The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือสวดมนต์ที่มีทั้งคำแปล และคำอธิบาย ผู้รวบรวมได้นำมาจากคัมภีร์อรรถกถาโดยตรง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หนังสือสวดมนต์ "พุทธมนต์" (วัดวังหิน)

หนังสือสวดมนต์ที่มีทั้งคำแปล และคำอธิบาย ผู้รวบรวมได้นำมาจากคัมภีร์อรรถกถาโดยตรง

พระสูตร 83 สติปัฏฐานสูตร๑ เอกายะโน อะยัง ภิกขะเว มัคโค สัมมะทักขาโต, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางสายเอก, สัตตานัง วิสุทธิยา, เพื่อความบริสุทธิ์ หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย, โสกะปะริเทวานัง สะมะติกกะมายะ, เพื่อความก้าวล่วงซึ่งความโศกและความร�่ำไรร�ำพัน, ทุกขะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ, เพื่อความดับไปแห่งทุกข์และโทมนัส, ญายัสสะ อะธิคะมายะ, เพื่อบรรลุธรรมที่ควรรู้ คืออริยมรรค, นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ, เพื่อประจักษ์แจ้งซึ่งพระนิพพาน, ยะทิทัง จัตตาโร สะติปัฏฐานา. ทางนี้ คือสติปัฏฐาน มี ๔ อย่างฯ กะตะเม จัตตาโร. ก็สติปัฏฐาน ๔ อย่างนั้น มีอะไรบ้าง? อิธะ ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ภิกษุในธรรมวินัยนี้, ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เนืองๆ ...เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ... ...ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่เนืองๆ ...จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ... ...ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่เนืองๆ... ...ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ,๒ ...ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่เนืองๆ...


84 พุทธมนต์ อาตาปี สัมปะชาโน สติมา๓ , มีความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน, มีสัมปชัญญะ คือความรู้สึกตัว, มีสติ คือความระลึกได้, วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง. พึงน�ำความยินดี และความยินร้ายในโลกออกเสียได้, ๔ กะถัญจะ ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เนืองๆ อย่างไรเล่า, อิธะ ภิกขุ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ, ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย อันเป็นภายในบ้าง, พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ, ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย อันเป็นภายนอกบ้าง, อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ, ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในภายนอกบ้าง, สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ, ย่อมพิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง, วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ, ย่อมพิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมไปในกายบ้าง, สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ, ย่อมพิจารณาเห็นธรรม คือทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในกายบ้าง, อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติปัจจุปัฏฐิตา โหติ. ก็หรือการระลึกรู้ว่ากายมีอยู่ในปัจจุบันขณะแก่เธอนั้นฯ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ, เพียงสักว่าเป็นที่ให้เกิดความรู้ เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกรู้เท่านั้น, ๕ อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. ที่แท้แล้วตัณหาและทิฐิย่อมไม่อาจอาศัยเกิดที่ใจของเธอได้, เธอย่อมไม่ยึดถืออะไรๆ ในโลกด้วยฯ๖


พระสูตร 85 เอวัง โข ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ...ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย, ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่อย่างนี้แล...ฯลฯ๗ อะยัง โข เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ...ฯลฯ พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเป็นผู้รู้, เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสข้อความนี้ไว้ว่า...ฯลฯ ...ยะทิทัง จัตตาโร สะติปัฏฐานาติ. ...นี้คือ สติปัฏฐาน ๔ ฯ เอกายะนัง ชาติขะยันตะทัสสี, พระพุทธเจ้าผู้ทรงมีปกติเห็นที่สุดแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย, มัคคัง ปะชานาติ หิตานุกัมปี, ผู้ทรงมีความอนุเคราะห์เกื้อกูล, ทรงรู้แจ้งชัดทางอันเอกที่มุ่งสู่ ความพ้นทุกข์, เอเตนะ มัคเคนะ ตะริงสุ ปุพเพ, พระพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน, ก็ทรงข้ามพ้นห้วงทุกข์ไปแล้ว ด้วยทางนี้, ตะริสสะเร เจวะ ตะรันติ โจฆันติ. ต่อไปในอนาคตและแม้ปัจจุบันนี้, ก็ทรงข้ามพ้นห้วงทุกข์ไปด้วย ทางนี้เช่นกันแลฯ๑ ที.ม. นัยแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร ๑๐/๒๕๗-๒๗๗ ๒ เครื่องมือของการเจริญสติปัฏฐาน คือ ๑.ความเพียรส�ำหรับเผากิเลส ๒.สัมปชัญญะ ๓.สติ ๓ การเห็นกายในกาย คือการเห็นกายส่วนย่อยในกายส่วนใหญ่ เช่นเห็นลมหายใจเข้าออก, เห็นเวทนาในเวทนา คือ การเห็นเวทนาส่วนย่อยในเวทนาส่วนใหญ่ เช่นเห็นว่ากายใจ ก�ำลังสุข, ทุกข์ หรือเฉยๆอย่างใดอย่างหนึ่ง, การเห็น จิตในจิต คือการเห็นพฤติกรรมของจิตอย่างใดอย่างหนึ่ง คือเห็นว่าก�ำลังโกรธ ชอบ ชัง เมตตาเป็นต้น, การเห็น ธรรมในธรรม คือการเห็นรูปหรือนาม ก�ำลังไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่างใดอย่างหนึ่ง ๔ เป้าหมายของการเจริญสติปัฏฐานคือ เพื่อไม่ให้จิตหลงไปยินดี ยินร้ายในอารมณ์ทั้งปวง ๕ การระลึกรู้ กาย เวทนา จิต ธรรมในปัจจุบันขณะนั้น ไม่ใช่เพื่ออะไร แต่เพื่อให้สติกับปัญญาท�ำงานเท่านั้น ๖ เมื่อรู้ได้อย่างถูกต้องแล้ว ตัณหา(ความอยาก) และทิฐิ(ความเห็น) ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ จิตจึงไม่ยึดถืออะไรไว้ ๗ เวทนา จิต และธรรมก็นัยเดียวกัน ผู้รวบรวมตัดความให้กระชับ


86 พุทธมนต์ ทศธรรม* ธรรม ๑๐ ประการที่บรรพชิตควรน้อมมาสอนตนเอง ทะสะ อิเม ภิกขะเว ธัมมา ปัพพะชิเตนะ อะภิณ๎หัง ปัจจะเวกขิตัพพา, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ธรรมทั้ง ๑๐ ประการนี้, บรรพชิตควรพิจารณา เนืองๆ, กะตะเม ทะสะ ๑๐ ประการเป็นไฉน ? (๑)เววัณณิยัมหิ อัชฌูปะคะโตติ, บัดนี้เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว, อาการกิริยาใดๆ ของสมณะ, เราต้องท�ำอาการกิริยานั้นๆ, (๒)ปะระปะฏิพัทธา เม ชีวิกาติ, การเลี้ยงชีวิตของเราเนื่องด้วยผู้อื่น, เราควรท�ำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย, (๓)อัญโญ เม อากัปโป กะระณีโยติ, อาการทางกายวาจาอย่างอื่นที่เราจะต้องท�ำให้ดีขึ้นไปกว่านี้ ยังมีอยู่อีก, มิใช่มีเพียงเท่านี้, (๔)กัจจิ นุ โข เม อัตตา สีละโต นะ อุปะวะทะตีติ, ตัวของเราติเตียนตัวเราเองโดยศีลได้หรือไม่, (๕)กัจจิ นุ โข มัง อะนุวิจจะ วิญญู สะพ๎รัห๎มะจารี สีละโต นะ อุปะวะทันตีติ เพื่อนบรรพชิตผู้รู้ใคร่ครวญแล้ว, ติเตียนเราโดยศีลได้หรือไม่, (๖)สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโวติ, เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น,


พระสูตร 87 (๗) กัมมัสสะโกม๎หิ กัมมะทายาโท กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิ- สะระโณ, ยัง กัมมัง กะริสสามิ กัล๎ยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามีติ, เรามีกรรมเป็นของตัว, เป็นผู้รับผลของกรรม, มีกรรมเป็นก�ำเนิด, มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย, เราท�ำดีหรือชั่วก็ตาม, เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น, (๘)กะถัมภูตัสสะ เม รัตตินทิวา วีติปะตันตีติ, วันคืนล่วงไปๆ, บัดนี้เราท�ำอะไรอยู่, (๙)กัจจิ นุ โขหัง สุญญาคาเร อะภิระมามีติ, เรายินดีในที่สงัดหรือไม่, (๑๐)อัตถิ นุ โข เม อุตตะริมะนุสสะธัมมา อะละมะริยะญาณะทัสสะ- นะวิเสโส อะธิคะโต, โสหัง ปัจฉิเม กาเล สะพ๎รัห๎มะจารีหิ ปุฏโฐ นะ มังกุ ภะวิสสามีติ, คุณวิเศษของเรามีอยู่หรือไม่, ที่จะให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขิน, ในเวลาที่ เพื่อนบรรพชิตถามในกาลภายหลัง, อิเม โข ภิกขะเว ทะสะ ธัมมา ปัพพะชิเตนะ อะภิณ๎หัง ปัจจะเวกขิตัพพาติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ธรรมทั้ง ๑๐ ประการนี้แล, บรรพชิตควรพิจารณา เนืองๆ ดังนี้ฯ * องฺ.ทสก. อภิณณหปัจจเวกขณธัมมสูตร ๒๔/๙๑-๙๒ ผู้รวบรวมย่อความให้กระชับ


88 พุทธมนต์ เย จะ โข ต๎วัง โคตะมิ ธัมเม ชาเนยยาสิ. ๑.อิเม ธัมมา วิราคายะ สังวัตตันติ โน สะราคายะ, ๒.วิสัโคายะ สังวัตตันติ โน สัโคายะ, ๓.อะปะจะยายะ สังวัตตันติ โน อาจะยายะ, ๔.อัปปิจฉะตายะ สังวัตตันติ โน มะหิจฉะตายะ, ๕.สันตุฏิยา สังวัตตันติ โน อะสันตุฏิยา, ๖.ปะวิเวกายะ สังวัตตันติ โน สังคะณิกายะ, ๗.วิริยารัมภายะ สังวัตตันติ โน โกสัชชายะ, ๘.สุภะระตายะ สังวัตตันติ โน ทุพภะระตายะ, เอกังเสนะ โคตะมิ ธาเรยยาสิ เอโส ธัมโม เอโส วินะโย เอตัง สัตถุสาสะนันติ ฯ๑ ดูก่อนโคตมี อนึ่ง เธอพึงรู้ธรรม เหล่าใดว่า ๑. ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อความคลาย ก�ำหนัด, ไม่เป็นไปเพื่อความก�ำหนัด, ๒. เป็นไปเพื่อความพราก, ไม่เป็นไป เพื่อความประกอบไว้, ๓. เป็นไปเพื่อความไม่สะสม, ไม่เป็น ไปเพื่อความสะสม, ๔.เป็นไปเพื่อความมักน้อย, ไม่เป็น ไปเพื่อความมักมาก, ๕.เป็นไปเพื่อความสันโดษ, ไม่เป็น ไปเพื่อความไม่สันโดษ, ๖.เป็นไปเพื่อความสงัด, ไม่เป็นไป เพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ, ๗.เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร, ไม่ เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน, ๘.เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย, ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก, โคตมี ท่านจงทรงจ�ำไว้โดยส่วนเดียว ว่า “นั่นเป็นธรรม นั่นเป็นวินัย นั่นเป็น ค�ำสอนของพระศาสดา” ดังนี้ ฯ ลักษณะตัดสินธรรมวินัย


พระสูตร 89 ๑ วิ.จู. ๗/๕๒๒ บทนี้แสดงแก่นางมหาปชาบดีโคตมีเถรี ๒ องฺ.สตฺตก ๒๓/๘๐ พระสูตรนี้แสดงแก่พระอุบาลี เย จะ โข ต๎วัง อุปาลิ ธัมเม ชาเนยยาสิ. ๑.อิเม ธัมมา เอกันตะนิพพิ- ทายะ, ๒.วิราคายะ, ๓.นิโรธายะ, ๔.อุปะสะมายะ, ๕.อะภิฺายะ, ๖.สัมโพธายะ, ๗.นิพพานายะ สังวัตตันตีติ, เอกังเสนะ อุปาลิ ธาเรยยาสิ. เอโส ธัมโม เอโส วินะโย เอตัง สัตถุสาสะนันติ ฯ๒ ดูก่อน อุบาลี อนึ่ง เธอพึงรู้ธรรม เหล่าใดว่า ๑.ธรรมเหล่านี้ เป็นไปเพื่อความ เบื่อหน่ายอย่างที่สุด ๒.เพื่อคลายก�ำหนัด ๓.เพื่อความดับ ๔.เพื่อสงบระงับ ๕.เพื่อความรู้ยิ่ง ๖.เพื่อตรัสรู้ ๗.เพื่อพระนิพพาน’ อุบาลี เธอพึงทรงจ�ำธรรมเหล่านั้น ไว้ให้ดีว่า ‘นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นค�ำสอน ของพระศาสดา ดังนี้” ฯ


90 พุทธมนต์ กถาวัตถุ ๑๐๑ เรื่องที่ควรน�ำมาสนทนากันในหมู่ภิกษุ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่เธอทั้งหลาย สนทนาดิรัจฉานกถาเป็นอันมาก ฯลฯ ไม่สมควรแก่เธอทั้งหลาย ผู้เป็นกุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธาเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ควรสรรเสริญ ๑๐ อย่างนี้ ๑๐ อย่างเป็นไฉน ? (๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ตนเองเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย และกล่าวกถา ปรารภความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย... (๒) ตนเองเป็นผู้สันโดษ และกล่าวกถาปรารภความเป็นผู้สันโดษ... (๓) ตนเองเป็นผู้สงัด และกล่าวกถาปรารภความเป็นผู้สงัด... (๔) ตนเองเป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ และกล่าวกถาปรารภความไม่คลุกคลี ด้วยหมู่คณะ... (๕) ตนเองเป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวกถาปรารภความเพียร... (๖) ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล และกล่าวกถาปรารภความเป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยศีล... (๗) ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสมาธิ และกล่าวกถาปรารภความเป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยสมาธิ... (๘) ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา และกล่าวกถาปรารภความเป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยปัญญา... (๙) ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวิมุต และกล่าวกถาปรารภความเป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยวิมุต... (๑๐) ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ และกล่าวกถาปรารภความ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวิมุตติญาณทัสสนะแก่ภิกษุทั้งหลาย...เทอญ ฯ ๑ ม.มู. วัตถุกถาสูตร ๑๒/๒๙๒/๒๘๗; ม.อุ. ๑๔/๓๔๘/๒๓๙; องฺ.ทสก. ๒๔/๖๙/๑๓๘. ถ้อยค�ำนอกจากนี้ พระพุทธเจ้า ทรงตรัสเรียกว่าติรัจฉานกถา เพราะท�ำให้จิตฟุ้งซ่าน ขวางต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน ในวัตถุกถาสูตรยกตัวอย่าง ไว้ว่า สนทนาเรื่องพระราชา โจร มหาอ�ำมาตย์ กองทัพ ภัย กรรม ข้าว น�้ำ ผ้า ที่นอน ดอกไม้ ของหอม ญาติ ยาน บ้าน นิคม นคร ชนบท สตรี คนกล้าหาญ ตรอก ท่าน�้ำ คนล่วงลับไปแล้ว เบ็ดเตล็ด โลก ทะเล ความเจริญ และความเสื่อม สรุปความว่า การกล่าวนอกจาก ๑๐ ข้อนั้น ล้วนเป็นติรัจฉานกถาทั้งสิ้น


พุทธพจน์ 91 พุทธพจน์ “...ธมฺมทายาทา เม ภิกฺขเว ภวถ มา อามิสทายาทา...” “...ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นธรรมทายาทเถิด อย่าได้เป็นอามิสทายาทเลย...” ม.มู. ๑๒/๒๑ บทที่


92 พุทธมนต์ พุทธพจน์ที่คัดมาเป็นบทสวดนี้ เป็นบทธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในรูปแบบของร้อยกรองทั้งหมด เป็น ธรรมที่จบลงภายใน ๑ บท มีเนื้อหาอุปมาอุปมัยได้ไพเราะอย่างยิ่ง ส่วนเชิงอรรถน�ำมาจากคัมภีร์อรรถกถา บางบทแม้ไม่ได้มาจากขุททกนิกาย ธรรมบท และไม่ได้เป็นพุทธพจน์โดยตรง เพราะเป็นเถรภาษิต บ้าง เถรีภาษิตบ้าง เทวตาภาษิตบ้าง แต่ท่านก็นับรวมว่าพุทธพจน์ และเป็นบทแห่งธรรมเช่นกัน เพราะมี เนื้อหาที่จบลงภายใน ๑ บทเช่นเดียวกัน บทที่มาจากคาถาธรรมบท ผู้รวบรวมได้น�ำมาจากคัมภีร์ธัมมัฏปทัฏฐคาถา ซึ่งเป็นบทเรียนบาลีประโยค ๑-๒ และเปรียญ ๓ จึงใส่ชื่อเรื่องและตัวเลขหัวข้อเรื่องไว้ เพื่อให้ผู้สนใจค้นคว้าหาอ่านนิทานประกอบเอาเอง


พุทธพจน์ 93 พุทธพจน์ (๑) (น�ำ) หันทะ มะยัง พุทธะวะจะนะคาถาโย ภะณามะ เส. (รับ) (๒)มะโนปุพพังคะมา ธัมมา๑ , ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า, มะโนเสฏฐา มะโนมะยา, มีใจประเสริฐสุด ส�ำเร็จแล้วด้วยใจ, มะนะสา เจ ปะสันเนนะ, ถ้าบุคคลมีใจผ่องใสแล้ว๒ , ภาสะติ วา กะโรติ วา, จะพูดหรือท�ำก็ตาม, ตะโต นัง สุขะมัน๎เวติ, สุขย่อมติดตามเขาไป, ฉายาวะ อะนุปายินี. ดุจเงาติดตามตัวไป ฉะนั้นฯ (๓)นะ หิ เวเรนะ เวรานิ, สัมมันตีธะ กุทาจะนัง, ในกาลไหนๆ, เวรทั้งหลายในโลกนี้, ย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวรเลย, อะเวเรนะ จะ สัมมันติ, เอสะ ธัมโม สะนันตะโน. แต่ว่าย่อมระงับได้ด้วยการไม่จองเวร๓ , ธรรมนี้เป็นธรรมเก่า๔ ฯ (๔)นิหียะติ ปุริโส นิหีนะเสวี, ผู้คบคนเลวก็เลวตาม, นะ จะ หาเยถะ กะทาจิ ตุล๎ยะเสวี, คบคนเสมอกันย่อมไม่เสื่อมในกาลไหนๆ, เสฏฐะมุปะคะมัญจะ อุเทติ ขิปปัง, การคบคนที่ดีกว่าย่อมเจริญเร็วพลัน, ตัส๎มา อัตตะโน อุตตะรัง ภะเชถะ. เพราะเหตุนั้น จงคบคนที่ดีกว่าตนเถิดฯ (๑) แปลว่า เชิญเถิด เราทั้งหลาย กล่าวคาถาอันเป็นพุทธพจน์กันเถิด (๒) มัฏฐกุณฑลี ยมกวรรค/๒ (๓) นางกาลียักษิณี ยมกวรรค/๔ (๔) ขุ.ชา.สัตตก, มโนชชาดก ๒๗/๙๘๒ ๑ ธรรม ในที่นี้หมายถึงเจตสิกขันธ์ ๓ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ (ขุ.ธ.อ. ๑/๒๐-๒๑) ๒ หมายเอามหากุศลจิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัส ประกอบด้วยปัญญา (ขุ.ธ.อ.๑/๓๒-๓๔) ๓ การไม่จองเวร หมายถึงธรรมคือขันติ (ความอดทน) เมตตา (ความรัก) โยนิโสมนสิการ (การท�ำในใจโดยแยบคาย) และปัจจเวกขณะ (การพิจารณา) (ขุ.ธ.อ.๑/๔๕) ๔ เป็นธรรมเก่า หมายถึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่ประพฤติสืบๆ กันมาของพระพุทธเจ้า และพระขีณาสพ (ขุ.ธ.อ.๑/๑๐๑)


94 พุทธมนต์ (๕)สัญชัยปริพาชก ยมกวรรค/๘ (๖) พระนันทเถระ ยมกวรรค/๙ (๗) วิ.จู.๗/๓๘๘ (๘) สีลวนาคชาดก ขุ.ชา.๒๗/๗๒ (๙) นางสามาวดี อัปปมาทวรรค/๑๕ ๑ สาระ ในที่นี้หมายถึงสีลสาระ สมาธิสาระ ปัญญาสาระ วิมุตติสาระ วิมุตติญาณทัสสนสาระ ปรมัตถสาระ และนิพพาน (ขุ.ธ.อ.๑/๑๐๑) ๒ จิตที่อบรม หมายถึงจิตที่อบรมด้วยสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา ในคาถานี้หาใช่หมายเอาเฉพาะราคะเท่านั้นที่ไม่ รั่วรดจิต แต่ยังหมายเอากิเลสทั้งปวง มีโทสะ และโมหะเป็นต้นด้วย (ขุ.ธ.อ.๑/๑๐๙) (๕)อะสาเร สาระมะติโน, สาเร จาสาระทัสสิโน, ผู้ใดรู้ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ,๑ และเห็นสิ่งที่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ, เต สารัง นาธิคัจฉันติ, มิจฉาสังกัปปะโคจะรา. ชนเหล่านั้นมีความด�ำริผิดเป็นอารมณ์, ย่อมไม่ประสบสิ่งอันเป็นสาระฯ (๖)ยะถา อะคารัง สุจฉันนัง, วุฏฐี นะ สะมะติวิชฌะติ, ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ ฉันใด, เอวัง สุภาวิตัง จิตตัง, ราโค นะ สะมะติวิชฌะติ. ราคะย่อมเสียดแทงจิตที่อบรมดี๒ แล้วไม่ได้ ฉันนั้น ฯ (๗)สุกะรัง สาธุนา สาธุ, ความดี อันคนดีท�ำได้ง่าย, สาธุ ปาเปนะ ทุกกะรัง, ความดี อันคนชั่วท�ำได้ยาก, ปาปัง ปาเปนะ สุกะรัง, ความชั่ว อันคนชั่วท�ำได้ง่าย, ปาปะมะริเยหิ ทุกกะรัง. แต่อารยชน ท�ำความชั่วได้ยาก ฯ (๘)อะกะตัญญุสสะ โปสัสสะ, นิจจัง วิวะระทัสสิโน, สัพพัญ เจ ปะฐะวิง ทัชชา, เนวะ นัง อะภิราธะเย. หากบุคคลจะพึงยกแผ่นดินทั้งหมด ให้แก่คนอกตัญญู, ผู้คอยเพ่งโทษอยู่เป็นนิตย์, เขาไม่พึงท�ำคนอกตัญญูนั้นให้พอใจได้เลย ฯ (๙)ปุพเพวะ สันนิวาเสนะ, ปัจจุปปันนะหิเตนะ วา, เอวันตัง ชายะเต เปมัง, อุปปะลังวะ ยะโถทะเก. ความรักนั้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ, ด้วยการอยู่ร่วมกันใน กาลก่อน ๑, ด้วยการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน ๑, เปรียบเหมือนดอกบัว ย่อมเกิดขึ้นเพราะน�้ำและโคลนตม ฉะนั้น ฯ


พุทธพจน์ 95 (๑๐)อัปปะมาโท อะมะตัง ปะทัง, ความไม่ประมาท๑ เป็นทางแห่งความไม่ตาย,๒ ปะมาโท มัจจุโน ปะทัง, ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย, อัปปะมัตตา นะ มียันติ, ผู้ไม่ประมาทแล้ว ชื่อว่าย่อมไม่ตาย, เย ปะมัตตา ยะถา มะตา. ผู้ที่ประมาทแล้วเป็นเหมือนคนตายแล้วฯ (๑๑)อุฏฐานะวะโต สะตีมะโต, สุจิกัมมัสสะ นิสัมมะการิโน, สัญญะตัสสะ จะ ธัมมะชีวิโน, อัปปะมัตตัสสะ ยะโสภิวัฑฒะติ. ยศ๓ ย่อมเจริญยิ่ง แก่ผู้มีความขยัน มีสติ มีการงานสะอาด, มีปกติใคร่ครวญ แล้วจึงท�ำ, ส�ำรวมแล้ว, เลี้ยงชีพโดยชอบธรรม, และเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ฯ (๑๒)จิตเตนะ นียะติ โลโก, จิตเตนะ ปะริกัสสะติ, โลกอันจิตย่อมน�ำไป อันจิตย่อมเสือกไสไป, จิตตัสสะ เอกะธัมมัสสะ, สัพเพวะ วะสะมันวะคู. โลกทั้งหมดเป็นไปตามอ�ำนาจของธรรมอย่างหนึ่งคือจิต ฯ (๑๓)ทุนนิคคะหัสสะ ละหุโน, ยัตถะ กามะนิปาติโน, จิตตัสสะ ทะมะโถ สาธุ, จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง ฯ การฝึก๔ จิตที่ควบคุมได้ยาก, เปลี่ยนแปลงง่าย,๕ ชอบใฝ่หาแต่อารมณ์ที่ ปรารถนา, จัดว่าเป็นความดี, เพราะจิตที่ฝึกแล้วย่อมน�ำสุขมาให้๖ ฯ (๑๔)ทูรังคะมัง เอกะจะรัง, อะสะรีรัง คุหาสะยัง, เย จิตตัง สัญญะเมสสันติ, โมกขันติ มาระพันธะนา. ชนเหล่าใดจักส�ำรวมจิต อันท่องเที่ยวไปในที่ไกล,๗ เที่ยวไปดวงเดียว,๘ ไม่มีสรีระ,๙ มีร่างกายเป็นที่อาศัย, ชนเหล่านั้นย่อมพ้นจากบ่วงแห่งมารฯ (๑๐) นางสามาวดี อัปปมาทวรรค/๑๕ (๑๑) กุมภโฆสกเศรษฐี อัปปมาทวรรค/๑๖ (๑๒) สํ.ส.จิตตสูตร ๑๕/๑๘๐ (๑๓) อุกกัณฐิตภิกษุ จิตตวรรค/๒๖ (๑๔) พระภาคิไนยสังฆรักขิตเถระ จิตตวรรค/๒๗ ๑-๒ ความไม่ประมาท นี้เป็นชื่อของสติ, ทางแห่งความไม่ตาย หมายถึงอุบายบรรลุอมตะ ค�ำว่า อมตะ (ไม่ตาย) หมายถึง นิพพาน, นิพพานนั้นแล ที่ชื่อว่า ไม่แก่ ไม่ตาย เพราะไม่เกิด (ขุ.ธ.อ. ๒/๖๐) ๓ ยศ หมายถึงความเป็นใหญ่ ความมีโภคสมบัติ ความนับถือ ความมีเกียรติ และการสรรเสริญ (ขุ.ธ.อ. ๒/๖๙) ๔-๕-๖ การฝึก ในที่นี้หมายถึงการฝึกด้วยอริยมรรค ๔ คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตมรรค (ขุ.ธ.อ. ๒/๑๑๘) เปลี่ยนแปลงง่าย หมายถึงเกิดดับเร็ว (ขุ.ธ.อ. ๒/๑๑๘) สุข ในที่นี้หมายถึงสุขที่เกิดจากอริยมรรค อริยผล และสุขที่เกิดจากการบรรลุนิพพานอันเป็นประโยชน์สูงสุด (ขุ.ธ.อ. ๒/๑๑๘) ๗-๘-๙เที่ยวไปในที่ไกล หมายถึงรับอารมณ์ที่อยู่ไกลได้, เที่ยวไปดวงเดียว หมายถึงเกิดดับรับรู้อารมณ์ทีละดวงๆ, ไม่มีสรีระ หมายถึงไม่มีสัณฐาน ไม่มีสี เป็นต้น เพราะเป็นนามธรรม (ขุ.ธ.อ. ๒/๑๒๖)


96 พุทธมนต์ (๑๕)ทิโส ทิสัง ยันตัง กะยิรา, เวรี วา ปะนะ เวรินัง, มิจฉาปะณิหิตัง จิตตัง, ปาปิโย นัง ตะโต กะเร. จิตที่ตั้งไว้ผิดแล้ว,๑ พึงท�ำบุคคลนั้นให้เลวทราม, ยิ่งกว่าความพินาศฉิบหาย, ที่ศัตรูท�ำต่อศัตรู, หรือคนจองเวรนั้นท�ำแก่กันฯ (๑๖)นะ ตัง มาตาปิตา กะยิรา, อัญเญ วาปิ จะ ญาตะกา, สัมมาปะณิหิตัง จิตตัง, เสยยะโส นัง ตะโต กะเร. จิตที่อบรมดีแล้ว, ย่อมอ�ำนวยให้ซึ่งสิ่งอันประเสริฐยิ่ง, ที่มารดาบิดาก็ท�ำให้ ไม่ได้, หรือแม้ญาติพี่น้องก็ท�ำให้ไม่ได้ฯ (๑๗)นะ ปะเรสัง วิโลมานิ, นะ ปะเรสัง กะตากะตัง, บุคคลไม่พึงใส่ใจถ้อยค�ำแสลงหูของคนอื่น, ไม่พึงเพ่งเล็งกิจที่คนอื่นท�ำแล้ว หรือยังไม่ได้ท�ำ, อัตตะโน วะ อะเวกเขยยะ, กะตานิ อะกะตานิ จะ. แต่พึงตรวจดูกิจที่ตนท�ำแล้วและยังไม่ได้ท�ำเท่านั้น ฯ (๑๘)ทีฆา ชาคะระโต รัตติ, ทีฆัง สันตัสสะ โยชะนัง, ราตรีของผู้ตื่นอยู่ยาวนาน, ระยะทางของคนที่เหนื่อยล้าแล้วแสนไกล, ทีโฆ พาลานะ สังสาโร, สัทธัมมัง อะวิชานะตัง. สังสารวัฏของคนพาล๒ ผู้ไม่รู้พระสัทธรรม, ย่อมยาวไกลกว่านั้นฯ (๑๙)จะรัญเจ นาธิคัจเฉยยะ, เสยยัง สะทิสะมัตตะโน, ถ้าบุคคลเที่ยวไป, ไม่พึงพบสหายผู้ประเสริฐกว่า, หรือผู้เสมอกับตนแล้วไซร้, เอกะจะริยัง ทัฬหัง กะยิรา, นัตถิ พาเล สะหายะตา. พึงท�ำความเที่ยวไปคนเดียวให้มั่นคงเถิด, เพราะความเป็นสหาย๑ ในคนพาลไม่มีฯ (๑๕) นายนันทโคบาล จิตตวรรค/๓๑ (๑๖) พระโสไรยเถระ จิตตวรรค/๓๒ (๑๗) ปาฏิกาชีวก ปุปผวรรค/๓๘ (๑๘) บุรุษคนใดคนหนึ่ง พาลวรรค/๔๕ (๑๙) สัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระ พาลวรรค/๔๖ ๑ จิตที่ตั้งไว้ผิด หมายถึงจิตที่มุ่งมั่นประพฤติตามอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (ขุ.ธ.อ. ๒/๑๔๙) ๒ คนพาล ในที่นี้หมายถึงคนโง่ ไม่มีปัญญา ไม่รู้จักประโยชน์ในโลกนี้ ประโยชน์ในโลกหน้า ไม่รู้จักพระสัทธรรมมี โพธิปักขิยธรรม และอริยสัจ ๔ เป็นต้น จึงต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ (ขุ.ธ.อ.๓/๑๐๖, ขุ.ธ.ฎีกา ๘๑) ๓ ความเป็นสหาย ในที่นี้หมายถึงคุณธรรมที่ได้จากความเป็นเพื่อนคือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล กถาวัตถุ ๑๐ ธุดงคคุณ ๑๓ วิปัสสนา มรรค ๔ ผล ๔ วิชชา ๓ อภิญญา ๖ (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๑๕)


พุทธพจน์ 97 (๒๐)ปุตตามัตถิ ธะนะมัตถิ, อิติ พาโล วิหัญญะติ, คนเขลาย่อมเดือดร้อนว่า, บุตรของเรามีอยู่, ทรัพย์ของเรามีอยู่, อัตตาหิ อัตตะโน นัตถิ, กุโต ปุตตา กุโต ธะนัง. แท้จริงแล้ว ตนของตนก็ไม่มี, บุตรและทรัพย์จักมีแต่ที่ไหนฯ (๒๑)โย พาโล มัญญะตี พาล๎ยัง, ปัณฑิโต วาปิ เตนะ โส, ผู้ใดเป็นคนโง่, ย่อมส�ำคัญตนว่าโง่, ผู้นั้นพอจะเป็นบัณฑิตได้บ้าง, พาโล จะ ปัณฑิตะมานี, สะ เว พาโลติ วุจจะติ. ส่วนผู้ใดเป็นคนโง่, กลับส�ำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต, บุคคลนั้นแล, เราเรียกว่า คนโง่แท้ฯ (๒๒)ยาวะชีวัมปิ เจ พาโล, ปัณฑิตัง ปะยิรุปาสะติ, หากคนเขลา เข้าไปนั่งใกล้บัณฑิต แม้จนตลอดชีวิต, นะ โส ธัมมัง วิชานาติ, ทัพพิ สูปะระสัง ยะถา. เขาย่อมไม่รู้ธรรม, เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกงฉะนั้นฯ (๒๓)มะธุวา มัญญะตี พาโล, คนพาลย่อมส�ำคัญบาปว่าเป็นประดุจน�้ำผึ้ง๑ ยาวะ ปาปัง นะ ปัจจะติ, ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล, ยะทา จะ ปัจจะตี ปาปัง, แต่เมื่อใดบาปให้ผล, อะถะ ทุกขัง นิคัจฉะติ. เมื่อนั้นคนพาลย่อมประสบทุกข์ ฯ (๒๔)อุทะกัง หิ นะยันติ เนตติกา, ชาวนาย่อมไขน�้ำเข้านา, อุสุการา นะมะยันติ เตชะนัง, ช่างศรย่อมดัดลูกศร, ทารุง นะมะยันติ ตัจฉะกา, ช่างไม้ย่อมถากไม้, อัตตานัง ทะมะยันติ ปัณฑิตา. บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน๒ ฯ (๒๐) อานนทเศรษฐี พาลวรรค/๔๗ (๒๑) โจรผู้ท�ำลายปม พาลวรรค/๔๘ (๒๒) พระอุทายีเถระ พาลวรรค /๔๙ (๒๓) พระอุบลวรรณาเถรี พาลวรรค/๕๔ (๒๔) บัณฑิตสามเณร ปัณฑิตวรรค/๖๔ ๑ ส�ำคัญบาปดุจน�้ำผึ้ง หมายถึงส�ำคัญว่าบาปอกุศลที่ตนท�ำอยู่ ปรากฏน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ เหมือนน�้ำผึ้ง (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๓๖) ๒ ฝึกตน หมายถึงฝึกฝนตนเองเพื่อบรรลุอรหัตผล (ขุ.ธ.อ.๔/๓๕)


98 พุทธมนต์ (๒๕)เสโล ยะถา เอกะฆะโน, วาเตนะ นะ สะมีระติ, ภูเขาศิลาล้วน เป็นหินแท่งทึบ ย่อมไม่สะเทือนด้วยลมฉันใด, เอวัง นินทาปะสังสาสุ, นะ สะมิญชันติ ปัณฑิตา. บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่หวั่นไหว, ในเพราะการนินทาและสรรเสริญ๑ ฉันนั้น ฯ (๒๖)ทุกขะเมวะ หิ สัมโภติ, แท้จริง ทุกข์เท่านั้นย่อมเกิดขึ้น, ทุกขัง ติฏะติ เวติ จะ, ทุกข์ย่อมตั้งอยู่และเสื่อมสิ้นไป, นาั ต๎ระ ทุกขา สัมโภติ, นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด, นาั ต๎ระ ทุกขา นิรุชฌะติ. นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ ฯ (๒๗)รูปา สัททา คันธา ระสา, ผัสสา ธัมมา จะ เกวะลา รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ทั้งสิ้นนี้, เอตัง โลกามิสัง โฆรัง, เอตถะ โลโก วิมุจฉิโต. เป็นเหยื่อล่อให้ติดอยู่ในโลก ชาวโลกพากันหมกมุ่นอยู่ในอารมณ์เหล่านี้ฯ (๒๘)สหัสสะมะปิ เจ วาจา, อะนัตถะปะทะสัญหิตา, หากวาจาแม้ตั้งพันค�ำ, แต่ไม่ประกอบด้วยบทอันเป็นประโยชน์, เอกัง อัตถะปะทัง เสยโย, ยัง สุต๎วา อุปะสัมมะติ. บทอันเป็นประโยชน์บทเดียว, ที่บุคคลฟังแล้วสงบระงับได้,๒ ประเสริฐกว่าฯ (๒๙)วายะเมเถวะ ปุริโส, ยาวะ อัตถัสสะ นิปปะทา, เป็นคนควรพยายามจนกว่าประโยชน์จะส�ำเร็จ, นิปผันนะโสภิโน อัตถา, ขันต๎ยา ภิยโย นะ วิชชะติ. ประโยชน์อันงดงามทั้งหลายอยู่ที่ความส�ำเร็จ, ประโยชน์อื่นยิ่งกว่าขันติไม่มี ฯ (๒๕) พระลกุณฏกภัททิยเถระ ปัณฑิตวรรค/๖๕ (๒๖) สํ.ส.วชิราสูตร ๑๕/๕๕๔ (๒๗) สํ.ส.อายตนสูตร ๑๕/๔๖๖ (๒๘) บุรุษผู้ฆ่าโจรมีเคราแดง สหัสสวรรค/๘๑ (๒๙) สํ.ส. วิโรจนอสุรินทสูตร ๑๕/๘๙๒๑ ในคาถานี้ แม้จะตรัสโลกธรรมไว้เพียง ๒ ประการ คือ นินทาและสรรเสริญก็จริง แต่พึงทราบว่า ทรงแสดงโลกธรรมไว้ทั้ง ๘ ประการ ความหมายโดยสรุป คือ ไม่หวั่นไหวทั้งในอิฏฐารมณ์(อารมณ์ที่น่าปรารถนา) และอนิฏฐารมณ์(อารมณ์ที่ไม่ น่าปรารถนา) (ขุ.ธ.อ.๔/๓๖) ๒ สงบระงับ หมายถึงสงบระงับกิเลสมีราคะเป็นต้นได้ (ขุ.ธ.อ.๔/๘๒)


พุทธพจน์ 99 (๓๐) โย สะหัสสัง สะหัสเสนะ, สังคาเม มานุเส ชิเน, ผู้ใดชนะข้าศึกเป็นพันๆ คนในสงคราม, ผู้นั้นหาใช่ผู้ชนะที่ยอดเยี่ยมไม่, เอกัญจะ เชยยะมัตตานัง, สะ เว สังคามะชุตตะโม. ส่วนผู้ใด ชนะตนเพียงคนเดียว, ผู้นั้นแล ชื่อว่าเป็นยอดแห่งผู้ชนะในสงครามฯ (๓๑) โย จะ วัสสะสะตัง ชีเว, อะปัสสัง อุทะยัพพะยัง, ก็ผู้ใดไม่เห็นความเกิดดับ*, พึงเป็นอยู่ตั้งร้อยปี, เอกาหัง ชีวิตัง เสยโย, ปัสสะโต อุทะยัพพะยัง. ความเป็นอยู่เพียงวันเดียวของผู้เห็นความเกิดดับ, ยังประเสริฐกว่า ฯ (๓๒)อะภิตถะเรถะ กัล๎ยาเณ, บุคคลพึงรีบขวนขวายในความดี, ปาปา จิตตัง นิวาระเย, พึงห้ามจิตเสียจากความชั่ว, ทันธัง หิ กะระโต ปุญญัง, เพราะเมื่อบุคคลท�ำความดีช้าอยู่, ปาปัส๎มิง ระมะตี มะโน. ใจจะยินดีในความชั่วฯ (๓๓)มาวะมัญเญถะ ปุญญัสสะ, นะ มัตตัง อาคะมิสสะติ, บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญว่า ‘บุญมีประมาณน้อยจักไม่มาถึง’ อุทะพินทุนิปาเตนะ, อุทะกุมโภปิ ปูระติ. แม้หม้อน�้ำยังเต็มด้วยหยดน�้ำที่ตกลงมา (ทีละหยดๆ) ได้ฉันใด, อาปูระติ ธีโร ปุญญัสสะ, โถกัง โถกังปิ อาจินัง. ผู้มีปัญญา สั่งสมบุญแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบุญได้ฉันนั้น ฯ (๓๔)ปาณิม๎หิ เจ วะโณ นาสสะ, ถ้าแผลไม่มีที่ฝ่ามือ, หะเรยยะ ปาณินา วิสัง, บุคคลพึงน�ำยาพิษไปด้วยฝ่ามือได้, นาพพะณัง วิสะมัน๎เวติ, เพราะยาพิษย่อมไม่ซึมเข้าไปสู่ฝ่ามือ ที่ไม่มีแผล ฉันใด, นัตถิ ปาปัง อะกุพพะโต. บาปย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ท�ำ ฉันนั้นฯ (๓๐) พระกุณฑลเกสีเถรี สหัสสวรรค/๘๓ (๓๑) นางปฏาจารา สหัสสวรรค/๙๒ (๓๒) พราหมณ์ชื่อจูเฬกสาฎก ปาปวรรค/๙๕ (๓๓) เศรษฐีตีนแมว(พิฬาลปทกะ) ปาปวรรค/๑๐๐ (๓๔) นายพรานกุกุฏมิตร ปาปวรรค/๑๐๒ * เห็นความเกิดและความดับ หมายถึงเห็นความเกิดและความดับของขันธ์ ๕ (ขุ.ธ.อ.๔/๑๒๘)


100 พุทธมนต์ (๓๕)นะ อันตะลิกเข นะ สมุททะมัชเฌ, นะ ปัพพะตานัง วิวะรัง ปะวีสัง, ไม่ว่าบนท้องฟ้า หรือกลางมหาสมุทร, ไม่ว่ากลางหุบเขา ก็ไม่มีแม้แต่ที่เดียว, นะ วัชชะตี โส ชะคะติปปะเทโส, ยัตรัฏฐิโต มุญเจยยะ ปาปะกัมมา. ที่คนเราอาศัยอยู่แล้ว, จะหนีพ้นจากบาปกรรมไปได้ฯ (๓๖)สัพเพ ตะสันติ ทัณฑัสสะ, สัตว์ทั้งปวงย่อมสะดุ้งกลัวโทษทัณฑ์๑ , สัพเพสัง ชีวิตัง ปิยัง, สัตว์ทั้งปวงย่อมรักชีวิต, อัตตานัง อุปะมัง กัต๎วา, บุคคลน�ำตนเข้าไปเปรียบเทียบแล้ว, นะ หะเนยยะ นะ ฆาตะเย. ไม่ควรฆ่าเอง ไม่ควรใช้ให้คนอื่นฆ่าฯ (๓๗)ยะถา ทัณเฑนะ โคปาโล, คาโว ปาเชติ โคจะรัง, นายโคบาลย่อมต้อนฝูงโคไปสู่ที่หากินด้วยท่อนไม้ ฉันใด, เอวัง ชะรา จะ มัจจุ จะ, อายุง ปาเชนติ ปาณินัง. ความแก่และความตาย ย่อมต้อนอายุของสัตว์ทั้งหลายไป ฉันนั้นฯ (๓๘)อะลังกะโร เจปิ สะมัญจะเรยยะ, สันโต ทันโต นิยะโต พ๎รัห๎มะจารี, สัพเพสุ ภูเตสุ นิธายะ ทัณฑัง, โส พ๎ราห๎มะโณ โส สะมะณะ สะ ภิกขุ. ถึงจะแต่งตัวแบบใดก็ตาม, ถ้าเขามีใจสงบ๒ ควบคุมตนได้๓ มั่นคง๔ บริสุทธิ์, ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ประพฤติตนเสมอต้นเสมอปลาย, จะเรียกว่า พราหมณ์ สมณะหรือภิกษุก็ได้ฯ๕ (๓๙)โก นุ หาโส กิมานันโท, นิจจัง ปัชชะลิเต สะติ, เมื่อโลกลุกเป็นไฟ๖ อยู่เป็นนิตย์, ท�ำไมจึงมัวหัวเราะร่าเริงกันอยู่เล่า, อันธะกาเรนะ โอนัทธา, ปะทีปัง นะ คะเวสะถะ. เธอทั้งหลายถูกความมืด๗ ปกคลุมแล้ว, ไฉนไม่แสวงหาดวงประทีป๘ กันเล่าฯ (๓๕) ชน ๓ คน ปาปวรรค/๑๐๕ (๓๖) ภิกษุฉัพพัคคีย์ ทัณฑวรรค/๑๐๘ (๓๗) หญิงผู้รักษาอุโบสถศีล ทัณฑวรรค/ ๑๑๑ (๓๘) สันตติมหาอ�ำมาตย์ ทัณฑวรรค/๑๑๕ (๓๙) หญิงสหายของนางวิสาขา ชราวรรค/๑๑๘๑ โทษทัณฑ์ คือ การใช้ก�ำลังท�ำร้าย เข่นฆ่า หรือเบียดเบียนบุคคลอื่นหรือสัตว์อื่น ให้ได้รับความเดือดร้อน โดยการใช้ ท่อนไม้ ก้อนดิน และวาจาที่หยาบคาย ตลอดถึงการใช้บทลงโทษ (ขุ.ธ.อ.๕/๔๐-๕๘)๒-๓-๔ สงบ หมายถึงสงบจากกิเลสมีราคะเป็นต้น, ควบคุมตนได้ หรือฝึกตนได้ หมายถึงควบคุมอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, มั่นคง หมายถึงเป็นผู้มั่นคงในโลกุตรมรรคทั้ง ๔ (ขุ.ธ.อ.๕/๖๘) ๕ ค�ำว่า “พราหมณ์ สมณะ ภิกษุ” ตามหลักการพุทธศาสนามีความหมายดังนี้ พราหมณ์ หมายถึง ผู้ลอยบาปได้, สมณะ หมายถึงผู้สงบระงับบาปได้, ภิกษุ หมายถึงผู้ท�ำลายกิเลสได้ (ขุ.ธ.อ.๕/๖๘)๖-๗-๘ โลกลุกเป็นไฟ หมายถึงโลกสันนิวาส (โลกคือหมู่สัตว์) ถูกไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ ชาติ ชรา มรณะ โทมนัส และ อุปายาสแผดเผาอยู่เป็นนิตย์, ความมืด หมายถึง อวิชชา, ดวงประทีป หมายถึงแสงสว่างคือปัญญา (ขุ.ธ.อ.๕/๘๕)


พุทธพจน์ 101 (๔๐)ยะถา หิ อังคะสัมภารา, โหติ สัทโท ระโถ อิติ, ค�ำว่ารถมีได้, เพราะประกอบส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน ฉันใด, เอวัง ขันเธสุ สันเตสุ, โหติ สัตโตติ สัมมะติ. เมื่อขันธ์ทั้งหลายมีอยู่, การสมมติว่าสัตว์ก็มีได้ ฉันนั้น ฯ (๔๑)อัตตานะเมวะ ปะฐะมัง, ปะฏิรูเป นิเวสะเย, อะถัญญะมะนุสาเสยยะ นะ กิลิสเสยยะ ปัณฑิโต. บัณฑิตพึงตั้งตนนั่นแล ในคุณอันสมควรก่อน๑ , แล้วจึงสั่งสอนผู้อื่นใน ภายหลัง, จะไม่มัวหมอง๒ ฯ (๔๒)อัตตา หิ อัตตะโน นาโถ, ตนแลเป็นที่พึ่งของตน,๓ โก หิ นาโถ ปะโร สิยา, บุคคลอื่นใครเล่าพึงเป็นที่พึ่งได้, อัตตะนา หิ สุทันเตนะ, เพราะบุคคล มีตนฝึกฝนดีแล้ว นาถัง ละภะติ ทุลละภัง. ย่อมได้ที่พึ่ง อันบุคคลได้โดยยากฯ (๔๓)ผะลัง เว กะทะลิง หันติ, ผลกล้วยย่อมฆ่าต้นกล้วย, ผะลัง เวฬุง ผะลัง นะฬัง, ขุยไผ่ย่อมฆ่าต้นไผ่, ขุยอ้อย่อมฆ่าต้นอ้อ, สักกาโร กาปุริสัง หันติ, สักการะย่อมฆ่าคนชั่ว, คัพโพ อัสสะตะริง ยะถา. เหมือนลูกในท้องฆ่าแม่ม้าอัสดรฉันนั้นฯ (๔๔)อัตตะนาวะ กะตัง ปาปัง, เมื่อตนท�ำบาปเอง, อัตตะนา สังกิลิสสะติ, ตนย่อมเศร้าหมองเอง๔ , อัตตะนา อะกะตัง ปาปัง, เมื่อตนไม่ท�ำบาป, อัตตะนาวะ วิสุชฌะติ, ตนก็บริสุทธิ์เอง, สุทธิ อะสุทธิ ปัจจัตตัง, ความบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตน, นาญโญ อัญญัง วิโสธะเย. คนหนึ่งจะท�ำให้อีกคนหนึ่งบริสุทธิ์หาได้ไม่. (๔๐) สํ.ส.วชิราสูตร ๑๕/๕๕๔ (๔๑) พระอุปนันทศากยบุตร อัตตวรรค/๑๒๘ (๔๒) มารดาของพระกุมารกัสสปเถระ อัตตวรรค/๑๓๐ (๔๓) เรื่องพระกาลเถระ อัตตวรรค/๑๓๔ (๔๔) อุบาสกชื่อจุลกาล อัตตวรรค/๑๓๕ ๑-๒ หมายถึงเมื่อบัณฑิตประสงค์จะสอนผู้อื่นด้วยคุณธรรมมีความมักน้อย เป็นต้น หรือด้วยปฏิปทาของอริยวงศ์ตนเองจะ ต้องด�ำรงอยู่ในคุณธรรมนั้นก่อน (ขุ.ธ.อ.๖/๘), ไม่มัวหมอง หมายถึงไม่ถูกนินทา (ขุ.ธ.อ.๖/๘)๓ ตนแลเป็นที่พึ่งของตน หมายถึงตนเองเท่านั้นที่จะสามารถท�ำกุศลแล้วเข้าถึงสวรรค์ หรือบรรลุมรรคผล ได้ที่พึ่งที่ได้ยาก คืออรหัตผล ไม่มีใครอื่นจะท�ำให้ได้ (ขุ.ธ.อ.๖/๑๕)๔ เศร้าหมองเอง หมายถึงเสวยทุกข์ในอบาย คือ นรก ก�ำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เปรต อสุรกาย (ขุ.ธ.อ.๖/๒๓)


102 พุทธมนต์ (๔๕)หีนัง ธัมมัง นะ เสเวยยะ, บุคคลไม่ควรเสพธรรมอันเลว,๑ ปะมาเทนะ นะ สังวะเส, ไม่ควรอยู่ด้วยความประมาท, มิจฉาทิฏฐิง นะ เสเวยยะ, ไม่ควรยึดถือความเห็นผิด, นะ สิยา โลกะวัฑฒะโน๒ . ไม่ควรเป็นคนรกโลกฯ (๔๖)เอถะ ปัสสะถิมัง โลกัง, ท่านทั้งหลายจงมาดูโลกนี้,๓ จิตตัง ราชะระถูปะมัง, อันตระการตาดุจราชรถ, ยัตถะ พาลา วิสีทันติ, ที่คนเขลาพากันหมกมุ่นอยู่, นัตถิ สังโค วิชานะตัง. แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ฯ๔ (๔๗)ปะฐะว๎ยา เอกะรัชเชนะ, ความเป็นเอกราชในแผ่นดิน, สัคคัสสะ คะมะเนนะ วา, การไปสู่สวรรค์, สัพพะโลกาธิปัจเจนะ, หรือความเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง,๕ โสตาปัตติผะลัง วะรัง. โสดาปัตติผลประเสริฐกว่าฯ (๔๘)กิจโฉ มะนุสสะปะฏิลาโภ, การได้เกิดเป็นมนุษย์เป็นการยาก, กิจฉัง มัจจานะ ชีวิตัง, การด�ำรงชีวิตอยู่ของเหล่าสัตว์ นับว่ายาก, กิจฉัง สัทธัมมัสสะวะนัง, การได้ฟังพระสัทธรรม เป็นเรื่องยาก, กิจโฉ พุทธานะมุปปาโท. การอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าแสนยากฯ๖ (๔๙)ชะยัง เวรัง ปะสะวะติ, ทุกขัง เสติ ปะราชิโต, ผู้ชนะย่อมก่อเวร, ผู้แพ้ย่อมอยู่เป็นทุกข์, อุปะสันโต สุขัง เสติ, หิต๎วา ชะยะปะราชะยัง, ผู้ละทิ้งทั้งความชนะและความแพ้ได้แล้ว, มีใจสงบนั่นแล ย่อมอยู่เป็นสุขฯ (๔๕) เรื่องภิกษุหนุ่ม โลกวรรค/๑๓๗ (๔๖) อภัยราชกุมาร โลกวรรค/๑๔๐ (๔๗) นายกาละบุตรของอนาถบิณฑิกเศรษฐี โลกวรรค/๑๔๗ (๔๘) นาคราชชื่อเอรกปัตตะ พุทธวรรค/๑๕๐ (๔๙) การปราชัยของพระเจ้าโกศล สุขวรรค/๑๕๙ ๑-๒ ธรรมอันเลว ในที่นี้หมายถึงกามคุณ ๕ (ขุ.ธ.อ.๖/๒๗), โลกะวัฑฒะโน แปลว่าพัฒนาโลก แต่ในที่นี้ความหมายแย้ง เพราะพัฒนาวัตถุมากเกินไป ก็ท�ำให้รกโลก อันหมายถึง กิเลสรกใจนั่นเอง (ผู้รวบรวม)๓-๔ โลก หมายถึงโลกคือขันธ์ ๕ เป็นต้น (ขุ.ธ.อ.๖/๓๑), ข้องอยู่ หมายถึงติดอยู่ด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น (ขุ.ธ.อ.๖/๓๒) ๕ ความเป็นเอกราชในแผ่นดิน การไปสู่สวรรค์ และความเป็นใหญ่ในโลก ยังไม่พ้นจากอบายภูมิ มีนรก เป็นต้น แต่ โสดาปัตติผลเป็นธรรมปิดกั้นประตูอบายภูมิได้ (ขุ.ธ.อ.๖/๕๕) ๖ การเกิดเป็นมนุษย์ นับว่ายาก เพราะจะต้องได้มาด้วยความพยายามมากและด้วยกุศลมาก, การด�ำรงชีวิตอยู่ นับว่ายาก เพราะต้องท�ำการงานเลี้ยงชีวิต และเพราะต้องด�ำรงชีวิตอยู่เพียงชั่วระยะนิดหน่อย, การได้ฟังสัทธรรม นับว่ายากเพราะ หาผู้แสดงได้ยาก, การที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้น นับว่ายาก เพราะจะต้องบ�ำเพ็ญบารมีด้วยความพยายาม อันยิ่งใหญ่จึงจะส�ำเร็จได้ และจะต้องใช้เวลาหลายพันโกฏิกัปจึงจะเสด็จอุบัติขึ้นได้ (ขุ.ธ.อ.๖/๙๓)


พุทธพจน์ 103 (๕๐)นัตถิ ราคะสะโม อัคคิ, ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี, นัตถิ โทสะสะโม กะลิ, โทษเสมอด้วยโทสะไม่มี, นัตถิ ขันธะสะมา ทุกขา, ทุกข์ทั้งหลายเสมอด้วยขันธ์ไม่มี, นัตถิ สันติปะรัง สุขัง. สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบ*ไม่มีฯ (๕๑)อาโรค๎ยะปะระมา ลาภา, ความไม่มีโรค เป็นลาภอย่างยิ่ง, สันตุฏฐีปะระมัง ธะนัง, ความพอใจในสิ่งที่ตนมี เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง, วิสสาสะปะระมา ญาตี, ความคุ้นเคย เป็นญาติอย่างยิ่ง, นิพพานัง ปะระมัง สุขัง. นิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่งฯ (๕๒)เปมะโต ชายะเต โสโก, ความเศร้าโศกเกิดจากความรัก, เปมะโต ชายะเต ภะยัง, ภัยเกิดจากความรัก, เปมะโต วิปปะมุตตัสสะ, ผู้รอดพ้นแล้วจากความรัก, นัตถิ โสโก กุโต ภะยัง. ความเศร้าโศกและภัยจักมีแต่ที่ไหนฯ (๕๓)นักขัตตัง ปะฏิมาเนนตัง, อัตโถ พาลัง อุปัจจะคา, ประโยชน์ได้ล่วงเลยคนโง่เขลา, ที่มัวถือฤกษ์ยามอยู่, อัตโถ อัตถัสสะ นักขัตตัง, กิง กะริสสันติ ตาระกา. ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง, ดวงดาวทั้งหลายจักท�ำอะไรได้ฯ (๕๔)ตะเถวะ กะตะปุญญัมปิ, อัส๎มา โลกา ปะรัง คะตัง, ปุญญานิ ปะฏิคัณหันติ, ปิยัง ญาตีวะ อาคะตัง. บุญทั้งหลาย ย่อมต้อนรับบุคคลผู้กระท�ำบุญไว้, ซึ่งไปจากโลกนี้สู่โลกหน้า, ดุจพวกญาติเห็นญาติที่รักมาแล้ว ต้อนรับอยู่ ฉันนั้น ฯ (๕๕)อักโกเธนะ ชิเน โกธัง, พึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ, อะสาธุง สาธุนา ชิเน, พึงชนะคนไม่ดี ด้วยความดี, ชิเน กะทะริยัง ทาเนนะ, พึงชนะคนตระหนี่ ด้วยการให้ สัจเจนาลิกะวาทินัง. พึงชนะคนพูดเหลวไหล ด้วยความจริงฯ (๕๐) เด็กหญิงแห่งตระกูลคนใดคนหนึ่ง สุขวรรค/๑๖๐ (๕๑) พระเจ้าปเสนทิโกศล สุขวรรค/๑๖๒ (๕๒) นางวิสาขา ปิยวรรค /๑๖๗ (๕๓) ขุ.ชา.เอก.นักขัตตชาดก ๒๗/๔๙ (๕๔) นายนันทิยะ ปิยวรรค/๑๗๓ (๕๕) อุตตราอุบาสิกา โกธวรรค/ ๑๗๖ * ความสงบ (สันติ) ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (ขุ.ธ.อ.๖/๑๑๗)


104 พุทธมนต์ (๕๖)อะยะสา วะ มะลัง สะมุฏฐิตัง, ตะทุฏฐายะ ตะเมวะ ขาทะติ, สนิมที่เกิดจากเหล็ก, ย่อมกัดเหล็กนั้นแลให้กร่อนไป ฉันใด, เอวัง อะติโธนะจารินัง, สานิ กัมมานิ นะยันติ ทุคคะติง. กรรมชั่วที่คนชั่วท�ำไว้, ย่อมน�ำเขาไปสู่ทุคติ ฉันนั้น ฯ (๕๗)นะ เตนะ ปัณฑิโต โหติ, ยาวะตา พะหุ ภาสะติ, บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นบัณฑิต เพราะเหตุเพียงพูดมาก, เขมี อะเวรี อะภะโย, ปัณฑิโตติ ปะวุจจะติ. ส่วนผู้มีความเกษม ไม่มีเวร ไม่มีภัย เรากล่าวว่าเป็นบัณฑิต ฯ (๕๘)ปะริปักโก วะโย ตัสสะ, บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่๑ เพียงเพราะมีผมหงอก, โมฆะชิณโณติ วุจจะติ. ผู้ที่แก่แต่วัยเท่านั้น เรียกว่าคนแก่เปล่า, ยัมหิ สัจจัญจะ ธัมโม จะ, ส่วนผู้มีสัจจะ๒ มีธรรม๓ , อะหิงสา สัญญโม ทะโม, มีความไม่เบียดเบียน ความส�ำรวม และการฝึกตน๔ , สะ เว วันตะมะโล ธีโร, คายมลทินได้แล้ว๕ เป็นปราชญ์, โส เถโรติ ปะวุจจะติ. จึงชื่อว่า เป็นผู้ใหญ่แท้ฯ (๕๙)นะ เตนะ ภิกขะโก โหติ, ยาวะตา ภิกขะเต ปะเร, บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุ๖ เพียงเพราะขอจากผู้อื่นเท่านั้น, วิสสัง ธัมมัง สะมาทายะ, ภิกขุ โหติ นะ ตาวะตา. ทั้งไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุ เพราะยังสมาทานธรรมที่เป็นพิษอยู่๗ , โยธะ ปุญญัญจะ ปาปัญจะ, ปะวาเหต๎วา พ๎รัห๎มะจะริยัง, ในศาสนานี้ ผู้ที่ลอยบุญและบาปได้แล้ว, ประพฤติพรหมจรรย์, สังขายะ โลเก จะระติ, สะ เว ภิกขูติ วุจจะติ. เที่ยวไปในโลกด้วยการพิจารณา จึงชื่อว่าภิกษุฯ (๕๖) พระติสสเถระ มลวรรค/๑๘๔ (๕๗) เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์ ธัมมัตถวรรค/๑๙๕ (๕๘) พระลกุณฏกภัททิยเถระ ธัมมัตถวรรค/๑๙๗ (๕๙) พราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ธัมมัตถวรรค/๒๐๐ ๑ ผู้ใหญ่ (เถระ) ในที่นี้หมายถึงผู้มีคุณธรรมที่ท�ำให้เป็นผู้มั่นคง คือ รู้แจ้งอริยสัจ ๔ เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๗/๔๔)๒-๓-๔-๕ มีสัจจะ หมายถึงรู้แจ้งแห่งอริยสัจ ๔ ประการ, มีธรรม หมายถึงบรรลุโลกุตรธรรม ๙ ประการ, ความส�ำรวม หมาย ถึงศีล, การฝึกตน หมายถึงการส�ำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, มีมลทินอันคายแล้ว คือน�ำออกแล้วด้วย มรรคญาณ (ขุ.ธ.อ. ๗/๔๓) ๖-๗ ภิกษุ ในที่นี้หมายถึงผู้ท�ำลายกิเลสทั้งหลายได้ด้วยญาณ, สมาทานธรรมที่เป็นพิษ หมายถึงมีความประพฤติชั่วทาง กาย ทางวาจา และทางใจ (ขุ.ธ.อ.๗/๔๗)


พุทธพจน์ 105 (๖๐)ยาวัง หิ วะนะโถ นะ ฉิชชะติ, อะณุมัตโตปิ นะรัสสะ นาริสุ, ตราบใด บุรุษยังไม่ตัดกิเลสรกชัฏ๑ , แม้เพียงเล็กน้อย ในสตรีทั้งหลาย, ปะฏิพัทธะมะโน วะ ตาวะ โส, วัจโฉ ขีระปะโกวะ มาตะริ. ตราบนั้น เขาย่อมมีใจผูกพัน, เหมือนลูกโคที่ยังไม่หย่านม มีใจผูกพันใน แม่โค ฉะนั้นฯ (๖๑)มาตะรัง ปิตะรัง หันต๎วา, บุคคลฆ่ามารดา๒ ฆ่าบิดา๓ , ราชาโน เท๎ว จะ โสตถิเย, ฆ่ากษัตราธิราชทั้ง ๒ พระองค์๓ ได้, เวยยัคฆะปัญจะมัง หันต๎วา, ท�ำลายทางเสือผ่านที่ ๕ ได้,๔ อะนีโฆ ยาติ พ๎ราห๎มะโณ. ด�ำเนินชีวิตเป็นพราหมณ์ อยู่อย่างไร้ทุกข์ฯ (๖๒)กุโส ยะถา ทุคคะหิโต, หัตถะเมวานุกันตะติ, หญ้าคาที่บุคคลจับไม่ดี, ย่อมบาดมือได้ ฉันใด, สามัญญัง ทุปปะรามัฏฐัง, นิระยายูปะกัฑฒะติ. ความเป็นสมณะที่บุคคลปฏิบัติไม่ดี๕ , ย่อมฉุดเข้าไปในนรก ฉันนั้น ฯ (๖๓)วะระมัสสะตะรา ทันตา, อาชานียา จะ สินธะวา, กุญชะรา จะ มะหานาคา, อัตตะทันโต ตะโต วะรัง. ม้าอัสดร ม้าอาชาไนย, ม้าสินธพและพญาช้างกุญชร, ที่ได้รับการฝึกหัดแล้ว, เป็นสัตว์ประเสริฐ, แต่คนที่ฝึกตนได้แล้ว๖ , ประเสริฐกว่าสัตว์เหล่านั้น ฯ (๖๔)ฉะสุ โลโก สะมุปปันโน, เมื่ออายตนะ ๖ เกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น, ฉะสุ กุพพะติ สันถะวัง, โลกย่อมท�ำความชมเชยในอายตนะ ๖, ฉันนะเมวะ อุปาทายะ, โลกยึดถืออายตนะ ๖ นั่นแหละ, ฉะสุ โลโก วิหัะติ. โลกย่อมเดือดร้อนเพราะอายตนะ ๖ ฯ (๖๐) พระเถระแก่ มรรควรรค/๒๐๙ (๖๑) พระลกุณฏกภัททิยเถระ ปกิณณกวรรค/๒๑๗ (๖๒) ภิกษุว่ายาก นิรยวรรค/ ๒๒๗ (๖๓) เรื่องของพระองค์ นาควรรค/๒๓๒ (๖๔) สํ.ส.โลกสูตร ๑๕/๑๙๗๑ กิเลสรกชัฏ หมายถึงกิเลสอื่นๆ ที่ให้วิบาก หรือที่ให้เกิดในภพต่อๆไป (ขุ.ธ.อ.๗/๖๙)๒-๓-๔ มารดา หมายถึงตัณหาที่เป็นเหตุให้สัตว์เกิดในภพที่สาม, บิดา หมายถึงอัสมิมานะ (การถือตัวว่าเป็นเรา), กษัตราธิราชทั้ง ๒ พระองค์ หมายถึงสัสตทิฐิ (ความเห็นว่าเที่ยง) และอุจเฉททิฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ), (ขุ.ธ.อ. ๗/๙๒), ทางเสือผ่านที่ ๕ หมายถึงวิจิกิจฉานิวรณ์ (ขุ.ธ.อ.๗/๙๓) ๕ ความเป็นสมณะที่บุคคลปฏิบัติไม่ดี หมายถึงภาวะแห่งความเป็นสมณะ กล่าวคือสมณธรรมที่ภิกษุปฏิบัติไม่ดีเพราะเป็น ผู้ทุศีล เป็นต้น ย่อมส่งผลให้ไปเกิดในนรก (ขุ.ธ.อ.๗/๑๑๕) ๖ ฝึกตนได้แล้ว หมายถึงฝึกตนได้ด้วยอริยมรรค ๔ คือโสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตมรรค (ขุ.ธ.อ.๗/๑๒๕)


106 พุทธมนต์ (๖๕)นะ ตัง ทัฬหัง พันธะนะมาหุ ธีรา, ยะทายะสัง ทารุชัง ปัพพะชัญจะ, นักปราชญ์ทั้งหลาย, มิได้กล่าวถึงเครื่องจองจ�ำ, ที่ท�ำด้วยเหล็ก ไม้ และ หญ้าปล้อง, ว่าเป็นเครื่องจองจ�ำที่มั่นคงเลย, สารัตตะรัตตา มะณิกุณฑะเลสุ, ปุตเตสุ ทาเรสุ จะ ยา อะเปกขา. แต่กล่าวถึงความก�ำหนัดยินดีในต่างหูแก้วมณี, และความไยดีในบุตรภรรยา, ว่าเป็นเครื่องจองจ�ำที่มั่นคง, เอตัง ทัฬหัง พันธะนะมาหุ ธีรา, โอหารินัง สิถิลัง ทุปปะมัญจัง, นักปราชญ์ทั้งหลาย, กล่าวถึงเครื่องจองจ�ำที่มั่นคงนั้นว่า, มีปกติเหนี่ยวลง หย่อนยาน, แต่แก้ให้หลุดยาก, เอตังปิ เฉต๎วานะ ปะริพพะชันติ, อะนะเปกขิโน กามะสุขัง ปะหายะ. นักปราชญ์เหล่านั้น, ตัดเครื่องจองจ�ำนั้นได้แล้ว, ไม่ไยดี, ละกามสุข, ย่อมออกบวชแลฯ (๖๖)เย ราคะรัตตานุปะตันติ โสตัง, สัตว์ทั้งหลายผู้ยินดีด้วยราคะ๑ , ย่อมตกไปสู่กระแสตัณหา, สะยัง กะตัง มักกะฏะโกวะ ชาลัง, เหมือนแมงมุมติดใยที่ตนถักไว้เอง, เอตัมปิ เฉต๎วานะ วะชันติ ธีรา, นักปราชญ์ทั้งหลาย, ตัดกระแสตัณหานั้นได้แล้ว, อะนะเปกขิโน สัพพะทุกขัง ปะหายะ. หมดความไยดี, ย่อมละทุกข์ทั้งปวงไปได้ฯ (๖๗)มุญจะ ปุเร มุญจะ ปัจฉะโต, มัชเฌ มุญจะ ภะวัสสะ ปาระคู, เธอจงเป็นผู้ปล่อยวางทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน๒ , จะเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ๓ , สัพพัตถะ วิมุตตะมานะโส, นะ ปุนะ ชาติชะรัง อุเปหิสิ. เธอผู้มีใจหลุดพ้นในธรรมทั้งปวงแล้ว, จักไม่เข้าถึงชาติชราอีกต่อไปฯ (๖๕) เรื่องเรือนจ�ำ ตัณหาวรรค/๒๔๓ (๖๖) พระนางเขมา ตัณหาวรรค/๒๔๔ (๖๗) บุตรเศรษฐีชื่ออุคคเสน ตัณหาวรรค/๒๔๕ ๑ หมายรวมถึงขุ่นเคืองเพราะโทสะ ลุ่มหลงเพราะโมหะด้วย (ขุ.ธ.อ. ๘/๒๐) ๒ หมายถึงปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ความทะยานอยากในขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน (ขุ.ธ.อ.๘/๒๔) ๓ ฝั่งแห่งภพ ด้วยอ�ำนาจแห่งกิจในอริยสัจ ๔ มีใจพ้นแล้วในสังขตธรรมทั้งปวง หมายถึงพระนิพพาน (ขุ.ธ.อ.๘/๒๔)


พุทธพจน์ 107 (๖๘)สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ,การให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง, สัพพัง ระสัง ธัมมะระโส ชินาติ, รสแห่งธรรม ชนะรสทั้งปวง, สัพพัง ระติง ธัมมะระตี ชินาติ, ความยินดีในธรรม ชนะความยินดีทั้งปวง, ตัณหักขะโย สัพพะทุกขัง ชินาติ. ความสิ้นตัณหา ชนะทุกข์ทั้งปวง๑ ฯ (๖๙) สัพพะโส นามะรูปัส๎มิง, ยัสสะ นัตถิ มะมายิตัง, ผู้ใดไม่มีความยึดถือในนามรูปว่าเป็นของเรา, โดยประการทั้งปวง, อะสะตา จะ นะ โสจะติ, สะ เว ภิกขูติ วุจจะติ. และไม่เศร้าโศกเพราะนามรูปแปรผันไป, ผู้นั้นแล เราเรียกว่าภิกษุฯ (๗๐)นัตถิ ฌานัง อะปัญญัสสะ, ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญา นัตถิ อะฌายะโต, ปัญญาก็ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ยัมหิ ฌานัญจะ ปัญญา จะ, มีทั้งฌานและปัญญานั่นแล สะ เว นิพพานะสันติเก. จึงนับว่าอยู่ใกล้นิพพาน ฯ (๗๑)พาหิตะปาโป หิ พ๎ราห๎มะโณ, ผู้ที่ลอยบาปได้ เราเรียกว่าพราหมณ์, สะมะจะริยา สะมะโณติ วุจจะติ, เพราะประพฤติสงบ๒ เราเรียกว่าสมณะ, ปัพพาชะยะมัตตะโน มะลัง, ผู้ที่ก�ำจัดมลทิน๓ ของตนให้หมดไปได้, ตัส๎มา ปัพพะชิโตติ วุจจะติ. เราจึงเรียกว่า บรรพชิต ฉะนั้น ฯ (๗๒)นะ ชัจจา วะสะโล โหติ, บุคคลไม่ได้เป็นคนเลวเพราะชาติก�ำเนิด, นะ ชัจจา โหติ พ๎ราห๎มะโณ, ไม่ได้เป็นคนดีเพราะชาติก�ำเนิด, กัมมุนา วะสะโล โหติ, แต่เป็นคนเลวเพราะการกระท�ำ, กัมมุนา โหติ พ๎ราห๎มะโณ. เป็นคนดีเพราะการกระท�ำ ฯ๔ (๖๘) ท้าวสักกเทวราช ตัณหาวรรค/๒๔๙ (๖๙) ปัญจัคคทายกพราหมณ์ ภิกขุวรรค/๒๕๗ (๗๐) สัมพหุลภิกษุ ภิกขุวรรค/๒๕๘ (๗๑) บรรพชิตรูปใดรูปหนึ่ง พราหมณวรรค/๒๖๙ (๗๒) ม.ม.วาเสฏฐสูตร ๑๓/๗๐๗ ๑ ความสิ้นตัณหา ชนะทุกข์ทั้งปวง หมายถึงอรหัตผลที่เกิดขึ้นในที่สุดแห่งความสิ้นตัณหานั้นเป็นสภาวะที่ครอบง�ำตัดขาด ทุกข์ในสังสารวัฏได้อย่างสิ้นเชิง (ขุ.ธ.อ.๘/๓๘) ๒-๓ ประพฤติสงบ หมายถึงประพฤติปฏิบัติให้อกุศลธรรมทั้งหมดสงบ, มลทิน หมายถึงราคะ โทสะ โมหะ (ขุ.ธ.อ.๘/๙๗)๔ ของเดิมแปลว่า “บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติตระกูลก็หาไม่ หรือไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติตระกูลก็หาไม่ บุคคลเป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม หรือไม่เป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม” ในที่นี้แปลเอาความ (ผู้รวบรวม)


108 พุทธมนต์ (๗๓)ละภะติ หันตา หันตารัง, ผู้ฆ่าย่อมได้รับการฆ่าตอบ, เชตารัง ละภะเต ชะยัง, ผู้ชนะย่อมได้รับการชนะตอบ, อักโกสะโก จะ อักโกสัง, ผู้ด่าย่อมได้รับการด่าตอบ, โรเสตารัญจะ โรสะโก, และผู้โกรธย่อมได้รับการโกรธตอบ, อะถะ กัมมะวิวัฏเฏนะ, โส วิลุตโต วิลุมปะติ. และเมื่อกรรมให้ผล ผู้แย่งชิงนั้นย่อมถูกเขาแย่งชิงไป ฯ (๗๔)กายะสุจิง วะจีสุจิง, เจโตสุจิมะนาสะวัง, สุจิง โสเจยยะสัมปันนัง, อาหุ สัพพะปะหายินัง. ผู้มีกายสะอาด มีวาจาสะอาด มีใจสะอาด ไม่มีอาสวะ, เป็นผู้สะอาด ถึงพร้อมด้วยความสะอาด, บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่าเป็นผู้ล้างบาปได้ ฯ (๗๕)สัพพะรัตติง สุปิต๎วานะ, ทิวา สังคะณิเก ระโต, กุทาสสะ นามะ ทุมเมโธ, ทุกขัสสันตัง กะริสสะติ. คนทรามปัญญา เอาแต่นอนทั้งคืน, ชอบมั่วสุมกับหมู่พวกทั้งวัน, เมื่อไรถึงจะสิ้นทุกข์ได้เล่า ฯ (๗๖)สุสสูสา สุตะวัฑฒะนี, การฟังด้วยดีเป็นเหตุให้การศึกษาเจริญ, สุตัง ปัญญายะ วัฑฒะนัง, การศึกษาเป็นเหตุให้ปัญญาเจริญ, ปัญญายะ อัตถัง ชานาติ, บุคคลรู้ประโยชน์ได้ก็เพราะปัญญา, ญาโต อัตโถ สุขาวะโห. ประโยชน์ที่บุคคลรู้แล้วน�ำความสุขมาให้ ฯ (๗๗)ปะริตตัง ทารุมารุยหะ, ยะถา สีเท มะหัณณะเว, เต่าตาบอดเกาะท่อนไม้เล็กๆ ย่อมจมลงในมหาสมุทร ฉันใด เอวัง กุสีตะมาคัมมะ, สาธุชีวีปิ สีทะติ. บุคคลแม้มีความเป็นอยู่ดี อาศัยคนเกียจคร้าน ก็จมลงในสังสารวัฏได้ ฉันนั้นฯ (๗๓) สํ.ส.ทุติยสังคามสูตร ๑๕/๓๗๕ (๗๔) ขุ.อิติ.สุจิสูตร ๒๐/๒๔๔ (๗๕) ขุ.เถร.นีตเถรคาถา ๒๖/๒๒๑ (๗๖) ขุ.เถร.มหาจุนทเถรคาถา ๒๖/๒๖๘ (๗๗) ขุ.เถร.โสมมิตตเถรคาถา ๒๖/๒๗๑


พระปริตร 109 “ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดไม่เพลิดเพลิน รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ ผู้นั้นชื่อว่าไม่เพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดไม่เพลิดเพลินทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นพ้นไปจากทุกข์” สํ. ข. อภินันทนสูตร ๑๗/๓๐ พระปริตร บทที่


110 พุทธมนต์ ปริตร แปลว่า ต้านทาน ต่อมาเรียกเพี้ยนเป็น ต�ำนาน หรือที่เรียกบทพระปริตรต่างๆ ว่า ๗ ต�ำนาน (มีพระปริตรอยู่ ๗ บท) และ๑๒ ต�ำนาน (มีพระปริตรอยู่ ๑๒ บท) หรืออีกนัยหนึ่งแปลว่า เครื่องคุ้มครอง คือ คุ้มครองป้องกันอันตรายจากภายนอก เช่น อุบัติเหตุโจร ยักษ์สัตว์เดรัจฉาน และป้องกันอันตรายภายใน คือโรคภัยไข้เจ็บ การสวดพระปริตร เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศลังกา ราว พ.ศ. ๕๐๐ ด้วยว่าชาวลังกาที่นับถือพุทธ ศาสนาในขณะนั้น ประสงค์ให้พระสงฆ์ช่วยเหลือตนให้เกิดสิริมงคล  และป้องกันภยันตรายต่างๆ ด้วยการสวด มนต์และคาถาตามแบบอย่างพราหมณ์ซึ่งมีความเชื่อว่าผู้ทรงเวทจะท�ำให้เกิดสิริมงคลและป้องกันภยันตราย แก่มหาชนได้ด้วยเหตุนี้พระสงฆ์ลังกาจึงได้คิดวิธีสวดพระปริตรขึ้น โดยเลือกเอาพระสูตร หรือคาถาที่สรรเสริญ คุณพระรัตนตรัย อันเกิดขึ้นเนื่องด้วยเหตุการณ์ต่างๆ มาสวดเป็นมนต์โดยการสวดครั้งแรกๆ ก็ขึ้นกับ เหตุการณ์ที่ไปสวด เช่น ไปสวดพิธีมงคลก็ใช้มงคลสูตรสวด สวดให้คนเจ็บป่วยก็ใช้โพชฌงคสูตร ครั้นคนนิยม มากขึ้น ก็คิดค้นพระสูตรต่างๆ มาสวดเป็นพระปริตรมากขึ้นเป็นล�ำดับ ต่อมาพระเจ้าแผ่นดินประเทศลังกาก็ได้รับสั่งให้คณะสงฆ์ปรับปรุงพระสูตร และคาถาที่ใช้สวดพระ ปริตรขึ้นใหม่ให้เหมาะกับเหตุการณ์  เพื่อใช้ในพระราชพิธีหลวงโดยได้เพิ่มพระสูตรและคาถาให้มากขึ้น และ เรียกว่า“ราชปริตร”แปลว่า  มนต์คุ้มครองพระเจ้าแผ่นดิน ต่อมาประชาชนต่างก็นิยม ให้มีการสวดพระปริตร ในพิธีของตนบ้าง  จึงเกิดเป็นประเพณีสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน อานิสงส์ที่ได้รับจากการสวดพระปริตรนี้เกิดจากอานุภาพของพระรัตนตรัย และความเมตตา เพราะ พระปริตรกล่าวถึงคุณของพระรัตนตรัย และการเจริญเมตตาภาวนาโดยส่วนมาก พระปริตรบางบทเป็นพระ สูตรอันมีมาในพระบาลีเช่น มงคลสูตร ขันธสูตร เมตตสูตร เป็นต้น บางบทโบราณาจารย์แต่งขึ้นใน ภายหลัง


พระปริตร 111 ค�ำอาราธนาพระปริตร วิปัตติปะฏิพาหายะ, สัพพะสัมปัตติสิทธิยา, สัพพะทุกขะ* วินาสายะ, ปะริตตัง พ๎รูถะ มังคะลัง. (ค�ำแปล) เพื่อป้องกันความวิบัติ, เพื่อความส�ำเร็จแห่งสมบัติทั้งปวง, เพื่อความพินาศ ไปแห่งทุกข์(ภัย,โรค) ทั้งปวง,ขอเชิญท่านทั้งหลาย, จงสวดพระปริตร อันเป็น มงคลเถิดฯ *หมายเหตุ : รอบที่ ๒ เปลี่ยนเป็นสัพพะภะยะ, รอบที่ ๓ เปลี่ยนเป็นสัพพะโรคะ บทชุมนุมเทวดา (สะรัชชัง สะเสนัง สะพันธุง นะรินทัง ปะริตตานุภาโว สะทา รักขะตูติ ขออานุภาพพระปริตร จงรักษาพระราชาผู้เป็นเจ้าแห่งนรชน พร้อมด้วย ราชสมบัติราชวงศ์และเสนามาตย์เถิด) ผะริต๎วานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา, อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตตัง ภะณันตุ. ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้มีเมตตา จงแผ่เมตตาจิต อย่ามีจิตฟุ้งซ่าน ตั้งใจสวด พระปริตรเถิดฯ สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน, ขอเชิญเหล ่าเทพเจ้าซึ่งสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นกามภพก็ดีรูปภพก็ดีและ ภุมเทวดาซึ่งสถิตอยู่ในวิมาน หรือยอดเขาและหุบเขา ในอากาศก็ดี, ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุม๎หิ เขตเต, ในเกาะก็ดีในแว่นแคว้นก็ดีในบ้านก็ดีในต้นพฤกษาและป่าชัฏก็ดี ในเรือน ก็ดีในไร่นาก็ดี, ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา, เทพยดาทั้งหลาย ซึ่งสถิตตามภาคพื้นดิน รวมทั้งยักษ์คนธรรพ์และพญานาค ซึ่งสถิตอยู่ในน�้ำ บนบก และที่อันไม่ราบเรียบก็ดี, ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุ. ซึ่งอยู่ในที่ใกล้เคียง จงมาประชุมพร้อมกันในที่นี้, ค�ำใดเป็นของพระมุนี ผู้ประเสริฐ ท่านสาธุชนทั้งหลายจงสดับค�ำของข้าพเจ้านั้น ฯ ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา. (๓ จบ) ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรมฯ


112 พุทธมนต์ นโม ๙๑ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต / / อะระหะโต / สัมมา / สัมพุท / ธัส / / สะฯ นะโม ตัส / / สะ ภะคะวะโต / อะระหะโต / สัมมา/ สัมพุท / ธัส / / สะ /ฯ นะโม ตัส / / สะ ภะคะวะโต / อะระหะโต / สัมมา/ สัมพุท / / ธัส / / สะฯ ไตรสรณคมน์๒ พุทธัง (ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง)๓ สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัง (ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง) สะระณัง คัจฉามิ, สังฆัง (ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง) สะระณัง คัจฉามิ. ทุติยัมปิ พุทธัง (ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง ) สะระณัง คัจฉามิ, ทุติยัมปิ ธัมมัง (ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง ) สะระณัง คัจฉามิ, ทุติยัมปิ สังฆัง (ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง ) สะระณัง คัจฉามิ. ตะติยัมปิ พุทธัง (ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง ) สะระณัง คัจฉามิ, ตะติยัมปิ ธัมมัง (ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง ) สะระณัง คัจฉามิ, ตะติยัมปิ สังฆัง (ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง ) สะระณัง คัจฉามิ. (ค�ำแปล) ข้าพเจ้า ขอถือเอาพระพุทธเจ้า...พระธรรม..พระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ (ตลอด ชีวิตตราบเท่าถึงพระนิพพาน) ฯ แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้า ขอถือเอาพระพุทธเจ้า...พระธรรม..พระสงฆ์ว่าเป็น สรณะ (ตลอดชีวิตตราบเท่าถึงพระนิพพาน) ฯ แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้า ขอถือเอาพระพุทธเจ้า...พระธรรม..พระสงฆ์ว่าเป็น สรณะ (ตลอดชีวิตตราบเท่าถึงพระนิพพาน) ฯ ๑-๒ ขุ.ขุ. ๒๕/๑ ส�ำหรับ นะโม ๙ เป็นบทนมัสการ ใช้ในการเจริญพระพุทธมนต์ที่ใช้ท�ำนองสังโยค “/” และ “//” คือความยาวของการหยุดระหว่างค�ำ ๓ หากสวดในงานต่ออายุผู้ป่วย ให้สวด (ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง) ด้วย


พระปริตร 113 หมายเหตุ: แถบด�ำในบทพระปริตรทั้งหมด แสดงให้รู้ว่าค�ำบาลีประโยคไหน แปลอย่างไร เพื่อป้องกันความสับสน ในขณะที่สวดแปล หากสวดโดยไม่แปลก็ไม่ต้องใส่ใจแถบด�ำ บทไหนไม่มีแถบด�ำให้แปลแถวต่อแถว * พระนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส เพื่อใช้แทนบทสัมพุทธนมการคาถา(หน้า ๑๑๕) นมการสิทธิคาถา* พุทธมนต์ที่แสดงความนอบน้อมต่อพระรัตนตรัย โย จักขุมา โมหะมะลาปะกัฏโฐ, พระพุทธเจ้าพระองค์ใด, ทรงมี พระจักษุ, ก�ำจัดมลทินคือโมหะได้แล้ว, สามัง วะ พุทโธ สุคะโต วิมุตโต, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง,เสด็จไปดีแล้ว ทรงหลุดพ้นแล้ว, มารัสสะ ปาสา วินิโมจะยันโต, ทรงปลดเปลื้องประชุมชนผู้เป็นเวไนยสัตว์ ปาเปสิ เขมัง ชะนะตัง วิเนยยัง. จากบ่วงแห่งมาร, ให้บรรลุถึงความเกษม ส�ำราญแล้ว, พุทธัง วะรันตัง สิระสา นะมามิ, ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ, โลกัสสะ นาถัญจะ วินายะกัญจะ, ผู้เป็นที่พึ่ง, ผู้แนะน�ำสัตว์โลกพระองค์นั้น, ด้วยเศียรเกล้า, ตันเตชะสา เต ชะยะสิทธิ โหตุ, ด้วยเดชของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น, ขอชัยชนะและความส�ำเร็จจงมีแก่ท่าน, สัพพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ. ขอให้อันตรายทั้งปวงจงพินาศไป ฯ ธัมโม ธะโช โย วิยะ ตัสสะ สัตถุ, พระธรรมใด, เป็นดุจธงชัยแห่ง พระศาสดาพระองค์นั้น, ทัสเสสิ โลกัสสะ วิสุทธิมัคคัง, เป็นเครื่องชี้น�ำทางแห่งความบริสุทธิ์แก่ สัตว์โลก, นิยยานิโก ธัมมะธะรัสสะ ธารี, เป็นคุณชาติที่น�ำสัตว์ออกจากทุกข์, เป็น ธรรมชาติคุ้มครองผู้ทรงธรรม,


114 พุทธมนต์ สาตาวะโห สันติกะโร สุจิณโณ. พระธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว, ย่อมน�ำ ความสุขมาให้, ก่อให้เกิดสันติสุขฯ ธัมมัง วะรันตัง สิระสา นะมามิ, ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระธรรมอันประเสริฐ, โมหัปปะทาลัง อุปะสันตะทาหัง, อันเป็นเครื่องก�ำจัดความลุ่มหลง,อันระงับ ความเร่าร้อนนั้น, ด้วยเศียรเกล้า, ตันเตชะสา เต ชะยะสิทธิ โหตุ, ด้วยเดชแห่งพระธรรมนั้น, ขอชัยชนะและ ความส�ำเร็จจงมีแก่ท่าน, สัพพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ. ขอให้อันตรายทั้งปวงจงพินาศไป เทอญฯ สัทธัมมะเสนา สุคะตานุโค โย, พระสงฆ์หมู่ใดเป็นพระธรรมเสนา, ด�ำเนินตามรอยพระสุคตเจ้า, โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะเชตา, เอาชนะบาปธรรมและอุปกิเลสของโลก ได้แล้ว, สันโต สะยัง สันตินิโยชะโก จะ, ตนเองสงบแล้ว, และยังชักชวนให้ผู้อื่น สงบด้วย, ส๎วากขาตะธัมมัง วิทิตัง กะโรติ. ด้วยการเผยแผ่พระธรรม, อันพระศาสดา ตรัสไว้ดีแล้วฯ สังฆังวะรันตัง สิระสา นะมามิ, ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์ผู้ประเสริฐ, พุทธานุพุทธัง สะมะสีละทิฏฐิง, ผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธองค์, ผู้เสมอกันด้วย ศีลและทิฐิหมู่นั้น, ด้วยเศียรเกล้า, ตันเตชะสา เต ชะยะสิทธิ โหตุ, ด้วยเดชแห่งพระสงฆ์นั้น, ขอชัยชนะและ ความส�ำเร็จจงมีแก่ท่าน, สัพพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ. ขอให้อันตรายทั้งปวงจงพินาศไป เทอญฯ


พระปริตร 115 สัมพุทธนมการคาถา* ค�ำนมัสการพระพุทธเจ้า ๓,๕๘๔,๑๙๒ พระองค์ สัมพุทเธ อัฏฐะวีสัญจะ, ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสัมพุทธเจ้า ท๎วาทะสัญจะ สะหัสสะเก, ห้าแสนหนึ่งหมื่นสองพันยี่สิบแปดพระองค์ ปัญจะสะตะสะหัสสานิ, ด้วยเศียรเกล้า, นะมามิ สิระสา อะหัง, เตสัง ธัมมัญจะ สังฆัญจะ, ข้าพเจ้าขอนอบน้อมทั้งพระธรรมและ อาทะเรนะ นะมามิหัง, พระสงฆ์ของพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย เหล่านั้นโดยเคารพด้วย, นะมะการานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพแห่งการท�ำความนอบน้อม, หันต๎วา สัพเพ อุปัททะเว, ขอจงขจัดเสียซึ่งอุปัทวะทั้งหลายทั้งปวง, อะเนกา อันตะรายาปิ, ถึงแม้อันตรายเป็นอันมาก, วินัสสันตุ อะเสสะโต. ก็จงพินาศไปโดยสิ้นเชิง, สัมพุทเธ ปัญจะปัญญาสัญจะ, ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสัมพุทธเจ้า จะตุวีสะติสะหัสสะเก, หนึ่งล้านสองหมื่นสี่พันห้าสิบห้าพระองค์ ทะสะสะตะสะหัสสานิ ด้วยเศียรเกล้า, นะมามิ สิระสา อะหัง, เตสัง ธัมมัญจะ สังฆัญจะ, ข้าพเจ้าขอนอบน้อมทั้งพระธรรมและ อาทะเรนะ นะมามิหัง, พระสงฆ์ของพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย เหล่านั้น โดยเคารพด้วย, นะมะการานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพแห่งการท�ำความนอบน้อม หันต๎วา สัพเพ อุปัททะเว, ขอจงขจัดเสียซึ่งอุปัทวะทั้งหลายทั้งปวง, อะเนกา อันตะรายาปิ, ถึงแม้อันตรายเป็นอันมาก, วินัสสันตุ อะเสสะโต. ก็จงพินาศไป โดยสิ้นเชิง ฯ


116 พุทธมนต์ * สมัยโบราณใช้สัมพุทเธฯ ซึ่งไม่ทราบว่าผู้ใดรจนาไว้สันนิษฐานว่ารจนาขึ้นในรัชกาลของสมเด็จพระบรมไตรโลก- นาถ พร้อมๆ กับบทมงคลจักรวาลใหญ่ มงคลจักรวาลน้อย ครั้นต่อมาการศึกษาทางพระศาสนาในยุครัตนโกสินทร์ เฟื่องฟูสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส เห็นว่าบทสัมพุทเธฯ แต่งขึ้นตามคติมหายาน จึงได้ทรง พระนิพนธ์นมการสิทธิคาถาขึ้นใหม่ โปรดให้ใช้แทนบทสัมพุทเธฯ แต่ในปัจจุบันบางที่ก็ยังใช้สัมพุทเธฯ อยู่ สัมพุทเธ นะวุตตะระสะเต, ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสัมพุทธเจ้า อัฏฐะจัตตาฬีสะ สะหัสสะเก สองล้านสี่หมื่นแปดพันหนึ่งร้อยเก้าพระองค์ วีสะติสะตะสะหัสสานิ, ด้วยเศียรเกล้า, นะมามิ สิระสา อะหัง, เตสัง ธัมมัญจะ สังฆัญจะ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมทั้งพระธรรมและ อาทะเรนะ นะมามิหัง, พระสงฆ์ของพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย เหล่านั้น โดยเคารพด้วย, นะมะการานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพแห่งการท�ำความนอบน้อม, หันต๎วา สัพเพ อุปัททะเว, ขอจงขจัดเสียซึ่งอุปัทวะทั้งหลายทั้งปวง, อะเนกา อันตะรายาปิ, ถึงแม้อันตรายเป็นอันมาก, วินัสสันตุ อะเสสะโต. ก็จงพินาศไป โดยสิ้นเชิงเถิด ฯ (ถ้าไม่สวด สัมพุทเธ จะสวด นมการสิทธิคาถา แทนก็ได้)


พระปริตร 117 นโมการอัฏฐกถา๑ พุทธมนต์ที่แสดงถึงการนอบน้อมสิ่งอันเป็นมงคล ๘ ประการ นะโม อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ มเหสิโน, ขอนอบน้อมแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้แสวงหาซึ่งประโยชน์อันยิ่งใหญ่, นะโม อุตตะมะธัมมัสสะ ส๎วากขาตัสเสวะ เตนิธะ, ขอนอบน้อมแด่พระธรรมอันสูงสุดในพระศาสนานี้อันพระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว, นะโม มะหาสังฆัสสาปิ วิสุทธะสีละทิฏฐิโน, ขอนอบน้อมแด่พระสงฆ์หมู่ใหญ่ ผู้มีศีลและทิฐิอันบริสุทธิ์, นะโม โอมาต๎ยารัทธัสสะ ระตะนัตต๎ยัสสะ สาธุกัง, ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัยที่ปรารภแล้วว่าโอม๒ ให้ส�ำเร็จประโยชน์, นะโม โอมะกาตี ตัสสะ ตัสสะ วัตถุตต๎ยัสสะปิ, ขอนอบน้อมแม้แต่หมวดแห่งวัตถุ(คือพระรัตนตรัย)อันล่วงพ้นโทษต�่ำช้านั้น นะโม การัปปะภาเวนะ วิคัจฉันตุ อุปัททะวา, ด้วยการประกาศการกระท�ำการนอบน้อม อุปัทวะทั้งหลายจงปราศจากไป, นะโม การานุภาเวนะ สุวัตถิ โหตุ สัพพะทา, ด้วยอานุภาพแห่งการกระท�ำความนอบน้อม ขอความสวัสดีจงมีทุกเมื่อ นะโม การัสสะ เตเชนะ วิธิม๎หิ โหมิ เตชะวา. ด้วยเดชแห่งการกระท�ำความนอบน้อม เราจงเป็นผู้มีเดชในมงคลพิธีเถิดฯ ๑ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ใช้ส�ำหรับท�ำน�้ำพุทธมนต์ในมงคลพิธี จึงเริ่มจุดเทียนน�้ำมนต์เมื่อสาธยายบทนี้ ๒ ค�ำว่า “โอม” ในที่นี้คือ อะ อุมะ, ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์อะ ได้แก่อะระหะโต, อุได้แก่อุตตะมะธัม- มัสสะ, มะ ได้แก่ มะหาสังฆัสสาปิ, อะ อุมะ เมื่อออกเสียงเร็วๆ จะฟังเป็น “โอม” อันหมายถึงพระรัตนตรัย บ่งบอก ถึงพระอัจฉริยภาพทางภาษาบาลีของพระองค์


118 พุทธมนต์ มงคลสูตร๑ พุทธมนต์ส�ำหรับคุ้มครองรักษาให้มีสิริมงคล ๓๘ ประการโดยไม่ต้องหวังพึ่งสิ่งภายนอก (๑)อะเสวะนา จะ พาลานัง, การไม่คบคนพาล, (๒)ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา, การคบบัณฑิต, (๓)ปูชา จะ ปูชะนียานัง, การบูชาบุคคลที่ควรบูชา, เอตัมมังคะละมุตตะมัง. ๓ อย่างนี้เป็นอุดมมงคล ฯ (๔)ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ, การอยู่ในประเทศอันสมควร, (๕)ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา, ความเป็นผู้มีบุญอันท�ำแล้วในกาลก่อน, (๖)อัตตะสัมมาปะณิธิ จะ, การตั้งตนไว้ชอบ, เอตัมมังคะละมุตตะมัง. ๓ อย่างนี้เป็นอุดมมงคล ฯ (๗)พาหุสัจจัญจะ(๘)สิปปัญจะ, ความเป็นพหูสูต, การมีศิลปวิทยา, (๙)วินะโย จะ สุสิกขิโต, มีวินัยที่ศึกษาดีแล้ว, (๑๐)สุภาสิตา จะ ยา วาจา, มีวาจาสุภาษิต, เอตัมมังคะละมุตตะมัง. ๔ อย่างนี้เป็นอุดมมงคล ฯ (๑๑)มาตาปิตุอุปัฏฐานัง, การบ�ำรุงบิดามารดา, (๑๒)ปุตตะ(๑๓)ทารัสสะ สังคะโห, การสงเคราะห์บุตร, ภรรยา, (๑๔)อะนากุลา จะ กัมมันตา, การงานอันไม่คั่งค้างอากูล,๒ เอตัมมังคะละมุตตะมัง. ๔ อย่างนี้เป็นอุดมมงคลฯ (๑๕)ทานัญจะ(๑๖)ธัมมะจะริยา จะ, การให้ทาน, การประพฤติธรรม, (๑๗)ญาตะกานัญจะ สังคะโห, การสงเคราะห์ญาติ, (๑๘)อะนะวัชชานิ กัมมานิ, การงานอันไม่มีโทษ, เอตัมมังคะละมุตตะมัง. ๔ อย่างนี้เป็นอุดมมงคล ฯ (๑๙)อาระตี วิระตี ปาปา, การงดเว้นจากบาป, (๒๐)มัชชะปานา จะ สัญญะโม, การงดเว้นจากการดื่มน�้ำเมา, (๒๑)อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ, ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย, เอตัมมังคะละมุตตะมัง. ๓ อย่างนี้เป็นอุดมมงคล ฯ


พระปริตร 119 (๒๒)คาระโว จะ(๒๓)นิวาโต จะ, ความเคารพ, ความอ่อนน้อม, (๒๔)สันตุฏฐี จะ(๒๕)กะตัญญุตา, ความสันโดษ, ความกตัญญู, (๒๖)กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง, การฟังธรรมตามกาล, เอตัมมังคะละมุตตะมัง. ๕ อย่างนี้เป็นอุดมมงคล ฯ (๒๗)ขันตี จะ(๒๘)โสวะจัสสะตา, ความอดทน,๓ ความเป็นผู้ว่าง่าย, (๒๙)สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง, การได้เห็นสมณะทั้งหลาย, (๓๐)กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา, การสนทนาธรรมตามกาล, เอตัมมังคะละมุตตะมัง. ๔ อย่างนี้เป็นอุดมมงคล ฯ (๓๑)ตะโป จะ(๓๒)พ๎รัห๎มะจะริยัญจะ, ความเพียร, การประพฤติพรหมจรรย์,๔ (๓๓)อะริยะสัจจานะ ทัสสะนัง, การเห็นอริยสัจ, (๓๔)นิพพานะสัจฉิกิริยา จะ, การประจักษ์แจ้งพระนิพพาน, เอตัมมังคะละมุตตะมัง. ๔ อย่างนี้เป็นอุดมมงคล ฯ ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ, เมื่อโลกธรรม๕ ทั้งหลายกระทบแล้ว, จิตตัง ยัสสะ(๓๕)นะ กัมปะติ, จิตของผู้ใดไม่หวั่นไหว, (๓๖)อะโสกัง(๓๗)วิระชัง(๓๘)เขมัง, ไม่เศร้าโศก, ปราศจากธุลี, มีความเกษม, เอตัมมังคะละมุตตะมัง. ๔ อย่างนี้เป็นอุดมมงคล ฯ เอตาทิสานิ กัต๎วานะ, เมื่อประพฤติมงคลเช่นนี้แล้ว, สัพพัตถะมะปะราชิตา, ย่อมไม่พ่ายแพ้ในที่ทั้งปวง, สัพพัตถะ โสตถิง คัจฉันติ, ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถาน, ตันเตสัง มังคะละมุตตะมันติ. นี้เป็นอุดมมงคลของเทวดาและมนุษย์ เหล่านั้นแล ฯ ๑ ขุ.ขุ. มงคลสูตร ๒๕/๓ พระสูตรนี้เกิดขึ้นเพราะการถกเถียงกันว่า อะไรคือมงคลชีวิตที่แท้จริง ๒ อากูล หมายถึงการท�ำงานที่ท�ำคั่งค้างไว้ที่ท�ำไม่เหมาะสม และท�ำย่อหย่อนไม่สมบูรณ์แบบ (ขุ.ขุ.อ.๕/๑๒๑) ๓ ความอดทน ในที่นี้หมายถึงอธิวาสนขันติ(ขันติคือความอดกลั้น) ได้แก่ ความอดกลั้นต่อค�ำด่าต่างๆ อดกลั้นต่อการ ถูกเบียดเบียน ตลอดถึงอดกลั้นต่อทุกขเวทนา เช่น ความหนาว ความร้อน เป็นต้น ยกตนอยู่เหนือทุกข์ต่างๆ ด�ำรง ตนอยู่ได้อย่างไม่หวั่นไหว (ขุ.ขุ.อ.๕/๑๒๙) ๔ พรหมจรรย์เป็นชื่อของ (๑) เมถุนวิรัติที.สี. ๙/๘/๓, ม.มู. ๑๒/๒๙๒/๓๒๓ (๒) สมณธรรม ม.มู. ๑๒/๒๕๗/๒๑๗ (๓) ศาสนา ที.ม. ๑๐/๑๖๘/๑๑๓) (๔) มรรค สํ.ม. ๑๙/๖/๙ , ขุ.ขุ.อ. ๕/๑๓๓ ๕ โลกธรรม เรื่องของโลก, ธรรมดาของโลก ทางพระพุทธศาสนามี๘ ประการ คือ ๑. มีลาภ ๒. เสื่อมลาภ ๓. มียศ ๔. เสื่อมยศ ๕. สรรเสริญ ๖. นินทา ๗. สุข ๘. ทุกข์


120 พุทธมนต์ รัตนสูตร๑ พุทธมนต์ส�ำหรับใช้ขจัดปัดเป่า คุ้มครองป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ และป้องกันอันตรายต่างๆ (คัดมาเฉพาะบทที่นิยมสวดเท่านั้น) ยังกิญจิ วิตตัง อิธะวา หุรัง วา, ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใด อย่างหนึ่ง ในโลกนี้หรือในโลกอื่น, สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง, หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์, นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ, ทรัพย์และรัตนะนั้นเสมอด้วยพระตถาคต ไม่มีเลย, อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง, แม้พุทธรัตนะนี้เป็นรัตนะอันประณีต, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ. ด้วยสัจวาจานี้ขอความสวัสดีจงมีฯ ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง, พระธรรมเป็นที่สิ้นกิเลส, เป็นที่ ส�ำรอกกิเลส,เป็นอมฤตธรรมอันประณีต, ยะทัชฌะคา สัก๎ยะมุนี สะมาหิโต, เป็นธรรมอันพระศากยมุนีผู้มีพระหฤทัย ด�ำรงมั่น ได้บรรลุแล้ว, นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ, ธรรมชาติอะไรๆ เสมอด้วยพระธรรม นั้นย่อมไม่มี, อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง, แม้ธรรมรัตนะนี้เป็นรัตนะอันประณีต, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ, ด้วยสัจวาจานี้ขอความสวัสดีจงมีฯ ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยีสุจิง, พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ทรง สรรเสริญแล้วซึ่งสมาธิ๒ ใด ว่าเป็น ธรรมอันสะอาด สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ, บัณฑิตทั้งหลายกล่าวซึ่งสมาธิใดว่า ให้ผลตามล�ำดับ สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ, สมาธิอื่น๓ เสมอด้วยสมาธินั้นย่อมไม่มี อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง, แม้ธรรมรัตนะนี้เป็นรัตนะอันประณีต, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ. ด้วยสัจวาจานี้ขอความสวัสดีจงมีฯ เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัฏฐา, พระอริยะ ๘ บุคคล ๔ คู่อัน จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ, สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว,


พระปริตร 121 เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา, พระอริยะเหล่านั้น ควรแก่ทักษิณาทาน เป็นสาวกของพระสุคต, เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ, ทานที่บุคคลถวายแล้วในท่านเหล่านั้น ย่อมมีผลมาก, อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง, แม้สังฆรัตนะนี้เป็นรัตนะอันประณีต, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ. ด้วยสัจวาจานี้ขอความสวัสดีจงมีฯ เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ, พระอริยบุคคลเหล่าใดในศาสนา นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ, ของพระโคดม ประกอบด้วยความเพียร ดีแล้ว มีใจมั่นคง เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย, เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ, พระอริยบุคคลเหล่านั้นบรรลุอรหัตผล ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา, ที่ควรบรรลุ, หยั่งลงสู่อมตนิพพาน ได้ ความดับกิเลสเองเสวยผลอยู่, อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง, แม้สังฆรัตนะนี้เป็นรัตนะอันประณีต, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ ด้วยสัจวาจานี้ขอความสวัสดีจงมีฯ ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง, พระอริยบุคคลเหล่าใด ผู้มีจิตอัน วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัส๎มิง, หน่ายแล้วในภพต่อไป มีกรรมเก่าสิ้น แล้ว, ไม่มีกรรมใหม่เป็นเครื่องน�ำไปเกิด, เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา, พระอริยบุคคลเหล่านั้น มีพืช๔ อันสิ้น แล้ว มีความพอใจไม่งอกงามแล้ว, นิพพันติ๕ ธีรา ยะถายัมปะทีโป, เหมือนประทีปอันดับไป ฉะนั้น, อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง, แม้สังฆรัตนะนี้เป็นรัตนะอันประณีต, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ. ด้วยสัจวาจานี้ขอความสวัสดีจงมีฯ ๑ ขุ.ธ. รัตนสูตร ๕/๔ พระสูตรนี้พระพุทธเจ้าทรงประทานให้พระอานนท์สวดในขณะประพรมน�้ำพุทธมนต์ไปทั่ว เมืองเวสาลีเพื่อขับไล่อมนุษย์ที่มารบกวน เนื้อความในรัตนสูตรเป็นการแสดงคุณของพระรัตนตรัยว่าเป็นรัตนะอัน ประเสริฐสุดยิ่งกว่ารัตนะที่มีค่าทั้งปวงในโลก การสวดร�ำลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยเป็นสัจวาจา จึงมีอานุภาพมากให้ เกิดความสุขสวัสดีและระงับภัยพิบัติทั้งหลายได้(ผู้เขียนคัดมาเฉพาะที่นิยมใช้เท่านั้น) ๒ สมาธิในที่นี้หมายถึงอริยสัมมาสมาธิ(ม.อุ.๑๔/๑๓๖/๑๒๑) ที่เรียกว่า อานันตริกสมาธิ(สมาธิที่ให้ผลโดยล�ำดับ) เพราะเป็นสมาธิที่ให้ผลแน่นอนตามล�ำดับ สามารถถอนกิเลสได้สิ้นเชิง (ขุ.ขุ.อ.๖/๑๕๘) ๓ สมาธิอื่น หมายถึงรูปาวจรสมาธิและอรูปาวจรสมาธิ(ขุ.ขุ.อ.๖/๑๕๙) ๔ พืช หมายถึง ปฏิสนธิวิญญาณ คือ จิตที่ท�ำหน้าที่สืบต่อภพใหม่ (ขุ.ขุ.อ.๖/๑๗๑ และ องฺ.ติก.๒๐/๗๗/๓๐๐) ๕ พระสงฆ์ที่เจริญพุทธมนต์ในงานมงคลต่างๆ มักดับเทียนน�้ำมนต์เมื่อสวดถึงตอนนี้เพื่อเปรียบเทียบว่าตัณหาดับไป (นิพพันติ) เหมือนกับเทียนที่ดับไปในขณะนั้น


122 พุทธมนต์ กรณียเมตตสูตร๑ พุทธมนต์ ที่ท�ำให้หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์ ทั้งหลาย เทพพิทักษ์รักษา ไม่มีภยันตราย จิตเป็นสมาธิง่าย ใบหน้าผ่องใส มีสิริมงคล ไม่หลง สติในเวลาเสียชีวิต หากจิตทรงฌานอยู่ท�ำให้เกิดเป็นพรหม กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ กิจที่คนฉลาดในสิ่งที่มีประโยชน์ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ, และมุ่งหมายจะบรรลุทางแห่งสันติ จะพึงท�ำก็คือ, สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ, เป็นคนกล้า เป็นคนซื่อ เป็นคนตรง, สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี, ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่ง, สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ, เป็นผู้สันโดษ เลี้ยงง่าย, อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ, มีกิจน้อย, คล่องตัว, สันตินท๎ริโย จะ นิปะโก จะ, มีอินทรีย์สงบแล้ว, มีปัญญารักษาตน, อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ, ไม่คะนอง ไม่คลุกคลีในตระกูลทั้งหลาย, นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ ไม่ประพฤติทุจริตเล็กๆ น้อยๆ อัน เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง, เป็นเหตุให้วิญญูชนต�ำหนิติเตียนได้, สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ พึงแผ่เมตตาจิตว่า ขอสัตว์ทั้งปวง สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา. จงมีความสุขกายสบายใจ มีความ เกษมส�ำราญเถิดฯ เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ, ขอสัตว์ทั้งหลายบรรดามี, ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา, ที่มีจิตสะดุ้งหวาดหวั่นหรือมั่นคง, ทีฆา วา เย มะหันตา วา, เป็นสัตว์มีล�ำตัวยาวหรือใหญ่, มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา, ปานกลางหรือตัวสั้น ผอมหรือพี, ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา, ที่มองเห็น หรือมองไม่เห็น, เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร, ที่อยู่ไกล หรืออยู่ใกล้, ภูตา วา สัมภะเวสี วา,๒ ที่เกิดแล้วหรือแสวงหาที่เกิดอยู่ก็ตาม, สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา. ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงนั้น จงสุข กายสบายใจเถิดฯ


พระปริตร 123 นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ บุคคลไม่พึงหลอกลวงผู้อื่น นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ, ไม่ควรดูหมิ่นเหยียดหยามใครๆ, พ๎ยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา ไม่ควรมุ่งร้ายต่อกันและกัน นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ, เพราะมีความขุ่นเคืองโกรธแค้นกัน, มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง มารดาถนอมและปกป้องบุตรสุด อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข, ที่รักคนเดียวด้วยชีวิต ฉันใด, เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ คนเราพึงแผ่เมตตาไปยังสัตว์ทั้งหลาย มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง. หาประมาณมิได้ฉันนั้นฯ เมตตัญจะ สัพพะโลกัส๎มิง พึงแผ่เมตตาจิต ไม่มีขอบเขต มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง ไม่คิดผูกเวร ไม่เป็นศัตรูอันหา อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ ประมาณไม่ได้ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง, ทั่วทุกสารทิศ, ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา ผู้เจริญเมตตาจิตนั้นจะยืน เดิน นั่ง สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ นอน ตลอดเวลาที่ตนยังตื่นอยู่ พึง เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ, ตั้งสติ๓ อันประกอบด้วยเมตตานี้ให้ มั่นไว้, พ๎รัห๎มะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ, บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า การอยู่ด้วย เมตตานี้เป็นการอยู่อย่างประเสริฐ, ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ ท่านผู้เจริญเมตตาจิต ที่ละความ สีละวา ทัสสะเนนะ๔ สัมปันโน เห็นผิดแล้ว มีศีล มีความเห็นชอบ กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง ขจัดความใคร่ในกามได้ก็จะไม่กลับ นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ. มาเกิดอีกเลยฯ ๑ ขุ.ขุเมตตสูตร ๒๕/๑๓-๑๔ พระสูตรนี้พระพุทธเจ้าประทานให้แก่พระสงฆ์๕๐๐ รูป น�ำไปสาธยาย เมื่อไปเจริญ สมณธรรมในป่า เพื่อให้เทวดาและอมนุษย์เกิดเมตตาจิต จะได้ไม่รบกวนการปฏิบัติธรรม ๒ ในที่นี้ภูต หมายถึงพระอรหันตขีณาสพ สัมภเวสีหมายถึงพระเสขะและปุถุชนผู้ยังต้องแสวงหาที่เกิดต่อไป เพราะยัง ละภวสังโยชน์ไม่ได้(ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๒๑) ๓ สติหมายถึงเมตตาฌานัสสติคือสติที่ประกอบด้วยเมตตาฌาน (ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๒๔) ๔ ทัสสนะ หมายถึงโสดาปัตติมัคคสัมมาทิฐิซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งการบรรลุสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อันเป็นเหตุให้ ไปเกิดในชั้นสุทธาวาส แล้วบรรลุอรหัตผลในที่นั้น ไม่กลับมาเกิดในครรภ์อีกต่อไป (ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๒๕)


124 พุทธมนต์ ขันธปริตร๑ พุทธมนต์ ส�ำหรับป้องกันภัยจากอสรพิษและสัตว์ร้ายอื่น ๆ วิรูปักเขหิ เม เมตตัง, ขอไมตรีจิตของเรา จงมีกับตระกูลพญางู ชื่อว่าวิรูปักขะ, เมตตัง เอราปะเถหิ เม, ขอไมตรีจิตของเรา จงมีกับตระกูลพญางู ชื่อว่าเอราปถะ ฉัพ๎ยาปุตเตหิ เม เมตตัง, ขอไมตรีจิตของเรา จงมีกับตระกูลพญางู ชื่อว่าฉัพยาปุตตะ, เมตตัง กัณหาโคตะมะเกหิ จะ, และขอไมตรีจิตของเรา จงมีกับตระกูล พญางูชื่อว่ากัณหาโคตมกะ, อะปาทะเกหิ เม เมตตัง, ขอไมตรีจิตของเรา จงมีกับสัตว์ที่ไม่มีเท้า, เมตตัง ทิปาทะเกหิ เม, สัตว์ที่มี๒ เท้า, จะตุปปะเทหิ เม เมตตัง, สัตว์ที่มี๔ เท้า เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม, สัตว์ที่มีเท้ามาก, มา มัง อะปาทะโก หิงสิ, ขอสัตว์ไม่มีเท้า, มา มัง หิงสิ ทิปาทะโก, สัตว์ที่มี๒ เท้า, มา มัง จะตุปปะโท หิงสิ, สัตว์ที่มี๔ เท้า, มา มัง หิงสิ พะหุปปะโท, สัตว์ที่มีเท้ามาก อย่าได้เบียดเบียนเราเลย, สัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา, ขอสัตว์ผู้ข้องอยู่, สัตว์ที่มีลมปราณ, สัพเพ ภูตา จะ เกวะลา, สัตว์ผู้เกิดแล้วทั้งหมดทั้งสิ้นด้วยกัน, สัพเพ ภัท๎รานิ ปัสสันตุ, จงประสบพบแต่ความเจริญทั่วกัน, มา กิญจิ ปาปะมาคะมา, ความทุกข์อันชั่วช้า อย่าได้มาถึงเลย,


พระปริตร 125 อัปปะมาโณ พุทโธ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อัปปะมาโณ ธัมโม มีพระคุณหาประมาณมิได้, อัปปะมาโณ สังโฆ, ปะมาณะวันตานิ บรรดาสัตว์เลื้อยคลาน คือ งูแมงป่อง สิริงสะปานิ อะหิ วิจฉิกา ตะขาบ แมงมุม ตุ๊กแกและหนู, เป็นสัตว์ สะตะปะที อุณณานาภี หาประมาณได้, สะระพู มูสิกา, กะตา เม รักขา, เราได้ท�ำการรักษาตัวแล้ว, กะตา เม ปะริตตา, ป้องกันตัวแล้ว, ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ. ขอสัตว์ทั้งหลาย จงพากันหลีกไป, โสหัง นะโม ภะคะวะโต, เรานั้น กระท�ำการนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า, นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานัง. ขอนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๗ พระองค์๒ อยู่..แลฯ ๑ อัง.จตุกก.ขันธชาดก ๒๗/๕๖ ขันธปริตร เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อหิสูตร หรือ อหิราชปริตร (บทสวดป้องกันพญางู) ที่ตั้งชื่อว่า “ขันธปริตร” หมายถึง “ป้องกันตัว” ๒ พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ที่ใกล้กาลปัจจุบันมากที่สุด และคัมภีร์พูดถึงบ่อยๆ คือ ๑.พระวิปัสสี๒.พระสิขี ๓.พระเวสสภู๔.พระกกุสันธะ ๕.พระโกนาคมนะ ๖.พระกัสสปะ ๗.พระโคตมะ-พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ชาดกนี้พระพุทธเจ้าทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดมรณภาพ พระองค์จึงตรัสว่า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะภิกษุมิได้ แผ่เมตตาจิตไปยังตระกูลพญางูทั้ง ๔ หากแผ่เมตตาไปยังตระกูลพญางูทั้ง ๔ แล้วก็จะไม่ถูกงูกัดตาย ตระกูลพญางูทั้ง ๔ คือ ๑.ตระกูลพญางูชื่อวิรูปักษ์๒.ตระกูลพญางูชื่อเอราบถ ๓.ตระกูลพญางูชื่อฉัพยาบุตร ๔.ตระกูลพญางูชื่อกัณหาโคตมกะ อรรถกถากล่าวว่า สัตว์มีพิษทั้งหมดอยู่ใต้อ�ำนาจของพญางู๔ ตระกูลนี้เมื่อแผ่เมตตาจิตไปยังหัวหน้าใหญ่ทั้ง ๔ แล้ว ลูกน้องตัวเล็กตัวน้อยย่อมจะไม่ท�ำอันตรายใดๆ แก่ผู้สวด


126 พุทธมนต์ โมรปริตร๑ พุทธมนต์ส�ำหรับป้องกันภัยจากผู้คิดร้ายไม่ให้มาถึงตน อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา พระอาทิตย์นี้เป็นดวงตาของโลก หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส, เป็นเจ้าแห่งแสงสว่างอย่างเอกทอแสง สว่างไปทั่วปฐพี, ก�ำลังอุทัยขึ้นมา, ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง, เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอนอบน้อม ปะฐะวิปปะภาสัง, พระอาทิตย์อุทัยนั้น, ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง, ข้าพเจ้าอันท่านช่วยคุ้มครองแล้ว ในวันนี้พึงเป็นอยู่ตลอดวัน, เย พ๎ราห๎มะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม, พราหมณ์เหล่าใด ผู้ถึงฝั่งแห่งธรรม ทั้งปวง, เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ, ขอพราหมณ์เหล่านั้นจงรับความ นอบน้อมของข้าพเจ้า และขอจง คุ้มครองข้าพเจ้าด้วย, นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา, ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า, ขอนอบน้อมแด่พระโพธิญาณ, นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา, ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่ท่านผู้หลุด พ้นแล้ว, ขอนอบน้อมวิมุตติธรรมของ ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว, อิมัง โส ปะริตตัง กัต๎วา โมโร นกยูงนั้นเจริญพระปริตรอย่างนี้แล้ว จะระติ เอสะนา. จึงเที่ยวไปหากินฯ


พระปริตร 127 อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา พระอาทิตย์นี้เป็นดวงตาของโลก หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส, เป็นเจ้าแห่งแสงสว่างอย่างเอก ทอแสงสว่างไปทั่วปฐพีก�ำลังอัสดง, ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอนอบน้อม ปะฐะวิปปะภาสัง, พระอาทิตย์อัสดงนั้น, ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง ข้าพเจ้าอันท่านช่วยคุ้มครองแล้ว ในวันนี้พึงเป็นอยู่ตลอดคืน, เย พ๎ราห๎มะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม, พราหมณ์เหล่าใด ผู้ถึงฝั่งแห่งธรรม ทั้งปวง, เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ, ขอพราหมณ์เหล่านั้นจงรับความ นอบน้อมของข้าพเจ้า และขอจง คุ้มครองข้าพเจ้าด้วย, นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา, ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า, ขอนอบน้อมแด่พระโพธิญาณ,๒ นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา, ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่ท่านผู้หลุด พ้นแล้ว, ขอนอบน้อมวิมุตติธรรมของ ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว, อิมัง โส ปะริตตัง กัต๎วา โมโร นกยูงนั้นเจริญพระปริตรอย่างนี้แล้ว วาสะมะกัปปยีติ. จึงนอนแลฯ ๑ ขุ.ชา โมรชาดก ๒๗/๔๐ ภิกษุรูปหนึ่งปรารถนาจะสึกเพราะสีกา พระพุทธเจ้าจึงได้เล่าประวัติของพระองค์ในอดีตชาติที่เกิดเป็นนกยูงทอง ได้สาธยายโมรปริตรนี้จึงรอดพ้นจากการถูกนายพรานจับ วันหนึ่งถูกนายพรานน�ำนางนกยูงมาล่อ ด้วยความกระสันท�ำให้ ลืมสาธยายมนต์เป็นเหตุให้ถูกจับ จึงได้ทรงแสดงเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์ ๒ โพธิญาณ คือ มรรคญาณ ผลญาณ ของพระพุทธเจ้า


128 พุทธมนต์ วัฏฏกปริตร๑ พุทธมนต์ส�ำหรับป้องกันอันตรายจากไฟไหม้ เป็นบทแสดงสัจกิริยาของพระโพธิสัตว์ อัตถิ โลเก สีละคุโณ คุณของศีล ความสัตย์และความเอ็นดู สัจจัง โสเจยยะนุททะยา, มีอยู่ในโลก, เตนะ สัจเจนะ กาหามิ ด้วยความสัตย์นั้น ข้าพเจ้าจักท�ำสัจกิริยา สัจจะกิริยะมะนุตตะรัง, อันสูงสุด, อาวัชชิต๎วา ธัมมะพะลัง ข้าพเจ้าค�ำนึงถึงก�ำลังของพระธรรม, สะริต๎วา ปุพพะเก ชิเน, ระลึกถึงพระชินเจ้าทั้งหลายในกาลก่อน, สัจจะพะละมะวัสสายะ ขอกระท�ำสัจกิริยา แสดงก�ำลังความสัตย์ว่า... สัจจะกิริยะมะกาสะหัง, สันติ ปักขา อะปัตตะนา, “ปีกของข้าพเจ้ามีอยู่ แต่ยังบินไม่ได้, สันติ ปาทา อะวัญจะนา, เท้าของข้าพเจ้ามีอยู่ แต่ยังเดินไม่ได้, มาตา ปิตา จะ นิกขันตา, มารดาบิดาก็พากันบินออกไปแล้ว, ชาตะเวทะ ปะฏิกกะมะ, ดูก่อนไฟป่า จงกลับไปเถิด” สะหะ สัจเจ กะเต มัยหัง ครั้นเมื่อเราท�ำสัจกิริยาแล้ว มะหาปัชชะลิโต สิขี เปลวไฟที่ลุกรุ่งโรจน์๑๖ กรีส๒ ก็ดับลง วัชเชสิ โสฬะสะ กะรีสานิ ประหนึ่งเปลวไฟตกลงในน�้ำ, อุทะกัง ปัต๎วา ยะถาสิขี, สัจเจนะ เม สะโม นัตถิ, สิ่งใดเสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี, เอสา เม สัจจะปาระมีติ. นี่เป็นสัจบารมีของเรา ดังนี้ฯ ๑ ขุ.อป. วัฏฏกโปตกจริยา ๓๓/๕๘๘ ๒ กรีส,กรีษ ส�ำหรับมาตรวัด มีความยาว ๑๒๕ ศอก, ส�ำหรับปริมาตรจะมีความจุเท่ากับ ๔๔ ทะนาน พระสูตรนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงถึงอดีตชาติเมื่อพระองค์เสวยชาติเป็นนกคุ่ม ได้เจอไฟป่าไหม้อยู่รอบรัง แต่ท่าน ยังเป็นลูกนกไม่สามารถหนีไปได้จึงได้ท�ำสัจกิริยา ด้วยพระบารมีที่ได้บ�ำเพ็ญมาไฟป่านั้นจึงดับไป


พระปริตร 129 อาฏานาฏิยปริตร* พุทธมนต์ส�ำหรับป้องกันอมนุษย์และภูตผีปีศาจ คัดมาเฉพาะบทที่นิยมสวดเท่านั้น วิปัสสิสสะ นะมัตถุ ขอนอบน้อมแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า, จักขุมันตัสสะ สิรีมะโต, ผู้มีพระปัญญาจักษุ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระสิริ, สิขิสสะปิ นะมัตถุ ขอนอบน้อมแด่พระสิขีพุทธเจ้า, สัพพะภูตานุกัมปิโน, ผู้มีพระทัยอนุเคราะห์ต่อสรรพสัตว์, เวสสะภุสสะ นะมัตถุ ขอนอบน้อม แด่พระเวสสภูพุทธเจ้า, น๎หาตะกัสสะ ตะปัสสิโน, ผู้ช�ำระกิเลสแล้ว ผู้มีตบะธรรม, นะมัตถุ กะกุสันธัสสะ ขอนอบน้อม แด่พระกกุสันธพุทธเจ้า, มาระเสนัปปะมัททิโน, ผู้ย�่ำยีซึ่งมารและเหล่าเสนามาร. โกนาคะมะนัสสะ นะมัตถุ ขอนอบน้อมแด่พระโกนาคมนพุทธเจ้า, พ๎ราห๎มะณัสสะ วุสีมะโต, ผู้ลอยบาปแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว, กัสสะปัสสะ นะมัตถุ ขอนอบน้อมแด่พระกัสสปพุทธเจ้า, วิปปะมุตตัสสะ สัพพะธิ, ผู้พ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง, อังคีระสัสสะ นะมัตถุ ขอนอบน้อมแด่พระอังคีรสพุทธเจ้า สัก๎ยะปุตตัสสะ สิรีมะโต. ผู้เป็นศากยบุตร ผู้ทรงไว้ซึ่งพระสิริฯ โย อิมัง ธัมมะมะเทเสสิ พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงแสดงธรรม สัพพะทุกขาปะนูทะนัง, อันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวงนี้, เย จาปิ นิพพุตา โลเก อนึ่ง แม้ชนเหล่าใด ที่ดับกิเลสได้แล้ว ยะถาภูตัง วิปัสสิสุง, ในโลก เห็นแจ้งแล้วตามความเป็นจริง, *ที.ปา. อาฏานาฏิยสูตร ๑๑/๒๗๕ พระสูตรนี้ท้าวมหาราชทั้ง ๔ คือ ๑.ท้าวธตรัฐ รักษาโลกด้านทิศตะวันออก ท�ำหน้าที่ปกครองคนธรรพ์ ๒.ท้าววิรุฬหก รักษาโลกด้านทิศใต้ท�ำหน้าที่ปกครองกุมภัณฑ์ ๓.ท้าววิรูปักษ์รักษาโลกด้านทิศตะวันตก ท�ำหน้าที่ปกครองนาค ๔.ท้าวกุเวร รักษาโลกด้านทิศเหนือ ท�ำหน้าที่ปกครองยักษ์ท้าวกุเวรมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ท้าวเวสสุวัณ ท่านทั้ง ๔ มาประชุมกันที่อาฏานาฏิยนคร ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ได้ผูกมนต์ขึ้นมาบทหนึ่ง ชื่อว่าอาฏานาฏิยอารักขาให้ท้าวเวสสุวัณน�ำมาถวายแก่พระพุทธเจ้า เพื่อประทานให้แก่พุทธบริษัทไว้สาธยายป้องกันไม่ให้อมนุษย์ เบียดเบียน (เฉพาะวรรคแรก ส่วนที่เหลือบูรพาจารย์แต่งขึ้นในภายหลัง ผู้รวบรวมคัดมาเฉพาะบทที่นิยมสวด) บางที่ เรียกบทสวดนี้ว่า ภาณยักษ์หรือคาถาท้าวเวสสุวัณ


130 พุทธมนต์ เต ชะนา อะปิสุณา ชนเหล่านั้นเป็นผู้ไม่มีความส่อเสียด มะหันตา วีตะสาระทา, ผู้เป็นใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้ามแล้ว, หิตัง เทวะมะนุสสานัง เทวดาและมนุษย์พากันนอบน้อมอยู่ ยัง นะมัสสันติ โคตะมัง, ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้เป็นโคตมโคตร ผู้ทรงเกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, วิชชาจะระณะสัมปันนัง ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะ มะหันตัง วีตะสาระทัง, ผู้ทรงความเป็นใหญ่ เป็นผู้ปราศจากความ ครั่นคร้ามแล้ว, วิชชาจะระณะสัมปันนัง ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอนมัสการพระพุทธเจ้า พุทธัง วันทามะโคตะมันติ. ผู้ทรงถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะ ดังนี้ฯ บทนัตถิ เม* บทที่น้อมระลึกคุณพระรัตนตรัย อ้างเป็นสัจวาจา เพื่อให้เกิดชัยมงคล นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง, สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พุทโธ เม สะระณัง วะรัง, พระพุทธเจ้าเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ, ด้วยการกล่าวค�ำสัตย์นี้, โหตุ เต ชะยะมังคะลัง. ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน ฯ นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง, สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, ธัมโม เม สะระณัง วะรัง พระธรรมเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ, ด้วยการกล่าวค�ำสัตย์นี้, โหตุ เต ชะยะมังคะลัง. ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน ฯ นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง, สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, สังโฆ เม สะระณัง วะรัง, พระสงฆ์เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ, ด้วยการกล่าวค�ำสัตย์นี้, โหตุ เต ชะยะมังคะลัง. ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน ฯ * บทนัตถิเม, บทยังกิญจิและบทสักกัตวา โบราณาจารย์แต่งขึ้นในภายหลัง


พระปริตร 131 บทสักกัตวา* บทที่น้อมเอาคุณพระรัตนตรัยเพื่อให้เกิดเป็นธรรมโอสถ ขจัดทุกข์โศกโรคภัย สักกัต๎วา พุทธะระตะนัง, เพราะท�ำความเคารพพระพุทธรัตนะ, โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง, ซึ่งเป็นโอสถอันประเสริฐยอดเยี่ยม, หิตัง เทวะมะนุสสานัง, อันเกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, พุทธะเตเชนะ โสตถินา, ด้วยเดชแห่งพระพุทธเจ้า, นัสสันตุปัททะวา สัพเพ, ขอให้อันตรายทั้งปวงจงพินาศไป, ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต. ขอให้ทุกข์ของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี. สักกัต๎วา ธัมมะระตะนัง, เพราะท�ำความเคารพพระธรรมรัตนะ, โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง, ซึ่งเป็นโอสถอันประเสริฐยอดเยี่ยม, ปะริฬาหูปะสะมะนัง, อันเกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, ธัมมะเตเชนะ โสตถินา, ด้วยเดชแห่งพระธรรมเจ้า, บทยังกิญจิ* บทที่น้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นรัตนะที่มีพลานุภาพสูงสุดกว่ารัตนะทั้งมวลใน โลก เพื่อให้เกิดความสวัสดีมงคล ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก, รัตนะอันใดในโลก, วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ, มีมากมายหลายอย่าง, ระตะนัง พุทธะสะมัง นัตถิ, รัตนะที่เสมอด้วยพระพุทธรัตนะไม่มี, ตัส๎มา โสตถี ภะวันตุ เต. เพราะเหตุนั้น ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน. ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก, รัตนะอันใดในโลก, วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ, มีมากมายหลายอย่าง, ระตะนัง ธัมมะสะมัง นัตถิ, รัตนะที่เสมอด้วยพระธรรมรัตนะไม่มี, ตัส๎มา โสตถี ภะวันตุ เต. เพราะเหตุนั้น ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน. ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก, รัตนะอันใดในโลก, วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ, มีมากมายหลายอย่าง, ระตะนัง สังฆะสะมัง นัตถิ, รัตนะที่เสมอด้วยพระสังฆรัตนะไม่มี, ตัส๎มา โสตถี ภะวันตุ เต. เพราะเหตุนั้น ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน.


132 พุทธมนต์ อังคุลิมาลปริตร* พุทธมนต์ส�ำหรับท�ำน�้ำมนต์ให้คลอดบุตรง่าย นิยมใช้ในงานแต่งงาน ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต, ดูก่อนน้องหญิง ตั้งแต่เราเกิดในอริยชาติ, นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา, ไม่เคยแกล้งปลงชีวิตสัตว์ ทั้งที่รู้อยู่เลย, เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิคัพภัสสะ. ด้วยสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน, ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิดฯ * ม.ม. อังคุลิมาลสูตร ๑๓/๓๓๕ คัดเอาเฉพาะบทที่พระองคุลิมาลเถระกล่าวกับหญิงท้องแก่ สมัยหนึ่ง พระองคุลิมาลออกเที่ยวบิณฑบาต เห็นหญิงมีครรภ์คนหนึ่งก�ำลังเป็นทุกข์เพราะคลอดบุตรไม่ได้ท่าน เกิดความสงสารจึงกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลให้ทรงทราบ พระบรมศาสดาจึงตรัสสอนพระปริตรนี้แก่พระองคุลิมาล เป็นพุทธพจน์โดยตรง ท่านจึงได้น�ำกลับไปสาธยายให้ หญิงมีครรภ์นั้นฟัง เมื่อหญิงนั้นได้ฟังพระปริตรนี้ก็คลอดบุตรได้โดยสะดวก ได้รับความปลอดภัยทั้งมารดาและบุตร นัสสันตุปัททะวา สัพเพ, ขอให้อันตรายทั้งปวงจงพินาศไป, ภะยา วูปะสะเมนตุ เต. ขอให้ภัยของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี. สักกัต๎วา สังฆะระตะนัง, เพราะท�ำความเคารพพระสังฆรัตนะ, โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง, ซึ่งเป็นโอสถอันประเสริฐยอดเยี่ยม, อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง, อันเกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, สังฆะเตเชนะ โสตถินา, ด้วยเดชแห่งพระสังฆเจ้า, นัสสันตุปัททะวา สัพเพ, ขอให้อันตรายทั้งปวงจงพินาศไป, โรคา วูปะสะเมนตุ เต. ขอให้โรคของท่านจงสงบไปโดยสวัสดีฯ


Click to View FlipBook Version