การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 492.5) แบบประเมินความเจ็บปวดกล้ามเนื้อทางการแพทย์แผนไทย ตามแนวคิดของ สบช.โมเดล เป็นแบบประเมินความเจ็บปวดกล้ามเนื้อที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมา โดยใช้การประเมินความเจ็บปวดจากด้วยเครื่องมือมาตรวัดความเจ็บปวดด้วยสายตา แล้วนำมาแบ่งกลุ่มตามระดับสี 7สี เพื่อบูรณาการกับองค์ความรู้ด้านศาสตร์การแพทย์แผนไทย โดยมีรายละเอียดเครื่องมือ ดังต่อไปนี้(1) แบบประเมิน visual analog scale เป็นเส้นตรงยาว 15เซนติเมตร ในส่วนที่อยู่ทางซ้ายสุดของเส้นจะเขียนว่า “ไม่ปวด” และทางขวามือสุดเขียนว่า “ปวดจนทนไม่ได้” ให้ผู้ป่วยทำเครื่องหมายกากบาท (X) ลงบนตำแหน่งของเส้นตรง ที่สอดคล้องกับระดับความปวดที่ผู้ป่วยรู้สึก ณ ขณะนั้น (2) การแปลงค่าโดยแนวคิด สบช.โมเดล โดยผู้ประเมินจะวัดความห่างจากจุดเริ่มต้นของเส้นในด้านที่ระบุว่าไม่ปวดเพื่อนำมากำหนดกลุ่มดังต่อไปนี้กลุ่มปกติ (สีขาว) VAS มีความยาว 0 เซนติเมตร แม้จะยังไม่มีอาการ แต่ควรดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ แนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การปรับอิริยาบถให้ถูกต้อง และหมั่นออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกลุ่มเสี่ยง (สีเขียวอ่อน) VAS มีความยาว 0.01-1.99 เซนติเมตร ควรเริ่มบริหารร่างกายเฉพาะส่วน ด้วยการออกกำลังกายด้วยท่าฤาษีดัดตน หรือการยืดเหยียดกล้ามเนื้อบริเวณที่มีอาการ เพื่อป้องกันไม่ให้ความเจ็บปวดรุนแรงขึ้น ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมกลุ่มป่วย (สีเขียวเข้ม) VAS มีความยาว 2.00-3.99 เซนติเมตร มีคำแนะนำเช่นเดียวกับกลุ่มสีเขียวอ่อน นอกจากการปรับพฤติกรรมและยืดเหยียดกล้ามเนื้อแล้ว แนะนำให้ดูแลตนเองด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย เช่น การนวดตนเองเบาๆ การประคบด้วยสมุนไพรเพื่อคลายกล้ามเนื้อ หรือการใช้ยาทาภายนอก เช่น น้ำมันหรือครีมสมุนไพรเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดกลุ่มป่วย (สีเหลือง) VAS มีความยาว 4.00-5.99 เซนติเมตร ควรรับการรักษาโดยบุคลากรการแพทย์แผนไทย เพื่อรับหัตถการที่จำเพาะเจาะจง เช่น การนวดรักษา ร่วมกับหัตถการประคบสมุนไพร และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดกลุ่มป่วย (สีส้ม) VAS มีความยาว 6.00-7.99 เซนติเมตร ควรพักการใช้งานอวัยวะที่มีความเจ็บปวดและเข้ารับการรักษาด้วยหัตถการนวดและ
50 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงประคบสมุนไพร ร่วมกับการรับยาสมุนไพรจากแพทย์แผนไทยอย่างต่อเนื่อง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง อย่างน้อย 2 สัปดาห์ติดต่อกันกลุ่มป่วย (สีแดง) VAS มีความยาว 8.00-10.00 เซนติเมตร ต้องพักการใช้งานอวัยวะที่มีความเจ็บปวดทันที และเข้ารับการรักษาด้วยหัตถการนวดและประคบสมุนไพร ร่วมกับรับยาสมุนไพรจากแพทย์แผนไทยอย่างต่อเนื่อง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง อย่างน้อย 4 สัปดาห์ติดต่อกันกลุ่มป่วยแทรกซ้อน (สีดำ) บริเวณที่ปวดมีอาการบวม แดง ร้อนที่ชัดเจน ควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์แผนไทย โดยใช้หัตถการพอกยาเย็นเพื่อลดการอักเสบเบื้องต้น ในกรณีมีแผลเปิดบริเวณที่ปวด หรือมีภาวะไข้ร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อหรือภาวะเจ็บป่วยรุนแรงอื่น ๆ ควรรีบพบแพทย์แผนปัจจุบันโดยเร็วที่สุด เพื่อทำการวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป26-27ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า เครื่องมือที่นิยมใช้ในการประเมินระดับความปวดมากที่สุด คือ numeric rating scale ซึ่งสามารถใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว เหมาะสำหรับการประเมินความปวดในคลินิกทั่วไปหรือในภาวะที่ต้องการความรวดเร็วในการประเมิน แต่ก็อาจมีข้อจำกัดในด้านการตีความผล เพราะผู้ป่วยอาจให้คะแนนไม่ตรงตามความเป็นจริง หรือการแปลความหมายของตัวเลขแต่ละค่าของผู้ป่วยแต่ละคนอาจแตกต่างกัน สำหรับการประเมินที่ต้องการความแม่นยำสูงและลดความผิดพลาดจากอคติของผู้ประเมินหรือผู้ป่วยเช่น วิจัยทางการแพทย์ การประเมินผลการรักษาต่อเนื่อง visual analogue scale จะมีความเหมาะสมมากกว่า นอกจากนี้เครื่องมือประเมินความเจ็บปวดกล้ามเนื้อทางการแพทย์แผนไทยตามแนวคิด สบช.โมเดล ก็เป็นเครื่องมือใหม่ที่มีความน่าสนใจที่ในการนำมาใช้ประเมินความเจ็บปวดกล้ามเนื้อด้วยตนเองพร้อมคำแนะนำการดูแลที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามทุกเครื่องมือต่างมีข้อดีและข้อจำกัดที่เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละสถานการณ์การเลือกใช้เครื่องมือจึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ความสะดวก ความแม่นยำ และความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 51บทสรุปความเจ็บปวด เป็นประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสและอารมณ์อันไม่พึงประสงค์เกี่ยวกับการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นจริงหรือมีแนวโน้มจะเกิดขึ้น ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญ ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับในการอธิบายกลไกความเจ็บปวดคือ ทฤษฎี gate control โดยกระบวนการเกิดความเจ็บปวดประกอบด้วย 4ขั้นตอนหลัก คือ transduction, transmission, modulation, perception ที่เกิดขึ้นในสมอง สำหรับการแพทย์แผนไทย ความเจ็บปวดมีรากฐานมาจากความผิดปกติของธาตุ โดยความเจ็บปวดส่งผลกระทบต่อชีวิตในหลายมิติ ทั้งด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ไปจนถึงด้านสังคมที่จำกัดการเข้าสังคมและการทำกิจกรรมต่าง ๆ การประเมินความเจ็บปวดจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยวิธีที่เป็นมาตรฐานที่สุดคือ การบอกเล่าของผู้ป่วยผ่านเครื่องมือวัดต่าง ๆ เช่น numeric rating scale, visual analogue scale, verbal rating scale, ในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาเครื่องมือประเมินความเจ็บปวดด้วยตนเองซึ่งบูรณาการมาตรวัดด้วยสายตา เข้ากับแนวคิด สบช.โมเดล เพื่อจำแนกระดับความรุนแรงของอาการและให้แนวทางการดูแลรักษาตามศาสตร์การแพทย์แผนไทยที่เหมาะสมกับระดับอาการนั้น ๆ
52 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงอ้างอิง1. Merskey, H. A. F. D. (1979). Pain terms: a list with definitions and notes on usage. recommended by the IASP subcommittee on taxonomy. Pain, 6, 249-252.2. Raja, S. N., Carr, D. B., Cohen, M., Finnerup, N. B., Flor, H., Gibson, S., Keefe, F. J., Mogil, J. S., Ringkamp, M., Sluka, K. A., Song, X. J., Stevens, B., Sullivan, M. D., Tutelman, P. R., Ushida, T., & Vader, K. (2020). The revised International Association for the study of pain definition of pain: concepts, challenges, and compromises. Pain, 161(9), 1976–1982.https://doi.org/10.1097/j.pain.00000000000019393. สมาคมการศึกษาเรื่องความปวดแห่งประเทศไทย. (2552). แนวทางพัฒนาการระงับปวดแบบเฉียบพลัน (Clinical guidance for acute painmanagement) (ฉบับที่ 1). https://www.tasp.or.th/cpg/acute.php4. สมาคมการศึกษาเรื่องความปวดแห่งประเทศไทย. (2563). คำแนะนำการให้ยาโอปิออยด์ในภาวะปวดเรื้อรังที่ไม่ใช่มะเร็ง Recommendations of Opioid therapy for chronic non-cancer pain.5. นุช ตันติศิรินทร์. (2566). การบำบัดปวดในเวชปฏิบัติ (Pain management in clinical practice). สำนักพิมพ์รามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล.6. Waghmare, P., Marwaha, R., Bhalerao, N., & Panda, S. D. (2025). Pathways of pain: an anatomical perspective on transmissionand modulation. Journal of Ayurveda and Integrated Medical Sciences, 10(8), 69-75. https://doi.org/10.21760/jaims.10.8.137. สมชัย มโนพัฒนกุล, และสมศักดิ์ ไมตรีรัตนะกุล. (2550). ลักษณะความเจ็บปวดระหว่างการทำศัลยกรรมติดหมุดไทเทเนียมเพื่อเป็นหลักยึดทางทันตกรรมจัดฟัน. วิทยาสารทันตแพทยศาสตร์, 57(4), 212-222.https://www.jdat.org/main/archive/9/2007/132
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 538. กลุ่มพัฒนาการศึกษา สถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (2559). คู่มือการสอนหลักสูตรความสำคัญในการจัดการความปวดเรื่อง “การประเมินและการจัดการความปวดตามกรอบ RAT Model”. กลุ่มพัฒนาการศึกษา สถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข.9. ภนารี บุษราคัมตระกูล. (2553). สรีรวิทยา-พยาธิสรีรวิทยาระบบกล้ามเนื้อและกระดูก. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.10. นันท์นภัส จิวลวัฒน์, และสุมิตร ดุรงค์พงษ์ธร. (2562). กลไกการระงับความรู้สึกเจ็บปวดตามหลักวิทยาศาสตร์ของการฝังเข็ม. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 17(3), 527-541. https://he01.tcithaijo.org/index.php/JTTAM/article/view/23240011. รัชฎา แก่นสาร, นงนุช โอบะ, ชุติมา จริตงาม, และวิจิตรา ปัญญาชัย. (2565). สรีรวิทยา 1ฉบับปรับปรุงใหม่ (พิมพ์ครั้งที่ 4). โครงการสวัสดิการวิชาการ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข.12. Melzack, R., & Wall, P. D. (1996). Pain mechanisms: A new theory. Pain Forum,5(1), 3–11. https://doi.org/10.1016/S1082-3174(96)80062-6 13. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร). (2554). คัมภีร์วิสุทธิมรรคพระพุทธโฆสเถระ รจนา (พิมพ์ครั้งที่ 10). 14. อำพล บุญเพียร, ปฐมา จันทรพล, และณัฏฐา เชิดชูธีรกุล. (2568). สมุฏฐานการเกิดโรค: กุญแจสำคัญแห่งศาสตร์การแพทย์แผนไทย. เวชบันทึกศิริราช,18(3), 151-158. https://he02.tcithaijo.org/index.php/simedbull/article/view/27342615. ไกรสีห์ ลิ้มประเสริฐ. (2559). เวชกรรมไทยประยุกต์ 1 ตอน ทฤษฎีธาตุและการวินิจฉัยโรค.16. คมสัน ทินกร ณ อยุธยา. (2562). หลักการพื้นฐานของการแพทย์แผนไทยในราชสกุลทินกร (พิมพ์ครั้งที่ 3). บริษัท ภูลประสิทธิ์ จำกัด.17. อำพล บุญเพียร. (2568). อาการปวดกล้ามเนื้อจากโรคลมปลายปัตคาต: มุมมองเชิงลึกในศาสตร์การแพทย์แผนไทย. วารสารเทคโนโลยีทางการแพทย์และสหเวชศาสตร์, 1(1), e2846. https://he04.tcithaijo.org/index.php/JMAS/article/view/2846
54 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง18. ปราโมทย์ เสถียรรัตน์, ศุภวรรณ พันธ์บูรณะ, วฐานี อยู่พุ่ม, ธารทิพย์ โคกดอกไม้,ธิติมา กิ่งกระโทก, แสงระวี ทองแตง, สมนึก สมบูรณ์สร้าง, วรุฒ ณัติเดชาชัย,ณัฐพร อร่ามเกียรติ, ศิริศักดิ์ ยนต์ชัย, ปัทมวรรณ เรืองเดช, เพชรดา เพชรคง, และธนาพันธ์ คำปัน. (2558). คู่มือการใช้ยาแผนไทยและยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ. สำนักงานพัฒนากำลังคน กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกระทรวงสาธารณสุข.19. สมศักดิ์ นวลแก้ว. (2555). แนวทางการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคด้วยวิธีการทางการแพทย์แผนไทยประยุกต์. กองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.20. ประพจน์ เภตรากาศ, และพินิต ชินสร้อย. (2555). ตำราสมุฏฐานโรคและการวินิจฉัย. มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ.21. ประพจน์ เภตรากาศ, และสุรเกียรติ อาชานานุภาพ. (2561). ตำราความเจ็บปวด(พิมพ์ครั้งที่ 2). มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา.22. สมาคมการศึกษาเรื่องความปวดแห่งประเทศไทย. (2561). แนวทางพัฒนาการจัดการความปวดเฉียบพลันในเด็ก.23. Wongtangman, K., Chaiwat, O., Suraseranivongse, S., Thikom, N., Sanansilp, V., & Wangnamthip, S. (2017). Validation of the Thai version critical care pain observation tool and behavioral pain scale in postoperative mechanically ventilated ICU patients.Journal of The Medical Association of Thailand, 100(7), 9-16. http://www.jmatonline.com/view.php?id=167024. ลลิดา อาชานานุภาพ, และรุ้งจิต เติมศิริกุลชัย. (2552). การประเมินความปวดและพฤติกรรมที่ผู้ป่วยแสดงออกหลังผ่าตัดที่ห้องพักฟื้น. รามาธิบดีพยาบาลสาร, 15(3), 315-326. https://www.rama.mahidol.ac.th/ramanursej/rnjv15-no3-sep-dec-200925. ร่มฉัตร ประเสริฐ, อาทิตย์ พวงมะลิ, และสุรีพร อุทัยคุปต์. (2556). ขีดกั้นระดับการรับความรู้สึกเจ็บปวดด้วยแรงกด และภาวะทางด้านจิตใจในผู้สูงอายุที่มีอาการปวดคอเรื้อรังแบบไม่ทราบสาเหตุ. วารสารเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด, 25(2), 203-211, https://he01.tcithaijo.org/index.php/ams/article/view/66307
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 5526. กมลรัตน์ เทอร์เนอร์, ศุกร์ใจ เจริญสุข, พิศิษฐ์ พลธนะ, พรฤดี นิธิรัตน์, และจุฬารัตน์ ห้าวหาญ. (2565). กรอบวิจัยข้อเสนอเชิงนโยบายในการสร้างเสริมสุขภาพด้วยแนวคิด สบช.โมเดล (PBRI Model) เชิงบูรณาการกับพันธกิจอุดมศึกษาสู่ชุมชนสุขภาวะ คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก. วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 5(3), 204-208. https://he02.tcithaijo.org/index.php/tjph/article/view/26051027. อำพล บุญเพียร, ปฐมา จันทรพล, และณัฎฐา เชิดชูธีรกุล. (2568). การพัฒนาแบบประเมินอาการปวดกล้ามเนื้อทางการแพทย์แผนไทย ตามแนวคิดสถาบันพระบรมราชชนกโมเดล และปิงแปองจราจรชีวิต 7 สี. Ramathibodi Medical Journal, 48(4), e273992. https://doi.org/10.33165/rmj.48.04.e273992
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 57การซักประวัติ
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 59บทที่ 3การซักประวัติ บทน าการซักประวัติ ผู้ที่มีความเจ็บปวดกล้ามเนื้อเพื่อการบำบัดรักษาทางการแพทย์แผนไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะสามารถช่วยให้เข้าใจถึงปัญหา ต้นเหตุการเกิดโรค ลักษณะความผิดปกติของธาตุในร่างกาย ตลอดจนปัจจัยที่ส่งผลให้ธาตุในร่างกายผิดปกติไป ซึ่งเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด เนื่องจากความเจ็บปวดกล้ามเนื้อนั้นอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น อิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง การทำงานหนักเกิดขีดความสามารถ การอักเสบที่เกิดจากอุบัติเหตุ ความผิดปกติของธาตุในร่างกาย และในบางครั้งความเจ็บปวดกล้ามเนื้ออาจเป็นสัญญาณเตือนที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับโรคอื่น ๆ การซักประวัติจึงนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการรักษาด้วยการแพทย์แผนไทยโดยแพทย์แผนไทยจะต้องซักประวัติให้มีความครอบคลุมข้อมูลทั่วไป ข้อมูลอาการเจ็บป่วยปัจจุบัน ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ประวัติการเจ็บป่วยของบุคคลในครอบครัว ประวัติส่วนตัว และประวัติประจำเดือน เพื่อค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคและปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่ส่งเสริมให้อาการของโรคเป็นหนักหรือเรื้อรังกว่าเดิม ในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับ ธาตุสมุฏฐาน อุตุสมุฏฐาน อายุสมุฏฐาน และกาลสมุฏฐาน เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างครอบคลุมสำหรับการนำมาวิเคราะห์กลไกการเกิดโรค เพื่อนำไปสู่การวางแผนการรักษาที่ครอบคลุม โดยการรักษาจะต้องไม่เพียงแค่รักษาความเจ็บปวดเท่านั้น แต่จะต้องคำนึงถึงการป้องกันการเกิดซ้ำหรือการเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคตนอกจากนี้การซักประวัติยังทำให้เข้าใจถึงสภาวะทางจิตใจของผู้ป่วย เพราะภาวะเครียดหรือกังวลเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัว และส่งผลให้ความเจ็บปวดกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น การซักประวัติที่ละเอียดและครอบคลุมจึงช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาที่มีประสิทธิภาพอย่างเหมาะสมกับสภาพร่างกายและจิตใจ เพื่อใช้ในการพิจารณาเลือกวิธีการรักษาให้เหมาะสมที่สุดต่อโรคและต่อตัวของผู้ป่วย
60 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง3.1 ประวัติทั่วไปการซักประวัติเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการซักประวัติ โดยควรประกอบไปด้วยรายละเอียด ชื่อ-นามสกุล เพศวันเดือนปีเกิดอายุสถานภาพการสมรส เชื้อชาติสัญชาติศาสนา อาชีพ ระดับการศึกษา และที่อยู่ปัจจุบัน1โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้3.1.1 ชื่อ-นามสกุล เป็นข้อมูลสำหรับการระบุตัวตนผู้ป่วยเพื่อให้การบันทึกผลของการซักประวัติ ตรวจร่างกาย รวมไปถึงการให้การรักษา คำแนะนำได้ถูกตัวบุคคล2 3.1.2 เพศ เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่สามารถบ่งบอกเกี่ยวกับความแข็งแรงของร่างกาย ตลอดจนอิริยาบทในชีวิตประจำวัน กริยา ท่าทาง สำหรับทางการแพทย์แผนไทยเกี่ยวกับเพศได้มีการระบุไว้ในคัมภีร์ปฐมจินดาว่ามีการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายต่างกันตั้งแต่เริ่มอยู่ในท้องซึ่งมีผลต่ออาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ ดังนี้ 1) เพศหญิง จะมีการหมุนของโลหิตไปทางซ้ายทำให้การไหลเวียนของพลังงานในทิศทางตามเส้นอิทา เกี่ยวข้องกับพลังงานเย็นที่อยู่ฝั่งซ้ายของร่างกาย ดังนั้นความเจ็บปวดของเพศหญิงอาจเกิดจากการสะสมของความเย็นได้ง่ายกว่า ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดภาวะการติดขัดของการไหลเวียนเพราะไม่มีกำลังและมีความเย็นสะสม2) เพศชาย จะมีการหมุนของโลหิตไปทางขวา ทำให้การไหลเวียนของพลังงานในทิศทางตามเส้นปิงคลา เกี่ยวข้องกับพลังงานร้อนที่อยู่ฝั่งขวาของร่างกาย ดังนั้นความเจ็บปวดของเพศชายอาจมีความร้อนสะสมได้ง่ายกว่าซึ่งเป็นเหตุที่เกิดภาวะอาการอักเสบตามมา3-43.1.3 วันเดือนปีเกิด เป็นข้อมูลที่สำคัญในการบ่งบอกธาตุเจ้าเรือนประจำตัว ซึ่งต้องใช้วันเวลาที่เกิดในการพิจารณาว่าผู้ที่มีความเจ็บปวดนั้นอยู่ในธาตุเจ้าเรือนใด ซึ่งมักมีอิทธิพลต่อสุขภาพ โดยเมื่อพิจารณาตามธาตุเจ้าเรือนที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวด ดังต่อไปนี้1) ผู้ที่เกิดช่วงประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคม มักเกิดมาเจอกับสภาพอากาศที่แปรปรวนจากความเย็นเข้าสู่ความร้อน ร่างกายจึงพยายามสร้างโครงสร้างให้
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 61แข็งแรง มั่นคง ทำให้ผู้เกิดนั้นมีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุดินในร่างกายเด่น จึงอาจพบความเจ็บปวดกล้ามเนื้อที่เกิดจากภาวะของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นแข็งเกร็งได้ง่าย 2) ผู้ที่เกิดช่วงประมาณเดือนกรกฎาคม-กันยายน มักเกิดมาเจอกับอากาศที่เย็นและแห้ง ร่างกายจึงพยายามคงความชุ่มชื้นไว้ ทำให้ผู้ที่เกิดนั้นมีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุน้ำในร่างกายเด่น จึงอาจพบอาการปวดเมื่อยจากความหนืดข้น ติดขัดของโลหิตติดมีภาวะบวมได้ง่าย3) ผู้ที่เกิดช่วงประมาณเดือนเมษายน-มิถุนายน มักเกิดมาเจอกับอากาศที่เย็นและชื้น ร่างกายจึงพยายามคงความสามารถในการไหลเวียนไว้ ทำให้ผู้ที่เกิดนั้นมีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุลมในร่างกายเด่น จึงอาจพบอาการปวดเมื่อยจากการไหลเวียนของลมที่คั่งค้างตามส่วนต่าง ๆ ได้ง่ายจึงมีอาการปวดร้าว ปวดเสียว ชาได้ง่าย4) ผู้ที่เกิดช่วงประมาณเดือนมกราคม-มีนาคม มักเกิดมาเจอกับอากาศที่ร้อน ร่างกายจึงพยายามคงสมดุลความร้อนและการเผาผลาญในร่างกายให้เหมาะสม ทำให้ผู้ที่เกิดนั้นมีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุไฟในร่างกายเด่น จึงมักมีระบบเผาผลาญที่รวดเร็วอาจพบอาการปวดจากการอักเสบ ความร้อนสะสมได้ง่าย4-53.1.4 อายุ เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับในการบ่งบอกธาตุเจ้าเรือนตามอายุสมุฏฐาน ซึ่งช่วยให้ทราบถึงความเสี่ยงของอาการปวดว่ามักจะมาร่วมกับอาการอะไร หรืออาจพัฒนาไปเกิดอาการอะไร ซึ่งจะช่วยให้สามารถวางแผนในการป้องกันไม่ให้อาการหนักไปกว่าเดิมได้1) อายุ 0-16 ปี(ปฐมวัย) เป็นช่วงที่ระบบการไหลเวียนยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้น้ำคั่งค้างในเนื้อเยื่อได้ง่าย จึงมีลักษณะธาตุประจำอายุคือ ธาตุน้ำเป็นหลักเมื่อมีอาการปวดจึงมักจะเกิดร่วมกับอาการบวมด้วยได้ง่ายกว่าวัยอื่น ๆ 2) อายุ 16-30 ปี (มัชฌิมวัย)เป็นช่วงวัยเจริญเติบโต ร่างกายมีพลังงานสูง ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี แต่หากใช้งานร่างกายมากเกินไป เช่น การออกกำลังกายหนักหรือทำงานหักโหม อาจทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ ร่วมกับการอักเสบได้ง่าย โดยถือว่ามีลักษณะธาตุประจำอายุคือธาตุไฟเป็นหลัก 3) อายุ 30 ปีขึ้นไป (ปัจฉิมวัย) เป็นช่วงวัยที่ระบบการไหลเวียนโลหิต และการเคลื่อนไหวเริ่มเสื่อมถอย ทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อแบบปวดเมื่อยเรื้อรังได้ง่ายหรือปวดร้าวชาจากการไหลเวียนของลมไม่ดีได้ง่าย โดยถือว่ามีลักษณะธาตุประจำอายุคือธาตุลมเป็นหลัก4, 6
62 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง3.1.5 ที่อยู่ เป็นข้อมูลสำหรับการติดต่อและการพิจารณาสภาพแวดล้อมที่อาจมีผลต่ออาการข้อมูลการทำงานและกิจกรรม รวมไปถึงประเทศสมุฏฐานที่มีผลต่ออาการปวดกล้ามเนื้อ หรืออาการข้างเคียง 1) พื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นภูมิประเทศสูง ผู้ที่อาศัยในภูมิประเทศนี้จึงได้รับแรงกดอากาศสูงส่งผลให้ความดันภายในร่างกายเพิ่มขึ้น จึงมักเกิดอาการเจ็บปวดร่วมกับความร้อนได้ง่าย2) พื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นภูมิประเทศน้ำฝนกรวดทราย ผู้ที่อาศัยในภูมิประเทศนี้จึงได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง ส่งผลให้โลหิตมีความข้นและหนืดเพิ่มขึ้น จึงมักเกิดอาการเจ็บปวดร่วมกับการคั่งของโลหิต3) พื้นที่ภาคกลาง ซึ่งเป็นภูมิประเทศน้ำฝนเปือกตม ผู้ที่อาศัยในภูมิประเทศนี้จึงได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่มีความเย็นและชื้น ส่งผลให้ธาตุลมไหลเวียนได้ไม่ดี จึงมักเกิดความเจ็บปวดจากการไหลเวียนของลมติดขัด4) พื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นภูมิประเทศน้ำเค็มเปือกตม ผู้ที่อาศัยในภูมิประเทศนี้จึงได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่เค็มและชื้น ส่งผลทำให้ธาตุดินสูญเสียความยืดหยุ่น จึงมักเกิดความเจ็บปวดจากกล้ามเนื้อ-เส้นเอ็นแข็งเกร็ง4, 73.1.6 อาชีพอาชีพที่ผู้ป่วยทำอาจมีผลต่อการใช้กล้ามเนื้อและความเสี่ยงในการเกิดอาการปวด 1) อาชีพที่ต้องใช้แรงอย่างหนัก ร่างกายจะต้องใช้กล้ามเนื้อในการออกแรงอย่างหนักจนบางครั้งอาจเกินขีดความสามารถ เช่น เกษตรกร กรรมการ อาจส่งผลต่อธาตุดิน จำพวก กล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ ทำให้เกิดการตึง ปวด บวม หรือการบาดเจ็บ82) อาชีพที่มีอิริยาบทไม่เหมาะสม ร่างกายจะต้องอยู่ในท่าทางเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานานไม่ได้เคลื่อนไหว เช่น พนักงานออฟฟิศ หรือผู้ที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อการไหลเวียนของโลหิตและระบบประสาท ทำให้มีของเสียสะสม9
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 63ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า การซักประวัติทั่วไปของผู้ป่วยมีบทบาทที่แตกต่างกันระหว่างการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนไทย สำหรับการแพทย์แผนปัจจุบันข้อมูลประวัติทั่วไปมักถูกใช้เพื่อการยืนยันตัวตน การเก็บข้อมูลพื้นฐานด้านประชากร เช่น ชื่อ อายุ เพศ อาชีพ ที่อยู่ หรือประวัติการเจ็บป่วยเดิม เพื่อเป็นแนวทางในการตรวจรักษาและบันทึกในเวชระเบียน อย่างไรก็ตามในมุมมองแพทย์แผนไทย ขั้นตอนการซักประวัติทั่วไปมีความสำคัญยิ่งกว่า เพราะข้อมูลดังกล่าวไม่เพียงใช้เพื่อยืนยันตัวตน แต่ยังสะท้อนถึงปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมการเจ็บปวดกล้ามเนื้อและยังเป็นข้อมูลที่จะนำไปสู่การเชื่อมโยงถึงสมุฏฐานต่าง ๆ เช่น ธาตุเจ้าเรือนจากวันเกิดของผู้ป่วย สามารถบ่งบอกลักษณะพื้นฐานของร่างกายและแนวโน้มการเกิดโรคต่าง ๆอุตุสมุฏฐานในช่วงของการเกิดโรคที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมสามารถบอกความแปรปรวนของแวดล้อมที่มากระทบร่างกาย อายุสมุฏฐานของผู้ป่วยในช่วงเกิดความเจ็บป่วยที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามช่วงวัยซึ่งมีผลทำให้โรคมีความรุนแรงหรือความชุกของอาการปวด และประเทศสมุฏฐานที่ผู้ป่วยอาศัย ซึ่งสัมพันธ์กับถิ่นที่อยู่อาศัยและสภาพสังคมวัฒนธรรม ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการเสียสมดุลของธาตุในร่างกายและนำไปสู่การเจ็บป่วยได้ในที่สุด ซึ่งแพทย์แผนไทยจะต้องนำข้อมูลทั่วไปมาใช้ในการเชื่อมโยงหาความผิดปกติของธาตุในร่างกาย3.2 ประวัติเจ็บป่วยปัจจุบันการซักประวัติเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยปัจจุบัน เป็นการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอาการโดยรวมที่นำผู้ป่วยมาพบ มาขอรับการรักษา เพื่อค้นหาสาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ถือว่าเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้สามารถวินิจฉัยและจัดการกับอาการได้อย่างเหมาะสม โดยผู้ที่ทำการซักประวัติจะต้องสอบถามรายละเอียดของอาการเจ็บป่วยปัจจุบันอย่างละเอียด ประกอบไปด้วย ตำแหน่งที่ปวด ลักษณะอาการปวด ระยะเวลาที่ปวด ช่วงเวลาที่ปวด ความถี่ที่ปวด ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวด ตลอดจนวิธีการที่ได้รับการรักษาหรือบรรเทา10ซึ่งมีความเชื่อมโยงดังต่อไปนี้3.2.1 ต าแหน่งที่ปวดโดยซักถามเพื่อให้ผู้ป่วยระบุบริเวณที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อเพื่อพิจารณาถึงขอบเขตของอาการปวดเพื่อช่วยในการวินิจฉัย และเป็นข้อมูลสำหรับต่อยอดในการ
64 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงตรวจร่างกายที่จำเพาะเจาะจง เช่น แขน ขา หลัง คอ กล้ามเนื้อเฉพาะส่วน ปวดหลายที่ ปวดทั้ง 2 ข้าง หรือปวดข้างเดียว11 โดยตำแหน่งที่ปวดสัมพันธ์กับธาตุดังต่อไปนี้1) ตำแหน่งที่ปวดอยู่บริเวณช่วงบนมักเกี่ยวข้องกับธาตุไฟและธาตุลม เพราะตามลักษณะธรรมชาติของธาตุไฟจะวิ่งขึ้นข้างบนเสมอ จึงทำให้เกิดอาการอักเสบได้ง่าย 2) ตำแหน่งที่ปวดอยู่บริเวณช่วงล่าง มักเกี่ยวข้องกับธาตุน้ำและธาตุลม ซึ่งทำให้เกิดอาการบวม หรือการคั่งของน้ำในอวัยวะต่าง ๆ ได้ง่าย7, 103.2.2 ลักษณะของอาการปวดโดยซักถามเพื่อให้ทราบว่ามีลักษณะอาการปวดอย่างไร เช่น ปวดจี๊ด ปวดตึงปวดเสียว ปวดร้าว หรือปวดชาบริเวณนั้น เพื่อพิจารณาถึงความรุนแรงและความสัมพันธ์ของธาตุสมุฏฐานต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งลักษณะของอาการปวดสามารถบ่งบอกถึงความผิดปกติของธาตุต่าง ๆ ในร่างกายได้ดังนี้1) ปวดแสบ ปวดร้อน เกี่ยวข้องกับธาตุไฟ จำพวกเกิดการอักเสบบริเวณที่ปวด2) ปวดตึง เกี่ยวข้องกับธาตุลมหรือธาตุดิน จำพวกภาวะของการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ3) ปวดบวม เกี่ยวข้องกับธาตุลมหรือธาตุน้ำ จำพวกภาวะของการอุดตันของเส้นเลือดหรือปัญหาการไหลเวียนติดขัด4) ปวดร้าว/ปวดชา/อ่อนแรง เกี่ยวข้องกับธาตุลม จำพวกภาวะของการติดขัด มีสิ่งกีดขวางการไหลเวียนของระบบประสาทหรือโลหิต123.2.3 ช่วงเวลาที่เรมิ่ปวด และช่วงเวลาที่มาพบหมออาการปวดกล้ามเนื้อเกิดขึ้นเมื่อใด และมีอาการปวดมากหรืออาการอื่น ๆ ในช่วงใด จะช่วยทำให้เราทราบถึงอุตุสมุฏฐานที่มีผลกระทบต่ออาการปวด1) ฤดูร้อน ร่างกายได้รับอิทธิพลของความร้อนจากภายนอกมากเป็นพิเศษเมื่อเกิดอาการปวดในช่วงฤดูนี้ส่งผลทำให้เกิดการสะสมความร้อนตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้ง่าย อาการปวดจึงมีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอาการอักเสบตามมา2) ฤดูฝน ร่างกายได้รับอิทธิพลจากความชื้นและความเย็นของไอฝนที่ตกลงมา ทำให้การเคลื่อนไหวของธาตุลมในร่างกายขับเคลื่อนเดินได้ไม่สะดวก เมื่อเกิดอาการปวดอาจทำให้เกิดการติดขัดของการไหลเวียนของลม
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 653) ฤดูหนาว ร่างกายได้รับอิทธิพลจากความเย็นและแห้งของอากาศของสภาพอากาศ ทำให้น้ำในร่างกายเริ่มข้นและหนืด เมื่อเกิดอาการปวดอาจทำให้เกิดภาวะคั่งค้าง บวมของน้ำตามบริเวณส่วนต่าง ๆ ได้ง่าย4, 73.2.4 ระยะเวลาที่ปวดโดยซักถามเพื่อหาข้อมูลว่าอาการปวดกล้ามเนื้อเกิดขึ้นเมื่อใด และมีระยะเวลานานเท่าใด เช่น เกิดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน หรือเป็นมาหลายสัปดาห์ เพื่อช่วยในการพิจารณาความเรื้อรังของโรคและระยะเวลาของการเกิดโรคที่สัมพันธ์กับอุตุสมุฏฐาน ตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้า และกาลสมุฏฐาน ซึ่งจะกล่าวในรายละเอียดถัดไป4, 133.2.5 ความถี่ของการปวด อาการปวดกล้ามเนื้อเกิดขึ้นบ่อยเพียงใด เช่น ทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือเฉพาะเวลาขยับเคลื่อนไหวในท่าใดเท่านั้น เพื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์กับกาลสมุฏฐาน1) เวลา 6.00-10.00 น. ในช่วงนี้ธาตุน้ำจะสะสมในร่างกายตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เนื่องจากร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหวมาหลายชั่วโมง ดังนั้นอาการปวดในช่วงนี้จะมักมีภาวะบวมร่วมด้วย โดยเฉพาะในผู้ที่มีการคั่งของน้ำในร่างกายหรือปัญหาการไหลเวียนของโลหิต อาการปวดจึงมักมีการสะสมของธาตุน้ำที่ทำให้เนื้อเยื่อบวมและไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดี2) เวลา 10.01-14.00 น. ในช่วงเวลานี้ร่างกายได้รับอิทธิพลจากความร้อนจากภายนอกเข้ามา ซึ่งส่งผลให้มีการขยายตัวของเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ และเส้นเลือด อาการปวดที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้อาจบ่งบอกถึงภาวะอักเสบของเนื้อเยื่อ การขยายตัวของหลอดเลือดและกล้ามเนื้อจากความร้อนสามารถทำให้เกิดความเจ็บปวดและอาการอักเสบเพิ่มขึ้น3) เวลา 14.01-18.00 น. ความร้อนจากภายนอกเริ่มลดลง แต่ยังคงสะสมในร่างกาย ทำให้การไหลเวียนโลหิตเพิ่มขึ้นเพื่อขับความร้อนจากภายในออกสู่ภายนอก หากอาการปวดเกิดขึ้นในช่วงนี้ มักจะเป็นอาการปวดร้าวหรือปวดเสียว ซึ่งบ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวของธาตุลมในร่างกายและการขับความร้อนออกจากร่างกาย4) เวลา 18.01-22.00 น. อิทธิพลของการเคลื่อนไหวของธาตุลมในกาลที่ผ่านมาส่งผลทำให้ธาตุน้ำมีการเคลื่อนไหวตาม การไหลเวียนของน้ำและธาตุลมในช่วงนี้อาจทำให้เกิดอาการปวดที่เกี่ยวข้องกับการคั่งของน้ำ หรือการติดขัดในระบบการไหลเวียนของโลหิตและพลังงาน อาการปวดในช่วงนี้มักมีภาวะบวม
66 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง5) เวลา 22.01-02.00 น. อิทธิพลของความร้อนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงอื่น ๆ เป็นช่วงที่ร่างกายซ่อมแซมอาการเจ็บปวด เป็นช่วงที่ร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองและฟื้นฟูอาการเจ็บปวด หากมีอาการเจ็บปวดที่รุนแรงขึ้นในช่วงนี้อาจบ่งบอกถึงการเสียหายของเนื้อเยื่ออย่างรุนแรงที่ต้องการการพักฟื้นและการบำบัดอย่างเต็มที่6) เวลา 02.01-06.00 น. ในช่วงนี้ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหวมาหลายชั่วโมง จากการนอนหลับ ทำให้การไหลเวียนของธาตุลมทำงานลดลง หากอาการปวดเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ อาจบ่งบอกถึงภาวะการไหลเวียนไม่ดี อาจมีอาการปวดชา หรือรู้สึกเหน็บตามร่างกายที่บ่งชี้ถึงความติดขัดในกระบวนการไหลเวียน4, 103.2.6 ปัจจัยที่ท าให้เกิดอาการปวดสอบถามว่ามีอะไรที่ทำให้อาการรุนแรงขึ้น เช่น ตอนเช้าหลังตื่นนอนตอนกลางคืน ก่อนนอน การทำกิจวัตรประจำวัน ท่าทางที่ทำให้อาการปวดเพิ่มขึ้นปวดหลังจากการไม่เคลื่อนไหว หลังจากการเคลื่อนไหว ขณะเคลื่อนไหว13 เพื่อช่วยในการพิจารณาว่าปัจจัยที่กระตุ้นนั้นมีผลอย่างไรต่อธาตุในร่างกาย สามารถทำให้อนุมานได้ว่าธาตุนั้นกำลังมีภาวะผิดปกติอยู่ 1) ปวดหลังจากการไม่เคลื่อนไหว การไม่เคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลานาน เช่น ในตอนกลางคืน ตอนเช้าเมื่อตอนนอน หรือการนั่งในท่าเดิมนาน ๆ หากมีอาการปวดเพิ่มขึ้น อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติในธาตุลมที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดี หรือมีการคั่งของน้ำในร่างกาย2) ปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหว หากอาการปวดเกิดขึ้นเมื่อเคลื่อนไหวในท่าทางต่าง ๆ ทุกท่าทางอาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติของธาตุไฟในร่างกายที่สะสมจนเกิดอาการอักเสบ แต่หากอาการปวดเกิดขึ้นเมื่อเคลื่อนไหวท่าใดท่าหนึ่งเท่านั้น อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นหรือกระดูกข้อ ที่แข็งเกร็ง3) ปวดหลังจากการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวหรือใช้กล้ามเนื้อติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน รวมถึงการทำงานที่ต้องใช้ท่าทางซ้ำ ๆ หรือการทำงานหนักที่ต้องมีการยกหรือเคลื่อนไหวในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดความเครียดในกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ซึ่งเป็นปัจจัยที่กระตุ้นอาการปวด การทำงานที่ทำให้กล้ามเนื้อทำงานเกินกำลังอาจทำให้ธาตุลมและธาตุดินผิดปกติ เนื่องจากการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ4, 12
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 673.2.7 การได้รับการรักษาหรือบรรเทาเป็นข้อมูลที่จะช่วยให้การพิจารณาวิธีการรักษาได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้นโดยจะต้องสอบถามถึงการรักษาที่เคยได้รับเพื่อบรรเทาอาการปวด ทั้งการรักษาด้วยตนเองเช่น การใช้ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ การนวดคลึง การทายาน้ำมัน การประคบร้อน/เย็น การรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือก เช่น กายภาพบำบัด สมุนไพร การนวดแผนไทย การประคบสมุนไพร การฝังเข็ม และรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน เช่น ยาแก้ปวด การรักษาด้วยการทำกายภาพบำบัด การฉีดยาในกรณีที่อาการปวดรุนแรง ตลอดจนผลลัพธ์ของการรักษาว่าอาการดีขึ้นหรือไม่ หากดีขึ้นในด้านใดบ้างดีขึ้นนานแค่ไหน ถ้าแย่ลงต้องถามว่ามีอาการอะไรที่เพิ่มขึ้นบ้าง6โดยข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้สามารถทราบถึงการดำเนินการของโรค โดยอาจจะพิจารณาในประเด็นที่มีความสัมพันธ์กับธาตุดังต่อไปนี้1) อาการดีขึ้นแล้วกลับมาเป็นซ้ำโดยไม่มีเหตุปัจจัยอื่นกระตุ้น อาจบ่งบอกถึงปัญหาจากธาตุดินหรือความผิดปกติในการไหลเวียนของธาตุลม การขัดขวางการไหลเวียนของพลังงานหรือน้ำในร่างกายทำให้กล้ามเนื้อเกิดความตึงเครียดใหม่2) อาการดีขึ้นแล้วกลับมาเป็นซ้ำ โดยมีปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้อาการกลับมาซ้ำ เช่น การออกกำลังกาย การทำงานหนัก หรือการใช้ท่าทางที่ไม่ถูกต้องการพิจารณาปัจจัยกระตุ้นนั้น ๆ และผลกระทบที่มีต่อธาตุในร่างกายอาจช่วยหาวิธีปรับสมดุลให้ดีขึ้น โดยการใช้วิธีการรักษา ที่สอดคล้องกับธาตุที่ได้รับผลกระทบ3) ถ้าอาการแย่ลงหลังการรักษา อาจบ่งบอกว่าการรักษาที่ใช้ไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกายในขณะนั้น หรืออาจไปกระตุ้นให้เกิดการบาดเจ็บหรืออาการอักเสบเพิ่มเติม เช่น การนวดในช่วงที่มีการอักเสบอาจกระตุ้นให้บวมและร้อนมากขึ้น12 ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า ประวัติเจ็บป่วยปัจจุบันถือเป็นข้อมูลที่สำคัญในลำดับต้นของกระบวนการซักประวัติของแพทย์แผนไทย เนื่องจากข้อมูลในส่วนนี้ช่วยทำให้เข้าใจถึงกลไกการดำเนินโรค รวมถึงช่วยบ่งบอกถึงลักษณะของธาตุที่เกิดความผิดปกติและความสัมพันธ์ของอาการต่าง ๆ ที่ผู้ป่วย ดังนั้นการซักประวัติเจ็บป่วยปัจจุบันจึงไม่เพียงสะท้อนถึงอาการที่แสดงออกภายนอก แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อเชื่อมโยงกับสมุฏฐานและปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้ป่วยแบบองค์รวม หากสามารถซักประวัติในส่วนนี้ได้อย่างครอบคลุม ย่อมทำให้การวินิจฉัยโรคและการวิเคราะห์ความผิดปกติของธาตุมีความ
68 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแพทย์แผนไทยที่มีประสบการณ์สูง อาจใช้ข้อมูลจากประวัติเจ็บป่วยปัจจุบันเพียงอย่างเดียวเป็นหลักในการวิเคราะห์ โดยไม่จำเป็นต้องซักถามประวัติในส่วนอื่น ๆ อย่างละเอียดครบถ้วนทุกประเด็น เพียงเลือกซักเฉพาะข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กับอาการ ก็สามารถนำไปสู่การวินิจฉัยและกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสมได้ ทำให้ช่วยย่นระยะเวลาในการซักประวัติ และทำให้สามารถมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์เชิงลึกอย่างตรงประเด็น3.3 ประวัติการเจ็บป่วยในอดีตประวัติการเจ็บป่วยในอดีต เป็นส่วนประกอบในการซักประวัติที่สำคัญ เพราะข้อมูลบางอย่างจะช่วยทำให้เข้าใจถึงธรรมชาติ ปัจจัย ที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดกล้ามเนื้อได้11 โดยผู้ที่ทำการซักประวัติจะต้องสอบถามรายละเอียดของอาการเจ็บป่วยในอดีต ดังต่อไปนี้3.3.1 โรคประจ าตัวหรือโรคที่เคยเจ็บป่วย ทั้งโรคที่เกี่ยวกับพันธุกรรม เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงหรือโรคที่มักมีอาการปวดกล้ามเนื้อร่วมด้วย เช่น โรคกระดูกเสื่อม rheumatoid systemic lupus erythematosus (SLE) กระดูกพรุน โดยการซักประวัติเพื่อให้ได้ข้อมูลครอบคลุมความถี่ของการเกิดโรค และระยะเวลาในการรักษา รวมไปถึงวิธีการรักษา14-15 ดังตัวอย่าง1) โรคความดันโลหิตสูง ต้องระวังในการให้หัตถการที่มีผลในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตให้เพิ่มขึ้นอาจจะต้องระมัดระวัง เพราะอาจมีผลทำให้ความดันโลหิตสูงจนเกิดอันตรายกับผู้ป่วยได้16 2) โรคเบาหวาน พยาธิสภาพของโรคมีผลทำให้โลหิตมีความข้นและหนืดมาก จึงส่งผลทำให้การไหลเวียนนั้นไม่สามารถทำได้ตามปกติ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดหรืออาการชาบริเวณต่าง ๆ การให้หัตถการทางด้านการแพทย์แผนไทยหลายชนิดมีการใช้ความร้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ประคบ เผายา กักน้ำมัน ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้จะรับความรู้สึกค่อนข้างช้า จึงมีความสุ่มเสี่ยงให้เกิดอันตรายจากการไหม้ของผิวหนังบริเวณที่ให้หัตถการได้17 3) โรค SLE โรคข้ออักเสบ rheumatoid อาจมีอาการปวดบวมบริเวณข้อ
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 69ต่อต่าง ๆ ซึ่งในระยะที่มีอาการอักเสบการกดนวด หรือการให้ความร้อนอาจจะส่งผลทำให้อาการของโรคแย่ลงไปกว่าเดิม จึงอาจจะต้องหลีกเลี่ยงหากพบว่าอาการปวดของผู้ป่วยเกิดจากผลของโรคดังกล่าว164) โรคข้อเสื่อม ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอาการปวดกล้ามเนื้อ เพราะกล้ามเนื้อจะต้องทำงานหนักในการพยุงข้อต่อเพื่อลดแรงกระแทรก ทำให้กล้ามเนื้อทำงานหนักและเกิดการหดเกร็ง ทำให้เกิดอาการปวดตามมา หรือทำให้อาการปวดที่มีอยู่แล้วรุนแรงขึ้น153.3.2 การผ่าตัดหรือการรักษาในอดีตที่ผ่านมา ครอบคลุมถึงวิธีการผ่าตัด วิธีการรักษา ระยะเวลาที่ทำการผ่าตัดหรือรักษานั้นผ่านมานานเท่าใด รวมไปถึงรายละเอียดเกี่ยวกับผลลัพธ์และการฟื้นตัวหลังจากการรักษา หากอาการปวดสัมพันธ์กับบริเวณดังกล่าวอาจจะเกิดจากโครงสร้างที่เปลี่ยนไปมีผลทำให้ธาตุลมนั้นติดขัด133.3.3 การบาดเจ็บทางร่างกายหรืออุบัติเหตุที่รุนแรงโดยเฉพาะในบริเวณที่อาจจะเกี่ยวข้องกับอาการปวดกล้ามเนื้อ และความรุนแรงในระดับที่ทำให้โครงสร้างมีการเปลี่ยนแปลงไป โดยควรรวบรวมข้อมูลให้ครอบคลุมเกี่ยวกับ สาเหตุของการบาดเจ็บ เช่น การหกล้ม การกระแทก การบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อ อุบัติเหตุตกจากที่สูง รถชน และผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งอาจมีผลทำให้ธาตุลมนั้นติดขัด ซึ่งควรจะพิจารณาหรือตรวจเพิ่มเติมให้ชัดเจน โดยเฉพาะการบาดเจ็บที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุด เพื่อที่จะได้ใช้ในการหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวด หรือเพื่อการส่งต่อเพื่อตรวจเพิ่มเติมต่าง ๆ อย่างเหมาะสม63.3.4 ประวัติการเจ็บป่วยทางจิตใจ ประวัติการเจ็บป่วยทางจิตใจ เช่น ความเครียด ภาวะซึมเศร้า หรือปัญหาทางจิตใจอื่น เพราะอาการทางจิตใจอาจเป็นสาเหตุของอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือมีผลต่อการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ จึงจำเป็นที่จะต้องซักประวัติเพื่อให้ได้ข้อมูลครอบคลุมการรักษาหรือการให้คำปรึกษาที่ได้รับ จะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสม และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอาการปัจจุบันกับประวัติการเจ็บป่วยในอดีตของผู้ป่วย14
70 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง3.3.5 การแพ้อาหาร-แพ้ยา โดยเฉพาะการแพ้ยาสมุนไพร การซักประเด็นจะช่วยให้ลดความเสี่ยงเกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์ หลังจากการให้การรักษาซึ่งอาจจะเป็นในรูปแบบของการจ่ายยาที่มีส่วนผสมของสมุนไพรนั้นอยู่ หรือในรูปแบบการให้หัตถการซึ่งมีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบของการทำหัตถการ นอกจากนี้อาการแพ้บางอย่างอาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามมาได้ ดังนั้นการซักประวัติเกี่ยวกับอาการแพ้ต้องให้ครอบคลุมถึงสิ่งที่แพ้ อาการที่มักเกิดขึ้นเมื่อแพ้ และวิธีบรรเทาอาการเพื่อเป็นข้อมูลเชิงลึกสำหรับการรักษา18ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า ประวัติการเจ็บป่วยในอดีตมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ทราบถึงธรรมชาติของผู้ป่วย และข้อควรระวังต่าง ๆ เช่น การจ่ายยาหรือการให้หัตถการที่อาจส่งผลต่อโรคประจำตัว บางหัตถการที่ต้องระมัดระวังในบริเวณที่เคยทำการผ่าตัด หรือประสบอุบัติเหตุ การซักประวัติอย่างละเอียดช่วยให้เราเห็นถึงสมุฏฐานของโรคที่อาจจะไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีรากฐานมาจากอดีต เช่น โรคประจำตัวที่ส่งผลต่อการไหลเวียนของโลหิต การบาดเจ็บเก่าที่ทำให้ธาตุลมติดขัด หรือแม้กระทั่งสภาวะทางจิตใจที่ส่งผลกระทบต่ออาการปวดทางกาย การมองข้ามข้อมูลเหล่านี้อาจนำไปสู่การรักษาที่ปลายเหตุ ไม่ตรงตามสมุฏฐานของโรค และอาจทำให้การรักษาผู้ป่วยไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร และสิ่งสำคัญของการซักประวัติอดีตคือ การป้องกันและเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ป่วย โดยเฉพาะในศาสตร์การแพทย์แผนไทยที่มีการใช้ทั้งสมุนไพรและหัตถการที่ต้องอาศัยความระมัดระวัง เช่น การประคบที่มีความร้อน การนวดกดจุดที่ต้องพิจารณาอาการอักเสบ หรือการใช้สมุนไพรที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ การทราบประวัติเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ป่วย
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 713.4 ประวัติส่วนตัวการซักประวัติส่วนตัวผู้ป่วยที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ ต้องให้ครอบคลุมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมชีวิตประจำวัน การทำงาน การกิน ขับถ่าย การนอน และการออกกำลังกาย15 เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นสาเหตุของอาการปวดกล้ามเนื้อหรืออาจมีผลต่ออาการปวดและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย 3.4.1 พฤติกรรมการท างาน เกี่ยวกับลักษณะของพฤติกรรมการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น งานที่ต้องใช้แรง ทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน ต้องยืนหรือนั่งติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือมีการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ พฤติกรรมการทำงานที่ต้องใช้แรงกำลังของกล้ามเนื้ออย่างหนัก หรือท่าทางที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือทำให้อาการปวดหายช้า 3.4.2 พฤติกรรมการกิน เกี่ยวกับพฤติกรรมการกินการดื่มของผู้ป่วย เช่น การบริโภคอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนหรือไม่ อาหารที่ทานเป็นประจำเป็นรสชาติอะไร ประเภทไหน เพราะการขาดสารอาหารบางชนิดมีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ สำหรับการดื่มน้ำอาจจะต้องพิจารณาความเพียงพอ ความสะอาด ประเภทของน้ำที่ดื่ม เพราะส่งผลกระทบต่อการระบายความร้อนในร่างกาย นอกจากนี้การรับประทานอาหารประเภทที่เป็นสารเสพติด จำพวก สุรา บุหรี่ คาเฟอีน หรือสารเสพติดอื่น ๆ อาจจะมีผลกระทบเกี่ยวกับอาการปวดกล้ามเนื้อ การซักประวัติพฤติกรรมการกินจะช่วยให้สามารถให้คำแนะนำกับผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม3.4.3 พฤติกรรมการขับถ่าย โดยการสอบถามเกี่ยวกับความถี่ในการขับถ่าย ปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่าย ลักษณะของอุจจาระ-ปัสสาวะที่ครอบคลุม ลักษณะ สี กลิ่น และอาการขณะขับถ่าย ข้อมูลเกี่ยวกับการขับถ่ายอาจมีความสัมพันธ์กับสุขภาพโดยรวมและอาการปวดกล้ามเนื้อ บางครั้งความผิดปกติของการขับถ่ายอาจบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องเช่นกัน
72 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง3.4.4 พฤติกรรมการนอน โดยการสอบถามเกี่ยวกับช่วงเวลาในการนอน ระยะเวลาการนอน คุณภาพของการนอน ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น การนอนหลับไม่สนิท การนอนที่ไม่เพียงพอ การตื่นกลางดึกหรือข้อมูลต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อและทำให้เกิดอาการปวด3.4.5 การออกก าลังกาย โดยการสอบถามเกี่ยวกับกิจกรรมการออกกำลังกาย ประเภทความถี่ และระยะเวลาที่ออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายบางประเภทหรือการออกกำลังกายที่มากเกินไปอาจส่งผลทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือการฟื้นตัวเป็นไปอย่างล่าช้า6, 14ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า ประวัติส่วนตัวของผู้ป่วยถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากเป็นปัจจัยที่สามารถสะท้อนถึงความรุนแรงของโรค ตลอดจนมีบทบาทต่อการดำเนินโรคในระยะสั้นและระยะยาว ตัวอย่างเช่น พฤติกรรมการดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพ การออกกำลังกาย การพักผ่อน รวมไปถึงประวัติการใช้ยาหรือการรับประทานอาหาร หากปัจจัยเหล่านี้ไม่เหมาะสม ย่อมส่งผลให้อาการเจ็บป่วย โดยเฉพาะอาการปวดกล้ามเนื้อ มีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้นหรือหายได้ช้ากว่าปกติ อีกทั้งยังอาจนำไปสู่การเกิดภาวะเรื้อรังได้ สิ่งสำคัญอีกประการคือ การซักประวัติส่วนตัวสามารถช่วยให้แพทย์เข้าถึง ต้นเหตุของอาการปวดกล้ามเนื้อได้อย่างแท้จริง เนื่องจากบางครั้งอาการที่ปรากฏอาจไม่ได้เกิดจากปัญหาที่กล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับพฤติกรรมหรือวิถีชีวิต เช่น การทำงานที่ต้องใช้แรงซ้ำ ๆ การนั่งหรือยืนในท่าเดิมนาน ๆ รวมถึงความเครียดและปัจจัยทางจิตใจ เมื่อแพทย์สามารถระบุสาเหตุเหล่านี้ได้ชัดเจน ย่อมทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ข้อมูลจากประวัติส่วนตัวยังสามารถนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการประเมินความเสี่ยง เพื่อกำหนดแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วย เช่น แนะนำการพักผ่อนที่เพียงพอการออกกำลังกายที่เหมาะสม หรือการปรับท่าทางในการทำงาน การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ไม่แค่เพียงช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการ แต่ยังช่วยเร่งกระบวนการฟื้นฟู ทำให้ผู้ป่วยหายจากอาการปวดกล้ามเนื้อได้เร็วขึ้นและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำในอนาคต
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 733.5 ประวัติการเจ็บป่วยครอบครัวการซักประวัติการเจ็บป่วยของบุคคลในครอบครัว เป็นข้อมูลสำคัญอีกส่วนหนึ่งในการซักประวัติผู้ป่วยที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ เนื่องจากมีหลายโรคที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อและสืบทอดทางพันธุกรรมหรือมีความเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกันในครอบครัว153.5.1 การสอบถามอาการของผู้ป่วยการสอบถามอาการของผู้ป่วยว่ามีบุคคลในครอบครัวหรือเครือญาติที่เคยมีอาการคล้ายกันหรือไม่ เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่แพทย์สงสัยว่าอาการดังกล่าวอาจมีความเกี่ยวข้องกับโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม การได้รับข้อมูลในส่วนนี้ช่วยให้แพทย์สามารถเชื่อมโยงลักษณะอาการของผู้ป่วยกับความเป็นไปได้ของการเกิดโรคที่มีพื้นฐานทางพันธุกรรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ถึงปัจจัยเสี่ยงและความรุนแรงของโรค3.5.2 ประวัติสุขภาพของครอบครัว โดยการสอบถามเกี่ยวกับโรคประจำตัวของคนในครอบครัวที่อาจถ่ายทอดมาทางพันธุกรรม เนื่องจากโรคบางชนิดมีโอกาสถ่ายทอดผ่านพันธุกรรมหรือมีแนวโน้มเกิดขึ้นร่วมกันในสายตระกูล โรคที่มักถูกนำมาพิจารณา เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคข้ออักเสบ และโรคแพ้ภูมิตนเอง โรคเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง แต่ยังอาจมีความเชื่อมโยงกับอาการปวดกล้ามเนื้อโดยทางอ้อม เช่น ภาวะการไหลเวียนโลหิตไม่ดีจากความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจากเบาหวานที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือกระบวนการอักเสบจากโรคภูมิต้านตนเองที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ1 ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า การซักประวัติการเจ็บป่วยของบุคคลในครอบครัวเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรละเลย เนื่องจากข้อมูลในส่วนนี้สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของโรคที่อาจมีพื้นฐานทางพันธุกรรมหรือมีปัจจัยแวดล้อมร่วมกันในครอบครัว ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงหรือโดยอ้อมต่อสุขภาพของผู้ป่วย การสอบถามว่ามีญาติสายตรงหรือเครือญาติที่เคยมีอาการปวดกล้ามเนื้อหรือโรคคล้ายคลึงกันหรือไม่ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่สงสัย
74 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงโรคทางพันธุกรรม การมีข้อมูลนี้จะช่วยเพิ่มความชัดเจนในการวินิจฉัยและประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วยได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ประวัติสุขภาพของครอบครัวยังช่วยให้ทราบถึงความเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรังที่ถ่ายทอดผ่านพันธุกรรม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคข้ออักเสบ และโรคแพ้ภูมิตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับอาการปวดกล้ามเนื้อ ทั้งจากผลโดยตรงหรือจากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น เช่น การไหลเวียนโลหิตไม่ดี การอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ หรือภาวะอักเสบเรื้อรัง ข้อมูลเหล่านี้จึงไม่เพียงแต่ช่วยให้แพทย์เข้าใจภาพรวมสุขภาพของผู้ป่วย แต่ยังช่วยให้สามารถวางแนวทางการรักษาและป้องกันโรคได้อย่างเหมาะสมและครอบคลุม3.6 ประวัติประจ าเดือนสำหรับผู้ป่วยเพศหญิง แพทย์แผนไทยถือว่าประวัติประจำเดือน เป็นสิ่งที่สามารถบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของสุขภาพได้6ซึ่งอาจจะประกอบด้วยข้อมูลดังต่อไปนี้3.6.1 ระยะเวลาของรอบประจ าเดือน สอบถามเกี่ยวกับความสม่ำเสมอของรอบประจำเดือน ระยะเวลาระหว่างรอบประจำเดือน 3.6.2 ประวัติของการมปีระจ าเดอืนคร้งัล่าสุดสอบถามเกี่ยวกับวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งล่าสุด เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับความผิดปกติหรืออยู่ในช่วงจะมีประจำเดือนหรือไม่ และสอบถามเกี่ยวกับความผิดปกติของการมีประจำเดือนครั้งล่าสุดว่ามีอาการอะไรเกิดขึ้นบ้าง และบางกรณีเพื่อคำนึงถึงภาวะการตั้งครรภ์ด้วย3.6.3 ลักษณะของประจ าเดือน สอบถามเกี่ยวกับปริมาณโลหิตประจำเดือนมากหรือน้อยเกินไปหรือไม่เมื่อเทียบกับครั้งก่อนหน้านี้ ลักษณะของโลหิตประจำเดือนเป็นอย่างสีมีลิ่มมีก้อนหรือไม่สีของโลหิตประจำเดือนเป็นอย่างไร คล้ำ ซีด หรือดำ กลิ่นของโลหิตประจำเดือน
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 753.6.4 อาการที่เกี่ยวข้อง สอบถามเกี่ยวกับอาการปวดกล้ามเนื้อหรืออาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่มักเกิดขึ้นในช่วงก่อนมีประจำเดือน และขณะมีประจำเดือน ในบางกรณีภาวะเหล่านั้นอาจเป็นสัญญาณที่เกิดขึ้นปกติและอาจมีความสัมพันธ์กับอาการปวดกล้ามเนื้อบางอย่าง เช่น ปวดท้องน้อย ปวดหลัง หรือปวดกล้ามเนื้อ อาจเกี่ยวข้องกับการมีประจำเดือน 3.6.5 ประวัติการใช้ยาประวัติการใช้ยาที่มีผลต่อฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการมีประจำเดือน เช่น การฉีดยาคุมกำเนิด การรับประทานยาคุมกำเนิด ตลอดจนการใช้ฮอร์โมนทดแทน3.6.6 การต้ังครรภ์และการคลอดสอบถามเกี่ยวกับ ประวัติการตั้งครรภ์ การแท้ง และประวัติการคลอด ซึ่งอาจส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของรอบประจำเดือนและสุขภาพโดยรวม3.6.7 ประวัติของอาการหมดประจ าเดือน สอบถามเกี่ยวกับ ความผิดปกติหลังหมดประจำเดือน อาการวัยทอง รวมไปถึงฮอร์โมนทดแทนที่ใช้15, 19ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า หลายกรณี อาการปวดอาจสัมพันธ์กับระยะของรอบเดือน โดยเฉพาะช่วงก่อนมีประจำเดือน ที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและระบบไหลเวียน หากจะพิจารณาให้การรักษาด้วยหัตถการในช่วงเวลาดังกล่าว ควรมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะวิธีการรักษาบางอย่างอาจกระตุ้นให้มดลูกเกิดการหดรัดตัวมากกว่าปกติ ส่งผลให้อาการปวดในระหว่างมีประจำเดือนทวีความรุนแรงและสร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยได้อีกประเด็นที่สำคัญไม่อาจละเลยคือ การประเมินว่าผู้ป่วยมีประวัติประจำเดือนครั้งล่าสุดเมื่อใด หากพบว่าห่างจากรอบเดือนปกติเป็นเวลานาน อาจบ่งบอกถึงภาวะการตั้งครรภ์ ซึ่งจำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งมารดาและทารกในครรภ์ ในการเลือกใช้หัตถการใด ๆ นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่มีประวัติเคยผ่าตัดคลอดโดยใช้วิธีการบล็อกหลังเพื่อระงับความรู้สึกบริเวณไขสันหลัง มักพบว่ามีแนวโน้มเกิดอาการปวดหลังเรื้อรังหรือปวดซ้ำได้ง่าย
76 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงบทสรุปการซักประวัติผู้ป่วยเป็นกระบวนการสำคัญยิ่งในการวินิจฉัยโรค เป็นการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อค้นหาสาเหตุ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อที่อาจมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดอาการปวด และอาจมีความซับซ้อนของโรคแฝงอยู่ กระบวนการซักประวัติเริ่มต้นด้วยข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วย ซึ่งช่วยระบุตัวตนผู้ป่วยและประเมินปัจจัยเสี่ยง ปัจจัยส่งเสริม สภาพแวดล้อม หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่ออาการปวด ลำดับต่อมาคือ การซักถามถึงอาการเจ็บป่วยปัจจุบัน ได้แก่ ตำแหน่งของอาการ ลักษณะของอาการ ระยะเวลาและความถี่ของการเกิดอาการปัจจัยที่กระตุ้นและบรรเทาอาการ รวมถึงประวัติการรักษาที่ผ่านมา นอกเหนือจากอาการปัจจุบันแล้วประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ซึ่งครอบคลุมถึงโรคประจำตัว ประวัติการเข้ารับการผ่าตัด การประสบอุบัติเหตุ และประวัติการแพ้ยาหรืออาหาร ล้วนเป็นข้อมูลที่อาจมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับอาการในปัจจุบัน ในทำนองเดียวกันประวัติส่วนตัว ลักษณะการประกอบอาชีพ ภาวะโภชนาการ สุขนิสัยการนอนหลับและการขับถ่ายตลอดจนกิจกรรมการออกกำลังกาย เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะสมดุลของร่างกาย การซักประวัติยังครอบคลุมไปถึงข้อมูลของบุคคลในครอบครัว เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงของโรคทางพันธุกรรม นอกจากนี้ในผู้ป่วยเพศหญิง ประวัติประจำเดือนนับเป็นส่วนที่สำคัญ เพราะช่วยสะท้อนให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของธาตุในร่างกาย ซึ่งอาจมีความสัมพันธ์กับอาการปวดกล้ามเนื้อได้
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 77อ้างอิง1. กองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย. (2559). คู่มือตรวจรักษาโรคการแพทย์แผนไทยประยุกต์. 2. ประพจน์ เภตรากาศ, และสุรเกียรติ อาชานานุภาพ. (2561). ตำราความเจ็บปวด (พิมพ์ครั้งที่ 2). มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา.3. ประพจน์ เภตรากาศ, และพินิต ชินสร้อย. (2555). การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเส้นสิบ. มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ.4. อำพล บุญเพียร, ปฐมา จันทรพล, และณัฏฐา เชิดชูธีรกุล. (2568). สมุฏฐานการเกิดโรค: กุญแจสำคัญแห่งศาสตร์การแพทย์แผนไทย. เวชบันทึกศิริราช,18(3), 151-158. https://he02.tcithaijo.org/index.php/simedbull/article/view/2734265. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2552). องค์ความรู้การแพทย์แผนไทยสำหรับประชาชน. 6. สมศักดิ์ นวลแก้ว. (2555). แนวทางการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคด้วยวิธีการทางการแพทย์แผนไทยประยุกต์. กองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.7. ปราโมทย์ เสถียรรัตน์, ศุภวรรณ พันธ์บูรณะ, วฐานี อยู่พุ่ม, ธารทิพย์ โคกดอกไม้,ธิติมา กิ่งกระโทก, แสงระวี ทองแตง, สมนึก สมบูรณ์สร้าง, วรุฒ ณัติเดชาชัย,ณัฐพร อร่ามเกียรติ, ศิริศักดิ์ ยนต์ชัย, ปัทมวรรณ เรืองเดช, เพชรดา เพชรคง,และธนาพันธ์ คำปัน. (2558). คู่มือการใช้ยาแผนไทยและยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ. สำนักงานพัฒนากำลังคน กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกระทรวงสาธารณสุข.8. พรรัมภา กาญจนสิงห์, ชาญชัย สุขคุ้ม, รังสรรค์ ม่วงโสรส, ศักดิ์ชัย หงษ์ทอง, และทิตยา งามแสง. (2568). ปัจจัยจากการทำงานที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคกระดูกและกล้ามเนื้อในกลุ่มผู้สูงอายุ เขตพื้นที่เทศบาลตำบลปากน้ำ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา. วารสารสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, 10(1), 1-14. https://he04.tcithaijo.org/index.php/JAHS/article/view/2133
78 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง9. ระวีพรรณ สุนันต๊ะ, น้ำเงิน จันทรมณี, และทวีวรรณ ศรีสุขคำ. (2565). ปัจจัยทำนายที่ส่งผลต่ออาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการทำงานด้านคอมพิวเตอร์ของบุคลากร มหาวิทยาลัยพะเยา. วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี, 20(2), 56-72. https://he02.tcithaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/25883110. ประพจน์ เภตรากาศ, และพินิต ชินสร้อย. (2555). ตำราสมุฏฐานโรคและการวินิจฉัย. มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ.11. สันต์ หัตถีรัตน์. (2552). ตำราซักประวัติและตรวจร่างกาย (พิมพ์ครั้งที่ 4). สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน.12. อำพล บุญเพียร. (2568). อาการปวดกล้ามเนื้อจากโรคลมปลายปัตคาต: มุมมองเชิงลึกในศาสตร์การแพทย์แผนไทย. วารสารเทคโนโลยีทางการแพทย์และสหเวชศาสตร์, 1(1), e2846. https://he04.tcithaijo.org/index.php/JMAS/article/view/284613. วิทยา ศรีดามา. (2551). การสัมภาษณ์ประวัติ และตรวจร่างกาย. (พิมพ์ครั้งที่ 12). โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.14. ปราณี ทู้ไพเราะ. (2562). คู่มือการตรวจวินิจฉัยโรค เล่ม 1 (พิมพ์ครั้งที่ 2). NP Press Limited Partnership.15. สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. (2553). ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 1: แนวทางการตรวจรักษาโรคและการใช้ยา (พิมพ์ครั้งที่ 5). โฮลิสติก พับลิชชิ่ง. 16. มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิมฯ โรงเรียนอายุรเวท. (2555). หัตถเวชกรรมแผนไทย (นวดแบบราชสำนัก). 17. บุษราภรณ์ ธนสีลังกูร. (2568). แนวทางปฏิบัติเวชกรรมไทยในการดูแลผู้ป่วยในหน่วยบริการปฐมภูมิด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ปี พ.ศ. 2568. สถาบันการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.18. วันชัย เดชสมฤทธิ์ฤทัย, รณิษฐา รัตนะรัต, และปวีณา เชี่ยวชาญวิศวกิจ. (2565). ตำราอายุรศาสตร์ อาการวิทยา. ภาควิชาอายุรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.19. มนตรี คำรังษี, สุพรรณิการ์ ปิยะรักษ์, ทิพย์ ลือชัย, เขมิกา สิริโรจน์พร, และชยธิดาไชยวงษ์. (2562). การซักประวัติอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ: กรณีศึกษาระบบนรีเวช. วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ, 25(1),71-79.https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/article/view/211811
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 79การตรวจร่างกาย
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 81บทที่ 4การตรวจร่างกายบทน าการตรวจร่างกายสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อในบริบทของทางการแพทย์แผนไทยเป็นขั้นตอนสำคัญที่ต่อเนื่องจากการซักประวัติผู้ป่วย การซักประวัติทำให้ได้ข้อมูลเบื้องต้นที่สามารถช่วยในการวินิจฉัยโรคในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามเพื่อความสมบูรณ์และแม่นยำในการวินิจฉัย จำเป็นต้องมีการตรวจร่างกายที่ละเอียดถี่ถ้วน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อและการเกิดโรค การตรวจร่างกายที่ครบถ้วนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยยืนยันข้อมูลที่ได้จากการซักประวัติ และช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในกระบวนการวินิจฉัย ซึ่งความแม่นยำในการวินิจฉัยมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการวินิจฉัยที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่การรักษาที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้โรคของผู้ป่วยมีความรุนแรงมากขึ้น ผู้ที่ทำการตรวจร่างกายจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติทางกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นหัวข้อที่ครอบคลุมในบทที่ 1 ของหนังสือเล่มนี้ นอกจากนี้การเรียนรู้ทฤษฎีเกี่ยวกับความเจ็บปวดในบทที่ 2ก็เป็นสิ่งจำเป็นในการพิจารณาอาการของผู้ป่วยอย่างรอบคอบ โดยการตรวจร่างกายเบื้องต้นมักเริ่มต้นด้วยการตรวจวัดสัญญาณชีพของผู้ป่วย เช่น อุณหภูมิร่างกาย ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ และอัตราการหายใจ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยในการประเมินสภาวะทั่วไปของผู้ป่วยและสามารถบ่งชี้ถึงความผิดปกติที่อาจมีอยู่ในร่างกาย นอกจากนี้ สำหรับแพทย์แผนไทยยังมีการตรวจชีพจร และเส้นที่สำคัญต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่ตรวจบริเวณที่มีอาการปวดเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการตรวจร่างกาย การคลำบริเวณที่ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดสามารถช่วยระบุแหล่งที่มาของอาการได้ การทดสอบการเคลื่อนไหวและแรงกล้ามเนื้อจะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความรุนแรงของอาการและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม การสังเกตการทำงานในหน้าที่ต่าง ๆ ของกล้ามเนื้อที่มีปัญหาเป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการตรวจร่างกาย โดยจะต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลที่ได้รับจากการตรวจร่างกายกับความรู้ทางกายวิภาคและสรีรวิทยา เพื่อให้มั่นใจว่าการวินิจฉัยและการรักษาจะมีความแม่นยำสูงสุด การตรวจร่างกายที่ละเอียดถี่ถ้วนและเป็นระบบจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ
82 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง4.1 การตรวจสัญญาณชีพการตรวจสัญญาณชีพ เป็นการตรวจในขั้นตอนแรกเพื่อช่วยในการคัดกรอง ว่าภาวะสุขภาพพื้นฐานของผู้ป่วยเป็นอย่างไร และเป็นข้อมูลที่ช่วยบ่งบอกได้ว่าสามารถให้เวชปฏิบัติใดได้บ้าง 4.1.1 อุณหภูมิร่างกาย1) ความสำคัญ : ร่างกายจะพยายามรักษาอุณหภูมิให้คงที่อยู่เสมอหากร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ หรือที่เรียกว่าไข้ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกได้ว่าร่างกายกำลังทำงานต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย หรือกำลังมีภาวะของการอักเสบอยู่1-22) การตรวจ2.1) การตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายผ่านทางรักแร้ของผู้ป่วยที่ โดยให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่มากเกินไป หากรักแร้มีเหงื่อหรือไม่สะอาด ให้เช็ดรักแร้ให้สะอาดและปล่อยให้แห้งก่อนวัด วางปลาย thermometer ไว้ในรักแร้ของผู้ป่วย และปิดรักแร้ให้แน่น เป็นระยะเวลา 8-10 นาทีในผู้ใหญ่ หรือ 5 นาทีในเด็ก3 2.2) การตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายผ่านทางหน้าผากด้วย infrared thermometer โดยให้ หน้าผากของผู้ป่วยต้องไม่มีเหงื่อ ฝุ่น หรือสิ่งสกปรก ใช้เครื่องวัดอุณหภูมิห่างจากหน้าผากประมาณ 1-3 เซนติเมตร หรือระยะที่ผู้ผลิตเครื่องแนะนำเล็งสัญญาณไปที่กลางหน้าผาก แล้วกดปุ่มเพื่อเริ่มการวัด อ่านค่าอุณหภูมิจากตัวเครื่อง43) ผลการตรวจ3.1) 35.7-36.7 องศาเซลเซียส อุณหภูมิร่างกายปกติ3.2) 37.8-38.8 องศาเซลเซียส ไข้ต่ำ3.3) 38.9-40.5 องศาเซลเซียส ไข้สูง3.4) มากกว่า 40.5 องศาเซลเซียส ไข้สูงมากโดยอุณหภูมิ 1 องศาเซลเซียสจะมีผลสัมพันธ์กับการเต้นของชีพจรให้เพิ่มขึ้นนาทีละ 20 ครั้ง5
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 834.1.2 ความดันโลหิต1) ความสำคัญ : เป็นการประเมินภาวะสุขภาพโดยรวม เช่น ภาวะขาดน้ำ การสูญเสียโลหิต ความเครียดที่มีผลต่อร่างกาย และการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด6รวมไปถึงการประเมินสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด3 2) การตรวจ2.1) ให้ผู้ป่วยนั่งอยู่ในลักษณะผ่อนคลาย ไม่พูดคุยก่อน-ขณะวัดความดันโลหิต ขณะวัดให้วางแขนข้างที่จะวัดให้อยู่ในระดับเดียวกับหัวใจ2.2) พันปลอกแขนเหนือข้อพับแขนเล็กน้อย กึ่งกลางของถุงลมวางอยู่บน brachial artery บีบลูกยางให้ลมเข้าไปในถุงลมจนคลำชีพจรไม่ได้ หรือจากความดันเก่าไปสัก 20-30 มิลลิเมตรปรอท2.3) ใช้หูฟัง stethoscope วางบริเวณเส้นเลือดเพื่อฟังเสียงของการเต้นของเส้นเลือด ค่อย ๆ ปล่อยลมออก ด้วยความเร็วในอัตรา 2-3 มิลลิเมตรปรอท/วินาทีเสียงแรกที่ได้ยินเส้นเลือดเต้นให้ถือว่าเป็นค่าความดัน systolic เมื่อเสียงหายไป ถือว่าเป็นค่าความดัน diastolic6-7 ปัจจุบันมักนิยมใช้เครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติ ที่ใช้เทคโนโลยีในการวัดความดันโลหิต ทำให้วัดได้ง่ายและสะดวกขึ้น8 3) ผลการตรวจ3.1) ความดันโลหิตตัวบน น้อยกว่า 120 มิลลิเมตรปรอท และความดันโลหิตตัวล่าง น้อยกว่า 80 มิลลิเมตรปรอท จัดเป็นระดับความดันที่ต่ำกว่าปกติ3.2) ความดันโลหิตตัวบน 120-129 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือความดันโลหิตตัวล่าง 80-84 มิลลิเมตรปรอท จัดเป็นระดับความดันปกติ3.3) ความดันโลหิตตัวบน 130-139 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือความดันโลหิตตัวล่าง 85-89 มิลลิเมตรปรอท จัดเป็นระดับความดันโลหิตสูงระยะเริ่มต้น3.4) ความดันโลหิตตัวบน 140-159 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือความดันโลหิตตัวล่าง 90-99 มิลลิเมตรปรอท จัดเป็นระดับความดันโลหิตสูง ระดับ 13.5) ความดันโลหิตตัวบน 160-179 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือความดันโลหิตตัวล่าง 100-109 มิลลิเมตรปรอท จัดเป็นระดับความดันโลหิตสูง ระดับ 23.6) ความดันโลหิตตัวบนมากกว่าหรือเท่ากับ 180 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือ ความดันโลหิตตัวล่างมากกว่าหรือเท่ากับ 110 มิลลิเมตรปรอท จัดเป็นระดับความดันโลหิตสูง ระดับ 3
84 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง3.7) ความดันโลหิตตัวบนมากกว่าหรือเท่ากับ 140 มิลลิเมตรปรอท และความดันโลหิตตัวล่าง น้อยกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท จัดเป็นระดับความดันโลหิตตัวบนสูง84.1.3 อัตราการเต้นของหัวใจ1) ความสำคัญ : ใช้ประเมินสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด3และใช้ประเมินการทำงานของระบบประสาท โดยระบบประสาท sympathetic ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น และระบบประสาท parasympathetic ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง9 2) การตรวจ2.1) การตรวจด้วยการคลำชีพจร โดยการคลำที่จุดต่าง ๆ เช่น ข้อมือ หรือลำคอ โดยนับจำนวนครั้งที่หัวใจเต้นในช่วงเวลา 1 นาที52.2) การตรวจด้วยเครื่องวัดความดันโลหิต โดยใช้เครื่องวัดอัตโนมัติซึ่งบางเครื่องยังสามารถบอกถึงภาวะของการเต้นหัวใจที่ผิดปกติได้อีกด้วย83) ผลการตรวจอัตราการเต้นหัวใจของผู้ใหญ่3.1) น้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาทีภาวะหัวใจเต้นช้า3.2) 60-100 ครั้งต่อนาที หัวใจเต้นปกติ3.3) มากกว่า 100 ครั้งต่อนาทีภาวะหัวใจเต้นเร็ว3นอกจากนี้ยังพิจารณาความสม่ำเสมอของจังหวะเพื่อดูความผิดปกติของห้องหัวใจ ในกรณีที่มีความชำนาญมากอาจสังเกตความแรงของชีพจรเพื่อประเมินความดันโลหิตแบบคร่าว ๆและสังเกตลักษณะของชีพจรเพื่อดูความผิดปกติของหัวใจได้104.1.4 อัตราการหายใจ1) ความสำคัญ: ประเมินสภาวะระบบหายใจ ความสามารถในการทำงานของปอดและทางเดินหายใจ11 และประเมินการตอบสนองต่อภาวะเครียดและการเจ็บปวด เนื่องจากต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันหากพบว่าผู้ป่วยมีการหายใจช้าหรือไม่สม่ำเสมอ อาจบอกถึงภาวะ เหนื่อยล้า หรือมีภาวะความผิดปกติที่รุนแรง จำพวกภาวะช็อกหรือภาวะความดันในสมองสูง122) การตรวจ2.1) การสังเกตการเคลื่อนไหวของหน้าอกหรือหน้าท้อง 2.2) ใช้เครื่องฟังนับอัตราการหายใจ3, 11
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 853) ผลการตรวจ3.1) น้อยกว่า 12 ครั้งต่อนาที อัตราการหายใจช้า3.2) 14-20 ครั้งต่อนาที อัตราการหายใจปกติ3.3) มากกว่า 20 ครั้งต่อนาที อัตราการหายใจเร็ว นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาเกี่ยวกับอัตราการหายใจการหายอาจจะมีอัตราการหายใจเร็วและหยุดหายใจสลับกัน รวมถึงความสม่ำเสมอในการหายใจ3ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า การตรวจพบสัญญาณชีพ เป็นการค้นหาสัญญาณอันตรายที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน และเป็นการประเมินสภาพเบื้องต้นว่าเหมาะสมที่จะรับการรักษาหรือไม่ ในอดีตแพทย์แผนไทยใช้การตรวจสอบความผิดปกติของร่างกายก่อนลงมือรักษา ไม่ว่าจะเป็นการใช้หลังมือสัมผัสตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อประเมินอุณหภูมิร่างกาย ใช้วิธีการจับชีพจร เพื่อค้นหาความผิดปกติของหัวใจ การไหลเวียนโลหิต รวมถึงความสมดุลของระบบประสาท วิธีเหล่านี้แม้จะสะท้อนภูมิปัญญาที่ลึกซึ้ง แต่ก็ต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์อย่างมากจึงจะได้ผลที่แม่นยำ เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดชีพจร เครื่องวัดอุณหภูมิร่างกาย เครื่องมือเหล่านี้ช่วยลดความผิดพลาดจากการประเมิน การนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ร่วมกับการตรวจร่างกายผู้ป่วยของแพทย์แผนไทยจึงถือเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ป่วย4.2 การตรวจทั่วไปทางการแพทย์แผนไทย4.2.1 การตรวจชีพจร1) ความสำคัญ : เป็นการประเมินภาวะสุขภาพโดยรวม ในการทำงานความสมดุลของธาตุ และประเมินความรุนแรง หนักเบาของโรค 2) วิธีการตรวจ 2.1) ให้ผู้ป่วย นั่งหรือนอนให้สบาย ผ่อนคลาย เหยียดแขนตึง ห้ามอวัยวะส่วนอื่น ๆ ทับที่แขนข้างนั้น 2.2) ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง วางบนเส้นชีพจรบริเวณข้อมือของผู้ป่วย โดยนิ้วชี้วางชิดข้อมือของผู้ป่วย ผู้ป่วยเพศหญิงจับที่ข้อมือข้างซ้าย ผู้ป่วยเพศชายจับที่ข้อมือข้างขวา
86 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง2.3) กดลงบนเส้นชีพจรพอสมควรในน้ำหนักที่เท่ากันทั้ง 3 นิ้ว กำหนดจำนวนการจับ 30 ครั้งของการเต้นชีพจร จำนวนทั้งสิ้น 3 รอบ โดยพักระหว่างรอบ2.4) นิ้วนางพิจารณาความใหญ่ของเม็ดชีพจรเพื่อสังเกตลักษณะของธาตุน้ำ นิ้วกลางพิจารณาความแรงของการเต้นชีพจรเพื่อสังเกตลักษณะของธาตุไฟ และนิ้วชี้พิจารณาความสม่ำเสมอของจังหวะชีพจรเพื่อสังเกตลักษณะของธาตุลม 2.5) พิจารณาจำนวนชีพจร คือครั้งของก้อนโลหิตที่แล่นมากระทบนิ้วอาจกำหนดในระยะเวลา 1 นาที แล่นมากระทบกี่ครั้ง2.6) พิจารณาขนาดชีพจร คือ ขนาดของก้อนโลหิตที่แล่นมากระทบนิ้ว2.7) พิจารณาจังหวะการเต้นของชีพจร ว่ามีการเต้นช้าหรือเร็วเท่ากันสม่ำเสมอหรือไม่ หรือเต้นช้าบ้าง เร็วบ้าง อ่อนบ้าง อย่างไร (ภาพที่ 4.1)ภาพที่ 4.1 แสดงลักษณะการจับชีพจรภาพ อำพล บุญเพียร (2567)
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 873) ผลการตรวจ3.1) จำนวนชีพจร โดยปกติคนธรรมดามักมีจำนวนชีพจรอยู่ที่ 72-100ครั้งต่อนาที หากมากกว่านี้แสดงว่าร่างกายมีกำลังธาตุไฟสูง 3.2) ขนาดเม็ดชีพจร โดยปกติคนธรรมดามักมีจำนวนขนาดเม็ดชีพจรที่เท่ากัน หากขนาดใหญ่เกินไปมักจะมีการทำงานของธาตุน้ำมาก หากน้อยเกินไปมักมีการทำงานของธาตุน้ำน้อย หากเม็ดนั้นไม่เท่ากันมักจะเกิดจากการมีพิษ3.3) ความสม่ำเสมอของชีพจร โดยปกติคนธรรมดาจะมีจังหวะการเต้นของชีพจรที่สม่ำเสมอกัน หากไม่สม่ำเสมอแสดงว่าร่างกายมีความผิดปกติของธาตุลม3.4) ลักษณะโดยรวมของชีพจร กรณีชีพจรมีลักษณะของเส้นคดเคี้ยว หรือเดินโก่งโค้งอย่างปลิง เป็นกระแสเรียวเล็กดังเส้นลวด หรืออย่างกับสายน้ำไหล ประดุจทางเดินของงูที่วิ่งปราดไป มักเกิดจากโทษของธาตุลม กรณีชีพจรคล้ายท่ากระโดดของนกกระจอก อีกา หรือกบ คือพุ่งขึ้นและลงว่องไว แหลมและเต้นเร็ว มักเกิดจากโทษของธาตุไฟ กรณีชีพจรคล้ายท่าเดินของห่าน ช้าง และนกพิราบ มักเกิดจากโทษของธาตุน้ำ สำหรับบางโรคอาจมีลักษณะการเต้นของชีพจรผสมระคนกัน แสดงว่ามีอาการโทษที่เกิดจากธาตุหลายธาตุ13-15 4.2.2 การตรวจเส้นอัษฎากาศ1) ความสำคัญ : เส้นอัษฎากาศ คือเส้นโลหิตที่ออกจากหัวใจตอนบนนำโลหิตออกจากหัวใจไปยังเส้นโลหิตส่วนบนของร่างกาย อยู่ใต้คอหอยทางด้านซ้าย-ขวาประมาณ 1 นิ้ว (ภาพที่ 4.2)2) วิธีการตรวจ : ใช้นิ้วมือวางทาบ บริเวณใต้คอหอยซอกไหปลาร้าติดกับคอ ทางด้านซ้าย-ขวาประมาณ 1 นิ้ว 3) ผลการตรวจ : หากมีการจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอ อาจหมายถึงความผิดปกติของการเต้นของหัวใจ หรือการตีบของเส้นโลหิตตอนบนเพราะร่างกายได้รับความร้อนหรือเย็นมากเกินไป13 4.2.3 การตรวจเส้นสุมนา1) ความสำคัญ : เส้นสุมนาเป็นเส้นโลหิตที่ออกมาจากหัวใจตอนล่าง มีหน้าที่นำโลหิตออกจากหัวใจไปยังเส้นโลหิตใหญ่และเล็กในส่วนล่างของร่างกาย ตั้งอยู่ระหว่างทรวงอก เหนือลิ้นปี่ขึ้นไปประมาณ 1 นิ้ว (ภาพที่ 4.2)2) วิธีการตรวจ : ใช้นิ้วมือสอดเข้าไปใต้ลิ้นปี่แล้วกดเบา ๆ ไม่ให้แรงมาก
88 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงเพื่อดูลักษณะของความสม่ำเสมอ ความแรง การเต้นของเส้น3) ผลการตรวจ : หากมีการจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอ อาจเกิดจากการถูกเส้นอิทา เส้นปิงคลาบีบหรือกดทับ ทำให้โลหิตที่ออกจากหัวใจไม่สามารถไหลเวียนได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้เกิดพิษที่ทำให้หัวใจพิการ และนำไปสู่โรคร้ายแรงต่าง ๆ13 ภาพที่ 4.2 ต าแหน่งของเส้นอัษฎากาศ เส้นสุมนา และเส้นอัมพฤกษ์ภาพ อำพล บุญเพียร (2567)4.2.4 การตรวจเส้นอัมพาต1) ความสำคัญ : เส้นอัมพาต เป็นเส้นโลหิตที่เชื่อมต่อมาจากเส้นสุมนาอยู่เหนือสะดือขึ้นไปประมาณ 1 นิ้วเศษ มีหน้าที่จ่ายโลหิตจากเส้นสุมนาไปยังอวัยวะส่วนล่าง ในบางตำราบอกว่าเส้นที่อยู่ฝั่งขวาเรียกเส้นอัมพาต เส้นที่อยู่ฝั่งซ้ายเรียกอัมพฤกษ์(ภาพที่ 4.2)2) วิธีการตรวจ : ใช้นิ้วมือวางทาบไปบนบริเวณเหนือสะดือ ประมาณ 1นิ้วเศษ
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 893) ผลการตรวจ : หากมีการจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอ อาจเกิดจากการที่เอ็นรองรับของเส้นนี้เกิดการแข็งตัวหรือตึงเกินไป ทำให้เส้นอัมพาตโค้งขึ้น เมื่อโลหิตเดินมาถึงเส้นนี้จะไหลเวียนไม่สะดวกและเกิดพิษ ส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ทั้งนี้ หากตรวจเส้นอัมพาตแล้ว ไม่จำเป็นต้องตรวจเส้นชีพจรข้อเท้า เนื่องจากเส้นชีพจรข้อเท้าต่อเนื่องจากเส้นอัมพาต13ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า การตรวจชีพจรและการตรวจเส้นสำคัญของร่างกาย ได้แก่ เส้นอัษฎากาศ เส้นสุมนา เส้นอัมพฤกษ์หรือเส้นอัมพาต ถือเป็นศิลปะแห่งศาสตร์การแพทย์แผนไทยที่สืบทอดมาแต่ครั้งอดีต ในยุคสมัยที่ยังไม่มีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยเหมือนเช่นปัจจุบัน วิธีการดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการประเมินสภาพร่างกายของผู้ป่วย การวินิจฉัยโรค การคาดการณ์ความผิดปกติ หรือการป้องกันอันตรายก่อนการทำหัตถการและการสั่งจ่ายยา โดยหนึ่งในสัญญาณที่เห็นได้ชัดเจนและตอบสนองไวต่อความเปลี่ยนแปลงของร่างกายคือชีพจร ซึ่งถือเป็นสัญญาณชีพที่มีความละเอียดอ่อนต่อภาวะปกติและผิดปกติของร่างกาย จึงได้ถูกนำมาใช้ในการประเมินตรวจร่างกายเบื้องต้นก่อนทำการวินิจฉัย รักษาต่อไป อย่างไรก็ตาม กระบวนการตรวจชีพจรและเส้นต่าง ๆ ต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ของผู้ตรวจซึ่งเป็นสาเหตุอาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้ ด้วยเหตุนี้ ปัจจุบันจึงได้มีการนำเครื่องของทางการแพทย์แผนปัจจุบันมาประยุกต์ใช้ควบคู่กันได้ด้วย อย่างไรก็ตามแพทย์แผนไทยควรพัฒนาทักษะการตรวจแบบดั้งเดิมให้มีความชำนาญควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือทางการแพทย์สมัยใหม่การบูรณาการทั้งสองแนวทางนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความแม่นยำในการประเมินผู้ป่วย แต่ยังสามารถใช้เป็นแนวทางต่อยอด เพื่อพัฒนาทักษะการตรวจแบบโบราณให้สอดคล้องและเทียบเคียงกับข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือทันสมัย ซึ่งมีความละเอียดและชัดเจนกว่า
90 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง4.3 การตรวจโดยใช้การดู 4.3.1 การสังเกตความสมดุลของกระดูก1) ความสำคัญ : เพื่อพิจารณาความผิดปกติของกระดูกที่อาจจะเป็นเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ2) วิธีการ : สังเกตการจัดเรียงตัวของกระดูกสันหลัง แนวกระดูกต้นคอกับหัวไหล่ การวางเรียงตัวของกระดูกข้อมือ ข้อเท้า16 4.3.2 การสังเกตกล้ามเนื้อ1) ความสำคัญ : สังเกตความผิดรูปของบริเวณที่ปวด การเปลี่ยนแปลงของสีผิว และอาการบวม เพื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อหรือธาตุบริเวณนั้น2) วิธีการ2.1) การสังเกต ตรวจดูสีผิว เช่น ผิวซีด แดง ม่วง เขียว ดำ2.2) การสังเกต ตรวจดู ความเรียบเนียนของผิว เช่น ความเรียบเนียน ความขรุขระของเนื้อเยื่อ 2.3) การสังเกต ตรวจดู การเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อบริเวณที่มีอาการปวด เช่น การบวม การยุบตัว หรือมีเนื้อตาย3) ผลการตรวจ3.1) สีแดง สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสะสมธาตุไฟเพิ่มขึ้น มักเกิดจากการอักเสบเฉียบพลัน การระคายเคืองของกล้ามเนื้อหรือผิวหนัง เช่น โรคผื่นแพ้ผิวหนัง ข้ออักเสบ 3.2) สีม่วงหรือเขียว สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการไหลเวียนของธาตุลมเช่น ภาวะขาดออกซิเจนในโลหิต หรือการฟกช้ำจากการบาดเจ็บจากเส้นโลหิตอุดตันหรือภาวะกล้ามเนื้อถูกกระแทก3.3) ภาวะบวม สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการคั่งของธาตุน้ำ เช่น การบาดเจ็บ การอักเสบ ความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิต ภาวะเส้นโลหิตดำอุดตัน 3.4) ลักษณะเนื้อเยื่อแข็งหรือไม่เรียบ สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับความผิดปกติของธาตุดิน เช่น การติดเชื้อเรื้อรัง เนื้องอก หรือมะเร็ง ซึ่งอาจต้องตรวจยืนยันเพิ่มเติม16-18
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 91ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า การสังเกตและประเมินลักษณะทางกายภาพบริเวณที่มีอาการปวด ถือเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการตรวจร่างกาย ซึ่งต้องอาศัยความละเอียดและทักษะความชำนาญของผู้ตรวจเป็นอย่างสูงโดยการสังเกตความสมดุลของกระดูก เช่น แนวของกระดูกสันหลัง ระดับของหัวไหล่ หรือการวางตัวของข้อต่อต่าง ๆ ความผิดปกติของแนวกระดูกเหล่านี้มักเป็นตัวบ่งชี้สำคัญถึงความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุโดยตรงหรือเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังได้ในขณะเดียวกันการสังเกตลักษณะเฉพาะที่ของเนื้อเยื่อบริเวณที่ปวด ซึ่งช่วยให้สามารถวิเคราะห์ความผิดปกติตามหลักในศาสตร์การแพทย์แผนไทยได้ตามการเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏ เช่น สีแดงมักบ่งบอกถึงการสะสมของธาตุไฟที่สัมพันธ์กับการอักเสบเฉียบพลัน ในขณะที่ สีม่วงคล้ำหรือเขียวช้ำ สะท้อนถึงการไหลเวียนโลหิตที่ติดขัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของ ธาตุลม ภาวะบวมสัมพันธ์กับการคั่งของธาตุน้ำในเนื้อเยื่อ การสังเกตพบเนื้อเยื่อที่เป็นก้อนนูนหรือไม่เรียบ อาจชี้ถึงปัญหาของ ธาตุดิน เช่น ภาวะพังผืด การติดเชื้อ หรือเนื้องอก การสังเกตด้วยการดูจึงเป็นการตรวจที่สำคัญในการทำไปสู่การตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ ต่อไปไม่ว่าจะเป็นการคลำ การตรวจการเคลื่อนไหว หรือกำลังของกล้ามเนื้อ4.4 การตรวจโดยใช้การคล าการคลำ คือการใช้มือคลำบริเวณที่มีอาการเจ็บปวด เพื่อประเมินความร้อน-เย็น อ่อนแข็งของกล้ามเนื้อ วิธีการนี้ช่วยในการประเมินความผิดปกติที่อาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้จากลักษณะภายนอก 4.4.1 สัมผัสความร้อน-เย็น1) ความสำคัญ : ใช้ประเมินภาวะของการอักเสบและการไหลเวียนของโลหิต โดยคลำเพื่อสัมผัสความร้อน-เย็นบริเวณที่มีอาการปวด สะท้อนถึงภาวะของการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ 2) วิธีการ : เริ่มต้นการคลำด้วยการใช้หลังมือสัมผัสเบา ๆ บริเวณที่ปวดและรอบ ๆ ข้างเคียงเพื่อพิจารณาความเย็น-ร้อนของเนื้อเยื่อ3) ผลการตรวจ : การที่พบความร้อนบริเวณผิวหนังส่วนที่สัมผัส อาจหมายถึงการสะสมของธาตุไฟ ภาวะของการอักเสบ หรือการติดเชื้อบริเวณนั้น หากพบความเย็น
92 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงบริเวณที่ปวดมากกว่าพื้นที่ผิวหนังบริเวณอื่น ๆ อาจหมายถึงภาวะของการขาดโลหิตมาหล่อเลี้ยง4.4.2 คล าดูเนื้อเยื่อ1) ความสำคัญ : ใช้ในการประเมินลักษณะของเนื้อเยื่อในด้านความอ่อนตัว ความแข็งตัวของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นบริเวณนั้น สะท้อนถึงภาวะของการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ใช้ตรวจสอบความผิดปกติภายในเนื้อเยื่อ เช่น การบวม ก้อน เนื้องอก หรือการมีมวลที่ผิดปกติ ใช้ประเมินความเจ็บปวดและหาตำแหน่งที่ปวดที่ชัดเจน ว่าเป็นกล้ามเนื้อกลุ่มใดบ้าง2) วิธีการ : ใช้ปลายนิ้วสัมผัสเบา ๆ เพื่อตรวจสอบลักษณะของผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง การบวม ความเรียบเนียน แล้วค่อยใช้แรงกดเพื่อตรวจสอบเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกลงไป ความแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ ก้อน จุดเจ็บ ความลีบของมัดกล้ามเนื้อ3) ผลการตรวจ : การที่พบภาวะบวม สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการคั่งของธาตุน้ำ การที่พบว่า กล้ามเนื้อแข็งเกร็งเป็นก้อน จุดเจ็บ สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสะสมธาตุลมที่มีการติดขัด 4.4.3 คล าดูแนวการเรียงตัวของกระดูก1) ความสำคัญ : สะท้อนถึงภาวะของการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ 2) วิธีการ : การคลำแนวกระดูก ใช้ปลายนิ้วสัมผัสกระดูกเพื่อประเมินลักษณะของกระดูก เช่น โครงสร้างการวางตัวการเรียงตัวการงอกการบิดเบี้ยวโค้งงอผิดรูป3) ผลการตรวจ : หากพบความผิดปกติ ของกระดูก งอก งอ ทรุด โค้งเอียง ผิดรูป สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียงตัวที่ผิดปกติของธาตุดินซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้การไหลเวียนไม่สะดวก16-174.4.4 เครื่องมือที่ช่วยตรวจความแข็งเกร็งของเนื้อเยื่อการตรวจความแข็งเกร็งของเนื้อเยื่ออาจใช้เครื่องมือที่เรียกว่า algometerเพื่อประเมินขีดกั้นความรู้สึกกดเจ็บ ที่กล่าวไว้ในบทที่ 2 แต่บางเครื่องมือจะมีอีก 1ระบบคือ สามารถวัดความแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อได้ด้วย หลักการทำงานคือ ผู้ตรวจจะใช้เครื่องมือออกแรงกดลงบนตำแหน่งที่ต้องการประเมินอย่างช้า ๆ ในขณะที่ออกแรงกด เซนเซอร์ภายในเครื่องจะทำการวัดและบันทึกค่าแรงต้านที่เกิดขึ้นจากเนื้อเยื่อ
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 93บริเวณนั้น ซึ่งค่าที่ได้จะสะท้อนถึงระดับความแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ ณ จุดดังกล่าว ทำให้การประเมินภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งมีความแม่นยำและเป็นรูปธรรมเชิงปริมาณมากขึ้น19ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า วิธีการคลำ เพื่อตรวจความผิดปกติของกล้ามเนื้อเป็นกระบวนการสำคัญของแพทย์แผนไทย โดยกระบวนการนี้เกิดขึ้นทั้งในการตรวจร่างกายเบื้องต้น ซึ่งจะทำให้สามารถประเมินสภาพเบื้องต้นของกล้ามเนื้อ สามารถระบุจุดที่มีพยาธิสภาพหรือบริเวณที่ผิดปกติได้ และการคลำอาจเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการรักษาขณะที่แพทย์แผนไทยกำลังให้หัตถการ เช่น การนวด กดไปยังจุดต่าง ๆ เพื่อสอบถามอาการ หรือประเมินลักษณะที่ผิดปกติอย่างไรก็ตามการคลำมิได้จำกัดอยู่เพียงการค้นหาจุดเจ็บ แต่ยังครอบคลุมถึงการประเมินหลายมิติ เช่นการสัมผัสความร้อน-เย็นของผิวหนังเพื่อบ่งชี้ภาวะอักเสบหรือการไหลเวียนโลหิตผิดปกติ การคลำตรวจเนื้อเยื่อเพื่อตรวจสอบความอ่อนแข็ง การบวม หรือการมีก้อนผิดปกติ ตลอดจนการคลำตามแนวกระดูกเพื่อประเมินความสมดุลและการเรียงตัวของโครงสร้าง ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อการเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ โดยผู้ตรวจจะต้องคลำด้วยความนุ่มนวลจึงจะช่วยให้ผู้ป่วยให้ความร่วมมือในการตรวจ การคลำอย่างครอบคลุม ละเอียดจะช่วยให้พบสาเหตุ หรือจุดต้นเหตุของอาการปวดกล้ามเนื้อได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เอื้อต่อการรักษาต่อไป4.5 การตรวจการเคลื่อนไหวการตรวจความเคลื่อนไหวของข้อต่อจะช่วยให้เห็นได้ว่าข้อต่อใดมีความผิดปกติ หรือเกิดการจำกัดการเคลื่อนไหว เพื่อให้ช่วยวินิจฉัย หรือติดตามความก้าวหน้าของการรักษาได้อย่างชัดเจนขึ้น4.5.1 การตรวจองศาการเคลื่อนไหว1) ความสำคัญ : ใช้ในการประเมินความผิดปกติของข้อต่อ ว่าสามารถในการเคลื่อนไหวได้องศาปกติหรือไม่ เช่น การงอพับขาเป็นเลขสี่ การเอียงหูชิดไหล่ ใช้ตรวจสอบข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว ในการระบุปัญหาของอาการเจ็บปวด เช่น การบาดเจ็บ การอักเสบ หรือการเสื่อมสภาพของข้อต่อ เช่น การเขยื้อนข้อเข่า การเขยื้อนข้อไหล่ และใช้ติดตามความก้าวหน้าในการรักษา หลังจากที่ได้รับการรักษาหรือการบำบัด
94 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง2) การตรวจ2.1) การเคลื่อนไหวด้วยตนเอง : โดยให้ผู้ป่วยทำการเคลื่อนไหวด้วยตนเอง เช่น การก้มหน้า-เงยหน้า เอียงหูชิดไหล่ ชูแขนชิดหูมือเท้าสะเอว ฯลฯ เพื่อประเมินองศาที่ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวได้โดยอาจใช้วิธีการสังเกต หรือใช้การระบุตำแหน่ง หรือใช้เครื่องมือสำหรับวัดองศา ในขณะที่มีการเคลื่อนไหวให้สอบถามอาการต่าง ๆ ขณะที่ผู้ป่วยทำการเคลื่อนไหว2.2) การเคลื่อนไหวด้วยผู้ตรวจ : โดยผู้ตรวจสอบทำการเคลื่อนไหวข้อต่อให้กับผู้ป่วยในขอบเขตที่เป็นไปได้ เช่น ยกขาตั้งฉาก บิดแขน หมุนข้อไหล่ หมุนข้อเท้า เพื่อประเมินองศาที่ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวได้ โดยอาจใช้วิธีการสังเกต หรือใช้การระบุตำแหน่ง หรือใช้เครื่องมือสำหรับวัดองศาในขณะที่มีการเคลื่อนไหวให้สอบถามอาการต่าง ๆ ขณะที่ผู้ป่วยทำการเคลื่อนไหว2.3) การใช้เครื่องมือที่ช่วยในการตรวจการเคลื่อนไหว เพื่อเพิ่มความละเอียดของผลโดยใช้ goniometer เป็นเครื่องมือที่มีลักษณะเป็นแขน 2 ข้าง โดยมีแกนกลาง ซึ่งวางตรงบริเวณข้อต่อที่ต้องการวัด และแขนข้างที่เคลื่อนที่ และแขนคงที่ และ inclinometer เป็นเครื่องมือที่มีลักษณะเป็นอุปกรณ์ทรงกลมหรือสี่เหลี่ยมเล็ก มีหน้าปัดแสดงค่าใช้วางในตำแหน่งที่ต้องการวัด โดยใช้หลักการของแรงโน้มถ่วงโลกเพื่อวัดองศาที่ใช้ในการเคลื่อนไหว20 3) ผลการตรวจ3.1) องศาการเคลื่อนไหวที่จำกัดไม่ได้ตามองศาปกติของข้อต่อนั้น ๆ อาจบ่งบอกถึงภาวะของการบาดเจ็บ การอักเสบ หรือการเสื่อมสภาพของข้อต่อ3.2) การมีความเจ็บปวดหรือไม่สบายขณะเคลื่อนไหวอาจบ่งบอกถึงปัญหาของกล้ามเนื้อ ข้อต่อ หรือเนื้อเยื่ออ่อน16-17, 214.5.2 การตรวจก าลัง การทดสอบแรงกล้ามเนื้อ เป็นกระบวนการที่ใช้ในการประเมินความแข็งแรงอ่อนแรง ของกล้ามเนื้อเพื่อประเมินสภาพของกล้ามเนื้อและระบบกลไกการเคลื่อนไหว เช่น การทดสอบกำลังดึงแขน 3จังหวะการทดสอบกำลังข้อมือ การทดสอบกำลังนิ้วมือ1) ความสำคัญ : ใช้ในการประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพื่อระบุปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ ว่ามีความเกี่ยวข้องภาวะการอ่อนแรงหรือไม่ และใช้ในการติดตามผลของการรักษาและฟื้นฟูภาวะอ่อนแรง3
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 952) การตรวจ2.1) ให้ผู้ป่วยออกแรงตามปกติโดยผู้ตรวจเป็นผู้สัมผัสแรงนั้น เช่นการทดสอบแรงบีบมือ-กำมือ ทำสอบกำลังข้อมือ นิ้วมือ หรือให้ผู้ป่วยออกแรงต้านกับแรงของผู้ตรวจ โดยผู้ประเมินจะต้องมีความรู้และทักษะในการกำหนดตำแหน่งและทิศทางของแรงต้านที่เหมาะสมกับการทำงานของกล้ามเนื้อที่ต้องการทดสอบ เช่นการทดสอบการดึงแขน 3 จังหวะ2.2) ประเมินระดับความแข็งแรงที่ผู้ป่วยสามารถต่อต้านได้2.3) สอบถามอาการต่าง ๆ ขณะที่ผู้ป่วยทำการเคลื่อนไหวต่อต้านแรงต้าน16, 213) ผลการตรวจ3.1) สามารถต้านแรงต้านได้เต็มที่ (ภาวะปกติ) มีกำลังระดับ 53.2) สามารถต้านแรงต้านได้ แต่ไม่เต็มที่ มีกำลังระดับ 43.3) สามารถยกลอยสูงจากพื้นได้ แต่ต้านแรงต้านไม่ได้มีกำลังระดับ 33.4) เคลื่อนไหวได้บนพื้นราบ แต่ไม่สามารถยกสูงขึ้นจากพื้นได้มีกำลังระดับ 23.5) มีการเกร็งของกล้ามเนื้อ แต่เคลื่อนไหวไม่ได้มีกำลังระดับ 13.6) เคลื่อนไหวไม่ได้ และไม่มีการเกร็งของกล้ามเนื้อเลยมีกำลังระดับ 017ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่าการตรวจการเคลื่อนไหวของข้อต่อ มีทั้งในวิธีที่ผู้ป่วยเคลื่อนไหวข้อต่อด้วยตนเอง และวิธีที่ผู้ตรวจเป็นผู้ช่วยเคลื่อนไหวข้อต่อนั้น ทั้ง 2 วิธีช่วยสะท้อนข้อมูลที่แตกต่างกัน ในกรณีองศาการเคลื่อนไหวของข้อต่อทั้ง2 วิธีไม่มีความแตกต่างกันมากนัก สามารถบ่งชี้ว่าพยาธิสภาพอยู่ที่ข้อต่อโดยตรงแต่ในกรณีองศาการเคลื่อนไหวของข้อต่อโดยผู้ตรวจเป็นผู้ช่วยเคลื่อนไหวสามารถทำได้มากกว่าวิธีที่ผู้ป่วยเคลื่อนไหวข้อต่อด้วยตนเอง อาจแสดงถึงความผิดปกติของกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็น เช่น ภาวะตึงเกร็งหรืออักเสบของกล้ามเนื้อ ข้อ เอ็น และเนื้อเยื่ออ่อนที่เกี่ยวข้องในบริเวณข้อต่อนั้น และจากประสบการณ์ของผู้เขียน การใช้เครื่องมือวัดองศาการเคลื่อนไหว เช่น goniometer มีความเหมาะสมในการตรวจข้อต่อแบบบานพับที่มีการเคลื่อนไหวชัดเจน เช่น ข้อไหล่ ข้อศอก ข้อเข่า และข้อสะโพก เนื่องจากสามารถกำหนดแกนหลักในการยึดและกำหนดวิธีการเคลื่อนไหว ทำให้สามารถระบุองศาการเคลื่อนไหวได้แม่นยำ ขณะที่ inclinometer เหมาะสำหรับการ
96 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงตรวจการเคลื่อนไหวข้อต่อที่มีการเคลื่อนไหวขึ้นและลง โดยเฉพาะข้อต่อที่มีการเคลื่อนไหวพร้อมกันหลายส่วน โดยเฉพาะกระดูกสันหลังและคอ เช่น การก้มหน้า เงยหน้า หรือเอียงหูชิดไหล่ เพราะสามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงองศาด้วยแรงโน้มถ่วงได้อีก นอกจากนี้ การทดสอบกำลังกล้ามเนื้อไม่เพียงแต่ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะอ่อนแรง แต่ยังมีประโยชน์ต่อการประเมินอาการเจ็บปวดด้วย เนื่องจากความเจ็บปวดอาจทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถออกแรงได้เต็มที่4.6 การตรวจอื่น ๆ 4.6.1 การทาปูนใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรคลมลำบองและโรคลมปราบ ซึ่งมีหลักการในการสังเกตลักษณะของปูนที่ทาไว้ในบริเวณที่สงสัยว่าจะเกิดอาการว่ามีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะของปูนที่ทาไว้อย่างไร โดยเฉพาะในกรณีที่มีการปวด บวมหรือแดง การทาปูนจะช่วยให้สามารถตรวจสอบอาการที่เกิดจากภายในได้ชัดเจนมากขึ้น โดยผู้ตรวจจะใช้ปูนแดงพอกทา บริเวณที่มีอาการปวด บวม แดง ร้อน ทิ้งไว้สักระยะ สำหรับโรคลมลำบองจะพบว่าบริเวณที่มีพยาธิสภาพ ปูนที่ทาจะแห้งช้ากว่าบริเวณอื่น แต่หากเป็นโรคลมปราบ จะพบว่าบริเวณกล้ามเนื้อที่มีอาการอับเสบ ปูนที่ทานั้นจะแห้งเร็วกว่าบริเวณอื่น ๆ21-224.6.2 การทดสอบพิเศษ1) cervical compression test : โดยให้ผู้ป่วยนั่งในท่าที่สบาย ศีรษะตั้งตรง กระดูกสันหลังตั้งตรง ไม่เกร็งอยู่ในภาวะสภาพที่ผ่อนคลาย แล้วผู้ตรวจใช้มือทั้งสองข้างวางบนกึ่งกลางศีรษะของผู้ป่วย จากนั้นออกแรงกดลงบนกลางศีรษะของผู้ป่วยทิศทางตั้งฉาก หมุนไปทางด้านที่มีอาการปวดหรือชา นิ่งและค้างไว้เป็นระยะเวลาประมาณ 30-60 วินาที หากผู้ป่วยมีอาการปวดร้าว หรือชาเพิ่มขึ้น ถือว่าเป็นผลบวก แสดงถึงภาวะการกดทับของเส้นประสาทในกระดูกสันหลังส่วนคอ232) distraction test : โดยให้ผู้ป่วยนั่งในท่าที่สบาย ศีรษะตั้งตรง กระดูกสันหลังตั้งตรงไม่เกร็งอยู่ในภาวะสภาพที่ผ่อนคลาย ผู้ตรวจใช้มือทั้งสองข้างประคองด้านข้างของศีรษะผู้ป่วย จากนั้นออกแรงดึงขึ้น นิ่งและค้างไว้เป็นระยะเวลาประมาณ 30-60 วินาที หากผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นหรืออาการปวดลดลงถือว่าผลบวก แสดงถึงภาวะการกดทับของเส้นประสาทในกระดูกสันหลังส่วนคอ23-24
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 973) straight leg raising test : โดยให้ผู้ป่วยนอนหงายบนเตียงหรือพื้นราบ โดยให้ขาทั้งสองข้างเหยียดตรงและผ่อนคลาย ผู้ตรวจสอบจะยกขาข้างหนึ่งของผู้ป่วยขึ้นในท่าตรง โดยค่อย ๆ ยกขึ้นอย่างช้า ๆ เพิ่มมุมที่ยกขึ้นจนกว่าผู้ป่วยจะรู้สึกถึงอาการเจ็บปวดหรือความตึง หากผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดที่บริเวณหลังหรือขาหรือมีอาการมากขึ้นในมุมของการยกขาที่ต่ำกว่า 70 องศา ถือว่าผลบวก แสดงถึงความเป็นไปได้ของการกดทับของเส้นประสาท24-254) phalen’s sign : โดยให้ผู้ป่วยยืดแขนออกไปข้างหน้า โดยงอข้อมือทั้งสองข้างลงด้านล่าง ใช้หลังข้อมือชนกัน ทำมุมประมาณ 90 องศา หรือให้ข้อมือทำมุมลงจนสุดคล้ายกับการพนมมือแต่ปลายนิ้วชี้ลงด้านล่าง รักษาตำแหน่งนี้ ค้างไว้เป็นระยะเวลาประมาณ 30-60 วินาที หากผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวด ชาหรือมีความรู้สึกเสียวซ่าที่บริเวณมือหรือแขน โดยเฉพาะที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้นิ้วกลาง และบางครั้งในนิ้วนาง ถือว่าผลบวก แสดงถึงการกดทับของ median nerve265) finkelstein test : โดยให้ผู้ป่วยเก็บนิ้วโป้งเข้าไปในฝ่ามือและทำการกำมือ ยืดข้อมือไปข้างหน้าและกระดกข้อมือลงในทางด้านข้างฝั่งนิ้วก้อยอย่างเบา ๆ หากการทดสอบทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดที่บริเวณข้อมือหรือบริเวณที่เอ็นของกล้ามเนื้อ ถือว่าผลบวก แสดงถึงการอักเสบของเอ็นในบริเวณข้อมือ ซึ่งมักเป็นสัญญาณของโรค de Quervain’s Tenosynovitis27-28 6) cozen’s test : โดยให้ผู้ป่วยยื่นแขนที่ต้องการทดสอบออกไปข้างหน้าเหยียดแขนออกไปข้างหน้าและงอข้อศอกให้เป็นมุม 90 องศา ให้ผู้ป่วยกำมือหรือแบมือก็ได้ ในลักษณะคว่ำมือหลังจากนั้นกระดกข้อมือขึ้น โดยที่ผู้ตรวจสอบจะจับที่ข้อมือและพยายามดันข้อมือของผู้ป่วยไปยังทิศทางตรงข้าม (โดยให้ข้อศอกอยู่ในตำแหน่งที่งอและต้านแรงดัน) หากการทดสอบทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดหรือมีอาการเสียวแปล๊บที่บริเวณข้อศอกด้านนอก ถือว่าผลบวก แสดงถึงภาวะการอักเสบของเอ็นที่ยึดติดกับข้อศอก ซึ่งเป็นสัญญาณของ tennis elbow294.6.3 การส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติมในกรณีที่พิจารณาแล้วว่ามีความสุ่มเสี่ยงต่อการรักษา หรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับสาเหตุของอาการปวดดังกล่าว แพทย์แผนไทยอาจจะทำการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกระดูกข้อและกล้ามเนื้อเพื่อส่งต่อในการตรวจเพิ่มเติมด้วยเครื่องมือที่มีความทันสมัย สามารถมองเห็นเนื้อเยื่อ ความผิดปกติของกระดูก ข้อ กล้ามเนื้อได้ชัดเจนกว่าการตรวจด้วยตาเปล่า
98 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง1) X-ray ใช้คุณสมบัติในการดูดซับรังสี X-ray ของกระดูกและโครงสร้างที่แข็งของร่างกาย เพื่อสร้างภาพสีขาว ส่วนเนื้อเยื่ออ่อนที่ไม่ดูดซับรังสี เพื่อสร้างภาพสีดำ ใช้ในการตรวจหาการหัก แตกหรือร้าว การงอก งอ ทรุด โค้งเอียงของกระดูกหรือเนื้อเยื่อแข็ง แต่ไม่สามารถแสดงภาพของเนื้อเยื่ออ่อน จำพวก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และเส้นประสาทได้2) magnetic resonance imaging (MRI) ใช้คลื่นแม่เหล็กและคลื่นวิทยุในการสร้างภาพที่มีความละเอียดสูง ใช้ในการตรวจสอบความผิดปกติของเนื้อเยื่ออ่อน เช่น กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เส้นประสาท และหมอนรองกระดูก ซึ่งให้ภาพที่มีความละเอียดสูง3) computed tomography ใช้รังสีเอกซ์ในหลายมุมเพื่อสร้างภาพตัดขวางของร่างกายเป็นภาพสามมิติของโครงสร้างภายใน ใช้ในการตรวจหาภาวะผิดปกติของกระดูก การแตกหักที่ซับซ้อนหรือการกดทับเส้นประสาท 4) ultrasound ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงในการสร้างภาพของเนื้อเยื่ออ่อนในร่างกาย สำหรับการตรวจหาการฉีกขาดของกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็น และการตรวจหาของเหลวในบริเวณกล้ามเนื้อที่บวม สามารถตรวจขณะเคลื่อนไหวได้ แต่ความละเอียดของภาพต่ำกว่า MRI และไม่สามารถตรวจได้ลึกมากในกรณีที่มีโครงสร้างกระดูกขวางอยู่5) การตรวจด้วยไฟฟ้าส่งผ่านกล้ามเนื้อและเส้นประสาท ด้วย electromyography (EMG) หรือ nerve conduction studies (NCS) ใช ้ใน ก า รประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อเพื่อตรวจหาภาวะผิดปกติ (การฉีกขาดของกล้ามเนื้อ ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง) หรือโรคที่มีผลต่อเส้นประสาท30-32ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า การตรวจพิเศษอื่น ๆ ถือเป็นกระบวนการที่สามารถช่วยยืนยันและเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคได้ดียิ่งขึ้นการตรวจบางประเภท เช่น การใช้ปูนทาเพื่อสังเกตอาการ อาจช่วยแยกแยะได้ว่าผู้ป่วยมีภาวะอักเสบที่เป็นอันตรายและต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน หรือเป็นเพียงอาการทั่วไป นอกจากนี้ การตรวจพิเศษที่มุ่งเน้นการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ และเอ็นสามารถสะท้อนพยาธิสภาพได้อย่างชัดเจน และช่วยให้แพทย์แผนไทยเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมต่อผู้ป่วยแต่ละรายได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง การส่งต่อผู้ป่วยไปสู่การตรวจด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น X-ray, MRI หรือ ultrasound ก็เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากช่วยให้เห็นรายละเอียดของโครงสร้างและความผิดปกติในระดับที่ลึกขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อการวางแผนการรักษาและการประเมินความปลอดภัยของผู้ป่วย