The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือประกอบการเรียนรายวิชาการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by HALLO PUBLISHING, 2023-04-03 10:15:39

วิธีวิทยาการวิจัยทางการศึกษา

หนังสือประกอบการเรียนรายวิชาการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

Keywords: วิธีวิทยาการวิจัยทางการศึกษา

49 ในสาขาวิชาที่เกี่ยวของ ผูนําทางวิชาการ แหล"งทุนอุดหนุนการวิจัย ข"าวในสื่อสารมวลชนและหน"วยงาน ที่ผูวิจัยทําอยู" ดังนั้นผูที่เริ่มทําการวิจัยมักจะประสบปญหาความยากลําบากของการหาหัวขอปญหา เพื่อการวิจัย ดังนั้นถารูแหล"งที่จะสามารถไปคนหาหัวขอปญหาที่จะทําการวิจัยได ก็จะช"วยใหผูวิจัย สามารถคนหาปญหาไดอย"างรวดเร็วยิ่งขึ้น และจะทําใหไดปญหาที่มีคุณค"าเหมาะสม และตรงกับ ความสนใจของตนเองมากที่สุดดวย 1. แหล!งที่มาของปญหาวิจัย ผูวิจัยอาจจะหาหัวขอปญหาที่จะทําการวิจัยไดจาก แหล"งต"อไปนี้ 1.1 จากประสบการณ และความสนใจของผูวิจัย ผูวิจัยทุกคนมักจะมีความรู ความสนใจ และประสบการณที่เปนของตนเองโดยเฉพาะ ซึ่งสามารถคนหาหัวขอปญหาการวิจัยได ในเรื่องที่ตนมีความรู ความสนใจ หรือมีประสบการณอยู"แลวก็จะทําใหสามารถทําการวิจัยไดง"ายขึ้น เช"น ผูวิจัยที่มีประสบการณดานการสอนจะเกิดความสงสัยอยากรูว"าถาลองใชวิธีสอนอื่นแลว ผูเรียน จะเรียนรูไดดีเหมือนวิธีเดิมหรือไม" นั่นแสดงว"าเกิดปญหาการวิจัยขึ้นแลวนั่นเอง 1.2 จากการอ"านรายงานการวิจัยของผูอื่น โดยทั่วไปตอนทายของรายงานการ วิจัยมักมีการสรุปปญหาจากการทําการวิจัย ขอเสนอแนะและแง"คิดที่ควรนําไปศึกษาคนควาต"อการ อ"านรายงานการวิจัยมากเพียงไร ก็จะทําใหไดหัวขอปญหาสําหรับการวิจัยมากเท"านั้น 1.3 จากการอ"านหนังสือ เอกสาร หรือวารสารทางวิชาการ จากการอ"านหนังสือ จํานวนมากจะทําใหผูอ"านมีความรูความคิดกวางขวางขึ้น และอาจจะไดขอคิดประเด็นปญหา ที่น"าสนใจบางประการ ซึ่งสามารถนํามาประมวลเปนหัวขอปญหาสําหรับการวิจัยได 1.4 จากการสนทนาซักถามผูที่มีความรูในสาขาวิชา การสนทนาซักถามผูที่มี ความรู มีประสบการณในสาขาวิชาอื่น จะช"วยใหไดแง"คิดและหัวขอปญหาสําหรับทําการวิจัยได 1.5 จากการอ"านบทคัดย"อของงานวิจัย โดยปกติการวิจัยประเภทปริญญานิพนธ หรือวิทยานิพนธ จะมีการทําบทคัดย"อเสมอ และมักจะมีการรวบรวมเปนเล"มไว จากการอ"านบทคัดย"อ ของรายงานการวิจัยเหล"านี้ จะทําใหผูเริ่มทําวิจัยทราบว"า หัวขอปญหาอย"างไรที่ควรทําการวิจัย มีปญหาอะไรบางที่มีการทําวิจัย จนไดคําตอบที่แน"นอนไปแลว จะไดไม"ทําซ้ําอีก 1.6 จากทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิด เปนแนวทางที่อาจนํามาทดลอง ตรวจสอบ หรือคนควาต"อใหกวางขวางออกไป เพราะทฤษฎีหรือหลักการบางอย"างอาจใชไดดีกับ กลุ"มตัวอย"าง ที่มีลักษณะเฉพาะ หรืออาจจะเกิดขอขัดแยงระหว"างทฤษฎีก็ได เช"น ทฤษฎีพัฒนาการของเด็กอาจ แตกต"างกันได สําหรับเด็กที่ไดรับการเลี้ยงดูหรืออยู"ในสภาพแวดลอมที่แตกต"างกัน ผูวิจัยจึงอาจนํา ทฤษฎีนั้นไปทดสอบกับกลุ"มตัวอย"างใหม"เพื่อตรวจสอบผลที่เกิดขึ้น ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


50 1.7 จากปญหาของตนเองและผูอื่น ปญหาที่พบทั่วไปใชในชีวิตประจําวัน หรือใน การปฏิบัติงานทั้งของตนเองและผูอื่นนั้นสามารถคัดเลือกมาเปนหัวขอปญหาการวิจัยไดเช"นเดียวกัน เช"น เมื่อพบปญหาว"านักเรียนส"วนใหญ"ขาดความรับผิดชอบ ไม"สนใจเรียน ไม"ส"งงานทั้งส"วนตัวและ งานกลุ"มก็อาจทําการวิจัยหาสาเหตุที่ทําใหนักเรียนขาดความรับผิดชอบหรือทําการวิจัยคนหาแนวทาง ที่จะทําใหนักเรียนมีความรับผิดชอบสูงขึ้น 1.8 จากคําวิพากษวิจารณ โดยนํามาวิเคราะหหาเหตุผลสนับสนุน เช"น จากคํา วิพากษวิจารณว"า เด็กวัยรุ"นสมัยนี้ขาดศีลธรรมจรรยา ผูวิจัยก็อาจเกิดความคิดที่จะทดสอบคํา วิพากษวิจารณนี้ว"าเปนจริงมากนอยเพียงใด โดยทําการสํารวจ หรือวัดระดับจริยธรรมของเด็กวัยรุ"น หรือจากคําวิพากษวิจารณเกี่ยวกับปญหาเด็กติดเกมคอมพิวเตอร ทําใหเสียการเรียน เสียสุขภาพ ก็นํามาศึกษาหรือวิจัยได 1.9 จากหน"วยงานราชการหรือหน"วยงานเอกชน สํานักงานคณะกรรมการกองทุน สนับสนุนการวิจัย (สกว.) หรือหน"วยงานราชการอื่น ที่ใหทุนการวิจัยตามความตองการของหน"วยงาน หรือของประเทศ โดยจะกําหนดขอบข"ายของปญหา หรือเสนอแนะหัวขอปญหาสําหรับการวิจัยใหดวย 1.10 จากปญหาที่ผูอื่นกําหนดให ในบางครั้งผูวิจัยอาจจะไดหัวขอปญหาการวิจัย จากผูอื่นโดยตรง เช"น ผูบังคับบัญชามอบหมายใหทํา หรือในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา อาจารยอาจจะเปนผูแนะนําใหนักศึกษาทําการวิจัยในประเด็นปญหาที่อาจารยเห็นว"ามีประโยชนเร"งด"วน การกําหนดหัวขอปญหาการวิจัย นับเปนสิ่งสําคัญที่จะทําใหการวิจัยเรื่องนั้นประสบ ผลสําเร็จ ผูวิจัยจําเปนตองคํานึงถึงความเหมาะสมของหัวขอปญหา ความสามารถของผูวิจัยและ ผูเกี่ยวของ เวลา งบประมาณใหมาก หากกําหนดหัวขอปญหาลงไปโดยไม"พิจารณาใหถี่ถวนเสียก"อน แลว ก็อาจทําใหเกิดปญหาในการทําวิจัยจนตองยกเลิกหรือเปลี่ยนหัวขอปญหาใหม" ทําใหเสียเวลา เสียเงินทุน และบั่นทอนกําลังใจของผูวิจัย ดังนั้น การกําหนดหัวขอปญหาใหม"ทุกครั้ง จึงควรพิจารณา เลือกหัวขอปญหาที่มีลักษณะเหมาะสม และแน"ใจว"าจะทําไดสําเร็จ 2. หลักเกณฑ&ในการเลือกหัวข(อปญหาวิจัย ผูวิจัยอาจใชเหตุผลหลายประการ ในการตัดสินใจเลือกปญหาวิจัย แต"อย"างไรก็ตามผูวิจัยควรพิจารณาหลักเกณฑเหล"านี้ดวย 2.1 เปนเรื่องที่อยู"ในความสนใจหรือตั้งใจของผูวิจัยเอง เนื่องจากการทําวิจัยเปน กระบวนการที่ตองใชเวลา ตองอาศัยความตั้งใจ ความอดทน และความมานะพยายามจึงประสบ ผลสําเร็จ หากหัวขอปญหานั้นไม"เปนเรื่องที่ผูวิจัยสนใจ หรือตั้งใจจะทําเองแลว ผูวิจัยย"อมขาดความ กระตือรือรน ขาดแรงผลักดันที่จะทําใหการวิจัยใหสําเร็จลุล"วงไปโดยเร็ว 2.2 เปนปญหาที่มีความสําคัญ และมีคุณค"าควรแก"การสนใจ ปญหาที่ควรเลือก มาทําวิจัยนั้น ควรมีคุณค"าในแง"ของการเสริมสรางความรูในทุกสาขาวิชาใหกวางขวางหรือลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรือมีคุณค"าในแง"ของการนําผลจากการวิจัยไปใชใหเกิดประโยชนได ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


51 2.3 เปนเรื่องที่ผูวิจัยมีความรูความชํานาญหรือมีประสบการณ ความรูพื้นฐาน และประสบการณมีผลต"อความสําเร็จของการวิจัยมากเช"นเดียวกันถาผูวิจัยสนใจที่จะทําการวิจัย ในประเด็นปญหาที่ตนขาดความรูความชํานาญ ผูวิจัยจะตองทําการศึกษาเรื่องนั้นใหละเอียด รอบคอบจนแน"ใจว"ามีความรูความสามารถเพียงพอที่จะทําการวิจัยได มิฉะนั้นแลวอาจเกิดปญหา ในการดําเนินการหรือเกิดขอผิดพลาดขึ้นได โดยปกติผูวิจัยจะไม"ทําการวิจัยในเรื่องที่ต"างสาขาของตน 2.4 เปนปญหาที่ไดผลคุมค"ากับการลงทุนในการเลือกหัวขอปญหา ควรจะตอง คาดคะเนผลที่คาดว"าจะไดรับกับการลงทุนทั้งในแง"การเงิน เวลาและแรงงาน ว"าจะไดผลคุมค"าหรือไม" 2.5 เปนเรื่องที่ใชเวลา แรงงาน และค"าใชจ"ายเหมาะสม ในการกําหนดหัวขอ ปญหาการวิจัยนั้น ผูวิจัยตองพิจารณาว"า ตนเองมีเวลา แรงงาน และเงินทุนเพียงพอที่จะทําการวิจัย ไดจนสําเร็จหรือไม" ซึ่งอาจจะทําไดโดยการวางแผนการวิจัยไวล"วงหนา ซึ่งจะทําใหรูว"าจะทําได มากนอยเพียงใด 2.6 เปนเรื่องที่สามารถหาขอมูลมาสนับสนุนไดเพียงพอ ในการเลือกประเด็น ปญหาที่จะนํามาทําการวิจัย ผูวิจัยจะตองเลยไปถึงการเก็บรวบรวมขอมูล จะตองศึกษาใหแน"ใจว"า สามารถหาขอมูลมาสนับสนุน หรือสามารถสรางเครื่องมือเก็บรวบรวมขอมูลได เรื่องบางเรื่องเปนสิ่งที่ น"าสนใจ แต"ไม"สามารถหาขอมูลมาสนับสนุนได หรือขาดความปลอดภัยในการเก็บรวบรวมขอมูล ก็ไม"ควรทําวิจัยในประเด็นนั้น เช"น สนใจที่จะวิเคราะหปจจัยที่ส"งผลต"อการทุจริตในสถานศึกษา ซึ่งไม"สามารถทําได เนื่องจากกลุ"มตัวอย"าง คือ บุคคลผูทุจริตในสถานศึกษา ซึ่งจะทําใหเกิดอันตราย ในการเก็บรวบรวมขอมูลได 2.7 เปนเรื่องที่ไม"ซ้ําซอนกับงานวิจัยของผูอื่น การทําการวิจัยในเรื่องที่ซ้ํากัน นอกจากจะไม"สรางสรรคใหเกิดความรูใหม"แลว ยังเปนการเสียเวลา แรงงาน และค"าใชจ"ายโดยไม" จําเปน นอกจากในกรณีที่ระยะเวลาในการทําห"างกันมากหรือกลุ"มตัวอย"างต"างกัน ก็อาจจะทําซ้ําได อย"างไรก็ตาม ก"อนที่จะกําหนดหัวขอปญหาการวิจัย ผูวิจัยควรจะตองศึกษางานวิจัยของผูอื่นให กวางขวางพอสมควร เพื่อปBองกันการทําการวิจัยซ้ําซอน 2.8 เปนเรื่องรีบด"วนที่ควรศึกษา ในกรณีที่มีปญหาที่จะทําการวิจัยหลายหัวขอ ผูวิจัยควรเลือกหัวขอปญหาที่เปนเรื่องรีบด"วนก"อน เปนปญหาที่จําเปนตองหาทางแกไขโดยเร็ว มิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายได เช"น ปญหาเกี่ยวกับโรคระบาด 2.9 เปนเรื่องที่ทันสมัย ปญหาที่เปนปจจุบันจะทําใหผลการวิจัยในเรื่องนั้น น"าสนใจมากกว"าปญหาผ"านมาแลว เช"น การศึกษาความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับหลักสูตรใหม" ย"อมน"าสนใจและมีประโยชนมากกว"าที่การศึกษาความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับหลักสูตรเดิม 2.10 เปนเรื่องที่ตรงกับความสนใจของผูที่ใหทุนสนับสนุนงานวิจัย ส"วนใหญ" หน"วยงานที่ใหทุนสนับสนุนการทําวิจัยนั้น มักจะกําหนดขอบข"ายของเรื่องที่สนใจ หรือคิดว"าเปน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


52 ประโยชนต"อหน"วยงานนั้นไว ดังนั้นผูวิจัยที่มีความประสงคจะขอทุนอุดหนุนการวิจัย จึงควรกําหนด หัวขอปญหาใหอยู"ในขอบข"ายที่หน"วยงานนั้นกําหนดไว จะทําใหมีโอกาสไดรับการพิจารณาใหทุนมากขึ้น 2.11 เปนเรื่องที่ผูบังคับบัญชามอบหมายใหทํา หน"วยงานบางหน"วยจําเปนตอง ใชผลการวิจัยเพื่อพัฒนางาน ผูบริหารมักมอบหมายใหผูอยู"ใตบังคับบัญชาที่มีความสามารถทําการ วิจัยในเรื่องนั้นและมักจะใหการสนับสนุน เช"น เวลา วัสดุ อุปกรณและค"าใชจ"าย จากเกณฑในการเลือกหัวขอปญหาการวิจัยดังกล"าวขางตน จะเห็นไดว"าในการเลือก หัวขอปญหาวิจัย ควรพิจารณาความเหมาะสม ใน 3 ดานต"อไปนี้ 1. ดานผูวิจัยและผูเกี่ยวของ โดยผูวิจัยตองพิจารณาว"าผูวิจัยมีความรูความสามารถ ที่จะทําวิจัยเรื่องนี้หรือไม" รวมถึงการมีเจตคติที่ดีหรือสนใจในการทําวิจัยเรื่องนี้หรือไม" ทั้งในเรื่องของ เวลา ความสามารถส"วนตัว เช"น งานวิจัยนี้ตองลงพื้นที่ห"างไกลชุมชน เพื่อเก็บรวบรวมขอมูล ผูวิจัย มีความสามารถในการขับรถหรือมีบุคคลอื่นใหความช"วยเหลือไดหรือไม" นอกจากนั้นแลวในการทํา วิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งผูวิจัยตองมีความสามารถในการบริหารจัดการการวิจัยในทุกขั้นตอนดวยตนเอง และรวมถึงผูเกี่ยวของทุกคน ทุกฝPายตองมีความรู มีความสามารถ และมีเจตคติที่ดีต"อการทําวิจัย ที่จะทําใหการวิจัยสําเร็จลุล"วงไปดวยดี 2. ดานคุณค"าของงานวิจัย ในดานนี้ผูวิจัยตองพิจารณาแลวเห็นว"างานวิจัยนี้ เปนงานวิจัยที่มีคุณค"า เปนประโยชนในเชิงวิชาการ การพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานของผูวิจัยและ/ หรือบุคคลอื่น ในการพิจารณาคุณค"าของงานวิจัย ผูวิจัยควรคํานึงถึงว"า งานวิจัยนี้จําเปนตองทํา งานวิจัยนี้ควรทําหรืองานวิจัยนี้เปนงานวิจัยที่ผูวิจัยอยากทํา แต"ไม"ว"าจะดวยเหตุผลใดก็ตาม ผูวิจัย ตองคํานึงถึงประโยชนของส"วนรวมที่พึงไดรับจากการทําวิจัยรื่องนี้ 3. ดานอุปกรณและสิ่งอํานวยความสะดวก ในดานนี้ผูวิจัยตองพิจารณาถึงเครื่องมือ อุปกรณที่มีอยู" เช"น แหล"งขอมูล เอกสาร ตํารา ที่สามารถหาได สภาพหองเรียน โรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัยที่ตองใชเก็บรวบรวมขอมูล รถยนต (หากจําเปนตองใช) 3. การวิเคราะห&ปญหาการวิจัย การวิเคราะหปญหาการวิจัยมีอยู"หลายแนวทาง ดวยกัน ทั้งการวิเคราะหปญหาเชิงประจักษ ปญหาเชิงปBองกัน และปญหาเชิงพัฒนา การวิเคราะหปญหา โดยใชแนวคิดเชิงระบบ มีการวิเคราะหใน 4 ส"วน คือ บริบท (context) ปจจัยปBอนเขา (input) กระบวนการ (process) และผลผลิต (product) โดยการวิเคราะหแต"ละส"วนมีรายละเอียด ดังนี้ บริบท หมายถึง ความจําเปนดานการเมือง เศรษฐกิจและสังคมและความตองการ ของผูปกครอง ความสอดคลองของ ปรัชญา กลยุทธ วิสัยทัศน เปBาหมาย พันธกิจ ของโรงเรียน ที่เกี่ยวของกับการจัดการเรียนรู เช"น การวิเคราะหปญหาสภาพการจัดการเรียนรู ความตองการ ของผูใชบัณฑิต ความตองการแรงงานในชุมชน ความตองการหรือความคาดหวังของผูปกครอง ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


53 ปจจัยปBอนเขา หมายถึง ทรัพยากรที่จําเปนต"อการดําเนินการจัดการเรียนรู รวมทั้ง คุณลักษณะของผูสอน สื่อที่ใชในการจัดการเรียนรู งบประมาณ เวลาที่ใชในการดําเนินกิจกรรมและ ทรัพยากรที่จําเปนต"อการจัดการเรียนรูและการพัฒนาผูเรียน เช"น พื้นฐานของผูเรียนที่ไม"เท"ากัน ผูวิจัย อาจศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสื่อหรือวิธีการที่จะพัฒนาผูเรียนใหมีพื้นฐานที่เท"ากัน หรือการวิจัยเพื่อพัฒนา แหล"งการเรียนรูในโรงเรียน หรือการวิจัยเพื่อพัฒนาหองสมุดของโรงเรียน หรือการวิจัยเพื่อพัฒนา คุณภาพของผูสอนทั้งทางดานความรู และเจตคติ กระบวนการ หมายถึง การปฏิบัติภารกิจในการดําเนินการจัดการเรียนรูที่จะพัฒนา ผูเรียนใหมีคุณลักษณะอันพึงประสงคตามมาตรฐานของหลักสูตร การดําเนินการจัดการเรียนรูที่มี ประสิทธิภาพจะส"งผลใหผูเรียนมีคุณภาพดวย เช"น ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบว"า นักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ต่ํากว"าเกณฑที่กําหนด ผูสอนหรือผูวิจัยตองงวิเคราะหว"ากระบวนการจัดการเรียนรู มีปญหาอย"างไร อาจตองมีการเปลี่ยนนวัตกรรม หรือแหล"งเรียนรู ผลผลิต หมายถึง ผลอันเกิดจากการจัดการเรียนรู ไดแก" ผลสําเร็จตามมาตรฐาน ของหลักสูตร หรือจุดมุ"งหมายทางการศึกษา โดยปกติแลวจุดมุ"งหมายทางการศึกษาจะประกอบดวย ความรู เจตคติและทักษะกระบวนการของผูเรียน เช"น หากผูสอนหรือผูวิจัยพบว"าผูเรียนมีความรู เจตคติและทักษะกระบวนการต่ํากว"าเกณฑหรือมาตรฐานที่วางไว ผูสอนหรือผูวิจัยควรวิเคราะห ว"าปญหาที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุใด การวิเคราะหสภาพปญหาที่เกิดขึ้นนั้น อาจตองใชเวลาและมีการเก็บรวบรวมขอมูล ปญหาสภาพปญหาหลายครั้งเพื่อใหแน"ใจว"าปญหาที่เกิดขึ้นนั้นเปนปญหาจริง นอกจากนั้นแลวจะเห็นไดว"า ในการพิจารณาปญหาเชิงระบบ พบว"า การวิเคราะหปญหาใน 4 ส"วน คือ บริบท ปจจัยปBอนเขา กระบวนการและผลผลิต จะมีความเกี่ยวของสัมพันธกันอยู"ตลอดเวลาและมีผลกระทบถึงกันและกันดวย 4. ข(อผิดพลาดที่พบในการกําหนดปญหาวิจัย ขอผิดพลาดในการกําหนดปญหา วิจัยพบว"ามีอยู"หลายกรณีดวยกัน ทั้งสาเหตุที่เกิดจากตัวผูวิจัยเอง ผูใหทุนวิจัย หน"วยงานที่เกี่ยวของ ซึ่งพอสรุปไดดังนี้ (มาเรียม นิลพันธุ, 2553, หนา 31-32) 4.1 เลือกปญหาอย"างรีบรอน ไม"ไดมีการวางแผนไวล"วงหนา 4.2 เลือกปญหาการวิจัยโดยไม"ไดมีการทบทวนวรรณกรรม ทําใหไม"มีแนวคิด หลักการ ทฤษฎี ผลการวิจัยมาสนับสนุน 4.3 กําหนดปญหาการวิจัยที่กวางเกินไป ทําใหยากต"อการทําความเขาใจ เกี่ยวกับภาพรวมของการวิจัยโดยตลอด 4.4 เลือกปญหาการวิจัยที่ใหญ"เกินศักยภาพของตนเอง เพราะเห็นว"าเปนเรื่อง ที่ร"วมสมัยหรือสมัยนิยม 4.5 หลีกเลี่ยงปญหาการวิจัยที่เมื่อวิจัยเสร็จแลวจะส"งผลต"อตนเอง ต"อหน"วยงาน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


54 4.6 เลือกปญหาการวิจัยตามผูอื่น โดยที่ผูวิจัยไม"ไดมีความรูเพียงพอ 4.7 เลือกปญหาการวิจัยโดยไม"คํานึงถึงประโยชน คุณค"าทางวิชาการ หน"วยงาน การกําหนดหัวขอปญหาการวิจัย โดยทั่วไปผูวิจัยมักจะกําหนดหัวขอปญหาในขั้นตน เปนลักษณะกวางตามความสนใจของตน โดยมิไดระบุว"าจะศึกษาในประเด็นใดบาง ศึกษากับใคร หรือศึกษาเมื่อไร เช"น จะศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพแวดลอม การกําหนดหัวขอปญหาใน ลักษณะนี้ ผูวิจัยจะไม"สามารถทําการวิจัยไดทันที จําเปนตองจํากัดหัวขอปญหาใหแคบลง โดยระบุ ใหชัดลงไปว"าจะทําการวิจัยในขอบข"ายแค"ไหน สภาพแวดลอมของอะไร กับใคร การจํากัดหัวขอ ปญหาการวิจัยใหแคบลง อาจทําไดดวยการกําหนดปญหาใหอยู"ในขอบข"ายที่คิดว"าจะไดประโยชน คุมค"า และเหมาะสมกับแรงงาน เวลา และเงินทุนของผูวิจัย โดยกําหนดในสิ่งต"อไปนี้ 1. กําหนดพฤติกรรมหรือตัวแปรตาม เช"น ถาจะศึกษาเกี่ยวกับวิชาชีพครู ผูวิจัย จะตองระบุใหแน"ชัดต"อไปว"า จะศึกษาเกี่ยวกับอะไร ซึ่งอาจจะเปนการศึกษาเกี่ยวกับเจตคติต"อวิชาชีพครู พฤติกรรมของนักศึกษาวิชาชีพครู 2. กําหนดแหล"งขอมูล เมื่อกําหนดพฤติกรรมแลวขั้นต"อไปก็คือ กําหนดตัวบุคคล หรือกลุ"มตัวอย"างที่จะเปนผูใหขอมูล เช"นการศึกษาเจตคติต"อวิชาชีพครูของนักศึกษา คณะครุศาสตร 3. กําหนดสถานที่ เช"น การศึกษาเจตคติต"อวิชาชีพครูของนักศึกษาคณะครุศาสตร ของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม 4. กําหนดเวลา เช"น การศึกษาเจตคติต"อวิชาชีพครูของนักศึกษาคณะครุศาสตร ของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ป^การศึกษา 2554 5. กําหนดแบบหรือประเภทของการวิจัย เช"น การศึกษาเปรียบเทียบเจตคติ ต"อวิชาชีพครูของนักศึกษาคณะครุศาสตรมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ป^การศึกษา 2554 ทั้งนี้ในการจํากัดหัวขอปญหาใหแคบลงในแต"ละหัวขอปญหา ไม"จําเปนตองกําหนด ทั้ง 5 ประการนี้ โดยอาจกําหนดเพียงบางลักษณะที่จําเปนตองระบุก็ได ดังที่ บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2547, หนา 38-39) กล"าวว"า การกําหนดหัวขอปญหาใหชัดเจนเริ่มตั้งแต"การวิเคราะหหัวขอเรื่อง โดยทําความเขาใจใหเด"นชัด มีการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ เพื่อใหทราบว"า 1. การวิจัยนี้เปนปญหาอย"างไร 2. เปนเรื่องในเนื้อหาอะไร เปนของขั้นตอนไหน 3. มีอะไรเปนตัวแปรตามและตัวแปรตนบาง 4. พื้นที่และประชากรเปBาหมายมีลัษณะอย"างไร 5. ตัวแปรและคําศัพทที่เกี่ยวของมีความหมายอย"างไร 6. มีปญหาการวิจัยหรือโจทยวิจัยว"าอย"างไร ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


55 จากการวิเคราะหหัวขอเรื่องและการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ จะทําใหได คําตอบดังกล"าวขางตน เพื่อนํามาใชเปนแนวทางในการกําหนดปญหาการวิจัยใหชัดเจน ซึ่งการ กําหนดปญหาใหชัดเจนจะเปนการเขียนบอกสิ่งต"อไปนี้ 1. มูลเหตุ ความเปนมา และความสําคัญของปญหาใหทราบว"า การวิจัยเรื่องนั้นเปนปญหา อย"างไร เปนการวิจัยในเนื้อหาอะไร ของขั้นตอนใด 2. วัตถุประสงคและ/หรือสมมติฐานการวิจัย ซึ่งจะเขียนเฉพาะวัตถุประสงค และจะมี สมมติฐานการวิจัยหรือไม"มีก็ได 3. ขอบเขตการวิจัยและกรอบแนวคิด บอกใหรูว"าจะทําวิจัยในแนวคิดใด ตัวแปรตน และตัวแปรตามเกี่ยวของสัมพันธกันอย"างไร มุ"งศึกษาในเรื่องอะไร ในประชากรใด คํานึงถึงตัวแปรตน และตัวแปรตามอะไรบาง 4. ขอตกลงเบื้องตนในการทําวิจัยเรื่องนี้ การวิจัยในปญหานี้มีขอตกลงเบื้องตนหรือไม" ถามีว"าอย"างไร 5. นิยามศัพทที่ใชในการวิจัย บอกใหรูว"า ตัวแปรที่ศึกษาในเรื่องนี้มีความหมาย ว"าอย"างไร ในการกําหนดหัวขอวิจัยนั้นผูวิจัยอาจกําหนดหัวขอวิจัยจากแหล"งที่หลากหลายหรือ จากหลายแหล"งร"วมกัน หรืออาจเปนการวิจัยต"อยอดจากเรื่องที่ผูวิจัยเคยทําไวแลว เช"น การวิจัยเรื่อง ปจจัยที่ส"งผลต"อความมีวินัยในตนเองของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม โดย จันทิมา แสงเลิศอุทัย (2551, หนา 52) ผลการวิจัยพบว"า ปจจัยดานแรงจูงใจใฝPสัมฤทธิ์ สัมพันธภาพระหว"าง นักศึกษากับเพื่อนและความสัมพันธระหว"างผูปกครองกับนักศึกษา เปนตัวทํานายความมีวินัย ในตนเองของนักศึกษา จากผลการวิจัยดังกล"าวผูวิจัยไดศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของและการ สนทนาซักถามผูที่มีความรูเกี่ยวกับความมีวินัยในตนเองของนักศึกษา สรุปไดว"า นอกจากปจจัย ทั้ง 3 ดานดังกล"าวจะเปนตัวทํานายความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาแลว ปจจัยที่ส"งผลต"อความมีวินัย ในตนเองยังประกอบไปดวย ปจจัยภายในตัวบุคคลและปจจัยดานสิ่งแวดลอม ในขณะที่ความมีวินัย ในตนเอง ประกอบดวยหรือวัดไดจากตัวแปรสังเกตได 6 ตัวแปร คือ ความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่น ในตนเอง การปฏิบัติตามกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย ความตั้งใจจริง ความอดทน ความเปนผูนํา จากผลการวิจัยและขอสรุปดังกล"าวขางตน ผูวิจัยจึงไดศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุ ความมีวินัยในตนเองของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมเพื่อวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยัน ความมีวินัย ในตนเองของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และตรวจสอบความตรงของโมเดล เชิงสาเหตุความ มีวินัยในตนเองของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ในป^ พ.ศ. 2553 จะเห็น ไดว"า ผูวิจัยไดนําขอคนพบจากงานวิจัยเรื่องเดิมมาศึกษาในเชิงลึกของตัวแปรแฝงความมีวินัย ในตนเองและไดใชการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวของ พรอมทั้งการสนทนาซักถามผูที่มีความรู ในเรื่องดังกล"าว จากนั้นจึงไดกําหนดประเด็นปญหาวิจัยและวิธีดําเนินการวิจัยต"อไป ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


56 การตั้งชื่อเรื่องหรือหัวข(อปญหาการวิจัย การกําหนดชื่อเรื่องหรือหัวขอการวิจัยที่ดีควรกําหนดใหแสดงถึง 3 ประการ ต"อไปนี้ 1. เนื้อหา ขอควรพิจารณา คือ ศึกษาอะไร ลักษณะการศึกษาเปนอย"างไร หรือตัวแปร ที่ตองการศึกษา คืออะไร เช"น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เจตคติต"อวิชาชีพครู ทักษะการจัดการความรู ของนักศึกษา 2. เวลา (เมื่อไหร") หมายถึง ศึกษาในช"วงใดถึงช"วงใด เช"น การเสริมสรางทักษะการจัดการ ความรูของนักศึกษาวิชาชีพครู โดยใชกระบวนการเรียนรูจากการปฏิบัติ (ระยะที่ 1) ในภาคเรียนที่ 2 ป^การศึกษา 2551 3. สถานที่ (ที่ไหน) หมายถึง การกําหนดพื้นที่ สถานที่ที่จะทําการวิจัย เช"น มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครปฐม จากขอกําหนดดังกล"าว การเขียนชื่อเรื่องวิจัยหรือหัวขอวิจัยจึงควรยึดหลัก ดังนี้ 1. ตรงตามวัตถุประสงค และเนื้อหาของสิ่งที่ตองการคนหาคําตอบ 2. เขียนชื่อเรื่องเปนประโยคบอกเล"า และแสดงใหเห็นความสัมพันธของตัวแปร 3. ควรกําหนดชื่อเรื่องใหครอบคลุมสิ่งที่ตองการศึกษา คือไม"กวางเกินไป หรือแคบเกินไป สามารถดําเนินการวิจัยได 4. ควรตั้งชื่อเรื่องใหกะทัดรัด ไม"ใชภาษาที่ซ้ําซอนกัน หลีกเลี่ยงคําฟุPมเฟ`อย และตัดคํา ที่ไม"จําเปนออก นอกจากนี้ควรพิจารณาว"าชื่อเรื่องวิจัยไม"ควรเกิน 12 คํา สําหรับการกําหนด ชื่อภาษาอังกฤษนั้นอาจไม"จําเปนตองแปลคําต"อคํา บางเรื่องอาจตั้งชื่อตามคิดหรือความเขาใจ โดยตัด คํานําหนานามหรือคําบุพบทที่ไม"จําเปนออก เมื่อผูวิจัยไดหัวขอปญหาการวิจัยมาแลว ส"วนมากจะตองนํามาขัดเกลาภาษา ถอยคํา ที่ใชใหกระชับ และเหมาะสมยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะชื่อเรื่องหรือหัวขอปญหาการวิจัยนั้นเปนสิ่งที่สําคัญ ที่จะทําใหผูอ"านเกิดความเขาใจในปญหา และวิธีดําเนินการวิจัยตรงกับผูวิจัย นอกจากนี้ยังเปนจุดแรก ที่จะดึงดูดความสนใจของผูอ"านดวย ชื่อเรื่องที่คลุมเครือไม"ชัดเจน จะทําใหผูอ"านไม"เขาใจ และไม"สนใจ ที่จะติดตามศึกษาต"อไป ดังนั้นการตั้งชื่อเรื่องใหเหมาะสม จึงมีหลักเกณฑ ดังนี้ 1. ตั้งชื่อเรื่องใหตรงกับประเด็นของปญหา หรือตรงกับประเด็นที่จะศึกษา อย"าตั้งชื่อเรื่อง โดยพยายามทําใหผูอ"านเห็นว"าเปนเรื่องที่สําคัญจนเกินความเปนจริง 2. ตั้งชื่อเรื่องโดยใชภาษาที่เขาใจง"าย และรัดกุม ชื่อเรื่องควรจะครอบคลุมประเด็นปญหา ที่สําคัญ ชื่อเรื่องที่ดีควรสั้น แต"บางเรื่องอาจจะยาวเพราะจําเปนตองมีส"วนขยาย เช"น ต"อทายดวย ขอความบอกถึงขอบเขตของประชากร และป^การศึกษาที่ทําวิจัย ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


57 3. ใชคําศัพทเฉพาะเจาะจงซึ่งสื่อความหมายอย"างเดียว ไม"ควรใชคําที่สื่อความหมาย ไดหลายอย"าง เช"น ความสัมพันธระหว"างการเลี้ยงดูกับพฤติกรรมการเล"นของเด็กเล็กก"อนวัยเรียน คําว"า การเลี้ยงดู เปนคําที่อาจแปลความหมายไดหลายอย"าง ควรใชคําว"า รูปแบบการเลี้ยงดู จะทําให มีความหมายเฉพาะเจาะจงมากกว"า 4. ใชคําที่บ"งบอกใหทราบว"าเปนการวิจัยในลักษณะใด ซึ่งจะทําใหชื่อเรื่องชัดเจน เขาใจง"าย เช"น การวิจัยในลักษณะของการสํารวจ การศึกษาเปรียบเทียบ การศึกษาความสัมพันธ หรือการทดลอง 5. ควรขึ้นตนชื่อเรื่องในลักษณะของคํานาม ซึ่งจะใหความไพเราะสละสลวยกว"าใชกริยา เช"น ใชคําว"า การศึกษา การเปรียบเทียบ การสํารวจ การพัฒนา 6. ควรเขียนเปนขอความเรียงที่สละสลวยไดใจความสมบูรณ โดยระบุลักษณะ ของการศึกษาวิจัย ระบุตัวแปรที่สําคัญ และระบุกลุ"มตัวอย"าง เช"น การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิทยาศาสตร เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดลอมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาป^ที่ 6 โดยใชการเรียนรู แบบร"วมมือเทคนิคกลุ"มสืบคน ดังนั้นในการตั้งชื่อเรื่องวิจัย ผูวิจัยควรคํานึงถึงองคประกอบ 3 ประการนี้ 1. ลักษณะที่ศึกษา ชื่อเรื่องวิจัยควรมีการระบุว"าการวิจัยเรื่องนี้ใชวิธีการศึกษาแบบใด เช"น การเปรียบเทียบ การทดลอง การสํารวจ การสังเคราะห การหาความสัมพันธ 2. ตัวแปรที่ศึกษา ชื่อเรื่องวิจัยควรมีการระบุว"าตัวแปรในการวิจัย คือตัวแปรอะไร บางครั้งอาจกําหนดทั้งตัวแปรตามและตัวแปรตน เช"น การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร โดยใชการเรียนแบบร"วมมือ 3. กลุ"มเปBาหมายที่ศึกษา ชื่อเรื่องวิจัยควรระบุว"าในการวิจัยครั้งนี้ประชากรเปนใคร หรือกลุ"มตัวอย"างเปนใคร ตัวอย"างการตั้งชื่อเรื่องวิจัย ชื่อเรื่องวิจัย การเปรียบเทียบผลการใชวิธีสอนโดยการใชปญหาเปนฐานกับวิธีสอนแบบ สืบเสาะหาความรู ที่มีต"อทักษะชีวิตและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ"มสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดย นิรดา ปตนวงศ (2552, หนา 4) ลักษณะการศึกษา เปนการเปรียบเทียบ ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรตาม ไดแก" ทักษะชีวิตและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตัวแปรตน ไดแก" วิธีสอนโดยการใชปญหาเปนฐานและวิธีสอน แบบสืบเสาะหาความรู กลุ"มเปBาหมายที่ศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาป^ที่ 5 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


58 การเขียนความเป/นมา และความสําคัญของการวิจัย ความเปนมา และความสําคัญของการวิจัยนั้น ผูวิจัยอาจใชคําเรียกอื่นที่แตกต"างกัน ออกไป เช"น คํานํา ภูมิหลัง หรือที่มาของปญหา ซึ่งถึงแมว"าจะใชคําที่แตกต"างกันไป แต"ความมุ"งหมาย ของการเขียนและเนื้อหาสาระไม"แตกต"างกัน โดยเปนส"วนที่จะชักนําใหผูอื่นเขาสู"หัวขอปญหาการวิจัย ซึ่งมักจะกล"าวถึงความเปนมาของปญหา ซึ่งเปนสาเหตุที่ทําใหผูวิจัยมีความสนใจ ที่จะทําการศึกษา หรือวิจัยในหัวขอปญหาการวิจัยนั้น การเขียนความเปนมาและความสําคัญของปญหาไม"มีขอกําหนด ที่แน"นอนว"าจะตองเสนออะไรบาง ทั้งนี้ย"อมขึ้นอยู"กับผูวิจัยเอง และปญหา ในการวิจัยครั้งนั้น ถาปญหาในการวิจัยเปนเรื่องสําคัญที่ผูกพันกับเรื่องที่เปนที่รูจักกันดีแลวก็ไม"จําเปนตองเขียนยาวมาก แต"ถาเปนปญหาที่ใหม"มากก็จําเปนตองอธิบายแนวคิดที่เปนมาใหเปน ที่เขาใจแก"ผูอ"านมากขึ้น อย"างไรก็ตามอาจกําหนดประเด็นที่ควรเสนอไวเปนแนวทางในการเขียน ดังนี้ 1. ชี้ใหเห็นถึงที่มาของปญหา ปญหานั้นคืออะไร ปญหานั้นเปนส"วนหนึ่งของปญหาใหญ" อะไรปญหานั้นมีจุดเริ่มตน หรือแหล"งกําเนิดจากอะไร ปญหานั้นสัมพันธกับสิ่งใด 2. อางอิงถึงความคิดเห็นของบุคคลที่มีชื่อเสียงเปนที่รูจักกันโดยทั่วไป ซึ่งจะตองเปน ความคิดเห็นที่มีหลักการและเหตุผลดี และเกี่ยวของกับปญหาการวิจัย 3. สอดแทรกผลงานวิจัยบางเรื่องที่เกี่ยวของโดยตรง ในส"วนของคํานํานี้ ผูวิจัยไม"นิยม สอดแทรกผลงานวิจัยมากจนเกินไป ส"วนใหญ"จะนําไปไวในส"วนที่เปนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ 4. ในตอนทายของความเปนมาของปญหา มักจะบอกเหตุผลหรือแรงจูงใจที่ทําใหผูวิจัย ตัดสินใจทําการวิจัยในเรื่องนั้น พรอมทั้งบอกประโยชนของงานวิจัยนั้น การเขียนที่มา และความสําคัญของปญหา มีหลักการเขียน คือ เขียนโครงร"าง (outline) ไวก"อน แลวจึงมาเขียนบรรยายเรียงลําดับต"อกันซึ่งจะช"วยใหเขียนง"ายขึ้น ใชภาษาใหถูกตอง กะทัดรัด ไดใจความและตรงจุด หลีกเลี่ยงขอความที่เปนจินตนาการและศัพทแสลง สอดแทรกขอความสําคัญ ผลการวิจัยหรือคําพูดของบุคคลที่มีชื่อเสียง เพื่อเนนใหปญหาเด"นชัดขึ้น พยายามเรียงลําดับความคิด ใหต"อเนื่องกันและไม"สรุปความหรือสอดแทรกขอคิดเห็นโดยขาดเหตุผล ขอบเขตของการวิจัย ในการวิจัยผูวิจัยจําเปนตองจํากัดขอบเขตของการวิจัยใหอยู"ในขอบเขตที่คิดว"า จะสามารถทําได โดยระบุใหแน"นอนลงไปว"า เรื่องที่จะศึกษามีประเด็นใดบาง กลุ"มตัวอย"างคืออะไร หรือเปนใคร เลือกมาไดอย"างไร จํานวนเท"าใด ทั้งนี้เพื่อกําหนดกรอบความคิด ทั้งของผูวิจัย และของผูอ"าน ใหอยู"ในวงที่จํากัดไว และการที่ผูวิจัยจะกําหนดปญหาการวิจัยใหมีความชัดเจนไดนั้น ผูวิจัย ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


59 จําเปนตองพิจารณากําหนดขอบเขตของปญหา หรือขอบเขตของการวิจัยใน 3 ดาน คือ ขอบเขต ของประชากร ขอบเขตของตัวแปรที่ศึกษาและขอบเขตของระยะเวลาที่ศึกษาดังนี้ 1. ขอบเขตของประชากรและกลุ"มตัวอย"าง เปนขอบเขตที่เกี่ยวของกับประชากรและ กลุ"มตัวอย"าง แหล"งพื้นที่ ขนาดของประชากรและกลุ"มตัวอย"าง เช"น ประชากรที่ใชในการศึกษาครั้งนี้เปนนักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครปฐม ป^การศึกษา …… จํานวน…….. คน กลุ"มตัวอย"างที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครปฐม ป^การศึกษา …… จํานวน…….. คน 2. ขอบเขตของตัวแปรที่ศึกษา เปนขอบเขตที่เกี่ยวของกับชนิดของตัวแปร โครงสราง หรือองคประกอบของตัวแปร เช"น สมรรถภาพครูที่ใชในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบดวย 3 ดาน คือ ดานความรูในเนื้อหาวิชาและวิชาชีพครู ดานความสามารถในการสอน และดานเจตคติต"อวิชาชีพครู ในกรณีที่มีทั้งตัวแปรตน และตัวแปรตาม ใหระบุตัวแปรในแต"ละประเภทใหชัดเจน เช"น ตัวแปรตน คือ รูปแบบการสอน แบ"งออกเปน 2 ประเภท คือ แบบ e-learning และแบบปกติ ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. ขอบเขตของระยะเวลาที่ศึกษา เปนขอบเขตที่เกี่ยวของกับการกําหนดช"วงระยะเวลา ของเรื่อง หรือเหตุการณที่ตองการศึกษา เช"น การวิจัยครั้งนี้เก็บรวบรวมขอมูลในภาคเรียนที่..… ป^การศึกษา… แต"ถาเปนงานวิจัยเชิงประวัติศาสตรตองระบุช"วงเวลาที่ศึกษาเปนป^ พ.ศ. หรือยุคสมัยนั้น เช"น การจัดการศึกษาของไทยในสมัยรัชกาลที่ 3 และถาเปนการวิจัยอนาคตตองระบุช"วงเวลา เปนป^ พ.ศ. หรือระยะเวลาของเรื่องที่ตองทราบในอนาคต การกําหนดขอบเขตของการวิจัยจะก"อใหเกิดประโยชน ดังนี้ 1. ทําใหหัวขอปญหาเด"นชัดขึ้น ซึ่งเปนการนําเขาสู"ปญหาที่ดี 2. ทําใหผูอ"านมีความคิดอยู"ในขอบเขตที่จํากัดไว 3. ทําใหผูวิจัย และผูอ"านเพ"งความสนใจตรงจุดเดียวกัน 4. ทําใหการแปลความหมาย และสรุปผลการวิจัย ทําไดแน"นอน อยู"ในขอบเขตที่ทําการวิจัย ในการจํากัดขอบเขตของการวิจัย ควรกําหนดในเรื่องของกลุ"มตัวอย"าง แหล"งขอมูล ประชากร ตัวแปร สภาพแวดลอมและแง"มุมที่จะศึกษา แต"ถาเปนงานวิจัยเชิงทดลองหรืองานวิจัย เชิงคุณภาพอาจระบุถึงขอบเขตดานเนื้อหา หรือขอบเขตอื่นที่สําคัญที่ผูวิจัยเห็นว"าควรกําหนด ขอบเขตของการวิจัยไว ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


60 ตัวแปรที่ใช(ในการวิจัย ตัวแปร หมายถึง คุณลักษณะของสิ่งที่มีค"าแปรเปลี่ยนไปในเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ ดังนั้น สิ่งใดที่มีค"าเดียวคงที่ก็จะไม"เปนตัวแปร โดยตัวแปรในการวิจัย หมายถึง ลักษณะที่มีความผันแปร หรือมีค"าแปรเปลี่ยนได ซึ่งสิ่งที่แปรเปลี่ยนนั้น อาจเปนคุณลักษณะหรือปริมาณก็ได ตัวแปรที่มีค"า เปลี่ยนแปลงที่เปนคุณลักษณะ เช"น เพศ เปนตัวแปรตัวหนึ่งซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงค"าได 2 ค"า คือ ชาย และหญิง ศาสนา ก็เปนตัวแปรอีก ตัวหนึ่ง ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงค"าไดหลายค"า เช"น พุทธ คริสต และอิสลาม ตัวแปรที่มีค"าเปลี่ยนแปลงที่เปนปริมาณ เช"น คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เปนตัวแปรซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงค"าไดมากมาย เช"น 15, 20, 21, 25… คะแนนความสูง เปนตัวแปร ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงค"าไดมากมายเช"นเดียวกัน เช"น 150, 155, 159, 160… เซนติเมตร ประเภทของตัวแปร ตัวแปรมีอยู"หลายประเภท สามารถจําแนกออกเปน 4 ประเภท ดังต"อไปนี้ (สิน พันธุพินิจ, 2551, หนา 80-82) 1. จําแนกตามอิทธิพลของตัวแปร แบ"งไดเปน 2 ชนิด ไดแก" 1.1 ตัวแปรอิสระ (independent variable) หรือตัวแปรตน เปนตัวแปรตนเหตุ ที่เปนผลใหตัวแปรอื่นเปลี่ยนแปลงตาม ในการวิจัยเชิงเหตุและผลนั้น ตัวแปรที่เปนสาเหตุที่มีอิทธิพล ทําใหตัวแปรอื่นคลอยตามหรือผันแปรตาม คือ ตัวแปรอิสระหรือตัวแปรตน การวิจัยเชิงทดลองเรียก ตัวแปรตนนี้ว"าตัวแปรทดลอง ตัวแปรตนสามารถแบ"งออกไดเปนตัวแปรตนที่สามารถจัดกระทําได และไม"สามารถจัดกระทําได เช"น ผูวิจัยตองการรูว"าการจัดการเรียนรูแบบ CIPPA และรูปแบบวัฏจักร การเรียนรู 4 MAT จะมีผลต"อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร หรือไม" ดังนั้นการจัดการเรียนรู แบบ CIPPA และรูปแบบวัฏจักรการเรียนรู 4 MAT จึงเปนตัวแปรตนที่ ผูวิจัยสามารถจัดกระทําได ในขณะที่ถาผูวิจัยตองการรูว"า เมื่อจัดการเรียนรูแบบ CIPPA แลวเพศ หญิงกับเพศชายมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต"างกันหรือไม" ตัวแปรเพศเปนตัวแปรตนที่ผูวิจัยไม" สามารถจัดกระทําได และไม"ใช"ตัวแปรที่เปนสาเหตุที่ทําใหเกิดผลในตัวแปรตาม แต"เปนตัวแปรที่อาจ ทําใหค"าตัวแปรตามผันไปตามระดับของตัวแปรคุณลักษณะเหล"านี้ 1.2 ตัวแปรตาม (dependent variable) เปนตัวแปรที่อยู"ภายใตอิทธิพลหรือ ผลกระทบของตัวแปรตน ผลที่เกิดขึ้นจึงมาจากการกระทําของตัวแปรตนเปนส"วนใหญ" เช"น คะแนน เปนผลจากวิธีสอน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


61 2. จําแนกตามการจัดกระทําตัวแปร แบ"งไดเปน 2 ชนิด ไดแก" 2.1 ตัวแปรจัดกระทํา (active variable) หรือตัวแปรทดลอง เปนตัวแปรที่ผูวิจัย กําหนดหรือสรางขึ้นใหกับผูรับการทดลอง เช"น วิธีสอน และหลักสูตรการอบรม 2.2 ตัวแปรเชิงลักษณะประจํา (attribute variable) หรือตัวแปรลักษณะเปนตัวแปร คุณลักษณะของผูรับการทดลอง เปนตัวแปรที่มีลักษณะเดิมอยู" ไม"สามารถจัดกระทําหรือใหสิ่งทดลอง เพื่อใหลักษณะเดิมเปลี่ยนแปลงได เช"น เพศ สีผิว 3. จําแนกตามเกณฑ&ความต!อเนื่อง แบ"งไดเปน 2 ชนิด ไดแก" 3.1 ตัวแปรต"อเนื่อง (continuous variable) เปนตัวแปรที่มีค"าต"อเนื่องตามลําดับ ในช"วงพิสัยที่แน"นอน ค"าที่มากกว"าแสดงคุณลักษณะของตัวแปรไดมากกว"าค"าที่นอยกว"า เช"น อายุ น้ําหนัก ส"วนสูง 3.2 ตัวแปรไม"ต"อเนื่อง (discrete variable) เปนตัวแปรในมาตรานามบัญญัติ มีค"าเฉพาะกลุ"มที่ขาดตอนจากกัน เช"น เพศ แบ"งเปน 2 เพศ คือ เพศชายกับเพศหญิง 4. จําแนกตามตามภาวะแทรกซ(อนของตัวแปร แบ"งไดเปน 3 ชนิด ไดแก" 4.1 ตัวแปรสอดแทรก (intervening variable) หรือตัวแปรแทรกซอน เปนตัวแปรที่ สอดแทรกระหว"างตัวแปรตนและตัวแปรตาม เปนตัวแปรที่ผูวิจัยไม"ไดตองการศึกษาแต"จะส"งผลต"อ ตัวแปรตาม เช"น ความสนใจ แรงจูงใจ X (ตัวแปรตน) Z (ตัวแปรสอดแทรก) Y (ตัวแปรตาม) 4.2 ตัวแปรเกิน (extraneous variable) หรือตัวแปรภายนอก เปนตัวแปรที่ ผูวิจัยไม"ไดตองการศึกษา แต"จะส"งผลต"อตัวแปรตนและตัวแปรตาม เช"น เพศ ระดับสติปญญา X (ตัวแปรตน) Y (ตัวแปรตาม) Z (ตัวแปรเกิน) 4.3 ตัวแปรกด (suppressive variable) เปนตัวแปรที่ทําใหตัวแปรตนกับ ตัวแปรตามไม"มีความสัมพันธกันทั้งที่ตัวแปรทั้งสองนั้นมีความสัมพันธกัน เปนตัวแปรที่มีอิทธิพลต"อตัว แปรตนและใหเกิดผลต"อตัวแปรตาม เช"น ผูวิจัยพบว"าอาชีพกับรายไดของผูปกครองไม"มีความสัมพันธ แต"เมื่อควบคุมประเภทของงาน ตัวแปรทั้งสองกลับมีความสัมพันธกัน ประเภทของงานที่ทําจึงเปน ตัวแปรกด Z (ตัวแปรกด) X (ตัวแปรตน) Y (ตัวแปรตาม) ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


62 จากประเภทของตัวแปรดังกล"าวขางตน ตัวแปรในการวิจัยอาจแบ"งไดเปน 3 ชนิด คือ 1. ตัวแปรตนหรือตัวแปรอิสระ หมายถึง ตัวแปรที่เปนเหตุ เช"น เพศ วุฒิการศึกษา อาชีพ หรือตัวแปรที่ผูวิจัยเปนผูเปลี่ยนค"า หรือกําหนดให เช"น วิธีสอน วิธีเลี้ยงดูเด็ก 2. ตัวแปรตาม หมายถึง ตัวแปรที่เปนผล หรือตัวแปรที่มาภายหลัง เปนตัวแปรที่เปนผล ตามมาจากการเปลี่ยนแปลงค"าของตัวแปรอิสระ หรือเปนตัวแปรที่ผูวิจัยสนใจจะศึกษา 3. ตัวแปรแทรกซอน หมายถึง ตัวแปรที่อาจมีผลต"อตัวแปรตาม โดยที่ผูวิจัยไม"ตองการ ใหเกิดขึ้น ดังนั้นตัวแปรประเภทนี้จึงเปนตัวแปรที่ผูวิจัยจะพยายามควบคุมไม"ใหเกิดขึ้นและตอง ระมัดระวังอย"างมากในงานวิจัยเชิงทดลอง การกําหนดตัวแปรในการวิจัย ชื่อเรื่องวิจัย การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเลนสของนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคําแหง ดวยบทเรียนคอมพิวเตอรช"วยสอนแบบมีตัวการตูนเปนตัวชี้นํากับแบบเนนสี เปนตัวชี้นํา โดย อัครา อินทุสุต (2553, หนา 6) ตัวแปรตน คือ บทเรียนคอมพิวเตอรช"วยสอน (การตูนกับแบบเนนสี) ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเลนส ตัวแปรแทรกซอน เช"น เพศ อาจจะเปนสาเหตุหนึ่งที่ทําใหผูเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิทยาศาสตรแตกต"างกัน ดังนั้นในการวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยจะตองควบคุมตัวแปรเพศ ซึ่งอาจจะทําได โดยพยายามทําใหทั้งสองกลุ"ม (กลุ"มที่สอนดวยการตูนเปนตัวชี้นํา กับแบบเนนสีเปนตัวชี้นํา) มีเพศชาย และหญิงในจํานวนใกลเคียงกัน ชื่อเรื่องวิจัย การบริหารจัดการเรียนร"วมตามโครงสรางซีทในโรงเรียนแกนนําจัดการเรียนร"วม สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และเขต 2 โดย อมร เผ"าเมือง (2553, หนา 7) ตัวแปรตน คือ ตําแหน"ง (ผูบริหารโรงเรียน ครูผูสอน) ประสบการณการอบรมการศึกษา พิเศษ (มี และ ไม"มี) ตัวแปรตาม คือ การบริหารจัดการเรียนร"วมตามโครงสรางซีท ประกอบดวย 4 ดาน ไดแก" ดานนักเรียน ดานสภาพแวดลอม ดานกิจกรรมการเรียนการสอนและดานเครื่องมือ ในการทําวิจัยจําเปนตองระบุชื่อตัวแปร และขอบเขตของตัวแปรที่ตองการศึกษา การวิจัยเรื่องหนึ่งอาจมีตัวแปรตัวเดียว หรือหลายตัวแปรก็ไดและตัวแปรบางตัวอาจประกอบดวย ตัวแปรแฝงอีกหลายตัวแปร ดังนั้นผูวิจัยจึงตองศึกษาและนิยามตัวแปรที่เกี่ยวของใหครอบคลุม ซึ่งจะ ช"วยในการสรางเครื่องมือเก็บรวบรวมขอมูลใหมีคุณภาพดี วัดไดตรงกับสิ่งที่ตองการศึกษา ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


63 ความผิดพลาดในการกําหนดตัวแปร ตัวแปรเปนส"วนสําคัญในการวิจัย ซึ่งผูวิจัยตองใหความระมัดระวังในการกําหนดตัวแปร เปนอย"างมาก ซึ่งจะพบความผิดพลาดในการกําหนดตัวแปรจากสาเหตุหลายประการดังนี้ (สุวิมล ติรกานันท, 2553, หนา 78-79) 1. เกิดจากผูวิจัยไม"เขาใจความหมายของตัวแปร เกิดจากการขาดทักษะการใชภาษาไทย หรือขาดความรูทางดานจิตวิทยาเกี่ยวกับตัวแปรนั้น 2. เกิดจากการที่ผูวิจัยขาดการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวของ ทําใหไดตัวแปรที่ไม"ถูกตอง หรือละเลยตัวแปรที่สําคัญไป 3. เกิดจากความบกพร"องในการใชภาษาไทย ทําใหระบุชื่อตัวแปรผิดพลาด เช"น ความสนใจ ในการอ"านและการอ"าน หากเปนความสนใจในการอ"านจะตองมีพฤติกรรมที่แสดง ความสนใจควบคู" กับการอ"าน อีกกรณีหนึ่งที่พบคือ ชื่อของตัวแปรยาวมากจนผูวิจัยเขาใจว"าประกอบดวยหลายตัวแปร ทั้งที่ความจริงเปนตัวแปรเดียว นอกจากความผิดพลาดในการกําหนดตัวแปรดังกล"าวแลว การวัดตัวแปรในการวิจัย เปนอีกขั้นตอนหนึ่งที่สําคัญในการวิจัย ซึ่งในการวัดตัวแปรนั้นมีแนวปฏิบัติที่สําคัญดังนี้ 1. การนิยามตัวแปร เมื่อผูวิจัยกําหนดตัวแปรไดแลว จะตองทําการวัดตัวแปรเหล"านั้น การที่จะวัดตัวแปรได ผูวิจัยจะตองทราบถึงรายละเอียดในตัวแปรและความหมายของตัวแปรเสียก"อน จึงจะวัดไดในทางสังคมศาสตรถาตัวแปรมีลักษณะเปนรูปธรรม เช"น รายได แต"มีตัวแปรอีกประเภท หนึ่งซึ่งมีลักษณะเปนนามธรรม เช"น ความยากของขอสอบ เรายังไม"สามารถวัดความยากไดโดยตรง จนกว"าจะอธิบายความหมายของความยากไดเสียก"อน การใหความหมายและรายละเอียดของตัวแปร ในลักษณะนี้เรียกว"าการนิยามตัวแปร 2. ระดับของตัวแปร ตัวแปรที่วัดไดมีค"าที่เปนไปไดทั้งในเชิงคุณลักษณะและเชิงปริมาณ ตัวแปรที่มีค"าเปนเชิงลักษณะจะมีผลการวัดเปนคําบรรยายลักษณะที่พบ เช"น สภาพอาคารใน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม (ชํารุดทรุดโทรม พื้นหองเสียหาย) ส"วนตัวแปรที่มีค"าเชิงปริมาณ เช"น คะแนน อายุ ความสูง น้ําหนัก โดยในการวัดเชิงปริมาณสามารถแบ"งออกเปน 4 ระดับ คือ นามบัญญัติ เรียงอันดับ อัตรภาค และอัตราส"วน 3. เครื่องมือที่ใชวัดตัวแปร เมื่อทราบรายละเอียดเกี่ยวกับตัวแปรและระดับการวัดแลว ต"อไปจะเปนการเลือกเครื่องมือที่จะใชในการเก็บรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับตัวแปรนั้น ซึ่งเครื่องมือที่ใชมี หลายชนิดดวยกัน ไดแก" แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสังเกต แบบสัมภาษณและแบบประเมิน การปฏิบัติ เครื่องมือจะตองถูกใชใหเหมาะสมกับตัวแปรและกลุ"มเปBาหมาย ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


64 ในการนิยามตัวแปรซึ่งจะปรากฏอยู"ในรายงานการวิจัยในส"วนของการนิยามศัพท ส"วนระดับของการวัดจะมีผลต"อการเลือกใชสถิติที่เหมาะสมกับการวิจัย ในขณะเดียวกันเครื่องมือที่ใช วัดตัวแปรก็จะขึ้นอยู"กับการนิยามศัพทและระดับของการวัดดวย ดังนั้นจะเห็นไดว"าทั้ง การนิยาม ตัวแปร ระดับของการวัดและเครื่องมือที่ใชวัดตัวแปรจะมีความสัมพันธกัน นิยามศัพท& การเขียนคํานิยาม (definition) หรือคํานิยามศัพทเฉพาะนี้เปนการใหคําจํากัดความ ของคําที่ใชบ"อย และเปนคําที่สําคัญในรายงานการวิจัยนั้น เพื่อสรางความคิดของผูอ"านใหเขาใจตรง ตามจุดมุ"งหมายของผูเขียน นอกจากนั้น ยังเปนการช"วยใหเขาใจปญหาการวิจัยชัดเจนขึ้นดวย โดยที่ การใหคํานิยาม จะเปนการจํากัดขอบเขตใหคํานั้นมีความหมายเดียว ไม"มีความหมายหลายแง"หลายมุม ผูวิจัยจะเปนผูที่พิจารณา และกําหนดคําที่จะตองใหคํานิยามเพื่อสรางความเขาใจของผูอ"าน ใหตรง กับความเขาใจหรือจุดมุ"งหมายของผูวิจัย อย"างไรก็ตาม คําที่มักจะตองใหคํานิยามเสมอคือ ความหมาย ของตัวแปรตนและตัวแปรตาม บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2547, หนา 45-47) กล"าวว"า การใหนิยามศัพทตัวแปร และคําศัพทที่เกี่ยวของกับการทําวิจัยเปนการทําความเขาใจ และสื่อความหมายใหผูวิจัยและผูอ"าน เขาใจตรงกัน รวมทั้งเปนการขยายความใหสามารถตรวจวัดหรือสังเกตได การนิยามศัพทเปนการให ความหมายของคํานั้นเฉพาะในการวิจัยเรื่องนั้นเท"านั้น มิไดมีความหมายเหมือนกับในหนังสือ ตํารา หรือในพจนานุกรม แต"ตองมีหลักวิชาสนับสนุน การนิยามคําศัพทที่ตองทําความเขาใจมี 2 ประการ ไดแก" ประเภทคําศัพทที่ตองใหนิยามกับวิธีการใหนิยาม 1. ประเภทคําศัพท&ที่ต(องให(นิยาม คําหรือขอความที่ควรใหนิยามอาจแบ"งไดเปน 4 กลุ"ม ดังนี้ 1.1 คําศัพททางวิชาการ เปนคําศัพทที่รูหรือเขาใจกันเฉพาะวงวิชาการนั้น ถาต"าง วงวิชาการกันก็อาจจะไม"เขาใจ เช"น การวิพากษ เทคนิคเดลฟาย ความเชื่อดานสุขภาพ การสอนแบบ นักเรียนเปนศูนยกลาง การทดสอบแบบสี่ซ้ํา 1.2 คําศัพทที่มีหลายความหมาย เปนคําศัพทที่เขียนสะกดเหมือนกัน แต"มีหลาย ความหมายขึ้นอยู"กับสภาพแวดลอมหรือบริบทที่ใชคํานั้น เช"น หลักสูตร แผนการสอน การทดลอง นักเรียน ประชาชน ผูปPวย คําเหล"านี้เมื่อนํามาใชในการรายงานผลการวิจัยจะตองใหคํานิยามศัพท ว"าตองการใหมีความหมายในสภาพแวดลอมหรือบริบทใด เช"น หลักสูตร หมายถึง เอกสารที่มี รายละเอียดเกี่ยวกับการเรียนการสอนของสาขาใดวิชาหนึ่ง ซึ่งมีหลายวิชารวมกัน หรือหมายถึง รายละเอียดของรายวิชาใดวิชาหนึ่งในสาขาวิชาก็ได นักเรียน หมายถึง ผูที่เรียนระดับมัธยมศึกษา ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


65 ตอนตน หรือนักเรียนระดับชั้นใดชั้นหนึ่งก็ได มิใช"หมายถึงผูที่เรียนในระดับประถมศึกษาและ มัธยมศึกษาตามที่คนทั่วไปเขาใจก็ได 1.3 คําศัพทที่มีความหมายไม"แน"นอน เปนคําศัพทที่มีความรู ความเขาใจแตกต"างกัน ขึ้นอยู"กับความรู ความเขาใจของแต"ละคน เช"น เจตคติ ค"านิยม ความเชื่อ บุคลิกภาพ 1.4 ขอความวลีที่ยาวเปนขอความที่เชื่อมต"อดวยคําหรือวลีขยายความ ทําใหมี ความหมายเฉพาะเจาะจงอย"างใดอย"างหนึ่ง แต"เปนขอความที่มีความยากมาก หากตองใชขอความนั้น เขียนรายงานผลการวิจัยซ้ํากันจะทําใหเห็นความซ้ําซอนกันมากและอาจทําใหผูอ"านสับสนได เช"น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องทักษะชีวิต พฤติกรรมการดูแลตนเองเมื่อเจ็บปPวย เจตคติต"อการให ผูเสพ/ผูติดสมัครใจแสดงตนเขารับการบําบัดรักษา ในการใหนิยามคําศัพทที่ใชในการวิจัยจําเปน ตองตัดขอความหรือวลีขยายออกใหเหลือเปนคําศัพท ตามตัวอย"าง ก็จะเหลือเพียงคําว"า ผลสัมฤทธิ์ พฤติกรรมและเจตคติ และในการใหความหมายคํานี้ใหรวมถึงขอความหรือวลีขยายที่ตัดออกดวย เช"น ผลสัมฤทธิ์ หมายถึง คะแนนความรู ความเขาใจเกี่ยวกับทักษะชีวิตที่วัดไดจากแบบวัดความรู ทักษะชีวิตที่ผูวิจัยสรางขึ้นตามแผนการสอนในคู"มือครู 2. วิธีการให(นิยาม การใหนิยามคําศัพทที่ใชในการวิจัย เปนการใหความหมายใน ลักษณะที่บอกว"าคําหรือขอความนั้นคืออะไร มิใช"ใหความหมายว"า แปลว"าอะไร การใหนิยามศัพท โดยทั่วไปจะมี 3 ลักษณะ ดังนี้ 2.1 การนิยามศัพทเชิงแนวความคิด (conceptual definition) เปนการใหความหมาย แบบสรุปใจความสําคัญ โดยมักจะใชคําหรือขอความอื่นที่เปนเชิงแนวความคิดมาใหความหมายของ คําศัพท เช"น การวิจัย หมายถึง การประดิษฐคิดคน มัชฌิมเลขคณิต หมายถึง ค"าเฉลี่ย 2.2 การใหนิยามศัพทเชิงทฤษฎี (constructive definition) เปนการให ความหมายตามพจนานุกรม ตามทฤษฎี ซึ่งจะอธิบายลักษณะอาการที่ทําใหเกิดคําศัพทนั้น เช"น การวิจัย หมายถึง การทําซ้ําอย"างมีเหตุผล 2.3 การนิยามศัพทเชิงปฏิบัติการ (operational definition) เปนการใหความหมาย แบบระบุหรือบอกพฤติกรรม อาการของคําศัพทนั้น เพื่อใหสามารถวัดหรือสังเกตได เช"น มัชฌิมเลขคณิต หมายถึง ผลรวมของขอมูลทุกตัวในชุดนั้นหารดวยจํานวนขอมูลในชุดนั้นผูสูงอายุ หมายถึง บุคคลที่มีอายุ ระหว"าง 60 ป^ ถึง 75 ป^ คําศัพทที่เปนพฤติกรรม การใหนิยามศัพทตองใหเปนพฤติกรรมที่วัดได ประกอบดวย ลักษณะ อาการที่วัด เนื้อหาที่วัด และผลหรือหน"วยของการวัด เช"น ความรู หมายถึง คะแนนที่ไดจากการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเกี่ยวกับการอนุรักษพลังงานและสิ่งแวดลอม จากแนวคิดเกี่ยวกับการกําหนดนิยามศัพทขางตน จะเห็นไดว"าการกําหนดนิยามศัพทใน การวิจัยจะเปนการใหนิยามศัพทเชิงปฏิบัติการ ซึ่งเปนขอความที่อธิบายความหมายของคําหรือ ถอยคําอย"างชัดเจน ซึ่งสามารถวัดได ทดสอบได เช"น การศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาต"อ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


66 โรงอาหารของมหาวิทยาลัย ผูวิจัยตองนิยามว"า ความคิดเห็น หมายถึงอะไร โรงอาหาร หมายถึงอะไร และความคิดเห็นต"อโรงอาหารหมายถึงอะไร ประกอบดวยดานใดบาง จะวัดไดอย"างไร และนักศึกษา หมายถึงใคร คณะใด ชั้นป^ใด แต"อย"างไรก็ตามการกําหนดนิยามศัพทควรมีแนวทางในการกําหนด นิยามศัพทดังนี้ (มาเรียม นิลพันธุ, 2553, หนา 49-51) 1. การทบทวนวรรณกรรม ในการกําหนดนิยามเฉพาะ ผูวิจัยจําเปนตองทบทวนวรรณกรรม จากบรรณานุกรม ตํารา ทฤษฎี แนวคิด วารสาร งานวิจัยที่เกี่ยวของ สิ่งสําคัญที่ผูวิจัยตองทําความ เขาใจคือ การคนหาว"าบุคคลกลุ"มนั้นไดใหนิยามศัพทเฉพาะไวว"าอย"างไร เหมือนกันหรือสอดคลองกัน หรือแตกต"างกันมากนอยเพียงใด 2. การวิเคราะหและสังเคราะหนิยามศัพท หลังจากที่ผูวิจัยไดศึกษาความหมายของคํา ควรมีการวิเคราะหแยกแยะว"า มีใครบางที่ใหความหมายเหมือนกันหรือสอดคลองกันและแตกต"างกัน หลังจากนั้นใหทําการสังเคราะหความหมายของคําขึ้นมาใหม" โดยการรวบรวมสิ่ง ที่เหมือนกัน เขาดวยกัน จัดเปนกลุ"มประเภทพวกเดียวกัน 3. การตัดสินใจใหคํานิยามศัพท เปนขั้นตอนที่ผูวิจัยตองตัดสินว"า การนิยามศัพทนี้จะใช วิธีการใด ระหว"าง การคัดลอกขอความจากพจนานุกรม แนวคิด ทฤษฎี ตํารา ผลงานวิจัยที่เกี่ยวของ หรือ สังเคราะหโดยการเรียบเรียงขอความจากแนวคิดที่ไดทบทวนวรรณกรรมมาแลว มาสังเคราะห โดยการใหความหมายโดยผูวิจัยเอง ดังนั้น การนิยามศัพทควรนิยามคําที่ผูอ"านอาจเขาใจไม"ตรงกัน หรือนิยามคําสําคัญ ในงานวิจัย โดยก"อนที่จะมีการนิยามศัพทผูวิจัยควรมีการศึกษาเอกสาร ตํารา แนวคิด ทฤษฎีใหเพียงพอ และคิดว"าตนเองมีความรู ความเขาใจเกี่ยวกับคําหรือขอความเหล"านั้นเปนอย"างดี แลวจึงวิเคราะห สังเคราะหความหมายของคําเหล"านั้นและจึงตัดสินในกําหนดคํานิยามศัพทคําหรือขอความนั้น การกําหนดนิยามศัพทในการวิจัย ผูวิจัยมักนิยามศัพทตัวแปรที่ผูวิจัยตองการศึกษา หรือคําสําคัญที่คาดว"าอาจเกิดความเขาในความหมายที่ไม"ตรงกัน เช"น เจตคติต"อวิชาชีพครู หมายถึง ความคิด ความรูสึกของนักศึกษาที่มีต"ออาชีพครู ซึ่งเปน ผลมาจากการเรียนรู การฝrกประสบการณและสภาพการณที่เกี่ยวของ เปนตัวกระตุนใหนักศึกษา แสดงพฤติกรรมชอบ ไม"ชอบหรือการตอบสนองต"อสิ่งเราซึ่งอาจจะเปนไปในทางสนับสนุนหรือคัดคานก็ได ในการนิยามศัพทหากตัวแปรนั้นประกอบดวยตัวแปรย"อยอีก ผูวิจัยตองใหนิยามตัวแปร ย"อยของตัวแปรนั้นดวย เช"น การส"งเสริมการทําวิจัยในชั้นเรียน หมายถึง กระบวนการที่สถานศึกษาดําเนินการพัฒนา ครูผูสอนใหมีเจตคติ ความรูและทักษะ ในการส"งเสริมการทําวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรูและ แกปญหาการเรียนการสอนอย"างเปนระบบ โดยดําเนินการในองคประกอบ 4 ดาน ไดแก" ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


67 การสรางความตระหนัก หมายถึง กระบวนการที่สถานศึกษามีการกําหนดนโยบาย แผน กลยุทธ แผนงานและโครงการ เพื่อใหครูผูสอนเห็นประโยชนและคุณค"าของการทําวิจัยในชั้นเรียน มี ความกระตือรือรนที่ตองการทําวิจัย เพื่อพัฒนาการเรียนรูและการจัดการเรียนรูใหเปนส"วนหนึ่งของ งานที่ปฏิบัติในสถานศึกษา การพัฒนาทักษะ หมายถึง กระบวนการที่สถานศึกษาส"งเสริมใหครูผูสอนมีความรู ความเขาใจและมีความสามารถในการทําวิจัยในชั้นเรียน ตามรูปแบบและลักษณะการทําวิจัย เพื่อแกปญหาและพัฒนาการเรียนการสอนของตนเอง การสนับสนุนทรัพยากร หมายถึง กระบวนการที่สถานศึกษาใหความช"วยเหลือในดาน งบประมาณ วัสดุอุปกรณ สื่อเทคโนโลยี ครุภัณฑ ผลงานวิจัย ตัวอย"างเครื่องมือวิจัย นวัตกรรมการ เรียนการสอน เวลา อาคารสถานที่และบุคลากรใหคําปรึกษาและการนิเทศ เพื่อใหครูผูสอนมีความ พรอมสามารถทําวิจัยในชั้นเรียนไดอย"างมีประสิทธิภาพ การเผยแพร"ประชาสัมพันธและยกย"องเชิดชูเกียรติ หมายถึง กระบวนการที่สถานศึกษา นําผลงานการวิจัยในชั้นเรียนของครูผูสอนไปเผยแพร"เพื่อขยายผล ดวยการจัดแสดงและนําเสนอ ผลการวิจัย การส"งเอกสารงานวิจัย บทความวิจัย ไปใหหน"วยงานทางการศึกษาหรือสถานศึกษาเพื่อ ประชาสัมพันธ รวมทั้งการประกาศเกียรติคุณ ยกย"องเชิดชูเกียรติและส"งเสริมความกาวหนา ใหครูผูสอนที่มีผลงานวิจัย การนิยามตัวแปรหรือการนิยามคําที่มีความสําคัญในการวิจัยจะเห็นไดว"าจะมีทั้งการ นิยามศัพทเชิงปฏิบัติการและการนิยามศัพทเชิงทฤษฎี ไม"ว"าจะเปนการนิยามในลักษณะใดก็ตาม ผูวิจัยจะตองคํานึงถึงความครอบคลุมสาระสําคัญ ทั้งในเรื่องของการใหความหมายและการวัด ในปจจุบันพบว"า มีงานวิจัยจํานวนมากที่ผูวิจัยขาดความระมัดระวังในการในการนิยามศัพทและการสราง เครื่องมือวัดที่สอดคลองกับนิยามที่กําหนดไว ประโยชน&ที่คาดว!าจะได(รับ ในการวิจัยผูวิจัยควรชี้ใหผูอื่นมองเห็นความสําคัญของการวิจัย ความรูหรือผลที่ไดจาก การวิจัยนั้นจะสามารถนําไปใชใหเปนประโยชนต"อใคร และเปนประโยชนอย"างไร หรือสามารถ นําไปใชกับหน"วยงานใด รวมถึงการนําไปใชเพื่อการพัฒนา ส"งเสริม เปลี่ยนแปลงและปรับปรุงในเรื่องใด โดยประโยชนที่คาดว"าจะไดรับควรเขียนเปนขอ ไม"ควรนําเอาขอความในวัตถุประสงคของการวิจัย มาเขียน แต"เขียนใหสอดคลองกับวัตถุประสงคของการวิจัย และควรเขียนในลักษณะว"าผลการวิจัย จะเปนประโยชนต"อใครนําไปใชทําอะไร โดยหลักในการเขียนประโยชนของการวิจัยมีดังนี้ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


68 1. ไม"เขียนประโยชนที่คาดว"าจะไดรับเกินความเปนจริง 2. ประโยชนของการวิจัยควรสอดคลองกับวัตถุประสงคของการวิจัย ผูวิจัยจะตอง พิจารณาวัตถุประสงคแต"ละขอว"า ก"อใหเกิดความรูหรือผลอะไร ความรูหรือผลนั้นจะเปนประโยชนต"อ ใครและสามารถนําไปใชในเรื่องใด 3. หลีกเลี่ยงขอความซ้ํา ควรใชภาษาที่สั้นและไดใจความชัดเจน ตัวอย"างการเขียนประโยชนที่คาดว"าจะไดรับ ชื่อเรื่องวิจัย การจัดการความรูดานการพัฒนาระบบดูแลช"วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 โดย สาวิตรี เปาวะสันต (2555, หนา 4, 10, 103) วัตถุประสงคของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาระดับการจัดการความรูดานการพัฒนาระบบดูแลช"วยเหลือนักเรียนของ โรงเรียน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 2. เพื่อเปรียบเทียบการจัดการความรูดานการพัฒนาระบบดูแลช"วยเหลือนักเรียนของ โรงเรียน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 จําแนกตามสถานภาพ ส"วนบุคคล เพศ วุฒิการศึกษา ประสบการณในการทํางาน ขนาดและประเภทของโรงเรียน 3. เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาการจัดการความรูดานการพัฒนาระบบดูแลช"วยเหลือ นักเรียนของโรงเรียน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 ประโยชนที่คาดว"าจะไดรับ 1. เปนแนวทางใหสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 นําผลการ วิจัยไปใชในการส"งเสริมสนับสนุนใหโรงเรียนจัดการความรู ดานการพัฒนาระบบดูแลช"วยเหลือ นักเรียน เพื่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2. เปนขอมูลใหผูบริหารโรงเรียน ครูผูสอน นําไปเปนแนวทางในการพัฒนาระบบดูแล ช"วยเหลือนักเรียน โดยการจัดการความรูใหเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน 3. เปนแนวทางการเตรียมความพรอมในการประกันคุณภาพในมาตรฐานดานนักเรียน ตัวชี้วัดที่เนนใหนักเรียนสามารถพัฒนาตนเองไดตามศักยภาพและสามารถปรับตัวอยู"ในสังคมไดอย"าง มีความสุข ของโรงเรียนสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 จากประโยชนที่คาดว"าจะไดรับดังกล"าวขางตน จะเห็นไดว"า ผูวิจัยตองการแสดงใหเห็นว"า ผลการวิจัยจะเปนประโยชนในการพัฒนางานที่เกี่ยวของกับระบบการดูแลช"วยเหลือนักเรียนทั้งใน ปจจุบันและในอนาคต โดยการเขียนประโยชนที่คาดว"าจะไดรับจะสอดคลองกับวัตถุประสงคการวิจัย และขอเสนอแนะในการนําผลการวิจัยไปใช ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


69 บทสรุป ปญหาการวิจัย หมายถึง ขอสงสัย หรือประเด็นคําถามที่ผูวิจัยตองการหาคําตอบโดยใช กระบวนการวิจัย แบ"งไดเปน 3 ลักษณะไดแก" ปญหาเชิงประจักษ ปญหาเชิงปBองกัน ปญหาเชิงพัฒนา โดยพิจารณาปญหาการวิจัยในดานของ บริบท ปจจัยปBอนเขา กระบวนการและผลผลิต การกําหนด ปญหาการวิจัยที่ชัดเจนทําใหผูวิจัยสามารถวางแผนการดําเนินการวิจัยไดอย"างถูกตองและน"าเชื่อถือ ปญหาการวิจัยควรเปนปญหาที่มีความสําคัญและเปนประโยชน สอดคลองกับความสามารถ ประสบการณ ความสนใจและความถนัดของผูวิจัย และเปนปญหาที่ไม"ซ้ําซอนกับผูอื่น หรือเปนการสรางองคความรู ใหม"ที่เปนประโยชนต"อวงการศึกษา โดยผูวิจัยสามารถกําหนดหัวขอวิจัยไดจากประสบการณ และ ความสนใจของผูวิจัย การอ"านรายงานการวิจัยของผูอื่น การอ"านหนังสือ เอกสาร หรือวารสาร ทางวิชาการ การสนทนาซักถามผูที่มีความรูในสาขาวิชาที่หลากหลาย การกําหนดชื่อเรื่องหรือหัวขอ การวิจัยที่ดีควรกําหนดใหแสดงถึง 3 ประการ เนื้อหา (ศึกษาอะไร) ลักษณะการศึกษาเปนอย"างไร หรือตัวแปรที่ตองการศึกษาคืออะไร เวลา (เมื่อไหร") สถานที่ (ที่ไหน) ส"วนตัวแปรในการวิจัยแบ"งไดเปน 3 ชนิด ไดแก" ตัวแปรตนหรือตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม ตัวแปรแทรกซอนเปนตัวแปรอื่น ในการวิจัยทางการศึกษา การกําหนดปญหาการวิจัยที่มีความเหมาะสมจะเปนประโยชน ต"อการพัฒนาการศึกษาเปนอย"างมาก เพราะปญหาการวิจัยทางการศึกษาเปนปญหาที่เกี่ยวของกับ ผูเรียน การพัฒนาการจัดการเรียนรู การพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนั้นการ กําหนดปญหาการวิจัยที่ถูกตองและเหมาะสมกับปญหาที่เกิดขึ้นจริง จะก"อใหเกิดการพัฒนา ทางการศึกษาในทุกดาน และเมื่อผูวิจัยสามารถกําหนดปญหาวิจัยไดแลว ก็จะสามารถดําเนินการ วางแผนการวิจัยหรือเขียนโครงการวิจัยต"อไป นอกจากการกําหนดปญหาการวิจัยที่ถูกตองแลว ผูวิจัย ตองพิจารณาขอบเขตของการวิจัย ทั้งในดาน ของขอบเขตของประชากรที่ศึกษา ขอบเขตของตัวแปร ที่ศึกษาและขอบเขตของระยะเวลาที่ศึกษารวมถึงการกําหนดตัวแปรที่ศึกษาทั้งตัวแปรตนหรือตัวแปร อิสระ ตัวแปรตามในการวิจัยดวยและการนิยามศัพทที่ถูกตอง ชัดเจนและสามารถวัดได ซึ่งสิ่งเหล"านี้ จะทําใหผูวิจัยมองเห็นปญหา และวิธีดําเนินการวิจัยไดชัดเจนยิ่งขึ้น เปนแนวทางสําหรับการสราง เครื่องมือ โดยการนิยามศัพทจะเปนนิยามปฏิบัติการ หมายถึง เปนการใหความหมายแบบวัดได บอกพฤติกรรม อาการของคําศัพทนั้น เพื่อใหสามารถวัดหรือสังเกตได เพื่อจะไดนําไปใชเปนแนวทาง ใ ในการสรางเครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลที่มีคุณภาพต"อไป ช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


70 คําถามทบทวน คําชี้แจง จงตอบคําถามหรือปฏิบัติกิจกรรมทุกขอต"อไปนี้ 1. ปญหาการวิจัยหมายถึงอะไร จงยกตัวอย"างแนวทางการกําหนดปญหาการวิจัยมา 3 ขอ 2. ปญหาการวิจัยที่ดีควรมีลักษณะอย"างไร 3. วิธีการในการวิเคราะหปญหาการวิจัย มีกี่วิธี อะไรบาง 4. ขอผิดพลาดในการกําหนดปญหาการวิจัยเกิดจากสาเหตุใด เพราะอไร 5. ใหท"านยกตัวอย"างประเด็นปญหาการวิจัย พรอมตั้งชื่อเรื่องที่เหมาะสม มา 2 ชื่อเรื่อง และให เหตุผลประกอบการตั้งชื่อเรื่องนั้นดวย (ประเด็นปญหาละ 1 ชื่อเรื่องวิจัย) 6. ขอบเขตของระยะเวลาที่ศึกษาในงานวิจัยกล"าวถึงเรื่องใด เพราะเหตุใดจึงตองกําหนดขอบเขตของ การวิจัย 7. ตัวแปรแบ"งออกเปนกี่ประเภท อะไรบาง หากมีความผิดพลาดในการกําหนดตัวแปรจะมีผลกระทบ ต"อผลการวิจัยอย"างไร 8. นิยามศัพทหมายถึงอะไร มีกี่ประเภท อะไรบางและมีความสําคัญต"อการวิจัยอย"างไร 9. การนิยามศัพทเชิงแนวความคิดกับนิยามศัพทเชิงปฏิบัติการเหมือนหรือแตกต"างกันอย"างไร 10. คุณครูอรอุมาเปนคุณครูสอนวิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาป^ที่ 2 เห็นว"าผูเรียนขาดทักษะ กระบวนการคิดแกปญหาทางวิทยาศาสตร จึงตองการที่จะศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการ คิดแกปญหาทางวิทยาศาสตรของผูเรียน ครูอรอุมาควรทําวิจัยเรื่องนี้หรือไม" เพราะเหตุใด ในการ เลือกประเด็นปญหาวิจัยคุณครูอรอุมาควรใชเกณฑใดบาง เพราะเหตุใด ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


บทที่ 4 การกําหนดวัตถุประสงค สมมติฐานและการออกแบบการวิจัย การกําหนดวัตถุประสงค และสมมติฐานของการวิจัยเปนขั้นตอนที่มีความสําคัญต$อการ วิจัย ภายหลังจากที่ผู(วิจัยทราบป*ญหาการวิจัยแล(ว วัตถุประสงคการวิจัยจึงเปนข(อความที่บอกถึง ความประสงคของการวิจัยว$าต(องการอะไรและจะดําเนินการอย$างไร เพื่อตอบป*ญหาการวิจัย การกําหนดวัตถุประสงคจึงต(องสอดคล(องกับป*ญหาการวิจัย การกําหนดวัตถุประสงคที่ชัดเจน จะส$งผลต$อการกําหนดสมมติฐานที่ถูกต(องและการออกแบบการวิจัยด(วย นอกจากนี้วัตถุประสงค สมมติฐานและการออกแบบการวิจัย จะบ$งบอกถึงวิธีดําเนินการวิจัยแล(วยังแสดงให(เห็นถึงคุณภาพ ของงานวิจัย ความสามารถของผู(วิจัยและความเที่ยงตรงภายในของงานวิจัยด(วย เพื่อความเข(าใจ ที่ถูกต(องเกี่ยวกับการกําหนดวัตถุประสงค สมมติฐานและการออกแบบการวิจัย ในบทนี้จึงนําเสนอ เนื้อหาสาระเกี่ยวกับการกําหนดวัตถุประสงค สมมติฐานและการออกแบบการวิจัยที่จะเปนประโยชน ต$อการนําไปใช(ในการวิจัยตามลําดับ ดังนี้ 1. การกําหนดวัตถุประสงคการวิจัย 2. ประเภทของวัตถุประสงคการวิจัย 3. รูปแบบของวัตถุประสงคการวิจัย 4. หลักการกําหนดวัตถุประสงคการวิจัย 5. ความหมายของสมมติฐานการวิจัย 6. ความสําคัญของสมมติฐาน 7. แหล$งที่มาของสมมติฐาน 8. หลักเกณฑในการตั้งสมมติฐาน 9. การออกแบบการวิจัย การกําหนดวัตถุประสงคการวิจัย การกําหนดวัตถุประสงคของการวิจัยเปนการกําหนดสิ่งที่มุ$งหวังที่ต(องการศึกษาหรือ พิสูจนเพื่อให(ได(ซึ่งคําตอบที่ต(องการ ดังนั้น วัตถุประสงคของการวิจัยจึงจัดอยู$ในขั้นการตั้งป*ญหาของ วิธีการทางวิทยาศาสตร เพราะเปนการระบุป*ญหาของการวิจัยให(แน$นอนลงไปว$า ในการวิจัยต(องการ ศึกษาป*ญหาอะไรบ(าง เนื่องจากหัวข(อป*ญหาการวิจัยเปนป*ญหาใหญ$หรือป*ญหารวม ผู(วิจัยจะต(องนํามา ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


72 แยก เปนป*ญหาย$อย เพื่อให(เปนเครื่องชี้แนวทางในการรวบรวมข(อมูลและวิเคราะหข(อมูล การกําหนด วัตถุประสงคการวิจัยโดยทั่วไปแล(วพบว$าสามารถกําหนดได(ใน 3 ลักษณะ คือ 1. เพื่อแก(ป*ญหา เนื่องจากการวิจัยเปนกระบวนการค(นหาความจริงอย$างเปนระบบ และเชื่อถือได( ดังนั้นวัตถุประสงคของการวิจัยจึงเปนการค(นคว(าหาสาเหตุของป*ญหาและแสวงหา แนวทางหรือวิธีการในการแก(ป*ญหานั้น 2. เพื่อสร(างทฤษฎี โดยการศึกษาหาความรู(และนําความรู(นั้นไปสร(างเปนกฎ สูตรหรือ ทฤษฎีใหม$ขึ้นมา 3. เพื่อการพิสูจนทฤษฎี เปนการตรวจสอบผลการศึกษาค(นคว(าที่ได(มาว$าถูกต(องหรือไม$ ประเภทของวัตถุประสงคการวิจัย วัตถุประสงคของการวิจัยแบ$งตามลักษณะของการวิเคราะหข(อมูล แบ$งเปน 3 ประเภท คือ วัตถุประสงคเพื่อบรรยาย วัตถุประสงคเพื่อหาความสัมพันธ และวัตถุประสงคเพื่อเปรียบเทียบ (พิสณุ ฟองศรี, 2552, หน(า 47; พรรณี ลีกิจวัฒนะ, 2551, หน(า 45-46) 1. วัตถุประสงคเพื่อบรรยาย หมายถึง วัตถุประสงคของการวิจัยที่จะได(คําตอบมาจาก การวิเคราะหข(อมูลในลักษณะของการบรรยายสรุปลักษณะของกลุ$มของสิ่งที่ศึกษา โดยไม$เน(นการหา ความสัมพันธและการเปรียบเทียบ 2. วัตถุประสงคเพื่อหาความสัมพันธ หมายถึง วัตถุประสงคของการวิจัยที่จะได(คําตอบ มาโดยการวิเคราะหข(อมูลในลักษณะของการหาความสัมพันธระหว$างตัวแปร 3. วัตถุประสงคเพื่อเปรียบเทียบ หมายถึง วัตถุประสงคของการวิจัยที่ได(คําตอบมาจาก การวิเคราะหข(อมูลในลักษณะของการเปรียบเทียบความแตกต$างระหว$างกลุ$มของสิ่งที่ศึกษา หลังจากการกําหนดป*ญหาวิจัยแล(ว ผู(วิจัยจะต(องระบุวัตถุประสงคของการวิจัย ให(สอดคล(องและตอบสนองต$อป*ญหาการวิจัยเพื่อให(ทราบว$าเมื่อทําวิจัยเรื่องนั้นเสร็จแล(ว จะได( ผลการวิจัยหรือข(อค(นพบอะไรบ(าง ในการวิจัยเรื่องหนึ่งอาจมีวัตถุประสงคของการวิจัยเพียงประเด็น เดียวหรือหลายประเด็นก็ได(ขึ้นอยู$กับป*ญหาการวิจัยที่กําหนดไว( การตั้งวัตถุประสงคของการวิจัย นอกจากจะต(องตั้งให(สอดคล(องกับป*ญหาการวิจัยแล(ว ยังต(องสอดคล(องกับวิธีดําเนินการวิจัยใน แต$ละขั้นตอนด(วย โดยการเขียนวัตถุประสงคการวิจัยอาจเขียนเปนข(อหรือเขียนหัวข(อใหญ$แล(วมี หัวข(อย$อยก็ได( ขึ้นอยู$กับขอบเขตของการวิจัย ถ(าเปนงานวิจัยใหญ$อาจเขียนเปนวัตถุประสงคทั่วไป และมีวัตถุประสงคเฉพาะ แต$ถ(าเปนงานวิจัยทั่วไปซึ่งมีขอบเขตไม$กว(างนัก ควรเขียนเปนข(อที่สําคัญ คืออย$าเขียนวัตถุประสงคให(ใหญ$เกินความจําเปน เพื่อให(งานวิจัยมีคุณค$า แต$กระบวนการวิจัย ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


73 ไม$สามารถให(คําตอบตามที่เขียนได( แทนที่จะมีคุณค$าเพิ่มขึ้นกลับทําให(งานวิจัยด(อยค$าไปโดยไม$มีเหตุ อันควร รูปแบบของวัตถุประสงคการวิจัย มาเรียม นิลพันธุ (2553, หน(า 44-46) กล$าวว$า การเขียนวัตถุประสงคการวิจัย จําแนกได( 3 ลักษณะ ได(แก$ 1. การเขียนวัตถุประสงคทั่วไป เปนการกล$าวถึงสิ่งที่ผู(วิจัยต(องการศึกษาในระดับกว(าง มีความครอบคลุมงานวิจัยทั้งหมด เช$น 1.1 เพื่อพัฒนาหลักสูตรการวิจัยวัฒนธรรม 1.2 เพื่อพัฒนาแบบฝNกการเขียนสร(างสรรค 1.3 เพื่อศึกษาการมีส$วนร$วมในการจัดการศึกษาของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1.4 เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู(ที่ส$งเสริมการคิดวิเคราะห 2. การเขียนวัตถุประสงคเฉพาะ เปนการกล$าวถึงสิ่งที่ผู(วิจัยต(องการศึกษาโดยเขียน รายละเอียดเปนข(อ เช$น 2.1 เพื่อศึกษาสภาพการมีส$วนร$วมในการจัดการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน 2.2 เพื่อศึกษารูปแบบและแนวทางการพัฒนาการมีส$วนร$วมของกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน 3. การเขียนวัตถุประสงคทั่วไปและตามด(วยวัตถุประสงคเฉพาะ เปนการเขียนสิ่งที่ผู(วิจัย ต(องการศึกษาในระดับกว(าง ซึ่งครอบคลุมงานวิจัยทั้งหมดก$อน แล(วตามด(วยสิ่งที่ผู(วิจัยต(องการศึกษา เฉพาะเปนข(อย$อย เช$น วัตถุประสงคทั่วไป เพื่อพัฒนาแบบฝNกทักษะการเขียนเชิงสร(างสรรค สําหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปOที่ 4 วัตถุประสงคเฉพาะ 1. เพื่อพัฒนาแบบฝNกทักษะการเขียนเชิงสร(างสรรคให(มีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเขียนเชิงสร(างสรรคก$อนและหลังการใช(แบบฝNกเสริมทักษะ การเขียนเชิงสร(างสรรค จากการศึกษางานวิจัย พบว$า ผู(วิจัยนิยมเขียนวัตถุประสงคการวิจัยใน 2 รูปแบบ ดังนี้ 1. การเขียนเปนวัตถุประสงคเฉพาะโดยผู(วิจัยจะเขียนวัตถุประสงคเปนข(อย$อยเรียงต$อกันไป ในรูปของประโยคบอกเล$า เช$น ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


74 ชื่อเรื่องวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร เรื่องสิ่งมีชีวิต กับสิ่งแวดล(อมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปOที่ 6 โดยใช(การเรียนรู(แบบร$วมมือเทคนิคกลุ$มสืบค(น โดย เมธินี ไชยพิมพ (2554, หน(า 6) มีวัตถุประสงคการวิจัยดังนี้ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตรก$อนและหลังเรียน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กับสิ่งแวดล(อม ชั้นประถมศึกษาปOที่ 6 โดยใช(การเรียนรู(แบบร$วมมือเทคนิคกลุ$มสืบค(น 2. เพื่อศึกษาความคงทนในการเรียนรู(ของนักเรียนจากการเรียนรู(แบบร$วมมือเทคนิค กลุ$มสืบค(น กลุ$มสาระการเรียนรู(วิทยาศาสตร เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล(อม 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต$อการเรียนรู(แบบร$วมมือเทคนิคกลุ$มสืบค(น กลุ$มสาระการเรียนรู(วิทยาศาสตร เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล(อม ชื่อเรื่องวิจัย ป*จจัยการบริหารองคการที่ส$งผลต$อการจัดการเรียนรู(ที่เน(นผู(เรียน เปนสําคัญของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และ เขต 2 โดย ฐาปณี พวงงาม (2550, หน(า 4) มีวัตถุประสงคการวิจัยดังนี้ 1. เพื่อศึกษาระดับการบริหารองคการของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงาน เขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และ เขต 2 2. เพื่อศึกษาระดับการจัดการเรียนรู(ที่เน(นผู(เรียนเปนสําคัญของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และ เขต 2 3. เพื่อเปรียบเทียบการจัดการเรียนรู(ที่เน(นผู(เรียนเปนสําคัญของสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และ เขต 2 จําแนกตามตําแหน$ง หน(าที่ของบุคลากร 4. เพื่อศึกษาป*จจัยการบริหารองคการที่ส$งผลต$อ การจัดการเรียนรู(ที่เน(นผู(เรียน เปนสําคัญของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และเขต 2 2. การเขียนเปนวัตถุประสงคทั่วไป และตามด(วยวัตถุประสงคเฉพาะ โดยผู(วิจัยจะเขียน วัตถุประสงคทั่วไปเปนวัตถุประสงคใหญ$ และเขียนวัตถุประสงคเฉพาะเปนวัตถุประสงคย$อยเรียงต$อกัน ในกรณีที่เปนการศึกษาตัวแปรหลายตัวหรือหลายด(านในลักษณะเดียวกัน การเขียนเปนวัตถุประสงคย$อย จะทําให(วัตถุประสงคมีลักษณะคล(ายกัน หรือต(องใช(ข(อความซ้ํากัน ผู(วิจัยอาจเขียนวัตถุประสงค เปนข(อความนําแล(วระบุตัวแปรย$อยที่ศึกษา เช$น ชื่อเรื่องวิจัย การพัฒนาหลักสูตรสาระท(องถิ่นอนุสาวรียบ(านไร$ สําหรับนักเรียน ชั้นอนุบาล 1 โดย นฤมล จูประเสริฐ (2552, หน(า 14) มีวัตถุประสงคการวิจัยดังนี้ วัตถุประสงคทั่วไป เพื่อพัฒนาหลักสูตรท(องถิ่น “อนุสาวรียบ(านไร$” ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


75 วัตถุประสงคเฉพาะ 1. เพื่อศึกษาข(อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรสาระท(องถิ่น “อนุสาวรียบ(านไร$” สําหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 1 2. เพื่อพัฒนาหลักสูตรสาระท(องถิ่น “อนุสาวรียบ(านไร$” สําหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 1 3. เพื่อทดลองใช(หลักสูตรสาระท(องถิ่น “อนุสาวรียบ(านไร$” สําหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 1 4. เพื่อประเมินผลและปรับปรุงหลักสูตรสาระท(องถิ่น “อนุสาวรียบ(านไร$” สําหรับ นักเรียนชั้นอนุบาล 1 หลักการกําหนดวัตถุประสงคการวิจัย สิน พันธุพินิจ (2551, หน(า 74) กล$าวว$า การกําหนดวัตถุประสงคการวิจัยที่ดีควรยึดหลัก ดังนี้ 1. กําหนดวัตถุประสงคให(สอดคล(องกับสมมติฐาน และชื่อเรื่องวิจัย 2. กําหนดวัตถุประสงคให(ครอบคลุมประเด็นและตัวแปรที่ศึกษา ไม$ควรแยกวัตถุประสงค ลงรายละเอียดของประเด็นย$อยมากเกินไป 3. กําหนดวัตถุประสงคเรียงลําดับก$อนหลังตามสภาพความเปนจริง 4. ระบุประเด็นให(ชัดเจน ไม$คลุมเครือ และแสดงให(เห็นความสัมพันธของตัวแปร 5. การเขียนวัตถุประสงคการวิจัยนั้นนิยมขึ้นต(นด(วยคําว$า เพื่อ และต(องเขียนด(วยภาษา ที่เข(าใจง$าย กะทัดรัด 6. เขียนวัตถุประสงคให(มีความเฉพาะเจาะจง สามารถวัดได( สามารถดําเนินการให(สําเร็จได( ต$างกับสภาพความจริงและแสดงถึงช$วงเวลา ดังนั้นการเขียนวัตถุประสงคการวิจัย ควรคํานึงถึงหลักต$อไปนี้ 1. วัตถุประสงคการวิจัยต(องระบุให(ชัดเจนว$าต(องการศึกษาในเรื่องอะไร 2. วัตถุประสงคการวิจัยต(องเขียนให(สอดคล(องกับป*ญหาการวิจัย 3. วัตถุประสงคการวิจัยต(องใช(ภาษาที่สื่อความหมายให(เข(าใจง$ายและตรงกัน 4. วัตถุประสงคการวิจัยต(องเปนแนวทางในการตั้งสมมติฐานได( 5. วัตถุประสงคการวิจัยต(องไม$แสดงถึงป*ญหาย$อยจนเกินไป ซึ่งจะทําให(ไม$น$าสนใจ 6. วัตถุประสงคการวิจัยไม$ควรเขียนในลักษณะของป*ญหาที่กว(างเกินไป เพราะจะทําให(เกิด ความคลุมเครือ เช$น ในกรณีที่ป*ญหานั้นมีหลายตัวแปร ผู(วิจัยไม$ควรเขียนในลักษณะครอบคลุม ควรแยก เปนหัวข(อย$อย ซึ่งจะทําให(มองเห็นป*ญหาได(ชัดเจนกว$า ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


76 จากหลักการกําหนดวัตถุประสงคดังกล$าวข(างต(น จะเห็นได(ว$า เมื่อผู(วิจัยได(ประเด็น ป*ญหาที่ถูกต(องและชัดเจนแล(ว ในการเขียนวัตถุประสงคการวิจัยนิยมเขียนเปนประโยคบอกเล$า ใช(คําว$า “เพื่อ” เปนคําขึ้นต(น และประกอบด(วยลักษณะ 3 ประการ ดังนี้ 1. ลักษณะที่ศึกษา วัตถุประสงคการวิจัยควรมีการระบุว$าการวิจัยต(องการศึกษาอะไร ใช(วิธีการศึกษาแบบใด เช$น เพื่อเปรียบเทียบ เพื่อศึกษา เพื่อสํารวจ เพื่อสังเคราะห เพื่อหาความสัมพันธ 2. ตัวแปรที่ศึกษา วัตถุประสงคการวิจัยควรมีการระบุว$าตัวแปรในการวิจัย คือตัวแปร อะไร บางครั้งอาจกําหนดทั้งตัวแปรตามและตัวแปรต(น เช$น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร การเรียนแบบร$วมมือ 3. กลุ$มเปUาหมายที่ศึกษา วัตถุประสงคการวิจัยควรระบุว$าในการวิจัยครั้งนี้ประชากรเปนใคร หรือกลุ$มตัวอย$างเปนใคร หรือกลุ$มเปUาหมายเปนใคร จากการศึกษางานวิจัยทางการศึกษา พบว$า งานวิจัยทางการศึกษาส$วนใหญ$จะเขียน วัตถุประสงคการวิจัยที่แสดงถึง ลักษณะที่ศึกษา ตัวแปรที่ศึกษาและกลุ$มเปUาหมายที่ศึกษา เช$น ชื่อเรื่องวิจัย การเปรียบเทียบความสามารถด(านการอ$าน การคิดวิเคราะห และแรงจูงใจ ใฝVสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปOที่ 3 ระหว$างการเรียนรู(ด(วยกลุ$มร$วมมือที่ใช( แบบฝNกทักษะ กับกลุ$มร$วมมือที่ใช(แผนผังความคิด โดย เครือวัลย ภูมิศรีแก(ว (2552, หน(า 6) มีวัตถุประสงคการวิจัย ดังนี้ เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด(านการอ$านจับใจความ การคิดวิเคราะห และแรงจูงใจ ใฝVสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปOที่ 3 ก$อนและหลังการจัดการเรียนรู(ด(วยกลุ$มร$วมมือที่ใช( แบบฝNกทักษะกับกลุ$มร$วมมือที่ใช(แผนผังความคิด จากวัตถุประสงค สามารถแยกให(เห็นลักษณะ 3 ประการของการเขียนวัตถุประสงค ดังนี้ ลักษณะการศึกษา เปนการเปรียบเทียบ ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรตาม ได(แก$ ความสามารถด(านการอ$านจับใจความ การคิด วิเคราะห และแรงจูงใจใฝVสัมฤทธิ์ ตัวแปรต(น ได(แก$ การเรียนรู(ด(วยกลุ$มร$วมมือที่ใช(แบบฝNกทักษะ และกลุ$มร$วมมือที่ใช(แผนผังความคิด กลุ$มเปUาหมายที่ศึกษา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปOที่ 3 ความหมายของสมมติฐานการวิจัย สมมติฐาน (hypothesis) หมายถึง ข(อความที่คาดคะเนคําตอบของป*ญหาไว(ล$วงหน(า ก$อนที่จะมีการศึกษาค(นคว(าโดยใช(วิธีการที่เชื่อถือได( สมมติฐานจึงเปนข(อความที่แสดงการคาดคะเน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


77 คําตอบของผู(วิจัย โดยสมมติฐานต(องเขียนให(สอดคล(องกับวัตถุประสงคการวิจัย เช$น เกมคอมพิวเตอร ทําให(เยาวชนมีพฤติกรรมก(าวร(าว การใช(โทรศัพทมือถือมากทําให(เซลลสมองเสื่อมเร็วกว$าปกติ นักศึกษาหญิงมีเจตคติต$อวิชาชีพครูดีกว$านักศึกษาชาย สมมติฐานเปนสิ่งที่ผู(วิจัยใช(เปนแนวทาง ในการศึกษาค(นคว(าหาความรู(ความจริงตามหัวข(อป*ญหาที่สนใจโดยเฉพาะงานวิจัยที่ต(องการศึกษา ในเชิงเปรียบเทียบหรือหาความสัมพันธระหว$างตัวแปรตั้งแต$ 2 ตัวขึ้นไป มีความจําเปนต(อง ตั้งสมมติฐานเพื่อให(ผู(วิจัยเห็นแนวทางในการศึกษาได(ชัดเจน แต$ถ(าเปนงานวิจัยเชิงสํารวจที่ศึกษา ข(อเท็จจริง และอธิบายความหมายของข(อมูล หรืออธิบายความหมายของค$าสถิติเชิงบรรยายก็ไม$ต(อง ตั้งสมมติฐานก็ได( ความสําคัญของสมมติฐานการวิจัย ณรง โพธิ์พฤกษานันท (2551, หน(า 143-144) กล$าวว$า สมมติฐานจัดว$ามีความสําคัญ มากอย$างหนึ่งในการวิจัย เพราะเปนแหล$งเชื่อมโยงระหว$างป*ญหากับข(อเท็จจริงเชิงประจักษที่จะตอบ ป*ญหา สมมติฐานยังเปนเสมือนแนวทางในการสํารวจปรากฏการณที่เกี่ยวกับป*ญหาที่กําลังทําการ สืบค(นอยู$นั้น ความสําคัญของสมมติฐาน ดังนี้ 1. การชี้ให(เห็นป*ญหาชัดเจน ถ(าไม$มีสมมติฐานเปนเครื่องชี้นํา ผู(วิจัยอาจเสียเวลาในการ หาสาเหตุและแก(ป*ญหาโดยการกระทําที่ผิวเผิน แต$การตั้งสมมติฐานนั้นผู(วิจัยจะต(องตรวจสอบอย$างถี่ ถ(วนถึงข(อเท็จจริงและมโนทัศนที่คาดว$าจะสัมพันธกับป*ญหา แล(วแยกแยะให(เห็นข(อมูลที่คาดว$าจะ เกี่ยวข(องในเชิงความสัมพันธ ทั้งนี้ในกระบวนการสร(างสมมติฐาน การนิรนัยผลที่ตามมาและการ นิยามคําที่ใช(นั้น จะช$วยทําให(เห็นประเด็นของป*ญหาที่ทําการวิจัยชัดเจนขึ้น 2. สมมติฐานช$วยกําหนดความเกี่ยวข(องระหว$างข(อเท็จจริง ความรู(เชิงวิทยาศาสตร ขึ้นอยู$กับข(อเท็จจริงที่ได(รับการเลือกเฟUนอย$างรอบคอบ ซึ่งเปนสิ่งที่จําเปนอย$างยิ่งในการสืบค(นข(อมูล การรวบรวมข(อมูลจํานวนมากโดยปราศจากจุดหมายนั้นเปนการกระทําที่ไร(ประโยชน เพราะข(อมูล เหล$านั้นที่มิได(เลือกเฟUนจะให(เหตุผลที่เปนไปได(หลากหลายแตกต$างกันจนไม$สามารถจะสรุปเปนข(อยุติ ที่ชัดเจนได( ข(อเท็จจริงที่จําเปนในการแก(ไขป*ญหานั้นจะไม$เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต$ถ(ามีสมมติฐานแล(ว จะทําให(ผู(วิจัยแน$ใจว$าควรรวบรวมข(อเท็จจริงอะไรมากน(อยแค$ไหนจึงจะเพียงพอที่จะทดสอบผล ที่ตามมาได(ครบถ(วน สมมติฐานจึงช$วยในการกําหนด และรวบรวมสิ่งที่ต(องการเพื่อแก(ป*ญหาวิจัยนั้น 3. สมมติฐานเปนตัวชี้การออกแบบการวิจัย สมมติฐานไม$ใช$เพียงแต$ชี้แนวทางว$าควร พิจารณาข(อสนเทศใด แต$จะช$วยบอกวิธีที่จะเก็บรวบรวมข(อมูลด(วย สมมติฐานที่สร(างอย$างดีจะ เสนอแนะว$ารูปแบบการวิจัยควรจะเปนเช$นไร จึงจะเหมาะกับการแก(ไขป*ญหาเฉพาะที่ต(องการทราบ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


78 สมมติฐานจะบอกแนวทางถึงกลุ$มตัวอย$าง หรือเครื่องมือที่จําเปนต(องใช( จะมีวิธีการอย$างไร วิธีการ สถิติที่เหมาะสมคืออะไร ตลอดจนจะรวบรวมข(อเท็จจริงในสถานการณใดที่เหมาะสมกับป*ญหา 4. สมมติฐานช$วยในการอธิบายปรากฎการณการค(นคว(าเชิงวิทยาศาสตรนั้น มิใช$เปนการ รวบรวมข(อเท็จจริง และจัดพวกตามคุณสมบัติของข(อเท็จจริงเหล$านั้น เช$น ไม$ใช$เพียงแต$จัดตาราง บอกลักษณะของพฤติกรรมก(าวร(าว แต$นักวิจัยต(องกําหนดว$าองคประกอบใดก$อให(เกิดปรากฏการณ เช$นนั้น โดยอธิบายให(เห็นความสัมพันธที่น$าจะเปนสาเหตุและผลอย$างเหมาะสม สมมติฐานที่สร(างขึ้น จากข(อเท็จจริงจะช$วยให(ผู(วิจัยมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพใน การสํารวจและอธิบายสิ่งที่แฝงอยู$ เบื้องหลังได( 5. สมมติฐานช$วยกําหนดขอบเขตของข(อยุติถ(าผู(วิจัยตั้งสมมติฐานในเชิงนิรนัยไว( ก็เท$ากับได(วางขอบเขตในข(อยุติไว(แล(ว ผู(วิจัยอาจจะระบุเหตุผลว$าถ(า H1 เปนจริง แล(วข(อเท็จจริง เหล$านี้ย$อมเกิดขึ้นจากการทดสอบกับข(อมูลจริง ข(อเท็จจริงนั้นเกิดขึ้นหรือไม$เกิดขึ้น ดังนั้นข(อยุติก็จะ เปนว$าได(รับการยืนยันหรือไม$ได(รับการยืนยัน สมมติฐานจึงให(ขอบเขตในการตีความข(อค(นพบ อย$างเฉียบขาดและมีความหมายกระชับ ถ(าไม$มีสมมติฐานที่เปนการทํานายล$วงหน(า ข(อเท็จจริงก็ไม$มี โอกาสที่จะได(รับการยืนยัน จากความสําคัญของสมมติฐานดังกล$าวข(างต(น จะเห็นได(ว$า สมมติฐานช$วยให(ผู(วิจัย สามารถมองเห็นป*ญหาการวิจัยได(อย$างชัดเจน เห็นความเชื่อมโยงของแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข(อง และยังช$วยให(ผู(วิจัยสามารถกําหนดกรอบแนวคิด รวมถึงขั้นตอนการเก็บรวบรวมข(อมูลและสถิติที่จะ นํามาใช(ในการวิเคราะหข(อมูลได(อย$างชัดเจนอีกด(วย การกําหนดสมมติฐานการวิจัยจะเกิดผลดี ต$อผู(วิจัยดังต$อไปนี้ 1. ทําให(มองเห็นป*ญหาของการวิจัยชัดเจนว$าการศึกษาวิจัยเรื่องนั้นเกี่ยวข(องกับ ตัวแปร ใดบ(าง 2. ทําให(เกิดความคิดที่แจ$มแจ(งเกี่ยวกับรูปแบบความสัมพันธของตัวแปร ซึ่งนําไปสู$ การวางแผนเก็บรวบรวมข(อมูล และวิเคราะหข(อมูลอย$างถูกต(อง 3. เปนแนวทางในการแปลผลการวิเคราะหข(อมูล และสรุปผลการวิจัย 4. ช$วยจํากัดขอบเขตของการวิจัยให(อยู$ในกรอบของป*ญหาที่ต(องการศึกษาเท$านั้น ทําให( ประหยัดเวลาและแรงงาน ประเภทของสมมติฐาน สมมติฐานที่เกี่ยวข(องกับการทําวิจัย สามารถแบ$งได(เปน 2 ชนิด คือ สมมติฐานการวิจัย และสมมติฐานทางสถิติ มีลักษณะที่สรุปได(ดังนี้ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


79 1. สมมติฐานการวิจัย (research hypothesis) คือ สมมติฐานที่ผู(วิจัยกําหนดขึ้น เพื่อหา คําตอบของป*ญหาตามจุดมุ$งหมาย หรือวัตถุประสงคของการวิจัยเรื่องนั้น มีลักษณะเปนข(อความ บรรยาย แบ$งเปน 2 แบบ ดังนี้ 1.1 แบบหางเดียว หรือแบบมีทิศทาง (directional hypothesis) จะเขียนในลักษณะ คาดคะเนว$าตัวแปรที่ศึกษาเปรียบเทียบตัวหนึ่งมากกว$าอีกตัวหนึ่ง หรือตัวแปรที่ศึกษาความสัมพันธ มีความสัมพันธเชิงบวก หรือสัมพันธเชิงลบ เช$น นักศึกษาหญิงมีเจตคติต$อวิชาชีพครูดีกว$านักศึกษาชาย เจตคติต$อวิชาชีพครูและเกรดเฉลี่ยสะสมของนักศึกษามีความสัมพันธกันทางบวก 1.2 แบบสองหาง หรือแบบไม$มีทิศทาง (non – directional hypothesis) จะเขียน ในลักษณะคาดคะเนว$าตัวแปรที่ศึกษามีความแตกต$างกันหรือมีความสัมพันธกัน เช$น นักศึกษาหญิงกับนักศึกษาชายมีเจตคติต$อวิชาชีพครูแตกต$างกัน เจตคติต$อวิชาชีพครูและเกรดเฉลี่ยสะสมของนักศึกษามีความสัมพันธกัน 2. สมมติฐานทางสถิติ (statistical hypothesis) คือ สมมติฐานการวิจัยที่เขียนอยู$ในรูป ประโยคสัญลักษณทางคณิตศาสตร เพื่อให(เห็นรูปแบบความสัมพันธของตัวแปรได(ชัดเจน ทําให(นักวิจัย เลือกสถิติในการทดสอบสมมติฐานได(ถูกต(อง แต$สมมติฐานชนิดนี้ไม$พิมพไว(ในรายงานการวิจัย มี 2 ชนิด และมีความเกี่ยวข(องกับสมมติฐานการวิจัย ดังนี้ กําหนดความหมายของสัญลักษณที่ใช(ในการเขียนสมมติฐาน µ (มิว) แทน ค$าเฉลี่ยของข(อมูลจากประชากร (ค$าเฉลี่ยจากกลุ$มตัวอย$างใช( X ) σ (ซิกม$า) แทน ค$าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของข(อมูลจากประชากร 2 σ (ซิกม$ากําลังสอง) แทน ค$าความแปรปรวนของข(อมูลจากประชากร ρ (โร) แทน ค$าความสัมพันธระหว$างตัวแปรของประชากร สมมติฐานทางสถิติมี 2 ประเภท คือ 2.1 สมมติฐานไร(นัยสําคัญ (null hypothesis) หรือเรียกว$าสมมติฐานเปนกลาง เพื่อแสดงว$าตัวแปรที่เปรียบเทียบไม$มีความแตกต$างกัน หรือตัวแปรไม$มีความสัมพันธกัน เขียนแทน ด(วยสัญลักษณ H0 210 H : = µµ หมายความว$า ค$าเฉลี่ยของประชากรเท$ากันหรือไม$แตกต$างกัน (ข(อความ : นักศึกษาหญิงและนักศึกษาชายมีเจตคติต$อวิชาชีพครูไม$แตกต$างกัน) 2.2 สมมติฐานอื่น หรือสมมติฐานทางเลือก (alternative hypothesis) หรือเรียกว$า สมมติฐานไม$เปนกลาง เพื่อแสดงการคาดคะเนตามความเชื่อมั่นของผู(วิจัยว$า ตัวแปรที่เปรียบเทียบ มีความแตกต$างกัน หรือตัวแปรมีความสัมพันธกัน เขียนแทนด(วยสัญลักษณ H1 มี 2 แบบ ดังนี้ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


80 2.2.1 แบบสองหาง หรือแบบไม$มีทิศทาง 211 H : ≠ µµ หมายความว$า ค$าเฉลี่ยของประชากรไม$เท$ากันหรือแตกต$างกัน (ข(อความ: นักศึกษาหญิงและนักศึกษาชายมีเจตคติต$อวิชาชีพครูแตกต$างกัน) 2.2.2 แบบหางเดียว หรือแบบมีทิศทาง 211 H : µ > µ หมายความว$า ค$าเฉลี่ยของประชากรหญิงสูงกว$าประชากรชาย (ข(อความ: นักศึกษาหญิงมีเจตคติต$อวิชาชีพครูดีกว$านักศึกษาชาย) ในการกําหนดสมมติฐานทางสถิติจะต(องตั้งทั้ง 2 แบบ คือ ตั้งสมมติฐานไร(นัยสําคัญก$อน (สมมติฐานที่เปนกลาง) แล(วตั้งสมมติฐานอื่น (สมมติฐานทางเลือก) ซึ่งถอดรูปมาจากสมมติฐาน การวิจัยที่ผู(วิจัยกําหนดไว( 211 210 : : µµ µµ > = H H ในการปฏิบัติการวิจัย หลังจากเก็บรวบรวมข(อมูล และวิเคราะหค$าสถิติที่ใช(ทดสอบ สมมติฐานแล(ว ต(องใช(หลักเกณฑตัดสินจากค$าสถิติที่ได(ว$า จะยอมรับ H0 เปนข(อสรุปหรือไม$ ถ(ายอมรับ H0 เปนข(อสรุปไม$ได( ก็ต(องยอมรับ H1 เปนข(อสรุปแทน ดังเช$นตัวอย$างข(อความที่สมมติ ขึ้นตามประโยคสัญลักษณข(างบนนี้ นักวิจัยอาจจะได(ข(อสรุปว$านักศึกษาหญิงกับนักศึกษาชายมีเจตคติ ต$อวิชาชีพครูไม$ต$างกัน หรืออาจจะได(ข(อสรุปว$านักศึกษาหญิงมีเจตคติต$อวิชาชีพครูดีกว$านักศึกษา ชายก็ได( ทั้งนี้แล(วแต$ผลการทดสอบค$าสถิติที่ได(มาจากข(อมูล แหล&งที่มาของสมมติฐาน สมมติฐานต(องมีแหล$งรองรับ ดังนั้นในการตั้งสมมติฐานควรมีแหล$งที่มาดังนี้ 1. จากผลการวิจัยของผู(อื่นในการศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข(องผลการวิจัยของผู(อื่น ที่เกี่ยวข(องกับตัวแปรที่จะทําวิจัยเปนแหล$งสําคัญที่จะช$วยในการตั้งสมมติฐานได( 2. จากแนวคิด ทฤษฎี หลักการ จากผลการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข(องจะมีแนวคิด ทฤษฎี หลักการที่เกี่ยวข(องกับตัวแปร จะทําให(มีแนวทางในตั้งสมมติฐานได( 3. จากการใช(หลักเหตุผล เปนการนําแนวทางการใช(หลักเหตุผลมาใช(คือ ใช(เหตุผลในการ เทียบเคียงกับงานวิจัยอื่น เช$น งานวิจัยเรื่องหนึ่งสนใจวิธีสอนแบบร$วมมือ และตั้งสมมติฐานว$าการสอน แบบร$วมมือจะทําให(ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตรของนักเรียนดีขึ้น ผู(วิจัยสนใจการสอนโดยใช( การเรียนรู(จากการปฏิบัติก็อาจใช(เหตุผลในการเทียบเคียงตั้งสมมติฐานได(ว$า การสอนโดยใช( กระบวนการเรียนรู(จากการปฏิบัติจะทําให(ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตรของนักเรียนดีขึ้น ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


81 นอกจากการตั้งสมมติฐานสามารถมาจาก 3 แหล$งดังกล$าวข(างต(น การตั้งสมมติฐานจะมาจาก แนวคิด ทฤษฎี ของนักวิชาการ หรือความสนใจของผู(วิจัยเองก็ได(แต$ทั้งนี้ในการตั้งสมมติฐานผู(วิจัย จําเปนต(องคํานึงถึงความน$าเชื่อถือและความเปนเหตุเปนผลกันด(วย หลักเกณฑในการตั้งสมมติฐาน ในการตั้งสมมติฐานผู(วิจัยควรมีหลักเกณฑที่ต(องพิจารณาดังต$อไปนี้ 1. มีแหล$งที่มา การกําหนดสมมติฐานควรเกิดขึ้นภายหลังการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข(อง กับการวิจัยอย$างครบถ(วนแล(ว เนื่องจากสมมติฐานการวิจัยต(องมีเหตุผลรองรับ มีความน$าเชื่อถือ ไม$ใช$ผู(วิจัยคิดขึ้นเองโดยปราศจากเหตุผล หลักการ แนวคิด ทฤษฎี หรือมาจากความรู(สึก หรืองานวิจัย เพียงเล$มเดียวที่นํามาเปนแบบอย$าง 2. การตั้งสมมติฐานการวิจัย ควรตั้งเท$าที่จําเปน และสอดคล(องกับวัตถุประสงคการวิจัย ข(อที่มีความสําคัญ หรือเปนจุดเด$นของเรื่องนั้น 3. เขียนให(ชัดเจน การเขียนสมมติฐานการวิจัยควรเขียนในรูปที่สามารถทดสอบได( เช$น การหาความสัมพันธ การเปรียบเทียบ และควรเขียนแบบสรุป คือ เขียนเปนประโยคบอกเล$า ให(สอดคล(องกับป*ญหา และวัตถุประสงคการวิจัย ไม$ใช(ความรู(สึก ต(องบอกความสัมพันธระหว$าง ตัวแปรให(ชัดเจน เช$น ชื่อเรื่องวิจัย การเปรียบเทียบความสามารถในการอ$านเชิงวิเคราะห การเขียนเชิงสร(างสรรค ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปOที่ 1 ระหว$างการจัดกิจกรรมการเรียนรู(โดยประยุกตใช(ทฤษฎีพหุป*ญญา กับการจัดการเรียนรู(โดยใช(ผังกราฟjก โดย วิไลวรรณ อุ$นจันทร (2553, หน(า 4-5) วัตถุประสงคการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ$านเชิงวิเคราะห และการเขียนเชิงสร(างสรรค ระหว$างก$อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปOที่ 1 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู( โดยประยุกตใช(ทฤษฎีพหุป*ญญา 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในอ$านเชิงวิเคราะห การเขียนเชิงสร(างสรรคระหว$าง ก$อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปOที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู(โดยประยุกตใช( ผังกราฟjก 3. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในอ$านเชิงวิเคราะห การเขียนเชิงสร(างสรรคระหว$าง หลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปOที่ 1 ระหว$างโดยการจัดการเรียนรู(โดยประยุกตใช(ทฤษฎี พหุป*ญญากับการจัดการเรียนรู(โดยใช(ผังกราฟjก ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


82 สมมติฐานการวิจัย 1. นักเรียนกลุ$มที่ได(รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู(โดยประยุกตใช(ทฤษฎีพหุป*ญญามีความสามารถ ในการอ$านเชิงวิเคราะห และการเขียนเชิงสร(างสรรคหลังเรียนสูงกว$าก$อนเรียน 2. นักเรียนกลุ$มที่ได(รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู(โดยประยุกตใช(ผังกราฟjกมีความสามารถ ในการอ$านเชิงวิเคราะห และการเขียนเชิงสร(างสรรคหลังเรียนสูงกว$าก$อนเรียน 3. นักเรียนกลุ$มที่ได(รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู(โดยประยุกตใช(ทฤษฎีพหุป*ญญา กับกลุ$มที่ได(รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู(โดยใช(ผังกราฟjก มีความสามารถในการอ$านเชิงวิเคราะห และการเขียนเชิงสร(างสรรคแตกต$างกัน สมมติฐานทางสถิติ จากสมมติฐานการวิจัย ข(อที่ 1 เขียนเปนสมมติฐานทางสถิติได(ดังนี้ 121 210 : : µµ µµ > = H H จากสมมติฐานการวิจัย ข(อที่ 2 เขียนเปนสมมติฐานทางสถิติได(ดังนี้ 121 210 : : µµ µµ > = H H จากสมมติฐานการวิจัย ข(อที่ 3 เขียนเปนสมมติฐานทางสถิติได(ดังนี้ 211 210 : : µµ µµ ≠ = H H แต$อย$างไรก็ตามในการงานวิจัยบางเรื่องอาจไม$มีการตั้งสมมติฐาน เนื่องจากงานวิจัย เรื่องนั้นมีวัตถุประสงคของการวิจัยเพื่อบรรยาย หรือสรุปลักษณะของสิ่งที่ศึกษา ไม$ได(ต(องการศึกษา ความสัมพันธหรือเปรียบเทียบ การออกแบบการวิจัย การออกแบบการวิจัย มีเปUาหมายเพื่อการวางแผนในการกําหนดโครงสร(าง หรือวิธีการ เพื่อให(ได(มาซึ่งคําตอบของป*ญหาในการวิจัยที่ถูกต(อง เชื่อถือได(และยังสามารถช$วยกําหนดสมมติฐาน ตัวแปร การเก็บรวบรวมข(อมูล สถิติที่ใช(ในการวิเคราะหข(อมูล และยังช$วยควบคุมความแปรปรวน ของตัวแปรในการวิจัย ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


83 หลักสําคัญของการวิจัย ในการออกแบบการวิจัย เพื่อให(เกิดความถูกต(อง ผู(วิจัยต(องควบคุมความแปรปรวนของตัวแปร ในการวิจัย ในการควบคุมตัวแปรดังกล$าวผู(วิจัยต(องคํานึงถึงหลักที่เรียกว$า The max min con principle ซึ่งประกอบด(วยองคประกอบที่สําคัญดังนี้ 1. ทําให-ความแปรปรวนจากตัวแปรทดลองมีค&ามากที่สุด (maximize systematic variance : max) หรือทําให(ความแปรปรวนของตัวแปรตาม อันเนื่องมาจากตัวแปรต(นให(มีค$าสูงสุด ทําได(โดยผู(วิจัยต(องพยายามจัดกระทําหรือเลือกตัวแปรต(นให(มีความแตกต$างกันมากที่สุด เพื่อทําให( ความแปรปรวนในตัวแปรตามที่เกิดขึ้นเปนผลมาจากตัวแปรต(นมากที่สุด เพื่อให(ผลที่เกิดขึ้นกับ ตัวแปรตามชัดเจนที่สุด เช$น ผู(วิจัยต(องการเปรียบเทียบวิธีสอน 2 วิธี ว$าวิธีสอนตามแนวคิดหมวกหกใบ กับวิธีสอนตามแนวคิดของสเตอรนเบอรก จะทําให(ผลสัมฤทธิ์ด(านการอ$านอย$างมีวิจารณญาณ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปOที่ 5 แตกต$างกันหรือไม$ ผู(วิจัยจะต(องจัดวิธีสอนแบบหมวกหกใบกับแบบ สเตอรนเบอรกให(แตกต$างกันมากที่สุด เพื่อให(ความแตกต$างของผลสัมฤทธิ์ด(านการอ$านอย$างมี วิจารณญาณเปนผลอันเนื่องมาจากวิธีสอนที่แตกต$างกัน 2. ทําให-ความแปรปรวนของตัวแปรตามอันเป?นผลมาจากความคลาดเคลื่อนมีค&า น-อยที่สุด (minimize error variance: min) เปนการควบคุมสถานการณความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ระหว$างการดําเนินการวิจัย เช$น ความแตกต$างระหว$างบุคคล ความคลาดเคลื่อนจากเครื่องมือวัด ความไม$คงที่ของกลุ$มตัวอย$างแต$ละคน รวมถึงความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการเก็บรวบรวมข(อมูล ซึ่งสามารถแบ$งความคลาดเคลื่อนประเภทนี้ได(เปน 2 ลักษณะ ดังนี้ 2.1 ความคลาดเคลื่อนอย$างสุ$ม ความไม$เท$าเทียมกันของกลุ$มตัวอย$าง เช$น เพศ สติป*ญญา อายุ เชื้อชาติ การอบรมเลี้ยงดู สภาพแวดล(อม ซึ่งเปนตัวแปรที่ผู(วิจัยไม$สามารถควบคุมได( ทั้งหมด หรืออาจควบคุมได(เพียงบางส$วน ความคลาดเคลื่อนประเภทนี้สามารถควบคุมได(โดยใช( แนวคิดเกี่ยวกับการแจงแบบปกติ 2.2 ความเคลื่อนจากเครื่องมือที่ใช(ในการวิจัย เปนความคลาดเคลื่อนจากการเลือกใช( เครื่องมือในการวิจัย การหาคุณภาพของเครื่องมือทั้งในเรื่องของความเที่ยงตรงและ ความเชื่อมั่น ความเปนปรนัย รวมถึงกระบวนการใช(เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข(อมูล ซึ่งผู(วิจัยหรือผู(ใช(เครื่องมือ อาจขาดความเข(าใจ หรือเทคนิควิธีในการเลือกใช(เครื่องมืออย$างแท(จริง ดังนั้นในการควบคุม ความคลาดเคลื่อนประเภทนี้ ผู(วิจัยจึงต(องมีการหาคุณภาพของเครื่องมือและมีการนําเครื่องมือไป ทดลองใช(เพื่อศึกษาและแก(ป*ญหาข(อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได( 3. ควบคุมความแปรปรวนอันเนื่องมาจากตัวแปรเกินหรือตัวแปรภายนอกให-มีค&าต่ําสุด (control extraneous systematic variance: con) เปนการควบคุมตัวแปรเกินที่ผู(วิจัย ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


84 ไม$ต(องการศึกษาไม$ให(ส$งผลต$อตัวแปรตาม เช$น ผู(วิจัยต(องการเปรียบเทียบวิธีสอน 2 วิธี ว$าวิธีสอน ตามแนวคิดหมวกหกใบกับวิธีสอนตามแนวคิดของสเตอรนเบอรกจะทําให(ผลสัมฤทธิ์ด(านการอ$าน อย$างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปOที่ 5 แตกต$างกันหรือไม$ ผู(วิจัยต(องการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ ด(านการอ$านอย$างมีวิจารณญาณระหว$างวิธีสอน 2 วิธีเท$านั้น ส$วนตัวแปรที่เกี่ยวข(อง เช$น เพศ การเรียนพิเศษ ระดับสติป*ญญา จะเปนตัวแปรเกิน ดังนั้นผู(วิจัยจะต(องควบคุมไม$ให(ตัวแปรเกิน ส$งผลต$อตัวแปรตามหรือให(ส$งผลน(อยที่สุด ในการควบคุมตัวแปรเกินสามารถทําได(หลายวิธีดังนี้ 3.1 การสุ$ม (randomization) เปนการสุ$มตัวอย$างจากประชากร เพื่อให(กลุ$มตัวอย$าง มีโอกาสได(รับเลือกเท$าเทียมกัน ทําให(สมาชิกในกลุ$มตัวอย$างมีลักษณะใกล(เคียงกัน ในการ เปรียบเทียบระหว$างกลุ$มทดลองและกลุ$มควบคุม การสุ$มตัวอย$างจะทําให(สมาชิกในกลุ$มทดลองและ กลุ$มควบคุมมีคุณลักษณะที่ใกล(เคียงกัน การสุ$มจึงเปนวิธีที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการ ควบคุมตัวแปรเกิน 3.2 การกําจัดตัวแปรที่ไม$ต(องการออก (elimination) เปนการควบคุมความแปรปรวน ของตัวแปรเกินให(มีค$าต่ําสุด โดยการกําจัดตัวแปรนั้นออกไป หรือทําให(ตัวแปรนั้นมีค$าคงที่ เช$น การ เปรียบเทียบทักษะการอ$านภาษาอังกฤษเพื่อความเข(าใจ และความคงทนในการเรียนรู(ภาษาอังกฤษ ระหว$างวิธีสอนโดยใช(ผังกราฟjกกับวิธีสอนตามคู$มือครู ถ(าผู(วิจัยคิดว$าการฝNกอ$านภาษาอังกฤษ จากหนังสือพิมพตามโครงการรักการอ$านเปนตัวแปรเกิน ผู(วิจัยต(องทําให(การฝNกอ$านภาษาอังกฤษ จากหนังสือพิมพตามโครงการรักการอ$านคงที่ โดยการให(ผู(เรียนเรียนทั้งในกลุ$มทดลองและกลุ$มควบคุม เข(าร$วมโครงการรักการอ$านเหมือนกัน 3.3 การเพิ่มตัวแปรในการวิจัย (built into design) เปนการควบคุมตัวแปรเกิน ที่ผู(วิจัยเห็นว$าควบคุมได(ยาก หรือไม$สามารถขจัดตัวแปรนั้นออกไปจากการศึกษาได(โดยผู(วิจัยจะนํา ตัวแปรนั้นเพิ่มเข(าไปเปนตัวแปรต(นอีกตัวแปรหนึ่งในการวิจัย เช$น การเปรียบเทียบทักษะการอ$าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข(าใจ และความคงทนในการเรียนรู(ภาษาอังกฤษ ระหว$างวิธีสอนโดยใช( ผังกราฟjกกับวิธีสอนตามคู$มือครู ถ(าผู(วิจัยคิดว$าการฝNกอ$านภาษาอังกฤษจากหนังสือพิมพตามโครงการ รักการอ$านเปนตัวแปรเกิน ถ(าผู(วิจัยเห็นว$าการฝNกอ$านภาษาอังกฤษจากหนังสือพิมพตามโครงการ รักการอ$านควบคุมได(ยากและมีผลต$อทักษะการอ$านภาษาอังกฤษ เพื่อความเข(าใจ ผู(วิจัยสามารถ นําวิธีการฝNกอ$านภาษาอังกฤษจากหนังสือพิมพตามโครงการรักการอ$านมาเปนตัวแปรต(นอีกตัวแปรหนึ่ง ในการวิจัย 3.4 การจับคู$ (match pair) เปนการนําบุคคลที่มีความเหมือนกันหรือเท$าเทียมกัน ในคุณลักษณะที่กําหนดไว(มาแยกกันอยู$คนละกลุ$ม ซึ่งคุณลักษณะของกลุ$มตัวอย$างที่นิยมนํามาจับคู$กัน เช$น เพศ ระดับสติป*ญญา เมื่อจับคู$กันได(แล(ว ผู(วิจัยจะแยกแต$ละคนของแต$ละคู$ไปอยู$คนละกลุ$ม ซึ่งจะทําให(ไม$มีความแตกต$างระหว$างกลุ$ม ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


85 3.5 การใช(เทคนิควิธีทางสถิติ (statistical control) เปนการนําเทคนิควิธีการ ทางสถิติมาควบคุมตัวแปรเกิน เช$น การวิเคราะหความแปรปรวนร$วม ในกรณีที่ผู(วิจัยทดสอบนักเรียน ก$อนการทดลองและพบว$านักเรียนในกลุ$มทดลองและกลุ$มควบคุมมีผลการทดสอบก$อนเรียน ที่แตกต$างกันและจะมีผลต$อทักษะการอ$านภาษาอังกฤษเพื่อความเข(าใจ ผู(วิจัยสามารถนําคะแนน ผลการทดสอบก$อนเรียนมาเปนตัวแปรร$วมและเลือกใช(สถิติการวิเคราะหความแปรปรวนร$วมในการ ควบคุมตัวแปรเกินนี้ได( 3.6 การใช(เครื่องมือจักรกลหรือทางกายภาพ (mechanical or physical control) เปนการควบคุมตัวแปรเกินอันเนื่องจากสิ่งแวดล(อมระหว$างการดําเนินการทดลอง เช$น แสง สี เสียง อุณหภูมิ โตqะ เก(าอี้ ให(มีลักษณะคงที่เหมือนกับทุกครั้งในแต$ละกลุ$ม นอกจากการควบคุมความแปรปรวนโดยใช(หลักของ max min con principle แล(ว ในการออกแบบการวิจัย ผู(วิจัยยังต(องพิจารณาเกี่ยวกับความตรงภายในและความตรงภายนอก ซึ่งป*จจัยที่ส$งผลต$อความเที่ยงตรงภายในและความเที่ยงตรงภายนอกสามารถสรุปได(ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2553, หน(า 164-167; บุญเรียง ขจรศิลปr, 2543, หน(า 11-12) ความเที่ยงตรงภายใน ความเที่ยงตรงภายใน คือ คุณลักษณะที่สรุปว$าความแตกต$างหรือผลที่ได(รับจาก การทดลอง หรือผลของตัวแปรตามนั้นเกิดจากการกระทําของตัวแปรต(นหรือตัวแปรจัดกระทําที่ผู(วิจัย นํามาศึกษาเท$านั้น ซึ่งป*จจัยบางประการที่ส$งผลต$อความเที่ยงตรงภายใน ได(แก$ 1. ประสบการณที่ได-รับนอกเหนือจากการทดลอง (history) ในช$วงระหว$าง การทดลอง อาจมีเหตุการณบางอย$างเกิดขึ้น และมีอิทธิพลหรือผลกระทบกับตัวแปรตาม ทําให(เกิด ความเปลี่ยนแปลงในกลุ$มตัวอย$างซึ่งไม$ได(เกิดขึ้นจากตัวแปรอิสระในการทดลอง เช$น ในการทดลอง ใช(วิธีการสอนแบบการเรียนรู(แบบร$วมมือเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร แต$ระหว$างที่ทํา การทดลองใช(วิธีการสอนแบบการเรียนรู(แบบร$วมมือ นักเรียนไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม ทําให(ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนคณิตศาสตรที่เพิ่มขึ้นไม$ได(เกิดจากการใช(วิธีสอนแบบร$วมมือเท$านั้น 2. วุฒิภาวะ (maturation) ในระหว$างที่ทําการทดลองกับกลุ$มตัวอย$างอาจใช( เวลานานเกินไป ทําให(กลุ$มตัวอย$างเกิดการเปลี่ยนแปลง เช$น ความเบื่อหน$าย อายุที่มากขึ้น รวมทั้ง ความพร(อมด(านร$างกาย และจิตใจ ทําให(ข(อมูลที่เก็บรวบรวมมาได(เกิดความคลาดเคลื่อนในลักษณะ ต่ํากว$าหรือสูงกว$าที่ควรจะเปน 3. การทดสอบ (testing) การทดลองที่มีการทดสอบ 2 ครั้ง โดยใช(ข(อสอบ ชุดเดียวกัน ทําให(มีผลกระทบต$อค$าของตัวแปรตาม เนื่องจากกลุ$มตัวอย$างจําข(อสอบได( ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


86 4. เครื่องมือ (instrumentation) เครื่องมือที่ใช(ในการเก็บรวบรวมข(อมูลในการวิจัย ต(องมีคุณภาพ หากไม$มีก็จะส$งผลต$อข(อมูลที่เก็บรวบรวมมาได( คือ จะได(ข(อมูล ที่ไม$ถูกต(องตามความเปนจริง หรือไม$สามารถวัดคุณลักษณะที่ต(องการของกลุ$มตัวอย$างได( 5. การสูญหาย (mortality) ในระหว$างที่ทําการทดลองอาจมีกลุ$มตัวอย$างขาดหายไป ซึ่งจะมีผลกระทบต$อผลของการวิจัยได( 6. ความลําเอียงในการเลือก (selection bias) การเลือกสมาชิกในการทดลอง ผู(วิจัยเกิดความลําเอียงในการเลือกตั้งแต$ต(น เช$น เลือกคนเก$งเข(ากลุ$มทดลองซึ่งทําให(ค$าเฉลี่ยคะแนน ของกลุ$มทดลองสูงกว$าค$าเฉลี่ยของกลุ$มควบคุมตั้งแต$ต(น 7. การถดถอยทางสถิติ (statistical regression) เกิดขึ้นจากการเลือกกลุ$มตัวอย$าง ที่มีความแตกต$างกันมากเกินไป เช$น กลุ$มตัวอย$างมาจากกลุ$มที่มีคะแนนต่ํามากหรือสูงมาก ผลการทดสอบ ก$อนเรียนและหลังเรียนมีความสัมพันธกันต่ํา จะมีผลกระทบต$อผลการวิจัย โดยความแตกต$าง ที่เกิดขึ้นก$อนการทดลอง และหลังการทดลองอาจจะไม$ได(เปนผลมาจากตัวแปรอิสระ(ตัวแปรทดลอง) ในการวิจัยเพียงอย$างเดียว แต$เปนผลมาจากการถดถอยของคะแนนด(วยส$วนหนึ่ง 8. ความแตกต&างของการวัด และการประเมิน ในการทดลองนอกจากการสร(าง หรือพัฒนาเครื่องมือวัดที่มีคุณภาพแล(ว กระบวนการในการเก็บข(อมูล เช$น การให(คะแนนโดยผู(สังเกต และทําการทดลองอาจมีความแตกต$างกันได( หรืออาจเกิดจากส$วนผสมระหว$างองคประกอบ เช$น เรื่องของประสบการณ วุฒิภาวะ หรือเครื่องมือผสมกัน ความเที่ยงตรงภายนอก ความเที่ยงตรงภายนอก คือ คุณลักษณะที่สามารถนําผลการวิจัยนั้นไปเปนตัวแทน ในการอ(างอิงไปยังประชากรได(อย$างถูกต(อง หรือสามารถนําผลการวิจัยจากกลุ$มตัวอย$างไปสรุปอ(างอิง ไปสู$ประชากรได( โดยป*จจัยที่ส$งผลต$อความเที่ยงตรงภายนอก ได(แก$ 1. ผลร&วมระหว&างการเลือกกลุ&มตัวอย&างกับตัวแปรการทดลอง กลุ$มตัวอย$าง บางกลุ$มจะสอดคล(องกับสภาพการทดลองบางอย$าง แต$กลุ$มตัวอย$างที่มีลักษณะแตกต$างไปจากกลุ$ม ตัวอย$างนั้นอาจไม$สอดคล(องกับสภาพการทดลองดังกล$าว กลุ$มตัวอย$างที่อาสาเปนกลุ$มทดลองในเรื่องใด ย$อมมีความสนใจในเรื่องนั้น อาจมีความถนัดในเรื่องนั้น จึงไม$อาจสรุปอ(างอิงผลการวิจัยไปยังกลุ$ม ที่ไม$ได(อาสาสมัครได( 2. ผลของการสอบก&อนการทดลอง การวิจัยที่มีการทดสอบก$อนการทดลอง อาจมีผลต$อการสรุปอ(างอิงผลการวิจัย เพราะการสอบก$อนการทดลองอาจเพิ่มหรือลดการตอบสนอง ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


87 ของกลุ$มตัวอย$างต$อสภาพการทดลอง เช$น อาจมีการตื่นตัวต$อป*ญหาหรือเหตุการณในการทดลอง ซึ่งถ(าไม$ได(ทําการทดสอบมาก$อนก็จะไม$สังเกตหรือสนใจ 3. ผลของการปฏิบัติดีผิดปกติเนื่องจากทราบว&าอยู&ในการทดลอง ในการวิจัย เชิงทดลองถ(าผู(ที่อยู$ในการทดลอง เช$น กลุ$มตัวอย$างและครู (กรณีทดลองวิธีสอนหรือวิธีฝNกอบรม) รู(ตัวว$ามีส$วนร$วมอยู$ในกระบวนการทดลอง อาจเกิดความตั้งใจเปนพิเศษ ผลการวิจัยจึงไม$อาจสรุป อ(างอิงไปยังสภาพที่เปนปกติได( 4. ผลที่ถ&ายทอดจากการทดลองหลายครั้ง การวิจัยที่ใช(กลุ$มตัวอย$างกลุ$มเดิม ให(สภาพการทดลองตั้งแต$สองสภาพขึ้นไป เช$น การทดลองสอน 2 วิธีกับกลุ$มตัวอย$างกลุ$มเดิม ในเนื้อหาวิชาเดียวกัน ผลของการสอนด(วยวิธีแรกอาจทําให(ผู(เรียนเกิดการเรียนรู(ขึ้น เมื่อมาทดลอง สอนด(วยวิธีที่สอง การเรียนรู(ที่ได(รับจากวิธีแรกอาจช$วยส$งเสริมให(เกิดการเรียนรู(ได(ดียิ่งขึ้นเปนพิเศษ ทําให(ผลการวัดหลังการทดลองสูงกว$าในวิธีแรก โดยที่ไม$ใช$เปนผลมาจากวิธีที่สองมีประสิทธิภาพ ดีกว$าวิธีแรกแต$อย$างใด แบบแผนการวิจัย แบบแผนการวิจัย หรือแบบแผนการทดลองในการทําวิจัยมีแบบแผนการวิจัยจํานวนมาก แต$ที่นําเสนอในที่นี้เปนแบบแผนการวิจัยที่นิยมนํามาใช(ในการวิจัยทางการศึกษา ซึ่งสามารถแบ$งออก ได(เปน 3 ประเภท ดังนี้ (มาเรียม นิลพันธุ, 2553, หน(า 156-166; ชูศรี วงศรัตนะ และองอาจ นัยพัฒน, 2551, หน(า 34-40) 1. แบบก&อนการทดลอง (pre experimental designs) เปนแบบที่ไม$มีการสุ$ม (non randomization) และไม$มีกลุ$มควบคุม ดังนั้นแบบการวิจัยนี้จึงมีกลุ$มตัวอย$างซึ่งเปนกลุ$มทดลอง กลุ$มเดียวและการได(มาซึ่งกลุ$มตัวอย$างไม$ได(มาจากการสุ$มหรือได(มาจากการสุ$มก็ได( 2. แบบแผนการทดลองแท-จริง (true experimental designs) เปนการออกแบบ การวิจัยที่มีความสมบูรณครบถ(วน คือ กลุ$มตัวอย$างมีทั้งกลุ$มทดลองและกลุ$มควบคุม และการได(มา ซึ่งกลุ$มตัวอย$างมาจากการสุ$ม 3. แบบกึ่งทดลอง (quasi experimental designs) เปนแบบการวิจัยที่ไม$มีการสุ$ม หรือมีการสุ$มก็ได( แต$มีกลุ$มควบคุม สัญลักษณที่ใช(ในการเขียนแบบการวิจัย X แทน จัดกระทํา (treatment) T1 แทน การทดสอบก$อน (pretest) T2 แทน การทดสอบหลัง (posttest) ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


88 R แทน การสุ$ม (randomization) E แทน กลุ$มทดลอง (experimental group) C แทน กลุ$มควบคุม (control group) 1. แบบก&อนการทดลอง (pre-experimental design) เปนแบบแผนการทดลอง แบบอ$อน สามารถควบคุมอิทธิพลตัวแปรได(น(อยกว$าแบบแผนการวิจัยอื่น อธิบายความสัมพันธ เชิงสาเหตุได(ยาก 1.1 แบบที่ 1 แบบการวิจัยรายกรณี (one shot case study) รูปแบบการวิจัยนี้ มีกลุ$มทดลองกลุ$มเดียว ไม$มีกลุ$มควบคุมมีการทดสอบหลังการทดลอง ทดลอง ทดสอบหลัง X T2 วิธีการ 1) เลือกกลุ$มตัวอย$าง 1 กลุ$ม หรือรายกรณีในระยะสั้น 2) ทําการทดลอง หรือมีการจัดกระทํากับกลุ$มตัวอย$าง 3) ทําการสังเกตหรือทดสอบหลังการทดลอง 4) เปรียบเทียบผลการทดสอบกับเกณฑที่กําหนดไว( จุดเด$น 1) ง$าย สะดวก เหมาะสําหรับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ หรือกรณีการวิจัย ย(อนหลังใช(เปนแบบการวิจัยเชิงบรรยายได( 2) เหมาะที่จะใช(ในการวิจัยเชิงปฏิบัติการ จุดด(อย 1) ไม$มีการควบคุมตัวแปร และไม$มีการสุ$มทําให(ไม$สามารถอ(างอิงไปสู$ กลุ$มอื่นได( 2) ไม$สามารถเปรียบเทียบอะไรได( ทั้งคะแนนก$อนและคะแนนหลัง รวมทั้งไม$สามารถเปรียบเทียบระหว$างกลุ$มทดลองกับกลุ$มควบคุมได( 1.2 แบบที่ 2 แบบการวิจัยกลุ$มเดี่ยวทดสอบก$อนและหลังการทดลอง (one group pretest-posttest design) รูปแบบการวิจัยแบบนี้มีลักษณะคล(ายแบบที่ 1 คือ การศึกษากลุ$มเดียวเช$นกันแต$มีการทดสอบ 2 ครั้ง คือ ก$อนการทดลองกับหลังการทดลอง ทดสอบก$อน ทดลอง ทดสอบหลัง T1 X T2 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


89 วิธีการ 1) เลือกกลุ$มตัวอย$างมา 1 กลุ$ม 2) ทดสอบก$อนการทดลอง 3) ทําการทดลอง หรือมีการจัดกระทํากับกลุ$มตัวอย$าง 4) ทดสอบหลังการทดลอง 5) เปรียบเทียบความแตกต$างค$าเฉลี่ยของการทดสอบก$อนการทดลอง กับหลังการทดลอง โดยใช(การทดสอบด(วยสถิติซี (Z-test) หรือที (t-test dependent) จุดเด$น 1) เปรียบเทียบการเพิ่มขึ้นอันเปนผลจากการทดลองได( 2) ควบคุมการเลือกและการขาดหายไปของกลุ$มตัวอย$างได(อย$างดี จุดด(อย 1) ไม$ค$อยแน$ใจว$าความแตกต$างของผลการทดสอบทั้ง 2 ครั้งจะเปนผล โดยตรงจากการทดลองทั้งหมด 2) มีตัวแปรที่อาจทําให(ผลการวิจัยคลาดเคลื่อนได( เช$น ประสบการณ ของกลุ$มตัวอย$าง วุฒิภาวะ การสอบก$อนการทดลองมีผลต$อการสอบครั้งหลัง การถดถอยเชิงสถิติ 3) การทดสอบก$อนการทดลองอาจมีผลกระทบต$อผลการทดสอบหลัง การทดลองได( 4) ไม$มีกลุ$มเปรียบเทียบ 1.3 แบบที่ 3 แบบอนุกรมเวลาแบบกลุ$มเดียว (one group time series design) รูปแบบการวิจัยแบบนี้มีลักษณะคล(ายแบบที่ 2 แต$จะมีการทดสอบซ้ําเปนระยะก$อนการให( ตัวแปร เรียกว$า baseline (T1 – T3 ) เมื่อให(ตัวแปรทดลองแล(ว การทดสอบหลังการทดลองก็จะเปน การทดสอบซ้ําเปนระยะ เรียกว$า intervention (T4 - T6 ) นั่นคือ มีการศึกษากลุ$มเดียวเช$นกันแต$มี การทดสอบก$อนและหลังทดลองหลายครั้ง ทดสอบก$อน ทดลอง ทดสอบหลัง T1 T2 T3 X T4 T5 T6 วิธีการ 1) เลือกกลุ$มตัวอย$างมา 1 กลุ$ม 2) ทดสอบก$อนการทดลองติดต$อกันหลายครั้ง โดยเว(นช$วงเวลาห$างกัน พอสมควร 3) ทําการทดลองโดยให(ตัวแปรทดลอง หรือมีการจัดกระทํากับ กลุ$มตัวอย$าง 4) ทดสอบหลังการทดลองติดต$อกันหลายครั้ง โดยเว(นช$วงเวลาห$างกัน พอสมควรเหมือนก$อนการทดลอง ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


90 5) เปรียบเทียบความแตกต$างระหว$างผลการทดสอบครั้งสุดท(าย ก$อนการทดลอง (T3 ) และผลการทดสอบครั้งแรกหลังการทดลอง (T4 ) ว$าแตกต$างกันหรือไม$และสังเกต ว$า แตกต$างไปจากที่เปลี่ยนแปลงจาก T1 ไป T2 , T2 ไป T3 และ T4 ไป T5 , T5 ไป T6 หรือไม$มากน(อย เพียงใด ถ(าพบว$าการเปลี่ยนแปลงจาก T3 ไป T4 มากกว$าการเปลี่ยนแปลงช$วงอื่น ก็แสดงว$า การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากการกระทําของตัวแปรทดลองหรือตัวจัดกระทํา โดยใช(สถิติซี หรือที ถ(ากลุ$มตัวอย$างมีจํานวนมากพอ หรือใช(สถิตินอนพาราเมติกซถ(ากลุ$มตัวอย$างมีจํานวนน(อยหรือไม$เปน ไปตามข(อตกลงเบื้องต(น จุดเด$น 1) เปรียบเทียบการเพิ่มขึ้นเปนระยะอย$างต$อเนื่องทําให(สามารถสังเกต พัฒนาการได( และผู(วิจัยยังสามารถศึกษาอัตราการเปลี่ยนแปลงในแต$ละช$วงเวลาได( 2) ไม$ยุ$งยาก เพราะใช(กลุ$มตัวอย$างกลุ$มเดียว จุดด(อย 1) ผลจากการทดสอบครั้งแรกอาจมีผลกระทบต$อการสอบครั้งหลัง 2) ถ(ากลุ$มตัวอย$างรู(ตัวอาจมีผลกระทบต$อผลการวิจัย 3) เสียเวลาในการติดตาม เพราะเปนการวิจัยที่ต(องเวลาในการศึกษา เปนระยะเวลานาน 4) ไม$มีกลุ$มเปรียบเทียบ 2. แบบแผนการทดลองแท-จริง (true experimental design) เปนแบบ แผนการทดลองที่ใช(การสุ$มเข(ากลุ$มแบบสมบูรณ ควบคุมความเที่ยงตรงภายในได(ค$อนข(างมาก หรือทั้งหมดและสามารถอธิบายความสัมพันธเชิงสาเหตุของตัวแปรได(ดี 2.1 แบบที่ 4 แบบวิจัยที่มีการสุ$ม มีกลุ$มควบคุมทดสอบก$อนและหลังการทดลอง (randomized control group pretest-posttest design) แบบการวิจัยนี้มีการศึกษาอย$างน(อย 2 กลุ$ม มีกลุ$มควบคุมและมีการสุ$มเข(ากลุ$มสมบูรณและมีการทดสอบก$อนและหลังทุกกลุ$ม กลุ$ม ทดสอบก$อน ทดลอง ทดสอบหลัง RE T1E X T2E RC T1C ~ T2C วิธีการ 1) เลือกกลุ$มตัวอย$างมาจากประชากรแบบสุ$ม 2) จัดกลุ$มตัวอย$างเปนกลุ$มทดลองและควบคุมโดยการสุ$ม 3) ทดสอบก$อนการทดลองทุกกลุ$ม ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


91 4) ควบคุมตัวแปรโดยการจัดสภาพการณทุกอย$างให(เหมือนกันทุกกลุ$ม ยกเว(นตัวแปรในการทดลองให(จัดกระทํากับกลุ$มทดลองเท$านั้น 5) ทดสอบหลังการทดลองทุกกลุ$ม 6) เปรียบเทียบการทดสอบก$อนกับหลังของทุกกลุ$ม (ทั้งภายในกลุ$ม และระหว$างกลุ$ม) ในกรณีที่เปนการเปรียบเทียบระหว$าง 2 กลุ$มให(ใช(สถิติซี หรือที โดยในกรณีที่เปน การเปรียบเทียบค$าเฉลี่ยของผลการทดสอบก$อนและหลังการทดลองภายในกลุ$มเดียวกันใช(สถิติที (t-test dependent) และในกรณีที่เปนการเปรียบเทียบค$าเฉลี่ยผลการทดสอบก$อนและหลังการทดลอง ระหว$างกลุ$มใช(สถิติที (t-test independent) ในกรณีที่เปนการเปรียบเทียบที่มากกว$า 2 กลุ$ม ให(ใช( การวิเคราะหความแปรปรวน จุดเด$น 1) มีการสุ$มทําให(สามารถควบคุมความเที่ยงตรงภายในได(ค$อนข(างมาก 2) สามารถอธิบายความสัมพันธเชิงสาเหตุได(ดี จุดด(อย 1) ในทางปฏิบัติการสุ$มตัวอย$างเข(ากลุ$มสมบูรณนั้นเปนไปได(ยาก 2) ควบคุมความเที่ยงตรงภายนอกได(ยาก เนื่องจากป*จจัยหลายประการ ดังนี้ 2.1) ผลร$วมกันของการสอบครั้งแรกกับการจัดกระทํา 2.2) ผลร$วมกันของการเลือกตัวอย$างกับการจัดกระทํา 2.3) ผลร$วมกันของประสบการณของกลุ$มตัวอย$างกับการจัดกระทํา 2.4) การที่กลุ$มทดลองรู(ตัวจะทําให(มีผลต$อตัวแปรตาม 2.5) การที่กลุ$มตัวอย$างมีแรงจูงใจหรือมีความเชื่อมั่น ทําให(มีผลต$อ ตัวแปรตาม 2.2 แบบที่ 5 แบบวิจัยที่มีกลุ$มควบคุมทดสอบหลังการทดลองเท$านั้น (randomized control group posttest only design) เปนแบบแผนการวิจัยที่มีลักษณะคล(ายกับแบบที่ 4 ต$างกัน ตรงที่แบบที่ 5 ไม$มีการทดสอบก$อนการทดลอง ส$วนกลุ$มควบคุม อาจไม$ได(รับการจัดกระทําหรือ ได(รับการจัดกระทําแบบที่ใช(กันทั่วไป เช$น วิธีสอนแบบปกติ หรือได(รับการจัดกระทําอีกวิธีหนึ่ง ที่แตกต$างจากกลุ$มทดลอง (ในกรณีนี้จะเรียกว$า กลุ$มทดลองที่ 1 และกลุ$มทดลองที่ 2) กลุ$ม ทดสอบก$อน ทดลอง ทดสอบหลัง RE X T2E RC ~ T2C ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


92 วิธีการ 1) สุ$มตัวอย$างจากประชากร 2) แบ$งกลุ$มตัวอย$างเปนกลุ$มทดลองและกลุ$มควบคุมโดยการสุ$ม 3) จัดกระทําการทดลองกับกลุ$มทดลอง 4) ทดสอบหลังการทดลองกับ 2 กลุ$ม 5) เปรียบเทียบความแตกต$างหลังการทดลองของทั้ง 2 กลุ$ม ในกรณีที่เปน การเปรียบเทียบระหว$าง 2 กลุ$มให(ใช(สถิติซี หรือที (t-test independent) ในกรณีที่เปนการเปรียบเทียบ ที่มากกว$า 2 กลุ$ม ให(ใช(การวิเคราะหความแปรปรวน จุดเด$น 1) ง$ายและประหยัดเพราะไม$ต(องสอบก$อนการทดลอง 2) ควบคุมผลร$วมกันของการสอบก$อนการทดลองกับการจัดกระทําได( 3) การสุ$มตัวอย$างทําให(มีความเที่ยงตรงภายในสูง 4) ไม$มีการสอบก$อน ทําให(ไม$เกิดป*ญหาด(านทักษะการทําข(อสอบ จุดด(อย 1) ไม$สามารถศึกษาเปรียบเทียบเชิงพัฒนาการได( 2) มีการควบคุมตัวแปรที่มีผลต$อความเที่ยงตรงภายใน เช$น ประสบการณ วุฒิภาวะ และการสอบก$อนการทดลอง โดยการสุ$มแต$ไม$มีการวัดอิทธิพลของสิ่งเหล$านี้เลย 2.3 แบบที่ 6 การทดลองแบบสี่กลุ$มที่ได(จากการสุ$มของโซโลมอน (randomized solomon four-group design) เปนแบบแผนการทดลองที่สามารถแก(ไขข(อจํากัดในเรื่องของความ เที่ยงตรงภายนอกได(เปนอย$างดี โดยการเพิ่มกลุ$มควบคุมแต$ไม$ให(ตัวแปรทดลองหรือตัวจัดกระทํา กับกลุ$มควบคุมที่เพิ่มเข(ามา กลุ$ม ทดสอบก$อน ทดลอง ทดสอบหลัง (R) 1 T1 X T2 (R) 2 T1 ~ T2 (R) 3 ~ X T2 (R) 4 ~ ~ T2 วิธีการ 1) เลือกกลุ$มตัวอย$างจากประชากรด(วยวิธีการสุ$ม 2) แบ$งกลุ$มตัวอย$างออกเปน 4 กลุ$มแบบสุ$ม 3) เลือกการทดลองที่มี 4 สถานการณให(กับกลุ$มตัวอย$างทั้ง 4 กลุ$ม ด(วยวิธีการสุ$ม ดังนี้ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


93 3.1) กลุ$มที่ได(รับการสุ$มเลือกให(ทดลองวิธีที่ 1 จะได(รับการทดสอบ ก$อนการทดลอง ได(รับตัวแปรทดลองหรือตัวจัดกระทํา และได(รับการทดสอบหลังการทดลอง (กลุ$มที่ 1) 3.2) กลุ$มที่ได(รับการสุ$มเลือกให(ทดลองวิธีที่ 2 จะได(รับการทดสอบก$อน การทดลองและได(รับการทดสอบหลังการทดลอง แต$ไม$ได(รับตัวแปรทดลองหรือตัวจัดกระทํา (กลุ$มที่ 2) 3.3) กลุ$มที่ได(รับการสุ$มเลือกให(ทดลองวิธีที่ 3 ไม$ได(รับการทดสอบ ก$อนการทดลอง แต$ได(รับตัวแปรทดลองหรือตัวจัดกระทําและได(รับการทดสอบหลังการทดลอง (กลุ$มที่ 3) 3.4) กลุ$มที่ได(รับการสุ$มเลือกให(ทดลองวิธีที่ 4 ไม$ได(รับการทดสอบ ก$อนการทดลอง ไม$ได(รับตัวแปรทดลองหรือตัวจัดกระทํา แต$ได(รับการทดสอบหลังการทดลอง (กลุ$มที่ 4) 4) ดําเนินการทดลองตามสถานการณที่กําหนดในขั้นที่ 3 คือ 4.1) กลุ$มที่ 1 และกลุ$มที่ 2 ได(รับการทดสอบก$อนการทดลอง พร(อมกันด(วยเครื่องมือชุดเดียวกัน 4.2) กลุ$มที่ 1 และกลุ$มที่ 3 ได(รับการทดลองเหมือนกันและ ดําเนินการทดลองพร(อมกัน 4.3) หลังจากที่ทําการทดลองกลุ$มที่ 1 และกลุ$มที่ 3 เสร็จสิ้น ดําเนินการวัดทั้ง 4 กลุ$มพร(อมกัน ด(วยเครื่องมือชุดเดียวกันกับที่ใช(วัดกลุ$มที่ 1 และกลุ$มที่ 3 ในช$วงก$อน การทดลอง 5) เปรียบเทียบผลการทดลองทั้ง 4 กลุ$ม ด(วยการวิเคราะหความแปรปรวน พหุคูณ (Two way factorial ANOVA) จุดเด$น 1) ผลจากการสุ$มสมบูรณทําให(มั่นใจได(ว$ากลุ$มตัวอย$างทั้ง 4 กลุ$มมีความ เท$าเทียมกัน 2) ประสบการณหรือประวัติ วุฒิภาวะและการถดถอยทางสถิติจะถูก ควบคุมโดยสองกลุ$มแรก 3) สามารถควบคุมปฏิสัมพันธร$วมของตัวแปรทดลองกับผลของการ สอบก$อนการทดลองได( 4) เปนแบบแผนการทดลองที่สามารถควบคุมแหล$งที่ทําให(ขาดความ เที่ยงตรงภายในได(ดี จุดด(อย ในทางปฏิบัติจะหากลุ$มตัวอย$างที่มีความเท$าเทียมกันทั้ง 4 กลุ$มได(นั้น เปนไปได(ยาก 3. แบบกึ่งทดลอง (quasi experimental design) เปนแบบแผนการทดลองที่ไม$ สมบูรณ ไม$มีการสุ$มหรืออาจมีการสุ$มแต$เปนการสุ$มแบบไม$สมบูรณ แต$การออกแบบการวิจัยจะมีทั้ง กลุ$มทดลองและกลุ$มควบคุม ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


94 3.1 แบบที่ 7 แบบวิจัยที่ไม$มีการสุ$ม มีกลุ$มควบคุมทดสอบก$อนและหลังการทดลอง (non-randomized control group pretest-posttest design) การวิจัยแบบนี้ มีการศึกษาอย$างน(อย 2 กลุ$ม มีกลุ$มควบคุม แต$ไม$มีการเลือกและการจัดกลุ$มตัวอย$างแบบสุ$ม กลุ$ม ทดสอบก$อน ทดลอง ทดสอบหลัง E T1E X T2E C T1C ~ T2C วิธีการ 1) เลือกกลุ$มตัวอย$างแต$ละกลุ$ม 2) ทดสอบก$อนการทดลองทุกกลุ$ม 3) ทําการทดลองกับกลุ$มทดลองเท$านั้น นอกนั้นควบคุมสภาพการณ ให(เท$ากันหมด 4) ทดสอบหลังการทดลองทุกกลุ$ม 5) เปรียบเทียบการทดสอบก$อนกับหลังของทุกกลุ$ม (ทั้งภายในกลุ$ม และระหว$างกลุ$ม) ใช(สถิติในการวิเคราะหข(อมูลชนิดเดียวกันกับแบบที่ 4 (ถ(าไม$ขัดกับข(อตกลงเบื้องต(น) และนอนพาราเมตริกซ จุดเด$น สามารถปฏิบัติได(ในกรณีที่มีกลุ$มตัวอย$างอยู$แล(วโดยไม$มีผลกระทบ กับระบบเดิม จุดด(อย 1) อาจมีผลร$วมกันของการเลือกกลุ$มตัวอย$างกับวุฒิภาวะและประสบการณ ของกลุ$มตัวอย$าง 2) อาจมีผลจากการถดถอยเชิงสถิติ 3.2 แบบที่ 8 แบบวิจัยที่ไม$มีการสุ$ม มีกลุ$มควบคุมทดสอบหลังการทดลอง เท$านั้น (non-randomized control group posttest only design) การวิจัยแบบนี้มีการศึกษา อย$างน(อย 2 กลุ$ม แต$ไม$มีการเลือกและการจัดกลุ$มตัวอย$างแบบสุ$ม กลุ$ม ทดสอบก$อน ทดลอง ทดสอบหลัง E ~ X T2E C ~ ~ T2C ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


95 วิธีการ 1) เลือกกลุ$มตัวอย$างมา 2 กลุ$ม ให(กลุ$มแรกเปนกลุ$มทดลองและกลุ$มหลัง เปนกลุ$มควบคุม 2) จัดกระทําการทดลองกับกลุ$มทดลอง 3) จัดสภาพการณอื่นให(เหมือนกับกลุ$มทดลอง ยกเว(นการทดลองที่จัด กระทํากับกลุ$มทดลอง 4) ทดสอบหลังการทดลองกับทั้งสองกลุ$ม 5) เปรียบเทียบความแตกต$างหลังการทดลองของทั้ง 2 กลุ$ม โดยใช( สถิติที (t-test independent) จุดเด$น 1) ไม$ต(องทําการสุ$มและไม$ต(องสอบก$อนการทดลองทําให(ง$ายและประหยัด 2) ควบคุมผลร$วมกันของการสอบก$อนทดลองกับการจัดกระทําได( 3) ไม$มีการสอบก$อนการทดลองทําให(ไม$เกิดป*ญหาด(านทักษะในการทํา ข(อสอบ จุดด(อย 1) มีป*ญหาในเรื่องของความรู(พื้นฐานของผู(เรียน เนื่องจากไม$มีการ สอบก$อนจึงไม$ทราบว$าผู(เรียนมีความรู(พื้นฐานแตกต$างกันหรือไม$ 2) ไม$สามารถเปรียบเทียบพัฒนาการของผู(เรียนได( เนื่องจากมีการสอบ ภายหลังการทดลองในแต$ละกลุ$มพียงครั้งเดียว 3.3 แบบที่ 9 แบบอนุกรมเวลาแบบมีกลุ$มควบคุม (control group time series design) รูปแบบการวิจัยแบบนี้มีลักษณะคล(ายแบบที่ 3 และ แบบที่ 7 เพียงแต$มีการศึกษา กลุ$มควบคุมด(วย กลุ$มตัวอย$าง ทดสอบก$อน ทดลอง ทดสอบหลัง E T1 T2 T3 X T4 T5 T6 C T1 T2 T3 ~X T4 T5 T6 วิธีการ 1) เลือกกลุ$มตัวอย$างมา 2 กลุ$ม โดยให(กลุ$มหนึ่งเปนทดลอง (E) และ อีกกลุ$มหนึ่งเปนกลุ$มควบคุม (C) 2) ทดสอบก$อนการทดลองทั้ง 2 กลุ$ม ติดต$อกันหลายครั้ง โดยเว(น ช$วงเวลาห$างกันพอสมควร ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


96 3) ทําการทดลองโดยให(ตัวแปรทดลองหรือมีการจัดกระทํากับกลุ$ม ทดลอง ส$วนกลุ$มควบคุมให(ดําเนินการสอนตามปกติ อาจใช(วิธีสอน หรือนวัตกรรมอื่นที่แตกต$างกัน ออกไป (ในกรณีที่ต(องการเปรียบเทียบวิธีสอน/นวัตกรรม) 4) ทดสอบหลังการทดลองหลายครั้ง โดยเว(นช$วงเวลาห$างกันพอสมควร เหมือนก$อนการทดลอง 5) เปรียบเทียบความแตกต$างระหว$างผลการทดสอบครั้งสุดท(าย ก$อนการทดลอง (T3 ) และผลการทดสอบครั้งแรกหลังการทดลอง (T4 ) ของทั้ง 2 กลุ$มว$าแตกต$างจาก การเปลี่ยนแปลงของช$วงอื่นหรือไม$ แล(วทําการเปรียบเทียบความแตกต$างจาก T3 ไป T4 ระหว$าง กลุ$มทดลองกับกลุ$มควบคุม จุดเด$น 1) สามารถควบคุมประวัติของกลุ$มตัวอย$าง วุฒิภาวะ การทดสอบ ก$อนการทดลองเครื่องมือวัด การถดถอยทางสถิติ การขาดหายไปของกลุ$มตัวอย$าง 2) เห็นพัฒนาการเปลี่ยนแปลงอย$างชัดเจน เห็นอัตราการเปลี่ยน และมีกลุ$มควบคุม จุดด(อย ไม$สามารถควบคุมปฏิกิริยาร$วมระหว$างการคัดเลือกกลุ$มตัวอย$าง กับตัวแปรทดลองได( เกณฑการพิจารณาแบบแผนการวิจัย ในการออกแบบการวิจัยทางการศึกษาเปนอีกขั้นตอนหนึ่งที่มีความสําคัญและผู(วิจัย ควรกระทําด(วยความระมัดระวัง ซึ่งในการออกแบบการวิจัยมีเกณฑในการพิจารณาเลือกแบบแผน การวิจัยที่สําคัญ ดังนี้ 1. แบบแผนการวิจัยที่เลือกใช(นั้นสามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ(อนและตัวแปรเกินได( หรือไม$ มากน(อยเพียงใด 2. แบบแผนการวิจัยที่เลือกใช(นั้นต(องทําให(มีความเที่ยงตรงภายในและความเที่ยงตรง ภายนอกให(มากที่สุด 3. แบบแผนการวิจัยที่เลือกใช(นั้นสามารถลดความคลาดเคลื่อนจากการวัดและการสุ$ม ให(น(อยที่สุดหรือไม$มีเลย 4. แบบแผนการวิจัยที่เลือกใช(นั้นสามารถทําให(ความแปรปรวนที่เกิดขึ้นใน ตัวแปรตาม เปนผลอันเนื่องมาจากตัวแปรต(นหรือตัวจัดกระทําให(มากที่สุด ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


97 จากเกณฑการพิจารณาแบบแผนการวิจัยดังกล$าว สรุปได(ว$า ในการเลือกแบบแผน การวิจัยที่เหมาะสมนั้นต(องคํานึงถึงการควบคุมตัวแปร ความเที่ยงตรงภายในและความเที่ยงตรง ภายนอก ความคลาดเคลื่อนจากการวัดและการสุ$มและความแปรปรวน บทสรุป การกําหนดวัตถุประสงคการวิจัยเปนการกําหนดสิ่งที่มุ$งหวังที่ต(องการศึกษา หรือพิสูจน เพื่อให(ได(มาซึ่งคําตอบ โดยวัตถุประสงคการวิจัยมีทั้งแบบบรรยาย หาความสัมพันธและเปรียบเทียบ การตั้งวัตถุประสงคของการวิจัย ต(องคํานึงถึงความสอดคล(องกับป*ญหาการวิจัยและวิธีดําเนินการวิจัยด(วย สมมติฐาน หมายถึง ข(อความที่คาดคะเนคําตอบของป*ญหาล$วงหน(า ก$อนที่จะมีการศึกษาค(นคว(าโดยใช( วิธีการที่เชื่อถือได( และสมมติฐานมีประโยชนหลายประการได(แก$ ชี้แนะแนวทางในการอธิบายป*ญหา การวิจัย กําหนดข(อความแสดงความสัมพันธระหว$างตัวแปรที่ทดสอบได(ในการวิจัย กําหนดทิศทาง ของการวิจัย และกําหนดกรอบในการรายงานข(อค(นพบ การตั้งสมมติฐานได(สอดคล(องกับ วัตถุประสงค และป*ญหาของการวิจัย ยังจะทําให(ผู(วิจัยมองเห็นป*ญหาของการวิจัย และความสัมพันธ ของตัวแปรได(ชัดเจนด(วย สมมติฐานที่ดีต(องสอดคล(องกับวัตถุประสงคของการวิจัย ต(องสมเหตุสมผล ตามทฤษฎี และความรู(พื้นฐานและควรมีอํานาจในการพยากรณสูง แบบแผนการวิจัย หมายถึง แผนโครงสร(างการวิจัยที่ทําให(การวิจัยประสบความสําเร็จตามวัตถุประสงคที่ตั้งไว( โดยการออกแบบ การวิจัย ผู(วิจัยต(องคํานึงถึงหลักของ max min con รวมถึงความเที่ยงตรงภายในและความเที่ยงตรง ภายนอก การควบคุมความเที่ยงตรงภายในนั้นผู(วิจัยต(องขจัดป*จจัยบางประการที่ส$งผลต$อ ความเที่ยงตรงภายในให(ได(มากที่สุด ส$วนความเที่ยงตรงภายนอกนั้น ผู(วิจัยต(องใช(กลุ$มตัวอย$างที่เปน ตัวแทนที่ดีของประชากรและมีจํานวนเพียงพอต$อการวิจัย โดยแบบแผนการวิจัยหรือแบบแผน การทดลองในการทําวิจัยสามารถแบ$งออกได(เปน 3 ประเภท คือ แบบก$อนการทดลอง แบบการทดลอง แท(จริงและแบบกึ่งทดลอง การกําหนดวัตถุประสงคการวิจัย สมมติฐานและแบบแผนการวิจัยต(องมีความสอดคล(องกัน การกําหนดสิ่งเหล$านี้จะเปนผลมาจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข(องอย$างรัดกุม ในขณะเดียวกันการกําหนดวัตถุประสงคการวิจัยจะต(องสอดคล(องกันกับป*ญหาการวิจัยและสอดคล(อง กับชื่อเรื่องวิจัย วัตถุประสงคการวิจัยจะเปนสิ่งกําหนดการออกแบบการวิจัยว$าจะต(องมีแบบแผน การวิจัยอย$างไร เพื่อผลการวิจัยจะสามารถตอบป*ญหาหรือค(นหาคําตอบที่ผู(วิจัยต(องการทราบได( นักวิจัยจึงควรให(ความสําคัญต$อการตั้งวัตถุประสงค การกําหนดสมมติฐานและการกําหนดแบบแผน การวิจัยให(ถูกต(องและสอดคล(องกับป*ญหาที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให(ผลการวิจัยนั้นมีความเที่ยงตรง ทั้งภายในและภายนอกเพื่อประโยชนต$อการนําผลการวิจัยไปใช(ต$อไป ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


98 คําถามทบทวน คําชี้แจง จงตอบคําถามหรือปฏิบัติกิจกรรมทุกข(อต$อไปนี้ 1. วัตถุประสงคการวิจัยหมายถึงอะไร มีความสําคัญต$อการวิจัยอย$างไร 2. วัตถุประสงคการวิจัยมีกี่ประเภท แต$ละประเภทแตกต$างกันอย$างไร 3. สมมติฐานการวิจัยมีความสําคัญต$อการวิจัยอย$างไรและแตกต$างจากวัตถุประสงคการวิจัยอย$างไร 4. สมมติฐานมีกี่ประเภท อะไรบ(าง แต$ละประเภทแตกต$างกันอย$างไร 5. การวิจัยเรื่องหนึ่งมีวัตถุประสงคการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก(ป*ญหาทางคณิตศาสตร ก$อนและหลังการเรียนรู(โดยใช(ป*ญหาเปนฐาน ควรตั้งสมมติฐานและกําหนดแบบแผนการวิจัยอย$างไร 6. การออกแบบการวิจัยมีจุดมุ$งหมายอะไร 7. max min con หมายถึงอะไร มีความสําคัญต$อการวิจัยอย$างไร 8. ความเที่ยงตรงภายในและความเที่ยงตรงภายนอกหมายถึงอะไร แตกต$างกันอย$างไร มีความสําคัญ ต$อการวิจัยอย$างไร 9. แบบแผนการวิจัยมีกี่ประเภท อะไรบ(าง 10. ให(ท$านศึกษาประเด็นป*ญหาวิจัยที่สนใจ 1 ป*ญหาและตั้งชื่อเรื่องการวิจัย วัตถุประสงคการวิจัย สมมติฐานการวิจัยและออกแบบการวิจัยที่เหมาะสม ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


Click to View FlipBook Version