150 ขอควรคํานึงในการใชแบบสอบถาม ขอดี 1. เปนเครื่องมือที่ใชไดกับบุคคลจํานวนมากไดในเวลาพรอมกัน ทําใหประหยัดเวลา และค"าใชจ"าย 2. แบบสอบถามเปนเครื่องมือที่ใหเวลาในการตอบอย"างอิสระได โดยใหผูตอบรับไปตอบ และนัดหมายเวลาส"งคืน ซึ่งไม"สรางความตึงเครียดใหผูตอบ 3. สามารถฝากส"งและรับแบบสอบถามคืนไดหลายวิธี ทําใหมีความสะดวกในการใชเครื่องมือ 4. แบบสอบถามที่ประกอบดวยขอคําถามปลายปeดที่ออกแบบดี จะช"วยใหสะดวกในการ รวบรวมคําตอบและวิเคราะห)คําตอบ ขอจํากัด 1. แบบสอบถามเหมาะสําหรับผูที่อ"านและเขียนหนังสือคล"องเท"านั้น 2. ผูตอบแบบสอบถามอาจไม"ไดตั้งใจตอบ หรือไม"ใหความสําคัญต"อขอมูลที่เปนจริง หรือมอบใหคนอื่นตอบแทน ทําใหขอมูลที่ไดมาไม"ตรงหรือคลาดเคลื่อนจากความจริง 3. คําถามบางขออาจไม"ชัดเจนสําหรับผูตอบบางคน และไม"มีโอกาสไดรับคําชี้แจง ทําใหคําตอบที่ไดมาไม"มีประโยชน) แบบประเมินการปฏิบัติ แบบประเมินการปฏิบัติ (performance checklist) คือ เครื่องมือที่ใชประกอบการประเมิน การใหปฏิบัติจริง มักเปนแบบบันทึกผลการปฏิบัติตลอดกระบวนการโดยการใหปฏิบัติเปนรูปแบบ หรือวิธีการที่กําหนดขึ้นเพื่อวัดความสามารถในการปฏิบัติงานหรือปฏิบัติกิจกรรมที่จัดเปนพฤติกรรม ดานทักษะพิสัย เช"น เริ่มวัดตั้งแต"ความสามารถในการเตรียมงาน วัดการลงมือปฏิบัติในแต"ละขั้นตอน วัดผลงานและวัดพฤติกรรมดานจิตพิสัยบางประการ รูปแบบของแบบประเมินการปฏิบัติ การวัดความสามารถในการปฏิบัติงานตามกระบวนการปฏิบัติงานทําไดใน 3 รูปแบบ ดังต"อไปนี้ 1. แบบประเมินการปฏิบัติทางออม โดยการใหระบุ จําแนก หรือ จัดหาวัสดุ อุปกรณ) ที่จําเปนตองใช เช"น ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
151 1) ใหหา หรือ เลือกกิ่งของตนไมที่เหมาะจะใชเปนกิ่งตอนได 2) ใหจัด หรือ คัดเลือกวัสดุประกอบอาหารที่จะนํามาใชในการปรุงอาหาร 2. แบบประเมินการปฏิบัติในสถานการณ8จําลอง ในการปฏิบัติงานบางอย"างตอง อาศัยทักษะหลายดานประกอบกันและตองอาศัยเวลาฝpกเพื่อสะสมประสบการณ)ใหเกิดความชํานาญ ก"อนที่จะปฏิบัติในสถานการณ)จริงไดโดยไม"เกิดผลเสียหาย จึงจําเปนตองฝpกสถานการณ)จําลองก"อน เช"น การปฐมพยาบาลผูที่ไดรับอุบัติเหตุ 3. แบบประเมินการปฏิบัติในสถานการณ8จริง รูปแบบนี้คือการใหบุคคลไดปฏิบัติ ในสถานการณ)ที่เปนจริง หรือเหมือนที่ปฏิบัติจริงในชีวิตประจําวัน เช"น การใหปฐมพยาบาลคนที่ ไดรับอุบัติเหตุจริง หรือใหออกไปขับรถในถนนที่มีสภาพการจราจรปกติ การเลือกใชรูปแบบใดขึ้นอยู"กับลักษณะของจุดประสงค)ของการเรียนรู ว"าจะใหบุคคล เกิดทักษะถึงระดับใด ก็ตองเลือกรูปแบบใหสอดคลองกัน ซึ่งบางงานที่ตองฝpกประสบการณ)ถึงขั้น ชํานาญ ก็อาจจะตองผ"านรูปแบบวิธีการวัดทั้ง 3 รูปแบบเลย หลักทั่วไปในการสรางแบบประเมินการปฏิบัติ การประเมินผลการปฏิบัติงาน มีสิ่งที่ควรจะตองวัด 2 ประการคือ การวัดวิธีการ ปฏิบัติงาน (procedure) และการวัดผลงาน (product) ส"วนการวัดพฤติกรรมของนักเรียน คือการวัด คุณลักษณะบางประการที่ตองการปลูกฝWง ซึ่งเปนส"วนหนึ่งของพฤติกรรมดานจิตพิสัย เช"น ความตั้งใจ ทํางาน ความอดทน ความร"วมมือ ความรับผิดชอบ ความมีวินัยในตนเอง (Nitko, 2004, p. 257) ในการ สรางแบบประเมินการปฏิบัตินั้น ประเด็นการประเมินจะถูกสรางขึ้นจากกรอบแนวคิดทฤษฎีของ ตัวแปรที่ตองการศึกษาหรือตองการวัด โดยแบบประเมินการปฏิบัติจะมีหลักในการสรางดังต"อไปนี้ 1. ศึกษาพฤติกรรมที่จะใหปฏิบัติ หรือวิเคราะห)จุดประสงค)สําคัญที่ตองการประเมินผลการปฏิบัติ 2. นิยามหรือความหมายพฤติกรรมที่จะใหปฏิบัติ และกําหนดรูปแบบของวิธีการประเมินให สอดคลองกับพฤติกรรมที่ตองการ ว"าจะใชรูปแบบ ที่ใหแสดงออกถึงความสามารถทางออม หรือให ปฏิบัติในสถานการณ)จําลอง หรือใหปฏิบัติในสถานการณ)จริง เช"น ในการสรางเกณฑ)การประเมิน ทักษะการสรางสื่อการสอนของครู ผูวิจัยควรศึกษาแนวคิดทฤษฎี องค)ประกอบของสื่อว"า ประกอบดวยอะไรบาง เช"น การประเมินเนื้อหา ลักษณะของสื่อ การพิมพ) ขนาด รูปเล"ม คุณค"าและ ประโยชน) ความสะดวกในการนําไปใช 3. สรางเครื่องมือบันทึกผลการประเมินตามรายการที่วิเคราะห)ไว ซึ่งอาจจะเปนแบบสํารวจ รายการหรือแบบจัดอันดับคุณภาพก็ได 4. กําหนดเกณฑ) หรือ มาตรฐานขั้นต่ํา ที่ใชตัดสิน และสรุปผลการปฏิบัติงาน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
152 5. ตรวจสอบแบบประเมินการปฏิบัติดานความเที่ยงตรงดวยตนเองและผูเชี่ยวชาญ และนํา ผลที่ได มาปรับปรุงแกไข 6. ทดลองใชเพื่อหาค"าความเชื่อมั่น นําแบบประเมินการปฏิบัติไปทดลองใชกับบุคคลที่ไม"ใช" กลุ"มตัวอย"าง หรือกลุ"มที่จะนําแบบประเมินการปฏิบัติไปใชจริงและนําผลที่ไดมาคํานวณหาค"าความ เชื่อมั่น 7. ปรับปรุงแกไข พิมพ)แบบประเมินการปฏิบัติฉบับจริง แลวนําไปเก็บรวบรวมขอมูลกับ กลุ"มตัวอย"างที่ใชในการวิจัย แบบประเมินทักษะการสรางสื่อการสอนเพื่อเสริมสรางคุณลักษณะอันพึงประสงค) คําชี้แจง 1. ผูประเมิน ประเมินทักษะการสรางสื่อการสอนเพื่อเสริมสรางคุณลักษณะอันพึงประสงค) โดยระบุคะแนนลงในช"องตามเกณฑ)ที่กําหนด 2. สรุปผลการประเมินโดยทําเครื่องหมาย ในช"องผลการประเมิน ลงชื่อ ................................... ผูประเมิน (.....................................) ........... / .............. / .............. รายการประเมิน คะแนน หมายเหตุ 1. เนื้อหาในนิทาน (3) 2. ลักษณะของสื่อ (3) 3. ลักษณะของสื่อ การพิมพ) ขนาดรูปเล"ม (3) 4. คุณค"าและประโยชน)ของสื่อ (3) 5. ความสะดวกในการนําไปใช (3) รวมคะแนน ( 15 ) ผลการประเมิน ผ"าน ไม"ผ"าน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
153 เกณฑ)การประเมิน รายการประเมิน เกณฑ)การใหคะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน 1. เนื้อหา เนื้อหาในนิทาน สอดคลองกับ วัตถุประสงค) ภาษา ที่ใชเหมาะสม น"าสนใจ เนื้อหาในนิทาน สอดคลองกับ วัตถุประสงค) ภาษา ที่ใชเหมาะสม แต"ไม"น"าสนใจ เนื้อหาในนิทาน สอดคลองกับ วัตถุประสงค) ภาษา ที่ใชไม"เหมาะสม และไม"น"าสนใจ 2. ลักษณะของสื่อ สื่อใชเทคนิค pop up และเคลื่อนไหว เหมาะสมกับเนื้อหา วัสดุที่ใชเหมาะสม หรือ เปนวัสดุธรรมชาติที่ สามารถหาไดในชุมชน หรือทองถิ่น มีความ สะดวกในการใชสื่อ สื่อใชเทคนิค pop up และเคลื่อนไหว เหมาะสมกับเนื้อหา วัสดุที่ใชเหมาะสม หรือ เปนวัสดุธรรมชาติที่ สามารถหาไดในชุมชน หรือทองถิ่น แต"ไม" สะดวกในการใชสื่อ สื่อใชเทคนิค pop up และเคลื่อนไหว เหมาะสมกับเนื้อหา วัสดุที่ใชไม"เหมาะสม และไม"สะดวกในการ ใชสื่อ 3. ลักษณะของสื่อ การพิมพ) ขนาด รูปเล"ม ลักษณะของสื่อกระตุน ความสนใจ สีสัน สวยงาม ขนาดและ ตัวอักษรเหมาะสม ลักษณะของสื่อกระตุน ความสนใจ สีสัน สวยงาม แต"ขนาดและ ตัวอักษรไม"เหมาะสม ลักษณะของสื่อกระตุน ความสนใจ สีสันไม" สวยงาม แต"ขนาดและ ตัวอักษรไม"เหมาะสม 4. คุณค"าและ ประโยชน)ของสื่อ สื่อเราความสนใจ มีคุณค"าและใช ประโยชน)ไดจริง สื่อเราความสนใจ มีคุณค"า แต"ใชประโยชน) ไดค"อนขางนอย สื่อเราความสนใจ มีคุณค"า แต"ใชประโยชน) ไดนอยมาก 5. ความสะดวกใน การนําไปใช สื่อสอดคลองกับ กิจกรรมและใชได สะดวก สื่อสอดคลองกับ กิจกรรม แต"ไม"สะดวก ในการนําไปใช สื่อสอดคลองกับ กิจกรรมบางอย"าง แต"ไม"สะดวก ในการนําไปใช เกณฑ)การผ"าน ผูผ"านการประเมินจะตองไดคะแนนในแต"ละรายการประเมินไม"นอยกว"า 2 คะแนน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
154 ขอควรคํานึงในการใชแบบประเมินการปฏิบัติ การใหปฏิบัติเปนรูปแบบของวิธีการประเมินผลที่ใชเปนแบบทดสอบประเภทหนึ่งได เรียกว"าแบบทดสอบภาคปฏิบัติหรือแบบประเมินการปฏิบัติ แบบประเมินการปฏิบัติจึงมีบทบาท สําคัญ สําหรับงานวิจัยที่ตองการรูว"ากลุ"มตัวอย"างหรือกลุ"มเปnาหมายในการวิจัยรูวิธีการปฏิบัติและ ปฏิบัติไดจริง ซึ่งในปWจจุบันนิยมนําไปใชในการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน แบบการประเมิน การปฏิบัติมีขอดีและขอจํากัดซึ่งสรุปไดดังนี้ ขอดี 1. เปนเครื่องมือที่เหมาะสําหรับใชวัดพฤติกรรมดานทักษะการใชกลามเนื้อ หรือดาน ทักษะพิสัย 2. รูปแบบของวิธีการวัดเปนแบบอิสระ สามารถกําหนดขึ้นใหเหมาะกับงานหรือกิจกรรม ที่ตองการวัด ซึ่งแตกต"างกันไปตามธรรมชาติของแต"ละงานหรือกิจกรรม ขอจํากัด 1. ตองใชเวลาในการวัดมาก โดยเฉพาะการวัดเปนรายบุคคล เพราะตองพิจารณาตลอด ทั้งกระบวนการปฏิบัติตั้งแต"เริ่มตนจนเกิดผลสมบูรณ) 2. ควบคุมสถานการณ)การสอบวัดใหเปนแบบเดียวกันโดยใหทุกคนแสดงความสามารถ ของตนเองอย"างอิสระไม"ได 2.1 ถาสอบวัดพรอมกัน โดยใหทํางานหรือกิจกรรมเดียวกัน ก็จะมีปWญหาเรื่องการ ควบคุมการปฏิบัติของแต"ละกลุ"มใหเปนอิสระไม"ได และการตรวจวัดผลงานของทุกคนในกลุ"มทําได ไม"ทั่วถึง และไม"ทันเวลา 2.2 ถาสอบวัดโดยใหทํางานหรือกิจกรรมต"างกัน ก็จะเกิดความไม"เท"าเทียมกันเรื่อง ความยากง"ายของกิจกรรม หรืออาจกําหนดกิจกรรมไดไม"ครบทุกดาน ทําใหผลการวัดเอามาใช ประโยชน)ในการเปรียบเทียบ หรือตัดสินไม"ได 2.3 ถาสอบวัดโดยใหบุคคลปฏิบัติงานเปนกลุ"ม ทุกคนในกลุ"มก็ควรจะไดคะแนน เท"ากันทั้งที่มีความสามารถหรือทักษะไม"เท"ากัน คะแนนของบางคนจึงไม"สอดคลองกันตามสภาพจริง 3. การพิจารณาคะแนนผลการปฏิบัติงาน หรือผลการปฏิบัติกิจกรรม ทําไดยากเพราะ ค"อนขางเปนอัตนัย แมจะมีแบบฟอร)มกําหนดรายการวัด และบรรยายคุณภาพตามคะแนนไวอย"าง ชัดเจนแลวก็ตาม การใหคะแนนแต"ละรายการก็จําเปนตองใชความรูสึกส"วนตัวช"วยตัดสินดวย ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
155 คุณลักษณะของเครื่องมือที่ดี เครื่องมือที่ใชในการวัดผลการศึกษาแต"ละชนิดมีทั้งขอดีและขอจํากัดในการใช ดังนั้น การสรางเครื่องมือแต"ละชนิดจึงตองมีการควบคุมคุณลักษณะสําคัญหลายประการ เพื่อใหไดเครื่องมือ ที่ดี มีจุดอ"อนนอยที่สุด คุณลักษณะสําคัญของเครื่องมือทุกชนิดที่จะตองพิจารณามี 4 ประการ ไดแก" (ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543, หนา 21-32, บุญเรียง ขจรศิลปs, 2543, หนา 161-172, Neuman, 2007, pp. 115-116) 1. มีความเที่ยงตรง (validity) เปนคุณลักษณะของเครื่องมือที่ทําใหไดผลการวัดตรงตาม จุดมุ"งหมายในการวัด หมายความว"า เครื่องมือนั้นวัดลักษณะที่ตองการไดจริง ถาเปนคุณลักษณะของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนธรรมดา ก็ตองการเพียงว"า แบบทดสอบนั้นสามารถวัดได ครอบคลุมเนื้อหาที่เรียน วัดไดตรงจุดประสงค)ของการเรียนรูที่สําคัญ วัดเนื้อหาทุกเรื่องโดยมีสัดส"วน จํานวนขอทดสอบมาก-นอยเหมาะสมกับเนื้อหาที่เนนต"างกัน 2.ความเชื่อมั่น (reliability) เปนคุณลักษณะของเครื่องมือที่ทําใหไดผลการวัดคงที่ แน"นอนหรือคงเสนคงวา กล"าวไดว"า ถานําเครื่องมือนั้นไปวัดซ้ําอีกกี่ครั้งก็ตาม ก็จะใหผล การวัดเหมือนเดิม หรือคลาดเคลื่อนจากเดิมนอยมาก การควบคุมการสรางเครื่องมือศึกษาใหมีความ เชื่อมั่น ตองคํานึงถึงสิ่งสําคัญต"อไปนี้ 2.1 ตองสรางเครื่องมือใหมีความเที่ยงตรงตามจุดประสงค)ที่ตองการก"อน จะช"วยให เครื่องมือนั้นมีความเชื่อมั่นสูงดวย 2.2 จํานวนของขอคําถาม หรือคุณลักษณะที่ตองการศึกษาตองมีมากเพียงพอหรือวัดได ครอบคลุมจึงจะช"วยใหมีความเชื่อมั่นสูง 2.3 ขอคําถามทุกขอ องค)ประกอบของคุณลักษณะที่วัดตองมีความชัดเจนทุกดาน หรือเรียกว"ามีความเปนปรนัย จึงจะส"งเสริมใหมีความเชื่อมั่นสูง 2.4 ถาเปนแบบทดสอบ ตองประกอบดวยขอคําถามที่ยากง"ายพอเหมาะ ไม"มีคําถาม ที่ยากเกินไป หรือคําถามที่ง"ายเกินไป เพราะหากคําถามเหล"านี้จําแนกความสามารถของบุคคลไม"ได จะมีผลต"อความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ นอกจากความเชื่อมั่นจะขึ้นอยู"กับคุณภาพของเครื่องมือหลายประการดังกล"าวแลว ยังขึ้นอยู"กับองค)ประกอบอื่นอีก เช"น เวลาที่ใชในการวัดมากหรือนอยเกินไป ความพรอมของผูที่รับ การสอบวัด วิธีปฏิบัติของผูเก็บขอมูล ตลอดจนสภาพแวดลอมที่เอื้ออํานวย 3. มีความเปนปรนัย (objectivity) เปนคุณลักษณะที่ทําใหเครื่องมือมีความชัดเจนในแง" การนําไปใช 3 ประการ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
156 3.1 ขอคําถามหรือรายการวัดที่กําหนดไวมีความชัดเจน ทุกคนอ"านแลวมีความ เขาใจตรงกัน ใชภาษาง"าย ชัดเจนรัดกุม ไม"มีความบกพร"องทางภาษา 3.2 การตรวจใหคะแนนมีความแน"นอนชัดเจน มีวิธีที่ชัดเจนในการจัดกระทํากับขอมูล หรือกําหนดค"าเปนตัวเลขใหกับขอมูล มีเกณฑ)การตรวจใหคะแนนที่เปนมาตรฐานเดียวกันสําหรับคน ตรวจทุกคน 3.3 การแปลความหมายมีความชัดเจน ผลการสรุปและประเมินเปนที่ยอมรับไดของ ทุกฝiายที่เกี่ยวของ ซึ่งหมายถึงว"าผลที่ไดมานั้นสอดคลองกับคุณลักษณะที่เปนจริง ทุกฝiายแปล ความหมายของคะแนนไดตรงกัน 4. มีประสิทธิภาพ (efficiency) เปนคุณลักษณะของเครื่องมือที่พิจารณาในแง"ประโยชน)ใช สอย ดังนี้ 4.1 จัดรูปแบบไดเหมาะสม มีคําชี้แจงหรือแนวดําเนินการที่ชัดเจน ออกแบบใหเกิด ความสะดวกต"อผูใช 4.2 มีรูปแบบที่สะดวกต"อการจัดกระทํากับขอมูล ซึ่งทําใหสะดวกในการวิเคราะห) และแปลความหมายของขอมูลดวย 4.3 มีความกะทัดรัด คือ กําหนดรายการที่จะวัดเท"าที่จําเปน ไม"มากเกินไป แต"ใหผล การวัดเที่ยงตรง และเชื่อถือได 4.4 มีความประหยัดหลายดาน เช"น ประหยัดวัสดุในการสรางเครื่องมือ ประหยัดเวลา ในการนําไปวัดพฤติกรรม ประหยัดแรงงานในการจัดกระทํากับขอมูล และวิเคราะห)ขอมูล 4.5 ไม"มีความบกพร"องทางดานภาษาซึ่งทําใหการสื่อความผิดพลาดไป ในกรณีที่เปนเครื่องมือประเภทแบบทดสอบ อาจจะตองการคุณลักษณะสําคัญเพิ่มอีก ดังนี้ 5. มีความยาก (difficulty) หมายถึง ขอทดสอบแต"ละขอ หรือขอทดสอบรวมทั้งฉบับ ตองไม"ยากเกินไป หรือง"ายเกินไปสําหรับกลุ"มผูสอบ 6. มีอํานาจจําแนก (discrimination power) หมายถึง ขอทดสอบแต"ละขอหรือขอทดสอบรวม ทั้งฉบับจะสามารถจําแนกระดับพฤติกรรมทางปWญญาที่แตกต"างกันของผูสอบได 7. มีความยุติธรรม (fair) หมายถึง แบบทดสอบที่ไม"ทําใหเกิดการไดเปรียบเสียเปรียบ ระหว"างผูตอบ เช"น แบบทดสอบที่ค"อนขางยากทั้งฉบับ แบบทดสอบที่ใชทักษะบางอย"าง หรือแบบทดสอบ ที่มีแนวทางการเดา ดังนั้นแบบทดสอบที่ยุติธรรม จะตองสรางใหครอบคลุมเนื้อหาคือ สรางตามตาราง วิเคราะห)เนื้อหา และจุดประสงค)ของการเรียนรู และปฏิบัติตามหลักการสรางแบบทดสอบชนิดนั้น 8. ถามลึก (searching) หมายถึง แบบทดสอบที่มีคําถามวัดความคิดหลายระดับ ไม"ใช" มีแต"คําถามวัดความรูความจําอย"างเดียว ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
157 9. มีลักษณะจูงใจ (examplary) หมายถึง แบบทดสอบที่มีลักษณะชวนใหผูสอบคิดหรือ ตอบไปจนตลอดฉบับ โดยการเรียงจากคําถามง"ายไปหาคําถามยาก หรือใหมีรูปแบบที่แปลกใหม" ดึงดูดความสนใจ เช"น รูปภาพ ใชสถานการณ)ที่อยู"ในความสนใจของทุกคน จากคุณลักษณะที่ดีของเครื่องมือดังกล"าวจะเห็นไดว"า เครื่องมือแต"แต"ละชนิดจะมี ลักษณะที่บ"งชี้คุณภาพของเครื่องมือที่แตกต"างกัน ในการสรางและพัฒนาเครื่องมือแต"ละชนิด ผูวิจัย จึงตองศึกษาคุณลักษณะของเครื่องมือแต"ละชนิดใหเกิดความเขาใจอย"างถ"องแทและชัดเจน ทั้งกระบวนการสรางและการหาคุณภาพของเครื่องมือ เพราะคุณภาพของเครื่องมือจะมีผลต"อ คุณภาพและความเที่ยงตรงภายในของงานวิจัยดวย บทสรุป ในการเลือกใชเครื่องมือสําหรับการวิจัยนั้น ผูวิจัยควรระลึกเสมอว"า ตองเลือกใช เครื่องมือใหตรงกับพฤติกรรมที่ตองการวัด และตองสรางเครื่องมือใหมีคุณภาพ การใชเครื่องมือ ใหตรงกับคุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่ตองการวัดสามารถสรุปไดดังนี้ แบบทดสอบใชวัดความรู ความ เขาใจ พฤติกรรมทางสมอง แบบสังเกตพฤติกรรมใชสังเกตพฤติกรรม คุณธรรมหรือลักษณะนิสัย บุคลิกภาพของบุคคล แบบสัมภาษณ) ใชในการศึกษาขอเท็จจริงเกี่ยวกับสถานภาพส"วนตัว ประสบการณ) ความรูสึกหรือความคิดเห็นต"อสิ่งใด รวมทั้งความรูความคิดดานวิชาการของบุคคล แบบสอบถาม ใชวัดความรูสึกนึกคิด ความเห็น ขอเท็จจริงที่พบ แบบประเมินผลการปฏิบัติใชวัด ทักษะการปฏิบัติ ส"วนหลักในการสรางเครื่องมือที่ใชในการวิจัย จะเห็นไดว"า แบบทดสอบจะถูกสราง ขึ้นตามกรอบหลักสูตร มาตรฐานและตัวชี้วัด ซึ่งผูวิจัยไดจัดทําตารางวิเคราะห)มาตรฐานและตัวชี้วัดไว จากนั้นจึงสรางขอสอบตามตารางดังกล"าว ส"วนเครื่องมืออื่นทั้งแบบสังเกต แบบสัมภาษณ) แบบสอบถามและแบบประเมินการปฏิบัติ จะถูกสรางขึ้นตามกรอบแนวคิดทฤษฎีที่ไดมีการศึกษาไวใน บทที่ 2 การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวของ โดยมีการสังเคราะห)เปนนิยามศัพท)ตัวแปรในเชิงปฏิบัติการเพื่อ การสรางเครื่องมือวัด นอกจากนี้เครื่องมือที่มีคุณลักษณะที่ดี จะมีลักษณะดังนี้ ไดแก" มีความเที่ยงตรง ความเชื่อมั่น มีความเปนปรนัย และมีประสิทธิภาพ ในกรณีที่เปนเครื่องมือประเภทแบบทดสอบ ตองการคุณลักษณะสําคัญเพิ่มอีก เช"น มีความยากพอเหมาะ มีอํานาจจําแนก มีความยุติธรรม ถามลึก ลักษณะจูงใจใหทําขอสอบ การเลือกใชเครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลนั้นตองเหมาะสมกับวัตถุประสงค)ของ การวิจัยและสอดคลองกับพฤติกรรมที่ตองวัด ดังนั้นทั้งในงานวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณผูวิจัย อาจใชเครื่องมือหลายชนิดในการเก็บรวบรวมขอมูลพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่ง หรืออาจใชการเก็บ รวบรวมขอมูลหลายครั้ง หรืออาจเก็บรวบรวมขอมูลโดยบุคคลที่แตกต"างกัน เพื่อเปนตรวจความ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
158 ถูกตอง แม"นยําของขอมูลดวย ในการสรางเครื่องมือทุกชนิดผูวิจัยตองคํานึงถึงพฤติกรรมที่ตองการวัด โดยผูวิจัยจะมีการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับพฤติกรรมที่ตองวัดหรือตองการเก็บ รวบรวมขอมูลไวแลวและมีการสรุปเปนนิยามปฏิบัติการ จากนั้นผูวิจัยจึงสรางเครื่องมือใหสอดคลอง กับนิยามและสภาพความเปนจริงหรือบริบทที่จะตองนําเครื่องมือนั้นไปใชในการเก็บรวบรวมขอมูล นอกจากนั้นแลวในการนําเครื่องมือไปใชในการเก็บรวบรวมขอมูล ผูวิจัยตองคํานึงถึงขอดีและขอจํากัด ในการนําเครื่องมือแต"ละชนิดไปใชดวย เนื่องจากเครื่องมือแต"ละชนิดมีขอดีและขอจํากัดที่แตกต"างกัน เช"น แบบสอบถามสามารถรับและส"งไดหลายวิธีทั้งการรับ-ส"งทางไปรษณีย)ดวย แต"การส"งไป-ส"งกลับ ทางไปรษณีย)อาจทําใหล"าชา สูญหายหรือไดรับกลับคืนไม"ครบ ซึ่งโดยทั่วไปแลวผูวิจัยควรจะไดรับ เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลกลับคืนมาไม"นอยกว"ารอยละ 80 ของเครื่องมือที่ส"งไป จึงจะ สามารถวิเคราะห)ขอมูลได คําถามทบทวน คําชี้แจง จงตอบคําถามหรือปฏิบัติกิจกรรมทุกขอต"อไปนี้ 1. แบบทดสอบหมายถึงอะไร มีกี่ประเภท อะไรบาง 2. แบบทดสอบมาตรฐานกับแบบทดสอบที่ครูสรางแตกต"างกันอย"างไร 3. แบบสังเกตใชสังเกตพฤติกรรมบุคคลในดานใดบาง ใหยกตัวอย"างการสังเกตพฤติกรรมในแต"ละ ดานและวิธีการสังเกตพฤติกรรมนั้น 4. การสรางแบบทดสอบ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ) แบบสอบถามและแบบประเมินผลการปฏิบัติ มีหลักการที่สําคัญอะไรบาง 5. รูปแบบการสัมภาษณ)มีกี่แบบ อะไรบาง 6. แบบประเมินการปฏิบัติสามารถนําไปใชในการประเมินดานใดบาง เพราะเหตุใด 7. ในการประเมินการปฏิบัติ เพราะเหตุใดจึงตองกําหนดเกณฑ)การประเมินและเกณฑ)การประเมิน ที่เหมาะสมควรมีลักษณะอย"างไร 8. คุณลักษณะของเครื่องมือที่ดี มีอะไรบาง แต"ละดานมีแนวคิดอย"างไร 9. ขอดีและขอจํากัดของเครื่องมือแต"ละประเภททั้งแบบทดสอบ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ) แบบสอบถาม และแบบประเมินผลการปฏิบัติ มีความเหมือนหรือความแตกต"างกันอย"างไร 10. ใหท"านศึกษางานวิจัย 1 เรื่อง ซึ่งอาจใชเครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมูลแบบใดก็ไดทั้ง แบบทดสอบ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ) แบบสอบถามและแบบประเมินผลการปฏิบัติ และใหเขียน สรุปวัตถุประสงค)การวิจัย นิยามศัพท) เครื่องมือที่ใชในการวิจัย โดยใหวิจารณ)การเลือกใชเครื่องมือว"า มีความถูกตองเหมาะสมหรือไม" อย"างไร ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
บทที่ 7 การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใชในการวิจัย เครื่องมือที่ใชในการวิจัยแตละชนิดจะมีขอจํากัดบางประการที่เป!นลักษณะสําคัญ ของเครื่องมือชนิดนั้นเสมอ ดังนั้นในการสรางเครื่องมือจึงตองมีการควบคุมคุณลักษณะสําคัญ ของเครื่องมือ เพื่อใหไดเครื่องมือที่ดีมีจุดออนนอยที่สุด คุณภาพของเครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวม ขอมูลในการวิจัยเป!นสิ่งที่มีความสําคัญเป!นอยางมาก เพราะการวิจัยเรื่องนั้นจะนาเชื่อถือไดเพียงใด องค0ประกอบที่สําคัญประการหนึ่งคือคุณภาพเครื่องมือที่ใชในการวิจัย เพราะถึงแมวาผูวิจัย จะออกแบบการวิจัยที่สามารถป2องกันหรือจํากัดความคลาดเคลื่อนในการวิจัยไดก็ตาม แตหาก เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลไมมีคุณภาพแลวก็จะทําใหไมสามารถเก็บรวบรวมขอมูลไดตาม วัตถุประสงค0การวิจัยที่กําหนดไว ทําใหงานวิจัยนั้นขาดความเที่ยงตรงภายใน และเพื่อทําใหการ ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือเป!นไปอยางมีประสิทธิภาพ ในบทนี้จึงนําเสนอเนื้อหาสาระเกี่ยวกับ การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่จะเป!นประโยชน0ตอการนําไปใชในการวิจัยตามลําดับดังนี้ 1. การตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ 2. การตรวจสอบคุณภาพของแบบสังเกต 3. การตรวจสอบคุณภาพของแบบสัมภาษณ0 4. การตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม 5. การตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินการปฏิบัติ การตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ ในการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบหรือขอสอบ ทั้งอิงกลุมและอิงเกณฑ0ตอง พิจารณาความเที่ยงตรง ความยากงาย อํานาจจําแนกและความเชื่อมั่น ของขอสอบแตละขอและรายฉบับ วาอยูในระดับที่เหมาะสมหรือไม โดยมีชวงเกณฑ0ที่ใชพิจารณาตัดสิน วิธีการวิเคราะห0 ความยาก อํานาจจําแนกและคาความเชื่อมั่นของขอสอบยังปฏิบัติแตกตางกัน ดังนี้ ความเที่ยงตรง ความเที่ยงตรง หมายถึง คุณลักษณะหรือเงื่อนไขสําคัญที่เครื่องมือสามารถวัดพฤติกรรม ไดตรงตามจุดประสงค0ของการวัด หรือตรงตามเนื้อหา หรือการวัดในสิ่งที่ตองการวัดไดอยางถูกตอง ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
160 แมนยํา วิธีการตรวจสอบความเที่ยงตรงของขอสอบมี 4 แบบ ไดแก ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ความเที่ยงตรง เชิงโครงสราง ความเที่ยงตรงตามสภาพและความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ0 ดังนี้ (มนสิช สิทธิสมบูรณ0, 2554, หนา 115-116; มาเรียม นิลพันธุ0, 2553 หนา 178-179; Bobbie, 2010, pp. 153-157) 1. ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (content validity) เป!นคุณสมบัติที่เครื่องมือนั้น ใหผลการวัดที่สามารถวัดเนื้อหาวิชาตามที่ระบุไวได เชน ขอสอบตองการวัดความรูภาษาไทยระดับ ประถมศึกษาปPที่ 1 เครื่องมือนั้นหรือขอสอบนั้นตองวัดไดตรงกับเนื้อหาที่เป!นความรูภาษาไทยใน ระดับประถมศึกษาปPที่ 1 ความเที่ยงตรงดานนี้ตองไดรับการพิจารณากอน โดยเฉพาะอยางยิ่ง ขอคําถามแตละขอจะตองวัดใหตรงกับเนื้อหา จุดมุงหมายหรือจุดประสงค0ที่ตองการจะวัด วิธีตรวจสอบ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาในการวิจัยพบวามีหลายวิธี ดังนี้ 1.1 ถาหากเป!นขอสอบก็ใหนําขอสอบนั้นไปเปรียบเทียบกับตารางวิเคราะห0 หลักสูตรวา คําถามในขอสอบนั้นครอบคลุมเนื้อหาไดมากนอยเพียงใด ถาขอสอบที่สรางขึ้นมีสัดสวน ของจํานวนขอคําถามในแตละเนื้อหาตรงตามที่ระบุไวในตารางวิเคราะห0หลักสูตร ก็แสดงวาขอสอบ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา 1.2 หาคาดัชนีความสอดคลองระหวางขอสอบหรือขอคําถามกับจุดประสงค0 ที่นํามาสรางเครื่องมือนั้น แลวใชเทคนิคการหาคาดัชนีความสอดคลอง (Index of Item - Objective Congruence: IOC) ซึ่งสามารถดําเนินการ ดังนี้ 1.2.1 สรางเครื่องมือโดยยึดจุดประสงค0ที่ตองการวัดและจัดพิมพ0ขอสอบ หรือเครื่องมือชนิดนั้น โดยจําแนกออกตามจุดประสงค0เพื่อเตรียมใหผูเชี่ยวชาญพิจารณาความ สอดคลอง หากเป!นขอสอบใหพิมพ0ขอสอบตามจุดประสงค0การเรียนรู หรือผลการเรียนรูที่คาดหวัง หากเป!นแบบมาตรประเมินคาใหพิมพ0คําถามจําแนกออกเป!นสวนตามนิยามของปbญหาที่วัด หากเป!น แบบสังเกต แบบสัมภาษณ0หรือแบบประเมินการปฏิบัติใหพิมพ0รายการที่จะสังเกต สัมภาษณ0และ ประเมินการปฏิบัติตามพฤติกรรมยอย 1.2.2. นําไปใหผูเชี่ยวชาญพิจารณาความสอดคลองระหวางขอคําถามกับ จุดประสงค0ของการเรียนรูหรือผลการเรียนรูที่คาดหวัง ผูเชี่ยวชาญอาจจะเป!นเพื่อนครูที่มี ประสบการณ0 หรือบุคลากรทางการศึกษาอื่นที่มีคุณวุฒิ และประสบการณ0ตรงสาขา จํานวนตั้งแต 3 คน ขึ้นไป ซึ่งนิยมใช 3 ถึง 5 คน โดยกําหนดคะแนนผลการพิจารณาของผูเชี่ยวชาญเป!นดังนี้ + 1 แสดงถึง แนใจวาขอสอบนั้นวัดตรงจุดประสงค0 0 แสดงถึง ไมแนใจวาขอสอบนั้นวัดตรงจุดประสงค0 - 1 แสดงถึง แนใจวาขอสอบนั้นวัดไมตรงจุดประสงค0 1.2.3 นําคะแนนที่ผูเชี่ยวชาญพิจารณามารวมกันแลวคํานวณคาดัชนีความ สอดคลองตามสูตร ดังนี้ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
161 N R IOC ∑ = เมื่อ ∑ R แทน ผลรวมของคะแนนจากผูเชี่ยวชาญ N แทน จํานวนผูเชี่ยวชาญ ตัวอยางที่ 7.1 การวิเคราะห0ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยการหาคาดัชนีความสอดคลอง ของขอสอบ จํานวน 5 ขอ ใหผูเชี่ยวชาญจํานวน 5 คน วิเคราะห0คาดัชนีความสอดคลอง ไดผลดังนี้ วิธีทํา ขอที่ คนที่ ∑ R (IOC) 1 2 3 4 5 1 +1 +1 +1 +1 +1 5 1.00 2 +1 0 +1 -1 0 1 0.20 3 0 +1 -1 +1 +1 2 0.40 4 +1 0 +1 +1 +1 4 0.80 5 +1 +1 +1 0 0 3 0.60 วิธีทํา ขอที่ 1 แทนคาในสูตร N R IOC ∑ = = 5 5 = 1.00 ดังนั้น ขอที่ 1 มีคาดัชนีความสอดคลอง เทากับ 1.00 คํานวณขอ 2, 3, 4, 5 เชนเดียวกันกับขอที่ 1 ไปจนครบทั้ง 5 ขอ และใชเกณฑ0 ขอสอบ/ขอคําถามที่มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาตองมีคาดัชนีความสอดคลองตั้งแต 0.50 ขึ้นไป จากตัวอยางนี้ ขอสอบขอที่มีคาดัชนีความสอดคลอง มากกวา 0.50 ไดแก ขอสอบ ขอที่ 1, 4, 5 ซึ่งแสดงวาเป!นขอสอบที่นําไปใชได สวนขอที่ 2, 3 มีคาดัชนีความสอดคลองนอยกวา 0.50 แสดงวา เป!นขอสอบที่ใชไมไดควรตัดทิ้งหรือปรับปรุงแกไข 2. ความเที่ยงตรงเชิงโครงสราง (construct validity) เป!นคุณสมบัติของขอสอบ ที่วัดโครงสราง หรือคุณลักษณะไดตรงตามโครงสรางหรือทฤษฎีของสิ่งนั้น หรือตรงตามคุณลักษณะ ที่ตองการจะวัดไดครบถวน เชน การวัดเชาว0ปbญญา ความคลองทางภาษา ความมีเหตุผล ซึ่งสามารถ จะตรวจความเที่ยงตรงตามโครงสรางได โดยการศึกษาทฤษฎีของสิ่งที่ตองการจะวัดวาสิ่งนั้น ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
162 ประกอบดวยคุณลักษณะใดบางและตองวัดใหครบโครงสรางของสิ่งนั้น การหาความเที่ยงตรงเชิงโครงสราง มีวิธีดังนี้ 2.1 การตรวจสอบความสอดคลองของขอสอบกับโครงสรางพฤติกรรมที่วัดโดย ผูเชี่ยวชาญที่มีความรูในเรื่องนั้นและคํานวณหาคาดัชนีความสอดคลอง เชนเดียวกับ ความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหา ดังที่กลาวมาแลว 2.2 การตรวจสอบความสอดคลองของขอสอบกับองค0ประกอบของทฤษฎี ที่ตองการวัด โดยพิจารณาขอสอบแตละขอวามีความสอดคลองกับองค0ประกอบของทฤษฎีหรือไม หรือพิจารณาวาขอสอบหรือประเด็นคําถามมีความเหมาะสมที่จะเป!นตัวแทนลักษณะพฤติกรรม ตามโครงสรางทฤษฎีนั้นหรือไม เกณฑ0การพิจารณา คือ คะแนน 5 คือ ขอความนั้นมีความสอดคลองกันมากที่สุด คะแนน 4 คือ ขอความนั้นมีความสอดคลองกันมาก คะแนน 3 คือ ขอความนั้นมีความสอดคลองกันปานกลาง คะแนน 2 คือ ขอความนั้นมีความสอดคลองกันนอย คะแนน 1 คือ ขอความนั้นมีความสอดคลองกันนอยที่สุด จากนั้นใหนําคะแนนที่ผูเชี่ยวชาญประเมินมาหาคาความสอดคลองกันดังนี้ N X X ∑ i = เมื่อ X แทน คาเฉลี่ยของความสอดคลอง ∑ X แทน ผลรวมของคะแนน N แทน จํานวนผูเชี่ยวชาญ โดยพิจารณาคาความสอดคลองที่มีคาเฉลี่ย มากกวา 3.50 ขึ้นไป และมีคา สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นอยกวา 1.00 แสดงวาขอสอบหรือประเด็นคําถามนั้นใชได แตหากไมเป!น ไปตามประเด็นดังกลาวใหตัดทิ้งไปหรือปรับปรุงแกไขกอนนําไปใช 2.3 การตรวจสอบความสอดคลองระหวางคะแนนเป!นรายขอกับคะแนน ทั้งฉบับ (item test correlation) โดยใหคะแนนทั้งฉบับแทนโครงสรางเชิงทฤษฎี โดยใชสูตรการ คํานวณสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ0ของเพีร0ยสัน ถามีคะแนนสหสัมพันธ0ระหวางคะแนนรายขอกับคะแนน ทั้งฉบับสูง แสดงวา ขอสอบมีความเที่ยงตรงเชิงโครงสราง 2.4 การตรวจสอบความสอดคลองของขอสอบที่สรางขึ้นกับขอสอบมาตรฐาน โดยนําคะแนนที่กลุมตัวอยางทําขอสอบที่สรางขึ้นและขอสอบมาตรฐานมาหาความสัมพันธ0โดยวิธีการ หาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ0ของเพีร0ยสัน ถาคะแนนที่กลุมตัวอยางทําขอสอบที่สรางขึ้นและขอสอบ มาตรฐานมีความสัมพันธ0กันสูง แสดงวา ขอสอบมีความเที่ยงตรงเชิงโครงสราง ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
163 2.5 การตรวจสอบความสอดคลองดวยวิธีการกลุมรูชัด (know group technique) โดยการนําขอสอบที่สรางขึ้นไปทดลองกับกลุมตัวอยางที่มีคุณลักษณะตรงกับ คุณลักษณะที่ตองการวัด แลวนําผลที่ไดไปเปรียบเทียบกับอีกกลุมหนึ่งที่ไมมีคุณลักษณะตรงตามที่ ตองการวัด (แนวคิดของการตรวจสอบความสอดคลองดวยวิธีการกลุมรูชัดนี้ มีความเชื่อวา กลุมที่มี ความรอบรูจะตอบถูก สวนกลุมที่ไมมีความรอบรูจะตอบผิด) แลวนําคะแนนทั้ง 2 กลุมมาเปรียบเทียบ ความแตกตางดวยการวิเคราะห0ทางสถิติ โดยใชการทดสอบคาที แบบสองกลุมที่เป!นอิสระจากกัน (t-test independent) ซึ่งไดกลาวรายละเอียดของการวิเคราะห0ไวที่ บทที่ 9 สถิติที่ใชในการวิจัย ถาผลการทดสอบคะแนนของทั้ง 2 กลุมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ แสดงวา ขอสอบมีความ เที่ยงตรงเชิงโครงสราง หรือใชวิธีการวิเคราะห0ความเที่ยงตรงเชิงโครงสรางของ คาร0เวอร0 (Carver, 1970, p. 256) โดยคาร0เวอร0ไดเสนอวา ผูที่เรียนแลวนาจะสอบผาน ผูที่ยังไมไดเรียนนาจะสอบไม ผาน ดังนี้ กลุมที่เรียนแลว กลุมที่ยังไมไดเรียน ผาน a b ไมผาน d c สูตร N a c Vc + = เมื่อ c V แทน ความเที่ยงตรงเชิงโครงสราง a แทน จํานวนผูที่เรียนแลวสอบผาน c แทน จํานวนผูที่ยังไมไดเรียนแลวสอบไมผาน N แทน จํานวนทั้งหมด ตัวอยางที่ 7.2 นําขอสอบวิชาการวิจัยทางการศึกษาและการวิจัยในชั้นเรียนไปทดสอบ กับนักศึกษา 2 กลุม โดยที่กลุม D ยังไมไดเรียน จํานวน 14 คน และกลุม E เรียนแลว จํานวน 12 คน จงหาความเที่ยงตรงเชิงโครงสรางของขอสอบฉบับนี้ เมื่อกําหนดคะแนนจุดตัด 6 คะแนน (เต็ม 10 คะแนน) คะแนนกลุม D (ยังไมไดเรียน) คือ 7, 7, 4, 4, 4, 6, 6, 3, 2, 5, 8, 3, 3, 1 คะแนนกลุม E (เรียนแลว) คือ 8, 8, 9, 7, 7, 6, 6, 6, 9, 9, 5, 5, ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
164 วิธีทํา 1. นําคะแนนสอบของทุกคนเทียบกับคะแนนจุดตัด (6 คะแนน) ใครไดคะแนนตั้งแต 6 คะแนนขึ้นไปถือวาสอบผาน ต่ํากวา 6 คะแนนถือวาสอบไมผาน 2. นับจํานวนนักเรียนที่ไมไดเรียนแลวสอบไมผาน เทากับ 10 คน (c) 3. นับจํานวนนักเรียนที่เรียนแลวสอบผาน เทากับ 10 คน (a) แทนคาในสูตร เมื่อ a = 10, c = 10, N = 26 N a c Vc + = 26 20 26 10 10 = + Vc = = 0.77 c V ดังนั้น ขอสอบฉบับนี้มีความเที่ยงตรงเชิงโครงสราง เทากับ 0.77 2.6 การตรวจสอบความสอดคลองดวยวิธีการวิเคราะห0องค0ประกอบ (factor analysis) โดยการวิเคราะห0สวนประกอบที่แสดงถึงโครงสรางของขอสอบ 3. ความเที่ยงตรงตามสภาพ (concurrent validity) เป!นคุณสมบัติ ที่ขอสอบ หรือเครื่องมือนั้นใหผลของการวัดสอดคลองกับสภาพความเป!นจริงที่เป!นอยูของลักษณะใดในขณะนั้น ซึ่งเป!นเกณฑ0ที่กําหนดไวในปbจจุบัน เชน ผูที่ไดคะแนนจากภาคทฤษฎีในเรื่องทฤษฎีเบื้องตนของการ เลนแบดมินตันสูง เป!นคนที่มีความสามารถในการเลนแบดมินตันดวย หรือเด็กที่ไดคะแนนสอบ จากวิชาสุขศึกษาสูง ควรจะเป!นผูที่รักษาสุขอนามัยดีดวย ความเที่ยงตรงตามสภาพนี้จะใชขอสอบ อยางเดียวไมไดตองอาศัยการสังเกตไปดวย และใชสภาพที่ปรากฏอยูปbจจุบันเป!นเกณฑ0ในการหา ความเที่ยงตรง 4. ความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ: (predictive validity) เป!นคุณสมบัติที่เครื่องมือ นั้นใหผลการวัดสอดคลองกับสภาพความเป!นจริงที่จะเกิดขึ้นในโอกาสตอไป เชน ผูที่ไดคะแนนจากผล การเรียนวิชาเลขานุการสูงสามารถพยากรณ0ผลการทํางานในหนาที่เลขานุการไดดีดวย ขอทดสอบ ความถนัดทางการเรียนที่มีความเที่ยงตรงทางการพยากรณ0สูงแปลผลไดวาผูที่ไดคะแนนความถนัด ทางการเรียนดานที่เกี่ยวของสูงจะมีความสามารถในทางการเรียนวิชานั้นไดสูงดวย ในการตรวจสอบคุณภาพของขอสอบแบบอิงกลุมและอิงเกณฑ0ในดานความเที่ยงตรงนั้นจะ พิจารณาในดานความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและความเที่ยงตรงเชิงโครงสราง สวนการเลือกใชวิธีการ วิเคราะห0แบบใดนั้นก็ขึ้นอยูกับผูวิจัยจะใชดุลพินิจในการตัดสินใจ ในการวิเคราะห0คุณภาพของขอสอบ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
165 ดานความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของขอสอบแบบอิงกลุ=ม ผูวิจัยจะนําขอสอบที่สรางขึ้นตามตาราง วิเคราะห0มาตรฐานตัวชี้วัดไปใหผูเชี่ยวชาญ/ผูทรงคุณวุฒิสามารถตรวจสอบไดวาขอสอบที่ผูวิจัยสราง ขึ้นวัดไดตรงตามคุณลักษณะที่ตองการวัดตามหลักสูตร มาตรฐานและตัวชี้วัด และคําถามในขอสอบ นั้นครอบคลุมเนื้อหา มีสัดสวนของจํานวนขอคําถามในแตละเนื้อหาตรงตามที่ระบุไวในตาราง วิเคราะห0มาตรฐานตัวชี้วัดหรือไม ถามีก็แสดงวาขอสอบนั้นมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา สวนความ เที่ยงตรงเชิงโครงสรางนั้นผูวิจัยมักนําขอสอบหรือขอคําถามไปใหผูเชี่ยวชาญตรวจสอบวาขอสอบที่ สรางขึ้นสามารถวัดโครงสรางหรือคุณลักษณะตามทฤษฎีที่กําหนดไวไดหรือไม จากนั้นผูวิจัยจึงนําผล การประเมินของผูเชี่ยวชาญไปวิเคราะห0หาคาดัชนีความสอดคลองหรือใชหลักการวิเคราะห0ความ สอดคลองแบบมาตรประเมินคา ดังที่กลาวไว ความเที่ยงตรงของขอสอบแบบอิงเกณฑ: ดานความ เที่ยงเชิงเนื้อหา ผูวิจัยจะนําขอสอบที่สรางขึ้นไปใหผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหาตรวจสอบความสอดคลอง ระหวางขอสอบกับจุดประสงค0เชิงพฤติกรรม จากนั้นผูวิจัยจึงนําผลการประเมินของผูเชี่ยวชาญไป วิเคราะห0หาคาดัชนีความสอดคลอง สวนความเที่ยงตรงเชิงโครงสราง ผูวิจัยมักตรวจสอบความสอดคลอง ดวยวิธีการกลุมรูชัด การวิเคราะห:ขอสอบแบบอิงกลุ=ม ในการวิเคราะห0ขอสอบแบบอิงกลุม เมื่อผูวิจัยวิเคราะห0คุณภาพของขอสอบในดานความ เที่ยงตรงแลว ใหนําขอสอบไปทดลองใชกับกลุมบุคคลที่มีคุณลักษณะใกลเคียงกับกลุมตัวอยางในการ วิจัย จากนั้นจึงนําผลที่ไดมาวิเคราะห0 คาความยาก คาอํานาจจําแนก และคาความเชื่อมั่น ดังนี้ 1. ค=าความยาก หมายถึง สัดสวนของจํานวนผูที่ตอบขอนั้นถูกตองตอจํานวนผูที่ ตอบขอนั้น จะพิจารณาเฉพาะขอคําถามในเครื่องมือประเภทขอสอบเทานั้น ซึ่งเป!นคาที่แสดงให ทราบถึงคุณลักษณะดานความยาก-งายของคําถามแตละขอวามีมากนอยระดับใด จัดอยูในเกณฑ0 ที่ยอมรับไดหรือไม ซึ่งมีวิธีในการหาคาความยากดังสูตรตอไปนี้ N N p R = p = คาความยาก R N = จํานวนผูที่ตอบขอนั้นถูก N = จํานวนผูตอบทั้งหมด ตัวอยางที่ 7.3 ถาผูสอบทั้งหมด 40 คน ตอบขอ 1 ถูก 25 คน วิธีทํา ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
166 63.0 40 25 p == ดังนั้น คาความยากของขอสอบขอนี้ คือ 0.63 การแปลความหมายคาความยาก ในการปฏิบัติการวิเคราะห0ขอสอบมาตรฐานใน วงการศึกษาของไทย นิยมใชเกณฑ0การแปลความหมายคาความยากของขอสอบดังนี้ (ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543, หนา 185) คา p ต่ํากวา 0.20 แสดงวา ขอสอบยากมาก (ปรับปรุงหรือตัดทิ้ง) คา p = 0.20 – 0.39 แสดงวา ขอสอบคอนขางยาก คา p = 0.40 – 0.59 แสดงวา ขอสอบยากปานกลาง คา p = 0.60 – 0.80 แสดงวา ขอสอบคอนขางงาย คา p มากกวา 0.80 แสดงวา ขอสอบงายมาก (งายเกินไป) โดยสรุปแลว การพิจารณาคัดเลือกขอสอบที่จัดวาใชไดจะถือเอาคา p ตั้งแต 0.20 – 0.80 ขอสรุปเกี่ยวกับคาความยากของขอสอบ 1. คาความยากจะมีคาต่ําสุดเป!น 0 และมีคาสูงสุดเป!น 1 2. คาความยาก เป!นคาที่บอกใหทราบวามีผูตอบขอนั้นถูก คิดเป!นสัดสวนเทาไรหรือ คิดเป!นรอยละเทาไร และยังบอกไดวามีผูตอบผิดเป!นสัดสวนเทาไร 3. คาความยากที่เขาใกล 0 (นอย) แสดงวาขอสอบยาก แตถาคาเขาใกล 1 (มาก) แสดงวา ขอสอบงาย 4. คาความยากที่ได 0.50 แสดงวาผูตอบขอนั้นถูกรอยละ 50 หรือผิดรอยละ 50 หมายถึง ขอสอบนั้นมีความยากงายปานกลาง หรือถือวาเป!นความยากงายพอเหมาะ 5. คาความยากที่ดีสําหรับตัวถูกมีคาอยูระหวาง 0.20 ถึง 0.80 สวนตัวลวงมีคา อยูระหวาง 0.05 ถึง 0.50 2. ค=าอํานาจจําแนก หมายถึง ความสามารถของขอสอบที่จําแนก หรือแยกผูสอบ ออกไดตามความสามารถ ดังนั้น คาอํานาจจําแนกเป!นคาที่บอกใหทราบวา ขอสอบนั้นสามารถบงชี้ หรือจําแนกผูเรียนที่เป!นผูรู (เกง) กับผูไมรู (ออน) ไดแมนยําเพียงใด (เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย0ศรี, 2554, หนา 146-147) วิธีการคํานวณหาคาอํานาจจําแนกมีหลายวิธี ซึ่งจะนําเสนอ 3 วิธี ที่นิยมใชกัน ดังนี้ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
167 2.1 วิธีหาคาอํานาจจําแนกโดยใชสูตรการหาคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ0อยางงาย ของเพียร0สัน (Pearson Product–Moment Correlation Coefficient) วิธีนี้เป!นการหาคาสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ0ระหวางคะแนนรวมของผูสอบแตละคนกับคะแนนที่ตอบขอสอบขอนั้นได ( )( ) [ ( ) ][ ( ) ] 2 2 2 2 YYNXXN YXXYN r xy ∑−∑∑−∑ ∑ − ∑ ∑ = เมื่อ xy r คือ คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ0 ซึ่งเป!นดัชนีคาอํานาจจําแนก N คือ จํานวนผูสอบทั้งหมด ∑ X คือ ผลรวมของคะแนนรวมของผูสอบแตละคน ∑Y คือ ผลรวมของคะแนนเฉพาะขอที่หาอํานาจจําแนก ∑ XY คือ ผลรวมของผลคูณของคะแนน x และ y 2 ∑ X คือ ผลรวมของคะแนน x แตละตัวที่ยกกําลังสอง 2 ∑Y คือ ผลรวมของคะแนน y แตละตัวที่ยกกําลังสอง ตัวอยางที่ 7.4 ขอสอบเลือกตอบฉบับหนึ่งมี 20 ขอ นําไปสอบนักเรียน 20 คน จงคํานวณ คาดัชนีอํานาจจําแนกของขอสอบขอที่ 1 ซึ่งแสดงได ดังนี้ ผูสอบคนที่ คะแนนรวม (X) คะแนนขอ 1 (Y) 2 X 2 Y XY 1 18 1 324 1 18 2 10 0 100 0 0 3 15 1 225 1 15 4 16 1 256 1 16 5 14 1 196 1 14 6 13 1 169 1 13 7 13 1 169 1 13 8 9 0 81 0 0 9 18 1 324 1 18 10 10 0 100 0 0 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
168 ผูสอบคนที่ คะแนนรวม (X) คะแนนขอ 1 (Y) 2 X 2 Y XY 11 11 0 121 0 0 12 18 1 324 1 18 13 13 1 169 1 13 14 14 1 196 1 14 15 19 1 361 1 19 16 8 0 64 0 0 17 17 1 289 1 17 18 16 1 256 1 16 19 18 1 324 1 18 20 10 0 100 0 0 รวม 280 14 4,148 14 222 วิธีทํา ( )( ) [ ( ) ][ ( ) ] 2 2 2 2 YYNXXN YXXYN r XY ∑−∑∑−∑ ∑ − ∑ ∑ = ( ) ( )( ) [ ( ) ( ) ][ ( ) ( ) ] [ ][ ] 84.0 90.618 520 84560,4 920,3440,4 141420280148,420 1428022220 2 2 = = − = − − − = xy XY XY r r r ดังนั้น ขอสอบขอที่ 1 มีคาดัชนีอํานาจจําแนกเทากับ 0.84 2.2 วิธีหาคาอํานาจจําแนกโดยใชสูตรการหาคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ0แบบ พอยท0ไบซีเรียล (Point Biserial Correlation) วิธีนี้เป!นการหาคาอํานาจจําแนกของขอสอบโดยใช คาสหสัมพันธ0แบบพอยท0ไบซีเรียลและมีขอตกลงเบื้องตนวา ขอสอบแตละขอจะตองใหคะแนนทําถูก ได 1 และทําผิดได 0 เทานั้น (ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543, หนา 187) โดยมีสูตรการ คํานวณ ดังนี้ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
169 pq S M M r X wR pbis − = หรือ q p S MM r X XR pbis − = เมื่อ pbis r คือ คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ0 ซึ่งเป!นคาอํานาจจําแนก MR คือ คะแนนเฉลี่ยของผูสอบฝyายที่ตอบขอนั้นถูก MW คือ คะแนนเฉลี่ยของผูสอบฝyายที่ตอบขอนั้นผิด MX คือ คะแนนเฉลี่ยของคะแนนรวมทุกคน x S คือ คาความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนทุกคน p คือ สัดสวนจํานวนผูตอบถูก (คาความยาก) q คือสัดสวนจํานวนผูตอบผิด (1 – p) ตัวอยางที่ 7.5 ขอสอบฉบับหนึ่งมี 20 ขอ นําไปสอบกับนักเรียน 45 คน นํามาแจกแจง ความถี่ของนักเรียนจําแนกตามคะแนนรวม จําแนกตามจํานวนนักเรียนที่ตอบผิด และตอบถูกในแตละขอ คํานวณหาคาดัชนีอํานาจจําแนกของขอสอบขอที่ 1 โดยใชสูตรสหสัมพันธ0แบบพอยท0ไบซีเรียล ดังนี้ คะแนน X จํานวน f ขอมูลจากการตอบ ผิด-ถูก ขอ 1 fX 2 fX W (ตอบผิด) R (ตอบถูก) WX X R 20 1 0 1 0 20 20 400 18 1 0 1 0 18 18 324 17 2 0 2 0 34 34 578 16 3 0 3 0 48 48 768 15 4 1 3 15 45 60 900 14 6 1 5 14 70 84 1,176 13 8 2 6 26 78 104 1,352 12 5 2 2 24 36 60 720 11 4 3 1 33 11 44 484 10 5 3 2 30 20 50 500 9 3 3 0 27 0 27 243 8 2 2 0 16 0 16 128 7 1 1 0 7 0 7 49 - 45 18 27 192 380 572 7,622 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
170 วิธีทํา แทนคาในสูตร กอนจะแทนคาในสูตร pbis r ตองคํานวณคาสถิติดังนี้ pq S M M r X wR pbis − = หรือ q p S MM r X XR pbis − = )40.0)(60.0( 2.79 14.07 −10.67 r pbis = หรือ 0.40 60.0 2.79 − 71.1207.14 r pbis = = 0.60 ดังนั้น ขอสอบขอที่1 มีคาอํานาจจําแนกเทากับ 0.60 2.3 วิธีหาคาอํานาจจําแนกโดยใชวิธีอยางงาย วิธีนี้ใชกับขอสอบปรนัยที่ให คะแนนแบบตอบถูกได 1 ตอบผิดได 0 สูตรการคํานวณเป!นการหาคาผลตางระหวางสัดสวนคนตอบ ถูกจากกลุมสูงกับกลุมต่ํา กลุมสูงคือกลุมที่ไดคะแนนรวมสูง สวนกลุมต่ําคือกลุมที่ไดคะแนนรวมต่ํา วิธีนี้ใชกับกรณีที่มีผูสอบจํานวนนอยกวา 100 คน การแบงกลุมทําได 2 แบบ คือแบบแบง 50 % หรือ แบบแบง 33 % ของจํานวนนักเรียนทั้งหมด) สําหรับวิธีดําเนินการสรุปเป!นขั้นไดดังนี้ ขั้นที่ 1 ตรวจใหคะแนน และรวมคะแนนที่กระดาษคําตอบของผูสอบ แตละคน ขั้นที่ 2 เรียงลําดับกระดาษคําตอบตามคะแนนรวมจากมากไปหานอย แลว แบงกระดาษคําตอบออกเป!นกลุมสูงกลุมต่ํา อาจจะเลือกวิธีแบงครึ่งซึ่งเรียกวา “เทคนิค 50 %” หรือ เลือกวิธีแบงกลุมละ 33 % ซึ่งเรียกวา “เทคนิค 33 %” ก็จะไดกระดาษคําตอบทางดานคะแนนสูง และต่ํามากลุมละ 50 % หรือ 33 % 60.0 45 27 67.10 18 192 71.2 45 572 == == == ∑ = p M M N fX M w x x ( ) ( ) ( ) ( ) 40.0 45 18 07.14 27 380 79.2 45 572622,745 2 2 2 2 2 == == = − = ∑−∑ = q M S N fXfXN S R x x ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
171 ขั้นที่ 3 ทําตารางตรวจนับจํานวนคนตอบขอสอบแตละขอ แยกกันระหวาง กลุมสูง และกลุมต่ํา หากเป!นขอสอบเลือกตอบ ซึ่งตองการวิเคราะห0ประสิทธิภาพของตัวลวงดวย ใหตรวจนับจํานวนคนตอบตัวลวงทุกตัวไปพรอมกัน ขั้นที่ 4 นําจํานวนคนตอบแตละขอที่นับได ไปคํานวณหาคาอํานาจจําแนก ซึ่งมีสูตรการคํานวณดังนี้ สูตรคํานวณหาคาอํานาจจําแนกของขอสอบ n L n H r −= หรือ n H L r − = เมื่อ r แทน คาดัชนีอํานาจจําแนก n แทน จํานวนผูสอบเพียง 50 % (33 %, 27% หรือ 25 %) H แทน จํานวนผูตอบขอนั้นถูกจากกลุมสูง L แทน จํานวนผูตอบขอนั้นถูกจากกลุมต่ํา ตัวอยางที่ 7.6 การหาคาอํานาจจําแนกของขอสอบ ถามีผูสอบ 60 คน ใชเทคนิค 50 % แบงเป!นกลุมละ 30 คน ขอสอบ ขอที่ 1 กลุมสูงตอบถูก 25 คน กลุมต่ําตอบถูก 10 คน วิธีทํา 50.0 30 25-10 r == ดังนั้น ขอสอบขอนี้มีคาอํานาจจําแนก เทากับ 0.50 ถามีผูสอบ 60 คน ใชเทคนิค 33 % แบงเป!นกลุมละ 20 คน ขอสอบ ขอที่ 1 กลุมสูงตอบถูก 20 คน กลุมต่ําตอบถูก 12 คน วิธีทํา 40.0 20 20-12 r == ดังนั้น ขอสอบขอนี้มีคาอํานาจจําแนก เทากับ 0.40 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
172 ถามีผูสอบ 60 คน ใชเทคนิค 27 % แบงเป!นกลุมละ 16 คน ขอสอบ ขอที่ 1 กลุมสูงตอบถูก 14 คน กลุมต่ําตอบถูก 8 คน วิธีทํา 38.0 16 14-8 r == ดังนั้น ขอสอบขอนี้มีคาอํานาจจําแนก เทากับ 0.38 ถามีผูสอบ 60 คน ใชเทคนิค 25 % แบงเป!นกลุมละ 15 คน ขอสอบ ขอที่ 1 กลุมสูงตอบถูก 12 คน กลุมต่ําตอบถูก 6 คน วิธีทํา 40.0 15 12-6 r == ดังนั้น ขอสอบขอนี้มีคาอํานาจจําแนก เทากับ 0.40 การแปลความหมายของคาอํานาจจําแนก ในการปฏิบัติการวิเคราะห0ขอสอบโดยทั่วไป อาจใชเกณฑ0การแปลความหมาย คาอํานาจจําแนกดังนี้ (ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543, หนา 195) คา r ติดลบ แสดงวา ขอสอบมีอํานาจจําแนกผิด ใชไมได (ตัดทิ้ง) คา r = 0.00 - 0.19 แสดงวา ขอสอบมีอํานาจจําแนกต่ํา (ปรับปรุง) คา r = 0.20 - 0.29 แสดงวา ขอสอบมีอํานาจจําแนกปานกลาง คา r = 0.30 - 0.39 แสดงวา ขอสอบมีอํานาจจําแนกดี คา r = 0.40 ขึ้นไป แสดงวา ขอสอบมีอํานาจจําแนกดีมาก จากเกณฑ0ดังกลาวนี้แสดงวาขอสอบที่ใชไดตองมีคาอํานาจจําแนกตั้งแต 0.20 ขึ้นไปจนถึง 1.00 ขอสรุปเกี่ยวกับคาอํานาจจําแนกของขอสอบ 1. คาอํานาจจําแนกของขอสอบจะมีคาที่เป!นไปไดตั้งแต -1.00 ถึง + 1.00 2. คาอํานาจจําแนกเป!นคาที่บอกใหทราบวา ขอสอบขอนั้นใชจําแนกคนเกง คนรูไดดีเพียงไร โดยมีหลักการวา คนเกงคนรูตองตอบถูกมากกวาคนไมรู หรือตอบถูกหมดก็เป!นไปได แตคนไมเกงคนไมรูตองตอบถูกนอยกวาคนรู หรือตอบผิดหมดเลยก็เป!นไปได ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
173 3. ขอสอบที่มีคาอํานาจจําแนกเป!นลบถือวาใชไมได เพราะแสดงถึงวาขอสอบ นั้นตองมีขอบกพรองทางเทคนิคแฝงอยู จะตองพิจารณาแกไข หากแกไมไดก็อาจจะตอง ตัดขอสอบ ทิ้งไป หรือเปลี่ยนขอสอบใหมแลวแตกรณี ดังนั้นขอสอบที่ใชไดตองมีคาอํานาจจําแนกเป!นบวกเทานั้น 4. ขอสอบที่มีคาอํานาจจําแนกเป!น 0 เกิดจากการที่ผูสอบในกลุมสูงและกลุม ต่ํา ตอบขอสอบขอนั้นถูกหรือผิดเทากันพอดี แสดงวา ขอสอบขอนั้นไมมีอํานาจจําแนกเลย จึงสมควร ที่จะตองพิจารณาปรับปรุงแกไขใหมีอํานาจจําแนก ในกรณีที่เครื่องมือที่ใชในการวิจัยเป!นขอสอบอัตนัย ก็ยังมีการหาคาความยากและ คาอํานาจจําแนกเชนเดียวกับการวิเคราะห0ขอสอบปรนัย แตเนื่องจากขอสอบอัตนัยแตละขอจะตอง กําหนดคะแนนใหมากกวา 1 คะแนน ซึ่งไมตรงกับขอตกลงเบื้องตนของสูตรการวิเคราะห0 หาคาอํานาจจําแนกของขอสอบปรนัย จึงใชสูตรแบบเดียวกันไมได สูตรที่ใชคํานวณหาคาความยาก และคาอํานาจจําแนกของขอสอบอัตนัยตอไปนี้ สูตรที่นําเสนอโดย วิทนีย0 (Whitney) และซาเบอร0 (Saber) (ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543, หนา 199) วิธีการวิเคราะห0จะตองใชขอมูล จากกระดาษคําตอบของผูสอบที่แบงเป!นกลุมสูง และกลุมต่ํา ซึ่งตองจําแนกออกมากลุมละ 25% หรือเรียกวาเทคนิค 25% และใชสูตรคํานวณดังนี้ การคํานวณคาความยาก 2 ( ) (2 ) max min min N X X S S NX P LU − + − = การคํานวณคาอํานาจจําแนก ( ) max min N X X S S D LU − − = เมื่อ P แทน คาความยาก D แทน คาอํานาจจําแนก u S แทน ผลรวมของคะแนนขอนั้นจากทุกคนในกลุมสูง L S แทน ผลรวมของคะแนนขอนั้นจากทุกคนในกลุมต่ํา max X แทน คะแนนขอนั้นที่มีคนทําไดสูงสุด Xmin แทน คะแนนขอนั้นที่มีคนทําไดต่ําสุด N แทน จํานวนของกลุมสูงหรือกลุมต่ํา ซึ่งเทากัน ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
174 ตัวอยางที่ 7.7 ขอสอบอัตนัยขอหนึ่งกําหนดคะแนนเต็ม 10 คะแนน เมื่อนําไปสอบกับ นักเรียน 48 คน และตรวจใหคะแนนแลวนํามาเรียงลําดับคะแนน และจําแนกคะแนนของกลุมสูงกลุม ต่ํา กลุมละ 25 % ซึ่งมีจํานวนกลุมละ 12 คน ดังแสดง จงคํานวณคา P และ D วิธีทํา 2 ( ) (2 ) max min min N X X S S NX P LU − + − = 2 12(10 2) 100 40 (2 12 2) −× + − × × p = 192 92 p = p = 0.48 ( ) max min N X X S S D LU − − = 12(10 2) 100 40 − − D = 96 60 D = D = 0.63 ดังนั้น ขอสอบนี้มีคาดัชนีความยาก 0.48 และมีคาดัชนีอํานาจจําแนก 0.63 และ สามารถแปลความหมายโดยอาศัยเกณฑ0ของการวิเคราะห0ขอสอบปรนัยไดวา เป!นขอสอบที่ ยากปานกลางและมีอํานาจจําแนกดีมาก กลุมสูง กลุมต่ํา คะแนน X จํานวน f fx คะแนน X จํานวน f fx 10* 9 8 7 2 3 4 3 20 27 32 21 4 3 2* 6 4 2 24 12 4 รวม 12 100 รวม 12 40 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
175 การแปลความหมายของคาความยากและคาอํานาจจําแนกตลอดจนเกณฑ0ในการตัดสิน คัดเลือกขอสอบอัตนัยที่ใชได ใชหลักเชนเดียวกับขอสอบปรนัย แตมีขอระวังก็คือ จะแปลความหมาย และใชเกณฑ0ดังกลาวไดตองตั้งอยูบนพื้นฐานวา ขอสอบอัตนัยนั้นตองมีความแนนอนชัดเจนในการ เฉลยคําตอบ และการใหคะแนน 3. ความเชื่อมั่น (reliability) หมายถึง คุณลักษณะหรือเงื่อนไขที่สําคัญของ เครื่องมือวัดที่จะทําใหไดผลการวัดอยางคงที่แนนอนหรือคงเสนคงวา ดังนั้นเครื่องมือที่มีความเชื่อมั่นสูง จะทําใหผลการวัดสอดคลองตามสภาพจริงของกลุมตัวอยางมากที่สุด (Libby & Loraine, 2003, p. 77) การพิจารณาความเที่ยงตรงของขอสอบ จะตองใชวิธีคํานวณดวยสูตรเชิงสถิติ เพื่อประเมินคา สัมประสิทธิ์ของความเที่ยงตรงซึ่งจะมีคาอยูระหวาง -1 ถึง +1 ขอสอบที่ไดรับการพิจารณาจะตองมี คาสัมประสิทธิ์ของความเชื่อมั่นเป!นคาบวกเทานั้น และขอสอบที่ดีตองมีคาสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น มากกวา 0.70 (ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543, หนา 209) การคํานวณหาคาสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของขอสอบ มีวิธีการหลายวิธี ในที่นี้จะ นําเสนอใหเพียง 3 วิธี ดังนี้ (บุญเรียง ขจรศิลปÉ, 2543, หนา 163-172, ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543, หนา 210-219; Bobbie, 2010, pp. 150-153) 3.1 วิธีสอบซ้ํา (test-retest method) วิธีนี้ใหนําขอสอบฉบับนั้นไปสอบ 2 ครั้ง กับผูสอบกลุมเดียวกันคือ สอบกอนเรียน และหลังเรียนจบเนื้อหาทั้งหมดแลว โดยเวนระยะเวลา พอสมควร เพื่อใหนักเรียนจําขอสอบไมได เพราะถาจําขอสอบไดจะทําใหความเชื่อมั่นสูงเกินความ เป!นจริง แตอยาเวนชวงนานเกินไป สภาพความรูของนักเรียนจะเปลี่ยนแปลงไปมาก ระยะที่เหมาะสม คือ หางกัน 2-4 สัปดาห0 หรืออยางนอยที่สุดประมาณ 1 สัปดาห0 เมื่อไดคะแนนผลการสอบทั้งสองครั้ง ซึ่งไดจากผูสอบกลุมเดียวกันก็นําคะแนนทั้ง 2 ชุด มาคํานวณหาคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ0ดวยสูตร อยางงายของเพียร0สัน คา xy r ที่คํานวณได ถือเป!นคาความเชื่อมั่นของขอสอบ 3.2 วิธีใชขอสอบคูขนาน (parallel forms or equivalence forms) เป!นวิธี ประมาณคาความเชื่อมั่นที่นักวัดผลคิดขึ้นมาเพื่อแกปbญหาที่เกิดจากการเวนชวงเวลาสอบซ้ําของวิธี แรก วิธีนี้จะตองสรางขอสอบคูขนาน 2 ฉบับ และนําไปสอบกับนักเรียนกลุมเดียวกัน โดยสอบในเวลา ตอเนื่องกันทันที ก็จะไดคะแนนผลการสอบมา 2 ชุด จากนั้นก็นําผลที่ไดมาคํานวณหาคาสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ0ดวยสูตรอยางงายของเพียร0สัน เชนเดียวกับวิธีสอบซ้ํา สําหรับขอสอบคูขนานนั้น เป!นขอสอบ 2 ฉบับที่มีลักษณะเทาเทียมกัน คือ วัดเนื้อหาเดียวกัน หรือวัดจุดประสงค0ชุดเดียวกัน มีคะแนนเฉลี่ยของขอสอบเทากัน มีความยากงายเทากันและยังมีคาสถิติอื่นอีกที่ตองเทากัน ดังนั้น การสรางขอสอบคูขนานจึงเป!นเรื่องที่ยากมาก จึงทําใหวิธีนี้เป!นไปไดยากในทางปฏิบัติ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
176 3.3 วิธีหาความสอดคลองภายใน (internal consistency) วิธีนี้เป!นการหาคา สัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นที่เกิดจากสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ0ระหวางคะแนนสองสวนหรือหลายสวน ภายในขอสอบฉบับเดียวกัน วิธีนี้ทําใหสามารถประมาณคาสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นไดอยางมี ประสิทธิภาพ และสะดวกในการปฏิบัติ โดยจะใชขอสอบฉบับนั้นสอบเพียงครั้งเดียว แลวนําคะแนน ผลการสอบมาคํานวณ ซึ่งมีวิธีการหลายวิธี ในที่นี้จะนําเสนอ 3 วิธีดังนี้ 3.3.1 วิธีแบงครึ่งขอสอบ (split-half method) วิธีนี้จะใชขอสอบฉบับนั้น ซึ่งตองสรางขึ้นอยางดีแลว นําไปสอบกับนักเรียน และนําผลการสอบมาดําเนินการดังนี้ ขั้นที่ 1 แบงขอสอบเป!น 2 ฉบับ หรือแบงคะแนนของขอสอบเป!น 2 สวน ซึ่งนิยมใชวิธีแบงขอสอบเป!นขอคู และขอคี่ ดังนั้น กระดาษคําตอบของนักเรียนแตละคน จะตองตรวจ ใหคะแนนรวมแยกเป!นขอคูกับขอคี่ ขั้นที่ 2 นําคะแนนรวมขอคู และขอคี่ของนักเรียนทุกคนมาคํานวณหาคา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ0โดยใชสูตรอยางงายของเพียร0สัน คาที่ไดมาถือวาเป!นคาสัมประสิทธิ์ ความเชื่อมั่นของขอสอบครึ่งฉบับ ใชสัญลักษณ0 2 r1 ขั้นที่ 3 นําคา 2 r1 มาปรับขยายเป!นคาความเชื่อมั่นของขอสอบทั้งฉบับ โดยใชสูตรสเปPยร0แมน บราวน0 (Spearman-Brown) ดังนี้ 2 1 2 1 1 2 r r r tt + = ตัวอยางที่ 7.8 ขอสอบฉบับหนึ่งมี 20 ขอ นําไปสอบนักเรียนกลุมหนึ่งจํานวน 20 คน แลวนํากระดาษคําตอบมาตรวจใหคะแนนรวมแบบแบงครึ่งตามขอคู X )( กับขอคี่ Y )( ซึ่งมีคะแนน เต็มชุดละ10 คะแนน นําคะแนนทั้งสองชุดมานําเสนอในตารางและคํานวณหาคาความเชื่อมั่นไดดังนี้ นักเรียนคนที่ ขอคู ( X ) ขอคี่ (Y) 2 X 2 Y XY 1 5 4 25 16 20 2 8 7 64 49 56 3 10 9 100 81 90 4 4 3 16 9 12 5 9 7 81 49 63 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
177 นักเรียนคนที่ ขอคู ( X ) ขอคี่ (Y) 2 X 2 Y XY 6 3 5 9 25 15 7 5 7 25 49 35 8 6 5 36 25 30 9 3 6 9 36 18 10 6 4 36 16 24 11 3 6 9 36 18 12 4 3 16 9 12 13 7 6 49 36 42 14 5 4 25 16 20 15 3 4 9 16 12 16 8 7 64 49 56 17 6 7 36 49 42 18 8 7 64 49 56 19 7 8 49 64 56 20 6 5 36 25 30 รวม 116 114 758 704 707 วิธีทํา ( )( ) [ ( ) ][ ( ) ] 2 2 2 2 2 1 YYNXXN YXXYN r ∑−∑∑−∑ ∑ − ∑ ∑ = ( ) ( )( ) [ ( ) ( ) ][ ( ) ( ) ] 2 2 2 1 1147042011675820 11411670720 − − − r = [ ][ ] 1,704 1,084 14,140 13,224 2 1 − r = 1,359.09 916 2 r 1 = 0.67 2 r 1 = ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
178 จากสูตรปรับขยาย 2 1 2 1 1 2 r r rtt + = ( ) 1 0.67 67.02 + r tt = = 0.80 tt r ดังนั้น ขอสอบขอนี้มีคาความเชื่อมั่น เทากับ 0.80 3.3.2 วิธีของคูเดอร0-ริชาร0ดสัน (Kuder-Richardson) เนื่องจากการประมาณคา สัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นโดยวิธีแบงครึ่ง จะไดคาสูงหรือต่ํา ขึ้นอยูกับความเสมอเหมือนของคะแนน รวมจากขอคูกับขอคี่ ซึ่งอาจจะไมไดเกิดจากความสอดคลองภายในขอสอบเสมอไป และจะตองใชกับ ขอสอบที่จํานวนขอสอบไมนอยกวา 60 ขอ ดังนั้นคูเดอร0และริชาร0ดสัน จึงพัฒนาสูตรขึ้นมาใหม เพื่อใหสามารถใชไดเหมาะสมยิ่งขึ้นอื่น แตตองมีการกําหนดคะแนนของขอสอบแตละขอแบบถูกให 1 ผิด ให 0 สูตรนี้เรียกวา KR20 ซึ่งมีขอตกลงเบื้องตนวา ขอสอบที่จะนํามาประมาณคาสัมประสิทธิ์ ความเชื่อมั่นดวยวิธีนี้ตองมีขอสอบไมนอยกวา 20 ขอ และขอสอบทุกขอจะมีความเป!นเอกพันธ0คือ ตองวัดคุณลักษณะรวมกัน สูตร KR20 มีดังนี้ ∑ − − =2 1 1 t i i tt S qp k k r เมื่อ tt r แทน คาความเชื่อมั่น k แทน จํานวนขอทดสอบทั้งฉบับ p แทน สัดสวนจํานวนคนตอบแตละขอถูก q แทน สัดสวนจํานวนคนตอบแตละขอผิด (1-p) 2 t S แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวมทั้งฉบับ สูตร KR20 อาจจะคํานวณไมคอยสะดวก เนื่องจากตองหาคาความแปรปรวน เป!นรายขอ ( ∑ pq ) คูเดอร0 และริชาร0ดสัน จึงพัฒนาสูตรใหงายยิ่งขึ้น เรียกวาสูตร KR21 มีรูปสูตร ดังนี้ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
179 − − − =2 )( 1 1 t tt kS xkx k k r เมื่อ tt r แทน คาความเชื่อมั่น k แทน จํานวนขอทดสอบทั้งฉบับ 2 t S แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวมทั้งฉบับ x แทน คาเฉลี่ยของคะแนนรวมทั้งฉบับ สูตร KR21 แมจะคํานวณไดสะดวกรวดเร็วกวาแตจะใหคาความเชื่อมั่นต่ํากวาการคํานวณ ดวยสูตร KR20 และยังมีขอตกลงเบื้องตนวาขอสอบแตละขอตอง มีคาความยากเทากันหรือใกลเคียง กัน ซึ่งในความเป!นจริงขอสอบแตละขอมักจะมีความยากแตกตางกัน จึงไมเป!นไปตามขอตกลง เบื้องตน ในทางปฏิบัติจึงเชื่อวา การประมาณคาความเชื่อมั่นโดยใชสูตร KR20 จะให คาความเชื่อมั่น ที่สูงกวา KR21 ในกรณีที่ขอสอบแตละขอมีคาความยากไมเทากัน ตัวอยางที่ 7.9 ขอสอบฉบับหนึ่งมี 20 ขอ นําไปสอบนักเรียนจํานวน 20 คน นําคะแนน ผลการสอบของนักเรียนมาลงตาราง คํานวณหาคาความเชื่อมั่นดวยสูตร 20 KR และ 21 KR ไดดังนี้ ที่ ขอสอบขอที่ x 2 x 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 1 1 1 1 1 1 1 1 1 0 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 19 361 2 1 0 1 0 1 1 0 1 0 1 1 0 1 0 1 1 0 1 0 1 12 144 3 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 20 400 4 1 0 0 0 0 1 0 0 0 0 1 0 0 0 0 1 0 0 0 0 4 16 5 1 1 0 1 0 1 1 1 1 1 1 1 0 1 0 1 1 0 1 0 14 196 6 1 0 1 1 1 1 1 1 1 0 1 0 1 1 1 1 0 1 1 1 16 256 7 1 1 1 1 0 1 1 1 1 0 1 1 1 1 0 1 1 1 1 0 16 256 8 1 0 0 0 0 0 0 1 0 0 1 0 0 0 0 1 0 0 0 0 4 16 9 1 1 1 1 0 1 1 1 1 1 1 1 1 1 0 1 1 1 1 0 17 289 10 1 1 1 0 1 1 1 1 1 1 1 1 1 0 1 1 1 1 0 1 17 289 11 1 1 0 1 0 1 1 1 1 1 1 1 0 1 0 1 1 0 1 0 14 196 12 0 0 1 0 0 1 0 0 0 1 0 0 1 0 0 0 0 1 0 0 5 25 13 0 1 0 0 0 0 0 1 0 1 0 1 0 0 0 0 1 0 0 0 5 25 14 1 0 1 1 1 1 0 1 1 1 1 0 1 1 1 1 0 1 1 1 16 256 15 1 0 1 1 0 1 0 0 0 0 1 0 1 1 0 1 0 1 1 0 10 100 16 0 0 0 0 0 0 0 1 0 1 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 2 4 17 1 1 1 1 1 1 1 0 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 19 361 18 1 1 0 1 0 0 1 0 0 0 1 1 0 1 0 1 1 0 1 0 10 100 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
180 ที่ ขอสอบขอที่ x 2 x 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 19 1 1 1 0 0 1 1 1 1 1 1 1 1 0 0 1 1 1 0 0 14 196 20 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 20 400 รวม 17 12 13 12 8 16 12 15 11 14 17 12 13 12 8 17 12 13 12 8 254 3,886 pi .9 .6 .7 .6 .4 .8 .6 .8 .6 .7 .9 .6 .7 .6 .4 .9 .6 .7 .6 .4 qi .1 .4 .3 .4 .6 .2 .4 .2 .4 .3 .1 .4 .3 .4 .6 .1 .4 .3 .4 .6 piqi .09 .24 .21 .24 .24 .16 .24 .16 .24 .21 .9 .24 .21 .24 .24 .09 .24 .21 .24 .24 วิธีทํา ( ) ( ) 2 2 2 20 254886,320 7.12 20 254 − = == t S x 400 2 77,720−64,516 St = 400 2 13,204 St = 33.01 2 St = ∑ =4.07 i i p q แทนคาในสูตร 20 KR แทนคาในสูตร 21 KR ∑ − − =2 ) 1 120 20 t ii tt S qp r − − = 33.01 07.4 1 20 1 20 tt r [ ] 12.01 19 20 r tt −= ( ) 88.0 19 20 r tt = = 0.92 tt r − − − =2 )( 1 1 t tt kS xkx k k r ( ) ( ) − − − = 20 33.01 7.12207.12 1 20 1 20 tt r −= 660 .2 71.92 1 19 20 tt r ( ) 86.0 19 20 r tt = = 0.90 tt r ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
181 ดังนั้น คาความเชื่อมั่นของขอสอบฉบับนี้มีคา เทากับ 0.92 และจะเห็นไดวาในขอมูลชุด เดียวกันการคํานวณหาคาความเชื่อมั่นโดยใชสูตร KR20 จะใหคาความเชื่อมั่นที่สูงกวาการคํานวณโดย ใชสูตร KR21 แตถาขอสอบฉบับนั้นมีมีความยากงายของขอสอบทุกขอเทากัน คาความเชื่อมั่นที่ คํานวณโดยใชสูตร KR21 จะใหคาความเชื่อมั่นสูงกวาการคํานวณโดยใชสูตร KR21 3.3.3 วิธีของ ครอนบัค (Lee J. Cornbach) ครอนบัคไดพัฒนาสูตร KR20 ของคูเดอร0และริชาร0ดสัน ไปเป!นสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา (coefficient alpha) เพื่อใหสามารถใช ประมาณคาความเชื่อมั่นของขอสอบที่กําหนดคะแนนแบบถูกให 1 ผิด ให 0 หรือแบบวัดอื่น ที่ไม=ได กําหนดคะแนนแบบถูกให 1 ผิด ให 0 ก็ได เชน ขอสอบอัตนัยหรือแบบสอบถามแบบใชมาตรประเมิน คา 5 4 3 2 1 โดยการคํานวณคาความเชื่อมั่นโดยใชสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาจะใชคาความแปรปรวนของ คะแนนจากขอสอบรายขอ และความแปรปรวนของคะแนนรวมทั้งฉบับเป!นหลัก ดังนี้ ∑ − − = 2 2 1 1 t i S S k k α เมื่อ α = คาสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของขอสอบ k = จํานวนขอสอบทั้งฉบับ 2 i S = ความแปรปรวนของขอสอบรายขอ 2 St = ความแปรปรวนของคะแนนรวมทั้งฉบับ ตัวอยางที่ 7.10 ขอสอบอัตนัยฉบับหนึ่งมี 5 ขอ แตละขอกําหนดคะแนนเต็ม 5 คะแนน นําไปสอบนักเรียน 20 คน นําคะแนนผลการสอบของนักเรียนมาแสดงในตารางและคํานวณหาคา ความเชื่อมั่นของขอสอบไดดังนี้ นักเรียน คนที่ ขอสอบขอที่ ∑X ∑ 2 X 1 2 3 4 5 1 4 4 5 5 5 23 529 2 4 5 4 4 4 21 441 3 5 4 5 4 5 23 529 4 4 4 4 5 5 22 484 5 5 5 5 5 5 25 625 6 4 4 4 5 4 21 441 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
182 นักเรียน คนที่ ขอสอบขอที่ ∑X ∑ 2 X 1 2 3 4 5 7 5 5 5 4 5 24 576 8 4 5 4 5 5 23 529 9 5 5 5 4 5 24 576 10 4 4 4 5 4 21 441 11 5 5 5 5 5 25 625 12 4 4 4 3 3 18 324 13 4 4 4 4 4 20 400 14 4 5 5 5 4 23 529 15 4 5 4 4 4 21 441 16 5 4 4 5 5 23 529 17 5 5 5 5 5 25 625 18 5 4 5 4 5 23 529 19 4 4 4 5 4 21 441 20 5 5 5 5 5 25 625 ∑ Xi 89 90 90 91 91 ∑ X =451 2 ∑ Xi 401 410 410 421 421 2 ∑ X = 10,239 2 i s 0.25 0.25 0.25 0.35 0.35 วิธีทํา การคํานวณคา 2 i S และ 2 St 45.3 400 401,203780,204 )20(20 )451()239,10(20 45.135.035.025.025.025.0 35.0,35.0,25.0,25.0,,, 25.0 400 99 )20(20 )89()401(20 )()( 2 2 2 2 5 2 4 2 3 2 2 2 2 1 2 2 2 2 = − = − = =++++=∑ = == − = Σ−Σ = t i i S S SSSS S N XXN S ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
183 แทนคาในสูตร ∑ − − =2 2 1 1 t i S S k k α − − = 45.3 45.1 1 15 5 α )42.01( 4 5 α −= α = 73.0 ดังนั้น ขอสอบอัตนัยฉบับนี้มีคาความเชื่อมั่นเทากับ 0.73 นอกจากนี้การประมาณคาความเชื่อมั่นของขอสอบที่กําหนดคะแนนแบบถูกให 1 ผิด ให 0 โดยใชสูตร KR20 กับการใชสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาจะใหคาความเชื่อมั่นที่เทากัน การวิเคราะห:ขอสอบแบบอิงเกณฑ: การวิเคราะห0ขอสอบแบบอิงเกณฑ0 นิยมวิเคราะห0เฉพาะขอสอบปรนัยที่ใหคะแนนทําถูก ได 1 และทําผิดได 0 เทานั้น และมีการวิเคราะห0หาคาดัชนีความยากกับคาอํานาจจําแนกเชนเดียวกับ การวิเคราะห0ขอสอบแบบอิงกลุม (เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย0ศรี, 2554, หนา156-157; ลวน สายยศ และ อังคณา สายยศ, 2543, หนา 196) แตมีหลักเกณฑ0วิธีการที่แตกตางกัน ซึ่งพิจารณาวิเคราะห0ดังนี้ 1. ค=าความยาก การวิเคราะห0เพื่อพิจารณาความยากของขอสอบอิงเกณฑ0อาจจะ ทําได 2 ระยะคือ ระยะกอนเรียนตองนําขอสอบไปทดสอบนักเรียน แลวนําขอมูลจํานวนผูตอบ ขอสอบถูกแตละขอ ซึ่งอาจจะมีนอยมาก มาคํานวณคาดัชนีความยาก แลวแปลความหมายโดยมี เกณฑ0เฉพาะอีกระยะหนึ่งเป!นตอนหลังเรียนจบแลว นําขอสอบฉบับเดิมนั้นไปทดสอบกับนักเรียนแลว นําขอมูลจํานวนผูตอบขอสอบถูกแตละขอ มาคํานวณคาดัชนีความยาก แลวแปลความหมายโดยมี เกณฑ0ตางจากระยะแรก วิธีการวิเคราะห0คาดัชนีความยากของขอสอบแบบอิงเกณฑ0ยังคงใชสูตรรูป เดียวกับการวิเคราะห0แบบอิงกลุม ดังนี้ N N p R = เมื่อ p แทน คาความยาก R N แทน จํานวนผูที่ตอบขอนั้นถูก N แทน จํานวนผูที่สอบทั้งหมด ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
184 การแปลความหมายคาความยากของขอสอบแบบอิงเกณฑ0จะแตกตางจากแบบ อิงกลุม เนื่องจากมีจุดมุงหมายของการวัดผลและประเมินผลแตกตางกัน ซึ่งเกณฑ0การแปล ความหมายแบบอิงเกณฑ0ยังแยกเป!น 2 อยาง ตามระยะของการนําขอสอบไปสอบ ลักษณะของเกณฑ0 จะเป!นเพียงจุดตัดสินวา ขอสอบขอนั้นมีประสิทธิภาพในการวัดผลการเรียนการสอนหรือไม โดย กอนเรียน ขอสอบจะตองมีคา p นอยกวา 0.40 และ หลังเรียน ขอสอบจะตองมีคา p มากกวา 0.75 (ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543, หนา 196) เหตุผลของเกณฑ0 ก็คือ กอนเรียนผูเรียนยังไมไดเรียนรูจากครู ก็ควรจะตอบขอสอบ ไมได หรืออาจจะมีการเรียนรูมาบาง ดังนั้นเกณฑ0คา p จึงควรจะต่ํา และเมื่อผานการเรียนการสอน จนครบทุกเนื้อหาแลว ผูเรียนก็ควรจะมีความรูและความสามารถ ผานทุกจุดประสงค0ของการเรียนทํา ใหสามารถตอบขอสอบไดดี ดังนั้นเกณฑ0คา p จึงควรจะสูง อยางไรก็ตามเกณฑ0นี้อาจจะปรับใหต่ําได หากมีเหตุผลอื่นมาประกอบการพิจารณา 2. ค=าอํานาจจําแนก การวิเคราะห0เพื่อพิจารณาคาอํานาจจําแนกของขอสอบ อิงเกณฑ0 เป!นการพิจารณาประสิทธิภาพในการวัดของขอสอบอีกแงมุมหนึ่ง ซึ่งจะมีวิธีการตางจากการ วิเคราะห0ขอสอบแบบอิงกลุมโดยสิ้นเชิง การวิเคราะห0ขอสอบแบบอิงเกณฑ0นี้จะใชผลการเปรียบเทียบ การทดสอบกอนเรียนและการทดสอบหลังเรียน วิธีคํานวณหาคาอํานาจจําแนกอาจจะมีหลายวิธี แตละวิธีจะมีความผูกพันอยูกับสภาพของการเรียนการสอน จึงมีผูเรียกคาอํานาจจําแนกวา ดัชนี ความไวในการวัดประสิทธิภาพของการสอนและใชตัวสัญลักษณ0 S ซึ่งมาจากคําวา Sensitivity to Instructional Effect และเนื่องจากการหาคาอํานาจจําแนก เป!นการคํานวณหาผลตางระหวาง สัดสวนของคนตอบขอสอบถูกระหวางหลังเรียนกับกอนเรียน จึงมีคําอีกคําวา Pre-to-Post Difference Index ใชตัวอักษรวา PPDI (ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543, หนา 197) ในที่นี้ จะนําเสนอสูตรการวิเคราะห0หาคาอํานาจจําแนกเพียง 1 วิธีดังนี้ N R R S − prepos = เมื่อ S แทน คาอํานาจจําแนก pos R แทน จํานวนผูที่ตอบขอสอบถูกหลังเรียน pre R แทน จํานวนผูที่ตอบขอสอบถูกกอนเรียน N แทน จํานวนผูที่สอบทั้งหมด ตัวอยางที่ 7.11 ขอสอบฉบับหนึ่งมี 10 ขอ นําไปสอบนักเรียน 20 คน กอนเรียนและ หลังเรียนและนําผลการสอบมาแจกแจงลงในตารางเพียง 4 ขอ แสดงการวิเคราะห0และแปล ความหมายคาอํานาจจําแนกไดดังนี้ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
185 ขอ 1 2 3 4 คนที่ กอน หลัง กอน หลัง กอน หลัง กอน หลัง 1 2 3 . . 19 20 0 1 0 . . 1 1 1 1 1 . . 1 1 0 0 0 . . 0 0 1 1 1 . . 1 1 1 0 0 . . 0 0 1 0 1 . . 0 1 1 1 0 . . 1 0 0 1 1 . . 0 0 รวม 16 20 0 20 3 12 15 10 วิธีทํา แทนคาในสูตร ขอ 1 S = 20 20−16 = 0.20 แสดงวาขอสอบมีอํานาจจําแนกใชได ดังนั้น ขอ 1 แปลความหมายไดวาขอสอบงาย เพราะกอนเรียนตอบถูก 16 คน คิดเป!น 80 % ขอ 2 S = 20 20 − 0 = 1.00 แสดงวาขอสอบมีอํานาจจําแนกดีมาก ขอ 3 S = 20 12 − 3 = 0.45 แสดงวาขอสอบมีอํานาจจําแนกดี ขอ 4 S = 20 10 −15 = -0.25 แสดงวาขอสอบมีอํานาจจําแนกผิด ดังนั้น ขอ 4 นี้ แปลความหมายตอไปไดวา ขอสอบอาจจะมีขอบกพรอง เชน ไมเป!น ปรนัย หรือเกิดจากมีความผิดพลาดในกระบวนการเรียนการสอน เกณฑ0การแปลความหมายคาอํานาจจําแนกของขอสอบอิงเกณฑ0 คาอํานาจจําแนกจะมีไดตั้งแต -1.00 ถึง 1.00 ขอสอบอิงเกณฑ0ที่ตองการควรมีคาอํานาจ จําแนก อยูระหวาง 0.00-1.00 สําหรับการแปลความหมายของคาอํานาจจําแนก สรุปได 3 กรณี ดังนี้ 1. คาอํานาจจําแนก ที่เป!นคาบวก แสดงวา ขอสอบสามารถจําแนกสภาพการเรียนรู กอนเรียนกับหลังเรียนได ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาขึ้นตามจุดประสงค0ของการเรียนการสอนและ คาอํานาจจําแนกยิ่งสูงหรือเขาใกล 1 แสดงวา มีอํานาจจําแนกดีมาก จึงกําหนดวาควรใชเกณฑ0 คาอํานาจจําแนก ตั้งแต 0.20 ขึ้นไป ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
186 2. คาอํานาจจําแนก ที่เป!นศูนย0 พิจารณาไดหลายกรณี เชน เกิดจากผลการเรียนรู กอนเรียนและผลการเรียนรูหลังเรียนไมตางกัน หรือเกิดจากไมมีการเรียนรูใดเกิดขึ้นแมจะผาน กระบวนการเรียนรูแลวก็ตาม ซึ่งอาจจะเป!นผลมาจากขอสอบยากเกินไปหรือการสอนของครู ไมสัมฤทธิ์ผลในจุดประสงค0นี้ 3. คาอํานาจจําแนก ที่เป!นลบ พิจารณาไดวา ขอสอบอาจจะมีความบกพรองบาง ประการ เชน คําถามไมเป!นปรนัย ใชคําถามกํากวมมากจนตีความผิด หรือมีตัวลวงที่ชี้แนะใหตอบผิด และอาจจะประกอบกับมีความผิดพลาดในกระบวนการเรียนการสอนดวย การวิเคราะห0คาอํานาจจําแนกของตัวลวง ในกรณีที่เป!นขอสอบเลือกตอบ ก็สามารถคํานวณคาดัชนีอํานาจจําแนกของตัวลวงได โดยใชสูตรดังนี้ N R R S − pospre = คาที่คํานวณไดพิจารณาดังนี้ 1) ตัวลวงใดมีคาอํานาจจําแนก เป!นบวก ถือวาเป!นตัวลวงที่ดี 2) ตัวลวงใดมีคาอํานาจจําแนก เป!นศูนย0 ตองพิจารณาตามกรณีวาถาไมมีผูเลือกตอบ เลยทั้งกอนเรียนและหลังเรียน แสดงวาเป!นตัวลวงที่ไมดีเพราะไมมีประสิทธิภาพในการลวง แตถามี ผูตอบเป!นจํานวนเทากันระหวางกอนเรียนกับหลังเรียนและจํานวนไมมากก็แสดงวาดี แตถาจํานวนมาก แสดงวาตัวลวงนี้มีสภาพเป!นคําตอบชัดเจนเกินไปซึ่งไมดี และสมควรจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวลวงใหม 3) ตัวลวงใดที่มีคาอํานาจจําแนก เป!นลบ แสดงวาเป!นตัวลวงที่มีสภาพใกลเคียง คําตอบมากเกินไป ทําใหผูสอบสับสน ซึ่งไมดีและตองปรับปรุงแกไข 3. ค=าความเชื่อมั่น การประมาณคาความเชื่อมั่นของขอสอบอิงเกณฑ0 จะมีวิธีที่แตกตาง แบบ อิงกลุม เนื่องจากคะแนนแบบอิงเกณฑ0จะมีความหมายไดก็ตอเมื่อนําไปเปรียบเทียบกับเกณฑ0 ที่กําหนดขึ้น ดังนั้นสูตรในการคํานวณหาคาความเชื่อมั่นแบบอิงเกณฑ0ที่นักวัดผลคิดขึ้นมา จึงมักจะมี เกณฑ0 หรือจุดตัดของคะแนนมาเป!นสวนประกอบสําคัญของสูตร สําหรับวิธีการหาคาความเชื่อมั่นของ ขอสอบอิงเกณฑ0มีหลายวิธี ในที่นี้จะเสนอสูตรของ ลิฟวิงสตัน (Livingston) ซึ่งมีสูตรและตัวอยางการ นําสูตรไปใชดังนี้ เมื่อ cc r คือ คาความเชื่อมั่นของขอสอบเมื่ออิงเกณฑ0 2 2 2 2 ( ) )( S X C CXSr r t ttt cc −+ + − = ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
187 tt r คือ ความเชื่อมั่นของขอสอบเมื่ออิงกลุม ใชสูตร KR20 2 t S คือ ความแปรปรวนของคะแนนของขอสอบ X คือ คาเฉลี่ยของคะแนนขอสอบ C คือ คะแนนเกณฑ0ขั้นต่ํา ตัวอยางที่ 7.12 ขอสอบฉบับหนึ่งมี 20 ขอ ขอละ 1 คะแนน นําไปสอบกับนักเรียนจํานวน 50 คน ไดผลดังตารางขางลาง จงหาคาความเชื่อมั่นของขอสอบฉบับนี้ โดยใชเกณฑ0ขั้นต่ํา 70% คะแนน (X) 20 19 18 17 16 15 14 13 12 รวม f 2 4 6 8 10 8 6 4 2 50 fx 40 76 108 136 160 120 84 52 24 800 2 fx 800 1,444 1,944 2,312 2,560 1,800 1,176 676 288 13,000 วิธีทํา แทนคาในสูตร ดังนั้น ขอสอบฉบับนี้มีคาความเชื่อมั่นเทากับ 0.61 จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่มีการกลาวถึงการหาคาความยากงาย อํานาจจําแนก และคาความเชื่อมั่นพบวา จํานวน (นักเรียน/คน) ที่นํามาใชคํานวณคาความยากงาย อํานาจจําแนก และคาความเชื่อมั่นของขอสอบไมควรต่ํากวา 50 หรือ 100 คน 61.0 )1416(4 )1416()4(21.0 )( )( 2 2 2 2 2 2 = −+ −+ = −+ −+ = cc cc x xtt cc r r CXS CXSr r ( ) ( ) ( ) ( ) 4 50 800000,1350 2 2 2 2 2 2 2 2 = − = ∑ − ∑ = x x x S S N XXN S 16 50 800 = = ∑ = x x N x x ( ) ( ) 0.21 420 162016 1 120 20 )( 1 1 2 = − − − = − − − = tt tt x tt r r kS xkx k k r ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
188 การตรวจสอบคุณภาพของแบบสังเกต คุณภาพที่สําคัญของแบบสังเกตที่ตองทําการตรวจสอบ ไดแก ความเที่ยงตรงและความ เชื่อมั่น โดยความเที่ยงตรงของแบบสังเกตเป!นความสอดคลองของพฤติกรรมที่สังเกตกับจุดประสงค0 ของการวิจัย หรือขอมูลที่ตองการได ความเชื่อมั่นของแบบสังเกตเป!นความสอดคลองของการสังเกต ซึ่งอาจจะสังเกตคนเดียวในเวลาตางกัน หรือสังเกตพรอมกันหลายคนในเวลาเดียวกันก็ได วิธีการ ตรวจสอบคุณภาพของแบบสังเกตมีดังนี้ (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2553, หนา 44-48; วาโร เพ็งสวัสดิ์, 2551, หนา 261-269) ความเที่ยงตรง ความเที่ยงตรงเป!นคุณภาพที่สําคัญประการหนึ่งของแบบสังเกตโดยความเที่ยงตรง ที่นํามาพิจารณา คือ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา นั่นคือ พฤติกรรมที่สังเกตตองสอดคลองกับวัตถุประสงค0 ของการวิจัย แบบสังเกตจะมีความเที่ยงตรงมากนอยเพียงใดขึ้นอยูกับวาไดกําหนดลักษณะของขอมูล ที่ตองการสังเกตไวชัดเจนและถูกตองครบถวนมากนอยเพียงใด ใชวิธีการที่ใชในการสังเกตอยางไร ผูสังเกตมีความสามารถในการสังเกตหรือไม สภาพแวดลอมมีความพรอมหรือไม ดังนั้นการตรวจสอบ ความสอดคลองของแบบสังเกตควรพิจารณารายละเอียด ดังนี้ 1. ความสอดคลอง ครบถวนของขอมูล หรือพฤติกรรมที่สังเกตตองสอดคลองกับ วัตถุประสงค0ของการวิจัย ทั้งนี้ใหผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหาเป!นผูใหขอเสนอแนะ 2. วิธีการสังเกต ตองพิจารณาวาขอมูลที่ตองการไดรับนั้นควรใชวิธีการใดในการสังเกต เพื่อใหไดขอมูลที่เป!นความจริง ครบถวน ซึ่งผูวิจัยอาจตองใชเทคนิควิธีในการสังเกตหลายรูปแบบ เชน การสังเกตแบบมีสวนรวมและไมมีสวนรวม 3. ผูสังเกต ตองมีความรู ความสามารถและสามารถเชื่อมั่นได ผูสังเกตควรมีประสาท สัมผัสที่ดี และสามารถประเมินพฤติกรรมที่พบเห็นไดอยางถูกตอง แมนยํา ไมลําเอียง มีความพรอม ทั้งทางดานรางกาย จิตใจ อารมณ0 ความรูสึก ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบสังเกตสามารถกระทําไดโดยการใหผูเชี่ยวชาญดาน เนื้อหาตรวจสอบใหขอเสนอแนะ จากนั้นจึงนําผลที่ไดจากการพิจารณาของผูเชี่ยวชาญไปวิเคราะห0 หาคาดัชนีความสอดคลอง วิธีการคํานวณคาดัชนีความสอดคลองของแบบสังเกตใหใชวิธีการเดียวกับ การวิเคราะห0ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยการหาคาดัชนีความสอดคลองของเครื่องมืออื่น เชน แบบทดสอบ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
189 ความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นของแบบสังเกตเป!นความสอดคลองของการสังเกตของผูสังเกต นั่นคือผูสังเกต ที่สังเกตพฤติกรรมหรือปรากฏการณ0ใดในเวลาที่ตางกันควรไดผลเหมือนกันหรือใกลเคียงกันมากที่สุด ดังนั้นการสังเกตอาจทําคนเดียวในเวลาที่ตางกัน หรือ สังเกตพรอมกันหลายคนในเวลาเดียวกันก็ได 1. ความสอดคลองกันเอง วิธีนี้ใหผูสังเกตคนเดียวสังเกตกลุมตัวอยางในเวลา ที่ตางกัน วิธีการนี้ใชผูสังเกตคนเดียวสังเกตสิ่งเดียวกัน 2 ครั้ง ในชวงเวลาที่ตางกัน แลวนําผลที่ไดจาก การสังเกตไปหาคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ0ระหวางขอมูลครั้งแรกกับครั้งหลัง ถาคาสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ0ที่ไดมีคาสูงแสดงวาการสังเกตนั้นมีความเชื่อมั่นสูง สถิติที่ใชในการคํานวณคือสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ0อยางงายของเพียร0สัน 2. ใหผูสังเกตหลายคนสังเกตพฤติกรรมเดียวกันในกลุ=มเดียวกัน วิธีการนี้จะใช ผูสังเกตหลายคน (ตั้งแต 2 คนขึ้นไป) สังเกตพฤติกรรมหรือขอมูลที่ตองการกับกลุมตัวอยาง แลวนําไปหาความสอดคลองกัน โดยใชสูตรของสกอต (Scott) ดังนี้ e e P PP − − = 1 0 π π แทน ดัชนีความสอดคลอง P0 แทน ความแตกตางระหวาง 1.0 กับผลรวมของสัดสวนของความ แตกตางระหวางผูสังเกต Pe แทน ผลบวกกําลังสองของคาสัดสวนของคะแนนจากลักษณ ะ (พฤติกรรม) ที่สังเกตไดสูงสุดกับคาที่รองลงมา โดยเลือกจากผลของการสังเกตของคนใดคนหนึ่งใน จํานวน 2 คนหรือ มากกวา ตัวอยางที่ 7.13 ในการสังเกตพฤติกรรมความรับผิดชอบของนักเรียน 3 ลักษณะ โดยผู สังเกต 2 คน ใหคะแนนการสังเกตดังนี้ (คะแนนเต็ม 5) พฤติกรรมที่สังเกต ผูสังเกตคนที่ 1 ผูสังเกตคนที่ 2 ความแตกตาง คะแนน สัดสวน คะแนน สัดสวน ระหวางสัดสวน 1. เขาหองเรียนตรงเวลา 5 0.50 3 0.50 0.00 2. สงงานครบถวนตามกําหนดเวลา 3 0.30 2 0.33 0.03 3. ทํางานกลุม/เดียวเสร็จสมบูรณ0 2 0.20 1 0.17 0.03 รวม 10 1.00 6 1.00 0.06 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
190 วิธีทํา 1. หาคาสัดสวนพฤติกรรมที่สังเกตจากผูสังเกตคนที่ 1 สัดสวนของพฤติกรรม เขาหองเรียนตรงเวลา = 5/10 = 0.50 สัดสวนของพฤติกรรม สงงานครบถวนฯ = 3/10 = 0.30 สัดสวนของพฤติกรรม ทํางานกลุม/เดียวฯ = 2/10 = 0.20 รวมสัดสวน = 0.50+0.30+0.20 = 1.00 หาคาสัดสวนพฤติกรรมที่สังเกตจากผูสังเกตคนที่ 2 สัดสวนของพฤติกรรม เขาหองเรียนตรงเวลา = 3/6 = 0.50 สัดสวนของพฤติกรรม สงงานครบถวนฯ = 2/6 = 0.33 สัดสวนของพฤติกรรม ทํางานกลุม/เดียวฯ = 1/6 = 0.17 รวมสัดสวน = 0.50+0.33+0.17 = 1.00 2. หาคาความแตกตางระหวางสัดสวนในแตละลักษณะที่สังเกตระหวางผูสังเกตคนที่ 1 และ 2 ความแตกตางระหวางสัดสวนของพฤติกรรมเขาหองเรียนตรงเวลา = 0.50-0.50 = 0.00 ความแตกตางระหวางสัดสวนของพฤติกรรม สงงานครบถวนฯ = 0.30-0.33 = 0.03 ความแตกตางระหวางสัดสวนของพฤติกรรม ทํางานกลุม/เดียวฯ = 0.20-0.17 = 0.03 รวมความแตกตางระหวางสัดสวนของผูสังเกต 2 คน = 0.00+0.03+0.03 = 0.06 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
191 3. หาคา P0 P0 = 1-0.06 = 0.94 4. หาคา Pe ในกรณีที่ใชผูสังเกตคนที่ 1 Pe = (0.50)2 + (0.30)2 = 0.34 แทนคาในสูตร e e P P P − − = 1 0 π 1 0.34 0.94 0.34 − − π = 0.66 0.60 π = π = 0.91 ดังนั้น แบบสังเกตมีคาความเชื่อมั่น เทากับ 0.91 ในกรณีที่ใชผูสังเกตคนที่ 2 Pe = (0.50)2 + (0.33)2 = 0.36 แทนคาในสูตร e e P P P − − = 1 0 π 1 0.36 0.94 0.36 − − π = 0.64 0.58 π = π = 0.91 ดังนั้น แบบสังเกตมีความเชื่อมั่น เทากับ 0.91 การวิเคราะห0คาความเชื่อมั่นของแบบสังเกต ผูวิจัยอาจใชวิธีการหาสัมประสิทธิ์ ความสอดคลองโดยใชสูตรของเคนดอล (Kendall) ซึ่งขอมูลที่ใชในการวิเคราะห0จะเป!นอันดับหรือ ระดับที่เชนเดียวกับการหาความเชื่อมั่นของแบบสัมภาษณ0 โดยนําคะแนนหรือความถี่ที่ไดจากการ สังเกตมาจัดลําดับที่แลวคํานวณโดยใชสูตรตอไป ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
192 การตรวจสอบคุณภาพของแบบสัมภาษณ: คุณภาพที่สําคัญของแบบสัมภาษณ0ที่ตองทําการตรวจสอบ ไดแก ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และความเชื่อมั่น วิธีการตรวจสอบคุณภาพของแบบสัมภาษณ0มีดังนี้ . ความเที่ยงตรง ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบสัมภาษณ0 เป!นความสอดคลองของประเด็นที่สัมภาษณ0 กับจุดประสงค0ของการวิจัย หรือขอมูลที่ตองการได โดยความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบสัมภาษณ0 สามารถกระทําไดโดยการใหผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหาตรวจสอบใหขอเสนอแนะ จากนั้นจึงนําผลที่ได จากการพิจารณาของผูเชี่ยวชาญไปวิเคราะห0หาคาดัชนีความสอดคลองตอไป วิธีการคํานวณคาดัชนี ความสอดคลองของแบบสัมภาษณ0ใหใชวิธีการเดียวกับการวิเคราะห0ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยการ หาคาดัชนีความสอดคลองของเครื่องมืออื่น เชน แบบทดสอบ ความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นของแบบสัมภาษณ0 เป!นการแสดงใหเห็นวาเมื่อนําแบบสัมภาษณ0ไปสัมภาษณ0 ซ้ําหลายครั้งแลวยังใหผลเหมือนเดิม วิธีการตรวจสอบความเชื่อมั่นของแบบสัมภาษณ0สามารถทําได ดังนี้ (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2553, หนา 44-48; วาโร เพ็งสวัสดิ์, 2551, หนา 261-269) 1. การสัมภาษณ:ซ้ํา วิธีการนี้จะใชผูสัมภาษณ0คนเดียว ไปสัมภาษณ0กลุมตัวอยาง 2 ครั้ง ซึ่งกลุมตัวอยางไมควรนอยกวา 15 คน ซึ่งผลการสัมภาษณ0ที่ไดเป!นคะแนน เชน คะแนนการสอบ สัมภาษณ0วัดความรอบรูของนักศึกษา จากนั้นจึงนําคะแนนของการวัดทั้ง 2 ครั้งมาวิเคราะห0หาคา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ0อยางงายของเพียร0สัน 2. คนสัมภาษณ:หลายคนสัมภาษณ:ขอมูลเดียวกัน วิธีการนี้จะใชคนสัมภาษณ0 หลายคน ไปสัมภาษณ0ขอมูลเดียวกัน แลวนําผลที่ไดมาหาคาสัมประสิทธิ์ความสอดคลองระหวาง ขอมูลที่ไดจากการสัมภาษณ0 ซึ่งมี 2 วิธี ดังนี้ 2.1 การหาสัมประสิทธิ์ความสอดคลองโดยใชสูตรของเคนดอล (Kendall) ซึ่งขอมูล ที่ใชในการวิเคราะห0 จะเป!นอันดับหรือระดับที่ ( 1) 12 22 2 − ∑ = m N N D W W แทน สัมประสิทธิ์ความสอดคลอง ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
193 เมื่อ D แทน ผลตางระหวางผลรวมอันดับที่ของคะแนนแตละคนที่ไดจาก การจัดอันดับทุกชุดกับคะแนนเฉลี่ยของผลรวมของอันดับที่เหลานั้น M แทน จํานวนชุดของอันดับที่ (เทากับจํานวนกรรมการ) N แทน จํานวนกลุมตัวอยาง ตัวอยางที่ 7.14 ในการสอบสัมภาษณ0นักศึกษา จํานวน 5 คน กรรมการสอบ สัมภาษณ0 3 คน กรรมการแตละคนใหคะแนนเป!นอันดับ ดังนี้ นักศึกษา คนที่ กรรมการสอบสัมภาษณ0 ผลรวม อันดับ D 2 D คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1 1 1 2 4 5 25 2 2 3 1 6 3 9 3 4 5 4 13 -4 16 4 5 4 5 14 -5 25 5 3 2 3 8 1 1 รวม - - - 45 - 76 วิธีทํา 1. หาผลรวมอันดับที่ของนักเรียนแตละคน คนที่ 1 ไดผลรวมของลําดับที่ = 1+1+2 = 4 คนที่ 2 ไดผลรวมของลําดับที่ = 2+3+1 = 6 คนที่ 3 ไดผลรวมของลําดับที่ = 4+5+4 = 13 คนที่ 4 ไดผลรวมของลําดับที่ = 5+4+5 = 14 คนที่ 5 ไดผลรวมของลําดับที่ = 3+2+3 = 8 2. หาผลรวมอันดับที่ทั้งหมด เทากับ 4+6+13+14+8 = 45 3. หาคาเฉลี่ยของอันดับที่โดยนําผลรวมอันดับที่หารดวยจํานวนนักเรียนไดเทากับ 45/5 = 9 4. นําคาเฉลี่ยของอันดับที่ (คาที่ไดในขอ 3 ซึ่งมีคาเทากับ 12) ไปลบกับคาผลรวม อันดับที่ของนักเรียนแตละคนจะไดคา D ดังนี้ คนที่ 1 ไดคา D = 9-4 = 5 คนที่ 2 ไดคา D = 9-6 = 3 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
194 คนที่ 3 ไดคา D = 9-13 = -4 คนที่ 4 ไดคา D = 9-14 = -5 คนที่ 5 ไดคา D = 9-8 = -1 5. นําคา D ของนักเรียนแตละคนยกกําลัง 2 แลวนํามารวมกัน จะไดผลรวม ดังนี้ ( ) ( ) ( ) ( ) ( ) 2 2 2 2 2 ∑D = 5 + 3 + − 4 + − 5 + −1 25 9 16 25 1 76 2 ∑ D = + + + + = 76 2 ∑ D = 6. แทนคาในสูตร ( 1) 12 22 2 − ∑ = m N N D W ( ) 3 ( )( ) 5 25 1 76 12 2 − W = 1,080 912 W = W = 0.84 ดังนั้น แบบสัมภาษณ0ฉบับนี้ มีคาความเชื่อมั่น เทากับ 0.84 2.2 วิธีวิเคราะห0ความแปรปรวนตามวิธีของฮอยท0 (Hoyt’s analysis of variance) วิธีการนี้จะใชคนสัมภาษณ0หลายคนโดยแตละคนจะใหผลการสัมภาษณ0ออกมาเป!นคะแนน จากนั้นจะนําคะแนนมาทําเป!นตาราง 2 ทาง จําแนกตามคนสัมภาษณ0และผูถูกสัมภาษณ0 จากนั้นจึงใช การวิเคราะห0ความแปรปรวน โดยความแปรปรวนที่เกี่ยวของ ประกอบดวยความแปรปรวนที่เป!นผลตาง ระหวางผูตอบ ความแปรปรวนที่เป!นผลตางระหวางขอคําถามแตละขอ p e tt MS MS r 1 −= เมื่อ tt r แทน คาความเชื่อมั่นตามวิธีของฮอยท0 MS e แทน ความแปรปรวนของสวนที่เหลือ (mean square residual ) MS p แทน ความแปรปรวนของผูตอบ (mean square persons) ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
195 ตัวอยางที่ 7.15 ผูสัมภาษณ0 3 คน สัมภาษณ0อาจารย0เขาปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย จํานวน 5 คน กรรมการแตละคนใหคะแนนผูสมัคร ดังนี้ (คะแนนเต็ม 5 คะแนน) นักศึกษา คนที่ กรรมการสอบสัมภาษณ0 รวม คาเฉลี่ย คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1 2 5 3 10 3.33 2 3 3 4 10 3.33 3 4 5 4 13 4.33 4 2 2 4 8 2.67 5 4 5 5 14 4.67 รวม 15 20 20 55 คาเฉลี่ย 3 4 4 67.3 )5(3 55 X t == วิธีทํา 1. t SS = 2 )( tij ∑ − XX = (2-3.67)2 +(3-3.67)2 +(4-3.67)2 +(2-3.67)2 +(4-3.67)2 +(5-3.67)2 + (3-3.67)2 +(5-3.67)2 +(2-3.67)2 +(5-3.67)2 +(3-3.67)2 +(4- 3.67)2 +(4-3.67)2 +(4-3.67)2 +(5-3.67)2 = 0.7889+0.4489+0.1089+2.7889+0.1089+1.7689+0.4489 +1.7689+2.7889+1.7689+0.4489+0.1089+0.1089+ 0.1089+1.7689 = 17.3335 2. c SS = 2 1 ( ) i t ∑ n X − X = 5(3-3.67)2 +5(4-3.67)2 +5(4-3.67)2 = 2.2445+0.5445+0.5445 = 3.3335 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
196 3. p SS = 2 1 ( ) i t ∑ n X − X = 3(3.33-3.67)2 +3(3.33-3.67)2 +3(4.33-3.67)2 + 3(2.67- 3.67)2 +3(4.67-3.67)2 = 0.3468+0.3468+1.3068+3+3 = 8.0004 4. pcte SS = SS − SS − SS = 17.3335-3.3335-8.0004 = 5.9996 5. MS e = n(K − 1) SS e = 5(3 1) 5.9996 − = 10 5.9996 = 0.60 6. MS p = (K − 1) SS p = )13( 00.8 − = 2 00.8 = 00.4 7. tt r = p e MS MS 1 − = 4.00 0.60 1 − = 1 − 0.15 = 0.85 ดังนั้น แบบสัมภาษณ0ฉบับนี้ มีคาความเชื่อมั่น เทากับ 0.85 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
197 การตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม ในการวิจัยจะพบวาแบบสอบถามที่นิยมใชจะมีลักษณะเป!นแบบสํารวจรายการ หรือ แบบตรวจสอบรายการ และแบบมาตรประเมินคา โดยคุณภาพที่สําคัญของแบบสอบถามที่ตองทําการ ตรวจสอบ ไดแก ความเที่ยงตรง อํานาจจําแนกและความเชื่อมั่น (บุญชม ศรีสะอาด, 2553, หนา 113-119) ความเที่ยงตรง ในการตรวจสอบความเที่ยงตรงของแบบสอบถามในการวิจัยจะพิจารณาความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหา โดยการนําเครื่องมือพรอมกับนิยามของตัวแปรที่มุงวัดและคําอธิบายสิ่งที่วัดเป!นพฤติกรรม หรือเรียกวา ตัวบงชี้พฤติกรรม ไปใหผูเชี่ยวชาญพิจารณาตัดสินความสอดคลองเป!นรายขอและให ขอเสนอแนะ จากนั้นจึงนําผลที่ไดจากการพิจารณาของผูเชี่ยวชาญไปวิเคราะห0หาคาดัชนีความ สอดคลอง ในกรณีที่แบบสอบถามที่ใชในการวิจัยเป!นแบบมาตรประเมินคา ผูวิจัยสามารถตรวจสอบ ความเที่ยงตรงเชิงโครงสรางของแบบสอบถาม โดยใชวิธีวิเคราะห0สหสัมพันธ0ระหวางคะแนนรายขอ กับคะแนนรวม วิธีกลุมรูชัด หรือวิธีการวิเคราะห0องค0ประกอบ สวนดานความเที่ยงตรงตามสภาพนั้น ใหตรวจสอบโดยการนําแบบสอบถามแบบมาตรประเมินคาไปทดลองใชกับกลุมบุคคลที่มีคุณลักษณะ ใกลเคียงกับกลุมตัวอยางในการวิจัย จากนั้นใหนําผลการทดลองใชไปหาสหสัมพันธ0กับเกณฑ0ภายนอก ที่กําหนด ในการตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามในดานอํานาจจําแนกและความเชื่อมั่นนั้น จะนําเสนอจะกรณีของการหาคาอํานาจจําแนกและคาความเชื่อมั่นของแบบมาตรประเมินคา เนื่องจากแบบสอบถามที่ใชในการวิจัยนั้น พบวา แบบสอบถามแบบตรวจสอบรายการ เป!นแบบสอบถาม ขอเท็จจริงของผูตอบหรือกลุมตัวอยาง เชน เพศ อายุ หรืออาจเป!นการศึกษาพฤติกรรมการปฏิบัติ ซึ่งเป!นขอมูลที่เป!นขอเท็จจริงของผูตอบ จึงเป!นขอมูลที่มีความคงที่หรือคงเสนคงวาอยูแลว ค=าอํานาจจําแนก อํานาจจําแนก เป!นประสิทธิภาพของขอคําถามขอนั้น ในการจําแนกผูตอบออกเป!นผูที่มี คุณลักษณะที่เครื่องมือนั้นวัดสูงกับผูที่มีคุณลักษณะที่เครื่องมือนั้นวัดต่ํา สถิติที่ใชในการหาคาอํานาจ จําแนกของแตละขอที่นิยมมี 2 วิธี คือ การหาคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ0อยางงายกับหาโดยใช t-test ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
198 การหาโดยใช t-test ดําเนินการดังนี้ 1. ตรวจใหคะแนนแตละขอ (ตามวิธีการตรวจใหคะแนนของเครื่องมือแตละประเภท) รวมคะแนนทุกขอเขาดวยกัน ผูที่ไดคะแนนรวมสูงแสดงถึงการมีลักษณะในดานที่เครื่องมือนั้นวัดสูง ผูที่ไดคะแนนรวมต่ําแสดงถึงการมีคุณลักษณะในดานที่เครื่องนั้นวัดต่ํา 2. เรียงลําดับคะแนนจากผูที่ไดคะแนนรวมสูงสุดมาถึงคะแนนรวมต่ําสุด 3. แบงออกเป!น 3 กลุม คือ กลุมสูง กลุมกลางและกลุมต่ํา โดยกลุมสูงคือผูที่ไดคะแนน สูงสุด 25% ของคนทั้งหมด กลุมต่ําคือผูที่ไดคะแนนต่ําสุด 25% เทากับกลุมสูง สวนกลุมกลางจะมี 50% นําคําตอบของกลุมสูงและกลุมต่ํามาวิเคราะห0 กลุมกลางไมนํามาวิเคราะห0 4. แตละขอหาคาเฉลี่ย และความแปรปรวนของกลุมสูงและกลุมต่ํา 5. นําแตละขอมาวิเคราะห0โดยใชสถิติที ซึ่งคํานวณจากสูตร L L H H LH N S N S X X t 22 + − = เมื่อ t แทน อํานาจจําแนก H X แทน คาเฉลี่ยของกลุมสูง L X แทน คาเฉลี่ยของกลุมต่ํา 2 H S แทน ความแปรปรวนของกลุมสูง 2 L S แทน ความแปรปรวนของกลุมต่ํา H N แทน จํานวนคนในกลุมสูง L N แทน จํานวนคนในกลุมต่ํา 6. นําคา t ที่คํานวณไดไปเปรียบเทียบกับคาวิกฤติของ t (เปåดดูคา t วิกฤติไดจากตาราง ในภาคผนวก) โดย 2(n-1) ที่นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กรณีหางเดียว ขอที่มีคาอํานาจจําแนกใชได (เขาเกณฑ0) จะตองมีคา t ที่คํานวณไดมากกวาหรือเทากับคาวิกฤติ ถาผูวิจัยใชกลุมตัวอยางที่มีสมาชิก ทั้งหมดไมต่ํากวา 50 คน อาจใชเกณฑ0คา t ตั้งแต 1.75 ขึ้นไปเป!นเกณฑ0ตัดสินวาขอนั้นมีคาอํานาจ จําแนกใชได ควรนําไปใชเก็บรวบรวมขอมูล แตถาคา t ต่ํากวา 1.75 ก็ควรตัดทิ้งไมนํามาใช ตัวอยางที่ 7.16 จากการนําแบบสอบถามความพึงพอพอใจตอการเรียนโดยใชกระบวนการ เรียนรูจากการปฏิบัติซึ่งเป!นมาตรประเมินคา 5 ระดับ จํานวน 20 ขอไปทดลองใชกับนักศึกษาจํานวน 50 คน นําผลมาตรวจใหคะแนน และดําเนินการวิเคราะห0ขอมูล ดังนี้ ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น
199 วิธีทํา ขั้นที่ 1 เรียงลําดับคะแนนจากคะแนนรวมสูงสุดจนถึงคะแนนรวมต่ําสุด ขั้นที่ 2 นําผลการเรียงคะแนนจากขอ 1 มาคัดเอา 25% ของกลุมสูง และ 25% ของ กลุมต่ํา ซึ่งมีจํานวนเทากับ 12 คน (ผูตอบแบบสอบถามมีจํานวน 50 คน) ขั้นที่ 3 นําเฉพาะคําตอบของกลุมสูงและกลุมต่ํามาวิเคราะห0 ซึ่งแจกแจงความถี่ของ คะแนนการตอบแบบสอบถามได ดังนี้ ความพึงพอใจ กลุมสูง กลุมต่ํา คะแนน (x) ความถี่ (f) fx fx2 คะแนน (x) ความถี่ (f) fx fx2 มากที่สุด 5 5 25 125 5 - - - มาก 4 3 12 48 4 - - - ปานกลาง 3 2 6 18 3 7 21 63 นอย 2 2 4 8 2 3 6 12 นอยที่สุด 1 - - - 1 2 2 2 รวม 12 47 199 12 29 77 ขั้นที่ 4 คํานวณหาคาเฉลี่ยและความแปรปรวนของกลุมสูงและกลุมต่ํา ดังนี้ คาเฉลี่ยและความแปรปรวนของกลุมสูง คาเฉลี่ยและความแปรปรวนของกลุมต่ํา f fx X H ∑ ∑ = 12 47 = = 3.92 ( ) ( )1 2 2 2 − ∑−∑ = N N fxfxN SH ( ) ( ) 12( ) 12 1 4719912 2 − × − = 132 2,388 − 2,209 = = 1.36 f fx X L ∑ ∑ = 12 29 = = 2.42 ( ) ( )1 2 2 2 − ∑−∑ = N N fxfxN SL ( ) ( ) 12( ) 12 1 297712 2 − × − = 132 924 − 841 = = 0.63 ใช้เพ ื่อการศ ึ กษาเท่านั้น