The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phatthanaporn, 2021-04-01 21:22:45

แฟ้มสะสมผลงาน2.63



๒. ส่มุ ถามนกั เรยี นเกย่ี วกบั ความสาคญั ประโยชน์ของการสวดบทพระพทุ ธคุณ พระธรรมคุณ
พระสงั ฆคุณ (เพอื่ ระลกึ ถงึ คุณพระรตั นตรยั พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ)์ จากนนั้ ทาใบงานท่ี ๘.๔ เรอ่ื ง
องคป์ ระกอบและความสาคญั ของพระพุทธศาสนา

๓. นักเรยี นศกึ ษาเร่อื งพทุ ธพยากรณ์ ๑๖ ประการจากหนงั สอื เรยี นหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม แลว้
วาดภาพคาทานายคนละ ๑ ภาพ ประกอบการเขยี นบรรยายใตภ้ าพ ลงกระดาษ A4 โดยมคี รเู ป็นผอู้ ธบิ าย
เพม่ิ เตมิ ใหส้ มบูรณ์ จากนนั้ ตอบคาถามต่อไปน้ี

• หากเกดิ เร่อื งดงั คาพยากรณ์สงั คมจะเป็นอยา่ งไร (กำ้ วส่คู วำมเสอื่ มศลี ธรรม เกดิ ควำมขดั แยง้ กนั )

ขนั้ สรปุ
๔. นกั เรยี นอภปิ รายประเดน็ “ไมม่ พี ระพุทธเจา้ ศาสนาพุทธจะอย่ไู ดห้ รอื ไม่” (ข้นึ อย่กู บั ดลุ ยพนิ จิ )

สื่อและแหล่งการเรียนรู้

๑. หนงั สอื เรยี น วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของบรษิ ทั สานักพมิ พเ์ อมพนั ธ์ จากดั
๒. ส่อื PowerPoint วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
๓. บทสวดมนตแ์ ปล

หลกั ฐาน

๑. การตรวจใบงาน กจิ กรรม คาถาม
๒. การเชค็ ชอ่ื เรยี นในรายวชิ า
๓. ชน้ิ งานภาพคาพยากรณ์

การวดั ผลและการประเมินผล

วิธีวดั ผล
๑. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
๒. สงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกล่มุ
๓. ตรวจใบงาน ชน้ิ งาน

เครื่องมอื วดั ผล
๑. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล
๒. แบบประเมนิ ผลชน้ิ งาน
๓. คาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน จากหนงั สอื เรยี นวชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม

เกณฑก์ ารประเมินผล
๑. เกณฑผ์ ่านการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล ตอ้ งไมม่ ชี อ่ งปรบั ปรุง
๒. เกณฑผ์ า่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๓. ตอบคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรแู้ ละทาใบงานไดท้ กุ ใบงานจงึ จะถอื ว่าผ่านการประเมนิ

กิจกรรมเสนอแนะ

ใหน้ กั เรยี นบนั ทกึ ความดแี ละนาผลไปลงในแผนพฒั นาการความดี











บนั ทึกหลงั การสอน

ขอ้ สรปุ หลงั การสอน
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ปัญหาท่ีพบ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แนวทางแกป้ ัญหา
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

แผนการจดั การเรยี นรแู้ บบบรู ณาการที่ ๙ หน่วยที่ ๙
สอนครงั้ ที่ ๒๑-๒๒
รหสั วิชา ๒๐๐๐๐–๑๕๐๑ วิชา หน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
ชื่อหน่วย/เรื่อง หลกั ธรรมและหลกั ปฏบิ ตั ทิ างพระพทุ ธศาสนา จานวน ๒ ชวั ่ โมง

จดุ ประสงคร์ ายวิชา
๑. รแู้ ละเขา้ ใจเกย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา

๒. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข และ
เป็นศาสนกิ ชนทด่ี ตี ามหลกั ธรรมของศาสนาทต่ี นนับถอื

๔. ตระหนกั ถงึ การดาเนนิ ชวี ติ ทถ่ี กู ตอ้ งดงี ามในฐานะศาสนิกชนและพลเมอื งดี

สมรรถนะรายวิชา

๑. แสดงความรเู้ กย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๓. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นตามหลกั จรยิ ธรรม วฒั นธรรมและหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนาทต่ี นนับถอื

สาระสาคญั

หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา หรอื คาสอนทางพระพทุ ธศาสนาปรากฏอย่ใู นพระไตรปิฎกมอี ยู่
เป็นจานวนมาก แตห่ ลกั ธรรมทม่ี คี วามสาคญั มากทส่ี ดุ ทางพระพุทธศาสนา คอื อรยิ สจั ๔

ส่วนหลกั ปฏบิ ตั ทิ างพระพทุ ธศาสนา คอื ไม่ทาความชวั่ ทงั้ ปวง ทาแต่ความดี ทาจติ ของตนใหผ้ ่องใส
ทงั้ หมดเรมิ่ ตน้ ทก่ี ารสวดมนต์ และทาสมาธิ

ผลการเรยี นร้ทู ่ีคาดหวงั

๑. อธบิ ายหลกั ธรรมสาคญั ทางพระพทุ ธศาสนาได้

๒. สามารถสวดมนตภ์ าษาบาลแี ลว้ แปลเป็นภาษาไทยได้

๓. สามารถกล่าวคาแผเ่ มตตาใหท้ งั้ ตนเองและผอู้ ่นื ได้

๔. ปฏบิ ตั วิ ธิ กี ารบรหิ ารจติ ตามหลกั พระพุทธศาสนาได้

๕. มกี ารพฒั นาคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผสู้ าเรจ็ การศกึ ษา

สานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา ทค่ี รสู ามารถสงั เกตไดข้ ณะทาการสอนในเรอ่ื ง

๑. ความมมี นุษยสมั พนั ธ์ ๒. ความมวี นิ ัย

๓. ความรบั ผดิ ชอบ ๔. ความซ่อื สตั ยส์ จุ รติ

๕. ความเชอ่ื มนั ่ ในตนเอง ๖. การประหยดั
๗. ความสนใจใฝร่ ู้ ๘. การละเวน้ สงิ่ เสพตดิ และการพนนั

๙. ความรกั สามคั คี ๑๐. ความกตญั ญกู ตเวที

สาระการเรยี นรู้

๑. หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา

๒. ทกุ ข(์ ธรรมทค่ี วรรเู้ ทา่ ทนั )
๓. สมุทยั (ธรรมทค่ี วรละ)
๔. นโิ รธ (ธรรมทค่ี วรบรรลุ)
๕. มรรค (ธรรมทค่ี วรเจรญิ )
๖. หลกั ปฏบิ ตั ทิ างพระพทุ ธศาสนา

กิจกรรมการเรยี นรู้
- ชวั่ โมงท่ี ๑ -

ขนั้ นา
๑. นักเรยี นทากจิ กรรม “คาไหนไม่ใช”่ ใหเ้ ลอื กคาทไ่ี ม่เกย่ี วขอ้ งกบั หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาออก
จากกระดาน

สงั ฆทาน สงั คหวตั ถุ มรรค

อริยสจั ผจญมาร ปิ ยวาจา

หลกั ธรรมคอื แนวทางการดาเนนิ ชวี ติ จากนนั้ เชอ่ื มโยงเขา้ สบู่ ทเรยี น

ขนั้ สอน
๒. นักเรยี นจดั กลุม่ อภปิ รายยอ่ ย ๔ กลมุ่ ตามหวั ขอ้ ดงั น้ี

๑) กลุ่มท่ี ๑ ศกึ ษาเร่อื งทกุ ข์
๒) กลุม่ ท่ี ๒ ศกึ ษาเรอ่ื งสมุทยั
๓) กลุ่มท่ี ๓ ศกึ ษาเรอ่ื งนโิ รธ
๔) กลุม่ ท่ี ๔ ศกึ ษาเร่อื งมรรค
๓. แต่ละกลมุ่ ศกึ ษาเน้อื หาจากหนังสอื เรยี นและอภปิ รายวเิ คราะหค์ ุณธรรมทค่ี วรประยุกตใ์ ชเ้ ป็น
แบบอยา่ ง พรอ้ มทงั้ ทาใบงานท่ี ๙.๑ หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา : อรยิ สจั ๔ ทาใบงาน ๙.๒ เร่อื งกรรม
๔. นักเรยี นออกมาเสนอผลงานกลุ่ม ครสู งั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลมุ่

ขนั้ สรปุ และการประยุกต์
๕. นกั เรยี นอภปิ รายเพอ่ื หาขอ้ สรปุ รว่ มกนั
๖. นักเรยี นตรวจใบงานดว้ ยตนเองเพ่อื ทดสอบความซอ่ื สตั ย์
๗. ใหน้ ักเรยี นบนั ทกึ ความดี และนาผลการบนั ทกึ ความดไี ปพลอ็ ตกราฟ เพอ่ื ดพู ฒั นาการความดขี อง
ตนตอ่ ไป

- ชวั่ โมงที่ ๒ -

ขนั้ นาเข้าส่บู ทเรยี น
๑. สุ่มนักเรียนเล่าถึงการเข้าไปฝึกจิตในวัดหรือสถานธรรมต่างๆ ซ่ึงการฝึกจิตให้มีสมาธิ ไม่
วอกแวกหวนั ่ ไหว เป็นภาวะทจ่ี ติ แนบแน่นอยกู่ บั สงิ่ ใดสงิ่ หน่ึงนานๆ เป็นภาวะทจ่ี ติ มคี ุณภาพและสมรรถภาพ ซง่ึ
มลี กั ษณะสาคญั คอื แขง็ แรง มพี ลงั ราบเรยี บ สงบ สดใส เบกิ บาน อ่อนโยนไม่กระด้าง ไม่เครยี ด ไม่หวนั ่ ไม่ขุ่นมวั
ไม่สบั สน ไม่เร่ารอ้ นกระวนกระวาย จติ ท่มี ภี าวะเช่นน้ี ทางพระพุทธศาสนา ถือว่า “เป็นจติ ทเ่ี หมาะแก่การใช้
งาน” จะทาการสง่ิ ใดยอ่ มสาเรจ็ หรอื บรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์
๒. นกั เรยี นยกตวั อยา่ งการบรหิ ารจติ โดยการตงั้ สมาธิ โดยทวั่ ไปมี ๒ ประเภท ไดแ้ ก่

(๑) สมาธทิ ม่ี โี ดยธรรมชาติ เช่น เม่อื อ่านหนังสอื ใจจะจดจ่ออยู่กบั เร่อื งทอ่ี ่าน มคี วามสุขเพลดิ เพลนิ
สมาธชิ นดิ น้เี ป็นสมาธทิ ม่ี โี ดยธรรมชาติ แต่จะมหี รอื เกดิ ขน้ึ กเ็ ม่อื ตงั้ ใจเอาใจจดจ่อ เม่อื เลกิ ตงั้ ใจสมาธกิ จ็ ะไม่มี

(๒) สมาธทิ ต่ี อ้ งพฒั นา คอื สมาธทิ เ่ี กดิ จากการปฏบิ ตั ติ ามวธิ ที ไ่ี ดร้ บั จากการฝึก สมาธชิ นิดน้ีเม่อื
ฝึกฝนแลว้ จะมพี ลงั มากกวา่ เดมิ สามารถนาไปใชใ้ นกจิ การต่างๆ ในชวี ติ ประจาวนั ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ

ขนั้ สอน (วิธีสอนแบบ Jigsaw)
๓. ครูอธบิ ายเน้ือหาการบรหิ ารจิตโดยใช้ส่อื วีดิทศั น์เปิดประกอบการเรยี น เพ่ือส่อื ความหมายง่ายข้นึ
โดยวธิ บี รหิ ารจติ ตามหลกั พระพุทธศาสนา วธิ บี รหิ ารจิตมีหลายวิธี ข้นึ อยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะเลอื กใช้วธิ ีใด
เชน่ เดยี วกบั การบรหิ ารร่างกาย บางคนอาจจะเลอื กวธิ อี อกกาลงั กายอย่างชา้ ๆ เช่น เดนิ ราตะบอง โยคะ แต่บางคน
อาจเหมาะกบั วธิ อี อกกาลงั อย่างเรว็ ๆ เชน่ วงิ่ แอโรบกิ ทาใบงาน ๙.๓
๔ ครอู ธบิ ายและสาธติ การสวดมนต์ และการสวดมนตแ์ ปล
๕. แบ่งกล่มุ นกั เรยี นตามความเหมาะสม ปฏบิ ตั กิ ารสวดมนตแ์ ปลตามทไ่ี ดเ้ รยี นมา
๖. นกั เรยี นจดั กลุ่มเป็นกล่มุ ย่อยๆ กลุม่ ละ ๔ คน แต่ละกลุ่มศกึ ษาการบรหิ ารจติ การสวดมนต์ และการ
สวดมนตแ์ ปล
ขนั้ สรปุ และการประยกุ ต์

๗. นกั เรยี นร่วมกนั คดิ ความสาคญั ของการแผเ่ มตตา (การแผเ่ มตตา คอื การตงั้ ความปรารถนาดี
หรอื แผ่ความรสู้ กึ เป็นมติ รไปยงั เพอื่ นมนุษยแ์ ละอมนุษย์ทงั้ หลาย ไดแ้ ก่ เทวดา และสรรพสตั ว์ ใหม้ คี วามร่มเยน็
เป็นสุข จะใหเ้ กดิ ผลตอ่ การพฒั นาจติ ควรแผเ่ มตตาใหต้ นเองกอ่ น แลว้ จงึ แผ่เมตตาใหผ้ อู้ นื่ )

๗. ทดลองฝึกใหน้ ักเรยี นแผเ่ มตตาใหต้ นเอง และแผเ่ มตตาใหค้ นอน่ื ทาใบงาน ๙.๔

สื่อและแหล่งการเรียนรู้

๑. หนังสอื เรยี น วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของบรษิ ทั สานักพมิ พเ์ อมพนั ธ์ จากดั
๒. ใบงาน
๓. บนั ทกึ ความดี
๔. บตั รขอ้ ความ
๕. ส่อื PowerPoint วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม

หลกั ฐาน

๑. การตรวจใบงาน กจิ กรรม คาถาม
๒. การเชค็ ชอ่ื เขา้ เรยี น
๓. บนั ทกึ ความดี
๔. บนั ทกึ พฒั นาการความดี

การวดั ผลและการประเมินผล

วิธีวดั ผล
๑. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล
๒. สงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลุม่
๓. ตรวจใบงาน
๔. บนั ทกึ ความดี

เครื่องมือวดั ผล
๑. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล
๒. แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
๓. คาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน จากหนงั สอื เรยี นวชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
๔. บนั ทกึ ความดี

เกณฑก์ ารประเมินผล
๑. เกณฑผ์ า่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล ตอ้ งไมม่ ชี อ่ งปรบั ปรงุ
๒. เกณฑผ์ ่านการสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๓. ตอบคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรแู้ ละทาใบงานไดท้ ุกใบงานจงึ จะถอื ว่าผ่านการประเมนิ
๔. การบนั ทกึ ความดไี ม่มีเกณฑ์ ให้นักเรียนบนั ทึกตามสภาพจริง แต่นักเรียนจะสามารถทราบ

ผลการบนั ทกึ ความดดี ว้ ยการนาขอ้ มลู บนั ทกึ ความดใี นแต่ละครงั้ มาเขยี นกราฟแสดงจะเหน็
พฒั นาการความดขี องตนเองลงในแบบพฒั นาความดที อ่ี ย่ดู า้ นหลงั ของหน้าปกหนงั สอื เรยี น

กิจกรรมเสนอแนะ

ใหน้ กั เรยี นบนั ทกึ ความดแี ละนาผลไปลงในแผนพฒั นาการความดี









บนั ทึกหลงั การสอน

ข้อสรปุ หลงั การสอน

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ปัญหาที่พบ

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แนวทางแก้ปัญหา

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

แผนการจดั การเรยี นร้แู บบบูรณาการท่ี หน่วยที่ ๑๔
สอนครงั้ ที่ ๓๓-๓๔
รหสั วิชา ๒๐๐๐–๑๕๐๑ วิชา หน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม จานวน ๒ ชวั ่ โมง
ช่ือหน่วย/เรือ่ ง ศาสนาอสิ ลาม

จดุ ประสงคร์ ายวิชา

๑. รแู้ ละเขา้ ใจเกย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๒. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข
และเป็นศาสนิกชนทด่ี ตี ามหลกั ธรรมของศาสนาทต่ี นนับถอื
๔. ตระหนักถงึ การดาเนนิ ชวี ติ ทถ่ี กู ตอ้ งดงี ามในฐานะศาสนิกชนและพลเมอื งดี

สมรรถนะรายวิชา

๑. แสดงความรเู้ กย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของ
ศาสนา
๓. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นตามหลกั จรยิ ธรรม วฒั นธรรมและหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนาทต่ี นนบั
ถอื

สาระสาคญั

ศาสนาอสิ ลาม เป็นศาสนาทเ่ี ชอ่ื ในพระเจา้ องคเ์ ดยี ว เชอ่ื ในคมั ภรี อ์ ลั กุรอาน เชอ่ื ในการทาความดี ไมใ่ ฝ่
ทารา้ ยผอู้ น่ื ยดึ หลกั สนั ตภิ าพ ใฝค่ วามสงบ เพอ่ื ใหส้ ามารถอย่รู ว่ มกบั ศาสนาอน่ื ในโลกอย่างสนั ติ

ศาสนาอสิ ลามเป็นศาสนาทม่ี ผี นู้ ับถอื มากทส่ี ุดในโลกรวมทงั้ ประเทศในกลมุ่ อาเซยี น การศกึ ษาศาสนา
อสิ ลามอยา่ งถูกตอ้ งเป็นวธิ ใี นการเตรยี มความพรอ้ มเขา้ สปู่ ระชาคมอาเซยี น

ผลการเรียนรทู้ ่ีคาดหวงั

๑. อธบิ ายประวตั ศิ าสดา บญั ญตั ศิ าสนา ประเภทของศาสนาอสิ ลามโดยสงั เขป

๒. ตระหนกั ถงึ หลกั คาสอนของศาสนา อทิ ธพิ ลของศาสนาอสิ ลามในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้

๓. อธบิ ายถงึ อทิ ธพิ ลของศาสนาอสิ ลามต่อสงั คมไทย

๔. บอกความสาคญั ของบคุ คลสาคญั ของศาสนาอสิ ลามได้

๕. มกี ารพฒั นาคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผสู้ าเรจ็ การศกึ ษา

สานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา ทค่ี รสู ามารถสงั เกตไดข้ ณะทาการสอนในเร่อื ง

๑. ความมมี นุษยสมั พนั ธ์ ๒. ความมวี นิ ัย

๓. ความรบั ผดิ ชอบ ๔. ความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ

๕. ความเชอ่ื มนั ่ ในตนเอง ๖. การประหยดั
๗. ความสนใจใฝร่ ู้ ๘. การละเวน้ สง่ิ เสพตดิ และการพนนั

๙. ความรกั สามคั คี ๑๐. ความกตญั ญกู ตเวที

สาระการเรยี นรู้

๑. ประวตั ศิ าสนา
๒. ประวตั ศิ าสดา
๓. ประเภทของศาสนาอสิ ลาม
๔. นกิ ายของศาสนาอสิ ลาม

๕. หลกั คาสอนของศาสนา (หลกั ศรทั ธา ๖ ประการ และ หลกั ปฏบิ ตั ิ ๕ ประการ)
๖. การเขา้ มาของศาสนาอสิ ลามในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้
๗. ศาสนาอสิ ลามในประเทศไทย (สมยั สโุ ขทยั , สมยั อยธุ ยา , สมยั รตั นโกสนิ ทร)์
๘. อทิ ธพิ ลของศาสนาอสิ ลามต่อสงั คมไทย
๙. บคุ คลสาคญั

กิจกรรมการเรียนรู้

ขนั้ นาเขา้ สบู่ ทเรยี น
๑. ครนู าเสนอวดี ทิ ศั น์เน่อื งในเดอื นรอมฎอม (ถอื ศลี อด) และตงั้ คาถามชวนคดิ กบั นกั เรยี นเกย่ี วกบั วดี ิ
ทศั น์ ดงั น้ี

“การเฉลมิ ฉลองในวดี ทิ ศั น์ขา้ งตน้ เกย่ี วเน่อื งกบั ศาสนาใด”
“ศาสนาดงั กล่าว มจี ดุ มุง่ หมายในการดาเนินชวี ติ อย่างไร”
“ประเทศไทยไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากศาสนาดงั กล่าว หรอื ไม่อย่างไร”
๒. ครูประเมินคาตอบของนักเรยี น และอภิปรายนาเข้าสู่บทเรยี น โดยกล่าวถึงจุดมุ่งหมายของ
ศาสนาอสิ ลาม ดงั น้ี “อสิ ลาม มาจากคาว่า อสั ละมะ แปลว่า ยอมจานนต่อผใู้ ฝ่หาและเสรมิ สรา้ งสนั ตภิ าพ อสิ ลาม
จงึ เป็นทงั้ หลกั การและแนวทางการดาเนินชวี ติ ของมสุ ลมิ ”

ขนั้ สอน
๓. ครอู ธบิ ายประวตั ศิ าสนาอสิ ลาม ประวตั ศิ าสดา ประเภทของศาสนาอสิ ลาม หลกั คาสอนของศาสนา
(หลกั ศรทั ธา ๖ ประการ และหลกั ปฏบิ ตั ิ ๕ ประการ) ประกอบสอ่ื PowerPoint
๔. ครูใชเ้ ทคนิคการเรยี นรแู้ บบร่วมมอื จก๊ิ ซอร์ II โดยการจดั กลุ่มนักเรยี นคละความสามารถ กลุ่มละ
5-6 คน (เราจะเรยี กกลุ่มน้ีว่า กลุ่มบ้าน) โดยแต่ละกลุ่มจะไดร้ บั มอบหมายงานใหศ้ กึ ษาคน้ คว้ากลุ่มละ 1 เร่อื ง
ดงั น้ี

หวั ขอ้ ท่ี ๑ การเขา้ มาของศาสนาอสิ ลามในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้
หวั ขอ้ ท่ี ๒ ศาสนาอสิ ลามในประเทศไทย (สมยั สุโขทยั , สมยั อยุธยา , สมยั รตั นโกสนิ ทร)์
หวั ขอ้ ท่ี ๓ อทิ ธพิ ลของศาสนาอสิ ลามตอ่ สงั คมไทย
หวั ขอ้ ท่ี ๔ บคุ คลสาคญั
๕. หลงั จากนัน้ ครูให้สมาชิกแต่ละกลุ่มท่ีได้รบั มอบหมายงานจากแต่ละกลุ่มมารวมกลุ่มกันใหม่
(เรยี กวา่ กล่มุ ผเู้ ชย่ี วชาญ) มกี ารศกึ ษาแลกเปลย่ี นแลกเปลย่ี นความรปู้ ระสบการณ์ซง่ึ กนั และกนั ทาใหส้ มาชกิ ใน
กลุ่มน้สี ามารถเขา้ ใจเรอ่ื งทแ่ี ตกตา่ งกนั เกดิ เป็นความรใู้ หม่
๖. ครใู หส้ มาชกิ ในกลมุ่ ผเู้ ชย่ี วชาญกลบั ส่กู ลุม่ เดมิ ท่เี รยี กว่ากลุ่มบา้ น เปิ ดโอกาสให้นั กเรีย น
แสดงขอ้ คดิ เหน็ ซกั ถามปญั หาต่างๆ เม่อื จบการอภปิ ราย อาจจะมปี ระเดน็ สาคญั เพ่อื นาเสนอครู และเพ่อื นร่วม
ชนั้ เรยี นซง่ึ อาจมกี ารแกป้ ญั หาต่อไป (ถา้ ม)ี
๗. สมาชกิ แตล่ ะกลุ่มร่วมกนั ทาแบบฝึกหดั ทา้ ยบท หน้าท่ี ๒๗๓-๒๗๗

ขนั้ สรปุ และการประยุกต์
๘. ครแู ละนักเรยี นสรุปจากการพจิ ารณาแนวคดิ ของศาสนาอสิ ลาม สามารถนามาปรบั ประยุกตใ์ ชใ้ น
ชวี ติ ประจาวนั ไดอ้ ยา่ งไร

“หลกั คาสอนของศาสนาอสิ ลามทงั้ หลกั ศรทั ธาและหลกั ปฏบิ ตั ิ จะมคี วามสอดคล้องกนั เมอื่ ผใู้ ดมี
ความศรทั ธาแล้วกน็ าไปปฏบิ ตั ิ ไม่มผี ใู้ ดปฏบิ ตั โิ ดยปราศจากความศรทั ธา การนาไปปฏบิ ตั จิ ะมคี ุณค่า
และมีประโยชน์ต่อตนเองและสังคมโดยส่วนรวม และถือเป็นกฎทีต่ ้องปฏิบัติ ผู้ใดจะละเลยมิได้
(กฎหมายในชวี ติ ประจาวนั )”

สื่อและแหล่งการเรยี นรู้

๑. หนังสอื เรยี น วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของบรษิ ทั สานกั พมิ พเ์ อมพนั ธ์ จากดั
๒ ใบงาน
๓. แบบประเมนิ ตนเอง
๔. ส่อื PowerPoint วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม

หลกั ฐาน

๑. การตรวจใบงาน กจิ กรรม คาถาม
๒. การเชค็ ชอ่ื เขา้ เรยี น
๓. บนั ทกึ พฒั นาการความดี

การวดั ผลและการประเมินผล

วิธีวดั ผล
๑. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล
๒. ประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่
๓. สงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลุ่ม
๔. ตรวจคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน
๕. ตรวจแบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้
๖. การสงั เกตและประเมนิ พฤตกิ รรมดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

เคร่อื งมอื วดั ผล
๑. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล
๒. แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกล่มุ (โดยคร)ู
๓. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่ม (โดยนกั เรยี น)
๔. คาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน จากหนังสอื เรยี นวชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
๕. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้
๖. แบบประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ โดยครูและนักเรยี น

รว่ มกนั ประเมนิ

เกณฑก์ ารประเมินผล
๑. เกณฑผ์ า่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล ตอ้ งไมม่ ชี ่องปรบั ปรงุ
๒. เกณฑผ์ ่านการประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๓. เกณฑผ์ ่านการสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๔. ตอบคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรแู้ ละทาใบงานไดท้ ุกใบงานจงึ จะถอื ว่าผ่านการประเมนิ
๕. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ เกณฑผ์ า่ น คอื พอใช้ (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๖. แบบประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ คะแนนขน้ึ อยกู่ บั การประเมนิ

ตามสภาพจรงิ

แบบทดสอบผลการเรยี นรกู้ ่อนเรยี น/หลงั เรียน

จงเลือกคาตอบที่ถกู ต้องที่สุด

๑. เพราะเหตใุ ดมนุษย์ตอ้ งรวมกลุ่มเป็นสงั คม

ก. เพอ่ื สรา้ งวฒั นธรรม ข. เพราะมนุษยเ์ ป็นสตั วส์ งั คม

ค. เพ่อื ใหอ้ ย่รู อดปลอดภยั ง. เพ่อื ใหเ้ ป็นมนุษย์ทส่ี มบูรณ์

จ. เพราะตอ้ งการสรา้ งสญั ลกั ษณ์มาใช้

๒. สว่ นต่างๆ ทป่ี ระกอบกนั เป็นระบบความสมั พนั ธ์ของมนุษยท์ ส่ี มาชกิ ไดย้ ดึ ถอื และใชเ้ ป็นแนวทางในการ

ปฏบิ ตั ริ ่วมกนั หมายถงึ อะไร

ก. โครงสรา้ งทางสงั คม ข. กลุ่มทางสงั คม

ค. สถาบนั ทางสงั คม ง. บรรทดั ฐานทางสงั คม

จ. การจดั ระเบยี บสงั คม

๓. ขอ้ ใดไม่ใช่องคป์ ระกอบของสถาบนั ทางสงั คม

ก. กลุ่มสงั คม ข. หน้าท่ี

ค. แบบแผนพฤตกิ รรม ง. สญั ลกั ษณ์และคา่ นยิ ม

จ. ถาวรวตั ถุ

๔. ขอ้ ใดเป็นหน้าทข่ี องสถาบนั สงั คมทส่ี ถาบนั อน่ื ๆ ไม่สามารถทาหน้าทแ่ี ทนได้

ก. ใหก้ าเนิดสมาชกิ ใหม่ ข. ใหค้ วามปลอดภยั แก่สมาชกิ

ค. ทานุบารุงสมาชกิ ง. ใหก้ ารกนิ ดอี ยดู่ ี

จ. ถา่ ยทอดวฒั นธรรม

๕. ขอ้ ใดจบั ค่สู ญั ลกั ษณ์กบั สถาบนั ไม่ถกู ตอ้ ง

ก. บา้ น-สถาบนั ครอบครวั ข. โรงเรยี น-สถาบนั การศกึ ษา

ค. ไมก้ างเขน-สถาบนั ศาสนา ง. ดารา-สถาบนั นนั ทนาการ

จ. นกั รอ้ ง-สถาบนั สอ่ื สารมวลชน

๖. ขอ้ ใดเป็นเหตุผลพน้ื ฐานทท่ี าใหเ้ กดิ สถาบนั เศรษฐกจิ

ก. เพราะมนุษยต์ อ้ งการความมงั่ คงั่
ข. เพอ่ื จดั สรรและแบ่งปนั ทรพั ยากรทม่ี อี ย่อู ย่างจากดั

ค. เพ่อื ใหส้ งั คมเกดิ ความเป็นระเบยี บเรยี บรอ้ ย

ง. เพ่อื สรา้ งสงิ่ ยดึ เหน่ียวจติ ใจ

จ. เพ่อื กระจายขอ้ มลู ขา่ วสาร

๗. “ศาล” จดั อยใู่ นสถาบนั ในขอ้ ใด

ก. สถาบนั ครอบครวั ข. สถาบนั เศรษฐกจิ

ค. สถาบนั การเมอื งการปกครอง ง. สถาบนั การศกึ ษา

จ. สถาบนั ส่อื สารมวลชน

๘. ขอ้ ใดไม่จดั เป็นหน้าทข่ี องสถาบนั การเมอื งการปกครอง

ก. รกั ษาความมนั่ คงของชาติ ข. รกั ษากฎเกณฑข์ องสงั คม

ค. บาบดั ทุกข์ บารุงสุข ง. พฒั นาคุณภาพของประชาชน

จ. สรา้ งสง่ิ ยดึ เหน่ียวจติ ใจ

๙. ขอ้ ใดไม่จดั เป็นกลุ่มคนในสถาบนั สอ่ื สารมวลชน

ก. ผปู้ ระกาศขา่ ว ข. นกั หนงั สอื พมิ พ์

ค. นักจดั รายการวทิ ยุ ง. นกั รอ้ ง นกั แสดง

จ. ช่างภาพหนงั สอื พมิ พ์

๑๐. ขอ้ ใดเป็นการแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสถาบนั เศรษฐกจิ กบั สถาบนั การเมอื งการปกครอง

ก. รฐั บาลประกาศลอยตวั ค่าเงนิ บาท

ข. ศาลตดั สนิ จาคุกรฐั มนตรี

ค. ธนาคารงดปล่อยเงนิ กใู้ หก้ บั บคุ คลบางอาชพี

ง. ตารวจกวดขนั การเขา้ เมอื งของคนต่างดา้ ว

จ. กองทพั ตรงึ กาลงั บรเิ วณดา่ นชายแดน

๑๑. วตั ถปุ ระสงคห์ ลกั ของทุกศาสนาทเ่ี หมอื นกนั คอื สง่ิ ใด

ก. เพ่อื ประเทศชาตมิ คี วามมนั ่ คง เขม้ แขง็

ข. เพ่อื สรา้ งฐานอานาจ พลงั และความเป็นผนู้ า

ค. สง่ เสรมิ ความเขา้ ใจอนั ดี มสี นั ติ ขจดั ความแตกรา้ วระหว่างมนุษยชาติ

ง. สง่ เสรมิ หลกั ประชาธปิ ไตย สทิ ธิ เสรภี าพ

จ. สรา้ งศรทั ธาใหไ้ ดม้ ากทส่ี ุด

๑๒. ขอ้ ใดใหค้ วามหมายของคาว่า “ศาสนา” ไม่ถกู ต้อง

ก. ลทั ธคิ วามเชอ่ื ของมนุษย์ ข. คาสอน ขอ้ บงั คบั

ค. ความเป็นใหญ่ในแผ่นดนิ ง. บญุ บาป ปรมตั ถ์

จ. ชวี ติ หลงั ความตาย

๑๓. ขอ้ ใดกลา่ วถงึ กาเนิดของศาสนาไม่ถกู ต้อง

ก. ความเช่อื เรอ่ื งผี วญิ ญาณ ข. ความเชอ่ื เรอ่ื งไสยศาสตร์ การบูชายญั

ค. ความแปรผนั ของธรรมชาติ ง. ความตอ้ งการเป็นผนู้ าในสงั คม

จ. ความเชอ่ื ของบรรพบรุ ษุ

๑๔. จากคากล่าวทว่ี า่ “ผใู้ ดทาชวั่ ในทแ่ี จง้ จะถูกมนุษยล์ งโทษ ผใู้ ดทาชวั่ ในทล่ี บั จะถูกเทวดาลงโทษ” ไม่มี

ความเกย่ี วขอ้ งกบั ความเช่อื เร่อื งใด

ก. นรก–สวรรค์ ข. บญุ –บาป
ง. ภพปจั จบุ นั –ภพในชาตหิ น้า
ค. เทวดา–ซาตาน

จ. ไสยศาสตร-์ คาถาอาคม

๑๕. “สงั คมไทยเป็นสงั คมแห่งเมอื งพทุ ธ” จากคากล่าว น้แี สดงถงึ ความสาคญั ของศาสนาประการใด

ก. เป็นสง่ิ ยดึ เหน่ยี วจติ ใจ ข. เป็นเครอ่ื งมอื สรา้ งความสามคั คี

ค. เป็นมรดกของสงั คม ง. เป็นเครอ่ื งหมายของสงั คม

จ. เป็นวฒั นธรรม

๑๖. การทาบญุ ตกั บาตร ไหวพ้ ระ บรรพชา อุปสมบทเป็นตวั อยา่ งของความสาคญั ทางศาสนาในแงใ่ ด

ก. เป็นบรรทดั ฐานของสงั คม

ข. เป็นพน้ื ฐานของขนบธรรมเนยี มประเพณี

ค. เป็นมรดกของสงั คม

ง. เป็นเคร่อื งขดั เกลาสมาชกิ ของสงั คม

จ. เป็นพธิ กี รรม

๑๗. ศาสนามอี ทิ ธพิ ลในการก่อกาเนดิ สงิ่ ใด

ก. พธิ กี รรม ข. ศลิ ปกรรม

ค. ประเพณี ง. ถูกทุกขอ้

จ. วฒั นธรรม

๑๘. ศาสนาใดเป็นศาสนาประเภทเทวนิยม

ก. ศาสนาพุทธ ครสิ ต์ ชนิ โต ข. ศาสนาพุทธ พราหมณ์-ฮนิ ดู

ค. ศาสนาพทุ ธ ครสิ ต์ ยวิ ง. ครสิ ต์ อสิ ลาม พราหมณ์-ฮนิ ดู

จ. ถกู ทกุ ขอ้

๑๙. ศาสนาใดเป็นศาสนาอเทวนิยม

ก. ศาสนาเชน ศาสนาพทุ ธ ข. ศาสนาอสิ ลาม ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู

ค. ศาสนาเชน ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู ง. ศาสนาพทุ ธ ครสิ ต์

จ. ถูกทกุ ขอ้

๒๐. ใครใชห้ ลกั การของศาสนาในการดาเนนิ ชวี ติ ไดด้ ที ส่ี ุด

ก. โสภาแบง่ เงนิ สว่ นหน่งึ จากค่าขนมหยอดใสก่ ระปกุ ทกุ วนั

ข. โสภณบรจิ าคเงนิ ช่วยเหลอื ผปู้ ระสบอุทกภยั

ค. โสพศิ โตเ้ ถยี งกบั เพ่อื นร่วมงานทต่ี กั เตอื นเรอ่ื งทเ่ี ธอมาทางานสาย

ง. โสฬสแบ่งอาหารใสป่ ่ินโตไปกนิ ทท่ี างาน

จ. โสภลี างานเพอ่ื ไปทาบญุ ทว่ี ดั

เฉลยแบบประเมินผลการเรยี นร้กู ่อนเรียน/หลงั เรียน

๑ ค ๕ ข ๙ ง ๑๓ ง ๑๗ จ
๒ ก ๖ ข ๑๐ ก ๑๔ ง ๑๘ ง
๓ จ ๗ ค ๑๑ ค ๑๕ ง ๑๙ ก
๔ ค ๘ จ ๑๒ ค ๑๖ ข ๒๐ ข

บนั ทึกหลงั การสอน

ขอ้ สรปุ หลงั การสอน

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ปัญหาท่ีพบ

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แนวทางแกป้ ัญหา

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

แผนการสอน
รหัส ๒๐๐๐-๑๕๐๑ วชิ า หน้าท่พี ลเมอื งและศีลธรรม
รหสั ๒๐๐๐-๑๕๐๗ วิชา ประวัตศิ าสตรช์ าตไิ ทย
รหัส ๒๐๐๐๐-๑๕๐๑ วิชา หน้าทพี่ ลเมืองและศีลธรรม
รหัส ๒๐๐๐๐-๑๕๐๒ วิชา ประวตั ศิ าสตร์ชาตไิ ทย

ประเภทวชิ า สามัญสัมพนั ธ์ สาขาวชิ าสังคมศกึ ษา

ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2563
ครผู สู้ อน นางสาวพฒั นาภรณ์ พระสนุ ิน

แผนการจดั การเรียนรู้แบบบูรณาการท่ี 1 หน่วยท่ี 1

รหัสวชิ า 20000-1502 สอนครัง้ ท่ี 1

ช่ือหน่วย ปฐมนเิ ทศ + กระบวนการทางประวตั ิศาสตร์ จานวน 1 ช่วั โมง

แนวคดิ

ประวตั ิศาสตร์ชว่ ยให้มนษุ ยร์ ู้และเข้าใจเหตกุ ารณ์หรือเรื่องราวของสงั คมมนษุ ย์ในอดตี โดยศกึ ษาจากหลกั ฐานท่ี

เป็นลายลกั ษณ์อกั ษรและไม่เป็นลายลกั ษณ์อกั ษรด้วยความรอบคอบระมดั ระวงั และใช้วิธีการทางประวตั ิศาสตร์ จึงทาให้

สามารถรวบรวมข้อมลู สงั เคราะห์ วิเคราะห์ ตีความและประเมินคุณค่าหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์อย่างเป็ นระบบตาม

ขนั้ ตอน ทงั้ นีค้ วามเข้าใจกรอบความคิดที่เก่ียวข้องกับหลักฐานทางประวตั ิศาสตร์ที่บอกถึงเวลา สถานท่ี ทาให้สามารถ

ลาดบั เร่ืองราวและเหตกุ ารณ์ทางประวตั ศิ าสตร์ได้ถกู ต้องชดั เจนขนึ ้

โครงงานทางประวตั ิศาสตร์เป็ นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ม่งุ ฝึ กฝนทกั ษะวิธีการทางประวตั ิศาสตร์หรือวิธีการสืบค้น

เรื่องราวที่เก่ียวข้องกบั สงั คมมนษุ ย์ จากหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์และด้วยวธิ ีการอยา่ งเป็นระบบ

ผลการเรียนรู้ท่คี าดหวัง

1.อธิบายความหมายและประโยชน์ของประวตั ิศาสตร์ได้
2.อธิบายวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์ในประเทศไทยได้
3.อธิบายวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์ได้
4.สามารถเขยี นโครงงานทางประวตั ิศาสตร์ได้
สมรรถนะรายวิชา
1.แสดงความรู้เกีย่ วกบั กระบวนการทางประวตั ิศาสตร์
2.เปรียบเทยี บการเมือง การปกครอง เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรมของประวตั ศิ าสตร์ชาติไทย
สาระการเรียนรู้
หน่วยท่ี 1 กระบวนการทางประวตั ิศาสตร์

1.บทนา

2.ความหมายของประวตั ิศาสตร์

3.ประโยชน์ของประวตั ิศาสตร์

4.การศกึ ษาประวตั ศิ าสตร์ในประเทศไทย

5.วิธีการทางประวตั ศิ าสตร์

6.โครงงานทางประวตั ศิ าสตร์

(ปฐมนิเทศ)

1.ครูแนะนาตวั เอง และให้ผ้เู รียนแนะนา ด้วยข้อมลู งา่ ยๆ เช่น ชื่อ-นามสกลุ , ช่ือเล่น เป็นต้น

2.ครูชีแ้ จงจดุ ประสงค์รายวชิ า มาตรฐานรายวชิ า และสมรรถนะรายวชิ า แนวทางการวดั ผลและการ ประเมนิ ผล

การเรียนรู้ ตลอดจนกฎกติกาในการเรียน

ขนั้ นาเข้าสู่การเรียน
1.ครูแสดงภาพให้นกั เรียนดแู ละถามนกั เรียนว่าเกี่ยวข้องกบั ประวตั ศิ าสตร์อยา่ งไร

2.ครูถามนกั เรียนวา่ เมอ่ื พดู ถงึ ประวตั ศิ าสตร์ นกั เรียนคิดถงึ อะไร ครูส่มุ ให้นกั เรียนแสดงความคิดเห็น
ขัน้ สอน

3.ครูสนทนากบั นกั เรียนเร่ืองความหมายของประวตั ศิ าสตร์
4.ครูถามนกั เรียนวา่ เรียนประวตั ศิ าสตร์แล้วได้อะไรบ้าง จากนนั้ ให้นกั เรียนจบั กลมุ่ กนั 3 คน เขยี นประโยชน์ของ
ประวตั ศิ าสตร์ และออกมานาเสนอหน้าชนั้ จากนนั้ ครูอธิบายเพม่ิ เตมิ
5.ครูให้นกั เรียนดภู าพ และถามวา่ บคุ คลในภาพคอื ใคร (กรมพระยาดารงราชานภุ าพ : พระบิดาแห่ง
ประวตั ศิ าสตร์ไทย)

จากนนั้ ครูสนทนากบั นกั เรียนเร่ืองการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร์ในประเทศไทย
6.ครูแบ่งนกั เรียนออกเป็น 5 กลมุ่ ตามวธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์ดงั นี ้
-การกาหนดประเด็น
-การรวบรวมข้อมลู จากหลกั ฐาน
-การตรวจสอบ วเิ คราะห์หลกั ฐานและการตคี วาม
-การสงั เคราะห์ข้อมลู
-การนาเสนอผลงาน
จากนนั้ ให้นกั เรียนอภิปรายและออกมานาเสนอองคค์ วามรู้ และครูอธิบายเพม่ิ เตมิ
7.ครูให้นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ เขยี นตวั อยา่ งโครงงานทางประวตั ิศาสตร์จากนนั้ ออกมานาเสนอ และครูให้ข้อคิดเห็น
ขัน้ สรุปและประยกุ ต์
8.ครูให้นกั เรียนทาแบบทดสอบท้ายหน่วยการเรียนรู้ท่ี 1

ส่ือและแหล่งเรียนรู้
1.หนงั สือเรียนวชิ าประวตั ศิ าสตร์ชาตไิ ทย
2.กจิ กรรมการเรียนการสอน
3.ภาพประกอบ
หลกั ฐาน
1.บนั ทึกการสอนของครู
2.ใบเช็ครายชือ่
3.แผนการจดั การเรียนรู้

การวัดผลและการประเมินผล
วธิ ีวดั ผล
1.ประเมินผลความก้าวหน้าของตนเอง
2.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
3.ประเมินพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมกล่มุ
4.การสงั เกตและประเมินผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
เคร่ืองมือวัดผล
1.แบบประเมินผลความก้าวหน้าของตนเอง
2.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
3.ประเมินพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่
4.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
เกณฑ์การประเมินผล
1.แบบประเมินผลความก้าวหน้าของตนเอง เกณฑ์ผา่ น 50% ขนึ ้ ไป
2.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล ต้องไม่มชี อ่ งปรับปรุง
3.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่ คือ ปานกลาง (50% ขนึ ้ ไป)
4.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ คะแนน

ขนึ ้ อย่กู บั การประเมินตามสภาพจริง
กิจกรรมเสนอแนะ

1.ครูให้นกั ศกึ ษาทาโครงงานทางประวตั ศิ าสตร์

แผนการจัดการเรียนรู้แบบบรู ณาการท่ี 2 หน่วยท่ี 2

รหสั วชิ า 20000-1502 สอนครัง้ ท่ี 2

ช่ือหน่วย ประวัตศิ าสตร์ชาติไทยสมยั สุโขทยั จานวน 1 ช่ัวโมง

แนวคดิ

อาณาจกั รสโุ ขทยั สถาปนาขนึ ้ ราวกลางพทุ ธศตวรรษท่ี 18 ภายใต้การนาของพ่อขนุ ผาเมอื งและพ่อขนุ บางกลาง

หาว พ่อขุนบางกลางหาวได้รับการอภิเษกขึน้ เป็นกษตั ริย์ ทรงพระนามว่า พอ่ ขนุ ศรีอินทราทิตย์ อาณาจกั รสโุ ขทยั มีความ

เจริญรุ่งเรืองหลายด้านและขยายอาณาเขตอย่างกว้างขวางในสมยั พอ่ ขุนรามคาแหงมหาราช สมยั นเี ้ ป็นช่วงที่อาณาจกั ร

สโุ ขทยั มีความมัน่ คงเข้มแข็งและเป็ นพันธมิตรกับอาณาจกั รสาคญั ต่างๆ โดยส่งราชทตู ไปเจริญสัมพนั ธไมตรีกับจีนและ

เริ่มค้าขายแบบรัฐบรรณาการระหว่างกัน ต่อมาอาณาจักรอยุธยาได้แผ่ขยายอิทธิพลทางการเมือง ส่งผลให้อาณาจักร

สโุ ขทยั เสื่อมอานาจลงและถกู ผนวกเข้าเป็นส่วนหนง่ึ ของอยธุ ยาอยา่ งสมบรู ณ์ในต้นพทุ ธศตวรรษที่ 21

ผลการเรียนรู้ท่คี าดหวงั

1.บอกการสถาปนาอาณาจกั รสโุ ขทยั ได้
2.บอกพฒั นาการทางการเมืองการปกครองของอาณาจกั รสโุ ขทยั ได้
3.บอกความสมั พนั ธ์ระหวา่ งอาณาจกั รสโุ ขทยั กบั อาณาจกั รต่างๆได้
สมรรถนะรายวิชา
1.แสดงความรู้เกย่ี วกบั กระบวนการทางประวตั ศิ าสตร์
2.เปรียบเทยี บการเมอื ง การปกครอง เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรมของประวตั ศิ าสตร์ชาตไิ ทย
สาระการเรียนรู้
หน่วยท่ี 2 ประวตั ิศาสตร์ชาตไิ ทยสมัยสุโขทัย

1.การสถาปนาอาณาจกั รสโุ ขทยั

2.พฒั นาการทางการเมอื งการปกครองของอาณาจกั รสโุ ขทยั

3.ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งอาณาจกั รสโุ ขทยั กบั อาณาจกั รตา่ งๆ

ขนั้ นาเข้าส่กู ารเรียน

1.ครูถามนกั เรียนวา่ รูปที่เห็นน่าจะหมายถงึ บคุ คลใด (พ่อขนุ รามคาแหงมหาราช)

2.ครูถามนกั เรียนวา่ เพราะเหตใุ ดนกั เรียนจงึ คดิ วา่ เป็นพอ่ ขนุ รามคาแหงมหาราช ให้นกั เรียนชว่ ยกนั แสดงเหตผุ ล จากนนั้
ครูเขียนเป็นผงั มโนทศั น์

ขัน้ สอน
3.ครูอธิบายเรื่องการสถาปนาอาณาจกั รสโุ ขทยั จากนนั้ แบง่ นกั เรียนออกเป็น 2 กล่มุ คอื

-ปัจจยั ภายนอก
-ปัจจยั ภายใน
จากนนั้ ให้นกั เรียนอภิปรายวา่ ปัจจยั ข้างต้นเกี่ยวข้องกบั การสถาปนาอาณาจกั รอยา่ งไร
4.ครูให้นกั เรียนสงั เกตพระนามของกษตั ริย์ในสมยั สโุ ขทยั จากนนั้ อภิปรายวา่ พระนามของกษัตริย์สมยั สโุ ขทยั มีความ
แตกตา่ งกนั อยา่ งไร ให้นกั เรียนออกมานาเสนอ
5.ครูสนทนากบั นกั เรียนเรื่องพฒั นาการทางการเมืองการปกครองของอาณาจกั รสโุ ขทยั
6.ครูแบง่ นกั เรียนออกเป็น 5 กลมุ่ ดงั นี ้
-ล้านนา
-มอญ
-อยธุ ยา
-ลงั กา
-จีน
จากนนั้ เล่นบทบาทสมมตเิ ป็นคนชาตติ ่างๆ ออกมาพดู เกี่ยวกบั ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งอาณาจกั รสโุ ขทยั กบั อาณาจกั รของ
ตน
7.ครูอธิบายเพม่ิ เติม

ขัน้ สรุปและประยุกต์
8.ครูให้นกั เรียนกลมุ่ อนื่ ๆสรุปเร่ืองความสมั พนั ธ์ระหวา่ งประเทศของสโุ ขทยั กบั ชาติตา่ งๆทไ่ี มใ่ ชก่ ล่มุ ท่ีตวั เองได้รับ
มอบหมาย
9.ครูให้นกั เรียนทาแบบทดสอบท้ายหนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 4

ส่อื และแหล่งเรียนรู้
1.หนงั สอื เรียนวชิ าประวตั ศิ าสตร์ชาตไิ ทย
2.กจิ กรรมการเรียนการสอน
3.ภาพประกอบ
หลกั ฐาน
1.บนั ทกึ การสอนของครู
2.ใบเชค็ รายช่อื
3.แผนการจดั การเรียนรู้

การวดั ผลและการประเมินผล
วธิ ีวดั ผล
1.ประเมินผลความก้าวหน้าของตนเอง
2.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
3.ประเมนิ พฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่
4.การสงั เกตและประเมินผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
เคร่ืองมอื วดั ผล
1.แบบประเมนิ ผลความก้าวหน้าของตนเอง
2.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
3.ประเมนิ พฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่
4.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
เกณฑ์การประเมินผล
1.แบบประเมินผลความก้าวหน้าของตนเอง เกณฑ์ผ่าน 50% ขนึ ้ ไป
2.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล ต้องไมม่ ชี ่องปรับปรุง
3.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (50% ขนึ ้ ไป)
4.การสงั เกตและประเมินผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ คะแนน

ขนึ ้ อย่กู บั การประเมินตามสภาพจริง
กจิ กรรมเสนอแนะ

1.ครูให้นกั เรียนจดั บอร์ดเร่ืองความสมั พนั ธ์ระหวา่ งอาณาจกั รสโุ ขทยั กบั อาณาจกั รต่างๆ

แผนการจดั การเรียนรู้แบบบรู ณาการท่ี 3 หน่วยท่ี 3

รหัสวชิ า 20000-1502 สอนครัง้ ท่ี 3

ช่ือหน่วย เศรษฐกจิ สังคม วฒั นธรรม และภมู ปิ ัญญา สมัยสุโขทัย จานวน 1 ช่ัวโมง

แนวคดิ
เศรษฐกิจของสุโขทัยขึน้ อยู่กับการเกษตรกรรม อุตสาหกรรมและการค้าขาย สังคมสมัยสุโขทัยเป็ นสังคม

เกษตรกรรม โดยแบ่งออกเป็ น ๒ กล่มุ ใหญ่ๆ คือชนชนั้ ปกครอง ได้แก่ พระมหากษัตริย์ เจ้านาย ขุนนาง และชนชนั้ ผ้ถู ูก

ปกครอง ได้แก่ ไพร่หรือไพร่ฟ้ า โดยมีพระสงฆ์ทาหน้าที่ทางศาสนาและเป็ นตวั กลางประสานกล่มุ คนในสงั คมเข้าด้วยกนั

การสร้างสรรคภ์ มู ิปัญญาสมยั สโุ ขทยั ได้แก่ การสร้างทานบที่เรียกตามจารึกว่า “สรีดภงส์” เพ่อื บงั คบั นา้ จากคลองผา่ นเข้า

ไปในกาแพงเมืองแล้วลงไปในตระพงั ขนาดใหญ่กลางเมือง รวมถึงเครื่องปัน้ ดินเผาที่เรียกว่า เคร่ืองสงั คโลก นอกจากนยี ้ งั

มีการนาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาสร้างเป็ นวรรณกรรม ไตรภูมิพระร่วง เนือ้ หาสาคัญคือการให้ยึดม่ันในการทา

ความดี นอกจากนีย้ ังมีการประดิษฐ์อักษรไทย ประติมากรรม คือการหล่อพระพุทธรูปที่ได้ชื่อว่าเป็ นเอกลักษณ์และ

สถาปัตยกรรม คอื เจดยี ์ทรงดอกบวั ตมู หรือพ่มุ ข้าวบิณฑ์

ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวงั
1.บอกเศรษฐกิจของอาณาจกั รสโุ ขทยั ได้
2.บอกลกั ษณะทางสงั คมไทยสมยั สโุ ขทยั ได้
3.บอกวฒั นธรรมและการสร้างสรรค์ภมู ปิ ัญญาสมยั สโุ ขทยั ได้
4.บอกประวตั ิและผลงานของบคุ คลสาคญั สมยั สโุ ขทยั ได้
5.บอกถึงการล่มสลายของอาณาจกั รสโุ ขทยั ได้
สมรรถนะรายวชิ า
1.แสดงความรู้เกีย่ วกบั กระบวนการทางประวตั ศิ าสตร์
2.เปรียบเทยี บการเมอื ง การปกครอง เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรมของประวตั ศิ าสตร์ชาตไิ ทย
สาระการเรียนรู้
หน่วยท่ี 3 เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาสมยั สุโขทัย
1.เศรษฐกจิ ของอาณาจกั รสโุ ขทยั

2.ลกั ษณะทางสงั คมสมยั สโุ ขทยั

3.วฒั นธรรมและการสร้างสรรค์ภมู ิปัญญาสมยั สโุ ขทยั

ขัน้ นาเข้าสู่การเรียน
1.ครูถามนกั เรียนวา่ ดินแดนของสโุ ขทยั อยบู่ ริเวณล่มุ แมน่ า้ ใด (แม่นา้ ยม)

2.ครูถามนกั เรียนวา่ ดนิ แดนที่อยรู่ ิมแม่นา้ สามารถใข้ประโยชน์ของแม่นา้ เพือ่ ทาการใดได้บ้าง

3.ครูให้นกั เรียนชว่ ยกนั ยกตวั อยา่ งและแสดงเหตผุ ล

ขัน้ สอน
4.ครูแบง่ นกั เรียนออกเป็น 3 กลมุ่ คอื เกษตรกรรม อตุ สาหกรรม ค้าขาย จากนนั้ ให้นกั เรียนอภิปรายเรื่องเศรษฐกิจของ
อาณาจกั รสโุ ขทยั จากนนั้ ออกมานาเสนอ
5.ครูให้ข้อคดิ เหน็ เพมิ่ เตมิ
6.ครูสนทนากบั นกั เรียนเรื่องลกั ษณะทางสงั คมสมยั สโุ ขทยั จากนนั้ ครูให้หวั ข้ออภปิ รายเร่ือง “ศาสนาพทุ ธกบั สงั คมสมยั
สโุ ขทยั ” และให้นกั เรียนชว่ ยกนั แสดงความคดิ เหน็
7.ครูถามนกั เรียนวา่ คาวา่ ภมู ปิ ัญญาหมายความวา่ อยา่ งไร จากนนั้ ให้นกั เรียนชว่ ยกนั ยกตวั อย่าง
8.ครูให้นกั เรียนดภู าพแล้วทายวา่ ภาพใดบ้างเป็นภมู ิปัญญาในสมยั สโุ ขทยั

สนทนากบั นกั เรียนเร่ืองภมู ิปัญญาในสมยั สโุ ขทยั
ขัน้ สรุปและประยกุ ต์
9.ครูสรุปร่วมกบั นกั เรียนเก่ียวกบั วฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาสมยั สโุ ขทยั

ส่ือและแหล่งเรียนรู้
1.หนงั สอื เรียนวชิ าประวตั ศิ าสตร์ชาตไิ ทย
2.กจิ กรรมการเรียนการสอน
3.ภาพประกอบ
หลักฐาน
1.บนั ทกึ การสอนของครู
2.ใบเชค็ รายชอื่
3.แผนการจดั การเรียนรู้
การวดั ผลและการประเมินผล
วธิ ีวดั ผล
1.ประเมินผลความก้าวหน้าของตนเอง
2.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
3.ประเมนิ พฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลมุ่
4.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

เคร่ืองมือวัดผล
1.แบบประเมินผลความก้าวหน้าของตนเอง
2.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
3.ประเมินพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลมุ่
4.การสงั เกตและประเมินผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
เกณฑ์การประเมินผล
1.แบบประเมนิ ผลความก้าวหน้าของตนเอง เกณฑ์ผา่ น 50% ขนึ ้ ไป
2.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล ต้องไม่มชี ่องปรับปรุง
3.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่ คือ ปานกลาง (50% ขนึ ้ ไป)
4.การสงั เกตและประเมินผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ คะแนน

ขนึ ้ อยกู่ บั การประเมินตามสภาพจริง
กิจกรรมเสนอแนะ

1.ครูให้นกั เรียนทารายงานเร่ืองวฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาสมยั สโุ ขทยั

แผนการจัดการเรียนรู้แบบบรู ณาการท่ี 4 หน่วยท่ี 3

รหสั วิชา 20000-1502 สอนครัง้ ท่ี 4

ช่ือหน่วย เศรษฐกจิ สังคม วฒั นธรรม และภูมิปัญญา สมัยสุโขทัย จานวน 1 ช่ัวโมง

แนวคดิ

เศรษฐกิจของสุโขทัยขึน้ อยู่กับการเกษตรกรรม อุตสาหกรรมและการค้าขาย สังคมสมัยสุโขทัยเป็ นสังคม

เกษตรกรรม โดยแบ่งออกเป็ น ๒ กล่มุ ใหญ่ๆ คือชนชนั้ ปกครอง ได้แก่ พระมหากษัตริย์ เจ้านาย ขุนนาง และชนชนั้ ผ้ถู ูก

ปกครอง ได้แก่ ไพร่หรือไพร่ฟ้ า โดยมีพระสงฆ์ทาหน้าที่ทางศาสนาและเป็ นตวั กลางประสานกล่มุ คนในสงั คมเข้าด้วยกัน

การสร้างสรรคภ์ มู ปิ ัญญาสมยั สโุ ขทยั ได้แก่ การสร้างทานบทีเ่ รียกตามจารึกวา่ “สรีดภงส์” เพอ่ื บงั คบั นา้ จากคลองผา่ นเข้า

ไปในกาแพงเมืองแล้วลงไปในตระพงั ขนาดใหญ่กลางเมือง รวมถึงเครื่องปัน้ ดินเผาที่เรียกวา่ เครื่องสงั คโลก นอกจากนยี ้ งั

มีการนาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาสร้างเป็ นวรรณกรรม ไตรภมู ิพระร่วง เนือ้ หาสาคัญคือการให้ยึดมัน่ ในการทา

ความดี นอกจากนีย้ ังมีการประดิษฐ์อักษรไทย ประติมากรรม คือการหล่อพระพุทธรูปที่ได้ชื่อว่าเป็ นเอกลักษณ์และ

สถาปัตยกรรม คือ เจดยี ์ทรงดอกบวั ตมู หรือพมุ่ ข้าวบิณฑ์

ผลการเรียนรู้ท่คี าดหวงั

1.บอกเศรษฐกจิ ของอาณาจกั รสโุ ขทยั ได้
2.บอกลกั ษณะทางสงั คมไทยสมยั สโุ ขทยั ได้
3.บอกวฒั นธรรมและการสร้างสรรค์ภมู ปิ ัญญาสมยั สโุ ขทยั ได้
4.บอกประวตั แิ ละผลงานของบคุ คลสาคญั สมยั สโุ ขทยั ได้
5.บอกถงึ การล่มสลายของอาณาจกั รสโุ ขทยั ได้
สมรรถนะรายวิชา
1.แสดงความรู้เก่ยี วกบั กระบวนการทางประวตั ศิ าสตร์
2.เปรียบเทยี บการเมือง การปกครอง เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรมของประวตั ศิ าสตร์ชาติไทย
สาระการเรียนรู้
หน่วยท่ี 3 เศรษฐกจิ สังคม วฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาสมัยสุโขทยั

4.ประวตั ิและผลงานของบคุ คลสาคญั สมยั สโุ ขทยั

5.การล่มสลายของอาณาจกั รสโุ ขทยั

ขนั้ นาเข้าส่กู ารเรียน

1.ครูถามนกั เรียนวา่ ภมู ิปัญญาสมยั สโุ ขทยั มอี ะไรบ้าง ให้นกั เรียนชว่ ยกนั ยกตวั อยา่ ง

2.ครูถามนกั เรียนเกี่ยวกบั พระนามของกษัตริย์สโุ ขทยั และให้นกั เรียนช่วยกนั ยกตวั อย่าง

ขัน้ สอน

3.ครูแบง่ นกั เรียนออกเป็น 3 กลมุ่ คือ พ่อขนุ ศรีอนิ ทราทิตย์ พ่อขนุ รามคาแหงมหาราช พระมหาธรรมราชาที่ 1 จากนนั้ ให้

นกั เรียนอภปิ รายเรื่องผลงานและประวตั ิ

4.ครูให้อธิบายเพม่ิ เตมิ
5.ครูสนทนากบั นกั เรียนเร่ืองการล่มสลายของอาณาจกั รสโุ ขทยั
6.ครูให้นกั เรียนอภิปรายว่า จากท่ีครูอธิบายเร่ืองการล่มสลายของอาณาจกั รสโุ ขทยั อะไรบ้างทเ่ี ป็นปัจจยั ความเสื่อมและ
การล่มสลายของสโุ ขทยั จากนนั้ ให้ออกมานาเสนอ และครูอธิบายเพมิ่ เตมิ
7.ครูร่วมกนั เขียนผงั มโนทศั น์เรื่องปัจจยั ความเสอ่ื มของสโุ ขทยั ร่วมกบั นกั เรียน
ขัน้ สรุปและประยกุ ต์
8.ครูให้นกั เรียนทาแบบทดสอบท้ายหน่วยการเรียนรู้ท่ี 5

ส่ือและแหล่งเรียนรู้
1.หนงั สือเรียนวิชาประวตั ศิ าสตร์ชาติไทย
2.กจิ กรรมการเรียนการสอน
3.ภาพประกอบ
หลกั ฐาน
1.บนั ทึกการสอนของครู
2.ใบเชค็ รายช่ือ
3.แผนการจดั การเรียนรู้
การวดั ผลและการประเมนิ ผล
วิธวี ดั ผล
1.ประเมนิ ผลความก้าวหน้าของตนเอง
2.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
3.ประเมินพฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่
4.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
เคร่ืองมอื วดั ผล
1.แบบประเมนิ ผลความก้าวหน้าของตนเอง
2.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
3.ประเมินพฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกล่มุ
4.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
เกณฑ์การประเมนิ ผล
1.แบบประเมนิ ผลความก้าวหน้าของตนเอง เกณฑ์ผ่าน 50% ขึน้ ไป
2.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล ต้องไม่มชี ่องปรับปรุง
3.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (50% ขนึ ้ ไป)
กิจกรรมเสนอแนะ
1.ครูให้นกั เรียนทารายงานเร่ืองวฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาสมยั สโุ ขทัย

แผนการจัดการเรียนรู้แบบบรู ณาการท่ี 5 หน่วยท่ี 4

รหัสวิชา 20000-1502 สอนครัง้ ท่ี 5

ช่ือหน่วยประวตั ศิ าสตร์ชาติไทยสมัยอยธุ ยา จานวน 1 ช่ัวโมง

แนวคดิ

อาณาจักรอยุธยาสถาปนาขึน้ ในบริเวณที่มีสภาพภูมิศาสตร์เหมาะสมต่อการตัง้ ถ่ินฐานและการติดต่อกับ

ดินแดนภายนอกได้อย่างสะดวก ปัจจยั พืน้ ฐานทางด้านสงั คมและวฒั นธรรม ประกอบกบั การมีพระมหากษัตริย์ท่ีมีพระ

ปรีชาสามารถทางด้านการขยายอานาจทางการเมอื ง ความสมั พนั ธ์กบั นานาประเทศการจดั ระเบียบการปกครองและการ

ควบคุมกาลังไพร่พลอย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็ นปัจจัยสาคัญท่ีส่งผลให้พัฒนาการทางการเมืองการปกครองของ

อาณาจกั รอยุธยามีความมนั่ คงสืบต่อกันมาถึง 417 ปี ความเจริญ รุ่งเรืองของอาณาจกั รอยธุ ยาและการจดั การปกครอง

ยงั คงมีอิทธิพลสืบตอ่ มาในสมยั ธนบรุ ีและรัตนโกสนิ ทร์ตอนต้น

ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวัง

1.บอกดนิ แดนไทยกอ่ นการสถาปนากรุงศรีอยธุ ยาเป็นราชธานีได้
2.บอกการสถาปนาอาณาจกั รอยธุ ยาได้
3.บอกพระนามพระมหากษตั ริย์ไทยสมยั อยธุ ยาได้
4.อธิบายวิธีการสร้างความมน่ั คงและความรุ่งเรืองของอาณาจกั รอยธุ ยาได้
สมรรถนะรายวชิ า
1.แสดงความรู้เกยี่ วกบั กระบวนการทางประวตั ิศาสตร์
2.เปรียบเทยี บการเมือง การปกครอง เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรมของประวตั ศิ าสตร์ชาติไทย
สาระการเรียนรู้
หน่วยท่ี 4 ประวตั ศิ าสตร์ชาตไิ ทยสมัยอยุธยา

1.ดินแดนไทยกอ่ นการสถาปนากรุงศรีอยธุ ยาเป็นราชธานี

2.การสถาปนาอาณาจกั รอยธุ ยา

3.พระมหากษตั ริย์ไทยสมยั อยธุ ยา

4.การสร้างความมน่ั คงและความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจกั รอยธุ ยา

5.พฒั นาการทางการเมอื งการปกครองสมยั อยธุ ยา

ขัน้ นาเข้าสู่การเรียน

1.ครูถามนกั เรียนวา่ ใครเคยไปชมเมืองเกา่ ทีจ่ งั หวดั อยธุ ยาบ้าง

2.ครูเกริ่นนาเร่ืองความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจกั รอยธุ ยา

ขัน้ สอน

3.ครูให้นกั เรียนดแู ผนทอ่ี ยธุ ยา จากนนั้ ทบทวนเนอื ้ หาเร่ืองรัฐโบราณในดนิ แดนไทย และเชื่อมโยงเร่ืองดินแดนไทยก่อนการ

สถาปนากรุงศรีอยธุ ยาเป็นราชธานี

4.ครูสนทนากบั นกั เรียนเร่ืองการสถาปนาอาณาจกั รอยธุ ยา จากนนั้ ให้นกั เรียนแบง่ ออกเป็น 2 กลมุ่ คอื ปัจจยั ภายนอก
กบั ปัจจยั ภายใน ให้นกั เรียนอภปิ รายเกี่ยวกบั ปัจจยั ในการสถาปนาอาณาจกั ร และออกมานาเสนอ แล้วเขยี นผงั มโนทศั น์
5.ครูให้นกั เรียนปิดหนงั สือและแขง่ ขนั กนั พดู พระนามพระมหากษตั ริย์ไทยสมยั อยธุ ยา โดยยกตวั อยา่ งทีละคน ใคร
สามารถพดู ได้เป็นคนสดุ ท้ายชนะ
6.ครูอธิบายเร่ืองพระมหากษตั ริยอ์ ยธุ ยาและราชวงศต์ ่างๆ
7.ครูแบ่งนกั เรียนออกเป็น 4 กลมุ่ คอื

-สถาบนั พระมหากษัตริย์
-การขยายอานาจทางการเมอื ง
-การเจริญสมั พนั ธไมตรีนานาชาติ
-การจดั ระเบยี บการปกครองและควบคมุ กาลงั ไพร่พล
อภิปรายการสร้างความมนั่ คงและความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจกั รอยธุ ยา
8.ครูสนทนากบั นกั เรียนเร่ืองพฒั นาการทางการเมอื งการปกครองสมยั อยธุ ยา จากนนั้ แบ่งนกั เรียนออกเป็น 3 กลมุ่ คอื
-กรุงศรีอยธุ ยาตอนต้น
-ยคุ ปฏริ ูป (สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ)
-กรุงศรีอยธุ ยาตอนปลาย
สบื ค้นข้อมลู เพิ่มเตมิ เพอื่ จดั บอร์ดให้ความรู้หลงั ห้อง
ขัน้ สรุปและประยกุ ต์
9.ครูให้นกั เรียนทาแบบทดสอบท้ายหน่วยการเรียนรู้ที่ 6
ส่ือและแหล่งเรียนรู้
1.หนงั สือเรียนวิชาประวตั ศิ าสตร์ชาติไทย
2.กิจกรรมการเรียนการสอน
3.ภาพประกอบ
หลกั ฐาน
1.บนั ทกึ การสอนของครู
2.ใบเช็ครายช่ือ
3.แผนการจดั การเรียนรู้
การวดั ผลและการประเมนิ ผล
วิธวี ดั ผล
1.ประเมินผลความก้าวหน้าของตนเอง
2.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
3.ประเมินพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกิจกรรมกล่มุ

4.การสงั เกตและประเมินผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
เคร่ืองมือวัดผล
1.แบบประเมนิ ผลความก้าวหน้าของตนเอง
2.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
3.ประเมนิ พฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลมุ่
4.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
เกณฑ์การประเมนิ ผล
1.แบบประเมินผลความก้าวหน้าของตนเอง เกณฑ์ผา่ น 50% ขนึ ้ ไป
2.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล ต้องไมม่ ชี อ่ งปรับปรุง
3.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (50% ขนึ ้ ไป)
4.การสงั เกตและประเมินผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ คะแนน
ขนึ ้ อย่กู บั การประเมนิ ตามสภาพจริง
กจิ กรรมเสนอแนะ
1.ครูให้นกั เรียนจดั บอร์ดหลงั ห้องเรื่องพฒั นาการทางการเมอื งการปกครองสมยั อยธุ ยา 3 กลมุ่ คอื
-กรุงศรีอยธุ ยาตอนต้น
-ยคุ ปฏริ ูป (สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ)
-กรุงศรีอยธุ ยาตอนปลาย

แผนการจัดการเรียนรู้แบบบรู ณาการท่ี 6 หน่วยท่ี 5

รหสั วชิ า 20000-1502 สอนครัง้ ท่ี 6

ช่ือหน่วย เศรษฐกจิ สังคม วฒั นธรรมและ ภมู ปิ ัญญาสมยั อยุธยา จานวน 1 ช่ัวโมง

แนวคดิ

สงั คมในสมยั อยธุ ยาเป็นสงั คมเกษตรกรรม ประชากรส่วนใหญ่ประกอบาชพี ทานา เพราะปลกู พชื ไร่ พชื สวน และ

การแลกเปล่ียนค้าขาย ซึ่งส่งผลให้รัฐมีรายได้จากการเก็บภาษีอากรที่มาจากการประกอบอาชีพของประชาชน ส่วน

เศรษฐกจิ ของอาณาจกั รอยธุ ยาเจริญรุ่งเรืองจากการค้ากบั ต่างประเทศในลกั ษณะการค้าผกู ขาดโดยพระคลงั สินค้า

โดยโครงสร้างสงั คมสมยั อยธุ ยาเป็นสงั คมชนชนั้ ท่แี บ่งชนชนั้ ปกครอง ประกอบด้วยพระมหากษตั ริย์ พระราชวงศ์

ขนุ นางและชนชนั้ ผ้ถู กู ปกครอง ประกบด้วยไพร่ทเี่ ป็นประชากรสว่ นใหญ่ของสงั คม และทาสชนชนั้ ปกครองและชนชนั้ ผ้ถู ูก

ปกครองมีความสมั พนั ธ์ในระบบอปุ ถมั ภ์และกฎหมายจดั ระเบยี บสงั คมท่เี รียกวา่ ศกั ดินา ซง่ึ ทาให้สงั คมสมยั อยธุ ยาดาเนนิ

ไปอยา่ งมีประสทิ ธิภาพตลอดระยะเวลาทอ่ี ยธุ ยาดารงความเป็นอาณาจกั รทยี่ งิ่ ใหญ่ได้ยาวนานถงึ 417 ปี

วฒั นธรรมไทยในสมยั อยุธยา ถือเป็ นภมู ิปัญญาไทยที่ได้สะสมสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจบุ นั ภมู ิปัญญาไทยสมยั

อยธุ ยามหี ลายด้านทสี่ าคญั เช่น การเมืองการปกครองของพระมหากษตั ริย์สมยั อยธุ ยา ศลิ ปกรรม ภาษาและวรรณกรรมที่

มลี กั ษณะผสมผสานวฒั นธรรมตะวนั ตกและตะวนั ออกเข้าด้วยกนั

บรรพบุรุษไทยในสมยั อยธุ ยาได้ปกป้ องบ้านเมืองและสร้างสรรค์สิงท่ีมีประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองหลายด้านซึง่

วรี กรรมเหล่านเี ้ยาวชนไทยควรระลกึ ถงึ คณุ ความดีและยดึ ถือเป็นแบบอย่าง

ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวงั

1.บอกปัจจยั ทส่ี ง่ เสริมพฒั นาการทางด้านเศรษฐกจิ และสงั คมของอาณาจกั รอยธุ ยาได้
2.บอกเศรษฐกจิ สมยั อยธุ ยาได้
3.บอกสงั คมสมยั อยธุ ยาได้
4.บอกถงึ วฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาไทยสมยั อยธุ ยาได้
5.บอกถงึ ประวตั ิบคุ คลสาคญั สมยั อยธุ ยาได้
6.บอกถงึ การสนิ ้ สดุ ของอาณาจกั รอยธุ ยาได้
สมรรถนะรายวิชา
1.แสดงความรู้เกีย่ วกบั กระบวนการทางประวตั ศิ าสตร์
2.เปรียบเทยี บการเมอื ง การปกครอง เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรมของประวตั ศิ าสตร์ชาติไทย
สาระการเรียนรู้
หน่วยท่ี 5 เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาสมยั อยธุ ยา

1.ปัจจยั ทส่ี ง่ เสริมพฒั นาการทางด้านเศรษฐกจิ และสงั คมของอาณาจกั รอยธุ ยา

2.เศรษฐกจิ สมยั อยธุ ยา

3.สงั คมสมยั อยธุ ยา

4.วฒั นธรรมและภมู ิปัญญาสมยั อยธุ ยา

ขนั้ นาเข้าส่กู ารเรียน
1.ครูถามนกั เรียนวา่ โบราณสถานทจ่ี งั หวดั พระนครศรีอยธุ ยามีอะไรบ้าง ให้นกั เรียนชว่ ยกนั ยกตวั อยา่ ง
2.ครูเกริ่นนาเรื่องความเจริญรุ่งเรืองทางวฒั นธรรมในสมยั อยธุ ยา

ขัน้ สอน
3.ครูแบ่งนกั เรียนออกเป็น 3 กลมุ่ อภปิ รายปัจจยั ท่ีสง่ เสริมพฒั นาการทางด้านเศรษฐกิจและสงั คมของอาณาจกั รอยธุ ยา
ดงั นี ้

-สภาพภมู ิประเทศ
-ทาเลทตี่ งั ้
-นโยบาย
4.ครูให้นกั เรียนออกมานาเสนอผลการอภปิ ราย
5.ครูให้นกั เรียนยกตวั อยา่ งเศรษฐกจิ สมยั อยธุ ยาวา่ น่าจะมีอะไรบ้าง
6.ครูสนทนาเร่ืองการทาการเกษตรสมยั อยธุ ยา
7.ครูให้นกั เรียนชว่ ยกนั สบื ค้นเกย่ี วกบั การค้าในสมยั อยธุ ยา จากนนั้ ออกมานาเสนอ
8.ครูเขยี นคาวา่ “ภาษีในสมยั อยธุ ยา” จากนนั้ ให้นกั เรียนชว่ ยกนั อธิบายวา่ มีอะไรบ้าง ครูเขียนเป็นผงั มโนทศั น์
9.ครูให้นกั เรียนดภู าพ จากนนั้ ถามนกั เรียนวา่ นา่ จะเป็นบคุ คลในชนชนั้ ใด (ทาส)

10.ครูสนทนากบั นกั เรียนเรื่องสงั คมในสมยั อยธุ ยา
11.ครูแบง่ นกั เรียนออกเป็น 4 กลมุ่ ดงั นี ้

-การเมอื งการปกครองของกษัตริย์สมยั อยธุ ยา
-ศลิ ปกรรม
-นาฏศลิ ป์ และดรุ ิยางคศลิ ป์

-ภาษาและวรรณกรรม
12.ครูให้นกั เรียนแตล่ ะกล่มุ คดิ คาถาม และให้อกี 3 กลมุ่ เวียนกนั ตอบ กลมุ่ ละ 10 คาถาม
13.ครูอธิบายเพมิ่ เตมิ
ขัน้ สรุปและประยุกต์
14.ครูแบง่ นกั เรียนออกเป็น 6 กลมุ่ แสดงบทบาทสมมติในหวั ข้อ “ข้าคือ...” โดยให้จบั สลากให้หวั ข้อตอ่ ไปนี ้

-พระมหากษตั ริย์
-พระบรมวงศานวุ งศ์
-ขนุ นาง
-ไพร่
-ทาส
-ชาวตา่ งชาติ
15.ครูให้นกั เรียนออกมาแสดงบทบาทสมมตวิ า่ ตนเป็นใคร มีสถานะและบทบาทหน้าทีใ่ นสงั คมอยา่ งไร คนละ 2 นาที
ส่อื และแหล่งเรียนรู้
1.หนงั สือเรียนวิชาประวตั ศิ าสตร์ชาตไิ ทย
2.กิจกรรมการเรียนการสอน
3.ภาพประกอบ
หลักฐาน
1.บนั ทกึ การสอนของครู
2.ใบเชค็ รายชือ่
3.แผนการจดั การเรียนรู้
การวัดผลและการประเมินผล
วธิ ีวดั ผล
1.ประเมินผลความก้าวหน้าของตนเอง
2.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
3.ประเมินพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่
4.การสงั เกตและประเมินผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
เคร่ืองมอื วดั ผล
1.แบบประเมินผลความก้าวหน้าของตนเอง
2.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
3.ประเมนิ พฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลมุ่
4.การสงั เกตและประเมินผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
เกณฑ์การประเมนิ ผล

1.แบบประเมนิ ผลความก้าวหน้าของตนเอง เกณฑ์ผา่ น 50% ขนึ ้ ไป
2.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล ต้องไมม่ ชี อ่ งปรับปรุง
3.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (50% ขนึ ้ ไป)
4.การสงั เกตและประเมินผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ คะแนน
ขนึ ้ อยกู่ บั การประเมินตามสภาพจริง
กิจกรรมเสนอแนะ
1.ให้นกั เรียนแบ่งออกเป็น 4-5 กลมุ่ จดั บอร์ดเกี่ยวกบั เศรษฐกิจสมยั อยธุ ยา
2.ให้นกั เรียนแบง่ ออกเป็น 6 กลมุ่ ทารายงานเรื่องสงั คมไทยในสมยั อยธุ ยา

แผนการจดั การเรียนรู้แบบบรู ณาการท่ี 7 หน่วยท่ี 5

รหัสวชิ า 20000-1502 สอนครัง้ ท่ี 7

ช่ือหน่วย เศรษฐกิจ สังคม วฒั นธรรมและ ภมู ปิ ัญญาสมยั อยธุ ยา จานวน 1 ช่ัวโมง

แนวคดิ

สงั คมในสมยั อยธุ ยาเป็ นสงั คมเกษตรกรรม ประชากรส่วนใหญ่ประกอบาชีพทานา เพราะปลกู พืชไร่ พืช

สวน และการแลกเปล่ียนค้าขาย ซ่งึ ส่งผลให้รัฐมีรายได้จากการเก็บภาษีอากรที่มาจากการประกอบอาชีพของประชาชน

ส่วนเศรษฐกจิ ของอาณาจกั รอยธุ ยาเจริญรุ่งเรืองจากการค้ากบั ต่างประเทศในลกั ษณะการค้าผกู ขาดโดยพระคลงั สินค้า

โดยโครงสร้างสงั คมสมยั อยธุ ยาเป็นสงั คมชนชนั้ ทแ่ี บง่ ชนชนั้ ปกครอง ประกอบด้วยพระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์

ขนุ นางและชนชนั้ ผ้ถู กู ปกครอง ประกบด้วยไพร่ทเ่ี ป็นประชากรส่วนใหญ่ของสงั คม และทาสชนชนั้ ปกครองและชนชนั้ ผ้ถู ูก

ปกครองมคี วามสมั พนั ธ์ในระบบอปุ ถมั ภ์และกฎหมายจดั ระเบียบสงั คมทีเ่ รียกว่าศกั ดนิ า ซง่ึ ทาให้สงั คมสมยั อยธุ ยาดาเนนิ

ไปอย่างมีประสทิ ธิภาพตลอดระยะเวลาทีอ่ ยธุ ยาดารงความเป็นอาณาจกั รท่ียงิ่ ใหญ่ได้ยาวนานถึง 417 ปี

วฒั นธรรมไทยในสมยั อยุธยา ถือเป็ นภมู ิปัญญาไทยท่ีได้สะสมสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจบุ ัน ภมู ิปัญญาไทยสมยั

อยธุ ยามีหลายด้านท่สี าคญั เช่น การเมอื งการปกครองของพระมหากษัตริย์สมยั อยธุ ยา ศลิ ปกรรม ภาษาและวรรณกรรมท่ี

มลี กั ษณะผสมผสานวฒั นธรรมตะวนั ตกและตะวนั ออกเข้าด้วยกนั

บรรพบรุ ุษไทยในสมยั อยธุ ยาได้ปกป้ องบ้านเมืองและสร้างสรรค์สิงที่มีประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองหลายด้านซึง่

วรี กรรมเหลา่ นเี ้ยาวชนไทยควรระลกึ ถงึ คณุ ความดแี ละยดึ ถือเป็นแบบอยา่ ง

ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวัง

1.บอกปัจจยั ทีส่ ่งเสริมพฒั นาการทางด้านเศรษฐกจิ และสงั คมของอาณาจกั รอยธุ ยาได้
2.บอกเศรษฐกจิ สมยั อยธุ ยาได้
3.บอกสงั คมสมยั อยธุ ยาได้
4.บอกถงึ วฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาไทยสมยั อยธุ ยาได้
5.บอกถึงประวตั บิ คุ คลสาคญั สมยั อยธุ ยาได้
6.บอกถึงการสนิ ้ สดุ ของอาณาจกั รอยธุ ยาได้
สมรรถนะรายวิชา
1.แสดงความรู้เกี่ยวกบั กระบวนการทางประวตั ิศาสตร์
2.เปรียบเทยี บการเมือง การปกครอง เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรมของประวตั ศิ าสตร์ชาตไิ ทย
สาระการเรียนรู้
หน่วยท่ี 5 เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรมและภูมิปัญญาสมยั อยธุ ยา

5.บคุ คลสาคญั สมยั อยธุ ยา

6.การสนิ ้ สดุ ของอาณาจกั รอยธุ ยา

ขัน้ นาเข้าส่กู ารเรียน
1.ครูถามนกั เรียนวา่ บคุ คลสาคญั ในสมยั อยธุ ยามใี ครบ้างให้นกั เรียนช่วยกนั ยกตวั อยา่ ง

2.ครูให้นกั เรียนดภู าพ จากนนั้ ถามวาเก่ียวข้องกบั บคุ คลใดในสมยั อยธุ ยา (สมเด็จพระนเรศวรมหาราช)

ขัน้ สอน
3.ครูแบ่งนกั เรียนออกเป็น 3 กลมุ่ สืบค้นข้อมลู บคุ คลสาคญั ตอไปนี ้

-สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
-สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช
-ชาวบ้านบางระจนั
4.ครูให้นกั เรียนออกมานาเสนอกล่มุ ละ 5 นาที
5.ครูให้กลมุ่ ที่นาเสนอจากนนั้ ถามคาถามเกี่ยวกบั กลมุ่ ของตนเอง 10 ข้อ และสมุ่ ให้เพ่อื นตอบ
6.ครูแบ่งนกั เรียนออกเป็น 2 กลมุ่ อภิปรายปัจจยั ภายในและปัจจยั ภายนอกทท่ี าให้อาณาจกั รอยธุ ยาล้มสลาย
7.ครูให้นกั เรียนออกมาแสดงความคดิ เหน็
ขัน้ สรุปและประยุกต์
8.ครูให้นกั เรียนทาคาถามท้ายหน่วยการเรียนรู้หนว่ ยที่ 7
ส่อื และแหล่งเรียนรู้
1.หนงั สือเรียนวชิ าประวตั ศิ าสตร์ชาติไทย
2.กจิ กรรมการเรียนการสอน
3.ภาพประกอบ
หลักฐาน
1.บนั ทกึ การสอนของครู
2.ใบเชค็ รายช่ือ
3.แผนการจดั การเรียนรู้

การวัดผลและการประเมนิ ผล
วธิ วี ดั ผล
1.ประเมินผลความก้าวหน้าของตนเอง
2.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
3.ประเมินพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมกล่มุ
4.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
เคร่ืองมือวัดผล
1.แบบประเมนิ ผลความก้าวหน้าของตนเอง
2.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
3.ประเมนิ พฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลมุ่
4.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
เกณฑ์การประเมนิ ผล
1.แบบประเมินผลความก้าวหน้าของตนเอง เกณฑ์ผา่ น 50% ขนึ ้ ไป
2.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล ต้องไม่มชี อ่ งปรับปรุง
3.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (50% ขนึ ้ ไป)
4.การสงั เกตและประเมินผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ คะแนน

ขนึ ้ อย่กู บั การประเมินตามสภาพจริง
กิจกรรมเสนอแนะ
1.ให้นกั เรียนจดั บอร์ดหรือทาโปสเตอร์เกย่ี วกบั อตุ ชวี ประวตั บิ คุ คลสาคญั เพม่ิ เตมิ จากทีไ่ ด้เรียน

แผนการจดั การเรียนรู้แบบบรู ณาการท่ี 8 หน่วยท่ี 6

รหัสวชิ า 20000-1502 สอนครัง้ ท่ี 8-9

ช่ือหน่วย ประวัตศิ าสตร์ชาตไิ ทยสมัยธนบุรี จานวน 1 ช่ัวโมง

แนวคดิ

หลงั การลมสลายของอาณาจกั รอยธุ ยาใน พ.ศ.2310 พระยาตาก (สิน) เป็นผ้นู าที่สามารถกอบก้เู อกราชของชาติ

และสร้างราชธานีท่ีกรุงธนบรุ ีเป็ นศนู ย์อานาจทางการเมืองการปกครองไทย อาณาจกั รธนบรุ ีมีช่วงเวลาเพียง 15 ปี (พ.ศ.

2310-2325) สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีหรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้รวบรวมอาณาจกั รไทยให้เป็ นปึ กแผ่นและ

ฟืน้ ฟศู ิลปวิทยาการทางด้านต่างๆสืบต่อมาถึงสมยั รัตนโกสนิ ทร์

ผลการเรียนรู้ท่คี าดหวงั

1.อธิบายเหตกุ ารณ์ก่อนการสถาปนาอาณาจกั รสโุ ขทยั ได้
2.อธิบายการสถาปนากรุงธนบรุ ีเป็นราชธานีได้
3.บอกพระราชประวตั ิของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้
4.อธิบายการเมอื งการปกครองของอาณาจกั รธนบรุ ีได้
5.อธิบายเศรษฐกิจและสงั คมสมยั ธนบรุ ีได้
6.บอกความสมั พนั ธ์กบั ตา่ งประเทศในสมยั ธนบรุ ีได้
7.บอกภมู ปิ ัญญาไทยสมยั ธนบรุ ีได้
8.บอกถึงการสนิ ้ สดุ สมยั ธนบรุ ีได้
สมรรถนะรายวิชา
1.แสดงความรู้เก่ยี วกบั กระบวนการทางประวตั ศิ าสตร์
2.เปรียบเทยี บการเมอื ง การปกครอง เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรมของประวตั ศิ าสตร์ชาตไิ ทย
สาระการเรียนรู้
หน่วยท่ี 6 ประวัติศาสตร์ชาติไทยสมยั ธนบุรี

1.กอ่ นการสถาปนาอาณาจกั รสโุ ขทยั

2.การสถาปนากรุงธนบรุ ีเป็นราชธานี

3.พระมหากษตั ริย์สมยั ธนบรุ ี

4.การเมอื งการปกครองของอาณาจกั รธนบรุ ี

5.เศรษฐกจิ และสงั คมสมยั ธนบรุ ี

6.ความสมั พนั ธ์กบั ต่างประเทศในสมยั ธนบรุ ี

7.ภมู ปิ ัญญาไทยสมยั ธนบรุ ี

8.การสนิ ้ สดุ สมยั ธนบรุ ี

ขัน้ นาเข้าสู่การเรียน

1.ครูถามนกั เรียนวา่ ปัจจยั ทที าให้กรุงศรีอยธุ ยาลม่ สลายมะไรบ้าง ครูเขียนเป็นผังมโนทศั น์ จากนนั้ ครุเน้นยา้ เรื่องความ

สามคั คี

2.ครูให้นกั เรียนดภู าพ จากนนั้ ถามว่าเกี่ยวข้องกบั บคุ คลใด และสถานที่นอี ้ ย่ทู ใ่ี ด (พระบรมราชานสุ าวรีย์สมเดจ็ พระเจ้า
ตากสนิ มหาราช อย่ทู ่วี งเวียนใหญ่ )

ขัน้ สอน
3.ครูให้นกั เรียนลองจินตนาการแล้วเขยี นบรรยายภาพก่อนการสถาปนาอาณาจกั รสโุ ขทยั จากนนั้ ครูส่มุ เลือกให้นกั เรียน
แสดงความคดิ เห็น และครูอธิบายเพิ่มเตมิ
4.ครูสนทนากบั นกั เรียนเรื่องการสถาปนากรุงธนบรุ ีเป็นราชธานี
5.ครูแบง่ นกั เรียนอกเป็น 3 กล่มุ ให้เวลา 5 นาที ศกึ ษาพระราชกรณียกจิ ของพระมหากษตั ริย์สมยั ธนบรุ ี จากนนั้ ออกมา
นาเสนอและครูอธิบายเพมิ่ เตมิ
6.ครูสนทนากบั นกั เรียนเกี่ยวกบั การเมอื งการปกครองของอาณาจกั รธนบรุ ี และเปรียบเทยี บกบั อยธุ ยาว่ามีความเหมนื กนั
อยา่ งไร และเป็นเพราะเหตใุ ด
7.ครูแบง่ นกั เรียนออกเป็น 2 กลมุ่ ศกึ ษาเศรษฐกจิ และสงั คมสมยั ธนบรุ ี แล้วออกมานาเสนอและครูอธิบายเพมิ่ เตมิ
8.ครูสนทนากบั นกั เรียนเรื่องความสมั พนั ธ์กบั ตา่ งประเทศในสมยั ธนบรุ ี
9.ครูให้เวลานกั เรียน 3 นาทีศกึ ษาเร่ืองภมู ิปัญญาไทยสมยั ธนบรุ ี จากนนั้ ครูถามคาถามและให้นกั เรียนตอบ ครูอธิบาย
เพมิ่ เตมิ
10.ครูสนทนากบั นกั เรียนเรื่องการสนิ ้ สดุ สมยั ธนบรุ ี
ขัน้ สรุปและประยุกต์
11.ครูให้นกั เรียนทาคาถามท้ายหนว่ ยการเรียนรู้หนว่ ยที่ 8

ส่ือและแหล่งเรียนรู้
1.หนงั สือเรียนวิชาประวตั ศิ าสตร์ชาตไิ ทย
2.กิจกรรมการเรียนการสอน
3.ภาพประกอบ

หลักฐาน
1.บนั ทกึ การสอนของครู
2.ใบเชค็ รายช่ือ
3.แผนการจดั การเรียนรู้

การวัดผลและการประเมนิ ผล
วิธีวดั ผล
1.ประเมนิ ผลความก้าวหน้าของตนเอง
2.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
3.ประเมินพฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่
4.การสงั เกตและประเมินผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
เคร่ืองมือวัดผล
1.แบบประเมนิ ผลความก้าวหน้าของตนเอง
2.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
3.ประเมนิ พฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่
4.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
เกณฑ์การประเมินผล
1.แบบประเมนิ ผลความก้าวหน้าของตนเอง เกณฑ์ผ่าน 50% ขนึ ้ ไป
2.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล ต้องไมม่ ชี อ่ งปรับปรุง
3.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (50% ขนึ ้ ไป)
4.การสงั เกตและประเมินผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ คะแนน

ขนึ ้ อย่กู บั การประเมินตามสภาพจริง
กจิ กรรมเสนอแนะ
1.ให้นกั เรียนทารายงานเกี่ยวกบั พระราชกรณีกจิ ของสมเดจ็ พระเจ้าตากสนิ มหาราช

แผนการจดั การเรียนรู้แบบบรู ณาการท่ี 9 หน่วยท่ี 7

รหัสวิชา 20000-1502 สอนครัง้ ท่ี 10

ช่ือหน่วย ประวติ ศิ าสตร์ชาติไทยสมัยรัตนโกสนิ ทร์ จานวน 1 ช่ัวโมง

แนวคดิ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจฬุ าโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเลือกพืน้ ท่ีบริเวณด้าน

ตะวันออกของแม่นา้ เจ้าพระยาเป็ นที่ตงั ้ กรุงเทพมหานครราชธานีแห่งใหม่ เพราะมีความเหมาะสมทางยทุ ธศาสตร์และ

สามารถขยายตัวเมืองได้กว้างขวาง พระมหากษัตริย์ราชวงศ์จกั รีทุกพระองค์ได้ทรงบาเพ็ญพระราชกรณียกิจมากมาย

หลายประการเพ่อื วางรากฐานบ้านเมอื งให้เป็นปึกแผ่นและเจริญรุ่งเรือง

ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ส่งผลให้กรุงรัตนโกสินทร์มีความอุดมสมบูรณ์ เป็ นศูนย์กลางทางการปกครองและ

ศนู ย์กลางทางการค้าในภมู ิภาคเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ ประกอบกบั ปัจจยั ทางสงั คมและวฒั นธรรมท่ีสาคญั ได้แก่ ความ

มน่ั คงของสถาบนั พระมหากษตั ริย์ในราชวงศ์จกั รี ความพร้อมของกาลงั ไพร่พล การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รวมทงั้

การขยายอานาจทางการเมืองเพื่อเสริมสร้ างความมั่นคงของอาณาจักรและการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยตามแบบ

ตะวนั ตก ทาให้รักษาเอกราชของชาติไว้ และมีความมนั่ คงสบื มา

พฒั นาการทางการเมืองการปกครองในสมยั รัตนโกสินทร์ตอนต้นยงั คงมรี ูปแบบการปกครองเหมืนสมยั อยธุ ยาซงึ่

ได้มีการปฏิรูปการปกครองครัง้ ใหญ่ในสมยั พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าย่หู วั โดยทรงแบ่งการปกครองส่วนกลาง

เป็ น 12 กระทรวง ยกเลิกตาแหน่งอคั รมหาเสนาบดีและจตุสดมภ์ทงั้ 4 ส่วน การปกครองหวั เมืองได้ทรงจัดการปกครอง

ระบบเทศาภิบาลเป็ นมณฑล เมือง ตาบล หม่บู ้าน จนถึงสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็ นระบอบประชาธิปไตย การ

ปกครองของไทยจึงแบ่งเป็นการปกครองสว่ นกลาง การปกครองสว่ นภมู ภิ าค และการปกครองส่วนท้องถ่นิ

ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวัง

1.บอกถึงการสถาปนาราชวงศจ์ กั รีได้
2.บอกถงึ การสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานไี ทยได้
3.บอกปัจจยั ท่ีส่งผลต่อความมน่ั คงและความเจริญรุ่งเรืองของไทยในสมยั รัตนโกสนิ ทร์ได้
4.บอกบทบาทของพระมหากษตั ริย์ไทยในราชวงศจ์ กั รีในการสร้างสรรคค์ วามเจริญและความมนั่ คงของชาติได้
5.อธิบายการพฒั นาการทางการเมอื งการปกครองสมยั รัตนโกสนิ ทร์ได้
6.สมยั ปฏริ ูปบ้านเมอื งให้ทนั สมยั แบบตะวนั ตกได้
7.อธิบายสมยั ประชาธิปไตยได้
8.อธิบายพฒั นาการของระบอบประชาธิปไตยในสงั คมไทยได้
สมรรถนะรายวชิ า
1.แสดงความรู้เก่ียวกบั กระบวนการทางประวตั ิศาสตร์
2.เปรียบเทยี บการเมอื ง การปกครอง เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรมของประวตั ศิ าสตร์ชาตไิ ทย
สาระการเรียนรู้
หน่วยท่ี 7 ประวิติศาสตร์ชาติไทยสมยั รัตนโกสนิ ทร์

1.การสถาปนาราชวงศจ์ กั รี


Click to View FlipBook Version