The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อำพล บุญเพียร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by คำนำ, 2026-01-26 22:47:11

การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อำพล บุญเพียร

การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 99บทสรุปการตรวจร่างกาย เป็นการค้นหาความผิดปกติของโครงสร้างและการทำงานของร่างกายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแยกโรคที่แม่นยำ กระบวนการเริ่มต้นด้วยการตรวจสัญญาณชีพ ซึ่งช่วยบ่งชี้ถึงสภาวะโดยรวมของร่างกายในการพิจารณาความปลอดภัยก่อนให้การรักษาด้วยหัตถบำบัด จากนั้นจึงเข้าสู่การตรวจร่างกายทั่วไปที่ละเอียดขึ้น โดยเริ่มจากการดูเพื่อสังเกตลักษณะทางกายภาพโดยรวม ตามด้วยการคลำซึ่งเป็นการใช้มือสัมผัสบริเวณที่มีอาการเพื่อประเมิน และสิ่งสำคัญของการตรวจคือ การประเมินเชิงหน้าที่ ซึ่งประกอบด้วย การตรวจพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อต่อเพื่อหาข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว และการตรวจกำลังกล้ามเนื้อเพื่อประเมินความแข็งแรงหรือความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ ในกรณีที่ยังไม่สามารถสรุปผลได้แน่ชัด จะมีการใช้ ทดสอบพิเศษ ซึ่งเป็นท่าตรวจที่ออกแบบมาเพื่อทดสอบโครงสร้างที่สงสัยโดยเฉพาะ หากยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ หรือสงสัยว่ามีพยาธิสภาพที่รุนแรงซ่อนอยู่ อาจพิจารณา ส่งตรวจเพิ่มเติม ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น X-ray, MRI, CT Scan, ultrasound หรือการตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติต่าง ๆ อันจะนำไปสู่การวางแผนการรักษาที่สมบูรณ์และปลอดภัยสูงสุด


100 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงอ้างอิง1. ปราณี ทู้ไพเราะ. (2565). สรีรวิทยา เล่ม 2(พิมพ์ครั้งที่ 2). โครงการสวัสดิการวิชาการสถาบันพระบรมราชชนก.2. วันชัย เดชสมฤทธิ์ฤทัย, รณิษฐา รัตนะรัต, และปวีณา เชี่ยวชาญวิศวกิจ. (2565). ตำราอายุรศาสตร์ อาการวิทยา. ภาควิชาอายุรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.3. ปราณี ทู้ไพเราะ. (2562). คู่มือการตรวจวินิจฉัยโรค เล่ม 1 (พิมพ์ครั้งที่ 2). NP Press Limited Partnership.4. รสสุคนธ์ เจริญสัตย์สิริ, คณิสร แก้วแดง,และเพ็ชรรัตน์ ดีนาน. (2557). การศึกษาความแม่นยำของเครื่องวัดอุณหภูมิทางหน้าผากด้วยอินฟราเรดในผู้ป่วยเด็กที่มารับบริการที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี. วารสารศูนย์การศึกษาแพทยศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลพระปกเกล้า,31(1), 43-51. https://he02.tcithaijo.org/index.php/ppkjournal/article/view/681535. สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. (2553). ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 1: แนวทางการตรวจรักษาโรคและการใช้ยา (พิมพ์ครั้งที่ 5). โฮลิสติก พับลิชชิ่ง. 6. รัชฎา แก่นสาร, นงนุช โอบะ, ชุติมา จริตงาม,และวิจิตรา ปัญญาชัย. (2565). สรีรวิทยา 1ฉบับปรับปรุงใหม่ (พิมพ์ครั้งที่ 4). โครงการสวัสดิการวิชาการสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข.7. สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย. (2562). แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2562. 8. สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย. (2567). แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2567. 9. รำแพน พรเทพเกษมสันต์. (2561). กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของมนุษย์(พิมพ์ครั้งที่ 7). สำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร.10. สันต์ หัตถีรัตน์. (2552). ตำราซักประวัติและตรวจร่างกาย (พิมพ์ครั้งที่ 4). สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน.11. วิทยา ศรีดามา. (2551). การสัมภาษณ์ประวัติและตรวจร่างกาย. (พิมพ์ครั้งที่ 12).โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 10112. สมาคมการศึกษาเรื่องความปวดแห่งประเทศไทย. (2561). แนวทางพัฒนาการจัดการความปวดเฉียบพลันในเด็ก (Clinical Guidance for Pediatric Acute Pain Management). 13. กองการประกอบโรคศิลปะ. (2549). ตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป สาขาเวชกรรมเล่ม 2. 14. ขุนนิทเทสสุขกิจ. (2516). อายุรเวทศึกษา (วิชาแพทย์แผนโบราณ) (พิมพ์ครั้งที่ 2). 15. ณภัทร พานิชการ. (2564). พินิจแพทย์.16. อำพล บุญเพียร. (2568). อาการปวดกล้ามเนื้อจากโรคลมปลายปัตคาต: มุมมองเชิงลึกในศาสตร์การแพทย์แผนไทย. วารสารเทคโนโลยีทางการแพทย์และสหเวชศาสตร์, 1(1), e2846. https://he04.tcithaijo.org/index.php/JMAS/article/view/284617. ประพจน์ เภตรากาศ, และพินิต ชินสร้อย. (2555). ตำราสมุฏฐานโรคและการวินิจฉัย. มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ.18. รัชนี จันทร์เกษ. (2568). แนวทางปฏิบัติเวชกรรมไทยในการดูแลผู้ป่วยในหน่วยบริการปฐมภูมิด้วยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ปี พ.ศ. 2568. สถาบันการแพทย์แผนไทย.19. ร่มฉัตร ประเสริฐ, อาทิตย์ พวงมะลิ, และสุรีพร อุทัยคุปต์. (2556). ขีดกั้นระดับการรับความรู้สึกเจ็บปวดด้วยแรงกด และภาวะทางด้านจิตใจในผู้สูงอายุที่มีอาการปวดคอเรื้อรังแบบไม่ทราบสาเหตุ. วารสารเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด, 25(2), 203-211, https://he01.tcithaijo.org/index.php/ams/article/view/6630720. สรายุช มงคล, ผกาวลี พุ่มสุทัศน์, และรัตนาภรณ์ ซ้อนเปียยูง. (2560). ความน่าเชื่อถือและความเที่ยงตรงของโกนิโอมิเตอร์อาศัยแรงโน้มถ่วงแบบดัดแปลงและ hand-held inclinometer ในการวัดการเคลื่อนไหวของข้อไหล่. Journal of Associated Medical Sciences, 50(3), 566-575. https://he01.tcithaijo.org/index.php/bulletinAMS/article/view/7623421 มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิมฯ โรงเรียนอายุรเวท. (2555). หัตถเวชกรรมแผนไทย (นวดแบบราชสำนัก).


102 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง22. จุไรรัตน์ บุญรวบ. (2565). การนวดไทยแบบราชสำนักในเวชปฏิบัติ. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.23. รุ้งทิพย์ พันธุเมธากุล. (2561). ปวดคอและปวดศีรษะจากกระดูกสันหลังส่วนคอNeck pain and cervicogenic headache. ศูนย์บริหารงานวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.24. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). แนวเวชปฏิบัติด้านการแพทย์แผนไทยสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทย เรื่อง เทคนิคการนวดไทย (อาการปวดหลังส่วนบน หลังส่วนล่าง และขา). 25. Nee, R. J., Coppieters, M. W., & Boyd, B. S. (2022). Reliability of the straight leg raise test for suspected lumbar radicular pain: A systematic review with meta-analysis. Musculoskeletal Science and Practice, 59, 102529. https://doi.org/10.1016/j.msksp.2022.10252926. Pimentel, I. S., Pimentel, V. S., Faloppa, F., Belloti, J. C., Tamaoki, M. J. S., & Pimentel, B. F. R. (2024). Usefulness of the phalen test and the tinel sign in the prognosis and the impact on quality of life of patients with carpal tunnel syndrome undergoing classical open carpal tunnel release. Revista Brasileira de Ortopedia, 59(1), 54-59.https://doi.org/10.1055/s-0044-1779318 27. Khillari, J., Nagulkar, J., & Mahajan, P. (2025). Prevalence of dequervains tenosynovitis in smart phone users in school going students using finkelstein test-an observational study.International Journal of Multidisciplinary Research and Growth Evaluation, 6(1), 669-672.https://www.allmultidisciplinaryjournal.com/archive/year-2025.vol-6.issue-1?page=628. ปรานี ทู้ไพเราะ. (2558). คู่มือโรค (ปรับปรุงครั้งที่ 2). NP Press Limited Partnership.


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 10329. Karanasios, S., Korakakis, V., Moutzouri, M., Drakonaki, E., Koci, K., Pantazopoulou, V., Tsepis, E, & Gioftsos, G. (2022). Diagnostic accuracy of examination tests for lateral elbow tendinopathy (LET)-A systematic review. Journal of Hand Therapy, 35(4), 541-551. https://doi.org/10.1016/j.jht.2021.02.002 30. ชนิกา ศรีธรา. (2565). หลักการและการประยุกต์ใช้เครื่องรีงสีเอกซ์สองพลังงาน.โครงการตำรารามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล.31. เพชรากร หาญพานิชย์. (2563). ชีววิทยารังสีทางการแพทย์. สำนักงานบริหารงานวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.32. วลัยลักษณ์ ชัยสูตร. (2564). รังสีวินิจฉัย. ภาครังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 105การวินิจฉัย


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 107บทที่ 5การวินิจฉัยบทน าการวินิจฉัยโรคที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อเป็นกระบวนการสุดท้ายหลังจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย ก่อนที่จะไปสู่กระบวนการรักษา เป็นขั้นตอนในการระบุชนิดและลักษณะของโรคที่ส่งผลทำให้มีอาการปวดกล้ามเนื้อ โดยใช้ข้อมูลจากการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นข้อมูลนำเข้าเพื่อพิจารณาว่าสาเหตุของอาการปวดกล้ามเนื้อนั้นเกิดจากสิ่งใด เนื่องจากโรคที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดกล้ามเนื้อมีหลายประเภทและมีอาการคล้ายคลึงกัน การวินิจฉัยที่แม่นยำจะช่วยให้สามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมและป้องกันการเสื่อมสภาพของกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้การวินิจฉัยโรคสามารถช่วยในการวางแผนการรักษาและการฟื้นฟูเพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การวินิจฉัยโรคที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ และประสบการณ์ที่มากพอ เพราะสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นปัจจัยในการแยกแยะอาการที่คล้ายคลึงกันระหว่างโรคต่าง ๆ และการหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการ การวินิจฉัยที่ถูกต้องเป็นพื้นฐานสำคัญในการวางแผนการรักษา และให้คำแนะนำ ในบทนี้จะยกตัวอย่างกลุ่มโรคที่มักได้รับการวินิจฉัยบ่อยในผู้ป่วยที่มาขอรับบริการจากคลินิกการแพทย์แผนไทย 5.1 การวินิจฉัยโรคตามสมุฏฐานธาตุการวินิจฉัยโรคตามธาตุสมุฏฐาน ใช้สำหรับการวินิจฉัยโรคแบบกว้าง ๆ เพื่อเข้าใจสาเหตุและกลไกของโรค โดยจะต้องคำนึงถึงธรรมชาติของแต่ละธาตุในร่างกาย 5.1.1 ธาตุดิน ธาตุดินมีความเกี่ยวข้องกับความแข็งแรงและความมั่นคงของร่างกาย โดยเฉพาะในส่วนของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูก ซึ่งมักเป็นจุดที่พบปัญหาอาการ


108 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงปวดได้บ่อย อาการปวดกล้ามเนื้อที่พบส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อที่แข็งเกร็ง ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการเกร็งตัวอย่างต่อเนื่องหรือการใช้งานกล้ามเนื้ออย่างหนักเกินไป ส่งผลให้เกิดการสะสมของเสียในกล้ามเนื้อ ซึ่งทำให้การไหลเวียนของโลหิตและลมติดขัด กล้ามเนื้อที่มีความเครียดนี้เป็นเหตุให้อาการปวดรุนแรงขึ้น นอกจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อแล้ว ปัญหาที่พบได้อีกคือการอ่อนตัวมากเกินไปหรือกล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรงซึ่งส่งผลให้ธาตุดินไม่สามารถสะสมพลังงานได้เต็มที่ ปัญหานี้อาจนำไปสู่โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือการเคลื่อนไหวร่างกายที่ลดลง ปัจจัยหลักของอาการปวดกล้ามเนื้อจึงเกิดจากความไม่สมดุลระหว่างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและภาระงานที่ต้องทำ1-2การวินิจฉัยและรักษาในมุมมองธาตุดิน เมื่อพิจารณาผู้ป่วยที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ จะต้องวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะสุขภาพของธาตุดินของผู้ป่วยยังแข็งแรงอยู่แต่ทำงานหนักเกินไป หรือเพราะสุขภาพธาตุดินเริ่มอ่อนแอ ซึ่งเป็นเหตุให้อาการปวดเกิดขึ้น หากเข้าใจถึงกลไกธรรมชาตินี้ จะสามารถให้คำแนะนำที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้ สำหรับแนวทางการดูแลเบื้องต้นในระยะสั้น สามารถลดความแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อได้ โดยการใช้การนวดเพื่อคลายตัวกล้ามเนื้อ ใช้ยารสมันเพื่อบำรุงกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น หรือแนะนำการปรับพฤติกรรม โดยการลดการใช้งานกล้ามเนื้อในส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ การพักผ่อนอย่างเพียงพอ และการออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อสร้างสมดุลในร่างกาย สำหรับระยะยาว การดูแลธาตุดินในระยะยาวจำเป็นต้องเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอย่างสมดุล ไม่เพียงแต่บรรเทาอาการปวดเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันการเกิดปัญหาอื่น ๆ ที่อาจตามมา การสร้างความเข้าใจแก่ผู้ป่วยถึงกลไกการทำงานของร่างกายและการปรับพฤติกรรมที่เหมาะสม จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถดูแลสุขภาพของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ2-45.1.2 ธาตุน้า ธาตุน้ำในร่างกายมีบทบาทสำคัญในการหล่อเลี้ยงและให้ความชุ่มชื้นแก่กล้ามเนื้อ ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานและการดำรงชีวิตประจำวัน หากโลหิตในร่างกายมีความข้นหนืดเกินไปหรือไหลเวียนไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดการคั่งค้างของเสียในกล้ามเนื้อ หรือขาดความชุ่มชื้นที่จำเป็น ซึ่งในบางตำราทางการแพทย์แผนไทย เรียกว่า การแข็งตัวของโลหิต ภาวะนี้ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของร่างกายติดขัดและเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อได้ ในทางกลับกัน หากเนื้อเยื่อในร่างกายเกิดการบาดเจ็บหรืออักเสบ อาจทำให้ธาตุน้ำมีปริมาณมากเกินไป ส่งผลให้เกิดการบวมในบริเวณที่ได้รับผลกระทบ1-2


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 109วิธีบำบัดด้วยธาตุลมเพื่อแก้ปัญหาโลหิตแข็งตัว เมื่อเกิดภาวะโลหิตแข็งตัวหรือไหลเวียนไม่สะดวก วิธีการบำบัดคือการกระตุ้นให้โลหิตใหม่ที่มีสารอาหารและพลังงานเข้ามาหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ และขับโลหิตที่แข็งตัวหรือสะสมของเสียออกไป วิธีนี้ช่วยฟื้นฟูการไหลเวียนของโลหิตในบริเวณที่เกิดปัญหา ในกรณีแก้ปัญหาภาวะบวมจากธาตุน้ำมากเกิน จากกล้ามเนื้อบวมจากการสะสมของธาตุน้ำ แพทย์แผนไทยจะใช้ธาตุลมเป็นตัวช่วยขับน้ำส่วนเกินออกจากบริเวณนั้น เพื่อฟื้นฟูสภาพกล้ามเนื้อให้กลับมาสมดุล แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็มีกลุ่มผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ปัญหาของโรคเกิดจากตัวของโลหิตจริง ๆ ในกลุ่มผู้ป่วยโลหิตจาง โลหิตข้นหนืดจากภาวะน้ำตาลในโลหิตสูง ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อช่วยผู้ป่วยได้ในระยะยาว ดังนั้นแพทย์แผนไทยจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ให้ละเอียดรอบคอบเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดกล้ามเนื้อเพื่อการรักษาที่ถูกต้องแม่นยำ2-45.1.3 ธาตุลม ธาตุลมในร่างกายมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการไหลเวียนของโลหิตและการเคลื่อนไหวของพลังงาน หากลมในร่างกายทำงานไม่สมดุล อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติ เช่น อาการปวดกล้ามเนื้อ การเกร็ง หรือการตึงตัว ซึ่งถือเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับธาตุลมโดยตรง ลมอังคมังคานุสารีวาตา ซึ่งเป็นพลังงานลักษณะเหมือนลมที่เคลื่อนที่ มีบทบาทสำคัญในการหล่อเลี้ยงโลหิตและพลังงานทั่วร่างกาย หากการไหลเวียนของลมนี้ไม่ดี จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวและไม่สามารถผ่อนคลายได้ ส่งผลต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย การไหลเวียนของลมที่สมดุลช่วยให้โลหิตและพลังงานต่าง ๆ ที่จำเป็นกระจายไปทั่วร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ หากลมไหลเวียนไม่เพียงพอ อาจเกิดอาการเกร็งหรือเจ็บปวด บางกรณีที่ลมสะสมมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการบวม รู้สึกไม่สบายตัว หรืออาการอั้นลม ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของร่างกายโดยรวม1-2ดังนั้น การปรับสมดุลธาตุลมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่แพทย์แผนไทยมักให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ ในการตรวจวินิจฉัย รักษา โดยการวินิจฉัยส่วนใหญ่เกี่ยวกับอาการปวดกล้ามเนื้อแพทย์แผนไทยก็มักระบุการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลม เช่น โรคลมปลายปัตคาต ลมจับโปง ลมลำบอง ลมปะกัง ฯลฯ การพิจารณาให้การรักษาก็จะเน้นไปที่การปรับสมดุลของธาตุลม กระตุ้นการเคลื่อนไหว และเพิ่มกำลังของธาตุลม เช่นการใช้วิธีการนวดเพื่อบังคมการไหลเวียนของลม การประคบเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด หรือการใช้สมุนไพรร้อนที่ช่วยกระตุ้น เพิ่มกำลังการไหลเวียนของลม2-4


110 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง5.1.4 ธาตุไฟ ธาตุไฟในร่างกายมีบทบาทสำคัญในการสร้างพลังงานสำหรับการซ่อมแซมและการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ หากมีความร้อนมากเกินไปในร่างกาย ก็อาจทำให้เกิดอาการอักเสบบวม แดง ร้อนของกล้ามเนื้อได้ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการบาดเจ็บที่เกิดจากการใช้งานที่หนักเกินไปความร้อนมักมาสะสมบริเวณนี้ ในทางตรงกันข้าม หากร่างกายได้รับความร้อนน้อยเกินไป ก็จะส่งผลกระทบทำให้กระบวนการฟื้นฟูหรือการซ่อมแซมของกล้ามเนื้อช้าลง ต้องใช้เวลานานในการการหายจากอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ1-2การรักษาความสมดุลของธาตุไฟนั้นสำคัญมากในการฟื้นฟูร่างกาย การมีความร้อนในระดับที่เหมาะสมจะช่วยเร่งกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นฟูของร่างกายได้ แต่หากมีความร้อนมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดการอักเสบหรือการระคายเคืองในกล้ามเนื้อ และหากร้อนน้อยเกินไปก็จะทำให้กระบวนการฟื้นฟูช้าลงและยากขึ้น ในการดูแลรักษาธาตุไฟในร่างกาย จึงจำเป็นต้องปรับสมดุลความร้อนให้เหมาะสม โดยการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย โดยการใช้การประคบร้อนในขณะฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บ หรือการใช้การประคบเย็นเพื่อลดความร้อนในกรณีที่มีอาการอักเสบของเนื้อเยื่อ2-4ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า การวินิจฉัยโรคตามธาตุถือเป็นหัวใจสำคัญของการแพทย์แผนไทย เนื่องจากช่วยให้สามารถเลือกแนวทางการรักษาได้อย่างสอดคล้องกับความผิดปกติของธาตุ ในกรณีหากพบว่าธาตุดินแข็งเกินไป อาจใช้การนวดพื้นฐาน การดัดดึง การตอกเส้น การกักน้ำมัน การประคบสมุนไพร และการใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ แต่กรณีหากกล้ามเนื้ออ่อนนุ่มเกินไป จะเน้นวิธีเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ เช่น การนวดพื้นฐาน ย่ำข่าง หรือนวดน้ำมัน หากธาตุน้ำมีลักษณะแห้งเกินไป จะเน้นเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น การนวดเปิดประตูลม การบีบคลึง การประคบสมุนไพร การกักน้ำมัน และการใช้ยาบำรุงโลหิตหรือเบญจกูล ในทางตรงข้าม หากธาตุน้ำชุ่มชื้นมากเกินไป จะต้องขับส่วนเกินออก เช่น การนวดเปิดประตูลมหรือนวดรีดเส้น หากไหลธาตุลมเวียนมากเกินไป ควรลดกำลังด้วยการประคบเย็น พอกยาเย็น หรือการจ่ายยาหอม แต่หากลมเคร่งตึงเกินไป จำเป็นต้องกระตุ้นการไหลเวียน เช่น การนวดสัญญาณ การเช็ดแหก การสักยา หรือใช้ยาขับลม หากธาตุไฟร้อนเกินไป ต้องลดความร้อนด้วยการนวดน้ำมัน ประคบเย็น พอกยาเย็น หรือจ่ายยาหอมอินทจักร ยาหอมทิพย์โอสถ และยาจันทลีลา แต่หากไฟน้อยเกินไปต้องเพิ่มความร้อนด้วยการนวดสัญญาณ เผายา การประคบ หรือจ่ายยาน้ำมันรสร้อน


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1115.2 โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบกล้ามเนื้อ5.2.1 โรคลมปลายปัตคาตโรคลมปลายปัตคาตเป็นกลุ่มอาการที่มีการรักษาทางการแพทย์แผนไทยมากเป็นลำดับต้นๆ เพราะสาเหตุส่วนใหญ่ของโรคเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งสอดคล้องกับบริบทการทำงานในยุคปัจจุบัน แม้อาการของโรคจะจัดอยู่ในระดับที่มีความรุนแรงไม่มาก แต่หากยังคงไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ระดับของความรุนแรงโรคอาจเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ 1) ความหมาย โรคลมปลายปัตคาต เป็นหนึ่งในประเภทของโรคลม เกิดจากการคั่งหรืออั้นของโลหิต เกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อ เยื่อหุ้มกระดูก และบริเวณข้อต่อ ยกเว้นเนื้อกระดูก 2) อาการ2.1) ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดเสียว ร่วมกับอาการบวม หรือไม่บวมก็ได้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค 2.2) บริเวณที่เกิดอาจแข็งเป็นก้อนหรือลำ 2.3) โดยปกติจะไม่พบอาการร้อน แต่ในบางกรณีอาจมีความร้อนเล็กน้อย หากมีความร้อนเรียกว่าโรคลำบองแทรกลมปลายปัตคาต 2.4) หากมีอาการกระตุกร่วมเรียกว่า โรคสันนิบาตแทรกลมปลายปัตคาต3) ตัวอย่างโรค เช่น โรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 1 หลัง โรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 3 หลัง โรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 4 หลัง โรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 5 หลัง โรคลมปลายปัตคาตข้อศอก โรคลมปลายปัตคาตข้อมือ โรคลมปลายปัตคาตข้อนิ้วมือ และโรคลมปลายปัตคาตส้นเท้า4) การตรวจร่างกาย4.1) การตรวจความสมดุลของโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวดเช่น การวัดส้นเท้า สังเกตแนวหัวดุมไหล่4.2) การตรวจองศาการเคลื่อนไหวเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น การงอพับขาวัดองศาเข่ากดลงพื้น ก้มหน้า-เงยหน้า เอียงหูชิดไหล่ กระดกข้อมือขึ้น-ลง เขยื้อนดูความฝืดของข้อ กำมือ บิดมือ คว่ำมือ กำมือ-เหยียดมือ บิดแขนเข้า-ออก กระดกปลายเท้าขึ้น-ลง


112 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง4.3) การตรวจกล้ามเนื้อเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น การคลำหาภาวะบวม แดง ร้อน ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ จุดเจ็บ บริเวณที่มีอาการ4.4) การตรวจกระดูกเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น ตรวจบริเวณกระดูกสันหลัง4.5) ทดสอบกำลัง เช่น ทดสอบกำลังข้อมือโดยวิธีการออกแรงบีบ ทดสอบกำลังโดยออกแรงถีบเท้า15.2.2 โรคลมล าบองเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย แต่ก็มีความสำคัญเนื่องจากเป็นโรคที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยเพราะเป็นภาวะการอักเสบที่รุนแรง มีความแตกต่างของโรคลมปลายปัตคาตจากสาเหตุการเกิดโรค1) ความหมายโรคลมลำบองเป็นโรคในตระกูลของลมชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับอาหารและอากาศ มักเกิดขึ้นที่หัวข้อต่อกระดูก และสามารถเกิดได้กับทุกหัวข้อต่อกระดูก2) อาการอาการของโรคลมลำบองจะปรากฏที่หัวข้อต่อกระดูกที่ลมลำบองไปเกาะ โดยมีอาการดังนี้2.1) ปวดที่หัวข้อต่อกระดูก2.2) บริเวณที่ได้รับผลกระทบจะมีการบวม2.3) อาจมีอาการแดงที่บริเวณข้อ2.4) อาจมีความรู้สึกร้อนที่บริเวณข้อที่เป็นโรคลักษณะอาการทั่วไปจะคล้ายคลึงกับลมจับโปง หากเกิดที่ข้อเข่าและข้อเท้าจะมีอาการเฉพาะที่ด้านใดด้านหนึ่งของข้อเท่านั้น ในกรณีที่มีอาการปวดมาก ผู้ป่วยอาจมีไข้ร่วมด้วย ซึ่งเรียกว่า ไข้ลมลำบอง และการบวมจะมีน้ำชนิดเป็นเมือกเกาะอยู่ตามตำแหน่งที่เป็นโรค3) ตัวอย่างโรค เช่น โรคลมลำบองสัญญาณ 1 หลัง และโรคลมลำบองสัญญาณ 3 หลัง5


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1134) การตรวจร่างกาย4.1) การตรวจความสมดุลของโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น การวัดส้นเท้า 4.2) การตรวจองศาการเคลื่อนไหวเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น การงอพับขาวัดองศาเข่ากดลงพื้น 4.3) การตรวจกล้ามเนื้อเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น การคลำหาภาวะบวม แดง ร้อน ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ จุดเจ็บ บริเวณที่มีอาการ4.4) การตรวจกระดูกเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น ตรวจบริเวณกระดูกสันหลัง 4.5) ทาปูนบริเวณที่เป็น ซึ่งจะพบว่าปูนไม่แห้ง15.2.3 โรคยอกเป็นโรคที่มีลักษณะการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อคล้าย ๆ กับโรคคอตกหมอนแต่จะเกิดขึ้นกับบริเวณหลัง ซึ่งเป็นมัดกล้ามเนื้อที่ใหญ่กว่า 1) ความหมายอาการที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และเยื่อหุ้มข้อในบริเวณหลังโรคยอกหลังแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ยอกเดี่ยว และยอกคู่ 2) อาการ2.1) อาการปวดที่ชัดเจนในบริเวณหลัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาหรือเมื่อมีการเคลื่อนไหว2.2) กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นอาจรู้สึกตึงเครียดหรือแข็งเกร็ง2.3) บริเวณที่ได้รับผลกระทบอาจมีการบวมเกิดขึ้น2.4) ความสามารถในการเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมบางอย่างอาจลดลง2.5) ความรู้สึกเจ็บหรือชาที่ลงไปยังขาหรือบริเวณอื่นอาจเกิดจากการกดทับเส้นประสาท2.6) ปวดกระดูกหรือกล้ามเนื้อ อาจมีอาการปวดร้าวจากหลังไปยังขา2.7) การเกิดตะคริวหรือการเกร็งของกล้ามเนื้อที่หลัง3) ตัวอย่างโรค เช่น โรคยอกหลังเดี่ยว และโรคยอกหลังคู่5


114 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง4) การตรวจร่างกาย4.1) การตรวจกล้ามเนื้อเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น การคลำหาภาวะบวม แดง ร้อน ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ จุดเจ็บ บริเวณที่มีอาการ4.2) การตรวจองศาการเคลื่อนไหวเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น นั่งขัดสมาธิ ชูแขนทีละข้างกำมือพร้อมกับไอ4.3) การตรวจกระดูกเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น ตรวจบริเวณกระดูกสันหลัง15.2.4 โรคคอตกหมอนโรคคอตกหมอนเป็นภาวะการอักเสบของกล้ามเนื้อคออย่างเฉียบพลัน ซึ่งพบได้บ่อย โดยมักเกิดจากการทำงานหนักของกล้ามเนื้อคอ ทำให้การเคลื่อนไหวของคอเป็นไปอย่างไม่สะดวก มักเกิดหลังจากการตื่นนอน โดยอาจเกิดจากการนอนในท่าที่ไม่เหมาะสม หรือจากการใช้กล้ามเนื้อคอมากเกินไป เช่น การก้มเงยคอเป็นเวลานาน หรือการยกของหนักและหันคออย่างรวดเร็ว เป็นภาวะการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อชั่วคราว หากแพทย์พิจารณาพบจุดที่เกิดปัญหาได้ชัดเจน การรักษาเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้อาการของโรคดีขึ้นได้1) ความหมายโรคคอตกหมอนเป็นภาวะการอักเสบเฉียบพลันของกล้ามเนื้อคอ โค้งคอ และบ่า ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อแข็งเกร็งเพื่อป้องกันตนเอง อาการนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการนอนในท่าที่ไม่เหมาะสมในคืนเดียวกัน แต่สามารถเกิดจากกิจกรรมที่ทำในวันก่อนหน้า หรือจากความผิดปกติของกระดูกหรือเส้นประสาทก็ได้2) อาการ2.1) มีปวดเมื่อยที่ต้นคอ 2.2) บางรายอาจมีคอแข็ง ทำให้เวลาหันหน้าต้องหันไปทั้งตัว 2.3) รู้สึกปวดร้าวที่ต้นคอ 2.4) กล้ามเนื้อบริเวณบ่า คอ จะรู้สึกตึงและแข็งเกร็ง มักมีอาการข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะร่วมด้วย 2.5) เมื่อเงยหรือก้มหน้า อาจมีอาการขัดและเสียวร้าวที่หน้าอก ร้าวไปที่สะบักและหัวไหล่ แต่ไม่มีอาการชาลงแขน5-7


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1153) การตรวจร่างกาย3.1) การตรวจองศาการเคลื่อนไหวเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น ก้มหน้า-เงยหน้า หันซ้าย-หันขวา3.2) การตรวจกล้ามเนื้อเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น การคลำหาภาวะบวม แดง ร้อน ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ จุดเจ็บ บริเวณที่มีอาการ1ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า กลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อเป็นกลุ่มโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในการรักษาอาการปวดด้วยการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคลมปลายปัตคาตซึ่งตำราและคัมภีร์แพทย์แผนไทย ได้มีการอธิบายแนวทางการวินิจฉัยและรักษาไว้อย่างชัดเจน ครอบคลุมทั้งการใช้ยาสมุนไพร การนวด การประคบสมุนไพร ส่วนมากเป็นอาการที่เกิดการใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป ทำให้เกิดอาการล้า เมื่อย และสะสมจนเป็นโรค ในขณะที่โรคลมลำบองเป็นภาวะเรื้อรังที่มีความรุนแรงขึ้นจนเกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อ ส่วนยอกหรือคอตกหมอนเป็นภาวะที่เกิดการบาดเจ็บเฉียบพลันทำให้อักเสบ จากประสบการณ์ของผู้เขียนโรคลมปลายปัตคาตมักเด่นในเรื่องของความผิดปกติของธาตุดินการรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่ การนวดพื้นฐาน จ่ายาคลายกล้ามเนื้อ ส่วนโรคยอกและคอตกหมอน ถึงแม้จะเด่นเกี่ยวกับธาตุดินเหมือนกัน แต่กลับมีภาวะของการอักเสบร่วมด้วย ดังนั้นการรักษาด้วยการเพิ่มความร้อนหรือกำลังลมมากเกินไปต้องระวังเป็นพิเศษ ส่วนลมลำบองเป็นอาการอักเสบเรื้อรัง การรักษาจึงจำเป็นต้องต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ 5.3 โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบข้อต่อ5.3.1 โรคลมจับโปงโรคจับโปงมักพบได้บ่อยของการรักษาโดยเฉพาะโรคจับโปงเข่าแห้ง ซึ่งมีการเปรียบเทียบกับโรคข้อเข่าเสื่อมทางการแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากโรคนี้ส่วนมากเกิดจากความเสื่อม การรักษาจึงต้องอาศัยรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป1) ความหมายโรคลมจับโปงเป็นโรคในตระกูลลมชนิดหนึ่งที่เกิดจากอาหาร อากาศ และน้ำ โดยมักจะเกิดขึ้นเฉพาะที่ข้อเข่าและข้อเท้า


116 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง2) อาการ2.1) ลมจับโปงน้ำ มีอาการปวดมาก บวม แดง ร้อน และมีน้ำในข้อ อาการบวมและอักเสบจะมีความร้อนเสมอ ซึ่งสามารถทำให้เกิดไข้ได้ เรียกว่าไข้จับโป่ง ไข้มักจะเกิดเป็นบางเวลา และอาการมักกำเริบในฤดูฝนเมื่ออากาศร้อนอบอ้าวและมีหนาวเจือปน 2.2) ลมจับโปงแห้ง มีอาการบวมที่มีความร้อนไม่มาก บางครั้งอาจมีการแดงเล็กน้อย อาจมีสภาวะหัวเข่าติด ขาโก่ง หรือสะบั้นเจ่า อาการปวดน้อยกว่าลมจับโปงน้ำ และมีน้ำในข้อเล็กน้อย3) ตัวอย่างโรค เช่น โรคจับโปงน้ำเข่า โรคจับโปงแห้งเข่า และโรคจับโปงแห้งข้อเท้า5-6, 84) การตรวจร่างกาย4.1) การตรวจความสมดุลของโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น การวัดส้นเท้า ความโก่งของข้อเข่า4.2) การตรวจองศาการเคลื่อนไหวเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น เขยื้อนข้อเข่า คลอนลูกสะบ้า งบพับขาวัดองศาเข่า องศากระดกข้อเท้าขึ้น-ลง4.3) การตรวจกล้ามเนื้อเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น การคลำหาภาวะบวม แดง ร้อน 4.4) ทดสอบกำลัง เช่น ทดสอบกำลังของข้อเท้า 4.5) ทาปูนบริเวณที่เป็น ซึ่งจะพบว่าปูนไม่แห้ง15.3.2 โรคข้อเท้าแพลงข้อเท้าแพลงเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับข้อเท้าที่มีการยืดเกิดขีดระดับความสามารถที่ข้อเท้าจะรับได้ จึงทำให้เกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อบริเวณรอบ ๆ ของข้อ1) ความหมาย 1.1) ข้อเท้าแพลงระดับที่ 1 การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและเอ็นข้อต่อที่ยืดหรือพลิก โดยทั่วไปจะมีอาการปวดและบวม อาการเหล่านี้มักจะหายได้ภายใน 7วัน1.2) ข้อเท้าแพลงระดับที่ 2 มีการฉีกขาดของเอ็นและเนื้อเยื่อในข้อเท้าทั้ง 7 ชิ้น อาจมีการเคลื่อนตัวของข้อและมีลักษณะเด่นคือ บวม แดง และมีภาวะเลือดคั่งปรากฏทันที1.3) ข้อเท้าแพลงระดับที่ 3 มักพบในกรณีที่ข้อเท้าแพลงด้านใน โดยมี


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 117กระดูกหักร่วมด้วย อาการจะรวมถึงไม่สามารถยืนรับน้ำหนักตัวเองได้ มีภาวะเลือดคั่งและรอยกระดูกหักชัดเจน ในกรณีนี้ควรส่งโรงพยาบาลเพื่อการรักษา2) อาการอาการของโรคที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและเอ็นสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้2.1) ข้อเท้าแพลงระดับที่ 1 มีอาการปวดขัดในข้อ ข้อเท้าอาจไม่บวม หรือบวมเพียงเล็กน้อยที่ด้านหน้าของข้อเท้า อาจพบกระดูกขบกันเล็กน้อย ทำให้เดินไม่สะดวก โดยทั่วไปอาการจะหายภายใน 7 วัน แต่มีโอกาสเกิดสภาวะข้อเท้าหลวมตามมา2.2) ข้อเท้าแพลงระดับที่ 2 (ด้านข้าง) มีการเคลื่อนตัวของกระดูก การฉีกขาดของเส้นเอ็นและเนื้อเยื่ออาการบวม แดง และร้อน โดยทั่วไปจะหายเองใน 3-4สัปดาห์2.3) ข้อเท้าแพลงระดับที่ 2 (ด้านหน้า) มีอาการ ปวด บวม แดง และร้อน อาจมีรอยฟกช้ำ ดำ เขียว53) การตรวจร่างกาย3.1) การตรวจความสมดุลของโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น รูปร่างข้อเท้า กระดูกผิดรูป3.2) การตรวจองศาการเคลื่อนไหวเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่นดูลักษณะการเดิน ดูการยืนเขย่งปลายเท้า ดูองศากระดกข้อเท้าขึ้น-ลง3.3) การตรวจกล้ามเนื้อเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น การคลำหาภาวะบวม แดง ร้อน รอยเขียวคล้ำ ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ จุดเจ็บ บริเวณที่มีอาการ3.4) ทดสอบกำลัง เช่น ทดสอบกำลังโดยให้ออกแรงถีบปลายเท้า1ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า กลุ่มโรคที่เกิดจากพยาธิสภาพของข้อต่อเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อระบบกล้ามเนื้อและโครงสร้างร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อข้อต่อเกิดความผิดปกติ ย่อมทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อนั้นเกิดการเกร็งตัว ส่งผลให้เกิดอาการปวดเรื้อรังและรบกวนการเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับลมจับโปงนั้นเป็นภาวะของการบาดเจ็บข้อที่เรื้อรัง ในภาวะอักเสบเรียกจับโปงน้ำ การรักษาต้องเน้นลดธาตุไฟ และระบายธาตุน้ำที่คั่งค้างออก ด้วยการนวดคลายกล้ามเนื้อ การประคบเย็น การพอกยาเย็นดูดพิษ ส่วนในภาวะเสื่อมเรียกจับโปงแห้ง มักเป็นอาการปวดที่เรื้อรังจนกระทบต่อโครงสร้างของข้อ ให้ผิดรูปไป การรักษาต้องเน้นการนำโลหิตและความ


118 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงร้อนไปไหลเวียนบริเวณข้อเพื่อแลกเปลี่ยนของเสียและนำสารอาหารเพื่อไปซ่อมแซม ฟื้นฟูข้อให้กลับมาทำงานสมบูรณ์ รวมไปถึงการเพิ่มการไหลเวียนของน้ำไขข้อ ด้วยการนวดสัญญาณ การพอกยาร้อน การเผายา สำหรับข้อเท้าแพลงเป็นภาวะที่เกิดจากอุบัติเหตุทำให้เอ็น กล้ามเนื้อรอบข้อฉีกขาด ในกรณีที่มีภาวะการอักเสบ การรักษาควรมุ่งไปที่การลดกำลังของธาตุไฟ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความร้อนและปวด พร้อมทั้งลดกำลังของธาตุลมที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว และกระจายกำลังของธาตุน้ำเพื่อลดอาการบวมและการคั่งค้างของของเหลวในบริเวณข้อ อย่างไรก็ตาม เมื่ออาการอักเสบได้คลี่คลายลงแล้ว แนวทางการฟื้นฟูควรเน้นที่การเพิ่มการไหลเวียนโลหิต กระตุ้นกำลังของธาตุไฟและธาตุน้ำในบริเวณข้อต่อ เพื่อช่วยให้เกิดความสมดุลและคืนสภาพการทำงานที่เหมาะสม สิ่งสำคัญที่ต้องระมัดระวังคือการบาดเจ็บซ้ำ ซึ่งจะนำไปสู่การอักเสบเรื้อรังและก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ข้อติด ข้อหลวม หรือข้อเสื่อมในระยะยาว ดังนั้น การดูแลรักษาและการฟื้นฟูต้องมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ คำนึงถึงทั้งการบรรเทาอาการเฉียบพลันและการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ เพื่อคงสมดุลของธาตุและการทำงานของข้อต่อ5.4 โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท5.4.1 โรคลมปราบโรคลมปราบ ในปัจจุบันมักพบได้ไม่บ่อย แต่อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรงมากซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน หากไม่ได้รับการรักษาหรือรับการรักษาที่ไม่เหมาะสม จะก่อให้เกิดความพิการตามมา1) ความหมายโรคลมปราบเป็นโรคตามความเชื่อโบราณที่ถือว่ามาจากลมเพลมพัด หรือการถูกของ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ พบได้ที่กล้ามเนื้อแขน ขา หน้าอก และสันหลัง2) อาการ2.1) ระยะที่ 1 กล้ามเนื้อจะมีอาการปวด บวม แดง ร้อน เจ็บเสียวแปล๊บ ๆ ตามกล้ามเนื้อที่ได้รับผลกระทบ2.2) ระยะที่ 2 อาการจะเป็นมากและกำเริบภายใน 3 วัน หากการวินิจฉัยโรคไม่ถูกต้อง หรือการรักษาไม่เหมาะสม หรือไม่ได้รับการรักษา ปลายประสาท


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 119รับความรู้สึกอาจสูญเสีย3) ตัวอย่างโรค เช่น โรคลมปราบที่ขา โรคลมปราบที่แขน โรคลมปราบที่หน้าอก โรคลมปราบที่หลัง5, 94) การตรวจร่างกาย4.1) การตรวจกล้ามเนื้อเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น การคลำหาภาวะบวม แดง ร้อน ลักษณะลีบเล็ก ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ จุดเจ็บ บริเวณที่มีอาการ 4.2) ดูและสัมผัสความรู้สึกเจ็บปวดของกล้ามเนื้อส่วนที่เป็น4.3) ทดสอบกำลังกล้ามเนื้อของกล้ามเนื้อส่วนที่เป็น4.4) ทาปูนบริเวณที่เป็น ซึ่งจะพบว่าปูนจะแห้งเร็วกว่าที่อื่น15.4.2 โรคอัมพฤกษ์ อัมพาตโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ถือเป็นอีกโรคหนึ่งที่ผู้ป่วยมาขอรับบริการเพื่อการฟื้นฟูร่างกาย ในช่วงฟื้นฟูสภาพร่างกาย และการกายภาพบำบัด เป็นโรคที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะพึ่งพิง เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักทำให้เกิดความพิการ ในช่วงระยะแรกควรให้การรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันให้เสร็จสิ้น ตนอาการของโรคสงบแล้ว จึงใช้วิธีการรักษาด้วยการแพทย์แผนไทย การรักษาจึงเน้นไปที่ความต่อเนื่องในการฟื้นฟู และเพิ่มคุณภาพชีวิต โดยมีเป้าหมายในการฟื้นฟูให้ผู้ป่วยกลับมาดูแลตนเองให้ได้มากที่สุด1) ความหมายโรคอัมพฤกษ์และอัมพาตเป็นโรคลมชนิดหนึ่งเรียกว่าลมอัมพฤกษ์-อัมพาต เกิดจากการไม่สมดุลของลมเบื้องสูงและลมเบื้องต่ำ (ลมอโธคมาวาตาและลมอุทธังคมาวาตา) กระทบกับมังสัง และลมหทัยวาตะ จนเกิดการแตก ตีบ อุดตันของหลอดเลือดได้ ทางทางการแพทย์แผนปัจจุบันมองในมุมของปัญหาระบบประสาทและสมอง เช่น การตีบของหลอดเลือด อุดตัน อุบัติเหตุที่ทำให้สมองได้รับความกระทบกระเทือน การชักจากไข้สูง และความเครียด ซึ่งมีผลทำให้เนื้อสมองที่ถูกทำลาย ดังนั้นถึงแม้รักษาแล้วก็ยังคงหลงเหลือความพิการอยู่2) อาการ2.1) อาการอัมพฤกษ์ การสูญเสียการเคลื่อนไหวหรือความรู้สึกในส่วนของร่างกาย เช่น แขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่ง โดยที่ยังคงมีการเคลื่อนไหวบางอย่างอยู่ แต่ลดลงอย่างชัดเจน


120 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง2.2) อาการอัมพาต การสูญเสียการเคลื่อนไหวและความรู้สึกในส่วนของร่างกายที่เกี่ยวข้องอย่างสมบูรณ์ โดยไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือรับรู้ความรู้สึกได้การเกิดอาการเหล่านี้มักจะเป็นผลจากการผิดปกติของการทำงานของระบบประสาทและสมอง ซึ่งอาจมีสาเหตุจากการขาดโลหิต การอุดตันของหลอดเลือด การบาดเจ็บของระบบประสาท หรือการกระทบกระเทือนทางกาย3) ตัวอย่างโรค เช่น อัมพาตครึ่งซีก อัมพาตครึ่งท่อน อัมพาตทั้งตัวอัมพาตเฉพาะแขน อัมพาตเฉพาะขา อัมพาตใบหน้า5, 104) การตรวจร่างกาย4.1) การตรวจจับชีพจร บริเวณมือและหลังเท้าเพื่อตรวจความสมดุลของลมเบื้องสูงและเบื้องต่ำ หรือการเต้นหนักเบา4.2) การดูสภาพทั่วไป บวม เย็น ร้อน อ่อนแข็ง ความลีบของกล้ามเนื้อ4.3) การตรวจองศาการเคลื่อนไหวเกี่ยวข้อง เช่น กระดกข้อเท้าขึ้น-ลง4.4) ทดสอบกำลังของกล้ามเนื้อ เช่น ทดสอบแรงถีบปลายเท้า ตั้งขาชันเข่า ตั้งขาขึ้น-เหยียดขาลง กำมือ แบมือ แรงบีบมือ คว่ำมือ หงายมือ ตั้งข้อศอกชูแขนเหนือศีรษะ ทดสอบดึงแขน 3 จังหวะ4.5) ทดสอบการตอบสนอง เช่น การบีบนิ้วกลางนิ้วเท้า4.6) ตรวจดูข้อต่อกระดูก เช่น หัวไหล่ สะโพก15.4.3 โรคสันนิบาตเป็นโรคที่อาจพบได้ไม่บ่อย อาการของผู้ป่วยเป็นแบบเรื้อรัง การรักษาเป็นเพียงการประคับประคองอาการไม่ให้แย่ไปกว่าเดิมเท่านั้น อาจจะมีดีขึ้นบ้างแต่ก็เพียงเล็กน้อย1) ความหมายโรคสันนิบาตหมายถึงภาวะที่เกิดจากการอ่อนแรงหรือการสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของข้อต่อหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งมักเป็นผลมาจากปัญหาในระบบประสาทหรือการไหลเวียนโลหิต2) อาการ2.1) ความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ2.2) การเคลื่อนไหวที่จำกัดหรือไม่สามารถเคลื่อนไหวได้2.3) อาการบวม ชา หรือปวดในบางกรณี


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1212.4) อาการอาจเกิดเฉพาะที่ข้อมือ ข้อเท้า หรือหนังตา ขึ้นอยู่กับประเภทของโรค3) ตัวอย่างโรค เช่น โรคสันนิบาตข้อมือตก โรคสันนิบาตตีนตก โรคสันนิบาตหนังตาตก54) การตรวจร่างกาย4.1) การตรวจลักษณะทั่วไป เช่น ท่าทางการเดิน วัดส้นเท้า4.2) การตรวจองศาการเคลื่อนไหวเกี่ยวข้อง เช่น การเคลื่อนไหวข้อมือ นิ้วมือ การกระดกข้อมือขึ้น-ลง การกระดกข้อเท้าขึ้น-ลง4.3) การตรวจกล้ามเนื้อเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น อาการบวม การลีบ สีผิว ความร้อน-เย็น อ่อน-แข็ง4.4) การตรวจกระดูกเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น ตรวจบริเวณกระดูกสันหลัง 4.5) ทดสอบกำลัง เช่น กำลังนิ้วมือ กำลังข้อมือ แรงถีบปลายเท้า การหลับตา-ลืมตา1ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทเป็นกลุ่มโรคที่มีความรุนแรงและอันตรายอย่างยิ่ง การเกิดความผิดปกติของระบบประสาทจึงอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง และอาจทำให้ผู้ป่วยสูญเสียสมรรถภาพในการเคลื่อนไหวหรือเกิดความพิการถาวรได้ ด้วยเหตุนี้ โดยทั่วไป ผู้ป่วยโรคระบบประสาทมักจะมาพบแพทย์แผนไทยในระยะที่ต้องการการฟื้นฟูมากกว่าระยะเฉียบพลันแนวทางการรักษาตามศาสตร์แพทย์แผนไทยจึงมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นกำลังของธาตุทั้งสี่ โดยเฉพาะการส่งเสริมการไหลเวียนของโลหิตและพลังงานธาตุไฟด้วยการนวด จ่ายยารสร้อน หรือหัตถการร้อนเพื่อช่วยซ่อมแซมส่วนที่บกพร่องและฟื้นฟูสมรรถภาพของกล้ามเนื้อและระบบประสาท การประยุกต์ใช้การนวด การประคบสมุนไพร การอบ หรือการใช้ยาสมุนไพร จัดเป็นวิธีการสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและส่งเสริมการฟื้นฟูร่างกาย อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีการรักษาอาจไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยกลับคืนสู่สภาวะปกติได้เต็มที่ แพทย์แผนไทยจึงมีบทบาทในการลดความรุนแรงของอาการ ประคับประคอง และชะลอการดำเนินโรคไม่ให้แย่ลง เพื่อคงสมดุลของธาตุในร่างกายและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้มากที่สุด


122 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง5.5 โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบการไหลเวียน5.5.1 โรคตะคริวเป็นกลุ่มโรคที่เกิดขึ้นจากภาวะของการงานกับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไม่สมดุลกัน จึงมักพบในผู้ที่มีกล้ามเนื้ออ่อนแอ ระบบการไหลเวียนไม่ดี แต่ก็ยังพบกับผู้ที่ทำงานหนัก 1) ความหมายตะคริว หมายถึง การหดเกร็งของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงและเป็นระยะเวลานาน โดยทั่วไปตะคริวจะเกิดขึ้นไม่นานเกินสองนาที แต่ในบางกรณีอาจยืดเยื้อได้นานถึงห้านาทีหรือนานกว่านั้น อาจเกิดขึ้นบ่อยจนทำให้ผู้ป่วยรู้สึกทุกข์ทรมานได้ 2) อาการ2.1) กล้ามเนื้อจะมีลักษณะแข็งเป็นก้อนหรือเป็นลำ2.2) ปวดที่บริเวณกล้ามเนื้อเหมือนถูกทุบหรือขยุ้มอย่างแรง2.3) การเคลื่อนไหวของข้อต่อบริเวณที่เกิดตะคริว จะเคลื่อนไหวไม่สะดวก มีอาการปวดขณะเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนไหวไม่ได้เลย7, 113) การตรวจร่างกาย3.1) ดูลักษณะทั่วไปของกล้ามเนื้อ เช่น เป็นก้อน เป็นลำหรือไม่3.2) ดูองศาของข้อต่อ เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า ว่าเหยียดหรือไม่15.5.2 โรคลมปะกังโรคลมปะกัง หรือเรียกว่า migraine ถือเป็นโรคที่ไม่ได้เกี่ยวกับกล้ามเนื้อโดยตรง แต่มีผลทำให้กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หรือในบางกรณีกล้ามเนื้อแข็งเกร็งมีผลทำให้โรคกำเริบได้ง่ายขึ้น1) ความหมาย โรคลมปะกัง ตามตำราโบราณ ระบุว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาหาร อากาศ และความเครียด ทำให้ธาตุไม่สมดุล ซึ่งทำให้เกิดอาการปวดศีรษะหรืออาเจียน (ในชนิดอาเจียน โบราณเชื่อว่าน้ำเลี้ยงในสมองไม่สามารถกลับลงมาได้)2) อาการ2.1) ปวดศีรษะ ปวดขมับ ปวดเบ้าตา หรือปวดกระบอกตา2.2) ปวดแบบตุ๊บ ๆ หรือแบบตื้อ ๆ อาจเกิดข้างเดียวหรืออาจเป็นทั้งสองข้าง2.3) หน้าแดง ตาพร่า ตาลาย เห็นแสงระยิบระยับ


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1232.4) อาการมักจะเป็นชั่วโมง หรืออาจเป็นตลอดวัน2.5) อาการร่วมอื่น ๆ อาจมี(1) ปวดศีรษะร่วมกับความดันโลหิตสูง (ควรแก้ไขความดันโลหิตสูงก่อน)(2) ปวดศีรษะร่วมกับไข้สูง (ควรแก้ไขไข้สูงก่อน)(3) ปวดศีรษะและอาเจียน (อาเจียนอาจมีลักษณะพุ่งออกมา)5, 124) การตรวจร่างกาย4.1) การตรวจองศาการเคลื่อนไหวเกี่ยวข้อง โดยการก้มหน้า-เงยหน้า เอียงหูชิดไหล่4.2) การตรวจกล้ามเนื้อเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวดเพื่อดูความแข็งเกร็ง บริเวณบ่า และโค้งคอ4.3) การตรวจกระดูกเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ปวด เช่น บริเวณกระดูกต้นคอ15.5.3 ปวดประจ าเดือนอาการปวดท้องประจำเดือนเป็นโรคที่ไม่ได้เกี่ยวกับกล้ามเนื้อโดยลายตรง แต่หากเกิดขึ้นที่กล้ามเนื้อเรียบ (มดลูก) แต่ผลของโรคมีผลทำให้กล้ามเนื้อลายแข็งเกร็ง ปวดทั้งบริเวณท้อง และกล้ามเนื้อหลัง1) ความหมาย เป็นอาการปวดจากสาเหตุประจำเดือนมาไม่ปกติ สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง หรือมีความเครียด โดยแพทย์แผนไทยมักนวดก่อน -หลังมีประจำเดือน 7 วัน2) อาการ2.1) อาการปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย2.2) ปวดหลัง หน้าขา และบริเวณกระเบนเหน็บ2.3) บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่ายร่วมด้วยโดยอาการต่าง ๆ จะเริ่มมีอาการก่อนมีประจำเดือนไม่กี่ชั่วโมง และต่อเนื่องไป 2-3 วันแรกของการมีประจำเดือน หากปวดรุนแรงอาจมีเหงื่อออก ตัวเย็น มือเท้าเย็นได้5, 7, 13-14


124 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง3) การตรวจร่างกาย3.1) การตรวจความสมดุลของโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง โดยการวัดส้นเท้า3.2) การตรวจองศาการเคลื่อนไหวเกี่ยวข้อง โดยการงอพับเข่ากดลงพื้น3.3) การตรวจกล้ามเนื้อเกี่ยวข้องกับบริเวณท้อง หลังและขา โดยเฉพาะ สัญญาณ 1,2 ท้อง สัญญาณ 1, 3 หลัง และบริเวณสัญญาณ 3 ขาด้านนอก1ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า กลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบการไหลเวียนโลหิต แม้จะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของอาการปวดกล้ามเนื้อ แต่มีภาวะแทรกซ้อนที่นำไปสู่อาการปวด ทั้งนี้ความผิดปกติของการไหลเวียน เช่น ภาวะโลหิตติดขัด โลหิตไปเลี้ยงไม่เพียงพอ หรือการคั่งของของเสียในระบบโลหิตและน้ำเหลือง สามารถกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเกิดความผิดปกติด้านการหดตัวและคลายตัว ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อยหรืออ่อนล้าอย่างต่อเนื่อง โดยหากอาการปวดกล้ามเนื้อมีความสัมพันธ์กับปัญหาการไหลเวียน แทนที่จะเป็นความผิดปกติของกล้ามเนื้อโดยตรง ก็จะสามารถเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมมากขึ้น เช่น การปรับสมดุลของธาตุลมเพื่อให้การไหลเวียนโลหิตเป็นไปโดยราบรื่น การลดกำลังของธาตุน้ำเพื่อลดภาวะคั่งบวม หรือการกระตุ้นกำลังของธาตุไฟเพื่อเร่งการเผาผลาญและการซ่อมแซม การรักษาด้วยวิธีการนวด การอบสมุนไพร การประคบสมุนไพร และการใช้ยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของแพทย์แผนไทยในการบรรเทาอาการ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยไม่เพียงแต่ลดอาการปวด แต่ยังฟื้นฟูสมดุลสุขภาพโดยรวมได้อีกด้วย


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1255.6 การส่งต่อกรณีที่การรักษามีข้อจำกัดเกิดขึ้น ทั้งการขาดเครื่องมือที่เหมาะสม ขาดความชำนาญในการรักษา ระยะทางของคนผู้ป่วยกับสถานที่รักษาห่างไกลกันมาก การส่งต่อผู้ป่วย ถือเป็นตัวเลือกที่แพทย์แผนไทยจะชี้แจงเพื่อให้ผู้ป่วยได้เลือกหนทาง วิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ดังแพทย์แผนไทยจะต้องเข้าใจถึงหลักการ วัตถุประสงค์ รวมไปถึงรายละเอียดที่เขียนในใบส่งตัว ต่อไปนี้5.6.1 เกณฑ์การส่งต่อ1) สัญญาณชีพผิดปกติ ได้แก่ มีอุณหภูมิสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส อัตราการหายใจ มากกว่า 20 ครั้งต่อนาที หรือน้อยกว่า 10 ครั้งต่อนาที ชีพจรเต้นเร็วกว่า 90 ครั้งต่อนาที หรือน้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที ความดันโลหิต 90/60 มิลลิเมตรปรอท หรือสูงกว่า 180/110 มิลลิเมตรปรอท2) มีอาการโรคที่รุนแรง เช่น มีอาการปวดและร้าวหรือชาตามแนวเส้นประสาท ข้ออักเสบติดเชื้อ กล้ามเนื้ออักเสบติดเชื้อ อาการปวดศีรษะที่ระดับรุนแรง บวม แดง ร้อนรุนแรง3) มีอาการของโรคแทรกซ้อน หรือโรคอื่นที่เกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว สับสน ปวดร้าวไปสะบักร่วมกับอาการเจ็บแน่นหน้าอก ปวดหลังบั้นเอว ร่วมกับปัสสาวะสีขุ่น เป็นฟอง เป็นเลือด4) มีอาการอื่นที่ควรคำนึงได้แก่ มีประวัติประสบอุบัติเหตุ ทำให้กระดูกแตกหัก ปริ ร้าว หรือมีบาดแผลภายใน 2 สัปดาห์5) การส่งต่อแพทย์แผนปัจจุบัน เมื่อรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือมีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ เมื่อตรวจพบภาวะข้อต่อหลุด กระดูกหัก แตก ร้าว มีแผลติดเชื้อ มีไข้สูง มีความดันโลหิตสูงกว่า 180/110 มิลลิเมตรปรอท มีอาการหอบเหนื่อย หายใจติดขัด ชีพจรเต้นเร็วผิดจังหวะ6) กรณีที่การรักษามีข้อจำกัดเกิดขึ้น ทั้งการขาดเครื่องมือที่เหมาะสม ขาดความชำนาญในการรักษาโรค ระยะทางของคนผู้ป่วยกับสถานที่รักษาห่างไกลกันมาก15


126 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง5.6.2 วัตถุประสงค์ของการส่งต่อ1) เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ จากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เฉพาะด้าน ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในการจัดการกับโรคที่ซับซ้อนหรือไม่สามารถวินิจฉัยได้ชัดเจน2) เพื่อจัดการกับปัญหาที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะปัญหาที่มีความเกี่ยวข้องกับหลายระบบ การส่งต่อช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ครอบคลุม3) เพื่อเพิ่มผลลัพธ์ในการรักษา เพราะใช้ผู้เชี่ยวชาญในการรักษา ได้รับวิธีการตรวจและการรักษาที่จำเพาะเจาะจงมากกว่า 4) เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสม สอดคล้องกับบริบท165.6.3 รายละเอียดเอกสารที่ควรจัดเตรียมเพื่อเป็นข้อมูลในการส่งต่อ1) S : situation โดยการให้ข้อมูล ระบุชื่อ-สกุล อายุของผู้ป่วย ปัญหา/เหตุผลที่ต้องส่งต่อ ชื่อสถานพยาบาลต้นทาง ชื่อผู้ส่งต่อ และข้อมูลการติดต่อ2) B : background โดยการให้ข้อมูลประวัติของผู้ป่วย การวินิจฉัยการรักษาที่ผ่านมา (ถ้ามี) และผลการรักษา (ถ้ามี)3) A : assessment โดยให้ข้อมูลผลการตรวจร่างกายที่สำคัญ 4) R : recommendation โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับคำแนะนำ ความต้องการของผู้ส่งต่อ ข้อควรระวัง หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่จำเป็น17ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า การส่งต่อในการทางการแพทย์แผนไทยนั้นยังไม่มีการระบุวิธีการดำเนินการไว้อย่างชัดเจน จากประสบการณ์ของผู้เขียน พบว่าการส่งต่อทางการแพทย์แผนไทยนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การส่งต่อในกรณีที่เกิดขอบเขตความสามารถของตน แต่เป็นการส่งต่อในกรณีที่บริบทของผู้ป่วยไม่สามารถมาเข้ารับการรักษาต่อเนื่องได้ ควรวางแผนร่วมกันกับผู้ป่วยในการเลือกผู้เชี่ยวชาญหรือสถานพยาบาล ที่ตอบความต้องการของผู้ป่วย โดยแพทย์แผนไทยจะทำการโทรประสานเป็นการเบื้องต้นในกรณีที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวของปลายทาง หรือเขียนใบส่งตัวเพื่อให้ผู้ป่วยถือไปขอรับบริการก็ได้เช่นกัน


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 127บทสรุปเมื่อกระบวนการซักประวัติและตรวจร่างกายเสร็จสิ้น ข้อมูลทั้งหมดจะนำมาสู่การวินิจฉัยโรค ซึ่งการวินิจฉัยที่แม่นยำจะนำไปสู่การวางแผนการรักษาที่ตรงจุด หรือการส่งต่อผู้ป่วยไปยังผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็วสามารถลดความเสี่ยงของอาการที่อาจลุกลามรุนแรงขึ้น และทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น แต่ยังส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ป่วยในระยะยาว ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้ในการวินิจฉัยคือ องค์ความรู้และทักษะของแพทย์ในการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ซึ่งข้อมูลที่ได้จากขั้นตอนนี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญในการวิเคราะห์โรค สำหรับในศาสตร์การแพทย์แผนไทย โรคที่แสดงอาการปวดกล้ามเนื้อซึ่งพบบ่อยในคลินิกนั้นมีหลากหลายและสามารถวินิจฉัยได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการวินิจฉัยตามหลักธาตุ 42 ประการ หรือตามหลักคัมภีร์หัตถเวชกรรมไทย โรคเหล่านี้ที่มักพบได้บ่อยในคลินิกการแพทย์แผนไทย คือ กลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อโดยตรง เช่น โรคลมปลายปัตคาต โรคลมลำบอง โรคยอก โรคคอตกหมอน กลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบข้อต่อ เช่น โรคลมจับโปง โรคข้อเท้าแพลง กลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท เช่น โรคลมอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคลมปราบ และกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคตะคริว โรคลมปะกัง อาการปวดประจำเดือน ในบางกรณีที่การรักษามีข้อจำกัดเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขาดเครื่องมือที่จำเป็น ความไม่ชำนาญของแพทย์ในโรคเฉพาะทาง หรือระยะทางที่ไกลระหว่างบ้านของผู้ป่วยกับสถานพยาบาล การส่งต่อผู้ป่วยจึงถือเป็นทางเลือกที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยแพทย์แผนไทยมีหน้าที่ชี้แจงข้อมูลอย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้ป่วยได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด


128 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงอ้างอิง 1. อำพล บุญเพียร. (2568). อาการปวดกล้ามเนื้อจากโรคลมปลายปัตคาต: มุมมองเชิงลึกในศาสตร์การแพทย์แผนไทย. วารสารเทคโนโลยีทางการแพทย์และสหเวชศาสตร์, 1(1), e2846. https://he04.tcithaijo.org/index.php/JMAS/article/view/28462. อำพล บุญเพียร, ปฐมา จันทรพล, และณัฏฐา เชิดชูธีรกุล. (2568). สมุฏฐานการเกิดโรค: กุญแจสำคัญแห่งศาสตร์การแพทย์แผนไทย. เวชบันทึกศิริราช,18(3), 151-158. https://he02.tcithaijo.org/index.php/simedbull/article/view/2734263. คมสัน ทินกร ณ อยุธยา. (2562). หลักการพื้นฐานของการแพทย์แผนไทยในราชสกุลทินกร (พิมพ์ครั้งที่ 3). บริษัท ภูลประสิทธิ์ จำกัด.4. ปราโมทย์ เสถียรรัตน์, ศุภวรรณ พันธ์บูรณะ, วฐานี อยู่พุ่ม, ธารทิพย์ โคกดอกไม้, ธิติมา กิ่งกระโทก, แสงระวี ทองแตง, สมนึก สมบูรณ์สร้าง, วรุฒ ณัติเดชาชัย, ณัฐพร อร่ามเกียรติ, ศิริศักดิ์ ยนต์ชัย, ปัทมวรรณ เรืองเดช, เพชรดา เพชรคง, และธนาพันธ์ คำปัน. (2558). คู่มือการใช้ยาแผนไทยและยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ. สำนักงานพัฒนากำลังคน กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกระทรวงสาธารณสุข.5. มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิมฯ โรงเรียนอายุรเวท. (2555). หัตถเวชกรรมแผนไทย (นวดแบบราชสำนัก). 6. จุไรรัตน์ บุญรวบ. (2565). การนวดไทยแบบราชสำนักในเวชปฏิบัติ. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.7. ยงศักดิ์ ตันตปิฎก,และสำลีใจดี. (2559). ตำราการนวดไทยเล่ม 1 (พิมพ์ครั้งที่ 5).มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา.8. ศุภกิจ สุวรรณไตรย์, ธเนศพล พันธ์เพ็ง, นันทิพัฒน์ คำแก้ว, ปิยาอร สีรูปหมอก,พัชรพล อุดมเกียรติ, อารีศักดิ์ โชติวิจิตร, ประวิทย์ อัครเสรีนนท์, และทวี เลาหพันธ์. (2561). การเปรียบเทียบการวินิจฉัยโรคข้อเข่า เสื่อมทางแพทย์แผนตะวันตกกับโรค ลมจับโปงแห้งเข่าทางแพทย์แผนไทย.เวชบันทึกศิริราช, 11(2), 88-95. https://he02.tcithaijo.org/index.php/simedbull/article/view/150658


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1299. ฒิพาพร สิทธิเลิศพิศาล. (ม.ป.ป.). คู่มืออบรมการนวดไทยแบบราชสำนัก.ภาคเทคนิคการนวดรักษาอาการโรคที่พบบ่อย. มูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา.10. สิทธิศักดิ์ ติคำ, และอาจินต์ สงทับ. (2565). การรักษาโรคหลอดเลือดสมองตามแนวทางการแพทย์แผนไทย. วารสารเทคโนโลยีภาคใต้, 15(2), 123–131. https://so04.tci-thaijo.org/index.php/journal_sct/article/view/25489311. ธนิสร ศรีวานิชภูมิ. (2566). ประมวลหัตถเวชกรรมไทย (พิมพ์ครั้งที่ 2). ธนิศิริ สหคลินิกการแพทย์แผนไทยประยุกต์และการแพทย์แผนจีน12. ศรินรัตน์ โคตะพันธ์. (2564). ไมเกรนกับการแพทย์แผนไทย. วารสารวิจัยราชภัฏพระนคร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 16(1), 179-186. https://li01.tci-thaijo.org/index.php/PRRJ_Scitech/article/view/179-18613. ประพจน์ เภตรากาศ, และสุรเกียรติ อาชานานุภาพ. (2555). ตำราการนวดไทยบำบัด 4. มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ.14. พิชชานันท์ เธียรทองอินทร์, รัชฎาพร พิสัยพันธุ์, กาญจนา ดีเลิศ, และปัทมวรรณ อินทสร้อย. (2564). สมุนไพรไทยกับการรักษาอาการปวดประจำเดือน. วารสารวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา, 7(2), 5-18. https://he02.tcithaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/24863815. อัจฉรา เขียงทอง, พิศพรรณ วีระยิ่งยง, กรรวี กรวิศิษฎ์วาทิน, ชวิศา ประดิษฐอุกฤษฎ์,รุ่งทิพย์ เลาะวิถี, และภัทธีรา แรงกล้า. (2568). แนวทางการรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยยาสมุนไพร ในระบบบริการปฐมภูมิ ฉบับ พ.ศ. 2568. สถาบันการแพทย์แผนไทย16. ประพจน์ เภตรากาศ, และพินิต ชินสร้อย. (2555). ตำราสมุฏฐานโรคและการวินิจฉัย. มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ.17. Müller, M., Jürgens, J., Redaèlli, M., Klingberg, K., Hautz, W. E., & Stock, S. (2018). Impact of the communication and patient hand-off tool SBAR on patient safety: a systematic review. BMJ Open, 8(8), e022202. https://doi.org/10.1136/bmjopen-2018-022202


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 131การรักษาด้วยยาสมุนไพร


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 133บทที่ 6การรักษาด้วยยาสมุนไพรบทน ากลุ่มอาการปวดในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อนับเป็นหนึ่งในภาวะทางสุขภาพที่พบได้บ่อยที่สุดในเวชปฏิบัติ โดยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลสืบเนื่องจากวิถีชีวิตของผู้คนยุคปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับอิริยาบถที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน ท่ามกลางความหลากหลายของแนวทางการรักษาศาสตร์แพทย์แผนไทยได้นำเสนอทางเลือกการบำบัดที่สำคัญและยั่งยืนผ่านการใช้ยาสมุนไพรซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมและสืบทอดมายาวนาน หัวใจของการรักษาด้วยยาสมุนไพรตั้งอยู่บนความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงคุณสมบัติเฉพาะของพืชแต่ละชนิด ซึ่งมีกลไกการออกฤทธิ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการต้านการอักเสบ การคลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ หรือการส่งเสริมการไหลเวียนโลหิต ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังถือเป็นทางเลือกที่มีความปลอดภัยและมีผลข้างเคียงน้อยเมื่อเทียบกับการใช้ยาแผนปัจจุบันบางชนิด จุดเด่นสำคัญของการใช้ยาสมุนไพรในบริบทสาธารณสุขไทยปัจจุบัน คือการที่ยาสมุนไพรจำนวนมากได้รับการคัดเลือกและบรรจุอยู่ใน บัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งหมายความว่ายาเหล่านี้ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยตามมาตรฐาน และสามารถเบิกจ่ายได้ในสถานพยาบาลของรัฐ ในบทนี้จะอธิบายถึงการใช้ยาสมุนไพรที่ได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งถือว่าเป็นยาที่มีความปลอดภัย มีรายการยาสำหรับการให้แพทย์แผนไทยจ่ายในสถานพยาบาลทั่วไป ซึ่งรวมถึงยาแต่ละชนิดที่ใช้สำหรับการรับประทานและการใช้ภายนอก โดยจะเน้นไปที่คุณสมบัติ วิธีการใช้ และประสิทธิภาพของสมุนไพรเหล่านี้ในการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังจะพูดถึงยาสมุนไพรเดี่ยวที่มีการศึกษาวิจัยและการใช้งานในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจถึงการบำบัดรักษาด้วยยาสมุนไพรได้อย่างละเอียดและครอบคลุม การศึกษาวิธีการรักษาด้วยยาสมุนไพรนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความรู้และความเข้าใจในการเลือกใช้สมุนไพรอย่างเหมาะสมในการบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ


134 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง6.1 กลุ่มยาเถาวัลย์เปรียง6.1.1 ตับรับยาที่นิยมใช้1) ยาเถาวัลย์เปรียง (แคปซูล) ใช้บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ โดยรับประทานครั้งละ 500-1,000 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารทันที2) ยาสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียง (แคปซูล) ที่สกัดด้วย 50 เปอร์เซ็นต์ของ ethyl alcohol ใช้บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง รับประทานครั้งละ 200 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารทันที บรรเทาอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อม รับประทานครั้งละ 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารทันที3) ยาผสมเถาวัลย์เปรียงสูตรตำรับที่ 1 (ยาลูกกลอน) ในผงยา 100 กรัม ประกอบด้วย เถาวัลย์เปรียง แก่นดูกหิน (มะดูก) แก่นดูกใส (ขันทองพยาบาท)เหง้าไพล หนักสิ่งละ 25 กรัม ใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยรับประทานครั้งละ 900 มิลลิกรัม – 1.5 กรัม วันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น หลังอาหารทันที4) ยาผสมเถาวัลย์เปรียงสูตรตำรับที่ 2 (ยาลูกกลอน) ในผงยา 100 กรัม ประกอบด้วย เหง้าไพล หนัก 40 กรัม เถาวัลย์เปรียง แก่นดูกหิน (มะดูก) แก่นดูกใส (ขันทองพยาบาท) หนักสิ่งละ 20กรัม ใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยรับประทานครั้งละ 900-1,500 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น หลังอาหารทันที1 6.1.2 ข้อห้ามทั้ง 4 ตำรับนี้ห้ามใช้กับหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากมีฤทธิ์ที่ส่งผลต่อการหดตัวของมดลูก ทั้งนี้ยังไม่มีการศึกษาเพียงพอที่ยืนยันความปลอดภัยในการใช้เถาวัลย์เปรียงในหญิงตั้งครรภ์ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรชนิดนี้ในระหว่างตั้งครรภ์1-26.1.3 ข้อควรระวัง อาจทำให้เกิดการระคายเคืองของระบบทางเดินอาหาร ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารเนื่องจากเถาวัลย์เปรียงมีกลไก ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยาแก้ปวดในกลุ่ม NSAIDs จึงไม่ควรใช้ร่วมกันเพราะจะออกฤทธิ์เสริมกัน ควรระมัดระวังการใช้ในผู้ที่มีการทำงานของไตบกพร่อง นอกจากนี้ควรระมัดระวังการรับประทานเถาวัลย์เปรียงติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะในเถาวัลย์เปรียงมีสารที่มีฤทธิ์เช่นเดียวกับฮอร์โมนเพศหญิง1, 3-4


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1356.1.4 อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจพบได้ ยาเถาวัลย์เปรียง (แคปซูล) ยาผสมเถาวัลย์เปรียงสูตรตำรับที่ 1 (ยาลูกกลอน) และยาผสมเถาวัลย์เปรียงสูตรตำรับที่ 2 (ยาลูกกลอน) อาจทำให้ปวดท้อง ท้องผูก ปัสสาวะบ่อย คอแห้ง ใจสั่น และสำหรับยาสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียงแคปซูล อาจมีอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ อุจจาระเหลว1 6.1.5 ข้อมูลทางเภสัชวิทยาที่ส าคัญ1) องค์ประกอบทางเคมี : กลุ่มสารสำคัญในเถาวัลย์เปรียง ได้แก่ isoflavone, isoflavone glycosides และสาร coumarin derivatives32) ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้อง : เถาวัลย์เปรียงมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายอย่าง ได้แก่ ต้านอนุมูลอิสระ5 ต้านการอักเสบ6ยับยั้งเอนไซม์ COX-17 แก้ปวด8และกระตุ้นภูมิคุ้มกัน9ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า เถาวัลย์เปรียงมีสรรพคุณที่โดดเด่นในการคลายกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการบวมและการอักเสบ และขับปัสสาวะ ทำให้เป็นที่นิยมในการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อจากภาวะกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง ที่เกิดจากความไม่สมดุลของธาตุดิน โดย 1) ยาเถาวัลย์เปรียง 2) ยาสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียงเหมาะสำหรับการใช้ในการรักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อที่เกิดจากภาวะกล้ามเนื้อแข็งเกร็งทั่วไป ที่มีอาการไม่รุนแรง 3) ยาผสมเถาวัลย์เปรียงสูตรตำรับที่ 1 ซึ่งเหมาะสำหรับการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อที่มีการอักเสบร่วมด้วย เนื่องจากมีส่วนประกอบของ แก่นดูกหินแก่นดูกใส เหง้าไพล และ 4) ยาผสมเถาวัลย์เปรียงสูตรตำรับที่ 2 เหมาะสำหรับอาการปวดกล้ามเนื้อที่มีการไหลเวียนโลหิตคั่งค้าง และมีการอักเสบ เนื่องจากมีปริมาณไพลเป็นส่วนผสมมากถึง 40 กรัม อย่างไรก็ตามแต่การใช้เถาวัลย์เปรียงต้องอาศัยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากสารสำคัญในเถาวัลย์เปรียงมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง prostaglandins ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหารจากกรด จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการระคายเคืองหรือการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ในกระบวนการจ่ายยา การซักประวัติจึงควรสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร รวมถึงประวัติการเจ็บป่วยเกี่ยวกับโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร หากพบว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจเลือกใช้สมุนไพรชนิดอื่นแทนเพื่อลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียง


136 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง6.2 กลุ่มยาโคคลาน6.2.1 ต ารับยาที่นิยมใช้1) ยาผสมโคคลานสูตรตำรับที่ 1 (ยาชง) ในผงยา 100 กรัม ประกอบด้วย เถาโคคลาน โด่ไม่รู้ล้ม ผลมะตูมอ่อน ทองพันชั่ง (ทั้งต้น) หนักสิ่งละ 25 กรัม ใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยรับประทาน ครั้งละ 1 กรัม ชงน้ำร้อนประมาณ 120-200 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า กลางวัน เย็น 2) ยาผสมโคคลานสูตรตำรับที่ 2 (ยาต้ม) ในยา 105 กรัม ประกอบด้วย เถาโคคลาน หนัก 50 กรัม โด่ไม่รู้ล้ม ผลมะตูมอ่อน ส่วนเหนือดินทองพันชั่ง หนักสิ่งละ 15 กรัม ใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยนำตัวยาทั้งหมดมาเติมให้น้ำท่วมตัวยา ต้มน้ำเคี่ยว 3 ส่วนเหลือ 1 ส่วน ดื่มครั้งละ 120-200 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า กลางวัน เย็น3) ยาผสมโคคลานสูตรตำรับที่ 3 (ยาต้ม) ในยา 100 กรัม ประกอบด้วยเถาโคคลาน เถาเอ็นอ่อน แก่นฝางเสน เถาสะค้าน หนักสิ่งละ 20 กรัม โด่ไม่รู้ล้มทองพันชั่ง (ทั้งต้น) หนักสิ่งละ 10กรัม ใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยนำตัวยาทั้งหมดมาเติมให้น้ำท่วมตัวยา ต้มน้ำเคี่ยว 3 ส่วนเหลือ 1 ส่วน ดื่มครั้งละ 120-200มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า กลางวัน เย็น1-24) ข้อห้าม-ข้อควรระวัง : ตำรับยาทั้ง 3 ตำรับ ยังไม่มีการระบุข้อห้าม ข้อควรระวัง หรืออาการไม่พึงประสงค์ไว้อย่างชัดเจน1, 10 แต่อย่างไรก็ตามควรระมัดระวังการใช้ในกลุ่มผู้ป่วยเปราะบาง เช่น หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ 5) ข้อมูลทางเภสัชวิทยาที่สำคัญ 5.1) องค์ประกอบทางเคมี : กลุ่มสารสำคัญในโคคลาน ได้แก่ terpenoids, benzopyrans, coumarinolignoids, steroids และ polyphenols115.2) ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้อง : โคคลานมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายอย่าง ได้แก่ ต้านอนุมูลอิสระ12 ระงับปวดและฤทธิ์ต้านการอักเสบ13 และฤทธิ์ต่อการเคลื่อนที่ของเซลล์ในหลอดเลือดและเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี14


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 137ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า ยาสูตรที่ 1 (ยาชง) สูตรที่ 2 (ยาต้ม) และสูตรที่ 3 (ยาต้ม) ซึ่งแต่ละสูตรถูกออกแบบมาเพื่อการรักษาที่เฉพาะเจาะจง ยาผสมโคคลานสูตรตำรับที่ 1 (ยาชง) มีจุดเด่นคือความสะดวกในการเตรียมและใช้งาน โดยการนำส่วนผสมทั้งหมดมาต้มในน้ำร้อนและดื่มเป็นชา เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการอ่อนเพลียหรือปวดเมื่อยเล็กน้อย ยาผสมโคคลานสูตรตำรับที่ 2 (ยาต้ม) สูตรนี้มีความเข้มข้นของโคคลานสูงและเน้นไปที่การรักษาอาการปวดเมื่อยที่มีลักษณะรุนแรงมากกว่าตำรับที่ 1เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดจากกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานหนัก สำหรับยาผสมโคคลานสูตรตำรับที่ 3 (ยาต้ม) สูตรนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาอาการปวดเรื้อรัง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาการเคลื่อนไหว สูตรนี้มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบในเส้นเอ็นและเนื้อเยื่อ โดยเพิ่มเถาเอ็นอ่อนมาช่วยเสริมการคลายกล้ามเนื้อ พร้อมทั้งส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตในบริเวณที่มีอาการปวดโดยใส่สมุนไพรอย่าง ฝางเสนและสะค้าน โดยรวมโคคลานมีความเป็นไปได้ในการนำมาใช้ทดแทนยาแก้ปวด โดยเฉพาะกลุ่มยาที่มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร6.3 กลุ่มยากัญชา6.3.1 ต ารับยาที่นิยมใช้1) ยาแก้ลมแก้เส้น (ยาผง) ในยา 150 กรัม ประกอบด้วย เมล็ดพริกไทย 80 กรัม ใบกัญชา 40 กรัม รากเจตมูลเพลิง 10 กรัม เหง้าขิง 8 กรัม เทียนข้าวเปลือก 6กรัม เทียนดำ 4 กรัม เทียนขาว 2 กรัม ใช้แก้ลมในเส้น บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อที่มีอาการมือเท้าชา โดยรับประทานครั้งละ 1-4 กรัม วันละ 2ครั้ง ก่อนอาหาร เช้าและเย็น ใช้น้ำกระสายยา น้ำผึ้งรวงหรือน้ำส้มซ่า 1 ช้อนชา (5 มิลลิลิตร) ถ้าหาน้ำกระสายยาไม่ได้ ให้ใช้น้ำสุกครึ่งแก้วแทน 2) ยาอัมฤตย์โอสถ(ยาผง แคปซูล) ในยา 76กรัม ประกอบด้วย ลำต้นสหัสคุณแก่นแสมทะเล รากส้มกุ้ง ผลมะตูม ผลสมอพิเภก ผลพิลังกาสา ผลสมอเทศ ผลสมอไทยโกฐเขมา เทียนดำ เทียนขาว ลูกจันทน์ดอกจันทน์ผลกระวาน กานพลูดอกดีปลี อย่างละ1 กรัม เปลือกหอยโข่งเผา เปลือกหอยขมเผา เปลือกหอยแครงเผา เบี้ยผู้เผา อย่างละ 3กรัม เรือนช่อดอกกัญชา 10 กรัม ผลพริกไทย 38 กรัม ใช้แก้ลมกษัย บรรเทาอาการปวดเมื่อยตึงกล้ามเนื้อที่เป็นเรื้อรัง โดยรับประทานครั้งละ 1-2 กรัม วันละ 2 ครั้ง ก่อน


138 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงอาหาร เช้าและเย็น น้ำกระสายยาใช้น้ำสุกครึ่งแก้ว 3) ยาทำลายพระสุเมรุ (แคปซูล ยาผง) ในยา 714 กรัม ประกอบด้วย เมล็ดพริกไทยล่อน 462 กรัม ต้นหัสคุณเทศ 21 กรัม การบูร 21 กรัม เนื้อลูกสมอเทศ 20กรัม เนื้อลูกสมอไทย 19 กรัม หัวบุกรอ 18 กรัม รากเจตมูลเพลิง 17 กรัม กัญชา 16กรัม เหง้าขิงแห้ง 15 กรัม เทียนข้าวเปลือก 14 กรัม เทียนตาตั๊กแตน 13 กรัม เทียนขาว 12 กรัม เทียนแดง 11 กรัม เทียนดำ 10 กรัม โกฐเขมา 9 กรัม โกฐสอ 8กรัม เหง้าว่านน้ำ7 กรัม เกลือสินเธาว์ 6 กรัม ดอกดีปลี 5 กรัม ดอกกานพลู 4 กรัม ผลกระวาน 3 กรัมดอกจันทน์ 2 กรัม ลูกจันทน์ 1 กรัม สรรพคุณ ใช้แก้ลมเปลี่ยวดำ เป็นยาเสริมเพื่อฟื้นฟูอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากโรคลมอัมพฤกษ์อัมพาต โดยรับประทานครั้งละ 2 กรัม วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้าและเย็น ใช้น้ำกระสายยา เป็นน้ำอ้อยแดง น้ำนมโค ปริมาณครึ่งแก้ว ถ้าหาน้ำกระสายยาไม่ได้ ให้ใช้น้ำต้มสุกแทน1 6.3.2 ข้อห้าม ทั้ง 3 ตำรับนี้ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ผู้ที่มีไข้ และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี เนื่องจากมีส่วนประกอบของกัญชา1, 156.3.3 ข้อควรระวัง1) ร่วมกับยาในกลุ่ม anticoagulants กลุ่มยา antiplatelets และยา phenytoin propranolol theophylline และ rifampicin เนื่องจากทั้ง 3 ตำรับนี้มีส่วนประกอบของพริกไทย6, 162) ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง (กรณีที่ไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้) โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (กรณีที่ไม่สามารถควบคุมอาการได้) โรคแผลเปื่อยเพปติกโรคกระเพาะอาหารและโรคกรดไหลย้อน และควรระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยสูงอายุ เนื่องจากเป็นตำรับยารสร้อน1 3) สำหรับตำรับยาอัมฤตย์โอสถ อาจทำให้ง่วงซึมได้ ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล เนื่องจากมีส่วนผสมของช่อดอกกัญชา1, 176.3.4 อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจพบได้ ทั้ง 3ตำรับอาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ มึนงง แสบท้องแสบร้อนกลางอกปากแห้ง คอแห้ง ง่วงนอน คลื่นไส้ ได้1


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1396.3.5 ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา : 1) องค์ประกอบทางเคมี : กลุ่มสารสำคัญในกัญชา ได้แก่ cannabinoids, terpenoids และ flavonoids182) ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้อง :กัญชามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายอย่างได้แก่ ยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง18 ลดการคลื่อนไส้อาเจียน19 เพิ่มความอยากอาหาร20ลดอาการปวด21นอกจากตำรับยาดังกล่าวแล้วยังมีตำรับยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของกัญชาที่น่าสนใจอีกหลายตำรับ เช่น ตำรับยาศุขไสยาศน์ที่ช่วยคลายเครียดแก้ปวด น้ำมันสนั่นไตรภพ ที่นำมารักษาผู้ป่วยที่มีอาการเกร็ง อัมพาต-อัมพฤกษ์ สารสกัดน้ำมันกัญชาทางการแพทย์สูตร THC ที่ใช้ลดอาการปวดประสาท สารสกัดน้ำมันกัญชา สูตรเทตราไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol; THC) : แคนนาบิไดออล (Cannabidiol ; BCD) ในสัดส่วน 1 : 1 ที่ใช้รักษาปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และอีกหลายตำรับ22แต่ตำรับเหล่านี้ยังคงมีข้อมูลการใช้ค่อนข้างน้อย จึงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ความระมัดระวังรอบคอบในการใช้ ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า การใช้ตำรับยาที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบเคยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ภายหลังการปรับปรุงกฎหมายในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีการยอมรับให้กัญชามีสถานะเป็นยาทางการแพทย์ และบรรจุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ส่งผลให้การศึกษาวิจัยและการใช้ประโยชน์ทางคลินิกเพิ่มมากขึ้น โดยตำรับยาแก้ลมแก้เส้น มีความโดดเด่นสำหรับผู้ที่มีภาวะการไหลเวียนโลหิตผิดปกติ เนื่องจากมีตัวยารสร้อนเป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่ไม่เหมาะสมในผู้ป่วยโรคทางเดินอาหาร เพราะอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ ตำรับยาอัมฤตย์โอสถ โดดเด่นในการช่วยคลายกล้ามเนื้อและลดอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง รวมถึงบรรเทาความวิตกกังวล แต่มีข้อควรระวังคืออาจก่อให้เกิดอาการง่วงซึม และสำหรับตำรับยาทำลายพระสุเมรุซึ่งมีรสร้อนมากกว่าตำรับอื่น ๆ จึงโดดเด่นสำหรับบรรเทาอาการปวดที่เกี่ยวข้องกับการติดขัดของลมในร่างกาย อาการชา อาการของระบบประสาท แต่ต้องระมัดระวังในผู้ป่วยที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด แม้ว่าตำรับยาที่มีกัญชาจะสามารถบรรเทาอาการปวดได้แต่ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางจิตใจ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ หรือใช้ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากฤทธิ์ของกัญชาอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาทและอารมณ์ อันอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาวะจิตใจได้


140 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง6.4 กลุ่มยาขับลมในเส้น6.4.1 ยาสหัศธาราในยา 1,000กรัม ประกอบด้วย พริกไทยล่อน หนัก 240กรัม รากเจตมูลเพลิงแดงหนัก 224 กรัม ดอกดีปลี หนัก 96 กรัม หัศคุณเทศ หนัก 48 กรัม เนื้อผลสมอไทย หนัก 104 กรัม รากตองแตก หนัก 80 กรัม เหง้าว่านน้ำ หนัก 88 กรัม การบูร หนัก 14 กรัมดอกจันทน์ หนัก 13 กรัม เทียนแดง หนัก 11 กรัม ลูกจันทน์ หนัก 12 กรัม เทียนตาตั๊กแตน มหาหิงคุ์ หนักสิ่งละ 10กรัม เทียนสัตตบุษย์ หนัก 9กรัม เทียนขาว รากจิงจ้อหนักสิ่งละ 8 กรัม เทียนดำ หนัก 7 กรัม โกศกักกรา หนัก 6 กรัม โกฐเขมา หนัก 5 กรัมโกฐก้านพร้าว หนัก 4 กรัม โกฐพุงปลา หนัก 3กรัม ใช้ขับลมในเส้น แก้โรคลมกองหยาบรับประทานครั้งละ 1-1.5 กรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็น1 1) ข้อห้าม : ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เพราะตำรับยามีกลุ่มยารสร้อนจำนวนมาก บางชนิดออกฤทธิ์ในการกระตุ้นการบีบตัวของมดลูก ผู้ที่มีไข้ เนื่องจากตำรับยามียารสร้อน อาจทำให้ไข้ขึ้นสูงได้ ควรระวังการบริโภคในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจโรคแผลเปื่อยเพปติก และโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากเป็นตำรับยารสร้อนควรระวังการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของตับ ไต เนื่องจากอาจเกิดการสะสมของการบูรและเกิดพิษได้1-2 2) ข้อควรระวัง : ควรระวังการใช้ยานี้ ร่วมกับยา phenytoin propranolol theophylline และ rifampicin เนื่องจากตํารับนี้มีพริกไทยในปริมาณสูง1, 163) อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจพบได้ : ร้อนท้อง แสบท้อง คลื่นไส้ คอแห้ง ผื่นคัน โดยอาการระคายเคืองในทางเดินอาหารอาจพบได้มากที่สุด ซึ่งอยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง1, 236.4.2 ยาแก้ลมอัมพฤกษ์(ยาผง) ในผงยา 70 กรัม ประกอบด้วย เหง้าไพล เหง้าขมิ้นอ้อย หัวกระเทียมรากเจตมูลเพลิงแดง พริกไทยล่อน ลูกจันทน์ดอกจันทน์การบูร หนักสิ่งละ 5 กรัม ผักเสี้ยนผี (ทั้งตัน) เปลือกต้นทองหลาง เปลือกต้นกุ่มบก เปลือกต้นกุ่มน้ำ เกลือสินเธาว์ หนักสิ่งละ 5 กรัมใช้บรรเทาอาการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า ตึงหรือชา โดยรับประทานครั้งละ 1กรัม ชงน้ำร้อนดื่มประมาณ 120 -200 มิลลิลิตร ดื่มขณะที่ยังอุ่นอยู่วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า กลางวัน เย็น11) ข้อห้าม : ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เพราะตำรับยามีกลุ่มยารสร้อน


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 141จำนวนมาก บางชนิดออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของมดลูก ผู้ที่มีไข้ เนื่องจากตำรับยามียารสร้อน1-22) ข้อควรระวัง : การใช้ยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของตับ ไต เนื่องจากอาจเกิดการสะสมของการบูรและเกิดพิษได้ และในผู้ป่วยที่จำกัดการใช้เกลือ1 3) อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจพบได้ : แสบร้อนยอดอก1-2ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า ตำรับยาสหัศธารา เป็นยาที่มีสรรพคุณในการบรรเทาอาการปวดที่มาจากการบีบรัดและอักเสบของเส้นประสาท อาการปวดในข้อที่มีลักษณะลมติดขัด เช่น จับโปงเข่า ข้อเข่าเสื่อม ในขณะที่ตำรับยาแก้ลมอัมพฤกษ์เหมาะสมกับผู้ป่วยที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อร่วมกับอาการตึง ชา หรือความรู้สึกของกล้ามเนื้อที่ตึงเครียด แต่อย่างไรก็ตามทั้งสองตำรับยาเป็นยารสร้อน ดังนั้นผู้ป่วยที่มีภาวะร้อนในร่างกายควรหลีกเลี่ยงการใช้ตำรับยาทั้งสองนี้ นอกจากนี้ทั้งสองตำรับต้องระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีภาวะความผิดปกติของตับและไต เพราะส่วนผสมในตำรับยาสามารถทำให้เกิดการสะสมของการบูร การใช้ยาต่อเนื่องโดยไม่ระมัดระวังในกรณีนี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย สำหรับตำรับยาสหัธารา ควรหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับยาอื่น ๆ เช่น phenytoin propranolol theophylline และ rifampicinเพราะการใช้พริกไทยในปริมาณสูงในตำรับยานี้อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของยาเหล่านี้ได้ ในขณะที่ตำรับยาแก้ลมอัมพฤกษ์ ควรระมัดระวังการใช้ในผู้ป่วยที่จำกัดการใช้เกลือ เนื่องจากมีส่วนผสมของเกลือในตำรับ 6.5 กลุ่มยาแก้กษัย6.5.1 ยากษัยเส้น (ลูกกลอน) ในผงยา 236 กรัม ประกอบด้วย ดอกดีปลี หนัก 40 กรัม, เหง้าขิง หนัก 20 กรัม รากช้าพลู หนัก 24 กรัม เถาสะค้าน หนัก 12 กรัม รากเจตมูลเพลิงแดง หนัก 8 กรัม เถาโคคลาน กำลังวัวเถลิง เถาวัลย์เปรียง เถาพริกไทย เถาม้ากระทืบโรงหัวกระชาย แก่นแสมสาร เหง้าไพล หนักสิ่งละ 10 กรัม การบูร หนัก 6 กรัม ลูกจันทน์ดอกกานพลูเหง้าว่านน้ำ เหง้ากะทือ ลูกกระวาน พริกไทยล่อน รากชะเอมเทศ เปลือก


142 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงอบเชยเทศ หนักสิ่งละ 4 กรัม ดอกจันทน์โกฐน้ำเต้า ดอกมะลิดอกพิกุล ดอกบุนนาคดอกสารภีเกสรบัวหลวง หนักสิ่งละ 2 กรัม ใช้บรรเทาอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยรับประทานครั้งละ 750-1,000 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน11) ข้อห้าม : ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากตำรับยามีส่วนผสมของสมุนไพรที่มีฤทธิ์กระตุ้นการหดตัวของมดลูก หญิงให้นมบุตร เนื่องจากสารออกฤทธิ์ในสมุนไพรบางชนิดอาจผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ ส่งผลต่อระบบประสาทและการพัฒนาของทารก เด็กเล็ก เนื่องจากยังมีการทำงานของอวัยวะภายใน ตับและไต ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดพิษจากสารออกฤทธิ์1-22) ข้อควรระวัง : ผู้ป่วยที่แพ้ละอองเกสรดอกไม้ ควรระวังการรับประทานร่วมกับยาในกลุ่ม anticoagulants และ ยากลุ่ม antiplatelets ควรระวังการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของตับ ไต เนื่องจากอาจเกิดการสะสมของการบูรและเกิดพิษได้1, 163) อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจพบได้ : แสบร้อนยอดอก1-26.5.2 ยาธรณีสันฑะฆาต (ยาแคปซูล ยาผง ยาเม็ด ยาลูกกลอน) ในผงยา 160 กรัม ประกอบด้วย พริกไทยล่อน หนัก 96 กรัม ยาดำสะตุ หนัก 20 กรัม เนื้อผลสมอไทย มหาหิงค์การบูร หนักสิ่งละ 6 กรัม รงทอง (ประสะ) หนัก 4 กรัม ผักแพวแดง (ทั้งต้น) เนื้อผลมะขามป้อม หนักสิ่งละ 2 กรัม ลูกจันทน์ดอกจันทน์ลูกกระวาน ดอกกานพลูเทียนดำ เทียนขาว หัวดองดึง หัวบุก หัวกลอยหัวกระดาดขาว หัวกระดาดแดง ลูกเร่ว เหง้าขิง รากชะเอมเทศ รากเจตมูลเพลิงแดงโกฐกระดูก โกฐเขมา โกฐน้ำเต้า หนักสิ่งละ 1 กรัม ใช้แก้กษัยเส้น โดยชนิดผงรับประทานครั้งละ 500-1,000 มิลลิกรัม ละลายน้ำต้มสุกที่ยังอุ่นอยู่ หรือผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน วันละ 1 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้าหรือก่อนนอน ชนิดแคปซูล ชนิดเม็ด และชนิดลูกกลอน รับประทานครั้งละ 500-1,000 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้าหรือก่อนนอน11) ข้อห้าม : ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากตำรับยามีส่วนผสมของสมุนไพรที่มีฤทธิ์กระตุ้นการหดตัวของมดลูก หญิงให้นมบุตร เนื่องจากสารออกฤทธิ์ในสมุนไพรบางชนิดอาจผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ ส่งผลต่อระบบประสาทและการพัฒนาของทารก เด็กเล็ก เนื่องจากยังมีการทำงานของอวัยวะภายใน ตับและไตยังไม่สมบูรณ์


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 143ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดพิษจากสารออกฤทธิ์1-22) ข้อควรระวัง : การรับประทานร่วมกับยาในกลุ่ม anticoagulants และยากลุ่ม antiplatelets ควรระวังการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของตับ ไต เนื่องจากอาจเกิดการสะสมของการบูรและเกิดพิษได้ ควรระวังการใช้ยานี้ ร่วมกับยา phenytoin propranolol theophylline และ rifampicinเนื่องจากตํารับนี้มีพริกไทยในปริมาณสูง ควรระวังการใช้ในผู้สูงอายุ1, 163) อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจพบได้ : ถ่ายเหลว คลื่นไส้ ปวดศีรษะ และมึนงง24ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า ยาแก้กษัยสามารถจำแนกออกเป็น 2ประเภทหลักที่นิยมใช้ ได้แก่ ยากษัยเส้น (ลูกกลอน) และ ยาธรณีสันฑะฆาต โดยยากษัยเส้น มักใช้กับผู้ที่มีอาการปวดเมื่อยไม่รุนแรง เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเรื้อรัง ปวดหลัง ปวดเอว หรือปวดตามข้อที่ไม่รุนแรง ช่วยบรรเทาความตึงตัวของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท พร้อมทั้งส่งเสริมการไหลเวียนของโลหิต อย่างไรก็ตาม ควรระวังการใช้ในผู้ที่แพ้ละอองเกสรดอกไม้ ส่วนยาธรณีสันฑะฆาต เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการเรื้อรัง ร่วมกับปัญหาการย่อยอาหารหรือการสะสมของของเสียในร่างกาย ตำรับนี้มีสมุนไพรที่ช่วยขับลม กระตุ้นการขับถ่าย และขับสารพิษ จึงช่วยบรรเทาอาการปวดจากกษัยเส้นควบคู่กับการปรับสมดุลระบบทางเดินอาหาร ทั้งสองตำรับยากษัยมีสมุนไพรที่ให้รสร้อนเป็นหลัก จึงมีคุณสมบัติเด่นในการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและบรรเทาอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกันจำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือกำลังใช้ยาแผนปัจจุบันที่อาจเกิดปฏิกิริยาร่วมกับสมุนไพร เช่น ยากลุ่ม anticoagulants หรือยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด6.6 กลุ่มยาใช้ภายนอก6.6.1 กลุ่มยาไพล1) สูตรตำรับยา1.1) ยาไพล (ครีม) ในสูตรตำรับมีน้ำมันไพล ร้อยละ 14 โดยปริมาตรต่อน้ำหนัก ใช้บรรเทาอาการบวม ฟกช้ำ เคล็ดยอก โดยทาและถูเบา ๆ บริเวณที่มีอาการวันละ 2-3 ครั้ง


144 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง1.2) ยาขี้ผึ้งไพลสูตรตำรับที่ 1 ในสูตรตำรับยา 100 กรัม ประกอบด้วยตัวยาสำคัญ น้ำมันไพล 30 กรัม ที่ได้จากการทอดไพลกับน้ำมันพืชในสัดส่วนน้ำหนัก 2ต่อ 1 น้ำมันระกำ 10 กรัม ใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อย โดยทาและถูเบา ๆ บริเวณที่มีอาการวันละ 2-3 ครั้ง1.3) ยาขี้ผึ้งไพลสูตรตำรับที่ 2 ในสูตรตำรับ ยา 100 กรัม ประกอบด้วยตัวยาสำคัญ น้ำมันไพลจากการกลั่น 14 กรัม น้ำมันระกำ 10 กรัม ใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อย โดยทาและถูเบา ๆ บริเวณที่มีอาการวันละ 2-3 ครั้ง1.4) ยาน้ำมันไพล (ยาน้ำมัน) ในสูตรตำรับ ยาที่มีสารสกัดน้ำมันไพลที่ได้จากการทอดไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ในตำรับ ใช้บรรเทาอาการบวม ฟกช้ำ เคล็ดยอก โดยทาและถูเบา ๆ บริเวณที่มีอาการวันละ 2-3 ครั้ง2) ข้อห้าม ทั้ง 4 ตำรับ ห้ามทาบริเวณขอบตาและเนื้อเยื่ออ่อน ห้ามทาบริเวณผิวหนังที่มีบาดแผลหรือมีแผลเปิด1-23) ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา 3.1) องค์ประกอบทางเคมี : กลุ่มสารสำคัญในไพลได้แก่ monoterpenes,curcumin, naphthoquinone derivatives, butanoid derivatives และ cyclohexene derivatives253.2) ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้อง : ไพลมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายอย่าง ได้แก่ ลดการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ยับยั้งการหดตัวของหัวใจ ลดความดันโลหิต เป็นยาชาเฉพาะที่ คุมกำเนิดและลดปริมาณอสุจิ ต้านออกซิเดชัน ลดการอักเสบ ต้านเนื้องอกและเซลล์มะเร็ง ต้านจุลชีพ และป้องกันยุงกัด10โดยไพลถือเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมในการจ่ายให้กับผู้ป่วยที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อมากที่สุด ถือเป็นสมุนไพรในลำดับต้น ๆ ในการรักษา เนื่องจากมีประสิทธิผลที่โดดเด่นด้านการแก้อาการปวด และอักเสบของกล้ามเนื้อ26โดยรูปแบบของยาถูกออกแบบมาเพื่อให้สะดวกในการใช้ตามบริบทของผู้ป่วย บริเวณที่มีอาการปวด6.6.2 ยาพริก (ยาเจล ยาครมียาขผี้ึ้ง)1) ในสูตรตำรับ ยาที่มีสารสกัด ethyl alcohol 95 จากผลพริกแห้ง โดยควบคุมความแรงของสาร capsaicin ซึ่งเป็นสารที่ได้จากการสกัดผลพริกแห้ง ในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปร้อยละ 0.025 โดยน้ำหนัก ใช้บรรเทาอาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ โดยทาบริเวณที่ปวด 3-4 ครั้ง ต่อวัน


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1452) ข้อห้าม ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่แพ้ capsaicin ห้ามสัมผัสบริเวณตา เพราะ capsaicin จะทำให้เกิดการแสบร้อน ระคายเคือง 3) ข้อควรระวัง ควรระวังในการใช้ร่วมกับยารักษาโรคหัวใจ กลุ่ม angiotensinconvertingenzyme inhibitor (ACE inhibitor) อาจทำให้เกิดอาการไอเพิ่มขึ้น อาจเพิ่มการดูดซึมของยาโรคหอบหืด คือ theophylline ชนิดออกฤทธิ์นาน ควรระวังเมื่อใช้ยาพริกร่วมกับยากลุ่มต่อไปนี้ angiotensin converting enzyme inhibitors, anticoagulants, antiplatelet agents, barbiturates, low molecular weight heparins, theophylline, thrombolytic agents ควรระวังการใช้ยาพริกบริเวณผิวที่บอบบางหรือบริเวณผิวหนังที่แตก เนื่องจากทำให้ เกิดอาการระคายเคือง อาจพบอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ปวด และแสบร้อน1-24) ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา 4.1) องค์ประกอบทางเคมี : กลุ่มสารสำคัญในพริก ได้แก่ capsaicinoids และcarotenoids274.2) ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้อง : พริกมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายอย่าง ได้แก่ ฤทธิ์ลดปวด ลดน้ำหนัก ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ลดการสะสมไขมันในหลอดเลือด และการแข็งตัวของเลือด286.6.3 ยาสเปรย์กระดูกไก่ด า (ยาน้าส าหรับพ่นผิวหนัง) 1) ในสูตรตำรับยาน้ำ 100 มิลลิลิตร ประกอบด้วยสารสกัด ethyl alcohol 95 ของใบกระดูกไก่ดำแห้ง 72 มิลลิลิตร (เทียบเท่ากับใบกระดูกไก่ดำแห้ง 28.8กรัม) การบูร 3 กรัม เกล็ดสะระแหน่1.5 กรัม น้ำมัน peppermint 0.2 มิลลิลิตร ethyl alcohol 95 12 มิลลิลิตร น้ำมันเขียว 0.2 มิลลิลิตร ใช้แก้ปวดกล้ามเนื้อ แก้ฟกช้ำ แก้เคล็ดขัดยอกและการอักเสบของกล้ามเนื้อ โดยกดพ่น 2 ที บริเวณที่ปวด วันละ 3ครั้งเช้า กลางวัน และเย็น 2) ข้อห้าม ห้ามใช้บริเวณดวงตา ผิวอ่อน และแผลเปิด เพราะมีส่วนผสมหลายชนิดที่อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองโดยง่าย1-23) ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา 3.1) องค์ประกอบทางเคมี : กลุ่มสารสำคัญในกระดูกไก่ดำได้แก่ สารกลุ่ม flavonoids (โดยเฉพาะ vitexin, apigenin) และ alkaloids293.2) ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้อง : กระดูกไก่ดำมีฤทธิ์ทางเภสัช


146 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงวิทยาหลายอย่าง ได้แก่ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ปกป้องตับ ยับยั้งการสร้างเส้นเลือดใหม่30โดยกระดูกไก่ดำ ถือเป็นสมุนไพรที่โตเร็ว ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวสั้น จึงมีแนวโน้มในการนำมาทดแทนการใช้ไพลที่ต้องใช้เวลาในการปลูกที่ยาวนานถึง 2 ปี จึงจะสามารถให้ผลผลิตที่มีคุณภาพได้23ซึ่งเหมาะสำหรับอาการปวด ที่มีภาวะบวมแดงร้อนมากกว่ายาจากไพล และพริก31ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า สมุนไพรที่นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ภายนอกสำหรับแก้อาการปวดมีหลายประเภท โดยสมุนไพรที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ไพล ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการบรรเทาอาการปวด กล้ามเนื้อเคล็ดขัดยอก และอาการอักเสบต่าง ๆ ไพลได้ถูกพัฒนาให้มีหลากหลายรูปแบบ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ใช้ภายนอก เช่น เจล ครีม หรือ น้ำมัน ควรพิจารณาจากความสะดวกในการใช้งานและเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เจลไพลสามารถซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ทิ้งคราบเหนียว หรือมันบนผิว ทำให้เหมาะสำหรับการใช้ในบริเวณที่ต้องการให้สารสำคัญจากไพลซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว เช่น บริเวณที่มีอาการบวม อักเสบ หรือปวดจากการใช้กล้ามเนื้อซ้ำ ๆ ส่วน ครีมไพลมีเนื้อครีมที่มีความเข้มข้น เหมาะสำหรับการนวดเบา ๆ โดยเฉพาะในบริเวณหลัง ไหล่ หรือข้อเข่า น้ำมันไพลเหมาะสำหรับการนวดที่ต้องการใช้แรงกดมากกว่าการนวดเบา ๆ ทำให้ซึมลึกเข้าสู่ผิวได้ดีกว่า โดยสามารถใช้สำหรับการนวดในบริเวณที่ต้องการลดอาการปวดเรื้อรัง หรือกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากการใช้งานหนัก หากผู้ป่วยต้องการความสะดวกในการใช้งานและซึมเร็ว เจลอาจเป็นตัวเลือกที่ดี หากต้องการการนวดร่วมด้วยและบำรุงผิว ครีมหรือผลิตภัณฑ์น้ำมันจะเหมาะสมกว่า ในกรณีที่มีอาการปวดที่ต้องการการบำรุงลึกขึ้นหรือการนวดแบบแรง และสำหรับผลิตภัณฑ์จากพริกเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีระบบการไหลเวียนไม่ดี ส่วนประดูกไก่ดำ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวดร่วมกับอักเสบ เนื่องจากมีฤทธิ์เย็นกว่าไพลและพริก และยังมีอายุในการเก็บเกี่ยวสั้น จึงอาจเป็นพืชสมุนไพรในอนาคตที่น่าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 147บทสรุปการบำบัดอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยยาสมุนไพรตามศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง ถือเป็นแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพและมีบทบาทสำคัญในการจัดการกับภาวะบาดเจ็บและการอักเสบของระบบกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยที่มาขอรับบริการจากคลินิกแพทย์แผนไทย แนวทางดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการรักษาที่สอดคล้องกับหลักธรรมชาติของร่างกาย หากยังเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากการใช้ยาสังเคราะห์หรือมีข้อห้ามทางการแพทย์การใช้ยาสมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการปวดมีหลายรูปแบบ ทั้งยารับประทานและยาภายนอก โดยหลายตำรับได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความยอมรับในวงการแพทย์แผนไทย ยาสมุนไพรที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ กลุ่มยาผสมเถาวัลย์เปรียง และกลุ่มยาผสมโคคลาน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวดระดับเล็กน้อยถึงปานกลางและยังไม่เข้าสู่ระยะเรื้อรัง สำหรับผู้ที่มีอาการปวดรุนแรงหรือมีอาการปวดที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทร่วมด้วย อาจใช้ยาที่มีส่วนผสมของกัญชา ซึ่งให้ผลลดปวดได้อย่างดี แต่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพ เนื่องจากมีข้อจำกัดทางกฎหมายและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ในกรณีของอาการปวดที่มีลักษณะเรื้อรังหรือซับซ้อนมากขึ้น การรักษามักเน้นการใช้กลุ่มยาขับลมในเส้นและยาแก้กษัย ซึ่งมีบทบาททั้งในการขับของเสีย ปรับสมดุลของธาตุ และส่งเสริมกลไกการฟื้นฟูของร่างกายให้กลับสู่สภาวะปกติ นอกจากนี้ การใช้ยาภายนอกยังเป็นทางเลือกที่สำคัญ โดยเฉพาะในกรณีที่อาการปวดมีตำแหน่งชัดเจน สมุนไพรที่นิยมใช้ เช่น ไพล พริก กระดูกไก่ดำ มักอยู่ในรูปแบบน้ำมัน ครีม เจล ซึ่งออกฤทธิ์ผ่านการกระตุ้นความร้อนเฉพาะที่และเพิ่มการดูดซึมของสารสำคัญเข้าสู่ผิวหนัง การเลือกใช้รูปแบบยาให้เหมาะสมกับสภาพอาการ ความรุนแรง และบริบทของผู้ป่วย จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบำบัดและการฟื้นฟูสมรรถภาพของระบบกล้ามเนื้อโดยรวม


148 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงอ้างอิง1. กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2566). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566. 2. ยงศักดิ์ ตันติปิฎก. (2561). ตำราเภสัชกรรมไทย เล่ม 1. กลุ่มงานวิชาการเภสัชกรรมแผนไทย สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.3. คณะอนุกรรมการจัดทำตำราอ้างอิงยาสมุนไพรไทย ในคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย. (2552). ตำราอ้างอิงยาสมุนไพรไทย เล่ม 1 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.4. ปิยะธิดา หาญสมบูรณ์, อมรรัตน์ วิจิตรลีลา, และวิชยาภา เอี่ยมสว่าง. (2568). คู่มือการใช้ยาสมุนไพรในเวชปฏิบัติ. กรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข.5. Saetung, A., Itharat, A., Dechsukum, C., Wattanapiromsakul, C., Keawpradub, N., & Ratanasuwan, P. (2005). Cytotoxic activity of Thai medicinal plants for cancer treatment. Songklanakarin Journal of Science and Technology, 27(2), 469-478.6. Laupattarakasem, P., Houghton, P. J., Hoult, J. R. S., & Itharat, A. (2003). An evaluation of the activity related to inflammation of four plants used in Thailand to treat arthritis. Journal of Ethnopharmacology, 85(2-3), 207-215. https://doi.org/10.1016/S0378-8741(02)00367-77. ประไพ วงศ์สินคงมั่น, จารีย์ บันสิทธิ์, สมชาย แสนหลวงอินทร์, ธนวัฒน์ ทองจีน,อุทัย โสธนะพันธุ์. (2556). องค์ประกองทางเคมีที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ COX-1 ของสารสกัดเถาวัลย์เปรียง. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 11(3), 267-279. https://he01.tcithaijo.org/index.php/JTTAM/article/view/1203798. วิระพล ภิมาลย์, วนิดา ไทรชมภู, บรรลือ สังข์ทอง และกฤษณี สระมุณี. (2558). การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ และการวิเคราะห์อภิมานประสิทธิภาพในการลดอาการปวดของเถาวัลย์เปรียง.วารสารเภสัชกรรมไทย,7(1), 54-62. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/169549


Click to View FlipBook Version