251 ข้อมูลชุดที่ 2 ค่าสัมประสิทธิ์ของการกระจาย 42100 .86 10 4 10 4 = + − = ดังนั้น ข้อมูลชุดที่ 1 มีค่าการกระจาย มากกว่าข้อมูลชุดที่ 2 การเปรียบเทียบการกระจายด้วยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลชุดที่ 1 ค่าสัมประสิทธิ์ของการกระจาย 100 55 .520 .286 100 .. == = X DS ข้อมูลชุดที่ 2 ค่าสัมประสิทธิ์ของการกระจาย 36100 .52 .660 .241 == ดังนั้น ข้อมูลชุดที่ 1 มีค่าการกระจาย มากกว่าข้อมูลชุดที่ 2 จากการศึกษารายงานการวิจัยทางการศึกษา พบว่า การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางที่นิยม ใช้คือ ค่าเฉลี่ย การวัดการกระจายที่นิยมใช้คือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความแปรปรวน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ การวิเคราะห์หรือการวัดสหสัมพันธ์เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร หรือ คุณลักษณะของตัวแปรตั้งแต่สองตัวแปรขึ้นไป ว่ามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันหรือไม่มากน้อยเพียงใด ผู้วิจัยต้องใช้เครื่องมือวัดคุณลักษณะทั้ง 2 ชนิดออกมาเป็นข้อมูลตัวเลขเชิงปริมาณ ซึ่งความสัมพันธ์ ของคุณลักษณะ 2 ลักษณะ มีดังนี้ ความสัมพันธ์แบบผกผันกันหรือตรงข้ามกัน คือ มีค่าสัมประสิทธิ์เป็นลบ ถ้าตัวแปร X เพิ่มขึ้น ตัวแปร Y ก็จะลดลง เมื่อน ามาค านวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์จะมีค่าเท่ากับ -1.00 ความสัมพันธ์แบบคล้อยตามกันหรือทิศทางเดียวกัน คือ มีค่าสัมประสิทธิ์เป็นบวกถ้าตัวแปร X เพิ่มขึ้น ตัวแปร Y ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย เมื่อน ามาค านวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์จะมีค่าเท่ากับ +1.00 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
252 จากความสัมพันธ์ของตัวแปรดังกล่าวข้างต้น จึงท าให้สัมประสิทธิ์ความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรมีค่าตั้งแต่ -1.00 ถึง 1.00แต่ในบางกรณีพบว่าตัวแปรไม่มีความสัมพันธ์กันท าให้ค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์มีค่าเป็น 0 (ศูนย์) ดังนั้นเมื่อน ามาเขียนแผนภาพแสดงความสัมพันธ์ พบว่า ข้อมูลจะมีการ กระจายในลักษณะเป็นเส้นตรง แต่ในบางกรณีที่ตัวแปรมีความสัมพันธ์กันอย่างไม่สมบูรณ์ทั้งทางบวก และทางลบ พบว่า การกระจายของข้อมูลจะเป็นแบบไม่เป็นเส้นตรง โดยเกณฑ์ในการพิจารณา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์มีดังนี้ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์0.10-0.30 มีความสัมพันธ์ ระดับต ่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ 0.40-0.60 มีความสัมพันธ์ ระดับปานกลาง ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์0.70-1.00 มีความสัมพันธ์ ระดับสูง วิธีการค านวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์มีด้วยกันหลายวิธีแต่จะน าเสนอใน 2 วิธี คือ การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพีร์ยสัน และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์อันดับที่ ของ สเปียร์แมนหรือที่เรียกว่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมนแรงค์ 1. การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพีร์ยสัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่าย ของเพีร์ยสัน เป็นการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของตัวแปร หรือข้อมูลสองชุด เมื่อตัวแปร ทั้งสองชุดนั้นเป็นตัวแปรต่อเนื่อง หรือเป็นข้อมูลชนิดอันตรภาคหรืออัตราส่วน เช่น ความสัมพันธ์ ระหว่างความคิดสร้างสรรค์กับความเชื่อมั่นในตนเองของนักศึกษา 30 คน ข้อตกลงเบื้องต้น 1. ตัวแปรทั้งสองที่น ามาวิเคราะห์ต้องเป็นตัวแปรต่อเนื่อง 2. ข้อมูลแต่ละชุดต้องเป็นอิสระต่อกัน 3. ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสองเป็นแบบเส้นตรง สูตรที่ใช้ในการค านวณ ( )( ) ( ) ( ) 2 2 2 2 YYNXXN N XY YX r XY −− − = เมื่อ XY r คือ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร X กับ Y N คือ จ านวนผู้สอบทั้งหมด X คือ ผลรวมของคะแนน X Y คือ ผลรวมของคะแนน Y XY คือ ผลรวมของผลคูณของคะแนน X และ Y ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
253 2 X คือ ผลรวมของคะแนน X แต่ละตัวที่ยกก าลังสอง 2 Y คือ ผลรวมของคะแนน Y แต่ละตัวที่ยกก าลังสอง ตัวอย่างที่ 9.15 จงหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (X) กับทักษะการวิเคราะห์(Y) ของนักเรียน 20 คน (5 คะแนน) คนที่ X Y 2 X 2 Y XY 1 4 5 16 25 20 2 4 5 16 25 20 3 3 2 9 4 6 4 3 3 9 9 9 5 5 5 25 25 25 6 3 3 9 9 9 7 5 5 25 25 25 8 4 4 16 16 16 9 3 4 9 16 12 10 3 4 9 16 12 11 4 5 16 25 20 12 5 5 25 25 25 13 3 3 9 9 9 14 4 4 16 16 16 15 4 5 16 25 20 16 3 2 9 4 6 17 3 2 9 4 6 18 4 3 16 9 12 19 4 4 16 16 16 20 4 4 16 16 16 รวม 75 77 291 319 300 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
254 วิธีท า ( ) ( ) ( ) 76.0 55.296 225 195[ ][ ]451 225 625,5820,5[ ][ ]929,5380,6 775,5000,6 77)319(2075)291(20 )77(75)300(20 2 2 = = = − − − = − − − = XY XY XY XY XY r r r r r ดังนั้น ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.76 สรุปได้ว่า ตัวแปร X กับ Y มีความ สัมพันธ์กันทางบวกในระดับปานกลาง 2. การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อันดับที่ของสเปียร์แมน (Spearman’s Rank Correlation) การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อันดับที่ของสเปียร์แมน เป็นการหา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อันดับโดยคาร์ล สเปียร์แมน (Carl Spearman) ซึ่งใช้แนวคิดของสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพีร์ยสัน การหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยวิธีนี้ข้อมูลที่วัดได้จะต้องอยู่ใน มาตราเรียงอันดับ NN D − −= 3 2 6 1 เมื่อ แทน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อันดับที่ของสเปียร์แมน D แทน ผลต่างระหว่างอันดับของข้อมูลแต่ละชุด N แทน จ านวนคู่ของข้อมูล ตัวอย่างที่ 9.16 ผลการสอบในวิชาศิลปะระหว่างความรู้ ( X ) เกี่ยวกับการวาดภาพ กับการปฏิบัติการวาดภาพ ( Y ) และจงหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างความรู้กับความสามารถ ในการวาดภาพของนักเรียน 20 คน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
255 วิธีท า .098 .01 02 ,7 980 192 1 2020 (6 32) 1 3 = −= −= − −= คนที่ คะแนน (40) อันดับ ( X ) คะแนน (40) อันดับ ( Y ) D 2 D 1 30 10 28 12 -2 4 2 27 12 29 11 1 1 3 35 5 36 4 1 1 4 34 6 33 7 -1 1 5 25 14 25 14 0 0 6 26 13 27 13 0 0 7 24 15 23 16 -1 1 8 23 16 24 15 1 1 9 21 17 20 19 -2 4 10 38 2 39 2 0 0 11 29 11 30 10 1 1 12 19 19 21 18 1 1 13 18 20 22 17 3 9 14 33 7 34 6 1 1 15 32 8 31 9 -1 1 16 31 9 32 8 1 1 17 39 1 40 1 0 0 18 36 4 35 5 -1 1 19 37 3 37 3 0 0 20 20 18 19 20 -2 4 รวม 0 32 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
256 ดังนั้น ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.98 สรุปได้ว่าความรู้เกี่ยวกับการวาดภาพ กับการปฏิบัติการวาดภาพมีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูง สถิติอ้างอิง หรือสถิติอนุมาน สถิติอ้างอิง หรือสถิติอนุมาน ใช้ส าหรับการวิเคราะห์ค่าจากกลุ่มตัวอย่าง แล้วน าผลที่ได้ สรุปอ้างอิงไปยังคุณลักษณะของประชากร โดยอาศัยหลักความน่าจะเป็น สถิติอ้างอิงจึงเป็นวิธีที่ใช้ ส าหรับการทดสอบสมมติฐานในงานวิจัย ส าหรับเอกสารชุดนี้ จะน าเสนอวิธีการใช้สถิติเพื่อการ ทดสอบสมมติฐานในเบื้องต้น ได้แก่ การทดสอบเกี่ยวกับค่าเฉลี่ย การวิเคราะห์ความแปรปรวน การทดสอบเกี่ยวกับจ านวน หรือความถี่ การทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร การวิเคราะห์ การถดถอย เพื่อให้เห็นแนวปฏิบัติที่ชัดเจน และน าไปสู่การศึกษาเพิ่มเติมในต าราสถิติต่อไป สถิติ อ้างอิงแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ (วาโร เพ็งสวัสดิ์, 2551, หน้า 320) 1. สถิติพาราเมตริก เป็นสถิติที่ค านึงถึงการแจกแจงของประชากรที่กลุ่มตัวอย่างถูกสุ่มมา ซึ่งจะต้องมีการแจกแจงแบบปกติ และมักจะต้องใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่ได้มาจากการสุ่มที่มีขนาดใหญ่ และข้อมูลที่น ามาศึกษาต้องมีการวัดอยู่ในมาตราอันตรภาค หรืออัตราส่วน 2. สถิตินอนพาราเมตริก เป็นสถิติที่ไม่ค านึงถึงการแจกแจงของประชากรว่าเป็นแบบใด ซึ่งเหมาะส าหรับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก และข้อมูลที่น ามาศึกษาส่วนใหญ่มีการวัดอยู่ในมาตรา นามบัญญัติ หรือเรียงอันดับ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการทดสอบสมมติฐาน การทดสอบสมมติฐาน หมายถึง วิธีการทางสถิติที่ใช้อ้างอิงข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างไป สู่ประชาการ โดยค่าที่ได้จากการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างเรียกว่าค่าสถิติการสรุปอ้างอิงไปสู่ คุณลักษณะของประชากร เรียกว่า ค่าพารามิเตอร์ และโดยการสรุปอ้างอิงนั้นต้องอาศัยวิธีทางสถิติ ที่เรียกว่าการทดสอบสมมติฐาน ในการทดสอบสมมติฐานสามารถทดสอบได้ใน 2 ลักษณะคือการทดสอบ แบบหางเดียว หรือแบบมีทิศทาง และการทดสอบแบบสองหาง หรือแบบไม่มีทิศทาง การทดสอบสมมติฐานแบบหางเดียว (แบบมีทิศทาง) เป็นการทดสอบสมมติฐาน ที่ก าหนดของเขตการปฏิเสธ H0 ไว้ที่ปลายโค้งข้างใดข้างหนึ่งอาจเป็นข้างซ้ายหรือขวาก็ได้ ดังภาพที่ 9.1 และก าหนดระดับนัยส าคัญทางสถิติไว้ที่ปลายโค้งข้างนั้น เช่น ในการทดสอบแบบหางเดียว ผู้วิจัย ก าหนดนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การทดสอบสมมติฐานแบบสองหาง (แบบไม่มีทิศทาง) เป็นการทดสอบสมมติฐาน ที่ก าหนดของเขตการปฏิเสธ H0 ไว้ที่ปลายโค้งทั้งสองข้าง ดังภาพที่ 9.1 โดยแบ่งขอบเขตการปฏิเสธ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
257 H0 ออกเป็น 2 ส่วน แต่ละส่วนจะมีค่าเท่ากับนัยส าคัญทางสถิติหารด้วย 2 เช่น ถ้าผู้วิจัยตั้งระดับ นัยส าคัญทางสถิติไว้ที่ .05 ในการทดสอบแบบสองหาง ผู้วิจัยจะน า .05/2=.025 การการทดสอบสมมติฐานสรุปเป็นขั้นตอน ได้ดังนี้ ขั้นที่ 1 ตั้งสมมติฐานทางสถิติต้องตั้งให้สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัย ดังนี้ สมมติฐานการวิจัย : นักศึกษาหญิงกับนักศึกษาชายมีเจตคติต่อวิชาชีพครูต่างกัน สมมติฐานทางสถิติ : 211 210 : : = H H สมมติฐานการวิจัย : นักศึกษาชายมีเจตคติต่อวิชาชีพครูดีกว่านักศึกษาหญิง สมมติฐานทางสถิติ: 211 210 : : = H H สมมติฐานการวิจัย : จ านวนเด็กที่เลือกรับประทานอาหารแต่ละแบบแตกต่างกัน สมมติฐานทางสถิติ: EOH EOH = : : 1 0 ( O หมายถึง จ านวนที่สังเกตได้ E หมายถึง จ านวนที่คาดหวังว่าเท่ากัน) สมมติฐานการวิจัย : นักเรียนที่เรียนด้วยวิธีก. มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีข. สมมติฐานทางสถิติ: 211 210 : : = H H หรือ สมมติฐานการวิจัย : นักเรียนที่เรียนด้วยวิธีก. มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต ่ากว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีข. สมมติฐานทางสถิติ : 211 210 : : = H H ขั้นที่ 2 ก าหนดระดับนัยส าคัญของการทดสอบ ( ) ก็คือการให้โอกาสที่จะเกิดความ ผิดพลาดคลาดเคลื่อนในการทดสอบสมมติฐานได้บ้างเล็กน้อย ส าหรับการวิจัยทางการศึกษามักจะให้ โอกาส 1% ถึง 5% ส่วนใหญ่นิยมก าหนด 2 ค่า คือ = .05 กับ = .01 ขั้นที่ 3ก าหนดสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อการทดสอบสมมติฐาน โดยพิจารณา ให้ถูกต้องสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัย เช่น ก าหนดให้ใช้การทดสอบที ขั้นที่ 4 ด าเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามสูตรสถิติที่ก าหนด ขั้นที่ 5 ก าหนดขอบเขตวิกฤติ(critical region) เป็นขอบเขตที่จะช่วยให้ตัดสินได้ว่า ค่าสถิติที่วิเคราะห์ได้จากข้อมูลนั้น มีนัยส าคัญเพียงพอที่จะปฏิเสธ 0 H หรือไม่ ในทางปฏิบัติขอบเขต วิกฤติจะดูที่ค่าสถิติที่ก าหนดไว้ในตารางส าเร็จรูป ซึ่งมีแสดงไว้ในภาคผนวกของหนังสือสถิติหรือ ต าราวิจัย ค่านี้เรียกว่า “ค่าวิกฤติ(critical value)” ขั้นที่ 6 การสรุปผลการทดสอบสมมติฐาน หรือสรุปผลการวิจัย เป็นขั้นที่น าค่าสถิติ ที่ค านวณได้ไปเปรียบเทียบกับค่าวิกฤติที่เปิดจากตาราง พิจารณาได้ 2 กรณีดังนี้ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
258 1. ถ้าค่าที่ค านวณได้น้อยกว่าค่าวิกฤติจากตาราง ซึ่งค่าจะอยู่นอกเขตวิกฤติ แสดงว่าไม่สามารถปฏิเสธ 0 H ได้ (ยอมรับ 0 H ) นั่นคือ ต้องสรุปผลการวิจัยตามสมมติฐานไร้นัยส าคัญ (สมมติฐานกลาง) ในทางสถิติมักจะกล่าวกันว่าการทดสอบค่านี้ไม่มีนัยส าคัญทางสถิติ 2. ถ้าค่าที่ค านวณได้มากกว่าค่าวิกฤติจากตาราง ซึ่งค่าจะอยู่ในเขตวิกฤติ แสดงว่า ต้องปฏิเสธ 0 H (ยอมรับ 1 H ) นั่นคือต้องสรุปผลการวิจัยตามสมมติฐานการวิจัยหรือสมมติฐานอื่น (สมมติฐานทางเลือก) ในทางสถิติมักกล่าวกันว่าการทดสอบค่านี้มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ ตามก าหนด (.05 หรือ .01) การสรุปผลในกรณีนี้จะตรงกับสมมติฐานการวิจัยที่ผู้วิจัยได้เขียน คาดคะเนไว้ล่วงหน้า การทดสอบแบบหางเดียว การทดสอบแบบสองหาง รอยตัดตรงค่าวิกฤติ นอกเขตวิกฤติ ในเขตวิกฤติ นอกเขตวิกฤติ (ยอมรับ H0 ) (ปฏิเสธ H0 ) (ยอมรับ H0 ) ภาพที่9.1 การทดสอบสมมติฐาน 2 กรณี ความคลาดเคลื่อนในการทดสอบสมมติฐาน วาโร เพ็งสวัสดิ์ (2553, หน้า 107-115) กล่าวว่า ความคลาดเคลื่อนในการทดสอบ สมมติฐาน อ านาจการทดสอบและระดับนัยส าคัญทางสถิติไว้ดังนี้ ความคลาดเคลื่อนในการทดสอบสมมติฐาน เป็นการตัดสินใจของผู้วิจัยว่าหลักฐานที่มี อยู่นั้นควรยอมรับ (accept) หรือปฏิเสธ (reject) สมมติฐานที่เป็นกลาง ( 0 H ) ย่อมขึ้นอยู่กับหลักฐาน ที่ได้จากการสังเกตของกลุ่มตัวอย่าง แต่อย่างไรก็ตาม การตัดสินดังกล่าวย่อมมีความคลาดเคลื่อน ในการตัดสินใจ 2 ประเภท คือ 1. ความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 (Type I error) เป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้น เนื่องจากผู้วิจัยปฏิเสธสมมติฐานที่เป็นกลาง ทั้งที่สมมติฐานที่เป็นกลางนั้นเป็นจริง หรือไม่ ยอมรับ สมมติฐานที่ถูก ความน่าจะเป็นที่จะเกิดความคาดเคลื่อนประเภทนี้แทนด้วยสัญลักษณ์ (อ่านว่า ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
259 แอลฟา) ซึ่งก็คือระดับนัยส าคัญ (level of significance) ที่ก าหนดไว้ในการทดสอบสมมติฐานนั่นเอง ความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า - error 2. ความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 2 (Type II error) เป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้น เนื่องจากผู้วิจัยยอมรับสมมติฐานที่เป็นกลางทั้งที่สมมติฐานที่เป็นกลางนั้นเป็นเท็จ หรือ ยอมรับ สมมติฐานที่ผิด ความน่าจะเป็นที่จะเกิดความคาดเคลื่อนประเภทนี้แทนด้วยสัญลักษณ์ (อ่านว่า เบตา) ความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 2 เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า -error ตารางที่9.1 ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการตัดสินใจ การตัดสินใจหลังการทดสอบ สถานการณ์ที่ถูกต้องของ 0 H 0 H เป็นจริง 0 H เป็นเท็จ ยอมรับ 0 H ตัดสินใจถูกต้อง (1- ) ความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 2 ( ) ปฏิเสธ 0 H ความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 ( ) ตัดสินใจถูกต้อง (1- ) อ านาจในการทดสอบ (power of test) หมายถึง ความน่าจะเป็น หรือโอกาสในการที่ จะปฏิเสธสมมติฐานที่เป็นกลาง ( 0 H ) เมื่อสมมติฐานนั้นเป็นเท็จ ( 1− ) หรือกล่าวได้ว่าอ านาจ ในการทดสอบ คือ ความไวที่จะยอมรับสมมติฐานทางเลือก ( 1 H ) เมื่อสมมติฐานนั้นเป็นจริง อ านาจ ในการทดสอบจะมีค่ามาก โดยขึ้นอยู่กับสิ่งต่อไปนี้ 1. ขนาดตัวอย่างที่ศึกษามีขนาดใหญ่พอ 2. กระบวนการที่ได้ข้อมูลมามีความถูกต้องเที่ยงตรง ทุกขั้นตอนของการด าเนินงาน 3. การเลือกใช้วิธีการทดสอบทางสถิติ โดยเลือกได้ตรงกับลักษณะการแจกแจงของ ประชากร และเป็นไปตามข้อตกลงเบื้องต้นในการทดสอบค่าสถิตินั้นให้มากที่สุด ระดับนัยส าคัญทางสถิติ(level of significant) หมายถึง ความน่าจะเป็นในการทดสอบ สมมติฐานที่เป็นกลาง ( H0 ) ที่เป็นจริง หรือความน่าจะเป็นในการเกิดความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ การก าหนดนัยส าคัญทางสถิติที่ยอมรับความคลาดเคลื่อนนั้นจะขึ้นอยู่กับ ธรรมชาติหรือหัวข้อเรื่องในการวิจัย ในกรณีที่เป็นเรื่องที่มีความส าคัญมาก ถ้ามีการตัดสินใจผิดพลาด แล้วจะเกิดอันตรายหรือความเสียหายอย่างร้ายแรง จะก าหนดระดับนัยส าคัญทางสถิติให้ต ่า เช่น ในการทดลอง 1,000 ครั้ง ผู้วิจัยยอมให้เกิดความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 (การปฏิเสธ สมมติฐานที่เป็นจริง) ได้ 1 ครั้ง หรือในการทดลอง 100 ครั้ง ผู้วิจัยยอมให้เกิดความคลาดเคลื่อนที่ 1 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
260 ได้ 5 ครั้ง ในการวิจัยส่วนใหญ่จะก าหนดระดับนัยส าคัญทางสถิติไว้ที่ .05 หรือ .01 ระดับนัยส าคัญ ทางสถิติอาจมองในแง่ของความเชื่อมั่นก็ได้เช่น นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 หมายความว่า ผลการวิจัยนั้น มีความเชื่อมั่นได้ 99% ซึ่งหมายความว่าในการท าวิจัย 100 ครั้งจะได้ผลการวิจัย ที่ตรงกัน 99 ครั้ง จะมีเพียง 1 ครั้งที่ได้ผลคลาดเคลื่อนออกไป การเลือกใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นผู้วิจัยต้องค านึงถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัยว่า ผู้วิจัยต้องการศึกษาในเรื่องใด เช่น การบรรยายลักษณะหรือสภาพของตัวแปรที่ศึกษาการเปรียบเทียบ การศึกษาความสัมพันธ์ซึ่งผู้วิจัยสามารถเลือกใช้สถิติพรรณนาหรือสถิติอ้างอิงได้ตามความเหมาะสม โดยในต าราเล่มนี้จะน าเสนอสถิติอ้างอิงที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลดังต่อไปนี้ การทดสอบเกี่ยวกับค่าเฉลี่ย การทดสอบเกี่ยวกับค่าเฉลี่ยเป็นการทดสอบสมมติฐานที่เกี่ยวข้องกับค่าเฉลี่ย ของประชากร ซึ่งศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างแล้วอ้างอิงไปยังคุณลักษณะของประชากร แบ่งออกได้เป็น 2 กรณีคือ (ชูศรี วงศ์รัตนะ, 2553, หน้า 132-160; บุญเรียง ขจรศิลป์, 2549, หน้า 85-90) 1. การทดสอบกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว 1.1 กรณีที่ทราบค่าความแปรปรวนของประชากร ( 2 ) จะใช้สถิติการทดสอบ ค่าซี (Z-test for one sample) ซึ่งเป็น exact test ข้อตกลงเบื้องต้น 1. กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีสุ่มจากประชากรที่มีการแจกแจงเป็นโค้งปกติ 2. ค่าของตัวแปรตามที่ได้มาแต่ละหน่วยเป็นอิสระจากกัน 3. ทราบค่าความแปรปรวนของประชากร สูตรที่ใช้ในการค านวณ n X Z / − = เมื่อ Z = ค่าสถิติที่ใช้เปรียบเทียบค่าวิกฤติจากตารางแจกแจงแบบปกติ เพื่อทราบความมีนัยส าคัญ = ส่วนเบี่ยงเบนของประชากร S = ส่วนเบี่ยงเบนของกลุ่มตัวอย่าง = ค่าเฉลี่ยประชากร X = ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n = ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
261 ตัวอย่างที่ 9.17 ผู้วิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษด้านการอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดเท่ากับ 60 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 16 คะแนน จากนั้นผู้วิจัยจึงได้สุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตอ าเภอเมือง จ านวน 49 คน มาทดสอบการอ่านภาษาอังกฤษพบว่ามีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 70 คะแนน ผู้วิจัยอยากทราบว่าผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนภาษาอังกฤษด้านการอ่านของนักเรียนในอ าเภอเมืองจะสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภาษาอังกฤษด้านการอ่านของนักเรียนในจังหวัดนครปฐมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 หรือไม่ วิธีท า ขั้นที่ 1 ตั้งสมมติฐาน สมมติฐานการวิจัย : ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษด้านการอ่านของ นักเรียนในจังหวัดนครปฐมสูงกว่า 60 คะแนน สมมติฐานทางสถิติ: : 60 H0 = : 60 H1 ขั้นที่ 2 ก าหนดระดับนัยส าคัญของการทดสอบ = .01 ขั้นที่ 3 ก าหนดสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล n X Z / − = ขั้นที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูล 16/ 49 − 6070 Z = 16 7/ 10 Z = .229 10 Z = Z = .437 ขั้นที่ 5 ก าหนดขอบเขตวิกฤติโดยเปิดตารางค่าวิกฤติของการแจกแจง Z เนื่องจากเป็นการทดสอบหางเดียวที่ระดับนัยส าคัญทางสถิติ .01 ดังนั้นค่าพื้นที่ใต้โค้งปกติที่จะน าไป หาค่า Z คือ .99 (1-.01 = .99) ได้ค่า Z = 2.33 ขั้นที่ 6 เปรียบเทียบแล้วค่าที่ค านวณได้มากกว่าค่าวิกฤติจึงยอมรับ 1 H เป็น ข้อสรุปแทน 0 H ดังนั้น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษด้านการอ่านของนักเรียนในอ าเภอ เมืองสูงกว่านักเรียนในจังหวัดนครปฐมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
262 1.2 กรณีที่ไม่ทราบค่าความแปรปรวนของประชากร ( 2 ) และกลุ่มตัวอย่าง มีขนาดใหญ่มากกว่า 100 คนขึ้นไป ซึ่งเป็น approximation test ข้อตกลงเบื้องต้น 1. กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีสุ่มจากประชากรที่มีการแจกแจงเป็นโค้งปกติ 2. ค่าของตัวแปรตามที่ได้มาแต่ละหน่วยเป็นอิสระจากกัน 3. ไม่ทราบค่าความแปรปรวนของประชากรแต่ทราบค่าความแปรปรวนของกลุ่ม ตัวอย่าง 4. กลุ่มตัวอย่างมีขนาดตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป สูตรที่ใช้ในการค านวณ nS X Z / - = ตัวอย่างที่ 9.18 ผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาการวิจัยเพื่อ พัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ มีค่าเฉลี่ยคะแนน เท่ากับ 65 คะแนน ถ้าอยากทราบว่านักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ที่เรียนวิชาเดียวกันจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนเท่ากับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 หรือไม่ ผู้วิจัยจึงสุ่มนักศึกษามาทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จ านวน 484 คน พบว่า มีค่าเฉลี่ยคะแนน เท่ากับ 70 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 11 จงทดสอบสมมติฐานว่าความคิดของผู้วิจัย ถูกต้องหรือไม่ วิธีท า ขั้นที่ 1 ตั้งสมมติฐาน สมมติฐานการวิจัย : คะแนนเฉลี่ยของนักศึกษาไม่เท่ากับ 65 คะแนน สมมติฐานทางสถิติ: : 65 H0 = : 65 H1 ขั้นที่ 2 ก าหนดระดับนัยส าคัญของการทดสอบ = .01 ขั้นที่ 3 ก าหนดสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล nS X Z / − = ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
263 ขั้นที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูล 11/ 484 − 6570 Z = 11/22 5 Z = 5.0 5 Z = Z = 10 ขั้นที่ 5 ก าหนดขอบเขตวิกฤติโดยเปิดตารางการแจกแจงปกติเนื่องจากเป็นการ ทดสอบสองหางที่ระดับนัยส าคัญทางสถิติ .01 และ ดังนั้นค่าพื้นที่ใต้โค้งปกติที่จะน าไปหาค่า Z คือ 0.995 (1-.01/2 = 0.995) ได้ค่า Z .258 ขั้นที่ 6 เปรียบเทียบแล้วพบว่าค่าที่ค านวณได้มากกว่าค่าวิกฤติจึงยอมรับ H1 เป็นข้อสรุปแทน H0 ดังนั้น คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมแตกต่างกันกับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 1.3 กรณีที่ไม่ทราบค่าความแปรปรวนของประชากร ( 2 ) และกลุ่มตัวอย่าง มีขนาด น้อยกว่า 100 คน ข้อตกลงเบื้องต้น 1. กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีสุ่มจากประชากรที่มีการแจกแจงเป็นโค้งปกติ 2. ค่าของตัวแปรตามที่ได้มาแต่ละหน่วยเป็นอิสระจากกัน 3. ไม่ทราบค่าความแปรปรวนของประชากรแต่ทราบค่าความแปรปรวนของกลุ่ม ตัวอย่าง 4. กลุ่มตัวอย่างมีขนาดน้อยกว่า 100 คน สูตรที่ใช้ในการค านวณ nS X t / - = ที่ df n −= 1 ตัวอย่างที่ 9.19 ในการทดสอบน ้าหนักของนักเรียนที่รับประทานอาหาร ของโครงการอาหารกลางวันจ านวน 25 คน ผู้วิจัยคาดว่านักเรียนต้องมีน ้าหนักเฉลี่ยมากกว่า 22 กิโลกรัม ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
264 จึงน านักเรียนทุกคนมาชั่งน ้าหนัก ปรากฏว่ามีน ้าหนักเฉลี่ย 23.90 กิโลกรัม และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3.50 จงทดสอบว่าน ้าหนักของนักเรียนในโครงการมากกว่า 22 กิโลกรัมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 หรือไม่ วิธีท า ขั้นที่ 1 ตั้งสมมติฐาน สมมติฐานการวิจัย : น ้าหนักเฉลี่ยของนักเรียนในโครงการมากกว่า 22 กิโลกรัม สมมติฐานทางสถิติ: : 22 H0 = >: 22 H1 ขั้นที่ 2 ก าหนดระดับนัยส าคัญของการทดสอบ = .01 ขั้นที่ 3 ก าหนดสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ns X t / - = ที่ df n −= 1 ขั้นที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูล /5.3 25 23. −2290 t = ที่ df 25 1=−= 24 5/5.3 .190 t = 7.0 .190 t = t = .272 ขั้นที่5 ก าหนดขอบเขตวิกฤติโดยเปิดตารางค่าวิกฤติที่ = .01 และ df = 24 ทดสอบแบบหางเดียว ได้ค่า t = 2.492 ขั้นที่ 6 เปรียบเทียบแล้วค่าที่ค านวณได้มากกว่าค่าวิกฤติจึงยอมรับ 1 H เป็น ข้อสรุปแทน 0 H ดังนั้น น ้าหนักของนักเรียนในโครงการอาหารกลางวันมากกว่าน ้าหนักที่ก าหนด (22 กิโลกรัม) อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. การทดสอบกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่ม การตรวจสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของประชากร สามารถแยกออกได้ เป็น 2 กรณีคือ กลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน และกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เกี่ยวข้องกัน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
265 สมมติฐาน 211 210 : : μ ≠ μ μμ H H = หรือ 211 210 : μμ : μ ≤ μ H H หรือ 211 210 : μμ : μ ≥ μ H H 2.1 กลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน ซึ่งสามารถแยกวิเคราะห์ได้ดังนี้ 2.1.1 ถ้าทราบความแปรปรวนของกลุ่มประชากรทั้งสองกลุ่ม ใช้ Z-test ซึ่ง เป็น exact test ข้อตกลงเบื้องต้น 1. กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีสุ่มจากประชากรที่มีการแจกแจงเป็นโค้งปกติ 2. ค่าของตัวแปรตามที่ได้มาแต่ละหน่วยเป็นอิสระจากกัน 3. ทราบค่าความแปรปรวนของกลุ่มประชากรทั้ง 2 กลุ่ม สูตรที่ใช้ในการค านวณ ( ) 2 2 2 1 2 1 2121 )( nn XX Z + −−− = เนื่องจากลุ่มตัวอย่างมาจากประชากรที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน นั่นคือ = 21 หรือ 21 =− 0 เมื่อถือว่าเป็น 0 จึงไม่มี )( − 21 ในสูตรต่อไป ดังนั้นจึงเขียนสูตรใหม่เป็น 2 2 2 1 2 1 21 )( nn XX Z + − = เมื่อ Z แทน ค่าสถิติที่ใช้เปรียบเทียบค่าวิกฤติจากการแจกแจงแบบ ปกติเพื่อทราบความมีนัยส าคัญ t แทน ค่าสถิติที่ใช้เปรียบเทียบค่าวิกฤติจากการแจกแจงแบบ t เพื่อทราบความมีนัยส าคัญ 2 1 แทน ความแปรปรวนของประชากรกลุ่มที่ 1 2 2 แทน ความแปรปรวนของประชากรกลุ่มที่ 2 2 S1 แทน ความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่ 1 2 S2 แทน ความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่ 2 X1 แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่ 1 X 2 แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่ 2 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
266 1 n แทน ขนาดของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่ 1 2 n แทน ขนาดของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่ 2 ตัวอย่างที่ 9.20 น าแบบทดสอบมาตรฐานภาษาไทยเรื่องการใช้ภาษาไปสอบ วัดผลสัมฤทธิ์นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนจบการศึกษาช่วงชั้นที่ 2 เป็นนักเรียนชายและหญิง กลุ่มละ 30 คน ปรากฏว่ากลุ่มนักเรียนชายได้ค่าเฉลี่ย 25 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานได้ 9 กลุ่ม นักเรียนหญิงได้ค่าเฉลี่ย 29 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานได้ 11 จงทดสอบสมมติฐานเพื่อตอบ ค าถามว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการใช้ภาษาไทยของนักเรียนชายและหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หรือไม่ วิธีท า ขั้นที่ 1 ตั้งสมมติฐาน สมมติฐานการวิจัย : ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการใช้ภาษาไทยของนักเรียน ชายและหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แตกต่างกัน สมมติฐานทางสถิติ: 210 H : = 211 H : ขั้นที่ 2 ก าหนดระดับนัยส าคัญทางสถิติ = .05 ขั้นที่ 3 ก าหนดสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2 2 2 1 2 1 21 nn XX Z + − = ขั้นที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูล 30 )9( 30 (11) 2529 22 + − Z = .403 .270 4 + Z = .259 4 Z = Z = .154 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
267 ขั้นที่ 5 ก าหนดขอบเขตวิกฤติโดยเปิดตารางการแจกแจงปกติเนื่องจากเป็นการ ทดสอบสองหางที่ระดับนัยส าคัญทางสถิติ .05 และ ดังนั้นค่าพื้นที่ใต้โค้งปกติที่จะน าไปหาค่า Z คือ 0.975 (1-.05/2 = 0.975) ได้ค่า Z .1 96 ขั้นที่ 6 เปรียบเทียบแล้ว ค่าที่ค านวณได้น้อยกว่าค่าวิกฤติจึงไม่ปฏิเสธ H0 ดังนั้น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการใช้ภาษาไทยของนักเรียนชายและหญิง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ไม่แตกต่างกัน 2.1.2 เมื่อไม่ทราบค่าความแปรปรวนของประชากรทั้งสองกลุ่ม หรือกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง จะต้องพิจารณาถึงขนาดกลุ่มตัวอย่าง 2.1.2.1ถ้ าข น าด ข องก ลุ่ม ตั ว อ ย่ างแ ต่ ล ะ ก ลุ่ ม มี ขน าดให ญ่ ( 1 n และ 2 n 100 ) ใช้ − testZ ซึ่งเป็น approximation test ข้อตกลงเบื้องต้น 1.กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีสุ่มจากประชากรที่มีการแจกแจงเป็นโค้งปกติ 2. ค่าของตัวแปรตามที่ได้มาแต่ละหน่วยเป็นอิสระจากกัน 3. ไม่ทราบค่าความแปรปรวนของกลุ่มประชากรกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือ ทั้งสองกลุ่ม 4. กลุ่มตัวอย่างแต่ละกลุ่มมีขนาดอย่างน้อย 100 ขึ้นไป สูตรที่ใช้ในการค านวณ 2 2 2 1 2 1 21 )( n S n S XX Z + − = ตัวอย่างที่ 9.21 น าแบบวัดความซื่อสัตย์ไปทดสอบกับนักศึกษา ในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย จ านวน 500 คน เป็นนักศึกษาชาย 275 คน นักศึกษาหญิง 225 คน ปรากฏว่านักศึกษาชายมีค่าเฉลี่ยคะแนนความซื่อสัตย์36 คะแนน (คะแนนเต็ม 50 คะแนน) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4 คะแนน นักศึกษาหญิงมีค่าเฉลี่ยคะแนน ความซื่อสัตย์40 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3 คะแนน จงทดสอบสมมติฐานเพื่อตอบค าถามว่า คะแนนความซื่อสัตย์ของนักศึกษาชายและนักศึกษาหญิงแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 หรือไม่ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
268 วิธีท า ขั้นที่ 1 ตั้งสมมติฐาน สมมติฐานการวิจัย : คะแนนความซื่อสัตย์ของนักศึกษาชายและ นักศึกษาหญิง แตกต่างกัน สมมติฐานทางสถิติ: 210 H : = 211 H : ขั้นที่ 2 ก าหนดระดับนัยส าคัญทางสถิติ = .05 ขั้นที่ 3 ก าหนดสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2 2 2 1 2 1 21 )( n S n S XX Z + − = ขั้นที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูล 225 )3( 275 )4( 4036 22 + − Z = .006 .004 4 + − Z = 1 −4 Z = Z −= 4 ขั้นที่ 5 ก าหนดขอบเขตวิกฤติโดยเปิดตารางการแจกแจงปกติ เนื่องจากเป็นการทดสอบสองหางที่ระดับนัยส าคัญทางสถิติ .05 และ ดังนั้นค่าพื้นที่ใต้โค้งปกติที่จะ น าไปหาค่า Z คือ 0.975 (1-.05/2 = 0.975) ได้ค่า Z .1 96 ขั้นที่ 6เปรียบเทียบแล้ว ค่าที่ค านวณได้น้อยกว่าค่าวิกฤติจึงไม่ปฏิเสธ H0 ดังนั้น ความซื่อสัตย์ของนักศึกษาชายและหญิงในมหาวิทยาลัยราชภัฏ นครปฐมไม่แตกต่างกัน 2.1.2.2 ถ้าขนาดของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือทั้งสองกลุ่ม มีขนาดเล็ก ( 1 n และ/หรือ 2 n < 100) ต้องพิจารณาถึงความเท่ากันของขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 2.1.2.2.1 ถ้ากลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มมีขนาดเท่ากัน ใช้ t-test ซึ่งเป็น pool variance t-test ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
269 ข้อตกลงเบื้องต้น 1. กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีสุ่มจากประชากรที่มีการแจกแจง เป็นโค้งปกติ 2. ค่าของตัวแปรตามที่ได้มาแต่ละหน่วยเป็นอิสระจากกัน 3. ไม่ทราบค่าความแปรปรวนของกลุ่มประชากรทั้งสองกลุ่ม แต่ทราบว่าความแปรปรวนของกลุ่มประชากรทั้งสองกลุ่มมีค่าเท่ากัน ( 2 2 2 1 = ) สูตรที่ใช้ในการค านวณ + −− −+− − = 21 21 2 22 2 11 21 11 2 )1()1( nn nn SnSn XX t ที่ 2 df nn 21 −+= การใช้สูตร pool variance t-test มีข้อตกลงเบื้องต้นที่ส าคัญคือ ความแปรปรวนของกลุ่มประชากร 2 กลุ่มมีค่าเท่ากัน แต่ในทางปฏิบัติผู้วิจัยไม่ทราบว่า 2 2 2 1 = หรือไม่ถ้าขนาดของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่มเท่ากัน ( = nn 21 )การทดสอบจะมีความคงทน (test is robust) นั่นคือ ถึงแม้ว่า 2 2 2 1 ค่าความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 ที่เกิดจากการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ pool variance t-test ก็ยังคงใกล้เคียงกับค่าความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 ที่เกิดจากการทดสอบ สมมติฐานที่ข้อมูลมีลักษณะเป็นไปตามข้อตกลงเบื้องต้นที่ว่า 2 2 2 1 = หรืออาจกล่าวได้ว่าผลจาก การทดสอบใกล้เคียงกัน ตัวอย่างที่ 9.22 ในการเปรียบเทียบคะแนนคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ ร้อยละของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยวิธีสอนใหม่เปรียบเทียบกับวิธีสอนแบบเดิม ผู้วิจัย จึงสุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มาสองกลุ่มกลุ่มละ 20 คน กลุ่ม 1 ใช้วิธีสอนใหม่ กลุ่ม 2 ใช้วิธีสอนเดิมเมื่อสอนจบแผนการสอนแล้ว จึงวัดผลด้วยข้อสอบ ปรากฏว่ากลุ่มที่ใช้วิธีสอนใหม่ มีคะแนนเฉลี่ย 18.60 คะแนน ความแปรปรวน 10.20 คะแนน ส่วนกลุ่มที่ใช้วิธีสอนแบบเดิม มีคะแนนเฉลี่ย 15.10คะแนน ความแปรปรวน 16.80 คะแนน จงทดสอบสมมติฐาน เพื่อตอบค าถามว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มที่ใช้วิธีสอนใหม่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องโจทย์ร้อยละสูงกว่า กลุ่มที่ใช้วิธีสอนแบบเดิมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หรือไม่ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
270 วิธีท า ขั้นที่ 1 ตั้งสมมติฐาน สมมติฐานการวิจัย : นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มที่ใช้ วิธีสอนใหม่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องโจทย์ร้อยละสูงกว่าที่ใช้วิธีสอนเดิม สมมติฐานทางสถิติ: 210 H : = 211 H : ขั้นที่ 2 ก าหนดระดับนัยส าคัญทางสถิติ = .05 ขั้นที่ 3 ก าหนดสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล + −− −+− − = 21 21 2 22 2 11 21 11 2 )1()1( nn nn SnSn XX t ที่ 2 df nn 21 −+= = 20 + 20 – 2 = 38 ขั้นที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูล + −+ −+− − = 20 1 20 1 2020 2 (20 )110.20 (20 )116.80 16. 1580 .10 t + = 20 2 38 1938. 3192. .350 t .135 .350 t = .116 .350 t = t = .302 ขั้นที่5ก าหนดขอบเขตวิกฤติโดยเปิดตารางค่าวิกฤติที่ = .05 และ df = 38 แบบหางเดียวได้ค่า t = 1.684 ขั้นที่6 เปรียบเทียบ ค่า t แล้วค่าที่ค านวณได้มากกว่าค่าวิกฤติ จึงต้องปฏิเสธ H0 และยอมรับ H1 เป็นข้อสรุป ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
271 ดังนั้น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มที่ใช้วิธีสอนใหม่ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องโจทย์ร้อยละสูงกว่ากลุ่มที่ใช้วิธีสอนเดิมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 2.1.2.2.2 ถ้ากลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มมีขนาดต่างกัน ควรจะ ทดสอบสมมติฐานก่อนว่า 2 2 2 1 = หรือไม่ โดยใช้สูตร − testF ดังนี้ 2 2 2 1 S S F = ~ 1,1 nn 21 −− F เมื่อ 2 1 S แทน ความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่างที่มีค่ามาก 2 2 S แทน ความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่างที่มีค่าน้อย ถ้าผลจากการทดสอบปรากฏว่า 2 2 2 1 = ในการทดสอบค่าเฉลี่ย ของกลุ่มประชากรสองกลุ่มใช้pool variance t-test แต่ถ้าผลการทดสอบปรากฏว่า 2 2 2 1 ต้องใช้ Separated variance t-test ดังนี้ ข้อตกลงเบื้องต้น 1. กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีสุ่มจากประชากรที่มีการแจกแจง เป็นโค้งปกติ 2. ค่าของตัวแปรตามที่ได้มาแต่ละหน่วยเป็นอิสระจากกัน 3. ไม่ทราบค่าความแปรปรวนของกลุ่มประชากรทั้งสองกลุ่ม แต่ทราบว่าความแปรปรวนของประชากรแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน สูตรที่ใช้ในการค านวณ 2 2 2 1 2 1 21 n S n S XX t + − = 2 2 2 2 2 1 2 1 2 1 2 2 2 2 1 2 1 −11 + − + = n n S n n S n S n S df ตัวอย่างที่ 9.23 ในการทดลองใช้วิธีสอนแบบร่วมมือกับวิธี สอนแบบการเรียนรู้จากการปฏิบัติในรายวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้จึงสุ่มตัวอย่างมาสองกลุ่ม คือ นักศึกษาวิชาเอกปฐมวัย จ านวน 25 คน (กลุ่ม 1) และนักศึกษาวิชาเอกคณิตศาสตร์20 คน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
272 (กลุ่ม 2) โดยนักศึกษาวิชาเอกปฐมวัยใช้วิธีสอนแบบร่วมมือ และนักศึกษาวิชาเอกคณิตศาสตร์ใช้การ เรียนรู้จากการปฏิบัติปรากฏว่านักศึกษาวิชาเอกปฐมวัยมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้เฉลี่ย 17.60 คะแนน ความแปรปรวน 14.80 คะแนน ส่วนนักศึกษา วิชาเอกคณิตศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ย 15.10 คะแนน ความแปรปรวน 5.20 คะแนน จงทดสอบว่า นักศึกษาทั้งสองกลุ่ม มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หรือไม่ วิธีท า นักศึกษาวิชาเอกปฐมวัย สิ่งที่โจทย์ก าหนดให้ n = 25, X = 17.60 , 14.80 2 S1 = นักศึกษาวิชาเอกคณิตศาสตร์ สิ่งที่โจทย์ก าหนดให้ n = 20 , X =15.10, .5 20 2 S2 = ขั้นที่ 1 ตั้งสมมติฐาน : 2 2 2 10 H : = 2 2 2 11 H : ขั้นที่ 2 ก าหนดระดับนัยส าคัญทางสถิติ = .05 ขั้นที่ 3 ก าหนดสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2 2 2 1 S S F = ~ 1,1 nn 21 −− F ขั้นที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูล .520 14.80 F = F = .285 ขั้นที่ 5 ก าหนดขอบเขตวิกฤติโดยเปิดตารางค่าวิกฤติ ที่ = .05 และ df n1 n2 =−=−=−=−= 191201,241251 แบบสองหางได้ค่า F = 2.11 ขั้นที่ 6 เปรียบเทียบ ค่า F แล้วค่าที่ค านวณได้มากกว่า ค่าวิกฤติจึงต้องปฏิเสธ H0 และยอมรับ H1 เป็นข้อสรุป ดังนั้นในการทดสอบความแตกต่างระหว่าง ค่าเฉลี่ยคะแนนของนักศึกษาทั้งสองกลุ่มจากตัวอย่างนี้จึงต้องใช้ Separated variance t-test ขั้นที่ 1 ตั้งสมมติฐาน สมมติฐานการวิจัย : คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการวิจัย เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษาสองสาขาวิชาแตกต่างกัน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
273 สมมติฐานทางสถิติ: 210 H : = 211 H : ขั้นที่ 2 ก าหนดระดับนัยส าคัญทางสถิติ = .05 ขั้นที่ 3 ก าหนดสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2 2 2 1 2 1 21 n S n S XX t + − = 2 2 2 2 2 1 2 1 2 1 2 2 2 2 1 2 1 −11 + − + = n n S n n S n S n S df ขั้นที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูล 20 .520 25 14.80 17. 1560 .10 + − t = .085 .250 t = .272 .092 .250 = = t t 20 1 20 .520 25 1 25 14.80 20 .520 25 14.80 2 2 2 − + − + df = ( ) ( ) ( ) 19 .026 24 .059 .059 .026 2 2 2 + + df = 018.0 .072 df = df = 40 ขั้นที่ 5 ก าหนดขอบเขตวิกฤติ โดยเปิดตารางค่าวิกฤติ ที่ = .05 และ df = 40 แบบสองหางได้ค่า t = 2.021 ขั้นที่ 6 เปรียบเทียบแล้ว ค่าที่ค านวณได้มากกว่าค่าวิกฤติ จึงต้องปฏิเสธ H0 และ ยอมรับ H1 เป็นข้อสรุป ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
274 ดังนั้น นักศึกษาวิชาเอกปฐมวัยที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้แตกต่างกันกับนักศึกษา วิชาเอกคณิตศาสตร์ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ตารางที่ 9.2 การน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ด้วย t-test แบบกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่ม ที่เป็นอิสระต่อกัน นักศึกษา n X DS .. t กลุ่มทดลอง (ปฐมวัย) 25 17.60 3.85 2.72* กลุ่มควบคุม (คณิตศาสตร์) 20 15.10 2.28 * มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 9.2 แสดงว่า นักศึกษาวิชาเอกปฐมวัยที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้แตกต่างกันกับนักศึกษาวิชาเอก คณิตศาสตร์ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักศึกษาวิชาเอกปฐมวัยมีค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่า นักศึกษาวิชาเอกคณิตศาสตร์ 2.2 กลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกันหรือเกี่ยวข้องกัน มีวิธีในการ วิเคราะห์ดังนี้ สมมติฐาน 211 210 : : = H H หรือ 211 210 : : H H หรือ 211 210 : : H H ข้อตกลงเบื้องต้น 1. สมาชิกแต่ละคู่ของกลุ่มตัวอย่างได้รับการเลือกแบบสุ่ม 2.ความแตกต่างระหว่างตัวแปรตามของแต่ละคู่มีการแจกแจงเป็นโค้งปกติ 3. ค่าตัวแปรตามแต่ละคู่เป็นอิสระจากกัน สูตรที่ใช้ในการค านวณ (แบบที่ 1) 1 ~ /.. − − = n d d t nDS d t หรือ 1 ~ .. = n− d t DS d t ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
275 เมื่อ d คือ ค่าความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่ n คือ จ านวนคู่ d คือ ค่าเฉลี่ยของ d d DS ..คือ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของ d d คือ ศูนย์ n d d = )1( )( .. 22 − − = nn ddn DS d หรือ สูตรที่ใช้ในการค านวณ (แบบที่ 2 มีการปรับให้ง่ายต่อค านวณมากขึ้น) 1 2 2 ~ 1 )( − − − = n t n ddn d t เมื่อ d คือ ค่าความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่ n คือ จ านวนคู่ ตัวอย่างที่ 9.24 ในการอบรมจริยธรรมให้นักเรียนที่มีพฤติกรรมหนีเรียนและขาด เรียนบ่อย จ านวน 20 คน โดยให้ท าแบบวัดเจตคติต่อโรงเรียนก่อนอบรม และหลังอบรม ปรากฏว่ามี คะแนนดังแสดงในตารางวิเคราะห์ข้อมูลข้างล่าง จงทดสอบว่าการอบรมจริยธรรมครั้งนี้ท าให้นักเรียน มีเจตคติต่อโรงเรียนหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมหรือไม่ คนที่ เจตคติก่อนการอบรม เจตคติหลังการอบรม d 2 d 1 12 16 4 16 2 9 14 5 25 3 8 13 5 25 4 8 15 7 49 5 11 12 1 1 6 7 11 4 16 7 6 16 10 100 8 5 14 9 81 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
276 คนที่ เจตคติก่อนการอบรม เจตคติหลังการอบรม d 2 d 9 7 14 7 49 10 8 13 5 25 11 9 14 5 25 12 7 12 5 25 13 6 15 9 81 14 5 11 6 36 15 4 11 7 49 16 3 10 7 49 17 9 12 3 9 18 8 12 4 16 19 11 12 1 1 20 10 12 2 4 รวม 153 259 106 682 วิธีท า (ใช้สูตรแบบที่ 1) ขั้นที่ 1 ตั้งสมมติฐาน สมมติฐานการวิจัย : การอบรมจริยธรรมครั้งนี้ท าให้นักเรียนมีเจตคติต่อโรงเรียน หลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรม สมมติฐานทางสถิติ: 120 H : = 121 H : ขั้นที่ 2 ก าหนดระดับนัยส าคัญของการทดสอบ = .05 ขั้นที่ 3 ก าหนดสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1 ~ /.. − − = n d d t nDS d t ขั้นที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูล .530 20 106 == = n d d ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
277 )1( )( .. 2 2 − − = nn ddn DS d 20(20 )1 20 )106()682( .. 2 − − DS d = 380 13640, 11236, .. − DS d = 380 404,2 DS .. d = = .2.. 52 d DS .252/ 20 .530−0 t = 56242.0 .530 t = t = .942 ขั้นที่ 5 ก าหนดขอบเขตวิกฤติโดยเปิดตารางค่าวิกฤติที่ = .05 และ df = 19 แบบหางเดียวได้ค่า t = 1.729 ขั้นที่ 6 เปรียบเทียบแล้วค่าที่ค านวณได้มากกว่าค่าวิกฤติจึงปฏิเสธ H0 ดังนั้น นักเรียนมีเจตคติต่อโรงเรียนหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมจริยธรรม อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 วิธีท า (ใช้สูตรแบบที่ 2) ขั้นที่ 1 ตั้งสมมติฐาน สมมติฐานการวิจัย : การอบรมจริยธรรมท าให้นักเรียนกลุ่มนี้มีเจตคติต่อโรงเรียน หลังการอบรมสูงกว่าก่อนการเข้ารับการอบรม สมมติฐานทางสถิติ: 120 H : = 121 H : ขั้นที่ 2 ก าหนดระดับนัยส าคัญของการทดสอบ = .05 ขั้นที่ 3 ก าหนดสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1 2 2 ~ 1 )( − − − = n t n ddn d t ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
278 ขั้นที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูล 20 1 20(682 () 106) 106 2 − − t = 19 13, 11640 ,236 106 − t = 11.25 106 t = t = .942 ขั้นที่ 5 ก าหนดขอบเขตวิกฤติโดยเปิดตารางค่าวิกฤติที่ = .05 และ df =19 แบบหางเดียวได้ค่า t = 1.729 ขั้นที่ 6 เปรียบเทียบแล้วค่าที่ค านวณได้มากกว่าค่าวิกฤติจึงปฏิเสธ H0 ดังนั้น นักเรียนมีเจตคติต่อโรงเรียนหลังสูงกว่าก่อนการอบรมจริยธรรมอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ตารางที่ 9.3 การน าเสนอการวิเคราะห์ข้อมูล ด้วย t-test แบบกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระ ต่อกันหรือเกี่ยวข้องกัน การอบรม n X S.D. d d DS .. t ก่อนการอบรม 20 7.65 2.39 5.30 0.56242 9.42* หลังการอบรม 20 12.95 1.73 * มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 9.3 แสดงว่า การอบรมจริยธรรมท าให้นักเรียนกลุ่มนี้มีเจตคติต่อ โรงเรียนหลังสูงกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
279 ค าถามทบทวน ค าชี้แจง จงตอบค าถามหรือปฏิบัติกิจกรรมทุกข้อต่อไปนี้ 1. สถิติพรรณนาและสถิติอ้างอิงแตกต่างกันอย่างไร 2. การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง หมายถึงอะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง 3. นักเรียนกลุ่มหนึ่งสอบภาษาไทยได้คะแนน 17, 10, 24, 16, 15, 12, 17, 9, 9, 13, 19, 23, 26 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน จงหาค่าเฉลี่ย มัธยฐาน ฐานนิยม พิสัย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ ความแปรปรวนของคะแนนของนักเรียนกลุ่มนี้ 4. จากสมมติฐานของการวิจัยที่ก าหนดให้แต่ละข้อ ถ้าข้อใดเป็นสมมติฐานมีทิศทาง ให้ตอบ “มี” ถ้าข้อใดเป็นสมมติฐานแบบไม่มีทิศทางแน่นอนให้ตอบ “ไม่มี” ลงในช่องว่างหน้าข้อ ...............4.1 นักเรียนในกรุงเทพมหานครมีเจตคติต่อระบบประชาธิปไตยดีกว่านักเรียนในชนบท .................4.2 เจตคติต่ออาชีพครูและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษา มีความสัมพันธ์ทางบวก ...............4.3 ความตั้งใจในการท างานกับคุณภาพของผลงานมีความสัมพันธ์กัน ...............4.4 นักเรียนที่มีล าดับการเกิดต่างกันมีความสามารถในการปรับตัวแตกต่างกัน ...............4.5 ครูสอนที่โรงเรียนในชนบทมีปัญหาในการสอนมากกว่าครูสอนที่โรงเรียนในเมือง 5. ค่าเฉลี่ย มัธยฐานและฐานนิยม มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
บทที่ 10 การเขียนรายงานการวิจัย การประเมินผลและการเผยแพร่งานวิจัย ข้อค้นพบจากการวิจัยเป็นสิ่งที่มีความส าคัญและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษา สังคม เศรษฐกิจ การเมืองและประเทศชาติ จึงควรที่จะเผยแพร่ความรู้และข้อค้นพบที่ได้ไปสู่ผู้อื่นด้วย ความรู้หรือข้อค้นพบนั้นจึงจะเกิดประโยชน์มีความคุ้มค่าทางวิชาการ รายงานการวิจัยจึงเป็นเอกสาร ทางวิชาการที่ผู้วิจัยเรียบเรียงขึ้นจากการศึกษา วิจัย ค้นพบ หรือทดลอง แล้วน าผลที่ได้มาน าเสนอ การเขียนรายงานการวิจัยนับว่ามีความส าคัญและมีประโยชน์อย่างมากทั้งต่อตัวผู้วิจัยเองและต่อผู้อื่น ซึ่งจะน าเสนอในรายละเอียดต่อไป นอกจากรายงานการวิจัยจะมีความส าคัญแล้ว การประเมินผลและ การเผยแพร่งานวิจัยยังเป็นการสะท้อนมุมมองหรือทัศนะของนักวิชาการและบุคคลอื่นที่มีต่องานวิจัย หรือข้อค้นพบที่ผู้วิจัยได้ศึกษา แสวงหาและค้นพบค าตอบแล้ว เพื่อให้การเขียนรายงานการวิจัย การประเมินผลและการเผยแพร่งานวิจัยมีความถูกต้องเหมาะสมตามหลักการ ในบทนี้จึงน าเสนอ เนื้อหาสาระเกี่ยวกับการเขียนรายงานการวิจัย การประเมินผลและการเผยแพร่งานวิจัยที่จะเป็น ประโยชน์ต่อการน าไปใช้ในการวิจัยตามล าดับ ดังนี้ 1. ความส าคัญของรายงานการวิจัย 2. หลักการเขียนรายงานการวิจัย 3. ประเภทของรายงานการวิจัย 4. ส่วนประกอบของรายงานการวิจัย 5. การเขียนรายงานการวิจัย 6. การประเมินผลงานวิจัย 7. การเผยแพร่งานวิจัย ความส าคัญของรายงานการวิจัย รายงานการวิจัยมีความส าคัญ หรือคุณค่าในหลายลักษณะ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. การรายงานการเป็นเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้าและข้อค้นพบ ของผู้วิจัย ซึ่งเป็นเอกสารหลักฐานที่มีคุณค่าในเชิงวิชาการและสามารถน าไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนางานและการพัฒนาวิชาชีพของบุคคลได้ซึ่งรายงานการวิจัยเป็นกระบวนการที่ผู้วิจัย สามารถด าเนินการไปพร้อมกับการวิจัยได้ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
282 2. รายงานการวิจัยเป็นเอกสารหลักฐานที่ผู้สนใจสามารถศึกษาค้นคว้าหาความรู้ใหม่ หรือตรวจสอบยืนยันความรู้เดิม และเป็นแนวทางการวิจัยส าหรับผู้สนใจในการศึกษาค้นคว้าวิธีการ แก้ปัญหา สร้างกรอบแนวคิดการวิจัย ศึกษาเรียนรู้วิธีด าเนินการวิจัยและการน าเสนอผลการวิจัย 3. รายงานการวิจัยเป็นการรวบรวมองค์ความรู้และการเผยแพร่ความรู้สู่สากล ในปัจจุบัน การศึกษารายงานการวิจัยสามารถศึกษาผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็ว การรายงาน การวิจัยและการเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จะท าให้เกิดประโยชน์ต่อผู้วิจัย เพราะจะ ท าให้ผู้วิจัยเกิดความชัดเจนในแนวคิด ทฤษฎีที่ศึกษามาและผลการวิจัยมากขึ้น 4. รายงานการวิจัยก่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและบุคคลอื่น ทั้งทางด้าน การด าเนินชีวิตและวิชาชีพ เนื่องจากหากผู้วิจัยมีผลงานวิจัยแต่ไม่เขียนรายงานการวิจัยก็จะท าให้ องค์ความรู้ที่ค้นพบนั้นขาดตอนไม่มีการสืบทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น 5. รายงานการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าของวิทยาการในศาสตร์หรือสาขาวิชานั้น ของบุคคล สังคมและประเทศชาติ ดังนั้น รายงานการวิจัยจึงมีประโยชน์ทั้งในเรื่องของการอ้างอิงเอกสารในการศึกษา ปัญหาที่เกี่ยวข้อง การสื่อสารให้ผู้อื่นได้ทราบแนวความคิดของผู้วิจัยในการศึกษาและแก้ปัญหา ตลอดจนรายละเอียดวิธีการศึกษาทุกขั้นตอน และข้อค้นพบที่ได้ อันอาจจะเกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น หรือต่อการพัฒนาวิชาชีพ นักวิจัยทุกคนจึงจ าเป็นต้องศึกษารูปแบบและเรียนรู้เทคนิควิธีการเขียน รายงานวิจัยเพื่อที่จะได้เขียนได้ถูกต้องตามหลักวิชา และเพื่อสนองประโยชน์ดังกล่าวข้างต้น หลักการเขียนรายงานการวิจัย ในการเขียนรายงานการวิจัย ผู้วิจัยจะน าผลการวิจัยที่ได้ศึกษาค้นคว้า ตรวจสอบเผยแพร่ สู่สังคม ผู้วิจัยควรยึดหลักการส าคัญดังต่อไปนี้ 1. ความชัดเจน ถูกต้อง การวางหัวข้อที่เป็นระบบ รูปแบบการเขียน การอ้างอิงที่เชื่อถือ ได้และการพิมพ์จะต้องเป็นไปตามกรอบโครงสร้าง หรือส่วนประกอบของรายงานที่ก าหนดไว้ทั้งนี้ ผู้วิจัยต้องเขียนรายงานการวิจัยตามรูปแบบที่แหล่งทุนวิจัย หน่วยงาน หรือสถาบันการศึกษาก าหนดไว้ 2. ความถูกต้อง แม่นย าของรายละเอียดทุกส่วนของรายงานการวิจัย เนื้อหาสาระ ทุกรายการที่ศึกษาค้นคว้ารวบรวม หรือน ามาเรียบเรียงไว้ในรายงานการวิจัยจะต้องมีความถูกต้อง ตามหลักวิชา หลักภาษา และผู้วิจัยต้องค านึงถึงจรรยาบรรณการวิจัย การอ้างอิง และการน าเสนอ ข้อเท็จจริง 3. ความครบถ้วนสมบูรณ์และกะทัดรัด การเขียนรายงานการวิจัยควรเขียนแบบสั้นและ ตรงประเด็นไม่ใช้ถ้อยค าที่ฟุ่มเฟือย เพราะอาจท าให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการอ่าน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
283 4. ความถูกต้องตามหลักภาษาควรใช้ประโยคที่ง่าย ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เนื้อหาสาระในแต่ละบท แต่ละตอน หรือแต่ละเรื่องจะต้องมีความสอดคล้องสัมพันธ์ เป็นเรื่องเดียวกัน 5. ความสัมพันธ์สอดคล้องเชื่อมโยง ในแต่ละหัวข้อเนื้อหาสาระ เช่น ที่มาและความส าคัญ ของปัญหา วัตถุประสงค์การวิจัย สมมติฐานและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับต้องมีความสอดคล้องกัน ในขณะเดียวกันระหว่างบทระหว่างตอนจะต้องมีความสัมพันธ์สอดคล้องเชื่อมโยงกันตลอด เป็นเหตุ เป็นผลกัน 6. ความคงเส้น คงวาของการเว้นวรรคตอน หรือความสม ่าเสมอของการใช้ถ้อยค า วลี ต้องเป็นแบบเดียวกัน หรือมีความสม ่าเสมอทั้งฉบับ เช่น การใช้ค าว่านักเรียนหรือผู้เรียน จะใช้ค าใด ให้ใช้ค านั้นตลอดทั้งเล่มรายงานการวิจัย 7. ความชัดเจนของถ้อยค าหรือข้อความ หรือภาษาที่ใช้ในรายงานการวิจัยต้องมีความ ชัดเจนหรือไม่คลุมเครือ ผู้อ่านต้องสามารถเข้าใจได้ง่ายโดยไม่ต้องตีความข้อความเหล่านั้น จุดมุ่งหมายส าคัญอย่างหนึ่งการเขียนรายงานการวิจัยคือ เพื่อสื่อสารให้ผู้อ่านได้เข้าใจ และมีความรู้ในเรื่องที่ผู้วิจัยได้ท ามาแล้วอย่างละเอียดและชัดเจนทุกขั้นตอน การเขียนรายงานการวิจัย แตกต่างจากการเขียนเรียงความหรือบทความโดยทั่วไป เพราะการเขียนรายงานการวิจัยเป็นการ บรรยายหรืออธิบายข้อเท็จจริงของการศึกษาไปตามความเป็นจริง แม้จะมีการแสดงความคิดเห็นบ้าง แต่ก็ต้องมีหลักฐานจากเอกสารและงานวิจัยช่วยยืนยัน ส่วนการเขียนเรียงความนั้นมักจะเป็นการ เขียนโดยโน้มน้าวให้ผู้อ่านเกิดความเชื่อถือหรือเกิดจินตนาการไปอย่างไม่มีขอบเขต การเขียนรายงาน การวิจัยที่มีคุณค่าจะต้องเป็นการเขียนที่ท าให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย และมีความเข้าใจถูกต้องและต้องเป็น การเขียนที่มีความถูกต้องตามหลักการที่ได้กล่าวในตอนต้น ซึ่งอาจสรุปได้ดังนี้ 1. ใช้ภาษาที่ชัดเจน เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา 2. ใช้ภาษาเขียนไม่ใช่ภาษาพูด 3. ใช้ประโยคที่เป็นอดีต เพราะเป็นการเขียนรายงานถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว 4. ไม่ควรใช้ภาษาต่างประเทศ ถ้ามีค าไทยหรือค าอ่านภาษาไทยใช้แทนอยู่แล้วให้เขียน ค าภาษาต่างประเทศไว้ในวงเล็บ 5. ไม่ควรใช้อักษรย่อที่รู้จักกันยังไม่แพร่หลาย ถ้าจ าเป็นต้องใช้ก็ควรวงเล็บค าเต็มไว้ด้วย โดยทั่วไปนิยมเขียนด้วยค าเต็ม 6. ไม่ใช้สรรพนาม เช่น ฉัน เธอ เขา ท่าน ถ้าต้องการแทนตัวเองให้ใช้ค าว่า “ผู้วิจัย” และถ้าต้องการแทนผู้อื่นก็ให้ระบุชื่อและนามสกุลของผู้นั้น จะไม่ระบุถึงต าแหน่ง หรือค าน าหน้า 7. ค าอธิบายในการเขียนรายงานจะต้องถูกต้องตามหลักวิชา โดยมีหลักฐานยืนยัน หรือมีเอกสารอ้างอิง ไม่ควรกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
284 8.ควรใช้ภาษาเขียนที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ตรวจทานการสะกดให้ถูกต้องทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ ถ้าสะกดผิดจะท าให้ความหมายผิดไปได้ 9. ควรใช้เครื่องหมายวรรคตอนให้ถูกต้อง เพราะจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจข้อความได้ดียิ่งขึ้น 10. ควรมีความคงที่ในการใช้ค าคือ ถ้าใช้ค าใดก็ควรใช้ค านั้นไปตลอดในการเขียน รายงานฉบับนั้น เช่น ใช้ค าว่า “ผู้เรียน” ให้ใช้ค านี้ไปตลอด ไม่ใช่ “นักเรียน” บ้าง “ผู้เรียน” บ้าง 11. การเขียนตัวเลข ควรเขียนให้เป็นระบบเดียวกันตลอด เช่น ในการน าเสนอผลการ วิเคราะห์ข้อมูล ถ้าใช้ทศนิยม 2 หลัก ก็ให้ใช้2 หลักไปโดยตลอดให้เหมือนกัน และตัวเลขที่บอก จ านวนถ้ามีเกิน 3 หลัก ควรมีเครื่องหมาย (,) ไว้ด้วย 12. สูตรสถิติที่ใช้ถ้าผู้วิจัยคิดค านวณเองจากสูตรก็ควรเขียนลงไปในรายงานการวิจัย แต่ไม่ต้องแสดงวิธีค านวณ ในปัจจุบันมีโปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติที่ใช้ค านวณด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ จึงไม่จ าเป็นต้องเขียนรายละเอียดของตัวสูตร ให้เขียนเฉพาะชื่อสูตรไว้เท่านั้น 13. การเขียนรายงานโดยรวมทั้งฉบับ ควรมีการล าดับเนื้อหาที่เป็นระบบ มีความสัมพันธ์ ต่อเนื่องกันไปอย่างราบรื่น และไม่ใช้ค าส านวนซ ้ากันในที่ใกล้กัน เช่น ในประโยคเดียวกัน ความเดียวกัน หรือย่อหน้าเดียวกัน ประเภทของรายงานการวิจัย รายงานการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. รายงานเชิงวิชาการ การเขียนรายงานการวิจัยเชิงวิชาการมักจะเน้นในเรื่องของ ระเบียบวิธีวิจัย แนวความคิด วิธีวิเคราะห์ ข้อค้นพบ ข้อสรุป และข้อเสนอแนะ โดยมีองค์ประกอบ ตลอดจนรูปแบบวิธีการน าเสนอที่แตกต่างกันไปตามรูปแบบการเขียนของแต่ละหน่วยงาน สถาบัน หรือตามรูปแบบการเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญานิพนธ์โดยส่วนประกอบส าคัญของรายงานการวิจัย เชิงวิชาการเรียงตามล าดับการน าเสนอ ดังนี้(การเขียนรายงานการวิจัยเชิงวิชาการแบบสมบูรณ์จะ กล่าวถึงในหัวข้อส่วนประกอบของรายงานการวิจัย) 1.1 ปก แบ่งเป็น ปกนอก และปกใน 1.2 ค าน า หรือกิตติกรรมประกาศ 1.3 บทคัดย่อทั้งไทย และอังกฤษ 1.4 สารบัญ 1.5 ที่มาและความส าคัญของปัญหา 1.6 วัตถุประสงค์การวิจัย 1.7 ระเบียบวิธีการวิจัย ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
285 1.8 ลักษณะของประชากรที่ศึกษา และลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง 1.9 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1.10 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 1.11 บรรณานุกรม 1.12 ภาคผนวก 2. บทความทางวิชาการ การเขียนรายงานการวิจัยในรูปของบทความทางวิชาการ มีลักษณะคล้ายคลึงกับการเขียนรายงานการวิจัยทางวิชาการ แต่จะแตกต่างกันที่ความยาวและ รายละเอียด ในการเขียนบทความทางวิชาการนั้นถ้าผู้เขียนมีความประสงค์ที่จะรายงานผลการวิจัย โดยที่ไม่เน้นในเรื่องวิชาการมากนัก ผู้เขียนอาจจะเขียนโดยใช้ภาษาที่ง่ายหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์ ทางวิชาการ มุ่งเน้นแต่เนื้อหาสาระ ข้อค้นพบและข้อเสนอแนะมากกว่าระเบียบวิธีการศึกษา ซึ่งโดย ปกติการเขียนบทความทางวิชาการมักจะมีความยาวประมาณ 2-4 หน้าเท่านั้น แต่ถ้าผู้เขียนต้องการเขียน บทความเต็มรูปแบบก็จะท าให้บทความวิชาการจะมีความยาวประมาณ 10-20 หน้า ซึ่งอาจจะแตกต่าง กันไปตามรูปแบบของแต่ละหน่วยงานหรือวารสารแต่ละเล่ม โดยทั่วไปบทความทางวิชาการมักจะ ประกอบด้วยส่วนประกอบที่ส าคัญดังนี้ 2.1 ชื่อเรื่อง หรือชื่อของงานวิจัย 2.2 ชื่อผู้วิจัย 2.3 บทคัดย่อภาษาไทย และ/หรือภาษาอังกฤษ 2.4 บทน า 2.5 วัตถุประสงค์การวิจัย 2.6 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) 2.7 วิธีการวิจัย 2.8 ผลการวิจัย 2.9 สรุปอภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 2.10 บรรณานุกรม หรือเอกสารอ้างอิง ส่วนประกอบของรายงานการวิจัย รูปแบบของรายงานการวิจัยเชิงวิชาการแบบสมบูรณ์จะประกอบด้วยส่วนที่ส าคัญ 3 ส่วน คือ (1) ส่วนหน้า (2) ส่วนเนื้อหา และ (3) ส่วนที่เป็นเอกสารอ้างอิง ซึ่งแต่ละส่วนประกอบด้วยส่วนย่อย ดังนี้ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
286 1. ส่วนหน้า 1.1 หน้าชื่อเรื่อง (Title page) 1.2 บทคัดย่อ (Abstract) 1.3 หน้าประกาศแสดงการขอบคุณ (Acknowledgement page) 1.4 หน้าสารบัญ (Table of contents) 1.5 หน้าบัญชีตาราง (List of tables) 1.6 หน้าบัญชีภาพประกอบ (List of figures) 2. ส่วนเนื้อหา 2.1 บทน า (Introduction) กล่าวถึง 2.2.1 ความเป็นมา และความส าคัญของปัญหา 2.2.2 วัตถุประสงค์การวิจัย 2.2.3 สมมติฐานของการวิจัย(ถ้ามี) 2.2.4 ข้อตกลงเบื้องต้น(ถ้ามี) 2.2.5 ขอบเขตของการศึกษา 2.2.6 ค านิยามศัพท์เฉพาะ 2.2.7 ความส าคัญของการวิจัย หรือ ประโยชน์การวิจัย 2.2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง (Review of related literature) และสมมติฐาน (สมมติฐาน อาจอยู่หลังเอกสารที่เกี่ยวข้องนี้ก็ได้ หรืออยู่หลังความมุ่งหมายการวิจัยก็ได้) 2.3 วิธีด าเนินการวิจัย กล่าวถึง 2.3.1 ระเบียบวิธีการวิจัย 2.3.2 แหล่งข้อมูล–กลุ่มตัวอย่าง 2.3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2.3.4 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 2.3.5 วิธีการ หรือสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2.4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย 2.4.1 เนื้อหาสาระที่วิเคราะห์ และสรุปได้ 2.4.2 ตารางแสดงข้อมูล และค่าสถิติ 2.4.3 แผนภูมิหรือกราฟแสดงข้อมูล 2.5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 2.5.1 ข้อความที่ระบุปัญหา และวิธีด าเนินการวิจัยอย่างย่อ 2.5.2 ข้อค้นพบหรือสรุปผลการวิจัย ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
287 2.5.3 อภิปรายผล 2.5.4 ข้อเสนอแนะส าหรับการน าไปใช้ และการท าวิจัยต่อไป 3. ส่วนหลัง – เอกสารอ้างอิง 3.1. บรรณานุกรม (Bibliography) 3.2. ภาคผนวก (Appendix) 3.3 ชีวประวัติของผู้วิจัย (Biography) การเขียนรายงานการวิจัย ส่วนหน้า การเขียนรายงานการวิจัยส่วนหน้าจะประกอบด้วย หน้าชื่อเรื่อง บทคัดย่อ หน้าประกาศ แสดงการขอบคุณ หน้าสารบัญ แสดงรายการชื่อบท หน้าบัญชีตาราง และหน้าบัญชีภาพประกอบ ซึ่ง แต่ละส่วนประกอบมีรายละเอียด ดังนี้ 1. หน้าชื่อเรื่อง คือ หน้ากระดาษที่จัดไว้เป็นหน้าแรก ถัดจากปกนอกโดยมี ข้อความทุกอย่าง เหมือนที่เขียนหน้าปก มีชื่อเรื่อง ชื่อผู้วิจัย ชื่อสถานที่ท างาน และวัน เดือน ปีที่เสนอ ผลงาน วิจัยโดยชื่อเรื่องวิจัยควรมีความสอดคล้องกับปัญหาวิจัย และวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังตัวอย่าง ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
288 รายงานการวิจัย เรื่อง การเสริมสร้างทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษาวิชาชีพครู โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ(ระยะที่ 2) โดย จิตติรัตน์แสงเลิศอุทัย คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม มีนาคม 2555 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
289 2. บทคัดย่อ เป็นส่วนที่กล่าวถึงงานวิจัยในลักษณะย่นย่อ เสนอแต่สาระส าคัญ และ เขียนอย่างกะทัดรัด แต่ได้ใจความครอบคลุมหัวข้อส าคัญซึ่งจะท าให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจงานวิจัยฉบับ นั้นได้อย่างอย่างรวบรัด โดยส่วนประกอบที่มักนิยมเขียนไว้ในบทคัดย่อ ได้แก่ วัตถุประสงค์การวิจัย วิธีด าเนินการศึกษา ซึ่งกล่าวถึงกลุ่มตัวอย่าง และการได้มาของกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูลและผลที่วิจัยได้เช่น บทคัดย่อของรายงานการวิจัย เรื่อง การเสริมสร้างทักษะ การจัดการความรู้ของนักศึกษาวิชาชีพครูโดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ(ระยะที่ 2) ดังตัวอย่าง บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เปรียบเทียบทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษา กลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติกับแบบปกติ2. ศึกษาความ พึงพอใจของนักศึกษาต่อการเสริมสร้างทักษะการจัดการความรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการ ปฏิบัติประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาวิชาชีพครูจ านวน 8 หมู่เรียน จ านวน 218คน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม ได้แก่ นักศึกษาวิชาชีพครูมหาวิทยาลัย ราชภัฏนครปฐม จ านวน 2 หมู่เรียน ได้แก่ วิชาเอกปฐมวัย จ านวน 32 คน และวิทยาศาสตร์ทั่วไป จ านวน 18คน จากนั้นจึงสุ่มอย่างง่ายเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินทักษะการจัดการความรู้และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษา ต่อการเสริมสร้างทักษะการจัดการความรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติสถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษาระหว่างกลุ่มที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติกับกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติแตกต่างกัน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และโดยกลุ่มนักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติมีทักษะการจัดการความรู้สูงกว่ากลุ่มที่ได้การจัดการเรียนรู้แบบ ปกติและความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการเสริมสร้างทักษะการจัดการความรู้โดยใช้กระบวนการ เรียนรู้จากการปฏิบัติพบว่า อยู่ในระดับมาก ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
290 3. หน้าประกาศแสดงการขอบคุณ มีชื่อว่ากิตติกรรมประกาศ หรือ ประกาศ คุณูปการ เป็นการเขียนกล่าวแสดงความขอบคุณผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ ท าให้รายงานการวิจัยนั้น ส าเร็จลุล่วงไปด้วยดีในการประกาศขอบคุณนั้น อาจรวมไว้ในหน้าค าน าเลยก็ได้ หรือแยกไว้ต่างหาก โดยเอาหน้าค าน าขึ้นก่อน ในการเขียนค าน านั้น ควรกล่าวถึงสาเหตุที่ท าให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาเรื่อง นั้น ส่วนท้ายประกาศคุณูปการ และค าน าให้ลงชื่อผู้เขียนด้วย กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยเล่มนี้ได้เสนอผลการศึกษา การเสริมสร้างทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษา วิชาชีพครูโดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้รับความร่วมมือจากบุคคลภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็น อย่างดีและที่ส าคัญงานวิจัยเล่มนี้ได้ส าเร็จลุล่วงก็ด้วยความอนุเคราะห์ของ รองศาสตราจารย์ ดร.วิชัย วงษ์ใหญ่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรชัย เนตรถนอมศักดิ์และดร.อุไร จักษ์ตรีมงคล ที่ได้ให้ความ ช่วยเหลือในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือและแผนการสอนและให้ค าแนะน าที่เป็นประโยชน์ แก่ผู้วิจัยมาโดยตลอด ท้ายนี้ผู้วิจัยขอขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลงานวิจัยฉบับนี้จะ เป็นประโยชน์ทางวิชาการและการเสริมสร้างทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมและมหาวิทยาลัยอื่นและใช้เป็นแนวทางในการศึกษาและวิจัยต่อไป ดร.จิตติรัตน์แสงเลิศอุทัย ผู้วิจัย ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
291 4. หน้าสารบัญ แสดงรายการชื่อบท และหัวข้อเรื่องในแต่ละบทตามล าดับดังที่ ปรากฏในรายงานการวิจัย ช่วยให้ผู้อ่านได้เห็นโครงสร้างของรายงานการวิจัยทั้งหมดและสะดวกในการ ค้นหาอ่านหัวข้อที่ต้องการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ตามปกติจะแบ่งหัวข้อใหญ่ออกเป็นบท ซึ่งแต่ละบทก็จะมี หัวข้อย่อยอีก และระบุเลขที่หน้าของหัวข้อนั้นไว้ทางขวามือ สารบัญ หน้า บทคัดย่อ (ก) ค าน า (ข) สารบัญ (ค) สารบัญภาพ (จ) สารบัญตาราง (ฉ) บทที่ 1 บทน า ……………………………………………………………….…..…………………………………………… 1 ที่มาและความส าคัญของปัญหา………………..……….…………………..………………….………. 1 วัตถุประสงค์การวิจัย................................................................................................... 5 สมมติฐานการวิจัย…………………………………………………………….…………………………….. 5 ขอบเขตของการวิจัย……………………………..………………………….…………………………….. 5 นิยามศัพท์…………………………………………….……..………………………………………………… 6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ……………………..………………………..….…………………………… 7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………..………………..……………….. 8 แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการความรู้…………………..……………………..………..………………... 9 แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ………………………………………………..……….. 32 แนวคิดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมข้อมูล…………………..………..…………………………….…….. 49 ครูกับ การจัดการความรู้………………….…...……………………………………..…....……….. 55 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต (หมวดวิชาชีพครู) ……………………….…....………..…...……… 58 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง………………………….…………………………………………………..……….… 60 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
292 หน้า บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย………………….………………………………………………………… 63 ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน………………………………….…………………………...… 67 ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนาแผนการสอน.………………………………….…………….…......……… 68 ขั้นตอนที่ 3 การเสริมสร้างทักษะการจัดการความรู้…………..…………………………..…… 76 ขั้นตอนที่ 4 การปรับปรุงแผนการสอน ...................................................................... 86 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ......................................................................................... 87 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษาก่อนและหลังการ เรียนการสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ.............................................. 87 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษาก่อนและหลังการ เรียนการสอนแบบปกติ................................................................................................ 88 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษาหลังการเรียนการ สอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติและแบบปกติ........................................ 88 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการเสริมสร้างทักษะการจัดการ ความรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ.......................................................... 87 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 91 สรุปผลการวิจัย 91 อภิปรายผลการวิจัย 92 ข้อเสนอแนะ 94 บรรณานุกรม 95 ภาคผนวก 104 ประวัติผู้วิจัย 143 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
293 5. หน้าบัญชีตาราง เป็นหน้าที่เรียงล าดับต่อจากหน้าสารบัญ แสดงชื่อของตาราง ทุกตารางเรียงล าดับตามที่ปรากฏอยู่ในรายงานการวิจัย และระบุหน้าที่มีตารางนั้นปรากฏอยู่ บางครั้งเรียกว่าสารบัญตาราง สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 2.1 แสดงการเปรียบเทียบการเรียนรู้รูปแบบเดิมกับรูปแบบใหม่ .................................... 43 2.2 แสดงลักษณะของการสอนแบบเก่าและแบบใหม่ ...................................................... 57 2.3 แสดงการวิเคราะห์หลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม .................................. 59 3.1 แสดงขั้นตอนการเสริมสร้างทักษะการจัดการความรู้................................................. 64 4.1 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษาก่อนและหลัง การเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ....................................... 87 4.2 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษาก่อนและหลัง การเรียนการสอนโดยใช้การสอนแบบปกติ................................................................ 87 4.3 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษาหลังการเรียน การสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติและแบบปกติ………………………….. 88 4.4 ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนความพึงพอใจ ............ 88 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
294 6. หน้าบัญชีภาพประกอบ เป็นหน้าสุดท้ายในส่วนประกอบตอนต้นแสดงชื่อ ภาพประกอบ (ได้แก่กราฟ แผนภูมิภาพเขียน แผนที่แผนผัง ไดอะแกรม (Diagram)และภาพถ่ายเอกสาร ทั้งหมดตามล าดับที่มีอยู่ในรายงานการวิจัย และมีเลขหน้าระบุ) สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 2.1 แสดงลักษณะการเปลี่ยนรูปแบบความรู้……................................…………………………… 24 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
295 ส่วนเนื้อหา ส่วนเนื้อหาเป็นส่วนที่ส าคัญที่สุดของรายงานการวิจัย เพราะเป็นส่วนที่แสดงสาระส าคัญ ของการวิจัย รายงานการวิจัยในรูปแบบของวิทยานิพนธ์ปริญญานิพนธ์ ซึ่งถือว่าเป็นรายงานการวิจัย ที่สมบูรณ์มักเสนอเป็นบท มี4 บท หรือ 5 บท ดังนี้ 1. บทที่1 บทน า ประกอบด้วย 1.1 ความเป็นมา และความส าคัญของปัญหา เป็นการเขียนถึงความเป็นมาของ ปัญหา ความส าคัญของปัญหา และการอ้างอิงหลักการ ทฤษฎี และข้อมูลเกี่ยวข้องกับปัญหาที่ศึกษา เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจและเห็นความส าคัญของปัญหาที่วิจัย มีรายละเอียดแต่ละหัวข้อ ดังนี้ ที่มา และความส าคัญของปัญหา แนวคิดด้านการจัดการความรู้มีมุมมองต่อความรู้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่าของบุคคล และหน่วยงานหรือองค์กร การจัดการความรู้ถือเป็นเครื่องมือส าหรับการบริหารที่ส าคัญในสังคม แห่งความรู้การสร้างสรรค์การแลกเปลี่ยน และใช้ความรู้ ถือเป็นสิ่งที่ต้องน าไปประยุกต์เข้ากับ กิจกรรมและงานอย่างต่อเนื่องและสม ่าเสมอ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของบุคคลนับเป็นกระบวนการ ส าคัญอย่างหนึ่งที่ท าให้เกิดการเรียนรู้โดยเฉพาะเมื่อมีความหลากหลายของผู้คนในด้านอายุ อาชีพ ประสบการณ์ ความช านาญ พลังของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็จะยิ่งสูงขึ้น ทั้งนี้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ภายใต้การปะทะสังสรรค์ของบุคคลนั้น ถือเป็นกระบวนการส าคัญอย่างหนึ่งของการจัดการความรู้ ซึ่งสอดคล้องกับที่ มนต์ชัย พินิจจิตรสมุทร (2548, หน้า 60) ได้กล่าวไว้ว่า การจัดการความรู้เป็นการ บริหารจัดการเกี่ยวกับความรู้โดยให้มีกระบวนการสร้าง การจัดเก็บ การถ่ายทอดและการใช้ ประโยชน์ในความรู้ให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วทั้งองค์กร และเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้าง ขีดความสามารถทางการแข่งขันและการปรับตัวขององค์กร ดังนั้น การจัดการความรู้จึงเป็น กระบวนการในการน าความรู้ที่มีอยู่หรือที่ได้เรียนรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือสร้างเป็นความรู้ หรือนวัตกรรม ดังนั้นทักษะการจัดการความรู้ จึงเป็นทักษะหนึ่งที่จ าเป็นต่อการพัฒนาตนและการ พัฒนาการคิดของบุคคล ประกอบกับผลการสัมมนาในประเด็นจะเตรียมครูกันอย่างไร พบว่าครูในโลก ยุคโลกาภิวัตน์จะต้องเป็นทั้งผู้ให้ความรู้ผู้ให้เครื่องมือแสวงหาความรู้และเป็นผู้จุดไฟแห่งการเรียนรู้ ฉะนั้นครูจะต้องเป็นผู้รอบรู้ในเนื้อหาวิชา ครูจะต้องแตกฉานในทักษะและวิธีการแสวงหาความรู้ สมัยใหม่ และเป็นผู้ที่มีความรอบรู้อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับแหล่งความรู้อีกทั้งยังต้องเป็นนักจิตวิทยา ชั้นดีที่สามารถกระตุ้นความใฝ่รู้ใฝ่เรียนให้ผู้เรียนอีกด้วย ครูจะต้องติดตามความก้าวหน้าในเทคนิค วิธีการสอนอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า กระบวนการ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
296 ในการพัฒนาสมรรถภาพของครู ควรเป็นกระบวนการที่ใช้การฝึกปฏิบัติซึ่งสอดคล้องกับที่ แมคกริล และบรอคแบงค์ (McGill & Brockbank, 2004, p. 11) ที่กล่าวว่า การเรียนรู้จากการปฏิบัติเป็น กระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยการสนับสนุนของกลุ่มและเป็นการเรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้น จริงจากการปฏิบัติงาน โดยสมาชิกในกลุ่มหรือกลุ่มสามารถเรียนรู้ปัญหาและการแก้ไขปัญหาซึ่งกัน และกันและยังสามารถให้การสนับสนุนสมาชิกในกลุ่ม ดังนั้นในการเสริมสร้างทักษะการจัดการความรู้ ในครั้งนี้ ผู้วิจัยจะน าแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้จากการปฏิบัติมาเป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรม การเรียนการสอนในรายวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้เนื่องจากการเรียนรู้จากการปฏิบัติจะเป็น การเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม เป็นการคล้องรวมความรู้ใหม่หรือ ประสบการณ์ใหม่เข้ากับความรู้เดิมหรือประสบการณ์เดิม ซึ่งจะน าไป สู่การเปลี่ยนแปลงของบุคคล สิ่งที่ได้เรียนรู้จะมุ่งเน้นไปที่กระบวนการเปลี่ยนแปลงเพื่อน าไปสู่การปฏิบัติต่อไป จึงก่อให้เกิดการ เรียนรู้และการพัฒนาที่เหมาะสมและสนับสนุนต่อบริบททางสังคม ดังที่ ดิลเวิร์ธ (วารินทร์สินสูงสุด, 2548, หน้า 16-20; อ้างอิงจาก Dilworth, 1998, Action Learning in a Nutshell. Performance Improvement Quarterly, 11 (1), 35.) ได้กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้จากการปฏิบัติเป็นกระบวนการ เรียนรู้ร่วมกันของกลุ่ม โดยการเรียนรู้จาก การปฏิบัติจะเริ่มต้นที่แต่ละบุคคลน าประเด็นปัญหา ของตนน าเสนอต่อกลุ่มแล้วให้สมาชิกในกลุ่มร่วมกันหาแนวทางการแก้ไขปัญหาการเรียนรู้จากการ ปฏิบัติจึงเป็นการเรียนรู้ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันทั้งระหว่างสมาชิกในกลุ่มและผู้อ านวยการกลุ่ม ซึ่งปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจะแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่มีต่อกันระหว่างสมาชิก ภายในกลุ่ม และสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาทักษะ ที่มุ่งเน้นการใช้การปฏิบัติเพื่อการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมของบุคคล ประกอบกับธรรมชาติของรายวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่ต้องการให้ นักศึกษาได้ค้นหาความรู้ความจริงอย่างเป็นระบบและฝึกปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียนด้วยตนเองตาม กระบวนการวิจัย 1.2 จุดมุ่งหมายของการวิจัย หรือวัตถุประสงค์ของการวิจัย เป็นการเขียนถึงสิ่งที่ ต้องการศึกษาที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจชัดเจนว่าผู้วิจัยจะศึกษาอะไรบ้าง ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษากลุ่มที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติกับแบบปกติ 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการเสริมสร้างทักษะการจัดการ ความรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติดังนี้ 1.3 สมมติฐานการวิจัย เป็นการคาดคะเนค าตอบต่อปัญหาที่วิจัยไว้ล่วงหน้า อย่างมีเหตุผล เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา สมมติฐานบางครั้งอาจน าไปไว้ในส่วนหลังของเอกสาร ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
297 ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยก็ได้เพราะการตั้งสมมติฐานต้องอาศัยทฤษฎี และรายงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นแนวทางในการตั้งสมมติฐานการวิจัย ดังนี้ สมมติฐานการวิจัย นักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ กับที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติมีทักษะการจัดการความรู้แตกต่างกัน 1.4 ขอบเขตของการวิจัย เป็นการล้อมกรอบหรือก าหนดวงจ ากัดของการวิจัย ให้แน่นอนว่า ตัวปัญหานั้นมีขอบข่ายในการศึกษากว้างแคบแค่ไหน ดังนี้ ขอบเขตการวิจัย 1. การเสริมสร้างทักษะการจัดการความรู้มุ่งเสริมสร้างทักษะการจัดการความรู้ ส าหรับนักศึกษาวิชาชีพครูที่จะน าไปใช้ในการปฏิบัติงานเท่านั้นซึ่งได้แก่ ทักษะการแสวงหาความรู้ การสร้างผลิตภัณฑ์ความรู้การแลกเปลี่ยนความรู้และการท างานร่วมกับผู้อื่นและการ บูรณาการ ความรู้ 2.กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักศึกษาวิชาชีพครูชั้นปีที่ 3ของมหาวิทยาลัย ราชภัฏนครปฐม เป็นกลุ่มทดลอง จ านวน 18 คน กลุ่มควบคุม จ านวน 32 คน 3. แผนการสอนที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแผนการสอนที่ใช้การเรียนรู้จากการ ปฏิบัติเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนและใช้เวลา 28 ชั่วโมง ในการเสริมสร้างทักษะการจัดการความรู้ มิได้เป็นแผนการสอนตลอดภาคการศึกษา 1.5 ข้อตกลงเบื้องต้น เป็นการก าหนดเงื่อนไขหรือข้อความจริงบางอย่างเกี่ยวกับ การวิจัยนั้นให้เกิดความเข้าใจตรงกันร่วมกับผู้อ่านตั้งแต่ตอนต้นไว้ก่อน เพื่อว่าเมื่ออ่านผลการวิจัยจะ ได้ยอมรับภายใต้ข้อตกลงนั้น ส่วนนี้ไม่จ าเป็นต้องมีในงานวิจัยทุกเรื่อง 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ เป็นการให้ค าจ ากัดความค าบางค า และตัวแปรที่ศึกษา ให้เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าหมายถึงอะไร เพื่อให้เห็นแนวทางในการสร้างเครื่องมือเก็บข้อมูล ดังนี้ นิยามศัพท์เฉพาะ ทักษะการจัดการความรู้ หมายถึง กระบวนการในการน าความรู้ที่มีอยู่หรือที่ได้ เรียนรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือสร้างเป็นความรู้หรือนวัตกรรม โดยการจัดการสารนิเทศและ ความรู้จะกระท าผ่านกระบวนการ เช่น กระบวนการสร้าง การรวบรวม การจัดเก็บ การแลกเปลี่ยน การใช้ความรู้และการน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานซึ่งประกอบด้วยทักษะด้าน การแสวงหาความรู้หมายถึง ความสามารถของนักศึกษาวิชาชีพครูในการ ก าหนดสิ่งที่ต้องการที่จะเรียนรู้แหล่งการเรียนรู้และสามารถสืบค้นข้อมูลที่ต้องการจากแหล่งข้อมูล ที่หลากหลายและเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลอื่น ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
298 การสร้างผลิตภัณฑ์ความรู้หมายถึง ความสามารถของนักศึกษาวิชาชีพครู ในการวิเคราะห์สังเคราะห์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า สืบค้น รวบรวมมาสร้างเป็นความรู้ที่มี ความถูกต้อง การแลกเปลี่ยนความรู้และการท างานร่วมกับผู้อื่น หมายถึง ความสามารถ ของนักศึกษาวิชาชีพครูในการระดมความคิดและประสบการณ์ของตนหรือกลุ่มออกมาแลกเปลี่ยน เรียนรู้แบ่งปันและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกับบุคคลอื่น การบูรณาการความรู้หมายถึง ความสามารถของนักศึกษาวิชาชีพครู ในการน าข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมาผสมผสานเพื่อการน าไปใช้ โดยการสรุปเปรียบเทียบ เชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบรวมทั้งแปลงข้อมูลเป็นสารสนเทศและน ามาบูรณาการได้อย่างเหมาะสม 1.7 ความส าคัญของการวิจัย หรือประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับเป็น การกล่าวถึง ผลของการศึกษาวิจัยว่าจะเกิดประโยชน์อย่างไร ท าให้ทราบอะไรบ้าง และน าไปใช้แก้ปัญหา หรือปรับปรุงอะไรได้บ้าง ดังนี้ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ผลจากการวิจัยครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตครูน าไปใช้เป็น แนวทางในการเสริมสร้างทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษาวิชาชีพครูและเป็นการเริ่มต้นส าหรับ สถาบันการศึกษาที่จะท าวิจัยและพัฒนาทักษะที่จ าเป็นส าหรับนักศึกษาวิชาชีพครู การน าเสนอในส่วนที่เป็นบทน านี้จะท าให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจที่กว้างขวางเกี่ยวกับ หัวข้อที่วิจัย และทราบแนวทางในการศึกษาด้วย 2. บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง บทนี้เป็นการกล่าวถึงเอกสาร และรายงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อปัญหาที่วิจัย (ในส่วนนี้ถ้ามีน้อยอาจน าไปรวมไว้ในบทที่ 1 ก็ได้ ก็จะท าให้รายงาน นั้นมี 4 บท) การน าเสนอเอกสารที่เกี่ยวข้องจะท าให้ผู้อ่านได้ทราบว่าเรื่องที่วิจัยนั้นมีทฤษฎีหรือ หลักการใดบ้าง ที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น และมีผู้ใดท าการวิจัยค้นคว้าในเรื่องที่คล้ายกันมาแล้วบ้าง ทั้งภายในและต่างประเทศ นอกจากนี้งานวิจัยที่เกี่ยวข้องนี้ยังจะเป็นประโยชน์ในการอภิปรายผล โดยในการน าเสนอแต่ละเรื่องต้องอ้างอิงแหล่งที่มาโดยเขียนให้ถูกต้องตามรูปแบบมาตรฐานการเขียน ผลงานทางวิชาการ ในการเขียนเอกสารที่เกี่ยวข้องนั้น ควรมีการสรุปในทุกเรื่องที่ศึกษา และการ เขียนสรุปเอกสารที่เกี่ยวข้องได้ดีก็จะมีผลต่อการเขียนบทที่ 1 ด้วย ดังนี้ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเพื่อเป็นพื้นฐานในการวิจัยครั้งนี้ โดยจะเสนอตามล าดับดังนี้ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
299 1. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการความรู้ ความหมายของการจัดการความรู้ แนวคิดของการจัดการความรู้ องค์ประกอบและกระบวนการของการจัดการความรู้ ลักษณะและประเภทของการจัดการความรู้ ประโยชน์ของการจัดการความรู้ เทคโนโลยีกับการจัดการความรู้ 2. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ความหมายของการเรียนรู้จากการปฏิบัติ หลักการและแนวคิดของการเรียนรู้จากการปฏิบัติ องค์ประกอบของกระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ขั้นตอนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ การประเมินการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ประโยชน์ของการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ 3. แนวคิดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมข้อมูล ความหมายและลักษณะของสถาปัตยกรรมข้อมูล การออกแบบสถาปัตยกรรมข้อมูล บทบาทของสถาปัตยกรรมข้อมูล 4. ครูกับ การจัดการความรู้ บทบาทของครูผู้สอน ทักษะของครูผู้สอน 5. หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต (หมวดวิชาชีพครู) 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3. บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย ในบทนี้เป็นการกล่าวถึงรายละเอียดวิธีการศึกษาวิจัย ถ้าเป็นการวิจัยเชิงทดลอง จะเริ่มตั้งแต่การน าเสนอแบบแผนการวิจัย แหล่งข้อมูล ได้แก่ ลักษณะ ประชากร ลักษณะกลุ่มตัวอย่าง วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่าง และขนาดของ กลุ่มตัวอย่าง ในการอธิบายวิธีสุ่ม กลุ่มตัวอย่างพยายามเขียนให้ชัดเจน เขียนให้เห็นล าดับขั้นตอนในการสุ่มเป็นข้อและในบางครั้งอาจ แสดงรายละเอียดจ านวนประชากร และกลุ่มตัวอย่างโดยแสดงในรูปของตารางประกอบด้วยก็ได้ หลังจากนี้ก็กล่าวถึงเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยระบุให้ทราบว่ามีเครื่องมือชนิดใดบ้าง ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง หรือดัดแปลงปรับปรุงจากของผู้อื่น ลักษณะของเครื่องมือเป็นอย่างไร มีวิธีการตอบ อย่างไร มีเกณฑ์การให้คะแนนอย่างไร ยกตัวอย่างเครื่องมือ และวิธีการตอบประกอบด้วย ซึ่งส่วนนี้ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
300 อาจน าไปแสดงไว้ในภาคผนวกก็ได้ต่อจากนั้นจึงกล่าวถึงการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความเที่ยงตรง และความเชื่อมั่น การอธิบายเกี่ยวกับการสร้างเครื่องมือ และการ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ อาจอธิบายไปพร้อมกันตามล าดับขั้นตอนของการปฏิบัติจริง หรืออาจ แยกเขียนทีละตอนก็ได้ และควรจะได้ระบุค่าตัวเลขของความเชื่อมั่นของเครื่องมือไว้ด้วย ถ้ามีเครื่องมือ หลายชนิด และหาคุณภาพหลายด้าน อาจต้องแสดงในรูปของตารางและหากมีรายละเอียดมากสามารถ น าไปแสดงไว้ในภาคผนวกได้ แล้วจึงกล่าวรายงานถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้ลงมือปฏิบัติการจริง และสุดท้ายกล่าวถึงสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งจะประกอบด้วยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยตรง ได้แก่ สถิติที่ใช้หาคุณภาพเครื่องมือ และสถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน โดยแสดงให้ทราบถึง สูตรที่ใช้ในการค านวณ วิธีด าเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ได้แก่ นักศึกษาวิชาชีพครู8 หมู่เรียน จ านวน 218คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาวิชาชีพครูมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จ านวน 2 หมู่เรียน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่มจากหมู่เรียนนักศึกษา ได้แก่ สาขาวิชาปฐมวัย จ านวน 32 คนและ วิทยาศาสตร์ทั่วไป จ านวน 18 คน จากนั้นจึงสุ่มอย่างง่ายเป็นกลุ่มควบคุม (สาขาวิชาปฐมวัย) และกลุ่ม ทดลอง (สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป) แบบแผนการทดลอง ในการวิจัยครั้งนี้ใช้แบบแผนการทดลองแบบ Non –randomize Control group pretest – posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้ จากการปฏิบัติมีรายละเอียดประกอบด้วย ค าอธิบายหน่วยการเรียน วัตถุประสงค์การเรียนรู้เค้าโครง เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล กิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติประกอบด้วย 7 ขั้น ดังนี้ 1. การวิเคราะห์และก าหนดปัญหาที่ต้องการแก้ไขหรือพัฒนา 2. การก าหนดกลุ่มหรือทีม 3. พันธสัญญาร่วมกัน 4. การก าหนดที่ปรึกษาและแหล่งการเรียนรู้ 5. การวางแผนการแก้ปัญหา 6. การด าเนินการแก้ปัญหาตามแผน 7. การน าเสนอผลการเรียนรู้และข้อปฏิบัติต่อไป ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
301 แผนการสอนได้ผ่านการประเมินโครงร่างแผนการสอนโดยผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 คน พบว่า โครงร่างแผนการสอนมีความสอดคล้องกันทุกองค์ประกอบ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.67 – 1.00 และโครงร่างแผนการสอนมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ( ) X = .4 64 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย แบบประเมิน ทักษะการจัดการความรู้และแบบสอบถามความพึงพอใจ มีขั้นตอนการสร้างและการพัฒนา ดังนี้ 1. แบบประเมินทักษะการจัดการความรู้เป็นแบบประเมินทักษะใน 4 ด้าน คือ ทักษะ การแสวงหาความรู้ทักษะการสร้างผลิตภัณฑ์ความรู้ทักษะการแลกเปลี่ยนความรู้และการท างาน ร่วมกับผู้อื่น ทักษะการบูรณาการความรู้มีการหาคุณภาพของเครื่องมือด้านความเที่ยงตรงโดยการ ประเมินความสอดคล้องพบว่า แบบประเมินทักษะการจัดการความรู้มีค่าดัชนีความสอดคล้องในแต่ละ รายการประเมิน ระหว่าง 0.67-1.00 มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.82 2. เครื่องมือวัดความพึงพอใจเป็นแบบสอบถามมาตรประเมินค่า 5 ระดับเกี่ยวกับความพึงพอใจ ของนักศึกษาต่อการเสริมสร้างทักษะการจัดการความรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ มีการหาคุณภาพของเครื่องมือด้านความเที่ยงตรงโดยการประเมินความสอดคล้องพบว่าแบบสอบถาม ความพึงพอใจมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67-1.00 มีความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.86 การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการน าแผนการสอนที่สร้างขึ้นไปใช้กับนักศึกษา วิชาชีพครูชั้นปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ในรายวิชา การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้เวลา 7 สัปดาห์ในการฝึกทักษะการจัดการความรู้ การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการเสริมสร้างทักษะการจัดการความ รู้โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบทักษะ การจัดการความรู้ระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองโดยใช้สถิติที (t-test independent sample) 4. บทที่4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล และการแปลผล บทนี้นับว่าเป็นหัวใจส าคัญของ การรายงานการวิจัยเพราะเป็นการเสนอข้อค้นพบที่ได้การรายงานในส่วนนี้เป็นการน าผลการวิเคราะห์ มารายงานไปตามล าดับ ซึ่งจะสอดคล้องกับล าดับของวัตถุประสงค์การวิจัย (หรือสมมติฐานการวิจัย) การน าเสนอผลวิเคราะห์นี้อาจน าเสนอเป็นกราฟ แผนภูมิ หรือตารางก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และที่ส าคัญคือต้องมีการอธิบายความหมายของกราฟ แผนภูมิ และค่าตัวเลขไว้ใต้กราฟหรือใต้ตาราง ด้วยทุกครั้ง เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของผลการวิเคราะห์ที่น าเสนอได้อย่างถูกต้องชัดเจน ถ้าเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพให้สรุปสาระส าคัญตามวัตถุประสงค์การวิจัย ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น