ศาสนพิธีและพระวินัย 233 องค์แห่งการประเคน การประเคน คือการส่งของถวายพระภายในหัตถบาส, ส่งให้ถึงมือ; มีองค์ ประกอบแห่งการประเคน ๕ อย่างคือ ๑. ของไม่ใหญ่โตหรือหนักเกินไป พอคนปานกลางคนเดียวยกได้ ถ้าของ ใหญ่หรือหนัก เช่น พระพุทธรูปเป็นต้น ให้ใช้สายสิญจน์โยง แล้วยกพานสายสิญจน์ ประเคนพระสงฆ์ ๒. ผู้ประเคนจะเป็นเทวดา มนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานก็ได้ เข้ามาอยู่ในหัตถบาส คือห่างประมาณศอกหนึ่ง ๓. น้อมของนั้นเข้ามาให้ ๔. น้อมด้วยกาย ด้วยของเนื่องด้วยกาย หรือโยนให้ก็ได้ ๕. ภิกษุรับด้วยกายก็ได้ ด้วยของเนื่องด้วยกายก็ได้ (ในประเทศไทยผู้หญิง ประเคนให้ใช้ผ้ากราบ หรือผ้าเช็ดหน้าที่สะอาดรับ แต่ตามพระวินัยใช้มือรับก็ได้) ถ้าเป็นของที่ฉันได้ ควรประเคนในกาล (คือ เช้าถึงเที่ยงวัน) เท่านั้น หากรับประเคน ไว้ ต้องไม่ขบฉันเอง สละให้ภิกษุอื่นได้อยู่ การขาดประเคน(คือต้องประเคนใหม่ ) มีเหตุ ๗ ประการ คือ * ๑. พระรับประเคนแล้ว เปลี่ยนเพศเป็นหญิง (ชายเปลี่ยนเป็นหญิง) ๒. พระรับประเคนแล้ว มรณภาพ(ตาย) ๓. พระรับประเคนแล้ว ลาสิกขา(สึก) ๔. พระรับประเคนแล้ว ขาดจากความเป็นพระ เพราะต้องอาบัติปาราชิก ๕. พระรับประเคนแล้ว ให้อนุปสัมบันไป (สามเณรหรือคฤหัสถ์) ๖. พระรับประเคนแล้ว สละไปโดยไม่มีเยื่อใย ๗. พระรับประเคนแล้ว ถูกชิงเอาไปหรือถูกลักเอาไป * วิ.มหา.อ.๑/๘๕๐ บางวัด เมื่อฆราวาสจับหรือเคลื่อนอาหารออกจากที่ พระมักให้ประเคนใหม่ ที่จริงแล้วไม่ได้ขาด องค์แห่งการประเคนแต่ประการใด (ผู้รวบรวม)
234 พุทธมนต์ หมายเหตุ : ถ้าว่าพร้อมกันเปลี่ยน อุเปมิ เป็น อุเปมะ ค�ำอธิษฐานเข้าพรรษา เมื่อถึงฤดูฝน ภิกษุต้องหยุดเดินทาง แล้วเข้าพ�ำนักในวัดหรือสถานที่ใดที่หนึ่ง ตลอด ๓ เดือน เริ่มตั้งแต่ แรม ๑ ค�่ำ เดือน ๘ ถึง ขึ้น ๑๕ ค�่ำ เดือน ๑๑ เรียก ธรรมเนียมนี้ว่าการจ�ำพรรษา เมื่อถึงวันเข้าพรรษา ภิกษุทั้งปวงควรเข้าประชุมกัน แล้วกล่าวค�ำอธิษฐานเข้าพรรษาว่า อิมัส๎มิง อาวาเส อิมัง เตมาสัง วัสสัง อุเปมิ ฯ (ค�ำแปล) เราทั้งหลายอยู่จ�ำพรรษาในอาวาสนี้ ตลอด ๓ เดือนฯ ค�ำสัตตาหกรณียะ สัตตาหะกะระณียัง กิจจัง เม อัตถิ ตัส๎มา มะยา คันตัพพัง อิมัส๎มิง สัตตาหัพภันตะเร นิวัตติสสามิ. เรามีกิจพึงท�ำภายใน ๗ วัน เราควรไป เราจักกลับมาในระหว่าง ๗ วัน ฯ สัตตาหกรณียะ ธุระเป็นเหตุให้ภิกษุออกจากวัดในระหว่างพรรษาได้ ๗ วัน ได้แก่ ๑. ไปเพื่อพยาบาลสหธรรมิก*หรือมารดาบิดาผู้เจ็บไข้ ๒. ไปเพื่อระงับสหธรรมิก ที่กระสันจะสึก ๓. ไปเพื่อกิจสงฆ์ เช่น ไปหาทัพสัมภาระมาซ่อมวิหารที่ช�ำรุดลงในเวลานั้น ๔. ไปเพื่อบ�ำรุงศรัทธาของทายกซึ่งส่งมานิมนต์เพื่อการบ�ำเพ็ญกุศลของเขา และ ธุระอื่นจากนี้ที่เป็นกิจลักษณะอนุโลมตามนี้ได้ * สหธรรมิก คือ ภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี สิกขมานา(ผู้เตรียมตัวเพื่อบรรพชาเป็นสามเณรี)
ศาสนพิธีและพระวินัย 235 อานิสงส์การจ�ำพรรษา เมื่อพระภิกษุอยู่จ�ำพรรษาครบ ๓ เดือนได้ปวารณาแล้ว ย่อมจะได้รับอานิสงส์ แห่งการจ�ำพรรษา ๕ อย่าง ตลอด ๑ เดือนนับแต่วันออกพรรษาเป็นต้นไป คือ ๑. เที่ยวจาริกไปโดยไม่ต้องบอกลา ๒. เที่ยวจาริกไปโดยไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบส�ำรับ ๓. ฉันคณโภชน์และปรัมปรโภชน์ได้ ๔. เก็บอติเรกจีวรได้ตามปรารถนา ๕. จีวรอันเกิดขึ้นในที่นั้นเป็นของพวกเธอ และยังได้โอกาสเพื่อที่จะกรานกฐิน และได้รับอานิสงส์พรรษาทั้ง ๕ ขึ้นนั้น เพิ่มออกไปอีก ๔ เดือน ในฤดูหนาว หมายเหตุ : หากพรรษาแก่กว่าผู้อื่นเปลี่ยน ภันเต เป็น อาวุโส ค�ำปวารณา หลังจากออกพรรษา สิ่งที่สงฆ์ควรท�ำคือการกล่าวค�ำปวารณา เพื่อให้โอกาสแก่ ภิกษุรูปอื่นได้ตักเตือนกัน อันเป็นเหตุให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ พึงกล่าวว่า สังฆัมภันเต ปะวาเรมิ, ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา, วะทันตุ มัง อายัส๎มันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ, ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิฯ ทุติยัมปิ ภันเต สังฆัง ปะวาเรมิ, ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา, วะทันตุ มัง อายัส๎มันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ, ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิฯ ตะติยัมปิ ภันเต สังฆัง ปะวาเรมิ, ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา, วะทันตุ มัง อายัส๎มันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ, ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิฯ (ค�ำแปล) ข้าพเจ้าขอปวารณาต่อสงฆ์ หากความประพฤติบกพร่องใดๆ ของข้าพเจ้า ปรากฏแก่ท่านทั้งหลาย ด้วยได้เห็นก็ดี ได้ยินก็ดี สงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลาย จง อาศัยความกรุณาว่ากล่าวตักเตือนข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าทราบแล้วจักแก้ไขต่อไป ฯ แม้ครั้งที่สอง...แม้ครั้งที่สาม...ฯ
236 พุทธมนต์ การขอนิสัย ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๕ พรรษา ถือว่าเป็นพระนวกะบวชใหม่ต้องถือภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเป็น อุปัชฌาย์ และอาศัยภิกษุรูปนั้นอยู่เพื่อรับโอวาท ในกรณีที่ไม่ได้อยู่กับอุปัชฌาย์ ต้องขอนิสัยจาก พระอาจารย์ที่ตนอาศัยด้วย ผู้ขอนิสัยต้องห่มจีวรเฉวียงบ่า นั่งคุกเข่าประนมมือ กราบ ๓ หน ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วกล่าว ค�ำขอนิสัย ----------------------- ค�ำขอนิสัยจากพระอาจารย์ที่อาศัยอยู่ด้วย อาจะริโย เม ภันเต โหหิ, อายัส๎มะโต นิสสายะ วัสสามิ. (ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงเป็นอาจารย์ของกระผม กระผมจักอยู่อาศัยท่าน) (ว่า ๓ ครั้ง) พระอาจารย์ท่านจะพูดว่า “โอปายิกัง” (ควรแก่อุบายหรือ?) ผู้ขอรับว่า “สาธุ ภันเต” (ขอรับกระผม) พระอาจารย์ท่านจะพูดว่า “ปะฏิรูปัง” (สมควรแล้วหรือ?) ผู้ขอรับว่า “สาธุ ภันเต” (ขอรับกระผม) พระอาจารย์ท่านจะพูดว่า “ปะสาทิเกนะ สัมปาเทหิ” (จงถึงพร้อมด้วยอาการอันน่าเลื่อมใสเถิด) ผู้ขอรับว่า “สาธุ ภันเต” (ขอรับกระผม) ผู้ขอนิสัยพึงกล่าวรับเป็นธุระให้ท่านว่า “อัชชะตัคเคทานิ เถโร, มัยหัง ภาโร, อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร”. (ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พระเถระเป็นภาระของกระผม แม้กระผมเองก็เป็นภาระของพระเถระ) (ว่า ๓ ครั้ง) ในกรณีที่อาศัยอยู่กับพระอุปัชฌาย์ให้เปลี่ยนจากค�ำว่า “อาจะริโย เม ภันเต โหหิ” เป็น “อุปัชฌาโย เม ภันเต โหหิ” นอกนั้นว่าเหมือนกันกับการขอนิสัยพระอาจารย์ ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๕ พรรษาเป็นพระนวกะอยู่ แม้เป็นผู้ทรงธรรมวินัยก็ควรจะต้องขอ นิสัยจากพระอุปัชฌาย์หรือพระอาจารย์ ภิกษุเดินทาง ป่วยไข้หรือเข้าป่าเพื่อเจริญสมณธรรมในที่ ใด หาท่านผู้ให้นิสัยไม่ได้ หรือมีเหตุ ขัดข้องไปอยู่ในที่อื่นไม่ได้ จะอยู่ในที่นั้นด้วยผูกใจว่า เมื่อ ใดมีท่านผู้ให้นิสัยได้มาอยู่ จักถือนิสัยในท่านนั้นก็ควร ภิกษุผู้มีพรรษาได้ ๕ แล้ว แต่ยังไม่ถึง ๑๐ มีองค์ครบสมบัติในการจะอยู่ตามล�ำพังโดยไม่ ต้องขอนิสัยได้ แต่หากยังไม่มีความรู้ความเหมาะสมในการรักษาตน ก็ควรถือนิสัย อัฏฐบริขาร บริขาร หมายถึงเครื่องใช้ไม้สอยที่จ�ำเป็นของภิกษุซึ่งมี ๘ อย่าง เรียกว่า อัฏฐบริขาร แปลว่าบริขาร ๘ คือ ในวงการพระจ�ำกันว่า “ผ้า ๔ เหล็ก ๓ น�้ำ ๑” ผ้า ๔ คือสบง จีวร สังฆาฏิ ประคดคาดเอว, เหล็ก ๓ คือบาตร มีดโกน เข็ม, น�้ำ ๑ คือธมกรก (เครื่องกรองน�้ำ) บางครั้งเรียกบริขารเหล่านี้ว่า สมณบริขาร หมายถึงเครื่องใช้สอยของสมณะหรือ นักบวชในพระพุทธศาสนา
ศาสนพิธีและพระวินัย 237 ค�ำอปโลกน์สังฆทาน เมื่อทายกทายิกาถวายสังฆทานแก่สงฆ์แล้ว มีธรรมเนียมให้อปโลกน์แบ่งหรือ แจกเสียก่อน จึงควรใช้สอยหรือบริโภคได้ ค�ำอปโลกน์ว่าดังนี้ “ยัคเฆ ภันเต สังโฆ ชานาตุ. ขอพระสงฆ์ทั้งปวงจงฟังค�ำข้าพเจ้า, บัดนี้ ทายก ทายิกา ผู้มีจิตศรัทธา ได้ น้อมน�ำมาซึ่งภัตตาหาร, มาถวายเป็นสังฆทานแก่พระภิกษุสงฆ์, อันว่าสังฆทานนี้ ย่อมมีอานิสงส์อันยิ่งใหญ่, พระพุทธองค์จะได้จ�ำเพาะเจาะจงว่าเป็นของภิกษุรูป หนึ่งรูปใดก็หามิได้, เพราะเป็นของได้แก่สงฆ์ทั่วทั้งสังฆมณฑล, พระพุทธองค์ตรัส ว่าให้แจกกันตามบรรดาที่มาถึง, ฉะนั้น บัดนี้ข้าพเจ้าจะสมมุติตนเป็นผู้แจกของสงฆ์, พระสงฆ์ทั้งปวงจะเห็น สมควรหรือไม่เห็นสมควร, ถ้าเห็นว่าไม่เป็นการสมควรแล้วไซร้, ขอจงได้ทักท้วง ขึ้นในท่ามกลางสงฆ์อย่าได้เกรงใจ, ถ้าเห็นว่าเป็นการสมควรแล้ว ก็จงเป็นผู้นิ่งอยู่, (หยุดนิดหนึ่ง) บัดนี้ พระสงฆ์ทั้งปวงอยู่นิ่ง, ข้าพเจ้าจักรู้ได้ว่าเป็นการสมควรแล้ว, จะได้ ท�ำการแจกของสงฆ์ต่อไป ณ กาลบัดนี้, อะยัง ปะฐะมะ ภาโค มะหาเถรัสสะ ปาปุณาติ. ส่วนที่หนึ่งย่อมถึงแก่พระเถระผู้ใหญ่ ผู้อยู่เหนือข้าพเจ้า, อะวะเสสา ภาคา อัมหากัง ปาปุณันตุ, ภิกขู จะ สามะเณรา จะ คะหัฏฐา จะ, ยะถาสุขัง ปะริภุญชันตุ. ส่วนที่เหลือจากพระเถระผู้ใหญ่แล้ว, ย่อมถึงแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตามบรรดา ที่มาถึงพร้อมกัน, ตลอดถึงสามเณร แม่ชี และญาติโยมทั้งหลาย, เพื่อบริโภคตาม สมควร เทอญ ” พระสงฆ์รับพร้อมกันว่า สาธุ หมายเหตุ : มะหาเถรัสสะ นั้น เปลี่ยนเป็น เถรัสสะ บ้าง มัชฌิมัสสะ บ้าง ตามฐานะของหัวหน้าในที่นั้น ถ้าไม่มีสามเณรอยู่ด้วย ก็ไม่ต้องว่าตลอดถึงสามเณร ด้วย ผู้ว่าค�ำอปโลกน์นี้ เป็นหน้าที่ของรูปที่ ๒ หรือที่ ๓ ก็ได้
238 พุทธมนต์ กฐิน ค�ำถวายผ้ากฐิน อิมัง ภันเต, สะปะริวารัง, กะฐินะจีวะระทุสสัง, สังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, สังโฆ, อิมัง, สะปะริวารัง, กะฐินะทุสสัง ปะฏิคคัณหาตุ, ปะฏิคคะเหต๎วา จะ, อิมินา ทุสเสนะ, กะฐินัง, อัตถะระตุ, อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ. ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอน้อมถวาย, ผ้ากฐินจีวร, กับทั้ง บริวารนี้, แด่พระสงฆ์, ขอพระสงฆ์จงรับ, ผ้ากฐินกับทั้งบริวารนี้, ของข้าพเจ้า ทั้งหลาย, รับแล้ว จงกรานกฐินด้วยผ้านี้, เพื่อประโยชน์และความสุข, แก่ข้าพเจ้า ทั้งหลาย, สิ้นกาลนาน เทอญฯ ค�ำอปโลกน์กฐิน รูปที่ ๑ ผ้ากฐินทาน กับทั้งผ้าอานิสังสบริวารทั้งปวงนี้ เป็นของ… พร้อมด้วย….ผู้ประกอบ ด้วยศรัทธาอุตสาหะ พร้อมเพรียงกันน�ำมาถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ ผู้อยู่จ�ำพรรษา ถ้วนไตรมาสในอาวาสนี้ ก็แล ผ้ากฐินทานนี้ เป็นของบริสุทธิ์ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศ แล้วแลตกลง ในที่ประชุมสงฆ์ จะได้จ�ำเพาะเจาะจงลงว่า เป็นของภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็หามิได้ มี พระบรมพุทธานุญาตไว้ว่า ให้พระสงฆ์ทั้งปวงยอมอนุญาตให้แก่ภิกษุรูปหนึ่ง เพื่อ จะท�ำซึ่งกฐินนัตถารกิจ ตามพระบรมพุทธานุญาต และมีค�ำพระอรรถกถาจารย์ผู้รู้ พระบรมพุทธาธิบายสังวรรณนาไว้ว่า ภิกษุรูปใดประกอบด้วยศีลสุตาธิคุณ มีสติ ปัญญาสามารถ รู้ธรรม ๘ ประการ มีบุรพกิจเป็นต้น ภิกษุรูปนั้นจึงสมควรเพื่อจะ ท�ำซึ่งกฐินนัตถารกิจ ตามพระบรมพุทธานุญาตได้ บัดนี้ พระสงฆ์ทั้งปวง จะเห็นสมควรแก่ภิกษุรูปใด จงพร้อมกันยอมอนุญาต ให้แก่ภิกษุรูปนั้น เทอญ. (ไม่ต้องสาธุ)
ศาสนพิธีและพระวินัย 239 รูปที่ ๒ ผ้ากฐินทาน กับทั้งผ้าอานิสังสบริวารทั้งปวงนี้ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นสมควร แก่..เป็นผู้มีสติปัญญาสามารถ เพื่อกระท�ำกฐินัตถารกิจให้ถูกต้องตามพระ บรมพุทธานุญาตได้ ถ้าพระภิกษุรูปใดเห็นไม่สมควร จงทักท้วงขึ้นในท่ามกลาง ระหว่างสงฆ์ (หยุดรอครู่หนึ่ง) ถ้าเห็นสมควรแล้วไซร้ จงให้สัททสัญญาสาธุการ ขึ้น ให้พร้อมกัน เทอญ. (พระสงฆ์ทั้งปวงกล่าว สาธุ พร้อมกัน) แบบกรรมวาจาสวดให้ผ้ากฐิน นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ. (๓ จบ) สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อิทัง สังฆัสสะ กะฐินะทุสสัง อุปปันนัง, ยะทิ สังฆัสสะ ปัตตะกัลลัง, สังโฆ อิมัง กะฐินะทุสสัง อายัส๎มะโต อิตถันนามัสสะ ทะเทยยะ, กะฐินัง อัตถะริตุง, เอสา ญัตติ. สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อิทัง สังฆัสสะ กะฐินะทุสสัง อุปปันนัง, สังโฆ อิมัง กะฐินะทุสสัง อายัส๎มะโต อิตถันนามัสสะ เทติ, กะฐินัง อัตถะริตุง, ยัสสายัส๎มะโต ขะมะติ, อิมัสสะ กะฐินะทุสสัสสะ, อายัส๎มะโต อิตถันนามัสสะ ทานัง, กะฐินัง อัตถะริตุง, โส ตุณ๎หัสสะ, ยัสสะ นักขะมะติ, โส ภาเสยยะ. ทินนัง อิทัง สังเฆนะ, กะฐินะทุสสัง อายัส๎มะโต อิตถันนามัสสะ กะฐินัง อัตถะริตุง, ขะมะติ สังฆัสสะ, ตัส๎มา ตุณ๎หี, เอวะเมตัง ธาระยามิ. (ค�ำแปล) ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผ้ากฐินผืนนี้เกิดขึ้นแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความ พรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้ผ้ากฐินผืนนี้แก่ภิกษุผู้มีชื่อนี้ เพื่อกรานกฐิน นี้เป็นญัตติฯ ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผ้ากฐินผืนนี้เกิดขึ้นแล้วแก่สงฆ์ สงฆ์ให้ผ้า กฐินผืนนี้ แก่ภิกษุผู้มีชื่อนี้ เพื่อกรานกฐิน การให้ผ้ากฐินผืนนี้ แก่ภิกษุผู้มีชื่อนี้ เพื่อ กรานกฐิน ย่อมชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้ นั้นพึงพูด(ทักท้วง)ฯ
240 พุทธมนต์ ผ้ากฐินผืนนี้ สงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุผู้มีชื่อนี้ เพื่อจะกรานกฐิน ย่อมชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่งอยู่ ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้ฯ หมายเหตุ : ค�ำว่า อิตถันนามัสสะ ใช้เปลี่ยนตามฉายาของภิกษุผู้รับกฐิน เช่น ขันติธัมโม เปลี่ยนเป็น ขันติธัมมัสสะ ถ้าภิกษุนั้นอ่อนกว่าผู้สวด ต้องตัด อายัส๎มะโต ออกเสีย แล้วเติม ภิกขุโน ต่อท้ายค�ำ อิตถันนามัสสะ เช่น อายัส๎- มะโต อิตถันนามัสสะ เปลี่ยนเป็น อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ค�ำกรานกฐิน ผ้าสังฆาฏิ อิมายะ สังฆาฏิยา กะฐินัง อัตถะรามิ. ผ้าอุตราสงค์ อิมินา อุตตะราสังเฆนะ กะฐินัง อัตถะรามิ. ผ้าอันตรวาสก อิมินา อันตะระวาสะเกนะ กะฐินัง อัตถะรามิ. ค�ำอนุโมทนากฐิน อันภิกษุผู้กรานกฐินนั้น พึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ประคอง อัญชลี กล่าวอย่างนี้ว่า อัตถะตัง อาวุโส (ภันเต) สังฆัสสะ กะฐินัง, ธัมมิโก กะฐินัตถาโร, อะนุโมทะถะ. ท่านเจ้าข้า กฐินของสงฆ์กรานแล้ว การกรานกฐินเป็นธรรม ขอท่านทั้งหลาย อนุโมทนาเถิด.” ภิกษุผู้อนุโมทนาเหล่านั้น พึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ประคองอัญชลีกล่าว อย่างนี้ว่า อัตถะตัง ภันเต (อาวุโส) สังฆัสสะ กะฐินัง, ธัมมิโก กะฐินัตถาโร, อะนุโมทามะ. ผู้มีอายุ กฐินของสงฆ์กรานแล้ว การกรานกฐินเป็นธรรม เราทั้งหลาย อนุโมทนา”
ปกิณกะ 241 ปกิณกะ บทพิจารณา-อุทิศส่วนกุศล-อธิษฐาน “ดูกรพรหม เราเปิดประตูอมตนิพพานแล้ว เพื่อสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีโสตจงปล่อยศรัทธามาเถิด...’’ ม.ม. โพธิราชกุมารสูตร ๑๓/๓๔๙ บทที่
242 พุทธมนต์ บทพิจารณาต่างๆ นั้นน�ำมาจากคัมภีร์อรรถกถาบ้าง ฎีกาบ้าง ค�ำอุทิศส่วนกุศล พระเถราจารย์ได้แต่งขึ้นในภายหลัง ส่วนค�ำอธิษฐานต่างๆ ผู้รวบรวมเห็นว่าน่าสนใจจึงได้น�ำมารวมไว้ในหนังสือนี้ ผู้ใช้พึงพิจารณาใช้ตามแต่จะเห็นสมควรเถิด
ปกิณกะ 243 ตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะ๑ (ส�ำหรับพิจารณาปัจจัย ๔ ก่อนใช้สอย) (น�ำ) หันทะ มะยัง ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะปาฐัง ภะณามะ เส. บทพิจารณาเครื่องนุ่งห่ม (รับ) ปะฏิสังขา โยนิโส ปะฏิเสวามิ, เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วนุ่งห่ม ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, เพียงเพื่อบ�ำบัดความหนาว, อุณ๎หัสสะ ปะฏิฆาตายะ, เพื่อบ�ำบัดความร้อน, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, เพื่อบ�ำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด, และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย, ยาวะเทวะ หิริโกปินะปะฏิจฉาทะนัตถัง. และเพียงเพื่อปกปิดอวัยวะอันให้เกิดความละอาย ฯ บทพิจารณาอาหาร ปะฏิสังขา โยนิโส ปะฏิเสวามิ, เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้ว เนวะ ท๎วายะ, ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน, นะ มะทายะ, ไม่ให้เป็นไปเพื่อความมัวเมาในก�ำลังพลังทางกาย,๑ มังคลัตถทีปนี ปฐโม ภาโค หน้า ๑๗๙ ๒-๓ ไม่มีในมังคลัตถทีปนี ผู้รวบรวมได้เพิ่มเข้ามา เพื่อให้เหมาะแก่ฆราวาสใช้สวด หมายเหตุ : ตัวอักษรเฉพาะภาษาบาลีที่ขีดเส้นใต้ สลับกับที่ไม่ขีดเส้นใต้ ในบทตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะ ใช้ส�ำหรับหยุดเว้นวรรคเมื่อสวดเฉพาะบาลี ตามแบบที่พระสงฆ์นิยมสวด (บรรพชิตว่า) จีวะรัง (ฆราวาสว่า) วัตถัง๒ (บรรพชิตว่า) ปิณฑะปาตัง (ฆราวาสว่า) อาหารัง๓ (บรรพชิตว่า) จีวร (ฆราวาสว่า) เสื้อผ้า (บรรพชิตว่า) ฉันบิณฑบาต (ฆราวาสว่า) ทานอาหาร
244 พุทธมนต์ นะ มัณฑะนายะ, ไม่ให้เป็นไปเพื่อประดับ, นะ วิภูสะนายะ, ไม่ให้เป็นไปเพื่อตกแต่ง, ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา, แต่ให้เป็นไปเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้, ยาปะนายะ, เพื่อความเป็นไปได้ของอัตภาพ, วิหิงสุปะระติยา, เพื่อความสิ้นไปแห่งความล�ำบากทางกาย, พ๎รัห๎มะจะริยานุคคะหายะ, เพื่ออนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์, อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ, ด้วยการท�ำอย่างนี้, เราย่อมระงับเสียได้ซึ่งทุกขเวทนาเก่าคือความหิว, นะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ, และไม่ท�ำทุกขเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น, ยาต๎รา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสุวิหาโร จาติ. อนึ่ง ความเป็นไปโดยสะดวกแห่งอัตภาพนี้ด้วย, ความเป็นผู้หาโทษมิได้ด้วย, และความเป็นอยู่โดยผาสุกด้วย, จักมีแก่เรา ดังนี้ฯ บทพิจารณาที่อยู่อาศัย ปะฏิสังขา โยนิโส เสนาสะนัง ปะฏิเสวามิ, เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วใช้สอยเสนาสนะ, ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, เพียงเพื่อบ�ำบัดความหนาว, อุณ๎หัสสะ ปะฏิฆาตายะ, เพื่อบ�ำบัดความร้อน, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, เพื่อบ�ำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบยุงลมแดด, และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย, ยาวะเทวะ อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง. เพียงเพื่อบรรเทาอันตรายอันจะพึงมีจากดินฟ้าอากาศ, และเพื่อความเป็นผู้ ยินดีอยู่ได้ในที่หลีกเร้นส�ำหรับภาวนาฯ
ปกิณกะ 245 บทพิจารณายารักษาโรค ปะฏิสังขา โยนิโส คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขารัง ปะฏิเสวามิ, เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้ว บริโภคเภสัชบริขารอันเกื้อกูลแก่คนไข้, ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะ, เพียงเพื่อบ�ำบัดทุกขเวทนาอันบังเกิดขึ้นแล้ว, มีอาพาธต่างๆ เป็นมูล, อัพ๎ยาปัชฌะ ปะระมะตายาติ. เพื่อความเป็นผู้ไม่มีโรคเบียดเบียนเป็นอย่างยิ่ง ดังนี้ ฯ
246 พุทธมนต์ ธาตุปฏิกูลปัจจเวกขณวิธี๑ (น�ำ) หันทะ มะยัง ธาตุปะฏิกูละปัจจะเวกขะณะปาฐัง ภะณามะ เส. บทพิจารณาเครื่องนุ่งห่ม (รับ) ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง, สิ่งเหล่านี้นี่เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น, ก�ำลังเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยอยู่เนืองนิตย์, ยะทิทัง ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล, สิ่งเหล่านี้คือ และบุคคลผู้ใช้สอย ธาตุมัตตะโก, เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ, นิสสัตโต, มิได้เป็นสัตวะอันยั่งยืน, นิชชีโว, มิได้เป็นชีวะอันเป็นบุรุษบุคคล, สุญโญ. ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน ฯ สัพพานิ ปะนะ อิมานิ อะชิคุจฉะนียานิ, ทั้งหมดนี้, ไม่เป็นของน่าเกลียดมาแต่เดิม, อิมัง ปูติกายัง ปัต๎วา, ครั้นมาถูกเข้ากับกายอันเน่าอยู่เป็นนิจนี้แล้ว อะติวิยะ ชิคุจฉะนียานิ ชายันติ. ย่อมกลายเป็นของน่าเกลียดอย่างยิ่งไปด้วยกัน ฯ (บรรพชิตว่า) จีวะรัง (ฆราวาสว่า) วัตถัง๒ (บรรพชิตว่า) จีวะรานิ (ฆราวาสว่า) วัตถานิ (บรรพชิตว่า) จีวร, (ฆราวาสว่า) เสื้อผ้า, (บรรพชิตว่า)จีวรนั้น, (ฆราวาสว่า) เสื้อผ้านั้น, (บรรพชิตว่า) ก็จีวร (ฆราวาสว่า) ก็เสื้อผ้า ๑ มังคลัตถทีปนี ปฐโม ภาโค หน้า ๑๗๖ ๒-๓ ไม่มีในมังคลัตถทีปนี ผู้รวบรวมได้เพิ่มเข้ามา เพื่อให้เหมาะแก่ฆราวาสใช้สวด หมายเหตุ : ตัวอักษรเฉพาะภาษาบาลีที่ขีดเส้นใต้ สลับกับที่ไม่ขีดเส้นใต้ ในบทธาตุปฏิกูลปัจจเวกขณวิธี ใช้ส�ำหรับหยุด เว้นวรรคเมื่อสวดเฉพาะบาลี ตามแบบที่พระสงฆ์นิยมสวด
ปกิณกะ 247 บทพิจารณาอาหาร ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง, สิ่งเหล่านี้นี่เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น, ก�ำลังเป็นไปตามเหตุ ตาม ปัจจัยอยู่เนืองนิตย์. ยะทิทัง ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล, สิ่งเหล่านี้คือ และบุคคลผู้บริโภค ธาตุมัตตะโก, เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ, นิสสัตโต, มิได้เป็นสัตวะอันยั่งยืน, นิชชีโว, มิได้เป็นชีวะอันเป็นบุรุษบุคคล, สุญโญ. ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน, สัพโพ ปะนายัง อะชิคุจฉะนีโย, ทั้งหมดนี้, ไม่เป็นของน่าเกลียดมาแต่เดิม, อิมัง ปูติกายัง ปัต๎วา, ครั้นมาถูกเข้ากับกายอันเน่าอยู่เป็นนิจนี้แล้ว, อะติวิยะ ชิคุจฉะนีโย ชายะติ. ย่อมกลายเป็นของน่าเกลียดอย่างยิ่งไปด้วยกันฯ บทพิจารณาที่อยู่อาศัย ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง, สิ่งเหล่านี้นี่เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น, ก�ำลังเป็นไปตามเหตุ ตาม ปัจจัยอยู่เนืองนิตย์, ยะทิทัง เสนาสะนัง ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล, สิ่งเหล่านี้คือเสนาสนะ, และบุคคลผู้ใช้สอยเสนาสนะนั้น, (บรรพชิตว่า) ปิณฑะปาโต (ฆราวาสว่า) อาหาโร๓ (บรรพชิตว่า) ปิณฑะปาโต (ฆราวาสว่า) อาหาโร๓ (บรรพชิตว่า) บิณฑบาต, (ฆราวาสว่า) อาหาร, (บรรพชิตว่า) ก็บิณฑบาต (ฆราวาสว่า) ก็อาหาร (บรรพชิตว่า) บิณฑบาตนั้น, (ฆราวาสว่า) อาหารนั้น,
248 พุทธมนต์ ธาตุมัตตะโก, เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ, นิสสัตโต, มิได้เป็นสัตวะอันยั่งยืน, นิชชีโว, มิได้เป็นชีวะอันเป็นบุรุษบุคคล, สุญโญ, ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน, สัพพานิ ปะนะ อิมานิ เสนาสะนานิ อะชิคุจฉะนียานิ, ก็เสนาสนะทั้งหมดนี้, ไม่เป็นของน่าเกลียดมาแต่เดิม, อิมัง ปูติกายัง ปัต๎วา, ครั้นมาถูกเข้ากับกายอันเน่าอยู่เป็นนิจนี้แล้ว, อะติวิยะ ชิคุจฉะนียานิ ชายันติ. ย่อมกลายเป็นของน่าเกลียดอย่างยิ่งไปด้วยกันฯ บทพิจารณารักษาโรค ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง, สิ่งเหล่านี้นี่เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น, ก�ำลังเป็นไปตามเหตุ ตาม ปัจจัยอยู่เนืองนิตย์, ยะทิทัง คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขาโร ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล, สิ่งเหล่านี้คือเภสัชบริขารอันเกื้อกูลแก่คนไข้, และบุคคลผู้บริโภคเภสัชบริขารนั้น, ธาตุมัตตะโก, เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ, นิสสัตโต, มิได้เป็นสัตวะอันยั่งยืน, นิชชีโว, มิได้เป็นชีวะอันเป็นบุรุษบุคคล, สุญโญ, ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน, สัพโพ ปะนายัง คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขาโร อะชิคุจฉะนีโย, ก็คิลานเภสัชบริขารทั้งหมดนี้, ไม่เป็นของน่าเกลียดมาแต่เดิม, อิมัง ปูติกายัง ปัต๎วา, ครั้นมาถูกเข้ากับกายอันเน่าอยู่เป็นนิจนี้แล้ว, อะติวิยะ ชิคุจฉะนีโย ชายะติ. ย่อมกลายเป็นของน่าเกลียดอย่างยิ่งไปด้วยกัน ดังนี้ฯ
ปกิณกะ 249 สัพพปัตติทานคาถา๑ (บทอุทิศส่วนกุศลตอนเช้า) (น�ำ) หันทะ มะยัง สัพพะปัตติทานะคาถาโย ภะณามะ เส. (รับ) ปุญญัสสิทานิ กะตัสสะ, ยานัญญานิ กะตานิ เม, เตสัญจะ ภาคิโน โหนตุ สัตตานันตาปปะมาณะกา, สัตว์ทั้งหลายไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ, จงมีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้ท�ำในบัดนี้, และแห่งบุญอื่นที่ได้ท�ำไว้ก่อนแล้ว, เย ปิยา คุณะวันตา จะ, มัยหัง มาตาปิตาทะโย, ทิฏฐา เม จาป๎ยะทิฏฐา วา, อัญเญ มัชฌัตตะเวริโน, คือจะเป็นสัตว์เหล่าใด, ซึ่งเป็นที่รักใคร่และมีบุญคุณ, เช่นมารดา บิดาของ ข้าพเจ้าเป็นต้นก็ดี, ที่ข้าพเจ้าเห็นแล้วหรือไม่ได้เห็นก็ดี, สัตว์เหล่าอื่นที่เป็นกลางๆ หรือเป็นคู่เวรกันก็ดี, สัตตา ติฏฐันติ โลกัส๎มิง, เต ภุมมา จะตุโยนิกา, ปัญเจกะจะตุโวการา, สังสะรันตา ภะวาภะเว, สัตว์ทั้งหลายตั้งอยู่ในโลก, อยู่ในภูมิทั้งสาม๒ , อยู่ในก�ำเนิดทั้งสี่๓ , มีขันธ์ห้า ขันธ์๔ , มีขันธ์ขันธ์เดียว๕ , มีขันธ์สี่ขันธ์๖ ก�ำลังท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่๗ ก็ดี. ๑ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ๒ ภูมิ ๓ ได้แก่ ๑.กามภูมิ ได้แก่ อบายภูมิ, มนุสสภูมิ, เทวภูมิ ๒.รูปภูมิ ที่อยู่ของรูปพรหม ๓.อรูปภูมิ ที่อยู่ของ อรูปพรหม ๓ ก�ำเนิด ๔ ได้แก่ ๑.ชลาพุชะ เกิดในครรภ์ เช่น มนุษย์ ๒. อัณฑชะ เกิดในไข่ เช่น ไก่, เป็ด ๓.สังเสทชะ เกิดในที่ชื้น แฉะ เช่น เชื้อแบคทีเรีย, เชื้อไวรัส ๔.โอปปาติกะ เช่น เทวดา, สัตว์นรก ๔ สัตว์ที่มีขันธ์ ๕ ขันธ์ ได้แก่ สัตว์นรก, เปรต, อสุรกาย, สัตว์เดรัจฉาน, มนุษย์, เทวดา, รูปพรหม ๕ สัตว์ที่มีขันธ์เดียว คือ อสัญญสัตตพรหม ซึ่งมีเพียงรูปขันธ์เท่านั้น (เป็นรูปพรหมชนิดหนึ่ง) ๖ สัตว์ที่มีขันธ์ ๔ ขันธ์ คืออรูปพรหม มีเพียงนามขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ๗ ภพน้อยภพใหญ่ คือ กามภพ รูปภพและอรูปภพ ซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์ทั้ง ๓๑ ภูมิ
250 พุทธมนต์ ญาตัง เย ปัตติทานัมเม, อะนุโมทันตุ เต สะยัง, เย จิมัง นัปปะชานันติ, เทวา เตสัง นิเวทะยุง, สัตว์เหล่าใดรู้ส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว, สัตว์เหล่านั้นจงอนุโมทนาเองเถิด, ส่วนสัตว์เหล่าใดยังไม่รู้ส่วนบุญนี้, ขอเทวดาทั้งหลายจงบอกสัตว์เหล่านั้นให้รู้, มะยา ทินนานะ ปุญญานัง, อะนุโมทะนะเหตุนา, สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ, อะเวรา สุขะชีวิโน, เขมัปปะทัญจะ ปัปโปนตุ, เตสาสา สิชฌะตัง สุภา. เพราะเหตุที่ได้อนุโมทนาส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว, สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง, จงเป็นผู้ไม่มีเวร, อยู่เป็นสุขทุกเมื่อ, จงถึงบทอันเกษมกล่าวคือพระนิพพาน, ความ ปรารถนาที่ดีงามของสัตว์เหล่านั้น, จงส�ำเร็จเถิดฯ บทอุทิศส่วนกุศล (ของพระเจ้าพิมพิสาร) อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ, สุขิตา โหนตุ ญาตะโย. ขอส่วนบุญนี้, จงส�ำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า, ขอให้ญาติทั้งหลายของ ข้าพเจ้าจงมีแต่ความสุขเถิดฯ
ปกิณกะ 251 ปัตติทานคาถา* (บทอุทิศส่วนกุศลตอนเช้า นิยมใช้เฉพาะในวัด) (น�ำ) หันทะ มะยัง ปัตติทานะคาถาโย ภะณามะ เส. (รับ) ยา เทวะตา สันติ วิหาระวาสินี, เทวดาเหล่าใด มีปกติอยู่ในวิหาร, ถูเป ฆะเร โพธิฆะเร ตะหิง ตะหิง, สถิตอยู่ที่เรือนพระสถูป ที่เรือนโพธิ์นั้นๆ, ตา ธัมมะทาเนนะ ภะวันตุ ปูชิตา, เทวดาเหล่านั้น เป็นผู้อันเราทั้งหลายบูชาแล้วด้วยธรรมทาน, โสตถิง กะโรนเตธะ วิหาระมัณฑะเล, จงกระท�ำความสวัสดีในวิหารมณฑลนี้, เถรา จะ มัชฌา นะวะกา จะ ภิกขะโว, ภิกษุทั้งหลาย ที่เป็นเถระ ที่เป็นปานกลาง ที่ยังใหม่ก็ดี, สารามิกา ทานะปะตี อุปาสะกา, อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ผู้เป็นทานบดี พร้อมด้วยอารามิกชนก็ดี, คามา จะ เทสา นิคะมา จะ อิสสะรา, ชนทั้งหลายที่เป็นชาวบ้าน ที่เป็นชาวเมือง ที่เป็นชาวนิคม ที่เป็นใหญ่ก็ดี, สัปปาณะภูตา สุขิตา ภะวันตุ เต, สัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลายเหล่านั้นจงเป็นผู้ถึงซึ่งความสุข, ชะลาพุชา เยปิ จะ อัณฑะสัมภะวา, แม้สัตว์เหล่าใด ที่เป็นชลาพุชะก�ำเนิด, ที่เป็นอัณฑชะก�ำเนิด, สังเสทะชาตา อะถะโวปะปาติกา, ที่เป็นสังเสทชะก�ำเนิด ที่เป็นโอปปาติกะก�ำเนิดก็ดี, นิยยานิกัง ธัมมะวะรัง ปะฏิจจะ เต, สัตว์เหล่านั้น ได้อาศัยพระธรรมเป็นเครื่องน�ำออกจากทุกข์แล้ว, * พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ชุมชนสวดมนต์ฉบับหลวง หน้า ๒๗๘)
252 พุทธมนต์ สัพเพปิ ทุกขัสสะ กะโรนตุ สังขะยัง, แม้ทั้งหมดจงท�ำความสิ้นไปแห่งทุกข์, ฐาตุ จิรัง สะตัง ธัมโม, ขอธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย จงด�ำรงอยู่นาน, ธัมมัทธะรา จะ ปุคคะลา, และบุคคลทั้งหลายที่ทรงธรรม จงด�ำรงอยู่นาน, สังโฆ โหตุ สะมัคโค วะ, ขอพระสงฆ์จงเป็นผู้พร้อมเพรียงกันเทียว, อัตถายะ จะ หิตายะ จะ, เพื่อประโยชน์ และเกื้อกูล, อัมเห รักขะตุ สัทธัมโม, ขอพระสัทธรรม จงรักษาเราทั้งหลาย, สัพเพปิ ธัมมะจาริโน, ซึ่งเป็นผู้ประพฤติธรรมแม้ทั้งหมด, วุฑฒิง สัมปาปุเณยยามะ, ขอเราทั้งหลาย จงถึงความเจริญ, ธัมเม อะริยัปปะเวทิเต. ในธรรมที่พระอริยเจ้าแสดงแล้วเถิดฯ ปะสันนา โหนตุ สัพเพปิ ปาณิโน พุทธะสาสะเน, ขอสัตว์แม้ทั้งปวง จงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา, สัมมา ธารัง ปะเวจฉันโต กาเล เทโว ปะวัสสะตุ, ขอฝนจงตกต้องตามฤดูกาล หลั่งท่อธารอย่างสม�่ำเสมอ, วุฑฒิภาวายะ สัตตานัง สะมิทธัง เนตุ เมทะนิง, ท�ำแผ่นดินให้ชุ่มชื้น เพื่อความเจริญแก่หมู่สัตว์, มาตา ปิตา จะ อัต๎ระชัง นิจจัง รักขันติ ปุตตะกัง, มารดาบิดารักษาบุตรน้อย ผู้เกิดจากตนเป็นนิจฉันใด, เอวัง ธัมเมนะ ราชาโน ปะชัง รักขันตุ สัพพะทา. ขอพระราชาจงรักษาประชาชนโดยธรรมทุกเมื่อ ฉันนั้นแลฯ
ปกิณกะ 253 อตีตปัจจเวกขณปาฐะ๑ (ส�ำหรับพิจารณาปัจจัย ๔ หลังจากใช้สอยแล้ว) (น�ำ) หันทะ มะยัง อะตีตะปัจจะเวกขะณะปาฐัง ภะณามะ เส. บทพิจารณาเครื่องนุ่งห่ม (รับ) อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต๎วา ยัง ปะริภุตตัง, อันเรานุ่งห่มแล้ว, ไม่ทันพิจารณาในวันนี้, ตัง ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, เรานุ่งห่มแล้ว, เพียงเพื่อบ�ำบัดความหนาว, อุณ๎หัสสะ ปะฏิฆาตายะ, เพื่อบ�ำบัดความร้อน, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, เพื่อบ�ำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดดและสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย ยาวะเทวะ หิริโกปินะปะฏิจฉาทะนัตถัง. และเพียงเพื่อปกปิดอวัยวะอันให้เกิดความละอายฯ บทพิจารณาอาหาร อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต๎วา โย ปะริภุตโต, อันเราบริโภคแล้ว, ไม่ทันพิจารณาในวันนี้, โส เนวะ ท๎วายะ, เราบริโภคแล้ว,ไม่ให้เป็นไปเพื่อ ความเพลิดเพลินสนุกสนาน, (บรรพชิตว่า) จีวะรัง (ฆราวาสว่า) วัตถัง๒ (บรรพชิตว่า) ปิณฑะปาโต (ฆราวาสว่า) อาหาโร๓ (บรรพชิตว่า)จีวรใด (ฆราวาสว่า) เสื้อผ้าใด (บรรพชิตว่า)จีวรนั้น (ฆราวาสว่า) เสื้อผ้านั้น (บรรพชิตว่า) บิณฑบาตใด (ฆราวาสว่า) อาหารใด (บรรพชิตว่า) บิณฑบาตนั้น (ฆราวาสว่า) อาหารนั้น ๑ มังคลัตถทีปนี ปฐโม ภาโค หน้า ๑๘๑ ๒-๓ ไม่มีในมังคลัตถทีปนี ผู้รวบรวมได้เพิ่มเข้ามา เพื่อให้เหมาะแก่ฆราวาสใช้สวด หมายเหตุ : ตัวอักษรเฉพาะภาษาบาลีที่ขีดเส้นใต้ สลับกับที่ไม่ได้ขีดเส้นใต้ ในบทอตีตปัจจเวกขณปาฐะ ใช้ส�ำหรับ หยุดเว้นวรรคเมื่อสวดเฉพาะบาลี ตามแบบที่พระสงฆ์นิยมสวด
254 พุทธมนต์ นะ มะทายะ, ไม่ให้เป็นไปเพื่อความมัวเมาในก�ำลังพลังทางกาย, นะ มัณฑะนายะ, ไม่ให้เป็นไปเพื่อประดับ, นะ วิภูสะนายะ, ไม่ให้เป็นไปเพื่อตกแต่ง, ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา, แต่ให้เป็นไปเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้, ยาปะนายะ, เพื่อความเป็นไปได้ของอัตภาพ, วิหิงสุปะระติยา, เพื่อความสิ้นไปแห่งความล�ำบากทางกาย, พ๎รัห๎มะจะริยานุคคะหายะ, เพื่ออนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์, อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ, ด้วยการท�ำอย่างนี้, เราย่อมระงับเสียได้ซึ่งทุกขเวทนาเก่า คือความหิว, นะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ, และไม่ท�ำทุกขเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น, ยาต๎รา จะ เม ภะวิสสะติ, อะนะวัชชะตา จะ ผาสุวิหาโร จาติ. อนึ่ง ความเป็นไปโดยสะดวกแห่งอัตภาพนี้ด้วย, ความเป็นผู้หาโทษมิได้ ด้วย, และความเป็นอยู่โดยผาสุกด้วย, จักมีแก่เรา, ดังนี้ฯ บทพิจารณาที่อยู่อาศัย อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต๎วา ยัง เสนาสะนัง ปะริภุตตัง, เสนาสนะใด อันเราใช้สอยแล้ว, ไม่ทันพิจารณาในวันนี้, ตัง ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, เสนาสนะนั้น เราใช้สอยแล้ว, เพียงเพื่อบ�ำบัดความหนาว, อุณ๎หัสสะ ปะฏิฆาตายะ, เพื่อบ�ำบัดความร้อน,
ปกิณกะ 255 ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, เพื่อบ�ำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย, ยาวะเทวะ อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง. เพียงเพื่อบรรเทาอันตราย อันจะพึงมีจากดินฟ้าอากาศ, และเพื่อความเป็น ผู้ยินดีอยู่ได้ในที่หลีกเร้นส�ำหรับภาวนา. บทพิจารณายารักษาโรค อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต๎วา โย คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขาโร ปะริภุตโต, คิลานเภสัชบริขารใด อันเราบริโภคแล้ว, ไม่ทันพิจารณาในวันนี้, โส ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะ, คิลานเภสัชบริขารนั้น เราบริโภคแล้ว, เพียงเพื่อบ�ำบัดทุกขเวทนาอันบังเกิด ขึ้นแล้ว, มีอาพาธต่างๆ เป็นมูล, อัพ๎ยาปัชฌะปะระมะตายาติ. เพื่อความเป็นผู้ไม่มีโรคเบียดเบียนเป็นอย่างยิ่ง ดังนี้ฯ
256 พุทธมนต์ อุทิสสนาธิฏฐานคาถา๑ (บทอุทิศส่วนกุศลตอนเย็น) (น�ำ) หันทะ มะยัง อุทิสสะนาธิฏฐานะคาถาโย ภะณามะ เส. (รับ) อิมินา ปุญญะกัมเมนะ, ด้วยบุญนี้อุทิศให้, อุปัชฌายา คุณุตตะรา, อุปัชฌาย์ผู้เลิศคุณ, อาจะริยูปะการา จะ, แลอาจารย์ผู้เกื้อหนุน, มาตาปิตา จะ ญาตะกา, ทั้งพ่อแม่แลปวงญาติ, สุริโย จันทิมา ราชา, สูรย์จันทร์แลราชา, คุณะวันตา นะราปิ จะ, ผู้ทรงคุณหรือสูงชาติ, พ๎รัห๎มะมารา จะ อินทา จะ, พรหมมารและอินทราช, โลกะปาลา จะ เทวะตา, ทั้งทวยเทพและโลกบาล, ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ, ยมราชมนุษย์มิตร, มัชฌัตตา เวริกาปิ จะ, ผู้เป็นกลางผู้จ้องผลาญ, สัพเพ สัตตา สุขี โหนตุ, ขอให้เป็นสุขศานติ์ ทุกทั่วหน้าอย่าทุกข์ทน, ปุญญานิ ปะกะตานิ เม, บุญผองที่ข้าฯ ท�ำ จงช่วยอ�ำนวยศุภผล, สุขัง จะ ติวิธัง เทนตุ, ให้สุขสามอย่างล้น,๒ ขิปปัง ปาเปถะ โว มะตัง. ให้ลุถึงนิพพานพลันฯ อิมินา ปุญญะกัมเมนะ, ด้วยบุญนี้ที่เราท�ำ, อิมินา อุททิเสนะ จะ, แลอุทิศให้ปวงสัตว์, ขิปปาหัง สุละเภ เจวะ, เราพลันได้ซึ่งการตัด, ตัณหุปาทานะเฉทะนัง, ตัวตัณหาอุปาทาน,
ปกิณกะ 257 เย สันตาเน หินา ธัมมา, สิ่งชั่วในดวงใจ, ยาวะ นิพพานะโต มะมัง, กว่าเราจะถึงนิพพาน, นัสสันตุ สัพพะทา เยวะ, มลายสิ้นจากสันดาน, ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว, ทุกๆ ภพที่เราเกิด, อุชุจิตตัง สะติปัญญา, มีจิตตรงและสติ ทั้งปัญญาอันประเสริฐ, สัลเลโข วิริยัมหินา, พร้อมทั้งความเพียรเลิศ เป็นเครื่องขูดกิเลสหาย, มารา ละภันตุ โนกาสัง, โอกาสอย่าพึงมี แก่หมู่มารสิ้นทั้งหลาย, กาตุญจะ วิริเยสุ เม, เป็นช่องประทุษร้าย ท�ำลายล้างความเพียรจม, พุทธาธิปะวะโร นาโถ, พระพุทธผู้บวรนาถ, ธัมโม นาโถ วะรุตตะโม, พระธรรมที่พึ่งอุดม, นาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะ, พระปัจเจกะพุทธสม,- สังโฆ นาโถตตะโร มะมัง, -ทบพระสงฆ์ที่พึ่งทั้งผอง, เตโสตตะมานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพนั้น, มาโรกาสัง ละภันตุ มา. ขอหมู่มารอย่าได้ช่อง ฯ ทะสะปุญญานุภาเวนะ, ด้วยเดชบุญทั้งสิบป้อง,๓ มาโรกาสัง ละภันตุ มา. อย่าเปิดโอกาสแก่มาร เทอญฯ ๑ ชุมนุมสวดมนต์ฉบับหลวง หน้า ๔๐๘ ๒ สุข ๓ อย่าง คือ ๑.กามสุข สุขเนื่องด้วยกาม คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ๒.ฌานสุข สุขเนื่องด้วยฌาน คืออาการที่จิต สงบเป็นอัปปนาสมาธิ ๓.นิพพานสุข สุขเนื่องด้วยนิพพาน คืออาการที่จิตเป็นอิสระจากกิเลสและขันธ์ ๕ ๓ บุญทั้ง ๑๐ ได้แก่ บารมี ๑๐ ประการคือ ๑.ทาน ๒.ศีล ๓.เนกขัมมะ ๔.ปัญญา ๕.วิริยะ ๖.ขันติ ๗.สัจจะ ๘.อธิษฐาน ๙.เมตตา ๑๐.อุเบกขา หมายเหตุ : ในแถบด�ำหากสวดเฉพาะบาลีไม่ใช้ เพราะเพิ่มเข้ามาให้ค�ำแปลสมบูรณ์เท่านั้น
258 พุทธมนต์ ค�ำตั้งความปรารถนา* บุญใดที่ข้าพเจ้าได้ท�ำในบัดนี้, เพราะบุญนั้น และการอุทิศแผ่ส่วนบุญนั้น, ขอ ให้ข้าพเจ้าท�ำให้แจ้งโลกุตรธรรมเก้า๑ ในทันที, ถ้าข้าพเจ้าเป็นผู้อาภัพอยู่, ยังต้อง ท่องเที่ยวไปในวัฏสงสาร, ขอให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนโพธิสัตว์ผู้เที่ยงแท้, ได้รับ พยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้ว, ไม่ถึงฐานะแห่งความอาภัพ ๑๘ อย่าง,๒ ข้าพเจ้าพึงเว้นจากเวรทั้งห้า,๓ พึงยินดีในการรักษาศีล, ไม่เกาะเกี่ยวใน กามคุณทั้งห้า,๔ พึงเว้นจากเปือกตมกล่าวคือกาม, ขอให้ข้าพเจ้าไม่พึงประกอบ ด้วยทิฐิชั่ว, พึงประกอบด้วยทิฐิที่ดีงาม, ไม่พึงคบมิตรชั่ว, พึงคบแต่บัณฑิตทุกเมื่อ, ขอให้ข้าพเจ้าเป็นบ่อเกิดแห่งคุณ คือ ศรัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ ความเพียร และขันติ, พึงเป็นผู้ที่ศัตรูครอบง�ำไม่ได้, ไม่เป็นคนเขลา คนหลงงมงาย, ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งความเสื่อมและความเจริญ, เป็นผู้เฉียบ แหลมในอรรถและธรรม, ขอให้ญาณของข้าพเจ้าเป็นไปไม่ขัดข้องในธรรมที่ควรรู้, ดุจลมพัดไปในอากาศฉะนั้น, ความปรารถนาใดๆ ของข้าพเจ้าที่เป็นกุศล, ขอให้ส�ำเร็จโดยง่ายทุกเมื่อ, คุณ ที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วทั้งปวงนี้, จงมีแก่ข้าพเจ้าทุกๆ ภพ, เมื่อใดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, ผู้แสดงธรรมเครื่องพ้นทุกข์เกิดขึ้นแล้วในโลก, เมื่อนั้นขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากกรรมอันชั่วช้าทั้งหลาย, เป็นผู้ได้โอกาสแห่งการ บรรลุธรรม, ขอให้ข้าพเจ้าพึงได้ความเป็นมนุษย์, ได้เพศบริสุทธิ์, ได้บรรพชาอุปสมบท แล้ว, เป็นคนรักศีล, มีศีล, ทรงไว้ซึ่งพระศาสนาของพระศาสดา, ขอให้เป็นผู้มีการปฏิบัติโดยสะดวก, ตรัสรู้ได้พลัน, กระท�ำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล อันเลิศ, อันประกอบด้วยธรรมมีวิชชาเป็นต้น, ถ้าหากพระพุทธเจ้าไม่บังเกิดขึ้น, แต่กุศลกรรมของข้าพเจ้าเต็มเปี่ยมแล้ว, เมื่อเป็นเช่นนั้น, ขอให้ข้าพเจ้าพึงได้ญาณเป็นเครื่องรู้เฉพาะตนอันสูงสุด เทอญ.
ปกิณกะ 259 * พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ๑ โลกุตรธรรม ๙ คือ ๑.โสดาปัตติมรรค ๒.โสดาปัตติผล ๓.สกทาคามิมรรค ๔.สกทาคามิผล ๕.อนาคามิมรรค ๖.อนาคามิผล ๗.อรหัตมรรค ๘.อรหัตผล ๙.นิพพาน ๒ ความอาภัพ ๑๘ อย่าง ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ขัคควิสาณสูตรว่า ๑.เป็นคนบอดแต่ก�ำเนิด ๒.เป็นคนหนวกแต่ก�ำเนิด ๓.เป็นคนบ้า ๔.เป็นคนใบ้ ๕.เป็นคนแคระ ๖.เกิดในชนชาติ มิลักขะ(คนป่า) ๗.เกิดในท้องของนางทาสี ๘.เป็นคนนิยตมิจฉาทิฐิ(ความเห็นผิดที่ดิ่งคือเห็นว่าตายแล้วสูญ, เห็นว่าเที่ยง) ๙.เป็นคนกลับเพศ (จากชายกลายเป็นหญิง) ๑๐.ท�ำอนันตริยกรรมห้าอย่าง ๑๑.เป็นคนโรคเรื้อน ๑๒. อัตภาพสุดท้ายเวียน มาในก�ำเนิดดิรัจฉาน ๑๓.มีอัตภาพใหญ่กว่าช้าง ๑๔.เกิดในขุปปิปาสิกเปรต(เปรตที่อดอยากทุกข์จากความหิวโหยอยู่เป็น นิจ)กับนิชฌามตัณหิกเปรต(เปรตที่ถูกไฟเผาให้เร่าร้อนอยู่เสมอ) ๑๕.เกิดในจ�ำพวกกาลกัญชิกาสูรทั้งหลาย (อสูรชนิดหนึ่ง ที่มีปากเล็กเท่ารูเข็มอยู่บนหัวเวลากินต้องเอาหัวลง) ๑๖.เกิดในอเวจีนรก ๑๗.เกิดในโลกันตริกนรก ๑๘.เป็นมารในสวรรค์ ชั้นกามาวจร, เกิดในอสัญญีภพในรูปาวจรภูมิ, เกิดในภพสุทธาวาส, เกิดในอันติมภพ, ก้าวไปสู่จักรวาลอื่น ฯ อีกนัยหนึ่ง คนอาภัพ ๔ ประเภทคือ ๑. คนที่เกิดด้วยอุเบกขาสันตีรณอเหตุกกุศลวิบาก คือเกิดด้วยปฏิสนธิจิตที่เป็นผลของกุศลที่ไม่มีเหตุประกอบ เป็นกุศลที่มีก�ำลังอ่อน เกิดเป็นบ้า ใบ้ ตาบอด หูหนวก ปัญญาอ่อนมาแต่ก�ำเนิด คนพวกนี้เป็นคนอาภัพเพราะไม่อาจบรรลุ มรรคผลได้ แม้จะได้หันเหชีวิตมาเจริญมรรคมีองค์ ๘ ก็ตาม ๒. คนที่ท�ำกรรมหนักชนิดอนันตริยกรรม คือฆ่าแม่ ฆ่าพ่อ ฆ่าพระอรหันต์ ท�ำร้ายพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต ท�ำลายสงฆ์ให้แตกกัน ๓. เป็นมิจฉาทิฐิ คือเป็นคนมีความเห็นผิด ไม่เชื่อบุญเชื่อบาป เป็นต้น ๔. คนที่แม้จะเกิดมาด้วยไตรเหตุ ไม่ท�ำกรรมหนัก เป็นสัมมาทิฐิ คือเชื่อบุญเชื่อบาปแล้ว แต่ว่าไม่มีศรัทธาประพฤติ ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ หรือเป็นผู้เกียจคร้านไม่มีฉันทะในการท�ำกุศล๓ เวรทั้ง ๕ คืออนันตริยกรรม ๕ ได้แก่ ๑.ฆ่าพ่อ ๒.ฆ่าแม่ ๓.ฆ่าพระอรหันต์ ๔.ท�ำร้ายพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต ๕.ท�ำลายสงฆ์ให้แตกจากกัน๔ กามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันน่าใคร่ น่าพอใจ เชิงอรรถของ “ค�ำกรวดน�้ำหลังจากนั่งสมาธิหรือท�ำวัตร” หน้า ๒๖๒ * ของพระราชปริยัตยากร วัดพิชโสภาราม ต.แก้งเหนือ อ.เขมราฐ จ.อุบลฯ ๑ ฌานสมาบัติ แปลว่า การเข้าถึงฌาน ได้แก่รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ รวมเรียกว่าสมาบัติ ๘๒ ผลสมาบัติ หมายถึงการเข้าสมาบัติตามผลที่ได้ ผลสมาบัตินี้จะเข้าได้ต้องเป็นพระอริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป โดยมีอารมณ์เป็นพระนิพพาน ๓ นิโรธสมาบัติ หรือ สัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งละเอียดสุขุมกว่าอรูปฌาน เมื่อรวมกับสมาบัติ ๘ ข้างต้นก็เป็น ๙ มีค�ำเรียก ต่างหากว่า อนุปุพพวิหารสมาบัติ ผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติได้ คือพระอนาคามีผู้ได้สมาบัติ ๘ ขึ้นไป ๔ วิชชา ๓ ได้แก่ ๑.ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้ ๒. จุตูปปาตญาณ ความรู้ในจุติและอุบัติของสัตว์โลกได้ ทิพพจักขุญาณ ก็เรียก ๓.อาสวักขยญาณ ความรู้ในการก�ำจัดอาสวกิเลสให้สิ้นไป๕ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ ปัญญาแตกฉาน มี ๔ คือ ๑.อัตถปฎิสัมภิทา มีความแตกฉานในเนื้อหา ในความหมาย รู้จริง เข้าใจ จริง ๒.ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม จับประเด็นได้ จับจุดของเรื่องได้ ๓.นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญา แตกฉานในการใช้ภาษา สื่อความให้ผู้ฟังเข้าใจได้ ๔.ปฎิภาณปฎิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ เอาข้อมูล ทั้งหลาย มาเชื่อมโยงกันได้ สร้างเป็นความรู้ใหม่ ใช้แก้ปัญหาได้ตรงตามสถานการณ์ ๖ อภิญญา หมายถึงคุณสมบัติ ซึ่งเป็นเหตุให้มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ มี ๖ อย่างคือ ๑.อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ เช่น ล่องหนได้ เหาะ ได้ ด�ำดินได้ ๒.ทิพพโสต มีหูทิพย์ ๓.เจโตปริยญาณ ก�ำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ ๔.ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้ ๕.ทิพพจักขุ มีตาทิพย์ ๖.อาสวักขยญาณ รู้การท�ำอาสวะให้สิ้นไป, อภิญญา ๕ ข้อแรกเป็นของสาธารณะ (โลกียญาณ) ข้อ ๖ มีเฉพาะในพระอริยบุคคล ถ้าพบผู้แสดงฤทธิ์ได้ อย่าพึ่ง หมายว่าผู้นั้นจะเป็นพระอริยบุคคล
260 พุทธมนต์ ค�ำส่งส่วนกุศลแก่ผู้ป่วยหลังจากนั่งสมาธิ* ข้าพเจ้าทั้งหลายขอส่งส่วนบุญกุศล, ที่ได้บ�ำเพ็ญเพียรปฏิบัติมา, ทั้งทาน ศีล ภาวนานี้, ไปช่วยผู้ที่ก�ำลังเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางใจ, ถึงญาติมิตรที่เคารพรัก, ท่านที่มีพระคุณ, ท่านที่มีบุญคุณ, ที่ก�ำลังเจ็บป่วย, ได้รับทุกขเวทนาทั้งทางกาย และทางใจ, ขอบุญกุศลนี้จงไปช่วยปกป้องคุ้มครองรักษา, ให้บรรเทาเบาคลาย, ให้หายจากเจ็บป่วยโดยเร็ว, ขอให้ทุกท่านจงมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง, มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ, มีปฏิภาณธนสารสมบัติ, มีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป, จะ ปรารถนาสิ่งใดที่ชอบประกอบด้วยธรรมที่ควรแล้ว, ขอให้ส�ำเร็จสมปรารถนาโดย เร็ว, และขอให้ทุกท่านได้มีโอกาสปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน, ได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน, สมควรแก่บารมีของตนทุกท่าน เทอญฯ ค�ำอธิษฐานเมื่อปฏิบัติเสร็จ* ผลกุศลที่ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน, และกุศลศีลทานทั้งหมดทั้ง สิ้น, ที่ข้าพเจ้าได้บ�ำเพ็ญเพียรกอปรก่อมา, จากอดีตจนถึงปัจจุบันวันนี้, ข้าพเจ้า ขอตั้งสัจจะปรารถนา, จงเป็นปัจจัยส่งให้ข้าพเจ้า, บรรลุถึงพระนิพพานโดยเร็ว, ถ้าข้าพเจ้ายังไม่ถึงพระนิพพาน, ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารตราบใด, ข้าพเจ้าจะไปเกิดอยู่ในสารทิศใด, ขอให้ได้เกิดในตระกูลอันดี, มีสัมมาทิฐิ, มีร่างกาย บริสุทธิ์ผ่องใสงดงาม, ปราศจากโรคภัยอันตรายทั้งปวง, ปราศจากความยากจน เข็ญใจอนาถา, ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่ในมนุษย์สมบัติ, สวรรค์สมบัติ, ทั้งชาตินี้ชาติ หน้าทุกๆ ชาติ, จนกว่าข้าพเจ้าจะบรรลุถึงพระนิพพาน, สาธุ นิพพานะปัจจะโย โหตุ, สาธุ นิพพานะปัจจะโย โหมิฯ *ทั้งสองบท เป็นของคุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย
ปกิณกะ 261 บทแผ่เมตตาและอธิษฐานจิต อะหัง สุขิโต โหมิ, ขอให้ข้าพเจ้าถึงซึ่งความสุข, ปราศจากเวรภัย, ปราศจาก การเบียดเบียน, ปราศจากความทุกข์กาย ทุกข์ใจ, ขอให้มีความสุขกาย สุขใจ, รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิดฯ กัมมัสสะกา, สัตว์ทั้งหลาย, มีกรรมเป็นของตน, มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, มี กรรมเป็นก�ำเนิด, มีกรรมเป็นทายาท, มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย, สัตว์ทั้งหลาย เหล่าใด, ท�ำกรรมดีไว้ก็ตาม, ท�ำกรรมชั่วไว้ก็ตาม, สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น, ย่อมได้ รับผลแห่งการกระท�ำนั้นๆ สัพเพ สัตตา, สัตว์ทั้งหลาย, ที่เป็นเพื่อนทุกข์, เกิด แก่ เจ็บ ตาย, ด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น, จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด, อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย,อย่าได้พยาบาท เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย, อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย, ขอให้มีความ สุขกาย สุขใจ, รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เทอญฯ อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ, สุขิตา โหนตุ ญาตะโย. ขอส่วนกุศลนี้, จงมีแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า, ขอให้ญาติทั้งหลายของ ข้าพเจ้า, จงมีแต่ความสุขเถิดฯ อิทัง เม ปุญญะภาคัง, สัพพะสัตตานัง เทมิ. ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลนี้, ให้แก่บิดามารดา, ครูบาอาจารย์, ท่านผู้มีพระคุณ, ท่านผู้มีบุญคุณ, ท่านผู้มีอุปการคุณทุกๆ ท่าน, เจ้ากรรมนายเวร, เทวาอารักษ์ผู้ รักษาสถานที่นี้, เปรตทั้งหลาย, อสุรกายทั้งหลาย, อมนุษย์ทั้งหลาย,และสรรพสัตว์ ทั้งหลาย, ขอให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้น, จงอนุโมทนา ในส่วนกุศลนี้, ที่ถึงทุกข์, ขอ ให้พ้นจากทุกข์, ที่มีความสุข, ขอให้สุขยิ่งๆ ขึ้นไป, ด้วยกันทุกท่าน เทอญฯ ด้วยผลบุญที่ข้าพเจ้าได้กระท�ำในบัดนี้, และส่วนบุญอื่นที่ข้าพเจ้าได้กระท�ำ ไว้ก่อนนี้, เพราะบุญนั้น, และการอุทิศส่วนบุญนั้น, ขอให้ข้าพเจ้า, จงส�ำเร็จซึ่ง โลกุตรธรรมเก้า, ในอนาคตกาลอันใกล้นี้ด้วย เทอญฯ *ปรับปรุงจากของเดิม ได้มาจากวัดเก่าโบราณ ต.แสนสุข อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
262 พุทธมนต์ ค�ำกรวดน�้ำหลังจากนั่งสมาธิหรือท�ำวัตร* อะหัง สุขิโต โหมิ, ขอให้ข้าพเจ้าจงถึงสุข, ปราศจากทุกข์ ไม่มีเวร ไม่มีภัย, ไม่มีความเบียดเบียน, ไม่มีความเดือดร้อน, ไม่มีความล�ำบาก, มีความสุข, รักษา ตนอยู่เถิด ฯ สัพเพ สัตตา, สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง, ทุกชาติชั้นวรรณะ, ทุกศาสนา ทุกภาษา, ที่มีอยู่ทั่วทั้งอนันตจักรวาล, อเวรา โหนตุ. จงอย่าได้สร้างกรรมกระท�ำเวร, และรบราฆ่าฟัน ซึ่งกันและ กันเลย, อัพ๎ยาปัชฌา โหนตุ. จงอย่าได้พยาบาทเบียดเบียน ซึ่งกันและกันเลย, อนีฆา โหนตุ. จงอย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย, สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ. ขอจงมีความสุขกายสุขใจ, รักษาตนให้พ้นจาก ทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิดฯ อิทัง โน ปุญญะภาคัง, ราชาทีนัญเจวะ, อิสสะรานัง, มาตาปิตุ, อาทีนัญจะ, ปิยะชะนานัง, สัพพะสัตตานัญจะ, นิยยาเทมะ. ขอถวายส่วนบุญกุศล, ให้แก่อิสรชน คนผู้เป็นใหญ่ทั้งหลาย, มีองค์พระ มหากษัตริย์, ผู้เป็นพระประมุขของชาติ, และองค์สมเด็จพระสังฆราช, ผู้เป็นประมุข ของพระศาสนา, และคณะรัฐบาลผู้บริหารประเทศชาติเป็นต้น, และขอแผ่ส่วนบุญ กุศล, ให้แก่ปิยชนคนอันเป็นที่รักทั้งหลาย, มีบิดา มารดา, ปู่ ย่า ตา ยาย, ครู อุปัชฌาย์อาจารย์ทั้งหลายเป็นต้น, และขอแผ่ส่วนบุญกุศล, ให้แก่สรรพสัตว์ ทั้งหลาย, ทุกชาติชั้นวรรณะ, ทุกศาสนา ทุกภาษา, ที่มีอยู่ทั่วทั้งอนันตจักรวาล ด้วยบุญกุศล, ที่ข้าพเจ้าได้บ�ำเพ็ญเพียรมาแล้วนี้, มีการให้ทาน, รักษาศีล เจริญภาวนาเป็นต้น, ขอจงเป็นพลวปัจจัย, เป็นอุปนิสัยตามส่ง, ให้เกิดสติปัญญา ญาณ, ได้บรรลุฌานสมาบัติ,๑ ผลสมาบัติ,๒ นิโรธสมาบัติ,๓ วิชชา ๓,๔ ปฏิสัมภิทา ญาณ ๔,๕ อภิญญา ๖,๖ ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน, ในอนาคตกาล, อันไม่ช้าไม่นาน นี้ด้วย เทอญฯ * ดูเชิงอรรถ หน้า ๒๕๙
ปกิณกะ 263 บทอธิษฐานขออโหสิกรรม* กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง สัญจิจจะกัมมัง อสัญจิจจะกัมมัง ขะมันตุ เม อะโหสิกัมมัง ภะวะตุ เม. กรรมใดๆ ไม่ว่าจะเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ข้าพเจ้าได้ท�ำ ล่วงเกินแก่ผู้ใด ทั้งโดยตั้งใจก็ดี ไม่ได้ตั้งใจก็ดี ในภพชาติใดก็ตาม ขอให้เจ้ากรรม นายเวรทั้งหลาย จงโปรดยกโทษให้เป็นอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า อย่าได้จองเวรจอง กรรมต่อกันอีกเลย แม้แต่กรรมใดที่ใครๆ ท�ำแก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมให้ทั้งสิ้น ยกถวายพระพุทธเจ้าเป็นอภัยทาน ขอจงดลใจให้เขาเหล่านั้นกลับมีเมตตาจิต คิดเป็นมิตรกับข้าพเจ้า เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมซึ่งกันและกันตลอดไป ด้วยอานิสงส์แห่งอภัยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้าพร้อมทั้งครอบครัว ตลอดจน วงศาคณาญาติ ผู้มีอุปการคุณของข้าพเจ้า พ้นจากความทุกข์ยากล�ำบากเข็ญใจ ความทุกข์อย่าได้ใกล้ ความเจ็บไข้อย่าได้มี ขอให้มีความสุขสวัสดีมีชัย เสนียด จัญไรและอุปัทวันตรายทั้งหลายจงเสื่อมสิ้นหายไป นึกคิดปรารถนาสิ่งใด ที่เป็นไป โดยชอบประกอบด้วยธรรมแล้ว ขอให้สิ่งนั้นจงพลันส�ำเร็จ จงพลันส�ำเร็จ เทอญ ฯ นิพพานะปัจจะโย โหตุ. * ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
264 พุทธมนต์ ค�ำถอนพุทธภูมิ* ถ้าหากข้าพเจ้า ได้เคยล่วงเกิน ดูหมิ่นเหยียดหยาม บิดามารดา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้มีพระคุณ ผู้มีบุญคุณ ผู้มีอุปการคุณ พระโพธิสัตว์ พระอริยะ พระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ในทุกภพทุกชาติ ข้าพเจ้าขออ้างอิงบุญบารมีพลานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ทรงอุบัติขึ้นแล้ว ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และจะเสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต อานุภาพแห่งพระธรรม และ อานุภาพแห่งพระอรหันตขีณาสพผู้วิเศษทุกองค์ ได้โปรดเป็นสักขีพยานในความ ส�ำนึกผิด การขอขมาลาโทษ และการถอดถอนความปรารถนาในครั้งนี้ หากข้าพเจ้า ได้เคยปรารถนาสิ่งใดต่อไปนี้ และยังไม่ได้รับการพยากรณ์จาก พระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งมาก่อน ข้าพเจ้าขอถอนความปรารถนาดังนี้ ถ้าข้าพเจ้าเคยปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ หรือคู่บารมี ของพระโพธิสัตว์ ปรารถนาความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระ เอตทัคคสาวก ปรารถนาการบรรลุมรรคผล ต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าพระองค์ ใดพระองค์หนึ่ง หรือปรารถนาการท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารนี้ ข้าพเจ้าขอตั้ง สัตยาธิษฐาน ถอดถอนความปรารถนาเหล่านั้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ด้วยอ�ำนาจแห่งทศบารมีที่ข้าพเจ้าได้บ�ำเพ็ญเพียรมา ขอให้ข้าพเจ้าได้เข้าใจ อริยสัจ แจ้งชัดในโพชฌงค์ ด�ำเนินไปในมรรค จนสามารถเข้าถึงผลคือความพ้น ทุกข์โดยสิ้นเชิง พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ประจักษ์แจ้งพระนิพพานในปัจจุบัน ชาตินี้ ฉับพลันทันทีด้วย เทอญฯ * ผู้รวบรวมเขียนขึ้นในภายหลัง
ปกิณกะ 265 พระคาถาเมตตาหลวง* บทแผ่เมตตาให้ตนเอง อะหัง สุขิโต โหมิ, นิททุกโข โหมิ, อะเวโร โหมิ, อัพ๎ยาปัชโฌ โหมิ, อะนีโฆ โหมิ, สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ. ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข, ปราศจากทุกข์, ไม่มีเวรภัย, ไม่มีใครเบียดเบียน, ปราศจากความทุกข์กาย ทุกข์ใจ, รักษาตนให้เป็นสุขเถิดฯ บทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ สัพเพ สัตตา, สัพเพ ปาณา, สัพเพ ภูตา, สัพเพ ปุคคะลา, สัพเพ อัตตะภาวะปะริยาปันนา, อะเวรา, อัพ๎ยาปัชฌา, อะนีฆา, สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ. สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง, สัตว์มีลมปราณทั้งหลายทั้งปวง, ภูตทั้งหลายทั้งปวง, บุคคลทั้งหลายทั้งปวง, สัตว์ในร่างกายของเราทั้งหลายทั้งปวง, จงเป็นผู้ไม่มีเวรภัย, ไม่มีใครเบียดเบียน, ปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ, รักษาตนให้เป็นสุขอยู่เถิดฯ สัพพา อิตถิโย, สัพเพ ปุริสา, สัพเพ อะริยา, สัพเพ อะนะริยา, สัพเพ เทวา, สัพเพ มะนุสสา, สัพเพ วินิปาติกา, อะเวรา, อัพ๎ยาปัชฌา, อะนีฆา, สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ. หญิงทั้งหลายทั้งปวง, ชายทั้งหลายทั้งปวง, ผู้เจริญทั้งหลายทั้งปวง, ผู้ไม่ เจริญทั้งหลายทั้งปวง, เทวดาทั้งหลายทั้งปวง, มนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง, สัตว์ใน อบายทั้งหลายทั้งปวง, จงเป็นผู้ไม่มีเวรภัย, ไม่มีใครเบียดเบียน, ปราศจากความ ทุกข์กายทุกข์ใจ, รักษาตนให้เป็นสุขอยู่เถิดฯ * ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต โดยศิษย์คือ พระญาณสิทธาจารย์ วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา น�ำมาเผยแผ่จนเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป
266 พุทธมนต์ บทแผ่กรุณาให้สรรพสัตว์ สัพเพ สัตตา, สัพเพ ปาณา, สัพเพ ภูตา, สัพเพ ปุคคะลา, สัพเพ อัตตะภาวะปะริยาปันนา, สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ. สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง สัตว์มีลมปราณทั้งหลายทั้งปวง, ภูตทั้งหลายทั้งปวง, บุคคลทั้งหลายทั้งปวง, สัตว์ในร่างกายของเราทั้งหลายทั้งปวง, จงพ้นจากความ ทุกข์ทั้งปวงเถิดฯ สัพพา อิตถิโย, สัพเพ ปุริสา, สัพเพ อะริยา, สัพเพ อะนะริยา, สัพเพ เทวา, สัพเพ มะนุสสา, สัพเพ วินิปาติกา, สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ. หญิงทั้งหลายทั้งปวง, ชายทั้งหลายทั้งปวง, ผู้เจริญทั้งหลายทั้งปวง, ผู้ไม่ เจริญทั้งหลายทั้งปวง, เทวดาทั้งหลายทั้งปวง, มนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง, สัตว์ใน อบายทั้งหลายทั้งปวง, จงพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงเถิดฯ บทแผ่มุทิตาให้สรรพสัตว์ สัพเพ สัตตา, สัพเพ ปาณา, สัพเพ ภูตา, สัพเพ ปุคคะลา, สัพเพ อัตตะภาวะปะริยาปันนา, ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ. สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง, สัตว์มีลมปราณทั้งหลายทั้งปวง, ภูตทั้งหลายทั้งปวง, บุคคลทั้งหลายทั้งปวง, สัตว์ในร่างกายของเราทั้งหลายทั้งปวง, จงอย่าพลัดพราก จากสมบัติอันตนได้แล้วเถิดฯ สัพพา อิตถิโย, สัพเพ ปุริสา, สัพเพ อะริยา, สัพเพ อะนะริยา, สัพเพ เทวา, สัพเพ มะนุสสา, สัพเพ วินิปาติกา, ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ. หญิงทั้งหลายทั้งปวง, ชายทั้งหลายทั้งปวง, ผู้เจริญทั้งหลายทั้งปวง, ผู้ไม่ เจริญทั้งหลายทั้งปวง, เทวดาทั้งหลายทั้งปวง, มนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง, สัตว์ใน อบายทั้งหลายทั้งปวง, จงอย่าพลัดพรากจากสมบัติอันตนได้แล้วเถิดฯ
ปกิณกะ 267 บทแผ่อุเบกขาให้สรรพสัตว์ สัพเพ สัตตา, สัพเพ ปาณา, สัพเพ ภูตา, สัพเพ ปุคคะลา, สัพเพ อัตตะภาวะปะริยาปันนา, กัมมัสสะกา, กัมมะทายาทา, กัมมะโยนี, กัมมะพันธุ, กัมมะปะฏิสะระณา, ยัง กัมมัง กะริสสันติ, กัล๎ยานัง วา ปาปะกัง วา, ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ. สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง, สัตว์มีลมปราณทั้งหลายทั้งปวง, ภูตทั้งหลายทั้งปวง, บุคคลทั้งหลายทั้งปวง, สัตว์ในร่างกายของเราทั้งหลายทั้งปวง, มีกรรมเป็นของ ตน, มีกรรมเป็นทายาท, มีกรรมเป็นก�ำเนิด, มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, มีกรรมเป็นที่ พึ่งอาศัย, สัตว์ทั้งหลายเหล่าใด, ท�ำกรรมดีไว้ก็ตาม, ท�ำกรรมชั่วไว้ก็ตาม, สัตว์ ทั้งหลายเหล่านั้น, ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้นแลฯ สัพพา อิตถิโย, สัพเพ ปุริสา, สัพเพ อะริยา, สัพเพ อะนะริยา, สัพเพ เทวา, สัพเพ มะนุสสา, สัพเพ วินิปาติกา, กัมมัสสะกา, กัมมะทายาทา, กัมมะโยนี, กัมมะพันธุ, กัมมะปะฏิสะระณา, ยัง กัมมัง กะริสสันติ, กัล๎ยานัง วา ปาปะกัง วา, ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ. หญิงทั้งหลายทั้งปวง, ชายทั้งหลายทั้งปวง, ผู้เจริญทั้งหลายทั้งปวง, ผู้ไม่ เจริญทั้งหลายทั้งปวง, เทวดาทั้งหลายทั้งปวง, มนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง, สัตว์ใน อบายทั้งหลายทั้งปวง, มีกรรมเป็นของตน, มีกรรมเป็นทายาท, มีกรรมเป็นก�ำเนิด, มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย, สัตว์ทั้งหลายเหล่าใด, ท�ำกรรมดีไว้ ก็ตาม, ท�ำกรรมชั่วไว้ก็ตาม, สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น, ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้นแลฯ
268 พุทธมนต์ ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก ต้นฉบับเดิม ๑. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง วะตะ โส ภะคะวา. อิติปิ โส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ วะตะ โส ภะคะวา. อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน วะตะ โส ภะคะวา. อิติปิ โส ภะคะวา สุคะโต วะตะ โส ภะคะวา. อิติปิ โส ภะคะวา โลกะวิทู วะตะ โส ภะคะวา . อะระหันตัง สะระณัง คัจฉามิ. อะระหันตัง สิระสา นะมามิ. สัมมาสัมพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. สัมมาสัมพุทธัง สิระสา นะมามิ. วิชชาจะระณะสัมปันนัง สะระณัง คัจฉามิ. วิชชาจะระณะสัมปันนัง สิระสา นะมามิ. สุคะตัง สะระณัง คัจฉามิ. สุคะตัง สิระสา นะมามิ. โลกะวิทัง สะระณัง คัจฉามิ. โลกะวิทัง สิระสา นะมามิ. ๒. อิติปิ โส ภะคะวา อะนุตตะโร วะตะ โส ภะคะวา. อิติปิ โส ภะคะวา ปุริสะทัมมะสาระถิ วะตะ โส ภะคะวา. อิติปิ โส ภะคะวา สัตถา เทวะมะนุสสานัง วะตะ โส ภะคะวา. อิติปิ โส ภะคะวา พุทโธ วะตะ โส ภะคะวา. อะนุตตะรัง สะระณัง คัจฉามิ.
ปกิณกะ 269 อะนุตตะรัง สิระสา นะมามิ. ปุริสะทัมมะสาระถิ สะระณัง คัจฉามิ. ปุริสะทัมมะสาระถิ สิระสา นะมามิ. สัตถา เทวะมะนุสสานัง สะระณัง คัจฉามิ. สัตถา เทวะมะนุสสานัง สิระสา นะมามิ. พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. พุทธัง สิระสา นะมามิ. อิติปิ โส ภะคะวา ฯ ๓. อิติปิ โส ภะคะวา รูปะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมิ จะ สัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา เวทะนาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมิ จะ สัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา สัญญาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมิ จะ สัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา สังขาระขันโธ อะนิจจะลักขะณะปารมิ จะ สัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมิ จะ สัมปันโน. ๔. อิติปิ โส ภะคะวา ปะฐะวีธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา อาโปธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา เตโชธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา วาโยธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา อากาสะธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณะธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา จักกะวาละธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. ๕. อิติปิ โส ภะคะวา จาตุมมะหาราชิกาธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา ตาวะติงสาธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา ยามาธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา ตุสิตาธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน.
270 พุทธมนต์ อิติปิ โส ภะคะวา นิมมานะระตีธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา กามาวะจะระธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา รูปาวะจะระธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา อะรูปาวะจะระธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา โลกุตตะระธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. ๖. อิติปิ โส ภะคะวา ปะฐะมะฌานะธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา ทุติยะฌานะธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา ตะติยะฌานะธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา จะตุตถะฌานะธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจะมะฌานะธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. ๗. อิติปิ โส ภะคะวา อากาสานัญจายะตะนะธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา วิญญานัญจายะตะนะธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา อากิญจัญญายะตะนะธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา เนวะสัญญานาสัญญายะตะนะธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. ๘. อิติปิ โส ภะคะวา โสตาปัตติมัคคะธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคามิมัคคะธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคามิมัคคะธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะมัคคะธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา โสตาปัตติผะละธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคามิผะละธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคามิผะละธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะผะละธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน.
ปกิณกะ 271 ๙. กุสะลา ธัมมา อิติปิ โส ภะคะวา อะอา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ชัมพูทีปัญจะ อิสสะโร กุสะลา ธัมมา นะโม พุทธายะ นะโม ธัมมายะ นะโม สังฆายะ ปัญจะ พุทธา นะมามิหัง, อา ปา มะ จุ ปะ, ที มะ สัง อัง ขุ, สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ, อุปะสะชะสะเห ปาสายะโส ฯ โส โส สะ สะ อะ อะ อะ อะ นิ, เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว, อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ, อิส๎วาสุ สุส๎วาอิ, กุสะลา ธัมมา จิตติวิอัตถิ. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง อะอา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ สาโพธิปัญจะ อิสสะโร ธัมมา. กุสะลา ธัมมา นันทะวิวังโก อิติ สัมมาสัมพุทโธ สุคะลาโน ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. ๑๐. จาตุมมะหาราชิกา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา อิติ วิชชาจะระณะสัมปันโน อุอุ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. ตาวะติงสา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา นันทะ ปัญจะ สุคะโต โลกะวิทู มะหาเอโอ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. ยามา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา พ๎รห๎มาสัททะ ปัญจะสัตตะ สัตตาปาระมี อะนุตตะโร ยะมะกะขะ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. ตุสิตา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา ปุยะปะกะ ปุริสะทัมมะสาระถิ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. นิมมานะระตี อิสสะโร กุสะลา ธัมมา เหตุโปวะ สัตถา เทวะมะนุสสานัง ตะถา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี อิสสะโร กุสะลา ธัมมา สังขาระขันโธ ทุกขัง ภะคะวะตา ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ ฯ พ๎รห๎มา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา นัตถิปัจจะยา วินะปัญจะ ภะคะวะตา ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ.
272 พุทธมนต์ * ไม่ได้แปลไว้ เพราะบางบทแปลไม่ได้ความ ๑๑. นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ พุทธิลาโภกะลา กะระกะ นา เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ หุลู หุลู หุลู ส๎วาหายะ. นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ วิตติ วิตติ วิตติ มิตติ มิตติ มิตติ จิตติ จิตติ วัตติ วัตติ มะยะสุ สุวัตถิ โหนตุ หุลู หุลู หุลู ส๎วาหายะ. อินทะสาวัง มะหาอินทะสาวัง พ๎รห๎มะสาวัง มะหาพ๎รห๎มะสาวัง จักกะวัตติสาวัง มะหาจักกะวัตติสาวัง เทวาสาวัง มะหาเทวาสาวัง อิสีสาวัง มะหาอิสีสาวัง มุนีสาวัง มหามุนีสาวัง สัปปุริสะสาวัง มหาสัปปุริสะสาวัง พุทธะสาวัง ปัจเจกะพุทธะสาวัง อะระหัตตะสาวัง สัพพะสิทธิวิชชาธาระนัง สาวัง สัพพะโลกาอิริยานังสาวัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ. สาวัง คุณัง วะชะ พะลัง เตชัง วิริยัง สิทธิกัมมัง ธัมมัง สัจจัง นิพพานัง โมกขัง คุยหะกัง ทานัง สีลัง ปัญญา นิกขัง ปุญญัง ภาคะยัง ยะสัง ตัปปัง สุขัง สิริรูปัง จะตุวีสะติเทสะนัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ หุลู หุลู หุลู ส๎วาหายะ ฯ ๑๒. นะโม พุทธัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม อิติปิ โส ภะคะวา. นะโม ธัมมัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม. นะโม สังฆัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ วาหะปะริตตัง. นะโม พุทธายะ มะอะอุ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา ยาวะ ตัสสะ หาโย โมนะ อุอะมะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา อุอะมะอะ วันทา นะโม พุทธายะ นะอะกะติ นิสะระนะ อาระปะขุธัง มะอะอุ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา ฯ (วิปัสสิต) สัพพะทุกขา สัพพะภะยา สัพพะโรคา วินัสสันตุ.
บทแผ่เมตตา สัพเพ สัตตา, สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์, เกิด แก่ เจ็บ ตาย, ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น, อะเวรา โหนตุ, จงเป็นสุขๆ เถิด, อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย, อัพ๎ยาปัชฌา โหนตุ, จงเป็นสุขๆ เถิด, อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย, อะนีฆา โหนตุ, จงเป็นสุขๆ เถิด, อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย, สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ. จงมีความสุขกายสุขใจ, รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เทอญฯ ค�ำขอขมาพระรัตนตรัย วันทามิ พุทธัง, สัพพะเมโทสัง, ขะมะถะ เม ภันเต, วันทามิ ธัมมัง, สัพพะเมโทสัง, ขะมะถะ เม ภันเต, วันทามิ สังฆัง, สัพพะเมโทสัง, ขะมะถะ เม ภันเต, วันทามิ อาราเม, พัทธะสีมายัง โพธิรุกขัง เจติยัง, สัพพะเมโทสัง, ขะมะถะ เม ภันเต, วันทามิ ภะคะวา โลกะนาถัง, อะตีตัง เม โทสัง, อะนาคะตัง เม โทสัง, ปัจจุปปันนัง เม โทสัง, ขะมะถะ เม ภันเต, สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ. (กราบ ๓ ครั้ง)