สรภัญญะ 183 ค�ำนมัสการพระรัตนตรัย (น�ำ) อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, (รับ) พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. (กราบ) ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว, ธัมมัง นะมัสสามิ. ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม. (กราบ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว, สังฆัง นะมามิ. ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์. (กราบ) ปุพพภาคนมการ (น�ำ) หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส. (รับ) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า, พระองค์นั้น, อะระหะโต, ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส, สัมมาสัมพุทธัสสะ. ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองฯ (ว่า ๓ ครั้ง)
184 พุทธมนต์ บทสรรเสริญพระพุทธคุณ๑ (น�ำ) อิติปิ โส (รับ) ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา...ติ. (น�ำ) องค์ใดพระสัมพุทธ (รับ) สุวิสุทธสันดาน ตัดมูลเกลศ๒ มาร บ มิหม่นมิหมองมัว หนึ่งในพระทัยท่าน ก็เบิกบานคือดอกบัว ราคีบ พันพัว สุวคนธะก�ำจร องค์ใดประกอบด้วย พระกรุณาดังสาคร โปรดหมู่ประชากร มละโอฆะกันดาร ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมศานติ์ ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย พร้อมเบญจพิธจัก- ษุ๓ จรัสวิมลใส เห็นเหตุที่ใกล้ไกล ก็เจนจบประจักษ์จริง ก�ำจัดน�้ำใจหยาบ สันดานบาปแห่งชายหญิง สัตว์โลกได้พึ่งพิง มละบาปบ�ำเพ็ญบุญ ข้าฯ ขอประณตน้อม ศิรเกล้าบังคมคุณ สัมพุทธการุญ- ญะภาพนั้นนิรันดร. ๑ ค�ำประพันธ์ประเภท อินทรวิเชียรฉันท์๑๑ ๒ เกลศ เป็นภาษาสันสกฤต ส่วนภาษาบาลีใช้กิเลส แปลว่า สิ่งที่ท�ำให้ใจเศร้าหมอง ๓ เบญจพิธจักษุคือ จักษุ๕ ประการ อันเป็นสมบัติของพระพุทธเจ้า ได้แก่ ๑. มังสจักษุตาเนื้อ คือ มีพระเนตรอันงาม ๒.ทิพยจักษุตาทิพย์คือมีพระญาณเห็นกรรมของหมู่สัตว์๓.ปัญญาจักษุตาปัญญา คือทรงประกอบด้วยพระปัญญา- ธิคุณเป็นเหตุให้ตรัสรู้๔. พุทธจักษุจักษุแห่งพระพุทธเจ้า เป็นเหตุให้รู้อัธยาศัยของเวไนยสัตว์๕. สมันตจักษุตา เห็นรอบ คือ พระสัพพัญญุตญาณ อันหยั่งรู้ธรรมทุกประการ (กราบระลึกรู้ว่า) พุทโธ เม นาโถ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า
สรภัญญะ 185 บทสรรเสริญพระธรรมคุณ๑ (น�ำ) ส๎วากขาโต (รับ) ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ. (น�ำ) ธรรมะคือคุณากร๒ (รับ) ส่วนชอบสาธร๓ ดุจดวงประทีปชัชวาล แห่งองค์พระศาสดาจารย์ ส่องสัตว์สันดาน สว่างกระจ่างใจมล ธรรมใดนับโดยมรรคผล เป็นแปดพึงยล และเก้ากับทั้งนฤพาน สมญาโลกอุดร๔ พิสดาร อันลึกโอฬาร พิสุทธิ์พิเศษสุกใส อีกธรรมต้นทางครรไล นามขนานขานไข ปฏิบัติปริยัติเป็นสอง คือทางด�ำเนินดุจคลอง ให้ล่วงลุปอง ยังโลกอุดรโดยตรง ข้าฯ ขอโอนอ่อนอุตมงค์๕ นบธรรมจ�ำนง ด้วยจิตและกายวาจา. ๑ บทประพันธ์ประเภท กาพย์ฉบัง ๑๖ ๒ คุณากร แปลว่า บ่อเกิดแห่งคุณ ๓ ส่วนชอบสาธร แปลว่า เป็นส่วนให้เกิดความดีทั้งปวง ๔ โลกอุดร แปลว่า เหนือโลก คือ โลกุตรธรรม ๕ อุตตมงค์แปลว่า ร่างกายส่วนบน คือ ศีรษะ (กราบระลึกรู้ว่า) ธัมโม เม นาโถ พระธรรมเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า
186 พุทธมนต์ บทสรรเสริญพระสังฆคุณ๑ (น�ำ) สุปะฏิปันโน (รับ) ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง, จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุเนยโย, ปาหุ- เนยโย, ทักขิเนยโย, อัญชะลีกะระณีโย, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ. (น�ำ) สงฆ์ใดสาวกศาสดา (รับ) รับปฏิบัติมา แต่องค์สมเด็จภควันต์ เห็นแจ้งจตุสัจเสร็จบรร- ลุทางที่อัน ระงับและดับทุกข์ภัย โดยเสด็จพระผู้ตรัสไตร ปัญญาผ่องใส สะอาดและปราศมัวหมอง เหินห่างทางข้าศึกปอง บ มิล�ำพอง ด้วยกายและวาจาใจ เป็นเนื้อนาบุญอันไพ- ศาลแด่โลกัย และเกิดพิบูลย์พูนผล สมญาเอารสทศพล๒ มีคุณอนนต์ อเนกจะนับเหลือตรา ข้าขอนบหมู่พระศรา- พก๓ ทรงคุณา- นุคุณประดุจร�ำพัน ด้วยเดชบุญข้าอภิวันท์ พระไตรรัตน์อัน อุดมดิเรกนิรัติศัย๔ จงช่วยขจัดโพยภัย อันตรายใดใด จงดับและกลับเสื่อมสูญ ๑ ค�ำประพันธ์ประเภท กาพย์ฉบัง ๑๖ ๒ สมญาเอารสทศพล หมายถึง ได้สมญานามว่า โอรสของพระพุทธเจ้า อันได้แก่พระอริยสาวกทั้งปวง ๓ พระศราพก คือ พระสาวก ๔ นิรัติศัย (สันสกฤต) แปลว่า ประเสริฐยิ่ง (กราบระลึกรู้ว่า) สังโฆ เม นาโถ พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า
สรภัญญะ 187 บทสวดชยสิทธิคาถา๑ (น�ำ) พาหุง (รับ) สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง, ค๎รีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง , ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะสิทธิ นิจจัง. (น�ำ) ปางเมื่อพระองค์ปรมะพุท- (รับ) ธะ*วิสุทธะศาสดา* ตรัสรู้อนุตตระสมา- ธิณ โพธิบัลลังก์ ขุนมารสหัสสะพหุพา- หุวิชาวิชิตขลัง ขี่คีริเมขะละประทัง คชะเหี้ยมกระเหิมหาญ แสร้งเสกสะราวุธะประดิษฐ์ กละคิดจะรอนราญ รุมพลพหลพยุหะปาน พระสมุททะนองมา หวังเพื่อผจญวะระมุนิน- ทะ*สุชินะราชา* พระปราบพหลพยุหะมา- ระมะเลืองมะลายสูญ ด้วยเดชะองค์พระทศพล* สุวิมละไพบูลย์ ทานาทิธรรมะวิธิกูล ชนะน้อมมโนตาม ด้วยเดชะสัจจะวจนา และนมามิองค์สาม ขอจงนิกรพละสยาม ชยะสิทธิทุกวาร ถึงแม้จะมีอริวิเศษ พละเดชะเทียมมาร ขอไทยผจญพิชิตะผลาญ อริแม้นมุนินทรฯ* ๑ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ค�ำประพันธ์ประเภทวสันตดิลกฉันท์๑๔ * บรมพุทธะ, วิสุทธศาสดา, วรมุนินท์, ทศพล, มุนินทร, สุชินราชา ล้วนเป็นสมญานามของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น
188 พุทธมนต์ บทสรรเสริญมาตาปิตุคุณ๑ (น�ำ) อะนันตะคุณะสัมปันนา (รับ) ชะเนตติชะนะกา อุโภ มัยหัง มาตาปิตูนังวะ ปาเท วันทามิ สาทะรัง. (น�ำ) ข้าขอนบชนกคุณ (รับ) ชนนีเป็นเค้ามูล ผู้กอบนุกูลพูน ผดุงจวบเจริญวัย ฟูมฟักทะนุถนอม บ บ�ำราศนิราไกล แสนยากเท่าไรไร บ คิดยากล�ำบากกาย ตรากทนระคนทุกข์ ถนอมเลี้ยง ฤ รู้วาย ปกป้องซึ่งอันตราย จนได้รอดเป็นกายา เปรียบหนักชนกคุณ ชนนีคือภูผา ใหญ่พื้นพสุนธรา ก็บ เทียบ บ เทียมทัน เหลือที่จะแทนทด จะสนองคุณานันต์ แท้ปูชไนยอัน อุดมเลิศประเสริฐคุณฯ กาพย์ยานี๑๑ บทนี้กล่าวนอบน้อมพระคุณของบิดามารดา ผู้ได้เกื้อกูลมาตั้งแต่เล็กจนเติบโต คอยเฝ้าระวังรักษา ประคับประคองดูแลอยู่ไม่ยอมห่างแม้จะล�ำบากเท่าไรก็อดทนได้เลี้ยงลูกอย่างทะนุถนอม ปกป้องจนรอดพ้นอันตราย เติบ ใหญ่เป็นตัวเป็นตน เปรียบพระคุณของบิดามารดายิ่งกว่าภูเขาหรือแผ่นดิน สุดที่จะทดแทนพระคุณมากล้นได้ด้วยการบูชา อันวิเศษสมบูรณ์เลิศล�้ำ (กราบระลึกรู้ว่า) มาตาปิตาคุณัง อะหัง วันทามิ, ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระคุณของมารดาบิดา
สรภัญญะ 189 บทสรรเสริญอาจาริยคุณ (น�ำ) ปาเจราจะริยา โหนติ (รับ) คุณุตตะรานุสาสะกา ปัญญาวุฑฒิกะเร เต เต ทินโนวาเท นะมามิหัง. (น�ำ) อนึ่งข้าค�ำนับน้อม (รับ) ต่อพระครูผู้การุญ โอบเอื้อและเจือจุน อนุศาสน์ทุกสิ่งสรรพ์ บ ทราบก็ได้ทราบ ทั้งบุญบาปทุกสิ่งอัน ชี้แจงและแบ่งปัน ขยายอรรถให้ชัดเจน จิตมากด้วยเมตตา และกรุณา บ เอียงเอน เหมือนท่านมาแกล้งเกณฑ์ ให้ฉลาดและแหลมคม ขจัดเขลาบรรเทาโม- หะจิตมืดที่งุนงม กังขา ณ อารมณ์ ก็สว่างกระจ่างใจ คุณส่วนนี้ควรนับ ถือว่าเลิศ ณ แดนไตร ควรนึกและตรึกใน จิตน้อมนิยมชมฯ กาพย์ยานี๑๑ บทนี้กล่าวแสดงความเคารพนอบน้อมต่อครูผู้มีความกรุณา เผื่อแผ่อบรมสั่งสอนศิษย์ทุกสิ่ง ให้รู้ทั้ง ความดีความชั่ว ขยายความให้เข้าใจแจ่มแจ้ง มีเมตตากรุณาเที่ยงตรง เคี่ยวเข็ญให้ฉลาด หลักแหลม ช่วยก�ำจัดความ โง่เขลา ให้มีความเข้าใจแจ่มชัด พระคุณดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นเลิศในสามโลกนี้ควรระลึกและน้อมใจชื่นชมยกย่อง (กราบระลึกรู้ว่า) อาจาริยะคุณัง อะหัง วันทามิ, ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระคุณของอาจารย์
190 พุทธมนต์ พุทธชัยมงคลคาถา๑ ๑. พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง, ค๎รีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง, ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ. ๒. มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง, โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง, ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ. ๓. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง, ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง, เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ. ๔. อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง, ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง, อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ. ๕. กัต๎วานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา, จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ, สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ. ๑ สันนิษฐานว่า ในประเทศไทย สมเด็จพระวันรัต วัดป่าแก้ว สวดถวายสมเด็จพระนเรศวร เพราะยังมีส�ำนวนของ พม่าและลังกาด้วย บทดั้งเดิมมาจากลังกา * สวดให้ตนเองเปลี่ยน เต (เขา) เป็น เม (เรา)
สรภัญญะ 191 ๖. สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง, วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง, ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ. ๗. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง, ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต, อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ. ๘. ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง, พ๎รัห๎มัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง, ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ. ๙. เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา, โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที, หิต๎วานะ เนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ, โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ.
192 พุทธมนต์ พุทธชัยมงคลคาถาแปล๑ ๑.สมเด็จพระบรมะทศะพล ธ ผจญพญามาร ขี่คีริเมขละคชสาร สหมาระเสนา ทานาทิปารมิวิธี พระมุนีอธิษฐาน์ ด้วยเดชะมังคละวรา อริพ่ายมลายพลันฯ ๒.ครั้นราวิอาฬะวกะยักษ์ ผิวะหนักมิหุนหัน หักหาญมุนินทระฉะนั้น ขณะล่วงลุราตรี ทรงขันติมั่นวระมนัส ธ จรัสเจริญศรี ด้วยเดชะมังคละมุนี ฤดิเย็นมิเข็ญใจฯ ๓.นาฬาคิรีคชะมิพรั่น พละมั่นจะหาไหน ร้ายดั่งกะจักร์วชิรไกร ดุจะไฟประลัยกัลป์ ด้วยพุทธะเมตต์อุทกะมัย ณ หทัยวิไลสันติ์ จงดลอมิตรพละอนันต์ ปิยะพลันมิเปลี่ยนแปลงฯ ๔.ทรงโปรดจอมโจรทุระมนา คุลิมาละผาดแผลง ไล่ล่าพระพุทธดุจจะแสดง พละแรง ณ มรรคา องค์ชินะสีหนิรมิต ลุสถิต ณ เบื้องหน้า จอมโจรสยบพระกรุณา เพราะมหาภิมงคลฯ ๕.องค์ศาสดามหะรุจี ปรมีประเสริฐล้น นารีวิวาทประทุษะตน กระกลละทรงครรภ์ ทรงมีสมาธิวระชิน พระมุนินทร์พิสุทธิ์สรร นางจิญจมานะวิกะบรร- ลยะร้ายมลายเอง ๖.ยึดมานะสัจจกะนิครนถ์ มนะมลจะข่มเหง มีอันธจิตบ่มิจะเกรง วทะเก่ง ฤ กลัวใคร ทายท้าพระธัมมะภควันต์ วระปัญญ์วิสุทธิ์ใส ทรงปราบปรัปะวาทะ๒ ใด ชนะภัยสิเหนือพาล
สรภัญญะ 193 ๗.นันโทปะนันทะนคราช ทิฆะชาติอาจหาญ ทรงอุปเทศ๓ กุศละฌาน- ปทะผ่านชิโนรส สาวกก็แปลงภุชคะชิต ทมะฤทธิ์มิก�ำหนด จึงพ่ายอุปายะพระสุคต กิติยศสถาพรฯ ๘.โปรดพรหมพะกาทิฐิพิเรน กวะเปนอุทาหรณ์ หลงตนวิสุทธิ์ชุติบวร ฤ จะถอนมิผ่อนปรน ดั่งนาคะรัด ณ ทวิหัตถ์ มทะสัตว์มิหลุดพ้น ด้วยเทศนาวิจยะมน สิไสวสว่างมานฯ ๙.ผู้ใดมิคร้านจะวจนัง ชยะมังคลาสาร คาถาธิอัฏฐะจิระกาล ทิวะล่วงลุราตรี ผู้นั้นจะพ้นอุปัทวะเหตุ ทุระเทศมิผ่องศรี สบสันต์นิวารณะมุนี นิรโศกวิโมกข์เทอญฯ ๑ ค�ำแปลเป็น วสันตดิลกฉันท์๑๔ ผู้รวบรวมได้ประพันธ์ขึ้นในภายหลัง ๒ ปรัปวาท หมายถึง ค�ำคัดค้านโต้แย้ง ค�ำกล่าวโทษ ค�ำกล่าวหาของผู้อื่น ๓ อุปเทศ หมายถึง การชี้แจง, การสั่งสอน, ค�ำสั่งสอน, ค�ำแนะน�ำ หมายเหตุ : บทที่ ๑ พระพุทธเจ้าทรงชนะพญามารพร้อมเหล่าเสนา ด้วยทศบารมี บทที่ ๒ ทรงชนะอาฬวกยักษ์ผู้ดื้อรั้น ด้วยขันติบารมี บทที่ ๓ ทรงชนะช้างนาฬาคิรีผู้ตกมัน ด้วยเมตตาบารมี บทที่ ๔ ทรงชนะองคุลิมารมหาโจรผู้โด่งดังของยุคนั้น ด้วยฤทธิ์ บทที่ ๕ ทรงชนะนางจิญจมาณวิกาอันเป็นกรณีนารีพิฆาตในสมัยพุทธกาล ด้วยพระสมาธิ บทที่ ๖ ทรงชนะสัจจกนิครนถ์ผู้ยโสด้วยคิดว่าตนฉลาดเหนือผู้อื่น ด้วยปัญญาบารมี บทที่ ๗ ทรงชนะนันโทปนันทนาคราชผู้อหังการว่าตนมีฤทธิ์มาก ด้วยการแสดงอุปเทศให้พระโมคคัลคานะ บทที่ ๘ ทรงชนะพกาพรหมผู้เข้าใจผิดคิดว่าตนเป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่ง ด้วยพระญาณ บทที่ ๙ เป็นบทสรุปว่า ใครไม่เกียจคร้านสาธยายมนต์นี้เนืองๆ ย่อมพ้นจากอุปัทวันตรายทั้งปวง
194 พุทธมนต์ ชัยมงคลคาถา ๑.มะหาการุณิโก นาโถ, หิตายะ สัพพะปาณินัง, ปูเรต๎วา ปาระมี สัพพา, ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ, โหตุ เต* ชะยะมังคะลัง. ๒.ชะยันโต โพธิยา มูเล, สัก๎ยานัง นันทิวัฑฒะโน, เอวัง ต๎วัง วิชะโย โหหิ, ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล, อะปะราชิตะปัลลังเก, สีเส ปะฐะวิโปกขะเร, อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง, อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ.๑ ๓.สุนักขัตตัง สุมังคะลัง, สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง, สุขะโณ สุมุหุตโต จะ, สุยิฏฐัง พ๎รัห๎มะจารีสุ, ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง, ปะณิธี เต ปะทักขิณา, ปะทักขิณานิ กัต๎วานะ, ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ.๒ ๔.ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง, รักขันตุ สัพพะเทวะตา, สัพพะพุทธานุภาเวนะ, สะทา โสตถี ภะวันตุ เต*. ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง, รักขันตุ สัพพะเทวะตา, สัพพะธัมมานุภาเวนะ, สะทา โสตถี ภะวันตุ เต*. ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง, รักขันตุ สัพพะเทวะตา, สัพพะสังฆานุภาเวนะ, สะทา โสตถี ภะวันตุ เต*. ๑ บทที่ ๑-๒-๔ โบราณาจารย์แต่งขึ้นภายหลัง ๒ (เฉพาะบทที่ ๓) องฺ.ติก.ปุพพัณหสูตร ๒๐/๑๕๖/๒๘๗ * สวดให้ตนเองเปลี่ยน เต (เขา) เป็น เม (เรา)
สรภัญญะ 195 ชัยมงคลคาถาแปล ๑.องค์โลกะนาถา มหะการุณาคุณ เปี่ยมปารมีปุญญ์ ทนะสัตว์เสมอมา ทรงบรรลุสัมโพ- ธิณ โพธิพฤกษา ด้วยสัจจะวาจา ชยะมังคลาดล ๒.ปวงท่านจะพ้นภัย ชนะชัยมงคล ดุจพุทธโสภณ วรดละยินดี แก่ศักยาชน ศุภผละผ่องศรี ดั่งธัมมสามี* ชินมาร ณ โพธิ์มังคล์ ด้วยโพธิญาณา อปะราชิต์บัลลังก์ บนปฐพีขลัง อภิเษกพระชินศรีฯ ๓.ก็หมู่สัตว์ประพฤติล�้ำ กะหมู่พรัหมะจารี ณ เพลาดิถีดี ขณาศรีภิมงคล อุษาโยคสิโชคดี ฤ ราตรีธิโกศล เพราะเหล่าสาธุบุคคล มหาผละอาจิณ ประพฤติกาย-วจีกรรม มโนกรรมประทักษิณ ฤ จุ่งปรารถนาจิน- ตะ สิได้ดั่งใจปองฯ ๔.พลันสรรพมงคล วรดละสนอง ปวงเทวดาปอง มละทุกขะเข็ญใจ พุทธานุภาพดล อกุศละเหือดหาย ธรรมานุภาพคลาย ชนะภัยประดามี สังฆานุภาพเสริม สุขะสันตะวิถี ขอความสวัสดี ประสิทธิประสบ เทอญฯ* ธัมมสามีหรือธรรมสามีแปลว่า เจ้าของแห่งธรรม เป็นสมญานามของพระพุทธเจ้า หมายเหตุ : ค�ำแปลบทที่ ๑-๒ และ ๔ เป็นอินทรวิเชียรฉันท์๑๑ ส่วนบทที่ ๓ เป็นภุชงคประยาตฉันท์๑๒ ผู้รวบรวมประพันธ์ขึ้นในภายหลัง
196 พุทธมนต์ ชินบัญชรคาถา๑ พระคาถานี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จ พระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) ค้นพบในคัมภีร์โบราณและได้ดัดแปลงแต่งเติมให้ ดีขึ้นเป็นเอกลักษณ์พิเศษ ผู้ใดสวดภาวนาพระคาถานี้เป็นประจ�ำสม�่ำเสมอจะท�ำ ให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ศัตรูไม่กล้ากล�้ำกราย มีเมตตามหานิยม ขจัด ภัยตลอดจนคุณไสยต่างๆ เริ่มบทคาถาชินบัญชร ชะยาสะนากะตา๒ พุทธา เชต๎วา มารัง สะวาหะนัง จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา. ตัณหัง กะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ๓ นายะกา สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก เต มุนิสสะรา. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ท๎วิโลจะเน สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร. หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัส๎มิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุลา๔ กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก. เกสะโต๕ ปิฏฐิภาคัส๎มิง สุริโย วะ ปะภังกะโร นิสินโน สิริสัมปันโน โสภีโต มุนิปุงคะโว. กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร. ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ อุปาลีนันทะสีวะลี เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเฏ ติละกา มะมะ.
สรภัญญะ 197 เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา. ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง. ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะสุตตะกัง อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา. ชินาณา๖ วะระสังยุตตา สัตตัปปาการะลังกะตา วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุปัททะวา. อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร. ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะหีตะเล สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา. อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ ชิตูปัททะโว ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะปัญชะเรติ.๑ เดิมชื่อรตนปัญชรคาถา แต่งขึ้นที่ลังกา และต่อมาเปลี่ยนเป็นชินบัญชรคาถา ชินบัญชรแปลว่ากรงหรือเกราะของ พระชินวร อันหมายถึงความดีที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสมมานั่นเอง ๒ บางฉบับเป็น ชะยาสะนาคะตา แปลได้ความหมายเหมือนกัน ๓ พระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์คือ ๑.พระตัณหังกร ๒.พระเมธังกร ๓.พระสรณังกร ๔.พระทีปังกร ๕.พระโกณฑัญญะ ๖.พระมังคละ ๗.พระสุมนะ ๘.พระเรวตะ ๙.พระโสภิตะ ๑๐.พระอโนมทัสสี๑๑.พระปทุมะ ๑๒.พระนารทะ ๑๓.พระ ปทุมุตตระ ๑๔.พระสุเมธะ ๑๕.พระสุชาตะ ๑๖.พระปิยทัสสี๑๗.พระอัตถทัสสี๑๘.พระธัมมทัสสี๑๙.พระสิทธัตถะ ๒๐.พระติสสะ ๒๑.พระผุสสะ ๒๒.พระวิปัสสี๒๓.พระสิขี๒๔.พระเวสสภู๒๕.พระกกุสันธะ ๒๖.พระโกนาคมนะ ๒๗.พระกัสสปะ ๒๘.พระโคตมะ(องค์ปัจจุบัน) และจะเสด็จอุบัติขึ้นในอนาคตอีกหนึ่งพระองค์คือพระเมตเตยยะ หรือ คนไทยเรียก พระศรีอริยเมตไตย ๔ อาสุง เป็นพหูพจน์อานันทะราหุลา จึงเข้าพหูพจน์ตาม ส่วนมากพิมพ์เป็น อาสุง อานันทะราหุโล ซึ่งผิดไวยากรณ์ ๕ บางฉบับเป็น เกสันเต และ เกเสนเต ก็มีแปลได้ความหมายอย่างเดียวกัน ๖ ชินะ + อาณา = ชินาณา แปลว่า อ�ำนาจของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย บางฉบับเป็น ชินา นานาวะระสังยุตตา แปลว่า พระชินวรทรงประกอบด้วยพระคุณอันประเสริฐต่างๆ ก็ใช้ได้เหมือนกัน หมายเหตุ:- บาลีบางส่วน ถูกแก้ไขตามไวยากรณ์ตามฉบับซึ่งตรวจโดยพระเทพวิสุทธิเมธี(เที่ยง อคฺคธมฺโม ป.ธ.๙) เจ้าคณะภาค ๑๑ วัดระฆังโฆสิตาราม
198 พุทธมนต์ ชินบัญชรคาถาแปล๑ มวลพุทธ์นราสภะ๒ ผู้ช�ำนะพญามาร พร้อมหมู่เสนาหาญ ณ ร่มลานชัยบัลลังก์ เสวยอมตะรส จตุราริย์สัจจัง น�ำสัตว์ตัดทุกขัง สังสารังอันกันดาร ยี่สิบ-แปดพระองค์ ผู้ธ�ำรงมโนศานต์ ตัณหัง-กรต�ำนาน อาทิญาณพระพุทธา ขอเชิญสถิตฐาน ป้องภัยพาล ณ เศียรข้าฯ น้อมองค์พระสัมมาฯ สถิตสุดอุตมงค์ พระธรรมอยู่นัยนา และมหาอริยสงฆ์ อากรประดับวงศ์ สถิตอยู่ ณ อุรา หทัยอนุรุทธ์ สารีบุตรอยู่กรขวา กรซ้ายโมคคัลลาน์ โกณฑัญญาปฤษฎางค์๓ ราหุลและอานนท์ เป็นมงคลกรรณขวาพลาง มหานาม๔ ,กัสสป๕ วาง- ประดับกลาง ณ กรรณซ้าย โสภิตประดิษฐาน์ ณ โลมา ตลอดกาย กุมาร-กัสสป๖ หมาย ประดับภายในโอษฐ์องค์ ปุณณะ,องคุลิมาล อุบาลีวินัยทรง นันทะ,สี-วลีลง ณ นลาฏดังจุณเจิม อสีติ-มหาเถร๗ พระคุณเด่นไพโรจน์เฉลิม พุทธบุตรสุทธิเติม สถิตเสริมองคาพยพ รัตนะ๘ ,เมตตาสูตร- อังคุลิมาละสูตรจบ ธชัค-คะสูตรครบ ครอบพิภพสถาพร
สรภัญญะ 199 หมายเหตุ : คาถาชินบัญชร ในเมืองไทยมีมาก่อนสมัยของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) แล้ว ๓๕๐ ปีหาก นับจนถึงปัจจุบัน คาถาชินบัญชรก็มีอายุครบ ๕๘๔ ปีสมเด็จโต ค้นพบในเขตเจดีย์ร้างแห่งหนึ่งใกล้ถ�้ำอิสีคูหาสวรรค์ที่ เมืองก�ำแพงเพชร ในคราวที่ท่านได้ธุดงค์ไปครั้งเป็นสามเณรโต ได้พบซากคัมภีร์เก่าช�ำรุด ร้อยเรียงเรื่องคาถาชัยบัญชร เขียนเป็นภาษาบาลีด้วยตัวอักษรธรรมล้านนา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแรงบันดาลใจให้ท่านต้องหันมาศึกษาภาษา บาลีและอักขระล้านนาตั้งแต่ยังเป็นเณรน้อยอย่างแตกฉาน ด้วยเหตุที่คัมภีร์ฉบับนั้นไม่ระบุนามผู้รจนา สมเด็จท่าน จึงมิ อาจอ้างอิงชื่อผู้ประพันธ์ให้รัชกาลที่ ๔ ทรงทราบได้เมื่อกาลเวลาผ่านไป คนทั่วไปไม่รู้ที่มาที่ไป ก็คิดกันเอาเองว่า สมเด็จ พระพุฒาจารย์(โต) คือผู้แต่งคาถาชินบัญชรนั้น ต่อมาจึงพบว่าพระชัยมังคละ พระมหาเถระเมืองหริภุญไชย ท่านได้จาร คัมภีร์บัญชร ต่อมาเรียกเป็นชินบัญชร ลงในใบลานด้วยอักษรธรรมล้านนา(ตั๋วเมือง)ไว้ในปีพ.ศ.๑๙๘๑๑ ค�ำแปลชินบัญชรคาถา เป็นบทร้อยกรองประเภทกาพย์ยานี๑๑ ผู้รวบรวมประพันธ์ขึ้นในภายหลัง๒ พุทธนราสภะ แปลว่า พระพุทธเจ้าผู้องอาจในหมู่ชน หรือพระพุทธเจ้าผู้กล้าหาญในหมู่ชน๓ ปฤษฎางค์ แปลว่า อวัยวะเบื้องหลัง, ส่วนหลัง๔-๕-๖ออกเสียงตามบาลีว่า พระมหานามะ, พระมหากัสสปะและพระกุมารกัสสปะในที่นี้ออกเสียงแบบไทย เพราะสัมผัสบังคับ๗ พระอสีติมหาเถระ คือพระสาวกผู้ใหญ่ ๘๐ รูปในพุทธกาล ที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ หรือมีคุณเลิศด้านต่างๆ๘-๙-๑๐เรียกเต็มว่า รัตนสูตร, ขันธสูตร, อาฏานาฏิยสูตร ชื่อพระสูตรและพระปริตรต่างๆ ที่ปรากฎในชินบัญชรคาถานี้ดูได้ ในบทที่ ๕ พระปริตร ของหนังสือเล่มนี้๑๑ พิษฐาน (พิด-สะ-ถาน) ก.ตั้งใจ, มุ่งหมาย (เลือนมาจากอธิษฐาน)๑๒ อานุภาพพระธรรมมัย แปลว่า อานุภาพอันส�ำเร็จจากพระธรรม ขันธะ๙ -โมรปริตร อาฏานา-ฏิย์๑๐บวร อารักษ์มิอาทร ป้องอัมพรห่อนไพรี เชิญองค์พระชินะ และคุณะพระพุทธสีห์ เมตตาเอื้ออารี ดุจมีสัต-ตะปราการ ด้วยเดชแห่งพุทธะ อนันตะชินะมาร โปรดเสริมกิจการ ดังพิษฐาน๑๑งานนานา เมื่อสวดชินบัญชร ข่ายบวรพระสัมมาฯ จงตัดอุปัททวา ทั้งโรคาและภัยพาล ขอพรมหาบุรุษ บริสุทธิ์วิไลศานต์ โปรดจงอภิบาล ให้แผ้วผ่านพ้นผองภัย อานุภาพพระชินะ ให้สุขะนิรัติศัย อานุภาพพระธรรมมัย๑๒ ประสบชัยเหนือไพรี อานุภาพสังฆรัตน์ ปฏิบัติเจริญดี ด�ำเนินในแดนตรี สวัสดีนิรันดร ฯ
200 พุทธมนต์ นมัสการพระอรหันต์ ๘ ทิศ (น�ำ) หันทะ มะยัง สะระภัญเญนะ พุทธะมังคะละคาถาโย ภะณามะ เส. (รับ) สัมพุทโธ ทิปะทัง เสฏโฐ นิสินโน เจวะ มัชฌิเม โกณฑัญโญ ปุพพะภาเค จะ อาคะเณยเย จะ กัสสะโป สารีปุตโต จะ ทักขิเณ หะระติเย อุปาลี จะ ปัจฉิเมปิ จะ อานันโท พายัพเพ จะ คะวัมปะติ โมคคัลลาโน จะ อุตตะเร อิสาเณปิ จะ ราหุโล อิเม โข มังคะลา พุทธา สัพเพ อิธะ ปิติฏฐิตา วันทิตา เต จะ อัมเหหิ สักกาเรหิ จะ ปูชิตา เอเตสัง อานุภาเวนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุ โน. อิจเจ-วะมัจจัน-ตะนะมัส-สะเนยยัง นะมัส-สะมาโน- ระตะนัต-ตะยัง ยัง ปุญญา-ภิสันทัง- วิปุลัง- อะลัตถัง ตัสสา-นุภาเว-นะ หะตัน-ตะราโย. (ค�ำแปล)* ดังเราจะกล่าวกัณฑ์สรภัญญะคาถา มงคลประพนธ์พาห์สดุดียะตีสมณ์ สัมพุทธประเสริฐใส พระหทัยวิไลรมย์ รุ่งเรืองประเทืองพรหมะวิหาระกลางสงฆ์ โกณฑัญญ์ประจ�ำทิศ บูรพาสง่าพงศ์ กัสสปประดิษฐ์ลง ณ ทิศาคเณย์ศรี สารีบุตรทักษิณ หรดินอุบาลี ปัจฉิมสมิทธีธระกายะอานนท์ พายัพทิศาสคัม- นะ ควัมบดีพล โมคคัลลาน์อุดรยล และอิสานพระราหุล แปดองค์สถิตฐาน บริวารชินาดุล ผองเราระลึกคุณ มุนิวันทนาทร สักการสราญรม–ยะ ผคมสุสังวร ขออานุภาพพร อภิวัฒน์สวัสดี แก้วสามประการพร้อม ผรห้อม ณ กายี ป้องกาละกรรณี ภยสรรพ์มลายสูญ ด้วยเดชนมัสการ สรมานพิบูลพูน บุญหลั่งหิตังกูร กรุณา ณ ข้าฯ เทอญฯ * ค�ำแปล เป็นอินทรวิเชียรฉันท์น�ำมาจากบทสวดมนต์ประกอบเสียงดนตรีวัดพระพุทธบาท สระบุรี
สรภัญญะ 201 ๑ บาลีน�ำมาจากวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช จ.พิษณุโลก ๒ ซุ้มเรือนรัตนันต์หมายถึง ซุ้มเรือนแก้ว ๓ ค�ำแปล เป็นบทร้อยกรองประเภทกาพย์ยานี๑๑ ผู้รวบรวมประพันธ์ขึ้นในภายหลัง บทสรรเสริญพระพุทธชินราช (น�ำ) อิเมหิ (รับ) นานาสักกาเรหิ อะภิปูชิเตหิ ทีฆายุโก โหมิ, อะโรโค สุขิโต สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง ปิยัง มะมะ ปะสิทธิ ลาโภ ชะโย โหตุ, สัพพะทา พุทธะชินะราชา อะภิปาเลตุ, มัง นะโมพุทธายะ.๑ (น�ำ) โอ้..องค์พระปฏิมา (รับ) ดุจกายาทศพล พุทธศิลป์โสภณ ยามได้ยลมงคลศานติ์ พระเนตรล้นเมตตา พระพักตร์การุณยะการ พระเกศปัญญาญาณ วรวรรณพิสุทธิ์แสน อุระมหาอุตตม์ ธ วิมุต ณ เมืองแมน สถิตพิษณุแดน ณ ซุ้มเรือนรัตนันต์๒ พิศทั่วพระสรรพางค์ ก็สงบ สว่างพลัน ดุจเทพมาเสกสรร พระมหาบุรุษลักษณ์ ข้าฯขออภิวันท์ ผู้ประทานพระธรรมจักร ด้วยจิตสนิทภักดิ์ จะรักษ์ศาสน์พระสัมมา นบองค์มุนินทร พระบวรไตรวิชชา กิเลสเภทนานา จงมล้างมลายสูญ ให้รู้ตื่น เบิกบาน มนะนันทะไพบูลย์ สติปัญญาพูน ประจักษ์คุณพระนิพพาน บ�ำราศปราศไพรี ด้วยบารมีพระโพธิญาณ ดุจพระช�ำนะมาร พระพุทธชินราช เทอญฯ๓
202 พุทธมนต์ คาถาบูชาพระพุทธสิหิงค์* (น�ำ) หันทะ มะยัง พุทธะปะสังสาคาถาโย พุทธะสิหิงโค นามะ ภะณามะ เส. (รับ) อิติ ปะวะระสิหิงโค อุตตะมะยะโสปิ เตโช ยัตถะ กัตถะ จิตโตโส สักกาโร อุปาโท สะกาละพุทธะสาสะนัง โชตะยันโตวะ ทีโป สุระนะเรหิ มะหิโต ธะระมาโนวะ พุทโธติ. (ค�ำแปล) พุทธสิหิงคา อุบัติมา ณ แดนใด ประเสริฐ ธ เกริกไกร ดุจกายพระศาสดา เป็นที่เคารพน้อม มนุษย์พร้อมทั้งเทวา เปรียบเช่นชวาลา ศาสนาที่ยืนยง เหมือนหนึ่งพระสัมพุทธ สุวิสุทธิ์พระชนม์คง แดนใดพระด�ำรง พระศาสน์คงก็จ�ำรูญ ด้วยเดชสิทธิศักดิ์ ธ พิทักษ์อนุกูล พระศาสน์บ่มีสูญ พระเพิ่มพูนมหิทธา ข้าฯ ขอเคารพน้อม วจีค้อมขึ้นบูชา พิทักษ์ธ รักษา พระศาสน์มาตลอดกาล ปวงข้าฯ จะประกาศ พุทธศาสน์ให้ไพศาล ขอพระอภิบาล ชินมารนิรันดร์เทอญฯ * ของเก่า ไม่ทราบที่มา
สรภัญญะ 203 คาถามงกุฏพระพุทธเจ้า เป็นยอดแห่งคาถา เป็นคาถาส�ำคัญอันผู้ศึกษาสรรพวิชาต้องเรียนรู้ส�ำหรับ ครอบคาถาทั้งปวง ช่วยป้องกันผองภัย แคล้วคลาดศัสตราวุธ ป้องกันภูตพราย อันตรายทั้งปวง ใช้ได้สารพัดตามแต่จะอธิษฐาน สามารถใช้เป็นคาถาอัญเชิญ พระธาตุได้อีกด้วย เหมาะแก่ผู้ที่มีจิตฟุ้งซ่านมากๆ สามารถใช้เป็นค�ำบริกรรม ส�ำหรับเจริญภาวนาได้เป็นอย่างดี อิ ติ ปิ โส วิ เส เส อิ, อิ เส เส พุทธะ นา เม อิ, อิ เม นา พุทธะ ตัง โส อิ, อิ โส ตัง พุทธะ ปิ ติ อิ. ค�ำไหว้บารมี ๓๐ ทัศ (แบบครูบาศรีวิชัย) ๑. ทานะปาระมี สัมปันโน, ทานะอุปะปาระมี สัมปันโน, ทานะปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน, เมตตา ไมตรี กรุณา มุทิตา อุเปกขาปาระมีสัมปันโน, อิติปิโสภะคะวา. (บทต่อไปเปลี่ยนเฉพาะที่ขีดเส้นใต้) ๒.สีละปาระมี, สีละอุปะปาระมี, สีละปะระมัตถะปาระมี ๓.เนกขัมมะปาระมี, เนกขัมมะอุปะปาระมี, เนกขัมมะปะระมัตถะปาระมี ๔.ปัญญาปาระมี, ปัญญาอุปะปาระมี, ปัญญาปะระมัตถะปาระมี ๕.วิริยะปาระมี, วิริยะอุปะปาระมี, วิริยะปะระมัตถะปาระมี ๖.ขันติปาระมี, ขันติอุปะปาระมี, ขันติปะระมัตถะปาระมี ๗.สัจจะปาระมี, สัจจะอุปะปาระมี, สัจจะปะระมัตถะปาระมี ๘.อะธิฏฐานะปาระมี, อะธิฏฐานะอุปะปาระมี, อะธิฏฐานะปะระมัตถะปาระมี ๙.เมตตาปาระมี, เมตตาอุปะปาระมี, เมตตาปะระมัตถะปาระมี ๑o.อุเปกขาปาระมี, อุเปกขาอุปะปาระมี, อุเปกขาปะระมัตถะปาระมี ๑๑.ทะสะปาระมี, ทะสะอุปะปาระมี, ทะสะปะระมัตถะปาระมี (สรุปท้ายด้วยบทว่า) พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, นะมามิหัง.
204 พุทธมนต์ คาถาหว่านทราย อิมัส๎มิง ราชะเสมานา เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะสะหัสสานิ พุทธะชาละปะริกเขตเต รักขันตุ สุรักขันตุ. (บทต่อไปเปลี่ยนเฉพาะที่ขีดเส้นใต้) ธัมมะชาละปะริกเขตเต, ปัจเจกะพุทธะชาละปะริกเขตเต, สังฆะชาละปะริกเขตเต คาถามงคลจักรวาลแปดทิศ อิมัส๎มิง มงคลจักรวาลทั้งแปดทิศ ประสิทธิจงมาเป็นก�ำแพงแก้ว ทั้งเจ็ดชั้น มาป้องกันห้อมล้อมรอบครอบทั่วอนันตา ราชะเสมานา เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะสะหัสสานิ พุทธะชาละปะริกเขตเต รักขันตุ สุรักขันตุ. (บทต่อไปเปลี่ยนเฉพาะที่ขีดเส้นใต้) ธัมมะชาละปะริกเขตเต, ปัจเจกะพุทธะชาละปะริกเขตเต, สังฆะชาละปะริกเขตเต คาถาโพธิบาท บูระพารัส๎มิง พระพุทธะคุณัง บูระพารัส๎มิง พระธัมเมตัง บูระพารัส๎มิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุรักขันตุ. (บทต่อไปนี้เปลี่ยนเฉพาะที่ขีดเส้นใต้) อาคะเนรัส๎มิง, ทักษิณรัส๎มิง, หรดีรัส๎มิง, ปัจจิมรัส๎มิง, พายัพรัส๎มิง, อุดรรัส๎มิง, อิสานรัส๎มิง, อากาศรัส๎มิง, ปฐวีรัส๎มิง
สรภัญญะ 205 บทปลงสังขาร มนุษย์เราเอ๋ย เกิดมาท�ำไม นิพพานมีสุข อยู่ไยมิไป ตัณหาหน่วงหนัก หน่วงชักหน่วงไว้ ฉันไปมิได้ ตัณหาผูกพัน ห่วงนั้นพันผูก ห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงทรัพย์ศฤงคาร จงสละเสียเถิด จะได้ไปนิพพาน ข้ามพ้นภพสาม ยามหนุ่มสาวน้อย หน้าตาแช่มช้อย งามแล้วทุกประการ แก่เฒ่าหนังยาน แต ่ล้วนเครื่องเหม็น เอ็นใหญ ่เก้าร้อย เอ็นน้อยเก้าพัน มันมาท�ำเข็ญใจ ให้ร้อนให้เย็น เมื่อยขบทั้งตัว ขนคิ้วก็ขาว นัยน์ตาก็มัว เส้นผมบนหัว ด�ำแล้วกลับหงอก หน้าตาเว้าวอก ดูน่าบัดสี จะลุกก็โอย จะนั่งก็โอย เหมือนดอกไม้โรย ไม่มีเกสร จะเข้าที่นอน พึงสอนภาวนา พระอนิจจัง พระอนัตตา เราท่านเกิดมา รังแต่จะตาย ผู้ดีเข็ญใจ ก็ตายเหมือนกัน เงินทองทั้งนั้น มิติดตัวไป ตายไปเป็นผี ลูกเมียผัวรัก เขาชักหน้าหนี เขาเหม็นซากผี เปื่อยเน่าพุพอง หมู่ญาติพี่น้อง เขาหามเอาไป เขาวางลงไว้ เขานั่งร้องไห้ แล้วกลับคืนมา อยู่แต่ผู้เดียว ป่าไม้ชายเขียว เหลียวไม่เห็นใคร เห็นแต่ฝูงแร้ง เห็นแต่ฝูงกา เห็นแต่ฝูงหมา ยื้อแย่งกันกิน ดูน่าสมเพช กระดูกกูเอ๋ย เรี่ยรายแผ่นดิน แร้งกาหมากิน เอาเป็นอาหาร เที่ยงคืนสงัด ตื่นขึ้นมินาน ไม่เห็นลูกหลาน พี่น้องเผ่าพันธุ์ เห็นแต่นกเค้า จับเจ่าเรียงกัน เห็นแต่นกแสก ร้องแรกแหกขวัญ เห็นแต่ฝูงผี ร้องไห้หากัน มนุษย์เราเอ๋ย อย่าหลงนักเลย ไม่มีแก่นสาร อุตส่าห์ท�ำบุญ ค�้ำจุนเอาไว้ จะได้ไปสวรรค์ จะได้ทันพระพุทธเจ้า จะได้เข้าพระนิพพาน อะหัง วันทามิ สัพพะโส, อะหัง วันทามิ นิพพานะปัจจะโย โหตุ.
206 พุทธมนต์ เกศาผมหงอก เกศาผมหงอก บอกว่าตัวเฒ ่า ฟันฟางผมเผ้า แก ่แล้วทุกประการ ตามืดหูหนัก ร้ายนักสาธารณ์ บ่มิเป็นแก่นสาร ใช่ตัวตนของเรา แผ่พื้นเปื่อยเน่า เครื่องประดับกายเรา โสโครกทั้งตัว แข้งขามือสั่น เส้นสายพันพัว เห็นน่าเกลียดกลัว อยู่ในตัวของเรา ให้มึนให้เมื่อย ให้เจ็บให้เหนื่อย ไปทั่วเส้นขน แก่แล้วโรคา เข้ามาหาตน ได้ความทุกข์ทน โศกาอาวรณ์ จะนั่งก็โอย จะลุกก็โอย เหมือนดอกไม้โรย ไม่มีเกสร แก่แล้วโรคา เข้ามาวิงวอน ได้ความทุกข์ร้อน ทั่วกายอินทรีย์ ครั้นสิ้นลมปาก กลับกลายหายจาก เรียกกันว่าผี ลูกเมียผัวรัก เขาชักหน้าหนี เขาว่าซากผี เปื่อยเน่าพุพอง เขาเสียไม่ได้ เขาไปเยี่ยมมอง เขาบ่ได้ต้อง เกลียดกลัวนักหนา เขาผูกเขารัด มือเท้าเขามัด รัดรึงตรึงตรา เขาหามเอาไป ทิ้งไว้ป่าช้า เขากลับคืนมา สู่เหย้าเรือนพลัน ตนอยู่เอกา อยู่กับหมู่หมา ยื้อคร่าพัลวัน ทรัพย์สินของตน ขนมาปันกัน ของเขาทั้งนั้น ไม่ใช่ของเรา เมื่อตนยังอยู่ เรียกว่าของกู เดี๋ยวนี้เป็นของเขา แต่เงินใส่ปาก เขายังควักล้วงเอา ไปแต่ตัวเปล่า เน่าทั่วสรรพางค์กาย อยู่ในป่ารก ได้ยินเสียงนก กึกก้องดงยางได้ยินหมาใน ร้องไห้ครวญคราง จิตใจอ้างว้าง วิเวกวังเวง มีหมู่นกแขวก บินมาร้องแรก แถกขวัญของตน เหลียวไม่เห็นใคร อกใจโหวงเหวง อ้างว้างวังเวง ร�ำพึงถึงตัว ตายไปเป็นผีเขาไม่ไยดี ทิ้งไว้น่ากลัว ยิ่งคิดยิ่งพลัน กายสั่นระรัว ร�ำพึงถึงตัว อยู่ในป่าช้า ผัวมิ่งสินทรัพย์ ยิ่งแลยิ่งลับ ไม่เห็นตามมา เห็นแต่ศีลทาน เมตตาภาวนา ตามเลี้ยงรักษา อุ่นเนื้ออุ่นใจ ศีลทานมาช่วย ได้เป็นเพื่อนม้วย เมื่อตนตายไป ตบแต ่งสมบัติ นพรัตน์โพยภัย เลิศล�้ำอ�ำไพ อัตตกิเลสมากมี ศีลพาไปเกิด ได้วิมานเลิศ ประเสริฐโฉมศรี นางฟ้าแห่อ้อม ห้อมล้อมมากมี ขับกล่อมดีดสี ฟังเสียงบรรเลง บรรเลงสมบัติ แก้วเก้าเนาวรัตน์ นับน้อยไปหรือ คุณพระทศพล ที่ตนนับถือ พระธรรมนั้นหรือ สั่งสอนทุกวัน พระสงฆ์องค์อารักษ์ มาเป็นปิ่นปัก พระกรรมฐาน เอออวยสมบัติ นพรัตน์โอฬาร ดีกว่าลูกหลาน ประเสริฐเพริศเพรา ลูกผัวที่รัก บ่มิเป็นต�ำหนัก รักเขาเสียเปล่า เขามิตามช่วย เพื่อนม้วยด้วยเรา ไปหลงรักเขา เห็นไม่เป็นการ รักตนดีกว่า จ�ำศีลภาวนา บ�ำเพ็ญศีลทาน จะได้ช่วยตน ให้พ้นสงสาร ลุถึงสถาน ได้วิมานทอง ผู้ใดใจพาล หลงรักลูกหลาน จะต้องจ�ำจอง เป็นห่วงตัณหา เข้ามารับรอง ตายไปจะต้อง ตกจตุรบายฯ
สรภัญญะ 207 บทกรวดน�้ำแบบโบราณ บุญทานที่ท�ำ กลายเป็นข้าวน�้ำ เครื่องทิพย์นานา เป็นวิมานทอง เรืองรองโสภา อีกทั้งนางฟ้า พันหนึ่งบริวาร เครื่องทิพย์ครั้งนี้ ส่งถึงชนนี บิดาอย่านาน ถึงญาติทุกหมู่ ครูบาอาจารย์ พ้นทุกข์ทรมาน ได้วิมานทอง ฝูงเปรตทั้งหลาย นรกอสุรกาย หมู่สัตว์ทั้งผอง เต่าปูปลาหอย กุ้งน้อยเนืองนอง จงตั้งใจปอง รับเอาส่วนบุญ สัตว์น้อยสัตว์ใหญ่ ตัวเรานั้นไซร้ ได้ท�ำทารุณ ด้วยกายและใจ ฝากไว้เป็นทุน รับเอาส่วนบุญ อย่าเป็นเวรกรรม อินทราเทวา อีกทั้งพรหมา ท้าวเวสสุวัณ พระภูมิเจ้าที่ พระอาทิตย์พระจันทร์ พระอังคารพุทธัญ พฤหัสบดี พระศุกร์พระเสาร์ เทพเจ้าทั้งหลาย สิบสองราศี พระยมพระกาฬ จตุโลกบาลทั้งสี่ ครุฑานาคี กินรีกินรา สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งหญิงและชาย จงอนุโมทนา รับเอากุศล ผลบุญนี้หนา ทั้งพสุธา คงคาวารี ชื่อว่าเข็ญใจ ขอจงอย่าได้ ไปบังเกิดมี ความยากอย่าได้เห็น ขอให้เป็นเศรษฐี คฤหบดี มนตรีพระยา คนพาลอย่าได้พบ ขอให้ประสบ คนมีปัญญา เดชะกุศล ขอให้พ้นอสุรา ขอให้ตัวข้า พบพระศรีอาริย์ ได้ฟังค�ำสอน จิตใจโอนอ่อน ส�ำเร็จอย่านาน ลุถึงเมืองแก้ว คลาดแคล้วบ่วงมาร ดับชาติสังขาร สู่นิพพาน เทอญฯ
208 พุทธมนต์ บทอธิษฐานจิตแบบโบราณ ขอเดชะบุญ ตั้งจิตเจตนา ศรัทธาเปรมปรีดิ์ ชื่อว่าเข็ญใจ อย่าได้เกิดมี แก่ตัวข้านี้ จนถึงนิพพาน ทุกข์โศกโรคภัย อัปรีย์จัญไร อย่าได้แผ้วพาน ขอให้ชนม์ชื่น ข้ายืนยาวนาน ได้บวชลูกหลาน ได้การกุศล อุปัจเฉทกกรรม อย่าได้ครอบง�ำ เข้าจลาจล เมื่อข้าดับจิต ชีวิตวายชนม์ เดชะกุศล ช่วยให้เกิดดี แม้นถือก�ำเนิด กลับชาติมาเกิด ให้สูงศักดิ์ศรีในวงศ์ประยูร สกุลผู้ดี ขัตติยะเมธี มั่งมีเงินทอง แก้วแหวนแสนทรัพย์ เนืองนองเหลือรับ อย่าได้อาทร สมใจทุกอย่าง พงศ์เผ่าพวกพ้อง วงศ์ญาติพี่น้อง พรั่งพร้อมบริบูรณ์ บิดามารดา อยู่ในศีลห้า ศีลแปดพร้อมมูล เมื่อยังไม่ได้ ขอให้ใจบุญ ผลธรรมเกื้อกูล มโนเปรมปรีดิ์ เกิดชาติใดใด ห่างทุกข์ห่างไข้ ขอใจยินดี ศีลห้าประการ ผลทานบารมีสมบัติมากมียิ่งยิ่งขึ้นไป ดวงจิตอิจฉา โทโสโกรธา โมโหหลงใหล ขอจงห่างสิ้น มลทินอันใด จงหลีกหนีไกล จากกิเลสสันดาน อเสวนา พระเทศนา พาลาอหังการ อย่าได้เกิดร ่วม เคหสถาน พบเมธาจารย์ ผู้มีปัญญา ให้เป็นประโยชน์ รู้แจ้งในโสต คุณโทษโทษา ข้าคิดสิ่งใด จงเป็นวาจา เผยพจน์ออกมา ถูกต้องบาลี ปราศจากมุสา ให้เป็นสัมมา กล่าวค�ำวาที ค�ำใดมีผล กุศลช่วยชี้ รู้แท้เมธี ยกอรรถออกผล ข้าขออธิษฐาน คุณศีลคุณทาน กองการกุศล สมบัติพัสถาน โอฬารจงดล ส�ำเร็จมรรคผล เกิดดับกลับชาติยังตัดมิขาด ปราศจากโมหา จะมีคู่ครอง ให้ต้องวิญญาณ์ มีบุตรธิดา ว่านอนสอนง่าย รูปโฉมเฉิดฉาย กุฏฐังจัญไร อย่าได้เกิดมี เป็นที่รักใคร่ ชอบใจยินดี ดังแก้วมณี ไม่มีมลทิน ขออย่าไกลจาก วิบัติพลัดพราก จากบ้านฐานถิ่น บิดามารดา พร้อมหน้าอยู ่กิน จนกว่าสูญสิ้น ถึงดับชีวา โซ ่ตรวนจองจ�ำ ชั่วช้าระย�ำ อย่าต้องกายา จงได้ไกลจาก เหมือนดินกับฟ้า โชคร้ายนานา อย่ามาราวี เดชะกุศล ตั้งสัตย์อธิษฐาน พบธรรมพระชินสีห์นับว่าเป็นบุญ กุศลช่วยชี้ พบองค์มุนีโปรดสัตว์สงสาร ท�ำตามค�ำสอน จิตใจโอนอ่อน เกิดวิปัสสนาญาณ รู้แจ้งเจนใจ หทัยเบิกบาน บรรลุนิพพาน สมปรารถนา...เทอญ (ชายว่า) เหมือนโมคคัลลาน์ (หญิงว่า) เหมือนอุบลวรรณา
ศาสนพิธีและพระวินัย 209 “ในเมื่อนิพพานก็ด�ารงอยู่ ทางไปนิพพานก็ด�ารงอยู่ เราผู้ชักชวนก็ด�ารงอยู่ แต่ก็สาวกของเรา อันเราโอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้ บางพวกเพียงส่วนน้อย ยินดีนิพพานอันมีความส�ำเร็จโดยส่วนเดียว บางพวกก็ไม่ยินดี...ในเรื่องนี้เราจะท�ำอย่างไรได้ ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกหนทางให้เท่านั้น” ม.อุ. คณกโมคคัลลานสูตร ๑๔/๗๒ ศาสนพิธี และพระวินัย บทที่
210 พุทธมนต์ ในสมัยพุทธกาล ศาสนพิธีเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพระวินัย เช่น กฐิน การอุปสมบท สีมา เข้าพรรษาเป็นต้น อันเป็นพุทธบัญญัติ ต่อมาจึงมีศาสนพิธีเกี่ยวกับงานแต่งงาน งานศพ สงกรานต์ฯลฯ เกิดขึ้นในภายหลังโดยผู้น�ำทางศาสนา ในชุมชนนั้นๆ จึงมีศาสนพิธีที่แตกต่างกันเพื่อความเหมาะสมกับผู้คนในท้องถิ่น แต่ศาสนพิธีที่เกี่ยวกับพระ วินัยก็ยังคงเหมือนกันในทุกที่ ที่น�ำมาแสดงไว้ในหนังสือนี้ น�ำมาเฉพาะที่นิยมกันโดยทั่วไป ค�ำถวายต่างๆ แต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยส่วนมาก พระวินัยปิฎก ประมวลพุทธพจน์หมวดพระวินัย คือพุทธบัญญัติเกี่ยวกับความประพฤติ ความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียม และการด�ำเนินกิจการต่างๆ ของภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ แบ่งเป็น ๕ คัมภีร์ (เรียกย่อหรือ หัวใจว่า อา ปา มะ จุ ปะ) คือ ๑.อาทิกัมมิกะ หรือ ปาราชิก ว่าด้วยสิกขาบทที่เกี่ยวกับอาบัติหนักของฝ่ายภิกษุสงฆ์ตั้งแต่ปาราชิก ถึงอนิยต ๒.ปาจิตตีย์ ว่าด้วยสิกขาบทที่เกี่ยวกับอาบัติเบา ตั้งแต่นิสสัคคิยปาจิตตีย์ถึงเสขิยะ ตลอดทั้งภิกขุนี- วิภังค์ทั้งหมด ๓.มหาวรรค ว่าด้วยสิกขาบทนอกปาฏิโมกข์ตอนต้น ๑๐ ขันธกะ หรือ ๑๐ ตอน ๔.จุลวรรค ว่าด้วยสิกขาบทนอกปาฏิโมกข์ตอนปลาย ๑๒ ขันธกะ ๕.ปริวาร คัมภีร์ประกอบหรือคู่มือ บรรจุค�ำถามค�ำตอบส�ำหรับซ้อมความรู้พระวินัย พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า พระไตรปิฎกมีเนื้อความทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แบ่งเป็น พระ วินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระสุตตันตปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ และพระอภิธรรมปิฎก ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
ศาสนพิธีและพระวินัย 211 ค�ำบูชาพระรัตนตรัย อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ. ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งซึ่งพระพุทธเจ้า, ด้วยเครื่องสักการะนี้. อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ. ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งซึ่งพระธรรม, ด้วยเครื่องสักการะนี้. อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ. ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งซึ่งพระสงฆ์, ด้วยเครื่องสักการะนี้. อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. (กราบ) ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะมัสสามิ. (กราบ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆัง นะมามิ. (กราบ) ค�ำอาราธนาศีล ๕ มะยัง ภันเต, วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ, ติสะระเณนะ สะหะ, ปัญจะสีลานิ ยาจามะ. ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต, วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ, ติสะระเณนะ สะหะ, ปัญจะสีลานิ ยาจามะ. ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต, วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ, ติสะระเณนะ สะหะ, ปัญจะสีลานิ ยาจามะ. หมายเหตุ: คนเดียวเปลี่ยน มะยัง เป็น อะหัง, เปลี่ยน ยาจามะ เป็น ยาจามิ. (ค�ำแปล) ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๕, พร้อมทั้งไตรสรณคมน์, เพื่อรักษาแต่ละข้อฯ แม้ครั้งที่ ๒..... แม้ครั้งที่ ๓.....
212 พุทธมนต์ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (ว่า ๓ จบ) องค์แห่งศีล ๕ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ. ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ. ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ. (ค�ำแปล) ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า, พระธรรม, พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะฯ แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ, แม้ครั้งที่ ๓ ฯลฯ. ๑.ปาณาติปาตา เวระมะณี, สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนา งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง และไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่าฯ ๒.อะทินนาทานา เวระมะณี, สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนา งดเว้นจากการลักของผู้อื่น และไม่ใช้ให้ผู้อื่นลักฯ ๓.กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี, สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนา งดเว้นจากการประพฤติผิดในกามฯ ๔.มุสาวาทา เวระมะณี, สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนา งดเว้นจากการพูดไม่จริงฯ ๕.สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี, สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนา งดเว้นจากการเสพของมึนเมา อันเป็นที่ตั้งของความ ประมาทฯ *หมายเหตุ : พระสงฆ์สรุปศีลว่า อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ, สีเลนะ สุคะติง ยันติ, สีเลนะ โภคะสัมปะทา, สีเลนะ นิพพุติง ยันติ, ตัส๎มา สีลัง วิโสธะเย
ศาสนพิธีและพระวินัย 213 ค�ำอาราธนาธรรม พ๎รัห๎มา จะ โลกา-ธิปะติ สะหัมปะติ, กัตอัญชะลี อัน-ธิวะรัง อะยาจะถะ, สันตีธะ สัตตาป-ปะระชักขะชาติกา เทเสตุ ธัมมัง อะนุกัมปิมัง ปะชัง. (ค�ำแปล) ท้าวสหัมบดีพรหม เป็นบรมในพรหมา ทรงฤทธิศักดา กว่าบริษัทในหมู่พรหม น้อมหัตถ์นมัสการ ประดิษฐาน ณ ที่สมควรแล้วจึงบังคม ชุลีบาทพระสัมมา ขอพรอันประเสริฐ วระเลิศมโหฬาร์ ปวงสัตว์ในโลกา กิเลสน้อยก็ยังมี ขอองค์พระจอมปราชญ์ สู่ธรรมาสน์อันรุจี โปรดปวงประชานี้ ท่านจงโปรดแสดงธรรม กราบนิมนต์ท่านเจ้าข้า ผู้ปรีชาอันเลิศล�้ำ โปรดแสดงพระสัทธรรม เทศนาและวาที เพื่อให้สัมฤทธิ์ผล แก่ปวงชนบรรดามี สู่สุขเกษมศรี สมเจตนาของข้า เทอญ ฯ ค�ำอธิษฐานเมื่อถวายทาน อิทัง เม ทานัง, อาสะวักขะยาวะหัง โหตุ. ขอทานนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าถึงซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวกิเลสเถิดฯ
214 พุทธมนต์ ค�ำถวายข้าวพระพุทธ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (ว่า ๓ จบ) อิมัง, สูปะพ๎ยัญชะนะสัมปันนัง, สาลีนัง โภชะนัง, อุทะกัง วะรัง, พุทธัสสะ, ปูเชมะ. ข้าพเจ้า ขอบูชาคุณพระพุทธเจ้า ด้วยโภชนาหาร คือข้าวสุกอันสมบูรณ์ ด้วยอาหารคาวหวาน และน�้ำอันประเสริฐนี้ฯ ค�ำลาข้าวพระพุทธ เสสัง, มังคะลัง, ยาจามิฯ ข้าพเจ้าขออาหารที่เหลืออันเป็นมงคลฯ ค�ำถวายภัตตาหาร อิมานิ มะยัง ภันเต, ภัตตานิ, สะปะริวารานิ, ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุสังโฆ, อิมานิ, ภัตตานิ, สะปะริวารานิ, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ. หมายเหตุ : หากของนั้นอยู่ไกลมือเกินหัตถบาส (หนึ่งแขน) ให้เปลี่ยน อิมานิ (เหล่านี้) เป็น เอตานิ (เหล่านั้น) ( ค�ำแปล) ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอน้อมถวายซึ่งภัตตาหาร, กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้, แด่พระภิกษุสงฆ์, ขอพระภิกษุสงฆ์โปรดรับ, ซึ่ง ภัตตาหาร, กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้, ของข้าพเจ้าทั้งหลาย, เพื่อประโยชน์ และความสุข, แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย, สิ้นกาลนาน เทอญฯ ค�ำถวายจตุปัจจัยไทยทาน สุทินนัง, วะตะ เม ทานัง, อาสะวักข๎ยาวะหัง, โหตุ. ขอทานที่ข้าพเจ้าถวายดีแล้วนี้, จงเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าหมดสิ้นอาสวกิเลสเถิดฯ
ศาสนพิธีและพระวินัย 215 ค�ำอาราธนาศีล ๘ มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, อัฏฐะ สีลานิ ยาจามะ. ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, อัฏฐะ สีลานิ ยาจามะ. ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, อัฏฐะ สีลานิ ยาจามะ. (ค�ำแปล) ข้าแต่ท่านผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๘, พร้อมทั้งไตรสรณคมน์. แม้ครั้งที่ ๒ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๘, พร้อมทั้งไตรสรณคมน์. แม้ครั้งที่ ๓ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๘, พร้อมทั้งไตรสรณคมน์. หมายเหตุ : ถ้าคนเดียวเปลี่ยน มะยัง เป็น อะหัง, ยาจามะ เป็น ยาจามิ. ค�ำอาราธนาศีลอุโบสถ มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง, อุโปสะถัง ยาจามะ. ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง, อุโปสะถัง ยาจามะ. ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง, อุโปสะถัง ยาจามะ. (ค�ำแปล) ข้าแต่ท่านผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีลอุโบสถ อันถึงพร้อมด้วยองค์ ๘, พร้อมทั้งไตรสรณคมน์…แม้ครั้งที่ ๒…แม้ครั้งที่ ๓…. หมายเหตุ : ถ้าคนเดียวเปลี่ยน มะยัง เป็น อะหัง, ยาจามะ เป็น ยาจามิ.
216 พุทธมนต์ ๑.ปาณาติปาตา เวระมะณี, สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนา งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง และไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ๒.อะทินนาทานา เวระมะณี, สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนา งดเว้นจากการลักของผู้อื่น และไม่ใช้ให้ผู้อื่นลัก ๓.อะพ๎รัห๎มะจะริยา เวระมะณี, สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนา งดเว้นจากการประพฤติผิดพรหมจรรย์ ๔.มุสาวาทา เวระมะณี, สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนา งดเว้นจากการพูดไม่จริง ๕.สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี, สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนา งดเว้นจากการเสพของมึนเมา อันเป็นที่ตั้งของความ ประมาท ๖.วิกาละโภชะนา เวระมะณี, สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนา งดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล ๗.นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนะ, มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะมัณฑะณะ วิภูสะนัฎฐานา เวระมะณี, สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (ว่า ๓ จบ) องค์แห่งศีล ๘ และศีลอุโบสถ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ. ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ. ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ.
ศาสนพิธีและพระวินัย 217 ท้ายศีลอุโบสถ อิมัง อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง, พุทธะปัญญัตตัง, อุโปสะถัง, อิมัญจะ รัตติง, อิมัญจะ ทิวะสัง, สัมมะเทวะ, อะภิรักขิตุง, สะมาทิยามิ. ข้าพเจ้า ขอสมาทานเอาอุโบสถศีลซึ่งประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้ อันเป็น พุทธบัญญัติ เพื่อจะรักษาไว้ให้ดี ตลอดวันหนึ่งและคืนหนึ่ง ฯ (พระว่าต่อ) อิมานิ อัฏฐะ สิกขาปะทานิ อุโปสะถะวะเสนะ มะนะสิ- กะริต๎วา สาธุกัง อัปปะมาเทนะ รักขิตัพพานิ. สิกขาบททั้ง ๘ ประการเหล่านี้ อันบุคคลควรใส่ใจ ด้วยอ�ำนาจแห่งอุโบสถ ควรรักษาให้ดี ด้วยความไม่ประมาทเถิดฯ (รับพร้อมกันว่า อามะ ภันเต แล้วน้อมใจรับฟังอานิสงส์แห่งศีล) สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัส๎มา สีลัง วิโสธะเย. บุคคลถึงสุคติได้ด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยโภคสมบัติเพราะศีล ถึงพระนิพพาน ได้ก็เพราะศีล ฉะนั้นพึงรักษาศีลให้บริสุทธิ์เถิดฯ ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนา งดเว้นจากการฟ้อนร�ำ ขับร้อง เล่นดนตรี การดูการ ละเล่น การทัดทรงสวมใส่ การประดับ การตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับ ด้วยเครื่องหอม เครื่องทา เครื่องย้อมผัดผิวให้งามต่างๆ ๘.อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี, สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนา งดเว้นจากการนั่งนอน บนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ อิมานิ อัฏฐะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (ว่า ๓ จบ) ข้าพเจ้าขอรับเอาซึ่งสิกขาบท ๘ ประการเหล่านี้
218 พุทธมนต์ ค�ำลาศีล ๘ หรือศีลอุโบสถ อัฏฐะสิกขานิ ปัจจักขามิ. ทุติยัมปิ อัฏฐะสิกขานิ ปัจจักขามิ. ตะติยัมปิ อัฏฐะสิกขานิ ปัจจักขามิ. ข้าพเจ้าขอลาสิกขาบท ๘ ประการ , แม้ครั้งที่๒...แม้ครั้งที่ ๓... วิธีบวชและค�ำขอบวชเนกขัมม์ ๑. นุ่งขาว ห่มขาว, กล่าวค�ำบูชาพระรัตนตรัย ๒. ตั้งนะโม ๓ จบ, กล่าวค�ำขอบวช ๓. ถวายดอกไม้ธูปเทียนแก่พระภิกษุผู้บวชให้ ๔. กล่าวค�ำอาราธนาศีล ๘, สมาทานศีล ๘ เอสาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, มัง ภันเต สังโฆ ธาเรตุ, อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง, สะระณัง คะตัง. (ค�ำแปล) ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ นั้น, แม้เสด็จปรินิพพานนานแล้ว, กับทั้งพระธรรม, และพระสงฆ์, ว่าเป็นที่พึ่ง, ที่ระลึกอันสูงสุด, ขอพระสงฆ์, โปรดจ�ำข้าพเจ้าทั้งหลายไว้ว่า, เป็นผู้บวชในธรรม วินัย, ผู้ถึงพระรัตนตรัย, เป็นสรณะตลอดชีวิต, ตั้งแต่บัดนี้, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, จะมีศรัทธาในพระรัตนตรัย, ตั้งใจรักษาศีล, ไม่ เชื่อถือมงคลตื่นข่าว, ไม่แสวงบุญนอกพระพุทธศาสนา, หมั่นสร้างบุญกุศลใน พระพุทธศาสนา, ตลอดกาลนานเทอญ ฯ หมายเหตุ : หากจะแสดงตนเป็นพุทธมามกะ เปลี่ยน ปัพพัชชัง และ ปัพพัชชา เป็น (ชาย) พุทธมามโก และ (หญิง) พุทธมามกา เปลี่ยนค�ำแปล จาก เป็นผู้บวชในธรรมวินัย เป็น เป็นพุทธมามกะ (ชายว่า) ปัพพัชชัง (หญิงว่า) ปัพพัชชา
ศาสนพิธีและพระวินัย 219 ค�ำสมาทานพระกรรมฐาน ผู้ที่จะสมาทานพระกรรมฐาน พึงปฏิบัติดังต่อไปนี้ :- ๑. ถวายสักการะต่อพระอาจารย์ ผู้ให้พระกรรมฐาน ๒. จุดธูปเทียน บูชาพระรัตนตรัย ๓. ถ้าเป็นพระให้แสดงอาบัติก่อน ถ้าเป็นอุบาสก-อุบาสิกา ให้สมาทานศีล เสียก่อน ๔. มอบกายถวายชีวิตต่อพระรัตนตรัย ด้วยการกล่าวว่า อิมาหัง ภะคะวา, อัตตะภาวัง, ตุมหากัง, ปะริจจะชามิ. ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า, ข้าพระองค์ขอมอบกายถวายชีวิตต่อ พระรัตนตรัย, คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ฯ ๕. มอบกายถวายตัวต่อพระอาจารย์ อิมาหัง อาจะริยะ, อัตตะภาวัง, ตุมหากัง, ปะริจจะชามิ. ข้าแต่พระอาจารย์ผู้เจริญ, ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายตัวต่อพระอาจารย์, เพื่อ เจริญวิปัสสนากรรมฐานฯ ๖. ค�ำขอพระกรรมฐาน นิพพานัสสะ เม ภันเต, สัจฉิกะระณัตถายะ, กัมมัฏฐานัง เทหิ. ข้าแต่ท่านอาจารย์ผู้เจริญ, ขอท่านโปรดให้กรรมฐานแก่ข้าพเจ้า, เพื่อกระท�ำ ให้แจ้งซึ่งมรรคผลนิพพานต่อไปฯ ๗. ตั้งสัจอธิษฐาน อิมายะ, ธัมมานุธัมมะปะฏิปัตติยา, ระตะนัตตะยัง ปูเชมิ. ข้าพเจ้าขอบูชาพระรัตนตรัย, ด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนี้, ด้วย สัจวาจาที่กล่าวอ้างมานี้, ขอให้ข้าพเจ้าได้มีปัญญาประจักษ์แจ้งในอริยสัจ, ได้สัมผัส วิปัสสนาญาณ, ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน, ในฉับพลันทันทีด้วย เทอญฯ
220 พุทธมนต์ ค�ำขอขมา กายกรรม ๓, วจีกรรม ๔, มโนกรรม ๓, กรรมอันใด, ที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ได้ ประมาทพลาดพลั้งล่วงเกิน, ต่อคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, ต่อข้อปฏิบัติ, ต่อสถานที่, ต่อพระอาจารย์, จะด้วยกาย วาจา ใจก็ดี, เจตนาหรือไม่เจตนาก็ดี, ผิด ด้วยประการทั้งปวง, ขอพระอาจารย์ได้โปรดเมตตา, เป็นตัวแทนรับรู้, เพื่อเป็น อโหสิกรรม, ให้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย, เพื่อจะได้ไม่เป็นบาปเป็นเวรต่อกันในภายภาค หน้า, และไม่ขัดขวางต่อการปฏิบัติธรรม, ขอให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ได้มีโอกาสปฏิบัติ ธรรมอย่างถูกต้อง, ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน, ในอนาคตกาลอันใกล้นี้ด้วยเทอญฯ ค�ำอุทิศส่วนกุศล* ข้าพเจ้าตั้งจิตอุทิศผล บุญกุศลนี้ไปให้ไพศาล ถึงบิดามารดาและอาจารย์ ทั้งลูกหลานญาติมิตรสนิทกัน คนเคยร่วมท�ำงานการทั้งหลาย มีส่วนได้ในกุศลผลของฉัน ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัญ ขอให้ท่านได้กุศลผลนี้ เทอญฯ ค�ำลากลับบ้าน หันทะทานิ มะยัง ภันเต, อาปุจฉามะ, พะหุกิจจา, มะยัง พะหุกะระณียา. บัดนี้ได้เวลาแล้ว พวกโยมมีกิจที่จะต้องท�ำอีกมาก จึงขอกราบลา ฯ พระสงฆ์กล่าวค�ำรับค�ำลาว่า ยัสสะทานิ ตุมเห กาลัง มัญญะถะ. (บัดนี้ พวกท่านจงรู้กาลอันควรเถิด) ผู้ลาพึงรับพร้อมกันว่า สาธุ ภันเต แล้วกราบ ๓ ครั้ง * ของพระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) อดีตเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี
ศาสนพิธีและพระวินัย 221 ค�ำถวายมตกภัตร (เพื่ออุทิศให้ผู้ล่วงลับ) อิมานิ มะยัง ภันเต, มะตะกะภัตตานิ, สะปะริวารานิ, ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุสังโฆ, อิมานิ, มะตะกะภัตตานิ, สะปะริวารานิ, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัญเจวะ, มาตาปิตุอาทีนัญจะ, ญาตะกานัง, เปตานัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ. (ค�ำแปล) ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอน้อมถวาย, มตกภัตตาหาร, กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้, แด่พระภิกษุสงฆ์, ขอพระภิกษุสงฆ์โปรดรับ, มตกภัตตาหาร, กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้, ของข้าพเจ้าทั้งหลาย, เพื่อประโยชน์ และความสุข, แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย, แก่ญาติทั้งหลายผู้ล่วงลับไปแล้ว, มีมารดา บิดาเป็นต้นด้วย, สิ้นกาลนาน เทอญฯ ค�ำถวายเสนาสนะ อิมานิ มะยัง ภันเต, เสนาสะนานิ, อาคะตานาคะตัสสะ, จาตุททิ- สัสสะ, ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุสังโฆ, อิมานิ, เสนาสะนานิ, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ. (ค�ำแปล) ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอน้อมถวาย, เสนาสนะเหล่านี้, แด่พระภิกษุสงฆ์, ผู้มีในทิศทั้ง ๔, ที่มาแล้วก็ดี, ที่ยังไม่มาก็ดี, ขอพระภิกษุสงฆ์ โปรดรับ, เสนาสนะเหล่านี้, ของข้าพเจ้าทั้งหลาย, เพื่อประโยชน์, และความสุข, แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย, สิ้นกาลนาน เทอญฯ หมายเหตุ : เสนาสนะ [เส-นา-สะ-นะ] น. ที่อยู่, ที่นอนและที่นั่ง
222 พุทธมนต์ ค�ำถวายดอกไม้ธูปเทียนเพื่อบูชาพระรัตนตรัย อิมานิ มะยัง ภันเต, ทีปะธูปะปุปผะวะรานิ , (วิสาขะปุณณะมีกาเล)* , ระตะนัตตะยัสเสวะ, อะภิปูเชมะ, อัมหากัง, ระตะนัตตะยัสสะ, ปูชา, ทีฆะรัตตัง, หิตะสุขาวะหา โหตุ, อาสะวักขะยัปปัตติยา. (ค�ำแปล) ข้าแต่ท่านผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอบูชาธูปเทียนและดอกไม้อันประเสริฐ เหล่านี้, แด่พระรัตนตรัย, (ในวันวิสาขบูชา*), ขอจงเป็นผลน�ำมาซึ่งประโยชน์สุข, แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนาน, เพื่อให้ถึงซึ่งนิพพาน,ที่ซึ่งสิ้นอาสวกิเลส เทอญฯ หมายเหตุ : วันอาสาฬหบูชา เปลี่ยนเป็น อาสาฬะหะปุณณมีกาเล (ในวัน อาสาฬหบูชา) วันมาฆบูชา เปลี่ยนเป็น มาฆะปุณณมีกาเล (ในวันมาฆบูชา) ถ้า บูชาในวันนอกจากนี้ให้ตัดค�ำในวงเล็บออก ค�ำถวายพระพุทธรูป อิมัง ภันเต, พุทธรูปัง, สังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, อายะติง, สาสะนัสสะ, อะติโรจะนายะ จะ, ถาวะรายะ จะ, สาธุ โน ภันเต, สังโฆ, อิมัง, พุทธะรูปัง, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ ฯ (ค�ำแปล) ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอน้อมถวาย, ซึ่งพระพุทธรูปนี้, แก่พระสงฆ์, เพื่อความรุ่งเรือง, และเพื่อความถาวร, แห่งพระพุทธศาสนาต่อไป, ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ, ขอพระสงฆ์โปรดรับ, ซึ่งพระพุทธรูปนี้, ของข้าพเจ้า ทั้งหลาย, เพื่อประโยชน์และความสุข, แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย, สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
ศาสนพิธีและพระวินัย 223 ค�ำถวายผ้าไตรอุทิศให้แก่ผู้ล่วงลับ อิมานิ, มะยัง ภันเต, ติจีวะรานิ, สังฆัสสะ เทมะ, สาธุ โน ภันเต, อะยัง ติจีวะระปูชาวิปาโก, อัมหากัง, มาตาปิตุอาทีนัง, ญาตีนัง, กาละกะตานัง, สังวัตตะตุ, อัมหากัง, มาตาปิตุอาทะโย, ญาตะกา, ทานะปัตติง, ละภันตุ, อัมหากัง, เจตสาติ. (ค�ำแปล) ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอถวายผ้าไตรจีวรนี้, แด่พระสงฆ์, ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ, อันว่าผลของการบูชาด้วยไตรจีวรนี้, จงเป็นไปเพื่อญาติ ทั้งหลาย, มีมารดาบิดาของข้าพเจ้าเป็นต้น, จงได้ส่วนแห่งทานนี้, ตามความ ประสงค์, ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เทอญฯ ค�ำถวายเทียนพรรษา(อุปกรณ์ไฟฟ้า)และผ้าอาบน�้ำฝน อิมานิ มะยัง ภันเต, วัสสะคะตัง ปะทีปะ (วิชชูปะกะระณะ) วัสสิกะสาฏิ- กานิ , สะปะริวารานิ, ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โณ ภันเต, ภิกขุ- สังโฆ, อิมานิ, วัสสะคะตัง ปะทีปะ (วิชชูปะกะระณะ) วัสสิกะสาฏิกานิ, สะปะริวารานิ, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ. (ค�ำแปล) ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอน้อมถวาย, เทียนพรรษา, (อุปกรณ์ไฟฟ้า) และผ้าอาบน�้ำฝน, กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้, แด่พระภิกษุสงฆ์, ขอพระภิกษุสงฆ์โปรดรับ, เทียนพรรษา, (อุปกรณ์ไฟฟ้า) และผ้าอาบน�้ำฝน, กับ ทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้, ของข้าพเจ้าทั้งหลาย, เพื่อประโยชน์, และความสุข, แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย, สิ้นกาลนาน เทอญฯ
224 พุทธมนต์ ค�ำถวายผ้าป่าและอื่นๆ อิมานิ มะยัง ภันเต, ปังสุกูละจีวะรานิ, สะปะริวารานิ, ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุสังโฆ, อิมานิ, ปังสุกูละจีวะรานิ, สะปะริวารานิ, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ. (ค�ำแปล) ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอน้อมถวาย, ผ้าบังสุกุลจีวร, กับ ทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้, แด่พระภิกษุสงฆ์, ขอพระภิกษุสงฆ์โปรดรับ, ผ้าบังสุกุล จีวร, กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้, ของข้าพเจ้าทั้งหลาย, เพื่อประโยชน์, และความ สุข, แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย, สิ้นกาลนาน เทอญฯ หากถวายอย่างอื่นให้เปลี่ยนค�ำถวายและค�ำแปลเฉพาะที่ขีดเส้นใต้ดังนี้ ๑. ถวายสังฆทาน สังฆะทานานิ ๒. ถวายผ้าไตรจีวร ติจีวะรานิ ๓. ถวายผ้าอาบน�้ำฝน วัสสิกะสาฏิกานิ ๔. ถวายข้าวสาร ตัณฑุลานิ ๕. ถวายผ้าอื่นๆ ที่นอกจากผ้าไตรจีวร ปริขาระโจลานิ ๖. ถวายยารักษาโรค เภสัชชานิ ๗. ถวายหนังสือธรรมะ ธัมมะโปตถะกานิ ๘. ถวายผ้าห่มนอน สะยะนะปารุปะนานิ ๙. ถวายเครื่องอัฐบริขาร อัฏฐะ ปะริกขาระวัตถูนิ ๑๐. ถวายอุปกรณ์ไฟฟ้า วิชชูปะกะระณานิ ๑๑. ถวายรองเท้า อุปาหะนานิ ๑๒. ถวายปัจจัย ๔ จะตุปัจจะยานิ
ศาสนพิธีและพระวินัย 225 วิธีแสดงอาบัติ ส�ำหรับผู้พรรษาอ่อนกว่าแสดง (พรรษาอ่อนว่า) สัพพา ตา อาปัตติโย อาโรเจมิ. (ว่า ๓ หน) กระผมขอบอกอาบัติเหล่านั้นทั้งปวงฯ สัพพา คะรุละหุกา อาปัตติโย อาโรเจมิ. (ว่า ๓ หน) กระผมขอบอกอาบัติหนักเบาทั้งปวงฯ อะหัง ภันเต สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย อาปัตติโย อาปัชชิง ตา ตุมหะ มูเล ปะฏิเทเสมิ. ท่านผู้เจริญ กระผมต้องอาบัติที่มีเหตุต่างกันจ�ำนวนมาก กระผมขอแสดงคืน มูลเหตุแห่งอาบัตินั้นต่อท่าน ฯ (พรรษาแก่ว่า) ปัสสะสิ อาวุโส ตา อาปัตติโย ? ท่านผู้มีอายุ ท่านเห็นอาบัติทั้งหลายเหล่านั้นแล้วหรือ ? (พรรษาอ่อนว่า) อุกาสะ อามะ ภันเต ปัสสามิ. ขอรับท่านผู้เจริญกระผมเห็นแล้วฯ (พรรษาแก่ว่า) อายะติง อาวุโส สังวะเรยยยาสิ. ผู้มีอายุ ท่านพึงส�ำรวมระวังต่อไปฯ (พรรษาอ่อนว่า) สาธุ สุฏฐุ ภันเต สังวะริสสามิ. ทุติยัมปิ สาธุ สุฏฐุ ภันเต สังวะริสสามิ. ตะติยัมปิ สาธุ สุฏฐุ ภันเต สังวะริสสามิ. ดีละ ท่านผู้เจริญ กระผมจักส�ำรวมระวังด้วยดี แม้ครั้งที่ ๒..๓ ฯ นะ ปุเนวัง กะริสสามิ กระผมจักไม่ท�ำอย่างนี้อีก นะ ปุเนวัง ภาสิสสามิ กระผมจักไม่พูดอย่างนี้อีก นะ ปุเนวัง จินตะยิสสามิ. กระผมจักไม่คิดอย่างนี้อีกฯ
226 พุทธมนต์ ส�ำหรับผู้ที่พรรษาแก่กว่าแสดง (พรรษาแก่ว่า) สัพพา ตา อาปัตติโย อาโรเจมิ. (ว่า ๓ หน) กระผมขอบอกอาบัติเหล่านั้นทั้งปวงฯ สัพพา คะรุละหุกา อาปัตติโย อาโรเจมิ. (ว่า ๓ หน) กระผมบอกอาบัติหนักเบาทั้งปวงฯ อะหัง อาวุโส สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย อาปัตติโย อาปัชชิง ตา ตุยหะ มูเล ปะฏิเทเสมิ. ท่านผู้มีอายุ กระผมต้องอาบัติที่มีเหตุต่างกันจ�ำนวนมาก กระผมขอแสดงคืนมูลเหตุแห่งอาบัตินั้นต่อท่าน ฯ (พรรษาอ่อนว่า) อุกาสะ ปัสสะถะ ภันเต ตา อาปัตติโย ? ท่านผู้เจริญ ท่านเห็นอาบัติทั้งหลายเหล่านั้นหรือขอรับ ? (พรรษาแก่ว่า) อามะ อาวุโส ปัสสามิ. ใช่ ผู้มีอายุ กระผมเห็นฯ (พรรษาอ่อนว่า) อายะติง ภันเต สังวะเรยยาถะ ฯ ท่านผู้เจริญ ท่านพึงส�ำรวมระวังต่อไปเถิดฯ (พรรษาแก่ว่า) สาธุ สุฏฐุ อาวุโส สังวะริสสามิ ทุติยัมปิ สาธุ สุฏฐุ อาวุโส สังวะริสสามิ ตติยัมปิ สาธุ สุฏฐุ อาวุโส สังวะริสสามิ ดีละ ผู้มีอายุ กระผมจักส�ำรวมระวังด้วยดี...แม้ครั้งที่ ๒...๓...ฯ นะ ปุเนวัง กะริสสามิ กระผมจักไม่ท�ำอย่างนี้อีก นะ ปุเนวัง ภาสิสสามิ กระผมจักไม่พูดอย่างนี้อีก นะ ปุเนวัง จินตะยิสสามิ. กระผมจักไม่คิดอย่างนี้อีกฯ
ศาสนพิธีและพระวินัย 227 ค�ำขอขมาอาจารย์ (ผู้ขอ) อาจะริเย ปะมาเทนะ, ท๎วารัตตะเยนะ กะตัง, สัพพัง อะปะราธัง, ขะมะถะ เม ภันเต. (หลายองค์เปลี่ยน ขะมะถะ เม เป็น ขะมะตุ โน) (ผู้รับ) อะหัง ขะมามิ, ตะยาปิ เม ขะมิตัพพัง. (หลายองค์เปลี่ยน ตะยาปิ เป็น ตุมเหหิปิ) (ผู้ขอ) ขะมามิ ภันเต. (หลายองค์เปลี่ยน ขะมามิ เป็น ขะมามะ) (แปล) (ผู้ขอ) ขอท่านได้กรุณายกโทษทั้งปวง ที่กระผมได้ล่วงเกินต่อท่าน ด้วย กาย วาจา ใจ เพราะความประมาทด้วยเทอญ ฯ (ผู้รับ) ผมขอยกโทษนั้นแก่ท่าน, แม้ท่านก็พึงยกโทษนั้น ให้แก่ผมด้วย ฯ (ผู้ขอ) ขอรับ กระผมขอยกโทษนั้นแก่ท่าน. หมายเหตุ : ถ้าไม่ใช่อาจารย์ และพรรษาเกิน ๑๐ ขึ้นไป ควรใช้ เถเร หาก พรรษาเกิน ๒๐ ควรใช้ มะหาเถเร ถ้าเป็นพระอุปัชฌาย์ควรใช้ อุปัชฌาเย ก่อนลาสิกขา ควรท�ำการขอขมาดังนี้ ก.ขอขมาเสมา จัดกรวยดอกไม้ ธูป เทียน หมากพลู ไปบูชาขอขมาเสมาที่ หน้าพระอุโบสถ ข.ขอขมาพระประธาน จัดเครื่องสักการะ คือ ดอกไม้ ธูป เทียน หมาก พลู ไปขอขมาพระประธาน เครื่องสักการะเหล่านี้ให้อุทิศถวายแก่พระสงฆ์ ในเมื่อบูชา ขอขมาพระประธานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ค.ขอขมาพระสงฆ์ จัดเครื่องสักการะ คือ ดอกไม้ ธูป เทียน หมาก พลู ไปขอ ขมาพระอุปัชฌาย์ อาจารย์ ตลอดจนถึงพระสงฆ์ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือทุกองค์ ค�ำลาสิกขา “สิกขัง ปัจจักขามิ คิหีติ มัง ธาเรถะ” ข้าพเจ้าขอลาสิกขา ท่านทั้งหลายจงจ�ำข้าพเจ้าไว้ว่า เป็นคฤหัสถ์ ฯ
228 พุทธมนต์ การอธิษฐาน การอธิษฐานมี ๒ อย่าง ๑. อธิษฐานด้วยกาย คือ เอามือจับหรือลูบบริขารที่จะอธิษฐาน แล้วน้อมใจตาม ค�ำอธิษฐาน ๒. อธิษฐานด้วยวาจา คือ กล่าวค�ำอธิษฐาน ไม่ถูกของด้วยกายก็ได้ จ�ำแนกเป็น ๒ อย่างคือ ๒.๑ อธิษฐานในหัตถบาส ของอยู่ภายใน ๑ ศอก (๑ บ่วงมือ) ๒.๒ อธิษฐานนอกหัตถบาส ของอยู่ห่างตัวเกิน ๒ ศอก ค�ำอธิษฐานบริขารต่างๆ ผ้าสังฆาฏิ อิมัง สังฆาฏิง อะธิฏฐามิ ข้าพเจ้าอธิษฐานผ้าสังฆาฏิผืนนี้ ผ้าจีวร อิมัง อุตตะราสังคัง อะธิฏฐามิ ข้าพเจ้าอธิษฐานผ้าจีวรผืนนี้ ผ้าสบง อิมัง อันตะระวาสะกัง อะธิฏฐามิ ข้าพเจ้าอธิษฐานผ้าสบงผืนนี้ บาตร อิมัง ปัตตัง อะธิฏฐามิ ข้าพเจ้าอธิษฐานบาตรใบนี้ ประคดเอวอิมัง กายะพันธะนัง อะธิฏฐามิ ข้าพเจ้าอธิษฐานประคดเอวนี้ ผ้านิสีทนะ อิมัง นิสีทะนัง อะธิฏฐามิ ข้าพเจ้าอธิษฐานผ้าปูนั่งนี้ ผ้าอาบน�้ำฝน อิมัง วัสสิกะสาฏิกัง อะธิฏฐามิ ข้าพเจ้าอธิษฐานผ้าอาบน�้ำฝนนี้ ผ้าปูนอน อิมัง ปัจจัตถะระณัง อะธิฏฐามิ ข้าพเจ้าอธิษฐานผ้าปูนอนนี้ ผ้าเช็ดหน้า อิมัง มุขะปุญฉะนะโจลัง อะธิฏฐามิ ข้าพเจ้าอธิษฐานผ้าเช็ดหน้านี้ ผ้าอื่นๆ นอกจากนี้ อิมัง ปะริกขาระโจลัง อะธิฏฐามิ ข้าพเจ้าอธิษฐานผ้าอันเป็นบริขารเล็กน้อยนี้ หมายเหตุ : ถ้าของนั้นอยู่ห่างตัว พึงใช้อธิษฐานนอกหัตถบาส กล่าวตามแบบ ข้างต้น เพียงแต่เปลี่ยน ค�ำว่า อิมัง เป็น เอตัง เท่านั้น
ศาสนพิธีและพระวินัย 229 ค�ำถอนอธิษฐาน เมื่อได้บริขารใหม่มาต้องการยกเลิกบริขารเดิม เพื่ออธิษฐานบริขารใหม่ ก็ ให้ถอนอธิษฐานเสีย ท่านใช้ค�ำว่า “ปัจจุธรณ์” วิธีถอนเหมือนกับอธิษฐาน แต่เปลี่ยน ค�ำว่า อธิษฐามิ เป็น ปัจจุทธะรามิ เท่านั้น เช่น อิมัง ปัตตัง ปัจจุทธะรามิ (ข้าพเจ้าขอถอนอธิษฐานบาตร) ค�ำเสียสละไตรจีวรล่วงราตรี จีวรเป็นนิสสัคคีย์ เพราะอยู่ปราศจากเขตล่วงราตรีนั้น พึงสละแก่สงฆ์(๔ รูป) แก่คณะ (๒-๓รูป) หรือแก่บุคคล (๑ รูป) ก็ได้ (ส่วนมากนิยมเสียสละแก่บุคคล) ค�ำเสียสละแก่บุคคลว่าดังนี้ อิทัง เม ภันเต จีวะรัง รัตติวิปปะวุตถัง อัญญัต๎ระ ภิกขุสัมมะติยา นิสสัคคิยัง, อิมาหัง อายัส๎มะโต นิสสัชชามิ ถ้าเสียสละจีวร ๒ ผืน ว่า ท๎วิจีวะรัง ถ้าเสียสละจีวร ๓ ผืน ว่า ติจีวะรัง ถ้าผู้เสียสละแก่กว่า พึงว่า อาวุโส แทน ภันเต จีวรเป็นนิสสัคคีย์ ยังไม่ได้สละ ใช้สอยเป็นทุกกฎ สละแล้วได้คืนมายัง ปรารถนาอยู่ พึงอธิษฐานเป็นไตรจีวรใหม่ เมื่อสละนั้น พึงตั้งใจสละจริงๆ แล้วจึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้นหาก จะถือเอาเสียทีเดียวเจ้าของเดิมก็ไม่มีสิทธิ์ที่เรียกคืนได้ แต่เป็นธรรมเนียมอันดีของ เธอ เมื่อรับแล้วคืนให้เจ้าของเดิม ไม่ท�ำอย่างนั้นต้องอาบัติทุกกฎ ค�ำคืนผ้า ให้ว่าดังนี้ จีวรผืนเดียว “อิมัง จีวะรัง อายัส๎มะโต ทัมมิ” จีวรหลายผืน “อิมานิ จีวรานิ อายัส๎มะโต ทัมมิ” ถ้าของอยู่นอกหัตถบาส พึงเปลี่ยนโดยนัยดังกล่าวแล้วนั้น หมายเหตุ : หัตถบาส(บ่วงมือ) น. “บ่วงแห่งมือ” คือ ที่ใกล้ตัว ระยะห่างชั่วยื่นมือ ถึง บางที่ท่านว่าห่างกันไม่เกิน ๑ ศอก
230 พุทธมนต์ ค�ำวิกัป วิกัป ท�ำให้เป็นของสองเจ้าของ คือ ขอให้ภิกษุสามเณรอื่นร่วมเป็นเจ้าของ บาตรหรือจีวรนั้นๆ ด้วย ท�ำให้ไม่ต้องอาบัติเพราะเก็บอติเรกบาตร (บาตรเกินกว่า ๑ ใบ) หรืออติเรกจีวร (จีวรเกินกว่า ๑ ส�ำรับ) ไว้เกินก�ำหนด เช่น วิกัปจีวรผืนหนึ่งต่อหน้าในหัตถบาสว่า อิมัง จีวะรัง ตุยหัง วิกัปเปมิ แปลว่า “ข้าพเจ้าวิกัปจีวรผืนนี้แก่ท่าน” ค�ำถอนวิกัป จีวรที่วิกัปไว้ จะใช้สอย ต้องขอให้ผู้รับถอนก่อน มิฉะนั้น หากใช้สอย จะต้อง อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อผู้ที่ได้รับไว้นั้นถอนแล้ว จึงใช้ได้, ค�ำถอนส�ำหรับจีวรที่อยู่ใน หัตถบาส ว่า อิมัง จีวะรัง มัยหัง สันตะกัง ปะริภุญชะ วา วิสัชเชหิ วา ยะถาปัจจะยัง วา กะโรหิ แปลว่า “จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้าท่านจงใช้สอยก็ตาม จงสละก็ตาม จงท�ำตาม ปัจจัยก็ตาม” หมายเหตุ : ถ้าผู้ถอนอ่อนกว่าพึงว่า อิมัง จีวะรัง มัยหัง สันตะกัง ปะริภุญชะถะ วา วิสัชเชถะ วา ยะถาปัจจะยัง วา กะโรถะ, ค�ำที่พึงเปลี่ยนทั้งหลาย เช่น ชื่อของ จ�ำนวนของ และที่ของตั้งอยู่ในหรือนอกหัตถบาส พึงเทียบเคียงกับ ค�ำที่กล่าวแล้วข้างต้น หมายเหตุ : ถ้าวิกัปจีวร ๒ ผืนขึ้นไป ว่า อิมานิ จีวรานิ แทน อิมัง จีวะรัง, ถ้าจีวรที่วิกัปอยู่นอกหัตถบาส ว่า เอตัง แทน อิมัง ว่า เอตานิ แทน อิมานิ, ถ้าวิกัปแก่ภิกษุผู้แก่กว่า จะใช้บทว่า อายัส๎มะโต แทน ตุยหัง ถ้าวิกัปบาตร ใช้ค�ำว่า อิมัง ปัตตัง
ศาสนพิธีและพระวินัย 231 การท�ำกัปปิยะ มีพระพุทธานุญาตให้บริโภคผลไม้ ด้วยสมณกัปปกรรม ที่ควรแก่สมณะ ๕ คือ ๑.ผลจรดด้วยไฟ ๒.ผลจรดด้วยศัสตรา ๓.ผลจรดด้วยเล็บ ๔.ผลไม้ไม่มีพืช (เมล็ด) ๕.ผลมีพืชจะพึงปล้อนเสียได้ (เช่น เงาะที่เอาเปลือกออกได้) พืช มีรากไม้เป็นต้น ซึ่งเกิดอยู่ในที่ชื่อว่า ภูตคาม เป็นวัตถุแห่งปาจิตตีย์ พืช นั้นเมื่อพรากให้พ้นจากที่แล้ว ชื่อว่า พีชคาม เป็นวัตถุแห่งทุกกฎ พีชคามนั้นเมื่อ จะบริโภคพึงบอกแก่อนุปสัมบัน(ฆราวาสหรือสามเณรที่ไม่ใช่พระสงฆ์) ว่า กัปปิยัง กะโรหิ (ท่านจงท�ำให้ควร) ดังนี้เสียแล้วจึงบริโภค ชื่อว่าให้พ้น จากพีชคาม การจะท�ำกัปปิยะนั้น พึงท�ำด้วยไฟหรือศัสตรา หรือเล็บโดยการกด หรือแทง หรือตัดเข้าในที่ใดที่หนึ่งแห่งพืชนั้น ในทางปฏิบัติมักให้ผู้ที่ไม่ใช่ภิกษุใช้เล็บจิกหรือ เด็ดให้ขาด หรือใช้ส้อมเจาะ กล่าวว่า กัปปิยัง ภันเต (ท�ำให้ควรแล้วเจ้าข้า) วิธีท�ำพินทุกัปป์ เป็นธรรมเนียมของภิกษุจะนุ่งห่มผ้าใหม่ ต้องท�ำจุดวงกลมที่มุมผ้า ขนาด ไม่เล็กกว่าหลังตัวเรือด ไม่ใหญ่กว่าแววตานกยูง เพื่อจะได้จ�ำได้ หรือเพื่อท�ำให้เสีย สี ไม่ท�ำอย่างนั้นก่อนนุ่งห่ม มีสิกขาบทปรับอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อจะท�ำต้องเปล่ง วาจาหรือนึกในใจขณะที่ท�ำว่า อิมัง พินทุกัปปัง กะโรมิ (เราก�ำลังท�ำพินทุกัปป์ผ้านี้)
232 พุทธมนต์ กาลิก ๔ ระยะเวลาที่ฉันได้๑ ของที่จะพึงกลืนให้ล่วงล�ำคอลงไป ท่านเรียกว่า กาลิก เพราะเป็นของมี ก�ำหนดให้ใช้ชั่วคราวจ�ำแนกเป็น ๔ อย่าง. ๑.ยาวกาลิก ของที่ให้บริโภคได้ชั่วคราว ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงวัน หรือ ของที่ใช้ บริโภคเป็นอาหาร ตัวอย่างคือ โภชนะทั้ง ๕ คือ ๑.๑ ข้าวสุก ที่หุงจากธัญชาติทั้งหลาย ๑.๒ ขนมสด เป็นของท�ำด้วยแป้งหรือถั่วงา ๑.๓ ขนมแห้ง เป็นของไม่บูด ๑.๔ ปลา ๑.๕ เนื้อ นมสด นมส้ม ขาทนียะ(ของขบเคี้ยว) คือ ผลไม้และเหง้า มีหัวมัน เป็นต้น จัดเข้าในยาวกาลิกนี้ ๒.ยามกาลิก๒ ของที่ให้บริโภคได้ชั่วคราว คือวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง เช่น ปานะ คือน�้ำส�ำหรับดื่มที่คั้นออกจากผลไม้ ๓.สัตตาหกาลิก ของที่ให้บริโภคได้เพียง ๗ วัน ได้แก่ เภสัช ๕ อย่าง คือ เนยใส เนยข้น น�้ำมัน น�้ำผึ้ง น�้ำอ้อย ๔.ยาวชีวิก ของที่ให้บริโภคได้เสมอไป ไม่มีจ�ำกัดกาล คือตลอดชีวิต ได้แก่ ของที่ใช้ประกอบเป็นยา นอกจากกาลิก ๓ อย่างข้างต้นนั้นแล้ว จัดเป็นยาวชีวิก มีประเภทดังนี้ ๔.๑ รากไม้ ๔.๒ น�้ำฝาด ๔.๓ ใบไม้ ๔.๔ ผลไม้ ๔.๕ ยางไม้ ๔.๖ เกลือ กาลิกปะปนกันกับกาลิกบางอย่าง มีก�ำหนดให้ใช้ได้ตามกาลิกที่มีอายุสั้นที่สุด * วิ.มหา.อ.๒/๕๖๒ ๒ ในปัจจุบันมีข้อถกเถียงกันมากว่าหากพระสงฆ์ขบฉัน เยลลี่ สาหร่าย เมล็ดแมงลัก ยาปรมัตถ์ฯลฯ โดยถือว่าเป็น ยามกาลิกหรือปานะผิดหรือไม่ ผู้รวบรวมเห็นว่า หากฉันเพื่อเป็นยาระบาย ก็ไม่เป็นอาบัติ แต่หากฉัน เพื่อให้อิ่ม อร่อย แม้จะฉันสมอ หรือมะขามป้อมแช่อิ่ม ย่อมไม่เป็นการเอื้อเฟื้อต่อพระวินัยแน่นอน