The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phatthanaporn, 2021-04-01 21:22:45

แฟ้มสะสมผลงาน2.63

เครือ่ งมอื วดั ผล

๑. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล
๒. แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลุม่ (โดยคร)ู
๓. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุม่ (โดยนกั เรยี น)
๔. คาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน จากหนังสอื เรยี นวชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
๕. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้
๖. แบบประเมินคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ โดยครูและนักเรยี น

ร่วมกนั ประเมนิ

เกณฑก์ ารประเมินผล

๑. เกณฑผ์ า่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล ตอ้ งไมม่ ชี ่องปรบั ปรุง
๒. เกณฑผ์ ่านการประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๓. เกณฑผ์ า่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๔. ตอบคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรแู้ ละทาใบงานไดท้ กุ ใบงานจงึ จะถอื ว่าผา่ นการประเมนิ
๕. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ เกณฑผ์ า่ น คอื พอใช้ (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๖. แบบประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ คะแนนขน้ึ อยกู่ บั การประเมนิ

ตามสภาพจรงิ

บนั ทึกหลงั การสอน

ขอ้ สรปุ หลงั การสอน

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ปัญหาที่พบ

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แนวทางแก้ปัญหา

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

แผนการจดั การเรยี นรแู้ บบบรู ณาการท่ี ๒ หน่วยที่ ๒

รหสั วิชา ๒๐๐๐๐–๑๕๐๑ วิชา หน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม สอนครงั้ ที่ ๔-๖

ช่ือหน่วย/เรอื่ ง สงั คมไทย ปญั หาสงั คมไทย คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และ จานวน ๓ ชวั ่ โมง
ค่านิยมทค่ี วรปลูกฝงั ในสงั คมไทย

จดุ ประสงคร์ ายวิชา
๑. รแู้ ละเขา้ ใจเกย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๒. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ และเป็นศาสนิก
ชนทด่ี ตี ามหลกั ธรรมของศาสนาทต่ี นนบั ถอื
๔. ตระหนักถงึ การดาเนินชวี ติ ทถ่ี กู ตอ้ งดงี ามในฐานะศาสนิกชนและพลเมอื งดี

สมรรถนะรายวิชา
๑. แสดงความรเู้ กย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๒. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามบรรทดั ฐานทางสงั คม คา่ นยิ มพน้ื ฐานและระบอบประชาธปิ ไตยอนั มี
พระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ
๓. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นตามหลกั จรยิ ธรรม วฒั นธรรมและหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนาทต่ี นนับถอื
๔ วเิ คราะหส์ ภาพปญั หาในสงั คมและแนวทางแกไ้ ขตามศกั ยภาพของตน

สาระสาคญั
สงั คมไทยมพี น้ื ฐานมาจากสงั คมเกษตร สงั คมพระพุทธศาสนา สงั คมทเ่ี ทดิ ทูนสถาบนั พระมหากษัตรยิ ส์ งั คมท่ี

เป็นสงั คมทม่ี โี ครงสรา้ งแบบหลวมหลวมและยงั ยดึ ขนบธรรมเนยี มประเพณีเป็นหลกั และไมน่ ิยมความเปลย่ี นแปลงแต่ความ
เจรญิ ทางเทคโนโลยใี นปจั จุบนั ใหส้ งั คมไทยมปี ญั หาจากการเปลย่ี นแปลงทร่ี วดเรว็ อย่างไรกต็ ามบรรพบุรุษไทยไดส้ ่งต่อ
ความเจรญิ งอกงามวถิ ีการปฏิบตั ิตนเป็นวฒั นะธรรมไทยเป็นมรดกของสงั คมสบื ต่อจนถึงปจั จุบัน สงั คมไทยได้มีการ
ปรบั เปลย่ี นตามสภาพสงิ่ แวดลอ้ มทาใหเ้ กดิ ค่านิยมไทยซง่ึ เป็นรากฐานสาคญั ในการพฒั นาตนเองสงั คมและประเทศซง่ึ มที งั้
สงิ่ ดงี ามทค่ี นไทยควรปฏบิ ตั คิ ่านิยมทางประเพณคี นไทยควรปรบั เปลย่ี นแกไ้ ขและร่วมกนั สรา้ งค่านิยมทส่ี าคญั รว่ มกนั สรา้ ง
ความเจรญิ ใหแ้ ก่ประเทศชาตติ อ่ ไป

ผลการเรยี นร้ทู ี่คาดหวงั
๑. รแู้ ละเขา้ ใจความหมาย และของสงั คมไทย
๒. อธบิ ายปญั หาสงั คมไทย และบอกแนวทางแกไ้ ขได้
๓. รแู้ ละเขา้ ใจเกย่ี วกบั คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นยิ มทค่ี วรยดึ ถอื ในสงั คมไทย
๔. มกี ารพฒั นาคณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผสู้ าเรจ็ การศกึ ษา
สานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา ทค่ี รสู ามารถสงั เกตไดข้ ณะทาการสอนในเร่อื ง

๑. ความมมี นุษยสมั พนั ธ์ ๒. ความมวี นิ ยั
๓. ความรบั ผดิ ชอบ ๔. ความซ่อื สตั ยส์ จุ รติ
๕. ความเชอ่ื มนั ่ ในตนเอง ๖. การประหยดั
๗. ความสนใจใฝร่ ู้ ๘. การละเวน้ สงิ่ เสพตดิ และการพนัน
๙. ความรกั สามคั คี ๑๐. ความกตญั ญกู ตเวที

สาระการเรยี นรู้
๑. สงั คมไทย
๒. ปญั หาสงั คมไทยและแนวทางแกไ้ ข
๓. คณุ ธรรม จรยิ ธรรม
๔. คา่ นิยม

กิจกรรมการเรียนรู้

-ชวั่ โมงท่ี ๑ สงั คมไทย-

ขนั้ นาเขา้ ส่บู ทเรียน
๑. นกั เรยี นดโู ฆษณาเรอ่ื ง “สงั คมไทยมแี ต่เร่อื งเขา้ ใจยาก” จาก

https://www.youtube.com/watch?v=kvxwt29dhus จากนนั้ ตอบคาถามต่อไปน้ี

• นกั เรยี นคดิ ว่าสงั คมไทยเป็นอยา่ งไร (ขน้ึ อยกู่ บั ดลุ ยพนิ จิ ของครู โดยมแี นวคำตอบดงั น้ีมคี วำม
หลำกหลำยทำงวฒั นธรรม มคี วำมซบั ซอ้ น รบั วฒั นธรรมจำกหลำกหลำยพ้นื ทแี่ ลว้ มำปรบั ใหเ้ ขำ้ กบั
ตนเอง)

จากนนั้ เชอ่ื มโยงเขา้ ส่บู ทเรยี น

ขนั้ สอน

๒. ใหน้ ักเรยี นจบั ค่ศู กึ ษาเร่อื งลกั ษณะสงั คมไทยจากหนังสอื เรยี นหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของสานักพมิ พเ์ อมพนั ธ์
จากนนั้ ทาแผนผงั ความคดิ รว่ มกนั ลงในกระดาษ A4 ซง่ึ มแี นวทางการทาดงั น้ี

มพี ้ืนฐานเป็นสงั คมเกษตรกรรม มพี ระพทุ ธศาสนาเป็นศาสนาหลกั

สงั คมชนชนั้ ลกั ษณะของสงั คมไทย มีโครงสร้างหลวมๆ

เทิดทนู สถาบนั พระมหากษตั ริย์ ยึดขนบธรรมเนี ยมเป็ นหลกั

ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหส้ มบูรณ์
๓. นกั เรยี นทากจิ กรรม “เปิดป้ายทายภาพ” โดยใหน้ กั เรยี นเลอื กหมายเลข ๑-๙ เพ่อื เปิดบางสว่ นของภาพจากนนั้
ใหท้ ายวา่ เป็นลกั ษณะสาคญั ของสงั คมไทยแบบใด (เทดิ ทนู สถาบนั พระมหากษตั รยิ )์

23

45

789

ขนั้ สรปุ
๔. นักเรยี นทาใบงานท่ี ๒.๑ เร่อื งลกั ษณะของสงั คมไทย หน้า๕๖ ในหนังสอื เรยี นหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของ
สานกั พมิ พเ์ อมพนั ธ์ จากนนั้ ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั สรุป

-ชวั ่ โมงท่ี ๒ ปัญหาสงั คมไทย และแนวทางการแก้ไข-
ขนั้ นา
๑. นกั เรยี นเขยี นสง่ิ ทค่ี ดิ ว่าเป็นปญั หาสงั คม ๑ ประเดน็ ลงบนกระดาษ post-it ตดิ ลงบนกระดาน จากนนั้ ร่วมกนั
อภปิ รายประเดน็ “ปญั หาสงั คมคอื อะไร” (สภาพหรอื สถานการณ์ทมี่ ผี ลกระทบต่อคนจานวนหนงึ่ ทไี่ ม่อาจทนสภาพนนั้ ได)้
ขนั้ สอน
๒. นักเรยี นและครรู ว่ มกนั จดั กลมุ่ ปญั หาทแ่ี ต่ละคนเขยี นมา จากนัน้ เชอ่ื มโยงเขา้ สู่ “ปญั หาสงั คมไทย”
๓. แบ่งนักเรยี นเป็น ๙ กลมุ่ จบั สลากเลอื กหวั ขอ้ ดงั ต่อไปน้ีแลว้ สรา้ งแผนผงั ความคดิ โดยมปี ระเดน็ หลกั ๓ ประการ
คอื ผลกระทบจากปญั หา สาเหตุ แนวทางแกไ้ ข

• ปญั หาสงิ่ แวดลอ้ ม
• ปญั หายาเสพตดิ
• ปญั หาทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั
• ปญั หาความเหน็ ต่างทางความคดิ
• ปญั หาแมว่ ยั ใส
• ปญั หาความห่างเหนิ ในครอบครวั

• ปญั หาอาชญากรรม
• ปญั หาเศรษฐกจิ
• ปญั หาการใชค้ วามรนุ แรง

๔. ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหส้ มบูรณด์ ว้ ยส่อื การเรยี นรู้ Power point ของสานักพมิ พเ์ อมพนั ธ์

ขนั้ สรปุ
๕.นกั เรยี นทาใบงานท่ี ๒.๒ เร่อื งปญั หาสงั คม

-ชวั ่ โมงท่ี ๓ คณุ ธรรม จริยธรรม และคา่ นิยม-
ขนั้ นา
๑. นักเรยี นชมคลปิ วดิ โี อ .......สภาพสงั คมไทยในปจั จุบนั ...... จากนนั้ รว่ มกนั อภปิ รายในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี

• หากตอ้ งการใหส้ งั คมไทยดี ผคู้ นมคี วามสขุ ควรปลกู ฝงั คุณธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยมใดใหเ้ ยาวชน
(ดลุ ยพนิ ิจครู โดยมแี นวทางดงั น้ี ใชห้ ลกั ธรรมาธบิ าลในการปกครอง และสรา้ งคา่ นยิ มทเี่ ป็นประโยชน์ต่อ
สว่ นรวม คอื ความรบั ผดิ ชอบ ปฏบิ ตั ติ นตามกฎหมาย)
เช่อื มโยงเขา้ สบู่ ทเรยี น

ขนั้ สอน
๒. นักเรยี นทากจิ กรรม “คนในฝนั ” โดยมภี าพบุคคลสมมติ ๑ คน ใหน้ กั เรยี นชว่ ยกนั กาหนดคณุ สมบตั ขิ องคนในฝนั ท่ี
สงั คมตอ้ งการ ๕ ประการ แลว้ เขยี นคุณสมบตั ไิ วบ้ นกระดาน (คณุ สมบตั ทิ สี่ งั คมตอ้ งการควรเป็นพฤตกิ รรมทเี่ ดน่ ชดั ไมใ่ ช้
คาวา่ คนดเี ท่านนั้ เช่น มคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเองและสงั คม ปฏบิ ตั ติ นตามกฎหมาย เป็นตน้ )
๓. แบ่งนักเรยี นออกเป็นกล่มุ กลุม่ ละ ๔-๕ คน รว่ มกนั ออกแบบ “แผนการสรา้ งคนในฝนั ” คอื ใหน้ ักเรยี นแตล่ ะกลุ่ม
เขยี นแนวทาง วธิ กี ารปลกู ฝงั คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นยิ มทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ คนในฝนั โดยศกึ ษาขอ้ มลู จากหนงั สอื เรยี นหน้าท่ี
พลเมอื งและศลี ธรรม ของสานกั พมิ พเ์ อมพนั ธ์ หน้า ๔๖-๕๓ แลว้ เขยี นแผนภาพลงบนกระดาษ A3
๔. สุ่มกล่มุ ตวั อยา่ งนาเสนอหน้าชนั้ เรยี น โดยมคี รเู พม่ิ เตมิ ใหส้ มบรู ณ์
ขนั้ สรปุ
๕. นกั เรยี นร่วมกนั อภปิ รายในประเดน็ “ค่านิยมสาคญั อย่างไร” (มแี นวทางคาตอบดงั น้ี คา่ นิยม คอื สงิ่ ทบี่ ุคคลยดึ ถอื วา่
เป็นสงิ่ ดี จงึ เป็นเครอื่ งกาหนดการกระทาของตนเอง ดงั นัน้ หากค่านยิ มทาใหเ้ กดิ ประโยชน์สงู สดุ แกค่ นส่วนใหญจ่ ะสง่ ผลให้
สงั คมเจรญิ กา้ วหน้า)
๖. นกั เรยี นทาใบงานท่ี ๒.๓ เร่อื งคา่ นิยมตวั เองสง่ ชวั่ โมงถดั ไป

ส่ือและแหล่งการเรยี นรู้

๑. หนังสอื เรยี น วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของบรษิ ทั สานักพมิ พเ์ อมพนั ธ์ จากดั
๒. ส่อื PowerPoint วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ๒
๓. ภาพพระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก
๔. ส่อื Youtube

หลกั ฐาน

๑. การตรวจใบงาน กจิ กรรม คาถาม
๒. แผนผงั ความคดิ
๓. การเชค็ ช่อื เรยี นในรายวชิ า

การวดั ผลและการประเมินผล

วิธีวดั ผล
๑. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
๒. สงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกล่มุ
๓. ตรวจคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน
๔. ใหค้ ะแนนการนาเสนอแผนผงั ความคดิ
๕. ตรวจบนั ทกึ ความดี

เครื่องมือวดั ผล
๑. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล
๒. แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลุ่ม (โดยคร)ู
๓. คาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน จากหนังสอื เรยี นวชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
๔. แบบประเมนิ การนาเสนอแผนผงั ความคดิ
๕. บนั ทกึ ความดี

เกณฑก์ ารประเมินผล
๑. เกณฑผ์ า่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล ตอ้ งไมม่ ชี ่องปรบั ปรุง
๒. เกณฑผ์ า่ นการประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลุ่ม คอื ปานกลาง (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๓. ตอบคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรแู้ ละทาใบงานไดท้ ุกใบงานจงึ จะถอื ว่าผา่ นการประเมนิ
๔. แบบประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ คะแนนขน้ึ อยกู่ บั การประเมนิ

ตามสภาพจรงิ
๕. การบนั ทกึ ความดีไม่มีเกณฑ์ ให้นักเรียนบนั ทกึ ตามสภาพจรงิ แต่นักเรียนจะสามารถทราบ

ผลการบนั ทกึ ความดดี ว้ ยการนาขอ้ มลู บนั ทกึ ความดใี นแต่ละครงั้ มาเขยี นกราฟแสดงจะเหน็ พฒั นาการความ
ดขี องตนเองลงในแบบพฒั นาความดที อ่ี ย่ดู า้ นหลงั ของหน้าปกหนงั สอื เรยี น

กิจกรรมเสนอแนะ

ใหน้ กั เรยี นบนั ทกึ ความดแี ละนาผลไปลงในแผนพฒั นาการความดี

เกณฑ์การประเมินการเขียน MIND MAPPING

ระดบั คณุ ภาพ

ประเดน็ การประเมิน 4 3 2 1

(ดมี าก) (ด)ี (พอใช)้ (ปรบั ปรุง)

Mind Mapping เขยี นแผนท่ี เขยี นแผนท่ี เขยี นแผนท่ี เขียนแผนที่

ความคดิ ทแ่ี สดง ความคดิ ทแ่ี สดง ความคดิ ทแ่ี สดง ความคิดท่ีแสดง

ความคดิ รวบยอด ความคดิ รวบยอด ความคดิ รวบยอด ความคดิ รวบยอด

หลกั ถกู ตอ้ ง หลกั ถูกตอ้ ง หลกั ถูกตอ้ ง หลกั ไม่ตรงประเดน็

ตรงประเดน็ ขยายความคดิ ขยายความคดิ ขยายความคดิ ยอ่ ย
ขยายความคดิ ยอ่ ยไดถ้ กู ตอ้ ง
ย่อยไดถ้ ูกตอ้ ง แต่ไม่ครบทุก ยอ่ ยไดถ้ ูกตอ้ ง ไดไ้ ม่ถูกตอ้ ง
ครบทกุ ประเดน็ ประเดน็ มี
เชอ่ื มโยงความคดิ จานวนมาก มจี านวนน้อย ไม่เชื่อมโยง
รวบยอดหลกั ประเดน็
ประเดน็ ความคดิ รวบยอด

เชอ่ื มโยงความคดิ หลกั ความคิดรอง

รวบยอดหลกั ความคดิ ยอ่ ย

ความคดิ รอง เช่อื มโยงความคดิ ความคดิ รอง มีสีไมส่ วยงาม
ความคดิ ยอ่ ยได้ รวบยอดหลกั ความคดิ ย่อย
ชดั เจน ความคดิ รอง มสี สี วยงาม ไม่สามารถแยก
มสี สี วยงาม ความคดิ ยอ่ ยได้ ไม่สามารถแยก ประเดน็ หลกั
ประณตี มสี สี วยงาม ประเดน็ หลกั ประเด็นรอง
แยกประเดน็ หลกั แยกประเดน็ หลกั ประเดน็ รอง ประเด็นย่อย

ประเดน็ รอง ประเดน็ รอง ประเดน็ ยอ่ ย

ประเดน็ ย่อยได้ ประเดน็ ย่อยได้

ชดั เจน

เกณฑ์การประเมิน ระดบั คะแนน 10 คะแนน คณุ ภาพดมี าก
ระดบั คะแนน 9 คะแนน คุณภาพดี
ระดบั คะแนน 7 - 8 คะแนน คณุ ภาพพอใช้
ระดบั คะแนน 5 - 6 คะแนน คณุ ภาพควรปรบั ปรุง

บนั ทึกหลงั การสอน

ขอ้ สรปุ หลงั การสอน

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ปัญหาที่พบ

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แนวทางแก้ปัญหา

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

แผนการจดั การเรียนร้แู บบบรู ณาการที่ ๓ หน่วยท่ี ๓

รหสั วิชา ๒๐๐๐๐–๑๕๐๑ วิชา หน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม สอนครงั้ ท่ี ๗-๘
ชื่อหน่วย/เรอื่ ง วฒั นธรรมไทย จานวน ๒ ชวั ่ โมง

จดุ ประสงคร์ ายวิชา
๑. รแู้ ละเขา้ ใจเกย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๒. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข และเป็นศาสนกิ
ชนทด่ี ตี ามหลกั ธรรมของศาสนาทต่ี นนับถอื
๔. ตระหนกั ถงึ การดาเนินชวี ติ ทถ่ี กู ตอ้ งดงี ามในฐานะศาสนิกชนและพลเมอื งดี

สมรรถนะรายวิชา
๑. แสดงความรเู้ กย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๒. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามบรรทดั ฐานทางสงั คม คา่ นยิ มพน้ื ฐานและระบอบประชาธปิ ไตยอนั มี
พระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข

สาระสาคญั
วัฒนธรรมเป็นเร่ืองเก่ียวกับวิถีชีวิตมนุษย์ซ่ึงอยู่ร่วมกันเป็นสังคม การท่ีบุคคลมาอยู่ร่วมกันเป็นสังคม

ประกอบดว้ ยความสมั พนั ธร์ ะหว่างมนุษย์กบั มนุษย์ มนุษย์กบั สง่ิ แวดล้อม สงั คมและวัฒนธรรมเป็นของค่กู นั เกิดขน้ึ และ
พฒั นาไปพรอ้ มกนั วฒั นธรรมเป็นแบบแผนในการดาเนินชวี ติ เป็นเอกลกั ษณ์ของแต่ละกลุ่มชาตพิ นั ธุ์ ความแตกต่างท่ี
หลากหลายในแต่ละภูมภิ าคเป็นไปตามสภาพภมู ศิ าสตร์ การมาอาศยั อยรู่ ่วมกนั

ผลการเรยี นรทู้ ี่คาดหวงั

๑. บอกความหมายและความสาคญั ของวฒั นธรรมได้

๒. อธบิ ายสาเหตขุ องการเกดิ วฒั นธรรมและประเภทของวฒั นธรรมได้

๓. รแู้ ละเขา้ ใจเอกลกั ษณข์ องวฒั นธรรมไทย และวฒั นธรรมในภูมภิ าคต่างๆของไทย

๔. มกี ารพฒั นาคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผสู้ าเรจ็ การศกึ ษา

สานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา ทค่ี รสู ามารถสงั เกตไดข้ ณะทาการสอนในเร่อื ง

๑. ความมมี นุษยสมั พนั ธ์ ๒. ความมวี นิ ยั

๓. ความรบั ผดิ ชอบ ๔. ความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ

๕. ความเชอ่ื มนั ่ ในตนเอง ๖. การประหยดั
๗. ความสนใจใฝร่ ู้ ๘. การละเวน้ สง่ิ เสพตดิ และการพนนั

๙. ความรกั สามคั คี ๑๐. ความกตญั ญกู ตเวที

สาระการเรยี นรู้
๑. ความหมายและความสาคญั ของวฒั นธรรม
๒. สาเหตุการเกดิ วฒั นธรรม
๓. ประเภทของวฒั นธรรม
๔. เอกลกั ษณ์ของวฒั นธรรมไทย
๕. วฒั นธรรมในภมู ภิ าคต่างๆของไทย

กิจกรรมการเรยี นรู้
- ชวั่ โมงท่ี ๑ วฒั นธรรม -

ขนั้ นาเข้าส่บู ทเรยี น
๑. นกั เรยี นทากจิ กรรม “เปิดภาพทายคา” โดยใชส้ ่อื PowerPoint วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม (นักเรยี นเลอื ก

เปิดภาพ ๑ หมายเลข แลว้ ช่วยกนั คดิ ว่าภาพดงั กล่าวเกยี่ วกบั เรอื่ งใด ดงั ภาพตวั อยา่ งดา้ นลา่ ง)

(ภาพลอยกระทง) จากนนั้ เช่อื มโยงขา้ สบู่ ทเรยี น

ขนั้ สอน
๒. นกั เรยี นตอบคาถามลงบนกระดาษ post-it แลว้ นาไปตดิ ลงบนกระดาน

• สาเหตขุ องการเกดิ วฒั นธรรมคอื อะไร (๑.สภาพทางภมู ศิ าสตร์ ๒. การประกอบอาชพี ๓.คตคิ วามเชอื่ ทาง
ศาสนา ๔.การตดิ ต่อสอื่ สารกบั สงั คมอนื่ )
จากนนั้ นกั เรยี นและครรู ่วมกนั อภปิ รายหาขอ้ สรปุ ร่วมกนั
๓. นกั เรยี นทาใบงานท่ี ๓.๒ เร่อื งประเพณีและวฒั นธรรม หน้า ๘๔ ขอ้ ๑-๓ โดยมคี รอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหส้ มบูรณ์
และใหท้ าขอ้ ๔-๑๕ เป็นการบา้ น
๔. นักเรยี นจบั คศู่ กึ ษาประเภทของวฒั นธรรม โดยมคี รอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ ใหส้ มบรู ณ์ แลว้ ทาใบงานท่ี ๓.๑ เร่อื ง
ประเภทของวฒั นธรรม หน้า ๘๓

ขนั้ สรปุ

นักเรยี นและครรู ่วมกนั อภปิ รายในประเดน็ “วฒั นธรรมมเี พ่อื อะไร” (ขน้ึ อยกู่ บั ดุลยพนิ จิ ของครู โดยมแี นวคาตอบ
ดงั น้ี “เป็นแบบแผนของแตล่ ะสงั คม ซงึ่ เกดิ จากการเรยี นรใู้ นแตล่ ะยคุ สมยั แลว้ ถ่ายทอดสชู่ นรนุ่ หลงั ”)

- ชวั ่ โมงที่ ๒ เร่อื ง วฒั นธรรมในภมู ิภาคต่างๆของไทย -
ขนั้ นา
๑. นักเรยี นโฆษณาเร่อื ง “Hidden Shades of Amazing Thailand : 2019” (สงิ่ ทซ่ี อ่ นอยู่ ความมหศั จรรยข์ อง
ประเทศไทย ปี ๒๕๖๒) จาก https://www.youtube.com/watch?v=5S6egh7m-8E
๒. นักเรยี นตอบคาถามต่อไปน้ี
• นกั เรยี นเหน็ วฒั นธรรมเร่อื งใดบา้ งในโฆษณา (วฒั นธรรมการกนิ วฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ กฬี าประจาชาติ มวย)
• นกั เรยี นสงั เกตเหน็ จงั หวดั ใดบา้ ง (กรุงเทพฯ อุดรธานี น่าน สุราษฎรธ์ านี พทั ลงุ เป็นตน้ )
• วฒั นธรรมแตล่ ะพน้ื ทท่ี น่ี กั เรยี นเหน็ มคี วามเหมอื นกนั หรอื ไม่ อยา่ งไร (ขน้ึ อยกู่ บั ดุลยพนิ จิ ของคร)ู
เช่อื มโยงเขา้ สกู่ ารสอน (ไทยมเี อกลกั ษณ์ทางวฒั นธรรมหลกั ร่วมกนั โดยมรี ายละเอยี ดในแตล่ ะพ้นื ทตี่ ่างกนั บา้ ง
ตามสภาพภมู ศิ าสตร์ สงิ่ แวดลอ้ มทอ้ งถนิ่ )

ขนั้ สอน
๓. สมุ่ นกั เรยี นเฉลยใบงานท่ี ๓.๒ หน้า๘๔ โดยมคี รอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ ใหส้ มบูรณ์
๔. ส่มุ ถามนกั เรยี น ๔-๕ คน เกย่ี วกบั เอกลกั ษณ์ของวฒั นธรรมไทย จากนนั้ รว่ มกนั สรปุ เอกลกั ษณ์ โดยมคี รเู ป็นผู้
อธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหส้ มบรู ณ์ ดว้ ยสอ่ื Powerpoint ของบรษิ ทั สานกั พมิ พเ์ อมพนั ธ์
๕. แบ่งกลุม่ ๔ กลมุ่ ใหน้ ักเรยี นทาโปสเตอรป์ ระชาสมั พนั ธก์ ารท่องเทย่ี ว ๔ ภาค โดยใชข้ อ้ มลู จากหนงั สอื และสอ่ื
การเรยี นรู้ Powerpoint โดยรปู แบบโปสเตอรม์ ขี อ้ มลู ตอ่ ไปนใ้ี หค้ รบถว้ น

• ชอ่ื ภมู ภิ าค พรอ้ มสโลแกนเชญิ ชวนเกๆ๋
• ภาพสถานทท่ี อ่ งเทย่ี ว
• ภาพวฒั นธรรม

ขนั้ สรปุ
๖. นักเรยี นทาคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรู้ หน้า ๘๐-๘๑ สลบั กนั ตรวจ โดยมคี รอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ ใหส้ มบูรณ์

สื่อและแหลง่ การเรยี นรู้

๑. หนงั สอื เรยี น วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของบรษิ ทั สานกั พมิ พเ์ อมพนั ธ์ จากดั
๒. สอ่ื PowerPoint วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ๓
๓. ส่อื Youtube
๔. กระดาษ post-it

หลกั ฐาน

๑. การตรวจใบงาน กจิ กรรม คาถาม
๒. โปสเตอรท์ อ่ งเทย่ี ว

๓. การเชค็ ชอ่ื เรยี นในรายวชิ า

การวดั ผลและการประเมินผล

วิธีวดั ผล
๑. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
๒. สงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่ม
๓. ตรวจคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน
๔. ใหค้ ะแนนชน้ิ งาน
๕. ตรวจบนั ทกึ ความดี

เครอื่ งมอื วดั ผล
๑. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
๒. แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลุม่ (โดยคร)ู
๓. คาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน จากหนังสอื เรยี นวชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
๔. แบบประเมนิ ชน้ิ งาน
๕. บนั ทกึ ความดี

เกณฑก์ ารประเมินผล
๑. เกณฑผ์ ่านการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล ตอ้ งไมม่ ชี อ่ งปรบั ปรงุ
๒. เกณฑผ์ า่ นการประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกล่มุ คอื ปานกลาง (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๓. ตอบคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรแู้ ละทาใบงานไดท้ กุ ใบงานจงึ จะถอื วา่ ผา่ นการประเมนิ
๔. แบบประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ คะแนนขน้ึ อย่กู บั การประเมนิ

ตามสภาพจรงิ
๕. การบนั ทึกความดีไม่มีเกณฑ์ ให้นักเรียนบนั ทกึ ตามสภาพจริง แต่นักเรยี นจะสามารถทราบ

ผลการบนั ทกึ ความดดี ว้ ยการนาขอ้ มลู บนั ทกึ ความดใี นแต่ละครงั้ มาเขยี นกราฟแสดงจะเหน็ พฒั นาการความ
ดขี องตนเองลงในแบบพฒั นาความดที อ่ี ยดู่ า้ นหลงั ของหน้าปกหนังสอื เรยี น

กิจกรรมเสนอแนะ

ใหน้ ักเรยี นบนั ทกึ ความดแี ละนาผลไปลงในแผนพฒั นาการความดี

บนั ทึกหลงั การสอน

ข้อสรปุ หลงั การสอน

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ปัญหาที่พบ

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แนวทางแก้ปัญหา

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

แผนการจดั การเรยี นร้แู บบบูรณาการที่ ๔ หน่วยที่ ๔
สอนครงั้ ท่ี ๙-๑๑
รหสั วิชา ๒๐๐๐–๑๕๐๑ วิชา หน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
ชื่อหน่วย/เร่อื ง การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ์ จานวน ๓ ชวั ่ โมง

ทรงเป็นประมขุ

จดุ ประสงคร์ ายวิชา

๑. รแู้ ละเขา้ ใจเกย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๒. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ
และเป็นศาสนกิ ชนทด่ี ตี ามหลกั ธรรมของศาสนาทต่ี นนับถอื

สมรรถนะรายวิชา

๑. แสดงความรเู้ กย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๒. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามบรรทดั ฐานทางสงั คม คา่ นยิ มพน้ื ฐานและระบอบ
ประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข

สาระสาคญั

ประเทศไทยมกี ารปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุขมาตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๔๗๕
เป็นการปกครองโดยประชาชน เพ่อื ประชาชน อานาจอธปิ ไตยจงึ เป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษตั รยิ ท์ รง
ใชอ้ านาจอธปิ ไตยผ่านทางรฐั สภา คณะรฐั มนตรี และศาลตามทบ่ี ญั ญตั ไิ วใ้ นรฐั ธรรมนูญ สถาบนั พระมหากษตั รยิ ์
มคี วามสาคญั อย่างยงิ่ ต่อสงั คมไทย ทรงมสี ่วนร่วมในการพฒั นาประเทศ แกป้ ญั หาความทุกขแ์ ละเสรมิ สรา้ งความสุข
ใหแ้ ก่ประชาชนในทุกดา้ น คนไทยทุกคนจะตอ้ งร่วมกนั ธารงรกั ษาไวซ้ ่งึ ระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ์
ทรงเป็นประมุขใหม้ คี วามมนั ่ คงถาวรตลอดไป

ผลการเรียนร้ทู ่ีคาดหวงั

๑. อธบิ ายรปู แบบการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยได้

๒. อธบิ ายหลกั การสาคญั ของการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ ได้

๓. เปรยี บเทยี บรปู แบบของรฐั ได้

๔. สรุปฐานะและพระราชอานาจของพระมหากษตั รยิ ไ์ ด้

๔. มกี ารพฒั นาคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผสู้ าเรจ็ การศกึ ษา

สานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา ทค่ี รสู ามารถสงั เกตไดข้ ณะทาการสอนในเร่อื ง

๑. ความมมี นุษยสมั พนั ธ์ ๒. ความมวี นิ ัย

๓. ความรบั ผดิ ชอบ ๔. ความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ

๕. ความเช่อื มนั ่ ในตนเอง ๖. การประหยดั
๗. ความสนใจใฝร่ ู้ ๘. การละเวน้ สง่ิ เสพตดิ และการพนนั

๙. ความรกั สามคั คี ๑๐. ความกตญั ญกู ตเวที

สาระการเรียนรู้

๑. การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
๒. รปู แบบของรฐั
๓. การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ
๔. ฐานะและพระราชอานาจของพระมหากษตั รยิ ์

กิจกรรมการเรยี นรู้

-ชวั่ โมงท่ี ๑ การปกครองระบอบประชาธิปไตย-

ขนั้ นา

๑. นักเรยี นร่วมกนั วเิ คราะหน์ ักเรยี นร่วมกนั วเิ คราะหแ์ ละอภปิ ราย ขอ้ ความการแสดงความคดิ เหน็
ทางการเมอื งทค่ี ดั ลอกมาจาก twitter facebook และสอ่ื social

โดยมปี ระเดน็ ดงั ต่อไปน้ี
• ขอ้ ความดงั กลา่ วสะทอ้ นถงึ เรอ่ื งใด (การแสดงความคดิ เหน็ ทางการเมอื ง)
• การแสดงความคดิ เหน็ ทางการเมอื งทาไดห้ รอื ไม่ (ได้ โดยไม่ละเมดิ สทิ ธเิ สรภี าพของผอู้ นื่ ไม่
ทาใหผ้ อู้ นื่ เสยี ชอื่ เสยี ง)
• กระบวนการดงั กลา่ วแสดงถงึ การปกครองแบบใด (ประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รง
เป็นประมุข)
เชอ่ื มโยงเขา้ ส่บู ทเรยี น

ขนั้ สอน
๒. นกั เรยี นเขยี น Key Word หรอื คาศพั ทท์ เ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ประชาธปิ ไตยคนละหน่งึ คา
นักเรยี นและครรู ่วมกนั สรปุ คาวา่ ประชาธปิ ไตย บนั ทกึ ลงใบงานท่ี ๔.๑ เรอ่ื งการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
อนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข ตอนท่ี ๒
๓. นกั เรยี นศกึ ษาหลกั การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยจากหนังสอื เรยี นโดยมคี รอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ ให้
สมบูรณ์ จากนนั้ จบั ค่ทู าใบงานท่ี ๔.๑ เร่อื งการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย อนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็น
ประมขุ ตอนท่ี ๑
ขนั้ สรปุ
๔. นกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายในประเดน็ “หวั ใจขอประชาธปิ ไตย” คอื อะไร (ประชาชน)
๕. ทาการบา้ นคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรหู้ น้า ๙๘ ขอ้ ๔ -๕

-ชวั่ โมงที่ ๒ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมุข-

ขนั้ นา
๑. เปิดป้ายทายภาพ “ภาพต่อไปน้ี คอื ใคร”

นกั เรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
• คนดงั กลา่ วคอื ใคร (นายโดนัล ทรมั ป์)
• เขาดารงตาแหน่งใด (ประธานาธปิ ดี สหรฐั อเมรกิ า)
• ประเทศไทยมปี ระธานาธบิ ดหี รอื ไม่ เพราะเหตใุ ด (ไม่มเี พราะปกครองประชาธปิ ไตยคนละแบบ)
เชอ่ื มโยงเขา้ ส่บู ทเรยี น

ขนั้ สอน

๒. เฉลยการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยของไทยและสหรฐั อเมรกิ า เป็นการปกครองคนละรปู แบบ
และรปู แบบของรฐั คนละแบบ

๓. สุ่มถามนกั เรยี น ๒-๓ คนเกย่ี วกบั รปู แบบของรฐั หลงั จากใหท้ าการบา้ นคาถามทา้ ยหน่วยการ
เรยี นรู้ ขอ้ ๔-๕ เป็นการบา้ น จากนนั้ ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหส้ มบรู ณ์

๔. แบ่งนักเรยี นเป็น ๓ กลมุ่ ศกึ ษารปู แบบการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ดงั น้ี แบบรฐั สภา แบบ
ประธานาธบิ ดี แบบกง่ึ รฐั สภา กง่ึ ประธานาธบิ ดี เมอ่ื ศกึ ษาแต่ละหวั ขอ้ เรยี บรอ้ ยใหส้ รา้ งผงั ความคดิ

๕. นกั เรยี นทาใบงานท่ี ๔.๒ เร่อื ง รปู แบบการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย หน้า ๑๐๒

ขนั้ สรปุ
๖. แลกใบงาน ๔.๒ ตรวจสอบความถกู ตอ้ ง โดยมคี รอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ ใหส้ มบูรณ์
๗. ใหน้ ักเรยี นคน้ หา และคดั ลอกขอ้ ความหรอื บทความทม่ี คี นแสดงความคดิ เหน็ ทางการเมอื ง

-ชวั่ โมงท่ี ๓ ฐานะและพระราชอานาจของพระมหากษตั ริย-์

ขนั้ นา

๑. นักเรยี นดแู ละฟงั การประชมุ รฐั สภา จาก https://www.youtube.com/watch?v=cjZUkBbjgvk

แลว้ ตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
• มีผรู้ ับตำแหน่งใดบำ้ งท่ีไดเ้ ขำ้ ประชุมรัฐสภำ (ส.ส. และส.ว.)
• รัฐสภำมีไวเ้ พือ่ อะไร เกี่ยวขอ้ งกบั เรำ และเรำควรรูห้ รือไม่ (ขึน้ อย่กู ับดุลยพินิจครู เช่ือมโยงเข้าสู่
บทเรียน)

ขนั้ สอน
๒. นกั เรยี นศกึ ษาหลกั การการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ
จากนนั้ ทาคาถามทา้ ยบทเรยี นหน้า ๙๘ ขอ้ ๓ อานาจอธปิ ไตย โดยมคี รอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหส้ มบรู ณ์
๓. แจกรฐั ธรรมนูญฉบบั ปจั จุบนั ใหน้ ักเรยี นศกึ ษาฐานะและพระราชอานาจในเลม่ ดงั กล่าว แลว้ ทาผงั
ความคดิ ดงั ตวั อย่าง

ดารงฐานะเปน็ ทเคี่ ารพสกั การะ

ฐานะและพระราชอานาจพระมหากษตั รยิ ์

ขนั้ สรปุ
๔. นกั เรยี นทาคาถามทา้ ยบทเรยี นหน้า ๙๘ ขอ้ ๑-๒ โดยมคี รอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหส้ มบรู ณ์
๕. ตรวจบนั ทกึ ความดี

ส่ือและแหล่งการเรยี นรู้

๑. หนงั สอื เรยี น วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของบรษิ ทั สานกั พมิ พเ์ อมพนั ธ์ จากดั
๒ ใบงาน
๓. บนั ทกึ ความดี
๔. แบบประเมนิ ตนเอง
๕. ส่อื PowerPoint วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม

หลกั ฐาน

๑. การตรวจใบงาน กจิ กรรม คาถาม
๒. การเชค็ ชอ่ื เขา้ เรยี น
๓. บนั ทกึ ความดี
๔. แผนผงั ความคดิ

การวดั ผลและการประเมินผล

วิธีวดั ผล
๑. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล
๒. สงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่
๓. ตรวจคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน
๔. การสงั เกตและประเมนิ พฤตกิ รรมดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
๕. ตรวจบนั ทกึ ความดี

เครอ่ื งมือวดั ผล
๑. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
๒. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลุม่
๓. คาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน จากหนังสอื เรยี นวชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
๔. แบบประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
๕. บนั ทกึ ความดี

เกณฑก์ ารประเมินผล
๑. เกณฑผ์ า่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล ตอ้ งไมม่ ชี อ่ งปรบั ปรุง
๒. เกณฑผ์ า่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๓. ตอบคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรแู้ ละทาใบงานไดท้ ุกใบงานจงึ จะถอื วา่ ผา่ นการประเมนิ
๔. แบบประเมนิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ คะแนนขน้ึ อยกู่ บั การประเมนิ

ตามสภาพจรงิ
๕. การบนั ทกึ ความดไี ม่มเี กณฑ์ ให้นักเรยี นบนั ทกึ ตามสภาพจรงิ แต่นักเรยี นจะสามารถทราบ
๖. ผลการบนั ทกึ ความดดี ว้ ยการนาขอ้ มูลบนั ทกึ ความดใี นแต่ละครงั้ มาเขยี นกราฟแสดงจะเหน็

พฒั นาการความดขี องตนเองลงในแบบพฒั นาความดที อ่ี ยดู่ า้ นหลงั ของหน้าปกหนงั สอื เรยี น

กิจกรรมเสนอแนะ

ใหน้ ักเรยี นทาบนั ทกึ ความดแี ละนาผลไปลงในแผนพฒั นาการความดี







บนั ทึกหลงั การสอน

ขอ้ สรปุ หลงั การสอน

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ปัญหาท่ีพบ

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แนวทางแกป้ ัญหา

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

แผนการจดั การเรยี นรแู้ บบบรู ณาการที่ ๕ หน่วยท่ี ๕
สอนครงั้ ท่ี ๑๒-๑๓
รหสั วิชา ๒๐๐๐–๑๕๐๑ วิชา หน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม จานวน ๒ ชวั ่ โมง
ชื่อหน่วย/เรอื่ ง สทิ ธแิ ละหน้าทข่ี องพลเมอื งดตี ามระบอบประชาธปิ ไตย

จดุ ประสงคร์ ายวิชา
๑. รแู้ ละเขา้ ใจเกย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๒. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข และ
เป็นศาสนกิ ชนทด่ี ตี ามหลกั ธรรมของศาสนาทต่ี นนบั ถอื
๔. ตระหนักถงึ การดาเนินชวี ติ ทถ่ี ูกตอ้ งดงี ามในฐานะศาสนกิ ชนและพลเมอื งดี

สมรรถนะรายวิชา
๑. แสดงความรเู้ กย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๒. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามบรรทดั ฐานทางสงั คม คา่ นยิ มพน้ื ฐานและระบอบประชาธปิ ไตย
อนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข

สาระสาคญั
การประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามวถิ ปี ระชาธปิ ไตย ประกอบดว้ ยการปฏบิ ตั ติ นตามสถานภาพ

บทบาท สทิ ธิ เสรภี าพ และหน้าท่ี โดยยดึ หลกั กฎหมาย ไม่ละเมดิ สทิ ธเิ สรภี าพของบุคคลอน่ื เป็นการปฏบิ ตั ติ น
อย่างถูกต้องในฐานะของพลเมอื งดี อกี ทงั้ ต้องสนับสนุน ส่งเสรมิ ใหบ้ ุคคลอ่นื มคี ่านิยม คุณธรรม จรยิ ธรรม ท่ี
ถกู ตอ้ งดงี ามซง่ึ ถอื ปฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดดี ว้ ย จงึ จะนาสนั ตสิ ุขมาส่สู งั คมได้

ผลการเรียนร้ทู ่ีคาดหวงั

๑. รแู้ ละเขา้ ใจสทิ ธขิ องพลเมอื ง

๒. อธบิ ายแนวทางการคมุ้ ครองสทิ ธขิ องพลเมอื ง

๓. บอกบทบาท หน้าทข่ี องเยาวชน ในฐานะพลเมอื งของประเทศ

๔. มกี ารพฒั นาคณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผสู้ าเรจ็ การศกึ ษา

สานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา ทค่ี รสู ามารถสงั เกตไดข้ ณะทาการสอนในเร่อื ง

๑. ความมมี นุษยสมั พนั ธ์ ๒. ความมวี นิ ัย

๓. ความรบั ผดิ ชอบ ๔. ความซ่อื สตั ยส์ จุ รติ

๕. ความเชอ่ื มนั ่ ในตนเอง ๖. การประหยดั
๗. ความสนใจใฝร่ ู้
๘. การละเวน้ สง่ิ เสพตดิ และการพนนั

๙. ความรกั สามคั คี ๑๐. ความกตญั ญกู ตเวที

สาระการเรียนรู้

๑. สทิ ธขิ องพลเมอื ง
๒. เสรภี าพของพลเมอื ง
๓. บทบาท หน้าทข่ี องเยาวชนในฐานะพลเมอื งของประเทศ

กิจกรรมการเรยี นรู้

-ชวั่ โมงที่ ๑ สิทธิและเสรีภาพของพลเมือง-

ขนั้ นาเขา้ สบู่ ทเรยี น
๑. ใหน้ กั เรยี นดขู า่ วบกุ มธั ยมวดั สงิ ห์ “เปิดนาท"ี แก๊งงานบวช"ยกพวกบกุ โรงเรยี นมธั ยมวดั สงิ ห”์

จาก https://www.youtube.com/watch?v=DljokQh3nWA จากนัน้ ร่วมกันอภิปรายในประเด็นสทิ ธิ

(ส่วนของผเู้ สยี หายคอื สทิ ธใิ นรา่ งกายและทรพั ย์สนิ สว่ นผกู้ อ่ เหตุคอื สทิ ธใิ นกระบวนการยุตธิ รรม) แลว้ เชอ่ื มโยง
เขา้ ส่บู ทเรยี น

ขนั้ สอน
๒. ใหน้ ักเรยี นทาคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรู้หน้า ๑๑๔ ขอ้ ๑-๒ จากนัน้ ครูและนักเรยี นช่วยกนั เฉลย
นักเรยี นแลกเปล่ยี นกนั ตรวจคาตอบครูอธบิ ายเร่อื ง สทิ ธขิ องพลเมอื ง และเสรภี าพของพลเมอื ง โดยใชส้ ่อื การ
สอน PowerPoint
๓. นักเรยี นศกึ ษาสทิ ธแิ ละเสรภี าพของพลเมอื งจากหนงั สอื เรยี นวชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของ
บรษิ ทั สานกั พมิ พเ์ อมพนั ธ์ จากนนั้ ตอบคาถามกรณตี วั อยา่ ง ตอ่ ไปน้ี สอดคลอ้ งกบั สทิ ธแิ ละเสรภี าพของ
พลเมอื งในเร่อื งใด

• จอ้ ยโมโหเจอ้ื ยจงึ หยบิ โทรศพั ทเ์ จอ้ื ยปาลงน้า (สทิ ธใิ นทรพั ยส์ นิ )

• จวิ๋ ไดเ้ รยี นหนังสอื ในโครงการเรยี นฟรี (สทิ ธใิ นการรบั การศกึ ษาอบรม)

• แจ๋วอยากรู้คะแนนสอบของตนจงึ ขออาจารย์เปิดเผยคะแนนให้ดู (สทิ ธทิ จี่ ะได้รบั
ขอ้ มลู ขา่ วสารจากหน่วยงาน)

• จสี งสยั ผลการเลือกตงั้ จงึ รวบรวมรายช่อื ขอให้กกต.ช้แี จง (สทิ ธทิ จี่ ะได้รบั ขอ้ มูล
ขา่ วสารจากหน่วยงาน)

• ป้าจุ๊อายุเกนิ ๖๐ ไดร้ บั เบย้ี คนชรา (สทิ ธทิ จี่ ะไดร้ บั ความช่วยเหลอื จากรฐั )

• จนั ทร์เขยี นความคดิ เห็นเก่ียวกบั การเลือกตงั้ ลง facebook (เสรภี าพในการแสดง
ความคดิ เหน็ )

• เจนกบั จอนลงสมคั รเป็นส.ส. (เสรภี าพในการรวมตวั จดั ตงั้ พรรคการเมอื ง)

• จุไรไม่ได้รบั ความเป็นธรรมจากตารวจจงึ รอ้ งเรยี น (สทิ ธทิ บี่ ุคคลสามารถฟ้องร้อง
หน่วยงานราชการ)

ขนั้ สรปุ

๔. นักเรยี นร่วมกนั สรุปความหมายของสทิ ธแิ ละเสรภี าพ จากนัน้ ร่วมกนั คดิ วธิ ที จ่ี ะคุม้ ครองสทิ ธขิ อง
พลเมอื ง บนั ทกึ ลงสมดุ

-ชวั่ โมงท่ี ๒ บทบาท หน้าท่ีของเยาวชนในฐานะพลเมอื งของประเทศ-

ขนั้ นาเขา้ สบู่ ทเรียน

๑. นกั เรยี นดโู ฆษณาเรอ่ื ง "Unsung Hero" [ภาพยนตรโ์ ฆษณา ปี พ.ศ.2557 ]

จาก https://www.youtube.com/watch?v=uaWA2GbcnJU จากนนั้ ร่วมกนั อภปิ รายในประเดน็

• ชายในเร่อื งเป็นพลเมอื งดหี รอื ไม่ ในความคดิ นกั เรยี น (ไมม่ ี ถกู ผดิ )

• พลเมอื งดี คอื อะไร (พลเมอื งทคี่ ณุ ภาพ มสี ว่ นร่วมในการพฒั นาสงั คมใหก้ า้ วหน้า)

แลว้ เชอ่ื มโยงเขา้ ส่บู ทเรยี น

ขนั้ สอน
๒. ให้นักเรยี นเขยี นคุณลกั ษณะของพลเมืองดีท่ตี ้องมี ๑ ประการ ลงกระดาษ post-it ติดลงบนกระดาน
และเขยี นในคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรขู้ อ้ ๓ จากนนั้ ร่วมกนั สรปุ ลกั ษณะพลเมอื งดปี ระกอบกบั เน้ือหาในบทเรยี น
๓. นักเรยี นทาใบงานท่ี ๕.๑ เรอ่ื งพลเมอื งดตี ามวถิ ีประชาธปิ ไตย การปฏบิ ตั ติ นในระดบั ต่างๆ จากนัน้ ให้
สลบั ใบงานกนั ตรวจ โดยมคี รู อธบิ ายเพม่ิ เตมิ ใหส้ มบรู ณ์
๔. นักเรยี นช่วยกนั คดิ ประโยชน์ของของเป็นพลเมอื งดี และทาใบงานท่ี ๔.๒ เร่อื งบทบาทและหน้าท่ี
ของเยาวชนต่อสงั คมและประเทศชาติ หากนักเรยี นปฏบิ ตั ถิ ูกตอ้ งจะเกดิ ผลอย่างไรต่อตนเองและครอบครวั ต่อ
โรงเรยี น และประเทศชาติ จากนนั้ ครเู ฉลยพรอ้ มทงั้ อธบิ ายเพม่ิ เตมิ ใหส้ มบูรณ์

ขนั้ สรปุ
๕. นกั เรยี นจบั กลุม่ ๓ คนร่วมกนั คดิ แนวทางการส่งเสรมิ ใหผ้ อู้ น่ื เป็นพลเมอื งดี นาเสนอหน้าชนั้ เรยี น
๖. ตรวจบนั ทกึ ความดี

ส่ือและแหล่งการเรียนรู้

๑. หนังสอื เรยี น วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของบรษิ ทั สานักพมิ พเ์ อมพนั ธ์ จากดั
๒ ใบงาน
๓. บนั ทกึ ความดี
๔. สอ่ื PowerPoint วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม

หลกั ฐาน

๑. การตรวจใบงาน กจิ กรรม คาถาม
๒. การเชค็ ชอ่ื เขา้ เรยี น
๓. บนั ทกึ ความดี
๔. บนั ทกึ พฒั นาการความดี

การวดั ผลและการประเมินผล

วิธีวดั ผล
๑. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
๒. สงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกล่มุ
๓. ตรวจคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน
๔. การสงั เกตและประเมนิ พฤตกิ รรมดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
๕. ตรวจบนั ทกึ ความดี

เครื่องมือวดั ผล
๑. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล

๒. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลุ่ม
๓. คาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน จากหนังสอื เรยี นวชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
๔. แบบประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
๕. บนั ทกึ ความดี

เกณฑก์ ารประเมินผล
๑. เกณฑผ์ ่านการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล ตอ้ งไมม่ ชี ่องปรบั ปรุง
๒. เกณฑผ์ า่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๓. ตอบคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรแู้ ละทาใบงานไดท้ กุ ใบงานจงึ จะถอื ว่าผา่ นการประเมนิ
๔. แบบประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ คะแนนขน้ึ อยกู่ บั การประเมนิ

ตามสภาพจรงิ
๕. การบนั ทกึ ความดไี ม่มเี กณฑ์ ให้นักเรยี นบนั ทกึ ตามสภาพจรงิ แต่นักเรยี นจะสามารถทราบ

ผลการบนั ทกึ ความดดี ว้ ยการนาขอ้ มลู บนั ทกึ ความดใี นแต่ละครงั้ มาเขยี นกราฟแสดงจะเหน็
พฒั นาการความดขี องตนเองลงในแบบพฒั นาความดที อ่ี ยดู่ า้ นหลงั ของหน้าปกหนังสอื เรยี น

กิจกรรมเสนอแนะ

ใหน้ ักเรยี นทาบนั ทกึ ความดแี ละนาผลไปลงในแผนพฒั นาการความดี





บนั ทึกหลงั การสอน

ข้อสรปุ หลงั การสอน

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ปัญหาท่ีพบ

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แนวทางแกป้ ัญหา

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

แผนการจดั การเรียนรแู้ บบบูรณาการท่ี ๖ หน่วยท่ี ๖
สอนครงั้ ท่ี ๑๔-๑๕
รหสั วิชา ๒๐๐๐๐–๑๕๐๑ วิชา หน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม จานวน ๒ ชวั ่ โมง
ช่ือหน่วย/เร่อื ง พลเมอื งดตี ามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

จดุ ประสงคร์ ายวิชา
๑. รแู้ ละเขา้ ใจเกย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา

๓. น้อมนาหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการพฒั นาตนและการดาเนนิ ชวี ติ
สมรรถนะรายวิชา

๑. แสดงความรเู้ กย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๕. น้อมนาหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจาวนั

สาระสาคญั
พลเมอื งดี คอื พลเมอื งทม่ี คี ุณภาพ มคี วามรู้ ความสามารถ มสี ่วนร่วมในการสรา้ งความเจรญิ กา้ วหน้า

ใหก้ บั บา้ นเมอื ง มคี วามรบั ผดิ ชอบ การปฏิบตั ติ ามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งคอื วธิ หี น่ึงของการปฏบิ ตั ิตน

เพอ่ื ใหเ้ ป็นพลเมอื งดี

ผลการเรียนรทู้ ี่คาดหวงั

๑. บอกหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช บรม

นาถบพติ รได้

๒. ปฏบิ ตั หิ น้าทพ่ี ลเมอื งดตี ามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทร

มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ รได้

๓. มกี ารพฒั นาคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผสู้ าเรจ็ การศกึ ษา

สานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา ทค่ี รสู ามารถสงั เกตไดข้ ณะทาการสอนในเร่อื ง

๑. ความมมี นุษยสมั พนั ธ์ ๒. ความมวี นิ ัย

๓. ความรบั ผดิ ชอบ ๔. ความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ

๕. ความเชอ่ื มนั ่ ในตนเอง ๖. การประหยดั
๗. ความสนใจใฝร่ ู้ ๘. การละเวน้ สง่ิ เสพตดิ และการพนัน

๙. ความรกั สามคั คี ๑๐. ความกตญั ญกู ตเวที

สาระการเรียนรู้
๑. หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
๒. พลเมอื งดตี ามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

กิจกรรมการเรียนรู้

ขนั้ นาเขา้ สบู่ ทเรียน

๑. นักเรยี นร่วมกนั สนทนาเก่ยี วกบั ปรชั ญาหรอื แนวคดิ ของเศรษฐกิจพอเพยี ง เขยี นลงคาถามทา้ ย
หน่วยการเรียนรู้ ข้อ ๑ (เป็นแนวพระราชดาริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ที่
พระราชทานแก่พสกนิกรมาตงั้ แต่พุทธศกั ราช ๒๕๑๗ โดยทรงเน้นถงึ แนวทางสาคญั ของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ความตอนหนึง่ ว่า “...การพฒั นาประเทศ จาเป็นต้องทาตามลาดบั ขนั้ ต้องสรา้ งพ้นื ฐานคือ ความพอมี พอกิน
พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบ้อื งตน้ กอ่ น...” และทรงย้าอกี ครงั้ หนึง่ ซงึ่ เป็นครงั้ สาคญั ต่อจติ สานึกของคน
ทงั้ ประเทศ)

๒. นักเรยี นยกตวั อย่างคาวา่ “พอเพยี ง” ตามความเขา้ ใจของตนเอง
๓. นักเรยี นและครูร่วมกนั อภปิ ราย “(คาว่าพอเพยี ง) ...ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครวั จะต้องผลติ
อาหารของตวั จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนัน้ มนั เกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรอื ในอาเภอจะต้องมีความพอเพยี ง
พอสมควร บางสงิ่ บางอย่างผลติ มากกว่าความตอ้ งการ (ทจ่ี ะเอาไวบ้ รโิ ภคเอง) กข็ ายได้ แต่ขายในทไ่ี ม่ห่างไกล
นักไม่ต้องเสยี ค่าขนส่งมากนัก...” “...ปจั จุบนั น้ีจะปฏิบตั ิเศรษฐกจิ พอเพยี ง ๑๐๐ เปอรเ์ ซน็ ตค์ งทาไม่ได้ ปฏบิ ตั ิ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง พอเพียงครอบครวั ละเศษหน่ึงส่วนสก่ี ็น่าจะพอ...” (ทาให้ได้หน่ึงส่วนแล้วค่อยขยายเท่าท่ี
กาลงั สามารถจะทาได)้ การปฏบิ ตั เิ ศรษฐกจิ พอเพยี งวธิ หี น่ึง คอื ผลติ ไวใ้ ช้ “...คนเราถา้ พอในความต้องการ กม็ ี
ความโลภน้อย เมอ่ื มคี วามโลภน้อย กเ็ บยี ดเบยี นคนอน่ื น้อย...”
๔. นักเรยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี นประมาณ ๑๐ นาที แลว้ สลบั กนั ตรวจ

ขนั้ สอน

๕. นักเรยี นดวู ดี ทิ ศั น์ โดยมคี รอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ ใหส้ มบรู ณ์
๖. ครูบอกแนวการปฏบิ ตั ทิ เ่ี หน็ เป็นรูปธรรม เกดิ มาจากการยดึ มนั ่ ในระบบพอเพยี งก่อน เม่อื ยดึ มนั ่
หรอื มีฐานท่ีมนั ่ คงแล้ว การจะลงมือปฏิบัติก็ต้องให้สอดคล้องกับความตัง้ ใจ หรืออุดมการณ์นัน้ จากแนว
พระราชดาริ สามารถแยกออกเป็นแนวปฏบิ ตั ไิ ด้ ดงั น้ี

๑) ผลิตไว้ใช้ เม่ือจะผลติ บางส่ิงบางอย่างควรเรมิ่ ต้นจากการผลิตสาหรบั ครอบครวั ก่อน ให้
พอเพยี งต่อการดารงชพี ของคนในครอบครวั ตนเอง

๒) ผลติ ไวข้ าย เม่อื ผลติ เพยี งพอต่อความต้องการในครอบครวั แล้ว หากผลผลติ ท่ไี ด้เหลอื หรอื
เกนิ ความจาเป็นสามารถจดั สรรหรอื แปรใหเ้ ป็นรายได้ โดยการนาออกจาหน่าย ขายออก แต่ควรเรม่ิ ตน้ จากการ
ขายในบรเิ วณชุมชนของตนเอง ซง่ึ ไมต่ อ้ งใชต้ น้ ทนุ เพม่ิ เช่น คา่ ขนส่ง ค่าเสยี เวลา

๓) ไม่โลภมากจนเบยี ดเบยี นผอู้ น่ื ผดู้ ารงชวี ติ แบบพอเพยี ง จะตงั้ อย่ใู นความไมเ่ บยี ดเบยี นแมม้ ี
ความปรารถนาต้องการกไ็ ม่เกนิ ประมาณมากนัก คอื ไม่โลภจนกลายเป็นลุ่มหลง ไม่จงใจทาให้ผู้อ่นื เดอื ดรอ้ น
เพยี งเพราะเหน็ วา่ ตนจะไดก้ าไร

๗. ใช้เทคนิคการอภิปรายเป็นคณะ (Conference) เป็นการชุมนุมอภิปรายระหว่างนักเรียนเพ่ือ
แลกเปล่ียนความคิดเห็นและประสบการณ์ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นวิทยากรผู้ดาเนินการอภิปรายเร่อื ง
เศรษฐกจิ พอเพยี งใหน้ กั เรยี นฟงั

๘. นักเรยี นแบ่งกลุ่มจดั ทาแผ่นพบั และออกแบบประชาสมั พนั ธใ์ หค้ วามรเู้ ร่อื ง เศรษฐกจิ พอเพยี งกบั
แนวทางการดาเนินชีวติ ตามหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา ให้ชุมชนเห็นความสาคญั และเกิดความร่วมมอื
ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ธรรมเศรษฐกจิ พอเพยี ง

๙. เปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นแสดงขอ้ คดิ เหน็ ซกั ถามปญั หาต่างๆ เม่อื จบการอภปิ ราย อาจจะมปี ระเดน็
สาคญั เพอ่ื นาเสนอครู และเพ่อื นรว่ มชนั้ เรยี นซง่ึ อาจมกี ารแกป้ ญั หาตอ่ ไป (ถา้ ม)ี

๑๐. นักเรยี นปฏบิ ตั กิ จิ กรรมดงั น้ี
๑) แบ่งกลุ่ม กลมุ่ ละ ๕-๖ คน
๒) นักเรียนพิจารณาถึงปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงท่ีส่งผลท่ีดีต่อนักเรียนและบุคคลใน

ครอบครวั
๑๑. นกั เรยี นทาใบงาน ๖.๑ และ๖.๒

ขนั้ สรปุ และการประยุกต์
๑๒. นักเรยี นและครรู ว่ มกนั สรปุ แนวคดิ หรอื ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง มหี ลกั การสาคญั ๒ ประการ
ทท่ี าใหเ้ กดิ ผลเชงิ ประจกั ษ์ ไดแ้ ก่ (๑) ความพอประมาณ (๒) ความมเี หตุผล ซ่งึ เป็นหลกั อาศยั กนั และกนั ทาให้
เกดิ ภาวะ “พอเพยี ง” ขน้ึ

ส่ือและแหล่งการเรยี นรู้

๑. หนงั สอื เรยี น วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของบรษิ ทั สานกั พมิ พเ์ อมพนั ธ์ จากดั
๒ ใบงาน
๓. บนั ทกึ ความดี
๔. แบบประเมนิ ตนเอง
๕. สอ่ื PowerPoint วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม

หลกั ฐาน

๑. การตรวจใบงาน กจิ กรรม คาถาม
๒. การเชค็ ช่อื เขา้ เรยี น
๓. บนั ทกึ ความดี
๔. บนั ทกึ พฒั นาการความดี

การวดั ผลและการประเมินผล

วิธีวดั ผล
๑. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
๒. ประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลุ่ม
๓. สงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุม่
๔. ตรวจคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน
๕. ตรวจแบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้
๖. การสงั เกตและประเมนิ พฤตกิ รรมดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
๗. ตรวจบนั ทกึ ความดี

เครอ่ื งมือวดั ผล
๑. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล

๒. แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่ (โดยคร)ู
๓. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่ม (โดยนกั เรยี น)
๔. คาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน จากหนังสอื เรยี นวชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
๕. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้
๖. แบบประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ โดยครูและนักเรยี น

รว่ มกนั ประเมนิ
๗. บนั ทกึ ความดี

เกณฑก์ ารประเมินผล
๑. เกณฑผ์ า่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล ตอ้ งไมม่ ชี อ่ งปรบั ปรุง
๒. เกณฑผ์ ่านการประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่ม คอื ปานกลาง (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๓. เกณฑผ์ ่านการสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๔. ตอบคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรแู้ ละทาใบงานไดท้ กุ ใบงานจงึ จะถอื ว่าผา่ นการประเมนิ
๕. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ เกณฑผ์ า่ น คอื พอใช้ (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๖. แบบประเมนิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ คะแนนขน้ึ อย่กู บั การประเมนิ

ตามสภาพจรงิ
๗. การบนั ทึกความดไี ม่มีเกณฑ์ ให้นักเรียนบนั ทึกตามสภาพจริง แต่นักเรียนจะสามารถทราบ

ผลการบนั ทกึ ความดดี ว้ ยการนาขอ้ มลู บนั ทกึ ความดใี นแต่ละครงั้ มาเขยี นกราฟแสดงจะเหน็
พฒั นาการความดขี องตนเองลงในแบบพฒั นาความดที อ่ี ยดู่ า้ นหลงั ของหน้าปกหนังสอื เรยี น

กิจกรรมเสนอแนะ

ใหน้ ักเรยี นทาบนั ทกึ ความดแี ละนาผลไปลงในแผนพฒั นาการความดี

แบบประเมินผลการเรยี นรกู้ ่อนเรียน/หลงั เรยี น

จงเลือกคาตอบท่ีถกู ต้องที่สุด

๑. ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งขอ้ ใดทเ่ี น้นมากทส่ี ดุ

ก. การพง่ึ ตนเองได้ ข. การเดนิ ทางสายกลาง

ค. ความสนั โดษ ง. ความพอประมาณ

จ. ความมอี สิ ระ

๒. พลเมอื งดคี วรปฏบิ ตั ติ นอย่างไร จงึ จะสอดคลอ้ งกบั หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งมากทส่ี ุด

ก. ขยนั ซอ่ื สตั ย์ ประหยดั

ข. ขยนั อดทน มคี วามเพยี รสงู

ค. มคี วามเพยี ร เมตตากรุณา ซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ

ง. มคี วามกตญั ญู เมตตากรณุ า ซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ

จ. ประหยดั อดทน ขยนั

๓. เศรษฐกจิ พอเพยี งตามแนวพระราชดารมิ ลี กั ษณะอย่างไร

ก. พง่ึ ตนเองได้ ผลติ เพ่อื พออย่พู อกนิ

ข. เป็นการแขง่ ขนั กนั ผลติ บรโิ ภค และซอ้ื ขาย

ค. อาศยั หลกั การสนั โดษ ไมย่ งุ่ เกย่ี วกบั ภายนอก

ง. ผลผลติ ทไ่ี ดเ้ ป็นของสว่ นกลาง โดยนามาแจกจา่ ยอย่างทวั่ ถงึ กนั

จ. มคี วามประหยดั ผลผลติ สามารถขายได้

๔. พลเมอื งดคี วรปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ภาษติ ขอ้ ใดทส่ี อดคลอ้ งกบั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ข. มวี นิ ยั ใฝค่ วามรู้ เชดิ ชคู ุณธรรม
ก. ตวั ใครตวั มนั

ค. พง่ึ จมกู คนอ่นื หายใจ ง. ปลูกเรอื นพอตวั หวหี วั พอเกลา้

จ. ตนเป็นทพ่ี ง่ึ แห่งตน

๕. การใช้ “สต”ิ ไมต่ ่นื ตวั ตามกระแส แตต่ งั้ สติ รตู้ วั อย่เู สมอ เรยี กวา่ อะไร

ก. ความไมป่ ระมาท ข. มชั ฌมิ าปฏปิ ทา

ค. โภชเนมตั ตญั ญตุ า ง. อวหิ งิ สา

จ. การรจู้ กั ประมาณตน

๖. “การตดั สนิ ใจซอ้ื สงิ่ ของเพ่อื ใชส้ อยโดยคานงึ วา่ ตนมสี งิ่ ของทจ่ี ะซอ้ื นนั้ อย่แู ลว้ หรอื ยงั มเี งนิ พอทจ่ี ะซ้อื หรอื ไม่”

สอดคลอ้ งกบั ขอ้ ใด

ก. รจู้ กั บรโิ ภค ข. รจู้ กั ประมาณ

ค. มธั ยสั ถ์ ง. รจู้ กั ใชท้ รพั ยากร

จ. เหน็ คณุ ค่าอาหารทร่ี บั ประทาน

๗. “การไมเ่ ลอื กใชโ้ ฟมบรรจุสง่ิ ของทเ่ี ลอื กซ้อื ” สอดคลอ้ งกบั ขอ้ ใด

ก. รจู้ กั ประมาณ ข. มธั ยสั ถ์

ค. รจู้ กั การจดั สรร ง. รจู้ กั บรโิ ภค

จ. ไมเ่ บยี ดเบยี นธรรมชาตสิ งิ่ แวดลอ้ ม
๘. การรู้จักประหยัดคานึงถึงประโยชน์มากกว่าคานึงถึงความสะดวกสบาย ไม่ใช้ส่ิงของอย่างฟุ่มเฟือย

หมายถงึ ขอ้ ใด

ก. รจู้ กั ประมาณ ข. มธั ยสั ถ์

ค. รจู้ กั เลอื กบรโิ ภค ง. รจู้ กั การจดั สรร

จ. ไม่เบยี ดเบยี นธรรมชาตสิ ง่ิ แวดลอ้ ม

๙. “เมอ่ื ซกั ผา้ แลว้ กน็ าน้าทซ่ี กั ผา้ ไปรดน้าตน้ ไม้” สอดคลอ้ งกบั ขอ้ ใด

ก. การรกั ษาสมดลุ ข. ไมท่ าลายสง่ิ แวดลอ้ ม

ค. ไมใ่ ชท้ รพั ยากรเกนิ ความจาเป็น ง. รจู้ กั ประมาณ

จ. เหน็ คณุ คา่ ของสงิ่ แวดลอ้ ม

๑๐. “การไม่ทง้ิ ขยะสง่ิ ปฏกิ ลู ลงในแม่น้าเพราะจะทาใหน้ ้าสะอาดมอี ากาศไหลเวยี น ทาใหส้ งิ่ มชี วี ติ ในน้าสามารถ

อาศยั อย่ไู ด”้ สอดคลอ้ งกบั ขอ้ ใด

ก. รจู้ กั ประหยดั ข. ไม่ทาลายสง่ิ แวดลอ้ ม

ค. ไมใ่ ชท้ รพั ยากรเกนิ ความจาเป็น ง. รจู้ กั ประมาณ

จ. การไม่เบยี ดเบยี นผอู้ น่ื

แบบ เฉลยแบบประเมินผลการเรยี นร้กู ่อนเรยี น/หลงั เรยี น ๙ก
๑๐ ข
๑ ง๓ ก ๕ก๗ ง
๒ ข๔ ง ๖ข ๘ ข





บนั ทึกหลงั การสอน

ข้อสรปุ หลงั การสอน

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ปัญหาท่ีพบ

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แนวทางแกป้ ัญหา

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

แผนการจดั การเรียนรแู้ บบบูรณาการท่ี ๗ หน่วยท่ี ๗
สอนครงั้ ท่ี ๑๖-๑๗
รหสั วิชา ๒๐๐๐๐–๑๕๐๑ วิชา หน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม จานวน ๒ ชวั ่ โมง
ชื่อหน่วย/เรอื่ ง ศาสนากบั การดาเนนิ ชวี ติ

จดุ ประสงคร์ ายวิชา
๑. รแู้ ละเขา้ ใจเกย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา

๒. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ และ
เป็นศาสนกิ ชนทด่ี ตี ามหลกั ธรรมของศาสนาทต่ี นนบั ถอื

๔. ตระหนักถงึ การดาเนินชวี ติ ทถ่ี ูกตอ้ งดงี ามในฐานะศาสนกิ ชนและพลเมอื งดี

สมรรถนะรายวิชา

๑. แสดงความรเู้ กย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๓. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นตามหลกั จรยิ ธรรม วฒั นธรรมและหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนาทต่ี นนับถอื

สาระสาคญั

ศาสนาเป็นส่งิ จาเป็นแก่ชีวิต ศาสนาทาให้มนุษย์สามารถอยู่ได้ตามลาพังโดยปราศจากความกลวั
คาสอนในศาสนาตา่ งๆ มคี วามสาคญั อย่างยง่ิ ในการพฒั นาบุคคลใหม้ ที ศั นคตทิ ด่ี งี าม มคี ุณธรรมประจาตนและ
แนวทางปฏบิ ตั อิ นั ถูกตอ้ ง ศาสนาจะช่วยพฒั นาปรบั ปรุงความคดิ และการกระทาต่างๆ ของบุคคลใหม้ คี ุณภาพ
มากยง่ิ ขน้ึ รวมถงึ การแก้ปญั หาและขอ้ บกพร่องของตนเองได้ จนสามารถบรรลคุ วามสาเรจ็ ในชวี ติ และพน้ จาก
ความทุกข์ ผู้ท่พี ฒั นาตนเองแล้วย่อมมศี กั ยภาพและคุณภาพมหี ลกั ปฏิบตั ิอนั ถูกต้องและมคี วามพร้อมในการ
สรา้ งประโยชน์สุขแก่สงั คมส่วนรวม คาสอนของศาสนาจงึ มเี ป้าหมายให้ผศู้ กึ ษาและปฏบิ ตั ติ ามสามารถพฒั นา
ตนเองและสงั คมได้

ผลการเรยี นรทู้ ี่คาดหวงั

๑. อธบิ ายความหมาย จดุ กาเนดิ ความสาคญั ของศาสนากบั การดาเนินชวี ติ และลกั ษณะของศาสนาได้

๒. บอกศาสนาสาคญั ของโลกได้

๓. อธบิ ายประเภทของศาสนาได้

๔. มกี ารพฒั นาคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผสู้ าเรจ็ การศกึ ษา

สานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา ทค่ี รสู ามารถสงั เกตไดข้ ณะทาการสอนในเร่อื ง

๑. ความมมี นุษยสมั พนั ธ์ ๒. ความมวี นิ ยั

๓. ความรบั ผดิ ชอบ ๔. ความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ

๕. ความเชอ่ื มนั ่ ในตนเอง ๖. การประหยดั
๗. ความสนใจใฝร่ ู้ ๘. การละเวน้ สงิ่ เสพตดิ และการพนัน

๙. ความรกั สามคั คี ๑๐. ความกตญั ญกู ตเวที

สาระการเรียนรู้

๑. ความหมายของศาสนา
๒. จดุ กาเนดิ ของศาสนา
๓. ความสาคญั ของศาสนากบั การดาเนนิ ชวี ติ
๔. ลกั ษณะของศาสนา
๕. ศาสนาสาคญั ของโลก
๖. ประเภทของศาสนา

กิจกรรมการเรยี นรู้
- ชวั่ โมงท่ี ๑ ศาสนา คืออะไร -

ขนั้ นาเขา้ ส่บู ทเรียน
๑. นาภาพศาสนาต่างๆใหน้ ักเรยี นดแู ละทาสถติ ขิ องวา่ รจู้ กั ศาสนาใดต่อไปน้บี า้ ง

จากนนั้ เชอ่ื มโยงเขา้ ส่บู ทเรยี น

ขนั้ สอน
๒. ใหน้ กั เรยี นทาใบงานท่ี ๗.๑ เร่อื งจุดกาเนิดของศาสนา ขอ้ ๑ ศาสนาหมายถงึ .... จากนนั้ สุ่มถาม
นักเรยี น ๒-๓ คน นกั เรยี นและครรู ว่ มกนั สรปุ ศาสนาตามดลุ ยพนิ จิ
๓. ตงั้ ประเดน็ คาถาม เร่อื งศาสนาเกดิ จากอะไร โดยใชใ้ บงานท่ี ๗.๑ ในการเรยี นการสอน ใหน้ กั เรยี น
กากบาทขอ้ ความทไ่ี ม่เกย่ี วขอ้ งกบั จดุ กาเนิดศาสนา จากนนั้ เขยี นอธบิ ายสนั้ ๆ ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหส้ มบูรณ์
๔. นักเรยี นจบั ค่เู ขยี นลกั ษณะของศาสนา ในใบงานท๗่ี .๒ เร่อื งลกั ษณะของศาสนา
๕. นักเรยี นแขง่ ขนั กนั ทายปญั หา โดยแบ่งกล่มุ ๓-๔ กลมุ่ (ตามความเหมาะสม) ใหต้ วั แทนเขยี นตอบใน
กระดาษ หรอื ออกมาเขยี นตอบบนกระดานหน้าชนั้ เรยี น โดยครอู า่ นคาถามจากบตั รคาถาม ใหแ้ ต่ละกลุ่ม
สลบั กนั ภายในกลุ่มออกมาเขยี นตอบคนละหน่งึ ขอ้

ขนั้ สรปุ
๖. นักเรยี นทาการบา้ นใบงานท่ี ๗.๓ เร่อื งศาสนาและความสาคญั (นำมำใชเ้ ป็นขนั้ นำชวั่ โมงตอ่ ไป)

- ชวั่ โมงที่ ๒ เรื่อง ศาสนาสาคญั ของโลก -

ขนั้ นา
๑. สมุ่ ใหน้ ักเรยี นเขยี นความสาคญั ของศาสนาบนกระดาน ๔-๕ คน
เชอ่ื มโยงเขา้ สกู่ ารสอน (ทุกศาสนาตา่ งกม็ คี าสอนทต่ี อ้ งการใหป้ ระชาชนทุกคนเป็นคนดี อยดู่ ว้ ยกนั อย่าง
มคี วามสุข และมนุษยท์ ุกคนตอ้ งมที พ่ี ง่ึ ทางใจ เพอ่ื สรา้ งความมนั ่ ใจใหก้ บั ชวี ติ )

ขนั้ สอน
๑. นักเรยี นและครชู ่วยกนั เฉลยใบงานท่ี ๗.๓ เรอ่ื งศาสนาและความสาคญั (นักเรยี นสลบั ดนั ตรวจ)
๒. นักเรยี นศกึ ษาศาสนาสาคญั ของโลก พทุ ธศาสนา ครสิ ตศ์ าสนา พราหมณ์-ฮนิ ดู อสิ ลาม โดยมคี รู
เป็นผอู้ ธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหส้ มบรู ณ์ จากนนั้ ตอบคาถามต่อไปน้ี
• ศาสนาทเ่ี ป็นอเทวนิยมคอื ศาสนาใด (พทุ ธศำสนำ)
• ศาสนาทเ่ี ช่อื ว่ามเี ทพเจา้ องคเ์ ดยี วกนั คอื ศาสนาใด (ครสิ ต์ อสิ ลำม)
๓. นกั เรยี นทาใบงาน ๗.๔ เรอ่ื งศาสนาทข่ี า้ พเจา้ นบั ถอื

ขนั้ สรปุ
๔. นักเรยี นอภปิ รายประเดน็ “ไม่มศี าสนาจะเป็นคนดไี ดห้ รอื ไม่” (ข้นึ อย่กู บั ดลุ ยพนิ ิจ)

ส่ือและแหลง่ การเรยี นรู้

๑. หนงั สอื เรยี น วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม ของบรษิ ทั สานกั พมิ พเ์ อมพนั ธ์ จากดั
๒. ส่อื PowerPoint วชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
๓. บตั รขอ้ ความ
๔. รปู ภาพสญั ลกั ษณ์ศาสนาตา่ งๆ

หลกั ฐาน

๑. การตรวจใบงาน กจิ กรรม คาถาม
๒. การเชค็ ชอ่ื เรยี นในรายวชิ า

การวดั ผลและการประเมินผล

วิธีวดั ผล
๑. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
๒. สงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่ม
๓. ตรวจใบงาน

เคร่อื งมอื วดั ผล
๑. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล
๒. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรกู้ ่อนเรยี น
๓. คาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นร/ู้ ใบงาน จากหนงั สอื เรยี นวชิ าหน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม

เกณฑก์ ารประเมินผล
๑. เกณฑผ์ า่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล ตอ้ งไมม่ ชี ่องปรบั ปรงุ
๒. เกณฑผ์ า่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (๕๐ % ขน้ึ ไป)
๓. ตอบคาถามทา้ ยหน่วยการเรยี นรแู้ ละทาใบงานไดท้ กุ ใบงานจงึ จะถอื ว่าผา่ นการประเมนิ

กิจกรรมเสนอแนะ

ใหน้ ักเรยี นบนั ทกึ ความดแี ละนาผลไปลงในแผนพฒั นาการความดี

บตั รคาถาม

๑. อธบิ ายความหมายของคาว่า “ศาสนา”

๒. ขณะน้ีท่านนบั ถอื ศาสนาใดอยู่ และทา่ นคดิ ว่าทา่ นเป็นศาสนิกชนทส่ี มบรู ณ์หรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด

๓. ศรทั ธา หมายถงึ อะไร

๔. ศาสนาทน่ี ับถอื เทวนยิ มเป็นอย่างไร

๕. อรยิ สจั ๔ ประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง

เฉลยบตั รคาถาม

เฉลยบตั รท่ี ๑ : ลทั ธคิ วามเช่อื ของมนุษยอ์ นั มหี ลกั คอื แสดงกาเนดิ และความสน้ิ สุดของโลก
เป็นตน้ อนั เป็นไปในฝา่ ยปรมตั ถป์ ระการหน่งึ แสดงหลกั ธรรมเกย่ี วกบั บญุ บาป อนั เป็นไปใน
เฉลยบตั รท่ี ๒ ฝา่ ยศลี ธรรมประการหน่งึ พรอ้ มทงั้ ลทั ธพิ ธิ ที ก่ี ระทาตามความเหน็ หรอื ตามคาสอนในความ
เฉลยบตั รท่ี ๓
เฉลยบตั รท่ี ๔ เชอ่ื ถอื นนั้
เฉลยบตั รท่ี ๕
: คาตอบขน้ึ อย่กู บั ดุลพนิ จิ ของผสู้ อน

: ความเชอ่ื ความเชอ่ื ทป่ี ระกอบดว้ ยเหตผุ ล หรอื ความเชอ่ื ในสง่ิ ทค่ี วรเช่อื

: ศาสนาทน่ี บั ถอื เทวนยิ มเป็นศาสนาทน่ี ับถอื เทพเจา้ วา่ เป็นผสู้ รา้ งโลกและสรรพสงิ่

: ๑. ทกุ ข์ ๒. สมทุ ยั ๓. นิโรธ ๔. มรรค









บนั ทึกหลงั การสอน

ขอ้ สรปุ หลงั การสอน

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ปัญหาที่พบ

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แนวทางแกป้ ัญหา

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

แผนการจดั การเรียนรแู้ บบบูรณาการที่ ๘ หน่วยที่ ๘
สอนครงั้ ท่ี ๑๘-๑๙
รหสั วิชา ๒๐๐๐๐–๑๕๐๑ วิชา หน้าทพ่ี ลเมอื งและศลี ธรรม
ชื่อหน่วย/เรือ่ ง พุทธประวตั ิ วนั สาคญั องคป์ ระกอบ จานวน ๒ ชวั ่ โมง
ทางพระพทุ ธศาสนา และเร่อื งน่ารจู้ ากพระไตรปิฎก

จดุ ประสงคร์ ายวิชา
๑. รแู้ ละเขา้ ใจเกย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา

๒. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมอื งดตี ามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข และ
เป็นศาสนิกชนทด่ี ตี ามหลกั ธรรมของศาสนาทต่ี นนบั ถอื

๔. ตระหนกั ถงึ การดาเนินชวี ติ ทถ่ี ูกตอ้ งดงี ามในฐานะศาสนกิ ชนและพลเมอื งดี

สมรรถนะรายวิชา

๑. แสดงความรเู้ กย่ี วกบั สงั คม วฒั นธรรม สทิ ธหิ น้าทพ่ี ลเมอื งดแี ละหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนา
๓. ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นตามหลกั จรยิ ธรรม วฒั นธรรมและหลกั ธรรมหรอื คาสอนของศาสนาทต่ี นนับถอื

สาระสาคญั

พระพุทธประวตั ิในหน่วยน้ีเป็นการแสดงใหเ้ ห็นถึงพระประวตั ขิ องพระพุทธเจ้าตงั้ แต่ประสูติ จนถึง
ปรนิ ิพพาน แสดงให้เหน็ ว่าตลอดพระชนม์ชพี พระพุทธเจ้าได้ทรงสรา้ งคุณูปการต่างๆ ให้กบั มนุษยชาติ และ
หลักธรรมท่ีทรงแสดงไว้เป็นเวลานานกว่า ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว ยังคงทันสมัยมาจนทุกวันน้ี วันสาคัญทาง
พระพุทธศาสนาคอื วนั สาคญั ในพทุ ธประวตั ิ

องคป์ ระกอบของพระพุทธศาสนามี ๓ ประการ คอื พระพุทธคุณ ๙ พระธรรมคุณ ๖ และพระสงั ฆคุณ ๙
เร่อื งน่ารจู้ ากพระไตรปิฎก ในทน่ี ้คี อื พทุ ธพยากรณ์ ๑๘ ประการ

ผลการเรียนร้ทู ี่คาดหวงั

๑. อธบิ ายพุทธประวตั ไิ ด้

๒. อธบิ ายวนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนาได้

๓. บอกองคป์ ระกอบของพระพุทธศาสนาได้

๔. บอกคมั ภรี ์สาคญั และเร่อื งน่ารจู้ ากพระไตรปิฎกได้

๕. มกี ารพฒั นาคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผสู้ าเรจ็ การศกึ ษา

สานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา ทค่ี รสู ามารถสงั เกตไดข้ ณะทาการสอนในเร่อื ง

๑. ความมมี นุษยสมั พนั ธ์ ๒. ความมวี นิ ยั

๓. ความรบั ผดิ ชอบ ๔. ความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ

๕. ความเชอ่ื มนั ่ ในตนเอง ๖. การประหยดั
๗. ความสนใจใฝร่ ู้ ๘. การละเวน้ สงิ่ เสพตดิ และการพนัน

๙. ความรกั สามคั คี ๑๐. ความกตญั ญกู ตเวที

สาระการเรยี นรู้



๑. พระพทุ ธประวตั โิ ดยสงั เขป
๒. ศกึ ษาพุทธประวตั จิ ากพระพุทธรปู ปางต่างๆ
๓. วนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนา
๔. องคป์ ระกอบของพระพทุ ธศาสนา
๕. คมั ภรี ส์ าคญั ทางพระพทุ ธศาสนา
๖. เรอ่ื งน่ารจู้ ากพระไตรปิฎก

กิจกรรมการเรยี นรู้
- ชวั่ โมงที่ ๑ พทุ ธประวตั ิ -

ขนั้ นาเข้าส่บู ทเรียน

๑. เปิดพุทธประวตั ติ อนผจญมาร จากhttps://www.youtube.com/watch?v=5q6WlNVz9tc

จากนนั้ ร่วมกนั สรุปเหตกุ ารณ์
จากนนั้ เช่อื มโยงเขา้ สบู่ ทเรยี น

ขนั้ สอน
๒. นกั เรยี นร่วมกนั อภปิ รายในประเดน็ “พทุ ธประวตั เิ ร่อื งจรงิ หรอื เกนิ จรงิ ” (ข้นึ อยกู่ บั ดุลยพนิ จิ แนว
คำตอบคอื บำงเหตกุ ำรณ์ถกู เขยี นขน้ึ เกนิ จรงิ เพอื่ เป็นกำรเปรยี บเปรยใหเ้ หน็ ภำพ น่ำสนใจและดงึ ดดู ใจใน
ควำมสำมำรถของพระองคจ์ ะไดเ้ ขำ้ สพู่ ระพทุ ธศำสนำ)
๓. นักเรยี นทาใบงานท่ี ๘.๑ เรอ่ื งพทุ ธประวตั ิ เรยี งเหตกุ ารณ์ใหถ้ ูกตอ้ ง โดยครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ ให้
สมบรู ณ์
๔. นักเรยี นจบั กลุ่มคนเกดิ วนั เดยี วกนั จนั ทร์ องั คาร พธุ พฤหสั บดี ศกุ ร์ เสาร์ อาทติ ย์ เพ่อื ศกึ ษาและ
ทาใบงานท๘่ี .๒ เร่อื งพระพทุ ธรปู ปางประจาวนั เกดิ โดยใหต้ วั แทนกลุ่มออกมาเลา่ หน้าชนั้ เรยี น
๕. นักเรยี นศกึ ษาวนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนาและทาใบงานท่ี ๘.๓ เรอ่ื งวนั สาคญั ทางพระพทุ ธศาสนา

ขนั้ สรปุ
๖. พุทธประวตั ิ พระพุทธรปู และวนั สาคญั ตา่ งๆ มขี น้ึ เพ่อื อะไร (ใหร้ ะลกึ ถงึ พระพทุ ธเจำ้ จะไดก้ ระตนุ้
ใหร้ ะลกึ ถงึ หลกั ธรรมคำสอน)

- ชวั่ โมงที่ ๒ เรื่อง องคป์ ระกอบ คมั ภีรข์ องพระพทุ ธศาสนา และเร่อื งน่าร้จู ากพระไตรปิ ฎก -

ขนั้ นา
๑. เปิดบทสวดมนตแ์ ปล พระพทุ ธคณุ พระธรรมคุณ พระสงั ฆคณุ ใหน้ ักเรยี นสวดตาม จากนนั้
เชอ่ื มโยงเขา้ สบู่ ทเรยี น

ขนั้ สอน


Click to View FlipBook Version