บทสวดพิเศษ 33 ๑ องฺ .ติก. อุปปาทาสูตร ๒๐/๒๗๘ ธรรมนิยาม คือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ที่แสดงออกถึงหลักความจริง ๓ อย่างที่เรียกว่าไตรลักษณ์คืออนิจจตา (ความไม่เที่ยง) ทุกขตา(ความเป็นทุกข์) และอนัตตตา(ความไม่ใช่ตัวตน) พระพุทธเจ้าจะอุบัติหรือไม่ก็ตาม หลักทั้ง ๓ นี้ ก็คงมีอยู่เป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบและน�ำมาแสดงแก่เวไนยสัตว์(ผู้ที่แนะน�ำได้) อีกนัยหนึ่งก็คือ พุทธธรรมนี้ มีอยู่คู่จักรวาลตลอดเวลาอยู่แล้ว รอให้ผู้รู้(พุทธะ) มาค้นพบเท่านั้น (ผู้รวบรวมย่อให้สั้น เพื่อความสะดวกต่อการสาธยาย) ธัมมนิยามคาถา๑ (น�ำ) หันทะ มะยัง ธัมมะนิยามะสุตตะปาฐัง ภะณามะ เส. (รับ) อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง, อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตทั้งหลายจะบังเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม, ฐิตา วะ สา ธาตุ, ธรรมธาตุนั้นย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว, ธัมมัฏฐิตะตา, คือความตั้งอยู่เป็นธรรมดา, ธัมมะนิยามะตา, คือความเป็นกฎตายตัวเป็นธรรมดา, สัพเพ สังขารา อะนิจจา...สัพเพ สังขารา ทุกขา...สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ. ว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง...สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์... ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ดังนี้ฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ, พระตถาคตย่อมรู้ทั่วถึงอย่างยิ่งซึ่งธรรมธาตุนั้น, อะภิสัมพุชฌิต๎วา อะภิสะเมต๎วา, ครั้นรู้ทั่วถึงอย่างยิ่งแล้ว, อาจิกขะติ เทเสติ, ย่อมบอก ย่อมแสดง, ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ, ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้, วิวะระติ วิภะชะติ, ย่อมเปิดเผย ย่อมจ�ำแนกแจกแจง, อุตตานีกะโรติ, ย่อมท�ำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว�่ำ, สัพเพ สังขารา อะนิจจา...สัพเพ สังขารา ทุกขา...สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ. ว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง...สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์... ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ดังนี้ฯ
34 พุทธมนต์ ธัมมคารวาทิคาถา (น�ำ) หันทะ มะยัง ธัมมะคาระวาทิคาถาโย ภะณามะ เส. (รับ) เย จะ อะตีตา สัมพุทธา, เย จะ พุทธา อะนาคะตา, โย เจตะระหิ สัมพุทโธ, พะหุนนัง โสกะนาสะโน, พระพุทธเจ้าบรรดาที่ล่วงไปแล้วด้วย, ที่ยังไม่มาตรัสรู้ด้วย, และพระพุทธเจ้า ผู้ขจัดโศกของมหาชนในกาลบัดนี้ด้วย, สัพเพ สัทธัมมะคะรุโน, วิหะริงสุ วิหาติ จะ, อะถาปิ วิหะริสสันติ, เอสา พุทธานะธัมมะตา, พระพุทธเจ้าทั้งปวงนั้น, ทุกพระองค์เคารพพระธรรม, ได้เป็นมาแล้วด้วย, ก�ำลังเป็นอยู่ด้วย, และจักเป็นด้วย, เพราะธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นเช่นนั้นเอง ตัส๎มา หิ อัตตะกาเมนะ, มะหัตตะมะภิกังขะตา, สัทธัมโม คะรุกาตัพโพ, สะรัง พุทธานะ สาสะนัง.๑ เพราะฉะนั้นบุคคลผู้รักตน, หวังอยู่เฉพาะคุณเบื้องสูง, เมื่อระลึกได้ถึง ค�ำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่, จงท�ำความเคารพพระธรรมฯ นะ หิ ธัมโม อะธัมโม จะ, อุโภ สะมะวิปากิโน, ธรรมและอธรรมจะมีผลเหมือนกันทั้งสองอย่างหามิได้, อะธัมโม นิระยัง เนติ, ธัมโม ปาเปติ สุคะติง, อธรรมย่อมน�ำไปนรก, ธรรมย่อมน�ำให้ถึงสุคติ, ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจาริง, ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม, ธัมโม สุจิณโณ สุขะมาวะหาติ, ธรรมที่ประพฤติดีแล้วย่อมน�ำสุขมาให้, เอสานิสังโส ธัมเม สุจิณเณ.๒ นี่เป็นอานิสงส์ในธรรมที่ตนประพฤติดีแล้ว ฯ๑ องฺ.จตุกก. อุรุเวลสูตร ๒๑/๒๔ เป็นค�ำกล่าวของท้าวสหัมบดีพรหมที่กราบทูลต่อพระพุทธเจ้า ๒ ขุ.ชา. อโยฆรชาดก ๒๗/๔๐๑
บทสวดพิเศษ 35 ๑ ที.มหา. มหาปทานสูตร ๑๐/๑๓๙, โอวาทปาฏิโมกข์แปลว่าธรรมที่เป็นหลัก คือธรรมที่เป็นค�ำสอนส�ำคัญของพระพุทธ- ศาสนาอันเป็นไปเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาต่างๆของชีวิต เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น อันประกอบด้วยหลักการ ๓ ข้อ คือ ๑.ท�ำดี๒.เว้นชั่ว ๓.ท�ำใจผ่องใส / อุดมการณ์๔ ข้อ คือ ๔.ตบะ ๕.นิพพาน ๖.การงดเว้น(บรรพชิต) ๗.ความสงบ(สมณะ) /วิธีการ ๖ ข้อ คือ ๘.ไม่พูดร้าย ๙.ไม่ท�ำร้าย ๑๐.ส�ำรวมในปาฏิโมกข์๑๑.รู้ประมาณในการบริโภค ๑๒.ไม่คลุกคลี๑๓.มี ความเพียรในอธิจิต (อธิจิต ในที่นี้หมายถึงสมาบัติ๘ รวมถึงไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิและปัญญา ขุ.ธ.อ.๖/๙๕) โอวาทปาฏิโมกขคาถา๑ (น�ำ) หันทะ มะยัง โอวาทะปาฏิโมกขะคาถาโย ภะณามะ เส. (รับ) (๑)สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง, การไม่ท�ำบาปทั้งปวง, (๒)กุสะลัสสูปะสัมปะทา, การท�ำกุศลให้ถึงพร้อม (๓)สะจิตตะปะริโยทะปะนัง, การช�ำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว, เอตัง พุทธานะ สาสะนัง. ธรรม ๓ อย่างนี้ เป็นค�ำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. (๔)ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา, ขันติ คือความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง, (๕)นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา, ผู้รู้ทั้งหลาย กล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอันยอดเยี่ยม, (๖)นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี, ผู้ก�ำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย, (๗)สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต, ผู้ท�ำสัตว์อื่นให้ล�ำบากอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย, (๘)อะนูปะวาโท (๙)อะนูปะฆาโต, การไม่พูดร้าย การไม่ท�ำร้าย, (๑๐)ปาฏิโมกเข จะ สังวะโร, การส�ำรวมในปาฏิโมกข์, (๑๑)มัตตัญญุตา จะ ภัตตัส๎มิง, ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค, (๑๒)ปัณตัญจะ สะยะนาสะนัง, การนอนการนั่งในที่อันสงัด, (๑๓)อะธิจิตเต จะ อาโยโค, ความหมั่นประกอบในการท�ำจิตให้ยิ่ง, เอตัง พุทธานะ สาสะนัง. ธรรม ๖ อย่างนี้เป็นค�ำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าทั้งหลายฯ
36 พุทธมนต์ ปฐมพุทธภาสิตคาถา๑ (น�ำ) หันทะ มะยัง ปะฐะมะพุทธะภาสิตะคาถาโย ภะณามะ เส. (รับ) อะเนกะชาติสังสารัง, สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง, เมื่อเรายังไม่พบญาณ๒ ได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นอเนกชาติ, คะหะการัง คะเวสันโต, ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง, แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่าง๓ ปลูกเรือน๔ คือตัณหาผู้สร้างภพ, การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ร�่ำไป, คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ, ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ, นี่แน่ะ! นายช่างปลูกเรือน, เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว๕ , เจ้าจะท�ำเรือนให้เราไม่ ได้อีกต่อไป, สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา, คะหะกูฏัง วิสังขะตัง, โครงเรือน๖ ทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว, ยอดเรือน๗ เราก็รื้อเสียแล้ว, วิสังขาระคะตัง จิตตัง, ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคา. จิตของเราถึงแล้ว ซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป, มันได้ถึงแล้ว ซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา (คือถึงนิพพาน)ฯ ๑ ขุ.ธ. โพธิวัตถุ ๒๕/๔๔ ๒-๓-๔ ญาณ หมายถึง โพธิญาณ, นายช่าง หมายถึงตัณหา, เรือน หมายถึงอัตภาพ (ขุ.ธ.อ.๕/๑๐๕) ๕-๖-๗ เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว หมายถึงพบตัณหานั้นได้ด้วยความรู้แจ้งพระสัพพัญญุตญาณ, โครงเรือน หมายถึง กิเลสเหล่าอื่นทั้งหมด, ยอดเรือน หมายถึงอวิชชา (ขุ.ธ.อ.๕/๑๐๖) หมายเหตุ ; พระคาถานี้จัดเป็นปฐมพุทธพจน์(วิ.อ.๑/๑๗)
บทสวดพิเศษ 37 ๑ ที.ม. มหาปรินิพพานสูตร ๑๐/๑๘๘๘ ๒ ความไม่ประมาท โดยอรรถ ชื่อว่า ความไม่อยู่ปราศจากสติ, เพราะค�ำว่า “ความไม่ประมาท” นั่นเป็นชื่อของ สติอันตั้งมั่นเป็นนิตย์(ขุ.ธ.อ. ๒/๖๐) ปัจฉิมพุทโธวาทปาฐะ๑ (น�ำ) หันทะ มะยัง ปัจฉิมะพุทโธวาทะปาฐัง ภะณามะ เส. (รับ) หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, บัดนี้! เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า, วะยะธัมมา สังขารา, สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา, อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ, ท่านทั้งหลาย จงท�ำความไม่ประมาท๒ ให้ถึงพร้อมเถิด, อะยัง ตะถาคะตัสสะ ปัจฉิมา วาจา. นี้เป็นพระวาจามีในครั้งสุดท้าย ของพระตถาคตเจ้าฯ
38 พุทธมนต์ ภารสุตตคาถา๑ (น�ำ) หันทะ มะยัง ภาระสุตตะคาถาโย ภะณามะ เส. (รับ) ภารา หะเว ปัญจักขันธา, ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนักเน้อ, ภาระหาโร จะ ปุคคะโล, บุคคลนั่นแหละ เป็นผู้แบกของหนักพาไป, ภาราทานัง ทุกขัง โลเก, การแบกถือของหนักเป็นความทุกข์ในโลก, ภาระนิกเขปะนัง สุขัง, การสลัดของหนักทิ้งลงเสียเป็นความสุข, นิกขิปิต๎วา คะรุง ภารัง, พระอริยเจ้าสลัดทิ้งของหนักลงเสียแล้ว, อัญญัง ภารัง อะนาทิยะ, ทั้งไม่หยิบฉวยเอาของหนักอันอื่นขึ้นมาอีก, สะมูลัง ตัณหัง อัพพุย๎หะ, ก็เป็นผู้ถอนตัณหาขึ้นได้กระทั่งราก, นิจฉาโต ปะรินิพพุโต. เป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือฯ ๑ สํ.ข. ภารสูตร ๑๗/๒๒
บทสวดพิเศษ 39 ทวัตติงสาการปาฐะ๑ (น�ำ) หันทะ มะยัง ท๎วัตติงสาการะปาฐัง ภะณามะ เส. (รับ) อะยัง โข เม กาโย, กายของเรานี้แล, อุทธัง ปาทะตะลา, เบื้องบนตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นมา, อะโธ เกสะมัตถะกา, เบื้องต�่ำตั้งแต่ปลายผมลงไป, ตะจะปะริยันโต, มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ, ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน, เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆ อัตถิ อิมัส๎มิง กาเย, มีอยู่ในร่างกายนี้:- (๑)เกสา ผมทั้งหลาย, (๒)โลมา ขนทั้งหลาย, (๓)นะขา เล็บทั้งหลาย, (๔)ทันตา ฟันทั้งหลาย, (๕)ตะโจ หนัง, (๖)มังสัง เนื้อ, (๗)นะหารู เอ็นทั้งหลาย, (๘)อัฏฐี กระดูกทั้งหลาย, (๙)อัฏฐิมิญชัง เยื่อในกระดูก, (๑๐)วักกัง ไต, (๑๑)หะทะยัง หัวใจ, (๑๒)ยะกะนัง ตับ, (๑๓)กิโลมะกัง พังผืด, (๑๔)ปิหะกัง ม้าม, (๑๕)ปัปผาสัง ปอด, (๑๖)อันตัง ไส้ใหญ่ (๑๗)อันตะคุณัง ไส้น้อย, (๑๘)อุท๎ริยัง อาหารใหม่, (๑๙)กะรีสัง อาหารเก่า, (๒๐)ปิตตัง น�้ำดี, (๒๑)เสมหัง น�้ำเสลด, (๒๒)ปุพโพ น�้ำหนอง, (๒๓)โลหิตัง น�้ำเลือด, (๒๔)เสโท น�้ำเหงื่อ, (๒๕)เมโท น�้ำมันข้น, (๒๖)อัสสุ น�้ำตา, (๒๗)วะสา น�้ำเหลือง, (๒๘)เขโฬ น�้ำลาย, (๒๙)สิงฆาณิกา น�้ำเมือก, (๓๐)ละสิกา น�้ำลื่นหล่อข้อ, (๓๑)มุตตัง น�้ำมูตร, (๓๒)มัตถะเก มัตถะลุงคัง เยื่อมันสมอง ในกระโหลกศีรษะ, อิติ ดังนี้แลฯ ๑ ขุ.ขุ. ทวัตติงสาการ(อาการ ๓๒) ๒๕/๗๘๔/๖๘๑ (๑๙) หมายถึง อุจจาระ (๓๑) หมายถึง ปัสสาวะ (๓๒) หมายถึง มันสมอง
40 พุทธมนต์ ปัพพโตปมคาถา๑ (น�ำ) หันทะ มะยัง ปัพพะโตปะมะคาถาโย ภะณามะ เส. (รับ) ยะถาปิ เสลา วิปุลา, นะภัง อาหัจจะ ปัพพะตา, สะมันตา อะนุปะริเยยยุง, นิปโปเถนตา จะตุททิสา. ภูเขาล้วนแล้วด้วยศิลาสูงจรดท้องฟ้า, กลิ้งบดสัตว์มาโดยรอบทั้ง ๔ ทิศ แม้ฉันใด, เอวัง ชะรา จะ มัจจุ จะ, อะธิวัตตันติ ปาณิโน, ความแก่และความตายย่อมครอบง�ำสัตว์ทั้งหลาย ฉันนั้น, ขัตติเย พ๎ราห๎มะเณ เวสเส, สุทเท จัณฑาละปุกกุเส, คือพวกกษัตริย์พราหมณ์แพทย์ศูทร คนจัณฑาลและคนเทขยะ, นะ กิญจิ ปะริวัชเชติ, สัพพะเมวาภิมัททะติ. ไม่ได้ยกเว้นใครๆ เลย, ย่อมย�่ำยีสัตว์ทั้งปวงเลยทีเดียว, นะ ตัตถะ หัตถีนัง ภูมิ, นะ ระถานัง นะ ปัตติยา, ไม่มียุทธภูมิส�ำหรับพลช้าง, พลรถและพลราบ, นะ จาปิ มันตะยุทเธนะ, สักกา เชตุง ธะเนนะ วา, และไม่อาจจะเอาชนะแม้ด้วยการรบ, ด้วยมนต์หรือด้วยทรัพย์, ตัส๎มา หิ ปัณฑิโต โปโส, สัมปัสสัง อัตถะมัตตะโน, พุทเธ ธัมเม จะ สังเฆ จะ, ธีโร สัทธัง นิเวสะเย, เพราะฉะนั้นแล บุรุษผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญา, เมื่อเห็นประโยชน์ตน, พึงตั้งศรัทธาไว้ในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์, โย ธัมมะจารี กาเยนะ, วาจายะ อุทะ เจตะสา, ผู้ใดมีปกติประพฤติธรรมด้วยกาย วาจา ใจ, อิเธวะ นัง ปะสังสันติ, เปจจะ สัคเค ปะโมทะติ. บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญผู้นั้นในโลกนี้เทียว, ผู้นั้นละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ฯ ๑ สํ.ส. ปัพพโตปมสูตร ๑๕/๑๒๒-๓๙
บทสวดพิเศษ 41 บทพิจารณาสังขาร (น�ำ) หันทะ มะยัง สังขาระปัจจเวกขะณะปาฐัง ภะณามะ เส. (รับ) สัพเพ สังขารา๑ อะนิจจา, สังขารคือร่างกายจิตใจ, แลรูปธรรมนามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น, มันไม่เที่ยง, เกิดขึ้นแล้วดับไป, มีแล้วหายไป, สัพเพ สังขารา ทุกขา, สังขารคือร่างกายจิตใจ, แลรูปธรรมนามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น, มันเป็นทุกข์ทนยาก, เพราะเกิดขึ้นแล้ว, แก่เจ็บตายไป, สัพเพ ธัมมา๒ อะนัตตา, ธรรมทั้งหลายทั้งปวง, ทั้งที่เป็นสังขารแลมิใช่สังขารทั้งหมดทั้งสิ้น, ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน, ไม่ควรถือว่าเรา ว่าของเรา, ว่าตัวว่าตนของเรา, อะธุวัง ชีวิตัง, ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน, ธุวัง มะระณัง, ความตายเป็นของยั่งยืน, อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง, อันเราจะพึงตายเป็นแท้, มะระณะปะริโยสานัง เม ชีวิตัง, ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุดรอบ, ชีวิตัง เม อะนิยะตัง, ชีวิตของเราเป็นของไม่เที่ยง, มะระณัง เม นิยะตัง, ความตายของเราเป็นของเที่ยง, วะตะ, ควรที่จะสังเวช, อะยัง กาโย, ร่างกายนี้, อะจิรัง, มิได้ตั้งอยู่นาน, อะเปตะวิญญาโณ, ครั้นปราศจากวิญญาณ, ฉุฑโฑ, อันเขาทิ้งเสียแล้ว, อะธิเสสสะติ, จักนอนทับ, ปะฐะวิง, ซึ่งแผ่นดิน,
42 พุทธมนต์ กะลิงคะรัง อิวะ, ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืน, นิรัตถัง. ๓ หาประโยชน์มิได้. อะนิจจา วะตะ สังขารา, สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ, อุปปาทะวะยะธัมมิโน, เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา อุปปัชชิต๎วา นิรุชฌันติ, ครั้นเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป, เตสัง วูปะสะโม สุโข. การเข้าไปสงบระงับสังขารเหล่านั้นเป็นสุขอย่างยิ่ง. สัพเพ สัตตา, สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง, มะรันติ จะ, ย่อมตายด้วย, มะริงสุ จะ, ตายแล้วด้วย, มะริสสะเร, จักตายด้วย, ตะเถวาหัง มะริสสามิ, เราก็จักตายอย่างนั้นนั่นเทียว, นัตถิ เม เอตถะ สังสะโย. ๔ ความสงสัยในเรื่องตายนั้นไม่มีแก่เราเลยฯ ๑ ค�ำว่าสังขาร ในที่นี้ทั้งหมด มิใช่ร่างกายเท่านั้น แต่หมายถีงสภาวธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่งทั้งหมด ได้แก่รูปและนาม / รูปมีกรรม จิต อุตุ(อุณหภูมิ) อาหาร เป็นปัจจัย ส่วนนามมีโลภะ โทสะ โมหะ และอโลภะ อโทสะ อโมหะ (หรือกุศลและอกุศล) เป็นปัจจัย (ผู้รวบรวม) ๒ ส่วนค�ำว่าธรรม หมายเอาทั้ง สังขารธรรม คือสิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่ง ได้แก่รูป-นาม และวิสังขารธรรม คือสิ่งที่ไม่มี ปัจจัยปรุงแต่ง ได้แก่ พระนิพพาน ๓ ขุ.ธ.ปูติคัตตติสสเถรวัตถุ ๒๕/๒๐ ๔ ที.ม.๑๐/๑๘๑
บทสวดพิเศษ 43 ค�ำเตือนก่อนปรินิพพาน๑ (น�ำ) หันทะ มะยัง พุทธานุสาสะนัง ภะณามะ เส. (รับ) ทะหะราปิ จะ เย วุฑฒา, คนเหล่าใด ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่, เย พาลา เย จะ ปัณฑิตา, ทั้งพาลทั้งบัณฑิต, อัฑฒา เจวะ ทะฬิททา จะ, ทั้งมั่งมีทั้งยากจน, สัพเพ มัจจุปะรายะนา. ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า, ยะถาปิ กุมภะการัสสะ, กะตัง มัตติกะภาชะนัง, ดังภาชนะดิน ที่นายช่างหม้อกระท�ำแล้ว, ขุททะกัจะ มะหันตัจะ, ทั้งเล็กทั้งใหญ่, ยัจะ ปักกัง ยัจะ อามะกัง, ทั้งสุกทั้งดิบ, สัพพัง เภทะปะริยันตัง, ทุกชนิด มีความแตกเป็นที่สุด, เอวัง มัจจานะชีวิตัง. ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ฯ, ปะริปักโก วะโย มัยหัง, วัยของเราแก่หง่อมแล้ว, ปะริตตัง มะมะ ชีวิตัง, ชีวิตของเราเป็นของน้อย, ปะหายะ โว คะมิสสามิ, เราจักละพวกเธอไป, กะตัง เม สะระณะมัตตะโน. เรากระท�ำที่พึ่งแก่ตนแล้วฯ, อัปปะมัตตา สะตีมันโต, สุสีลา โหถะ ภิกขะโว, ภิกษุทั้งหลาย, พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท, มีสติมีศีลอันดีเถิด, สุสะมาหิตะสังกัปปา, สะจิตตะมะนุรักขะถะ, จงเป็นผู้มีความด�ำริตั้งมั่นดีแล้ว, ตามรักษาจิตของตนเถิด, โย อิมัส๎มิง ธัมมะวินะเย, อัปปะมัตโต วิหะริสสะติ. ผู้ใด จักเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ ในธรรมวินัยนี้ฯ ปะหายะ ชาติสังสารัง ทุกขัสสันตัง กะริสสะตีติ. ผู้นั้นจักละชาติสงสาร๒ แล้วกระท�ำที่สุดแห่งทุกข์ได้ดังนี้ฯ๑ ที.ม. มหาปรินิพพานสูตร ๑๐/๑๐๘/๑๐๐ ๒ การเวียนว่ายตายเกิด
44 พุทธมนต์ อรกานุสาสนีสูตร๑ ...ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย น้อย นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้น มาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา๒ ควรกระท�ำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะ สัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตาย ไม่มี. หยาดน�้ำค้างบนยอดหญ้า เมื่ออาทิตย์ขึ้นมา ย่อมแห้งหายไปได้เร็ว ไม่ตั้งอยู่ นานแม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนหยาดน�้ำค้างฉันนั้นเหมือนกัน... เมื่อฝนตกหนักหนาเม็ด ฟองน�้ำย่อมแตกเร็ว ตั้งอยู่ไม่นานแม้ฉันใด ชีวิตของ มนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนฟองน�้ำ ฉันนั้นเหมือนกัน... รอยไม้ที่ขีดลงไปในน�้ำ ย่อมกลับเข้าหากันเร็ว ไม่ตั้งอยู่นานแม้ฉันใด ชีวิต ของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนรอยไม้ที่ขีดลงไปในน�้ำ ฉันนั้นเหมือนกัน... แม่น�้ำไหลลงจากภูเขา ไหลไปไกลกระแสเชี่ยว พัดไปซึ่งสิ่งที่พอจะพัดไปได้ ไม่มีระยะเวลาหรือชั่วครู่ที่มันจะหยุด แต่ที่แท้แม่น�้ำนั้นมีแต่ไหลเรื่อยไปถ่ายเดียว แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่น�้ำที่ไหลลงจากภูเขา ฉันนั้น เหมือนกัน... บุรุษมีก�ำลัง อมก้อนเขฬะไว้ที่ปลายลิ้น แล้วพึงถ่มไปโดยง่ายดายแม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนก้อนเขฬะ ฉันนั้นเหมือนกัน ... ชิ้นเนื้อที่ใส่ไว้ในกระทะเหล็ก ไฟเผาตลอดทั้งวัน ย่อมจะย่อยยับไปรวดเร็ว ไม่ตั้งอยู่นานแม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนชิ้นเนื้อ ฉันนั้น เหมือนกัน... แม่โคที่จะถูกเชือด ที่เขาน�ำไปสู่ที่ฆ่า ย่อมก้าวเท้าเดินไปใกล้ที่ฆ่าใกล้ความ ตายแม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่โคที่จะถูกเชือด ฉันนั้น เหมือนกัน นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา ควรกระท�ำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตาย ไม่มี.๑ องฺ.สตฺตก. อรกานุสาสนีสูตร ๒๓/๑๒๒, ๒ หมายถึงจะพึงรู้ได้ด้วยปัญญา
พระสูตร 45 พระสูตร “อุชุมคฺคมฺหิอกฺขาเต คจฺฉถ มา นิวตฺตถ อตฺตนา โจทยตฺตาน นิพฺพานมภิหารเย.” พระพุทธเจ้าตรัสบอกทางตรงไว้แล้ว ขอท่านทั้งหลายจงด�ำเนินไปเถิด อย่าพากันกลับ จงตักเตือนตนด้วยตนเอง พึงน้อมตนเข้าไปสู่นิพพานฯ ขุ.เถร. ๒๖/๓๘๐ บทที่
46 พุทธมนต์ พระสูตร เป็นการแสดงธรรมในลักษณะบุคลาธิษฐาน คือ ยกตัวอย่างบุคคล มีนิทานเปรียบเทียบ โดย มักจะขึ้นต้นว่า “เอวัมเม สุตัง ฯลฯ ข้าพเจ้า (พระอานนท์) ได้สดับมาอย่างนี้” เพราะพระอานนท์เป็นผู้ทรง จ�ำไว้และแสดงไว้ในคราวปฐมสังคายนา ฉะนั้นพระสูตร จึงคือ พระธรรมเทศนา ค�ำบรรยายธรรมต่างๆ ที่ตรัสให้เหมาะกับบุคคลและโอกาส ตลอดจนบทประพันธ์ เรื่องเล่า และเรื่องราวทั้งหลายที่เป็นชั้นเดิมในพระพุทธศาสนา แบ่งเป็น ๕ นิกาย (เรียก ย่อหรือหัวใจพระสูตรว่า ที ม สํ อํ ขุ) คือ ๑.ทีฆนิกาย ชุมนุมพระสูตรที่มีขนาดยาว ๓๔ สูตร ๒.มัชฌิมนิกาย ชุมนุมพระสูตรที่มีความยาวปานกลาง ๑๕๒ สูตร ๓.สังยุตตนิกาย ชุมนุมพระสูตรที่จัดรวมเข้าเป็นกลุ่มๆ เรียกว่าสังยุตต์หนึ่งๆ ตามเรื่องที่เนื่องกัน หรือ ตามหัวข้อหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม ๕๖ สังยุตต์ มี ๗,๗๖๒ สูตร ๔.อังคุตตรนิกาย ชุมนุมพระสูตรที่จัดรวมเข้าเป็นหมวดๆ เรียกว่านิบาตหนึ่งๆ ตามล�ำดับจ�ำนวนหัวข้อ ธรรม รวม ๑๑ นิบาต หรือ ๑๑ หมวดธรรม มี ๙,๕๕๗ สูตร ๕.ขุททกนิกาย ชุมนุมพระสูตร คาถาภาษิต ค�ำอธิบาย และเรื่องราวเบ็ดเตล็ดที่จัดเข้าใน ๔ นิกายแรก ไม่ได้ มี ๑๕ คัมภีร์ ส่วนบทนี้ น�ำมาเฉพาะพระสูตรที่น่าสนใจเท่านั้น
พระสูตร 47 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร๑ พระธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่พลิกโลกของพระพุทธเจ้า (นิยมสวดในงานท�ำบุญวันคล้ายวันเกิด) บทขัดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร๒ อะนุตตะรัง อะภิสัมโพธิง สัมพุชฌิต๎วา ตะถาคะโต, ปะฐะมัง ยัง อะเทเสสิ ธัมมะจักกัง อะนุตตะรัง, สัมมะเทวะ ปะวัตเตนโต โลเก อัปปะฏิวัตติยัง, ยัตถากขาตา อุโภ อันตา ปะฎิปัตติ จะ มัชฌิมา, จะตูส๎วาริยะสัจเจสุ วิสุทธัง ญาณะทัสสะนัง, เทสิตัง ธัมมะราเชนะ สัมมาสัมโพธิกิตตะนัง, นาเมนะ วิสสุตัง สุตตัง ธัมมะจักกัปปะวัตตะนัง, เวยยากะระณะปาเฐนะ สังคีตันตัมภะณามะ เส. พระตถาคตเจ้าได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมโพธิญาณแล้ว เมื่อจะทรงประกาศธรรม ที่ยังไม่มีใครแสดงแล้วในโลกให้เป็นไปโดยชอบ ได้ทรงแสดงพระธรรมจักรอัน ประเสริฐอันใดก่อน ตรัสบอกส่วนสุด ๒ อย่าง ข้อปฏิบัติสายกลาง และปัญญาอัน รู้เห็นอย่างหมดจดในอริยสัจ ๔ ในพระสูตรใด เราทั้งหลายจงสวดพระสูตรนั้น ที่พระธรรมราชาทรงแสดงแล้ว ปรากฏโดย ชื่อว่าธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นพระสูตรประกาศความตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์ เอง ซึ่งพระสังคีติกาจารย์รวบรวมยกขึ้นไว้โดยเป็นพระบาลีไวยากรณ์เถิดฯ ๑ สํ.มหา. ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ๑๙/๓๖๗ ๒ บทขัดหมายถึงบทที่เข้ามาคั่นก่อนการสวดจริง เหมือนเป็นการเตือนให้ทราบว่าจะเริ่มต้นสวด และเป็นเหมือน บทคัดย่อของบทสวดนั้นๆ
48 พุทธมนต์ เริ่มบทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ทางสุดโต่ง ๒ สายที่ไม่ควรด�ำเนิน เอวัมเม สุตัง. ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย. สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน, ใกล้ พระนครพาราณสีฯ ตัต๎ระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์มาแล้วฯ เท๎วเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา. ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ที่สุด ๒ อย่าง๓ นี้ อันบรรพชิตไม่ควรเสพฯ โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต. ที่สุด ๒ อย่างนั้นเป็นไฉน? คือการประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุข ในกาม ทั้งหลาย,๔ อันเป็นของเลว, เป็นของชาวบ้าน, เป็นของปุถุชน, ไม่ประเสริฐ, ไม่ ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ฯ โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค ทุกโข อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต. การประกอบความล�ำบากแก่ตน,๕ ท�ำให้เป็นทุกข์, ไม่ประเสริฐ, ไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์ ๑ฯ ๓ ค�ำว่า ที่สุดสองอย่าง แปลเอาความว่า ทางสุดโต่ง ๒ สาย ๔ ค�ำว่า “กาม” หมายถึง กามคุณ ๕ คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันน่าใคร่ น่าพอใจ กามเป็นเครื่องอาศัยอยู่ของสัตว์ ในกามภูมิ (อบายภูมิ ๔, มนุสสภูมิ ๑, เทวภูมิ ๖ คือกามภูมิ) ในที่นี้ท่านสอนให้ใช้กามให้เป็นประโยชน์ในการด�ำรง ชีวิต แต่ไม่ให้หลงติดจมอยู่ในกามนั้น
พระสูตร 49 ทรงแสดงทางสายกลางคืออัฏฐังคิกมรรค เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ มัชฌิมาปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ. ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลาง, ไม่เข้าไปใกล้ที่สุด ๒ อย่างเหล่านี้, อันตถาคต ได้ตรัสรู้แล้ว, กระท�ำจักษุ กระท�ำญาณ, ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ, เพื่อความรู้ยิ่ง, เพื่อความตรัสรู้, เพื่อพระนิพพานฯ กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ. ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลางนั้นเป็นไฉน ? ฯลฯ อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค. เสยยะถีทัง. (๑)สัมมาทิฏฐิ (๒)สัมมา สังกัปโป (๓)สัมมาวาจา (๔)สัมมากัมมันโต (๕)สัมมาอาชีโว (๖)สัมมาวายาโม (๗)สัมมาสะติ (๘)สัมมาสะมาธิ. ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลาง, คืออริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล, ซึ่งได้แก่ ความเห็นชอบ, ความด�ำริชอบ, วาจาชอบ, การงานชอบ, เลี้ยงชีพชอบ, เพียรชอบ, ระลึกชอบ, ตั้งใจชอบฯ อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ. นี้แล คือข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลางนั้น ฯลฯ อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปิจฉัง. นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา. ภิกษุทั้งหลาย ก็ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์นี้แล, คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์,
50 พุทธมนต์ ความแก่ก็เป็นทุกข์, ความเจ็บก็เป็นทุกข์, ความตายก็เป็นทุกข์, ความประสบกับ สิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์, ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็เป็นทุกข์, ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น แม้นั้นก็เป็นทุกข์, ว่าโดยย่อ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์ฯ ๖ อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง. ยา ยัง ตัณหา โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา ตัต๎ระ ตัต๎ราภินันทินี. เสยยะถีทัง. กามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหา.๗ ก็ความจริงอันประเสริฐคือเหตุแห่งทุกข์นี้แล, คือตัณหาอันท�ำให้มีภพใหม่, ประกอบด้วยความก�ำหนัด, ด้วยอ�ำนาจความพอใจ, ความเพลิดเพลินยิ่งนักใน อารมณ์นั้นๆ, ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาฯ อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง. โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย. ก็ความจริงอันประเสริฐคือความดับทุกข์นี้แล, คือ ความดับด้วยการส�ำรอก โดยไม่เหลือ, ความสละ ความวาง ความปล่อย, ความไม่อาลัยแห่งตัณหานั้นแลฯ อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง. อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค. เสยยะถีทัง. สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ. ก็ความจริงอันประเสริฐคือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์นี้แล, คืออริยมรรค ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ , ซึ่งได้แก่ความเห็นชอบ , ความด�ำริชอบ, วาจาชอบ, การงานชอบ, เลี้ยงชีพชอบ, เพียรชอบ, ระลึกชอบ, ตั้งใจชอบฯ ( หากสวดเฉพาะภาษาบาลีให้หยุดสักครู่หนึ่ง )๖ ทุกข์ในอริยสัจ แบ่งเป็ น ๒ คือ ๑ . ทุ กข์โดยสมมุ ติ ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความประสบกบสิ ั่งอัน ไม่เป็ นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็ นที่รัก ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ความทุกข์ชนิดนี้แกไม้ ่ได้ เพราะไม่มีอยูจริง ่ ๒. ทุ กข์โดยปรมัตถ์ คือ ความยึดมันถือมั ่ นในขันธ์ ๕ ความทุกข์ชนิดนี ่ ้แกได้ทันที โดยแก ้ ที่ต้นเหตุคือตัณหา ้ ๗ ตัณหา ๓ (ความทะยานอยาก — craving) ๑. กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม, ความอยากได้กามคุณ คือสิ่งสนองความต้องการทางประสาททั้ งห้า ๒. ภวตัณหา ความทะยานอยากในภพ, ความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้จะเป็ นอยางใดอย ่ างหนึ่ง อยากเป็ น อยากคง ่ อยูตลอดไป, ความใคร ่ ่อยากที่ประกอบด้วยภวทิฐิหรือสัสตทิฐิ ๓.วิภวตัณหา ความทะยานอยากในวิภพ, ความอยากในความพรากพ้นไปแห่งตัวตนจากความเป็ นอยางใดอย ่ างหนึ่งอัน ่ ไม่ปรารถนา อยากท�ำลาย อยากดับสูญ, ความใคร่อยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฐิหรืออุจเฉททิฐิ
พระสูตร 51 กิจในอริยสัจ๘ อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. ภิกษุทั้งหลาย, จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง๙ , ได้เกิดขึ้นแก่เรา, ใน ธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า, นี้คือความจริงอันประเสริฐคือทุกข์ ฯ ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. ...ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์นั้น ควรรู้ฯ ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. ...ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์นั้น เรารู้แล้ว ฯ อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุ- เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. ภิกษุทั้งหลาย, จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง, ได้เกิดขึ้นแก่เรา, ใน ธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า, นี้คือความจริงอันประเสริฐคือเหตุแห่งทุกข์ ฯ ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. ...ความจริงอันประเสริฐคือเหตุแห่งทุกข์นั้น ควรละเสีย ฯ ๘ กิจในอริยสัจ คือ หน้าที่ที่จะต้องท�ำต่อความจริงอันประเสริฐ ได้แก่ทุกข์ ควรรู้, สมุทัย ควรละ, นิโรธ ควรกระท�ำ ให้แจ้ง, มรรค ควรเจริญ หากท�ำผิดหน้าที่ การแกทุกข์ก ้ ไม็ ่อาจเกิดขึ้นได้ (ผู้รวบรวม) ๙ จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสวาง ในที่นี ่้หมายถึง ญาณ เป็ นไวพจน์ของญาณคือปัญญารู้แจ้ง (ส.นิ.อ. ํ ๒/๔/๒๕)
52 พุทธมนต์ ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. ...ความจริงอันประเสริฐคือเหตุแห่งทุกข์นั้น เราได้ละแล้วฯ อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. ภิกษุทั้งหลาย, จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง, ได้เกิดขึ้นแก่เรา, ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า, นี้คือความจริงอันประเสริฐคือความดับทุกข์ฯ ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. ...ความจริงอันประเสริฐคือความดับทุกข์นั้น ควรกระท�ำให้แจ้งฯ ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. ...ความจริงอันประเสริฐคือความดับทุกข์นั้น เรากระท�ำให้แจ้งแล้วฯ อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. ภิกษุทั้งหลาย, จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง, ได้เกิดขึ้นแก่เรา, ใน ธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า, นี้คือความจริงอันประเสริฐ คือข้อปฏิบัติให้ถึง ความดับทุกข์ฯ ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.
พระสูตร 53 ...ความจริงอันประเสริฐคือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์นั้น ควรเจริญฯ ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ. ...ความจริงอันประเสริฐคือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์นั้น เราเจริญแล้วฯ เหตุที่ท�ำให้กล้าประกาศตนว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติ ปะริ- วัฏฏัง ท๎วาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง๑๐นะ สุวิสุทธัง อะโหสิ. ภิกษุทั้งหลาย, ก็การเห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริง, มีวนรอบ ๓ อย่าง นี้, มีอาการ ๑๒ ในอริยสัจ ๔ เหล่านี้๑๑ ของเรา, ยังไม่บริสุทธิ์เพียงใด ฯ เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพ๎รัห๎มะเก สัสสะมะณะพ๎ราห๎มะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง. เราก็ยังไม่ปฏิญาณตนว่า, เป็นผู้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก, พร้อม ทั้งเทวโลก, มารโลก พรหมโลก, ในหมู่สัตว์, พร้อมทั้งสมณพราหมณ์, เทวดาและ มนุษย์เพียงนั้นฯ ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติ ปะริวัฏฏัง ท๎วาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิ. ก็เมื่อใด การเห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริง, มีวนรอบ ๓ อย่างนี้, มีอาการ ๑๒, ในอริยสัจ ๔ เหล่านี้, ของเราบริสุทธิ์ดีแล้ว ฯ อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพ๎รัห๎มะเก สัสสะมะณะพ๎ราห๎มะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง. ...เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณตนว่า, เป็นผู้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ฯลฯ, ๑๐ ญาณทัสสนะ หมายถึงสัจจญาณ กิจญาณ กตญาณ (สํ.ม.อ.๓/๑๐๘๑/๓๘๐, สารตฺถ.ฏีกา ๓/๑๖/๒๑๙) ๑๑ วนรอบ ๓ อาการ ๑๒ ในอริยสัจ ดูอธิบายในแผนผังหน้า ๕๗
54 พุทธมนต์ ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ อะกุปปา เม วิมุตติ อะยะมันติมา ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ . ก็การเห็นด้วยปัญญาได้บังเกิดขึ้นแก่เราว่า, ความหลุดพ้นของเราไม่กลับ ก�ำเริบ, ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย, บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีกแล้วฯ อิทะมะโวจะ ภะคะวา อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุง. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว, ภิกษุปัญจวัคคีย์ชื่นชมยินดี ในภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ฯ อิมัส๎มิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัส๎มิง ภัญญะมาเน อายัส๎มะโต โกณฑัญญัสสะ วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ. ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณ์ภาษิต๑๒นี้อยู่, ดวงตาเห็นธรรม๑๓, อันปราศจากธุลี, ปราศจากมลทิน, ได้เกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑัญญะว่า, “สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา, สิ่งนั้นทั้งมวล ล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา’’ฯ ไตรโลกสะท้านแผ่นดินสะเทือน ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก, ภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พ๎ราห๎มะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พ๎รัห๎มุนา วา เกนะจิ วา โลกัส๎มินติ. ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศพระธรรมจักรแล้ว, พวกภุมเทวดาได้ บันลือ เสียงว่า, “นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม, อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศ แล้ว, ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน, ใกล้พระนครพาราณสี, อันสมณะ พราหมณ์, เทวดา มาร พรหม, หรือ ใครๆ ในโลกจะหมุนกลับคืนไม่ได้” (หากสวดเฉพาะภาษาบาลีให้หยุดสักครู่หนึ่ง)๑๒ ไวยากรณ์ ในที่นี้หมายถึงพระสูตรที่ไม่มีคาถา ประกอบด้วยค�ำถามค�ำตอบ (สารตฺถ.ฏีกา ๓/๑๖/๒๒๐) เป็นองค์อันหนึ่งในนวังคสัตถุศาสน์ (วิ.อ. ๑/๒๖) ๑๓ ธรรมจักษุ แปลว่า ดวงตาเห็นธรรม คือ โสดาปัตติมรรคญาณ (วิ.อ.๓/๕๖/๒๗)
พระสูตร 55 ภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง. พวกเทพ*ชั้นจาตุมหาราชได้ฟังเสียงของพวกภุมเทวดาแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา ตาวะติงสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง. พวกเทพชั้นดาวดึงส์ได้ฟังเสียงของพวกเทพชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็บันลือ เสียงต่อไป ตาวะติงสานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา ยามา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง. พวกเทพชั้นยามา ได้ฟังเสียงของพวกเทพชั้นดาวดึงส์แล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป ยามานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา ตุสิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง. พวกเทพชั้นดุสิต ได้ฟังเสียงของพวกเทพชั้นยามาแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป ตุสิตานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา นิมมานะระตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง. พวกเทพชั้นนิมมานรดี ได้ฟังเสียงของพวกเทพชั้นดุสิตแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป นิมมานะระตีนัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง. พวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ได้ฟังเสียงของเทพชั้นนิมมานรดีแล้ว ก็บันลือ เสียงต่อไป ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา พ๎รัห๎มะกายิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง. เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ได้ฟังเสียงของพวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดี แล้ว ก็บันลือเสียงต่อไปว่า เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พ๎ราห๎มะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พ๎รัห๎มุนา วา เกนะจิ วา โลกัส๎มินติ. * เทวโลก คือ ภพที่มีอารมณ์อันเลิศ, โลกที่มีแต่ความสุข, ในที่นี้หมายเอาเฉพาะสวรรค์ชั้นกามาพจร คือ ชั้นที่ยังเกี่ยวข้อง กับกาม ซึ่งเรียกเต็มว่า กามาวจรสวรรค์ ๖ ได้แก่ จาตุมหาราช สวรรค์ชั้นที่ท้าวมหาราช ๔ ปกครอง, ดาวดึงส์ แดนแห่งเทพ ๓๓ มีท้าวสักกะเป็นใหญ่, ยามา แดนแห่งเทพผู้ปราศจากความทุกข์, ดุสิต แดนแห่งเทพผู้เอิบอิ่มด้วยสิริสมบัติของตน, นิมมานรดี แดนแห่งเทพผู้ยินดีในการเนรมิต, ปรนิมมิตวสวัตดี แดนแห่งเทพผู้ยังอ�ำนาจให้เป็นไปในสมบัติที่ผู้อื่นนิรมิตให้
56 พุทธมนต์ “นั่นธรรมจักรอันยอดเยี่ยม, อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศแล้ว, ณ ป่า อิสิปตนมฤคทายวัน, ใกล้พระนครพาราณสี, อันสมณะ พราหมณ์, เทวดา มาร พรหม, หรือใครๆ ในโลกจะหมุนกลับคืนไม่ได้” (หากสวดเฉพาะภาษาบาลี ให้หยุดสักครู่หนึ่ง) อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ ยาวะ พ๎รัห๎มะโลกา สัทโท อัพภุคคัจฉิ. โดยขณะนั้น, โดยครู่นั้น, เสียงได้ดังกระฉ่อนขึ้นไปจนถึงพรหมโลก, ด้วย ประการฉะนี้ฯ อะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ๑๔สังกัมปิ สัมปะกัมปิ สัมปะเวธิ. อัปปะมาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ อะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุภาวัง. ก็หมื่นโลกธาตุนี้ สะเทือนสะท้านหวั่นไหว, ทั้งแสงสว่างอันโอฬารหาประมาณ มิได้, ปรากฏแล้วในโลก, ยิ่งกว่าเทวานุภาพของพวกเทพยดาทั้งหลายฯ อะถะโข ภะคะวา อุทานัง อุทาเนสิ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติ. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเปล่งอุทานว่า, “โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ, โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ” อิติหิทัง อายัส๎มะโต โกณฑัญญัสสะ อัญญาโกณฑัญโญเต๎ววะ นามัง... อะโหสีติ. เพราะเหตุนั้นค�ำว่าอัญญาโกณฑัญญะ,๑๕ จึงได้เป็นสมญานามของท่าน โกณฑัญญะ, ด้วยประการฉะนี้...แล ฯ ๑๔ ค�ำว่าโลกธาตุ หมายถึง จักรวาล หรือเอกภพ หมื่นโลกธาตุจึงคือจักรวาลที่มีมากมายหาประมาณมิได้ นี่คือร่องรอย ของจักรวาลวิทยาที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ในพระสูตรนี้ ๑๕ ค�ำว่า ดวงตาเห็นธรรม ก็คือการบรรลุเป็นพระอริยบุคคลในชั้นโสดาบัน ซึ่งต้องรู้เห็นตามความเป็นจริงว่าสรรพสิ่ง ล้วนเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา ท่านโกณฑัญญะ จึงได้สมญานามใหม่ว่า อัญญาโกณฑัญญะ แปลว่าโกณฑัญญะ รู้แล้ว ค�ำว่าอัญญา เป็นไวพจน์แห่งค�ำว่าโสดาบันนั่นเอง
พระสูตร 57 หมายเหตุ : วนรอบ ๓ อาการ ๑๒ หมายถึงสัจญาณ กิจญาณ กตญาณ เกิดขึ้นเวียนไปในอริยสัจ ๔ ข้อ ข้อละ ๓ รอบ (๔ x ๓ = ๑๒) รวมเป็น ๑๒ รอบ ดังนี้ ก. (๑) นี้ทุกข์ (๒) ทุกข์นี้ควรก�ำหนดรู้ (๓) ทุกข์นี้ก�ำหนดรู้แล้ว ข. (๑) นี้สมุทัย (๒) สมุทัยนี้ควรละ (๓) สมุทัยนี้ละแล้ว ค. (๑) นี้นิโรธ (๒) นิโรธนี้ควรท�ำให้แจ้ง (๓) นิโรธนี้ท�ำให้ แจ้งแล้ว ง. (๑) นี้มรรค (๒) มรรคนี้ควรท�ำให้เจริญ (๓) มรรคนี้ท�ำให้เจริญแล้ว (สํ.ม.อ. ๓/๑๐๘๑/๓๘๐, สารตฺถ. ฏีกา ๓/๑๖/๒๑๙)อ้างอิง:พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตฺโต).พุทธธรรม.กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๒. ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบในวันตรัสรู้ วนรอบ ๓ อาการ ๑๒ ในอริยสัจ ๔ ญาณ ๓ สัจจะ ๔สัจญาณ (หยั่งรู้สัจจะ หรือ รู้ตามความเป็นจริง)กิจญาณ (หยั่งรู้กิจ หรือ รู้หน้าที่ที่จะต้องทำ)กตญาณ (หยั่งรู้การอันทำแล้ว หรือรู้หน้าที่ที่จะต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว)ทุกข์ (ความทุกข์ หรือ ปัญหาต่างๆ ของมนุษย์)ตัวปัญหาอยู่ที่ไหน รู้ว่าปัญหาคืออะไร รู้ว่าทุกข์คือดังนี้รู้ว่าทุกข์นี้ควรกำหนดรู้ และขอบเขต เป็นต้น ของมัน รู้ว่าปัญหานี้ต้องเข้าใจสภาพรู้ว่าทุกข์นี้กำหนดรู้แล้ว รู้ว่าได้เข้าใจสภาพ และขอบเขตของปัญหาแล้วสมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์ หรือ สาเหตุของปัญหา)รู้ว่าสมุทัยคือดังนี้ รู้ว่าสาเหตุของปัญหาคืออะไร (รู้ว่าตัณหาเป็นเหตุแห่งทุกข์) (รู้ว่าตัณหาต้องละเสีย) รู้ว่าสมุทัยนี้ควรละเสีย รู้ว่าจะต้องแก้ไขที่สาเหตุนั้น(รู้ว่าตัณหาละได้แล้ว) รู้ว่าสมุทัยนี้ได้ละแล้ว รู้ว่าสาเหตุนั้นได้แก้ไขกำจัดแล้วนิโรธ (ความดับทุกข์ หรือ ภาวะหมดปัญหา)รู้ว่านิโรธคือดังนี้ (รู้ว่านิพพานเป็นภาวะดับทุกข์) รู้ว่าภาวะหมดปัญหาที่ต้องการคืออะไร ตนต้องการหรือควรต้องการอะไรรู้ว่านิโรธควรทำให้แจ้ง (รู้ว่านิพพานควรบรรลุ) รู้ว่าภาวะนั้นเป็นจุดหมายรู้ว่านิโรธนี้ได้ประจักษ์แจ้งแล้ว (รู้ว่าได้บรรลุนิพพานแล้ว) รู้ว่าได้บรรลุจุดหมายนั้นแล้วมรรคเพื่อกำ (ทางดับทุกข์ หรือ วิธีปฏิบัติ จัดสาเหตุแห่งปัญหา)รู้ว่ามรรคคือดังนี้ (รู้ว่ามรรคมีองค์ ๘ เป็นทางดับทุกข์ รู้ว่าวิธีการแก้ปัญหาเป็นอย่างไรรู้ว่ามรรคควรเจริญ รู้ว่าวิธีการนั้นจะต้องลงมือปฏิบัติ (รู้ว่ามรรคมีองค์ ๘ ควรปฏิบัติ) หรือจัดดำเนินการรู้ว่ามรรคนี้ได้เจริญแล้ว (รู้ว่าได้ปฏิบัติตามมรรคแล้ว) รู้ว่าได้ปฏิบัติตามวิธีการนั้น เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว
58 พุทธมนต์ อัฏฐังคิกมรรค๑ (น�ำ) หันทะ มะยัง อะริยัฏฐังคิกะมัคคัง ภะณามะ เส. (รับ) อะยะเมวะ อะริโย อัฎฐังคิโก มัคโค, หนทางนี้แล เป็นหนทางอันประเสริฐ, ซึ่งประกอบด้วยองค์แปดประการ, เสยยะถีทัง, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ:- (๑)สัมมาทิฏฐิ, ความเห็นชอบ, (๒)สัมมาสังกัปโป, ความด�ำริชอบ, (๓)สัมมาวาจา, การพูดจาชอบ, (๔)สัมมากัมมันโต, การท�ำการงานชอบ, (๕)สัมมาอาชีโว, การเลี้ยงชีวิตชอบ, (๖)สัมมาวายาโม, ความพากเพียรชอบ, (๗)สัมมาสะติ, ความระลึกชอบ, (๘)สัมมาสะมาธิ, ความตั้งใจมั่นชอบ, ๑. สัมมาทิฐิ เห็นถูก กะตะมา จะ ภิกขะเว สัมมาทิฏฐิ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ความเห็นชอบเป็นอย่างไรเล่า? (๑)ยัง โข ภิกขะเว ทุกเข ญาณัง, ความรู้อันใด เป็นความรู้ในทุกข์, (๒)ทุกขะสะมุทะเย ญาณัง, เป็นความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์, (๓)ทุกขะนิโรเธ ญาณัง, เป็นความรู้ในความดับแห่งทุกข์, (๔)ทุกขะนิโรธะคามินิยา ปะฏิปะทายะ ญาณัง, เป็นความรู้ในทางด�ำเนินให้ถึงความดับแห่งทุกข์,
พระสูตร 59 อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมาทิฏฐิ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อันนี้เราเรียกว่า ความเห็นชอบ, ๒. สัมมาสังกัปปะ คิดถูก กะตะโม จะ ภิกขะเว สัมมาสังกัปโป, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความด�ำริชอบ เป็นอย่างไรเล่า? (๑)เนกขัมมะสังกัปโป, ความด�ำริในการออกจากกาม, (๒)อัพ๎ยาปาทะสังกัปโป, ความด�ำริในการไม่มุ่งร้าย, (๓)อะวิหิงสาสังกัปโป, ความด�ำริในการไม่เบียดเบียน, อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมาสังกัปโป, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เราเรียกว่า ความด�ำริชอบ, ๓. สัมมาวาจา พูดถูก กะตะมา จะ ภิกขะเว สัมมาวาจา, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, การพูดจาชอบ เป็นอย่างไรเล่า? (๑)มุสาวาทา เวระมะณี, เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดไม่จริง, (๒) ปิสุณายะ วาจายะ เวระมะณี, เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดส่อเสียด, (๓)ผะรุสายะ วาจายะ เวระมะณี, เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดหยาบ, (๔)สัมผัปปะลาปา เวระมะณี, เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ, อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมาวาจา, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อันนี้เราเรียกว่า การพูดจาชอบ, ๔. สัมมากัมมันตะ ท�ำถูก กะตะโม จะ ภิกขะเว สัมมากัมมันโต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, การท�ำการงานชอบ เป็นอย่างไรเล่า? (๑)ปาณาติปาตา เวระมะณี, เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการฆ่า,
60 พุทธมนต์ (๒)อะทินนาทานา เวระมะณี, เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว, (๓)กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี, เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย, อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมากัมมันโต, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อันนี้เราเรียกว่า การท�ำการงานชอบ, ๕. สัมมาอาชีวะ ประกอบอาชีพถูก กะตะโม จะ ภิกขะเว สัมมาอาชีโว, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, การเลี้ยงชีวิตชอบ เป็นอย่างไรเล่า? อิธะ ภิกขะเว อะริยะสาวะโก, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สาวกของพระอริยะในธรรมวินัยนี้, มิจฉาอาชีวัง ปะหายะ, ละการเลี้ยงชีวิตที่ผิดเสีย, สัมมาอาชีเวนะ ชีวิกัง กัปเปติ, ย่อมส�ำเร็จความเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตที่ชอบ, อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมาอาชีโว, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อันนี้เราเรียกว่า การเลี้ยงชีวิตชอบ, ๖. สัมมาวายามะ เพียรถูก กะตะโม จะ ภิกขะเว สัมมาวายาโม, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ความพากเพียรชอบเป็นอย่างไรเล่า? อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้, (๑)อะนุปปันนานัง ปาปะกานัง อะกุสะลานัง ธัมมานัง อะนุปปาทายะ, ฉันทัง ชะเนติ, วายะมะติ, วิริยัง อาระภะติ, จิตตัง ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ; ย่อมท�ำความพอใจให้เกิดขึ้น, ย่อมพยายาม, ปรารภความเพียร, ประคอง ตั้งจิตไว้, เพื่อจะยังอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น,
พระสูตร 61 (๒)อุปปันนานัง ปาปะกานัง อะกุสะลานัง ธัมมานัง ปะหานายะ,... ...เพื่อจะละอกุศลธรรม ที่เกิดขึ้นแล้ว, (๓)อะนุปปันนานัง กุสะลานัง ธัมมานัง อุปปาทายะ,... ...เพื่อจะยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น, (๔)อุปปันนานัง กุสะลานัง ธัมมานัง ฐิติยา, อะสัมโมสายะ ภิยโยภาวายะ, เวปุลลายะ ภาวะนายะ, ปาริปูริยา, ฉันทัง ชะเนติ, วายะมะติ, วิริยัง อาระภะติ, จิตตัง ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ, ย่อมท�ำความพอใจให้เกิดขึ้น, ย่อมพยายาม, ปรารภความเพียร, ประคองตั้งจิตไว้, เพื่อความตั้งอยู่, ความไม่เลอะเลือน, ความงอกงามยิ่งขึ้น, ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์, แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว, อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมาวายาโม, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อันนี้เราเรียกว่า ความเพียรชอบ, ๗. สัมมาสติ รู้ถูก กะตะมา จะ ภิกขะเว สัมมาสะติ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ความระลึกชอบ เป็นอย่างไรเล่า? อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้, (๑)กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ,... ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เป็นประจ�ำ, (๒)เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ,... ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจ�ำ, (๓)จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ,... ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจ�ำ, (๔)ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ, ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจ�ำ,
62 พุทธมนต์ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง, มีความเพียรเผากิเลส, มีสัมปชัญญะ มีสติ, ถอนความยินดี ยินร้ายในโลก ออกเสียได้, อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมาสะติ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อันนี้เราเรียกว่า ความระลึกชอบ, ๘. สัมมาสมาธิ ตั้งมั่นถูก กะตะโม จะ ภิกขะเว สัมมาสะมาธิ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ความตั้งใจมั่นชอบเป็นอย่างไรเล่า? อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้, (๑) วิวิจเจวะ กาเมหิ, สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย, วิวิจจะ อะกุสะเลหิ ธัมเมหิ, สงัดแล้วจากธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหลาย, สะวิตักกัง สะวิจารัง, วิเวกะชัง. ปีติสุขัง ปะฐะมัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ; เข้าถึงปฐมฌาน, ประกอบด้วยวิตกวิจาร, มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่; (๒) วิตักกะวิจารานัง วูปะสะมา, เพราะความที่วิตกวิจารทั้งสองระงับลง, อัชฌัตตัง สัมปะสาทะนัง เจตะโส, เอโกทิภาวัง อะวิตักกัง อะวิจารัง สะมาธิชัง ปีติสุขัง ทุติยัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ; เข้าถึงทุติยฌาน, เป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน, ให้สมาธิเป็นธรรมอัน เอกผุดขึ้น, ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร, มีแต่ปีติและสุข อันเกิดจากสมาธิอยู่, (๓) ปีติยา จะ วิราคา อนึ่ง เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ,
พระสูตร 63 อุเปกขะโก จะ วิหะระติ, สะโต จะ สัมปะชาโน, ย่อมเป็นผู้มีอุเบกขา, มีสติและสัมปชัญญะ, สุขัญจะ กาเยนะ ปะฏิสังเวเทติ, และย่อมเสวยความสุขด้วยนามกาย, ยันตัง อะริยา อาจิกขันติ, อุเปกขะโก สะติมา สุขะวิหารีติ, ชนิดที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย, ย่อมกล่าวสรรเสริญผู้นั้นว่า, “ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข” ดังนี้, ตะติยัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ; เข้าถึงตติยฌาน แล้วแลอยู่; (๔)สุขัสสะ จะ ปะหานา, เพราะละสุขเสียได้, ทุกขัสสะ จะ ปะหานา, และเพราะละทุกข์เสียได้, ปุพเพวะ โสมะนัสสะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมา, เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสทั้งสอง ในกาลก่อน, อะทุกขะมะสุขัง อุเปกขาสะติปาริสุทธิง, จะตุตถัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ. เข้าถึงจตุตถฌาน, ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข, มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาอยู่, อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมาสะมาธิ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อันนี้เราเรียกว่าความตั้งใจมั่นชอบ...แล ฯ ๑ ที.ม. ๑๐/๒๙๙/๓๔๘; ม.มู. ๑๒/๑๔๙/๑๒๓; ม.อุ. ๑๔/๗๐๔/๔๕๓; อภิ.วิ. ๓๕/๕๖๙/๓๐๗ มรรคมีองค์ ๘ นี้ ได้ชื่อว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง เพราะเป็นข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะน�ำไปสู่จุดหมาย แห่งความหลุดพ้นเป็นอิสระ ดับทุกข์ ปลอดปัญหา ไม่ติดข้องในที่สุดทั้งสอง คือ กามสุขัลลิกานุโยค การหมกมุ่นใน กามคุณ และอัตตกิลมถานุโยค การทรมานตนเอง องค์ ๘ ของมรรค จัดเข้าในธรรมขันธ์ ๓ ข้อต้น คือ ข้อ (๓)-(๔)- (๕) เป็นศีล ข้อ (๖)-(๗)-(๘) เป็นสมาธิ ข้อ (๑)-(๒) เป็นปัญญา
64 พุทธมนต์ ๑ สํ.ข. อนัตตลักขณสูตร ๑๗/๕๕ พระสูตรนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์หลังจากที่ฟัง ธัมมจักกัปป- วัตตนสูตร ๗ วัน จนท่านเหล่านั้นบรรลุเป็นพระอรหันต์ นิยมสวดในงานอุทิศส่วนกุศล ๒ แม้เวทนา, สัญญา, สังขาร วิญญาณ ก็นัยเดียวกัน ผู้รวบรวมตัดออกเพื่อให้เนื้อความกระชับ กล่าวโดยสรุปก็คือ ขันธ์ ๕ หรือกายและใจนี้ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เพราะไม่อยู่ในอ�ำนาจของใครๆ อนัตตลักขณสูตร๑ พระสูตรซึ่งเป็นปฏิปุจฉาระหว่างพระพุทธเจ้าและพระปัญจวัคคีย์ ที่ท�ำให้พระปัญจวัคคีย์ บรรลุเป็นพระอรหันต์ รูปัง ภิกขะเว อะนัตตา, ภิกษุทั้งหลาย รูปมิใช่ตัวตน, รูปัญจะ หิทัง ภิกขะเว หากว่ารูปนี้จักเป็นตัวตนแล้วไซร้ ฯ อัตตา อะภะวิสสะ. นะยิทัง รูปัง อาพาธายะ รูปนี้ก็คงไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ สังวัตเตยยะ. ลัพเภถะ จะ รูเป. ทั้งยังจะได้ตามความปรารถนา ในรูปว่า :- เอวัง เม รูปัง โหตุ. ขอรูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด เอวัง เม รูปัง มา อะโหสีติ. อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลยฯ ยัส๎มา จะ โข ภิกขะเว รูปัง อนัตตา, ก็เพราะเหตุที่รูปมิใช่ตัวตน ตัส๎มา รูปัง อาพาธายะ สังวัตตะติ. ฉะนั้น รูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ นะ จะ ลัพภะติ รูเป. และไม่ได้ตามความปรารถนาในรูปว่า เอวัง เม รูปัง โหตุ, ขอรูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด เอวัง เม รูปัง มา อะโหสีติ...ฯลฯ๒ อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย...ฯลฯ ตัง กิง มัญญะถะ ภิกขะเว. ภิกษุทั้งหลาย, เธอทั้งหลายจะส�ำคัญ ความข้อนั้นเป็นไฉน? รูปัง เวทะนา...สัญญา... รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร... สังขารา...วิญญานัง นิจจัง วา วิญญาณ, เที่ยงหรือไม่เที่ยง? อะนิจจัง วาติ.
พระสูตร 65 อนิจจัง ภันเต. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้าฯ ยัมปะนา นิจจัง ทุกขัง วา ก็สิ่งใดไม่เที่ยง, สิ่งนั้นเป็น ตัง สุขัง วาติ. ทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ทุกขัง ภันเต. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้าฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วิปะริณา- ก็สิ่งใดไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, มี มะธัมมัง กัลลัง นุ ตัง สะมะนุปัสสิตุง. ความแปรปรวนเป็นธรรมดา, ควร หรือที่จะตามเห็น สิ่งนั้นว่า:- เอตัง มะมะ เอโส หะมัส๎มิ นั่นของเรา, นั่นเป็นเรา, เอโส เม อัตตาติ. นั่นตัวตนของเรา? โน เหตัง ภันเต. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า, ตัส๎มาติหะ ภิกขะเว ยังกิญจิ ภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุนั้นแล รูปัง...เวทนา...สัญญา...สังขารา... รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร... วิญญาณัง, วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง, อตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง, ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน, อัชฌัตตัง วา พะหิทธา วา. เป็นภายในหรือภายนอก, โอฬาริกัง วา สุขุมัง วา. หยาบหรือละเอียด, หีนัง วา ปะณีตัง วา. เลวหรือประณีต, ยันทูเร สันติเก วา. ทั้งอยู่ในที่ไกลหรือใกล้ฯ ...เนตัง มะมะ เนโสหะมัส๎มิ เธอทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญา นะ เมโส อัตตาติ. เอวะเมตัง อันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า, ยะถาภูตัง. สัมมัปปัญญายะ นั่นไม่ใช่ของเรา, นั่นไม่เป็นเรา, ทัฏฐัพพัง. นั่นไม่ใช่ตัวตนของเราฯ เอวัง ปัสสัง ภิกขะเว สุต๎วา ภิกษุทั้งหลาย, อริยสาวกผู้ได้ อะริยะสาวะโก. สดับแล้ว เห็นอย่างนี้ฯ
66 พุทธมนต์ รูปัส๎มิงปิ...เวทะนายะปิ... ย่อมเบื่อหน่าย, แม้ในรูป...เวทนา... สัญญายะปิ...สังขาเรสุปิ... สัญญา...สังขาร... วิญญาณฯ วิญญาณัส๎มิงปิ นิพพินทะติ. นิพพินทัง วิรัชชะติ. เมื่อเบื่อหน่าย, ย่อมคลายก�ำหนัด, วิราคา วิมุจจะติ. เพราะคลายก�ำหนัด, จึงหลุดพ้น, วิมุตตัส๎มิง วิมุตตะมีติ เมื่อหลุดพ้นแล้ว, ย่อมมีญาณหยั่งรู้ ญาณัง โหติ. ว่าหลุดพ้นแล้วฯ ขีณา ชาติ วุสิตัง พ๎รัห๎มะจะริยัง รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ กะตัง กะระณียัง นาปะรัง อยู่จบแล้ว, กิจที่ควรท�ำ ท�ำเสร็จแล้ว, อิตถัตตายาติ ปะชานาตีติ. กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีฯ อิทะมะโวจะ ภะคะวา. พระผู้มีพระภาคเจ้า, ได้ตรัส อนัตตลักขณสูตรนี้จบลงแล้ว, อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิกขู ภิกษุปัญจวัคคีย์, ต่างมีใจชื่นชมยินดี ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุง. พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าฯ อิมัส๎มิญจะ ปะนะ ก็แล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า, เวยยากะระณัส๎มิง ภัญญะมาเน. ก�ำลังตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่, ปัญจะวัคคิยานัง ภิกขูนัง ภิกษุปัญจวัคคีย์, ก็มีจิตหลุดพ้นจาก อะนุปาทายะ อาสะเวหิ จิตตานิ อาสวะ, เพราะไม่ถือมั่น๓ ดังนี้แลฯ วิมุตจิงสูติ. ๓ พึงสังเกตว่า การมีจิตหลุดพ้นนั้น ไม่ใช่การละตัวตน หรือละกิเลสใดๆ แต่เป็นการละความยึดถือ (อุปาทาน) ว่ามี ตัวกู-ของกูที่มีอาสวกิเลส เช่นกูโกรธ กูรัก กูอยากได้ เมื่อไร้ตัวกู-ของกู กิเลสก็สักว่ากิเลสไม่มีอิทธิพลใดๆ ต่อจิต กุศลก็สักว่ากุศล ที่เป็นเพียงธรรมชาติอย่างหนึ่งแค่นั้นเอง (ผู้รวบรวม)
พระสูตร 67 ๑ องฺ.ทุก. ๒๐/๕๐๕ พระสูตรนี้ในบาลีเรียกว่า เกสปุตตสูตร ที่ชื่อกาลามสูตรเพราะทรงแสดงแก่ชนเผ่ากาลามะแห่ง วรรณะกษัตริย์ ที่ชื่อเกสปุตตสูตร เพราะพวกกาลามะนั้นเป็นชาวเกสปุตตนิคม ๒ หลักความเชื่อทั้ง ๑๐ ประการนี้ คือวิธีปฏิบัติต่อสิ่งที่ตนสงสัยของชาวพุทธ ปัจจุบันแนวคิดและหลักสูตรที่สอนให้คน มีเหตุผลไม่หลงเชื่องมงาย ในท�ำนองเดียวกับพระสูตรนี้ ได้รับการบรรจุเป็นวิชาบังคับว่าด้วยการสร้างทักษะการคิด หรือที่เรียกว่า “การคิดเชิงวิจารณ์” (Critical thinking) ในหลายมหาวิทยาลัย กาลามสูตร๑ เครื่องมือแห่งวิทยาศาสตร์ทางจิต ...เอถะ ตุมเห กาลามา, ...ดูก่อนชาวกาลามะ มาเถิดท่านทั้งหลาย, (๑) มา อะนุสสะเวนะ, อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา, (๒) มา ปะรัมปะรายะ, อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบๆ กันมา, (๓) มา อิติกิรายะ, อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ, (๔) มา ปิฏะกะสัมปะทาเนนะ, อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างต�ำรา, (๕) มา ตักกะเหตุ, อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง, (๖) มา นะยะเหตุ, อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนเอา, (๗) มา อาการะปะริวิตักเกนะ, อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ, (๘) มา ทิฏฐินิชฌานักขันติยา, อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน, (๙) มา ภัพพะรูปะตายะ, อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้, (๑๐) มา สะมะโณ โน คะรูติ. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้นั้นเป็นครูของเรา๒ ฯ ยะทา ตุมเห กาลามา ดูก่อนชาวกาลามะ เมื่อใดท่านทั้งหลาย อัตตะนาวะ ชาเนยยาถะ. พึงรู้ด้วยตนเองว่า, อิเม ธัมมา อะกุสะลา ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล, อิเม ธัมมา สาวัชชา ธรรมเหล่านี้มีโทษ, อิเม ธัมมา วิญญุคะระหิตา. ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน,
68 พุทธมนต์ ๓ วิธีปฏิบัติต่อสิ่งที่สงสัย มิใช่เพียง “อย่าเพิ่งเชื่อ” เท่านั้น หากแต่ต้องทดลองให้รู้ด้วยตนเองว่า เมื่อทดลองปฏิบัติ แล้ว ชีวิตมีคุณภาพดีกว่าเดิมจึงควรเชื่อ แต่ถ้าตรงกันข้ามจึงไม่ควรเชื่อ กาลามสูตรจึงเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ อย่างแท้จริง พระสูตรนี้ผู้รวบรวมย่อความเพื่อให้สวดง่าย อิเม ธัมมา สะมัตตา ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์ สะมาทินนา อะหิตายะ แล้ว, เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์, ทุกขายะ สังวัตตันตีติ. เพื่อความทุกข์, อะถะ ตุมเห กาลามา เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรม ปะชะเหยยาถะ. ฯลฯ เหล่านั้นเสีย, ฯลฯ ...ยะทา ตุมเห กาลามา ...ดูก่อนชาวกาลามะ, เมื่อใดท่าน อัตตะนาวะ ชาเนยยาถะ. ทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า, อิเม ธัมมา กุสะลา ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล, อิเม ธัมมา อะนะวัชชา ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ, อิเม ธัมมา วิญญุปปะสัตถา. ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ, อิเม ธัมมา สะมัตตา ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์ สะมาทินนา หิตายะ สุขายะ แล้ว,เป็นไปเพื่อประโยชน์, เพื่อความสุข,๓ สังวัตตันตีติ. อะถะ ตุมเห กาลามา เมื่อนั้น ท่านทั้งหลาย ควรเข้าถึงธรรม อุปะสัมปัชชะ วิหะเรยยาถาติ. เหล่านั้นอยู่เถิด...ดังนี้ฯ
พระสูตร 69 พาหิยสูตร๑ พุทธพจน์เปรียบเทียบภาวะแห่งพระนิพพาน ยะโต โข เต พาหิยะ ดูก่อนพาหิยะ, ในกาลใดแล, ทิฏเฐ ทิฏฐะมัตตัง ภะวิสสะติ เมื่อท่านเห็น จักเป็นสักว่าเห็น, สุเต สุตะมัตตัง ภะวิสสะติ เมื่อฟัง จักเป็นสักว่าฟัง, มุเต มุตะมัตตัง ภะวิสสะติ เมื่อทราบ จักเป็นสักว่าทราบ, วิญญาเต วิญญาตะมัตตัง เมื่อรู้แจ้ง จักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ฯ ภะวิสสะติ. ตะโต ต๎วัง พาหิยะ นัตถิ ดูก่อนพาหิยะ, ในกาลนั้น ท่านย่อม ไม่มี ฯ ยะโต ต๎วัง พาหิยะ เนวัตถิ ในกาลใด ท่านไม่มี ฯ ตะโต ต๎วัง พาหิยะ เนวิธะ ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มีในโลกนี้, นะ หุรัง นะ อุภะยะมันตะเร ย่อมไม่มีในโลกหน้า, ย่อมไม่มีในระหว่าง เอเสวันโต ทุกขัสสาติ ฯ โลกทั้งสอง, นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ฯ อะถะ โข พาหิยัสสะ ล�ำดับนั้น, จิตของพาหิยะทารุจีริยะ,๒ ทารุจีริยัสสะ ภะคะวะโต หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย, อิมายะ สังขิตตายะ ธัมมะ- เพราะไม่ถือมั่นในขณะนั้นเอง, เทสะนายะ ตาวะเทวะ ด้วยพระธรรมเทศนาโดยย่อนี้, อะนุปาทายะ อาสะเวหิ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแลฯ จิตตัง วิมุจจิฯ ๑ ขุ.ขุ. ๒๕/๔๗ ในพระสูตรนี้ใช้ค�ำว่าสักว่า อาจารย์ในปัจจุบันใช้ค�ำแตกต่างกันไป เช่น ก�ำหนดรู้, แค่รู้, ตระหนักรู้, รู้ซื่อๆ, พิจารณา แต่ไม่ว่าจะใช้ค�ำไหน ก็คืออาการที่จิตเข้าไปรู้อารมณ์เองโดยมีสติ-สัมปชัญญะเป็นตัวก�ำกับทั้งสิ้น ๒ค�ำว่า “ทารุจีริยะ” แปลว่า ผ้าเปลือกไม้ เป็นสมญานามของท่านพาหิยะ เพราะท่านนุ่งเปลือกไม้เป็นอาภรณ์
70 พุทธมนต์ ๑ สํ.ข.เผณปิณฑสูตร ๑๗/๒๔๗ ท่านอุปมา รูปขันธ์ เหมือนกลุ่มฟองน�้ำในแม่น�้ำ ซึ่งน�้ำไหลตลอดเวลา จึงดูเหมือนฟองน�้ำมีอยู่ตลอด แต่ที่แท้ แล้ว กลุ่มฟองน�้ำนั้นแตกดับและเกิดใหม่อยู่ตลอดเวลา เวทนาขันธ์ เหมือนฟองน�้ำยามฝนตกกระทบพื้นดิน เพราะเวทนาเป็นนามธรรมจึงเห็นอาการเกิดดับได้เร็วกว่ารูป สัญญาขันธ์ เหมือนพยับแดด ที่ปรากฏระยิบระยับในคราวแสงแดดจ้า แต่เมื่อเข้าไปใกล้แล้วจึงเห็นว่าไม่มีอยู่จริง สังขารขันธ์ เหมือนต้นกล้วย เพราะไม่อาจหาแก่น (สาระ) จากต้นกล้วยได้ ส่วนวิญญาณขันธ์ เหมือนกล เพราะกลเป็นเพียงมายาย่อมไม่ใช่ของจริง แต่คนเล่นหลอกให้ดูสมจริงเท่านั้น เผณปิณฑสูตร๑ อุปมาแห่งขันธ์ ๕ เผณะปิณฑูปะมัง รูปัง, รูปอุปมาด้วยกลุ่มฟองน�้ำ, เวทะนา ปุพพุฬูปะมา, เวทนาอุปมาด้วยฟองน�้ำ, มะรีจิกูปะมา สัญญา, สัญญาอุปมาด้วยพยับแดด, สังขารา กะทะลูปะมา, สังขารอุปมาด้วยต้นกล้วย, มายูปะมัญจะ วิญญาณัง, และวิญญาณอุปมาด้วยกล, เทสิตาทิจจะพันธุนา. อันพระอาทิจจพันธุ์๒ ทรงแสดงแล้วฯ ยะถา ยะถา นิชฌายะติ ภิกษุย่อมเพ่งพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ โยนิโส อุปะปะริกขะติ, นั้นโดยแยบคายด้วยประการใดๆ, ริตตะกัง ตุจฉะกัง โหติ เบญจขันธ์นั้นย่อมปรากฏเป็นของว่าง, โย นัง ปัสสะติ โยนิโส. เป็นของเปล่า, ด้วยประการนั้นๆ ฯ อิมัญจะ กายัง อารัพภะ ก็การละธรรม ๓ อย่าง, อันพระพุทธเจ้า ภูริปัญเญนะ เทสิตัง ปะหานัง ผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน, ปรารภกายนี้ทรง ติณณัง ธัมมานัง, แสดงแล้ว, รูปัง ปัสสะถะ ฉัฑฑิตัง. ท่านทั้งหลายจงดูรูปอันบุคคลทิ้งแล้วฯ อายุ อุส๎มา จะ วิญญาณัง อายุ ไออุ่นและวิญญาณ, ย่อมละกาย ยะทา กายัง ชะหันติมัง, นี้เมื่อใด, อะปะวิฏโฐ ตะทา เสติ เมื่อนั้นกายนี้อันเขาทอดทิ้งแล้ว ปะระภัตตัง อะเจตะนัง. ย่อมเป็นเหยื่อแห่งสัตว์อื่น หาเจตนามิได้
พระสูตร 71 เอตาทิสายัง สันตาโน, นี้เป็นความสืบต่อเช่นนี้, มายายัง พาละลาปินี, นี้เป็นกลส�ำหรับหลอกลวงคนโง่, วะธะโก เอโก อักขาโต, เบญจขันธ์เพียงดังว่าเพชฌฆาตผู้หนึ่ง, สาโร เอตถะ นะ วิชชะติ, เราบอกแล้วสาระย่อมไม่มีในเบญจขันธ์นี้, เอวัง ขันเธ อะเวกเขยยะ ภิกษุผู้ปรารภความเพียร ภิกขุ อารัทธะวีริโย มีสัมปชัญญะ มีสติ ทิวา วา ยะทิ วา รัตติ พึงพิจารณาขันธ์ทั้งหลายอย่างนี้ สัมปะชาโน ปะฏิสสะโต. ทั้งกลางวันกลางคืนฯ ปะชะเห สัพพะสังโยคัง ภิกษุเมื่อปรารถนาพระนิพพาน, กะเรยยะ สะระณัตตะโน พึงละสังโยชน์๓ ทั้งปวง, พึงกระท�ำที่พึ่ง จะเรยยาทิตตะสีโสวะ แก่ตน, พึงประพฤติดุจบุคคลผู้มีศีรษะอัน ปัตถะยัง อัจจุตัง ปะทันติ. ไฟไหม้, ดังนี้ฯ ๒ พระอาทิจจพันธุ์ เป็นการแปลทับศัพท์ พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อาทิจจพันธุ์ เพราะอรรถว่ามีพระอาทิตย์เป็นเผ่าพันธุ์ เพราะประสูติในอาทิตยวงศ์. ความหมายอีกแง่หนึ่ง คนโบราณถือว่าพระอาทิตย์นั้นยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ บุคคลที่ตนเคารพจึงยกให้เป็นเผ่าพันธุ์ของพระอาทิตย์ ด้วย (ผู้รวบรวม) ๓ สังโยชน์ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ มี ๑๐ อย่าง คือ ก.โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต�่ำ ๕ ได้แก่ ๑. สักกายทิฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน ๒.วิจิกิจฉา ความ ลังเลสงสัยในมรรคผล ๓. สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต ๔. กามราคะ ความติดใจในกามคุณ ๕. ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ ข.อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง ๕. ได้แก่ ๖. รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรมอันประณีต ๗. อรูปราคะ ความ ติดใจในอรูปธรรม ๘. มานะ ความถือว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่ ๙. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ๑๐. อวิชชา ความไม่รู้จริง; หมายเหตุ : พระโสดาบัน ละสังโยชน์ ๓ ข้อต้นได้, พระสกิทาคามี ท�ำสังโยชน์ข้อ ๔ และ ๕ ให้เบาบางลงด้วย, พระอนาคามี ละสังโยชน์ ๕ ข้อต้นได้หมด, พระอรหันต์ ละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ข้อ
72 พุทธมนต์ ราชาสูตร๑ พระโสดาบันประเสริฐกว่าการเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ภิกขะเว ราชา จักกะวัตติ ภิกษุทั้งหลาย, พระเจ้าจักรพรรดิ จะตุนนัง ทีปานัง อิสสะริยาธิปัจจัง เสวยราชสมบัติเป็นอิสราธิบดี ใน รัชชัง กาเรต๎วา, ทวีปทั้ง ๔, กายัสสะ เภทา ปะรัง มะระณา สวรรคตแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติ สุคะติง สัคคัง โลกัง อุปปัชชะติ. โลกสวรรค์, เทวานัง ตาวะติงสานัง สะหัพ๎ยะตัง... ได้เป็นสหายของพวกเทพชั้น ดาวดึงส์... ...อะถะ โข โส อะปะริมุตโต จะ ...ถึงอย่างนั้น ท้าวเธอก็ยังไม่ นิระยา, พ้นจากนรก, อะปะริมุตโต จะ ติรัจฉานะโยนิยา, ไม่พ้นจากก�ำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน, อะปะริมุตโต จะ ปิตติวิสะยา, ไม่พ้นจากปิตติวิสัย, อะปะริมุตโต จะ อะปายะทุคคะติวินิปาตา. และไม่พ้นจากอบาย ทุคติ วินิบาต, กิญจาปิ ภิกขะเว อะริยะสาวะโก ภิกษุทั้งหลาย, อริยสาวก ปิณฑิยาโลเปนะ ยาเปติ, เยียวยาอัตภาพอยู่ด้วยค�ำข้าวที่ แสวงหามาด้วยปลีแข้ง, นันตะกานิปิ ธาเรติ. นุ่งห่มแม้ผ้าที่เศร้าหมอง, โส จะตูหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะโต. เธอประกอบด้วยธรรม ๔ ประการก็จริง, อะถะ โข โส ปะริมุตโต จะ นิระยา, ถึงอย่างนั้น, เธอก็พ้นจากนรก, ปะริมุตโต จะ ติรัจฉานะโยนิยา, พ้นจากก�ำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน, ปะริมุตโต จะ ปิตติวิสะยา, พ้นจากปิตติวิสัย,๒ ปะริมุตโต จะ อะปายะทุคคะติวินิปาตา. และพ้นจากอบาย ทุคติ วินิบาต,๓ กะตะเมหิ จะตูหิ ฯ ธรรม ๔ ประการ๔ เป็นไฉน?
พระสูตร 73 อิธะ ภิกขะเว อะริยะสาวะโก อริยสาวกในธรรมวินัยนี้, พุทเธ...ธัมเม...สังเฆ อะเวจจัปปะ- ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่ สาเทนะ สะมันนาคะโต โหติ... หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า...ในพระ ธรรม...ในพระสงฆ์ อะริยะกันเตหิ สีเลหิ ประกอบด้วยศีลอันพระอริยะ สะมันนาคะโต โหติ, พอใจแล้ว, อักขัณเฑหิ อัจฉิทเทหิ, ไม่ขาด ไม่ทะลุ, อะสะพะเลหิ อะกัมมาเสหิ ภุชิสเสหิ, ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท, วิญญูปะสัตเถหิ, วิญญูชนสรรเสริญ, อะปะรามัฏเฐหิ, อันตัณหาและทิฐิไม่ลูบคล�ำแล้ว, สะมาธิสังวัตตะนิเกหิ... เป็นไปเพื่อสมาธิ... ...โย จะ ภิกขะเว จะตุนนัง ...ภิกษุทั้งหลาย, การได้ทวีป ทีปานัง ปะฏิลาโภ, ทั้ง ๔, โย จะ จะตุนนัง ธัมมานัง ปะฏิลาโภ, เปรียบกับการได้ธรรม ๔ ประการแล้ว, ...จะตุนนัง ธัมมานัง ปะฏิลาภัสสะ ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖, ซึ่งจ�ำแนกออก กะลัง นาคฆะติ โสฬะสินติ. ไปแล้ว ๑๖ หน, ของการได้ธรรม ๔ ประการเลย, จะตูหิ ภิกขะเว ธัมเมหิ อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม สะมันนาคะโต อะริยะสาวะโก, ๔ ประการเหล่านี้, โสตาปันโน โหติ, เป็นผู้เข้าสู่กระแสแห่งนิพพาน, อะวินิปาตะธัมโม, มีความไม่ตกต�่ำเป็นธรรมดา, นิยะโต สัมโพธิปะรายะโน. เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้าแลฯ ๑ สํ.ม. ๑๙/๑๔๑๑-๑๔๑๓ ๒ ปิตติวิสัย ภูมิแห่งเปรต เปตติวิสัย ก็เรียก ๓ วินิบาต : วินิบาต โลกหรือวิสัยเป็นที่ตกไปแห่งสัตว์อย่างไร้อ�ำนาจ, แดนเป็นที่ตกลงไปพินาศย่อยยับ; อรรถกถาแห่งอิติวุตตกะอธิบายนัยหนึ่งว่า เป็นไวพจน์ของค�ำว่านรกนั่นเอง อีกนัยหนึ่งว่า หมายถึงก�ำเนิดอสุรกาย ๔ ธรรม ๔ ประการของพระโสดาบัน คือ ๑. มีศรัทธาชนิดที่ไม่หวั่นไหวในพระพุทธ ๒. ในพระธรรม ๓.ในพระสงฆ์ ๔.มีอริยกันตศีล คือศีลของพระอริยเจ้า เป็นศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท
74 พุทธมนต์ อะหัมปิ สุทัง ภิกขะเว, ปุพเพวะ สัมโพธา, อะนะภิสัมพุทโธ, โพธิสัตโตวะ สะมาโน, อัตตะนา ชาติ-ชะรา-พ๎ยาธิ- มะระณะ-,โสกะ-สังกิเลสะธัมโม สะมาโน, ชาติ-ชะรา-พ๎ยาธิ-มะระณะ, โสกะ-สังกิเลสะธัมมัญเญวะ, สะมาโน ปะริเยสามิ ฯลฯ ชาติธัมมา๒ เหเต ภิกขะเว อุปะธะโยฯลฯ ตั ส ส ะ มั ย หั ง ภิ ก ข ะ เ ว เอตะทะโหสิ กินนุ โข อะหัง อัตตะนา ชาติธัมโม สะมาโน ชาติธัมมัญเญวะ ปะริเยสามิ ฯลฯ ยันนูนาหัง อัตตะนา ชาติ- ธัมโม สะมาโน, ชาติธัมเม๓ อาทีนะวัง วิทิต๎วา, ๑ ม.มู.๑๒/๓๑๖,๓๑๗,๓๒๐ ๒ ความแก่, ความเจ็บ, ความตาย, ความโศก, ความเศร้าหมอง ก็นัยเดียวกัน ผู้รวบรวมย่อความเพื่อให้สวดง่าย ๓ สิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดาฯลฯ ในพระบาลียกตัวอย่างว่าคือ บุตร ภรรยา ทาสหญิง ทาสชาย แพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ลา ทอง เงิน กล่าวโดยสรุปก็คือ คนสัตว์สิ่งของทั้งปวง ที่ตกอยู่ใต้กฎของไตรลักษณ์นั่นเอง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, แม้เราก่อนจะ ตรัสรู้, ยังไม่ได้ตรัสรู้, ยังเป็นพระโพธิสัตว์ อยู่เทียว, ตนเองเป็นผู้มีความเกิด-แก่-เจ็บตาย, มีความโศก...ความเศร้าหมองเป็น ธรรมดา, ก็ยังแสวงหาสิ่งที่มีความเกิด-แก่-เจ็บตาย-ความโศก-ความเศร้าหมองเป็น ธรรมดาอยู่นั่นเทียว ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย, สิ่งที่มีความเกิดเป็น ธรรมดาเหล่านั้น เป็นกิเลสเครื่องพัวพัน ฯลฯ เราจึงด�ำริดังนี้ว่า, เราเป็นผู้มีความเกิด เป็นธรรมดา, ท�ำไมจึงยังแสวงหาสิ่งที่มี ความเกิดเป็นธรรมดาอยู่เล่า, ฯลฯ ไฉนหนอ เราเมื่อเป็นผู้มีความเกิดเป็น ธรรมดา, ก็ควรทราบชัดซึ่งโทษ ในสิ่งที่มีความ เกิดเป็นธรรมดา, ปาสราสิสูตร๑ แรงบันดาลใจของพระโพธิสัตว์
พระสูตร 75 ไยไม่แสวงหาพระนิพพานที่ไม่ เกิด หาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้ ปราศจาก กิเลสเครื่องผูกมัดเล่า ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย ในกาลต่อมา เรายังหนุ่มแน่น แข็งแรง มีเกศาด�ำ สนิท อยู่ในปฐมวัย, เมื่อพระมารดาและพระบิดาไม่ ทรงปรารถนาจะให้ผนวช มีพระพักตร์ นองด้วยอัสสุชล ทรงกันแสงอยู่, จึงโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้า กาสาวพัสตร์ ออกจากวัง ผนวชเป็น อนาคาริกแล้วฯ ภิกษุทั้งหลาย เราเอง เป็นผู้ที่มี ความเกิดเป็นธรรมดา, ทราบชัดถึงโทษในสิ่งที่มีความ เกิดเป็นธรรมดา, แสวงหาจนได้บรรลุนิพพานที่ ไม่เกิด หาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้ ปราศ จากกิเลสเครื่องผูกมัดแล้ว ฯ และการเห็นด้วยปัญญาได้เกิด แก่เราว่า, วิมุตของเราไม่ก�ำเริบ ชาตินี้เป็น ชาติสุดท้าย ไม่มีภพใหม่ต่อไปแล ฯ อะชาตัง อะนุตตะรัง โยคักเขมัง นิพพานัง ปะริเยเสยยันติ,ฯลฯ โส โข อะหัง ภิกขะเว อะปะเรนะ สะมะเยนะ ทะหะโรวะ สะมาโน สุสุกาฬะเกโส ภัททะเรนะ โยพพะเนนะ สะมันนาคะโต ปะะเมนะ วะยะสา, อะกามะกานัง มาตาปิตูนัง อัสสุ- มุขานัง โรทันตานัง, เกสะมัสสุง โอหาเรต๎วา กาสายานิ วัตถานิ อัจฉาเทต๎วา อะคารัส๎มา อะนะคาริยัง ปัพพะชิง. โส โข อะหัง ภิกขะเว อัตตะนา ชาติธัมโม สะมาโน, ชาติธัมเม อาทีนะวัง วิทิต๎วา, อะชาตัง อะนุตตะรัง โยคักเขมัง นิพพานัง ปะริเยสะมาโน อัชฌะคะมัง, าณัจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ, อะกุปปา เม วิมุตติ อะยะมันติมา ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ ฯ
76 พุทธมนต์ อานิสงส์แห่งอานาปานสติ ...อะยังปิ โข ภิกขะเว อานาปานัสสะติสะมาธิ ภาวิโต พะหุลีกะโต สันโต เจวะ ปะณีโต จะ อะเสจะนะโก จะ สุโข จะ วิหาโร อุปปันนุปปันเน จะ ปาปะเก อะกุสะเล ธัมเม านะโส อันตะระธาเปติ วูปะสะเมติ ฯลฯ๑ เสยยะถาปิ ภิกขะเว คิมหานัง ปัจฉิเม มาเส อูหะตัง ระโชชัลลัง ตะเมนัง มะหาอะกาละเมโฆ านะโส อันตะระธาเปติ วูปะสะเมติ.๒ ...อานาปานะสะติ ภิกขะเว ภาวิตา พะหุลีกะตา มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสา ฯ อานาปานะสะติ ภิกขะเว ภาวิตา พะหุลีกะตา จัตตาโร สะติปัฏาเน ปะริปูเรนติ ฯ จัตตาโร สะติปัฏานา ภาวิตา พะหุลีกะตา สัตตะ โพชฌังเค ปะริ- ปูเรนติ ฯ “ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ สมาธิแม้นี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ท�ำให้มากแล้ว ย่อมเป็นสภาพสงบประณีต เป็นธรรมสดชื่น เป็นธรรมเครื่อง อยู่เป็นสุข และท�ำอกุศลธรรมชั่วร้าย ที่เกิด ขึ้นแล้ว ให้อันตรธานไป สงบไปโดยเร็ว ฯลฯ ดุจละอองและฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นในเดือน ท้ายฤดูร้อน ฝนใหญ่นอกฤดูกาล ย่อม ยังละอองและฝุ่นนั้นๆ ให้อันตรธานไป สงบไปได้ โดยฉับพลัน ฉะนั้น. ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อัน ภิกษุเจริญแล้ว ท�ำให้มากแล้ว ย่อมมี ผลมาก มีอานิสงส์มาก, ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล้ว ท�ำให้มากแล้ว ย่อมบ�ำเพ็ญสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ แล้ว ท�ำให้มากแล้ว ย่อมบ�ำเพ็ญโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ได้
พระสูตร 77 สัตตะ โพชฌังคา ภาวิตา พะหุ- ลีกะตา วิชชาวิมุตติง ปะริปูเรนติ ฯ กะถัง ภาวิตา จะ ภิกขะเว อานาปานะสะติ กะถัง พะหุลีกะตา มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสา ฯ อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ อะรัะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา สุาคาระคะโต วา นิสีทะติ ปัลลังกัง อาภุชิต๎วา อุชุง กายัง ปะณิธายะ ปะริมุขัง สะติง อุปัฏะเปต๎วา ฯ โส สะโตวะ อัสสะสะติ สะโต ปัสสะสะติ ฯลฯ๒ ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ว ท�ำให้มากแล้ว ย่อมบ�ำเพ็ญวิชชาและ วิมุตให้บริบูรณ์ได้ ฯ ภิกษุทั้งหลาย ก็อานาปานสติ อัน ภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ท�ำให้มากแล้ว อย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่ง คู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ด�ำรงสติมั่น เฉพาะหน้า เธอย่อมมีสติหายใจออก มีสติ หายใจเข้าแล ฯ ๑ วิ.มหา. ตติยปาราชิก ๑/๑๗๘ ๒ ม.อุ. อานาปานสติสูตร ๑๔/๒๘๗-๒๘๘
78 พุทธมนต์ อานาปานสติ ๑๖ ฐาน๑ กายานุปัสสนา ๑) ทีฆัง วา อัสสะสันโต ทีฆัง ๑) เมื่อหายใจเข้ายาว เธอก็รู้ อัสสะสามีติ ปะชานาติ ทีฆัง วา ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว, หรือเมื่อ ปัสสะสันโต ทีฆัง ปัสสะสามีติ หายใจออกยาว เธอก็รู้ชัดว่า เรา ปะชานาติ. หายใจออกยาวฯ ๒) รัสสัง วา อัสสะสันโต ๒) เมื่อหายใจเข้าสั้น เธอก็รู้ ‘รัสสัง อัสสะสามีติ ปะชานาติ, ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น, หรือเมื่อ รัสสัง วา ปัสสะสันโต รัสสัง หายใจออกสั้น เธอก็รู้ชัดว่า เรา ปัสสะสามีติ ปะชานาติ. หายใจออกสั้นฯ ๓) สัพพะกายะปะฏิสังเวที๒ ๓) เธอย่อมศึกษาว่า เราจักรู้ อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, สัพพะ- แจ้งชัดซึ่งกองลมทั้งปวง หายใจเข้า, กายะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ เธอย่อมศึกษาว่า เราจักรู้แจ้งชัดซึ่ง สิกขะติ.๓ กองลมทั้งปวง หายใจออกฯ ๔) ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง ๔) เธอย่อมศึกษาว่า เราจักผ่อน อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, ปัสสัมภะ- คลายลมหายใจ๔ หายใจเข้า, เธอย่อม ยัง กายะสังขารัง ปัสสะสิสสามีติ ศึกษาว่า เราจักผ่อนคลายลมหายใจ สิกขะติ. หายใจออกฯ เวทนานุปัสสนา ๕) ปีติปะฏิสังเวที อัสสะสิส- ๕) เธอย่อมศึกษาว่า เราจักรู้แจ้ง สามีติ สิกขะติ, ปีติปะฏิสังเวที ชัดซึ่งปีติ หายใจเข้า, เธอย่อมศึกษา ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ. ว่า เราจักรู้แจ้งชัดซึ่งปีติ หายใจออกฯ ๖) สุขะปะฏิสังเวที อัสสะสิส- ๖) เธอย่อมศึกษาว่า เราจักรู้แจ้ง สามีติ สิกขะติ, สุขะปะฏิสังเวที ชัดซึ่งสุข หายใจเข้า, เธอย่อมศึกษา ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ. ว่า เราจักรู้แจ้งชัดซึ่งสุข หายใจออกฯ
พระสูตร 79 ๗) จิตตะสังขาระปะฏิสังเวที ๗) เธอย่อมศึกษาว่า เราจักรู้ อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, จิตตะ- แจ้งชัดซึ่งสัญญา เวทนา๕ หายใจเข้า, สังขาระปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ เธอย่อมศึกษาว่า เราจักรู้แจ้งชัดซึ่ง สิกขะติ. สัญญา เวทนา หายใจออกฯ ๘) ปัสสัมภะยัง จิตตะสังขารัง ๘) เธอย่อมศึกษาว่า เราจัก อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, ปัสสัมภะ- ระงับสัญญา เวทนา หายใจเข้า, ยัง จิตตะสังขารัง ปัสสะสิสสามีติ เธอย่อมศึกษาว่า เราจักระงับสัญญา สิกขะติ. เวทนา หายใจออกฯ จิตตานุปัสสนา ๙) จิตตะปะฏิสังเวที อัสสะ- ๙) เธอย่อมศึกษาว่า เราจักรู้แจ้ง สิสสามีติ สิกขะติ, จิตตะปะฏิสัง- ชัดซึ่งจิต หายใจเข้า, เธอย่อมศึกษา เวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ. ว่า เราจักรู้แจ้งชัดซึ่งจิต หายใจออกฯ ๑o) อะภิปปะโมทะยัง จิตตัง ๑o) เธอย่อมศึกษาว่า เราจัก อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, อะภิป- ท�ำจิตให้ร่าเริง หายใจเข้า, เธอย่อม ปะโมทะยัง จิตตัง ปัสสะสิสสามีติ ศึกษาว่า เราจักท�ำจิตให้ร่าเริง สิกขะติ. หายใจออกฯ ๑๑)สะมาทะหัง จิตตัง อัสสะ- ๑๑) เธอย่อมศึกษาว่า เราจัก สิสสามีติ สิกขะติ, สะมาทะหัง ตั้งจิตไว้มั่น หายใจเข้า, เธอย่อม จิตตัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ . ศึกษาว่า เราจักตั้งจิตไว้มั่น หายใจออกฯ ๑๒) วิโมจะยัง๖ จิตตัง อัสสะ- ๑๒) เธอย่อมศึกษาว่า เราจัก สิสสามีติ สิกขะติ, วิโมจะยัง จิตตัง ปลดปล่อยจิต หายใจเข้า, เธอย่อม ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ. ศึกษาว่า เราจักปลดปล่อยจิต หายใจออกฯ
80 พุทธมนต์ ธัมมานุปัสสนา ๑๓) อะนิจจานุปัสสี๗ อัสสะ- ๑๓) เธอย่อมศึกษาว่า เราจัก สิสสามีติ สิกขะติ, อะนิจจานุปัสสี ตามเห็นความไม่เที่ยง หายใจเข้า, ปัสสะสีสสามีติ สิกขะติ. เธอย่อมศึกษาว่า เราจักตามเห็น ความไม่เที่ยง หายใจออกฯ ๑๔) วิราคานุปัสสี๘ อัสสะสิส- ๑๔) เธอย่อมศึกษาว่า เราจัก สามีติ สิกขะติ, วิราคานุปัสสี ตามเห็นความคลายออก หายใจเข้า, ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ. เธอย่อมศึกษาว่า เราจักตามเห็นความ คลายออก หายใจออกฯ ๑๕) นิโรธานุปัสสี อัสสะสิส- ๑๕) เธอย่อมศึกษาว่า เราจักตาม สามีติ สิกขะติ, นิโรธานุปัสสี เห็นความดับไป หายใจเข้า, เธอย่อม ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ. ศึกษาว่า เราจักตามเห็นความดับไป หายใจออกฯ ๑๖) ปะฏินิสสัคคานุปัสสี ๑๖) เธอย่อมศึกษาว่า เราจัก อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ, ปะฏิ- ตามเห็นความสลัดคืน หายใจเข้า, นิสสัคคานุปัสสี ปัสสะสิสสามีติ เธอย่อมศึกษาว่า เราจักตามเห็นความ สิกขะติ. สลัดคืน หายใจออก...แล ฯ๑ ม.อุ. นัยแห่งอานาปานสติสูตร ๑๔\๒๘๘ ๒ ค�ำว่า ปะฏิสังเวที แปลตามศัพท์ว่า รู้พร้อมเฉพาะ บางที่แปลว่ารู้แจ้ง บางเล่มแปลว่ารู้ชัด ซึ่งหมายถึงรู้อารมณ์ที่ก�ำลัง เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะนั้น (ผู้รวบรวม) ๓ ค�ำว่า สิกขติ แปลตามศัพท์ว่า ย่อมศึกษา ในพระไตรปิฎกมักแปลว่า ย่อมส�ำเหนียก เมื่อว่าโดยการปฏิบัติ การเจริญ อานาปานสติ ก็คือการศึกษา สังเกต ตามรู้ ตามดู ลมหายใจตามความเป็นจริงนั่นเอง (ผู้รวบรวม) ๔ ค�ำว่า กายสังขาร หมายถึงธรรมชาติที่ปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึง ลมหายใจ, ระงับกายสังขาร หมายถึงผ่อนคลาย ลมหายใจหยาบให้ละเอียดขึ้นไปโดยล�ำดับ จนถึงขั้นที่จะต้องพิสูจน์ว่า มีลมหายใจอยู่หรือไม่ เปรียบเหมือนเสียงเคาะ ระฆังครั้งแรกจะมีเสียงดังกังวาน แล้วแผ่วลงจนถึงเงียบหายไปในที่สุด (วิสุทฺธิ.๑/๒๒๐-๒๒๑/๒๙๘-๓๐๒) ๕ ค�ำว่า จิตตสังขาร หมายถึงธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิต ในที่นี้หมายถึง สัญญา คือความจ�ำได้หมายรู้ และเวทนา คือความ รู้สึกสุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ (ผู้รวบรวม) ๖ ค�ำว่า วิโมจะยัง หมายถึง ช�ำระหรือปลดปล่อยจิตจากอารมณ์ของโลก ได้แก่รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ๗ ค�ำว่า อนุปัสสี แปลว่า สังเกตเห็น, พิจารณาเห็น, ตามเห็น ๘ ค�ำว่า วิราคะ แปลว่า ความสิ้นก�ำหนัด, ธรรมเป็นที่สิ้นราคะ, ความคลายออกได้หายติด เป็นไวพจน์ของนิพพาน
พระสูตร 81 ผู้ชี้ขุมทรัพย์ นะ เต อะหัง อานันทะ ตะถา ปะรักกะมิสสะสามิ, อานนท์ เราไม่พยายามท�ำกับพวกเธออย่างทะนุถนอม, ยะถา กุมภะกาโร อามะเก อามะกะมัตเต, เหมือนพวกช่างหม้อ ท�ำแก่หม้อที่ยังเปียก ยังดิบอยู่, นิคคัยหะนิคคัยหาหัง อานันทะ วักขามิ, อานนท์ เราจักขนาบแล้ว ขนาบอีกไม่มีหยุด, ปะวัยหะปะวัยหาหัง อานันทะ วักขามิ, อานนท์ เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีกไม่มีหยุด, โย สาโร, โส ฐัสสะติ,๑ ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร, ผู้นั้นจักทนอยู่ได้ฯ นิธีนังวะ ปะวัตตารัง, ยัง ปัสเส วัชชะทัสสินัง, นิคคัยหะวาทิง เมธาวิง, ตาทิสัง ปัณฑิตัง ภะเช, คนเราควรมองผู้มีปัญญาใดๆ, ที่คอยชี้โทษ คอยกล่าวค�ำขนาบ อยู่เสมอไปว่า, คนนั้นแหละ คือผู้ชี้ขุมทรัพย์, ควรคบบัณฑิตที่เป็น เช่นนั้น, ตาทิสัง ภะชะมานัสสะ, เสยโย โหติ นะ ปาปิโย.๒ เมื่อคบหากับบัณฑิตเช่นนั้นอยู่, ย่อมมีแต่ดีส่วนเดียว, ไม่มีเลวเลยฯ ๑ ม.อุ. มหาสุญญตสูตร ๑๔/๒๑๕ ๒ ขุ.ธ. ๒๕/๑๔
82 พุทธมนต์ ๑ สํ.ส. กรรมสูตร ๑๘/๑๕๐ ๒ ฌายิโน แปลว่าเพ่งพินิจ หมายถึงการเพ่งพินิจด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่มี ๒ อย่างคือ อารัมมณูปนิชฌาน(การเพ่ง อารมณ์ได้แก่ สมาบัติ ๘) และลักขณูปนิชฌาน (การเพ่งลักษณะ ได้แก่ วิปัสสนา มรรคและผล) (ขุ.ธ.อ. ๒/๖๑-๖๕) ๓ ม.อุ. คณกโมคคัลลานสูตร ๑๔/๗๓ พุทธานุสาสนี ยัง ภิกขะเว สัตถารา กะระณียัง สาวะกานัง หิเตสินา อะนุกัมปะเกนะ อะนุกัมปัง อุปาทายะ กะตัง โว ตัง มะยา, ภิกษุทั้งหลาย, กิจอันใดที่ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล, อาศัยความเอ็นดูแล้ว, จะพึงท�ำแก่สาวกทั้งหลาย, กิจอันนั้นเราได้ท�ำแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย, เอตานิ ภิกขะเว รุกขะมูลานิ เอตานิ สุญญาคารานิ, ภิกษุทั้งหลาย นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง, ฌายะถะ ภิกขะเว มา ปะมาทัตถะ, พวกเธอจงเพียรเผากิเลสเถิด อย่าได้ประมาทเลย, มา ปัจฉา วิปปะฏิสาริโน อะหุวัตถะ, พวกเธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจในภายหลังเลย, อะยัง โว อัมหากัง อะนุสาสะนี.๑ นี้แล เป็นวาจาเครื่องพร�่ำสอนพวกเธอทั้งหลายของเราฯ ตุมเหหิ กิจจัง อาตัปปัง, ความเพียรเป็นกิจที่เธอทั้งหลายต้องท�ำเอง, อักขาตาโร ตะถาคะตา, ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกหนทางให้เท่านั้น, ปะฏิปันนา ปะโมกขันติ ฌายิโน๒ มาระพันธะนา.๓ ผู้มีปกติเพ่งพินิจ จักพ้นจากบ่วงแห่งมารฯ