื่องให้กับผู้ป่วยได้ ผลลัพธ์ ได้ ร้อยละ 80 - ร้อยละของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเมื่อได้รับนวัตกรรมบัตรนัดสอนได้ยุคโควิด 19 มีระดับ Barthel Index เพิ่มขึ้น 1 ระดับ ตามเป้าหมาย ≥ ร้อยละ 80 ตารางแสดงคะแนนความพึงพอใจของญาติหลังได้รับนวัตกรรม บัตรนัดสอนได้ยุคโควิด 19 ความพึงพอใจหลังได้ใช้นวัตกรรม “บัตรนัดสอนได้ยุคโควิด19” ระดับความพึงพอใจ (ร้อยละ) 1. นักกายภาพบ าบัดสามารถให้ค าแนะน าเกี่ยวกับขั้นตอนการใช้สื่อการสอนได้ อย่างครบถ้วน ชัดเจน 92.00 2. นักกายภาพบ าบัดได้ตรวจร่างกายและสาธิตโปรแกรมการรักษาจากสื่อการ สอนได้อย่างเหมาะสมกับระดับความสามารถของผู้ป่วย 92.00 3. สื่อสามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก 92.00 4. เนื้อหาในสื่อมีความชัดเจน เข้าใจง่าย 92.00 5. เนื้อหาในสื่อมีความน่าสนใจ 92.00 6. เนื้อหาในสื่อสามารถท าตามได้ง่าย 92.00 7. เนื้อหาในสื่อมีประโยชน์สามารถน ามาใช้ได้จริง 92.00 8. ท่าออกก าลังกายมีความเหมาะสมกับความสามารถของผู้ป่วย 92.00 9. หลังจากได้รับชมสื่อ ผู้ป่วยและญาติมีความมั่นใจในการท ากายภาพบ าบัด เองที่บ้านมากขึ้น 92.00 10. สื่อการสอน “บัตรนัดสอนได้ยุคโควิด19” สร้างความสะดวกสบายให้แก่ ผู้ป่วยและญาติมากขึ้น 92.00 293
ตารางแสดงคะแนนญาติที่ประเมินตนเองหลังได้รับนวัตกรรม บัตรนัดสอนได้ยุคโควิด 19 แบบประเมินตนเองด้านความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง หลังได้รับนวัตกรรม “บัตรนัดสอนได้ยุคโควิด19 ผลลัพธ์ (ร้อยละ) 1. ท่านสามารถพาผู้ป่วยออกก าลังกายแขนและขาตามสื่อที่ได้รับชมได้ 80.00 2. ท่านสามารถจัดท่าทางให้ผู้ป่วยได้ 100.00 3. ท่านสามารถพาผู้ป่วยออกก าลังยกก้นบนเตียงได้ 90.00 4. ท่านสามารถพาผู้ป่วยลุกขึ้นนั่งข้างเตียงได้และสามารถจัดท่านั่งข้างเตียง ให้กับผู้ป่วยได้ 100.00 5. ท่านสามารถฝึกผู้ป่วยทรงตัวในท่านั่งได้ 100.00 6. ท่านสามารถฝึกผู้ป่วยลุกขึ้นยืนและฝึกการทรงตัวได้ 100.00 7. ท่านสามารถพาผู้ป่วยย้ายตัวจากเตียงไปเก้าอี้/รถเข็นได้ 90.00 8. สามารถพาผู้ป่วยเดินได้โดยใช้ไม้เท้า หรือสามารถเดินได้เอง 83.33 - ร้อยละของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและญาติ มีความพึงพอใจเมื่อได้รับนวัตกรรมบัตรนัดสอนได้ ยุคโควิด19 รวมถึงตัวญาติมีความรู้และความเข้าใจถึงการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างถูกวิธี ตามเป้าหมาย≥ ร้อยละ 80 8. บทเรียนที่ได้รับ โลกเราในปัจจุบันมีการพัฒนาก้าวสู่ยุคดิจิตอล มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในเรื่องของการสื่อสาร และหาความรู้เองได้มากขึ้น ดังนั้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาในด้านงานรักษาบ าบัดผู้ป่วยทางแผนกกายภาพบ าบัด จึงได้จัดการสร้างนวัตกรรมบัตรนัดสอนได้ยุคโควิด 19 ขึ้น ผู้จัดท าเล็งเห็นถึงปัญหาในช่วงสถานการณ์การ ระบาดของโรคโควิด 19 ที่ผ่านมาส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาฟื้นที่ล่าช้า ก่อให้เกิดภาวะทุคลภาพในระยะ ยาว ดังนั้น การใช้สื่อโซเชียลเข้ามาประยุกต์ใช้จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยและญาติได้ 9. การติดต่อกับทีมงาน ชื่อ นางสาวกุลธิดา ตรีเมฆ เบอร์โทร: 084-6638387 E-mail: [email protected] 294
ชื่อเรื่อง เครื่องเตือนสารละลายสวนล้างกระเพาะปัสสาวะแบบต่อเนื่อง (Sound Alarm Sensor) ในผู้ป่วยหลัง ผ่าตัดต่อมลูกหมากทางท่อปัสสาวะ ผู้วิจัย นางพิศมัย มั่นคง พยาบาลวิชาชีพช านาญการ นางสาวณัชชารี ยศเพิ่มศักดิ์ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ นางรัชนีย์ พิมพ์ใจชน พยาบาลวิชาชีพช านาญการพิเศษ ผู้น าเสนอผลงาน นางพิศมัย มั่นคง พยาบาลวิชาชีพช านาญการ ความส าคัญของปัญหา Continuous Bladder irrigation (CBI) เป็นการสวนล้างกระเพาะปัสสาวะแบบต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ท าในผู้ป่วยหลังผ่าตัดต่อมลูกหมาก ถ้าสารละลายที่ล้างกระเพาะปัสสาวะหยดไม่ต่อเนื่อง จะท าให้มีลิ่ม เลือดมาอุดตัน (Clot blood) สายสวนปัสสาวะ เป็นผลให้สารละลายคั่งค้างในกระเพาะปัสสาวะ กระเพาะ ปัสสาวะหดเกร็ง ผู้ป่วยเจ็บปวดและไม่สุขสบาย จากสถิติในปีงบประมาณ 2565 มีผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตที่ รักษาด้วย Continuous Bladder irrigation (CBI) จ านวน 24 ราย มีการอุดตันของท่อทางเดินปัสสาวะคิดเป็น ร้อยละ 20.83 เนื่องจากห้องพิเศษเป็นห้องปิดไม่สามารถมองเห็นผู้ป่วยได้ตลอดเวลา ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดในการ สร้างเครื่องเตือนสารละลายสวนล้างกระเพาะปัสสาวะแบบต่อเนื่อง (Sound Alarm Sensor) ขึ้นเพื่อให้ส่ง สัญญาณเสียงเตือนก่อนสารละลายหมด ป้องกันลิ่มเลือดมาอุดตัน ลดภาวะไม่สุขสบายของผู้ป่วย วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาเครื่องเตือนสารละลายสวนล้างกระเพาะปัสสาวะแบบต่อเนื่อง (Sound Alarm Sensor) วิธีการศึกษา เป็นแบบทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นผู้ป่วยต่อมลูกหมากโตที่เข้ารับการผ่าตัดส่อง กล้องทางท่อปัสสาวะ ในหอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรม โรงพยาบาลชลบุรี ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2565 - 31 มีนาคม 2566 จ านวน 60 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ใช้เครื่อง Sound Alarm Sensor โดยก าหนด สารละลายให้คงเหลือเป็น 3 ระดับคือ 200 ซีซี, 100 ซีซี, 50 ซีซี ผลการศึกษา จากผลการทดลอง พบว่าปริมาณสารละลายคงเหลือที่เหมาะสมคือ 100 ซีซี อุบัติการณ์การอุดตันของ สายสวนปัสสาวะเมื่อใช้เครื่องเตือน = 0 อัตราความพึงพอใจของพยาบาลที่ได้ใช้เครื่อง Sound Alarm Sensor พบว่าอยู่ในระดับดีมาก 95% อภิปรายผลการศึกษา ผลการใช้นวัตกรรมเครื่อง Sound Alarm Sensor พบว่าเครื่องส่งเสียงเตือนตามการตั้งค่าที่ก าหนด 100 %ท าให้สามารถต่อสารละลายได้อย่างต่อเนื่อง ปริมาณสารละลายคงเหลือที่เหมาะสมคือ 100 ซีซี สรุปและข้อเสนอแนะ เครื่อง Sound Alarm Sensor สามารถใช้งานได้ไม่ยุ่งยาก แต่ไม่สามารถส่งสัญญาณ เตือนจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันได้ ดังนั้นการปรับจ านวนหยดของสารละลายที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการเกิดลิ่ม เลือดต้องพยาบาลต้องมีสมรรถนะของในการสังเกตจากสีของปัสสาวะเป็นส าคัญ การน าผลงานไปใช้ประโยชน์ สามารถน าไปใช้ในหน่วยงานที่รับผู้ป่วยต่อมลูกหมากโตที่ท าผ่าตัดต่อมลูกหมาก ที่ มีการสวนล้างกระเพาะปัสสาวะแบบต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 295