øüïøüöđø Ċ ÷ïđø Ċ ÷ÜflóøąöĀćü ĉ đßĊ ÷øßĉ îüĞēÿ
วิธีการสาธยายและเจริญภาวนาในขณะสวดมนต์ บทสวดมนต์ใช้ภาษาบาลีอักษรไทย หากผู้สวดเข้าใจพื้นฐานของภาษาบาลีอยู่บ้าง ก็จะท�ำให้สวดได้ไพเราะพร้อมเพรียงอันเป็นบ่อเกิดแห่งกุศลกรรมและเป็นฐานของสมาธิ อย่างยอดเยี่ยม ภาษาบาลีมีสระทั้งหมด ๘ ตัว เป็นสระเสียงสั้น(รัสสระ) ๓ ตัว คือ อะ อิ อุ และ เป็นสระเสียงยาว(ทีฆสระ) ๕ ตัว คือ อา อี อู เอ โอ พยัญชนะตัวใดประกอบด้วยสระเสียงสั้นให้ออกเสียงสั้น พยัญชนะตัวใดประกอบ ด้วยสระเสียงยาวหรือมีตัวสะกด ให้สวดออกเสียงยาวกว่าเช่น นะโม ตัสสะฯ(นะ ประกอบ ด้วย สระอะ ให้ออกเสียงสั้นๆ , โม ประกอบด้วยสระโอ ให้ออกเสียงยาวกว่า, ตัส มีตัว สะกดให้ออกเสียงยาว, สะ ประกอบด้วยสระอะ ให้ออกเสียงสั้นเป็นต้น) พยัญชนะตัวใดมีเครื่องหมาย “ ๎” หรืออัฑฒสระอยู่ข้างบน ให้ถือว่าพยัญชนะตัวนั้น สวดออกเสียงเพียงกึ่งเสียง (คล้ายค�ำควบกล�้ำในภาษาไทย) เช่น ตัส๎มา = ตัด-สะ-หมา (ออกเสียงสะเพียงนิดเดียวเพราะเป็นตัวสะกดของ ตัส ครึ่งหนึ่งและของ มาอีกครึ่งหนึ่ง), อาทิกัล๎ยาณัง = อา-ทิ-กัน-ละ-ยา-นัง (ออกเสียง ละ เพียงนิดเดียว) , ส๎วากขาโต = สะ-หวาก-ขา-โต (ออกเสียง สะ เพียงนิดเดียว) เป็นต้น อนึ่ง การสวดแบบมหานิกายนิยมสวดแบบสังโยค คือการสวดค�ำบาลีโดยการเอื้อน เสียงตรงค�ำที่เป็นตัวสะกด เช่น “นะโมตัส สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัส สะภะคะวะโต ฯลฯ” บทใดนิยมสวดแบบสังโยค ก็ให้ออกเสียงตามนั้น วิธีการระลึกรู้ จุดประสงค์ของหนังสือนี้ คือต้องการให้เป็นหนังสือที่สวดก็ได้ อ่านท�ำความเข้าใจ ก็ดีและที่หวังเป็นอย่างยิ่งก็คือ ใช้เป็นคู่มือในการเจริญภาวนาด้วย ก่อนสวดควรรู้ตัวทั่ว พร้อม รู้กายรู้ใจไปด้วย ในขณะที่สวดนั้น ให้มีสติระลึกรู้เบาๆที่ท้องไปด้วย เพื่อจิตจะได้ ไม่ซัดส่ายไปมาและสวดไม่เหนื่อยเพราะจะท�ำให้ลมหายใจยาวขึ้น พยายามเปล่งเสียงให้ ออกมาจากปอดอย่าออกเพียงล�ำคอ เพราะจะท�ำให้เจ็บคอและเหนื่อยกับการสวด หากรู้ ที่ท้องแล้วรู้สึกไม่สบายลองย้ายรู้ไปที่ปากหรือลิ้นซึ่งขยับอยู่ก็ได้วิธีการนี้ท�ำให้ผู้สวดได้ เจริญภาวนาไปด้วยในขณะสวด ท�ำให้สติสัมปชัญญะเกิดได้ง่าย เมื่อมีสติสัมปชัญญะ ความ สุขแห่งจิตย่อมเกิดขึ้น อันเป็นฐานให้เกิดสมาธิคืออาการที่จิตตั้งมั่น เป็นการเตรียมพร้อม เพื่อการเจริญวิปัสสนาต่อไป
พุทธมนต์ สายลมแห่งศรัทธา และปัญญาวิถีพุทธ นามผู้สร้างหนังสือพุทธมนต์ ................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................. ขอมอบเป็นของขวัญแห่งการตื่นรู้แด่ ................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................. เพื่ออุทิศให้ ................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................. ขอความสำ เร็จสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม จงบังเกิดมีแก่ข้าพเจ้าและครอบครัว เทอญ
หนังสือเล่มนี้เข้าเล่มด้วยระบบเย็บกี่ (ร้อยเส้นด้าย) และไสกาว เพื่อรูปเล่มที่แข็งแรงมั่นคงโดยไม่หลุดเป็นแผ่นๆ สามารถกางหนังสือได้ ๑๘๐ องศา ISBN : 978-974-94768-7-1 จ�ำนวนพิมพ์ : ๕,๐๐๐ เล่ม พิมพ์ครั้งที่ ๑๐ : พฤษภาคม ๒๕๖๒ ออกแบบรูปเล่ม : พชรชน ออกแบบปก/คอมพิวเตอร์กราฟฟิก : เอกจาริณี ภาพประกอบในเล่ม : นพ.พงศกร เล็งดี, ภัทริกา สุคันธรัต พิสูจน์อักษรบาลี : พระมหาวิเชียร ชินวํโส, พระสุนันท์ สุมงฺคโล พิสูจน์อักษรไทย : ทีมงานหอสมุดชินวงส์, พญ.อนิศรา โกวิทยานนท์ เหรัญญิก : พรทิพย์ นวลศิริ คัดลอกข้อมูล : คณะจิตอาสาโรงเรียนพรหมพิรามวิทยา คัดลอกพุทธพจน์ : พญ.อนิศรา โกวิทยานนท์ เจ้าของ : ส�ำนักพิมพ์วัดวังหิน มูลนิธิจิตตภาวนาชินวงส์ ส�ำนักปฏิบัติธรรมประจ�ำจังหวัดพิษณุโลก แห่งที่ ๔ วัดวังหิน ต.พลายชุมพล อ.เมือง จ.พิษณุโลก โทร. ๐๘-๗๓๐๘-๔๓๘๗ Email : [email protected] Website : www.chinawangso.net Fecebook : Chinawangso Watwanghin page : ณ วังหิน มูลนิธิจิตตภาวนาชินวงส์ ID Line : 087-308-4387 พิมพ์ที่ : โฟกัสมาสเตอร์พริ้นต์ ๑/๒๐ ถ.บรมไตรโลกนารถ อ.เมือง จ.พิษณุโลก โทร.๐๕๕-๒๒๕๐๓๗ หรือวิญญู จิตตเสถียร โทร. ๐๘๑-๖๗๔๒๓๗๗ พุทธมนต์ สายลมแห่งศรัทธา และปัญญาวิถีพุทธ
พิเศษ ก ค�ำน�ำ ในการพิมพ์ครั้งแรก ย้อนรอยถอยหลังไป ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์ยอมอ่อน ข้อให้กับเทวาฤทธิ์ ยอมน้อมเศียรให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แม้แต่ตนเองก็ไม่เคยได้สัมผัส สมณะหนุ่มผู้หนึ่งนั่งใคร่ครวญธรรมอยู่ใต้ร่มเงาแห่งอัสสัตถพฤกษ์ หลังจาก เคี่ยวกร�ำ ทั้งกายและใจตนเองมาตลอด ๖ ปี เรียนรู้เล่ห์เหลี่ยมมายาการของ กิเลสาสวะทั้งปวงมาเนิ่นนานแต่ก็ยังพ่ายแพ้ต่ออ�ำนาจแห่งตัณหา มานะ ทิฐิอยู่ ครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ถูกเยาะเย้ยไยไพจากเด็กเลี้ยงแพะ หรืออดอยากหิวโหยจน ร่างกายผ่ายผอม แหละเหนื่อยหน่ายท้อแท้เป็นล้านๆ ครั้ง แต่ไม่เคยถอยหลังออก มาจากสนามแห่งการฝึกฝนตนเองเลย นี้เป็นสนามสุดท้าย เป็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่เพื่อมวลมนุษยชาติและสรรพชีวิต ทั้งไตรโลก น�้ำพระทัยอันยิ่งใหญ่ของพระมหาบุรุษ มีฤๅจะถอยร่นยอมงอมืองอเท้า ให้กิเลสมันสนตะพายดังเดิมได้ “อันใดฤๅ คืออุปสรรคแห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ” พระองค์ทรงร�ำพึงในพระทัย ปรึกษาอยู่กับกรัชกายของตน ทั้งทรมานกาย ทั้งฝึกจิตมามากกว่าที่ฤๅษีชีไพร อนาคาริก สมณพราหมณ์ทั้งหลายในยุคนั้นกระท�ำ กันมา ท�ำไมเส้นทางแห่งความพ้นทุกข์ก็ยังไม่เด่นชัดในพระทัยของพระองค์เล่า เมื่อพระองค์น้อมพิจารณาด้วยโยนิโสมนสิการ จึงพบว่าทางที่พระองค์ทรง ด�ำเนินมา ล้วนแต่หย่อนยานและตึงจนเกินไป ทางหนึ่ง คือการปล่อยให้กายใจหลงใหลไปตามอ�ำนาจแห่งกามคุณ พ่ายแพ้ ต่อ อ�ำนาจแห่งความอยากได้ใคร่ดีอย่างเต็มที่ ทางหนึ่ง ก็เคร่งเครียดบังคับ เคี่ยวเข็ญ ทรมานทั้งกายและใจจนเกินเหตุ “ยังมีเส้นทางอื่นใดอีกฤๅในโลก ที่เรายังมิได้ด�ำเนิน” แล้วสัมมาทิฐิก็พลันเกิดแก่พระองค์ว่า...ทางแห่งความพ้นทุกข์ควรอยู่นอก เหนือ เส้นทางทั้งสองนั้น พระมหาบุรุษจึงทรงปลดปล่อยพระองค์เอง ให้พ้นจาก
พิเศษ ข กรงขังแห่งรูปแบบและวิธีการทั้งปวง ทรงวางแม้กระทั่งความด�ำริที่จะเอาชนะความ ทุกข์ทั้งปวงไป แล้วทันใดนั้นจิตของพระองค์ก็สว่างโพลง ปราศจากเมฆหมอกแห่งอวิชชา มาบดบังดั่งที่เคยเป็น พระองค์ทรงแจ่มแจ้งแล้วว่า รูปนามมีอยู่ แต่ผู้เป็นเจ้าของรูปนามไม่มี ทุกข์มีอยู่ แต่ผู้เป็นทุกข์ไม่มี ทางมีอยู่ แต่ผู้เดินทางไม่มี นิพพานมีอยู่ แต่ผู้ บรรลุนิพพานไม่มี แล้วพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงอุบัติขึ้นในโลก ทรงเป็นมนุษย์ที่เหนือกว่ามนุษย์ เพราะลอยพ้นจากกระแสทุกข์เสียได้ เป็น อนาคาริกที่เหนือกว่าอนาคาริกทั้งปวง เพราะทรงหยุดการสร้างเคหสถานคือภพ ชาติทั้งปวงได้ เป็นสมณะที่เหนือกว่าสมณะทั้งปวง เพราะทรงอยู่เหนือความ วุ่นวายและความสงบได้อย่างเด็ดขาดแล้ว ทรงอยู่เหนือกว่าปรมาตมันทั้งปวง เพราะอยู่เหนือความยึดถือและความปล่อยวางในตัวตนเสียได้ เป็นพระวิสุทธิเทพ ที่เหนือกว่ามหาเทพอื่นใด เพราะปลอดพ้นจากความเวียนว่ายตายเกิดได้อย่าง สิ้นเชิง จึ่งควรเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราเหล่าพุทธบริษัท จักได้เปล่งเสียงท่องบ่นสาธยาย บทสรรเสริญคุณแห่งพระรัตนตรัย และบทพระธรรมอันพระผู้ช�ำนะมารได้ตรัสไว้ ดีแล้ว แม้วันเวลาจะเคลื่อนผ่านมาถึงสองสหัสวรรษแต่ก็ยังทรงสัตย์ไว้อย่างน่า มหัศจรรย์ แหละเป็นเครื่องมืออันวิเศษยิ่ง ในการสรรสร้างพระอริยบุคคลผู้รู้ตาม พระองค์ให้บังเกิดขึ้น ยังโลกให้สงบเย็นอยู่อย่างมิสร่างซา สายลมแห่งการสาธยาย มนต์นี้จะเป็นวายุแห่งศรัทธาและปัญญา ก่อเกื้อให้เกิดโพธิจิต เป็นรากฐานแห่ง สมาธิ อันยังจิตให้รู้ ตื่น เบิกบาน ด้วยภาวนามยปัญญา ซึ่งเป็นหนทางแห่งความ พ้นทุกข์พบสันติสุขอย่างแท้จริง ด้วยการุณยธรรม พระมหาวิเชียร ชินวํโส กันยายน ๒๕๕๒
พิเศษ ค ค�ำน�ำ ในการพิมพ์ครั้งที่ ๙ พุทธมนต์ ในชื่อเดิม คือ พุทธมนต์ สายลมแห่งศรัทธาและปัญญาวิถีพุทธ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ เดือนกันยายน ๒๕๕๒ เป็นหนังสือปกอ่อน ต่อมาในการพิมพ์ครั้งที่ ๕ จึงได้เปลี่ยนเป็นปกแข็ง ได้รับความนิยมจากสาธุชนผู้รักการสวดมนต์เป็นอย่างมาก เพราะ มีทั้งค�ำแปล และค�ำอธิบาย ที่ผู้รวบรวมได้น�ำมาจากคัมภีร์อรรถกถาโดยตรง ยกเว้น ค�ำไหนที่พระอรรถาจารย์ไม่ได้อธิบายไว้ หรือหาค�ำอธิบายจากท่านผู้รู้ทั้งหลายไม่ได้ จึงจ�ำเป็นต้องอธิบายตามความเข้าใจของตน แต่ก็อิงตามหลักธรรมไม่ได้คิดเดาเอาเอง จากประสบการณ์ที่เคยใช้หนังสือสวดมนต์จากหลายส�ำนักมากกว่า ๓๐ ปี และจาก การท�ำหนังสือสวดมนต์ด้วยตนเองมาหลายเล่ม หลายรุ่น พร้อมทั้งได้ทดลองสวดด้วย ตนเองอยู่แทบทุกวัน ผู้รวบรวมจึงคิดออกแบบหนังสือพุทธมนต์ที่ท่านถืออยู่นี้ ให้มีเครื่อง มือในการสวดได้ง่าย เช่น ขีดเส้นใต้ หรือท�ำแถบด�ำเอาไว้ เพื่อให้รู้ว่าบาลีท่อนไหน แปล อย่างไร พร้อมทั้งเพิ่มเติมบทสวดอื่นๆ ที่น่าสนใจ และไม่มีในหนังสือของส�ำนักอื่นเอาไว้ เพื่อให้ผู้ใช้ได้เลือกสวดตามความเหมาะสม การท�ำหนังสือสวดมนต์เป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง ถ้าเปรียบเทียบกับหนังสืออื่นๆ เพราะ หาคนช่วยตรวจค�ำผิดในภาษาบาลีได้ยากมาก หรือหากมีแต่ผู้ตรวจไม่ได้ทดลองสวดด้วย ตนเอง ก็มองไม่เห็นค�ำที่ “ไม่ผิด...แต่ผิด” เพราะผู้รวบรวมใส่สระแบบภาษาไทยเอาไว้ ส่วนมากจึงตก สระ “-ะ” เช่นค�ำว่า “โคตะมี” ถ้าลืมใส่สระอะ ชาวบ้านทั่วไปที่ไม่รู้ภาษา บาลี ก็มักจะอ่านว่า “โคด-มี” นักบาลีก็มักจะมองข้าม เพราะคุ้นกับภาษาบาลีที่สระอะซ่อน รูปอยู่แล้ว หรือพระสูตรบางบทที่น�ำมาใส่ไว้ในหนังสือเล่มนี้ หากยกค�ำแปลจากพระไตรปิฎก ภาษาไทยมาลงไว้เลย ก็ไม่เหมาะกับการสวด ผู้รวบรวมจึงต้องน�ำมาขัดเกลาใหม่ เพื่อให้ สละสลวยมากขึ้น โดยเฉพาะบทสวดสรภัญญะ ท่านอาจจะงงว่าน�ำมาจากไหนมากมาย แล้วจะเป็น บทสรภัญญะได้อย่างไร เช่นบทพาหุงฯ บทมหาการฯ ในภาษาบาลี นิยมสวดเป็นท�ำนอง สังโยค จะสวดเป็นท�ำนองสรภัญญะได้อย่างไร
พิเศษ ฆ ผู้รวบรวมขอแนะน�ำให้ดูเชิงอรรถด้านล่างของแต่ละบท เช่นบทพาหุงฯ เป็น วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ แสดงว่าสามารถสวดโดยการลอกเลียนท�ำนองของบท “ปางเมื่อ พระองค์ปรมะพุทธ” ที่ ในหลวงรัชกาล ที่ ๖ ได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ได้ หรือค�ำแปลของบทพาหุงฯ ที่ผู้รวบรวมได้เขียนไว้ ซึ่งเป็นวสันตดิลกฉันท์ ๑๔ เช่น กัน ก็ใช้ท�ำนองเดียวกันได้ เป็นต้น แม้แต่บทอื่นๆ ที่เป็นฉันทลักษณะ เช่นบทมงคลสูตร ในภาษาบาลี เป็นต้น ก็สามารถใส่ท�ำนองสรภัญญะได้ ผู้รวบรวมทดลองพลิกแพลงวิธีการสวดกับเยาวชน ผู้เพิ่งเริ่มต้นเข้ามาในศาสนานี้ และอธิบายไปตามเนื้อหาให้เข้าใจ ก็เป็นเหตุให้เกิดศรัทธาในพระศาสนา เข้าใจค�ำสอนได้ ง่ายขึ้น ดีกว่าการสวดแบบเดิมๆ อย่างจ�ำเจซ�้ำซาก ตามที่ได้อธิบายมานี้ ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า กว่าจะพิมพ์ครั้งที่ ๙ ผู้รวบรวมได้ลอง ผิดลองถูกมามาก เพราะยังด้อยสติปัญญา แต่ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ว่าจะเป็นอรรถประโยชน์ แก่ผู้น�ำหนังสือนี้ไปใช้ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ขอบัณฑิตทั้งหลายได้โปรดชี้แนะ เพื่อให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อพุทธศาสนิกชนต่อไป หรือหากวัดใด ต้องการน�ำเนื้อหาของหนังสือนี้ไปใช้ โดยการเปลี่ยนปก ใส่ชื่อวัด ของตน โดยไม่จ�ำเป็นต้องมีชื่อของผู้รวบรวมอยู่ด้วย ก็เต็มใจและอนุโมทนาบุญอย่างยิ่ง โปรดติดต่อกับโรงพิมพ์ได้เลย เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ เป็นพระปัญญาธิคุณ ของพระพุทธเจ้า และปัญญาของโบราณบัณฑิตทั้งหลาย มิใช่ของผู้รวบรวม แรงบันดาลใจของหนังสือเล่มนี้ มาจากหนังสือสวดมนต์แปล แห่งสวนโมกขพลาราม ของท่านพุทธทาส ที่ใช้กันมานานกว่า ๕๐ ปี ผู้เขียนน�ำมาปรับปรุงค�ำแปล และเพิ่มเติม บทสวดอีกมาก เพื่อให้เหมาะแก่ยุคสมัยมากขึ้น หวังว่าท่านที่ได้รับไป จะใช้ให้เป็น ประโยชน์สูงสุดแก่ตนเองและสังคม ขอความเจริญในธรรมของพระพุทธองค์ จงมีแก่ผู้มีส่วนร่วมในการจัดท�ำหนังสือ “พุทธมนต์” ทุกท่าน พระมหาวิเชียร ชินวํโส วิสาขบูชา ๒๕๖๐
สารบัญ หน้าพิเศษ วิธีการสาธยายและเจริญภาวนาในขณะสวดมนต์ ด้านในปกหน้า บทแผ่เมตตา และค�ำขอขมาพระรัตนตรัย ด้านในปกหลัง ๑๐ เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ของรัชกาลที่ ๑๐ หน้าพิเศษ ก ค�ำน�ำ หน้าพิเศษ ค ชื่อย่อคัมภีร์ หน้าพิเศษ ฏ บทที่ ๑ ท�ำวัตรเช้า-เย็น ค�ำบูชาเบื้องต้น ๓ ค�ำนมัสการพระรัตนตรัย ๔ บทท�ำวัตรเช้า พุทธาภิถุติ ๕ ธัมมาภิถุติ ๗ สังฆาภิถุติ ๘ รตนัตตยัปปณามคาถา ๙ สังเวคปริกิตตนปาฐะ ๑๐ บทท�ำวัตรเย็น พุทธานุสสติ ๑๕ พุทธาภิคีติ ๑๖ ธัมมานุสสติ ๑๘ ธัมมาภิคีติ ๑๙ สังฆานุสสติ ๒๑ สังฆาภิคีติ ๒๒ เชิงอรรถบทท�ำวัตรเช้า-เย็น ๒๔ พิเศษ ง
บทที่ ๒ บทสวดพิเศษ สรณคมนปาฐะ ๒๘ เขมาเขมสรณทีปิกคาถา ๒๙ ภัทเทกรัตตคาถา ๓๐ ติลักขณาทิคาถา ๓๑ ธัมมนิยามคาถา ๓๓ ธัมมคารวาทิคาถา ๓๔ โอวาทปาฏิโมกขคาถา ๓๕ ปฐมพุทธภาสิตคาถา ๓๖ ปัจฉิมพุทโธวาทปาฐะ ๓๗ ภารสุตตคาถา ๓๘ ทวัตติงสาการปาฐะ ๓๙ ปัพพโตปมคาถา ๔๐ บทพิจารณาสังขาร ๔๑ ค�ำเตือนก่อนปรินิพพาน ๔๓ อรกานุสาสนีสูตร ๔๔ บทที่ ๓ พระสูตร ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ๔๗ อัฏฐังคิกมรรค ๕๘ อนัตตลักขณสูตร ๖๔ กาลามสูตร ๖๗ พาหิยสูตร ๖๙ เผณปิณฑสูตร ๗๐ ราชาสูตร ๗๒ ปาสราสิสูตร ๗๔ อานิสงส์แห่งอานาปานสติ ๗๖ อานาปานสติ ๑๖ ฐาน ๗๘ พิเศษ จ
ผู้ชี้ขุมทรัพย์ ๘๑ พุทธานุสาสนี ๘๒ สติปัฏฐานสูตร ๘๓ ทศธรรม ๘๖ ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘๘ กถาวัตถุ ๑๐ ๙๐ บทที่ ๔ พุทธพจน์ พุทธพจน์ ๙๓ บทที่ ๕ พระปริตร ค�ำอาราธนาพระปริตร, บทชุมนุมเทวดา ๑๑๑ นโม ๙, ไตรสรณคมน์ ๑๑๒ นมการสิทธิคาถา ๑๑๓ สัมพุทธนมการคาถา ๑๑๕ นโมการอัฏฐกถา ๑๑๗ มงคลสูตร ๑๑๘ รัตนสูตร ๑๒๐ กรณียเมตตสูตร ๑๒๒ ขันธปริตร ๑๒๔ โมรปริตร ๑๒๖ วัฏฏกปริตร ๑๒๘ อาฏานาฏิยปริตร ๑๒๙ บทนัตถิ เม ๑๓๐ บทยังกิญจิ, บทสักกัต๎วา ๑๓๑ อังคุลิมาลปริตร ๑๓๒ โพชฌังคปริตร ๑๓๓ อภยปริตร ๑๓๕ พิเศษ ฉ
เทวตาอุยโยชนคาถา ๑๓๖ ปริตตานุภาวคาถา ๑๓๗ สัลเลขธรรม ๑๓๘ บทที่ ๖ พระอภิธรรม ต�ำนานพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ๑๔๑ พระธัมมสังคิณี ๑๔๓ พระวิภังค์ ๑๔๔ พระธาตุกถา ๑๔๕ พระปุคคลบัญญัติ ๑๔๖ พระกถาวัตถุ ๑๔๙ พระยมก ๑๕๐ พระมหาปัฏฐาน ๑๕๑ บังสุกุลตาย, บังสุกุลเป็น ๑๕๓ ธัมมสังคิณีมาติกา ๑๕๔ พระสหัสสนัย ๑๕๗ วิปัสสะนาภูมิปาฐะ ๑๕๙ ปฏิจจสมุปบาท ๑๖๑ บทที่ ๗ อนุโมทนาบุญ ต้นเหตุการอนุโมทนา ๑๖๗ อนุโมทนารัมภคาถา, สามัญญานุโมทนาคาถา ๑๖๘ มงคลจักรวาลน้อย ๑๖๙ กาลทานสุตตคาถา ๑๗๑ ติโรกุฑฑกัณฑปัจฉิมภาค ๑๗๒ อัคคัปปสาทสุตตคาถา ๑๗๓ โภชนทานานุโมทนาคาถา, อาฏานาฏิยปริตร(ย่อ) ๑๗๔ อาทิยสุตตคาถา ๑๗๕ วิหารทานคาถา ๑๗๖ พิเศษ ช
เทวตาทิสสทักขิณานุโมทนาคาถา ๑๗๗ เทวตาภิสัมมันตนคาถา ๑๗๘ ชยปริตรปัจฉิมภาค ๑๗๙ นิธิกัณฑ์ ๑๘๐ บทที่ ๘ สรภัญญะ ค�ำนมัสการพระรัตนตรัย, ปุพพภาคนมการ ๑๘๓ บทสรรเสริญพระพุทธคุณ ๑๘๔ บทสรรเสริญพระธรรมคุณ ๑๘๕ บทสรรเสริญพระสังฆคุณ ๑๘๖ บทสวดชยสิทธิคาถา ๑๘๗ บทสรรเสริญมาตาปิตุคุณ ๑๘๘ บทสรรเสริญอาจาริยคุณ ๑๘๙ พุทธชัยมงคลคาถา ๑๙๐ พุทธชัยมงคลคาถาแปล ๑๙๒ ชัยมงคลคาถา ๑๙๔ ชัยมงคลคาถาแปล ๑๙๕ ชินบัญชรคาถา ๑๙๖ ชินบัญชรคาถาแปล ๑๙๘ นมัสการพระอรหันต์ ๘ ทิศ ๒๐๐ บทสรรเสริญพระพุทธชินราช ๒๐๑ คาถาบูชาพระพุทธสิหิงค์ ๒๐๒ คาถามงกุฏพระพุทธเจ้า, ค�ำไหว้บารมี ๓๐ ทัศ ๒๐๓ คาถาหว่านทราย, คาถามงคลจักรวาลแปดทิศ, คาถาโพธิบาท ๒๐๔ บทปลงสังขาร ๒๐๕ เกศาผมหงอก ๒๐๖ บทกรวดน�้ำแบบโบราณ ๒๐๗ บทอธิษฐานจิตแบบโบราณ ๒๐๘ พิเศษ ฌ
บทที่ ๙ ศาสนพิธีและพระวินัย ค�ำบูชาพระรัตนตรัย, ค�ำอาราธนาศีล ๕ ๒๑๑ ไตรสรณคมน์, องค์แห่งศีล ๕ ๒๑๒ ค�ำอาราธนาธรรม, ค�ำอธิษฐานเมื่อถวายทาน ๒๑๓ ค�ำถวายข้าวพระพุทธ, ค�ำลาข้าวพระพุทธ, ค�ำถวายภัตตาหาร, ค�ำถวายจตุปัจจัยไทยทาน ๒๑๔ ค�ำอาราธนาศีล ๘, ค�ำอาราธนาศีลอุโบสถ ๒๑๕ องค์แห่งศีล ๘ และศีลอุโบสถ ๒๑๖ ท้ายศีลอุโบสถ ๒๑๗ ค�ำลาศีล ๘ หรือศีลอุโบสถ, วิธีบวชและค�ำขอบวชเนกขัมม์ ๒๑๘ ค�ำสมาทานพระกรรมฐาน ๒๑๙ ค�ำขอขมา, ค�ำอุทิศส่วนกุศล, ค�ำลากลับบ้าน ๒๒๐ ค�ำถวายมตกภัตร(เพื่ออุทิศให้ผู้ล่วงลับ), ค�ำถวายเสนาสนะ ๒๒๑ ค�ำถวายดอกไม้ธูปเทียนเพื่อบูชาพระรัตนตรัย, ค�ำถวายพระพุทธรูป ๒๒๒ ค�ำถวายผ้าไตรอุทิศให้แก่ผู้ล่วงลับ, ค�ำถวายเทียนพรรษาอุปกรณ์ไฟฟ้า และผ้าอาบน�้ำฝน ๒๒๓ ค�ำถวายผ้าป่าและอื่นๆ ๒๒๔ วิธีแสดงอาบัติ ๒๒๕ ค�ำขอขมาอาจารย์, ค�ำลาสิกขา ๒๒๗ การอธิษฐาน, ค�ำอธิษฐานบริขารต่างๆ ๒๒๘ ค�ำถอนอธิษฐาน, ค�ำเสียสละไตรจีวรล่วงราตรี ๒๒๙ ค�ำวิกัป, ค�ำถอนวิกัป ๒๓๐ วิธีท�ำพินทุกัปป์, การท�ำกัปปิยะ ๒๓๑ กาลิก ๔ ระยะเวลาที่ฉันได้ ๒๓๒ องค์แห่งการประเคน ๒๓๓ ค�ำอธิษฐานเข้าพรรษา, ค�ำสัตตาหกรณียะ, สัตตาหกรณียะ ๒๓๔ อานิสงส์การจ�ำพรรษา, ค�ำปวารณา ๒๓๕ พิเศษ ญ
พิเศษ ฎ การขอนิสสัย, อัฏฐบริขาร ๒๓๖ ค�ำอปโลกน์สังฆทาน ๒๓๗ ค�ำถวายผ้ากฐิน, ค�ำอปโลกน์กฐิน ๒๓๘ แบบกรรมวาจาสวดให้ผ้ากฐิน ๒๓๙ ค�ำกรานกฐิน, ค�ำอนุโมทนากฐิน ๒๔๐ บทที่ ๑๐ ปกิณกะ ตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะ ๒๔๓ ธาตุปฏิกูลปัจจเวกขณวิธี ๒๔๖ สัพพปัตติทานคาถา ๒๔๙ บทอุทิศส่วนกุศล ๒๕๐ ปัตติทานคาถา ๒๕๑ อตีตปัจจเวกขณปาฐะ ๒๕๓ อุทิสสนาธิฏฐานคาถา ๒๕๖ ค�ำตั้งความปรารถนา ๒๕๘ ค�ำส่งส่วนกุศลแก่ผู้ป่วยหลังจากนั่งสมาธิ, ค�ำอธิษฐานเมื่อปฏิบัติเสร็จ ๒๖๐ บทแผ่เมตตาและอธิษฐานจิต ๒๖๑ ค�ำกรวดน�้ำหลังจากนั่งสมาธิหรือท�ำวัตร ๒๖๒ บทอธิษฐานขออโหสิกรรม ๒๖๓ ค�ำถอนพุทธภูมิ ๒๖๔ พระคาถาเมตตาหลวง ๒๖๕ ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก ต้นฉบับเดิม ๒๖๘
ชื่อย่อคัมภีร์และหนังสืออ้างอิง เฉพาะที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ พระไตรปิฎก พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับบาลีสยามรัฐ พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ค�ำแปลภาษาไทยทั้งหมด อ้างอิงจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หลีกเลี่ยงการเขียนทับศัพท์ภาษาบาลี พระวินัยปิฎก ค�ำย่อ ค�ำเต็ม วิ.ม. วินัยปิฎก มหาวรรค ภิกขุวิภังค์ วิ.ป. วินัยปิฎก ปริวารวรรค วิ.จู. วินัยปิฎก จูฬวรรค พระสุตตันตปิฎก ที.สี. สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ที.ม. สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค ที.ปา. สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ม.มู. สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ม.ม. สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ม.อุ. สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สํ.ส. สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สํ.นิ. สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค สํ.ข. สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สํ.ม. สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค องฺ.เอก. สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต องฺ.ทุก. สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต องฺ.ติก. สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต องฺ.จตุกฺก. สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต องฺ.ปญฺจก. สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต องฺ.ฉกฺก. สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต องฺ.สตฺตก. สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต องฺ.ทสก. สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ขุ.ขุ. สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ขุ.ธ. สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธัมมบท ขุ.ชา. สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ขุ.อป. สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พิเศษ ฏ
พระอภิธรรมปิฎก อภิ.สงฺ. อภิธัมมปิฎก ธัมมสังคิณี อภิ.วิ. อภิธัมมปิฎก วิภังค์ อภิ.ธา. อภิธัมมปิฎก ธาตุกถา อภิ.ปุ. อภิธัมมปิฎก ปุคคลบัญญัติ อภิ.ก. อภิธัมมปิฎก กถาวัตถุ อภิ.ย. อภิธัมมปิฎก ยมก อภิ.ป. อภิธัมมปิฎก ปัฏฐาน คัมภีร์อรรถกถา วิ.มหา.อ. วินัยปิฎก สมันตปาสาทิกา มหาวัคคอัฏฐกถา วิ.จู.อ. วินัยปิฎก สมันตปาสาทิกา จูฬวัคคอัฏฐกถา องฺ.ทสก.อ. อังคุตตรนิกาย มโนรถปูรณี ทสกนิบาตอัฏฐกถา ขุ.ธ.อ. ขุททกนิกาย ธัมมปทัฏฐกถา ขุ.อุ.อ. ขุททกนิกาย ปรมัตถทีปนี อุทานอัฏฐกถา ขุ.เปต.อ. ขุททกนิกาย ปรมัตถโชติกา เปตวัตถุอัฏฐกถา ขุ.ม.อ. ขุททกนิกาย สัทธัมมัปปัชโชติกา มหานิทเทสอัฏฐกถา วิสุทฺธิฺ วิสุทธิมรรคแปล คัมภีร์ฎีกา สารตฺถ. ฎีกา สารัตถทีปนีฎีกา องฺ.จตุกฺก. ฎีกา ฎีกาอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต มังคลัตถทีปนี ปฐโม ภาโค มังคลัตถทีปนี ภาคที่ ๑ ตัวอย่างการอ่าน: สํ.นิ. ปัจจัยสูตร ๑๖/๓๐/๖๑ ให้อ่านว่า สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ปัจจัยสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ ข้อที่ ๓๐ หน้า ๖๑ หนังสืออ้างอิง กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, พระไตรปิฎก ฉบับส�ำหรับประชาชน ตอน ว่าด้วยพระอภิธรรม เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐, ๒๕๕๐, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ�ำกัด. พระพรหมคุณาภรณ์, (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ๒๕๔๒, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระพรหมคุณาภรณ์, (ป.อ. ปยุตฺโต), ๒๕๔๖, พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๑๑, และ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๑๒,กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระครูอรุณธรรมรังสี, (เอี่ยม สิริวณฺโณ), (ม.ป.ป.) มนต์พิธี, กรุงเทพฯ: อักษรสมัยการพิมพ์. สุชีพ ปุญญานุภาพ, พระไตรปิฎกฉบับประชาชน, ๒๕๓๓, พิมพ์ครั้งที่ ๑๒, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย. สุนัฐชา ฉายาวัฒนะ, ธันวาคม ๒๕๕๒, ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มหาราชปริตร อภิธรรม ๗ คัมภีร์, พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพฯ: บุญศิริการพิมพ์. พิเศษ ฐ
พระบรมราโชวาทตอนหนึ่งที่พระราชทานเพื่อเชิญไปอ่าน ในการเปิดประชุมใหญ่ของสมาคม พุทธศาสนา ทั่วราชอาณาจักร ครั้งที่ ๒๘ เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๓ แสดงให้เห็นถึงความรู้แจ้งใน พุทธศาสนาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กล่าวคือ พุทธธรรมค�ำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาแสดงความจริงแท้ ที่เห็นแจ้งโดยปัญญาของพระอริยะ จึงเป็น ค�ำสอนอย่างประเสริฐที่จะพึงศึกษา ให้เห็นให้เข้าใจ ตามด้วยการเพ่งพินิจ มิใช่เข้าใจเอาง่ายๆ โดยไม่อาศัย ความพิจารณาไตร่ตรองให้ทั่วถึง เพราะหาไม่จะกลายเป็นความรู้ผิด เห็นผิด เป็นธรรมปฏิรูปไป ท่านทั้งหลายมาร่วมกันปฏิบัติงานด้านส่งเสริมท�ำนุบ�ำรุงพระศาสนา ตลอดจนศีลธรรมจรรยาของ ประชาชน ย่อมมีหน้าที่ต้องศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม และเผยแพร่ธรรมอยู่ตลอดเวลา สมควรอย่างยิ่งที่จะ ศึกษา ปฏิบัติ และเผยแพร่ด้วยความระมัดระวังตั้งใจอย่างที่สุด เพื่อให้ได้เนื้อแท้ที่เที่ยงตรงตามพุทธบัญญัติ และพุทธาธิบาย การบ�ำเพ็ญกรณียกิจของท่านในด้านจรรโลงพระศาสนา จึงจะอ�ำนวยผลอันบริสุทธิ์และบริบูรณ์ ทุกแง่ทุกส่วน ตามศรัทธาและความปรารถนาที่ตั้งไว้
ทำ�วัตรเช้า-เย็น 1 ท�ำวัตรเช้ำ-เย็น “อิเม จ ภิกฺขู สมฺมา วิหเรยฺยุํ, อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส.” หากว่า ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ พึงเป็นอยู่โดยชอบ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ที.ม. มหาปรินิพพานสูตร ๑๐/๒๑๔ บทที่
2 พุทธมนต์ บทสวดมนต์ท�ำวัตร เจ้าฟ้ามงกุฏ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ได้ทรงรวบรวมขึ้น เพราะความที่พระองค์เป็นนักปราชญ์ทางภาษาบาลี เริ่มพิมพ์ครั้งแรกในสมัยที่พระองค์ทรงผนวชอยู่ที่ วัดบวรนิเวศวิหาร และต่อมาในสมัยหลวงพ่อพุทธทาส แห่งสวนโมกขพลาราม ได้มีการริเริ่มแปลบทท�ำวัตรเช้า-เย็น และบทพิเศษอื่นๆ และเผยแผ่การท�ำวัตรสวดมนต์แปล จนได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันนี้
ทำ�วัตรเช้า-เย็น 3 ค�ำบูชาเบื้องต้น (น�ำ) โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ (รับ) พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น พระองค์ใด, เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง, ส๎วากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด, ตรัสไว้ดีแล้ว, สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, พระสงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด, ปฏิบัติดีแล้ว ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง, อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอบูชาอย่างยิ่ง, ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น, พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์, ด้วยเครื่องสักการะทั้งหลายเหล่านี้, อันยกขึ้นตามสมควรแล้วอย่างไร, สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ, ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ, พระผู้มีพระภาคเจ้า, แม้ปรินิพพานนานแล้ว, ทรงสร้างคุณอันส�ำเร็จประโยชน์ไว้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ปัจฉิมา ชะนะตานุกัมปะมานะสา, ทรงมีพระหฤทัยอนุเคราะห์แก่พวกข้าพเจ้า, อันเป็นชนรุ่นหลัง, อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปฏิคคัณหาตุ, ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า, โปรดรับเครื่องสักการะ, อันเป็นบรรณาการของ คนยากทั้งหลายเหล่านี้, อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ, เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ตลอดกาลนานเทอญ.
4 พุทธมนต์ ค�ำนมัสการพระรัตนตรัย (น�ำ) อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, (รับ) พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. (กราบ) ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว, ธัมมัง นะมัสสามิ. ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม. (กราบ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว, สังฆัง นะมามิ. ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์. (กราบ) ปุพพภาคนมการ (น�ำ) หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส๑ . (รับ) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า, พระองค์นั้น, อะระหะโต, ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส, สัมมาสัมพุทธัสสะ๒ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองฯ (ว่า ๓ ครั้ง)๑ แปลว่า เชิญเถิด เราทั้งหลาย ท�ำความนอบน้อมอันเป็นส่วนเบื้องต้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด ๒นะโม สาตาคิริยักษ์ กล่าวนมัสการ, ตัสสะ อสุรินทราหู กล่าว, ภะคะวะโต ท้าวจาตุมหาราชิกา กล่าว, อะระหะโต นั้น ท้าวสักกเทวราช กล่าว, สัมมาสัมพุทธัสสะ ท้าวมหาพรหม กล่าวนมัสการ ปรากฏในฎีกามงคลร้อยแปด
ทำ�วัตรเช้า-เย็น 5 บทท�ำวัตรเช้า๑ พุทธาภิถุติ (น�ำ) หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส๒ . (รับ) โย โส ตะถาคะโต, พระตถาคตเจ้านั้น พระองค์ใด, (๑)อะระหัง, เป็นผู้ไกลจากกิเลส, (๒)สัมมาสัมพุทโธ, เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง, (๓)วิชชาจะระณะสัมปันโน, เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ, (๔)สุคะโต, เป็นผู้เสด็จไปแล้วด้วยดี, (๕)โลกะวิทู, เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง, (๖)อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า, (๗)สัตถา เทวะมะนุสสานัง, เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, (๘)พุทโธ, เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม, (๙)ภะคะวา, เป็นผู้มีความจ�ำเริญจ�ำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์, โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพ๎รัห๎มะกัง, สัสสะมะณะพ๎รัห๎มะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อะภิญญา สัจฉิกัต๎วา ปะเวเทสิ, พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด, ได้ทรงท�ำความดับทุกข์ให้เเจ้งด้วยพระปัญญา อันยิ่งเองแล้ว, ทรงสอนโลกนี้ พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม, และหมู่สัตว์, พร้อมทั้งสมณพราหมณ์, พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม, หมายเหตุ : ตัวอักษรเฉพาะภาษาบาลีที่ขีดเส้นใต้ สลับกับที่ไม่ขีดเส้นใต้ ในบทท�ำวัตรเช้า ใช้ส�ำหรับหยุดเว้น วรรคเมื่อสวดเฉพาะบาลี ตามแบบพระสงฆ์นิยมสวด (ส่วนตัวเลขที่อยู่ในวงเล็บ คือคุณของพระพุทธเจ้า มีค�ำอธิบายหน้า ๒๔)๑ บทท�ำวัตรเช้า-เย็น น�ำมาจาก ม.มู. ๑๒/๙๕/๖๗; องฺ.ฉกฺก. ๒๒/๒๘๑/๓๑๗.๒ แปลว่า เชิญเถิดเราทั้งหลาย ท�ำการสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้าเถิด
6 พุทธมนต์ โย ธัมมัง เทเสสิ, พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด, ทรงแสดงธรรมแล้ว, อาทิกัล๎ยาณัง, ไพเราะในเบื้องต้น,๑ มัชเฌกัล๎ยาณัง, ไพเราะในท่ามกลาง,๒ ปะริโยสานะกัล๎ยาณัง, ไพเราะในที่สุด,๓ สาตถัง สะพ๎ยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พ๎รัห๎มะจะริยัง ปะกาเสสิ, ทรงประกาศพรหมจรรย์, คือแบบแห่งการปฏิบัติอันประเสริฐ, บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง, พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ, ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ, ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง, เฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น, ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ. ข้าพเจ้านอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น, ด้วยเศียรเกล้าฯ กราบระลึกรู้ว่า พุทโธ เม นาโถ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า ๑-๒-๓ไพเราะในเบื้องต้น หมายถึงศีล, ไพเราะในท่ามกลาง หมายถึงสมาธิ, ไพเราะในที่สุด หมายถึงปัญญา หรือ ไพเราะในเบื้องต้น หมายถึงสมาธิ, ไพเราะในท่ามกลาง หมายถึงปัญญา, ไพเราะในที่สุดหมายถึงวิมุต อีกนัยหนึ่ง ไพเราะในเบื้องต้น หมายถึงปัญญา, ไพเราะในท่ามกลาง หมายถึงวิมุต, ไพเราะในที่สุด หมายถึงวิมุตติญาณทัสสนะ
ทำ�วัตรเช้า-เย็น 7 ธัมมาภิถุติ (น�ำ) หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส.๑ (รับ) โย โส(๑)ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรมนั้นใด, เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว; (๒)สันทิฏฐิโก, เป็นธรรมที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง, (๓)อะกาลิโก, เป็นธรรมที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จ�ำกัดกาล, (๔)เอหิปัสสิโก, เป็นธรรมที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่า, ท่านจงมาดูเถิด, (๕)โอปะนะยิโก, เป็นธรรมที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว, (๖)ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ, เป็นธรรมที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน, ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ, ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง, เฉพาะพระธรรมนั้น, ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ. ข้าพเจ้านอบน้อมพระธรรมนั้น, ด้วยเศียรเกล้าฯ กราบระลึกรู้ว่า ธัมโม เม นาโถ พระธรรมเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า ๑ แปลว่า เชิญเถิดเราทั้งหลาย ท�ำการสรรเสริญคุณของพระธรรมเถิด / ดูค�ำอธิบายคุณของพระธรรมหน้า ๒๕
8 พุทธมนต์ สังฆาภิถุติ (น�ำ) หันทะ มะยัง สังฆาภิถุติง กะโรมะ เส.๑ (รับ) โย โส (๑)สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นหมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว ; (๒)อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติตรงแล้ว ; (๓)ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว, (๔)สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว, ยะทิทัง, ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ :- จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่, นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, นั่นแหละสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, (๕)อาหุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาน�ำมาบูชา, (๖)ปาหุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ, (๗)ทักขิเณยโย, เป็นสงฆ์ควรรับทักษิณาทาน, (๘)อัญชะลีกะระณีโย, เป็นสงฆ์ที่บุคคลทั่วไปควรท�ำอัญชลี, (๙)อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ, เป็นเนื้อนาบุญของโลก, ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า, ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ, ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง, เฉพาะพระสงฆ์หมู่นั้น, ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ. ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์หมู่นั้น, ด้วยเศียรเกล้าฯ กราบระลึกรู้ว่า สังโฆ เม นาโถ พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า ๑ แปลว่า เชิญเถิดเราทั้งหลาย ท�ำการสรรเสริญคุณของพระสงฆ์เถิด / ดูค�ำอธิบายคุณของพระสงฆ์ หน้า ๒๕
ทำ�วัตรเช้า-เย็น 9 รตนัตตยัปปณามคาถา (น�ำ) หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะ สังเวคะปะริกิตตะนะปาฐัญจะ ภะณามะ เส.๑ (รับ) พุทโธ สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโว, พระพุทธเจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์ มีพระกรุณาดุจห้วงมหรรณพ, โยจจันตะสุทธัพพะระญาณะโลจะโน, พระองค์ใดมีตาคือญาณอันประเสริฐหมดจดถึงที่สุด, โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก, เป็นผู้ฆ่าเสียซึ่งบาป และอุปกิเลส๒ ของโลก, วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง, ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น, โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ, ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน, พระธรรมของพระศาสดา สว่างรุ่งเรืองเปรียบดวงประทีป, โย มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก, จ�ำแนกประเภท คือ มรรค ผล นิพพานส่วนใด, โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน, ซึ่งเป็นตัวโลกุตระ, และส่วนใดที่ชี้แนวแห่งโลกุตระนั้น, วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง, ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ, สังโฆ สุเขตตาภ๎ยะติเขตตะสัญญิโต, พระสงฆ์เป็นนาบุญอันยิ่งใหญ่กว่านาบุญอันดีทั้งหลาย, ๑ แปลว่า เชิญเถิด เราทั้งหลาย กล่าวค�ำนอบน้อมพระรัตนตรัยและบาลีที่ก�ำหนดวัตถุเครื่องแสดงความสังเวชเถิด๒ อุปกิเลส ธรรมเครื่องเศร้าหมอง, สิ่งที่ท�ำให้จิตขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก มี ๑๖ ประการคือ ๑.อภิชฌาวิสมโลภะ โลภ มาก ๒.โทสะ มักโกรธ ๓.โกธะ วู่วาม ๔.อุปนาหะ ผูกอาฆาต ๕.มักขะ ลบหลู่บุญคุณ ๖.ปลาสะ ตีเสมอ ๗.อิสสา ริษยา ๘.มัจฉริยะ ตระหนี่ ๙.มายา มารยา ๑๐.สาเถยยะ โอ้อวด ๑๑.ถัมภะ หัวดื้อ ๑๒.สารัมภะ แข่งดี ๑๓.มานะ ถือตัว ๑๔.อติมานะ ดูหมิ่นท่าน ๑๕.มทะ มัวเมา ๑๖.ปมาทะ ประมาท อุปกิเลสไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา แต่เกิดเป็นครั้งคราวเมื่อขาดสติสัมปชัญญะ
10 พุทธมนต์ โย ทิฏฐะสันโต สุคะตานุโพธะโก, เป็นผู้เห็นพระนิพพาน, ตรัสรู้ตามพระสุคตหมู่ใด, โลลัปปะหีโน อะริโย สุเมธะโส, เป็นผู้ละกิเลสเครื่องโลเล, เป็นพระอริยเจ้า มีปัญญาดี, วันทามิ สังฆัง อะหะมาทะเรนะ ตัง, ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น, โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ. อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง, วัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง, ปุญญัง มะยา ยัง มะมะ สัพพุปัททะวา, มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิทธิยา. บุญใด ที่ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งวัตถุสามคือพระรัตนตรัย, อันควรบูชายิ่งโดย ส่วนเดียว, ได้กระท�ำแล้วเป็นอย่างยิ่งเช่นนี้นี้, ขออุปัทวะทั้งหลาย, จงอย่ามี แก่ข้าพเจ้าเลย, ด้วยอ�ำนาจความส�ำเร็จอันเกิดจากบุญนั้นฯ อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน, พระตถาคตเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้, อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, เป็นผู้ไกลจากกิเลส, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง, ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก, และพระธรรมที่ทรงแสดง, เป็นธรรมเครื่องออกจากทุกข์, อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก, เป็นเครื่องสงบกิเลส, เป็นไปเพื่อปรินิพพาน, สังเวคปริกิตตนปาฐะ (หากสวดย่ อเฉพาะบทสังเวคะฯ ให้ นำ ว่ า หันทะ มะยัง สังเวคะปะริกิตตะนะปาฐัง ภะณามะ เส)
ทำ�วัตรเช้า-เย็น 11 สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต, เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม, เป็นธรรมที่พระสุคตประกาศ, มะยันตัง ธัมมัง สุต๎วา เอวัง ชานามะ, พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว, จึงได้รู้อย่างนี้ว่า, ชาติปิ ทุกขา, แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์, ชะราปิ ทุกขา, แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์, มะระณัมปิ ทุกขัง, แม้ความตายก็เป็นทุกข์, โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา, แม้ความโศก ความร�่ำไรร�ำพัน, ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ, ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์, อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข, ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์, ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์, ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง, มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็เป็นทุกข์, สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา, ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์๑ ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์, เสยยะถีทัง, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ :- รูปูปาทานักขันโธ, ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือรูป, เวทะนูปาทานักขันโธ, ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือเวทนา, สัญญูปาทานักขันโธ, ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือสัญญา, สังขารูปาทานักขันโธ, ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือสังขาร, วิญญาณูปาทานักขันโธ, ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือวิญญาณ, เยสัง ปะริญญายะ, เพื่อให้สาวกก�ำหนดรอบรู้อุปาทานขันธ์เหล่านี้เอง, ธะระมาโน โส ภะคะวา, จึงพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่,
12 พุทธมนต์ เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ, ย่อมทรงแนะน�ำสาวกทั้งหลาย เช่นนี้เป็นส่วนมาก, เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี พะหุลา ปะวัตตะติ, อนึ่ง ค�ำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, ย่อมเป็นไปในสาวกทั้งหลาย, ส่วนมาก, มีส่วนคือการจ�ำแนกอย่างนี้ว่า :- รูปัง อะนิจจัง, รูปไม่เที่ยง, เวทะนา อะนิจจา, เวทนาไม่เที่ยง, สัญญา อะนิจจา, สัญญาไม่เที่ยง, สังขารา อะนิจจา, สังขารไม่เที่ยง, วิญญาณัง อะนิจจัง, วิญญาณไม่เที่ยง, รูปัง อะนัตตา, รูปไม่ใช่ตัวตน, เวทะนา อะนัตตา, เวทนาไม่ใช่ตัวตน, สัญญา อะนัตตา, สัญญาไม่ใช่ตัวตน, สังขารา อะนัตตา, สังขารไม่ใช่ตัวตน, วิญญาณัง อะนัตตา, วิญญาณไม่ใช่ตัวตน, สัพเพ สังขารา อะนิจจา, สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง, สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ, ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน ดังนี้, (ชายว่า) เต (หญิงว่า)ตา ชาติยา, โดยความเกิด, ชะรามะระเณนะ, โดยความแก่และความตาย, โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ, โดยความโศก ความร�่ำไรร�ำพัน, ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ, ความคับแค้นใจทั้งหลาย, มะยัง โอติณณาม๎หะ พวกเราทั้งหลาย เป็นผู้ถูกครอบง�ำแล้ว
ทำ�วัตรเช้า-เย็น 13 ทุกโขติณณา, เป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว, ทุกขะปะเรตา, เป็นผู้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว, อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ. ท�ำไฉนหนอ?, การท�ำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้, จะพึงปรากฏชัดแก่เราได้. ส�ำหรับพระภิกษุ-สามเณร จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธัง, เราทั้งหลายอุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้ไกลจากกิเลส, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง, แม้ปรินิพพานนานแล้วพระองค์นั้น, สัทธา อะคารัส๎มา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา, เป็นผู้มีศรัทธาออกบวชจากเรือน, ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว, ตัส๎มิง ภะคะวะติ พ๎รัห๎มะจะริยัง จะรามะ, ประพฤติอยู่ซึ่งพรหมจรรย์, ในพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น, (ภิกษุว่า) ภิกขูนัง (สามเณรว่า) สามะเณรานัง ถึงพร้อมด้วยสิกขาและธรรมเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิต ตัง โน พ๎รัห๎มะจะริยัง อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ. ขอให้พรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้น, จงเป็นไปเพื่อการท�ำที่สุดแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ เทอญฯ สิกขาสาชีวะสะมาปันนา, (ภิกษุว่า) ของภิกษุทั้งหลาย (สามเณรว่า) ของสามเณรทั้งหลาย
14 พุทธมนต์ ส�ำหรับอุบาสก-อุบาสิกา จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา, เราทั้งหลาย ผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า, แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น เป็นสรณะ, ธัมมัญจะ สังฆัญจะ, ถึงพระธรรมด้วย ถึงพระสงฆ์ด้วย, ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง, ยะถาสะติ ยะถาพะลัง, มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ, จักท�ำในใจอยู่, ปฏิบัติตามอยู่, ซึ่งค�ำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, ตามสติก�ำลัง, สา สา โน ปะฏิปัตติ, ขอให้การปฏิบัตินั้นๆ ของเราทั้งหลาย, อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ. จงเป็นไปเพื่อการท�ำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญฯ
ทำ�วัตรเช้า-เย็น 15 บทท�ำวัตรเย็น พุทธานุสสติ (น�ำ) หันทะ มะยัง พุทธานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.๑ (รับ) ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัล๎ยาโณ กิตติสัทโท อัพภุคคะโต, ก็กิตติศัพท์อันงามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, ได้ฟุ้งไปแล้วอย่างนี้ว่า :- อิติปิ โส ภะคะวา, เพราะเหตุอย่างนี้ๆ, พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, (๑)อะระหัง, เป็นผู้ไกลจากกิเลส, (๒)สัมมาสัมพุทโธ, เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง (๓)วิชชาจะระณะสัมปันโน, เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ, (๔)สุคะโต, เป็นผู้เสด็จไปแล้วด้วยดี, (๕)โลกะวิทู, เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง, (๖)อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า, (๗)สัตถา เทวะมะนุสสานัง, เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, (๘)พุทโธ, เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม (๙)ภะคะวา..ติ. เป็นผู้มีความจ�ำเริญจ�ำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์...ดังนี้ฯ หมายเหตุ : ตัวอักษรเฉพาะภาษาบาลีที่ขีดเส้นใต้ สลับกับที่ไม่ขีดเส้นใต้ ในบทท�ำวัตรเย็นทั้งหมดใช้ส�ำหรับหยุดเว้นวรรค เมื่อสวดเฉพาะบาลี ตามแบบที่พระสงฆ์นิยมสวด (ส่วนตัวเลขที่อยู่ในวงเล็บ คือคุณของพระพุทธเจ้า(มีค�ำอธิบายหน้า ๒๔)๑ แปลว่า เชิญเถิด เราทั้งหลาย ท�ำความระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเถิด หากสวดย่อ ...ให้กราบระลึกรู้ว่า พุทโธ เม นาโถ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า
16 พุทธมนต์ ๑ แปลว่า เชิญเถิด เราทั้งหลาย ท�ำการพรรณนาเฉพาะคุณของพระพุทธเจ้าเถิด พุทธาภิคีติ (น�ำ) หันทะ มะยัง พุทธาภิคีติง กะโรมะ เส. (รับ) พุทธะวาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต, พระพุทธเจ้าประกอบด้วยคุณ มีความประเสริฐแห่งอรหันตคุณเป็นต้น, สุทธาภิญาณะกะรุณาหิ สะมาคะตัตโต, มีพระองค์อันประกอบด้วยพระญาณ และพระกรุณาอันบริสุทธิ์, โพเธสิ โย สุชะนะตัง กะมะลังวะ สูโร, พระองค์ใด ทรงกระท�ำชนที่ดีให้เบิกบาน ดุจอาทิตย์ท�ำบัวให้บาน, วันทามะหัง ตะมะระณัง สิระสา ชิเนนทัง, ข้าพเจ้าไหว้พระชินสีห์ผู้ไม่มีกิเลสพระองค์นั้น ด้วยเศียรเกล้า, พุทโธ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย, ปะฐะมานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง, ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น, อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก องค์ที่หนึ่ง ด้วยเศียรเกล้า, พุทธัสสาหัส๎มิ วะ พุทโธ เม สามิกิสสะโร, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้าเป็นนายมีอิสระเหนือข้าพเจ้า, พุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม, พระพุทธเจ้าเป็นเครื่องก�ำจัดทุกข์, และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า, พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระพุทธเจ้า, จะริสสามิ พุทธัสเสวะ สุโพธิตัง, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า, (ชายว่า) ทาโส (หญิงว่า) ทาสี (ชายว่า) วันทันโตหัง (หญิงว่า) วันทันตีหัง
ทำ�วัตรเช้า-เย็น 17 ๒ บทขอให้งดโทษนี้ มิได้เป็นการขอล้างบาป เป็นเพียงการเปิดเผยตัวเอง และค�ำว่าโทษในที่นี้มิได้หมายถึงกรรม หมาย เอาเพียงโทษเล็กน้อยซึ่งเป็น “ส่วนตัว” ระหว่างกันที่พึงอโหสิกรรมกันได้ การขอขมาชนิดนี้ ส�ำเร็จผลได้ในเมื่อผู้ขอตั้งใจท�ำจริงๆ และเป็นเพียงศีลธรรมหรือสิ่งที่ควรประพฤติ นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง, สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระพุทธเจ้าเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุ สาสะเน, ด้วยการกล่าวค�ำสัตย์นี้, ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา, พุทธัง เม ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระพุทธเจ้า, ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้, สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา. อันตรายทั้งปวงอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า, ด้วยเดชแห่งบุญนั้น ฯ (หมอบกราบลงว่า) กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี, พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, กรรมน่าติเตียนอันใด, ที่ข้าพเจ้ากระท�ำแล้วในพระพุทธเจ้า, พุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง, ขอพระพุทธเจ้า จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น, กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ. เพื่อการส�ำรวมระวังในพระพุทธเจ้า ในกาลต่อไปฯ๒ (ชายว่า) วันทะมาเนนะ (หญิงว่า) วันทะมานายะ
18 พุทธมนต์ ธัมมานุสสติ (น�ำ) หันทะ มะยัง ธัมมานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.๑ (รับ) (๑)ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว, (๒)สันทิฏฐิโก เป็นธรรมที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง, (๓)อะกาลิโก, เป็นธรรมที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จ�ำกัดกาล, (๔)เอหิปัสสิโก, เป็นธรรมที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด, (๕)โอปะนะยิโก, เป็นธรรมที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว, (๖)ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหี..ติ. เป็นธรรมที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน...ดังนี้ฯ หากสวดย่อ ...ให้กราบระลึกรู้ว่า ธัมโม เม นาโถ พระธรรมเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า ๑ แปลว่า เชิญเถิด เราทั้งหลาย ท�ำความระลึกถึงคุณของพระธรรมเถิด / ดูค�ำอธิบายคุณของพระธรรม หน้า ๒๕
ทำ�วัตรเช้า-เย็น 19 ธัมมาภิคีติ (น�ำ) หันทะ มะยัง ธัมมาภิคีติง กะโรมะ เส.๑ (รับ) ส๎วากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ เสยโย, พระธรรม เป็นธรรมที่ประเสริฐเพราะประกอบด้วยคุณ คือความที่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นต้น, โย มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท, เป็นธรรมอันจ�ำแนกเป็น มรรค ผล ปริยัติและนิพพาน, ธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี, เป็นธรรมทรงไว้ซึ่งผู้ทรงธรรม จากการตกไปสู่โลกที่ชั่ว, วันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธัมมะเมตัง, ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมอันประเสริฐนั้น, อันเป็นเครื่องขจัดเสียซึ่งความมืด, ธัมโม โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, พระธรรมใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย, ทุติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง, ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกองค์ที่สอง, ด้วยเศียรเกล้า, ธัมมัสสาหัส๎มิ วะ ธัมโม เม สามิกิสสะโร, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรม, พระธรรมเป็นนายมีอิสระเหนือข้าพเจ้า, ธัมโม ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม, พระธรรมเป็นเครื่องก�ำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า, ธัมมัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระธรรม จะริสสามิ ธัมมัสเสวะ สุธัมมะตัง, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม, ซึ่งความเป็นธรรมดีของพระธรรม, ๑ แปลว่า เชิญเถิด เราทั้งหลาย ท�ำการพรรณนาเฉพาะคุณของพระธรรมเถิด (ชายว่า) วันทันโตหัง (หญิงว่า) วันทันตีหัง (ชายว่า) ทาโส (หญิงว่า) ทาสี
20 พุทธมนต์ นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง, สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระธรรมเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน, ด้วยการกล่าวค�ำสัตย์นี้, ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา, ธัมมัง เม ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระธรรม, ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้, สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา, อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้นฯ (หมอบกราบลงว่า) กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี, ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, กรรมน่าติเตียนอันใด, ที่ข้าพเจ้ากระท�ำแล้วในพระธรรม, ธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง, ขอพระธรรม จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น, กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม. เพื่อการส�ำรวมระวังในพระธรรม ในกาลต่อไปฯ (ชายว่า) วันทะมาเนนะ (หญิงว่า) วันทะมานายะ
ทำ�วัตรเช้า-เย็น 21 สังฆานุสสติ (น�ำ) หันทะ มะยัง สังฆานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.๑ (รับ) (๑)สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว, (๒)อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติตรงแล้ว, (๓)ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออก จากทุกข์แล้ว (๔)สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว, ยะทิทัง, ได้แก่บุคคลเหล่านี้ คือ :- จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, (๕)อาหุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาน�ำมาบูชา, (๖)ปาหุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ, (๗)ทักขิเณยโย, เป็นสงฆ์ควรรับทักษิณาทาน, (๘)อัญชะลีกะระณีโย, เป็นสงฆ์ที่บุคคลทั่วไปควรท�ำอัญชลี, (๙)อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสา..ติ. เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า, ดังนี้ฯ หากสวดย่อ ...ให้กราบระลึกรู้ว่า สังโฆ เม นาโถ พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า๑ แปลว่า เชิญเถิด เราทั้งหลาย ท�ำความระลึกถึงคุณของพระสงฆ์เถิด / ดูค�ำอธิบายคุณของพระสงฆ์ หน้า ๒๕
22 พุทธมนต์ สังฆาภิคีติ (น�ำ) หันทะ มะยัง สังฆาภิคีติง กะโรมะ เส.๑ (รับ) สัทธัมมะโช สุปะฏิปัตติคุณาทิยุตโต, พระสงฆ์ที่เกิดโดยพระสัทธรรม, ประกอบด้วยคุณมีความปฏิบัติดีเป็นต้น, โยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสังฆะเสฏโฐ, เป็นหมู่แห่งพระอริยบุคคลอันประเสริฐแปดจ�ำพวก, สีลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต, มีกายและจิต อันอาศัยธรรมมีศีลเป็นต้น อันบวร, วันทามะหัง ตะมะริยานะคะณัง สุสุทธัง, ข้าพเจ้าไหว้หมู่แห่งพระอริยเจ้าเหล่านั้น อันบริสุทธิ์ด้วยดี, สังโฆ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, พระสงฆ์หมู่ใด, เป็นสรณะอันเกษมสูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย, ตะติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง, ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น, อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกองค์ที่สาม, ด้วยเศียรเกล้า, สังฆัสสาหัส๎มิ วะ สังโฆ เม สามิกิสสะโร, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระสงฆ์, พระสงฆ์เป็นนายมีอิสระเหนือข้าพเจ้า, สังโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม, พระสงฆ์เป็นเครื่องก�ำจัดทุกข์ , และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า, สังฆัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระสงฆ์ จะริสสามิ สังฆัสโส ปะฏิปันนะตัง, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม, ซึ่งความปฏิบัติดีของพระสงฆ์, ๑ แปลว่า เชิญเถิด เราทั้งหลาย ท�ำการพรรณนาเฉพาะคุณของพระสงฆ์เถิด (ชายว่า) ทาโส (หญิงว่า) ทาสี (ชายว่า) วันทันโตหัง (หญิงว่า) วันทันตีหัง
ทำ�วัตรเช้า-เย็น 23 นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง, สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระสงฆ์เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน, ด้วยการกล่าวค�ำสัตย์นี้, ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา สังฆัง เม ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระสงฆ์, ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้, สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา. อันตรายทั้งปวงอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า, ด้วยเดชแห่งบุญนั้นฯ (หมอบกราบลงว่า) กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี, สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, กรรมน่าติเตียนอันใด, ที่ข้าพเจ้ากระท�ำแล้วในพระสงฆ์, สังโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง, ขอพระสงฆ์ จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น, กาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ. เพื่อการส�ำรวมระวังในพระสงฆ์ ในกาลต่อไปฯ (ชายว่า) วันทะมาเนนะ (หญิงว่า) วันทะมานายะ
24 พุทธมนต์ ๑ อุปาทานขันธ์ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน, ขันธ์ที่ประกอบด้วยความยึดมั่นเพราะอ�ำนาจกิเลส ขันธ์ คือส่วนประกอบห้าอย่าง ที่รวมเข้าเป็นชีวิต มี ๕ อย่าง ได้แก่ ๑.รูปขันธ์ ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรม หรือกายภาพทั้งหมด ๒.เวทนาขันธ์ ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ๓.สัญญาขันธ์ ความก�ำหนดได้ หรือจ�ำได้หมายรู้ในอารมณ์ทั้งหก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ๔.สังขารขันธ์ สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้ดีชั่วหรือเป็นกลางๆ ๕.วิญญาณขันธ์ ความรู้ หรือผู้รู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขันธ์ ๕ นี้ประกอบกับอุปาทาน ๔ อย่าง จึงเรียกว่า อุปาทานขันธ์ คือ ๑.กามุปาทาน ความถือมั่นในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสอันน่ายินดี น่าพอใจ ๒.ทิฏฐุปาทาน ความถือมั่นในทิฐิหรือทฤษฎี ความเห็น ลัทธิต่างๆ ๓.สีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นในหลักความประพฤติ ข้อปฏิบัติ ขนบธรรมเนียมประเพณี ลัทธิพิธีต่างๆ โดย สักว่าปฏิบัติตามๆ กันไปอย่างงมงาย มิได้เป็นไปด้วยความรู้ตามหลักความสัมพันธ์แห่งเหตุและผล ๔.อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในวาทะว่าตัวตน คือ ความส�ำคัญหมายว่ามีตัวตน ที่จะได้ จะเป็น จะมี จะสูญ สลาย ถูกบีบคั้นท�ำลายหรือเป็นเจ้าของ ไม่มองเห็นสภาวะของสิ่งทั้งปวงอันรวมทั้งตัวตนว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ประชุม ประกอบกันเข้า เป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งหลายที่มาสัมพันธ์กันล้วนๆ พุทธคุณทั้ง ๙ ประการ แต่ละบทมีอรรถอเนกประการ คือ (๑) อะระหัง เป็นพระอรหันต์ คือ เป็นผู้บริสุทธิ์ ไกลจากกิเลส ท�ำลายกงก�ำแห่งสังสารจักรได้แล้ว (๒) สัมมาสัมพุทโธ เป็นผู้ตรัสรู้ชอบเอง (๓) วิชชาจะระณะสัมปันโน เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชา คือความรู้ และจรณะ คือความประพฤติ วิชชาและจรณะ คือ วิชชา ๓, วิชชา ๘ และจรณะ ๑๕ ดังนี้ วิชชา ๓ คือ ๑.ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ความรู้ที่ให้ระลึกชาติได้ ๒.จุตูปปาตญาณ ความรู้จุติ (ตาย) และอุบัติ (เกิด)ของสัตว์ ๓.อาสวักขยญาณ ความรู้ที่ท�ำให้สิ้นอาสวะ วิชชา ๘ คือ ๑.วิปัสสนาญาณ ปัญญารู้รูปนาม ๒.มโนมยิทธิ มีฤทธิ์ทางใจ ๓.อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ ๔.ทิพพโสต หูทิพย์ ๕.เจโตปริยญาณ รู้จักก�ำหนดจิตผู้อื่นได้ ๖.ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ความรู้ที่ให้ระลึกชาติได้ ๗.ทิพพจักขุ ตาทิพย์(=จุตูปปาตญาณ) ๘.อาสวักขยญาณ ความรู้ที่ท�ำให้สิ้นอาสวะ จรณะ ๑๕ คือ ๑.สีลสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล ๒.อินทรียสังวร การส�ำรวมอินทรีย์ ๓.โภชเนมัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค ๔.ชาคริยานุโยค การหมั่นประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่น ๕.สัทธา มีศรัทธา ๖.หิริ อายชั่ว ๗.โอตตัปปะ กลัวบาป ๘.พหุสุตตะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก ๙.วิริยารัมภะ ปรารภความเพียร ๑๐.สติ มีความระลึกได้ ๑๑.ปัญญา มีปัญญารู้เท่าทันตามความเป็นจริง ๑๒.-๑๕ ปฐมฌาน, ทุติยฌาน, ตติยฌาน, จตุตถฌาน มีฌานที่ ๑-๔ (๔) สุคะโต เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว คือ ทรงด�ำเนินพระพุทธจริยาให้เป็นไปโดยส�ำเร็จผลด้วยดี พระองค์เองก็ได้ตรัสรู้ ส�ำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ทรงบ�ำเพ็ญพุทธกิจก็ส�ำเร็จประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่ชนทั้งหลายในที่ที่เสด็จ และแม้ปรินิพพานนาน แล้ว ก็ได้ประดิษฐานพระศาสนาไว้เป็นประโยชน์แก่มหาชนสืบมา
ทำ�วัตรเช้า-เย็น 25 (๕) โลกะวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลก คือ ทรงรู้แจ้งสภาวะอันเป็นคติธรรมดาแห่งโลกคือสังขารทั้งหลาย ทรงหยั่งทราบ อัธยาศัยสันดานแห่งสัตว์โลกทั้งปวง ผู้เป็นไปตามอ�ำนาจแห่งคติธรรมดาโดยถ่องแท้ เป็นเหตุให้ทรงด�ำเนินพระองค์ เป็น อิสระพ้นจากอ�ำนาจครอบง�ำแห่งคติธรรมดานั้น และทรงเป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ทั้งหลายผู้ยังจมอยู่ในกระแสโลกได้ (๖) อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ เป็นสารถี ฝึกบุรุษที่ฝึกได้ ไม่มีใครยิ่งไปกว่า คือ ทรงเป็นผู้ฝึกคนได้ดีเยี่ยม ไม่มีผู้ใดเทียมเท่า (๗) สัตถา เทวะมะนุสสานัง เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย (๘) พุทโธ เป็นผู้ตื่นและเบิกบานแล้ว คือ ทรงตื่นเองจากความเชื่อและข้อปฏิบัติทั้งหลายที่ถือกันมาผิดๆ ด้วย ทรงปลุกผู้อื่นให้พ้นจากความหลงงมงายด้วย อนึ่ง เพราะไม่ติด ไม่หลง ไม่ห่วงกังวลในสิ่งใดๆ มีการค�ำนึงประโยชน์ส่วน ตน เป็นต้น จึงมีพระทัยเบิกบาน บ�ำเพ็ญพุทธกิจได้ถูกต้องบริบูรณ์ โดยถือธรรมเป็นประมาณ (๙) ภะคะวา ทรงเป็นผู้มีโชค คือ จะทรงท�ำการใดก็ลุล่วงปลอดภัยทุกประการ หรือ เป็นผู้จ�ำแนกแจกธรรม ธรรมคุณทั้ง ๖ ประการ มีอธิบาย ดังนี้ (๑) ส๎วากขาโต ตรัสดีแล้ว คือ ตรัสไว้เป็นความจริงแท้ อีกทั้งงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อม ทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ ประกาศหลักการครองชีวิตอันประเสริฐ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง (๒) สันทิฏฐิโก อันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง คือ ผู้ใดปฏิบัติ ผู้ใดบรรลุ ผู้นั้นย่อมเห็นประจักษ์ด้วยตนเอง ไม่ต้องเชื่อตามค�ำของผู้อื่น ผู้ใดไม่ปฏิบัติ ไม่บรรลุ ผู้อื่นจะบอกก็เห็นไม่ได้ (๓) อะกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาล คือ ไม่ขึ้นกับกาลเวลา พร้อมเมื่อใด บรรลุได้ทันที บรรลุเมื่อใด เห็นผลได้ ทันที อีกอย่างว่า เป็นจริงอยู่อย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น ไม่จ�ำกัดด้วยกาล (๔) เอหิปัสสิโก ควรเรียกให้มาดู คือ เชิญชวนให้มาชม และพิสูจน์ หรือท้าทายต่อการตรวจสอบ เพราะเป็นของ จริงและดีจริง (๕) โอปะนะยิโก ควรน้อมเข้ามา คือ ควรน�ำเข้ามาไว้ในใจ หรือน้อมใจเข้าไปให้ถึง ด้วยการปฏิบัติให้เกิดมีขึ้นใน ใจ หรือให้ใจบรรลุถึงอย่างนั้น หมายความว่า เชิญชวนให้ทดลองปฏิบัติดู อีกอย่างว่าเป็นสิ่งที่น�ำผู้ปฏิบัติให้เข้าถึงนิพพาน (๖) ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน คือ เป็นวิสัยของวิญญูชนจะพึงรู้ได้ เป็นของจ�ำเพาะ ตน ต้องท�ำจึงรู้ได้เฉพาะตัว ท�ำให้กันไม่ได้ และรู้ได้ประจักษ์ที่ในใจของตนนี่เอง สังฆคุณทั้ง ๙ ประการ มีอธิบายดังนี้ (๑) สุปะฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติดี (๒) อุชุปะฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติตรง (๓) ญายะปะฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติถูกทาง (๔) สามีจิปะฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติสมควร คุณฝ่ายเหตุทั้ง ๔ ประการเบื้องต้นท�ำให้ปุถุชนกลายเป็นพระอริยสงฆ์ ๔ คู่ ๘ บุคคล ได้แก่ ๑.โสดาปัตติมรรค-โสดาปัตติผล ๒.สกทาคามิมรรค-สกทาคามิผล ๓.อนาคามิมรรค-อนาคามิผล ๔.อรหัตตมรรค-อรหัตตผล พระอริยะสงฆ์เหล่านั้น จึงเป็นบุคคลที่สมควรแก่คุณฝ่ายผลอีก ๕ ประการ (๕) อาหุเนยโย เป็นผู้ควรแก่ของค�ำนับ คือควรรับของที่เขาน�ำมาถวาย (๖) ปาหุเนยโย เป็นผู้ควรแก่การต้อนรับ (๗) ทักขิเณยโย เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา, ควรแก่ของท�ำบุญ (๘) อัญชลีกะระณีโย เป็นผู้ควรแก่การท�ำอัญชลี, ควรแก่การกราบไหว้ (๙) อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก, เป็นแหล่งปลูกฝังและเผยแพร่ความ ดีที่ยอดเยี่ยมของโลก ค�ำอธิบายน�ำมาจาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
26 พุทธมนต์ บทสวดพิเศษ เป็นพุทธพจน์โดยส่วนมาก นิยมสวดหลังบทสวดมนต์ ท�ำวัตรเช้า-เย็น และก่อนอุทิศส่วนกุศล เจริญภาวนา แผ่เมตตา เพื่อพิจารณา ให้เกิดสัมมาทิฐิอันเป็นเครื่องเตือนจิตใจให้อยู่ในขอบเขตแห่งธรรม
บทสวดพิเศษ 27 บทสวดพิเศษ “ ปุพฺเพ จาหํ ภิกฺขเว เอตรหิ จ ทุกฺขญฺเจว ปญฺญาเปมิ ทุกฺขสฺส จ นิโรธํ” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลก่อนก็ตาม ในบัดนี้ก็ตาม เราตถาคตบัญญัติแสดงเฉพาะเรื่องทุกข์ และการดับไปแห่งทุกข์เท่านั้น ม.มู. อลคัททูปมสูตร ๑๒/๒๔๖ บทที่
28 พุทธมนต์ สรณคมนปาฐะ (น�ำ) หันทะ มะยัง ติสะระณะคะมะนะปาฐัง ภะณามะ เส. (รับ) พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. ข้าพเจ้าถือเอาพระพุทธเจ้า เป็นสรณะฯ๑ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ. ข้าพเจ้าถือเอาพระธรรม เป็นสรณะฯ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ. ข้าพเจ้าถือเอาพระสงฆ์ เป็นสรณะฯ ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าถือเอาพระพุทธเจ้า เป็นสรณะฯ ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ. แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าถือเอาพระธรรม เป็นสรณะฯ ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ. แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าถือเอาพระสงฆ์ เป็นสรณะฯ ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าถือเอาพระพุทธเจ้า เป็นสรณะฯ ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ. แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าถือเอาพระธรรม เป็นสรณะฯ ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ. แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าถือเอาพระสงฆ์ เป็นสรณะฯ ๑ สรณะ หมายถึง สิ่งที่ท�ำลาย ขจัดปัดเป่า บรรเทาทุกข์ภัยและกิเลส การยึดถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะก็เพื่อเป็น เครื่องช่วยท�ำลาย ขจัดปัดเป่าทุกข์ภัยและกิเลสต่างๆ ในจิตใจให้หมดสิ้น (ขุ.ขุ.อ.๑/๖-๗)
บทสวดพิเศษ 29 เขมาเขมสรณทีปิกคาถา๑ (น�ำ) หันทะ มะยัง เขมาเขมะสะระณะทีปิกะคาถาโย ภะณามะ เส. (รับ) พะหุง เว สะระณัง ยันติ, ปัพพะตานิ วะนานิ จะ, อารามะรุกขะเจต๎ยานิ, มะนุสสา ภะยะตัชชิตา. มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเกิดมีภัยคุกคามแล้ว, ก็ถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้บ้าง อารามและรุกขเจดีย์บ้าง เป็นสรณะ. เนตัง โข สะระณะ เขมัง, เนตัง สะระณะมุตตะมัง, เนตัง สะระณะมาคัมมะ, สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ. นั่นมิใช่สรณะอันเกษมเลย, นั่นมิใช่สรณะอันสูงสุด, เขาอาศัยสรณะนั่นแล้ว, ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้. โย จะ พุทธัญจะ ธัมมัญจะ, สังฆัญจะ สะระณัง คะโต, จัตตาริ อะริยะสัจจานิ, สัมมัปปัญญายะ ปัสสะติ. ส่วนผู้ใด ถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะแล้ว, เห็นอริยสัจ๒ คือ ความจริงอันประเสริฐสี่, ด้วยปัญญาอันชอบ. ทุกขัง ทุกขะสะมุปปาทัง, ทุกขัสสะ จะ อะติกกะมัง, อะริยัญจัฏฐังคิกัง มัคคัง, ทุกขูปะสะมะคามินัง. คือเห็นความทุกข์, เหตุให้เกิดทุกข์, ความก้าวล่วงทุกข์เสียได้, และหนทาง มีองค์แปดอันประเสริฐ เครื่องถึงความระงับทุกข์. เอตัง โข สะระณัง เขมัง, เอตัง สะระณะมุตตะมัง, เอตัง สะระณะมาคัมมะ, สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ. นั่นแหละเป็นสรณะอันเกษม, นั่นเป็นสรณะอันสูงสุด, เขาอาศัยสรณะ นั่นแล้ว, ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้๓ ฯ๑ ขุ.ธ.อัคคิทัตตปุโรหิตวัตถุ๒๕/๕๐ ๒ การเห็นอริยสัจ คือการรู้รูปนามในปัจจุบันขณะ ขณะที่รู้อยู่นั่นเอง ก็เท่ากับรู้ทุกข์ละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรค เป็นการเข้าถึงพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง เพราะเป็นเหตุให้พ้นทุกข์ทั้งปวง (ผู้รวบรวม) ๓ ทุกข์ทั้งปวง หมายถึง วัฏฏทุกข์ทุกข์คือการเวียนว่ายตายเกิด (ขุ.ธ.อ.๖/๑๐๔)
30 พุทธมนต์ ๑ ม.อุ.ภัทเทกรัตตสูตร ๑๔/๓๔๘ ๒ ภัทเทกรัตตคาถานี้ หมายถึงการเจริญวิปัสสนากรรมฐานโดยตรง นั่นคือการไม่ยึดอดีต ไม่ติดอนาคต แต่มี สติสัมปชัญญะอยู่เฉพาะปัจจุบันขณะเท่านั้น (ผู้รวบรวม) ภัทเทกรัตตคาถา๑ (น�ำ) หันทะ มะยัง ภัทเทกะรัตตะคาถาโย ภะณามะ เส. (รับ) อะตีตัง นาน๎วาคะเมยยะ, นัปปะฏิกังเข อะนาคะตัง, บุคคลไม่ควรตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วยอาลัย, และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ ยังไม่มาถึง, ยะทะตีตัมปะหีนันตัง, อัปปัตตัญจะ อะนาคะตัง, สิ่งเป็นอดีตก็ละไปแล้ว สิ่งเป็นอนาคตก็ยังไม่มา, ปัจจุปปันนัญจะ โย ธัมมัง,๒ ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสะติ, อะสังหิรัง อะสังกุปปัง, ตัง วิทธา มะนุพ๎รูหะเย. ผู้ใด เห็นธรรมอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้าในที่นั้นๆ อย่างแจ่มแจ้ง, ไม่ง่อนแง่น คลอนแคลน, เขาควรเพิ่มพูนอาการเช่นนั้นไว้. อัชเชวะ กิจจะมาตัปปัง, โก ชัญญา มะระณัง สุเว, ความเพียรเป็นกิจที่ต้องท�ำในวันนี้, ใครจะรู้ความตายแม้พรุ่งนี้, นะ หิ โน สังคะรันเตนะ, มะหาเสเนนะ มัจจุนา, เพราะการผัดเพี้ยนต่อมัจจุราชซึ่งมีเสนามาก, ย่อมไม่มีส�ำหรับเรา, เอวัง วิหาริมาตาปิง, อะโหรัตตะมะตันทิตัง, ตัง เว ภัทเทกะรัตโตติ, สันโต อาจิกขะเต มุนิ. มุนีผู้สงบ ย ่อมกล ่าวเรียกผู้มีความเพียรอยู ่เช ่นนั้น, ไม ่เกียจคร้านทั้ง กลางวัน กลางคืนว่า, ผู้เป็นอยู่แม้เพียงราตรีเดียวก็เป็นผู้เจริญฯ
บทสวดพิเศษ 31 ติลักขณาทิคาถา๑ (น�ำ) หันทะ มะยัง ติลักขะณาทิคาถาโย ภะณามะ เส. (รับ) สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ, ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ, เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญา๒ ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง, อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข, เอสะ มัคโค วิสุทธิยา. เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์๓ ที่ตนหลง, นั่นแหละเป็นทาง แห่งพระนิพพาน, อันเป็นธรรมหมดจด. สัพเพ สังขารา ทุกขาติ, ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ, เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ฯ อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข, เอสะ มัคโค วิสุทธิยา. เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง, นั่นแหละเป็นทางแห่ง พระนิพพาน, อันเป็นธรรมหมดจด. สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ, ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ, เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา, อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข, เอสะ มัคโค วิสุทธิยา. เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง, นั่นแหละเป็นทางแห่ง พระนิพพาน, อันเป็นธรรมหมดจด. ๔ อัปปะกา เต มะนุสเสสุ, เย ชะนา ปาระคามิโน, ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย, ผู้ที่ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานมีน้อยนัก, อะถายัง อิตะรา ปะชา, ตีระเมวานุธาวะติ, หมู่มนุษย์นอกนั้น ย่อมวิ่งเลาะอยู่ตามฝั่งใน๕ นี่เอง, เย จะ โข สัมมะทักขาเต, ธัมเม ธัมมานุวัตติโน, ก็ชนเหล่าใด ประพฤติสมควรแก่ธรรมในธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้ว๕ ,
32 พุทธมนต์ ๑ ขุ.ธ.อนิจจ, ทุกข, อนัตตลักขณวัตถุ ๒๕/๓๐ ๒ เห็นด้วยปัญญา หมายถึงเห็นด้วยวิปัสสนา (ขุ.ธ.อ.๗/๕๖) การเห็นด้วยปัญญาว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา” นั้นต้องเป็นภาวนามยปัญญาอันเป็นวิปัสสนา คือปัญญาที่รู้อย่างประจักษ์แจ้งเท่านั้น จึงจะเห็นไตรลักษณ์ได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่สุตมยปัญญา ที่เกิดจากการศึกษาเล่าเรียนได้ยินได้ฟังมา หรือจินตา- มยปัญญา ปัญญาอันเกิดจากการนึก คิด จินตนาการ (ผู้รวบรวม) ๓ ทุกข์เป็นอาการที่ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้ ค�ำว่าทุกข์ในไตรลักษณ์นี้มีความหมายกว้างกว่าทุกขเวทนาหรือทุกข์ใน อริยสัจ เช่นสุขเวทนาก็จัดเป็นทุกข์ในไตรลักษณ์เพราะความสุขก็มีอยู่ตลอดเวลาไม่ได้(ผู้รวบรวม) ๔ องฺ.ทสก.สคารวสูตร ๒๔/๑๘๙ ๕ ฝั่งใน หมายถึงสักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นอัตตาของตน) (ขุ.ธ.อ. ๔/๔๕) หรือหมายถึงวัฏฏะ (สํ.ม.อ. ๓/๓๑-๔๐/๑๙๖) ๖ ธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยชอบ หมายถึงโลกุตรธรรม ๙ ประการ คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ (องฺ.ทสก.อ.๓/๑๑๗-๑๑๘/๓๗๕) ๗ ธรรมด�ำ หมายถึงอกุศลกรรม, ธรรมขาว หมายถึงกุศลธรรม (สํ.ม.อ. ๓/๓๑-๓๔/๑๙๖, ขุ.ธ.อ. ๔/๔๕-๔๗) ๘ ออกจากวัฏฏะมาสู่วิวัฏฏะ หมายถึงออกจากวัฏฏะที่เรียกว่า โอกะ (ที่มีน�้ำ) มาสู่วิวัฏฏะที่เรียกว่า อโนกะ (ที่ไม่มีน�้ำ) ได้แก่ นิพพาน (สํ.ม.อ. ๓/๓๑-๔๐/๑๙๖, องฺ.ทสก.อ.๓/๑๑๗-๑๑๘/๓๗๕, ขุ.ธ.อ.๔/๔๗) ๙ สงัด คือวิเวก หมายถึงกายวิเวก(ความสงัดกาย) จิตตวิเวก(ความสงัดจิต) และอุปธิวิเวก(ความสงัดจากกิเลส) (องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๑๗-๑๑๘/๓๗๕) เต ชะนา ปาระเมสสันติ, มัจจุเธยยัง สุทุตตะรัง, ชนเหล่านั้นถึงฝั่งแห่งพระนิพพาน, ข้ามพ้นบ่วงแห่งความตายที่ข้ามได้ ยากนัก, กัณหัง ธัมมัง วิปปะหายะ, สุกกัง ภาเวถะ ปัณฑิโต, จงเป็นบัณฑิตละธรรมด�ำเสีย, แล้วเจริญธรรมขาว๗ , โอกา อะโนกะมาคัมมะ, วิเวเก ยัตถะ ทูระมัง, ตัต๎ราภิระติมิจเฉยยะ, หิต๎วา กาเม อะกิญจะโน. จงมาถึงที่ไม่มีน�้ำ จากที่มีน�้ำ๘ , จงละกามเสีย, เป็นผู้ที่ไม่มีความกังวล, จงยินดีเฉพาะพระนิพพานอันเป็นที่สงัด๙ , ซึ่งสัตว์ยินดีได้โดยยากฯ