แบบประเมินผลการปฏิบัติงานครู
ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563
นางสาวพฒั นาภรณ์ พระสนุ ิน
ตาแหนง่ ครพู ิเศษสอน
วิทยาลยั เทคนิคระยอง
สานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
ด้านจัดการเรยี นการสอน
1.1 การสรา้ งและพฒั นาหลกั สตู ร
1.2 การจัดการเรยี นรู้และคุณภาพผ้เู รยี น
1.3 การสรา้ งและพฒั นาสอ่ื นวตั กรรม
เทคโนโลยที างการศกึ ษาและแหลง่ เรยี นรู้
1.4 การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรแู้ ละการศกึ ษา
1.5 ศกึ ษา วเิ คราะห์ สังเคราะห์ หรอื วจิ ยั
เพอื่ แกป้ ญั หาหรอื พฒั นาการเรยี นรู้
ทสี่ ง่ ผลตอ่ คณุ ภาพผเู้ รยี น
แบบประเมนิ ครูพเิ ศษสอน วทิ ยาลยั เทคนิคระยอง
ช่อื ผ้รู ับการประเมนิ นางสาวพัฒนาภรณ์ พระสนุ ิน สาขาวิชาสงั คมศึกษา
หวั ข้อประเมนิ หมายเหตุ
ด้านท1ี่ ด้านจดั การเรียนการสอน
1.1 การสรา้ งและพฒั นาหลักสตู ร
1.2 การจดั การเรยี นรู้และคณุ ภาพผเู้ รยี น
1.3 การสร้างและพัฒนาส่อื นวัตกรรม
เทคโนโลยที างการศึกษาและแหล่งเรยี นรู้
1.4 การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรแู้ ละการศึกษา
1.5 ศึกษา วเิ คราะห์ สังเคราะห์ หรือวิจยั
เพอ่ื แก้ปญั หาหรอื พัฒนาการเรยี นร้ทู ่ีสง่ ผลตอ่ คณุ ภาพผเู้ รยี น
ท่ี รายงานการประเมิน หลกั ฐานอ้างอิง หมายเหตุ
1 การสรา้ งและพัฒนาหลักสูตร
- แผนการสอนวิชาหน้าทพี่ ลเมอื งและศีลธรรม
- แผนการสอนวชิ าประวตั ิศาสตร์ชาตไิ ทย
- โครงการสอนวิชาหนา้ ทพี่ ลเมืองและศลี ธรรม
- โครงการสอนวิชาประวตั ศิ าสตรช์ าตไิ ทย
2 การจดั การเรยี นรู้และคุณภาพ
ผู้เรียน
2.1 การออกแบบหน่วยการ - แผนการสอนวชิ าหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม
เรยี นรู้ - แผนการสอนวิชาประวตั ิศาสตร์ชาติไทย
- โครงการสอนวชิ าหนา้ ท่ีพลเมืองและศีลธรรม
- โครงการสอนวิชาประวัติศาสตรช์ าตไิ ทย
2.2 การจดั ทำแผนการ - แผนการสอนวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม
จดั การเรยี นรู้/แผนการจัดการ - แผนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ชาตไิ ทย
ศึกษาเฉพาะบุคคล/แผนการสอน - โครงการสอนวิชาหน้าที่พลเมอื งและศลี ธรรม
รายบคุ คล/แผนจัดประสบการณ์ - โครงการสอนวิชาประวตั ิศาสตร์ชาตไิ ทย
- บนั ทึกหลงั การสอนวิชาหน้าท่พี ลเมืองและศีลธรรม
- บนั ทกึ หลังสอนวิชาประวตั ิศาสตร์ชาติไทย
2.3 กลยทุ ธ์ในการจดั การเรยี นรู้ -สอื่ การสอน Power Point, VDO, ใบงาน, ใบความรู้
2.4 คุณภาพผู้เรียน - เอกสารสง่ ผลการเรยี น ภาคเรยี นที่ 2/2563
2.4.1 ผลสัมฤทธ์ิทาง ระดบั ช้นั ปวช. 1-3
-เอกสารบันทึกเวลาเรยี นรายวิชา
วชิ าการของผู้เรยี น -เอกสารบนั ทกึ คะแนนเรยี นรายวชิ า
2.4.2 คุณลกั ษณะท่พี งึ - คะแนนคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
ประสงค์ของผู้เรยี น
ที่ รายงานการประเมิน หลักฐานอ้างอิง หมายเหตุ
3 การสรา้ งและพฒั นาสื่อ นวัตกรรม - สือ่ ตา่ งๆ เชน่ สมาร์ทโฟนสบื ค้นข้อมลู ส่ือการสอนจาก
เทคโนโลยที างการศกึ ษาและแหลง่ YOUTUBE GOOGLE
เรียนรู้
4 การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้ - แบบทดสอบ แบบสรุปคะแนน
และการศึกษา
5 ศึกษา วิเคราะห์ สงั เคราะห์ หรือ - วิจัยเรื่อง การศึกษาการปรับพฤติกรรมความรับผดิ ชอบ
วิจัย เพื่อแกป้ ัญหาหรือพัฒนา การสง่ งานของนักเรียนระดบั ช้นั ปวช.๒/๒ แผนกการโรงแรม
การเรยี นรทู้ ่ีส่งผลต่อคณุ ภาพผูเ้ รียน โดยการใช้เสริมแรงทางบวก
6 กิจกรรมองค์การวชิ าชีพ 4 - ภาพกจิ กรรม
โครงการสอน
( Course Syllabus )
ประเภทวชิ า สามัญสัมพนั ธ์ สาขาวิชาสังคมศึกษา
ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563
ครผู ู้สอน นางสาวพฒั นาภรณ์ พระสุนิน
โครงการสอน
แผนกวิชา สามญั สัมพันธ์ ( กล่มุ วิชาสังคมศึกษา )
ช่อื รายวชิ า ประวัตศิ าสตร์ชาตไิ ทย (Thai History) รหัสวชิ า 20000 1502
จำนวน 1 หน่วยกิต
ช่อื ผู้สอน นางสาวพัฒนาภรณ์ พระสนุ ิน
ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563 ระดับช้ัน ปวช.
จดุ ประสงค์รายวชิ า
1. เพ่ือใหม้ คี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกีย่ วกบั กระบวนการทางประวัตศิ าสตร์
2. เพือ่ ใหส้ ามารถนำความรทู้ างประวตั ศิ าสตร์มาประยกุ ต์ใชเ้ ปน็ พืน้ ฐานในการดำรงชีวติ
3. เพื่อให้ตระหนักในความสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อธำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา
และพระมหากษัตริย์
มาตรฐานรายวชิ า
1. แสดงความร้เู กยี่ วกับกระบวนการทางประวตั ศิ าสตร์
2. เปรยี บเทียบการเมอื ง การปกครอง เศรษฐกจิ สังคม วฒั นธรรม ของประวัติศาสตร์ชาติไทย
คำอธบิ ายรายวิชา
ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการทางประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ชาติไทยสมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี
รัตนโกสินทร์ ดา้ นการเมอื ง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม วฒั นธรรม โครงการพระราชดำริในพระบาทสมเด็จ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระมหากษัตริย์องค์
ปัจจุบัน
กำหนดการเรยี นการสอน
สัปดาหท์ ่ี หน่วยท่ี ชอื่ หน่วยการเรยี นรแู้ ละรายการสอน จำนวนชวั่ โมง
1 ปฐมนิเทศ,แนะนำรายวิชา 1
2 1 กระบวนการทางประวตั ศิ าสตร์ 1
2 2
3-4 ประวตั ิศาสตร์ชาตไิ ทยสมยั สุโขทยั
1
5 3 เศรษฐกจิ สังคม วัฒนธรรม และภมู ิปัญญาสมยั สโุ ขทัย 2
6-7 4 ประวตั ศิ าสตร์ชาติไทยสมัยอยธุ ยา 2
8-9 5 เศรษฐกิจ สงั คม วัฒนธรรม และภมู ปิ ญั ญาสมัยอยุธยา
สัปดาหท์ ี่ หนว่ ยท่ี ชื่อหน่วยการเรยี นรู้และรายการสอน จำนวนช่ัวโมง
2
10-11 6 ประวตั ศิ าสตร์ไทยสมัยธนบุรี 2
1
12-13 7 ประวตั ศิ าสตร์ไทยสมยั รัตนโกสินทร์ 1
2
14 8 เศรษฐกิจและสังคมสมยั รัตนโกสนิ ทร์
1
15 9 วฒั นธรรมและภูมปิ ญั ญาสมัยรตั นโกสนิ ทร์ 18
16-17 10 โครงการพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิ
พลอดลุ ยเดช และพระราชกรณยี กจิ ทสี่ ำคัญของ
พระมหากษัตรยิ อ์ งค์ปัจจบุ นั
18 สอบปลายภาค
รวม
วธิ ีจดั การเรยี นการสอน
1. การสอนแบบแกป้ ญั หา
2. การสอนแบบแผนทีก่ ารคดิ (Mind Mapping)
3. การสอนโดยใชท้ กั ษะกระบวนการกลมุ่
สื่อการสอน
1. Power point
2. Video
3. รปู ภาพ
ข้อกำหนดของรายวิชา ( Course Requirement )
1.การมีส่วนรว่ มในชนั้ เรียน
การทำแบบฝกึ หัด 20 คะแนน
การทดสอบยอ่ ย 20 คะแนน
กิจกรรมในชนั้ เรียน 20 คะแนน
รวม 60 คะแนน
2.การสอบประมวลความรดู้ ้านทฤษฎี
สอบปลายภาค 20 คะแนน
3.จติ พิสยั 20 คะแนน
รวมคะแนนท้ังส้ิน 100 คะแนน
โครงการสอน
แผนกวชิ า สามัญสัมพนั ธ์ ( กลุ่มวิชาสงั คมศึกษา )
ชอื่ รายวชิ า ประวตั ศิ าสตรช์ าติไทย (Thai History) รหัสวชิ า 2000 1507
จำนวน 1 หน่วยกิต
ชอ่ื ผู้สอน นางสาวพัฒนาภรณ์ พระสนุ ิน
ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 ระดบั ชน้ั ปวช.
จุดประสงคร์ ายวิชา
1. เพื่อให้มีความรู้ความเขา้ ใจเกย่ี วกับกระบวนการทางประวตั ศิ าสตร์
2. เพ่ือใหส้ ามารถนำความรู้ทางประวัติศาสตรม์ าประยุกต์ใชเ้ ปน็ พื้นฐานในการดำรงชวี ิต
3. เพื่อให้ตระหนักในความสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อธำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา
และพระมหากษตั รยิ ์
มาตรฐานรายวิชา
1. แสดงความรู้เก่ยี วกับกระบวนการทางประวตั ิศาสตร์
2. เปรยี บเทียบการเมอื ง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม วฒั นธรรม ของประวตั ศิ าสตรช์ าติไทย
คำอธิบายรายวชิ า
ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการทางประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ชาติไทยสมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี
รัตนโกสินทร์ ดา้ นการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สงั คม วฒั นธรรม โครงการพระราชดำริในพระบาทสมเด็จ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระมหากษัตริย์องค์
ปัจจุบนั
กำหนดการเรยี นการสอน
สัปดาห์ท่ี หน่วยที่ ชื่อหน่วยการเรยี นรู้และรายการสอน จำนวนชัว่ โมง
1 ปฐมนิเทศ,แนะนำรายวชิ า 1
2 1 กระบวนการทางประวตั ศิ าสตร์ 1
2 2
3-4 ประวตั ิศาสตร์ชาตไิ ทยสมัยสุโขทัย
1
5 3 เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และภูมิปัญญาสมัยสโุ ขทยั 2
6-7 4 ประวตั ศิ าสตร์ชาตไิ ทยสมยั อยธุ ยา 2
8-9 5 เศรษฐกิจ สงั คม วฒั นธรรม และภมู ปิ ัญญาสมัยอยธุ ยา
สปั ดาหท์ ่ี หน่วยท่ี ชอื่ หน่วยการเรียนรู้และรายการสอน จำนวนชว่ั โมง
10-11 6 ประวัติศาสตรไ์ ทยสมยั ธนบรุ ี 2
12-13 7 ประวตั ิศาสตร์ไทยสมยั รตั นโกสินทร์ 2
14 8 เศรษฐกจิ และสังคมสมัยรัตนโกสนิ ทร์ 1
15 9 วฒั นธรรมและภมู ปิ ญั ญาสมยั รัตนโกสนิ ทร์ 1
16-17 10 โครงการพระราชดำริในพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิ 2
พลอดุลยเดช และพระราชกรณียกิจทสี่ ำคัญของ
18 พระมหากษัตรยิ ์องคป์ จั จุบัน 1
สอบปลายภาค 18
รวม
วิธีจัดการเรียนการสอน 20 คะแนน
1. การสอนแบบร่วมมือ 20 คะแนน
2. การสอนโดยใชท้ ักษะกระบวนการกลุ่ม 20 คะแนน
3. การสอนแบบแผนที่ความคิด ( Mind Mapping) 60 คะแนน
ส่อื การเรยี นการสอน 20 คะแนน
1. Power Point 20 คะแนน
2. Clip Video 100 คะแนน
3. Video
ขอ้ กำหนดของรายวชิ า ( Course Requirement)
1. การมสี ่วนรว่ มในชนั้ เรียน
การทำแบบฝึกหดั
การทดสอบย่อย
กิจกรรมในชน้ั เรยี น
รวม
2. การสอบประมวนผลทฤษฎี
สอบปลายภาค
3. จิตพิสัย
รวมคะแนนทั้งสน้ิ
โครงการสอน
แผนกวชิ า สามญั สัมพนั ธ์ ( กลมุ่ วิชาสังคมศกึ ษา )
ชื่อรายวชิ า หน้าที่พลเมืองและศลี ธรรม รหัสวชิ า 20000 1501
จำนวน 2 หน่วยกติ
ช่อื ผสู้ อน นางสาวพฒั นาภรณ์ พระสนุ ิน
ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 ระดบั ช้นั ปวช.
จดุ ประสงค์รายวิชา
1. เพ่อื ให้นักเรียนมีความร้คู วามเขา้ ใจเก่ียวกับสถาบนั ครอบครัวและสถาบันทางสงั คม สทิ ธหิ นา้ ท่ีของ
พลเมืองดีและหลักธรรมของศาสนา
2. เพอื่ ให้นักเรียนปฏิบตั ติ นเปน็ พลเมอื งดตี ามระบบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมขุ
3. เพือ่ ใหน้ ักเรียนปฏบิ ตั ิตนเป็นศาสนกิ ชนท่ีดีตามหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ
4. เพ่อื ให้นกั เรียนตระหนักถึงการดำรงชีวติ ที่ถกู ต้องดีงามในฐานะศาสนิกชนและพลเมอื งดี
สมรรถนะรายวิชา
1. แสดงความรเู้ ก่ยี วกบั สถาบันครอบครัวและสถานบนั ทางสงั คม สิทธิหน้าท่พี ลเมืองดี และหลกั ธรรมของ
ศาสนา
2. วิเคราะหห์ ลักการของวัฒนธรรม คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
เพื่อใชใ้ นการดำรงชวี ติ
3. นำหลกั ศาสนา หลกั ธรรม และหลักกฎหมาย มาประยกุ ตใ์ ช้เพ่ือการเป็นพลเมืองดี
คำอธิบายรายวิชา
ศกึ ษาเกีย่ วกบั ความสำคญั ของสถาบันครอบครวั และสถาบันครอบครวั และสถาบนั ทางสังคม
วัฒนธรรม คุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยมและการดำรงชีวิตตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สทิ ธิหนา้ ท่ี
ของพลเมืองดีตามระบอบประชาธิปไตยอนั อนั มีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข และหลักธรรมของศาสนาที่
ตนนับถือ
กำหนดการเรียนการสอน
สปั ดาหท์ ่ี หนว่ ยท่ี รายการสอน จำนวนชว่ั โมง
1 หนว่ ยที่ 1 สถาบนั ทางสังคมและบรรทดั ฐานทางสังคม 2
สังคมไทย ปญั หาสังคมไทย คุณธรรม จริยธรรมและ
2 หน่วยที่ 2 ค่านิยมที่ควรปลูกฝงั ในสังคมไทย 2
วฒั นธรรมไทย
3 หน่วยที่ 3 การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันอันมี 2
พระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมุข
4 หนว่ ยท่ี 4 สทิ ธิและหนา้ ท่ขี องพลเมืองดีตามระบอบประชาธปิ ไตย 2
สทิ ธิและหน้าที่ของพลเมืองดีตามระบอบประชาธิปไตย
5 หน่วยที่ 5 2
6 หนว่ ยท่ี 5 พลเมอื งดีตามหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง 2
7 หน่วยที่ 6 พลเมอื งดีตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2
8 หนว่ ยที่ 6 สอบกลางภาค 2
9 หนว่ ยท่ี 1-6 ศาสนากับการดำเนินชวี ติ 2
10 หน่วยที่ 7 พุทธประวัติ วนั สำคัญ องค์ประกอบทางพระพุทธศาสนา 2
11 หน่วยที่ 8 และเร่ืองน่าร้จู ากพระไตรปิฎก
หลกั ธรรมและหลักปฏิบตั ิทางพระพุทธศาสนา 2
12 หน่วยที่ 9 หนา้ ทช่ี าวพทุ ธและศาสนกิ ชนตัวอยา่ ง
13 หน่วยที่10 มารยาทชาวพุทธ 2
14 หน่วยที่ 11 2
15 หนว่ ยท่ี 12 ศาสนาพราหมณ-์ ฮนิ ดู 2
16 หนว่ ยท่ี 13 2
17 หน่วยท่ี 14 ศาสนาครสิ ต์
18 หนว่ ยที่ 7-14 2
ศาสนาอสิ ลาม 2
2
สอบปลายภาค 36
รวม
วิธีจดั การเรียนการสอน
1. การสอนแบบร่วมมือ
2. การสอนโดยใช้ทักษะกระบวนการกลุ่ม
3. การสอนแบบแผนท่ีความคิด ( Mind Mapping)
ส่อื การเรียนการสอน
1. Power Point
2. Clip Video
3. รปู ภาพ
ข้อกำหนดของรายวชิ า ( Course Requirement)
1. การมีส่วนรว่ มในช้ันเรียน
การทำแบบฝึกหดั 20 คะแนน
การทดสอบย่อย 20 คะแนน
กิจกรรมในชน้ั เรยี น 20 คะแนน
รวม 60 คะแนน
2. การสอบประมวนผลทฤษฎี
สอบปลายภาค 20 คะแนน
3. จติ พิสยั 20 คะแนน
รวมคะแนนทงั้ สน้ิ 100 คะแนน
โครงการสอน
แผนกวิชา สามัญสมั พันธ์ ( กลมุ่ วชิ าสงั คมศกึ ษา)
ชอื่ รายวชิ า หนา้ ท่พี ลเมืองและศีลธรรม รหสั วิชา 2000 1501
จำนวน 2 หนว่ ยกิต
ชื่อผูส้ อน นางสาวพฒั นาภรณ์ พระสุนิน
ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 ระดับชัน้ ปวช.
จดุ ประสงค์รายวชิ า
1. เพ่อื ใหน้ ักเรียนมคี วามรู้ความเข้าใจเกย่ี วกบั สถาบันครอบครัวและสถาบนั ทางสังคม สทิ ธิหน้าท่ขี อง
พลเมอื งดแี ละหลักธรรมของศาสนา
2. เพอื่ ใหน้ ักเรยี นปฏิบัตติ นเปน็ พลเมอื งดตี ามระบบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ
3. เพอ่ื ให้นกั เรยี นปฏิบตั ิตนเปน็ ศาสนกิ ชนทีด่ ตี ามหลักธรรมของศาสนาท่ีตนนับถือ
4. เพ่อื ให้นกั เรยี นตระหนักถึงการดำรงชีวิตทีถ่ ูกต้องดงี ามในฐานะศาสนิกชนและพลเมืองดี
สมรรถนะรายวิชา
1. แสดงความรู้เกี่ยวกบั สถาบันครอบครวั และสถานบนั ทางสังคม สิทธหิ น้าทพี่ ลเมอื งดี และหลกั ธรรมของ
ศาสนา
2. วเิ คราะห์หลักการของวฒั นธรรม คณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
เพื่อใชใ้ นการดำรงชวี ิต
3. นำหลกั ศาสนา หลักธรรม และหลักกฎหมาย มาประยุกตใ์ ช้เพื่อการเป็นพลเมืองดี
คำอธบิ ายรายวิชา
ศกึ ษาเกี่ยวกับความสำคัญของสถาบันครอบครัวและสถาบันครอบครัวและสถาบันทางสังคม
วัฒนธรรม คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ มและการดำรงชีวิตตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง สทิ ธิหนา้ ท่ี
ของพลเมืองดีตามระบอบประชาธิปไตยอันอนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมขุ และหลักธรรมของศาสนาท่ี
ตนนับถือ
กำหนดการเรียนการสอน
สปั ดาหท์ ่ี หน่วยที่ รายการสอน จำนวนชว่ั โมง
1 หน่วยท่ี 1 สถาบันทางสังคมและบรรทัดฐานทางสังคม 2
สงั คมไทย ปัญหาสังคมไทย คุณธรรม จรยิ ธรรมและ
2 หน่วยท่ี 2 คา่ นยิ มท่ีควรปลกู ฝังในสังคมไทย 2
วัฒนธรรมไทย
3 หนว่ ยที่ 3 การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอันอนั มี 2
พระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมุข
4 หน่วยที่ 4 สิทธิและหนา้ ท่ขี องพลเมืองดีตามระบอบประชาธปิ ไตย 2
สทิ ธแิ ละหนา้ ทข่ี องพลเมืองดีตามระบอบประชาธปิ ไตย
5 หนว่ ยที่ 5 2
6 หนว่ ยที่ 5 พลเมืองดตี ามหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง 2
7 หน่วยท่ี 6 พลเมอื งดตี ามหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง 2
8 หนว่ ยที่ 6 สอบกลางภาค 2
9 หนว่ ยที่ 1-6 ศาสนากับการดำเนินชวี ิต 2
11 หน่วยที่ 7 พทุ ธประวัติ วันสำคัญ องค์ประกอบทางพระพุทธศาสนา 2
หน่วยท่ี 8 และเรือ่ งน่ารูจ้ ากพระไตรปิฎก
12 หลักธรรมและหลักธรรมหลกั ปฏบิ ัติทางพระพุทธศาสนา 2
หนว่ ยที่ 9 หน้าทชี่ าวพทุ ธและศาสนิกชนตวั อยา่ ง,มารยาทชาวพุทธ
13 หนว่ ยท่ี10,11 ศาสนาพราหมณ-์ ฮินดู 2
14 2
15 หนว่ ยท่ี 12 ศาสนาครสิ ต์ 2
16
หน่วยท่ี 13 ศาสนาอิสลาม 2
17
18 หนว่ ยที่ 14 สอบปลายภาค 2
หนว่ ยที่ 7-14 รวม 2
36
วิธีจดั การเรียนการสอน
1. การสอนแบบร่วมมือ
2. การสอนโดยใช้ทักษะกระบวนการกลุ่ม
3. การสอนแบบแผนท่ีความคิด ( Mind Mapping)
ส่อื การเรียนการสอน
1. Power Point
2. Clip Video
3. รปู ภาพ
ข้อกำหนดของรายวชิ า ( Course Requirement)
1. การมีส่วนรว่ มในช้ันเรียน
การทำแบบฝึกหดั 20 คะแนน
การทดสอบย่อย 20 คะแนน
กิจกรรมในชน้ั เรยี น 20 คะแนน
รวม 60 คะแนน
2. การสอบประมวนผลทฤษฎี
สอบปลายภาค 20 คะแนน
3. จติ พิสยั 20 คะแนน
รวมคะแนนทงั้ สน้ิ 100 คะแนน
แผนการสอน
รหัส ๒๐๐๐-๑๕๐๑ วชิ า หน้าท่พี ลเมอื งและศีลธรรม
รหสั ๒๐๐๐-๑๕๐๗ วิชา ประวัตศิ าสตรช์ าตไิ ทย
รหัส ๒๐๐๐๐-๑๕๐๑ วิชา หน้าทพี่ ลเมืองและศีลธรรม
รหัส ๒๐๐๐๐-๑๕๐๒ วิชา ประวตั ศิ าสตร์ชาตไิ ทย
ประเภทวชิ า สามัญสัมพนั ธ์ สาขาวชิ าสังคมศกึ ษา
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2563
ครผู สู้ อน นางสาวพฒั นาภรณ์ พระสนุ ิน
แผนการจดั การเรียนร้แู บบบรู ณาการท่ี ๑ หน่วยที่ ๑
สอนครงั้ ท่ี ๒-๓
รหสั วิชา ๒๐๐๐๐–๑๕๐๑ วิชา หน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม จานวน ๒ ชวั ่ โมง
ชื่อหน่วย/เรอ่ื ง สถาบนั ทางสงั คม
จดุ ประสงคร์ ายวิชา
๑. รแู้ ละเขา้ ใจเกย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๒. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ และ
เป็นศาสนกิ ชนทด่ี ตี ามหลกั ธรรมของศาสนาทต่ี นนับถอื
๔. ตระหนกั ถงึ การดาเนนิ ชวี ติ ทถ่ี กู ตอ้ งดงี ามในฐานะศาสนิกชนและพลเมอื งดี
สมรรถนะรายวิชา
๑. แสดงความรเู้ กย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๒. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามบรรทดั ฐานทางสงั คม คา่ นยิ มพน้ื ฐานและระบอบประชาธปิ ไตย
อนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข
สาระสาคญั
สถาบนั ทางสงั คมเป็นแบบแผนของกระบวนการคดิ และพฤตกิ รรมของคนในสงั คม สถาบนั สงั คมทเ่ี ป็น
พ้นื ฐานหรือความต้องการเบ้ืองต้นของสมาชกิ ในสงั คม ประกอบด้วยสถาบนั ครอบครวั สถาบนั การศกึ ษา
สถาบนั ศาสนา สถาบนั เศรษฐกจิ สถาบนั การเมอื งการปกครอง สถาบนั นันทนาการ และสถาบนั ส่อื สารมวลชน
ซง่ึ สถาบนั ทางสงั คมแต่ละแหง่ ย่อมมบี รรทดั ฐานทางสงั คมทแ่ี ตกตา่ งกนั
ผลการเรยี นร้ทู ่ีคาดหวงั
๑. บอกความหมายและองคป์ ระกอบของสถาบนั ทางสงั คมได้
๒. บอกบทบาท ความสาคญั ของสถาบนั ทางสงั คม และบรรทดั ฐานทางสงั คมได้
๓. บอกความสมั พนั ธข์ องสถาบนั ทางสงั คม
๔. มกี ารพฒั นาคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผสู้ าเรจ็ การศกึ ษา
สานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา ทค่ี รสู ามารถสงั เกตไดข้ ณะทาการสอนในเร่อื ง
๑. ความมมี นุษยสมั พนั ธ์ ๒. ความมวี นิ ัย
๓. ความรบั ผดิ ชอบ ๔. ความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ
๕. ความเชอ่ื มนั ่ ในตนเอง ๖. การประหยดั
๗. ความสนใจใฝร่ ู้ ๘. การละเวน้ สงิ่ เสพตดิ และการพนัน
๙. ความรกั สามคั คี ๑๐. ความกตญั ญกู ตเวที
สาระการเรยี นรู้
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ๑
๑. สถาบนั ทางสงั คม
๒
๒. บทบาท ความสาคญั ของสถาบนั ทางสงั คมและบรรทดั ฐานทางสงั คม
๓. ความสมั พนั ธข์ องสถาบนั ทางสงั คม
กิจกรรมการเรียนรู้
- ชวั่ โมงท่ี ๑ เร่อื ง สถาบนั ทางสงั คม -
ขนั้ นา
๑. .ใหน้ กั เรยี นเลอื กสถาบนั ทางสงั คมทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ชวี ติ ของนักเรยี น โดยมบี ตั รคาสถาบนั ทางสงั คม
ตอ่ ไปน้ี สถาบนั ครอบครวั สถาบนั การศกึ ษา สถาบนั ศาสนา สถาบนั การเมอื งการปกครอง สถาบนั นันทนาการ
สถาบนั เศรษฐกจิ สถาบนั ส่อื สารมวลชน
เช่อื มโยงเขา้ สกู่ ารสอน (จากสถาบนั ทางสงั คมทนี่ ักเรยี นเลอื กมาทุกสถาบนั ลว้ นมคี วามเกยี่ วขอ้ งกบั
นักเรยี นอย่างหลกี เลยี่ งไมไ่ ด้ ขน้ึ อยวู่ า่ เป็นความสมั พนั ธท์ างตรงหรอื ทางออ้ ม ดงั นัน้ สถาบนั ทางสงั คมจงึ เป็น
เรอื่ งทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั นกั เรยี น)
ขนั้ สอน
๑. สุ่มนกั เรยี นเขยี นความหมายของคาวา่ “สถาบนั สงั คม” ลงบนกระดานจานวน ๔-๕ คน จากนนั้
นกั เรยี นรว่ มกนั สรุปลงคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรู้ หน้า ๒๕ ตอนท่ี ๑ ขอ้ ท่ี ๑ โดยมคี รอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ ให้
สมบูรณ์ (สถาบนั สงั คม หมายถงึ รปู แบบพฤตกิ รรมทมี่ แี บบแผนหรอื กฎเกณฑค์ วามสมั พนั ธท์ บี่ คุ คลยดึ ถอื
เพอื่ สนองความตอ้ งการของสมาชกิ ในสงั คม)
๓. นักเรยี นศกึ ษาองคป์ ระกอบของสถาบนั ทางสงั คม แลว้ เขยี นคาตอบลงคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรู้
หน้า ๒๕ ตอนท่ี ๑ ขอ้ ท่ี ๒-๔ โดยมคี รเู ป็นผอู้ ธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหส้ มบูรณ์
• องคก์ ารทางสงั คม หรอื กลุ่มสงั คม (กลุม่ คนทมี่ คี วามสมั พนั ธม์ กี ารกระทาต่อกนั ในสงั คม)
• หน้าทข่ี องสถาบนั ทางสงั คม (การปฏบิ ตั ทิ มี่ จี ดุ มงุ่ หมายในการสนองความตอ้ งการของสงั คม)
• บรรทดั ฐานทางสงั คม (แบบแผนพฤตกิ รรมและแบบแผนความคดิ ในการประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ อ่ กนั ของ
สมาชกิ เพอื่ ใหบ้ รรลวุ ตั ถุประสงคข์ องสถาบนั นนั้ )
๔. นกั เรยี นทาใบงาน ๑.๑ เร่อื งครอบครวั ของฉนั ในหนังสอื เรยี นวชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของ
สานักพมิ พเ์ อมพนั ธ์ หน้า ๒๘ จากนนั้ วเิ คราะหว์ ่าครอบครวั ของนักเรยี นเป็นครอบครวั ประเภทใด (ครอบครวั
เดย่ี ว/ครอบครวั ขยาย)
ขนั้ สรปุ
๕. นักเรยี นช่วยกนั จดั กลุม่ ความสมั พนั ธข์ ององคป์ ระกอบสถาบนั ครอบครวั ตามหวั ขอ้ ทข่ี ดี เสน้
ดงั ต่อไปน้ี กล่มุ สงั คม : (บดิ า มารดา บตุ ร สามี ภรรยา ปู่ ย่า ตา ยาย เครอื ญาต)ิ
บทบาทและหน้าที่ : (ใหก้ ารเล้ยี งดู อบรมสงั ่ สอน)
บรรทดั ฐาน : (การเล้ยี งดบู ุตร เล้ยี งดบู ดิ า มารดา)
๓
๖. แบง่ กลุ่มใหน้ ักเรยี นทาแผนผงั ความคดิ เร่อื ง “สถาบนั สงั คม” โดยแบง่ ออกเป็น ๖ กลมุ่ ดงั ตอ่ ไปน้ี
สถาบนั การศกึ ษา สถาบนั ศาสนา สถาบนั การเมอื งการปกครอง สถาบนั นันทนาการ สถาบนั เศรษฐกจิ และ
สถาบนั สอ่ื สารมวลชน ใหน้ าเสนอในชวั่ โมงตอ่ ไป
- ชวั่ โมงที่ ๒ เร่อื ง บรรทดั ฐานทางสงั คมและความสมั พนั ธข์ องสถาบนั ทางสงั คม-
ขนั้ นา
๑. นักเรยี นดลู ะครเรอ่ื งวยั แสบสาแหรกขาด โครงการ ๒ ฉากพที และครอบครวั จาก
https://www.youtube.com/watch?v=ayRUxf6rIy0 จากนนั้ ร่วมกนั วเิ คราะหต์ ามประเดน็ ต่อไปน้ี
• ครอบครวั พที เป็นครอบครวั เดย่ี ว หรอื ครอบครวั ขยาย (ครอบครวั ขยาย เพราะมคี ณุ ตาคุณยายอยู่
ดว้ ย)
• สาเหตใุ ดทส่ี ง่ ผลใหพ้ ที มอี าการโมโห (พฤตกิ รรมของคนในครอบครวั สง่ ผลใหพ้ ที เป็นเดก็ อารมณ์
รอ้ น หงดุ หงดิ งา่ ย)
• สถาบนั ครอบครวั ส่งผลตอ่ เดก็ อยา่ งไร ใหย้ กตวั อยา่ งจากเรอ่ื ง (ข้นึ อยกู่ บั ดลุ ยพนิ จิ ของครู โดยมี
แนวคาตอบดงั น้ี เดก็ รบั อารมณ์ ทงั้ เลยี นแบบพฤตกิ รรมจากผใู้ หญ่ทใี่ กลช้ ดิ และเป็นไปตามการอบรม
สงั ่ สอนของผใู้ หญ่ ซงึ่ ในเรอื่ งครอบครวั แม่พที แสดงอารมณ์โมโห หงุดหงดิ ใส่พที เขาจงึ รบั อารมณ์และ
แสดงอารมณ์เหมอื นแมเ่ มอื่ ไมไ่ ดด้ งั่ ใจ)
เช่อื มโยงเขา้ สบู่ ทเรยี น
ขนั้ สอน
๒. นักเรยี นและครชู ่วยกนั สรุปความสาคญั ของสถาบนั ครอบครวั จากละคร “สถาบนั ครอบครวั เป็น
สถาบนั ทางสงั คมทเ่ี ลก็ ทส่ี ดุ และใกลช้ ดิ ทส่ี ดุ จงึ สาคญั ทส่ี ดุ ” จากนนั้ ใหน้ กั เรยี นชว่ ยกนั เขยี นองคป์ ระกอบสถาบนั
ครอบครวั ในใบงาน ๑.๒ หน้า ๒๙
๓. นกั เรยี นจบั สลากเพอ่ื นาเสนอแผนผงั ความคดิ สถาบนั ทางสงั คมดงั ตอ่ ไปน้ี โดยมอี งคป์ ระกอบให้
ครบถว้ น
• สถาบนั การศกึ ษา
• สถาบนั ศาสนา
• สถาบนั การเมอื งการปกครอง
• สถาบนั นันทนาการ
• สถาบนั เศรษฐกจิ
• สถาบนั สอ่ื สารมวลชน
จากนนั้ นกั เรยี นทุกคนทาใบงาน ๑.๒ หน้า ๒๙ องคป์ ระกอบของสถาบนั การศกึ ษาและสถาบนั ศาสนา
คาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรหู้ น้า ๒๕ ส่งทา้ ยคาบเรยี น
๔
๔. นกั เรยี นเรยี นรสู้ ถาบนั ทางสงั คม จากการทาใบงานท่ี ๑.๓ เรอ่ื งกลุม่ สงั คมในสถาบนั เศรษฐกจิ และ
๑.๔ เร่อื งสถาบนั นันทนาการในชวี ติ ประจาวนั โดยมคี รอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ ใหส้ มบูรณ์ดว้ ยใชส้ ่อื Power point หน่วย
การเรยี นรทู้ ่ี ๑
ขนั้ สรปุ
๕. นกั เรยี นร่วมกนั อภปิ รายและสรปุ ความสาคญั ของสถาบนั ทางสงั คม (สถาบนั ทางสงั คม เป็นแบบ
แผนพฤตกิ รรมทใี่ หส้ มาชกิ พงึ ปฏบิ ตั เิ พอื่ การอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมไดอ้ ย่างสงบสขุ )
ส่ือและแหล่งการเรยี นรู้
๑. หนังสอื เรยี น วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของบรษิ ทั สานกั พมิ พเ์ อมพนั ธ์ จากดั
๒. ส่อื PowerPoint วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ๑
๓. บตั รขอ้ ความ สถาบนั ครอบครวั สถาบนั การศกึ ษา สถาบนั ศาสนา สถาบนั การเมอื งการปกครอง
สถาบนั นันทนาการ สถาบนั เศรษฐกจิ สถาบนั ส่อื สารมวลชน
๔. ส่อื Youtube
หลกั ฐาน
๑. การตรวจใบงาน กจิ กรรม คาถาม
๒. แผนผงั ความคดิ
๓. การเชค็ ช่อื เรยี นในรายวชิ า
การวดั ผลและการประเมินผล
วิธีวดั ผล
๑. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล
๒. สงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่
๓. ตรวจคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน
๔. ใหค้ ะแนนการนาเสนอแผนผงั ความคดิ
๕. ตรวจบนั ทกึ ความดี
เครื่องมือวดั ผล
๑. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
๒. แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกล่มุ (โดยคร)ู
๓. คาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน จากหนงั สอื เรยี นวชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
๔. แบบประเมนิ การนาเสนอแผนผงั ความคดิ
๕. บนั ทกึ ความดี
เกณฑก์ ารประเมินผล
๑. เกณฑผ์ า่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล ตอ้ งไมม่ ชี อ่ งปรบั ปรุง
๒. เกณฑผ์ า่ นการประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลุ่ม คอื ปานกลาง (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๕
๓. ตอบคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรแู้ ละทาใบงานไดท้ กุ ใบงานจงึ จะถอื วา่ ผ่านการประเมนิ
๔. แบบประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ คะแนนขน้ึ อยกู่ บั การประเมนิ
ตามสภาพจรงิ
๕. การบนั ทกึ ความดไี ม่มีเกณฑ์ ให้นักเรียนบนั ทกึ ตามสภาพจรงิ แต่นักเรยี นจะสามารถทราบ
ผลการบนั ทกึ ความดดี ว้ ยการนาขอ้ มูลบนั ทกึ ความดใี นแต่ละครงั้ มาเขยี นกราฟแสดงจะเหน็
พฒั นาการความดขี องตนเองลงในแบบพฒั นาความดที อ่ี ย่ดู า้ นหลงั ของหน้าปกหนังสอื เรยี น
กิจกรรมเสนอแนะ
ใหน้ ักเรยี นบนั ทกึ ความดแี ละนาผลไปลงในแผนพฒั นาการความดี
๖
๗
๘
เกณฑก์ ารประเมินการเขียน Mind Mapping
ระดบั คณุ ภาพ
ประเดน็ การประเมิน 4 3 2 1
(ดมี าก) (ด)ี (พอใช)้ (ปรบั ปรงุ )
Mind Mapping เขยี นแผนท่ี เขยี นแผนท่ี เขยี นแผนท่ี เขยี นแผนท่ี
ความคดิ ทแ่ี สดง ความคดิ ทแ่ี สดง ความคดิ ทแ่ี สดง ความคดิ ทแ่ี สดง
ความคดิ รวบยอด ความคดิ รวบยอด ความคดิ รวบยอด ความคดิ รวบยอด
หลกั ถูกตอ้ ง หลกั ถกู ตอ้ ง หลกั ถกู ตอ้ ง หลกั ไม่ตรง
ตรงประเดน็ ขยายความคดิ ขยายความคดิ ประเดน็
ขยายความคดิ ย่อยไดถ้ กู ตอ้ ง ย่อยไดถ้ ูกตอ้ ง ขยายความคดิ ย่อย
ย่อยไดถ้ ูกตอ้ ง แต่ไม่ครบทุก มจี านวนน้อย ไดไ้ ม่ถกู ตอ้ ง
ครบทุกประเดน็ ประเดน็ มี ประเดน็ ไม่เชอ่ื มโยง
เชอ่ื มโยงความคดิ จานวนมาก เชอ่ื มโยงความคดิ ความคดิ รวบยอด
รวบยอดหลกั ประเดน็ รวบยอดหลกั หลกั ความคดิ รอง
ความคดิ รอง เชอ่ื มโยงความคดิ ความคดิ รอง ความคดิ ย่อย
ความคดิ ยอ่ ยได้ รวบยอดหลกั ความคดิ ย่อย มสี ไี มส่ วยงาม
ชดั เจน ความคดิ รอง มสี สี วยงาม ไมส่ ามารถแยก
มสี สี วยงาม ความคดิ ยอ่ ยได้ ไมส่ ามารถแยก ประเดน็ หลกั
ประณตี มสี สี วยงาม ประเดน็ หลกั ประเดน็ รอง
แยกประเดน็ หลกั แยกประเดน็ หลกั ประเดน็ รอง ประเดน็ ย่อย
ประเดน็ รอง ประเดน็ รอง ประเดน็ ยอ่ ย
ประเดน็ ย่อยได้ ประเดน็ ยอ่ ยได้
ชดั เจน
เกณฑ์การประเมิน ระดบั คะแนน 10 คะแนน คณุ ภาพดมี าก
ระดบั คะแนน 9 คะแนน คุณภาพดี
ระดบั คะแนน 7 - 8 คะแนน คุณภาพพอใช้
ระดบั คะแนน 5 - 6 คะแนน คณุ ภาพควรปรบั ปรงุ
๙
บนั ทึกหลงั การสอน
ขอ้ สรปุ หลงั การสอน
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ปัญหาที่พบ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แนวทางแกป้ ัญหา
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แผนการจดั การเรยี นรแู้ บบบูรณาการที่ ๑๐ หน่วยที่ ๑๐
สอนครงั้ ที่ ๒๓-๒๔
รหสั วิชา ๒๐๐๐๐–๑๕๐๑ วิชา หน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
ช่ือหน่วย/เรอ่ื ง หน้าทช่ี าวพุทธและศาสนิกชนตวั อยา่ ง จานวน ๒ ชวั ่ โมง
จดุ ประสงคร์ ายวิชา
๑. รแู้ ละเขา้ ใจเกย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๒. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ และ
เป็นศาสนกิ ชนทด่ี ตี ามหลกั ธรรมของศาสนาทต่ี นนับถอื
๔. ตระหนักถงึ การดาเนินชวี ติ ทถ่ี ูกตอ้ งดงี ามในฐานะศาสนิกชนและพลเมอื งดี
สมรรถนะรายวิชา
๑. แสดงความรเู้ กย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๓. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นตามหลกั จรยิ ธรรม วฒั นธรรมและหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนาทต่ี นนับถอื
สาระสาคญั
หน้าท่ีชาวพุทธเป็นคุณสมบัติท่ีดีของชาวพุทธท่ีจะต้องสร้างศรทั ธาให้เกิดมีในตน เรียนรู้ระเบียบ
ทถ่ี ูกตอ้ งในการไปวดั ตลอดจนการประกอบพธิ กี รรมและปฏบิ ตั ติ นทเ่ี หมาะสมตอ่ พระสงฆ์
ศาสนิกชนตวั อย่างในทน่ี ้ีประกอบดว้ ยพระภกิ ษุ และอุบาสก ทท่ี าคุณประโยชน์ใหแ้ ก่พระพุทธศาสนา
และประเทศชาติ
ผลการเรียนรทู้ ่ีคาดหวงั
๑. ปฏบิ ตั ติ นเป็นศาสนกิ ชนทด่ี ี
๒. วเิ คราะหข์ อ้ คดิ และแบบอย่างการดาเนินชวี ติ จากประวตั สิ าวก ศาสนิกชนตวั อย่าง
๓. มกี ารพฒั นาคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผสู้ าเรจ็ การศกึ ษา
สานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา ทค่ี รสู ามารถสงั เกตไดข้ ณะทาการสอนในเรอ่ื ง
๑. ความมมี นุษยสมั พนั ธ์ ๒. ความมวี นิ ัย
๓. ความรบั ผดิ ชอบ ๔. ความซ่อื สตั ยส์ จุ รติ
๕. ความเชอ่ื มนั ่ ในตนเอง ๖. การประหยดั
๗. ความสนใจใฝร่ ู้ ๘. การละเวน้ สง่ิ เสพตดิ และการพนัน
๙. ความรกั สามคั คี ๑๐. ความกตญั ญกู ตเวที
สาระการเรียนรู้
๑. คุณสมบตั ทิ ด่ี ขี องชาวพุทธ
๒. การสรา้ งศรทั ธาใหเ้ กดิ มใี นตน
๓. การเรยี นรรู้ ะเบยี บปฏบิ ตั ใิ นการไปวดั
๔. วธิ ปี ฏบิ ตั ใิ นการประกอบพธิ กี รรมทว่ี ดั ในโอกาสตา่ งๆ
๕. วธิ ปี ฏบิ ตั ติ นทเ่ี หมาะสมตอ่ พระสงฆ์
๖. ศาสนกิ ชนตวั อยา่ ง
กิจกรรมการเรียนรู้
- ชวั ่ โมงที่ ๑ -
ขนั้ นาเขา้ สบู่ ทเรยี น
๑. นกั เรยี นเขยี นคุณสมบตั ทิ ด่ี ขี องชาวพทุ ธ ลงใบงานท่ี ๑๐.๑ คนละ ๑ ขอ้ ร่วมกนั สรปุ แลว้ เขยี นบน
กระดานใหน้ ักเรยี นเขยี นลงใบงานท่ี ๑๐.๑ ใหค้ รบทุกขอ้
จากนนั้ เชอ่ื มโยงเขา้ ส่บู ทเรยี น
ขนั้ สอน
๒. นักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายในประเดน็ “ชาวพทุ ธทด่ี ตี อ้ งมคี วามเช่อื แบบใด” (ขน้ึ อยกู่ บั ดุลยพนิ จิ แนว
คำตอบคอื ควำมเชอื่ ทปี่ ระกอบดว้ ยเหตุผล กมั มสทั ธำ วปิ ำกสทั ธำ กมั มสั สกตำสทั ธำ ตถำคตสทั ธำ)
๓. นักเรยี นดคู ลปิ งานบวช จาก https://www.youtube.com/watch?v=dyoz-D2IhIY แลว้ ตอบคาถาม
ต่อไปน้ี
• นกั เรยี นคดิ คอื ว่าวดั คอื สถานทอ่ี ยา่ งไร (ประกอบพธิ กี รรมทางศาสนา เป็นทพ่ี กั ผอ่ นหย่อนใจ)
• การไปวดั หรอื ประกอบกจิ กรรมในวดั หรอื ศาสนสถานควรประพฤตติ นอยา่ งไร (สุภาพให้
เกยี รตสิ ถานท่ี หรอื มกี าลเทศะ)
๔. แบ่งนักเรยี นเป็น ๕ กลุ่มช่วยกนั ศกึ ษาวธิ ปี ฏิบตั ติ นต่อพระสงฆ์และวธิ ปี ฏิบตั ติ นในการประกอบ
พธิ กี รรมทว่ี ดั ในโอกาสตา่ งๆทาใบงาน ๑๐.๒ เร่อื งการปฏบิ ตั ติ นใหเ้ หมาะสมต่อพระสงฆ์
ขนั้ สรปุ
๕. ตวั แทนกล่มุ จบั สลากสถานการณ์สมมตเิ พอ่ื อกมาแสดงบทบาทสมมตหิ น้าชนั้ เรยี น
- ชวั่ โมงที่ ๒ -
ขนั้ นา
๑. นกั เรยี นดโู ฆษณากระทรวงพลงั งานเกย่ี วกบั รชั กาลท่ี ๙ จาก
https://www.youtube.com/watch?v=gnuGm20FC8I จากนนั้ เช่อื มโยงเขา้ ส่บู ทเรยี น (จำกทเี่ หน็
พระองคม์ คี ุณธรรม เป็นพทุ ธศำสนิกชนทดี่ เี ป็นศำสนกิ ชนตวั อยำ่ ง)
ขนั้ สอน
๒. นักเรยี นศกึ ษาประวตั ศิ าสนิกชนตวั อย่างในหนงั สอื เรยี นวชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของบรษิ ทั
สานกั พมิ พเ์ อมพนั ธ์ ประกอบการอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ของครู
๓. นกั เรยี นสบื คน้ ขอ้ มลู บคุ คลทส่ี ามารถเป็นศาสนิกชนตวั อย่างได้ ๑ คนทาลงใบงานท่ี ๑๐.๓ พรอ้ ม
ทงั้ เขยี นคุณธรรมทน่ี ามาเป็นแบบอย่าง ๑-๓ ประการ
ขนั้ สรปุ
๔. นักเรยี นรว่ มกนั วเิ คราะหป์ ระโยชนข์ องการศกึ ษาประวตั ขิ องศาสนิกชนตวั อยา่ ง (ขน้ึ อย่กู บั ดลุ ย
พนิ ิจ โดยมแี นวคำตอบคอื ศกึ ษำเพอื่ นำคณุ ธรรมไปปฏบิ ตั เิ ป็นแบบอย่ำงในกำรดำเนนิ ชวี ติ )
ส่ือและแหลง่ การเรียนรู้
๑. หนังสอื เรยี น วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของบรษิ ทั สานกั พมิ พเ์ อมพนั ธ์ จากดั
๒. สอ่ื PowerPoint วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
๓. โทรศพั ทม์ อื ถอื
หลกั ฐาน
๑. การตรวจใบงาน กจิ กรรม คาถาม
๒. การเชค็ ชอ่ื เรยี นในรายวชิ า
การวดั ผลและการประเมินผล
วิธีวดั ผล
๑. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
๒. สงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่
๓. ตรวจใบงาน
เคร่อื งมือวดั ผล
๑. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
๒. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่ม
๓. คาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน จากหนังสอื เรยี นวชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
เกณฑก์ ารประเมินผล
๑. เกณฑผ์ ่านการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล ตอ้ งไมม่ ชี อ่ งปรบั ปรุง
๒. เกณฑผ์ า่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๓. ตอบคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรแู้ ละทาใบงานไดท้ ุกใบงานจงึ จะถอื วา่ ผา่ นการประเมนิ
กิจกรรมเสนอแนะ
ใหน้ กั เรยี นบนั ทกึ ความดแี ละนาผลไปลงในแผนพฒั นาการความดี
บนั ทึกหลงั การสอน
ข้อสรปุ หลงั การสอน
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ปัญหาที่พบ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แนวทางแกป้ ัญหา
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แผนการจดั การเรียนร้แู บบบรู ณาการท่ี ๑๑ หน่วยที่ ๑๑
สอนครงั้ ที่ ๒๕-๒๖
รหสั วิชา ๒๐๐๐๐–๑๕๐๑ วิชา หน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
ชื่อหน่วย/เร่ือง มารยาทชาวพุทธ จานวน ๒ ชวั ่ โมง
จดุ ประสงคร์ ายวิชา
๑. รแู้ ละเขา้ ใจเกย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๒. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข และ
เป็นศาสนกิ ชนทด่ี ตี ามหลกั ธรรมของศาสนาทต่ี นนบั ถอื
๔. ตระหนักถงึ การดาเนนิ ชวี ติ ทถ่ี ูกตอ้ งดงี ามในฐานะศาสนิกชนและพลเมอื งดี
สมรรถนะรายวิชา
๑. แสดงความรเู้ กย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๓. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นตามหลกั จรยิ ธรรม วฒั นธรรมและหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนาทต่ี นนับถอื
สาระสาคญั
มารยาทชาวพุทธ และมารยาทชาวไทยเป็นของคู่กนั ดงั นัน้ มารยาทชาวพุทธกค็ อื มารยาทชาวไทย
ทค่ี วรปฏบิ ตั นิ นั่ เอง
ผลการเรยี นรทู้ ่ีคาดหวงั
๑. ปฏบิ ตั ติ ามแบบอยา่ งมารยาทไทยได้
๒. ปฏบิ ตั กิ ารนงั่ การย่นื การเดนิ การไหว้ และการกราบไดถ้ ูกตอ้ ง
๓. มกี ารพฒั นาคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผสู้ าเรจ็ การศกึ ษา
สานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา ทค่ี รสู ามารถสงั เกตไดข้ ณะทาการสอนในเรอ่ื ง
๑. ความมมี นุษยสมั พนั ธ์ ๒. ความมวี นิ ยั
๓. ความรบั ผดิ ชอบ ๔. ความซ่อื สตั ยส์ จุ รติ
๕. ความเช่อื มนั ่ ในตนเอง ๖. การประหยดั
๗. ความสนใจใฝร่ ู้ ๘. การละเวน้ สงิ่ เสพตดิ และการพนนั
๙. ความรกั สามคั คี ๑๐. ความกตญั ญกู ตเวที
สาระการเรยี นรู้
๑. มารยาทชาวพทุ ธ
๒. การนงั่
๓. การยนื
๔. การเดนิ
๕. การไหว้
๖. การกราบ
กิจกรรมการเรยี นรู้
ขนั้ นาเข้าสบู่ ทเรยี น
๑. ครแู ละนกั เรยี นกลา่ วถงึ ความสาคญั ของมารยาทในสงั คมไทย
ขนั้ สอน (วิธีสอนแบบปฏิบตั ิกลุ่มยอ่ ย)
๒. นักเรยี นจดั กลุ่มแต่ละกลมุ่ เลอื กประธาน และเลขานุการกลมุ่ แบ่งกล่มุ ปฏบิ ตั เิ กย่ี วกบั มารยาททางพุทธ
๓. ประธานกลุ่มสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่มของสมาชกิ ในกลุ่มพรอ้ มทงั้ บนั ทกึ ผลการ
ปฏบิ ตั ติ ามใบงานสง่ ครู
ขนั้ สรปุ และการประยุกต์
๔. สรปุ ผลการปฏบิ ตั ติ ามสภาพจรงิ
๕. นกั เรยี นบนั ทกึ ความดี
ส่ือและแหล่งการเรยี นรู้
๑. หนงั สอื เรยี น วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของบรษิ ทั สานักพมิ พเ์ อมพนั ธ์ จากดั
๒. ใบงาน
๓. บนั ทกึ ความดี
๔. ส่อื PowerPoint วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
หลกั ฐาน
๑. การตรวจใบงาน กจิ กรรม คาถาม
๒. การเชค็ ชอ่ื เขา้ เรยี นในวชิ า
๓. บนั ทกึ ความดี
๔. พฒั นาการความดี
การวดั ผลและการประเมินผล
วิธีวดั ผล
๑. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
๒. ประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่
๓. ตรวจคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน
๔. การสงั เกตและประเมนิ พฤตกิ รรมดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
๕. ตรวจบนั ทกึ ความดี
เครื่องมอื วดั ผล
๑. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
๒. แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลุ่ม (โดยคร)ู
๓. คาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน จากหนงั สอื เรยี นวชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
๔. แบบประเมนิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ โดยครแู ละนกั เรยี น
ร่วมกนั ประเมนิ
๕. บนั ทกึ ความดี
เกณฑก์ ารประเมินผล
๑. เกณฑผ์ ่านการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล ตอ้ งไมม่ ชี ่องปรบั ปรุง
๒. เกณฑผ์ ่านการประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๓. ตอบคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรแู้ ละทาใบงานไดท้ ุกใบงานจงึ จะถอื ว่าผา่ นการประเมนิ
๔. แบบประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ คะแนนขน้ึ อย่กู บั การประเมนิ
ตามสภาพจรงิ
๕. การบนั ทึกความดไี ม่มเี กณฑ์ ให้นักเรยี นบนั ทกึ ตามสภาพจรงิ แต่นักเรยี นจะสามารถทราบ
ผลการบนั ทกึ ความดดี ว้ ยการนาขอ้ มูลบนั ทกึ ความดใี นแต่ละครงั้ มาเขยี นกราฟแสดงจะเหน็
พฒั นาการความดขี องตนเองลงในแบบพฒั นาความดที อ่ี ย่ดู า้ นหลงั ของหน้าปกหนังสอื เรยี น
กิจกรรมเสนอแนะ
ใหน้ กั เรยี นทาบนั ทกึ ความดแี ละนาผลไปลงในแผนพฒั นาการความดี
บนั ทึกหลงั การสอน
ขอ้ สรปุ หลงั การสอน
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ปัญหาที่พบ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แนวทางแก้ปัญหา
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แผนการจดั การเรยี นรแู้ บบบรู ณาการที่ ๑๒ หน่วยที่ ๑๒
รหสั วิชา ๒๐๐๐–๑๕๐๑ วิชา หน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม สอนครงั้ ที่ ๒๙-๓๐
ช่ือหน่วย/เรอ่ื ง ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู จานวน ๒ ชวั ่ โมง
จดุ ประสงคร์ ายวิชา
๑. รแู้ ละเขา้ ใจเกย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๒. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ และ
เป็นศาสนิกชนทด่ี ตี ามหลกั ธรรมของศาสนาทต่ี นนบั ถอื
๔. ตระหนักถงึ การดาเนนิ ชวี ติ ทถ่ี ูกตอ้ งดงี ามในฐานะศาสนิกชนและพลเมอื งดี
สมรรถนะรายวิชา
๑. แสดงความรเู้ กย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๓. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นตามหลกั จรยิ ธรรม วฒั นธรรมและหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนาทต่ี นนับถอื
สาระสาคญั
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาท่ีไม่มีศาสดา มีรากฐานจากคติศรทั ธา ความเช่ือท่ีหลากหลาย และ
พฒั นาการท่ยี าวนานหลายพนั ปี มอี ิทธพิ ลต่อวฒั นธรรม ความเช่อื พิธกี รรมต่างๆ ในประเทศไทย รวมทงั้ ประเทศ
ตา่ งๆ ในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ปรากฏหลกั ฐานทางอารยธรรมในประเทศกลุ่มอาเซยี น
ผลการเรียนร้ทู ี่คาดหวงั
๑. อธบิ ายถงึ หลกั ธรรมของศาสนาพราหมณ์-อนิ ดไู ด้
๒. วเิ คราะหถ์ งึ อารยธรรมอนิ เดยี ในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตไ้ ด้
๓. วเิ คราะหถ์ งึ อทิ ธพิ ลของวฒั นธรรมอนิ เดยี ทม่ี ตี ่อวฒั นธรรมไทยได้
๔. บอกความสาคญั ของบุคคลสาคญั ของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดไู ด้
๕. มกี ารพฒั นาคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผสู้ าเรจ็ การศกึ ษา
สานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา ทค่ี รสู ามารถสงั เกตไดข้ ณะทาการสอนในเร่อื ง
๑. ความมมี นุษยสมั พนั ธ์ ๒. ความมวี นิ ัย
๓. ความรบั ผดิ ชอบ ๔. ความซ่อื สตั ยส์ จุ รติ
๕. ความเช่อื มนั ่ ในตนเอง ๖. การประหยดั
๗. ความสนใจใฝร่ ู้ ๘. การละเวน้ สง่ิ เสพตดิ และการพนัน
๙. ความรกั สามคั คี ๑๐. ความกตญั ญกู ตเวที
สาระการเรยี นรู้
๑. หลกั ธรรมของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู
๒. อารยธรรมอนิ เดยี ในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้
๓. อทิ ธพิ ลของวฒั นธรรมอนิ เดยี ทม่ี ตี ่อวฒั นธรรมไทย
๔. บุคคลสาคญั
กิจกรรมการเรยี นรู้
ขนั้ นาเข้าสบู่ ทเรียน
๑. ครนู าเสนอภาพสญั ลกั ษณ์อกั ษรเทวนาครี อ่านว่า “โอม” ของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู พรอ้ มทงั้ การตงั้
ประเดน็ คาว่า “หากนักเรยี นเหน็ สญั ลกั ษณ์น้นี กั เรยี นคดิ ถงึ อะไรไดบ้ า้ ง” โดยครใู หน้ ักเรยี นออกมาเขยี นคาตอบหน้าชนั้
เรยี นทลี ะคน
๒. ครูและนักเรยี นประมวลคาตอบเก่ียวกับภาพสญั ลักษณ์อักษรเทวนาครี อ่านว่า “โอม” ของศาสนา
พราหมณ์-ฮนิ ดู ทน่ี ักเรยี นแต่ละคนเป็นคนเขยี น พรอ้ มทงั้ เช่อื มโยงเขา้ สู่บทเรยี น โดยการตงั้ คาถามและให้นักเรยี น
เขยี นคาตอบลงในสมุดบนั ทกึ เพอ่ื ประเมนิ ความรพู้ น้ื ฐานของนกั เรยี น ดงั น้ี
“สญั ลกั ษณ์ดงั กล่าวเขา้ ส่ปู ระเทศไทยไดอ้ ยา่ งไร”
“สญั ลกั ษณ์ดงั กลา่ วเกย่ี วขอ้ งกบั กลุ่มคนใดในสงั คมไทยบา้ ง”
“สญั ลกั ษณ์ดงั กล่าวเกย่ี วขอ้ งกบั ศาสนาใด และมจี ุดมุ่งหมายของศาสนาคอื อะไรจุดมุ่งหมายของศาสนา
คอื อะไร”
๓. ครูประเมินคาตอบของนักเรียน และนาเข้าสู่บทเรียนว่า “สัญลกั ษณ์ดังกล่าวเก่ียวข้องกับศาสนา
พราหมณ์-ฮนิ ดู ซง่ึ เป็นศาสนาทเ่ี ก่าแก่ ศาสนาหน่ึงในโลก มอี ทิ ธพิ ลต่อความคดิ ความเชอ่ื การดารงชวี ติ ของมนุษย์ใน
กล่มุ เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใตเ้ ป็นอยา่ งมาก ดงั นนั้ เราจงึ ตอ้ งจาเป็นทจ่ี ะเรยี นรคู้ วามเป็นมา จดุ ม่งุ หมาย และอทิ ธพิ ลของ
ศาสนาพราหมณ์ ทส่ี ง่ ผลกระทบตอ่ มนุษยชาต”ิ
ขนั้ สอน
๕. ครอู ธบิ ายหลกั ธรรมของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู โดยเปิดวดี ทิ ศั น์ใหน้ ักเรยี นดู
๖. ครจู ดั กลุ่มนักเรยี นโดยคละความสามารถ โดยใชเ้ ทคนิคกล่มุ รว่ มมอื กนั เรยี นรู้ (Group Investigation:GI)
แบง่ นกั เรยี นออกเป็นกลมุ่ กล่มุ ละ 5-6 คน
หลงั จากนัน้ นักเรยี นแต่ละกลุ่มร่วมกันพจิ ารณาคาถามต่างๆ ในกลุ่มท่ตี นเองสนใจ และเลอื กประเดน็ ท่จี ะ
ศกึ ษาอิสระ ภายใต้หวั ขอ้ “ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูทฉี่ ันอยากรู้จกั ” กลุ่มนักเรยี นจะกาหนดเป้าหมายของงานกลุ่ม
มอบหมายภาระงานในกล่มุ แลว้ ศกึ ษาเรอ่ื งทต่ี นเองไดร้ บั มอบหมายใหศ้ กึ ษา
บทบาทของครู คือ แนะนาแหล่งขอ้ มูลท่สี าคญั ในท่นี ้ีคอื หนังสอื เรยี นวิชาหน้าท่ีพลเมอื งและศลี ธรรม ของ
บรษิ ทั สานกั พมิ พเ์ อมพนั ธ์ จากดั หน่วยท่ี ๑๒ ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู หน้าท่ี ๒๓๐-๒๓๙
๗. นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ นาเสนอผลงานการศกึ ษาทค่ี น้ ควา้ หรอื คาตอบของกลุ่มตนเองหน้าชนั้ เรยี น โดยครจู ะ
เป็นผปู้ ระสานงานการเสนอรายงานทงั้ หมดของทุกกลุ่ม สมาชกิ แต่ละกลุ่มจะตอ้ งร่วมกนั พจิ ารณาว่าจะนาเสนอขอ้ มูล
อยา่ งไรใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพสงู สุด สมาชกิ จะมวี ธิ เี สนองาน เตรยี มส่อื ทเ่ี หมาะสมอย่างไร
๘. ครูประเมนิ ผลงานกลุ่มของผเู้ รยี นในการนาเสนอ พรอ้ มทงั้ สรุปองค์ความรจู้ ากทุกกลุ่ม เก่ยี วกบั ศาสนา
พราหมณ์-ฮนิ ดู ดงั น้ี
หลกั ธรรมของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู ไดแ้ ก่
หลกั อาศรม ๔ หมายถงึ ขนั้ ตอนของชวี ติ ในการปฏบิ ตั ติ นตามวยั เพ่อื ให้ชวี ติ ดขี น้ึ แบ่งเป็น 4 ระยะ คอื
-พรหมจารี ในช่วงเวลา ๒๕ ปีแรกของชวี ติ เป็นไปเพ่อื การศกึ ษาเล่าเรยี นวชิ าตามวรรณะของตน
จนจบการศกึ ษา
-คฤหัสถ์ ช่วง ๒๕ ปีหลงั จากสาเรจ็ การศกึ ษา จนถึงอายุ ๕๐ ปี เป็นระยะของการครองเรอื นช่วย
บดิ ามารดาประกอบอาชพี และปฏบิ ตั พิ ธิ กี รรมตามหน้าทข่ี องตน
-วานปรสั ถ์ ๒๕ ปี ตอ่ จากอายุ ๕๐ ปี จนถงึ อายุ ๗๕ ปี ละชวี ติ ผู้ครองเรอื น ออกบาเพญ็ ตบะไปอยู่
อาศรมในป่า เป็นฤๅษี โยคี ดาบส นกั พรต ตามแต่ลกั ษณะการประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
-สนั ยาสี ระยะ ๒๕ ปีสดุ ทา้ ยของชวี ติ สาหรบั ผแู้ สวงหาโมกษะความหลดุ พน้ จากสงั สารวฏั
ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู ส่งผลกระทบต่อเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ในหลายดา้ น ดงั น้ี
-ศาสนา ประชากรในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้รบั หลกั การของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู เช่น มคี วาม
เช่อื ว่าพระพรหมเป็นผสู้ รา้ ง คอื ศนู ยก์ ลางของจกั รวาล เป็นผกู้ าหนดชวี ติ ของมนุษย์
-อกั ษรศาสตร์ การรบั เอาภาษาบาลี สนั สกฤตมาใช้ รวมทงั้ วรรณกรรมของอนิ เดยี เช่น มหากาพย์
รามายณะ ซง่ึ มอี ทิ ธพิ ลตอ่ วรรณคดขี องไทย พมา่ เขมร อนิ โดนีเซยี
-การเมืองการปกครอง แนวคดิ ความเช่อื เร่อื กษัตรยิ ์เป็นสมมตเิ ทพไดอ้ านาจการปกครองมาจาก
เทพเจา้ ทงั้ หลาย การรบั หลกั กฎหมายอนิ เดยี คอื พระมนูธรรมศาสตร์ มาเป็นแมบ่ ทกฎหมาย
ขนั้ สรปุ และการประยุกต์
๙. ครแู ละนกั เรยี นสรุปจากการพจิ ารณาแนวคดิ ของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู สามารถนามาปรบั ประยุกต์ใชใ้ น
ชวี ติ ประจาวนั ไดอ้ ยา่ งไร
“การนาไปปรบั ใชใ้ นการวางแผนชวี ติ ตามหลกั การอาศรม ๔ เพอ่ื ใหร้ จู้ กั บทบาทหน้าทข่ี องตนในแต่
ละช่วงวยั ”
“ความสาคญั ของสถาบนั พระมหากษตั รยิ ท์ เ่ี ป็นศนู ยก์ ลางของความเคารพเทดิ ทนู ของพสกนกิ ร”
“มรดกสาคญั ของชาติ ท่มี พี ้นื ฐานมาจากศาสนา ซ่ึงสะท้อนถงึ ความงามทางด้านศลิ ปกรรม เป็น
มรดกสาคญั ตอ่ ชาตแิ ละโลกของเรา”
๑๐. นกั เรยี นทาคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรู้ หน้า ๒๔๐ – ๒๔๓
สื่อและแหลง่ การเรียนรู้
๑. หนงั สอื เรยี น วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของบรษิ ทั สานกั พมิ พเ์ อมพนั ธ์ จากดั
๒ ใบงาน
๓. แบบประเมนิ ตนเอง
๔. ส่อื PowerPoint วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
หลกั ฐาน
๑. การตรวจใบงาน กจิ กรรม คาถาม
๒. การเชค็ ช่อื เขา้ เรยี น
๓. บนั ทกึ ความดี
๔. บนั ทกึ พฒั นาการความดี
การวดั ผลและการประเมินผล
วิธีวดั ผล
๑. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
๒. ประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกล่มุ
๓. สงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลุ่ม
๔. ตรวจคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน
๕. ตรวจแบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้
๖. การสงั เกตและประเมนิ พฤตกิ รรมดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
๗. ตรวจบนั ทกึ ความดี
เครือ่ งมอื วดั ผล
๑. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล
๒. แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกล่มุ (โดยคร)ู
๓. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลมุ่ (โดยนกั เรยี น)
๔. คาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน จากหนังสอื เรยี นวชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
๕. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้
๖. แบบประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ โดยครูและนักเรยี นร่วมกนั
ประเมนิ
๗. บนั ทกึ ความดี
เกณฑก์ ารประเมินผล
๑. เกณฑผ์ ่านการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล ตอ้ งไมม่ ชี ่องปรบั ปรุง
๒. เกณฑผ์ ่านการประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่ม คอื ปานกลาง (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๓. เกณฑผ์ ่านการสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๔. ตอบคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรแู้ ละทาใบงานไดท้ กุ ใบงานจงึ จะถอื วา่ ผ่านการประเมนิ
๕. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ เกณฑผ์ า่ น คอื พอใช้ (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๖. แบบประเมนิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ คะแนนขน้ึ อย่กู บั การประเมนิ
ตามสภาพจรงิ
๗. การบนั ทึกความดีไม่มเี กณฑ์ ให้นักเรยี นบนั ทึกตามสภาพจริง แต่นักเรยี นจะสามารถทราบ
ผลการบนั ทกึ ความดดี ว้ ยการนาขอ้ มลู บนั ทกึ ความดใี นแต่ละครงั้ มาเขยี นกราฟแสดงจะเหน็ พฒั นาการ
ความดขี องตนเองลงในแบบพฒั นาความดที อ่ี ย่ดู า้ นหลงั ของหน้าปกหนงั สอื เรยี น
บนั ทึกหลงั การสอน
ข้อสรปุ หลงั การสอน
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ปัญหาท่ีพบ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แนวทางแก้ปัญหา
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แผนการจดั การเรยี นรแู้ บบบูรณาการท่ี หน่วยที่ ๑๓
สอนครงั้ ที่ ๓๑-๓๒
รหสั วิชา ๒๐๐๐–๑๕๐๑ วิชา หน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม จานวน ๒ ชวั ่ โมง
ช่ือหน่วย/เรอื่ ง ศาสนาครสิ ต์
จดุ ประสงคร์ ายวิชา
๑. รแู้ ละเขา้ ใจเกย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๒. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข
และเป็นศาสนิกชนทด่ี ตี ามหลกั ธรรมของศาสนาทต่ี นนบั ถอื
๔. ตระหนกั ถงึ การดาเนินชวี ติ ทถ่ี ูกตอ้ งดงี ามในฐานะศาสนิกชนและพลเมอื งดี
สมรรถนะรายวิชา
๑. แสดงความรเู้ กย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของ
ศาสนา
๓. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นตามหลกั จรยิ ธรรม วฒั นธรรมและหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนาทต่ี นนบั
ถอื
สาระสาคญั
ศาสนาครสิ ตเ์ ป็นศาสนาท่นี ับถอื พระเจา้ องค์เดยี ว มหี ลกั คาสอนทส่ี าคญั ความรกั และวธิ ปี ฏบิ ตั ติ าม
บญั ญตั ิ ๑๐ ประการ มจี ุดหมายปลายทาง คอื การไดก้ ลบั ไปอยกู่ บั พระผเู้ ป็นเจา้ นิรนั ดร์
การศกึ ษาศาสนาครสิ ต์ จงึ เป็นศาสนาสาคญั ในกลุ่มอาเซียน จาเป็นในการเตรยี มความพร้อมเขา้ สู่
ประชาคมอาเซยี น
ผลการเรยี นรทู้ ่ีคาดหวงั
๑. อธบิ ายประวตั ศิ าสดาของศาสนาครสิ ตโ์ ดยสงั เขป
๒. อธบิ ายหลกั คาสอนของศาสนาและวธิ ปี ฏบิ ตั ใิ นศาสนาครสิ ต์
๓. ตระหนักถงึ หลกั คาสอนของศาสนา อทิ ธพิ ลของศาสนาครสิ ตใ์ นเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้
๔. อธบิ ายถงึ การเผยแผ่ครสิ ตศ์ าสนาและการรบั วทิ ยาการตะวนั ตกในประเทศไทย
๕. อธบิ ายถงึ อทิ ธพิ ลของศาสนาครสิ ตต์ อ่ สงั คมไทย
๖. บอกความสาคญั ของบุคคลสาคญั ของศาสนาครสิ ตไ์ ด้
๗. มกี ารพฒั นาคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผสู้ าเรจ็ การศกึ ษา
สานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา ทค่ี รสู ามารถสงั เกตไดข้ ณะทาการสอนในเร่อื ง
๑. ความมมี นุษยสมั พนั ธ์ ๒. ความมวี นิ ัย
๓. ความรบั ผดิ ชอบ ๔. ความซ่อื สตั ยส์ จุ รติ
๕. ความเชอ่ื มนั ่ ในตนเอง ๖. การประหยดั
๗. ความสนใจใฝร่ ู้ ๘. การละเวน้ สง่ิ เสพตดิ และการพนนั
๙. ความรกั สามคั คี ๑๐. ความกตญั ญกู ตเวที
สาระการเรียนรู้
๑. ประวตั ศิ าสนา
๒. ประวตั ศิ าสดา
๓. ประเภทของศาสนาครสิ ต์
๔. นิกายของศาสนาครสิ ต์
๕. หลกั คาสอนของศาสนา
๖. วธิ ปี ฏบิ ตั ใิ นศาสนา
๗. คมั ภรี ท์ างศาสนา
๘. พธิ กี รรมทางศาสนา
๙. ศาสนาครสิ ตใ์ นเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้
๑๐. การเผยแผค่ รสิ ตศ์ าสนาและการรบั วทิ ยาการตะวนั ตกในประเทศไทย
๑๑. บุคคลสาคญั (ผลงานในทางการแพทย์ , ผลงานในทางสงั คม)
กิจกรรมการเรยี นรู้
ขนั้ นาเข้าสบู่ ทเรยี น
๑. ครูนาเสนอวดี ทิ ศั น์การเฉลมิ ฉลองเน่ืองในเทศกาลครสิ ต์มาส และตงั้ คาถามชวนคดิ กบั นักเรยี น
เกย่ี วกบั วดี ทิ ศั น์ ดงั น้ี
“การเฉลมิ ฉลองในวดี ทิ ศั น์ขา้ งตน้ เกย่ี วเน่อื งกบั ศาสนาใด”
“ศาสนาดงั กล่าว มจี ดุ มุง่ หมายในการดาเนนิ ชวี ติ อยา่ งไร”
“ประเทศไทยไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากศาสนาดงั กลา่ ว หรอื ไมอ่ ยา่ งไร”
๒. ครูประเมินคาตอบของนักเรยี น และอภิปรายนาเขา้ สู่บทเรยี น โดยกล่าวถึงจุดมุ่งหมายของ
ศาสนาครสิ ต์ ดงั น้ี “ศาสนาครสิ ต์เป็นศาสนาแห่งความรกั ของพระเป็นเจ้า ศาสนาแห่งความรกั ของมนุษย์อนั มี
พระเยซู ทรงเป็นผนู้ ามาเผยแผแ่ กโ่ ลก”
ขนั้ สอน
๓. ครอู ธบิ ายความเป็นมาและหลกั การของศาสนาครสิ ต์ โดยการเปิดวดี ทิ ศั น์ใหน้ กั เรยี นดู
๔. ครใู ชเ้ ทคนคิ KWL plus มาใชเ้ พอ่ื พฒั นาทกั ษะการอ่าน และทกั ษะการคดิ ใหน้ ักเรยี นรจู้ กั แสวงหา
คาตอบ โดยการใหน้ กั เรยี นจบั ค่ใู นการทางาน รว่ มกนั อ่านบทเรยี น หน่วยท่ี ๑๓ ศาสนาครสิ ต์ หน้า ๒๔๕-๒๔๗
๕. นกั เรยี นร่วมกนั ระดมสมองช่วยกนั คดิ เกย่ี วกบั เงอ่ื นไข สาระสาคญั ทต่ี งั้ ไว้ โดยมคี าถามนาของครู
และบนั ทกึ ลงในตารางทก่ี าหนดไว้
แผนผงั KWL เรอื่ ง พระเจา้ เป็นความรกั
K (Know) W (What to Know) L (Learned)
เรอ่ื งทอ่ี า่ นใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั เรอ่ื งใดบา้ ง อยากรอู้ ะไรเพม่ิ เตมิ จากเร่อื งทอ่ี า่ นบ้าง เรยี นรอู้ ะไรบา้ งจากเรอ่ื งทอ่ี า่ น
๖. ครสู รปุ ผลการเรยี นรจู้ ากขนั้ ตอนทงั้ หมดของ KWL แลว้ ใหน้ ักเรยี นแสดงออกดว้ ยการสรา้ งแผนผงั
มโนทศั น์หรอื งแผนผงั ความคดิ (Mind Map) หวั ขอ้ พระเจา้ เป็นความรกั เพ่อื เช่อื มโยงความสมั พนั ธข์ องความรู้
ต่างๆโดยครคู อยชว่ ยเหลอื แนะนา เพ่อื เป็นการตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรยี น
๗. ครูใหน้ ักเรยี นออกมานาแสดงผลงานแผนผงั มโนทศั น์หรอื งแผนผงั ความคดิ (Mind Map) หวั ขอ้
พระเจา้ เป็นความรกั โดยครแู ละนักเรยี นร่วมกนั ประเมนิ ภาระงานดงั กล่าว
๘. เปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นแสดงขอ้ คดิ เหน็ ซกั ถามปญั หาต่างๆ เม่อื จบการอภปิ ราย อาจจะมปี ระเดน็
สาคญั เพอ่ื นาเสนอครู และเพอ่ื นรว่ มชนั้ เรยี นซง่ึ อาจมกี ารแกป้ ญั หาตอ่ ไป (ถา้ ม)ี
ขนั้ สรปุ และการประยกุ ต์
๙. ครูและนักเรียนสรุปจากการพิจารณาหลักการของศาสนาคริสต์สามารถนาไปปรับใช้ใน
ชวี ติ ประจาวนั ไดอ้ ย่างไรบา้ ง “คาสอนสาคญั คอื ความรกั การปฏบิ ตั ใิ หค้ วามรกั พระเป็นเจา้ รกั เพอ่ื นบา้ นและรกั
ศตั รตู นเอง นาไปส่กู ารสรา้ งสงั คมแห่งสนั ตภิ าพ”
๑๐. นกั เรยี นทาแบบฝึกหดั หน้า ๒๕๘-๒๖๑
สื่อและแหล่งการเรียนรู้
๑. หนงั สอื เรยี น วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของบรษิ ทั สานักพมิ พเ์ อมพนั ธ์ จากดั
๒ ใบงาน
๓. แบบประเมนิ ตนเอง
๔. สอ่ื PowerPoint วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
หลกั ฐาน
๑. การตรวจใบงาน กจิ กรรม คาถาม
๒. การเชค็ ชอ่ื เขา้ เรยี น
๓. แผนผงั KWL เรอ่ื ง พระเจา้ เป็นความรกั
๔. แผนผงั มโนทศั น์หรอื งแผนผงั ความคดิ (Mind Map) หวั ขอ้ พระเจา้ เป็นความรกั
การวดั ผลและการประเมินผล
วิธีวดั ผล
๑. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล
๒. ประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลุ่ม
๓. สงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่ม
๔. ตรวจคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน
๕. ตรวจแบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้
๖. การสงั เกตและประเมนิ พฤตกิ รรมดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
๗. ตรวจบนั ทกึ ความดี