พระปริตร 133 โพชฌังคปริตร* พุทธมนต์ส�ำหรับขจัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บทั้งทางกายและใจ โพชฌังโค สะติสังขาโต โพชฌงค์มี๗ ประการ คือ ธัมมานัง วิจะโย ตะถา สติสัมโพชฌงค์ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยัมปีติปัสสัทธิ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์สมาธิสัมโพชฌงค์ สะมาธุเปกขะโพชฌังคา, และอุเบกขาสัมโพชฌงค์, สัตเตเต สัพพะทัสสินา ธรรม ๗ ประการนี้เป็นธรรมอันพระมุนีเจ้า มุนินา สัมมะทักขาตา, ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวง ตรัสไว้ชอบแล้ว, ภาวิตา พะหุลีกะตา, อันบุคคลเจริญแล้ว กระท�ำให้มากแล้ว, สังวัตตันติ อะภิญญายะ, ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง, นิพพานายะ จะ โพธิยา, เพื่อความตรัสรู้และเพื่อนิพพาน, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ ด้วยการกล่าวค�ำสัตย์นี้, โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา. ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อฯ เอกัส๎มิง สะมะเย นาโถ สมัยหนึ่งพระโลกนาถเจ้า ทอดพระเนตร โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง เห็นพระโมคคัลลานะและพระมหากัสสปะเป็นไข้ คิลาเน ทุกขิเต ทิส๎วา, ได้รับความล�ำบาก, โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ, จึงทรงแสดงโพชฌงค์๗ ประการ, เต จะ ตัง อะภินันทิต๎วา, ท่านเหล่านั้นยินดียิ่งซึ่งโพชฌังคธรรมนั้น, โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ, โรคก็หายได้ในบัดดล, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ, ด้วยการกล่าวค�ำสัตย์นี้, โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา, ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อฯ
134 พุทธมนต์ เอกะทา ธัมมะราชาปิ ครั้งหนึ่ง แม้องค์พระธรรมราชา ทรงพระ เคลัญเญนาภิปีฬิโต, ประชวรหนัก, จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ รับสั่งให้พระจุนทะเถระ กล่าวโพชฌงค์นั้นนั่นแล ภะณาเปต๎วานะ สาทะรัง, ถวายโดยเคารพ, สัมโมทิต๎วา จะ อาพาธา ก็ทรงบันเทิงพระหฤทัยหายจากพระประชวร ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส, นั้นได้โดยพลัน, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ, ด้วยการกล่าวค�ำสัตย์นี้, โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา. ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านตลอดกาลทุกเมื่อฯ ปะหีนา เต จะ อาพาธา ก็อาพาธทั้งหลาย ของพระผู้ทรงคุณอัน ติณณัณนัมปิ มะเหสินัง ยิ่งใหญ่ทั้ง ๓ องค์นั้น หายแล้วไม่กลับเป็นอีก มัคคาหะตะกิเลสา วะ ดุจดังกิเลสถูกอริยมรรคก�ำจัดเสียแล้ว ถึงซึ่ง ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง, ความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ, ด้วยการกล่าวค�ำสัตย์นี้, โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา, ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อฯ * ที.ปา.๑๑/๓๒๗/๒๖๔; ๔๖๔/๓๑๐, สํ.ม.โพชฌังคสูตร ๑๙/๑๑๗, อภิ.วิ.๓๕/๕๔๒/๓๐๖ โพชฌังคสูตรนี้พระพุทธเจ้าตรัสเป็นร้อยแก้ว ส่วนโพชฌังคปริตรในที่ใช้ในปัจจุบันนี้พระเถระชาวลังการ้อยกรอง ขึ้นในภายหลังเพื่อเป็นคาถาส�ำหรับภาวนาโดยอ้างเป็นสัจกิริยาเพื่อให้พระปริตรเป็นธรรมโอสถ บังเกิดพุทธานุภาพ ขจัด โรคภัยไข้เจ็บให้อันตรธานไป เกิดเป็นความสุขสวัสดีในปัจจุบันนิยมสวดให้แก่คนไข้เพื่อให้หายโรคภัยดังกล่าวแล้ว โพชฌงค์๗ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้—enlightenment factors) ๑. สติ(ความระลึกได้ส�ำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง - mindfulness) ๒. ธัมมวิจยะ (ความเฟ้นธรรม, ความสอดส่องสืบค้นธรรม - truth-investigation) ๓. วิริยะ (ความเพียร - effort; energy) ๔. ปีติ(ความอิ่มใจ - zest) ๕. ปัสสัทธิ(ความสงบกายสงบใจ - tranquillity; calmness) ๖. สมาธิ(ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วในอารมณ์- concentration) ๗. อุเบกขา (ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง - equanimity) แต่ละข้อเรียกเต็มมีสัมโพชฌงค์ต่อท้ายเป็น สติสัมโพชฌงค์เป็นต้น.
พระปริตร 135 อภยปริตร* พุทธมนต์ส�ำหรับป้องกันฝันร้าย แก้ลางร้ายให้กลายเป็นดี ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ, ลางร้ายและอวมงคลใด, โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท, เสียงนกอันไม่เป็นที่ชอบใจใด, ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง, บาปเคราะห์และฝันร้าย อันไม่น่า พอใจใด มีอยู่, พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ. ขอความชั่วร้ายเหล่านั้นจงพินาศไป ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าฯ ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ, ลางร้ายและอวมงคลใด, โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท, เสียงนกอันไม่เป็นที่ชอบใจใด, ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง, บาปเคราะห์และฝันร้าย อันไม่น่า พอใจใด มีอยู่, ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ. ขอความชั่วร้ายเหล่านั้นจงพินาศไป ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมเจ้าฯ ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ, ลางร้ายและอวมงคลใด, โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท, เสียงนกอันไม่เป็นที่ชอบใจใด, ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง, บาปเคราะห์และฝันร้าย อันไม่น่า พอใจใด มีอยู่, สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ. ขอความชั่วร้ายเหล่านั้นจงพินาศไป ด้วยอานุภาพแห่งพระสังฆเจ้าเทอญฯ *สันนิษฐานว่าแต่งขึ้นโดยพระเถระชาวเชียงใหม่ เพราะชาวเชียงใหม่ในสมัยนั้นนิยมบูชาดาวนพเคราะห์ จึงได้มีนักปราชญ์ประพันธ์คาถานี้เพื่อให้สวดแทนการบูชาดาวนพเคราะห์
136 พุทธมนต์ เทวตาอุยโยชนคาถา* พุทธมนต์ส�ำหรับส่งเทวดากลับเทวสถาน ทุกขัปปัตตา จะ นิททุกขา ขอสรรพสัตว์ผู้ประสบทุกข์จงพ้นจากทุกข์, ภะยัปปัตตา จะ นิพภะยา ผู้ประสบภัยขอให้ปลอดภัย, ผู้ประสบความ โสกัปปัตตา จะ นิสโสกา โศกเศร้า, ขอให้หายจากความโศกเศร้าฯ โหนตุ สัพเพปิ ปาณิโน. เอตตาวะตา จะ อัมเหหิ ขอเทวดาทั้งปวง จงอนุโมทนาบุญสัมปทา สัมภะตัง ปุญญะสัมปะทัง ที่ข้าพเจ้าทั้งหลายสั่งสมไว้แล้วนี้ฯ สัพเพ เทวานุโมทันตุ. สัพพะสัมปัตติสิทธิยา เพื่อความส�ำเร็จแห่งสมบัติทั้งปวง ขอ ทานัง ทะทันตุ สัทธายะ. ประชาชนทั้งหลายจงให้ทานด้วยศรัทธาเถิดฯ สีลัง รักขันตุ สัพพะทา. จงรักษาศีลทุกเมื่อ, ภาวะนาภิระตา โหนตุ, จงเป็นผู้ยินดีในการเจริญภาวนา, คัจฉันตุ เทวะตาคะตา. ทวยเทพทั้งหลายที่มาแล้ว ขอเชิญกลับเถิด, สัพเพ พุทธา พะลัปปัตตา ด้วยเดชะพละธรรม แห่งพระพุทธเจ้า ปัจเจกานัญจะ ยัง พะลัง พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย อะระหันตานัญจะ เตเชนะ, ทั้งปวง, รักขัง พันธามิสัพพะโส. ข้าพเจ้าย่อมผูกการรักษาไว้โดยประการ ทั้งปวงแลฯ *โบราณาจารย์แต่งขึ้นในภายหลัง
พระปริตร 137 ปริตตานุภาวคาถา๑ นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา, ความป้องกันบาปเคราะห์ทั้งหลาย แต่ส�ำนักแห่งเหล่านักษัตร๒ ยักษ์และภูต ได้มีแล้ว, ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันต๎วา เตสัง อุปัททะเว. ด้วยอานุภาพแห่งพระปริตร จงขจัดเสียซึ่งอุปัทวะทั้งหลาย แต่ส�ำนักแห่ง เหล่านักษัตร ยักษ์และภูตเหล่านั้นแลฯ (สวด ๓ จบ) ๑ โบราณาจารย์แต่งขึ้นในภายหลัง ๒ (ส.ป. นกฺขตฺต).[นักสัด] น. ชื่อรอบเวลา กําหนด ๑๒ ปีเป็น ๑ รอบ เรียกว่า ๑๒ นักษัตร โดยกําหนดให้สัตว์เป็น เครื่องหมายในปีนั้น ๆ คือ ชวด-หนูฉลู-วัว ขาล-เสือ เถาะ-กระต่าย มะโรง-งูใหญ่ มะเส็ง-งูเล็ก มะเมีย-ม้า มะแม-แพะ วอก-ลิง ระกา-ไก่จอ-หมา กุน-หมู. [นักสัด นักสัดตฺระ] น. ดาว ดาวฤกษ์มี๒๗ หมู่ คือ ๑. อัศวินีอัสสนี(ดาวม้า ดาวคู่ม้า หรือ ดาวอัศวยุช) มี๗ ดวง ๒. ภรณี(ดาวก้อนเส้า) มี๓ ดวง ๓. กฤติกา กฤตติกา กัตติกา (ดาวธงสามเหลี่ยม หรือ ดาวลูกไก่) มี๘ ดวง ๔. โรหิณี (ดาวพราหมีดาวปลาตะเพียน หรือ ดาวคางหมู) มี๗ ดวง ๕. มฤคศิร มฤคเศียร มิคสิระ (ดาวหัวเต่า ดาวหัวเนื้อ ดาว ศีรษะเนื้อ ดาวศีรษะโค ดาวมฤคศิรัส หรือ ดาวอาครหายณี) มี๓ ดวง ๖. อารทรา อทระ (ดาวอัททา ดาวตัวโค หรือ ดาว ตาสําเภา) มี๑ ดวง ๗. ปุนัพสุปุนัพพสู(ดาวหัวสําเภา ดาวสําเภาทอง ดาวส�ำเภา ดาวยามเกา หรือ ดาวตาเรือชัย) มี๓ ดวง ๘. บุษยะ บุษย์ปุษยะ ปุสสะ (ดาวปุยฝ้าย ดาวพวงดอกไม้ดาวดอกบัว ดาวโลง ดาวปูดาวสมอสําเภา หรือ ดาว สิธยะ) มี๕ ดวง ๙. อาศเลษา อสิเลสะ (ดาวเรือน หรือ ดาวนกอยู่ในปล่อง) มี๕ ดวง ๑๐. มฆ มฆา มาฆะ (ดาวโคมูตร ดาววานร ดาวงอนไถ หรือ ดาวงูผู้) มี๕ ดวง ๑๑. บุรพผลคุนีปุรพผลคุนีปุพพผลคุนี(ดาววัวตัวผู้หรือ ดาวงูเมีย) มี๒ ดวง ๑๒. อุตร-ผลคุนีอุตตรผลคุนี(ดาวเพดาน หรือ ดาววัวตัวเมีย) มี๒ ดวง ๑๓. หัสต หัสตะ หัฏฐะ (ดาวศอกคู้หรือ ดาวศีรษะช้าง) มี๕ ดวง ๑๔. จิตระ จิตรา (ดาวต่อมนํ้า ดาวไต้ไฟ ดาวตาจระเข้หรือ ดาวเสือ) มี๑ ดวง ๑๕. สวาดิสวา ตีสวัสติ(ดาวช้างพัง หรือ ดาวงูเหลือม) มี๕ ดวง ๑๖. วิศาขา วิสาขะ (ดาวคันฉัตร หรือ ดาวศีรษะกระบือ) มี๕ ดวง ๑๗. อนุราธ อนุราธะ อนุราธา (ดาวประจําฉัตร หรือ ดาวนกยูง) มี๔ ดวง ๑๘. เชฏฐะ เชษฐา (ดาวงาช้าง ดาวช้างใหญ่ ดาว คอนาค หรือ ดาวแพะ) มี๑๔ ดวง ๑๙. มูล มูละ มูลา (ดาวช้างน้อย หรือ ดาวแมว) มี๙ ดวง ๒๐. ปุรพษาฒ บุรพอาษาฒ บุพพาสาฬหะ (ดาวสัปคับช้าง หรือ ดาวราชสีห์ตัวผู้) มี๓ ดวง ๒๑.อุตราษาฒ อุตตรอาษาฒ อุตตราสาฬหะ (ดาวแตรงอน หรือ ดาวราชสีห์ตัวเมีย) มี๕ ดวง ๒๒. ศรวณะ ศระวณ สาวนะ (ดาวหลักชัย หรือ ดาวพระฤๅษี) มี๓ ดวง ๒๓. ธนิษฐะ ธนิษฐา (ดาวศรวิษฐา ดาวเศรษฐีหรือ ดาวไซ) มี๔ ดวง ๒๔. ศตภิษัช สตภิสชะ (ดาวพิมพ์ทอง หรือ ดาวยักษ์) มี๔ ดวง ๒๕. บุรพภัทรบท ปุพพภัททะ(ดาวโปฐบท ดาวแรดตัวผู้หรือ ดาวหัวเนื้อทราย) มี๒ ดวง ๒๖.อุตรภัทรบท อุตตรภัทรบท อุตตรภัททะ (ดาวแรดตัวเมีย หรือ ดาวไม้เท้า) มี๒ ดวง ๒๗. เรวดี(ดาวปลาตะเพียน หรือ ดาวนาง) มี๑๖ ดวง.
138 พุทธมนต์ สัลเลขธรรม* ข้อปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลส เธอทั้งหลาย ควรท�ำความขัดเกลากิเลสด้วยความคิดว่า ‘ชนเหล่าอื่นเป็นผู้ เบียดเบียนกัน เราทั้งหลายจักเว้นจากการเป็นผู้เบียดเบียนกัน’ ‘...เราทั้งหลายจักเว้นจากการฆ่าสัตว์เว้นจากการลักทรัพย์เว้นจากการ ประพฤติผิดพรหมจรรย์เว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดค�ำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ เว้นจากการเพ่งเล็งอยากได้สิ่งของๆ ผู้อื่น เว้นจากการมีจิตพยาบาท ...เราทั้งหลายจักมีความเห็นชอบ ด�ำริชอบ เจรจาชอบ กระท�ำชอบ เลี้ยงชีพ ชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งจิตมั่นชอบ รู้ชอบ หลุดพ้นชอบ ...เราทั้งหลายจักไม่ถูกความหดหู่และเซื่องซึมครอบง�ำ...จักมีจิตไม่ฟุ้งซ่าน... จักข้ามพ้นความสงสัย ...เราทั้งหลายจักไม่มีความโกรธ...จักไม่ผูกโกรธ...จักไม่ลบหลู่คุณท่าน...จัก ไม่ตีเสมอ...จักไม่มีความริษยา...จักไม่มีความตระหนี่...จักไม่โอ้อวด...จักไม่มี มารยา...จักไม่ดื้อรั้น...จักไม่ถือตัวจัด...จักว่าง่าย ...เราทั้งหลายจักมีมิตรดี...จักไม่ประมาท...จักมีศรัทธา...จักมีความละอาย บาป...จักมีความเกรงกลัวต่อบาป...จักมีการได้ยินได้ฟังมาก...จักปรารภความ เพียร...จักมีสติตั้งมั่น...จักสมบูรณ์ด้วยปัญญา’ เธอทั้งหลาย ควรท�ำความขัดเกลากิเลสด้วยความคิดว่า ‘ชนเหล่าอื่นจักยึด ติดถือมั่นทิฐิของตน สลัดทิ้งได้ยากในเรื่องนี้เราทั้งหลายจักไม่ยึดติด ไม่ถือมั่นทิฐิ ของตน สลัดทิ้งได้ง่าย’ “จุนทะ เราได้แสดงเหตุแห่งธรรมเป็นเครื่องขัดเกลากิเลส เหตุแห่งการเกิด ขึ้นของจิต เหตุแห่งการหลีกเลี่ยงเหตุแห่งการไปสู่ความเจริญ และเหตุแห่งความ ดับสนิทไว้แล้วด้วยประการอย่างนี้ เราผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล เอื้อเอ็นดู อนุเคราะห์สาวกทั้งหลาย ได้ท�ำกิจที่ควรท�ำแก่เธอทั้งหลายแล้ว จุนทะ นั่นโคนไม้นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งพินิจเถิด อย่าประมาท อย่าได้เดือดร้อนในภายหลังเลย นี้เป็นค�ำพร�่ำสอนของเราส�ำหรับเธอทั้งหลาย” * ม.มู. สัลเลขสูตร ๑๒/๘๓/๗๒
พระอภิธรรม 139 “ในท่ามกลางสิ่งปฏิกูล ที่เขาทิ้งไว้ข้างทางใหญ่ ยังมีดอกบัวมีกลิ่นหอม รื่นรมย์ใจ เกิดขึ้นมาได้ฉันใด ในหมู่ปุถุชนผู้งมงาย ซึ่งเปรียบได้กับสิ่งปฏิกูล ก็ยังมีสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้รุ่งเรืองด้วยปัญญา ฉันนั้น” ปุปผวรรค คาถาธรรมบท พระอภิธรรม บทที่ พระอภิธรรม
140 พุทธมนต์ สันนิษฐานว่ามีการน�ำเอาพระอภิธรรมมาสวดในพิธีศพของพุทธศาสนิกชนชาวไทยตั้งแต่สมัยกรุง ศรีอยุธยา การน�ำเอาคัมภีร์พระอภิธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องกับงานศพนั้น คงจะเกิดจากเหตุผลดังนี้ ๑.เพราะพระอภิธรรม ไม่กล่าวถึงสัตว์บุคคล ตัวตน เรา เขา แต่ทรงจ�ำแนกธรรมออกเป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต แยกแยะออกเป็นขันธ์๕, อายตนะ ๑๒, ธาตุ๑๘, อินทรีย์๒๒ อันเป็นไปตามเหตุปัจจัย ซึ่ง ต้องมีการเสื่อมสลายไปตามสภาวะ มิสามารถตั้งอยู่ได้ตลอดไป การได้ฟังพระอภิธรรมจะท�ำให้ผู้ฟังน้อมน�ำ มาเปรียบเทียบกับการจากไปของผู้วายชนม์ท�ำให้เห็นสัจธรรมที่แท้จริงของชีวิต ๒. ในการตอบแทนพระคุณพุทธมารดานั้น พระพุทธองค์ได้เสด็จขึ้นไปแสดงพระอภิธรรมเทศนาโปรด บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ดังนั้นเมื่อบุพการีอันได้แก่มารดาบิดาถึงแก่กรรมลง ท่านผู้เป็นบัณฑิตจึงได้น�ำเอาพระ อภิธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องในการบ�ำเพ็ญกุศล โดยถือว่าเป็นการสนองพระคุณมารดาบิดาตามแบบอย่างพระ จริยวัตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๓.เพราะเชื่อว่าพระอภิธรรม เป็นค�ำสอนชั้นสูงที่มีเนื้อหาละเอียดลึกซึ้ง เกี่ยวกับปรมัตถธรรม ๔ ประการ หากน�ำมาแสดงในงานบ�ำเพ็ญกุศลให้แก่ผู้วายชนม์แล้ว ผู้วายชนม์จะได้บุญมาก การสวดพระอภิธรรมนี้บางทีเรียกว่าสวดมาติกา ถ้าเป็นงานพระศพบุคคลส�ำคัญในราชวงศ์เรียกว่า พิธีสดับปกรณ์ซึ่งเพี้ยนมาจากค�ำว่าสัตตปกรณ์อันหมายถึง พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์นั่นเอง(สัตต =๗ / ปกรณ์ = คัมภีร์, ต�ำรา)
พระอภิธรรม 141 ต�ำนานพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ พระอภิธรรมนี้ถือเป็นหลักธรรมชั้นสูงในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ได้ทรงแสดง โปรดพุทธมารดา และเหล่าเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพียงครั้งเดียว พระอภิธรรมปิฎก หรือเรียกสั้นๆ ว่าพระอภิธรรม เป็นหมวดที่ประมวลพุทธพจน์อัน เกี่ยวกับหลักธรรมที่เป็นวิชาการว่าด้วยเรื่องของปรมัตถธรรม มี๔ ประการอันได้แก่จิต เจตสิก รูป และนิพพาน หรือสภาวธรรมล้วนๆ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อกล่าวถึงบุคคลใดบุคคล หนึ่ง ทางพระอภิธรรมถือว่าบุคคลนั้นไม่มี มีแต่สิ่งซึ่งเป็นที่ประชุมรวมกันของจิต เจตสิก รูปเท่านั้น ส่วนที่เรียกชื่อว่า นาย ก นาย ข นั้นเรียกโดยสมมุติโวหารเท่านั้น ดังนั้นธรรมะ ในหมวดนี้จึงไม่มีเรื่องราวของบุคคล เหตุการณ์ หรือสถานที่ซึ่งเป็นสิ่งสมมุติเข้ามา เกี่ยวข้องด้วยเลย พระอภิธรรมปิฎก เป็นการแสดงธรรมในลักษณะธรรมาธิษฐาน เป็นปิฎกที่ใหญ่ที่สุด ในจ�ำนวนปิฎกทั้ง ๓ เพราะมีถึง ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์(ในขณะที่พระสูตรและพระวินัย มีอย่างละ ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์)แบ่งออกเป็น ๗ คัมภีร์เรียกโดยย่อว่าสัง วิธา ปุกะ ยะ ปะ (หัวใจพระอภิธรรม) ได้แก่ ๑.คัมภีร์ธัมมสังคิณีว่าด้วยธรรมะที่ประมวลไว้เป็นหมวดเป็นกลุ่ม เรียกว่ากัณฑ์มี ๔ กัณฑ์คือ ๑) จิตตวิภัตติกัณฑ์ แสดงการจ�ำแนกจิตและเจตสิกเป็นต้น ๒) รูปวิภัตติกัณฑ์ แสดงการจ�ำแนกรูปเป็นต้น ๓) นิกเขปราสิกัณฑ์ แสดงธรรมที่เป็นแม่บท(มาติกา) ของปรมัตถธรรม ๔) อัตถุทธารกัณฑ์ แสดงการจ�ำแนกเนื้อความตามแม่บทของปรมัตถธรรม ๒.คัมภีร์วิภังค์แสดงการจ�ำแนกปรมัตถธรรมออกเป็นข้อ ๆ แบ่งออกเป็น ๑๘ วิภังค์ เช่น จ�ำแนกขันธ์(หมายถึง ขันธ์๕ อันประกอบด้วย รูปขันธ์เวทนาขันธ์สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์และวิญญาณขันธ์รูปขันธ์เป็น รูป, เวทนาขันธ์สัญญาขันธ์สังขารขันธ์เป็น เจตสิก, ส่วนวิญญาณขันธ์ ก็คือ จิต, ดังนั้น ขันธ์๕ ก็คือ จิต เจตสิก รูป นั่นเอง) เรียก ว่า ขันธวิภังค์ ๓.คัมภีร์ธาตุกถา แสดงการจัดหมวดหมู่ของปรมัตถธรรมโดยสงเคราะห์ด้วยธาตุ (ธรรมชาติที่ทรงไว้ซึ่งสภาพของตน)
142 พุทธมนต์ ๔.คัมภีร์ปุคคลบัญญัติว่าด้วยบัญญัติ๖ ประการและแสดงรายละเอียดเฉพาะบัญญัติ อันเกี่ยวกับบุคคล ๕. คัมภีร์กถาวัตถุว่าด้วยค�ำถามค�ำตอบประมาณ ๒๑๙ หัวข้อ อันถือเป็นหลักใน การตัดสินพระธรรมวินัย ๖. คัมภีร์ยมก ในคัมภีร์นี้จะยกหัวขัอปรมัตถธรรมขึ้นวินิจฉัยด้วยวิธีถามตอบ โดย ตั้งค�ำถามย้อนกันเป็นคู่ๆ ๗. คัมภีร์มหาปัฏฐาน แสดงเหตุปัจจัยและแสดงความสัมพันธ์อันเป็นเหตุเป็นผล ที่อิงอาศัยซึ่งกันและกันแห่งปรมัตถธรรมทั้งปวงโดยพิสดาร สรุปแล้ว พระอภิธรรมก็คือ ธรรมะหมวดที่๓ ในพระไตรปิฎกที่สอนให้รู้จักธรรมชาติ อันแท้จริงที่มีอยู่ในตัวเราและสัตว์ทั้งหลาย อันได้แก่จิต เจตสิก รูป และรู้จักพระนิพพาน ซึ่งเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ และคัมภีร์ธัมมสังคิณีมาติกา ที่น�ำมาสวดนี้เป็นเพียงหัวข้อ ธรรมเท่านั้น จึงเป็นการยากส�ำหรับผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรมจะเข้าใจได้ พระธัมมสังคิณีได้รวบรวมแม่บทธรรมไว้๓๕๐ บท แต่น�ำมาสวดเพียงบทแรกและ พระธัมมสังคิณีมาติกา น�ำมาเพียงบทที่ ๑๖ เท่านั้น (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๔ ข้อ ๑๖) พระวิภังค์ได้แยกแยะธรรมไว้ ๑๘ เรื่อง แต่ที่น�ำมาสวดมีเพียงขันธ์๕ เรื่องเดียว (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๕ ข้อ ๑-๒) พระธาตุกถา มี ๒๒ หมวด ๑๒๕ บท แต่ที่น�ำมาสวดมีเพียงบทที่ ๘ และบางส่วน ของบทที่ ๑๔ เท่านั้น (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๖ ข้อ ๑) พระปุคคลบัญญัติจากจ�ำนวน ๕๔ บุคคล น�ำมาสวดเพียง ๒๒ บุคคลเท่านั้น (พระ ไตรปิฎกเล่มที่ ๓๗ ข้อ ๑,๗) พระกถาวัตถุ น�ำค�ำถาม–ค�ำตอบมาแสดง ๒๑๙ ข้อ เพื่อให้เกิดความเห็นถูกต้องแต่ ที่น�ำมาสวดมีเพียงข้อเดียวเท่านั้น (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๗ ข้อ ๑) พระยมก ว่าด้วยธรรมอันเป็นของคู่ ๑๐ เรื่อง น�ำมาสวดเพียง ๑ เรื่อง(พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๘-๓๙ น�ำมาจากเล่มที่ ๓๘ ข้อ ๑) พระมหาปัฏฐาน แสดงปัจจัย ๒๔ ซึ่งน�ำมาสวดเฉพาะหัวข้อเท่านั้น (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๐-๔๕ น�ำบทสวดมาจากเล่มที่ ๔๐ ข้อ ๑)
พระอภิธรรม 143 ๑.พระธัมมสังคิณี๑ ว่าด้วยเรื่องธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล กุสะลา ธัมมา, ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล, ให้ผลเป็นความสุข อะกุสะลา ธัมมา, ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล, ให้ผลเป็นความทุกข์, อัพ๎ยากะตา ธัมมา, ธรรมทั้งหลายที่เป็นผลของกุศลและอกุศล และ ไม่ใช่ทั้งกุศลและอกุศล รวมถึงพระนิพพาน, กะตะเม ธัมมา กุสะลา, ธรรมที่เป็นกุศล เป็นอย่างไร ? ยัส๎มิง สะมะเย กามาวะจะรัง กุสะลัง จิตตัง อุปปันนัง โหติ โสมะนัสสะสะหะคะตัง ญาณะสัมปะยุตตัง, ในสมัยใด จิตที่ท่องเที่ยวไปในกามภูมิเกิดร่วมกับความยินดี, ประกอบด้วย ปัญญา รูปารัมมะณัง วา, จะเป็นความยินดีในรูปเป็นอารมณ์ก็ดี, สัททารัมมะณัง วา, จะเป็นความยินดีในเสียงเป็นอารมณ์ก็ดี, คันธารัมมะณัง วา, จะเป็นความยินดีในกลิ่นเป็นอารมณ์ก็ดี, ระสารัมมะณัง วา, จะเป็นความยินดีในรสเป็นอารมณ์ก็ดี, โผฏฐัพพารัมมะณัง วา, จะเป็นความยินดีในความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง ที่กระทบทางกายเป็นอารมณ์ก็ดี, ธัมมารัมมะณัง วา จะเป็นความยินดีในความคิดเป็นอารมณ์ก็ดี, ยัง ยัง วา ปะนารัพภะ, เกิดขึ้นปรารภอารมณ์ใดๆ, ตัส๎มิง สะมะเย ผัสโส โหติ, อะวิกเขโป โหติ, ในสมัยนั้น ผัสสะและความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมมี, เย วา ปะนะ ตัส๎มิง สะมะเย, อัญเญปิ อัตถิปะฏิจจะสะมุปปันนา อะรูปิโน ธัมมา, อีกอย่างหนึ่ง ในสมัยนั้น ธรรมเหล่าใดแม้อื่นมีอยู่ เป็นอรูปธรรม อาศัยกัน และกันเกิดขึ้น, อิเม ธัมมา กุสะลา. ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล, ให้ผลเป็นความสุขแลฯ ๑ อภิ.สงฺ, จิตตุปปาทกัณฑ์กามาวจรกุศล ๓๔/๑๖ น�ำมาใช้สวดบางส่วนของข้อเท่านั้น
144 พุทธมนต์ ๒.พระวิภังค์๑ ว่าด้วยเรื่องขันธ์ ๕ ปัญจักขันธา, ขันธ์ห้า คือองค์ประกอบห้าอย่างที่รวมเข้าเป็นชีวิต ได้แก่, รูปักขันโธ, รูปขันธ์ส่วนที่เป็นรูปคือร่างกายนี้, อันประกอบด้วยธาตุ๔ คือ ดิน น�้ำ ไฟ ลม, เวทะนากขันโธ, เวทนาขันธ์คือความรู้สึกในอารมณ์ที่เป็นสุข เป็นทุกข์หรือ ไม่สุขไม่ทุกข์, สัญญากขันโธ, สัญญาขันธ์คือความจ�ำได้หมายรู้ในอารมณ์๖ คือสีเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, สังขารักขันโธ, สังขารขันธ์คือความคิดที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นกุศลอกุศล หรือ เป็นกลางๆ, วิญญาณักขันโธ, วิญญาณขันธ์คือความรู้แจ้งในอารมณ์ทางอายตนะภายใน ทั้ง ๖ คือ ตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ, ตัตถะ กะตะโม รูปักขันโธ, บรรดาขันธ์ทั้งหมดนั้น รูปขันธ์เป็นอย่างไร? ยังกิญจิ รูปัง, รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง, อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง, ที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน, อัชฌัตตัง วา, พะหิทธา วา, ภายในก็ตาม, ภายนอกก็ตาม, โอฬาริกัง วา สุขุมัง วา, หยาบก็ตาม, ละเอียดก็ตาม, หีนัง วา ปะณีตัง วา, เลวก็ตาม, ประณีตก็ตาม, ยัง ทูเร วา สันติเก วา, อยู่ไกลก็ตาม, อยู่ใกล้ก็ตาม, ตะเทกัชฌัง อะภิสัญญูหิต๎วา อะภิสังขิปิต๎วา, อะยัง วุจจะติ รูปักขันโธ. สรุปเรียกรวมกันว่ารูปขันธ์แลฯ ๑ อภิ.วิ. ขันธวิภังค์สุตตันตภาชนีย์๓๕/๑-๒ คัมภีร์วิภังค์ เริ่มจาก “ขันธวิภังค์” จนถึง “ธรรมหทัยวิภังค์” ใน แต่ละวิภังค์ มีการแยกแยะรายละเอียด ด�ำเนินไปอย่างมีระเบียบจบเป็นเรื่องๆ ไป
พระอภิธรรม 145 ๓.พระธาตุกถา๑ ว่าด้วยเรื่องการสงเคราะห์ธรรม สังคะโห อะสังคะโห,๒ อะไรคือการสงเคราะห์และการไม่สงเคราะห์, สังคะหิเตนะ อะสังคะหิตัง, ธรรมที่เข้ากับอย่างหนึ่งได้แล้ว แต่เข้ากับอย่างอื่นไม่ได้, อะสังคะหิเตนะ สังคะหิตัง, ธรรมที่เข้ากับอย่างหนึ่งไม่ได้แต่เข้ากับอย่างอื่นได้, สังคะหิเตนะ สังคะหิตัง, ธรรมที่เข้ากับอย่างหนึ่งได้แล้ว ยังเข้ากับอย่างอื่นได้ด้วย, อะสังคะหิเตนะ อะสังคะหิตัง, ธรรมที่เข้ากับอย่างหนึ่งไม่ได้ทั้งยังเข้ากับอย่างอื่นไม่ได้ด้วย, สัมปะโยโค วิปปะโยโค,๓ อะไรคือการประกอบได้และการประกอบไม่ได้ สัมปะยุตเตนะ วิปปะยุตตัง, ธรรมที่ประกอบกับอย่างหนึ่งได้แล้ว แต่ประกอบกับอย่างอื่นไม่ได้, วิปปะยุตเตนะ สัมปะยุตตัง, ธรรมที่ประกอบกับอย่างหนึ่งไม่ได้แต่ประกอบกับอย่างอื่นได้ อะสังคะหิตัง. จัดเป็นสิ่งที่สงเคราะห์ไม่ได้แล ฯ๑ อภิ.ธา.ธาตุกถาปาลิอุทเทส นยมาติกา ๓๖/๖ ๒-๓ มีข้อน่าสังเกตเกี่ยวกับการใช้ถ้อยค�ำ คือ บรรทัดที่ ๑ ถึง ๕ ว่าด้วย “สงเคราะห์” คือเข้ากันได้หรือไม่ได้บรรทัดที่ ๖ ถึง ๑๐ ว่าด้วย “สัมปโยค” คือประกอบกันได้หรือประกอบกันไม่ได้ความต่างกันของค�ำว่าสงเคราะห์และสัมปโยค คือ สงเคราะห์หมายถึง ธรรมที่เป็นประเภทเดียวกัน ส่วนสัมปโยค หมายถึง เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน มีที่ตั้งเป็น อันเดียวกัน มีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน ตัวอย่างบรรทัดที่ ๒ เช่น กองรูป เข้ากันได้กับรูปขันธ์(ดูเชิงอรรถเรื่องขันธ์๕ หน้า ๒๔ ประกอบ), อายตนะ ๑๑ (เว้นมนายตนะ), เข้ากันไม่ได้กับนามขันธ์๔ และมนายตนะ, เข้ากันได้กับธาตุ ๑๑ (เว้นมโนธาตุ กับวิญญาณธาตุทั้ง ๖) (ดูเชิงอรรถ เรื่องอายตนะ ๑๒ และธาตุ๑๘ หน้า ๑๔๘ ประกอบ) ตัวอย่างบรรทัดที่ ๗ เช่น รูปขันธ์ที่ประกอบกับขันธ์อายตนะ ธาตุใดๆ ไม่มี(ไม่เกิดพร้อมกับอะไร) ไม่ประกอบกับ นามขันธ์๔, ไม่ประกอบกับมนายตนะ, ไม่ประกอบกับวิญญาณธาตุทั้ง ๗ เป็นต้น
146 พุทธมนต์ ๔.พระปุคคลบัญญัติ๑ ว่าด้วยที่ตั้งของบุคคล ฉะปัญญัตติโย, บัญญัติ๖ ประการ, อันบัณฑิตผู้รู้พึงบัญญัติขึ้น คือ, ขันธะปัญญัตติ, การบัญญัติธรรมที่เป็นหมวดหมู่กันเรียกว่าขันธ์มี๕, อายะตะนะปัญญัตติ, การบัญญัติธรรมอันเป็นเครื่องติดต่อกับโลก, เรียกว่า อายตนะ มี๑๒,๒ ธาตุปัญญัตติ, การบัญญัติธรรมที่ทรงอยู่เรียกว่าธาตุมี๑๘,๓ สัจจะปัญญัตติ, การบัญญัติธรรมที่เป็นของจริงเรียกว่าอริยสัจ มี๔, อินท๎ริยะปัญญัตติ, การบัญญัติธรรมที่เป็นใหญ่เรียกว่าอินทรีย์มี๒๒,๔ ปุคคะละปัญญัตติ, การบัญญัติจ�ำพวกบุคคลทั้งหลาย กิตตาวะตา ปุคคะลานัง ปุคคะละปัญญัตติ, ปุคคละบัญญัติของบุคคลเป็นอย่างไรเล่า ? สะมะยะวิมุตโต ผู้พ้นในกาลบางคราว คือพระอริยบุคคล ๓ เบื้องต้น และผู้ได้สมาบัติ๘,๕ อะสะมะยะวิมุตโต, ผู้พ้นอย่างเด็ดขาด คือพระอรหันต์ผู้ได้สุกขวิปัสสก, กุปปะธัมโม ผู้มีธรรมที่ก�ำเริบได้คือผู้ได้โลกียสมาบัติ, ๖ อะกุปปะธัมโม, ผู้มีธรรมที่ก�ำเริบไม่ได้คือผู้ได้โลกุตรสมาบัติ, ๗ ปะริหานะธัมโม ผู้มีธรรมที่เสื่อมได้คือผู้ได้โลกียสมาบัติ, อะปะริหานะธัมโม, ผู้มีธรรมที่เสื่อมไม่ได้คือผู้ได้โลกุตรสมาบัติ, เจตะนาภัพโพ ผู้มีธรรมที่ควรแก่เจตนา คือผู้ที่ตั้งใจเจริญสมาบัติอยู่, อะนุรักขะนาภัพโพ, ผู้มีธรรมที่ควรแก่การรักษา คือผู้ตามรักษาสมาบัติ ที่ได้แล้ว, ปุถุชชะโน ผู้เป็นปุถุชน คือ ปุถุชน ๔ จ�ำพวก ได้แก่ ทุคติบุคคล สุคติบุคคล ทวิเหตุกบุคคล และติเหตุกปุถุชนบุคคล,๘
พระอภิธรรม 147 โคต๎ระภู, ผู้มีโคตรภูญาณ คือ ผู้ที่ท�ำลายโคตรปุถุชนรับเอา พระนิพพานเป็นอารมณ์อยู่ในโสดาปัตติมรรควิถี, ภะยูปะระโต ผู้เว้นชั่วเพราะกลัวคือกัลยาณปุถุชนและพระเสขบุคคล ๗ จ�ำพวกที่กลัวต่อภัยในทุคติ๑ ภัยในวัฏฏะ ๑ ภัย ที่เกิดจากกิเลส ๑ และภัยที่ถูกติเตียน ๑, อะภะยูปะระโต, ผู้เว้นชั่วไม่ใช่เพราะกลัว คือพระขีณาสพ, ภัพพาคะมะโน, ผู้ควรแก่มรรคผลนิพพาน คือ บุคคลผู้ไม่มีอนันตริย- กรรม ไม่มีนิยตมิจฉาทิฐิ๙ และไม่มีวิบากขันธ์ที่เป็น ทุคติสุคติหรือทวิเหตุกะมาเป็นเหตุขัดขวาง, อะภัพพาคะมะโน, ผู้ไม่ควรแก่มรรคผลนิพพาน คือผู้ท�ำอนันตริยกรรม เป็นนิยตมิจฉาทิฐิและเกิดมาด้วยทวิเหตุกะ, นิยะโต ผู้เที่ยงแท้คือผู้ท�ำอนันตริยกรรม และมีมิจฉาทิฐิที่ เที่ยงต่ออบาย และพระอรหันต์ที่เที่ยงต่อการดับทุกข์, อะนิยะโต, ผู้ไม่เที่ยงแท้คือผู้มิได้ท�ำอนันตริยกรรม ไม่เป็น มิจฉาทิฐิและไม่ได้เป็นพระอรหันต์, ปะฏิปันนะโก, ผู้ปฏิบัติอริยมรรค, ผะเลฏฐิโต, ผู้ตั้งอยู่ในอริยผล, อะระหา, ผู้เป็นพระอรหันต์ อะระหัตตายะ ปะฏิปันโน. ผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์แล ฯ หมายเหตุ: ดูเชิงอรรถหน้าต่อไป
148 พุทธมนต์ ๑ อภิ.ปุ.ปุคคลปญฺญตฺติปาลิมาติกา ๓๖/๑๐๕ ๒ อายตนะ ๑๒ หมายถึง ที่ต่อ ที่บรรจบ ที่ประชุมกัน ท�ำให้เกิดการรับรู้ได้แก่ อายตนะภายใน ๖ คือ (๑)จักขายตนะ คือจักขุปสาท(เขียนทับศัพย์ภาษาบาลีหากเขียนแบบไทยคือ จักษุประสาท เป็นต้น) (๒)โสตายตนะ คือโสตปสาท (๓) ฆานายตนะ คือฆานปสาท (๔)ชิวหายตนะ คือชิวหาปสาท (๕)กายายตนะ คือกายปสาท (๖)มนายตนะ คือใจ ติดต่อกับอายตนะภายนอก ๖ คือ (๑)รูปายตนะ คือรูปหรือสีต่างๆ (๒)สัททายตนะ คือคลื่นเสียง (๓)คันธายตนะ คือกลิ่น (๔)รสายตนะ คือรส (๕)โผฏฐัพพายตนะ คือความเย็นร้อน อ่อนแข็ง หย่อนตึง ที่กายประสาทสัมผัสได้ (๖)ธัมมายตนะ คือธรรมารมณ์เรื่องราวที่เป็นนามธรรมต่างๆ ที่ใจรับรู้ได้ ๓ ธาตุ ๑๘ คือสิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เอง ตามที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นไปตามธรรมนิยามคือกฎแห่งธรรมดา ไม่มีผู้สร้างผู้บันดาล และมีรูป ลักษณะ กิจ อาการเป็นแบบจ�ำเพาะตัว อันพึงก�ำหนดเอาเป็นหลักได้แต่ละอย่างๆ ได้แก่ ๑.จักขุธาตุธาตุคือจักขุปสาท ๒.รูปธาตุธาตุคือรูปารมณ์ ๓.จักขุวิญญาณธาตุธาตุคือจักขุวิญญาณ ๔.โสตธาตุ ธาตุคือโสตปสาท ๕.สัททธาตุธาตุคือสัททารมณ์๖.โสตวิญญาณธาตุธาตุคือโสตวิญญาณ ๗.ฆานธาตุธาตุคือฆาน ปสาท ๘.คันธธาตุธาตุคือคันธารมณ์๙.ฆานวิญญาณธาตุธาตุคือฆานวิญญาณ ๑๐.ชิวหาธาตุธาตุคือชิวหาปสาท ๑๑.รสธาตุธาตุคือรสารมณ์๑๒.ชิวหาวิญญาณธาตุธาตุคือชิวหาวิญญาณ ๑๓.กายธาตุธาตุคือกายปสาท ๑๔. โผฏฐัพพธาตุธาตุคือโผฏฐัพพารมณ์๑๕.กายวิญญาณธาตุธาตุคือกายวิญญาณ ๑๖.มโนธาตุ ธาตุคือมโน หรือใจ ๑๗.ธรรมธาตุ ธาตุคือธรรมารมณ์๑๘.มโนวิญญาณธาตุ ธาตุคือมโนวิญญาณ ๔ อินทรีย์คือสิ่งที่เป็นใหญ่ในการท�ำกิจของตน คือ ท�ำให้ธรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นไปตามตน ในกิจนั้นๆ ในขณะที่เป็น ไปอยู่นั้น มี๒๒ คือ หมวดที่ ๑ (๑.จักขุนทรีย์คือ จักขุปสาท ๒.โสตินทรีย์ คือ โสตปสาท ๓.อินทรีย์คือ ฆานปสาท ๔.ชิวหินทรีย์คือ ชิวหาปสาท ๕.กายินทรีย์อินทรีย์คือ กายปสาท ๖.มนินทรีย์คือ ใจหรือจิต) หมวดที่ ๒ (๗. อิตถินทรีย์คือ ภาวะของหญิง ๘.ปุริสินทรีย์คือ ภาวะของชาย ๙.ชีวิตินทรีย์อินทรีย์คือ ชีวิต) หมวดที่ ๓ (๑๐. สุขินทรีย์คือ สุขกาย ๑๑.ทุกขินทรีย์คือ ทุกขกาย ๑๒.โสมนัสสินทรีย์คือ สุขใจ ๑๓.โทมนัสสินทรีย์ คือ ทุกข์ใจ ๑๔.อุเปกขินทรีย์คือ ความไม่สุขไม่ทุกข์) หมวดที่ ๔ (๑๕.สัทธินทรีย์คือ ศรัทธา ๑๖.วิริยินทรีย์คือ ความเพียร ๑๗.สตินทรีย์คือสติ ๑๘.สมาธินทรีย์คือสมาธิ ได้แก่ เอกัคคตาคือใจตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว ๑๙. ปัญญินทรีย์คือ ปัญญา) หมวดที่ ๕ (๒๐. อนัญญตัญญัสสามิตินทรีย์อินทรีย์แห่งผู้ปฏิบัติด้วยมุ่งว่าเราจักรู้สัจธรรม ที่ยังมิได้รู้ได้แก่ โสตาปัตติมัคคญาณ ๒๑. อัญญินทรีย์อินทรีย์คือ อัญญา หรือปัญญาอันรู้ทั่วถึง ได้แก่ ญาณ ๖ ในท่าม กลางคือ โสตาปัตติผลญาณ ถึงอรหัตมัคคญาณ ๒๒. อัญญาตาวินทรีย์อินทรีย์แห่งท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้ว กล่าวคือ ปัญญาของพระอรหันต์ได้แก่อรหัตผลญาณ) ๕ สมาบัติ๘ (คุณวิเศษอันบุคคลเข้าถึง หรือ ธรรมวิเศษที่ควรเข้าถึง, การบรรลุขั้นสูง - attainment) ได้แก่ ฌาน ๘ คือ รูปฌาน ๔ และ อรูปฌาน ๔ ๖-๗ โลกียสมาบัติได้แก่ปุถุชนผู้ได้ฌาน ๘ ฌานอาจเสื่อมได้, โลกุตรสมาบัติคือพระอริยบุคคลผู้ได้ฌาน ๘ ๘ ทุคติบุคคล คือบุคคลผู้เป็นพาลปุถุชน,สุคติบุคคล คือบุคคลผู้เป็นกัลยาณชน, ทวิเหตุกบุคคล คือบุคคลผู้เกิดมาพร้อม กับเหตุ๒ คืออโลภเหตุอโทสเหตุขาดอโมหเหตุคือปัญญา, ติเหตุกบุคคล คือบุคคลผู้เกิดมาพร้อมกับเหตุ๓ ๙ นิยตมิจฉาทิฐิ= นิยต (เที่ยง, แน่นอน, ดิ่งลง) + มิจฉา (ผิด) + ทิฐิ(ความเห็น) ความเห็นผิดที่ดิ่ง หมายถึงความเห็น ผิดที่มีโทษมาก แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ เป็นเครื่องกั้นทั้งสวรรค์ และมรรคผลนิพพาน เป็นตอของ วัฏฏะ คือไม่สามารถออกจากสังสารวัฏได้มี๓ ประเภท คือ ๑.อกิริยทิฐิความเห็นว่าไม่เป็นอันท�ำ เช่น ท�ำชั่ว หากไม่มีคนรู้คนเห็น ไม่มีคนชม ไม่มีคนลงโทษ ก็ชื่อว่า ไม่เป็นอันท�ำ ๒.อเหตุกทิฐิความเห็นว่าไม่มีเหตุทุกอย่างเกิดขึ้นลอยๆ ๓.นัตถิกทิฐิความเห็นว่าไม่มีคือถืออะไรเป็นหลักไม่ได้เช่น มารดาบิดาไม่มีเป็นต้น
พระอภิธรรม 149 ๕.พระกถาวัตถุ๑ ว่าด้วยความจริงแท้ ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ, เราย่อมได้“บุคคล” โดยอรรถอันประจักษ์(สัจฉิกัตถะ) และอรรถอย่างยิ่ง (ปรมัตถะ) หรือ ? อามันตา, ถูกแล้ว (โปรดทราบว่าเป็นค�ำตอบของผู้เห็นผิด) โย สัจฉิกัตโถ ปะระมัตโถ, ตะโต โส ปุคคะโล อุปะลัพภะติ, สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ, เราย่อมได้อรรถอันประจักษ์และอรรถอย่างยิ่งจากหลักการที่ว่า “เราย่อม ได้บุคคลโดยอรรถอันประจักษ์และอรรถอย่างยิ่ง” หรือ ? นะ เหวัง วัตตัพเพ, ท่านไม่ควรกล่าวอย่างนั้น, อาชานาหิ นิคคะหัง หัญจิ ปุคคะโล อุปะลัพภะติ, สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนะ เตนะ วะตะ เร วัตตัพเพ, โย สัจฉิกัตโถ ปะระมัตโถ ตะโต โส ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ มิจฉา. ท่านจงรู้ความผิดเถิด ถ้าเราย่อมได้บุคคลโดยอรรถอันประจักษ์และอรรถ อย่างยิ่งก็ควรกล่าวได้ว่าเราย่อมได้อรรถอันประจักษ์และอรรถอย่างยิ่งจาก หลักการนั้นได้เนื่องจากท่านรับหลักการเฉพาะข้อแรก ปฏิเสธหลักการข้อ หลัง ค�ำกล่าวของท่านจึงผิด ถ้าไม่รับหลักการข้อแรก ก็ต้องไม่รับหลักการ ข้อหลังด้วย ถ้ารับหลักการข้อแรกก็ต้องรับหลักการข้อหลังด้วย เรื่องรับหลัก การข้อแรก แต่ไม่รับหลักการข้อหลัง ค�ำกล่าวของท่านจึงผิด ฯ ๑ อภิ.ก. ๓๗/๑ ค�ำว่ากถาวัตถุเป็นส�ำนวนพระอภิธรรม หมายเอา ค�ำถาม-ค�ำตอบ ในระหว่างผู้ถามและผู้ตอบ
150 พุทธมนต์ ๖.พระยมก๑ ว่าด้วยธรรมที่เป็นคู่ เย เกจิ กุสะลา ธัมมา, ธรรมบางเหล่าเป็นกุศล สัพเพ เต กุสะละมูลา, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีกุศลคืออโลภะ อโทสะ อโมหะเป็นต้นเหตุ, เย วา ปะนะ กุสะละมูลา, อีกอย่างหนึ่งธรรมเหล่าใด มีกุศลเป็นต้นเหตุ, สัพเพ เต ธัมมา กุสะลา, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดก็เป็นกุศล, เย เกจิ กุสะลา ธัมมา, ธรรมบางเหล่าเป็นกุศล, สัพเพ เต กุสะละมูเลนะ เอกะมูลา, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีเหตุอันเดียวกับธรรมที่มีกุศลเป็นต้นเหตุ, เย วา ปะนะ กุสะละมูเลนะ เอกะมูลา, อีกอย่างหนึ่งธรรมเหล่าใดมีเหตุอันเดียวกับธรรมที่มีกุศลเป็นต้นเหตุ, สัพเพ เต ธัมมา กุสะลา. ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลแลฯ * อภิ.ย. มูลวารอุเทส ๓๘/๑
พระอภิธรรม 151 ๗.พระมหาปัฏฐาน๑ ว่าด้วยที่ตั้งใหญ่ เหตุปัจจะโย, ปัจจัย หรือเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ, อารัมมะณะปัจจะโย, ปัจจัยที่เป็นอารมณ์, อะธิปะติปัจจะโย, ปัจจัยที่เป็นใหญ่, อะนันตะระปัจจะโย, ปัจจัยที่ไม่มีอะไรคั่นในระหว่าง, สะมะนันตะระปัจจะโย, ปัจจัยที่เป็นของกระชั้นชิด, สะหะชาตะปัจจะโย, ปัจจัยที่เกิดพร้อมกัน, อัญญะมัญญะปัจจะโย, ปัจจัยที่อิงอาศัยกันและกัน, นิสสะยะปัจจะโย, ปัจจัยที่เป็นที่อาศัยโดยตรง, อุปะนิสสะยะปัจจะโย, ปัจจัยที่เป็นที่อาศัยโดยสืบต่อกันมา, ปุเรชาตะปัจจะโย, ปัจจัยที่เป็นของเกิดก่อน ปัจฉาชาตะปัจจะโย, ปัจจัยที่เป็นของเกิดทีหลัง, อาเสวะนะปัจจะโย, ปัจจัยโดยการเสพคุ้น, กัมมะปัจจะโย, ปัจจัยที่เป็นกรรม คือการกระท�ำ, วิปากะปัจจะโย, ปัจจัยที่เป็นผลของกรรม, อาหาระปัจจะโย, ปัจจัยที่เป็นอาหาร, อินท๎ริยะปัจจะโย, ปัจจัยที่เป็นอินทรีย์, ฌานะปัจจะโย, ปัจจัยที่เป็นฌาน คือ สมาธิที่แน่วแน่, มัคคะปัจจะโย, ปัจจัยที่เป็นมรรค คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์, สัมปะยุตตะปัจจะโย, ปัจจัยที่เป็นของประกอบกัน คือเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน, วิปปะยุตตะปัจจะโย, ปัจจัยที่เป็นของไม่ประกอบกัน, อัตถิปัจจะโย, ปัจจัยที่เป็นของมีอยู่, นัตถิปัจจะโย, ปัจจัยที่เป็นของไม่มี,
152 พุทธมนต์ วิคะตะปัจจะโย, ปัจจัยที่พ้นไป หมดไป, อะวิคะตะปัจจะโย. ปัจจัยที่ไม่พ้นไป ไม่หมดไปแล ฯ ๑ อภิ.ป. มาติกานิกเขปวาร ปัจจยุทเทส ๔๐/๑ ค�ำว่าปัจจัยแปลว่า เหตุที่ให้ผลเป็นไป, เหตุ, เครื่องหนุนให้เกิด มี๒๔ ประการคือ ๑.เหตุปัจจะโย = โลภเหตุโทสเหตุโมหเหตุอโลภเหตุอโทสเหตุอโมหเหตุ ๒.อารัมมะณะปัจจะโย = อารมณ์คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรม เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณธาตุเป็นต้น ๓.อะธิปะติปัจจะโย ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นใหญ่ในรูปธรรม นามธรรม ๔.อะนันตะระปัจจะโย ได้แก่ธรรมที่เป็นกุศลก่อนๆ ย่อมเป็นปัจจัยให้ธรรมที่เป็นกุศลหลังๆ อกุศล และวิบากก็เช่นกัน ๕.สะมะนันตะระปัจจะโย เช่นเดียวกับอนันตรปัจจัย ต่างกันโดยไม่มีกาละคั่นเท่านั้น ๖.สะหะชาตะปัจจะโย เช่น เวทนา สัญญา สังขาร เป็นปัจจัยของกันและกัน, นามและรูป เป็นปัจจัยของกันและกัน ๗.อัญญะมัญญะปัจจะโย เช่น นามขันธ์๔ อิงอาศัยกันและกัน, มหาภูตรูป ๔ ก็อิงอาศัยกันเกิดขึ้น ๘.นิสสะยะปัจจะโย เช่นเดียวกับข้อ ๗ แต่ในฐานะเป็นเครื่องสนับสนุนเป็นที่อาศัย ๙.อุปะนิสสะยะปัจจะโย คล้ายกับข้อ ๔ แต่ในฐานะใกล้เป็นที่อาศัย ๑๐.ปุเรชาตะปัจจะโย เช่น ตา หูจมูก ลิ้น กาย เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณธาตุทาง ตา หูจมูก ลิ้น กาย ตามประเภทของตน ๑๑.ปัจฉาชาตะปัจจะโย ธรรมที่เป็นจิตเจตสิก ย่อมเป็นปัจจัยแห่งกายนี้ซึ่งเกิดก่อน ๑๒.อาเสวะนะปัจจะโย ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลก่อนๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นกุศลอกุศลหลังๆ เพราะการเสพคุ้น ๑๓.กัมมะปัจจะโย กรรมที่มีเจตนาเป็นกุศลและอกุศล ย่อมเป็นปัจจัยแห่งกัมมชรูป (รูปที่เกิดจากกรรม มี๑๘ คือธาตุดิน ธาตุน�้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม สีกลิ่น รส โอชา ชีวิตรูป จักขุปสาทรูป โสตปสาทรูป ฆานปสาทรูป ชิวหาปสาทรูป กายปสาทรูป หทยวัตถุรูป ปุริสภาวรูป ๑ อิตถีภาวรูป อากาสรูป) ๑๔.วิปากะปัจจะโย นามขันธ์๔ เป็นผลของกรรมย่อมเป็นปัจจัยของกันและกัน ๑๕.อาหาระปัจจะโย กพฬิงการาหาร เป็นปัจจัยแห่งรูป อาหารที่ไม่มีรูป ๓ เป็นปัจจัยแห่งนาม ๑๖.อินท๎ริยะปัจจะโย อินทรีย์๖ เป็นปัจจัยแห่งสัมปยุตธรรม และรูปที่สัมปยุตธรรมเป็นสมุฏฐาน ๑๗.ฌานะปัจจะโย องค์ฌานย่อมเป็นปัจจัยแห่งนามรูป ที่สัมปยุตด้วยฌาน และมีฌานเป็นสมุฏฐาน ๑๘.มัคคะปัจจะโย องค์มรรคย่อมเป็นปัจจัยแห่งนามรูป ที่สัมปยุตด้วยมรรค และมีมรรคเป็นสมุฏฐาน ๑๙.สัมปะยุตตะปัจจะโย นามขันธ์๔ เป็นสัมปยุตธรรม คือเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน ๒๐.วิปปะยุตตะปัจจะโย รูปเป็นปัจจัยแห่งนาม และนามก็เป็นปัจจัยแห่งรูป แต่เกิดดับไม่พร้อมกัน ๒๑.อัตถิปัจจะโย นามขันธ์๔ ,มหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัยของกันและกัน, จิต เจตสิก เป็นปัจจัยแห่งจิตตชรูป ๒๒.นัตถิปัจจะโย จิตเจตสิกที่ดับไปกระชั้นชิด เป็นปัจจัยแก่จิตเจตสิกที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ๒๓.วิคะตะปัจจะโย เช่นเดียวกับข้อ ๒๒ แต่ในฐานะที่พ้นไป หมดไป ๒๔.อะวิคะตะปัจจะโย มีค�ำอธิบายเหมือนอัตถิปัจจัย มหาปัฏฐาน เป็นคัมภีร์ใหญ่มีเนื้อหามากและส�ำคัญมาก จึงได้ชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า “มหาปกรณ์” แปลว่าต�ำราใหญ่ และถือว่ายากที่สุด กินเนื้อที่ในพระไตรปิฎกทั้งหมด ๖ เล่ม คือเล่มที่ ๔๐ ถึงเล่มที่ ๔๕ อันเป็นเล่มสุดท้าย ปราชญ์กล่าว ว่า “ถ้าผู้ใดเข้าใจมหาปัฏฐานดีแล้ว ก็เท่ากับเข้าใจอภิธรรมปิฎกทั้งหมด”
พระอภิธรรม 153 บังสุกุลตาย๑ ส�ำหรับพระใช้พิจารณาผ้าบังสุกุลงานศพ อะนิจจา วะตะ สังขารา, สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ, อุปปาทะวะยะธัมมิโน, มีการเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา, อุปัชชิต๎วา นิรุชฌันติ, ครั้นเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป, เตสัง วูปะสะโม สุโข. การเข้าไปสงบระงับสังขารเหล่านั้นเป็นความสุขฯ สัพเพ สัตตา มะรันติ จะ, สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงตายอยู่ด้วย, มะริงสุ จะ มะริสสะเร ตายแล้วด้วย, จักตายด้วย, ตะเถวาหัง มะริสสามิ, เราก็จักตายอย่างนั้นนั่นเทียว, นัตถิ เม เอตถะ สังสะโย. ความสงสัยในเรื่องตายนี้ไม่มีแก่เราเลย ฯ บังสุกุลเป็น๒ ใช้ในงานท�ำบุญสะเดาะเคราะห์ต่ออายุและท�ำบุญอัฐิ อะจิรัง วะตะยัง กาโย, ร่างกายนี้ อีกไม่นานหนอ, ปะฐะวิง อธิเสสสะติ, จักนอนทับแผ่นดิน, ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ, ครั้นปราศจากวิญญาณ, อันเขาทิ้งเสียแล้ว, นิรัตถังวะ กะลิงคะรัง. ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืน, หาประโยชน์มิได้ฯ ๑ ที.ม. ๑๐/๑๘๑ ๒ ขุ.ธ. ปูติคัตตติสสเถรวัตถุ๒๕/๒๐
154 พุทธมนต์ ธัมมสังคิณีมาติกา๑ นิยมใช้ในงานท�ำบุญหน้าศพ นิยมเรียกว่าสวดมาติกา ๑.กุสะลา ธัมมา, อะกุสะลา ธัมมา, อัพ๎ยากะตา ธัมมา. ธรรมที่เป็นกุศล, ธรรมที่เป็นอกุศล, ธรรมที่มิได้เป็นกุศลหรืออกุศล, ๒.สุขายะ เวทะนายะ สัมปะยุตตา ธัมมา, ทุกขายะ เวทะนายะ สัมปะยุตตา ธัมมา, อะทุกขะมะสุขายะ เวทะนายะ สัมปะยุตตา ธัมมา. ธรรมที่ประกอบด้วยสุขเวทนา, ธรรมที่ประกอบด้วยทุกขเวทนา, ธรรมที่ประกอบด้วยเวทนาที่มิใช่สุขและมิใช่ทุกข์, ๓.วิปากา ธัมมา, วิปากะธัมมะธัมมา, เนวะวิปากะนะวิปากะธัมมะธัมมา. ธรรมที่เป็นผล, ธรรมที่เป็นเหตุแห่งผล, ธรรมที่ไม่เป็นผลและไม่เป็นเหตุ แห่งผล, ๔.อุปาทินนุปาทานิยา ธัมมา, อะนุปาทินนุปาทานิยา ธัมมา, อะนุปาทินนานุปาทานิยา ธัมมา. ธรรมที่ถูกยึดถือและเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ, ธรรมที่ไม่ถูกยึดถือแต่เป็นที่ ตั้งแห่งความยึดถือ, ธรรมที่ไม่ถูกยึดถือและไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ, ๕.สังกิลิฏฐะสังกิเลสิกา ธัมมา, อะสังกิลิฏฐะสังกิเลสิกา ธัมมา, อะสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกา ธัมมา. ธรรมที่เศร้าหมองและเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง,ธรรมที่ไม่เศร้าหมองแต่ เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง, ธรรมที่ไม่เศร้าหมองและไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ เศร้าหมอง, ๖.สะวิตักกะสะวิจารา ธัมมา, อะวิตักกะวิจาระมัตตา ธัมมา, อะวิตักกาวิจารา ธัมมา. ธรรมที่มีความตรึกมีความตรอง, ธรรมที่ไม่มีความตรึก มีแต่เพียงความตรอง, ธรรมที่ไม่มีความตรึกไม่มีความตรอง ๑ อภิ.สงฺ. มาติกา ๓๔/๑ ๒ วิตก (ความตรึก) การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์, วิจาร (ความตรอง) การเคล้าคลึงอารมณ์ซึ่งเป็นเหตุแห่งความคิด
พระอภิธรรม 155 ๗. ปีติสะหะคะตา ธัมมา, สุขะสะหะคะตา ธัมมา, อุเปกขาสะหะคะตา ธัมมา. ธรรมที่ประกอบด้วยปีติ, ธรรมที่ประกอบด้วยสุข, ธรรมที่ประกอบด้วย อุเบกขา, ๘.ทัสสะเนนะ ปะหาตัพพา ธัมมา, ภาวะนายะ ปะหาตัพพา ธัมมา, เนวะทัสสะเนนะ นะภาวะนายะ ปะหาตัพพา ธัมมา. ธรรมที่พึงละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค, ธรรมที่พึงละได้ด้วยมรรคที่เหลือ, ธรรม ที่ละไม่ได้ด้วยทั้งโสดาปัตติมรรคและมรรคที่เหลือ, ๙.ทัสสะเนนะ ปะหาตัพพะเหตุกา ธัมมา, ภาวะนายะ ปะหาตัพพะเหตุกา ธัมมา, เนวะทัสสะเนนะ นะภาวะนายะ ปะหาตัพพะเหตุกา ธัมมา. ธรรมที่มีเหตุอันพึงละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค, ธรรมที่มีเหตุอันพึงละได้ด้วย มรรคที่เหลือ, ธรรมที่มีเหตุอันไม่พึงละได้ด้วยมรรคทั้งหมด, ๑๐.อาจะยะคามิโน ธัมมา, อะปะจะยะคามิโน ธัมมา, เนวาจะยะคามิโน นาปะจะยะคามิโน ธัมมา. ธรรมที่เป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิ, ธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน,ธรรมที่ไม่เป็น เหตุให้จุติปฏิสนธิและไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน, ๑๑.เสกขา ธัมมา, อะเสกขา ธัมมา, เนวะเสกขานาเสกขา ธัมมา. ธรรมที่เป็นของพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา,ธรรมที่เป็นของอรหัตผลบุคคล, ธรรมที่ไม่เป็นของบุคคลทั้งสองอย่างนั้น, ๑๒.ปะริตตา ธัมมา, มะหัคคะตา ธัมมา, อัปปะมาณา ธัมมา. ธรรมที่เป็นกามาพจร, ธรรมที่เป็นฌาน, ธรรมที่เป็นโลกุตระ, ๑๓.ปะริตตารัมมะณา ธัมมา, มะหัคคะตารัมมะณา ธัมมา, อัปปะมาณารัมมะณา ธัมมา. ธรรมที่มีกามาพจรเป็นอารมณ์, ธรรมที่มีองค์ฌานเป็นอารมณ์, ธรรมที่มี โลกุตรธรรมเป็นอารมณ์, ๑๔. หีนา ธัมมา, มัชฌิมา ธัมมา, ปะณีตา ธัมมา. ธรรมที่เลวคืออกุศลธรรม,ธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตที่ยังมีอาสวะ,ธรรม ที่เป็นโลกุตรธรรม,
156 พุทธมนต์ ๑๕.มิจฉัตตะนิยะตา ธัมมา, สัมมัตตะนิยะตา ธัมมา, อะนิยะตา ธัมมา. ธรรมที่เป็นอนันตริยกรรมและมิจฉาทิฐิที่ให้ผลแน่นอน, ธรรมที่เป็นอริยมรรค และให้ผลแน่นอน, ธรรมที่ไม่แน่นอน, ๑๖.มัคคารัมมะณา ธัมมา, มัคคะเหตุกา ธัมมา, มัคคาธิปะติโน ธัมมา. ธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์, ธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุ, ธรรมที่มีมรรคเป็นใหญ่, ๑๗.อุปปันนา ธัมมา, อะนุปปันนา ธัมมา, อุปปาทิโน ธัมมา. ธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว, ธรรมที่ยังไม่ได้เกิด, ธรรมที่จักเกิดขึ้น, ๑๘.อะตีตา ธัมมา, อะนาคะตา ธัมมา, ปัจจุปปันนา ธัมมา. ธรรมที่เป็นอดีต, ธรรมที่เป็นอนาคต, ธรรมที่เป็นปัจจุบัน, ๑๙.อะตีตารัมมะณา ธัมมา, อะนาคะตารัมมะณา ธัมมา, ปัจจุปปันนารัมมะณา ธัมมา. ธรรมที่มีอดีตเป็นอารมณ์, ธรรมที่มีอนาคตเป็นอารมณ์, ธรรมที่มีปัจจุบัน เป็นอารมณ์, ๒๐.อัชฌัตตา ธัมมา, พะหิทธา ธัมมา, อัชฌัตตะพะหิทธา ธัมมา. ธรรมที่เป็นภายใน,ธรรมที่เป็นภายนอก, ธรรมที่เป็นทั้งภายในและภายนอก, ๒๑.อัชฌัตตารัมมะณา ธัมมา, พะหิทธารัมมะณา ธัมมา, อัชฌัตตะพะหิทธารัมมะณา ธัมมา. ธรรมที่มีอารมณ์ภายใน, ธรรมที่มีอารมณ์ภายนอก, ธรรมที่มีอารมณ์ทั้ง ภายในและภายนอก, ๒๒.สะนิทัสสะนะสัปปะฏิฆา ธัมมา, อะนิทัสสะนะสัปปะฏิฆา ธัมมา, อะนิทัสสะนาปปะฏิฆา ธัมมา. ธรรมคือรูปารมณ์ที่เห็นได้และถูกต้องได้, ธรรมนอกจากรูปารมณ์ที่เห็นไม่ ได้แต่ถูกต้องได้, ธรรมที่เป็นนามธรรมทั้งเห็นไม่ได้และถูกต้องไม่ได้แล ฯ มาติกา หมายถึงหัวข้อหรือแม่บท ซึ่งยกมาเฉพาะหัวข้อธรรม ในงานบ�ำเพ็ญกุศลศพมักเรียกคู่กับบังสุกุล เป็น มาติกาบังสุกุล เพราะพระสงฆ์สวดมาติกาก่อนแล้วจึงบังสุกุล
พระอภิธรรม 157 พระสหัสสนัย๑ ว่าด้วยปฏิปทาแห่งการภาวนาทั้ง ๔ (กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพ๎ยากะตา ธัมมา) กะตะเม ธัมมา กุสะลา. ยัส๎มิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง ภาเวติ นิยยานิกัง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ ปะฐะมายะ ภูมิยา ปัตติยา วิวิจเจวะ กาเมหิ ปะฐะมัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ (๑) ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง.................. (๒) ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง.................. (๓) สุขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง..................... (๔) สุขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง.................... ตัส๎มิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ อิเม ธัมมา กุสะลา. กะตะเม ธัมมา กุสะลา. ยัส๎มิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง ภาเวติ นิยยานิกัง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ ปะฐะมายะ ภูมิยา ปัตติยา วิตักกะวิจารานัง วูปะสะมา ทุติยัง ฌานัง ตะติยัง ฌานัง จะตุตถัง ฌานัง ปะฐะมัง ฌานัง ปัญจะมัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ (๑) ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง...................... (๒) ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง...................... (๓) สุขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง......................... (๔) สุขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง........................ ตัส๎มิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ อิเม ธัมมา กุสะลา. (ก) สุญญะตัง (ข) อัปปะณิหิตัง (ค) ฉันทาธิปัตเตยยัง วิริยาธิปัตเตยยัง จิตตาธิปัตเตยยัง วิมังสาธิปัตเตยยัง, หมายเหตุ : ๑ สวดรอบ ๒ เพิ่ม ก. ๒ สวดรอบ ๓ เพิ่ม ข. ๓ สวดรอบ ๔ เพิ่ม ค.
158 พุทธมนต์ หมายเหตุ : สวดรอบแรก คือ สุทธิกปฏิปทา ไม่ต้องสวดในวงเล็บ รอบที่ ๒ คือ สุญญตปฏิปทา สวดเพิ่มเฉพาะข้อ (ก), รอบที่ ๓ คือ อัปปณิหิตปฏิปทา สวดเพิ่มเฉพาะข้อ (ข), รอบที่ ๔ คือ อธิปติ สวดเพิ่มเฉพาะข้อ (ค) ๑ อภิ.สํ. ธัมมสังคิณีปาลิ๓๔/๑ แปลไว้เฉพาะบทแรก เพราะบทอื่นแปลเหมือนกัน ส่วนค�ำที่เพิ่มพึงดูด้านล่าง ๒ ปฏิปทา ๔ คือ แนวปฏิบัติ, ทางด�ำเนิน, การปฏิบัติแบบที่เป็นทางด�ำเนินให้ถึงจุดหมาย คือความหลุดพ้นหรือความ สิ้นอาสวะ ๑. ทุกขา ปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิบัติล�ำบาก ทั้งรู้ได้ช้า เช่น ผู้ปฏิบัติที่มีราคะ โทสะ โมหะแรงกล้า ต้องเสวยทุกข์ โทมนัสเนื่องจากราคะโทสะโมหะนั้นอยู่เนืองๆ หรือเจริญกรรมฐานที่มีอารมณ์ไม่น่าชื่นใจเช่น อสุภะเป็นต้น อีกทั้งอินทรีย์ ก็อ่อนจึงบรรลุโลกุตรมรรคล่าช้า พระจักขุบาลอาจเป็นตัวอย่างในข้อนี้ได้ ๒. ทุกขา ปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิบัติล�ำบาก แต่รู้ได้เร็วเช่น ผู้ปฏิบัติที่มีราคะ โทสะ โมหะแรงกล้า ต้องเสวยทุกข์ โทมนัสเนื่องจากราคะโทสะโมหะนั้นอยู่เนืองๆ หรือเจริญกรรมฐานที่มีอารมณ์ไม่น่าชื่นใจเช่น อสุภะเป็นต้น แต่มีอินทรีย์ แก่กล้า จึงบรรลุโลกุตรมรรคเร็วไว บาลียกพระมหาโมคคัลลานะเป็นตัวอย่าง ๓. สุขา ปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิบัติสบาย แต่รู้ได้ช้า เช่น ผู้ปฏิบัติที่มีราคะ โทสะ โมหะไม่แรงกล้า ไม่ต้องเสวย ทุกข์โทมนัสเนื่องจากราคะ โทสะ โมหะ นั้น เนืองนิตย์หรือเจริญสมาธิได้ฌาน ๔ อันเป็นสุขประณีต แต่มีอินทรีย์อ่อนจึง บรรลุโลกุตรมรรคล่าช้า ๔. สุขา ปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิบัติสบาย ทั้งรู้ได้ไว เช่น ผู้ปฏิบัติที่มีราคะ โทสะ โมหะไม่แรงกล้า ไม่ต้องเสวย ทุกข์โทมนัสเนื่องจากราคะ โทสะ โมหะนั้นเนืองนิตย์หรือเจริญสมาธิได้ฌาน ๔ อันเป็นสุขประณีต อีกทั้งมีอินทรีย์แก่กล้า จึงบรรลุโลกุตรมรรคเร็วไว บาลียกพระสารีบุตรเป็นตัวอย่าง องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๑๖๑-๑๖๓/๒๐๐-๒๐๔; ๑๖๗-๑๖๘/๒๐๗-๒๐๙ (ก) สุญญตปฏิปทา หมายถึงปฏิปทาด�ำเนินไปสู่ความว่างจาก ราคะ โทสะ โมหะ, (ข)อัปปณิหิตปฏิปทาได้แก่ ปฏิปทาที่ด�ำเนินไปสู่ความไม่มีที่ตั้งคือกิเลส มีราคะเป็นต้น ทั้งสุญญตะและอัปปณิหิตะ เป็น ชื่อของนิพพาน (ขุ.ธ.อ.๔/๕๔) (ค) อธิปติหรืออธิบดีคือธรรมชาติที่เป็นใหญ่ได้แก่ฉันทาธิปติ ธรรมชาติที่เป็นใหญ่คือความพอใจวิริยาธิปติ ธรรมชาติ ที่เป็นใหญ่คือความเพียร จิตตาธิปติธรรมชาติที่เป็นใหญ่คือการใส่ใจ วิมังสาธิปติธรรมชาติที่เป็นใหญ่คือปัญญา พระสหัสสนัย แปล ธรรมอันเป็นกุศล เป็นไฉน? โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตระ อันเป็นเครื่องน�ำออกไปจากโลก น�ำไปสู่นิพพาน เพื่อละทิฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นผู้ปฏิบัติล�ำบาก ทั้ง รู้ได้ช้า, ปฏิบัติล�ำบาก แต่รู้ได้เร็ว, ปฏิบัติสบาย แต่รู้ได้ช้า, ปฏิบัติสบาย ทั้งรู้ได้เร็ว อยู่ในสมัยใด ผัสสะและ ความไม่ฟุ้งซ่านย่อมมีในสมัยนั้นฯ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมอันเป็นกุศลฯ ธรรมอันเป็นกุศล เป็นไฉน? โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตระ อันเป็นเครื่องน�ำออกไปจากโลก น�ำไปสู่นิพพาน เพื่อละทิฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น บรรลุทุติยฌาน อันเข้าไป สงบวิตกวิจาร สงัดจากอกุศลทั้งหลายแล้ว บรรลุตติยฌาน บรรลุจตุตถฌาน บรรลุปฐมฌาน บรรลุปัญจมฌาน เป็นผู้ปฏิบัติล�ำบาก ทั้งรู้ได้ช้า, ปฏิบัติล�ำบาก แต่รู้ได้เร็ว, ปฏิบัติสบาย แต่รู้ได้ช้า, ปฏิบัติสบาย ทั้งรู้ได้เร็ว อยู่ในสมัยใด ผัสสะและความไม่ฟุ้งซ่านย่อมมีในสมัยนั้นฯ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมอันเป็นกุศล.
พระอภิธรรม 159 วิปัสสะนาภูมิปาฐะ * ว่าด้วยอารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐาน ปัญจักขันธาฯ รูปักขันโธ เวทะนากขันโธ สัญญากขันโธ สังขารักขันโธ วิญญาณักขันโธ ฯ ท๎วาทะสายะตะนานิ ฯ จักข๎วายะตะนัง รูปายะตะนัง โสตายะตะนัง สัททายะตะนัง ฆานายะตะนัง คันธายะตะนัง ชิวหายะตะนัง ระสายะตะนัง กายายะตะนัง โผฏฐัพพายะตะนัง มะนายะตะนัง ธัมมายะตะนัง ฯ อัฏฐาระสะ ธาตุโยฯ จักขุธาตุ รูปะธาตุ จักขุวิญญาณะธาตุ โสตะธาตุ สัททะธาตุ โสตะวิญญาณะธาตุ ฆานะธาตุ คันธะธาตุ ฆานะวิญญาณะธาตุ ชิวหาธาตุ ระสะธาตุ ชิวหาวิญญาณะธาตุ กายะธาตุ โผฏฐัพพะธาตุ กายะวิญญาณะธาตุ มะโนธาตุ ธัมมะธาตุ มะโนวิญญาณะธาตุ ฯ พาวีสะตินท๎ริยานิฯ จักขุนท๎ริยัง โสตินท๎ริยัง ฆานินท๎ริยัง ชิวหินท๎ริยัง กายินท๎ริยัง มะนินท๎ริยัง อิตถินท๎ริยัง ปุริสินท๎ริยัง ชีวิตินท๎ริยัง สุขินท๎ริยัง ทุกขินท๎ริยัง โสมะนัสสินท๎ริยัง โทมะนัสสินท๎ริยัง อุเปกขินท๎ริยัง สัทธินท๎ริยัง วิริยินท๎ริยัง สะตินท๎ริยัง สะมาธินท๎ริยัง ปัญญินท๎ริยัง อะนัญญะตัญญัสสามีตินท๎ริยัง อัญญินท๎ริยัง อัญญาตาวินท๎ริยัง ฯ จัตตาริ อะริยะสัจจานิ ฯ ทุกขัง อะริยะสัจจัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจังฯ อะวิชชาปัจจะยา สังขารา สังขาระปัจจะยา วิญญาณัง วิญญาณะปัจจะยา นามะรูปัง นามะรูปะปัจจะยา สะฬายะตะนัง สะฬายะตะนะปัจจะยา ผัสโส ผัสสะปัจจะยา เวทะนา เวทะนาปัจจะยา ตัณหา ตัณหาปัจจะยา อุปาทานัง อุปาทานะปัจจะยา ภะโว ภะวะปัจจะยา ชาติ ชาติปัจจะยา ชะรา มะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา สัมภะวันติฯ เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ สะมุทะโย โหติ ฯ
160 พุทธมนต์ อะวิชชายะเต๎ววะ อะเสสะวิราคะนิโรธา สังขาระนิโรโธ สังขาระนิโรธา วิญญาณะนิโรโธ วิญญาณะนิโรธา นามะรูปะนิโรโธ นามะรูปะนิโรธา สะฬายะตะนะนิโรโธ สะฬายะตะนะนิโรธา ผัสสะนิโรโธ ผัสสะนิโรธา เวทะนานิโรโธ เวทะนานิโรธา ตัณหานิโรโธ ตัณหานิโรธา อุปาทานะนิโรโธ อุปาทานะนิโรธา ภะวะนิโรโธ ภะวะนิโรธา ชาตินิโรโธ ชาตินิโรธา ชะรามะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา นิรุชฌันติ ฯ เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ นิโรโธ โหติ ฯ วิปัสสะนาภูมิปาฐะ แปล ขันธ์๕ คือ รูปขันธ์เวทนาขันธ์สัญญาขันธ์สังขารขันธ์วิญญาณขันธ์ อายตนะ ๑๒ คือ อายตนะ คือ ตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับสิ่งที่ถูกต้องได้ ใจกับอารมณ์ของใจ ธาตุ๑๘ คือธาตุคือ ตา รูป วิญญาณทางตา, หู เสียง วิญญาณทางหู, จมูก กลิ่น วิญญาณทางจมูก, สิ้น รส วิญญาณทางลิ้น, กาย สิ่งที่ถูกต้องได้ วิญญาณทางกาย, ใจ อารมณ์ของใจ วิญญาณทางใจ อินทรีย์๒๒ คือ อินทรีย์คือ ตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ, ความเป็นหญิง ความเป็นชาย ชีวิต, สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส อุเบกขา, สัทธา วิริยะ สติ สมาธิปัญญา, อินทรีย์คืออัธยาศัยที่มุ่งบรรลุมรรคผล อินทรีย์ คือการตรัสรู้สัจธรรมด้วยมรรค อินทรีย์ของพระอรหันต์ผู้ตรัสรู้สัจธรรมแล้ว อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ปฏิจจสมุปบาทสายเกิด คือเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะ๖ เพราะอายตนะ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพระเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมี อุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส อุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนั้น ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ปฏิจจมุปบาทสายดับ คือ เพราะอวิชชาดับด้วยการคลายความก�ำหนัดยินดีโดยไม่เหลือ สังขารจึง ดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ อายตนะ ๖ จึงดับ เพราะอายตนะ๖ ดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหา ดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส อุปายาสจึงดับ ความดับกองทุกข์ทั้งปวงนั้น ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ * วิสุทธิ. หน้า ๗๔๑-๙๖๘
พระอภิธรรม 161 ปฏิจจสมุปบาท ว่าด้วยกระบวนการท�ำงานของธรรมชาติ กะตะโม จะ ภิกขะเว ภิกษุทั้งหลาย ปฏิจจสมุปบาท ปะฏิจจะสะมุปปาโท..., เป็นไฉน ? …อุปปาทา วา ตะถาคะตานัง พระตถาคตทั้งหลายจะเกิดขึ้นหรือไม่ อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง, ก็ตาม, ฐิตาวะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธาตุนั้น มีความตั้งอยู่เป็นธรรมดา ธัมมะนิยามะตา อิทัปปัจจะยะตา, มีความเป็นกฎตายตัวเป็นธรรมดา มีความ ที่มีสิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้ ก็ยังด�ำรงอยู่ อย่างนั้น, ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ ตถาคตย่อมตรัสรู้ทั่วถึงซึ่งธาตุนั้น, อะภิสะเมติ, อะภิสัมพุชฌิต๎วา อะภิสะเมต๎วา, ครั้นตรัสรู้ทั่วถึงอย่างยิ่งแล้ว, อาจิกขะติ เทเสติ, ย่อมตรัสบอก ย่อมแสดง, ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ, ย่อมบัญญัติย่อมตั้งขึ้นไว้, วิวะระติ วิภะชะติ, ย่อมเปิดเผย ย่อมจ�ำแนกแจกแจง, อุตตานีกะโรติ ปัสสะถาติ จาหะ๑ .., ย่อมกระท�ำให้ง่ายและท้าให้พิสูจน์, อิธะ ภิกขะเว อะริยะสาวะโก ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก๒ ใน ปะฏิจจะสมุปปาทัญเญวะ ธรรมวินัยนี้ย่อมกระท�ำไว้ในใจโดย สาธุกัง โยนิโสมะนะสิกะโรติ. แยบคายเป็นอย่างดีซึ่งปฏิจจสมุปบาท นั่นเทียว ว่า, อิมัส๎มิง สะติ อิทัง โหติ, เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี, อิมัสสุปปาทา อิทัง อุปปัชชะติ, เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, อิมัส๎มิง อะสะติ อิทัง นะ โหติ, เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี, อิมัสสะ นิโรธา อิทัง นิรุชฌะติ, เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้จึงดับไป, *ยะทิทัง :- ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ :-
162 พุทธมนต์ อะวิชชาปัจจะยา สังขารา, เพราะความไม่รู้เป็นปัจจัย จึงมีการปรุงแต่ง สังขาระปัจจะยา วิญญาณัง, เพราะการปรุงแต ่งเป็นปัจจัย จึงมีการ รู้แจ้งอารมณ์ วิญญาณะปัจจะยา นามะรูปัง, เพราะการรู้แจ้งอารมณ์เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป นามะรูปะปัจจะยา สะฬายะตะนัง, เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะ ๖ สะฬายะตะนะปัจจะยา ผัสโส, เพราะอายตนะ ๖ เป็นปัจจัยจึงมีการกระทบ ผัสสะปัจจะยา เวทะนา, เพราะการกระทบเป็นปัจจัย จึงมีการรู้สึก ในอารมณ์ เวทะนาปัจจะยา ตัณหา, เพราะมีการรู้สึกในอารมณ์เป็นปัจจัย จึงมี ความทะยานอยาก ตัณหาปัจจะยา อุปาทานัง, เพราะความทะยานอยากเป็นปัจจัย จึงมี ความยึดมั่น อุปาทานะปัจจะยา ภะโว, เพราะมีความยึดมั่นเป็นปัจจัย จึงมีภาวะ ชีวิต ภะวะปัจจะยา ชาติ, เพราะภาวะชีวิตเป็นปัจจัย จึงมีความเกิด ชาติปัจจะยา ชะรามะระณัง เพราะความเกิดเป็นปัจจัย จึงมีความเสื่อม โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุ- ความสลายไป ความเศร้าโศก ความร�่ำไร ปายาสา สัมภะวันติฯ ร�ำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ กองทุกข์ทั้งมวลนั่น ย่อมเกิดขึ้น ทุกขักขันธัสสะ สะมุทะโย โหติ. ด้วยประการฉะนี้. อะวิชชายะเต๎ววะ อะเสสะ- อนึ่ง เพราะความจางคลายดับไป วิราคะนิโรธา สังขาระนิโรโธ, โดยไม่เหลือแห่งความไม่รู้นั้นนั่นเทียว ความปรุงแต่งจึงดับ สังขาระนิโรธา วิญญาณะนิโรโธ, เพราะความปรุงแต่งดับ การรู้แจ้งอารมณ์จึงดับ
พระอภิธรรม 163 วิญญาณะนิโรธา นามะรูปะนิโรโธ, เพราะการรู้แจ้งอารมณ์ดับ นามรูปจึงดับ นามะรูปะนิโรธา สะฬายะตะนะนิโรโธ, เพราะนามรูปดับ อายตนะ ๖ จึงดับ สะฬายะตะนะนิโรธา ผัสสะนิโรโธ, เพราะอายตนะ ๖ ดับ การกระทบจึงดับ ผัสสะนิโรธา เวทะนานิโรโธ, เพราะการกระทบดับ การรู้สึกในอารมณ์จึงดับ เวทะนานิโรธา ตัณหานิโรโธ, เพราะการรู้สึกในอารมณ์ดับ ความทะยาน อยากจึงดับ ตัณหานิโรธา อุปาทานะนิโรโธ, เพราะความทะยานอยากดับ ความยึดมั่น จึงดับ อุปาทานะนิโรธา ภะวะนิโรโธ, เพราะความยึดมั่นดับ ภาวะชีวิตจึงดับ ภะวะนิโรธา ชาตินิโรโธ, เพราะภาวะชีวิตดับ ความเกิดจึงดับ ชาตินิโรธา ชะรามะระณัง เพราะความเกิดดับ ความเสื่อม ความโสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุ- สลายไป ความเศร้าโศก ความร�่ำไรร�ำพัน ปายาสา นิรุชฌันติ. ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจจึงดับ เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ กองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับไป ทุกขักขันธัสสะ นิโรโธ โหติ.๓ ด้วยประการฉะนี้ฯ อิติ โข ภิกขะเว ยา ตัต๎ระ, ภิกษุทั้งหลายในกระบวนการนั้น ตะถะตา, ความเป็นเช่นนั้น อะวิตถะตา, ความไม่คลาดเคลื่อน อะนัญญะถะตา, ความไม่เป็นอย่างอื่น อิทัปปัจจะยะตา, ความที่มีสิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้ อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว, ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า ปะฏิจจะสะมุปปาโท.๔ ปฏิจจสมุปบาท...แล ฯ
164 พุทธมนต์ ๑,๔ สํ.นิ.ปัจจัยสูตร ๑๖/๓๐/๖๑๒ ค�ำว่าอริยสาวกในที่นี้หมายถึงพระโสดาบัน๓ นิทาน.สํ. ๑๖/๘๕/๑๕๙ ปฏิจจสมุปบาท มีองค์หรือหัวข้อ ๑๒ (การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลาย เพราะอาศัยกัน, ธรรมที่อาศัยกันเกิด ขึ้นพร้อม, การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกัน จึงเกิดมีขึ้น —the Dependent Origination; conditioned arising) ๑.อวิชชา (ignorance) ความไม่รู้คือไม่รู้ในอริยสัจ ๔ หรือตามนัยอภิธรรม ว่าอวิชชา ๘ คือไม่รู้ในอริยสัจ ๔ ไม่รู้ ขันธ์อายตนะ ธาตุที่เป็น อดีต อนาคต ทั้งอดีตและอนาคต และไม่รู้ในปฏิจจสมุปบาท ๒.สังขาร (Kamma-formations) สภาพที่ปรุงแต่ง ได้แก่ สังขาร ๓ คือสภาพที่ปรุงแต่ง กาย วาจา ใจ หรือ อภิสังขาร ๓ ได้แก่สภาพที่ปรุงแต่งกุศลรวมถึงรูปฌาน, อกุศล, และอรูปฌาน ๓.วิญญาณ (consciousness) ความรู้แจ้งอารมณ์ได้แก่วิญญาณ ๖ คือความรู้อารมณ์ทางตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ ๔.นามรูป นามและรูป (mind and matter) ได้แก่ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ หรือตามนัยอภิธรรมว่า นามขันธ์๓ (เวทนา สัญญา สังขาร) + รูปขันธ์คือ มหาภูต ๔ (ดิน น�้ำ ลม ไฟ) ; อุปาทายรูป ๒๔ ได้แก่ปสาทรูป ๕ คือตา หูจมูก ลิ้น กาย, วิสยรูป ๕ คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส, ภาวรูป ๒ คือความเป็นหญิง เป็นชาย, หทยรูป ๑, ชีวิตรูป ๑, อาหารรูป ๑ คือ กวฬิงการาหาร, ปริจเฉทรูป ๑ คือ อากาสธาตุ, วิญญัติรูป ๒ คือ ความเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วย กายและวาจา,วิการรูป ๕ คือความเบา ความอ่อน ความควรแก่การงาน(และวิญญัติรูป ๒ ด้วย)และลักขณรูป ๔ คือความ ก่อตัว(อุปัจจยะ) ความสืบต่อ(สันตติ) ความทรุดโทรม(ชรตา) ความแตกสลายของรูป(อนิจจตา) ๕.สฬายตนะ (six sense-bases) อายตนะ ๖ ได้แก่อายตนะภายใน ๖ คือตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ ๖.ผัสสะ (contact) ความกระทบ, ความประจวบ ได้แก่สัมผัส ๖ การกระทบทางอายตนะ ๖ ๗.เวทนา (feeling) ความเสวยอารมณ์ความรู้สึกในอารมณ์ได้แก่ เวทนา ๖ ความรู้สึกในอารมณ์ทางอายตนะ ๖ ๘.ตัณหา (craving) ความทะยานอยาก ได้แก่ ตัณหา ๖ คือ ความทะยานอยากในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทาง กาย และในธัมมารมณ์) ๙.อุปาทาน (clinging; attachment) ความยึดมั่น ได้แก่อุปาทาน ๔ คือยึดมั่นในกาม ทิฐิศีลพรต และอัตตวาทะ ๑๐.ภพ (becoming) ภาวะชีวิต ได้แก่ ภพ ๓ คือกามภพ รูปภพ อรูปภพ อีกนัยหนึ่งว่า ได้แก่ กรรมภพ (ภพคือ กรรม ตรงกับอภิสังขาร ๓) กับอุปปัตติภพ ภพคือที่อุบัติตรงกับภพ ๓ ๑๑.ชาติ(birth) ความเกิด ได้แก่ ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย การได้อายตนะ ๑๒.ชรามรณะ (decay and death) ความแก่และความตาย ได้แก่ ชรา (ความเสื่อมอายุ, ความหง่อมอินทรีย์) กับ มรณะ (ความสลายแห่งขันธ์, ความขาดชีวิตินทรีย์) ผล เหตุ ผล หเตุวบิาก กเิลส กรรม วิบาก ก ล ิเส ก รรม ภพ ชาติ รช มา ะ ณร อวช ิ ชา สงั ขาร ชาติ ชรามรณะ อวชิชา สง ั ขาร วิ ญญาณ นามรูป สฬายตนะัสผ ะส นทวเ า ตั ณหา อปุาทาน ภพ สนธิ สนธิ นส ธิ นามรปูเวทนา อปุ าทาน วญิ ญาณ ผสัสะ ตณัหา สฬายตนะ อนาคต อดีต ปจจุบัน อ้างอิงจาก : พระพรหมคุณาภรณ์, (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ๒๕๔๒, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
อนุโมทนาบุญ 165 “ผู้ใดสาดน�้ำล้างภาชนะ หรือน�้ำล้างขันไปที่สัตว์ซึ่งอาศัยอยู่ ที่บ่อน�้ำคร�ำหรือที่บ่อโสโครกข้างประตูบ้าน ด้วยตั้งใจว่า สัตว์ที่อาศัยอยู่ในที่นั้นจงยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยสิ่งนั้นเถิด... เรากล่าวกรรมซึ่งมีการสาดน�้ำล้างภาชนะนั้นเป็นเหตุว่า เป็นที่มาแห่งบุญ จะป่วยกล่าวไปไยถึง(การท�ำบุญ)ในมนุษย์เล่า” อํ.เอก.ทุก.ติก. ชัปปสูตร ๒๐/๑๘๒ อนุโมทนาบุญ บทที่
166 พุทธมนต์ บทอนุโมทนาบุญ คือบทสวดที่แสดงออกถึงการชื่นชมยินดีเมื่อเห็นบุคคลอื่นท�ำความดีคนทั่วไปมัก เรียกว่าการให้พร ค�ำว่า พร มาจากภาษาบาลีว่าวะระแปลว่าประเสริฐเมื่อท�ำความดีทางกาย วาจาใจ ความ ประเสริฐย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้กระท�ำทันทีแม้จะไม่มีใครให้พรก็ตาม และผลที่ตามมาย่อมท�ำให้ได้รับความสุข เพราะเหตุคือบุญนั่นเอง ค�ำว่า“พร” ในความหมายของพุทธแท้นั้นหมายถึง“การขอให้ได้ท�ำ”ไม่ใช่“ขอให้ได้รับ” เช่นนางวิสาขา ขอพรจากพระพุทธเจ้าว่า ขอถวายข้าวยาคู แก่พระผู้อาพาธ หรือขอถวายผ้าอาบน�้ำฝน แก่พระสงฆ์ในช่วง ฤดูเข้าพรรษา เป็นต้น
อนุโมทนาบุญ 167 ต้นเหตุการอนุโมทนา๑ พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน เมืองสาวัตถีในสมัยนั้น พวก เดียรถีย์๒ เหล่านั้น ท�ำอนุโมทนาแก่พวกฆราวาสในสถานที่อันตนบริโภคแล้ว, กล่าว สิ่งที่เป็นมงคลโดยนัยเป็นต้นว่า “ความเกษมจงมี, ความสุขจงมี, อายุจงเจริญ; ในที่ชื่อโน้นมีเปือกตม, ในที่ ชื่อโน้นมีหนาม, การไปสู่ที่เห็นปานนั้นไม่ควร” แล้วจึงหลีกไป ก็ในปฐมโพธิกาล ในเวลาที่ยังไม่ทรงอนุญาตการกล่าวอนุโมทนา ภิกษุ ทั้งหลายไม่ท�ำอนุโมทนาแก่พวกฆราวาสในโรงภัตเลย แล้วหลีกไปเสีย พวกมนุษย์กล่าวโทษว่า “พวกเราได้ฟังมงคลแต่ส�ำนักของเดียรถีย์ทั้งหลาย, แต่พระภิกษุทั้งหลายกลับนิ่งเฉย แล้วหลีกไปเสีย” ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลข้อความนั้นแด่พระศาสดา พระศาสดาทรงอนุญาต ว่า“ภิกษุทั้งหลาย ตั้งแต่บัดนี้ไป ท่านทั้งหลายจงท�ำอนุโมทนาในที่ทั้งหลาย มีโรง ภัตเป็นต้นตามสบาย, จงกล่าวอุปนิสินนกถา๓ เถิด” ๑ วิ.จู. ๗/๑๘๖ ๒ เดียรถีย์แปลว่า ฝั่งอื่น แปลเอาความว่า นักบวชนอกพุทธศาสนา ๓ อุปนิสินนกถา แปลว่า “ถ้อยค�ำของผู้เข้าไปนั่งใกล้”, การนั่งคุยหรือสนทนาอย่างกันเองหรือไม่เป็นแบบแผนพิธี เพื่อตอบค�ำซักถาม แนะน�ำชี้แจง ให้ค�ำปรึกษา เป็นต้น เป็นวิธีการกล่าวค�ำอนุโมทนาชนิดหนึ่ง
168 พุทธมนต์ อนุโมทนารัมภคาถา (น�ำ) ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง, (รับ) ห้วงน�้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด, เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ.๑ ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วในโลกนี้ ย่อมส�ำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้ว ได้ฉันนั้นฯ อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุม๎หัง, ขออิฐผลที่ท่านปรารถนาแล้ว ตั้งใจแล้ว, ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ. จงส�ำเร็จโดยฉับพลันฯ สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา, ขอความด�ำริทั้งปวงจงเต็มที่, จันโท ปัณณะระโส ยะถา, เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ, มะณิ โชติระโส ยะถา.๒ เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสวควรยินดีฯ สามัญญานุโมทนาคาถา (น�ำ) สัพพีติโย วิวัชชันตุ. (รับ) ความจัญไรทั้งปวง จงบ�ำราศไป, สัพพะโรโค วินัสสะตุ. โรคทั้งปวง(ของท่าน) จงหาย, มา เต ภะวัตวันตะราโย, อันตรายอย่ามีแก่ท่าน, สุขี ทีฆายุโก ภะวะ. ท่านจงเป็นผู้มีความสุข มีอายุยืนฯ อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน, จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง.๓ ธรรมสี่ประการ คือ อายุวรรณะ สุขะ พละ, ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีปกติ ไหว้กราบ มีปกติอ่อนน้อม(ต่อผู้ใหญ่)เป็นนิตย์ฯ ๑ ขุ.เปต.อ. ๓๑/๒๕ ๒ ขุ.ธ.อ. ๗๙/๓๑ ๓ ขุ.ธ. ๒๕/๒๙
อนุโมทนาบุญ 169 มงคลจักรวาลน้อย สัพพะพุทธานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง, สัพพะธัมมานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมทั้งปวง, สัพพะสังฆานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ทั้งปวง, พุทธะระตะนัง ธัมมะระตะนัง สังฆะระตะนัง, ติณณัง ระตะนานัง อานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพแห่งรัตนะสามคือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ, จะตุราสีติสะหัสสะธัมมักขันธานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมขันธ์แปดหมื่นสี่พัน, ปิฏะกัตตะยานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพแห่งพระไตรปิฎก, ชินะสาวะกานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพแห่งสาวกของพระชินเจ้า, สัพเพ เต โรคา, โรคทั้งปวงของท่าน, สัพเพ เต ภะยา, ภัยทั้งปวงของท่าน, สัพเพ เต อันตะรายา, อันตรายทั้งปวงของท่าน, สัพเพ เต อุปัททะวา, อุปัทวะทั้งปวงของท่าน, สัพเพ เต ทุนนิมิตตา, นิมิตร้ายทั้งปวงของท่าน, สัพเพ เต อะวะมังคะลา, อวมงคลทั้งปวงของท่าน, วินัสสันตุ, จงพินาศไป, อายุวัฑฒะโก, ความเจริญแห่งอายุ, ธะนะวัฑฒะโก, ความเจริญแห่งทรัพย์, สิริวัฑฒะโก, ความเจริญแห่งสิริ, ยะสะวัฑฒะโก, ความเจริญแห่งยศ, พะละวัฑฒะโก, ความเจริญแห่งก�ำลัง, วัณณะวัฑฒะโก, ความเจริญแห่งวรรณะ,
170 พุทธมนต์ สุขะวัฑฒะโก โหตุ สัพพะทา. ความเจริญสุขจงมี(แก่ท่าน) ในกาลทั้งปวงฯ ทุกขะโรคะภะยา เวรา โสกา สัตตุ จุปัททะวา, ทุกข์โรค ภัยและเวรทั้งหลาย ความโศก ศัตรูและอุปัทวะทั้งหลาย, อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ จะ เตชะสา, อันตรายทั้งหลายเป็นอเนก จงพินาศไปด้วยเดช, ชะยะสิทธิ ธะนัง ลาภัง โสตถิ ภาค๎ยัง สุขัง พะลัง, ความชนะ ความส�ำเร็จ ทรัพย์ลาภ ความสวัสดีความมีโชค ความสุข ก�ำลัง, สิริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒี จะ ยะสะวา, สิริอายุวรรณะ โภคะ ความเจริญและความเป็นผู้มียศ, สะตะวัสสา จะ อายู จะ ชีวะสิทธี ภะวันตุ เต. อายุยืนร้อยปีและความส�ำเร็จกิจในความเป็นอยู่ จงมีแก่ท่านฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง, ขอสรรพมงคล จงมีแก่ท่าน, รักขันตุ สัพพะเทวะตา, ขอเหล่าเทวดาทั้งปวง จงรักษาท่าน, สัพพะพุทธานุภาเวนะ..., ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง, ...สัพพะธัมมานุภาเวนะ.., ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมทั้งปวง, ...สัพพะสังฆานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ทั้งปวง, สะทา โสตถี ภะวันตุ เต. ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ท่านทุกเมื่อ เทอญฯ บทมงคลจักรวาลน้อย สันนิษฐานว่า แต่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีข้อที่ควรสังเกตว่า หากเป็นพุทธ พจน์แท้มักเป็นการสอนให้ท�ำความดีแต่หากเป็นบทประพันธ์ที่นักปราชญ์ทางภาษาบาลีแต่งขึ้นในภายหลัง จะหนัก ไปในทางอ้อนวอนขอร้อง ดังเช่นบทนี้เป็นตัวอย่าง
อนุโมทนาบุญ 171 กาลทานสุตตคาถา๑ นิยมใช้ในงานบุญเฉพาะกาล เช่นงานกฐินเป็นต้น กาเล ทะทันติ สะปัญญา, วะทัญญู วีตะมัจฉะรา, ทายก๒ ทั้งหลายเหล่าใด เป็นผู้มีปัญญา มีปกติรู้จักพูด ปราศจากความ ตระหนี่, กาเลนะ ทินนัง อะริเยสุ, อุชุภูเตสุ ตาทิสุ, วิปปะสันนะมะนา ตัสสะ, วิปุลา โหติ ทักขิณา, มีจิตเลื่อมใสแล้วในพระอริยเจ้าทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ตรงคงที่, บริจาคทานที่ตน ถวายโดยกาลนิยม, ทักษิณา๓ ของทายกนั้นเป็นสมบัติมีผลไพบูลย์, เย ตัตถะ อะนุโมทันติ, เวยยาวัจจัง กะโรนติ วา, ชนทั้งหลายเหล่าใดอนุโมทนา หรือช่วยท�ำการขวนขวายในทานนั้น, นะ เตนะ ทักขิณา โอนา, เตปิ ปุญญัสสะ ภาคิโน, ทักษิณาของเขามิได้บกพร่องไปด้วยเหตุนั้น, แม้ชนทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้มีส่วนของบุญนั้นด้วย, ตัส๎มา ทะเท อัปปะฏิวานะจิตโต, ยัตถะ ทินนัง มะหัปผะลัง, เหตุนั้นทายกควรเป็นผู้มีจิตไม่ท้อถอย, ให้ในที่ใดมีผลมาก ควรให้ในที่นั้น, ปุญญานิ ปะระโลกัส๎มิง, ปะติฏฐา โหนติ ปาณินันติ. บุญย่อมเป็นที่อาศัยของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า ดังนี้ฯ ๑ องฺ.ปญฺจก. กาลทานสูตร ๒๒/๔๕ พระสูตรนี้สอนให้ชื่นชมและช่วยเหลือคนที่ท�ำความดี ๒ ค�ำว่า “ทายก” แปลว่า ผู้ให้บางที่ใช้ค�ำว่า ทานบดีแปลว่าผู้เป็นใหญ่ในการให้ ๓ ค�ำว่า “ทักษิณา” แปลว่า ของถวายพระในการท�ำบุญ, ทานเพื่อผลอันเจริญ
172 พุทธมนต์ ติโรกุฑฑกัณฑปัจฉิมภาค๑ นิยมสวดในงานบำเพ็ญกุศลศพ อะทาสิ เม อะกาสิ เม, ญาติ มิตตา สะขา จะ เม, เปตานัง ทักขิณัง ทัชชา, ปุพเพ กะตะมะนุสสะรัง, บุคคลเมื่อนึกถึงอุปการะที่ท่านได้ท�ำแก่ตนในกาลก่อนว่า, ผู้นี้ได้ให้สิ่งนี้ แก่เรา, ผู้นี้ได้ท�ำกิจนี้ของเรา, ผู้นี้เป็นญาติเป็นมิตร เป็นเพื่อนของเรา, ก็ควรให้ทักษิณาทาน เพื่อผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้ว, นะ หิ รุณณัง วา โสโก วา, ยาวัญญา ปะริเทวะนา, บุคคลไม่ควรร้องไห้เศร้าโศกหรือร�่ำไรร�ำพันอย่างอื่น, นะ ตัง เปตานะมัตถายะ, เอวัง ติฏฐันติ ญาตะโย, เพราะว่าการร้องไห้เป็นต้นนั้น, ไม่เป็นประโยชน์แก่ญาติทั้งหลายผู้ละโลกนี้ ไปแล้ว, ญาติทั้งหลายก็คงด�ำรงอยู่อย่างนั้น, อะยัญจะ โข ทักขิณา ทินนา, สังฆัมหิ สุปะติฏฐิตา, ก็ทักษิณานุปาทานนี้แล, อันท่านให้แล้ว ประดิษฐานไว้ดีแล้วในสงฆ์, ทีฆะรัตตัง หิตายัสสะ, ฐานะโส อุปะกัปปะติ. ย่อมส�ำเร็จประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้วนั้น, ตลอดกาลนานตามฐานะฯ โส ญาติธัมโม จะ อะยัง นิทัสสิโต, ญาติธรรมนี้นั้น ท่านได้แสดงให้ปรากฏแล้ว, เปตานะ ปูชา จะ กะตา อุฬารา, และบูชาอันโอฬารท่านได้กระท�ำแก่ญาติทั้งหลายผู้ละโลกนี้ไปแล้ว, พะลัญจะ ภิกขูนะมะนุปปะทินนัง, ก�ำลังแห่งภิกษุทั้งหลาย, ชื่อว่าท่านได้เพิ่มให้แล้วด้วย, ตุมเหหิ ปุญญัง ปะสุตัง อะนัปปะกันติ. บุญไม่น้อยท่านได้ขวนขวายแล้ว ดังนี้แล ฯ๑ ขุ.ธ. ติโรกุฑฑสูตร ๒๕/๑๑ บทนี้สอนให้กตัญญูรู้คุณ แม้ผู้มีคุณจากไปแล้ว ก็ควรท�ำบุญอุทิศให้น�ำมาสวดเฉพาะ บทท้ายเท่านั้น พระสูตรนี้พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสาร ณ กรุงราชคฤห์(ขุ.ขุ.อ. ๗/๑๗๗) ๒ ญาติธรรม หมายถึงกิจคือการสงเคราะห์ที่ญาติจะพึงท�ำต่อกัน (ขุ.ขุ.อ. ๗/๑๙๐) หมายเหตุ : เฉพาะในแถบด�ำ นิยมใช้ในงานท�ำบุญอัฐิ หรืออุทิศส่วนกุศลหลังจากฌาปนกิจศพแล้ว
อนุโมทนาบุญ 173 อัคคัปปสาทสุตตคาถา๑ อัคคะโต เว ปะสันนานัง, เมื่อบุคคลเลื่อมใสอย่างเลิศแล้ว, อัคคัง ธัมมัง วิชานะตัง, เพราะรู้จักธรรมอันเลิศ, อัคเค พุทเธ ปะสันนานัง, เลื่อมใสแล้วในพระพุทธเจ้าผู้เลิศ, ทักขิเณยเย อะนุตตะเร, ซึ่งเป็นทักขิไณยบุคคลอันยอดเยี่ยม, อัคเค ธัมเม ปะสันนานัง, เลื่อมใสแล้วในพระธรรมอันเลิศ, วิราคูปะสะเม สุเข, ซึ่งเป็นธรรมปราศจากกามราคะ, สงบระงับเป็นสุข, อัคเค สังเฆ ปะสันนานัง, เลื่อมใสแล้วในพระสงฆ์ผู้เลิศ, ปุญญักเขตเต อะนุตตะเร, ซึ่งเป็นบุญเขตอย่างยอดเยี่ยม, อัคคัส๎มิง ทานัง ทะทะตัง, ถวายทานในท่านผู้เลิศ, อัคคัง ปุญญัง ปะวัฑฒะติ, บุญที่เลิศย่อมเจริญ, อัคคัง อายุ จะ วัณโณ จะ อายุวรรณะ ยศ เกียรติสุขะ พละ ยะโส กิตติ สุขัง พะลัง, ที่เลิศย่อมเจริญ, อัคคัสสะ ทาตา เมธาวี, ผู้มีปัญญาตั้งมั่นในธรรมอันเลิศ, อัคคะธัมมะสะมาหิโต, และให้ทานแก่ท่านผู้มีธรรมอันเลิศ, เทวะภูโต มะนุสโส วา, จะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม, อัคคัปปัตโต ปะโมทะตีติ, ย่อมถึงความเป็นผู้เลิศ๒ บันเทิงอยู่ ดังนี้..แลฯ ๑ องฺ.จตุกก. อัคคัปปสาทสูตร ๒๑/๔๕ ๒ ความเป็นผู้เลิศ หมายถึงเกิดในหมู่สัตว์ใดๆ ก็ถึงความเป็นผู้เลิศ ความเป็นผู้ประเสริฐในหมู่สัตว์นั้นๆ หรือได้บรรลุ มรรคผลอันเป็นโลกุตระ
174 พุทธมนต์ ๑ องฺ.ปญฺจก.โภชนสูตร ๒๒/๓๗ โภชนทานานุโมทนาคาถา๑ อายุโท พะละโท ธีโร, ผู้มีปัญญาให้อายุให้ก�ำลัง, วัณณะโท ปะฏิภาณะโท, ให้วรรณะ ให้ปฏิภาณ, สุขัสสะ ทาตา เมธาวี, ผู้มีปัญญาให้ความสุข, สุขัง โส อะธิคัจฉะติ, ย่อมได้ประสบสุข, อายุง ทัต๎วา พะลัง วัณณัง สุขัญจะ ปะฏิภาณะโท, บุคคลผู้ให้อายุพละ วรรณะ สุขะและปฏิภาณ, ทีฆายุ ยะสะวา โหติ ยัตถะ ยัตถูปะปัชชะตีติ. บังเกิดในที่ใดๆ ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในที่นั้นๆ ดังนี้ฯ อาฏานาฏิยปริตร (ย่อ) สัพพะโรคะวินิมุตโต, ท่านจงพ้นจากสรรพโรคทั้งปวง, สัพพะสันตาปะวัชชิโต, จงเว้นจากความเดือดร้อนทั้งปวง, สัพพะเวระมะติกกันโต, จงล่วงเสียซึ่งเวรทั้งปวง, นิพพุโต จะ ตุวัง ภะวะ, จงดับเสียซึ่งทุกข์ทั้งปวง, สัพพีติโย วิวัชชันตุ, ความจัญไรทั้งปวง จงบ�ำราศไป, สัพพะโรโค วินัสสะตุ, โรคทั้งปวง(ของท่าน) จงหาย, มา เต ภะวัตวันตะราโย, อันตรายอย่ามีแก่ท่าน, สุขี ทีฆายุโก ภะวะ, ท่านจงเป็นผู้มีความสุข มีอายุยืน, อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน, จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง. ธรรมสี่ประการ คือ อายุวรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีปกติ ไหว้กราบ มีปกติอ่อนน้อม(ต่อผู้ใหญ่) เป็นนิตย์ฯ
อนุโมทนาบุญ 175 อาทิยสุตตคาถา๑ ภุตตา โภคา ภะฏา ภัจจา, โภคะทั้งหลายเราได้บริโภคแล้ว, บุคคล ทั้งหลายที่ควรเลี้ยงเราได้เลี้ยงแล้ว, วิติณณา อาปะทาสุ เม, อันตรายทั้งหลายเราได้ข้ามพ้นแล้ว, อุทธัคคา ทักขิณา ทินนา, ทักษิณาที่เจริญผล เราได้ให้แล้ว, อะโถ ปัญจะ พะลี กะตา, อนึ่งพลีห้า๒ ประการ เราได้ท�ำแล้ว, อุปัฏฐิตา สีละวันโต, ท่านผู้มีศีล ส�ำรวมแล้ว ประพฤติ สัญญะตา พ๎รัห๎มะจาริโน, พรหมจรรย์ เราได้บ�ำรุงแล้ว, ยะทัตถัง โภคะมิจเฉยยะ, บัณฑิตผู้ครองเรือนปรารถนาโภคะ ปัณฑิโต ฆะระมาวะสัง, เพื่อประโยชน์อันใด, โส เม อัตโถ อะนุปปัตโต, ประโยชน์นั้นเราได้บรรลุแล้ว, กะตัง อะนะนุตาปิยัง, กรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อนใน ภายหลัง เราได้ท�ำแล้ว, เอตัง อะนุสสะรัง มัจโจ, นรชนผู้จะต้องตาย เมื่อตามระลึกถึงคุณ อะริยะธัมเม ฐิโต นะโร, ข้อนี้อยู่ ย่อมเป็นผู้ตั้งอยู่ในอริยธรรม, อิเธวะ นัง ปะสังสันติ, เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญ นรชนนั้นในโลกนี้, เปจจะ สัคเค ปะโมทะตีติ. นรชนนั้นละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงใน สวรรค์ดังนี้ฯ ๑ องฺ.ปญจก. อาทิยสูตร ๒๒/๔๑ บทนี้สอนให้หมั่นระลึกถึงความดีที่เคยท�ำไว้ ๒ พลี (พะลี) หมายถึงการสงเคราะห์บวงสรวง น้อมให้หรือส่วย มี๕ อย่าง คือ (๑) ญาติพลีสงเคราะห์ญาติ(๒) อติถิพลี ต้อนรับแขก (๓) ปุพพเปตพลี ท�ำบุญอุทิศให้ผู้ตาย (๔) ราชพลี ถวายเป็นของหลวง มีเสียภาษีอากร เป็นต้น (๕) เทวตาพลี ท�ำบุญอุทิศให้เทวดา (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๖๑/๓๕๓)
176 พุทธมนต์ วิหารทานคาถา๑ นิยมใช้อนุโมทนาบุญกับทายกผู้ถวายเสนาสนะ ๑ วิ.จู. เชตวนวิหารานุโมทนา ๗/๘๖ พระคาถานี้พระพุทธเจ้าทรงตรัสอนุโมทนาแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีเมื่อคราว ถวายวัดเชตวันมหาวิหาร เสนาสนะย่อมป้องกันความหนาว ความ ร้อนและสัตว์ร้าย ป้องกันงู ยุงและฝนในคราว หนาวเย็น, นอกจากนั้น ยังป้องกันลมและแดดอันร้อน จัดที่เกิดขึ้น, การถวายวิหารทานแก่สงฆ์เพื่อหลีกเร้น อยู่ เพื่อความสุข เพื่อเพ่งพินิจและเพื่อเห็นแจ้ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญว่าเป็น ทานอันเลิศ, เพราะฉะนั้นแล บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็ง เห็นประโยชน์ตน, พึงสร้างวิหารอันรื่นรมย์ ถวายแก่ภิกษุผู้ เป็นพหูสูตให้อยู่ในที่นี้เถิด อีกประการหนึ่ง ผู้เป็นบัณฑิตมีจิตเลื่อมใส ในภิกษุพหูสูต ผู้ปฏิบัติตรง พึงถวายข้าว น�้ำ ผ้า และเสนาสนะอันควรแก่ท่านเหล่านั้น, ท่านเหล่านั้นย่อมแสดงธรรมอันเป็นเหตุ บรรเทาสรรพทุกข์แก่เขา, ซึ่งเมื่อเขารู้ทั่วถึงแล้วจะเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพานได้ในชาตินี้แล ฯ สีตัง อุณ๎หัง ปะฏิหันติ, ตะโต วาฬะมิคานิ จะ, สิริงสะเป จะ มะกะเส, สิสิเร จาปิ วุฏฐิโย, ตะโต วาตาตะโป โฆโร, สัญชาโต ปะฏิหัญญะติ, เลนัตถัญจะ สุขัตถัญจะ, ฌายิตุง จะ วิปัสสิตุง, วิหาระทานัง สังฆัสสะ, อัคคัง พุทเธหิ วัณณิตัง, ตัส๎มา หิ ปัณฑิโต โปโส, สัมปัสสัง อัตถะมัตตะโน, วิหาเร การะเย รัมเม, วาสะเยตถะ พะหุสสุเต, เตสัง อันนัญจะ ปานัญจะ, วัตถะเสนาสะนานิ จะ, ทะเทยยะ อุชุภูเตสุ, วิปปะสันเนนะ เจตะสา, เต ตัสสะ ธัมมัง เทเสนติ, สัพพะทุกขาปะนูทะนัง, ยัง โส ธัมมะมิธัญญายะ, ปะรินิพพาต๎ยะนาสะโวติ.
อนุโมทนาบุญ 177 เทวตาทิสสทักขิณานุโมทนาคาถา๑ ใช้สวดอนุโมทนาในงานเปิดร้าน ขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญบ้านและงานมงคลสมรส ยัส๎มิง ปะเทเส กัปเปติ, บัณฑิตชาติ ส�ำเร็จการอยู่ในสถานที่ใด, วาสัง ปัณฑิตะชาติโย, สีละวันเตตถะ โภเชต๎วา, พึงเชิญเหล่าท่านที่มีศีล ส�ำรวมระวัง ประพฤติ สัญญะเต พ๎รัห๎มะจาริโน, พรหมจรรย์ ให้บริโภคในที่นั้น, ยา ตัตถะ เทวะตา อาสุง, เทพยดาเหล่าใดมีในที่นั้น, ตาสัง ทักขิณะมาทิเส, ควรอุทิศทักษิณาทานเพื่อเทพยดาเหล่านั้นด้วย ตา ปูชิตา ปูชะยันติ, เทพยดาที่ได้รับการบูชาแล้ว ท่านย่อมบูชาบ้าง, มานิตา มานะยันติ นัง, ที่ได้นับถือแล้ว ย่อมนับถือบ้าง, ตะโต นัง อะนุกัมปันติ, จากนั้นท่านย่อมอนุเคราะห์เขา, มาตา ปุตตังวะ โอระสัง, ประหนึ่งมารดาอนุเคราะห์บุตรอันเกิดจากตน เทวะตานุกัมปิโต โปโส, บุรุษได้อาศัยเทพยดาอนุเคราะห์แล้ว, สะทา ภัท๎รานิ ปัสสะติ. ย่อมเห็นกิจการอันเจริญทุกเมื่อฯ ๑ ที.ม.ปาฏลิคามิยสูตร ๒๕/๒๒๔ บทนี้และบทต่อไปมิใช่การอ้อนวอนเทวดา แต่พระพุทธเจ้าสอนให้มีความเกื้อกูลต่อกันระหว่างมนุษย์และเทวดา เมื่อมนุษย์เกื้อกูลเทวดา ย่อมได้รับความเกื้อกูลตอบจากเทวดาเช่นกัน พระสูตรนี้พระพุทธเจ้าแสดงเมื่อเสด็จไปเมือง ปาฏลีบุตร ที่สุนีธะและวัสสการะผู้เป็นมหาอ�ำมาตย์แห่งมคธรัฐก�ำลังสร้างขึ้นเพื่อป้องกันพวกวัชชี
178 พุทธมนต์ เทวตาภิสัมมันตนคาถา๑ ใช้สวดต่อจากบทเทวตาทิสสทักขิณานุโมทนาคาถา ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ, หมู่ภูตเหล่าใด เป็นภุมเทวดา ภุมมานิ วา ยานิ วะ อันตะลิกเข, ก็ดีที่สถิตอยู่ในอากาศก็ดีซึ่งมา ประชุมกันแล้วในที่นี้, สัพเพ วะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุ, ขอหมู่ภูตเหล่านั้นทั้งหมด จง เป็นผู้มีจิตโสมนัส, อะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง, อนึ่งจงฟังภาษิตโดยเคารพ, สุภาสิตัง กิญจิปิ โว ภะเณมุ, เราจะกล่าวสุภาษิตบางประการ แก่ท่านทั้งหลาย, ปุญเญ สะตุปปาทะกะรัง อะปาปัง, ไม่เป็นบาปเป็นเครื่องเตือนสติในบุญ, ธัมมูปะเทสัง อะนุการะกานัง, เป็นอุบายเครื่องแนะน�ำอันชอบธรรม ของบุคคลผู้กระท�ำตามทั้งหลาย, ตัส๎มา หิ ภูตานิ สะเมนตุ สัพเพ, เพราะเหตุนั้นแล หมู่ภูตทั้งปวง จงฟังเถิด, เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ, ท่านทั้งหลายจงกระท�ำไมตรีจิต ภูเตสุ พาฬ๎หัง กะตะภัตติกายะ, ในหมู่มนุษยชาติผู้มีความภักดีอัน ท�ำแล้วมั่นคง ในหมู่ภูต, ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง, มนุษย์ทั้งหลายเหล่าใด ย่อมน�ำ พลีกรรมมาในกลางวันหรือกลางคืน ปัจโจปะการัง อะภิกังขะมานา, มุ่งหวังอยู่ซึ่งการท�ำตอบแทน, เต โข มะนุสสา ตะนุกานุภาวา, มนุษย์เหล่านั้น เป็นผู้มีอานุภาพน้อย, ภูตา วิเสเสนะ มะหิทธิกา จะ, ส่วนภูตทั้งหลาย เป็นผู้มีฤทธิ์มาก แตกต่างกัน, อะทิสสะมานา มะนุเชหิ ญาตา, เป็นพวกอทิสสมานกาย๒ ที่มนุษย์ ทั้งหลายถือเป็นญาติ, ตัส๎มา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา. เพราะเหตุนั้นแลท่านทั้งหลาย จงเป็น ผู้ไม่ประมาทรักษามนุษย์เหล่านั้นเถิดฯ๑ ขุ.ขุ. ๒๕/๔๕ ๒ อทิสสมานกาย แปลว่า สัตว์โลกผู้มีกายไม่ปรากฏ ในบทนี้หมายถึงเทวดาเท่านั้น
อนุโมทนาบุญ 179 *โบราณาจารย์แต่งขึ้นในภายหลัง บทชยปริตรปัจฉิมภาค ตัดบทชยมงคลคาถาออก เพราะแปลไว้ในหน้า ๑๙๔ แล้ว เชิงอรรถของนิธิกัณฑ์ หน้าถัดไป ๒ ขุมทรัพย์ มี๔ ชนิด คือ (๑) ถาวระ คือขุมทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดิน ที่นา ที่สวน เงินและทอง (๒) ชังคมะ คือขุมทรัพย์ ที่เคลื่อนที่ได้เช่น ทาสชาย ทาสหญิง ช้าง ม้า โค สุกร เป็นต้น (๓) อังคสมะ คือขุมทรัพย์ติดตัว เช่น วิชาความรู้ ศิลปวิทยา เป็นต้น (๔)อนุคามิกะ คือขุมทรัพย์ตามตัวทางคุณธรรม ได้แก่ บุญกุศล ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา เป็นต้น ในที่นี้หมายถึงขุมทรัพย์ชนิดอนุคามิกะ (ขุ.ขุ.อ. ๘/๑๙๖)๓ ความส�ำรวม (สัญญมะ) หมายถึงการห้ามจิตมิให้ตกไปในอารมณ์ต่างๆ ค�ำนี้เป็นชื่อของสมาธิและอินทรียสังวร, ทมะ หมายถึง การฝึกตน ได้แก่ การเข้าไประงับกิเลส ค�ำนี้เป็นชื่อของปัญญา (ขุ.ขุ.อ. ๘/๑๙๗)๔ ความเป็นใหญ่ หมายถึงความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต (ขุ.ขุ.อ ๘/๒๐๓)๕ โยคาวจร หรือโยคาพจร น. ผู้หยั่งลงสู่ความเพียร ผู้มีความเพียร (มักใช้เรียกพระภิกษุผู้เรียนสมถะและวิปัสสนา).๖ ปฏิสัมภิทา มี๔ ประการ คือ (๑) อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ (๒) ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานใน ธรรม (๓) นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติคือภาษา (๔) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ (ขุ.ขุ.อ ๘/๒๐๖)๗ วิโมกข์หมายถึงวิโมกข์๘ คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ (ขุ.ขุ.อ ๘/๒๐๖) ชยปริตรปัจฉิมภาค* นิยมใช้ในงานอุปสมบท โส อัตถะลัทโธ สุขิโต, ขอท่าน(ชาย)จงได้ประโยชน์สุข วิรุฬโห พุทธะสาสะเน, เป็นผู้เจริญงอกงามในพระพุทธศาสนา, อะโรโค สุขิโต โหหิ, เป็นผู้ไร้โรค มีความสุข, สะหะ สัพเพหิ ญาติภิ. พร้อมด้วยญาติทั้งหลายเถิดฯ สา อัตถะลัทธา สุขิตา, ขอท่าน(หญิง)จงได้ประโยชน์สุข, วิรุฬหา พุทธะสาสะเน, เป็นผู้เจริญงอกงามในพระพุทธศาสนา, อะโรคา สุขิตา โหหิ, เป็นผู้ไร้โรค มีความสุข, สะหะ สัพเพหิ ญาติภิ. พร้อมด้วยญาติทั้งหลายเถิดฯ เต อัตถะลัทธา สุขิตา, ขอท่านทั้งหลายจงได้ประโยชน์สุข, วิรุฬหา พุทธะสาสะเน, เป็นผู้เจริญงอกงามในพระพุทธศาสนา, อะโรคา สุขิตา โหถะ, เป็นผู้ไร้โรค มีความสุข, สะหะ สัพเพหิ ญาติภิ. พร้อมด้วยญาติทั้งหลายเถิดฯ
180 พุทธมนต์ นิธิกัณฑ์๑ ...ขุมทรัพย์๒ คือบุญ เป็นขุมทรัพย์อันผู้ใด เป็นหญิงก็ตาม เป็นชายก็ตาม ฝัง ไว้ดีแล้ว ด้วยทาน ศีล ความส�ำรวม๓ และการฝึกตน ในเจดีย์ก็ดีในสงฆ์ก็ดีใน บุคคลก็ดีในแขกก็ดีในมารดาก็ดีในบิดาก็ดีในพี่ชายก็ดีฯ ขุมทรัพย์นั้น ชื่อว่าอันผู้นั้นฝังไว้ดีแล้วใครๆ ไม่อาจผจญได้เป็นของติดตาม ตนไป บรรดาโภคะทั้งหลายเมื่อเขาจ�ำต้องละไป เขาย่อมพาขุมทรัพย์คือบุญนั้นไป ขุมทรัพย์คือบุญไม่สาธารณะแก่ชนเหล่าอื่น โจรลักไปไม่ได้ บุญนิธิอันใดติด ตนไปได้ปราชญ์พึงท�ำบุญนิธิอันนั้นฯ บุญนิธินี้ให้สมบัติที่พึงปรารถนาทั้งปวงแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย ปรารถนานักซึ่งผลใด ผลนั้นทั้งหมด อันเทวดาและมนุษย์ เหล่านั้นย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ความเป็นผู้มีผิวพรรณงาม ความเป็นผู้มีเสียงไพเราะ ความเป็นผู้มีทรวดทรง ดีความเป็นผู้มีรูปสวย ความเป็นใหญ่ ความเป็นผู้มีบริวาร อิฐผล*ทั้งปวงนั้น อัน เทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ความเป็นพระราชาประเทศราช ความเป็นใหญ่๔ สุขของพระเจ้าจักรพรรดิ อันเป็นที่รัก แม้ความเป็นพระราชาแห่งเทวดาในหมู่ทิพย์อิฐผลทั้งปวงนั้น อัน เทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ มนุษย์สมบัติความยินดีในเทวโลก และนิพพานสมบัติอิฐผลทั้งปวงนั้น อัน เทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ความที่พระโยคาวจร๕ ถ้าเมื่ออาศัยคุณเครื่องถึงพร้อมคือมิตรแล้ว ประกอบ อยู ่โดยอุบายอันแยบคายไซร้ เป็นผู้มีความช�ำนาญในวิชชาและวิมุต อิฐผล ทั้งปวงนั้น อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ปฏิสัมภิทา๖ วิโมกข์๗ สาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ และพุทธภูมิอิฐผล ทั้งปวงนั้น อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ คุณเครื่องถึงพร้อมคือบุญนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์มากอย่างนี้เพราะเหตุนั้น บัณฑิตผู้มีปัญญา จึงสรรเสริญความที่บุคคลมีบุญอันท�ำไว้แล้วแลฯ๑ ขุ.ขุ. นิธิกัณฑสูตร ๒๕/๙ / *อิฐผล แปลว่า ผลเป็นที่พอใจ / หมายเหตุ: ดูเชิงอรรถข้ออื่นในหน้า ๑๗๙
สรภัญญะ 181 “...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตยังไม่อุบัติขึ้นในโลกเพียงใด แสงสว่างอันใหญ่ ความรุ่งเรืองอันใหญ่ก็ยังไม่มี เวลานั้นมีแต่ความมืดมิด การบอก การแสดง การบัญญัติ การแต่งตั้ง การเปิดเผย การจ�ำแนก การกระท�ำให้ง่าย ซึ่งอริยสัจ ๔ ก็ยังไม่มี เมื่อใดพระตถาคตอุบัติขึ้นในโลก เมื่อนั้นแสงสว่างและความรุ่งเรืองอันยิ่งใหญ่ย่อมมี...” สํ. ม. สุริยูปมสูตร ๑๙/๕๕๓ สรภัญญะ บทที่
182 พุทธมนต์ สรภัญญะ คือ ท�ำนองส�ำหรับสวดฉันท์เป็นท�ำนองแบบสังโยค คือสวดเป็นจังหวะหยุดตามรูปประโยค ฉันทลักษณ์การสวดฉันท์ท�ำนองสรภัญญะมีมานาน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ก่อนหน้านั้นนิยมสวดฉันท์ภาษาบาลีมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา และผู้สวดส่วนใหญ่เป็นพระ สงฆ์ท�ำนองสรภัญญะไม่แพร่หลายนัก ต่อมา พระยาศรีสุนทรโวหาร(น้อย อาจารยางกูร) ป.ธ.๘ องคมนตรีและเจ้ากรมพระอาลักษณ์ในรัชกาล ที่๕ แปลบทสรรเสริญคุณต่างๆ เป็นฉันท์ภาษาไทย เรียก “ค�ำนมัสการคุณานุคุณ” มี๕ ตอน คือ บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ บทสรรเสริญพระธรรมคุณบทสรรเสริญพระสังฆคุณบทสรรเสริญมาตาปิตุคุณและบทสรรเสริญ อาจาริยคุณ ตามล�ำดับ บทประพันธ์นี้ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ใช้สวดกันโดยทั่วไป และเนื่องจาก บาทแรกเริ่มว่า “องค์ใดพระสัมพุทธ” จึงมักเรียกว่า “บทสวดองค์ใดพระสัมพุทธ” นอกจากบทสรรเสริญพระรัตนตรัยแล้ว ท�ำนองสรภัญญะยังใช้สวดคาถาบทอื่นอีก เช่น บทแปลคาถา พาหุงซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเริ่มว่า “ปางเมื่อพระองค์ปรมพุทธ” ส่วนบทสวดสรภัญญะอื่นๆ เป็นบทที่พระเถราจารย์ผู้ช�ำนาญในภาษาบาลีรจนาขึ้นมาในภายหลัง บาง บทเป็นภาษาบาลีผสมกับภาษาไทย เพื่อให้สวดได้ง่าย และเหมาะสมกับความเชื่อในยุคนั้นๆ บางบทผู้รวบรวม ประพันธ์ขึ้นมาใหม่เพื่อให้ง่ายต่อการสวด