The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือประกอบการเรียนรายวิชาการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by HALLO PUBLISHING, 2023-04-03 10:15:39

วิธีวิทยาการวิจัยทางการศึกษา

หนังสือประกอบการเรียนรายวิชาการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

Keywords: วิธีวิทยาการวิจัยทางการศึกษา

302 ผลการวิจัย 1. ผลการเปรียบเทียบทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษาวิชาชีพครูระหว่างกลุ่ม ควบคุมและกลุ่มทดลอง ดังตาราง 1 การประเมิน n X S.D. t กลุ่มควบคุม 32 4.84 0.80 13.39* กลุ่มทดลอง 18 10.22 1.59 * มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตาราง แสดงว่า ทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษาระหว่างกลุ่มที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติกับกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษากลุ่มที่ได้รับการ การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ( ) X = 10.22 สูงกว่าทักษะการจัดการ ความรู้ของนักศึกษากลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ ( ) X = .484 2. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการเสริมสร้างทักษะการจัดการความรู้ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติพบว่า โดยภาพรวมนักศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ ความเอาใจใส่ของอาจารย์ในการให้ค าแนะน าและเป็นที่ปรึกษา ( ) X = .456 และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต ่าสุดได้แก่ ความเหมาะสมของระยะเวลาที่ปฏิบัติกิจกรรม ( ) X = .378 5. บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ บทนี้เป็นบทสุดท้ายของรายงาน จะกล่าวสรุปถึงงานวิจัยที่ได้กระท ามาอย่างย่นย่อแต่ได้สาระส าคัญ โดยกล่าวตั้งแต่วัตถุประสงค์ การวิจัย สมมติฐาน ความส าคัญของการวิจัย วิธีด าเนินการศึกษา และผลการวิจัย ซึ่งผลการวิจัย ในที่นี้ เป็นการน าเอาผลวิเคราะห์ที่ได้แปลความหมายแล้วในบทที่ 4 มากล่าวสรุปอีกครั้งหนึ่ง โดยเขียนสรุปเป็นข้อ เพื่อเน้นการตอบค าถามตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างครบถ้วน โดยเขียนในรูปของ ข้อความที่คล้ายคลึงกับการเขียนสมมติฐาน เพื่อชี้ให้เห็นว่าผลการวิจัยที่ได้นั้นสอดคล้องหรือขัดแย้ง กับสมมติฐาน เมื่อเขียนสรุปผลหมดแล้วจึงอภิปรายผลการอภิปรายผล ซึ่งมีล าดับการเขียนสอดคล้อง กับล าดับของการน าเสนอผลการวิจัย การอภิปรายผลเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ผลการวิจัยที่ได้ว่า สอดคล้องหรือขัดแย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ และสอดคล้องหรือขัดแย้งกับทฤษฎีและผลการวิจัยของผู้อื่น อย่างไรบ้างในทั้ง2 กรณีจึงต้องน าข้อเท็จจริงจากทฤษฎีและผลการวิจัยที่พบในลักษณะคล้ายคลึงกัน มาแสดงประกอบเทียบเคียงไว้ด้วย นอกจากนี้อาจน าข้อสังเกตบางประการที่ผู้วิจัยพบ ซึ่งเกี่ยวเนื่อง กับผลวิจัยมากล่าวไว้ด้วย ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ผู้อ่านได้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหานั้นอย่าง ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


303 ละเอียดลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งเป็นการชี้ช่องให้เห็นถึงแง่มุม และวิธีการที่จะศึกษาปัญหาวิจัยนั้นต่อไป อีกด้วย พึงระลึกไว้ว่า ผลวิจัยที่ดีไม่ได้หมายถึงการได้ข้อค้นพบที่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ แต่ที่ส าคัญคือ ผลการวิจัยนั้นจะต้องได้มาจากข้อมูลที่มีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้เท่านั้น สรุปผลการวิจัย 1. ทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษาระหว่างกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติกับกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติแตกต่างกันอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการเสริมสร้างทักษะการจัดการ ความรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก อภิปรายผลการวิจัย 1. ทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษาระหว่างกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติกับแบบปกติแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผล การประเมินทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษา กลุ่มที่ได้รับการการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ เรียนรู้จากการปฏิบัติมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าผลการประเมินทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษากลุ่มที่ ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติเนื่องจากการเรียนรู้จากการปฏิบัติเป็นกระบวนการเรียนรู้ อย่างต่อเนื่อง โดยการสนับสนุนของกลุ่มและอาจารย์ที่เป็นที่ปรึกษา ในการให้ค าแนะน า เช่น แหล่ง การเรียนรู้การสืบค้นข้อมูลและการน าเสนอข้อมูล และนักศึกษายังได้ฝึกทักษะการจัดการความรู้ ทั้งทักษะการแสวงหาความรู้การสร้างความรู้การแลกเปลี่ยนความรู้และการท างานร่วมกับผู้อื่นและ การบูรณาการความรู้จากสถานการณ์การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ในโรงเรียนที่นักศึกษาไปทดลอง เก็บรวบรวมข้อมูล ท าให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะการจัดการความรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในการ ปฏิบัติงาน โดยสมาชิกในกลุ่มหรือระหว่างกลุ่มสามารถเรียนรู้ปัญหาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน การเรียนรู้จากการปฏิบัติเป็นกระบวนการเรียนรู้และสะท้อนความคิดอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสนับสนุน จากเพื่อนร่วมกลุ่ม ด้วยความตั้งใจที่จะท าให้งานแล้วเสร็จ เป็นการท างานในปัญหาจริงและสะท้อน ประสบการณ์จริงของตน (McGill & Beaty, 2002, p. 11)ผลจากการปฏิบัติจริง การท างานด้วยตนเอง และการปฏิสัมพันธ์กันภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม จึงท าให้ทักษะการจัดการความรู้ของนักศึกษา ในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการสอนแบบปกติ 2. การศึกษาความพึงพอใจต่อการเสริมสร้างทักษะการจัดการความรู้โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติพบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเสริมสร้างทักษะ การจัดการความรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก การที่ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


304 นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้จากการปฏิบัติในระดับมาก เนื่องจากการเรียนรู้จากการปฏิบัติ เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติด้วยตนเองและกลุ่ม เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ แสดงออกถึงความสามารถ ความคิดที่ตนเองมีอยู่ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ดังที่ อาชัญญา รัตนอุบล (2547, หน้า 1-3) ได้กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้จากการปฏิบัติเป็นการเรียนรู้ที่มีพื้นฐานจากการที่บุคคล ที่เรียนรู้ได้เผชิญกับสภาพปัญหาจริงที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นปัญหาในการท างานหรือปัญหาในชีวิตจริง แล้วต้องการที่จะหาค าตอบเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยพยายามที่จะเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อแก้ไขปัญหานั้นร่วมกัน การเรียนรู้จากการปฏิบัติจึงเป็นการเรียนรู้ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันทั้งระหว่าง สมาชิกในกลุ่มและผู้อ านวยการกลุ่ม ซึ่งปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจะแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและ ความสัมพันธ์ที่มีต่อกันระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม นอกจากนี้อาจารย์ผู้สอนยังให้ความความเอาใจใส่ ให้ค าแนะน าและเป็นที่ปรึกษาเมื่อนักศึกษาเกิดปัญหา จึงท าให้นักศึกษาเกิดความพึงพอใจและ เกิดความรู้สึกที่ดีต่อการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ 1.1 จากผลการวิจัยจะเห็นได้ว่าการเรียนรู้จากการปฏิบัติสามารถเสริมสร้าง ทักษะการจัดการความรู้ให้กับนักศึกษาวิชาชีพครูได้ดังนั้นอาจารย์ผู้สอนในวิชาอื่นก็สามารถ น ากระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติไปใช้ในวิชาของตนเองได้ 1.2 จากผลการวิจัยจะเห็นได้ว่านักศึกษาวิชาชีพครูมีความพึงพอใจต่อการ เรียนรู้จากการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ ความเอาใจใส่ของอาจารย์ ในการให้ค าแนะน าและเป็นที่ปรึกษา ดังนั้นอาจารย์ควรเอาใจใส่ ให้ค าแนะน าและเป็นที่ปรึกษาที่ดี ให้กับนักศึกษาทั้งในและนอกห้องเรียน 2. ข้อเสนอแนะในการท าวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับบทบาทของอาจารย์ต่อการเสริมสร้างทักษะ การจัดการความรู้ 2.2 ควรมีการศึกษาวิจัยการใช้กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติในการเสริม คุณลักษณะอื่นที่จ าเป็นของนักศึกษา 2.3ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยเชิงสาเหตุ หรือปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทักษะ การจัดการความรู้ของนักศึกษาวิชาชีพครู ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


305 ส่วนหลัง ส่วนหลังคือส่วนท้ายรายงานวิจัยที่ไม่รวมอยู่ในรายงานวิจัย 5 บท เป็นส่วนที่ประกอบด้วย บรรณานุกรม หรือเอกสารอ้างอิงและภาคผนวก ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. บรรณานุกรม เป็นส่วนที่อยู่ต่อจากบทสุดท้ายของตัวรายงาน เป็นที่รวบรวม หลักฐานของเอกสารที่ใช้อ้างอิงที่ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าทั้งหมด ในการเขียนบรรณานุกรม จะเขียนเรียง ตามล าดับอักษรโดยเรียงจากเอกสารภาษาไทยก่อน แล้วจึงเรียงภาษาอังกฤษตามโดยเรียงแยกออกจากกัน ภาษาไทย ดังนี้ มาเรียม นิลพันธุ์. (2553). วิธีวิจัยทางการศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 3). นครปฐม: ศูนย์วิจัย และพัฒนาทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. ภาษาอังกฤษ Creswell, J. W. & Plano Clark, V. K. (2011). Mixed Method Research. Los Angeles: SAGE. 2. ภาคผนวก เป็นส่วนที่อยู่ต่อจากบรรณานุกรม เป็นที่รวบรวมรายละเอียดของ ข้อมูลบางอย่าง เช่น คะแนนที่กลุ่มตัวอย่างท าได้ซึ่งอยู่ในรูปคะแนนดิบเพื่อเป็นหลักฐาน รายละเอียด เกี่ยวกับเครื่องมือ เช่น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ตัวอย่างหนังสือน าขอความร่วมมือในการวิจัย ภาพประกอบบางอย่างเกี่ยวกับทดลองซึ่งรายละเอียดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่จ าเป็นต้องกล่าวไว้ในตัว รายงาน (ในบทที่ 3) ดังนั้น ภาคผนวกจึงอาจมีหลายตอนก็ได้ก็แยกเขียนเป็นภาคผนวก ก. ภาคผนวก ข. ต่อไปตามล าดับ ก่อนจะเสนอรายการของภาคผนวก ควรมีใบน าก่อนแล้วพิมพ์ค าว่า “ภาคผนวก” ไว้ตรง กลางหน้าและถ้ามีหลายเรื่องก็แยกพิมพ์ว่า ภาคผนวก ก คืออะไร ภาคผนวก ข คืออะไร การประเมินผลงานวิจัย การประเมินผลงานวิจัย เป็นการพิจารณาตัดสินคุณค่าหรือคุณภาพของงานวิจัยแต่ละ เรื่องจากรายงานการวิจัยว่างานวิจัยที่พิมพ์เผยแพร่เรื่องนั้นมีความสมบูรณ์และมีความน่าเชื่อถือ เพียงพอที่จะน าไปใช้อ้างอิงหรือใช้ประโยชน์ในการพัฒนางานที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่ ซึ่งต้องอาศัย การประเมินผลงานวิจัยอย่างครบถ้วนตามประเด็นที่ก าหนด ดังนั้นการประเมินผลงานวิจัยจึงหมายถึง การพิจารณาตัดสินคุณค่าของงานวิจัยว่ามีความถูกต้องเหมาะสมตามระเบียบวิธีการวิจัยในศาสตร์นั้น และมีคุณภาพมากน้อยหรือไม่เพียงใด อย่างไรก็ตามในการพิจารณาตัดสินคุณค่าของงานวิจัยนั้นมักจะ กระท าในประเด็นย่อยแล้วน าคุณภาพของรายงานการวิจัยไปเทียบกับเกณฑ์ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


306 ประโยชน์ของการประเมินผลงานวิจัย การประเมินผลงานวิจัยมีประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องดังนี้ (วาโร เพ็งสวัสดิ์, 2551, หน้า 441) 1. ประโยชน์ต่อนักวิจัยใหม่ นักวิจัยที่เริ่มต้นท าการวิจัยถ้าหากได้เรียนรู้เกี่ยวกับแนวทาง ในการประเมินผลการวิจัยแล้ว จะท าให้ทราบแนวทาง และเกณฑ์ในการประเมินผลงานวิจัย ซึ่งจะ ช่วยในการตัดสินใจว่างานวิจัยแต่ละเรื่องมีคุณภาพหรือไม่ มีจุดเด่น จุดด้อยในเรื่องใด ซึ่งท าให้ได้ แนวทางในการพิจารณาการด าเนินงานวิจัยของตนเองให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ต่อไปได้ 2. ประโยชน์ต่อนักวิจัยอาชีพ นักวิจัยอาชีพจ าเป็นต้องศึกษาค้นคว้า หรืออ่านรายงาน การวิจัยอยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการวิจัย เพิ่มพูนความรู้ในศาสตร์ที่ตนเองเกี่ยวข้อง และเพื่อเป็นหลักฐานสนับสนุนการอ้างอิงสนับสนุนการด าเนินงานวิจัยของตนเอง 3. ประโยชน์ต่อผู้สนใจทั่วไป ผู้ที่สนใจงานวิจัยโดยทั่วไปหากมีความรู้ความเข้าใจในแนวทาง การประเมินผลงานวิจัยแล้ว ก็จะช่วยให้สามารถพิจารณาตัดสินใจว่าควรเลือกอ่าน หรือใช้ผลงานวิจัย เรื่องใดจึงจะเป็นเรื่องที่มีคุณภาพ และก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด วัตถุประสงค์ของการประเมินผลงานวิจัย การประเมินผลงานวิจัยมีวัตถุประสงค์ดังนี้(พิชิต ฤทธิ์จรูญ, 2544, หน้า 400) 1. เพื่อประโยชน์ในการน าผลงานวิจัยไปใช้ต้องพิจารณาความเที่ยงตรงของการวิจัย เป็นส าคัญ โดยเฉพาะความเที่ยงตรงภายนอกว่ากลุ่มตัวอย่างในการวิจัยมีความเป็น ตัวแทน ของประชากรหรือไม่ เพียงใด 2. เพื่อปรับปรุงงานวิจัยของตน การประเมินผลงานวิจัยไม่ใช่เป็นการค้นหาข้อผิดพลาด แต่เป็นการพิจารณาแยกแยะทั้งจุดอ่อน หรือข้อจ ากัดของงานวิจัย เพื่อให้นักวิจัยได้แง่คิดที่หลากหลาย เพื่อน ามาปรับปรุงงานวิจัยของตน 3. ฝึกทักษะในการอ่านรายงานการวิจัย การประเมินผลงานวิจัยจะท าให้ผู้วิจัยได้ฝึกอ่าน งานวิจัยหลายรูปแบบ ซึ่งจะช่วยให้มีทักษะในการอ่านและวิเคราะห์ได้กว้างขวาง และสามารถติดตาม ผลการวิจัยใหม่ได้อย่างมีหลักเกณฑ์ 4. เพื่อเป็นแนวทางในการหาหัวข้อและการท าวิจัยเรื่องใหม่ การประเมินผลงานวิจัย ที่ผู้อื่นได้ท าไว้แล้วจะท าให้ผู้วิจัยได้แนวคิดในแง่มุมอื่น เพื่อก าหนดหัวข้องานวิจัยใหม่และ เพื่อลด ข้อผิดพลาดและข้อจ ากัดของงานที่จะท าใหม่ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


307 แนวทางในการประเมินผลงานวิจัย การประเมินผลงานวิจัยควรมีการพิจารณาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของรายงาน การวิจัยตามส่วนประกอบ ดังนี้ 1. ส่วนหน้าของรายงานการวิจัย 1.1 น าเสนอปกสมบูรณ์ประกอบด้วยชื่อเรื่องวิจัย ชื่อผู้วิจัย ปีที่พิมพ์ สถานที่พิมพ์ ชื่อหน่วยงานที่ผู้วิจัยปฏิบัติงาน หรือหน่วยงาน / สถาบันการศึกษาที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ งานวิจัยนั้น 1.2 ชื่อหัวข้อเรื่อง มีความชัดเจนรัดกุม บ่งบอกถึงขอบเขตของปัญหาที่ท าวิจัย 1.3 มีส่วนประกอบที่ส าคัญ คือ บทคัดย่อ ค าน า(ประกาศคุณูปการ,กิตติกรรมประกาศ) สารบัญเนื้อหา สารบัญตาราง สารบัญภาพ (ถ้ามี) 2. ส่วนเนื้อหาของรายงานการวิจัย 2.1 ในหัวข้อความเป็นมาของปัญหา มีการบรรยายไว้ชัดเจนหรือไม่เกี่ยวกับ ที่มาของปัญหาว่าเกี่ยวข้องกับปัญหาหลักอะไร สาเหตุของปัญหาคืออะไร สภาพของปัญหา ในขณะ นั้นเป็นอย่างไร การศึกษาวิจัยจะช่วยแก้ปัญหาหรือพัฒนาได้อย่างไร 2.2 ในหัวข้อจุดมุ่งหมาย/วัตถุประสงค์ของการวิจัย ได้ระบุไว้ชัดเจน ครอบคลุม ประเด็นปัญหาย่อยที่สอดคล้องกับหัวข้อปัญหาวิจัยหรือไม่ 2.3 สมมติฐานของการวิจัย (ถ้ามี) ก าหนดขึ้นอย่างสมเหตุสมผล สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ หลักการทางวิชาการหรือข้อเท็จจริงพื้นฐานหรือไม่ และสามารถทดสอบด้วยหลักฐาน ข้อมูลได้หรือไม่ 2.4 ขอบเขตของการวิจัย ได้ระบุไว้ชัดเจนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย หรือไม่ ถ้าเป็นการวิจัยเชิงปริมาณได้ระบุขอบเขตเกี่ยวกับตัวแปรที่ศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ให้ข้อมูล ส าหรับการวิจัยไว้ชัดเจนหรือไม่ 2.5 เอกสารที่เกี่ยวข้อง มีเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ตัวแปรที่ศึกษา หรือไม่ มีการจัดหมวดหมู่ และเรียงล าดับอย่างเหมาะสมหรือไม่ 2.6 วิธีด าเนินการวิจัย 2.6.1 บอกให้ทราบถึงรูปแบบการวิจัยเรื่องนั้นไว้ชัดเจนหรือไม่ 2.6.2กล่าวถึงแหล่งที่มาของข้อมูลไว้ชัดเจนหรือไม่ และแหล่งที่มาของข้อมูลนั้น ให้ข้อมูลที่มีความตรง หรือเป็นตัวแทนของข้อมูลที่เชื่อถือได้หรือไม่ 2.6.3 กล่าวถึงการสร้างเครื่องมือ หรือวิธีการที่น ามาใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลไว้ชัดเจนหรือไม่ และมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่เชื่อถือได้หรือไม่ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


308 2.6.4 กล่าวถึงการปฏิบัติการเก็บรวบรวมข้อมูล ที่แสดงถึงเทคนิควิธีการ ที่เหมาะสม เพื่อการควบคุมความตรงของข้อมูลหรือไม่ 2.6.5 กล่าวถึงวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลที่ชัดเจน และเหมาะสมกับลักษณะ ของข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาหรือไม่ 2.7 การน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล และแปลความหมาย 2.7.1 มีการบอกความหมายของสัญลักษณ์ที่ผู้อ่านทั่วไปไม่รู้จักหรือไม่คุ้นเคย 2.7.2 ข้อมูลเชิงปริมาณมีการเสนอตัวเลขข้อมูล ผลการค านวณ หรือ ค่าสถิติไว้อย่างมีระเบียบหรือไม่ 2.7.3 การน าเสนอข้อมูลเชิงปริมาณเป็นตาราง แผนภูมิ หรือกราฟ มีการแปลผล ของข้อมูลที่น าเสนอประกอบไว้ ชัดเจนหรือไม่ 2.7.4 ถ้าเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ มีการบรรยายผลการศึกษาประกอบข้อมูล หรือหลักฐานอ้างอิง อย่างเป็นระเบียบ เป็นล าดับ เชื่อมโยง ท าให้อ่านเข้าใจง่ายหรือไม่ 2.8 การสรุปผลการวิจัย 2.8.1 สรุปผลการวิจัยได้ครอบคลุม ครบถ้วน ตรงตามวัตถุประสงค์การวิจัย หรือไม่ 2.8.2 มีการอภิปรายผลการวิจัยที่ช่วยให้ผู้อื่นเกิดความเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น หรือไม่ 2.8.3 มีข้อเสนอแนะส าหรับการน าผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ หรือ ข้อเสนอแนะส าหรับการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไปหรือไม่ 2.9 ส่วนที่เป็นเอกสารอ้างอิง (การอ้างอิง บรรณานุกรม และภาคผนวก) 2.9.1 มีการอ้างอิงแหล่งที่มาของความรู้ แนวคิด และข้อมูลที่น ามาเขียน ในรายงานการวิจัยทุกแห่งหรือไม่ รูปแบบการอ้างอิงเป็นแบบมาตรฐานหรือไม่ 2.9.2 มีการเขียนบรรณานุกรมแสดงถึงรายละเอียดส าคัญของแหล่งที่ไป ศึกษาค้นคว้าข้อมูล ความรู้ หรือแนวคิดครบถ้วนหรือไม่ 2.9.3 ภาคผนวก (ถ้ามี) ได้น าเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านซึ่งเกี่ยวข้อง กับงานวิจัยเรื่องนั้นหรือไม่ ถ้ามีสิ่งที่น าเสนอหลายรายการ มีการเรียงล าดับหรือจัดหมวดหมู่ไว้ อย่างเหมาะสมหรือไม่ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


309 แบบประเมินผลงานวิจัย บุญชม ศรีสะอาด (2553, หน้า 206-210) กล่าวว่า แบบประเมินงานวิจัยอาจใช้แบบ ประเมินผลที่พิจารณาภาพรวมของสิ่งที่เป็นโครงสร้างส าคัญดังแบบประเมินผลแบบที่ 1 หรือใช้แบบ ประเมินผลแบบที่ 2 ซึ่งเป็นแบบที่สร้างจากเกณฑ์การประเมินผลจากงานวิจัย แบบที่ 1 แบบที่ใช้พิจารณาภาพรวมของส่วนที่เป็นโครงสร้างส าคัญของงานวิจัย ด้านที่พิจารณา ระดับ ดีมาก ดี ปานกลาง น้อย น้อยมาก 1. คุณค่าของงานวิจัย 2. การให้นิยามปัญหาแจ่มชัด 3. วัตถุประสงค์การวิจัยชัดเจน 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องเพียงพอและ เหมาะสม 5. วิธีด าเนินการวิจัยชัดเจนและเหมาะสม 6. การสรุปผล อภิปรายผล เหมาะสม แบบที่ 2 แบบพิจารณารายละเอียดของงานวิจัย ด้านที่พิจารณา ระดับ ดีมาก ดี ปานกลาง น้อย น้อยมาก เกี่ยวกับคุณค่าของงานวิจัย เป็นงานวิจัยที่มีคุณค่า มีความส าคัญ เกี่ยวกับชื่อเรื่อง 1. ชื่อเรื่องตรงตามเนื้อหา 2. มีความแจ่มชัด รัดกุม เกี่ยวกับค าจ ากัดความของปัญหา 1. กล่าวถึงที่มาของปัญหาชัดเจน 2. ก าหนดวัตถุประสงค์การวิจัยชัดเจนและ เหมาะสม 3. ก าหนดขอบเขตของปัญหาการวิจัยอย่าง ชัดเจน 4. ให้นิยามศัพท์เฉพาะที่ส าคัญและเหมาะสม ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


310 ด้านที่พิจารณา ระดับ ดีมาก ดี ปานกลาง น้อย น้อยมาก เกี่ยวกับสมมติฐาน 1. สมมติฐานสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 2. สมมติฐานสร้างจากหลักของเหตุผลตาม ทฤษฎี และผลการวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3. สมมติฐานสามารถทดสอบได้ เกี่ยวกับทฤษฎี และการวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. อ้างถึงทฤษฎี และผลการวิจัยที่เกี่ยวข้อง อย่างเพียงพอและตรงกับเรื่อง 2. การจัดล าดับเรื่องเป็นไปอย่างเหมาะสม เกี่ยวกับวิธีด าเนินการวิจัย 1.กล่าวถึงประชากร และกลุ่มตัวอย่างโดยชัดเจน 2. วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างเหมาะสม 3. วิธีการหรือกระบวนการในการรวบรวม ข้อมูล มีความเหมาะสม 4. ข้อมูลหรือหลักฐานที่รวบรวมมามีความ เที่ยงตรง และเชื่อมั่น 5. วิธีวิเคราะห์ข้อมูลเหมาะสม 6. การวิเคราะห์ข้อมูลกระท าได้ถูกต้อง 7. รายงานกระบวนการด าเนินการวิจัยไว้ อย่างชัดเจน เกี่ยวกับผลการวิจัย 1. เสนอผลของการวิเคราะห์อย่างชัดเจน และถูกต้อง 2. เสนอผลอย่างเป็นปรนัย 3. การแปลความหมายอยู่ในขอบเขตของ ประชากร สมมติฐาน ข้อจ ากัดของข้อมูล ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


311 ด้านที่พิจารณา ระดับ ดีมาก ดี ปานกลาง น้อย น้อยมาก เกี่ยวกับการสรุปผลการวิจัย 1.สรุปผลตามขอบเขตข้อมูล และผลการวิเคราะห์ 2. สรุปผลได้สมเหตุสมผล 3. สรุปผลได้ชัดเจน เกี่ยวกับการอภิปรายผล และข้อเสนอแนะ อภิปรายผลได้สมเหตุสมผล หมายเหตุกรณีเป็นงานวิจัยที่ไม่ต้องมีสมมติฐาน ให้ตัดส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมมติฐานออกหมด การสรุปผลการประเมินหลังจากที่พิจารณาในแต่ละข้อและท าเครื่องหมายลงในช่องที่ตรงกับ ความเห็นในด้านที่มีหลายข้อเมื่อต้องการทราบผลการประเมินในด้านนั้น จะพิจารณาจากค่าเฉลี่ย เพราะเป็นแบบมาตรประเมินค่า ซึ่งสามารถให้คะแนนของแต่ละข้อได้ถ้าตอบช่องน้อยมาก ให้ 1 น้อย ให้ 2 ปานกลางให้3 ดีให้4 และดีมากให้5 น าคะแนนของแต่ละข้อในด้านนั้น มารวมกัน หารด้วยจ านวนข้อจะได้ค่าเฉลี่ยออกมา น าค่าเฉลี่ยไปเทียบกับเกณฑ์จะทราบระดับของการประเมินผล ส่วนเกณฑ์ที่ใช้ได้แก่ 1.00-1.50 หมายถึง ระดับน้อยมาก 1.51-2.50 หมายถึง ระดับน้อย 2.51-3.50 หมายถึง ระดับปานกลาง 3.51-4.50 หมายถึง ระดับดี 4.51-5.00 หมายถึง ระดับดีมาก การเผยแพร่ผลงานวิจัย ภายหลังจากที่ผู้วิจัยด าเนินการวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อเป็นประประโยชน์ต่อวงวิชาการ และผู้สนใจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้น าผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้ การเผยแพร่ผลงานวิจัย สามารถท าได้4 รูปแบบ คือ การจัดท ารายงานการวิจัย การน าเสนอในที่ประชุมทางวิชาการ การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการและการน าเสนอผ่านสื่อ (ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล และสุภาพ ฉัตราภรณ์, 2555, หน้า 384-386; วาโร เพ็งสวัสดิ์, 2551, หน้า 456-457) 1. การจัดท ารายงานการวิจัย การจัดท ารายงานการวิจัยเป็นการเผยแพร่งานวิจัยในรูปแบบ เอกสาร จ าแนกเป็น 3 ประเภท ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


312 1.1 รายงานการวิจัยฉบับเต็ม (full report) เป็นรายงานที่รวบรวมรายละเอียด ทั้งหมดของการวิจัยไว้อย่างสมบูรณ์ในทุกขั้นตอนของการวิจัย โดยทั่วไปรายงานการวิจัยฉบับเต็ม จะประกอบด้วย ส่วนน า ส่วนเนื้อและส่วนหลัง หรือส่วนที่เป็นเอกสารอ้างอิง (บรรณานุกรม) 1.2 รายงานการวิจัยฉบับย่อ (research summary) เป็นรายงานการวิจัยที่จัดท า อย่างย่อ โดยสรุปสาระส าคัญให้สั้นลง ซึ่งจะมีความยากประมาณ 15-20 หน้า 1.3 บทคัดย่อ (abstract) เป็นสาระส าคัญโดยสังเขปของการวิจัย มีความยาว ประมาณ 1-2 หน้า จัดท าขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจภาพรวมโดยย่อของงานวิจัย บทคัดย่อจะมี ส่วนประกอบที่ครอบคลุมในเรื่องหัวข้อการวิจัย ชื่อผู้วิจัย ปีที่ท าวิจัย เนื้อความโดยย่อ ได้แก่ วัตถุประสงค์ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิจัย และ ผลการวิจัย 2. การน าเสนอในที่ประชุมทางวิชาการ ในปัจจุบันสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาจะจัดประชุมสัมมนาทางวิชาการประมาณปีละ 1 ครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดและประสบการณ์ระหว่างนักวิชาการในศาสตร์สาขาเดียวกันหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง การประชุม ในลักษณะดังกล่าวจะให้ความส าคัญกับการน าเสนอผลงานวิจัยในรูปแบบต่อไปนี้ 2.1 การน าเสนอภาคบรรยาย (oral presentation) เป็นการน าเสนอโดยการ บรรยายในที่ประชุมโดยผู้วิจัยหรือหัวหน้าโครงการวิจัย ซึ่งผู้จัดประชุมจะก าหนดเวลาในการน าเสนอ และการตอบข้อซักถาม โดยประมาณ 15-20 นาทีเช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมจัดงาน The 4 th NPRU ACADAMIC CONFERENCE 2012 2.2 การน าเสนอภาคโปสเตอร์ (poster presentation) เป็นการน าเสนอโดยการ จัดแสดงผลงานวิจัยที่เปิดโอกาสผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ตลอดเวลาของการจัดงาน อาจจัดแสดง ร่วมกันกับการน าเสนอแบบภาคบรรยาย หรือการน าเสนอผ่านวงสนทนาก็ได้ หรืออาจเป็นผลงานวิจัย ที่ไม่สามารถน าเสนอภาคบรรยายหรือน าเสนอผ่านวงสนทนาก็สามารถน าเสนอภาคโปสเตอร์ได้ 2.3 การน าเสนอผ่านวงสนทนา (carrousel/round table discussion) เป็นการ น าเสนอโดยการอภิปรายในที่ประชุมสัมมนา วงสนทนาทางวิชาการ เป้าหมายของการน าเสนอ ในลักษณะนี้เป็นการอภิปราย แลกเปลี่ยน เชื่อมโยงและแสดงความคิดเห็นร่วมกันของนักวิจัยที่ศึกษา วิจัยในลักษณะใกล้เคียงกัน หรือโครงการวิจัยใหญ่ที่มีมากกว่า 1 โครงการย่อย การน าเสนอทั้ง 3 แบบ อาจมีเอกสารงานวิจัยอย่างใดอย่างหนึ่งประกอบ ได้แก่ บทคัดย่อ หรือรายงานการวิจัยฉบับเต็ม ทั้งนี้วงวิชาการให้น ้าหนักกับการน าเสนอภาคบรรยายที่มีการ ตีพิมพ์รวมเล่มรายงานการวิจัยฉบับเต็ม (full proceedings) มากที่สุด โดยถือว่ารายงานฉบับเต็ม มีคุณค่าเชิงวิชาการเพราะมีรายละเอียดเพียงพอแก่การสื่อสารงานวิจัย อีกทั้งผ่านกระบวนการ กลั่นกรอง แก้ไขจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขา (peer review) จนได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ ปัจจุบัน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


313 เอกสารรวมเล่มรายงานการวิจัยฉบับเต็มมักจัดท าในรูปแผ่นซีดี เพราะรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย มากกว่าการท ารวมเล่มในรูปแบบกระดาษ 3. การจัดท าบทความวิจัย และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการซึ่งเป็นที่ยอมรับ ในกลุ่มสาขาวิชา ถือว่าเป็นประจักษ์พยานของงานวิจัยที่มีคุณภาพและมีน ้าหนักในเชิงคุณค่าสูงกว่า การน าเสนอในที่ประชุมเชิงวิชาการ ทั้งนี้เป็นเพราะวารสารวิชาการที่มีมาตรฐาน ล้วนมีกระบวนการ คัดกรองที่เข้มข้น จากกองบรรณาธิการเองและผู้ทรงคุณวุฒิของสาขานั้น รวมถึงความละเอียดถี่ถ้วน ในเรื่องคุณภาพการเขียน ให้เป็นไปตามข้อก าหนดของวารสารซึ่งอิงตามมาตรฐานสากล กระบวนการ ตีพิมพ์บทความวิจัยแต่ละเรื่องจึงใช้เวลาไม่ต ่ากว่า 3 เดือน และนานกว่านั้นส าหรับวารสารที่มีชื่อเสียง ซึ่งวัดจากตัวชี้วัดการอ้างอิง : impact factor และการปรากฏในฐานข้อมูลสากล โดยวงวิชาการ ให้น ้าหนักความส าคัญต่อการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ จากน้อยไปมาก ดังนี้ 3.1 ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในประเทศที่ไม่มีกระบวนการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3.2 ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในประเทศที่มีกระบวนการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ (refereed journal) 3.3 ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษในวารสารวิชาการในประเทศที่มีกระบวนการตรวจสอบ จากผู้ทรงคุณวุฒิ และปรากฏในฐานข้อมูลสากล 3.4 ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษในวารสารวิชาการต่างประเทศที่มีกระบวนการ ตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ และปรากฏในฐานข้อมูลสากล วารสารทางวิชาการที่รับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการทางการศึกษา ในต่างประเทศมีหลายฉบับ เช่น American Journal of Education ส่วนวารสารในประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับและอยู่ในศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Journal Citation Index Centre: TCI) เช่น วารสารศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยบูรพา วารสารศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น 4. การน าเสนอผลการวิจัยผ่านสื่อ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ ซีดีรอม อินเทอร์เน็ต สื่อออนไลน์ บทความในหนังสือพิมพ์ การเผยแพร่ผลงานวิจัยเป็นสิ่งที่มีความจ าเป็น เนื่องจากขณะนี้แหล่งทุนบางแห่งใช้การ เผยแพร่ผลงานวิจัยเป็นเงื่อนไขในการให้ทุนวิจัย หรือเป็นเงื่อนในการเบิกทุนวิจัยงวดสุดท้ายและการ จัดการศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกได้ใช้เป็นเงื่อนไขในการจบการศึกษา แต่รูปแบบของ การเผยแพร่ผลงานวิจัยจะเป็นแบบใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของผู้รับทุนกับผู้ให้ทุน หรือนักศึกษากับ หน่วยงาน หรือสถาบันการศึกษานั้น นอกจากนั้นแล้วในการแต่งตั้งบุคคลให้ด ารงต าแหน่งทางวิชาการ ก็จะมีข้อก าหนดหลักเกณฑ์ในการเผยแพร่ผลงานวิจัยด้วย เช่น ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


314 ประกาศคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์และ วิธีการพิจารณ าแต่งตั้งบุคคลให้ด ารงต าแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และ ศาสตราจารย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 (2550, เอกสารแนบท้ายประกาศ) ในส่วนของการเผยแพร่ ผลงานวิจัย ดังนี้ 1. เผยแพร่ในรูปของบทความวิจัยในวารสารทางวิชาการ ทั้งนี้วารสารทางวิชาการนั้น อาจเผยแพร่เป็นรูปเล่มสิ่งพิมพ์หรือเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีก าหนดการเผยแพร่อย่างแน่นอนชัดเจน 2. เผยแพร่ในหนังสือรวมบทความวิจัยในรูปแบบอื่นที่มีการบรรณาธิการประเมินและ ตรวจสอบคุณภาพ 3. น าเสนอเป็นบทความวิจัยต่อที่ประชุมทางวิชาการ ซึ่งภายหลังจากการประชุมทาง วิชาการได้มีการบรรณาธิการและน าไปรวมเล่มเผยแพร่ในหนังสือประมวลผลการประชุมทางวิชาการ (Proceedings) ของการประชุมทางวิชาการระดับชาติหรือนานาชาติ 4. การเผยแพร่รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ที่มีรายละเอียดและความยาว ต้องแสดง หลักฐานว่าได้ผ่านการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิและแสดงหลักฐานว่าได้เผยแพร่ไปยัง วงวิชาการและวิชาชีพในสาขาวิชานั้น และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องในประเทศและต่างประเทศ อย่างกว้างขวาง เมื่อได้เผยแพร่ตามลักษณะข้างต้นและได้มีการพิจารณาประเมินคุณภาพของ “งานวิจัย” นั้นแล้ว การน า “งานวิจัย” นั้น มาแก้ไขปรับปรุงหรือเพิ่มเติมส่วนใด ส่วนหนึ่ง เพื่อน ามาเสนอ ขอก าหนดต าแหน่งทางวิชาการ และให้มีการประเมินคุณภาพ “งานวิจัย” นั้นอีกครั้งหนึ่งจะกระท า ไม่ได้ สวัสดิการส านักงานข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (2554, หน้า 170) ได้ก าหนด หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อให้มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ ในส่วนของการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ (ผลงาน งานแต่ง เรียบเรียง งานแปล หนังสือ บทความ ทางวิชาการ งานวิจัย และผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น โดยให้น าผลงานทางวิชาการไปเผยแพร่ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น จัดพิมพ์ในรายงานประจ าปี เอกสาร วารสาร การน าเสนอต่อที่ประชุม สัมมนา การจัดนิทรรศการ การเผยแพร่ทางวิทยุ โทรทัศน์ หรือเว็บไซต์ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


315 บทสรุป การเขียนรายงานการวิจัยจะมีลักษณะที่แตกต่างไปจากการเขียนรายงานธรรมดา โดยรายงานการวิจัยจะเขียนตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏให้เห็น หรือตามข้อมูลที่ได้มาจากการวิเคราะห์ และตีความผลการวิจัยตามขอบเขตของข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้แต่สามารถแสดงความคิดเห็น ของผู้วิจัยลงไปในรายงานวิจัยได้ในด้านของการใช้ภาษา รายงานการวิจัยจะต้องใช้ภาษาที่สื่อ ความหมายชัดเจน ตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย และภาษาที่ใช้ควรใช้ภาษาทางวิชาการ ส่วนการประเมิน งานวิจัยนั้น ผู้ประเมินจะต้องประเมินอย่างรอบคอบ ทั้งส่วนหน้า ส่วนเนื้อหา และส่วนท้าย ด้วยใจ บริสุทธิ์ยุติธรรมไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือมีใจล าเอียง โดยในการประเมินงานวิจัยควรเป็นการ ประเมินเชิงสร้างสรรค์หรือเพื่อการพัฒนางานต่อไป ในด้านของการพิจารณาตัดสินคุณภาพของ งานวิจัยควรเป็นการประเมินงานวิจัยอย่างถูกต้อง เพราะจะท าให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และมี ความส าคัญ อย่างยิ่ง และจะท าให้ทราบว่างานวิจัยเรื่องนั้นมีความสมบูรณ์และมีความน่าเชื่อถือ เพียงพอที่จะน าไปใช้อ้างอิงหรือใช้ประโยชน์ในการพัฒนางานที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่ การเผยแพร่ ผลงานวิจัยสามารถเผยแพร่ได้ในรูปแบบรายงานการวิจัยฉบับเต็ม การน าเสนอในที่ประชุมทางวิชาการ และบทความวิจัย ในการเขียนรายงานการวิจัยโดยทั่วไปจะประกอบด้วย 5 บท ได้แก่ส่วนน า, บทที่ 1 บทน า, บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง, บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย, บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ และส่วนหลัง แต่ยังพบว่ามีการเขียนรายงานการวิจัยบางประเภท เช่น งานวิจัยเชิงคุณภาพของหน่วยงานหรือสถาบันการศึกษาบางแห่งที่เขียนรายงานการวิจัยที่มีมากกว่า 5 บท รายงานการวิจัยเป็นรายงานที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในวงวิชาการ นอกจากจะเป็นการน าเสนอ ข้อค้นพบหรือองค์ความรู้ใหม่แล้ว ยังเป็นแหล่งในการศึกษาค้นคว้าและการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ เป็นแหล่งการเรียนรู้ส าหรับนักวิจัย ผู้เรียน นักศึกษาและบุคคลที่สนใจ ดังนั้นการเผยแพร่รายงาน การวิจัยจึงเป็นสิ่งที่มีความส าคัญและจ าเป็นอย่างยิ่ง และการเผยแพร่นั้นควรเป็นการเผยแพร่ในรูปแบบ ที่บุคคลอื่นสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ในปัจจุบันพบว่ามีฐานข้อมูลจ านวนมากที่เป็น แหล่งรวบรวมผลงานวิจัยทั่วโลก ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลเหล่านี้ได้ทางเครือข่าย อินเทอร์เน็ต เนื่องจากการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสามารถท าได้และเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว ทั้งผู้เผยแพร่ และผู้ใช้ประโยชน์ดังนั้นทุกฝ่ายควรให้ความระมัดระวังและความส าคัญกับการคัดลอก การใช้และ การเผยแพร่ข้อมูลต่อด้วย ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


316 ค าถามทบทวน ค าชี้แจง จงตอบค าถามหรือปฏิบัติกิจกรรมทุกข้อต่อไปนี้ 1. รายงานการวิจัยหมายถึงอะไร มีความส าคัญอย่างไร 2. การเขียนรายงานการวิจัยมีหลักการเขียนที่ส าคัญอะไรบ้าง 3. รายงานการวิจัยแบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง 4. แนวปฏิบัติในการเขียนรายงานการวิจัยที่ดีมีอะไรบ้าง (5 ประการ) 5. รายงานทางวิชาการกับบทความทางวิชาการแตกต่างกันอย่างไร 6. ส่วนประกอบของรายงานการวิจัยมีอะไรบ้าง 7. การประเมินผลงานวิจัยหมายถึงอะไร 8. การประเมินผลงานวิจัยมีวัตถุประสงค์และประโยชน์อย่างไร 9. แนวทางในการประเมินผลงานวิจัยที่เหมาะสม หมายถึงอะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง 10. ให้ท่านศึกษางานวิจัย 1 เรื่อง และประเมินการรายงานการวิจัยตามแนวทางการประเมินผลงานวิจัย ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น


Click to View FlipBook Version