บทที่ 5 การกําหนดตัวอยาง ในการดําเนินการวิจัยหากผูวิจัยตองศึกษาขอมูลจํานวนมากที่มีความแตกต!างกันทั้งดาน ร!างกาย ความคิด ความเชื่อ พฤติกรรม ความรูสึก สติป)ญญา ฯลฯ ผูวิจัยสามารถศึกษาขอมูลที่เป-นตัวแทน ของขอมูลทั้งหมดจากขอมูลที่เก็บรวบรวมมาไดจากกลุ!มที่เรียกว!า ตัวอย!าง (sample) ส!วนขอมูล ทั้งหมดเรียกว!าประชากร (population) การเลือกประชากรหรือตัวอย!างตองพิจารณาใหรอบคอบให เป-นตัวแทนที่ดีและมีความพอเพียงที่จะทําใหเกิดความเที่ยงตรงภายในและภายนอกได นอกจากนี้ การวิจัยทางการศึกษาบางเรื่องมีลักษณะการวิจัยที่มีการจัดกระทํากับบุคคล เช!น การทดลองใช รูปแบบการสอนแบบ A กับนักเรียนกลุ!มหนึ่ง การจัดกระทําสิ่งใดกับบุคคลก็ตองใหความระมัดระวัง และพิจารณาใหรอบคอบถึงผลดีผลเสียที่เกิดขึ้น ดังนั้นเพื่อใหการกําหนดประชากรและตัวอย!างมี ความถูกตองและเชื่อถือได จึงมีเทคนิคการกําหนดตัวอย!างที่นักวิจัยตองเรียนรูและนําไปใชใหถูกตอง ในบทนี้จึงนําเสนอเนื้อหาสาระเกี่ยวกับการกําหนดตัวอย!างที่จะเป-นประโยชนDต!อการนําไปใชในการ วิจัยตามลําดับ ดังนี้ 1. ความหมายของประชากรและตัวอย!าง 2. ความจําเป-นและประโยชนDในการศึกษาขอมูลจากตัวอย!าง 3. แนวทางในการกําหนดตัวอย!าง 4. ขั้นตอนการเลือกตัวอย!าง 5. วิธีการสุ!มตัวอย!าง 6 การกําหนดขนาดตัวอย!าง ความหมายของประชากรและตัวอยาง ประชากร (population) หมายถึง กลุ!มของแหล!งขอมูลทั้งหมดที่นักวิจัยตองการศึกษาวิจัย ซึ่งอาจจะเป-น คน สัตวD พืช วัตถุ สิ่งของ สถานที่ หรือปรากฏการณD ซึ่งสมาชิกแต!ละหน!วยในกลุ!ม มีคุณลักษณะ หรือคุณสมบัติบางอย!างร!วมกันตามที่ผูวิจัยกําหนด ประชากรแบ!งไดเป-น 2 ประเภท ไดแก! 1. ประชากรที่มีจํานวนจํากัด (finite population) หมายถึง ประชากรที่มีจํานวนนับได ครบถวน เช!น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปPที่ 6 ของจังหวัดนครปฐม นักศึกษาภาคปกติของมหาวิทยาลัย ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
100 ราชภัฏนครปฐม โรงเรียนมัธยมในอําเภอนครชัยศรี ตําราวิธีวิทยาการวิจัยทางการศึกษาในสํานัก วิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม 2. ประชากรที่มีจํานวนไม!จํากัด (infinite population) หมายถึง ประชากรที่ไม!สามารถ นับจํานวนไดอย!างแน!นอน หรือเกินความสามารถที่คนจะนับไดอย!างครบถวน เช!น จํานวนเยาวชน ที่ติดยาเสพติดทั่วประเทศ จํานวนแมลงวันในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จํานวนตนขาวในอําเภอ บางเลน ตัวอย!าง (sample) หมายถึง ส!วนหนึ่งของประชากรที่กําหนดขึ้นตามเทคนิคที่ถูกตอง เพื่อ นํามาศึกษาวิจัย แทนการศึกษาจากประชากรทั้งหมด เช!น การศึกษาเจตคติต!อการจัดกิจกรรมค!าย พุทธศาสนาของนักศึกษาชั้นปPที่ 4 สาขาครุศาสตรD ของมหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม มีประชากรรวม 380 คน ก็กําหนดตัวอย!างสําหรับศึกษาเพียง 191 คน หน!วยตัวอย!าง (sampling unit) หมายถึง หน!วยนับที่ใชในการนับตัวอย!าง เช!น ถา ตัวอย!างคือนักศึกษาภาคปกติมหาวิทยาลัยแห!งหนึ่ง หน!วยตัวอย!างหมายถึงนักศึกษาแต!ละคน งานวิจัยเรื่อง ป)จจัยที่ส!งผลต!อแรงจูงใจในการศึกษาต!อในสาขาวิชาชีพครู ของนักศึกษา ชั้นปPที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม โดย จิตติรัตนD แสงเลิศอุทัย (2555, หนา 4) ประชากร คือ นักศึกษาวิชาชีพครูชั้นปPที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ภาคเรียนที่ 2 ปPการศึกษา 2554 จํานวน 1,908 คน ตัวอย!าง คือ นักศึกษาวิชาชีพครูชั้นปPที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ภาคเรียนที่ 2 ปPการศึกษา 2554 จํานวน 320 คน หน!วยตัวอย!าง คือ นักศึกษาวิชาชีพครูชั้นปPที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ภาคเรียนที่ 2 ปPการศึกษา 2554 แต!ละคนในจํานวน 320 คน ความจําเปนและประโยชน!ในการศึกษาข&อมูลจากตัวอยาง การศึกษาจากตัวอย!างบางครั้งใหขอมูลที่มีความเที่ยงตรงเชื่อถือไดมากกว!าการศึกษา จากประชากร เนื่องจาก 1. การรวบรวมขอมูลจากประชากรที่มีจํานวนมาก ตองใชบุคลากรจํานวนมาก ทําหนาที่ ในการรวบรวมขอมูล การใชคนจํานวนมากอาจมีป)ญหาในการเลือกสรรผูมีความสามารถสูง ซึ่งอาจมี ไม!เพียงพอ หากเป-นเช!นนี้จะทําใหผลการเก็บขอมูลดอยคุณภาพได ในทางตรงกันขามการเก็บขอมูล จากตัวอย!างที่มีจํานวนนอย จะทําใหผูวิจัยสามารถควบคุมดูแลการเก็บรวบรวมขอมูลไดทั่วถึง 2. การรวบรวมขอมูลจากประชากรขนาดใหญ! หากเป-นการสัมภาษณD หรือสังเกตจะตอง ใชเวลายาวนานกว!าจะรวบรวมขอมูลไดครบถวน ช!วงเวลาที่ผ!านไปเหตุการณDอาจเปลี่ยนแปลงไป ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
101 3. การรวบรวมขอมูลจากประชากรขนาดใหญ!ย!อมมีป)ญหาอุปสรรคมากกว!าการรวบรวม จากตัวอย!างที่มีขนาดเล็ก โดยเฉพาะการบันทึกขอมูลจากประชากรจะควบคุมไดยากกว!าเพราะขอมูล จํานวนมากตองมีผูบันทึกหลากหลาย ขอดีและขอจํากัดของการศึกษาขอมูลจากตัวอย!าง ในบางครั้งนักวิจัยไม!สามารถศึกษาขอมูลจากประชากรได จึงจําเป-นตองศึกษาขอมูล จากตัวอย!าง ซึ่งการศึกษาจากตัวอย!างนั้นมีทั้งขอดีและขอจํากัดที่ผูวิจัยพึงระลึกไว ดังนี้ ขอดีจากการศึกษาขอมูลจากตัวอย!าง 1. ประหยัดเวลา ค!าใชจ!าย แรงงานและทรัพยากรในการเก็บรวบรวมขอมูลเพราะ รวบรวมขอมูลจากตัวอย!างจํานวนนอย 2. ขอมูลที่ไดจากตัวอย!างช!วยใหเกิดความสะดวก รวดเร็วในการตรวจสอบและการ ปฏิบัติการวิเคราะหDขอมูล 3. มีความเชื่อมั่นและความถูกตองแม!นยํามากกว!าการจัดกระทํากับขอมูลจากประชากร เพราะเป-นการจัดกระทําขอมูลกับตัวอย!างจํานวนนอยจึงสามารถควบคุม ตรวจสอบความถูกตองได มากกว!า 4. สามารถเก็บขอมูลไดในเชิงลึกมากขึ้น เพราะตัวอย!างมีจํานวนไม!มาก ขอจํากัดจากการศึกษาขอมูลจากตัวอย!าง 1. ตองใชเวลา และค!าใชจ!ายในการวางแผนอย!างรอบคอบเพื่อกําหนดขอบเขต คุณ ลักษณ ะของตัวอย!าง วิธีการเลือกตัวอย!างและขนาดของตัวอย!าง มิฉะนั้นจะได ตัวอย!างที่ไม!เป-นตัวแทนที่ดีของประชากร 2. ตองใชบุคลากรหรือนักวิจัยที่มีประสบการณDในการวิจัยจึงจะสามารถออกแบบการสุ!ม ตัวอย!างไดอย!างถูกตองเหมาะสม มิฉะนั้นอาจเกิดความผิดพลาดได โดยความผิดพลาดในการสุ!ม ตัวอย!างอาจเกิดขึ้นจากการกําหนดกรอบประชากรไม!ชัดเจน กําหนดคุณสมบัติของประชากร ไม!ถูกตอง หรือควบคุมการสุ!มตัวอย!างไม!ได ทําใหไดตัวอย!างที่ไม!ตรงกับวัตถุประสงคDของการวิจัย 3. มีความผิดพลาดบางประการที่อาจเกิดขึ้นไดจากตัวอย!างที่สุ!มได เช!น ตัวอย!างไม!ให ความสําคัญกับการวิจัยและไม!ใหความร!วมมือในการใหขอมูล หรือใหขอมูลไม!ตรงกับความเป-นจริง 4. ผูวิจัยอาจมีอคติในการเลือกตัวอย!าง ทําใหไดขอมูลไม!ตรงกับความเป-นจริง เช!น การ เลือกตัวอย!างตามความสะดวก ใชความรูสึกส!วนตัวเป-นขอวินิจฉัยในการเลือกตัวอย!าง 5. ไม!สามารถประกันไดว!าจะไดตัวอย!างที่เป-นตัวแทนประชากรได เช!น การสุ!มแบบเป-น ระบบโดยกําหนดไวว!า จะเลือกนักศึกษา 1 คน จากทุก 10 คน จากความจําเป-นและประโยชนDในการศึกษาขอมูลจากตัวอย!างดังกล!าวขางตน จะเห็นได ว!า การศึกษาขอมูลจากตัวอย!างจึงเป-นสิ่งที่จําเป-น และก!อใหเกิดประโยชนDหลายประการ เช!น ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
102 ลดค!าใชจ!าย ประหยัดเวลา และทรัพยากรในการทําวิจัย การเก็บขอมูลจากตัวอย!างที่มีความพอเพียง และเป-นตัวแทนที่ดีของประชากร และมีกระบวนการเก็บขอมูลที่ถูกตองเป-นระบบ มีการวางแผน อย!างรัดกุมจะทําใหผลการวิจัยมีความถูกตอง แม!นยําและเชื่อถือได แนวทางในการกําหนดตัวอยาง ในการกําหนดตัวอย!างมีสิ่งที่ผูวิจัยควรคํานึงถึง ดังต!อไปนี้ 1. พิจารณาวัตถุประสงคDการวิจัยใหละเอียด จะทําใหทราบลักษณะของประชากร หรือตัวอย!างว!าคืออะไร มีรายละเอียดอะไรบาง 2. ใหคําจํากัดความประชากรที่ตองการศึกษาวิจัยว!า หมายถึงอะไร มีขอบเขตครอบคลุม แค!ไหน มีคุณลักษณะสําคัญอะไรบาง เช!น ประชากรคือนักศึกษาภาคปกติ ทุกชั้นปP ทุกคณะของ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ในปPการศึกษา 2554 หรือประชากรคือนักศึกษาภาคปกติชั้นปPที่ 4 คณะครุศาสตรDของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ในปPการศึกษา 2554 3. กําหนดจํานวนตัวอย!าง หรือเรียกว!า “ขนาดของตัวอย!าง” ซึ่งก!อนอื่นตองทราบ จํานวนประชากรก!อนว!า มีจํานวนเท!าไรหรือมีจํานวนประมาณใกลเคียงที่สุดเท!าไร จึงจะสามารถ ประมาณขนาดของตัวอย!างได โดยใชสูตรคํานวณ ซึ่งมีความยุ!งยาก ในป)จจุบันนักสถิติวิจัยไดทํา ตารางประมาณขนาดตัวอย!างสําเร็จรูปไวใหใช ซึ่งหาดูไดในภาคผนวกทายหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ สถิติสําหรับการวิจัย ในการทําวิจัยเมื่อผูวิจัยกําหนดตัวอย!างไดแลว สิ่งที่ผูวิจัยตองพิจารณาต!อไปคือ จะใช ตัวอย!างจํานวนเท!าใดจึงจะเหมาะสม นั่นคือ ตัวอย!างจํานวนเท!าใดที่จะทําใหผลการวิจัยที่ศึกษาได จากตัวอย!างสามารถอางอิงไปสู!ประชากรแลวมีความน!าเชื่อถือ หรือมีความคลาดเคลื่อนผิดพลาดนอย ที่สุด โดยจากการศึกษาพบว!าการกําหนดขนาดของตัวอย!างขึ้นอยู!กับองคDประกอบต!อไปนี้ (สุวิมล ติรกานันทD, 2553 หนา 171-172; พวงรัตนD ทวีรัตนD, 2543, หนา 91-92) 1. การกําหนดระดับความถูกตองแม!นยําของการคาดคะเน คือ ผูวิจัยตองพิจารณาว!า เรื่องที่วิจัยนั้น ตองการความถูกตองแม!นยําเพียงใด หรือยอมใหเกิดความผิดพลาดเท!าใดในระดับ ความมั่นใจเท!าใด เช!น ยอมใหเกิดความผิดพลาดได 2 % ที่ระดับความเชื่อมั่น 99 % หมายความว!า ค!าที่ไดจากตัวอย!างจะคลาดเคลื่อนไปจากค!าของประชากรอยู!ระหว!าง -2 ถึง +2 % และค!า ความคลาดเคลื่อน หรือความผิดพลาดที่จะเป-นเช!นนี้จะเชื่อมั่นได 99 % การกําหนด ความถูกตอง แม!นยําในบางครั้งตองอาศัยการวินิจฉัยและคุณธรรมของผูวิจัยเอง ถาเรื่องใดกําหนดระดับ ความถูกตองแม!นยําสูง และที่ระดับความมั่นใจสูง ก็ตองใชตัวอย!างจํานวนมาก และถาเรื่องใดกําหนด ระดับความถูกตองแม!นยําต่ํา และที่ระดับความเชื่อมั่นต่ํา ก็ใชตัวอย!างขนาดเล็กหรือจํานวนนอย ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
103 งานวิจัยนั้นตองใชตัวอย!างค!อนขางมาก เพราะตองแบ!งตัวอย!างออกเป-นกลุ!มย!อยตามตัวแปรที่ศึกษา โดยแต!ละกลุ!มย!อยนั้น ควรมีจํานวนไม!นอยกว!า 30 คน ถากลุ!มย!อย มีหลายกลุ!มก็ตองใชตัวอย!างมาก 2. ถาประชากรที่ศึกษามีขอบเขตกวางมาก เช!น การศึกษาทั่วประเทศ ตัวอย!าง ก็ตองมีจํานวนมากดวย ถาประชากรที่ตองการศึกษามีขอบเขตไม!กวางนัก เช!น เป-นระดับจังหวัด หรือ ระดับโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง ตัวอย!างไม!ตองใชมาก 3. การเปรียบเทียบคุณลักษณะบางประการของประชากร และวิธีการทางสถิติที่ใช ถางานวิจัยใดตองการจะมีการเปรียบเทียบระหว!างกลุ!มตามตัวแปรที่ศึกษา และตองใชสถิติพารา เมตริกในการทดสอบสมมติฐานงานวิจัยนั้นตองใชตัวอย!างค!อนขางมาก เพราะตองแบ!งตัวอย!าง ออกเป-นกลุ!มย!อยตามตัวแปรที่ศึกษา โดยแต!ละกลุ!มย!อยนั้นควรมีจํานวนไม!นอยกว!า 30 คน ถากลุ!มย!อย มีหลายกลุ!มยิ่งตองใชตัวอย!างมาก แต!ถางานวิจัยใดประสงคDจะใชสถิตินอนพาราเมตริกในการทดสอบ สมมติฐาน หรือเป-นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ก็อาจไม!ตองการจํานวนตัวอย!างมากถึง 30 ก็ได 4. วิธีการสุ!มตัวอย!างแบบแบ!งเป-นชั้น หรือตามระดับชั้น ใชตัวอย!างจํานวนนอยที่สุด รองลงมาคือการสุ!มอย!างง!ายและการสุ!มแบบเป-นระบบ สําหรับการสุ!มแบบแบ!งกลุ!มตองใชตัวอย!าง จํานวนมากที่สุด เพราะเราเลือกมาศึกษาเพียงกลุ!มเดียวเท!านั้น การพิจารณาขนาดของตัวอย!างโดยดู จากวิธีการเลือกตัวอย!างไม!เป-นที่แน!นอนนัก ทั้งนี้ตองพิจารณาองคDประกอบอื่นร!วมดวย เช!น ขอบเขต ของประชากร 5. ประเภทของงานวิจัย โดยทั่วไปงานวิจัยเชิงบรรยายจะใชตัวอย!างค!อนขางมาก โดยเฉพาะการวิจัยเชิงสํารวจ เพราะการวิจัยประเภทนี้ส!วนใหญ!ตองการขอมูลพื้นฐานจากคนกลุ!ม ใหญ!และมีเครื่องมือที่จะเอื้ออํานวยในการเก็บขอมูลได เช!น แบบสํารวจ แบบสอบถาม ดังนั้น ตัวอย!างมักมีขนาดใหญ!หรือมีจํานวนมาก สําหรับงานวิจัยเชิงทดลองจํานวนตัวอย!างค!อนขางจะมี ขอบเขตจํากัด เพราะตองมีการทดลองปฏิบัติจริงและถาเป-นการวิจัยเชิงคุณภาพ จํานวนตัวอย!างก็ยิ่ง มีนอยลงมาก อาจเพียงไม!กี่คนก็ได 6. เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล ลักษณะของเครื่องมือแต!ละชนิดจะมีผล ต!อขนาดของตัวอย!าง เช!น 6.1 การใชแบบสอบถามทางไปรษณียD ซึ่งมีงานวิจัยยืนยันว!ามีอัตราการตอบกลับ ค!อนขางต่ําจําเป-นตองเพิ่มตัวอย!างใหมากขึ้นเพื่อใหไดจํานวนที่ตอบกลับมาตรงตามวัตถุประสงคD 6.2 การใชแบบสัมภาษณDตองใชความละเอียด คุณภาพของเครื่องมือขึ้นอยู!กับความ เที่ยงในการตั้งคําถามของผูสัมภาษณDประกอบกับแบบสัมภาษณD หากจํานวนผูสัมภาษณDมีจํากัด ขนาด ของตัวอย!างจะตองลดลงใหเหมาะสมกับจํานวนผูสัมภาษณD แต!ควรระลึกเสมอว!าการลดขนาด ตัวอย!างทําใหความคลาดเคลื่อนเพิ่มขึ้นดวยเช!นกัน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
104 7. องคDประกอบอื่น ไดแก! งบประมาณ เวลา และบุคลากร การศึกษาขอมูลจากตัวอย!างยิ่ง มากเท!าใด ความผิดพลาด หรือความคลาดเคลื่อนก็ยิ่งนอยลง ดังนั้นผูวิจัยย!อมมีความตองการที่จะให ผลการวิจัยของตนมีความเชื่อถือไดมากที่สุดจึงพยายามที่จะกําหนดจํานวนตัวอย!างใหมากที่สุดเท!าที่ กําลังทรัพยD เวลา และผูช!วยเหลือเก็บขอมูลจะเอื้ออํานวยใหกระทําได นอกจากนั้นแลวตัวอย!างที่ดี ควรมีคุณลักษณะดังนี้ 1. เป-นตัวอย!างที่มีลักษณะสอดคลองครอบคลุมคุณลักษณะทุกประการของประชากรหรือ เป-นตัวแทนที่ดี ซึ่งหมายถึงว!าตัวอย!างนั้นตองเลือกมาจากประชากรโดยปราศจากความลําเอียงคือ เลือก มาโดยการสุ!มนั่นเอง 2. มีขนาดพอเหมาะที่จะทดสอบความเชื่อมั่นทางสถิติได เพื่อที่ว!าผลที่ไดจะไดสามารถ อางอิงไปสู!ประชากรไดอย!างน!าเชื่อถือ จากแนวทางในการกําหนดตัวอย!างดังกล!าวขางตน จะเห็นไดว!า ในการปฏิบัติการวิจัย ทางการศึกษามีขอจํากัดหลายประการในการกําหนดตัวอย!าง ทั้งในเรื่องความเป-นตัวแทนที่ดีและ ความพอเพียง เช!น การกําหนดตัวอย!างในโรงเรียนผูวิจัยจะถูกบังคับใหกําหนดตัวอย!างโดยใช หองเรียนเป-นหน!วยของการสุ!มหรือใชโรงเรียนเป-นหน!วยของการสุ!ม ทําใหจํานวนตัวอย!างที่ไดไม! พอเหมาะ มากบางนอยบาง (เนื่องจากแต!ละหองหรือแต!ละโรงเรียนมีจํานวนนักเรียนไม!เท!ากัน) ใน ดานของความเป-นตัวแทนที่ดี พบว!า ผูเรียนในแต!ละหองหรือแต!ละโรงเรียนมีความหลากหลาย ถึงแม ผูวิจัยจะกําหนดคุณลักษณะที่ตองการแลวแต!ก็ยังพบว!าในคุณลักษณะเหล!านั้นก็ยังมีความแตกต!างกัน ทําใหผูวิจัยควบคุมตัวแปรแทรกซอนไดยาก ขั้นตอนการเลือกตัวอยาง ในการเลือกตัวอย!างมีขั้นตอนที่พอจะสรุปไดดังนี้ 1. การระบุกรอบประชากรที่จะใชในการวิจัย หมายถึง ผูวิจัยตองใหความหมายหรือระบุ ใหชัดเจนว!า ประชากรที่ผูวิจัยตองการจะอางถึงนั้น คือใคร มีขอบเขตแค!ไหน มีคุณลักษณะเช!นไร เพื่อใหสามารถเลือกตัวอย!างไดครอบคลุมลักษณะของประชากร เช!น การศึกษาความพึงพอใจต!อ บทบาททางสังคมของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ซึ่งเป-นการเก็บรวบรวมขอมูลจากบุคคลภายใน และบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัย ผูวิจัยตองใหคําจํากัดความลงไปว!าบุคคลภายในและบุคคลภายนอก มหาวิทยาลัยหมายถึงใคร 2. การกําหนดลักษณะของขอมูลและวิธีการวัดตัวแปรที่ตองการศึกษา หมายถึง ผูวิจัย ตองกําหนดใหชัดเจนว!าขอมูลที่ตองการนั้นคือขอมูลดานใด และตองใชเครื่องมือชนิดใดในการวัดหรือ เก็บรวบรวมขอมูล ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
105 3. การกําหนดหน!วยตัวอย!าง หน!วยตัวอย!างเป-นหน!วยที่ผูวิจัยตองใชเป-นหน!วยในการสุ!ม โดยการสุ!มจะตองสุ!มจากหน!วยของการสุ!มตัวอย!างนั้น การใชหน!วยตัวอย!างเป-นอะไรนั้น ก็ขึ้นอยู!กับ ขอบเขตของประชากรในการวิจัยครั้งนั้น การวิจัยเรื่อง ป)จจัยคุรุธรรมนิยมที่ส!งผลต!อการปฏิบัติตาม มาตรฐานวิชาชีพครูของครูในโรงเรียนสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี หน!วยตัวอย!างคือ ครูในโรงเรียน สังกัดสังฆมณฑลราชบุรี 4. การกําหนดขนาดของตัวอย!าง ในขั้นนี้ผูวิจัยตองกําหนดว!าจะตองใชตัวอย!างขนาด เท!าใด ซึ่งผูวิจัยจะตองพิจารณาถึงขนาดของประชากรและความถูกตองแม!นยํา และในขั้นตอนนี้ผูวิจัย ควรกําหนดการเลือกตัวอย!างแบบใดจึงจะเป-นตัวแทนที่ดีของประชากร 5. ปฏิบัติการเลือกตัวอย!าง ในขั้นตอนนี้ผูวิจัยตองทําการเลือกตัวอย!างตามแผนที่วางไว โดยดําเนินการตามขั้นตอนทั้ง 4 ขั้นที่กล!าวมาแลว จากขั้นตอนการเลือกตัวอย!างจะเห็นไดว!า ในการการเลือกตัวอย!างนั้นผูวิจัยตองคํานึงถึง ขอบเขตของประชากรที่ผลการวิจัยนั้นจะตองสรุปอางอิง และความเป-นตัวแทนที่ดีและความพอเพียง ของตัวอย!างที่ใชในการวิจัย ในขณะเดียวกันผูวิจัยก็ไม!ควรละเลยต!อเครื่องมือที่จะใชในการเก็บ รวบรวมขอมูลดวย เพราะเครื่องมือบางชนิดอาจเหมาะกับตัวอย!างขนาดเล็ก เช!น แบบสัมภาษณD ในขณะที่การวิจัยบางชนิดเหมาะกับตัวอย!างขนาดใหญ! เช!น แบบสอบถาม แต!ทั้งนี้การเลือกเครื่องมือ วัดชนิดใดก็ขึ้นกับวัตถุประสงคDการวิจัย หรือขอมูลที่ตองการดวย วิธีการเลือกตัวอยาง การเลือกตัวอย!างที่ปฏิบัติกันในการทําวิจัย จําแนกไดเป-น 2 รูปแบบ ขึ้นอยู!กับธรรมชาติ ของประชากรที่กําหนด ไดแก! การเลือกตัวอยางแบบไมทราบคาความนาจะเปนที่ประชากรแตละหนวยจะ ได&รับเลือก การเลือกตัวอย!างแบบไม!ทราบค!าความน!าจะเป-นที่ประชากรแต!ละหน!วยจะไดรับเลือก การเลือกตัวอย!างแบบนี้มักจะใชในกรณีที่ไม!ทราบจํานวนประชากรแน!นอน หรือไม!ไดสนใจว!า ประชากรจะมีเท!าไร ดังนั้น ตัวอย!างที่ไดมาจึงไม!ใช!ตัวแทนของประชากรทั้งหมดและไม!สามารถ คาดคะเนหรือคํานวณความคลาดเคลื่อน ที่เกิดขึ้นจากการเลือกตัวอย!างแบบนี้ได แต!ก็ยังมีการวิจัย เชิงสํารวจบางเรื่องจําเป-นตองใชการเลือกตัวอย!างแบบไม!ทราบค!าความน!าจะเป-นที่ประชากรแต!ละ หน!วยจะไดรับเลือก ซึ่งสามารถจําแนกเป-น 5 แบบ ดังนี้ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
106 1. การเลือกแบบบังเอิญ (accidental sampling) เป-นการเลือกตัวอย!างที่ไม!มี กฎเกณฑD จะเลือกใครก็ไดที่สามารถใหขอมูลที่ผูวิจัยตองการจนครบถวนตามช!วงเวลา หรือ สถานการณDที่เกี่ยวของ เช!น ชื่อเรื่องวิจัย การพัฒนาระบบสารสนเทศหลักสูตรและการสอน กรณีศึกษา: วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี โดย สุรียDรัตนD อนุสนธิ (2548, หนา 4) ประชากร คือ ผูบริหาร ผูปฏิบัติงานและผูใชงานทั่วไป ดังนี้ 1) ผูบริหาร ไดแก! ผูอํานวยการสถานศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี รองผูอํานวยการสถานศึกษาฝeายวิชาการ และหัวหนางานหลักสูตรและการสอน จํานวน 3 คน 2) ผูปฏิบัติงาน ไดแก! เจาหนาที่งานหลักสูตรและการสอน จํานวน 3 คน 3) ผูใชทั่วไป ไดแก! นักเรียน นักศึกษา จํานวน 2,681 คน ตัวอย!าง ที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลมี 3 กลุ!ม 1) ผูบริหาร ไดแก! ผูอํานวยการสถานศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี รองผูอํานวยการสถานศึกษาฝeายวิชาการ และหัวหนางานหลักสูตรและการสอน จํานวน 3 คน 2) ผูปฏิบัติงาน ไดแก! เจาหนาที่งานหลักสูตรและการสอน จํานวน 3 คน 3) ผูใชทั่วไป ไดแก! นักเรียน นักศึกษาที่ขอใชบริการงานหลักสูตรและการสอน ซึ่งไดมาโดยการเลือกตัวอย!างแบบบังเอิญ จํานวน 30 คน 2. การเลือกแบบกําหนดสัดสวน (quota sampling) กรณีที่ตัวอย!างมีหลาย ประเภทแตกต!างกันมาก การเลือกตัวอย!างโดยวิธีแบบบังเอิญอาจทําใหไดตัวอย!าง บางประเภทไม! ครบถวนตามที่ผูวิจัยตองการ ดังนั้นผูวิจัยจึงควรกําหนดสัดส!วนของตัวอย!างแต!ละประเภท เช!น ตองการตัวอย!างชาย 100 คน กับตัวอย!างหญิงอีก 100 คน หรือตองการตัวอย!างวัยรุ!น 60 คน วัย หนุ!มสาว 80 คน และวัยชรา 60 คน เช!น ชื่อเรื่องวิจัย การศึกษาพฤติกรรมการใชและผลกระทบจากการเล!นเกมออนไลนDตาม ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนตน โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรีโดย นพพันธD เลิศศุภวารี (2551, หนา 59-60) ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปPที่ 1–3 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี ปPการศึกษา 2551 จํานวน 2,160 คน ตัวอย!าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปPที่ 1–3 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี ปPการศึกษา 2551 จํานวน 339 คน ซึ่งไดจากการเลือกแบบโควตา รอยละ 33.33 ของจํานวนนักเรียน ทั้งเพศชายและเพศหญิง โดยแบ!งเป-น ชั้นมัธยมศึกษาปPที่ 1 จํานวน 113 คน ชั้นมัธยมศึกษาปPที่ 2 จํานวน 113 คน และชั้นมัธยมศึกษาปPที่ 3 จํานวน 113 คน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
107 3. การเลือกแบบมีจุดมุงหมาย หรือแบบเจาะจง (purposive sampling) เป-น การเลือกตัวอย!างที่มีลักษณะเฉพาะตรงกับป)ญหา หรือผูวิจัยอาจใชดุลยพินิจพิจารณาว!าสมาชิกกลุ!ม ใดน!าจะเป-นตัวแทนที่ดี เช!น ตองการศึกษาป)ญหาการลาออกกลางคันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราช ภัฏนครปฐม ในปPการศึกษา 2553 ก็กําหนดตัวอย!างเฉพาะนักศึกษาที่มายื่นใบลาออกในปPการศึกษา 2553 เช!น ชื่อเรื่องวิจัย รูปแบบการดําเนินการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาขั้น พื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ที่ไดรับรองมาตรฐานการศึกษา จากสํานักงานรับรองมาตรฐาน โดย สมประสงคD ยมนา (2553, หนา 126-127) ประชากร คือ ผูบริหารสถานศึกษา จํานวน 4 คน ครู จํานวน 8 คน ผูแทนครู จํานวน 8 คน ผูแทนคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จํานวน 4 คน และผูแทนผูปกครอง นักเรียน จํานวน 4 คน ซึ่งไดมาโดยการเลือกแบบเจาะจง จากสถานศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ที่ไดรับรองมาตรฐานการศึกษาจากสํานักงานรับรองมาตรฐาน ระหว!าง ปPการศึกษา 2549-2551 ที่มีผลการประเมินคุณภาพระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ระดับดีขึ้นไป ทุกมาตรฐาน จํานวน 4 โรง 4. การเลือกแบบตามความสะดวก (convenience sampling) เป-นการเลือก ตัวอย!างที่คํานึงความสะดวก ความง!ายในการเก็บขอมูล เช!น ตัวอย!างอยู!ใกล เดินทางสะดวก มีผูช!วย เก็บขอมูลแทนได เช!น ชื่อเรื่องวิจัย การพัฒนาชุดสาธิตการควบคุมแพลนทDคอนกรีตดวย PLC โดย ทวีศักดิ์ วรจักรD (2549, หนา 55) ประชากร คือ นักศึกษาที่กําลังศึกษาอยู!ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ชั้นปPที่ 2 แผนกวิชาช!างไฟฟlากําลัง วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชินีมุกดาหาร อําเภอเมือง จังหวัด มุกดาหาร ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาระบบควบคุมในงานอุตสาหกรรม ในภาคเรียนที่ 2 ปPการศึกษา 2549 จํานวน 30 คน ตัวอย!าง คือ นักศึกษาที่กําลังศึกษาอยู!ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ชั้นปPที่ 2 แผนกวิชาช!างไฟฟlากําลัง วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชินีมุกดาหาร ที่ลงทะเบียนเรียน รายวิชาระบบควบคุมในงานอุตสาหกรรม ในภาคเรียนที่ 2 ปPการศึกษา 2549 จํานวน 15 คน ซึ่ง ไดมาโดยการเลือกแบบตามสะดวก (ซึ่งเก็บขอมูลไดง!าย นักศึกษาสมัครใจและสามารถอยู!ร!วม กิจกรรมการเรียนการสอนช!วงเย็นและวันหยุดได) 5. การเลือกแบบลูกโซ (snowball sampling) เป-นการเลือกตัวอย!างที่เริ่มจาก คนแรก แลวใหคนแรกแนะนําหน!วยตัวอย!างคนต!อไปทําเช!นนี้จนไดจํานวนตัวอย!างตามตองการ เปรียบเสมือนเหมือนลูกบอลกลิ้งบนหิมะแลวลูกบอลมีขนาดใหญ!ขึ้น จุดสําคัญคือ ตองไดคนแรกก!อน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
108 และไม!หยุดที่คนใดคนหนึ่ง จุดอ!อนที่สําคัญ การแนะนําของคนแรกไปยังคนอื่นจะเป-นคนในกลุ!ม เดียวกัน ทําใหตัวอย!างที่ไดไม!เป-นตัวแทนที่ดีของประชากร เช!น ชื่อเรื่องวิจัย การศึกษาภูมิป)ญญาชาวบานเพื่อการพัฒนาการจัดการศึกษา กรณีศึกษา: จังหวัดชัยภูมิ โดย ศักดิ์ศิริ นันตะสุข (2551, หนา 42) ประชากร เป-นบุคคลที่เป-นภูมิป)ญญาชาวบานที่อาศัยอยู!ในจังหวัดชัยภูมิ ตัวอย!าง บุคคลที่เป-นภูมิป)ญญาชาวบานที่อาศัยอยู!ในจังหวัดชัยภูมิโดยการเลือก แบบลูกโซ! การเลือกตัวอย!างแบบไม!ทราบค!าความน!าจะเป-นที่ประชากรแต!ละหน!วยจะไดรับ เลือก 5 แบบนี้ จะเห็นไดว!ามีจุดอ!อนในดานการอางผลการวิจัยที่ไดไปยังประชากร เนื่องจากผล การศึกษาที่เป-นขอเท็จจริงเฉพาะกรณี หรือเป-นขอเท็จจริงที่มีเงื่อนไข และตัวอย!างที่ไดมานั้นอาจมี คุณลักษณะที่ไม!ครอบคลุมคุณลักษณะของประชากร จึงมีขอโตแยงไดและไม!ใช!ขอเท็จจริงทั่วไปของ ประชากร การใชประโยชนDจากผลการศึกษาตองระมัดระวังอย!างมาก การเลือกตัวอยางแบบทราบคาความนาจะเปนที่ประชากรแตละหนวยจะ ได&รับเลือก การเลือกตัวอย!างแบบทราบค!าความน!าจะเป-นที่ประชากรแต!ละหน!วยจะไดรับเลือก การเลือกตัวอย!างแบบนี้มักจะใชในกรณีที่ทราบจํานวนประชากรแน!นอน เป-นการเลือกโดยอาศัย เทคนิคการสุ!ม ซึ่งจะช!วยขจัดความลําเอียง จึงเรียกวิธีการเลือกตัวอย!างแบบนี้ว!า “การสุ!มตัวอย!าง (random sampling)” และถือว!าตัวอย!าง ที่ไดมาเป-นตัวแทนของประชากรทั้งหมด ซึ่งจําแนกเป-น 5 แบบ ดังนี้ 1. การสุมแบบงาย (simple random sampling) การสุ!มตัวอย!างโดยวิธีนี้ สมาชิกของกลุ!มประชากรทุกหน!วยมีโอกาสเท!ากันในการไดรับเลือกมาเป-นสมาชิกของตัวอย!าง การ สุ!มแบบนี้เหมาะสําหรับประชากรที่มีหน!วยตัวอย!างไม!มาก ซึ่งการสุ!มทําได 2 วิธี ดังนี้ 1.1 ใชการจับสลาก โดยการเขียนหมายเลขรหัสของหน!วยตัวอย!างทั้งหมด (หรือ เขียนชื่อก็ได) ตามบัญชีประชากรที่จัดทําไวอย!างเป-นระบบลงในกระดาษที่ทําสลาก จากนั้นจึงดําเนินการ จับสลากหมายเลขนั้นทีละหมายเลขแบบสุ!มจนครบตามจํานวนตัวอย!างที่ตองการ เช!น ประชากรเป-น นักศึกษามี 100 คน ตองการตัวอย!าง 80 คน ก็ทําสลากเลขรหัสนักศึกษา 100 หมายเลข แลวจับ ขึ้นมา 80 หมายเลขก็จะทราบว!าใครบางที่เป-นตัวอย!าง 1.2 ใชตารางเลขสุ!ม เป-นตารางที่นักสถิติจัดทําขึ้น ในตารางประกอบขึ้นดวย ตัวเลขโดดวางต!อกันแบบไม!มีลําดับหรือไม!เป-นระบบ ถือว!าเป-นตัวเลขสุ!ม พรอมที่จะผสมตัวเลขตั้งแต! 2 ตัวขึ้นไป เช!น จากตัวอย!างนักศึกษา 100 คน ตองการสุ!มตัวอย!าง 80 คน จะตองใหหมายเลขรหัส ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
109 ของหน!วยตัวอย!างเป-น 001, 002, 003,…, 100 จากนั้นไปสุ!มตัวเลขในตารางเลขสุ!มมา 1 ตัว แลวอ!าน เลขผสมทีละ 3 ตัวเรียงไปทางขวามือ (เรียงยอนตามแนวนอนมาทางซายก็ได หรือเรียงขึ้นลงใน แนวตั้งก็ได) หมดแถวแลวใหเรียงตัวเลขต!อกับบรรทัดต!อไป ถาพบว!าไดเลขตรงกับหน!วยตัวอย!างใด ก็ทําเครื่องหมายบันทึกไว ถาไดซ้ําก็ใหขามไป จนครบ 80 คน ประชากร ตัวอย!าง ABCABCABC ABCABCABC ABCABCABC ABCABCABC ABC ABC ABC ABC ภาพที่ 5.1 การสุมอยางงาย จุดเด!นของการสุ!มแบบง!าย คือ มีขั้นตอนของการสุ!มที่ง!ายต!อการปฏิบัติ ใชไดกับ ประชากรที่มีลักษณะที่คลายคลึงกัน จุดดอยของการสุ!มแบบง!าย คือ ถาประชากรมีลักษณะที่แตกต!างกัน หรือมีขนาดใหญ! อาจทําใหไดตัวอย!างหรือตัวแทนที่ไม!ครอบคลุมลักษณะของประชากร เช!น ชื่อเรื่องวิจัย ป)จจัยที่ส!งผลต!อการพัฒนาครูผูสอนของผูบริหารสถานศึกษา กลุ!มปลวกแดง พัฒนา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1 โดย ปราญชลี มะโนเรือง (2553, หนา 73) ประชากร คือ ผูบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบดวยผูบริหารสถานศึกษา โดยตําแหน!ง ผูช!วยผูบริหารสถานศึกษา ตลอดจนผูรักษาราชการแทนที่แต!งตั้งโดยสถานศึกษาหรือ หน!วยงานตนสังกัด ที่มีตําแหน!งในการบริหารสถานศึกษา กลุ!มปลวกแดงพัฒนา อําเภอปลวกแดง สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1 ที่ปฏิบัติงานในปPการศึกษา 2552 จํานวน 23 คน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
110 ตัวอย!าง คือ ผูบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบดวยผูบริหารสถานศึกษาโดย ตําแหน!ง ผูช!วยผูบริหารสถานศึกษา ตลอดจนผูรักษาราชการแทนที่แต!งตั้งโดยสถานศึกษาหรือ หน!วยงานตนสังกัด ที่มีตําแหน!งในการบริหารสถานศึกษา กลุ!มปลวกแดงพัฒนา อําเภอปลวกแดง สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1 ที่ปฏิบัติงานในปPการศึกษา 2552 จํานวน 21 คน ซึ่งไดมา โดยการสุ!มอย!างง!าย 2. การสุมแบบแบงชั้น (stratified random sampling) การสุ!มตัวอย!างวิธีนี้ จะใชกับประชากรที่มีลักษณะของสมาชิกแตกต!างกันมากจนสามารถแยกออกเป-นกลุ!ม พวกหรือ ประเภทตามลักษณะที่แตกต!างกันได โดยการแบ!งประชากรออกเป-นพวกหรือเรียกว!าแบ!งชั้น (Strata) แลวสุ!มตัวอย!างจากทุกกลุ!มออกมาโดยใชวิธีสุ!มอย!างง!าย วิธีนี้เป-นที่นิยมใชกันมากและถือว!า ตัวอย!างเป-นตัวแทนที่ดีของประชากร การสุ!มตัวอย!างวิธีนี้มีขั้นตอนดังนี้ (วาโร เพ็งสวัสดิ์, 2551, หนา 201) 1) ผูวิจัยตองทราบว!าประชากรที่ศึกษานั้นมีลักษณะใดบางที่แตกต!างกันจน สามารถแบ!งออกเป-นกลุ!มย!อยได เช!น แบ!งตามลักษณะอาชีพ รายได เพศ ระดับการศึกษา ศาสนา ชั้นเรียน โดยพยายามใหสมาชิกมีความคลายคลึงกันแต!ละชั้น (homogeneity within stratum) และมีความแตกต!างกันระหว!างชั้น (heterogeneity between stratum) ใหมากที่สุด 2) ทําการแบ!งกลุ!มย!อยตามลักษณะที่แตกต!าง 3) ทําการสุ!มตัวอย!างประชากรแต!ละกลุ!มย!อยเขามาเป-นตัวอย!าง โดยวิธีการสุ!ม อย!างง!าย ดังนี้ 3.1) ถาจํานวนประชากรในแต!ละกลุ!มย!อยไม!แตกต!างกันมาก เช!นมีจํานวน เป-นหลักพันเท!ากันหมด การสุ!มตัวอย!างแต!ละกลุ!มย!อยใหสุ!มตามสัดส!วน กล!าวคือกลุ!มใดมีจํานวน มากก็ใหสุ!มตัวอย!างมามาก ส!วนกลุ!มใดมีจํานวนนอยก็ใหสุ!มตัวอย!างมานอย วิธีสุ!มแบบแบ!งชั้นวิธีนี้ เรียกว!า การสุ!มตัวอย!างแบบแบ!งชั้นแบบเป-นสัดส!วน (proportional stratified random sampling) ถามีประชากรนักศึกษาชั้นปPที่ 4 ของมหาวิทยาลัยแห!งหนึ่งจํานวนรวม 1,500 คน จําแนกตามคณะที่เรียน มีครุศาสตรD 250 คน วิทยาศาสตรD 320 คน มนุษยศาสตรD 500 คน และ วิทยาการจัดการ 430 คน เมื่อเทียบขนาดของตัวอย!างจากประชากรได 300 คน จะไดตัวอย!างตาม สัดส!วนแต!ละคณะดังนี้ ครุศาสตรD = (300/1,500) x 250 = 50 คน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
111 วิทยาศาสตรD = (300/1,500) x 320 = 64 คน มนุษยศาสตรD = (300/1,500) x 500 = 100 คน วิทยาการจัดการ = (300/1,500) x 430 = 86 คน เมื่อคํานวณจํานวนตัวอย!างในแต!ละคณะไดแลว ก็ใชวิธีสุ!มอย!างง!ายเพื่อระบุ ตัวอย!างต!อไป 3.2) ถาประชากรในแต!ละกลุ!มย!อยแตกต!างกันมาก เช!น บางกลุ!มมีจํานวน เป-นหลักรอย บางกลุ!มมีจํานวนเป-นหลักพัน กรณีเช!นนี้จะไม!ใชสัดส!วนตามจํานวนของประชากร แต!จะใชความเหมาะสมและหลักเหตุผลบางประการ โดยตัวอย!างที่สุ!มมาจากแต!ละกลุ!มของประชากร มีความเหมาะสม ครอบคลุมลักษณะของประชากรครบถวน วิธีการสุ!มแบบแบ!งชั้นวิธีนี้เรียกว!า การ สุ!มตัวอย!างแบบแบ!งชั้นแบบไม!เป-นสัดส!วน (non proportional stratified random sampling) ถามีประชากรนักศึกษาชั้นปPที่ 4 ของมหาวิทยาลัยแห!งหนึ่งจํานวนรวม 1,500 คน จําแนกเป-นกลุ!มตามคณะดังนี้ ครุศาสตรD 250 คน วิทยาศาสตรD 320 คน มนุษยศาสตรD 500 คน และ วิทยาการจัดการ 430 คน เมื่อเทียบขนาดของตัวอย!างจากประชากรได 300 คน และผูวิจัย สุ!มอย!างง!าย นักศึกษามาคณะละ 75 คน เท!ากัน การสุ!มแบบนี้ เรียกว!าการสุ!มตัวอย!างแบบแบ!งชั้นแบบไม!เป-น สัดส!วน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
112 ประชากร แบงชั้น สุมตัวอยาง ตัวอยาง ABCCBCABC ABCCBCABC ABCCBCABC ABCABCABC AAAA AAAAA BBBBBB BBBBBB CCCCCCC CCCCCCCC AAA BBBB CCCCC ABC ABCC ABBCC ภาพที่ 5.2 การสุมแบบแบงชั้น จุดเด!นของการสุ!มแบบแบ!งชั้น คือ การแบ!งประชากรออกเป-นชั้นแสดงใหเห็นว!า ผูวิจัยทราบคุณลักษณะของประชากรที่ตองการศึกษา ทําใหตัวอย!างที่ไดมาเป-นตัวแทนที่ดีของ ประชากร จุดดอยของการสุ!มแบบแบ!งชั้น คือ คุณลักษณะที่ใชในการแบ!งชั้นจะตองแตกต!างกัน อย!างชัดเจน ซึ่งในการปฏิบัติอาจกระทําไดยาก จึงทําใหไม!สะดวกต!อการใชการสุ!มโดยวิธีนี้ เช!น ชื่อเรื่องวิจัย การศึกษาความรูและการปฏิบัติของครูเกี่ยวกับมาตรฐานการควบคุม ภายในสถานศึกษา สังกัดสํานักเขตพื้นที่การศึกษาระยอง โดย ธนา สุวรรณโชติ (2553, หนา 66) ประชากร คือ ครูผูทําหนาที่เกี่ยวกับมาตรฐานการควบคุมภายในของสถานศึกษา สังกัดสํานักเขตพื้นที่การศึกษาระยอง จํานวน 227 คน จากโรงเรียน 227 โรง ในช!วงปPงบประมาณ 2553 ตัวอย!าง คือ ครูผูทําหนาที่เกี่ยวกับมาตรฐานการควบคุมภายในของสถานศึกษา สังกัดสํานักเขตพื้นที่การศึกษาระยอง จํานวน 144 คน จากโรงเรียน 144 โรง ซึ่งไดมาโดยการสุ!ม แบบแบ!งชั้น โดยใชอําเภอที่โรงเรียนสังกัดเป-นชั้น แลวจึงทําการสุ!มอย!างง!ายตามสัดส!วน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
113 ที่ เขตพื้นที่ อําเภอ/กิ่งอําเภอ จํานวน (คน) ประชากร ตัวอย!าง 1 ระยอง เขต 1 เมืองระยอง บานค!าย บานฉาง ปลวกแดง นิคมพัฒนา 49 32 15 21 13 31 20 10 13 8 รวม 130 82 2 ระยอง เขต 2 แกลง วังจันทรD เขาชะเมา 65 16 16 42 10 10 รวม 97 62 รวมทั้งสิ้น 227 144 3. การสุมแบบมีระบบ (systematic random sampling) ใชในกรณีที่ประชากร มีการลงทะเบียน และใหหมายเลขไวตามลําดับอย!างมีระเบียบ หรือถาไม!ไดจัดทําไว ผูวิจัยอาจจะ นํามาจัดทําเองได เช!น ประชากร นักเรียน นักศึกษา พนักงานหางราน คนงานโรงงาน ประชาชนที่ตั้ง บานเรือนในพื้นที่ซึ่งมีบานเลขที่ตามสําเนาทะเบียนบาน วิธีการสุ!มทําดังนี้ 1) หาช!วงของการสุ!มตัวอย!าง โดยนําเอาจํานวนประชากรมาหารดวยจํานวน ตัวอย!าง ถามีเศษใหพิจารณาป)ดเศษเป-นจํานวนเต็ม เช!น ถามีประชากร 1,400 คน ตองการ ตัวอย!าง 300 คน จะไดช!วงของการสุ!ม 1,400/300 = 4.67 ป)ดเป-น 5 2) หน!วยตัวอย!างในประชากร 5 ลําดับแรกมาสุ!มหมายเลขตั้งตน (random start) โดยวิธีสุ!มอย!างง!ายไดเลขที่ 3 3) ระบุหน!วยที่จะเป-นตัวอย!าง โดยเริ่มจากเลขที่ตั้งตน และเลขที่ต!อไปใหนําเลข ที่ตั้งตนบวกดวยเลขบอกช!วงการสุ!ม ดังนี้ 3, 8, 13, 18, 23, 28,… จนครบ 300 ตัวอย!าง ถาระบุไป จนถึงคนสุดทายแลวยังไม!ครบ 300 คน เนื่องจากการคํานวณช!วงการสุ!มมีการป)ดเศษ ก็ใหบวกเลขวน ใ กลับมาผ!านเลขที่ 1 อีกรอบ ถาซ้ําเลขที่เดิมใหขามไป ช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
114 ภาพที่ 5.3 การสุมแบบมีระบบ จุดเด!นของการสุ!มแบบมีระบบ คือ เสียเวลานอย ง!ายและสะดวกหากมีการจัดเรียง ประชากรไวอย!างเป-นระบบ จุดดอยของการสุ!มแบบมีระบบ คือ ทุกหน!วยของประชากรมีโอกาสในการถูกสุ!ม ไม!เท!ากัน เนื่องจากแต!ละหน!วยที่ไดรับการสุ!มจะขึ้นอยู!กับประชากรหน!วยแรกที่ถูกสุ!มมาได เช!น ชื่อเรื่องวิจัย การเปรียบเทียบคุณภาพแบบทดสอบชนิดถูกผิดหลายตัวเลือกที่มี วิธีการตรวจใหคะแนนแตกต!างกัน โดย นวัตกร หอมสิน (2549, หนา 47-48) ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปPที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปPการศึกษา 2547 ของโรงเรียน ในโครงการขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศรีสะเกษ เขต 1 สํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งหมด 64 โรง จํานวน 1,829 คน ตัวอย!าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปPที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปPการศึกษา 2547 ของ โรงเรียนในโครงการขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จํานวน 480 คน จาก 12 โรง ซึ่งไดมาโดยการสุ!มแบบเป-นระบบ จากบัญชีรายชื่อโรงเรียนที่ทาง สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 ไดจัดทําไวแลว โดยมีขั้นตอนการดําเนินการดังนี้ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 ……… 300 Random start สุ!มทุกๆ 5 คน R = 3 ตัวอย!าง 3 8 13 ….. ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
115 ขั้นที่ 1 ประมาณขนาดตัวอย!างที่ใชในการวิจัยดวยความเชื่อมั่น 95% เมื่อเทียบ ตารางตัวอย!างที่ควรเลือกจากประชากร พบว!า ตองใชตัวอย!างอย!างนอย 333 คน ขั้นที่ 2 คํานวณหาช!วงในการสุ!มโดยเอาจํานวนประชากรทั้งหมดหารดวยจํานวน ตัวอย!างที่ตองการเลือก ขั้นที่ 3 ทําการเลือกโรงเรียนหน!วยแรก โดยการสุ!มตัวเลขเริ่มตนใชวิธีการจับสลาก ไดหมายเลขเริ่มตนซึ่งเป-นโรงเรียนแรกที่เป-นตัวอย!าง หลังจากนั้นก็หาโรงเรียนที่ 2 โดยการนําเอาช!วงของ การสุ!มมาบวกเขากับตัวเลขเริ่มตนเป-นหมายเลขแทนโรงเรียนที่ 2 ทําเช!นนี้ไปจนไดโรงเรียนทั้งสิ้น 12 โรง และไดนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปPที่ 1 ทุกคนในโรงเรียน นักเรียนที่เป-นตัวอย!างทั้งหมด 480 คน 4. การสุมแบบแบงกลุม (cluster random sampling) เป-นการสุ!มที่เหมาะสม กับประชากรที่มีขนาดใหญ!มากและคุณสมบัติของประชากรมีความหลากหลาย มีกลุ!มย!อยซึ่งผูวิจัยได กําหนดขึ้น แต!เป-นคุณลักษณะของประชากรอยู!แลว (มาเรียม นิลพันธุD, 2553, หนา 131) การสุ!มโดย วิธีนี้จะใชกลุ!มเป-นหน!วยของการสุ!ม เช!น ตองการสุ!มนักเรียนชั้นประถมศึกษาปPที่ 1 จํานวน 2 หองเรียน จากที่มี 6 หองเรียน การสุ!มแบบแบ!งกลุ!ม มีขั้นตอนดังต!อไปนี้ 1) แบ!งประชากรออกเป-นกลุ!ม (cluster) โดยภายในกลุ!มมีลักษณะแตกต!างกัน (heterogeneous) มากที่สุด ส!วนระหว!างกลุ!มใหมีความเหมือนกัน (homogeneous) มากที่สุด 2) สุ!มกลุ!มใดกลุ!มหนึ่งเพียงบางกลุ!มดวยวิธีการสุ!มอย!างง!าย มาศึกษาเพียง บางกลุ!ม เนื่องจากภายในแต!ละกลุ!มมีลักษณะเหมือนกับกลุ!มอื่นอยู!แลว ประชากร แบงกลุม สุมตัวอยาง ตัวอยาง ACDCE BDABD ACEBE ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE ABC DE ABC DE ภาพที่ 5.4 การสุมแบบแบงกลุม ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
116 จุดเด!นของการสุ!มแบบแบ!งกลุ!ม คือ ไม!ตองอาศัยกรอบของประชากร แต!ใชหลัก ความเป-นจริงเป-นตัวแบ!งประชากร เช!น อําเภอหนึ่งมี 8 โรง (กลุ!ม) สุ!มแบบง!าย 25%ได 2 โรง ใชสมาชิกทุกคนใน 2 โรงเป-นตัวอย!าง จุดดอยของการสุ!มแบบแบ!งกลุ!ม คือ จํานวนตัวอย!างที่ไดมาอาจไม!เพียงพอและ คุณลักษณะของตัวอย!างอาจไม!เป-นตัวแทนที่ดีของประชากร เช!น ชื่อเรื่องวิจัย ภาวะผูนําทางวิชาการของผูบริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสํานักงาน เขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 1 และเขต 2 โดย วิรัตนD ปานแกว (2552, หนา 101) ประชากร คือ ประชากรที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ ไดแก! ผูบริหารโรงเรียนขนาดเล็กและ ครูวิชาการ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 1 และเขต 2 ปPการศึกษา 2551 จํานวน 201 โรง จําแนกเป-น 1) สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 1 จํานวน 111 โรง เป-นผูบริหาร โรงเรียนจํานวน 111 คน และครูวิชาการ จํานวน 111 คน รวม จํานวน 222 คน 2) สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตรเขต 2 จํานวน 90 โรง เป-นผูบริหาร โรงเรียนจํานวน 90 คน และครูวิชาการ จํานวน 90 คน รวม จํานวน 180 คน ตัวอย!าง คือ ผูบริหารโรงเรียนขนาดเล็กและครูวิชาการ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาพิจิตร เขต 2 ปPการศึกษา 2551 จํานวน 90 โรง เป-นผูบริหารโรงเรียนจํานวน 90 คน และ ครูวิชาการ จํานวน 90 คน รวม จํานวน 180 คน ซึ่งไดตัวอย!างมาโดยการสุ!มแบบแบ!งกลุ!ม โดยใชเขต พื้นที่เป-นกลุ!ม 5. การสุมแบบหลายขั้นตอน (multi–stage random sampling) ใชในกรณี ที่ประชากรมีขนาดใหญ!มากอยู!ในพื้นที่กวาง และประชากรสามารถแบ!งระดับที่แตกต!างกันไดหลาย ระดับ จําเป-นตองใชวิธีสุ!มหลายวิธีประกอบกัน เช!น ใชวิธีสุ!มแบบแบ!งกลุ!มก!อน จากนั้นในขั้นเกือบสุดทาย อาจใชวิธีสุ!มแบบแบ!งชั้น และขั้นสุดทายใชวิธีสุ!มแบบง!าย การสุ!มตัวอย!างโดยวิธีนี้เรียกอีกอย!างหนึ่งว!า การสุ!มตัวอย!างแบบผสม เนื่องจากการเลือกตัวอย!างทําหลายขั้นตอนและเป-นการผสมกันระหว!างการ สุ!มตัวอย!างแบบง!าย แบบมีระบบ แบบแบ!งชั้นและแบบแบ!งกลุ!ม ซึ่งอาจเป-นการสุ!มตัวอย!างหลายครั้ง ดวยวิธีเดียวกันหรือต!างวิธีประกอบกันก็ได ซึ่งหมายถึงการดําเนินการสุ!มตั้งแต! 3 ครั้งขึ้นไป (บุญชม ศรีสะอาด, 2553 หนา 49-50) ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา 10 ขั้นที่ 1 สุ!มจังหวัด ซึ่งมี 7 จังหวัด สุ!มมา 3 จังหวัด ขั้นที่ 2 สุ!มโรงเรียนในจังหวัดที่สุ!มได 3 จังหวัด สุ!มมา 10 โรง ขั้นที่ 3 สุ!มนักเรียนเฉพาะในโรงเรียนที่สุ!มได 10 โรง สุ!มมา 2,000 คน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
117 ภาพที่ 5.5 การสุ!มแบบหลายขั้นตอน จุดเด!นของการสุ!มแบบหลายขั้นตอน คือ เหมาะสมกับกรณีที่ประชากรมีจํานวนมาก และกระจัดกระจาย การสุ!มโดยวิธีนี้ทําใหผูวิจัยสามารถจัดกลุ!มประชากรจากกลุ!มใหญ!ใหเป-นกลุ!มย!อย แลวจึงทําการสุ!ม ซึ่งจะไดผลดีกว!าการสุ!มแบบอื่น จุดดอยของการสุ!มแบบหลายขั้นตอน คือ ความคลาดเคลื่อนจากการสุ!มจะมีมากกว!า การสุ!มแบบธรรมดา ผูวิจัยจะไม!ไดสุ!มสมาชิกในประชากรแต!ละหน!วยอย!างอิสระ เช!น ชื่อเรื่องวิจัย ป)จจัยที่ส!งผลต!อความฉลาดทางอารมณDของนักเรียนช!วงชั้นที่ 3 ใน โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลย เขต 1 โดย วนิดา สําแดงเดช (2552, หนา 68-69) จังหวัดในเขตพื้นที่การศึกษา 10 มี 7 จังหวัด หน!วยการสุ!มหน!วยแรก สุ!มมา 3 จังหวัด สุ!มครั้งที่ 1 (แบบง!าย) นักเรียนในโรงเรียน 10 โรง มี 10,000 คน (ใหญ! 4,000 คน กลาง 3,000 คน เล็ก 3,000) สุ!มนักเรียนมา 20% จํานวน 2,000 คน (ใหญ! 800 คน กลาง 600 คน เล็ก 600 คน ) สุ!มโรงเรียนมา 10 โรง (ใหญ! 2 โรง กลาง 3 โรง เล็ก 5 โรง) โรงเรียนมัธยมใน 3 จังหวัดมี 45 โรง (ใหญ! 10 โรง กลาง 12 โรง เล็ก 23 โรง) หน!วยการสุ!มหน!วยที่ 2 สุ!มครั้งที่ 2 (แบบแบ!งชั้น) หน!วยการสุ!มหน!วยที่ 3 สุ!มครั้งที่ 3 (แบบแบ!งชั้น) ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
118 ประชากร คือ นักเรียนระดับช!วงชั้นที่ 3 ที่กําลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปPที่ 1-3 ภาคเรียนที่ 1 ปPการศึกษา 2552 ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลย เขต 1 มีจํานวนโรงเรียนทั้งหมด 12 โรง จํานวนประชากรทั้งหมด 6,180 คน ตัวอย!าง คือ นักเรียนระดับช!วงชั้นที่ 3 ที่กําลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปPที่ 1-3 ภาค เรียนที่ 1 ปPการศึกษา 2552 ในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลย เขต 1 จํานวน 400 คน ใชวิธีการสุ!มแบบหลายขั้นตอน ซึ่งมีรายละเอียดของการสุ!มตัวอย!าง ดังนี้ 1) การหาขนาดตัวอย!าง โดยการสํารวจจํานวนโรงเรียนและจํานวนนักเรียน ได จํานวนโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลย เขต 1 จํานวน 12 โรงเรียนและจํานวน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปPที่ 1-3 จํานวน 6,180 คน 2) กําหนดขนาดของตัวอย!าง โดยใชวิธีการกําหนดตัวอย!างดวยวิธีที่นักวิจัยที่ทํา การวิจัยเกี่ยวกับการวิเคราะหDการถดถอยแนะนําไวว!า อัตราส!วนของตัวแปรทํานายต!อขนาดตัวอย!าง อย!างนอยตองเป-น 1 ต!อ 15 หมายความว!า ตัวแปรทํานาย 1 ตัว ใชตัวอย!างประมาณ 15 คน หรือ 1 ต!อ 30 และอย!างนอยที่สุดควรมีตัวอย!างที่ใชในการศึกษาอย!างนอย จํานวน 400 คน ผูวิจัยจึงกําหนดขนาด ของตัวอย!างที่ใชในการศึกษาครั้งนี้ จํานวน 400 คน 3) ทําการสุ!มตัวอย!างแบบหลายขั้นตอน โดยทําการสุ!มแบบกลุ!ม เลือกโรงเรียน รอยละ 50 ไดโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลย เขต 1 จํานวน 9 โรง 4) สุ!มแบบแบ!งชั้นอย!างเป-นสัดส!วน โดยใชโรงเรียนเป-นชั้นและคํานวณจํานวน ตัวอย!างตามสัดส!วนของประชากรในแต!ละโรงเรียน 5) สุ!มอย!างง!ายโดยทําการจับสลากรายชื่อโรงเรียนและนักเรียนตามสัดส!วน ที่คํานวณได การกําหนดขนาดของตัวอยาง การกําหนดขนาดของตัวอย!างในการวิจัยมีหลายวิธี ซึ่งในตําราเล!มนี้จะนําเสนอใน 3 วิธี ดังนี้ การกําหนดขนาดของตัวอยางโดยใช&เกณฑ!ร&อยละ เกณฑDรอยละที่ใชในการกําหนดขนาดของตัวอย!างไดมีผูเสนอไว ดังนี้ บุญเรียง ขจรศิลป| (2543, หนา 71-72) กล!าวว!า ถาขนาดของประชากรมีจํานวน หลักรอย ควรใชตัวอย!าง อย!างนอยรอยละ 25 ถาขนาดของประชากรมีจํานวนหลักพัน ควรใช ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
119 ตัวอย!างอย!างนอยรอยละ 10 ถาขนาดของประชากรมีจํานวนหลักหมื่น ควรใชตัวอย!าง อย!างนอย รอยละ 1 บุญชม ศรีสะอาด (2553, หนา 40) กล!าวว!า การกําหนดตัวอย!างโดยใชเกณฑD กรณีนี้ ผูวิจัยตองทราบจํานวนประชากรที่ค!อนขางแน!นอน แลวจึงคํานวณจํานวนตัวอย!าง จากเกณฑDต!อไปนี้ ถาจํานวนประชากรทั้งหมดเป-นหลักรอย ใชตัวอย!างรอยละ 15-30 ถาจํานวนประชากร ทั้งหมดเป-นหลักพัน ใชตัวอย!างรอยละ 10-15 ถาจํานวนประชากรทั้งหมดเป-นหลักหมื่น ใชตัวอย!าง รอยละ 5-10 การกําหนดขนาดของตัวอยางโดยใช&สูตร สูตรที่ใชการคํานวณขนาดของตัวอย!างพบว!ามี 2 สูตร ตามลักษณะของพารามิเตอรDที่ ตองการทดสอบ (วาโร เพ็งสวัสดิ์, 2551, หนา 188-190) 1. พารามิเตอร! เปนคาเฉลี่ย ( µ ) 1.1 ทราบขนาดของประชากร 222 22 σ σ NE Z NZ n + = 1.2 ไม!ทราบขนาดของประชากร 2 22 E Z n σ = เมื่อ n = ขนาดของตัวอย!าง N = ขนาดของประชากร 2 σ = ความแปรปรวนของประชากร E = ค!าความคลาดเคลื่อนสูงสุดที่เป-นไปได อยู!ในรูปของคะแนนในกรณี ที่พารามิเตอรDเป-นค!าเฉลี่ย และอยู!ในรูปของสัดส!วนในกรณีที่พารามิเตอรDเป-นสัดส!วน Z = 1.96 ถาความเชื่อมั่นประมาณ 95 % (หรือประมาณ 2 ) Z = 2.58 ถาความเชื่อมั่นประมาณ 99 % (หรือประมาณ 3 ) ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
120 ตัวอย!างที่ 5.1 ในการทําวิจัยเรื่องหนึ่งขนาดประชากร 12,000 คน จงคํานวณขนาด ตัวอย!างที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ส!วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท!ากับ 1 ขนาดของความคลาดเคลื่อน เท!ากับ 0.1 วิธีทํา 222 22 σ σ NE Z NZ n + = 372 84.123 20.099,46 )1()96.1()1.0(000,12 )1()96.1(000,12 2 22 22 = = + = n n n ดังนั้น จํานวนตัวอย!างที่ควรใชในการวิจัยเท!ากับ 372 คน ตัวอย!างที่ 5.2 จงคํานวณขนาดตัวอย!างที่ระดับความเชื่อมั่น 99% ส!วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท!ากับ 1 ขนาดของความคลาดเคลื่อน เท!ากับ 0.15 วิธีทํา 2 22 E Z n σ = 296 0225.0 6564.6 )15.0)(15.0( )1()58.2( 22 = = = n n n ดังนั้น จํานวนตัวอย!างที่ควรใชในการวิจัยเท!ากับ 296 คน 2. พารามิเตอร!เปนสัดสวน ( π) 2.1 ทราบขนาดของประชากร (1 ) )1( 22 2 ππ π π −+ − = NE Z NZ n เมื่อ π = ค!าสัดส!วนของประชากร ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
121 ตัวอย!างที่ 5.3 ในการทําวิจัยเรื่องหนึ่งขนาดประชากร 3,000 คน จงคํานวณขนาด ตัวอย!างที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ขนาดของความคลาดเคลื่อนเท!ากับ 5 % กําหนดใหสัดส!วนของ ประชากรเท!ากับ 0.5 วิธีทํา N = 3,000, Z = 1.96, E = 0.05, π =0.50 (1 ) )1( 22 2 ππ π π −+ − = NE Z NZ n 341 46.8 20.881,2 )5.0(5.096.1)05)(.05(.000,3 )5.0(5.0)96.1(000,3 2 2 = = + = n n n ดังนั้น จํานวนตัวอย!างที่ควรใชในการวิจัยเท!ากับ 341 คน 2.2 ไม!ทราบขนาดของประชากร 2 2 )1( E Z n − ππ = ตัวอย!างที่ 5.4 ในการทําวิจัยเรื่องหนึ่งถาสัดส!วนของประชากรเท!ากับ 0.6 จงคํานวณ ขนาดตัวอย!างที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และยอมรับใหมีความคลาดเคลื่อนได 5 % วิธีทํา Z = 1.96, E = .05, π =0.60 2 2 )1( E Z n − ππ = 369 0025. 92.0 05. )6.01(6.096.1 2 2 = = − = n n n ดังนั้น จํานวนตัวอย!างที่ควรใชในการวิจัยเท!ากับ 369 คน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
122 การกําหนดขนาดของตัวอยางโดยใช&ตารางสําเร็จรูป 1. ตารางสําเร็จรูปการกําหนดตัวอยางของ ยามาเน (Yamane) ที่ความเชื่อมั่น 95% และ 99% ดังนี้ ตารางที่ 5.1 ขนาดของตัวอย!างที่ความเชื่อมั่น 95% ของยามาเน! (Yamane) ขนาดของ ประชากร ขนาดของตัวอย!าง (n) ตามระดับของความคลาดเคลื่อน (E ) ± 1% ± 2% ± 3% ± 4% ± 5% ± 10% 500 b b b b 222 83 1,000 b b b 385 286 91 1,500 b b 638 441 361 94 2,000 b b 718 476 333 95 2,500 b 1,250 769 500 345 96 3,000 b 1,364 811 517 353 97 3,500 b 1,458 843 530 359 97 4,000 b 1,538 870 541 364 98 4,500 b 1,607 891 549 367 98 5,000 b 1,667 909 556 370 98 6,000 b 1,765 938 566 375 98 7,000 b 1,842 959 874 378 99 8,000 b 1,905 976 580 381 99 9,000 b 1,957 989 584 383 99 10,000 5,000 2,000 1,000 588 385 99 15,000 6,000 2,143 1,034 600 390 99 20,000 6,667 2,222 1,053 606 392 100 25,000 7,143 2,273 1,064 610 394 100 50,000 8,333 2,381 1,087 617 397 100 100,000 9,091 2,439 1,099 621 398 100 ∞ 10,000 2,500 1,111 625 400 100 b - ขนาดของประชากรมีขนาดเล็ก ไม!เหมาะที่จะอางอิงใหเป-นการแจกแจงแบบปกติ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
123 ที่มา: (Yamane, 1973, p. 1088) ตารางที่ 5.2 ขนาดของตัวอย!างที่ความเชื่อมั่น 99% ของยามาเน! (Yamane) ขนาดของ ประชากร ขนาดของตัวอย!าง ( n ) ตามระดับของความคลาดเคลื่อน ( E ) ± 1% ± 2% ± 3% ± 4% ± 5% 500 b b b b b 1,000 b b b b 474 1,500 b b b 726 563 2,000 b b b 826 621 2,500 b b b 900 622 3,000 b b 1,364 958 692 3,500 b b 1,458 1,003 716 4,000 b b 1,539 1,041 735 4,500 b b 1,607 1,071 750 5,000 b b 1,667 1,098 763 6,000 b 2,903 1,765 1,139 783 7,000 b 3,119 1,842 1,171 798 8,000 b 3,303 1,905 1,196 809 9,000 b 3,462 1,957 1,216 818 10,000 b 3,600 2,000 1,233 826 15,000 b 4,091 2,143 1,286 849 20,000 b 4,390 2,222 1,314 861 25,000 11,842 4,592 2,273 1,331 869 50,000 15,517 5,056 2,381 1,368 884 100,000 18,367 5,325 2,439 1,387 892 ∞ 22,500 5,625 2,500 1,406 900 b - ขนาดของประชากรมีขนาดเล็ก ไม!เหมาะที่จะอางอิงใหเป-นการแจกแจงแบบปกติ ที่มา: (Yamane, 1973, p. 1089) 2. ตารางสําเร็จรูปการกําหนดตัวอยางของ เครซี่และมอร!แกน (Krejcie & Morgan) ที่ความเชื่อมั่น 95% ดังนี้ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
124 ตารางที่ 5.3 ขนาดของตัวอย!างที่ความเชื่อมั่น 95% ของเครซี่และมอรDแกน (Krejcie & Morgan) ประชากร ขนาดตัวอย!าง ประชากร ขนาดตัวอย!าง ประชากร ขนาดตัวอย!าง 10 10 220 140 1,200 291 15 14 230 144 1,300 297 20 19 240 148 1,400 302 25 24 250 152 1,500 306 30 28 260 155 1,600 310 35 32 270 159 1,700 313 40 36 280 162 1,800 317 45 40 290 165 1,900 320 50 44 300 169 2,000 322 55 48 320 175 2,200 327 60 52 340 181 2,400 331 65 56 360 186 2,600 335 70 59 380 191 2,800 338 75 63 400 196 3,000 341 80 66 420 201 3,500 346 85 70 440 205 4,000 351 90 73 460 210 4,500 354 95 76 480 214 5,000 357 100 80 500 217 6,000 361 110 86 550 226 7,000 364 120 92 600 234 8,000 367 130 97 650 242 9,000 368 140 103 700 248 10,000 370 150 108 750 254 15,000 375 160 113 800 260 20,000 377 170 118 850 265 30,000 379 180 123 900 269 40,000 380 190 127 950 274 50,000 381 200 132 1,000 278 75,000 382 210 136 1,100 285 1,000,000 384 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
125 ที่มา: (Krejcie & Morgan, 1970, p. 608) ขนาดของตัวอย!างและความคลาดเคลื่อนจะมีลักษณะแปรผกผันกันคือถาความ คลาดเคลื่อนสูงขึ้นตัวอย!างจะมีขนาดเล็กลง ในขณะเดียวกันถาความคลาดเคลื่อนลดลง ตัวอย!างจะมี ขนาดใหญ!ขึ้น แต!อย!างไรก็ตามตัวอย!างที่ดีจะตองมีขนาดที่เพียงพอหรือเหมาะสมทั้งทางทฤษฎีและ ทางปฏิบัติ รวมถึงการเป-นตัวแทนที่ดีของประชากร โดยการกําหนดขนาดตัวอย!างตองพิจารณาถึง 1. ความคลาดเคลื่อนสูงสุดที่สามารถยอมรับได เป-นการพิจารณาว!าในการวิจัยครั้งนี้ ยอมใหเกิดความคลาดเคลื่อนเท!าใด ในระดับความเชื่อมั่นเท!าใด งานวิจัยที่กําหนดค!าความเชื่อมั่นสูง หรือตองการความคลาดเคลื่อนต่ําจะใชตัวอย!างจํานวนมาก ในขณะที่งานวิจัยที่กําหนดค!าความ เชื่อมั่นต่ําหรือยอมใหเกิดความคลาดเคลื่อนสูงจะใชตัวอย!างจํานวนนอย 2. ระดับความเชื่อมั่นในการประมาณค!าที่ระดับความเชื่อมั่นของการประมาณค!า ที่แตกต!างกัน เช!น 95% กับ 99% จะทําใหขนาดของตัวอย!างแตกต!างกันดวย 3. สถิติที่ใชในการวิเคราะหDขอมูล เนื่องจากสถิติบางประเภทอาจมีการกําหนดจํานวน ตัวอย!างที่นํามาใชในการวิเคราะหDขอมูลไวดวย 4. วิธีการสุ!มตัวอย!างตองมีความเหมาะสมและสอดคลองกับป)ญหาการวิจัย 5. จํานวนตัวแปรที่ใชในการวิจัย หากในการวิจัยมีจํานวนตัวแปรที่ตองการวัดเป-น จํานวนมากตัวอย!างก็ควรมีความเหมาะสมและเพียงพอกับจํานวนตัวแปร 6. งบประมาณที่ใชในการวิจัย 7. เครื่องมือที่ใชเก็บรวบรวมขอมูล เครื่องมือบางประเภทมีขอจํากัดในเรื่องของการ นําไปใช คือไม!สามารถเก็บรวบรวมขอมูลจาตัวอย!างจํานวนมากได เช!น แบบสัมภาษณD แบบสังเกต หรือเครื่องมือบางชนิดก็ไม!เหมาะสมกับการนําไปใชกับตัวอย!างจํานวนมาก เช!น แบบสอบถาม ในทางปฏิบัติอาจมีขอจํากัดเกิดขึ้นมากมายในการกําหนดขนาดของตัวอย!างในการเก็บ รวบรวมขอมูล เช!น การขาดงบประมาณ การขาดแรงงาน เวลาจํากัด และขาดความร!วมมือของ ตัวอย!าง ทําใหนักวิจัยไม!สามารถเก็บรวบรวมขอมูลตามจํานวนตัวอย!างที่คํานวณไวได ดังนั้นนักวิจัย จึงตองพิจารณาขนาดของตัวอย!างที่มีความเหมาะสมในทางปฏิบัติดวย โดยอาจยอมใหมีความ คลาดเคลื่อนเพิ่มขึ้นเพื่อลดจํานวนของตัวอย!าง ทําใหการสรุปผลการวิจัยกลับไปยังประชากรไม! สามารถสรุปไดเท!าที่นักวิจัยตองการ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
126 บทสรุป ประชากร คือ กลุ!มของแหล!งขอมูลทั้งหมดที่นักวิจัยตองการศึกษาและตัวอย!าง คือ ส!วนหนึ่งของประชากรที่กําหนดขึ้นตามเทคนิคที่ถูกตอง เพื่อนํามาศึกษาวิจัย แทนการศึกษาจาก ประชากรทั้งหมด การเลือกตัวอย!างในการวิจัยมีความสําคัญและส!งผลต!อสถิติการเลือกใชสถิติอางอิง อย!างมาก โดยวิธีการเลือกตัวอย!างมีทั้งการเลือกตัวอย!างแบบไม!ทราบค!าความน!าจะเป-นที่ประชากร แต!ละหน!วยจะไดรับเลือก จําแนกเป-น 5 ประเภท ไดแก! การเลือกแบบบังเอิญ การเลือกแบบกําหนด สัดส!วน การเลือกแบบมีจุดมุ!งหมาย หรือการเลือกแบบเจาะจง การเลือกแบบตามสะดวก การเลือก แบบลูกโซ! และการเลือกตัวอย!างแบบทราบค!าความน!าจะเป-นที่ประชากรแต!ละหน!วยจะไดรับเลือก จําแนกเป-น 5 ประเภท ไดแก! การสุ!มแบบง!าย การสุ!มแบบแบ!งชั้น การสุ!มแบบมีระบบ การสุ!มแบบ แบ!งกลุ!มและการสุ!มแบบหลายขั้นตอน โดยการเลือกตัวอย!างแต!ละวิธีก็ขึ้นอยู!กับธรรมชาติของ ประชากรที่ตองศึกษา ทั้งที่สามารถนับจํานวนไดแน!นอนและไม!สามารถนับจํานวนที่แน!นอนได แต! อย!างไรก็ตามวิธีการในการกําหนดตัวอย!างนั้น มีขอควรคํานึงที่สําคัญคือ ตัวอย!างที่ไดมานั้นตองเป-น ตัวแทนที่ดีและมีความพอเพียง คําว!าตัวแทนที่ดี หมายถึง ตัวอย!างนั้นตองมีลักษณะคลายคลึงหรือมี คุณลักษณะที่เหมือนกับประชากร ความพอเพียง หมายถึง ตัวอย!างนั้นตองมีจํานวนเพียงพอที่จะเป-น ตัวแทนของประชากรได ซึ่งการกําหนดขนาดตัวอย!าง สามารถกําหนดไดทั้งตามตารางสําเร็จรูป ที่นักวิชาการหลายคนไดทําการคํานวณไวแลว หรือสามารถคํานวณตัวอย!างจากประชากรไดจากสูตร จากการศึกษางานวิจัยทางการศึกษา พบว!า ในการสุ!มตัวอย!างพบป)ญหาหลายประการ ทั้งวิธีการกําหนดตัวอย!าง ขนาดของตัวอย!างและการอางอิงจากตัวอย!างที่ศึกษาไปยังประชากร เนื่องจากในโรงเรียนไดมีการจัดนักเรียนเป-นหองอยู!แลว เช!น ผูวิจัยตองการเปรียบเทียบวิธีสอน 2 วิธี ผูวิจัยไม!สามารถกําหนดจํานวนของตัวอย!างได เนื่องจากในการสุ!มตัวอย!าง ผูวิจัยตองใชการสุ!มแบบ แบ!งกลุ!ม โดยใชหองเรียนเป-นกลุ!มและสุ!มมา 2 หองเรียน จากนั้นจึงทําการสุ!มหองเรียนที่ 1 ใหไดรับ วิธีสอนที่ 1 และหองเรียนที่ 2 ใหไดรับวิธีสอนที่ 2 จํานวนนักเรียนทั้ง 2 หองอาจมีความแตกต!างกัน ดังรายงานวิจัยเรื่อง การเสริมสรางทักษะการจัดการความรูของนักศึกษาวิชาชีพครูโดยใชกระบวนการ เรียนรูจากการปฏิบัติ (ระยะที่ 2) โดย จิตติรัตนD แสงเลิศอุทัย (2555) ซึ่งใชตัวอย!าง คือ นักศึกษา วิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จํานวน 2 หมู!เรียน ไดมาโดยการสุ!มแบบแบ!งกลุ!ม ไดแก! นักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย (กลุ!มควบคุม) จํานวน 32 คนและวิทยาศาสตรD (กลุ!มทดลอง) จํานวน 18 คน ซึ่งในงานวิจัยนี้ผูวิจัยไม!สามารถกําหนดจํานวนของตัวอย!างไดเพราะตองสุ!มนักศึกษาจําแนกตาม สาขาวิชา เช!นเดียวกันกับการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรูของครูหรือการวิจัยเพื่อขอผลงานทางวิชาการ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
127 พบว!า ครูไม!สามารถใชการสุ!มอย!างง!ายโดยมีนักเรียนแต!ละคนเป-นหน!วยของการสุ!มได เพราะครูไม! สามารถจัดหองเรียนใหม!เพื่อใชในการวิจัยได จึงทําใหการสุ!มตัวอย!างในงานวิจัยของครูสามารถ จัดเป-นประเภทไดดังนี้ 1) การเลือกแบบเจาะจงเพียงบางคนหรือบางหอง 2) การสุ!มแบบแบ!งกลุ!ม และ3) การศึกษาจากประชากรทั้งระดับชั้นนั้นหรือทั้งโรงเรียน ในการวิจัยเชิงสํารวจ พบป)ญหาใน เรื่องการสุ!มตัวอย!างใหเป-นตัวแทนที่ดีหลายประการ เช!น หากจํานวนประชากรมีลักษณะของการ กระจายตัวไปตามอําเภอหรือขนาดของโรงเรียน การสุ!มตัวอย!างจึงตองมีการสุ!มแบบแบ!งกลุ!มหรือ แบ!งเป-นชั้นก!อน แลวจึงค!อยทําการสุ!มอย!างง!ายหรือสุ!มแบบเป-นระบบ หากผูวิจัยเลือกการสุ!มอย!าง ง!ายเพียงอย!างเดียวอาจทําใหไดตัวอย!างในอําเภอหรือขนาดของโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งเท!านั้น จะทํา ใหตัวอย!างที่ไดมาขาดคุณสมบัติของการเป-นตัวแทนที่ดี คําถามทบทวน คําชี้แจง จงตอบคําถามหรือปฏิบัติกิจกรรมทุกขอต!อไปนี้ 1. ประชากร ตัวอย!างและหน!วยตัวอย!างหมายถึงอะไร แตกต!างกันอย!างไร 2. การศึกษาขอมูลจากตัวอย!างมีประโยชนDอย!างไร 3. การเลือกตัวอย!างแบบไม!อาศัยหลักความน!าจะเป-น มีกี่แบบ อะไรบาง 4. การเลือกตัวอย!างแบบอาศัยหลักความน!าจะเป-น มีกี่แบบ อะไรบาง 5. ผูวิจัยตองการเก็บรวบรวมขอมูลจากประชากรในจังหวัดสุพรรณบุรีและนครปฐม จํานวน 3,295 คน โดยแบ!งเป-นผูบริหาร จํานวน 199 คน ครูผูสอน จํานวน 3,096 คน ท!านคิดว!าผูวิจัยควรสุ!มตัวอย!าง จํานวนเท!าใด และสุ!มอย!างไรเพื่อใหไดตัวอย!างที่มีความพอเพียงและเป-นตัวแทนที่ดี 6. การศึกษาขอมูลจากตัวอย!างมีขอดีและขอจํากัดอะไร ที่สําคัญที่สุด 7. ขั้นตอนในการเลือกตัวอย!างมีกี่ขั้นตอน อะไรบาง พรอมยกตัวอย!างประกอบ 8. ในการวิจัยเรื่องหนึ่งมีประชากร 10,000 คน จงคํานวณขนาดตัวอย!างที่ระดับความเชื่อมั่น 99% ขนาดของความคลาดเคลื่อนเท!ากับ 3% กําหนดใหสัดส!วนของประชากรเท!ากับ 0.4 ควรใชตัวอย!าง จํานวนเท!าใด 9. การสุ!มแบบหลายขั้นตอนมีลักษณะการสุ!มอย!างไร ใ 10. การสุ!มแบบแบ!งชั้นกับการสุ!มแบบแบ!งกลุ!มแตกต!างกันอย!างไร ช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
บทที่ 6 เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลเปนสิ่งที่มีความสําคัญและมีบทบาทอย"างมาก ในการวิจัย การเลือกใชเครื่องมือใดนั้นขึ้นอยู"กับสถานการณ)และลักษณะพฤติกรรมที่ตองการจะวัด ซึ่งหมายความว"าจะตองสอดคลองกับวัตถุประสงค)การวิจัยดวยเช"นกัน ในการวิจัยพบว"าเครื่องมือที่ นิยมใชในการเก็บรวบรวมขอมูลมี 5 ประเภท แต"ละประเภทจะมีลักษณะที่สําคัญและความสามารถ ในการเก็บรวบรวมขอมูลไดแตกต"างกันออกไป และเพื่อใหไดขอมูลที่มีความถูกตอง แม"นยํา นอกจาก ผูวิจัยจะเลือกใชเครื่องมืออย"างระมัดระวังและสอดคลองกับวัตถุประสงค)แลว ผูวิจัยยังสามารถใช เครื่องมือหลายประเภทในการเก็บรวบรวมขอมูลคุณลักษณะใดลักษณะหนึ่ง และสามารถเก็บ รวบรวมขอมูลหลายครั้ง หลายบุคคลในเวลาเดียวกันหรือแตกต"างกัน ก็ได เพื่อเปนการตรวจสอบว"า ขอมูลที่ถูกเก็บรวบรวมโดยเครื่องมือ เวลาหรือบุคคลที่แตกต"างกัน ขอมูลที่เก็บรวบรวมมาไดยังคง เหมือนเดิมหรือไม" เพื่อใหผูวิจัยสามารถเลือกใชเครื่องมือไดเหมาะสมกับวัตถุประสงค)การวิจัย ในบทนี้ จึงนําเสนอเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลที่จะเปนประโยชน)ต"อการ นําไปใชในการวิจัยตามลําดับ ดังนี้ 1. แบบทดสอบ 2. แบบสังเกต 3. แบบสัมภาษณ) 4. แบบสอบถาม 5. แบบประเมินการปฏิบัติ 6. คุณลักษณะของเครื่องมือที่ดี แบบทดสอบ แบบทดสอบ (test) คือ ชุดของคําถาม งานหรือสถานการณ)ที่กําหนดขึ้น เพื่อใชเปนสิ่ง เราใหบุคคลแสดงพฤติกรรมตอบสนองออกมา ซึ่งพฤติกรรมดังกล"าวนี้มีความหมายครอบคลุมทั้งดาน พุทธิพิสัย จิตพิสัยและทักษะพิสัย ดังนี้ ดังนี้ (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2553, หนา 81-156; พิสณุ ฟองศรี, 2552, หนา 123-136; วาโร เพ็งสวัสดิ์, 2551, หนา 211-231; สมนึก ภัททิยธานี, 2551, หนา 32-72; ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543, หนา 21-32) ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
130 รูปแบบของแบบทดสอบ แบบทดสอบ (ขอสอบ) ที่ใชในการวิจัยทางการศึกษาอาจจะจําแนกไดหลายประเภท ขึ้นอยู"กับลักษณะที่ยึดถือในการจําแนก ดังเช"นตัวอย"างต"อไปนี้ 1. จําแนกตามพฤติกรรมที่ตองการวัด การจําแนกตามลักษณะนี้นิยมอางอิง ในวงการการทดสอบทางการศึกษา เนื่องจากมีความครอบคลุมชนิดของแบบทดสอบทั้งหมดเอาไว มี 3 ชนิด ไดแก" 1.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หรือแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู เปนแบบทดสอบ ที่ใชวัดพฤติกรรมดานความรู ความสามารถ และทักษะวิธีการ ภายหลังจากผูเรียนผ"านกระบวนการ เรียนการสอนแลว เพื่อตรวจสอบว"าผูเรียนมีพฤติกรรมดังกล"าวมากนอยเพียงใด แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์สามารถแบ"งตามจุดประสงค)ของการใชได 2 ชนิด ไดแก" 1.1.1 แบบทดสอบที่ครูสรางเอง เปนแบบทดสอบที่ครูผูสอนเปนผูสราง และจัดทําขึ้น โดยยึดจุดประสงค)ของการเรียนการสอนเปนหลัก เพื่อใชวัดและประเมินผลย"อย ระหว"างเรียน (formative test) และใชวัดและประเมินผลรวมหลังเรียน (summative test) การสราง แบบทดสอบชนิดนี้จะตองวางแผนดําเนินการสราง และปฏิบัติตามหลักการสรางขอสอบที่ถูกตอง เพื่อควบคุมคุณภาพของแบบทดสอบ ซึ่งจะช"วยใหคะแนนการวัดผลมีความเที่ยงตรง 1.1.2 แบบทดสอบมาตรฐาน เปนแบบทดสอบที่หน"วยงาน สถาบันการศึกษา สรางขึ้นโดยผ"านการวิเคราะห) ทดลองใชเพื่อหาคุณภาพตามขั้นตอนของแบบทดสอบ ทั้งในดานความ เที่ยงตรง ความยากง"าย อํานาจจําแนกและความเชื่อมั่น เช"น แบบทดสอบมาตรฐานวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนในวิชาคณิตศาสตร) มีจุดประสงค)เพื่อเปรียบเทียบความรูความสามารถวิชาคณิตศาสตร) ชั้น ม.3 ของโรงเรียน ก กับโรงเรียนอื่นในอําเภอ ในจังหวัดหรืออาจจะเปรียบเทียบในระดับประเทศ ก็ได สําหรับการเปรียบเทียบทําไดโดยใชเกณฑ)ปกติ (norm) ของแบบทดสอบแต"ละฉบับที่ดําเนินการ สรางขึ้นเปนเกณฑ)ตัดสิน คุณลักษณะพิเศษที่ทําใหเรียกว"าเปนแบบทดสอบมาตรฐานไดนั้น มีขอสังเกต สําคัญ 3 ประการ คือ มีมาตรฐานในการสราง มีมาตรฐานในวิธีการดําเนินการสอบ มีมาตรฐานในการ แปลความหมายคะแนน 1.2 แบบทดสอบวัดความถนัด เปนแบบทดสอบที่วัดความสามารถ และทิศทาง ของความงอกงามทางสมองของบุคคล เพื่อบอกว"าเขาจะมีความสามารถเด"นในดานใด และเพื่อจะ ทํานายว"าในอนาคตขางหนาเขาจะเรียนอะไรไดดีกว"าอย"างอื่น หรือจะทํางานอะไรไดดีกว"าอย"างอื่น แบบทดสอบชนิดนี้สรางยาก เนื่องจากตองสรางโดยอิงทฤษฎีที่ว"าดวยสมรรถภาพสมองเปนพื้นฐาน และยังตองสรางเกณฑ)ปกติสําหรับใชในการแปลความหมายคะแนนผลการสอบดวย แบบทดสอบ วัดความถนัดจําแนกไดเปน 2 ชนิด ไดแก" ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
131 1.2.1 แบบทดสอบวัดความถนัดทางการเรียน เปนแบบทดสอบที่ใชคนหา ความสามารถในเชิงวิชาการ เพื่อทํานายถึงอนาคตทางการเรียนของผูเรียน ว"าควรจะมุ"งเรียนไปใน สาขาใดจึงจะประสบความสําเร็จ แบบทดสอบที่สามารถทํานายไดดี และนิยมสรางขึ้นใชคือ แบบทดสอบ วัดความถนัดทางคณิตศาสตร) และความถนัดทางภาษา 1.2.2 แบบทดสอบวัดความถนัดจําเพาะ เปนแบบทดสอบที่วัดเพื่อคนหา ความสามารถพิเศษในการทํางานหรือทํากิจกรรมเฉพาะดาน เช"น ดนตรี กีฬา ศิลปะ 1.3 แบบทดสอบบุคคล และสังคม เปนแบบทดสอบที่ใชวัดความสามารถในการ ปรับตัวของบุคคลใหเขากับสังคม หรือสิ่งแวดลอม เรียกไดว"าเปนแบบทดสอบทางจิตวิทยา หรือแบบทดสอบที่ใชวัดพฤติกรรมดานจิตพิสัยนั่นเอง ตัวอย"างพฤติกรรมที่ใชแบบทดสอบประเภทนี้วัด เช"น ความสนใจ ค"านิยม เจตคติ แรงจูงใจ ความซื่อสัตย) 2. จําแนกตามรูปแบบของคําถาม การจําแนกตามลักษณะนี้เปนการจําแนกตาม คุณสมบัติของขอสอบ มี 2 ลักษณะ ไดแก" 2.1 แบบที่ใหตอบเอง หรือใหเขียนตอบเอง เปนแบบที่กําหนดคําถามขึ้นมาแลว ใหผูตอบเขียนเรียบเรียงคําตอบจากความรูความคิดของตนเอง ซึ่งคําตอบอาจจะมีความยาวมากหรือ นอยแลวแต"ว"าคําถามนั้นกวางหรือแคบ 2.2 แบบมีตัวเลือกใหตอบ เปนแบบที่ตองการคําตอบสั้นหรืออาจจะกําหนด คําตอบไวใหพิจารณา ซึ่งแบ"งออกเปนแบบหลัก 4 แบบ คือ 1) แบบเติมคํา 2) แบบ ถูก – ผิด 3) แบบจับคู" 4) แบบเลือกตอบ 3. จําแนกตามรูปแบบการสอบ การจําแนกตามลักษณะนี้เปนการจําแนกตาม รูปแบบของการสอบ มี 3 ชนิด ไดแก" 3.1 แบบสอบขอเขียน เปนแบบที่ตองเขียนตอบลงในกระดาษคําตอบ ซึ่งอาจ เปนแบบความเรียงที่ใหผูตอบมีอิสระในการตอบและเขียนเรียบเรียงคําตอบตามหัวขอที่กําหนด แต"จะมีขอจํากัดในดานการตรวจใหคะแนนที่อาจจะเกิดความคลาดเคลื่อนได หรือเปนแบบจํากัด คําตอบ ซึ่งเปนแบบทดสอบที่มีคําตอบที่ถูกตองอยู"แลว 3.2 แบบทดสอบปากเปล"า เปนแบบทดสอบที่ใชการถามตอบดวยวาจา ซึ่งตอง สอบเปนรายคน เหมาะสําหรับใชวัดความรูความคิด ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
132 3.3 แบบทดสอบภาคปฏิบัติ เปนแบบที่กําหนดงานหรือสถานการณ)ให แลวใหผู ปฏิบัติลงมือกระทําจริง ซึ่งอาจจะสอบเปนรายคน หรือสอบเปนกลุ"มได วิธีนี้ใชสําหรับวัด ความสามารถในการปฏิบัติงานหรือทํากิจกรรม เช"น กีฬา ดนตรี 4. จําแนกตามกําหนดเวลาที่ใหตอบ การจําแนกตามลักษณะนี้เปนการจําแนกตาม เวลาที่ใหตอบหรือใชในการสอบ มี 2 ชนิด ไดแก" 4.1 แบบทดสอบเร"งรีบ เปนแบบที่ใหเวลาตอบนอย แต"มีคําถามจํานวนมาก ผูสอบตองคิดเร็ว และตอบใหไดมากที่สุด จะสังเกตตัวอย"างไดจากแบบทดสอบ วัดเชาว)ปWญญา หรือแบบทดสอบวัดความถนัด 4.2 แบบระดมพลัง เปนแบบที่ใหเวลาตอบมากแต"มีคําถามนอย ซึ่งอาจจะเปน ขอเดียวเท"านั้น จุดมุ"งหมายของการใชแบบทดสอบชนิดนี้ ก็เพื่อจะวัดความสามารถของบุคคลในการ ระดมสมองคิด ใชปWญญาเชื่อมโยงความรู หรือสังเคราะห)ความรูทั้งหมดอย"างมีระเบียบ 5. จําแนกตามจํานวนผูเขาสอบ การจําแนกตามลักษณะนี้เปนการจําแนกตามจํานวน ผูเขาสอบ มี 2 ชนิด ไดแก" 5.1 แบบทดสอบเปนรายบุคคล เปนแบบที่ใชสอบครั้งละ 1 คน การสอบแบบนี้ มี จุดมุ"งหมายเพื่อสังเกตพฤติกรรมทุกดาน เช"น การสอบปากเปล"าวัดดานสติปWญญา การสอบ ภาคปฏิบัติที่ตองการวัดเปนรายบุคคล 5.2 แบบทดสอบเปนกลุ"ม เปนแบบทดสอบที่ใชสอบกับคนหลายคนหรือทั้งหมด ในเวลาเดียวกัน 6. จําแนกตามจุดมุ.งหมายพิเศษ การจําแนกตามลักษณะนี้เปนการจําแนกตาม จุดมุ"งหมาย มี 2 ชนิด ไดแก" 6.1 แบบทดสอบเพื่อการวินิจฉัย เปนแบบที่สรางขึ้นเพื่อใชคนควาหาขอบกพร"อง ของการเรียนรูและสาเหตุของความบกพร"องนั้น โดยจะสรางแบบทดสอบวินิจฉัยการเรียนแต"ละเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่พบว"าเปนปWญหาอยู"เสมอ 6.2 แบบทดสอบเพื่อการทํานาย เปนแบบที่ใชบอกแนวโนมว"าบุคคลนั้นควรเรียน สาขาใด หรือทํางานดานใด จึงจะประสบความสําเร็จไดดีกว"าอย"างอื่น การสรางแบบทดสอบชนิดนี้ ตอง ผ"านการศึกษาคนความาก"อน เพื่อพิสูจน)และแสดงค"าทางสถิติใหมั่นใจไดว"ามีความเที่ยงตรง เชิงพยากรณ)สูงพอที่จะนํามาใชสอบเพื่อทํานายไดแม"นยํา ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
133 หลักทั่วไปในการสรางแบบทดสอบ ในการสรางแบบทดสอบนั้น แบบทดสอบจะถูกสรางขึ้นโดยใชหลักสูตร มาตรฐาน ตัวชี้วัดเปนกรอบการกําหนดเนื้อหาของแบบทดสอบ โดยแบบทดสอบจะมีหลักในการสรางดังต"อไปนี้ 1. วิเคราะห)จุดประสงค) เนื้อหาในหลักสูตร กําหนดพฤติกรรมที่ตองการวัด แลวพิจารณาว"า เนื้อหา สาระใดบางที่ผูเรียนตองรู และพฤติกรรมอะไรที่ผูเรียนควรมี จากนั้นผูวิจัยจะตองจัดทําตาราง วิเคราะห)มาตรฐานและตัวชี้วัด 2. ตารางวิเคราะห)มาตรฐานและตัวชี้วัด มักจําแนกพฤติกรรมของผูเรียนตามแนวคิด ของบลูม และคณะ ไดแก" ความจํา ความเขาใจ การประยุกต)ใช การวิเคราะห) การประเมิน การสังเคราะห)และสรางสรรค) โดยตารางวิเคราะห)มาตรฐานและตัวชี้วัด มีขั้นตอนในการสราง ดังนี้ 2.1 กําหนดมาตรฐาน ตัวชี้วัด และหัวขอหลักของเนื้อหาในแต"ละบทว"ามีอะไรบาง และแต"ละบทใชเวลาในการจัดการเรียนรูกี่คาบหรือกี่ชั่วโมง โดยกรอกรายละเอียดลงในตาราง วิเคราะห) 2.2 พิจารณาน้ําหนักสําคัญโดยนํามาตรฐาน ตัวชี้วัด และหัวขอหลักของเนื้อหาใน แต"ละบทว"ามีจํานวนคาบสอนเท"าใด และมีความสําคัญมากนอยเพียงใดเพื่อใชในการพิจารณาน้ําหนัก สําคัญ โดยหัวขอหลักหรือเนื้อหาใดมีคาบสอนมากหรือมีความสําคัญมาก ก็ใหน้ําหนักสําคัญมาก ในทางปฏิบัตินิยมกําหนดน้ําหนักสูงสุดใหหัวขอเรื่องละ 10 หลังจากนั้นจึงนําค"าน้ําหนักสําคัญ มาคํานวณจํานวนขอสอบในแต"ละมาตรฐาน ตัวชี้วัด และหัวขอหลัก โดยใชสูตรในการคํานวณคือ น้ําหนักสําคัญในแต"ละหัวขอ X จํานวนขอสอบ ผลรวมน้ําหนักสําคัญ 2.3 พิจารณาว"าแต"ละหัวขอหลักสามารถจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาพฤติกรรมทาง สมองหรือสมรรถภาพสมองไดถึงระดับใด ใหทําเครื่องหมาย ลงในช"องที่ตรงกับระดับพฤติกรรม ทางสมอง จนครบทุกหัวขอและทุกบท โดยในแต"ละบทใหเท"ากับจํานวนขอสอบที่คํานวณไดในขอที่ 2.2 2.4 นับรอยขีดในแนวคอลัมน)เพื่อหาผลรวมแต"ละระดับพฤติกรรมของแต"ละบทของ เนื้อหา 2.5 รวมจํานวนรอยขีดในแนวแถวของแต"ละบทในไวช"องผลรวมจํานวนขอและหาค"า รอยละจากจํานวนขอทั้งหมด 2.6 รวมจํานวนรอยขีดของทุกบทของเนื้อหาในแนวคอลัมน)ในช"องผลรวมแลวหาค"า รอยละจากจํานวนขอทั้งหมด ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
134 2.7 พิจารณาลําดับความสําคัญของเนื้อหาว"าบทใดมีความสําคัญเปนลําดับที่ 1 และ รองลงไปตามลําดับโดยดูจากค"ารอยละของแต"ละบท 2.8 พิจารณาลําดับความสําคัญของระดับพฤติกรรมว"าระดับใดมีความสําคัญเปน ลําดับที่ 1 และรองลงไปตามลําดับโดยดูจากค"ารอยละของแต"ละระดับพฤติกรรม ตัวอย"างตารางวิเคราะห)มาตรฐานและตัวชี้วัด กลุ"มสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาป[ที่ 1 รายวิชาประวัติศาสตร) 1 รหัสวิชา ส 21103 จํานวน 0.5 หน"วยกิต จํานวนเวลา 20 ชั่วโมง มาตรฐาน ตัวชี้วัด ชื่อหน"วยการเรียนรู/หน"วยย"อยการ เรียนรู จํานวน คาบสอน น้ําหนัก สําคัญ จํานวนขอ ส4.1 ม.1/1, ม.1/2 การนับศักราช 1 4 การแบ"งยุคสมัยทางประวัติศาสตร)ไทย 2 6 ส4.1 ม.1/3 วิธีการทางประวัติศาสตร) 2 6 ส4.2 ม.1/1 พัฒนาการการตั้งถิ่นฐานของประชากร ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต 3 8 การดํารงชีวิตของประชากรในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใตอดีต-ปWจจุบัน 4 10 ส4.2 ม.1/1, ม.1/2 ผลงานที่เกิดจากการสังเคราะห)และสรางสรรค) อารยธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต ก"อนการก"อตั้งอาเซียน 3 7 ผลงานที่เกิดจากการสังเคราะห)และสรางสรรค) อารยธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต หลังการก"อตั้งอาเซียน 3 8 รวม 18 49 60 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
135 มาตรฐาน ตัวชี้วัด หัวขอเนื้อหา จํานวนขอสอบแต"ละระดับ พฤติกรรม รวมจํานวนขอสอบ รอยละ ลําดับความสําคัญ ความจํา ความเขาใจ การประยุกต)ใช การวิเคราะห) การประเมิน การสังเคราะห) และสรางสรรค) ส 4.1 ม.1/1, ม.1/2 12 การนับศักราช 5 8.32 5 การแบ"งยุคสมัยทางประวัติศาสตร)ไทย 7 11.67 4 ส 4.1 ม.1/3 7 วิธีการทางประวัติศาสตร) 7 11.67 4 ส 4.2 ม.1/1 22 พัฒนาการการตั้งถิ่นฐานของประชากรในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต 10 16.67 2 การดํารงชีวิตของประชากรในเอเชียตะวันออก เฉียงใตอดีต-ปWจจุบัน 12 20.00 1 ส 4.2 ม.1/1, ม.1/2 19 ผลงานที่เกิดจากการสังเคราะห)อารยธรรมในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต ก"อนการก"อตั้งอาเซียน 9 15.00 3 ผลงานที่เกิดจากการสังเคราะห)อารยธรรมในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต หลังการก"อตั้งอาเซียน 10 16.67 2 รวม 2 8 9 15 13 13 60 100 รอยละ 3.33 13.33 15.00 25.00 21.67 21.67 100 ลําดับความสําคัญ 5 4 3 1 2 2 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
136 3. กําหนดรูปแบบของแบบทดสอบใหสอดคลองกับมาตรฐาน ตัวชี้วัด เนื้อหาและระยะเวลา และศึกษาวิธีการสราง การหาคุณภาพของแบบทดสอบดวย 4. ลงมือเขียนขอคําถามตามจุดประสงค)ที่กําหนดไว โดยเลือกสถานการณ)และเนื้อหามาเปน สิ่งเราใหผูตอบแสดงพฤติกรรมออกมา 5. นําแบบทดสอบที่เขียนไวมาทบทวน แลวนําไปใหผูเชี่ยวชาญพิจารณาความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหาและพฤติกรรมที่ตองการวัด 6. พิมพ)แบบทดสอบทั้งฉบับ ตรวจแกไขแลวนําไปทดลองใชกับกลุ"มที่มีลักษณะใกลเคียง กับกลุ"มตัวอย"างที่จะใชแบบทดสอบในการเก็บรวบรวมขอมูล เพื่อตรวจสอบคุณภาพในดานความยากง"าย อํานาจจําแนกและความเชื่อมั่น 7. ปรับปรุงแกไข พิมพ)แบบทดสอบฉบับจริง แลวนําไปเก็บรวบรวมขอมูลกับกลุ"มตัวอย"าง ที่ใชในการวิจัย ตารางวิเคราะห)มาตรฐานและตัวชี้วัด มีประโยชน)อย"างมากต"อการสรางแบบทดสอบ ในการวิจัยหรือการวัดและประเมินผลการเรียนรู ทําใหผูวิจัยหรือครูผูสอนรูว"าจะตองออกขอสอบ ในมาตรฐานนี้กี่ขอ ตัวชี้วัดนี้กี่ขอ และตองออกขอสอบวัดพฤติกรรมของผูเรียนในดานใดบาง จํานวน กี่ขอ และเมื่อผูวิจัยนําแบบทดสอบไปใหผูเชี่ยวชาญ/ผูทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพของแบบทดสอบ ดานความเที่ยงตรง ก็จะทําใหผูเชี่ยวชาญ/ผูทรงคุณวุฒิสามารถตรวจสอบไดว"าแบบทดสอบที่ผูวิจัย สรางขึ้นนั้นวัดไดตรงตามคุณลักษณะที่ตองการวัดตามหลักสูตร มาตรฐานและตัวชี้วัดหรือไม" และ คําถามในแบบทดสอบนั้นครอบคลุมเนื้อหา มีสัดส"วนของจํานวนขอคําถามในแต"ละเนื้อหาตรงตาม ที่ระบุไวในตารางวิเคราะห)หลักสูตร มาตรฐานและตัวชี้วัดหรือไม" และตรวจสอบไดว"าแบบทดสอบ ที่สรางขึ้นวัดพฤติกรรมของผูเรียนทั้ง 6 ระดับสอดคลองกับที่กําหนดไวหรือไม" ถามีก็แสดงว"า แบบทดสอบนั้นมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา นอกจากนั้นแลวในกรณีที่แบบทดสอบบางขอไม"มีคุณภาพ และถูกตัดทิ้ง ผูวิจัยก็สามารถรูว"าขอนั้นอยู"ในมาตรฐานและตัวชี้วัดใด ขอควรคํานึงในการใชแบบทดสอบ แบบทดสอบเปนเครื่องมือหลักที่ครูตองใชวัดผลการเรียนของผูเรียนมาโดยตลอด แต"การใชแบบทดสอบก็มีทั้งขอดี และขอจํากัดที่ครูตองคํานึง ดังนี้ ขอดี 1. เปนเครื่องมือที่เหมาะสําหรับใชวัดพฤติกรรมดานปWญญา หรือดานพุทธิพิสัยไดดีกว"า เครื่องมือชนิดอื่น ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
137 2. แบบทดสอบมีหลายชนิด หลายรูปแบบ ทําใหสามารถเลือกสราง และใชใหเหมาะ จุดมุ"งหมายที่ต"างกัน 3. ใชไดสะดวก และประหยัด เนื่องจากใชสามารถใชสอบนักเรียนไดจํานวนมากในเวลา เดียวกัน ขอจํากัด 1. แบบทดสอบที่มีคุณภาพดี ตองใชเวลาสรางนาน ตองใชความรูและประสบการณ)ดาน การวัดผลมาเปนพื้นฐานในการสรางจึงจะช"วยใหมีคุณภาพที่เที่ยงตรงดียิ่งขึ้น 2. สรางแบบทดสอบใหมีคุณภาพเปนมาตรฐานตายตัวไม"ได เพราะคําถามหรือสถานการณ) ที่กําหนดเปนเพียงตัวแทนของพฤติกรรมที่ครูสุ"มขึ้นมา ซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงใหม" ไดเสมอไม"มีที่สิ้นสุด 3. คะแนนผลการสอบมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนไดเสมอไม"มากก็นอย ทุกครั้งที่มีการ สอบวัดผลจะมีสาเหตุที่ทําใหคะแนนคลาดเคลื่อนจากความเปนจริงเสมอ เช"น คําถามในแบบทดสอบ ไม"เปนตัวแทนที่ดี ความบกพร"องทางเทคนิคการสรางแบบทดสอบ การดําเนินการสอบไม"รัดกุม สภาพแวดลอมไม"ดี ตลอดจนผูสอบขาดความพรอม แบบสังเกต แบบสังเกต (observation form) คือ เครื่องมือที่ใชประกอบการสังเกต เปนชุดของ พฤติกรรมที่ผูวิจัยตองการศึกษา แบบสังเกตมีหลายชนิด เช"น ระเบียนพฤติกรรม แบบตรวจสอบ รายการ (checklist) และแบบจัดอันดับคุณภาพ (rating scale) การสังเกตเปนวิธีการซึ่งใชประสาท สัมผัสของผูสังเกต โดยเฉพาะตา และหู เพื่อติดตามศึกษาพฤติกรรมที่บุคคลที่แสดงออกไดทุกดาน ดังนี้ 1. ดานพุทธิพิสัยหรือดานปWญญา เปนการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกถึง ความรู ความคิดออกมาทางการพูดและการเขียน ซึ่งผูวิจัยสามารถสังเกตได 2. ดานจิตพิสัยหรือดานความรูสึก ตลอดจนคุณธรรมซึ่งบุคคลจะแสดงออกมาทางการพูด และแสดงออกทางการประพฤติปฏิบัติ จนทําใหผูวิจัยรับรูไดดวยการสังเกต 3. ดานทักษะพิสัยหรือดานการปฏิบัติ ซึ่งบุคคลจะตองลงมือปฏิบัติหรือมีส"วนร"วมในการ ปฏิบัติงานและกิจกรรม ผูวิจัยจึงสามารถติดตามสังเกตความสามารถในการปฏิบัติของบุคคลนั้นได และผูวิจัยจะพิจารณาคุณภาพของผลงาน เพื่อนําขอมูลไปใชในการวิเคราะห)เพื่อสรุปผลการวิจัยต"อไป รูปแบบของวิธีการสังเกต อาจจําแนกไดหลายแบบ ขึ้นอยู"กับเกณฑ)ที่ยึดถือ เช"น 1. จําแนกตามกระบวนการสังเกต มี 2 แบบ ไดแก" ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
138 1.1 การสังเกตทางตรง เปนการสังเกตขณะที่ผูถูกสังเกตกําลังแสดงพฤติกรรมนั้น ดังนั้น ผูวิจัยตองสังเกต และบันทึกพฤติกรรมไวทันที 1.2 การสังเกตทางออม เปนการสังเกตพฤติกรรมถ"ายทอดผ"านมาจากการสังเกตของ ผูอื่นอีกต"อหนึ่งซึ่งผูวิจัยไม"สามารถสังเกตซ้ําได หรือใชวิธีบันทึกพฤติกรรมเปนวีดีทัศน)ซึ่งผูวิจัย สามารถสังเกตแบบพิจารณาซ้ําได แต"การถ"ายทําอาจจะบันทึกไดไม"ละเอียดชัดเจนเหมือนกับสังเกต ทางตรง 2. จําแนกตามการมีส"วนร"วมของผูสังเกต มี 2 แบบ ไดแก" 2.1 การสังเกตแบบมีส"วนร"วมในกิจกรรม เปนการสังเกตที่ผูสังเกตอยู"ในสถานการณ) นั้นดวยหรือมีส"วนร"วมในการทํากิจกรรมดวย เช"น ผูวิจัยเขาไปคลุกคลีในกลุ"มตัวอย"างแต"ละกลุ"ม เพื่อ ช"วยแนะนําการปฏิบัติงาน ซึ่งแบบนี้จะช"วยใหผูวิจัยไดสัมผัสกับพฤติกรรมที่เปนจริงของกลุ"มตัวอย"างได จัดว"าเปนการสังเกตทางตรง แต"กลุ"มตัวอย"างก็อาจจะระมัดระวังตัวและไม"กลาแสดงพฤติกรรมที่ไม"ดี ออกมา 2.2 การสังเกตแบบไม"มีส"วนร"วมในกิจกรรม เปนการสังเกตที่ผูวิจัยแยกตัวเองออกมา และไม"มีส"วนร"วมคลุกคลีในการทํางานหรือกิจกรรมของกลุ"ม รูปแบบของแบบสังเกต แบบสังเกตหรือเครื่องมือที่ใชบันทึกขอมูลจากการสังเกต ที่นิยมใชในการเก็บรวบรวม ขอมูลในการวิจัยมี 3 ประเภท ไดแก" 1. แบบระเบียนพฤติกรรม ลักษณะเปนแบบฟอร)มสําหรับบันทึกพฤติกรรม โดยเขียน บันทึกพฤติกรรมที่บุคคลนั้นแสดงออกเปนขอความบรรยาย มักใชในการสังเกตพฤติกรรมที่ไม"ให ผูถูกสังเกตรูตัว บันทึกการสังเกต ชื่อ..............................................................ชั้น..................สถานที่.................................................. วิชาที่เรียน/กิจกรรมที่ทํา................................................................................................................ วันที่สังเกต........................................................................เวลา...................................................... พฤติกรรมที่แสดงออก....................................................................................................... ........................................................................................................................................................ ความหมายของพฤติกรรม................................................................................................. ........................................................................................................................................................ ขอเสนอแนะในการช"วยเหลือแกไข................................................................................... ........................................................................................................................................................ ............ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
139 2. แบบมาตรประเมินค.า หรือแบบจัดอันดับคุณภาพ ลักษณะเปนแบบฟอร)มกําหนด รายการพฤติกรรมที่จะสังเกต โดยใหทําเครื่องหมาย ลงในช"องที่ตรงกับระดับคะแนนในการ ประเมินพฤติกรรมแต"ละรายการที่สังเกต ใหทําเครื่องหมาย ลงในช"องที่ตรงกับระดับคะแนนในการประเมินพฤติกรรม ความรับผิดชอบแต"ละรายการ เลขที่ - ชื่อ เขาหองเรียน ตรงเวลา ส"งงาน ครบถวนตาม กําหนดเวลา ทํางานกลุ"ม/ เดียวเสร็จ สมบูรณ) รวม สรุปผล คะแนน คะแนน คะแนน 2 1 0 2 1 0 2 1 0 ดี พอใช แกไข 1. 2. 3. เกณฑ)สรุปผล ไดคะแนนรวมต่ํากว"า 3 สรุปว"า ตองแกไข (ไม"ผ"าน) ไดคะแนนรวม 3- 4 สรุปว"าพอใช (ผ"าน) ไดคะแนนรวม 5-6 สรุปว"าดี (ผ"าน) 3. แบบสํารวจรายการ ลักษณะเปนแบบฟอร)มกําหนดรายการพฤติกรรมที่จะ สังเกต โดยใหทําเครื่องหมาย ลงในช"อง เพื่อบันทึกพฤติกรรมความรับผิดชอบที่สังเกตพบแลวและ ควรบันทึกซ้ําหลายครั้ง (ในแบบฟอร)มเดียวอาจจะบันทึกพฤติกรรมไดหลายคนถารายการพฤติกรรม ที่สังเกตมีนอย แต"ถารายการที่สังเกตมีมากจะตองแยกเปนบันทึกรายคน) เลขที่ - ชื่อ เขาหองเรียน ตรงเวลา ส"งงาน ครบถวนตาม กําหนดเวลา ทํางานกลุ"ม/เดียว เสร็จสมบูรณ) รวม สรุปผล ครั้งที่ ครั้งที่ ครั้งที่ 1 2 3 1 2 3 1 2 3 ผ"าน ไม"ผ"าน 1. 2. 3. เกณฑ)สรุปผล รวมต่ํากว"า 5 ครั้ง สรุปว"า ไม"สนใจเรียน (ไม"ผ"าน) รวม 5 ครั้งขึ้นไป สรุปว"า สนใจเรียน (ผ"าน) ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
140 หลักทั่วไปในการสรางแบบสังเกต ในการสรางแบบสังเกตนั้นประเด็นในการสังเกตจะถูกสรางขึ้นจากกรอบแนวคิดทฤษฎี ของตัวแปรที่ตองการสังเกตหรือตองการวัด โดยแบบสังเกตจะมีหลักในการสรางดังต"อไปนี้ 1. ศึกษาพฤติกรรมที่จะสังเกต โดยการศึกษาพฤติกรรมย"อยที่ตองการสังเกตใหชัดเจน ว"ามีกี่พฤติกรรม อะไรบาง โดยการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับตัวแปรที่จะสังเกต/วัด แลวสรุปเปนนิยามตัวแปรในเชิงปฏิบัติการ 2. นิยาม หรือใหความหมายพฤติกรรมย"อยเหล"านั้น ซึ่งเปนการนิยามแบบวัดได เปนพฤติกรรมที่สังเกตเห็นไดอย"างชัดเจน เช"น การเขาหองเรียนตรงเวลา 3. เขียนโครงร"างพฤติกรรมย"อยและส"วนประกอบของแบบสังเกตและกําหนดว"าจะเก็บ ขอมูลเชิงคุณภาพหรือเชิงปริมาณ 4. ตรวจสอบแบบสังเกตดานความเที่ยงตรงดวยตนเองและผูเชี่ยวชาญ และนําผลที่ได มาปรับปรุงแกไข 5. ทดลองใชเพื่อหาค"าความเชื่อมั่น โดยการนําแบบสังเกตไปทดลองใชกับกลุ"มที่ไม"ใช"กลุ"ม ตัวอย"าง หรือกลุ"มที่จะนําแบบสังเกตไปใชจริงและนําผลที่ไดมาคํานวณหาค"าความเชื่อมั่น 6. ปรับปรุงแกไข พิมพ)แบบสังเกตฉบับจริง แลวนําไปเก็บรวบรวมขอมูลกับกลุ"มตัวอย"าง ที่ใชในการวิจัย ขอควรคํานึงในการใชแบบสังเกต แบบสังเกตเปนเครื่องมือที่ใชในการวิจัยที่ผูวิจัยสามารถใชไดตลอดเวลา อย"างไรก็ตาม การใชการสังเกตมีทั้งขอดีและขอจํากัดที่ตองคํานึงถึงต"อไปนี้ ขอดี 1. แบบสังเกตสามารถเปนเครื่องมือที่ใชติดตามศึกษาพฤติกรรมของบุคคลที่แสดง ออกมาไดทุกดาน 2. แบบสังเกตเปนเครื่องมือที่ใชไดสะดวก ใชไดทุกเวลา และใชไดทุกสถานที่ 3. แบบสังเกตใชสังเกตพฤติกรรมของบุคคล ทุกเพศ ทุกวัย โดยไม"ขึ้นอยู"กับระดับ การศึกษา ขอจํากัด 1. พฤติกรรมหลายอย"างสังเกตไดยาก และตองสังเกตหลายครั้ง ทําใหเสียเวลาสังเกตนาน 2. ถาผูสังเกตขาดความพรอม และทักษะในการสังเกต จะทําใหการบันทึกขอมูลลงใน แบบสังเกตเปนขอมูลที่ไม"มีประโยชน)หรือมีความผิดพลาด ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
141 3. ผูสังเกตอาจมีความลําเอียงหรืออคติต"อผูถูกสังเกตบางคน ทําใหไดขอมูลที่บันทึก ลงในแบบสังเกตบิดเบือน ทําใหการแปลผลการสังเกตคลาดเคลื่อน 4. ถาผูถูกสังเกตรูตัว จะเกิดการระวังตัวและปeดบังพฤติกรรมที่แทจริง แบบสัมภาษณ8 แบบสัมภาษณ) (Interview form) คือ เครื่องมือที่ใชประกอบการสัมภาษณ) จะเปน แบบบันทึกคําใหสัมภาษณ)ซึ่งผูสัมภาษณ)สรางขึ้นมาเพื่ออํานวยความสะดวกในการรวบรวมขอมูล ลักษณะของแบบสัมภาษณ)อาจจะคลายกับแบบสอบถาม นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือที่ใชประกอบในการ สัมภาษณ)เปนสื่อประเภทเครื่องบันทึกเสียง ซึ่งใชอํานวยความสะดวกในการบันทึกรายละเอียดของ ขอมูล ช"วยใหผูสัมภาษณ)พิจารณายอนทวนขอมูลได และสามารถสรุปขอมูลไดอย"างถูกตองชัดเจน การสัมภาษณ)เปนวิธีการใชเทคนิคการสนทนาซักถามอย"างมีจุดมุ"งหมายเพื่อศึกษาขอเท็จจริงเกี่ยวกับ สถานภาพส"วนตัว ประสบการณ) ความรูสึกหรือความคิดเห็น รวมทั้งความรูความคิดดานวิชาการ ของบุคคล รูปแบบของแบบสัมภาษณ8 โดยทั่วไปแลวนิยมจําแนกรูปแบบของแบบสัมภาษณ)เปน 2 แบบ คือ 1. แบบสัมภาษณ8แบบมีโครงสราง เปนแบบสัมภาษณ)ที่ตองเตรียมรายการคําถาม ไวเปนแนวทาง โดยสรางเปนแบบฟอร)มคลายกับแบบสอบถาม มีส"วนของคําถาม และช"องว"างสําหรับ บันทึกคําตอบ คําถามนั้นอาจจะเปนแบบใหตอบเสรีหรือเปนแบบกําหนดคําตอบใหเลือกก็ได ดังนั้น จึงอาจจะพัฒนาแบบฟอร)มไปเปนแบบสอบถามแทนการสัมภาษณ)ได การสัมภาษณ)แบบนี้เหมาะ สําหรับศึกษาหาขอมูลทั่วไป ดานบรรยากาศการสัมภาษณ)ค"อนขางเปนทางการ คือตองมีการนัดหมาย เวลากับผูถูกสัมภาษณ) และผูถูกสัมภาษณ)จะรูจุดประสงค)ของการสัมภาษณ)ล"วงหนา ทําใหควบคุม เวลาการสัมภาษณ)ไดค"อนขางแน"นอน และสามารถประมวลสรุปคําตอบไดสะดวก 2. แบบสัมภาษณ8แบบไม.มีโครงสราง เปนแบบสัมภาษณ)ที่ไม"มีแบบฟอร)มหรือไม" ตองเตรียมขอคําถามเอาไวและอาจจะไม"ตองนัดแนะเวลาในการสัมภาษณ)ไวล"วงหนา แต"จะสัมภาษณ) เมื่อโอกาสอํานวย การตั้งคําถามนั้นยืดหยุ"นไดโดยผูสัมภาษณ)มีจุดประสงค)หรือทิศทางการถาม อยู"ในใจ ส"วนผูถูกสัมภาษณ)ก็ใหคําตอบไดอย"างอิสระ โดยความสําคัญอยู"ที่ทั้งสองฝiายตองมี สัมพันธภาพที่ดีต"อกัน รูปแบบนี้เหมาะสําหรับใชวัดแนวความคิด ความเชื่อ ความรูสึกที่อยู"ในระดับลึก จึงอาจจะตองใชระยะเวลาในการสัมภาษณ)มาก ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
142 อย"างไรก็ตามผูวิจัยอาจใชแบบสัมภาษณ)แบบกึ่งโครงสรางในการเก็บรวบรวมขอมูล โดยผูวิจัยจะมีแนวคําถามไวเปนแนวทางในการสัมภาษณ)บาง แต"ไม"ไดทําเปนแบบสัมภาษณ)แบบมี โครงสราง ซึ่งจะทําใหผูวิจัยเกิดความยืดหยุ"นในการตั้งคําถาม แบบสัมภาษณ)แบบกึ่งโครงสรางนี้ เหมาะสําหรับผูวิจัยที่มีประสบการณ)ไม"มากนักในการเก็บรวบรวมขอมูลโดยใชการสัมภาษณ) หลักทั่วไปในการสรางแบบสัมภาษณ8 ในการสรางแบบสัมภาษณ)นั้นประเด็นในการสัมภาษณ)จะถูกสรางขึ้นจากกรอบแนวคิด ทฤษฎีของตัวแปรที่ตองการศึกษา โดยแบบสัมภาษณ)จะมีหลักในการสรางดังต"อไปนี้ 1. ศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องที่จะสัมภาษณ)ใหชัดเจน โดยการศึกษาเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวของว"ามีกี่ประเด็น อะไรบาง 2. นิยามหรือใหความหมายพฤติกรรมที่จะสัมภาษณ) แยกเปนรายละเอียดที่จะสรางเปน ขอกระทงคําถามที่จะสัมภาษณ)ได 3. ร"างขอกระทงคําถามที่จะสัมภาษณ) ถาเปนแบบสัมภาษณ)แบบมีโครงสรางใหเรียงลําดับ คําถามใหเกิดความราบรื่น 4. ตรวจสอบแบบสัมภาษณ)ดานความเที่ยงตรงดวยตนเองและผูเชี่ยวชาญ และนําผลที่ได มาปรับปรุงแกไข 5. ทดลองใชเพื่อหาค"าความเชื่อมั่น นําแบบสัมภาษณ)ไปทดลองใชกับบุคคลที่ไม"ใช"กลุ"ม ตัวอย"าง หรือกลุ"มที่จะนําแบบสัมภาษณ)ไปใชจริงและนําผลที่ไดมาคํานวณหาค"าความเชื่อมั่น 6. ปรับปรุงแกไข พิมพ)แบบสัมภาษณ)ฉบับจริง แลวนําไปเก็บรวบรวมขอมูลกับกลุ"ม ตัวอย"างที่ใชในการวิจัย ขอควรคํานึงในการใชแบบสัมภาษณ8 แบบสัมภาษณ)เปนเครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลอีกวิธีหนึ่งที่ผูวิจัยมักจะ นํามาใชในการวิจัย เพื่อการติดตามศึกษาพฤติกรรมทุกดานไม"ว"าจะเปนดานพุทธิพิสัย จิตพิสัย หรือทักษะพิสัย แต"ก็มีทั้งขอดีและขอจํากัดที่ควรคํานึง ดังนี้ ขอดี 1. แบบสัมภาษณ)เปนเครื่องมือที่ช"วยใหผูวิจัยทราบขอมูลที่แอบแฝงอยู"ในใจของผูรับการ สัมภาษณ)ได โดยใชเทคนิคการพูดคุยที่ฉลาดจะทําใหผูถูกสัมภาษณ)ยอมเปeดเผยขอมูลออกมา 2. การสัมภาษณ)จะช"วยใหไดขอมูลประกอบเกี่ยวกับบุคลิกภาพของผูถูกสัมภาษณ) ซึ่งสามารถสังเกตไปพรอมกับการสัมภาษณ) ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
143 3. แบบสัมภาษณ)เปนเครื่องมือที่ใชไดกับบุคคล ทุกเพศ ทุกวัย โดยไม"ขึ้นกับระดับการศึกษา ขอจํากัด 1. เนื่องจากตองสัมภาษณ)แบบคนต"อคน ทําใหตองสิ้นเปลืองเวลามาก และในกรณีที่ตอง เดินทางสัมภาษณ)นอกสถานที่ จะสิ้นเปลืองค"าใชจ"ายและเวลาเพิ่มขึ้น 2. เปนวิธีการที่ตองรบกวนผูถูกสัมภาษณ) มักจะสรางความเบื่อหน"ายรําคาญและอาจจะ ไม"ไดรับความร"วมมือเท"าที่ควร 3. ขอมูลที่ไดจากการสัมภาษณ)ค"อนขางเปนอัตนัย ความเที่ยงตรงของขอมูลจึงขึ้นอยู" กับความสามารถในการตีความ และสรุปความของผูสัมภาษณ) 4. ถาผูสัมภาษณ)ไม"มีเทคนิคในการพูดคุย หรือมีบุคลิกภาพที่ไม"ดี อาจไม"ไดรับความ ไววางใจและไม"ไดขอมูลที่เปนจริง แบบสอบถาม แบบสอบถาม (questionnaire) คือ เครื่องมือที่ใชวัดพฤติกรรมภายในของบุคคลเกี่ยว กับความรูสึก ความคิดเห็น เจตคติ ความสนใจ ฯลฯ ซึ่งกล"าวไดว"าเปนพฤติกรรมดานจิตพิสัยนั่นเอง นอกจากนี้ยังเหมาะสําหรับศึกษาขอมูลส"วนตัวของบุคคลดวย แบบสอบถามมีลักษณะเปนชุดของ คําถามที่สรางขึ้น เพื่อใหศึกษาหาขอมูลตามจุดประสงค) ซึ่งถาสรางใหเปนแบบที่สมบูรณ)จะมี ส"วนประกอบ 4 ส"วน คือ ส"วนที่ 1 ชื่อของแบบสอบถาม จะมีไวที่ส"วนบนสุดดานหนาของแบบสอบถาม ส"วนที่ 2 คําชี้แจงในการตอบแบบสอบถาม เปนส"วนที่จะบอกจุดประสงค)ของ การสอบถาม การขอความร"วมมือในการตอบและทําความเขาใจวิธีการตอบที่ถูกตอง ส"วนที่ 3 คําถามเกี่ยวกับสถานภาพของผูตอบ ในกรณีที่จําเปนตองจําแนกขอมูลตาม สถานภาพ ตองมีคําถามส"วนนี้ดวย เช"น คําถามเกี่ยวกับ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได ที่ผูวิจัย ตองการทราบและจะเปนประโยชน)ต"อการวิจัย ส"วนที่ 4 คําถามเกี่ยวกับขอมูลหลัก เปนคําถามตามจุดประสงค)ที่ตองการศึกษาในครั้งนั้น เช"น ความคิดเห็นเกี่ยวกับโรงอาหารของมหาวิทยาลัย ความสนใจในการเขาร"วมกิจกรรมของนักศึกษา รูปแบบของแบบสอบถาม การพิจาณารูปแบบของแบบสอบถามนั้น พบว"า สามารถแบ"งไดหลายรูปแบบ เช"น แบบเติมคําตอบ แบบเขียนคําตอบดวยตนเอง แบบมีคําตอบใหเลือก แบบตรวจสอบรายการ หรือแบบ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
144 มาตรประเมินค"ามากกว"า 2 ระดับ จากรูปแบบของแบบสอบถามดังกล"าวขางตน สามารถสรุปรูปแบบ ของแบบสอบถามได ดังนี้ 1. แบบคําถามปลายเป:ด เปนคําถามที่ผูตอบตองเตรียมเขียนคําตอบดวย ตนเอง คําถามอาจมีลักษณะเปนคําถามแบบเติมคําตอบที่มีลักษณะเปนแบบคําถามแคบ หรือมี คําตอบจํากัด หรือแบบคําถามกวางที่ตอบไดโดยไม"จํากัดความยาวของคําตอบ เช"น แบบคําถามแคบ 1) ท"านไดรับเงินเดือน เดือนละ.............................บาท 2) ท"านจ"ายค"าน้ํามันเชื้อเพลิงในการเดินทางมาทํางานสัปดาห)ละ...............บาท 3) รานอาหารในมหาวิทยาลัยที่ท"านชอบมากที่สุด คือ ................................... แบบคําถามกวาง 1) ท"านคิดอย"างไรเกี่ยวกับการประกันคุณภาพของมหาวิทยาลัย ……………………………………………………………………………………..………………… 2) ท"านตองการศึกษาต"อในต"างประเทศหรือไม" เพราะอะไร ………………………………………………………………………………………………..……… 2. แบบคําถามปลายป:ด เปนคําถามที่กําหนดตัวเลือกไวใหเลือกตอบ ซึ่งตัวเลือกของแต"ละขอตองกําหนดไวหลายคําตอบเพื่อใหครอบคลุมคําตอบของทุกคนเท"าที่เห็นว"า เปนไปได ดังนั้นตัวเลือกของแต"ละขอจึงอาจจะมีจํานวนไม"เท"ากันและคําตอบที่ตองการอาจจะเปนขอละ คําตอบเดียว หรือขอละหลายคําตอบก็ไดและตองมีคําชี้แจงในการตอบใหชัดเจน แบบมีคําตอบใหเลือกตอบเพียงคําตอบเดียว เช"น อาชีพของผูปกครอง รับราชการ รัฐวิสาหกิจ รับจาง/ลูกจาง/กรรมกร อาชีพส"วนตัว พนักงานภาคเอกชน พนักงานภาครัฐ เกษตรกร แบบมีคําตอบใหเลือกตอบไดมากกว"า 1 คําตอบ ท"านชอบเรียนวิชาใด ภาษาไทย ภาษาต"างประเทศ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
145 คณิตศาสตร) วิทยาศาสตร) สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ศิลปะ สุขศึกษา และพลศึกษา การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ในการสรางแบบสอบถามที่ใชคําถามแบบปลายปeดเพื่อใชถามขอเท็จจริง อาจจะมี จุดอ"อนที่กําหนดตัวเลือกไวไม"ครอบคลุมเพียงพอ ทําใหผูตอบบางคนตอบคําถามบางขอไม"ได จึงควร ใชตัวเลือกแบบผสม คือกําหนดตัวเลือกตัวสุดทายเปนตัวเลือกปลายเปeด เพื่อใหผูตอบมีโอกาส เขียนตอบเพิ่มเติมได เช"น ท"านเดินทางมาเรียนโดยวิธีใด เดิน ขี่รถจักรยาน นั่งรถรับส"งประจํา นั่งรถโดยสารประจําทาง อื่นๆ โปรดระบุ.......................................................... แบบสอบถามชนิดปลายปeด เปนที่นิยมใชในการวิจัย เนื่องจากมีลักษณะเปนปรนัยสูง มีคําถามและคําตอบที่เฉพาะเจาะจง ช"วยใหการรวบรวมคําตอบและการนําเสนอขอมูลจากคําตอบ ทําไดสะดวก ดังนั้นจึงมีการพัฒนาแบบสอบถามปลายปeดขึ้นมาหลายรูปแบบ เพื่อใหเหมาะสมกับการ นํามาใชในการวิจัย เช"น แบบสํารวจรายการ หรือแบบตรวจสอบรายการ จะใชสําหรับการศึกษาขอมูลหลัก เหมาะสําหรับการสํารวจสิ่งที่ผูวิจัยสนใจที่จะศึกษาหรือหาคําตอบ สํารวจปรากฏการณ) สํารวจ พฤติกรรม ตลอดจนสํารวจความรูสึกหรือความเชื่อ แบบสํารวจรายการประกอบดวยส"วนนําที่ทํา หนาที่เปนคําถาม และส"วนที่เปนคําตอบ ซึ่งจะเปนคําตอบเพียง 2 ทาง เช"น มี – ไม"มี ใช" – ไม"ใช" จริง – ไม"จริง ชอบ – ไม"ชอบ ทราบ – ไม"ทราบ เคย - ไม"เคย ฯลฯ การตอบใหเลือกตอบทางใดทาง ใ หนึ่งใหตรงกับขอเท็จจริงหรือตรงกับความเชื่อ เช"น ช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
146 แบบสํารวจสถานที่สําคัญในจังหวัดที่นักเรียนเคยไปเยี่ยมชมหรือใชบริการ อันดับ สถานที่ เคยไป ไม"เคยไป 1. สถานีอนามัยประจําตําบล 2. ที่ทําการไปรษณีย) 3. โรงพยาบาลประจําจังหวัด 4. ที่ว"าการอําเภอที่บานนักเรียนตั้งอยู" 5. สถานีตํารวจภูธรประจําอําเภอที่บานนักเรียนตั้งอยู" มาตรประเมินค"า จะใชในส"วนที่ศึกษาขอมูลหลักของแบบสอบถาม เหมาะสําหรับ การประเมินคุณภาพรวมหรือประเมินความรูสึกที่มีต"อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กําหนดผลการประเมินจําแนก เปนช"วงที่เท"ากัน มาตรประเมินค"าที่ควรรูจักคือแบบของลิเคอร)ท และแบบของออสกูด แบบมาตรประเมินค"าของลิเคอร)ท เปนแบบที่สรางง"ายและใชง"าย นิยมใชกันมาก ลักษณะโดยทั่วไปจะมีส"วนประกอบสําคัญ 2 ส"วนคือ ส"วนที่ 1 เปนประเด็นการประเมิน ซึ่งมักจะกําหนดรายการประเมินไวหลายขอ แลวใหผูตอบแบบสอบถามประเมินตามความรูสึกหรือความคิดเห็นต"อสิ่งนั้นทีละขอ ส"วนที่ 2 เปนคําตอบในรูปมาตรประเมินค"า ซึ่งมีน้ําหนักต"างกันตามลําดับ และ ถือว"ามีช"วงความแตกต"างเท"ากันทุกช"วงนิยมใช 3 ช"วง 4 ช"วง หรือ 5 ช"วง และอาจมีช"วงมากกว"านี้ก็ ได ขอความต"อไปนี้เปนขอความที่แสดงถึงความคิดเห็นต"อการเรียนวิชาศิลปศึกษา ขอให ท"านพิจารณาทีละขอ และทําเครื่องหมาย ลงในช"องที่ตรงกับความคิดเห็นของท"าน ขอความประเมิน มากที่สุด (5) มาก (4) ปานกลาง (3) นอย (2) นอยที่สุด (1) 1. การตอนรับมีความเหมาะสม 2. วิทยากรที่มาบรรยายมีความรอบรู 3. สถานที่ที่ใชในการประชุมสัมมนามีความ เหมาะสม 4. เอกสารประกอบการประชุมสัมมนา มีประโยชน) ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
147 จากตัวอย"างจะสังเกตไดว"า มาตรประเมินค"านี้มี 5 ช"วง ซึ่งเปนมาตรประเมินค"าตามแนวคิด ของลิเคิร)ท เพื่อแสดงความคิดเห็นสนับสนุนขอความประเมินจากมากที่สุดไปจนถึงนอยที่สุด และใน การวิเคราะห)สรุปคําตอบจะไดจากการกําหนดค"าระดับคะแนนเปน 5 4 3 2 1 ตามลําดับ นอกจากนี้ ยังมีมาตรประเมินค"าแบบของลิเคิร)ทอีกแบบหนึ่งซึ่งเปนการกําหนดระดับคะแนน 5 ระดับ 4 ระดับ หรือ 3 ระดับ แต"จะใชขอความในการกําหนดช"วงคะแนนเปน เห็นดวยอย"างยิ่ง เห็นดวย ไม"แน"ใจ ไม" เห็นดวยและไม"เห็นดวยอย"างยิ่ง แบบมาตรประเมินค"าของออสกูด เปนแบบที่นํามาตรวัดเจตคติมาปรับใช ลักษณะโดยทั่วไปจะใชคําคุณศัพท)ที่มีความหมายตรงขามเปนคู"หรือคําประเมินที่มีความหมายตรงกัน ขามกันมาประกอบไวที่ปลาย 2 ขางของมาตรคําตอบ ซึ่งนิยมสรางเปนมาตรประเมินค"า 5 ช"วง และ จะตองใชคําคุณศัพท)หลายคําประเมินร"วมกัน แบบสอบถามชนิดนี้ค"อนขางสรางยากและแปล ความหมายยาก จึงไม"เปนที่นิยมใชกัน เช"น แต"ละขอต"อไปนี้จะประกอบดวยคํา 2 คําที่บอกความรูสึกของท"านต"อการเรียนวิชาดนตรี ศึกษา ตั้งแต"ความรูสึกทางบวกไปถึงความรูสึกทางลบจํานวน 5 ขอ ขอใหท"านทําเครื่องหมาย ลงตรงช"องใดช"องหนึ่งของแต"ละขอที่ตรงกับระดับความรูสึกของท"านมากที่สุด 1) ชอบ ไม"ชอบ 2) มีคุณค"า ไม"มีคุณค"า 3) สนุกสนาน น"าเบื่อ 4) ง"าย ยาก 5) สบายใจ หนักใจ จากตัวอย"างการใหค"าน้ําหนักคะแนนจะเรียงจาก 5 4 3 2 1 ตามลําดับจากซายไปขวา ทุกขอ การพิจารณาสรุปความรูสึกหรือความคิดเห็นต"อสิ่งใดจากแบบสอบถามอาจจะพิจารณา เปนรายขอ เปนรายคน หรือพิจารณารวมทุกขอจากคําตอบของทุกคนก็ได โดยใชวิธีหาค"าเฉลี่ยของ คะแนนที่ไดจากคําตอบตามช"วงอันดับคุณภาพที่เลือกตอบและการแปลความหมายจะตั้งเกณฑ) ดังนี้ ค"าเฉลี่ยอยู"ระหว"าง 1.00 – 1.49 แปลว"า ผลการประเมินอยู"ในระดับนอยที่สุด ค"าเฉลี่ยอยู"ระหว"าง 1.50 – 2.49 แปลว"า ผลการประเมินอยู"ในระดับนอย ค"าเฉลี่ยอยู"ระหว"าง 2.50 – 3.49 แปลว"า ผลการประเมินอยู"ในระดับปานกลาง ค"าเฉลี่ยอยู"ระหว"าง 3.50 – 4.49 แปลว"า ผลการประเมินอยู"ในระดับมาก ค"าเฉลี่ยอยู"ระหว"าง 4.50 – 5.00 แปลว"า ผลการประเมินอยู"ในระดับมากที่สุด ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
148 หลักทั่วไปในการสรางแบบสอบถาม ในการสรางแบบสอบถามนั้นขอคําถามของแบบสอบถามจะถูกสรางขึ้นจากกรอบ แนวคิดทฤษฎีของตัวแปรที่ตองการศึกษาหรือตองการวัด ซึ่งการออกแบบมาตรที่ใชตองเหมาะสมกับ ประเด็นที่จะวัด โดยแบบสอบถามจะมีหลักในการสรางดังต"อไปนี้ 1. พิจารณาขอบข"ายของขอมูลที่ตองการทั้งหมด โดยการสังเคราะห)จากกรอบแนวคิด ทฤษฎีที่ไดศึกษาไวในบทที่ 2 มาเปนนิยามตัวแปรเชิงปฏิบัติการ เช"น แรงจูงใจในการศึกษาต"อใน สาขาวิชาชีพครู หมายถึง ความรูสึกชอบ พอใจ มีแรงกระตุนที่อยู"ภายในตัวของนักศึกษาวิชาชีพ ครู โดยมีเปnาหมายที่จะเรียนครูในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมที่ส"งผลใหนักศึกษาเกิดการ มุ"งความสําเร็จ มุ"งมั่น ใส"ใจ กระตือรือรน เชื่อมั่น ทุ"มเท ทะเยอทะยานและตั้งเปnาหมายในการศึกษา ในสาขาวิชาชีพครู 2. เลือกรูปแบบของคําถามใหเหมาะสมกับกลุ"มที่จะถามว"าควรใชรูปแบบของคําถาม แบบปลายเปeดหรือปลายปeด นอกจากรูปแบบของคําถามที่ใชแลว ผูวิจัยควรคํานึงถึงความสามารถ ในการระบุความเห็นดวยมาก-นอยของผูเรียนดวย โดยถาผูเรียนมีอายุนอยหรือเรียนอยู"ในระดับชั้น ประถมตน ผูวิจัยก็ไม"ควรใชมาตรประเมินค"าที่สูงเกินไป (5 ระดับ) อาจใชเพียง 3 ระดับ และควร ออกแบบมาตรวัดใหเหมาะสม เช"น มี – ไม"มี ใช" – ไม"ใช" ก็ควรใชแบบตรวจสอบรายการ แต"ถา ตองการระบุการกระทํามาก-นอย เห็นดวยมากที่สุด-นอยที่สุด ก็ควรใชมาตรประเมินค"า และควร คํานึงถึงลักษณะของขอมูลที่ตองการ ตลอดจนวางแผนไปถึงการจัดกระทํากับขอมูลที่สะดวก รวดเร็ว และใหขอสรุปที่ชัดเจนดวย 3. สรางคําถามตามรูปแบบที่เลือกไวใหครอบคลุมทุกดานและถามสิ่งสําคัญใหครบถวน ในการตั้งคําถามตองคํานึงถึงเทคนิคการสรางคําถาม เช"น ตั้งคําถามใหชัดเจน ถามใหตรงประเด็น ใชภาษาง"าย หลีกเลี่ยงคําศัพท)ทางเทคนิค เช"น 4. จัดทําตนฉบับของแบบสอบถามที่สมบูรณ) มีส"วนประกอบครบตามที่ตองการ คือ มีชื่อแบบสอบถาม มีคําชี้แจง มีคําถามเกี่ยวกับขอมูลส"วนตัวของผูตอบและมีขอคําถามเกี่ยวกับ ขอมูลหลักที่ตองการทั้งหมด โดยวางรูปแบบใหถูกตองเหมาะสม สะดวกในการตอบและสะดวกในการ จัดกระทําขอมูลหลังจากเก็บแบบสอบถามกลับคืนมาแลว 5. ตรวจสอบ และปรับปรุงขอบกพร"องก"อนที่จะพิมพ)ฉบับจริงไปใช เพื่อใหเกิดความ เชื่อมั่นในคุณภาพของแบบสอบถาม ซึ่งอาจจะปฏิบัติไดเปน 2 ระดับ ดังนี้ ระดับที่ 1 เปนการตรวจสอบคุณภาพในดานความเที่ยงตรง ผูสรางแบบสอบถามดวย ตนเองควรอ"านทบทวนทุกส"วน และพิจารณาใหละเอียดถี่ถวน ว"ายังมีสิ่งใดขาดไป หรือยังมีตรงไหน บกพร"องใหเพิ่มเติม และปรับปรุงแกไขใหสมบูรณ) แต"การพิจารณาเองมักจะไม"เห็นขอบกพร"องของ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
149 ตนเอง ควรจะนําไปใหผูมีประสบการณ) หรือมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสาระที่จะถามตลอดจนเทคนิค การสรางแบบสอบถาม ช"วยพิจารณาใหขอเสนอแนะ ก็จะช"วยใหแบบสอบถามมีคุณภาพสมบูรณ) ยิ่งขึ้น ระดับที่ 2 เปนการตรวจสอบคุณภาพโดยการหาค"าอํานาจจําแนกและค"าความเชื่อมั่น ในกรณีที่ตองการขอมูลไปใชเพื่อการทําวิจัยที่ตองมีการวิเคราะห)ขอมูลดวยสถิติ จะตองนํา แบบสอบถามที่ผ"านการปรับปรุงในระดับที่ 1 มาพิมพ)เปนฉบับทดลองแลวนําไปทดลองกับกลุ"มตัวอย"าง ที่ไม"ใช"กลุ"มจริง แต"มีสถานะเทียบเท"ากับกลุ"มจริง เพื่อนําผลมาพิจารณาหาจุดบกพร"อง และปรับปรุง แกไขเปนครั้งสุดทาย ซึ่งจะมีการนําขอมูลมาคํานวณค"าความเชื่อมั่น ของแบบสอบถามดวย จากนั้น จึงพิมพ)เปนฉบับที่ใชจริงต"อไป การใชแบบสอบถามเปนวิธีการที่ผูวิจัยนํามาใชแทนการสัมภาษณ)ไดในบางกรณี เช"น ถาตองการจะสํารวจขอเท็จจริง ความรูสึกหรือความคิดเห็นของผูเรียน ผูปกครองตลอดจนบุคคลอื่น ก็นําประเด็นคําถามมาสรางเปนแบบสอบถามแลวส"งไปสอบถาม ก็จะช"วยใหมีความสะดวก และประหยัดทุกดาน และทําใหงานสําเร็จไดอย"างรวดเร็ว การใชแบบสอบถามในการเก็บรวบรวมขอมูลการวิจัย ผูวิจัยควรออกแบบมาตรวัดใหมี ความเหมาะสมกับประเด็น/สิ่งที่ตองการวัด เช"น ผูวิจัยตองการวัดระดับความคิดเห็นของผูเรียน ต"อการเรียนโดยใชบทเรียนคอมพิวเตอร)ช"วยสอนโดยใชแบบสอบถาม ผูวิจัยก็ควรเลือกใช แบบสอบถามที่เปนมาตรประเมินค"า เพื่อใหผูเรียนสามารถระบุความคิดเห็นของตนไดว"าอยู"ในระดับ ใด ในขณะเดียวกันผูวิจัยควรคํานึงถึงความสามารถในการระบุความเห็นดวยมาก-นอยของผูเรียนดวย นอกจากนั้นแลวในการออกแบบมาตรประเมินค"าจะมีผลต"อการออกแบบการวิเคราะห)ขอมูลและสถิติ ที่ใชในการวิเคราะห)ขอมูล โดยผูวิจัยจะตองเลือกใชสถิติในการวิเคราะห)ขอมูลใหมีความเหมาะสมและ สอดคลองกับขอมูลที่ไดจากมาตรวัดที่เลือกใช เช"น ถาผูวิจัยใชแบบตรวจสอบรายการ ซึ่งเปนการระบุ ถึงสิ่งที่ มี – ไม"มี ใช" – ไม"ใช" หรือแบบมีคําตอบใหเลือก เช"น ชาย-หญิง การวิเคราะห)ขอมูลก็ควรใช ความถี่ รอยละ หรือผูวิจัยใชมาตรประเมินค"าซึ่งเปนการระบุถึงระดับความมาก-นอย และเปนการ วิเคราะห)ขอมูลระดับของตัวแปรนั้นก็ควรใช ค"าเฉลี่ย ส"วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส"วนการเลือกใชสถิติ ทดสอบผูวิจัยควรพิจารณาใหเหมาะสมกับวัตถุประสงค)ของการวิจัย มาตรวัดตัวแปรและขอตกลง เบื้องตนของสถิติทดสอบที่เลือกใชดวย ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น