The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อำพล บุญเพียร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by คำนำ, 2026-01-26 22:47:11

การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อำพล บุญเพียร

การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1499. บุษราวรรณ ศรีวรรธนะ, ปราณี ชวลิตธำรง, บุญญานี ศุภผล, ประไพ วงศ์สินคงมั่น,รุ่งเรือง กิจผาติ. (2552). การศึกษาประสิทธิผลการเพิ่มภูมิคุ้มกันของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสุขภาพดี. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 7(1), 54-62. https://he01.tcithaijo.org/index.php/JTTAM/article/view/13910410. รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล, วงสถิตย์ ฉั่วกุล, ภานุพงษ์ พงษ์ชีวิน, เบญญากาญจน์พงศ์กิจวิทูร, อุบลวรรณ บุญเปล่ง, และอำพล บุญเปล่ง. (2557). สมุนไพรและเครื่องยาไทยในยาสามัญประจำบ้าน. ภาควิชาเภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.11 ยลดา ศรีเศรษฐ์, กนกวรรณ จารุกำจร, วรัญญา จตุพรประเสริฐ. (2561). การวิเคราะห์ปริมาณเบอจีนิน ในสารสกัดลำต้น Mallotus repandus โดยโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูงวัฏภาค ย้อนกลับ. วารสารเภสัชศาสตร์อีสาน, 14(1), 67–74. https://he01.tcithaijo.org/index.php/IJPS/article/view/10070212. ขวัญชนก เหมียดนอก, สายทอง สมบัติภูธร, พิชิต โนนตูม, อดิศักดิ์ สุมาลร และอำภา คนซื่อ. (2563). ปริมาณรวมของสารฟีนอลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดน้ำจากยาตำรับยาโคคลาน. วารสารวิทยาศาสตร์ มข., 48(1), 95–107. https://ph01.tcithaijo.org/index.php/KKUSciJ/article/view/25007213. Hasan, M. M., Uddin, N., Hasan, M. R., Islam, A. M., Hossain, M. M., Rahman, A. B., ... & Rana, M. S. (2014). Analgesic and Anti‐Inflammatory Activities of Leaf Extract of Mallotus repandus (Willd.) Muell. Arg. BioMed research international, 2014(1), 539807. https://doi.org/10.1155/2014/53980714. พิศมัย เหล่าภัทรเกษม, บรรจบ ศรีภา, จริยา หาญวจนวงศ์. (2553). ฤทธิ์ของโคคลานต่อการเคลื่อนที่ ของเซลล์หลอดเลือดและเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี. ศรีนครินทร์เวชสาร, 25(3), 201–207. https://li01.tcithaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/12921


150 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง15. ศศิวิมล พัฒเสมา. (2566). ตำรับยากัญชา: ภูมิปัญญาวิถีพุทธสู่สังคมยุคดิสรัปชัน.วารสารพุทธนวัตกรรมปริทรรศน์, 4(1), 13-26. https://so05.tcithaijo.org/index.php/JBIR/article/view/26437216. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลอันตรกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยาแผนปัจจุบัน.https://medplant.mahidol.ac.th/herb-drug/17. ธนพล นิ่มสมบูรณ์. (2563). พิษวิทยาของกัญชา, วารสารเภสัชกรรมโรงพยาบาล, 30(2), 125–136. https://he02.tcithaijo.org/index.php/TJHP/article/view/24855218 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2562). รูปแบบคลินิกให้คำปรึกษาการใช้สารสกัดกัญชาทางการแพทย์.19. Whiting, PF., Wolff, RF., Deshpande, S., et al. (2015). Cannabinoids for Medical Use: A Systematic Review and Meta-analysis. The Journal of the American Medical Association. 313(24), 2456-2473. https://doi.org/10.1001/jama.2015.635820. Badowski, M., & Yanful, PK. (2018). Dronabinol oral solution in the management of anorexia and weight loss in AIDS and cancer.Ther Clin Risk Manag. 14, 643-651. https://doi.org/10.2147/TCRM.S12684921. Lichtman, AH., Lux, EA., McQuade, R., et al. (2018). Results of a Double-Blind, Randomized, Placebo-Controlled Study of Nabiximols Oromucosal Spray as an Adjunctive Therapy in Advanced Cancer Patients with Chronic Uncontrolled Pain. Journal of Pain and Symptom Management, 55(2), 179-188.https://doi.org/10.1016/j.jpainsymman.2017.09.00122. พินิจ จันทร และคณะ. (2564). กัญชาคือยาจากธรรมชาติ รักษามะเร็งและโรคร้าย 34 ชนิด.


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 15123. ปภาวี พรหมสูงวงษ์, พรรณกร พันธ์กอง, กชพรรณ ชูพงษ์, สุริยนต์ โคตรชมภู, วิราศิณี อึ้งสำราญ, และธวัชชัย กมลธรรม. (2566). การศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาสหัศธาราต่อภาวะเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมบริเวณขาส่วนล่าง ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 21(2), 245-262. https://he01.tcithaijo.org/index.php/JTTAM/article/view/25905224 อมลวัทน์ แท่นคำ, และธนิสร์ ปทุมานนท์. (2562). ประสิทธิผลและผลข้างเคียงของยาธรณีสัณฑะฆาตเทียบกับยานาพรอกเซน ในการลดภาวะเครียดออกซิเดชันในผู้ป่วยที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืดเรื้อรัง. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 5(1), 17–29. https://ph02.tcithaijo.org/index.php/scihcu/article/view/24373025. คณะอนุกรรมการจัดทำตำราอ้างอิงยาสมุนไพรไทย ในคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย. (2558). ตำราอ้างอิงยาสมุนไพรไทย เล่ม 2 เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมายุ 60 พรรษา. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.26. อำพล บุญเพียร, ธิดารัตน์ แจ่มปรีชา, และนิภาพร แสนสุรินทร์. (2562).ผลของการนวดน้ำมันกระดูกไก่ดำและน้ำมันไพลต่ออาการปวดกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ จากออฟฟิศซินโดรม. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 17(1), 95-105. https://he01.tcithaijo.org/index.php/JTTAM/article/view/18633327. คณะอนุกรรมการจัดทำตำราอ้างอิงยาสมุนไพรไทย ในคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย. (2562). ตำราอ้างอิงยาสมุนไพรไทย เล่ม 4 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562.กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.


152 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง28. ไพจิตร ศรีธนานุวัฒน์. (2563). เภสัชจลนศาสตร์และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสารสกัดจากพริก (Pharmacokenetics and Pharmacological activities of chili extracts). คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. https://ccpe.pharmacycouncil.org/index.php?option=article_detail&subpage=article_detail&id=944 29. Agrawal, P. (2016). The isolation and structural determination of flavonoids from Justicia gendarussa. IOSR Journal of Pharmacy and Biological Sciences, 11(6), 73-79. https://doi.org/10.9790/3008-110603737930. วริษา ผลาหาร, นฤวัตร ภักดี, ภานิชา พงศ์นราทร, จตุพร ประทุมเทศ และรณชัย ภูวันนา. (2568). การ วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีด้วยวิธีโครมาโทกราฟีแบบผิวบางโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดใบกระดูกไก่ดำ. วารสารวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์, 4(2), 82-97. https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_01/article/view/268634/31. อัจฉรา เขียงทอง, พิศพรรณ วีระยิ่งยง, กรรวี กรวิศิษฎ์วาทิน, ชวิศา ประดิษฐอุกฤษฎ์,รุ่งทิพย์ เลาะวิถี, และภัทธีรา แรงกล้า. (2568). แนวทางการรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยยาสมุนไพร ในระบบบริการปฐมภูมิ ฉบับ พ.ศ. 2568. สถาบันการแพทย์แผนไทย


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 153การรักษาด้วยการนวด


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 155บทที่ 7การรักษาด้วยการนวดบทน าศาสตร์การนวดไทยเป็นมรดกทางภูมิปัญญาอันซับซ้อนและมีชีวิตชีวา ซึ่งได้แตกแขนงออกเป็นหลากหลายรูปแบบและแนวทางปฏิบัติ แต่ละรูปแบบล้วนถูกพัฒนาและขัดเกลาผ่านกาลเวลา เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายการรักษา สภาพร่างกายของผู้ป่วย และบริบททางสังคมที่แตกต่างกันไป ในบรรดารูปแบบที่หลากหลายนั้น สามารถจำแนกแนวทางปฏิบัติที่โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในวงกว้างได้ 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ การนวดแบบราชสำนัก การนวดไทย และการนวดดัดดึง ในแต่ละรูปแบบมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะการนวดราชสำนักและการนวดเชลยศักดิ์ ได้มีการรวบรวมและกำหนด สูตรการนวด สำหรับโรคและกลุ่มอาการต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน สูตรเหล่านี้เปรียบเสมือนแผนที่นำทางที่ระบุลำดับการกดจุดและแนวเส้นที่ควรนวด เพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในการรักษาได้อย่างมีทิศทางและเกิดประสิทธิผล อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้ปฏิบัติพึงตระหนักอยู่เสมอคือสูตรการนวดเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางมิใช่กฎตายตัว ความสำเร็จของการรักษาไม่ได้อยู่ที่การปฏิบัติตามสูตรได้อย่างครบถ้วนทุกขั้นตอน หากแต่อยู่ที่ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในหลักการที่อยู่เบื้องหลังสูตรนั้น ๆ ผู้ใช้จะต้องสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเหตุใดจึงต้องนวดจุดนี้ หรือเดินเส้นนั้น เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนและพลิกแพลงวิธีการให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายที่มีสภาวะร่างกาย อายุ และความรุนแรงของโรคที่แตกต่างกันไป ดังนั้น หนังสือเล่มนี้ จึงขอนำเสนอตัวอย่างสูตรการนวดสำหรับโรคและกลุ่มอาการที่พบบ่อย ซึ่งได้กล่าวถึงไปแล้วในบทที่ 5 เพื่อเป็นแนวทางให้ศึกษาเรียนรู้และทำความเข้าใจโครงสร้างของกระบวนการรักษา โดยมุ่งหวังให้ผู้อ่านศึกษาสูตรเหล่านี้ในฐานะกรณีศึกษา เพื่อวิเคราะห์ถึงหลักการและเหตุผลเบื้องหลัง และสามารถนำความเข้าใจนั้นไปต่อยอดในการสร้างสรรค์กระบวนการรักษาที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วยต่อไป


156 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง7.1 เส้นประธานสิบ7.1.1 ความหมาย ทฤษฎีของเส้นประธานสิบเชื่อกันว่าเป็นรากฐาน และหัวใจของเส้นทางหลักของลมและพลังงานในร่างกาย ตามคัมภีร์การแพทย์แผนไทยกล่าวว่า มีจำนวน 10 เส้นใหญ่ และแตกแขนงกระจายไปทั่วร่างกายมากถึง 72,000 เส้น เส้นเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเสมือนเครือข่ายควบคุมสมดุลการทำงานของร่างกาย โดยมีจุดสำคัญที่สัมพันธ์กับระบบการทำงานของอวัยวะและระบบต่าง ๆ เมื่อได้รับการกระตุ้น จะก่อให้เกิดกระแสการเคลื่อนไหวของลมหรือพลังงานไปตามแนวเส้น ซึ่งสามารถรับรู้ได้เป็นความรู้สึกแล่นหรือลดความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้17.1.2 ความส าคัญ ในศาสตร์การนวดแผนไทย เส้นประธานสิบถือเป็นหัวใจสำคัญของหัตถการนวดโดยเชื่อว่าความผิดปกติหรืออาการเจ็บป่วยหลายประการเกิดจากการติดขัดของทางเดินลมในเส้นประธานสิบ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อ ความเมื่อยล้า หรือโรคที่สัมพันธ์กับการทำงานของระบบต่าง ๆ การนวดเพื่อแก้ไขการติดขัดของเส้นประธานสิบจึงเป็นการช่วยฟื้นฟูสมดุลและการไหลเวียนของพลังงานในร่างกาย ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะกลับคืนสู่ภาวะปกติ การกด ดัด คลึง หรือประคบในตำแหน่งที่สอดคล้องกับเส้นประธานสิบสามารถบรรเทาอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เส้นประธานสิบจึงเป็นรากฐานของทฤษฎีการนวดและการบำบัดแบบแผนไทยที่มีคุณค่าทั้งในเชิงป้องกันและการรักษาโรค ซึ่งเส้นประธานสิบนี้ทำให้เกิดแนวเส้นสำหรับการนวดต่าง ๆ17.1.3 โครงสร้าง1) เส้นอิทา : มีแนวกำเนิดจากท้องด้านซ้าย ลากผ่านหัวหน่าว ลงไปที่ต้นขา เลี้ยวเข้าสู่แนวหน้าของกระดูกสันหลัง และย้อนกลับมาที่จมูกด้านซ้าย ลมประจำเส้นนี้เรียกว่า ลมจันทะกะลา2) เส้นปิงคลา : มีแนวกำเนิดเหมือนเส้นอิทา แต่สลับข้าง เริ่มจากท้องด้านขวา ลากผ่านหัวหน่าว ไปต้นขาข้างขวา ลากผ่านกระดูกสันหลังด้านขวา แล้วเลี้ยวกลับมาที่จมูกด้านขวา ลมประจำเรียกว่า ลมสูริยะกะลา3) เส้นสุมนา : มีแนวกำเนิดจากกลางท้อง ยืดตรงขึ้นไปถึงขั้วหัวใจ และแนบต่อไปจนถึงลำคอ


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1574) เส้นกาลทารี: มีแนวกำเนิดจากจากท้องแต่ออกเป็นสี่แขนงสองเส้นพาดขึ้นตามซี่โครงสุดท้ายไปยังสะบักซ้ายและขวา อีกสองเส้นลากผ่านขาหน้าและขาไปถึงข้อมือและนิ้วเท้าทั้งสองข้าง5) เส้นสหัศรังษี(ตาซ้าย) : มีแนวกำเนิดจากท้องด้านซ้าย แล่นผ่านต้นขา ฝ่าเท้า และนิ้วเท้าทั้ง 5 ก่อนย้อนขึ้นมาบริเวณเต้านมซ้าย ลากไปที่คอ และเข้าสู่ตาซ้าย6) เส้นทุวารี(ตาขวา) : มีแนวกำเนิดและลักษณะการเดินเส้นเหมือนเส้นสหัศรังษี แต่เดินทางด้านขวาของร่างกาย7) เส้นจันทภูสัง (หูซ้าย) : มีแนวกำเนิดจากท้อง ลากผ่านเต้านมซ้าย และสิ้นสุดที่หูซ้าย เส้นนี้มีชื่อเรียกอื่นได้แก่ อุรัง และ สัมปะสาโส8) เส้นรุทัง (หูขวา) : มีแนวกำเนิดและลักษณะการเดินเส้นเหมือนกับเส้นจันทภูสัง แต่ผ่านทางด้านขวาของร่างกาย9) เส้นสิขินี: มีแนวกำเนิดจากท้อง ลากลงไปยังท้องน้อยและอวัยวะเพศ10) เส้นสุขุมัง : มีแนวกำเนิดจากท้อง ลากไปวนรอบทวาร และมีหน้าที่ควบคุมการขับถ่าย1-2ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า เส้นสิบ เป็นรากฐานสำคัญของศาสตร์การนวดแผนไทย และถือเป็นทฤษฎีเก่าแก่ที่สุดที่ใช้ในการอธิบายการไหลเวียนของลมและพลังงานในร่างกาย การศึกษาทำความเข้าใจแนวเส้นและทางเดินของเส้นประธานสิบจึงมีความจำเป็น เพราะสามารถนำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้ในการบำบัดรักษาในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีการกล่าวอ้างว่าแนวเส้นการนวดหลากหลายรูปแบบนั้นมีรากฐานมาจากเส้นประธานสิบ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ปรากฏตำราหรือเอกสารวิชาการที่บันทึกความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบและชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นเพียงการเทียบเคียงจุดหรือแนวเส้นให้สอดคล้องกับเส้นประธานสิบบางเส้นเท่านั้นอย่างไรก็ตาม การนวดตามแนวเส้นสิบยังคงปรากฏในรูปแบบการรักษาโรคจริง ซึ่งนับว่ามีความน่าสนใจและสะท้อนคุณค่าของภูมิปัญญาที่สืบทอดมา แต่เนื่องจากขาดการบันทึกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งวิธีตรวจ จุดสำคัญ หรือแนวปฏิบัติการนวด จึงทำให้ความรู้เหล่านี้ยังคงอยู่ในรูปแบบการถ่ายทอดจากครูสู่ศิษย์เป็นหลัก การพัฒนางานวิชาการในอนาคตควรเน้นการบันทึก จัดระบบ และตีความใหม่ เพื่อให้ทฤษฎีเส้นสิบได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและสามารถใช้ประโยชน์ทางคลินิกได้มากยิ่งขึ้น


158 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง7.2 จุดและแนวเส้น7.2.1 การนวดราชส านัก1) การนวดพื้นฐานราชสำนัก ได้แก่ 1) การนวดพื้นฐานขา 2) พื้นฐานขาด้านนอก 3) พื้นฐานขาด้านใน 4) พื้นฐานหลัง 5) พื้นฐานแขนด้านใน 6) พื้นฐานแขนด้านนอก 7) พื้นฐานหัวไหล่ 8) พื้นฐานบ่า 9) พื้นฐานโค้งคอ และ10) พื้นฐานท้อง3 2) การนวดสัญญาณ ได้แก่ 1) สัญญาณขาด้านนอก 2) สัญญาณขาด้านใน3) สัญญาณเข่า 4) สัญญาณข้อเท้า 5) สัญญาณข้อนิ้วเท้า 6) สัญญาณหลัง 7) สัญญาณแขนด้านใน 8) สัญญาณแขนด้านนอก 9) สัญญาณหัวไหล่ 10) สัญญาณข้อมือ 11) สัญญาณใจกลางฝ่ามือ 12) สัญญาณข้อนิ้วมือ 13) สัญญาณศีรษะด้านหน้า 14) สัญญาณศีรษะด้านหลัง 15) สัญญาณหู 16) สัญญาณจอมประสาท และ 17) สัญญาณท้อง47.2.2 การนวดไทย1) แนวเส้นการนวดที่สำคัญ ได้แก่ 1.1) บริเวณฝ่าเท้า ประกอบไปด้วย (1) แนวฝ่าเท้า 1-3 (2) แนวร่องหลังเท้า 1.2) บริเวณขา ประกอบไปด้วย (1) แนวขาด้านใน 1-2 (2) แนวขาด้านนอก 1-3 (3) แนวขาด้านหลัง 1-21.3) บริเวณฝ่ามือ ประกอบไปด้วย (1) แนวร่องหลังมือ 1.4) บริเวณแขน ประกอบไปด้วย (1) แนวแขนด้านหน้า 1-2 (2) แนวแขนด้านหลัง 1-21.5) บริเวณหลัง ประกอบไปด้วย (1) แนวหลัง 1-2 (2) แนวข้างสะบัก (3) แนวเกลียวข้าง (4) แนวข้างกระดูกกระเบนเหน็บ (5) แนวลำไส้ใหญ่ (6) แนวโค้งเชิงกราน1.6) บริเวณบ่าและศีรษะ ประกอบไปด้วย (1) แนวเหนือหู (2) แนวกำด้น (3) แนวข้างกำด้น (4) แนวหลังหู (5) แนวบ่า1-21.7) บริเวณใบหน้า ประกอบไปด้วย (1) แนวเหนือคิ้ว (2) แนวใต้ขอบตาล่าง (3) แนวเปลือกตาบน (4) แนวเหนือริมฝีปากบน (5) แนวใต้โหนกแก้ม (6) แนวริมฝีปากล่าง1.8) บริเวณท้อง ประกอบไปด้วย (1) แนวท้อง 1-2 (2) แนวอุ้งเชิงกราน


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1592) จุดการนวดที่สำคัญ ได้แก่ 2.1) บริเวณฝ่าเท้า ประกอบไปด้วย (1) จุดร่องโคนนิ้วเท้า 4 จุด (2) จุดข้างตาตุ่มใน (3) จุดกลางข้อเท้าด้านหน้า 2.2) บริเวณขา ประกอบไปด้วย (1) จุดเหนือหัวเข่า (2) จุดเหนือข้างเข่า (3) จุดข้างเข่าด้านใน (4) จุดข้างเข่าด้านนอก (5) จุดใต้เข่า (6) จุดเหนือพับเข่า 1 (7) จุดเหนือพับเข่า 2 (8) จุดพับเข่า (9) จุดใต้พับเข่า (10) จุดกลางน่อง (11) จุดหน้าหัวตะคาก (12) จุดสลักเพชร (13) จุดใต้ขาหนีบ (14) จุดสลักเพชรใน (15) จุดใต้ปลายมือ (16) จุดใต้ปลายมือ 2 นิ้วมือ (17) จุดใต้สะบ้า 4 นิ้วมือ (18) จุดตาตุ้มด้านนอก (19)จุดขอบฝ่าเท้าด้านนอก2.3) บริเวณแขนและฝ่ามือ ประกอบไปด้วย (1) จุดฝ่ามือ 1-3 (2) จุดหลังมือ 1-4 (3) จุดเหนือข้อมือ (4) จุดใต้รากขวัญ (5) จุดเหนือร่องกล้ามเนื้อสามเหลี่ยม (6) จุดเหนือรักแร้ด้านหน้า (7) จุดเกาะของกล้ามเนื้อสามเหลี่ยม (8) จุดเหนือรักแร้ด้านหลัง (9) จุดข้อศอกด้านใน (10)จุดข้อศอกด้านใน (11) จุดใต้ไหปลาร้า 1-3 (12) จุดรอบข้อไหล่ทางด้านหลัง 3 จุด (13) จุดกึ่งกลางสะบัก2.4) บริเวณหลัง ประกอบไปด้วย (1) จุดเท้าสะเอว (2) จุดสลักเพชร (3) จุดก้นกบ 2.5) บริเวณบ่า ประกอบไปด้วย (1) จุดบริเวณโค้งระหว่างคอกับบ่า (2) จุดโค้งคอ/บ่า (3) จุดร่องซี่โครง 1 และ 2 2.6) บริเวณศีรษะ ประกอบไปด้วย (1) จุดจอมประสาท (2) จุดกำด้น (3) จุดใต้ไรผม 2.7) บริเวณใบหน้า ประกอบไปด้วย (1) จุดขมับ (2) จุดร่องใต้จมูก 2.8) บริเวณท้อง ประกอบไปด้วย (1) จุดเหนือข้างสะดือและใต้ข้างสะดือ (2) จุดเหนือหัวหน่าว (3) จุดรัตฆาต (4) จุดปัตฆาต (5) จุดสันทะฆาต57.2.3 การนวดดัดดึง1) กางขาให้ตึง 2) ดึงปลายเท้าแล้วยัน 3) ปั่นจักรยาน4) ขับปลายเท้าแล้วถีบ 5) หนีบขาสาว 6) ไขว้ขากดเข่า7) ชี้ฟ้า 8) งอขาแล้วดันดึง 9) ดึงขาให้ตึงแล้วนั่งทับ10) พับปีกไก่ 11) ไขว้ขาเลข 4 12) โก่งธนู13) เข้าเอว 14) ท่าคว่ำหงาย 15) ไขว้ขาขัดเข่า


160 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง16) ปีกไก่ในนอก 17) หักพร้าด้วยเข่า 18) ดันเข้าหาอก19) บิดเอว 20) ยูงพิชิตรำแพน 21) เลข 4 ชี้ฟ้า22) แบกขาเข่าก 23) ทอดสะพาน 24) ขัดพับใน25) ขัดพับนอก 26) กระแตนั่งตอ 27) นางเหลียวหลัง28) ฉีกทุเรียน 29) ล็อกขาวางปลิง 30) ม้วนเสื่อ31) โคลงเรือ 32) นั่งเข่าสาวเอว 33) สวัสดี34) ขี่ม้าส่งเมือง 35) หมดเรื่องแล้วนั่ง 36) นางแอ่นลิ่วลม37) สิงห์ก้มสะบัดคอ 38) กางข้อเอี้ยวข้าง 39) จงอางส่ายเศียร40) เสือเวียนเข้าถ้ำ6ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า องค์ความรู้เกี่ยวกับจุดและแนวเส้นที่ใช้ในการนวดไทยเป็นผลลัพธ์จากการสั่งสมประสบการณ์ด้านการรักษามายาวนาน โดยเฉพาะในการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการหรือโรคต่าง ๆ ความรู้เหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดต่อกันอย่างต่อเนื่อง และได้รับการประมวลเพื่อให้สามารถสื่อสารและถ่ายทอดได้ง่ายขึ้นจุดและแนวเส้นจึงไม่เพียงเป็นเพียงทฤษฎีเชิงนามธรรม แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถจดจำ เข้าใจ และปฏิบัติได้อย่างมีระบบ การมีแนวเส้นและจุดที่ชัดเจนทำให้การเรียนรู้มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ศึกษาสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการนวดได้สะดวกและมีประสิทธิภาพ 7.3 ลักษณะการนวดการนวดแผนไทยมีลักษณะและวิธีการที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละวิธีการมีวัตถุประสงค์และขั้นตอนที่แตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการและสภาพร่างกายของผู้รับบริการ ดังนี้7.3.1 การกด การกด คือการใช้ นิ้วหัวแม่มือ นิ้วมือหรือฝ่ามือ ศอกหรืออื่น ๆ กดลงที่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวและกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตการกดช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้น และเร่งการซ่อมแซม แต่หากกดนานหรือหนักเกินไป อาจทำให้หลอดเลือดได้รับบาดเจ็บ เช่น เส้นเลือดฉีกขาด หรือเกิดรอยช้ำได้


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1617.3.2 การคลึงการคลึง คือการใช้หัวแม่มือ นิ้วมือ หรือส้นมือในการออกแรงกดที่กล้ามเนื้อให้ลึกถึงเนื้อเยื่อและเคลื่อนไหวเป็นวงกลม การคลึงช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในบริเวณนั้น7.3.3 การบีบการบีบ คือการจับกล้ามเนื้อให้เต็มฝ่ามือแล้วออกแรงบีบ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตมายังกล้ามเนื้อ ช่วยให้หายจากอาการเมื่อยล้าและลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ แต่หากบีบนานเกินไป อาจทำให้กล้ามเนื้อช้ำจากการฉีกขาดของเส้นเลือดภายใน7.3.4 การดึงการดึง คือการใช้แรงยืดเส้นเอ็นหรือพังผืดของข้อต่อที่หดสั้น เพื่อให้ข้อต่อทำงานได้ตามปกติ การดึงอาจทำให้เส้นเอ็นหรือพังผืดที่มีการบาดเจ็บอยู่แล้วขาดมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการดึงในระยะเริ่มแรกของการบาดเจ็บ ควรรออย่างน้อย 14วันก่อนทำการดึง7.3.5 การบิดการบิด คือการหมุนข้อต่อหรือกล้ามเนื้อเส้นเอ็นเพื่อยืดออกด้านขวาง ข้อเสียของการบิดคล้ายกับข้อเสียของการดึง คือ อาจทำให้กล้ามเนื้อหรือข้อต่อได้รับบาดเจ็บหากทำอย่างไม่ระมัดระวัง7.3.6 การดัดการดัด คือการออกแรงเพื่อให้ข้อต่อที่ติดขัดเคลื่อนไหวได้ตามปกติ การดัดต้องใช้แรงมากและค่อนข้างรุนแรง ควรศึกษาเปรียบเทียบช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อกับข้อต่อปกติ และคำนึงถึงอายุผู้ป่วย การดัดอาจทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาดได้หากผู้ป่วยไม่ผ่อนคลาย หรือในกรณีของผู้สูงอายุ การดัดที่รุนแรงอาจทำให้กระดูกหักได้7.3.7 การตบการตบ การตีหรือการทุบ การสับ คือการกระตุ้นกล้ามเนื้ออย่างเป็นจังหวะ มักใช้ในบริเวณหลังเพื่อบรรเทาอาการปวดหลัง ปวดคอ หรือช่วยในการขับเสมหะ การใช้วิธีเหล่านี้อาจทำให้กล้ามเนื้อชอกช้ำและบาดเจ็บได้


162 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง7.3.8 การเหยียบการเหยียบ คือการให้บุคคลอื่นเหยียบหรือเดินอยู่บนหลัง วิธีนี้มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากอาจทำให้กระดูกสันหลังหักหรือเป็นอัมพาต รวมถึงทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะภายใน เช่นตับและไต7-8 ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า ลักษณะการนวดไทยมีความหลากหลาย แม้ว่าจะมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่เป้าหมายหลักส่วนใหญ่ยังคงมุ่งไปที่การบำบัดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนโลหิตที่ดีขึ้น รวมถึงการช่วยปรับสมดุลการทำงานของระบบประสาท อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพกายและใจ ปัจจุบันการนวดไทยสามารถจำแนกได้เป็น 2ลักษณะใหญ่ คือ การนวดแบบราชสำนักและการนวดแบบเชลยศักดิ์ การนวดแบบราชสำนักมีลักษณะการกดนวดที่เน้นการใช้นิ้วมือเป็นหลัก ใช้ท่วงท่าที่สุภาพ เรียบร้อย และยึดถือความเป็นแบบแผนที่ตายตัว ส่วนการนวดแบบเชลยศักดิ์มีความยืดหยุ่นมากกว่า โดยใช้อวัยวะหลายส่วน เช่น มือ ศอก เข่า หรือเท้า เข้าร่วมในการนวด ทำให้มีวิธีการและขั้นตอนที่หลากหลายไม่จำกัดรูปแบบ ทั้งสองลักษณะต่างมีคุณค่าและสามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมของผู้ปฏิบัติและสภาวะของผู้รับการนวด7.4 การนวดรักษาอาการโรคที่พบบ่อย7.4.1 ตัวอย่างสูตรการนวดรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อ1) โรคลมปลายปัตคาต1.1) โรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 1 หลัง โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขาเปิดประตูลม (2) นวดสัญญาณ 1, 2, 3 หลัง เน้นสัญญาณ 1 (3) นวดสัญญาณ 1, 2, 3 ขาด้านนอก เน้นสัญญาณ 3(4) นวดสัญญาณ 1, 2 ขาด้านใน เน้นสัญญาณ 29โดยการนวดไทย ได้แก่ (1) นวดแนวหลัง 1, 2


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 163(2) นวดแนวเกลียวข้าง (3) นวดจุดเท้าสะเอว51.2) โรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 3 หลัง โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขาเปิดประตูลม (2) นวดสัญญาณ 1, 2, 3 หลัง เน้นสัญญาณ 3 (3) นวดสัญญาณ 1, 2, 3 ขาด้านนอก เน้นสัญญาณ 2(4) นวดสัญญาณ 1, 2 ขาด้านใน เน้นสัญญาณ 19โดยการนวดไทย ได้แก่ (1) นวดแนวหลัง 1, 2 (2) นวดแนวเกลียวข้าง (3) นวดจุดเท้าสะเอว51.3) โรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 4 หลัง โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานบ่า(2) นวดสัญญาณ 4, 5 หลัง เน้นสัญญาณ 4(3) นวดสัญญาณ 4 หัวไหล่9โดยการนวดไทย ได้แก่ (1) กดจุดแนวบ่า 1 (2) กดจุดแนวบ่า 2 (3) กดจุดกำด้น (4) กดจุดใต้ไรผม 4 จุด (5) กดคลึงจุดข้างกำด้นจากจุดใต้ไรผม (6) กดคลึงจุดแนวกำด้นขึ้นไปกึ่งกลางศีรษะ (7) กดคลึงจุดแนวหลัวหู (8) กดจุดแนวเหนือหู (9) กดจุดจอมประสาท (10) กดจุดหัวคิ้ว (11) กดจุดแนวคิ้ว (12) กดจุดหางคิ้ว


164 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง(13) กดจุดหางตา (14) กดจุดอุณาโลม (15) กดคลึงแนวกำด้น101.4) โรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 5 หลัง โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานบ่า(2) นวดสัญญาณ 4, 5 หลัง เน้นสัญญาณ 5(3) นวดสัญญาณ 4 หัวไหล่9โดยการนวดไทย ได้แก่ (1) กดจุดแนวบ่า 1 (2) กดจุดแนวบ่า 2 (3) กดจุดกำด้น (4) กดจุดใต้ไรผม 4 จุด (5) กดคลึงจุดข้างกำด้นจากจุดใต้ไรผม (6) กดคลึงจุดแนวกำด้นขึ้นไปกึ่งกลางศีรษะ (7) กดคลึงจุดแนวหลัวหู (8) กดจุดแนวเหนือหู (9) กดจุดจอมประสาท (10) กดจุดหัวคิ้ว (11) กดจุดแนวคิ้ว (12) กดจุดหางคิ้ว (13) กดจุดหางตา (14) กดจุดอุณาโลม(15) กดคลึงแนวกำด้น101.5) โรคลมปลายปัตคาตเส้นโค้งคอ โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานบ่า (2) นวดสัญญาณ 4, 5 หลัง (3) นวดเส้นโค้งคอ และ (4) นวดสัญญาณ 4 หัวไหล่9


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1651.6) โรคลมปลายปัตคาตข้อศอก โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานแขนด้านใน (2) นวดสัญญาณ 1-5 แขนด้านใน เน้นสัญญาณ 2 และ 3 (3) นวดพื้นฐานแขนด้านนอก (4) นวดสัญญาณ 1-5 แขนด้านนอก เน้นสัญญาณ 3, 4 และเขยื้อนข้อศอก9โดยการนวดไทย ได้แก่ (1) นวดแนวแขนด้านหน้า1-2 (2) กดจุดข้อศอกด้านนอก (3) กดจุดข้อศอกด้านใน51.7) โรคลมปลายปัตคาตข้อมือ โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานแขนด้านใน (2) นวดสัญญาณ 1-5 แขนด้านใน เน้นสัญญาณ 4, 5 และสัญญาณแยกข้อมือ (3) นวดพื้นฐานแขนด้านนอก9โดยการนวดไทย ได้แก่ (1) นวดแนวแขนด้านหน้า 1-2 (2) กดจุดหลังมือเหนือข้อมือ51.8) โรคลมปลายปัตคาตข้อนิ้วมือ โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานแขนด้านใน(2) นวดสัญญาณ 5 แขนด้านใน และสัญญาณแยกข้อมือ (3) นวดรอบจุดเจ็บตรงโคนข้อนิ้ว และสัญญาณย่อยข้อนิ้ว (4) นวดพื้นฐานแขนด้านนอก9โดยการนวดไทย ได้แก่ (1) แนวแขนด้านหน้าแนวที่ 1 (2) แนวแขนด้านหน้าแนวที่ 2


166 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง(3) แนวแขนด้านหลังที่ 1 (4) แนวแขนด้านหลังแนวที่ 2 (5) จุดนวดหน้ามือ-จุดฝ่ามือ 1-จุดฝ่ามือ 2-จุดฝ่ามือ 3 (6) จุดนวหลังมือ-จัดหลังมือ 1จุดหลังมือ 2จุดหลังมือ 3-จุดหลังมือ 4 (7) จุดข้อนิ้วมือ111.9) โรคลมปลายปัตคาตส้นเท้า โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขาเปิดประตูลม นวดเน้นข้อเท้า (2) นวดพื้นฐานขาด้านนอก (3) นวดสัญญาณ 1-5 ขาด้านนอก เน้นสัญญาณ 5 (4) นวดพื้นฐานขาด้านใน (5) นวดสัญญาณ 1-5 ขาด้านใน เน้นสัญญาณ 2-5(6) นวดเดินเส้นที่เกี่ยวข้องและรอบจุดเจ็บ9 2) โรคลมลำบอง2.1) โรคลมลำบองสัญญาณ 1 หลัง โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขาเปิดประตูลม (2) นวดสัญญาณ 1, 2, 3 หลัง เน้นสัญญาณ 1 (3) นวดสัญญาณ 1, 2, 3 ขาด้านนอก เน้นสัญญาณ 3(4) นวดสัญญาณ 1, 2 ขาด้านใน เน้นสัญญาณ 2(5) นวดพื้นฐานท้อง และสัญญาณ 1-5 2.2) โรคลมลำบองสัญญาณ 3 หลัง โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขาเปิดประตูลม (2) นวดสัญญาณ 1, 2, 3 หลัง เน้นสัญญาณ 3 (3) นวดสัญญาณ 1, 2, 3 ขาด้านนอก เน้นสัญญาณ 2(4) นวดสัญญาณ 1, 2 ขาด้านใน เน้นสัญญาณ 1(5) นวดพื้นฐานท้อง และสัญญาณ 1-59 3) โรคยอก3.1) โรคยอกเดี่ยว


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 167โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขาเปิดประตูลม (2) นวดสัญญาณ 1, 2, 3 หลัง เน้นสัญญาณ 3 (3) นวดสัญญาณ 1 2 3 ขาด้านนอก เน้นสัญญาณ 2 (4) นวดสัญญาณ 1, 2 ขาด้านใน เน้นสัญญาณ 1 (5) นวดพื้นฐานท้อง ท่าแหวก ท่านาบ (6) นวดสัญญาณ 1-5 ท้อง เน้น 3 หรือ 4 3.2) โรคยอกคู่ โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขาเปิดประตูลมทั้ง 2 ข้าง (2) นวดสัญญาณ 1, 2, 3 หลัง เน้นสัญญาณ 3 (3) นวดสัญญาณ 1, 2, 3 ขาด้านนอก เน้นสัญญาณ 2 (4) นวดสัญญาณ 1, 2ขาด้านใน เน้นสัญญาณ 1 (5) นวดพื้นฐานท้อง ท่าแหวก ท่านาบ (6) นวดสัญญาณ 1-5 ท้อง เน้น 3 หรือ 494) โรคคอตกหมอน4.1) โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานบ่า (2) นวดสัญญาณ 4, 5 หลัง เน้นสัญญาณ 4, 5ด้านบน (3) นวดจุดฐานคอ และโค้งคอ (4) นวดสัญญาณ 4 หัวไหล่94.2) โดยการนวดไทย ได้แก่ (1) นวดแนวบ่า 1 (2) นวดแนวบ่า 2 (3) นวดแนวข้างสะบัก (4) กดจุดปลายกระดูกสะบัก (5) กดจุดบริเวณโค้งระหว่างคอกับบ่า55) ตัวอย่างการประยุกต์สูตรสัญญาณต่างในการรักษาอาการออฟฟิศซินโดรมของอาจารย์มนัส รัตชะถาวร ได้แก่ 5.1) นวดสัญญาณ 1-5 หัวไหล่


168 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง5.2) นวดสัญญาณ 4, 5 หลัง 5.3) นวดแนวกล้ามเนื้อบ่า 5.4) นวดพื้นฐานโค้งคอทั้ง 2 ข้าง 5.5) นวดจุดจอมประสาท 5.6) นวดพื้นฐานขาเปิดประตูลม 5.7) นวดพื้นฐานแขนด้านใน 5.8) นวดพื้นฐานแขนด้านนอก 5.9) นวดแนวจุดหลังมือตรงง่ามระหว่างโคนนิ้วมือทั้ง 5 นิ้ว 5.10) นวดพื้นฐานหลัง 5.11) นวดสัญญาณ 1 หลัง 5.12) นวดพื้นฐานหัวไหล่ 5.13) นวดจุดสัญญาณลูกของสัญญาณหลัง 5.14) นวดพื้นฐานหลัง 5.15) นวดพื้นฐานขาด้านนอก 5.16) นวดพื้นฐานขาด้านใน 5.17) นวดสัญญาณ 1 ขาด้านใน5.18) นวดสัญญาณ 5 ขาด้านใน 5.19) นวดกดจุด สัญญาณลูกขาด้านใน อยู่กึ่งกลางฝ่าเท้า 5.20) นวดพื้นฐานท้องท่าแหวก 5.21) นวดพื้นฐานท้องท่านาบ12 7.4.2 ตัวอย่างสูตรการนวดรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบข้อต่อ1) โรคลมจับโปง1.1) โรคจับโปงน้ำเข่า โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขาเปิดประตูลม (2) นวดสัญญาณ 1-3 เข่า (3) นวดสัญญาณ 1-4 ขาด้านนอก เน้นสัญญาณ 4(4) นวดสัญญาณ 1-4 ขาด้านใน เน้นสัญญาณ 3-4


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1691.2) โรคจับโปงแห้งเข่า โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขาเปิดประตูลม (2) นวดสัญญาณ 1-3 เข่า (3) นวดสัญญาณ 1-4ขาด้านนอก เน้นสัญญาณ 4 เขยื้อนข้อเข่า (4) นวดสัญญาณ 1-4ขาด้านใน เน้นสัญญาณ 3-4 เขยื้อนข้อเข่า9โดยการนวดไทย ได้แก่ (1) กดจุดแนวขาด้านนอก 1 (2) กดจุดแนวขาด้านนอก 2 (3) กดจุดแนวขาด้านนอก 3 (4) กดจุดแนวขาด้านหลัง 1 (5) กดจุดแนวขาด้านหลัง 2 (6) กดจุดแนวขาด้านใน 1 (7) กดจุดนวดด้านหน้าเข่า-จุดเหนือหัวเข่า-จุดเหนือข้างเข่า-จุดข้างเข่า และจุดใต้สะบ้า (8) กดจุดนวดด้านหลังเข่า-จุดเหนือพับเข่า จุดที่ 1-จุดเหนือพับเข่าจุดที่ 2-จุดพับเข่า-จุดใต้พับเข่า11 1.3) โรคจับโปงแห้งข้อเท้า โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขาเปิดประตูลม เน้นข้อเท้า (2) นวดสัญญาณ 1-5 ขาด้านนอก เน้นสัญญาณ 5 (3) นวดสัญญาณ 1-5 ขาด้านใน เน้นสัญญาณ 5(4) นวดรอบตำแหน่งจุดเจ็บ92) ข้อเท้าแพลง2.1) ข้อเท้าแพลงระดับที่ 1โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขาเปิดประตูลม และเน้นข้อเท้า (2) นวดสัญญาณ 1-5 ขาด้านนอก (3) นวดสัญญาณ 1-5 ขาด้านใน เน้นสัญญาณ 5


170 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง2.2) ข้อเท้าแพลงระดับที่ 2 (ด้านข้าง) โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขาเปิดประตูลม และเน้นข้อเท้า (2) ผลักกระดูกที่เคลื่อนให้เข้าที่ (3) นวดสัญญาณ 1-5ขาด้านนอก และแนวเส้นพื้นฐานท่อนล่าง(4) นวดสัญญาณ 1-5 ขาด้านใน และแนวเส้นพื้นฐานท่อนล่าง เน้นสัญญาณ 52.3) ข้อเท้าแพลงระดับที่ 2 (ด้านหน้า) โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขาเปิดประตูลม และเน้นข้อเท้า (2) ผลักกระดูกที่เคลื่อนให้เข้าที่ (3) นวดสัญญาณ 1-5ขาด้านนอก และแนวเส้นพื้นฐานท่อนล่าง(4) นวดสัญญาณ 1-5 ขาด้านใน และแนวเส้นพื้นฐานท่อนล่าง เน้นสัญญาณ 59โดยการนวดไทย ได้แก่ (1) นวดแนวขาด้านนอก 1 -3 ท่อนล่าง (2) นวดแนวขาด้านหลัง 1 2 ท่อนล่าง (3) กดจุดหน้าข้อเท้า57.4.3 ตัวอย่างสูตรการนวดรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท1) โรคลมปราบ1.1) โรคลมปราบที่ขา โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขาเปิดประตูลม (2) นวดสัญญาณ 1, 2, 3 หลัง (3) นวดสัญญาณ 1-5 ขาด้านนอก เน้นสัญญาณ 1(4) นวดสัญญาณ 1-5 ขาด้านใน เน้นสัญญาณ 21.2) โรคลมปราบที่แขน โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานแขนด้านใน


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 171(2) นวดสัญญาณ 1-5 แขนด้านใน เน้นสัญญาณ 2 (3) นวดพื้นฐานแขนด้านนอก (4) นวดสัญญาณ 1-5 แขนด้านนอก เน้นสัญญาณ 11.3) โรคลมปราบที่หน้าอก โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานบ่า (2) นวดสัญญาณ 4 5 หลัง (3) นวดสัญญาณ 4 หัวไหล่ (4) นวดพื้นฐานหลัง 2 ข้าง1.4) โรคลมปราบที่หลัง โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานบ่า (2) นวดสัญญาณ 4, 5 หลัง (3) นวดสัญญาณ 4 หัวไหล่ (4) นวดพื้นฐานขาเปิดประตูลม ทั้งสองข้าง (5) นวดพื้นฐานหลัง และสัญญาณ 1-5 (6)นวดพื้นฐานขาด้านนอก และสัญญาณ 1-3(7)นวดพื้นฐานขาด้านใน และสัญญาณ 1-29, 132) โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต2.1) อัมพาตครึ่งซีก โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขา เน้นข้อเท้าเปิดประตูลม (2) นวดพื้นฐานหลัง (3) นวดพื้นฐานขาด้านนอก และสัญญาณ 1-5 (4) นวดพื้นฐานขาด้านใน และสัญญาณ 1-5 (5) นวดพื้นฐานแขนด้านใน และสัญญาณ 1-5 (6) นวดพื้นฐานแขนด้านนอก และสัญญาณ 1-5 (7) นวดพื้นฐานบ่า (8) นวดสัญญาณ 1-5 หัวไหล่


172 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง2.2) อัมพาตครึ่งท่อน โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขา เน้นข้อเท้าเปิดประตูลม(2) นวดพื้นฐานหลัง และเน้นจุดที่เป็น (3) นวดพื้นฐานขาด้านนอก และสัญญาณ 1-5 (4) นวดพื้นฐานขาด้านใน และสัญญาณ 1-5(5) นวดพื้นฐานท้อง และสัญญาณ 1-52.3) อัมพาตทั้งตัว โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขา เน้นข้อเท้าเปิดประตูลม(2) นวดพื้นฐานหลัง และเน้นจุดที่เป็น (3) นวดพื้นฐานขาด้านนอก และสัญญาณ 1-5 (4) นวดพื้นฐานขาด้านใน และสัญญาณ 1-5 (5) นวดพื้นฐานแขนด้านนอก และสัญญาณ 1-5 (6) นวดพื้นฐานแขนด้านใน และสัญญาณ 1-5 (7) นวดพื้นฐานบ่า (8) นวดสัญญาณ 1-5 หัวไหล่ (9) นวดพื้นฐานท้อง และสัญญาณ 1-52.4) อัมพาตเฉพาะแขน โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานบ่า (2) นวดสัญญาณ 4, 5 หลัง (3) นวดสัญญาณ 1-5 หัวไหล่ เน้น 1 และ 5 (4) นวดพื้นฐานแขนด้านใน (5) นวดสัญญาณ 1-5 แขนด้านใน และสัญญาณแยกข้อมือ (6) นวดพื้นฐานแขนด้านนอก (7) นวดสัญญาณ 1-5 แขนด้านนอก2.5) อัมพาตเฉพาะขา โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขา เน้นข้อเท้าเปิดประตูลม


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 173(2) นวดสัญญาณ 1, 2, 3 หลัง และเน้นจุดที่เป็น (3) นวดพื้นฐานขาด้านนอก และสัญญาณ 1-5(4) นวดพื้นฐานขาด้านใน และสัญญาณ 1-52.6) อัมพาตใบหน้า โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานบ่า (2) นวดสัญญาณ 5 หลัง (3) นวดสัญญาณ 1, 5 ศีรษะด้านหลัง (4) นวดสัญญาณจุดจอมประสาท (5) นวดสัญญาณ 1-5 ศีรษะด้านหน้า และสัญญาณแยก (นวดเฉพาะข้างที่เป็น)93) โรคสันนิบาต3.1) โรคสันนิบาตข้อมือตก โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานแขนด้านใน (2) นวดสัญญาณ 1-5 แขนด้านใน เน้นสัญญาณ 2 และ 4 (3) นวดสัญญาณแยกข้อมือ จุดใจกลางฝ่ามือ และ 5จุดที่ข้อนิ้วมือ (4) นวดพื้นฐานแขนด้านนอก และสัญญาณ 1-53.2) โรคสันนิบาตตีนตก โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขา เน้นข้อเท้า เปิดประตูลม(2) นวดสัญญาณ 1, 2, 3 หลัง (3) นวดสัญญาณ 1-5 ขาด้านนอก เน้นสัญญาณ 2, 5(4) นวดสัญญาณ 1-5 ขาด้าน เน้นสัญญาณ 2, 53.3) โรคสันนิบาตหนังตาตก โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานบ่า (2) นวดสัญญาณ 5 หลัง (3) นวดพื้นฐานโค้งคอ (4) นวดสัญญาณ 4 หัวไหล่


174 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง(5) นวดสัญญาณ 1 หรือ 2และ 5ศีรษะด้านหลัง (แล้วแต่ข้างที่เป็น) (6) นวดสัญญาณจุดจอมประสาท (7) นวดสัญญาณ 1 หรือ 2 ศีรษะด้านหน้า (แล้วแต่ข้างที่เป็น)97.4.4 ตัวอย่างสูตรการนวดรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบการไหลเวียน1) โรคตะคริว1.1) โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานขาเปิดประตูลม และเน้นข้อเท้า (2) นวดพื้นฐานขาด้านนอก และสัญญาณ 1-5 ขาด้านนอก (3) นวดพื้นฐานขาด้านใน และสัญญาณ 1-5 ขาด้านใน (4) นวดแนวเส้นกึ่งกลางน่อง91.2) โดยการนวดไทย ได้แก่ (1) นวดแนวขาด้านนอก 2 (2) กดจุดใต้สะบ้า 4 นิ้วมือ (3) กดแนวขาด้านนอก 3 (4) นวดแนวขาด้านหลัง 152) โรคลมปะกัง2.1) โดยการนวดราชสำนัก ได้แก่ (1) นวดพื้นฐานบ่า (2) นวดสัญญาณ 5 หลัง (3) นวดสัญญาณ 1, 2 และ 5 ศีรษะด้านหลัง (4) นวดสัญญาณ 4 หัวไหล่92.2) โดยการนวดราชสำนักเพื่อปรับสมดุล ได้แก่(1) นวดบังคับสัญญาณ 5 หลัง (2) นวดพื้นฐานโค้งคอ (3) นวดสัญญาณ 4 หัวไหล่ (4) นวดสัญญาณ 1-5 ศีรษะด้านหลัง กดบังคับจุดจอมประสาท (5) นวดสัญญาณ 1-5 ศีรษะด้านหน้า (6) นวดพื้นฐานหลัง และนวดสัญญาณ 1, 2, 3 หลัง14


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1753) โรคปวดประจำเดือน3.1) โดยการนวดไทย ได้แก่(1) นวดแนวต้นขาด้านหน้า 1 (2) นวดแนวขาด้านหลัง 1 (3) แนวอุ้งเชิงกราน (4) กดจุดเหนือหัวหน่าว53.2) โดยใช้การนวดดัดดึง ได้แก่ (1) ท่านางแอ่นลิ่วลม (2) ท่าเสือเวียนเข้าถ้ำ (3) การนวดดึงหลังส่วนล่างร่วม (4) การประคบสมุนไพร บริเวณหลังส่วนล่าง หน้าท้อง และหน้าขา 15 นาที15 ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า แนวการนวดที่กำหนดไว้ในตำรับหรือที่ใช้กันทั่วไปนั้น เป็นเพียงสูตรการนวดเบื้องต้นที่ช่วยบรรเทาอาการปวดในระดับทั่วไปโดยเหมาะสำหรับอาการที่ไม่ซับซ้อนหรือไม่ได้มีความรุนแรงมาก การนวดพื้นฐานสามารถช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ลดความตึงเกร็ง ขณะที่การนวดด้วยวิธีการกดตามสัญญาณหรือจุดสำคัญจะช่วยควบคุมการไหลเวียนของโลหิต ความร้อน และกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนต่าง ๆ การนวดที่มีการดัดหรือดึงกล้ามเนื้อก็มีส่วนช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นลดการเกร็งและช่วยฟื้นฟูการทำงานของกล้ามเนื้อได้ ส่งผลให้อาการปวดทุเลาลงอย่างเห็นผล อย่างไรก็ตาม สูตรการนวดทั่วไปนี้เหมาะกับการแก้ไขอาการปวดที่พบได้บ่อยและไม่ซับซ้อนเท่านั้น หากผู้ป่วยมีอาการปวดที่ซับซ้อน เรื้อรัง หรือสัมพันธ์กับความผิดปกติของระบบต่าง ๆ แพทย์แผนไทยจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับเส้นประธานสิบควบคู่กับหลักกายวิภาคศาสตร์ เพื่อเข้าใจโครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นทางเดินของเส้นอย่างละเอียด นอกจากนี้ยังต้องอาศัยการซักประวัติผู้ป่วยและการตรวจร่างกายอย่างรอบด้านเพื่อค้นหาพยาธิสภาพและอาการที่แท้จริง แล้วจึงเลือกใช้วิธีการนวดและขั้นตอนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดต่อสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย


176 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง7.5 ประโยชน์ของการนวด7.5.1 ด้านร่างกาย1) บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการแข็งเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดตึงในกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นที่ตึงเครียด2) กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต การนวดช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ส่งผลให้โลหิตสามารถไหลเวียนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น3) กังวล การนวดช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และความเครียดของกล้ามเนื้อ 4) ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท การนวดสามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของเส้นประสาทและช่วยปรับสมดุลในระบบประสาทของร่างกาย5) เพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย การนวดช่วยยืดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ทำให้ร่างกายมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ6) กระตุ้นการขับของเสียออกจากร่างกาย การนวดช่วยกระตุ้นระบบน้ำเหลือง ทำให้ร่างกายสามารถขับสารพิษและของเสียออกไปได้ดีขึ้น3, 9, 167.5.2 ด้านจิตใจ1) ลดความเครียด ความวิตกกังวล การนวดช่วยลดระดับฮอร์โมน cortisol ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียด ทำให้รู้สึกสงบและผ่อนคลายมากขึ้น2) ปรับปรุงอารมณ์ ให้ดีขึ้น ลดความหงุดหงิด และช่วยให้จิตใจสงบ3) รู้สึกผ่อนคลาย การนวดช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย สบายตัว และมีความสุข4) เพิ่มสมาธิ การนวดช่วยให้จิตใจสงบและมีสมาธิมากขึ้น5) เป็นการดูแลตัวเองอย่างหนึ่ง ช่วยให้รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น3, 9, 16ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า การนวดมีประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพทั้งทางกายและใจ ช่วยคลายความตึงเกร็งของกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเมื่อย เพิ่มความยืดหยุ่นของข้อต่อ ส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตและระบบน้ำเหลือง ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารและออกซิเจนอย่างทั่วถึง อีกทั้งยังช่วยขับของเสียออกจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ การนวดยังช่วยทำให้ผ่อนคลายระบบประสาท ลดความเครียด ความวิตกกังวล และส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น จึงถือเป็นการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าในเชิงทฤษฎีเส้นประธานสิบ การรักษาด้วยการนวดสามารถครอบคลุมการบำบัดโรคได้หลากหลายอย่างกว้างขวาง แม้ปัจจุบัน


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 177ยังไม่มีการศึกษาเชิงลึกที่ครอบคลุมทั้งหมด แต่ผลการวิจัยบางส่วนก็ยืนยันถึงประสิทธิผลที่เห็นได้ชัดเจน ว่าเป็นไปตามหลักการและทฤษฎีการแพทย์แผนไทยว่าการนวดสามารถปรับสมดุลธาตุทั้งสี่ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ได้ 7.6 ข้อห้าม-ข้อควรระวัง7.6.1 ข้อห้าม1) ผู้ที่มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส อาจเกิดจากการติดเชื้อหรือมีการอักเสบในร่างกาย ซึ่งการนวดอาจกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตและทำให้อาการรุนแรงขึ้น 2) ผู้ที่เป็นโรคไข้พิษและไข้กาฬเป็นโรคติดเชื้อที่มีอาการรุนแรง เช่น อีสุกอีใสและงูสวัด การนวดในช่วงที่มีอาการนี้อาจทำให้ร่างกายอ่อนแอลงและเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อ นอกจากนี้ยังอาจทำให้ผิวหนังที่มีการอักเสบแย่ลง3) ผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังที่สามารถติดต่อได้ เช่น เชื้อรา โรคเรื้อน หรือเริม จะทำให้เชื้อแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายหรือคนรอบข้าง จึงควรหลีกเลี่ยงการนวดในบริเวณที่มีอาการ4) ผู้ที่เป็นโรควัณโรค ซึ่งสามารถแพร่เชื้อผ่านละอองฝอยหรือสัมผัสสารคัดหลั่ง การนวดอาจกระตุ้นระบบไหลเวียนและเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นหรือการแพร่กระจายเชื้อในร่างกาย5) ผู้ที่มีอาการไส้ติ่งอักเสบ เพราะการกดหรือการเคลื่อนตัวของกล้ามเนื้อในบริเวณท้องอาจทำให้ไส้ติ่งอักเสบแตก และทำให้เกิดภาวะติดเชื้อในช่องท้อง 6) ผู้ที่มีภาวะกระดูกแตก หัก ปริ ร้าว เพราะการนวดในบริเวณที่มีกระดูกแตก หัก หรือปริร้าวที่ยังไม่ได้รับการรักษาอย่างสมบูรณ์ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงขึ้น อาจทำให้กระดูกเคลื่อนหรือบิดเบี้ยวจากตำแหน่งที่ควรจะเป็น7) ผู้ที่มีปัญหาเรื่องโลหิตไม่แข็งตัว เช่น โรค hemophilia หรือผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของโลหิต หากได้รับการนวด อาจทำให้เกิดรอยฟกช้ำหรือโลหิตออกภายในได้ เนื่องจากการนวดเพิ่มแรงดันและความดันในหลอดเลือด8) ผู้ที่มีภาวะการอักเสบทั่วร่างกาย เช่น จากโรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือการติดเชื้อที่รุนแรง การนวดอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานหนักขึ้นและทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน3, 9


178 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง7.6.2 ข้อควรระวัง1) สตรีที่กำลังตั้งครรภ์ การนวดควรทำอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในช่วงการตั้งครรภ์ในระยะไตรมาสแรกและไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ เพราะการนวดบริเวณท้องหรือหลังส่วนล่างอาจกระตุ้นการหดตัวของมดลูก ทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ การนวดควรเน้นที่การผ่อนคลาย และควรปรึกษาแพทย์ก่อนการนวด2) ผู้ที่มีการใส่อวัยวะเทียม สกรูหรือแผ่นเหล็ก หรือวัสดุอื่นควรระมัดระวังในการนวด เพราะการกดหรือคลึงอย่างแรงอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่เนื้อเยื่อหรือกระดูกที่ยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ รวมถึงเพิ่มโอกาสในการเคลื่อนตัวของอุปกรณ์เหล่านี้3) ผู้ที่มีความดันโลหิตตัวบนสูงมากกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท หรือความดันโลหิตตัวล่างสูงมากกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท ควรระมัดระวังในการนวด เนื่องจากผลของการนวดอาจทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานหนักขึ้น ความดันโลหิตจึงเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ที่อันตราย เช่น หัวใจวาย หรือเส้นเลือดแตกในสมอง หากจำเป็นควรเลือกวิธีที่ผ่อนคลายและหลีกเลี่ยงการกดจุดแรง ๆ 4) ผู้ที่มีปัญหาข้อต่อหลวม เช่น ข้อไหล่หรือข้อสะโพกที่หลุดง่าย ควรระมัดระวังในการนวด เพราะการนวดที่เน้นการยืดหรือดัดข้ออาจทำให้ข้อต่อเคลื่อนหลุดได้ง่ายขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการนวดที่ใช้แรงดึงหรือกดแรง ๆ บริเวณข้อต่อที่อ่อนแอ9ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า ข้อห้ามในการนวดถือเป็นประเด็นที่สำคัญยิ่ง เนื่องจากหากละเลยหรือมองข้าม อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงและส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ป่วย ดังนั้นแพทย์แผนไทยจึงควรตระหนักและหลีกเลี่ยงการนวดในกรณีที่มีข้อห้ามอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยที่มาขอรับการรักษา ขณะเดียวกันข้อควรระวังก็สำคัญ หากผู้ให้การนวดยังขาดความชำนาญ ก็ควรหลีกเลี่ยงการปฏิบัติการนวดในกรณีดังกล่าว เพราะอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ป่วย แต่หากผู้ปฏิบัติมีความรู้และทักษะที่เชี่ยวชาญแล้ว ก็สามารถใช้นวดเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยได้ ตัวอย่างเช่น การนวดหญิงตั้งครรภ์เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยล้า หรือการนวดผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ซึ่งจากประสบการณ์และการศึกษาวิจัยของผู้เขียน พบว่าการนวดสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่ต้องมีวิธีการนวดที่เหมาะสม และสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงของร่างกายผู้ป่วยเป็นระยะ อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการนวดในกลุ่มผู้ที่มีข้อควรระวังก็ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด ทั้งในด้านการเลือกประเภท วิธีการ และความถี่ของการนวด เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้ป่วยอย่างแท้จริง


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 179บทสรุปการนวดเป็นหัตถศาสตร์ของการแพทย์แผนไทยขั้นสูงที่ต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลปะในการรักษา ซึ่งมีประโยชน์ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ช่วยคลายกล้ามเนื้อลดความตึงเครียด ส่งเสริมการไหลเวียนโลหิต และกระตุ้นระบบประสาท ถือเป็นหัตถการในลำดับต้น ๆ ที่แพทย์แผนไทยเลือกในการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อให้แก่ผู้ป่วย โดยทฤษฎีหลักที่ใช้ในการอธิบายการรักษาคือ แนวทางเดินของเส้นประธานสิบซึ่งเป็นทฤษฎีว่าด้วยเส้นทางการเดินของลมที่ไหลเวียนทั่วร่างกายและมีบทบาทสำคัญต่อความสมดุลของธาตุในร่างกาย ซึ่งการรักษาจะต้องไปกระตุ้นแนวเส้นและจุดด้วยวิธีการนวดรูปแบบต่าง ๆโดยสามารถจำแนกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ การนวดแบบราชสำนักการนวดไทย และการนวดแบบดัดดึง ซึ่งผู้นวดจะเลือกใช้วิธีการเหล่านี้ผสมผสานแนวเส้นและจุดเพื่อใช้ในการรักษา สำหรับโรคที่พบบ่อยในคลินิกการแพทย์แผนไทย เช่นโรคลมปลายปัตคาตโรคลมลำบอง โรคลมจับโปง โรคยอกโรคคอตกหมอน โรคข้อเท้าแพลงโรคลมอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคลมปราบ โรคตะคริว โรคลมปะกัง อาการปวดประจำเดือนมักจะมีสูตรการนวดที่เป็นมาตรฐานกำหนดไว้เพื่อเป็นแนวทางที่ชัดเจน ซึ่งถือเป็นแนวทางเบื้องต้น ที่อาจจะต้องเอาไปเพิ่มเติม ประยุกต์ ปรับปรุงให้เหมาะสมกับอาการ ธรรมชาติของผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม การนวดมีข้อห้ามและข้อควรระวังที่สำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะสุขภาพบางอย่าง เช่น ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ โรคหัวใจ ภาวะติดเชื้อ หรือมีไข้สูง ดังนั้น การประเมินร่างกายก่อนทำการรักษาจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วย การเลือกประเภท วิธีการ ความถี่ของการนวด และแนวทางการนวดที่เหมาะสมกับสภาวะของแต่ละบุคคล คือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูงสุด


180 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงอ้างอิง1. ประพจน์ เภตรากาศ, และพินิต ชินสร้อย. (2555). การวินิจฉัยโรคด้วยเส้นสิบ.มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ.2. มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา, และมูลนิธิพัฒนาการแพทย์แผนไทย. (2554). ตำราเส้นสิบ ฉบับอนุรักษ์. 3. โรงเรียนอายุรเวทธำรง สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. (2557). หัตถเวชกรรมแผนไทย (การนวดไทยแบบราชสำนัก) ตอนที่ 1: การนวดพื้นฐาน (พิมพ์ครั้งที่ 2).4. โรงเรียนอายุรเวทธำรง สถาบันการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. (2557) . หัตถเวชกรรมแผนไทย (การนวดไทยแบบราชสำนัก) ตอนที่ 2: การนวดจุดสัญญาณ. 5. ยงศักดิ์ ตันตปิฎก, และสำลีใจดี. (2559). ตำราการนวดไทยเล่ม 1 (พิมพ์ครั้งที่ 5). มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา.6. ประพจน์ เภตรากาศ, และรัชนี จันทร์เกษ. (2561). ตำราการนวดไทยบำบัด 2 และ 3. (พิมพ์ครั้งที่ 2). มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา.7. โครงการพัฒนาสุขภาวะและคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังผู้หญิง. (ม.ป.ป.). คู่มือการพัฒนาสุขภาพองค์รวม นวดแผนไทย. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ.8. มณีวรรณ เจีย, และแม็กซ์ เจีย. (2557). นวดไทย “การนวดไทยแผนโบราณ”.9. มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิมฯ โรงเรียนอายุรเวท. (2555). หัตถเวชกรรมแผนไทย (นวดแบบราชสำนัก). 10. นพพร ชายหอมรส. (2564). การศึกษาประสิทธิผลการนวดไทยแบบทั่วไปกับการนวดไทยแบบราชสำนักในการลดอาการปวดบ่า ต้นคอ และศีรษะ โรงพยาบาลนครปฐม. วารสารหมอยาไทยวิจัย, 7(1), 67-84. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/24460011. รัชนี ราษฎร์จำเริญสุข, นิเวศน์ บวรกุลวัฒน์, และสโรชา ภู่เงิน. (2558).การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ปวดเข่า ไหล่ติด นิ้วล็อก ด้วยการนวดไทย สำหรับประชาชน.


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 18112. อำพล บุญเพียร, ปฐมา จันทรพล, นัทธพร สร้อยทอง, และศุภกร ภู่สะอาด. (2564). การศึกษาองค์ความรู้ด้านการนวดแบบราชสำนักในการรักษาโรคออฟฟิศซินโดรม: กรณีศึกษาอาจารย์มนัส รัตชะถาวร. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 19(1), 161-171.https://he01.tcithaijo.org/index.php/JTTAM/article/view/24346213. ฒิพาพร สิทธิเลิศพิศาล. (ม.ป.ป.). คู่มืออบรมการนวดไทยแบบราชสำนัก.ภาคเทคนิคการนวดรักษาอาการโรคที่พบบ่อย. มูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา.14. สลิลทิพย์ ตันปัน, สรรใจ แสงวิเชียร, ศุภะลักษณ์ ฟักคำ, กำไลรัตน์ เย็นสุจิตร, และธนวรรธน์ อิ่มสมบูรณ์. (2563). ประสิทธิผลของการนวดแบบราชสำนักต่อการรักษาโรคลมปะกัง. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น, 17(2), 354-363. https://so06.tcithaijo.org/index.php/umt-poly/article/view/24610615. Bunpean, A., Chantarapon, P., Salaeh, N., & E-tae, N. (2025). The effectiveness of traction massage combined with herbal compress for relieve menstrual cramps: a randomized controlled trial. International Journal of Therapeutic Massage & Bodywork, 19(1), 1-10. https://doi.org/10.3822/ijtmb.v18i4.105516. จุไรรัตน์ บุญรวบ. (2565). การนวดไทยแบบราชสำนักในเวชปฏิบัติ. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 183การรักษาด้วยหัตถการ


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 185บทที่ 8การรักษาด้วยหัตถการบทน าการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงนั้น นอกจากการใช้ยาสมุนไพรสำหรับรับประทาน สำหรับทาภายนอก และการใช้หัตถการนวดเพื่อไปบรรเทาอาการปวด และปรับสมดุลธาตุที่เปลี่ยนแปลงไปจากผลกระทบของความปวด ยังมีหัตถการขั้นสูงอื่นๆ ที่นำมาช่วยปรับสมดุลของธาตุ ทั้งช่วยกระตุ้นการทำงานของธาตุหรือเป็นตัวนำพาสารสำคัญของสมุนไพรเข้าไปสู่กล้ามเนื้อเพื่อออกฤทธิ์ โดยในบทนี้จะขอยกเพียงตัวอย่างหัตถการขั้นสูงที่นิยมใช้ในการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อหลัก ๆ เช่น การประคบ อบ พอก กักน้ำมัน สักยา เผายา ซึ่งแต่ละวิธีมีลักษณะเฉพาะและกลไกการทำงานที่แตกต่างกัน แต่ล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการปรับสมดุลของร่างกายและบรรเทาอาการเจ็บปวด การรักษาด้วยหัตถการแผนไทยอื่น ๆ จึงถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพ โดยไม่เพียงแค่การรักษาอาการเจ็บปวด แต่ยังเป็นการสร้างสมดุลของร่างกาย ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 8.1 การประคบสมุนไพร8.1.1 ความหมายการประคบสมุนไพร คือ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่ใช้สมุนไพรซึ่งมีคุณสมบัติในการระงับปวดและคลายกล้ามเนื้อ มาหั่นเป็นชิ้นเล็กแล้วห่อรวมกันด้วยผ้า ซึ่งอาศัยความร้อนจากการนึ่งลูกประคบเป็นตัวกระตุ้นให้สารออกฤทธิ์ทางยา และน้ำมันหอมระเหยในสมุนไพรถูกปลดปล่อยออกมา ความร้อนดังกล่าวยังช่วยส่งเสริมการขยายตัวของหลอดเลือดและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ซึ่งช่วยให้สารสำคัญดูดซึมผ่านผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยยังมีส่วนช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด1


186 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง8.1.2 ประโยชน์1) บรรเทาอาการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการใช้งานหนัก2) ลดอาการบวมและอักเสบของกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อ โดยใช้ลูกประคบเย็นในช่วง 24 ชั่วโมงแรก และใช้ลูกประคบร้อน หลังจากนั้น2-33) ช่วยคลายกล้ามเนื้อ เพิ่มการไหลเวียนโลหิตและทำให้เนื้อเยื่อขยายตัว4) เพิ่มความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อและพังผืด ช่วยให้เกิดการคลายตัวได้ดีขึ้น5) ลดภาวะข้อติดขัด ทำให้ข้อต่อสามารถเคลื่อนไหวได้คล่องตัวขึ้น1, 3โดยส่วนใหญ่ในการแพทย์แผนไทย การประคบมักเป็นหัตถการที่ใช้ร่วมกับการนวดเพื่อเพิ่มประสิทธิผลของการรักษาให้มากยิ่งขึ้น4, 58.1.3 เครื่องยาที่ใช้ลูกประคบมีทั้งในรูปแบบสมุนไพรสดและสมุนไพรแห้ง โดยลูกประคบที่ทำจากสมุนไพรสดก็จะมีสรรพคุณที่ดีกว่า ให้สารสำคัญที่มากกว่า มีกลิ่นหอมกว่า แต่อายุการเก็บรักษาและอายุการใช้งานน้อย6ส่วนมากสูตรของลูกประคบเป็นสูตรที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น ตัวอย่างสมุนไพรที่นิยมนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของลูกประคบร้อน เช่น1) เหง้าไพล ลดอาการปวดเมื่อยและบรรเทาอาการอักเสบ 2) ขมิ้นชัน บรรเทาอาการอักเสบและแก้โรคผิวหนัง 3) ตะไคร้ ขับลม ช่วยคลายกล้ามเนื้อ 4) ผิวมะกรูด ขับลม แก้ลมวิงเวียน 5) ใบมะขาม แก้คันและบำรุงผิว 6) ใบส้มป่อย บำรุงผิว แก้โรคผิวหนัง7) เกลือ ดูดความร้อนและช่วยพาตัวยาซึมผ่านผิวหนัง 8) การบูร ขับลม ลดอาการบวมและตึงของกล้ามเนื้อ แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ9) พิมเสน ขับลม แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจและแก้หวัด1-2, 7-8การประคบต้องใช้ระยะเวลานานต่อเนื่องกัน ทำให้ต้องเปลี่ยนลูกประคบอยู่บ่อย ๆ ในบางกรณีแพทย์แผนไทยอาจใส่ส่วนผสมอื่น ๆ เพื่อให้ลูกประคบได้มีการกักเก็บความร้อนได้นอนขึ้น เช่น หิน หินสปา9ในกรณีที่มีข้อจำกัดไม่สามารถหาสมุนไพรได้อาจใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อนเพื่อนำมาประคบ1


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1878.1.4 วิธีการท าลูกประคบ1) นำสมุนไพรที่มีลักษณะเป็นเหง้าและมีน้ำมันหอมระเหย เช่น เหง้าไพลขมิ้นชัน ตะไคร้ และผิวมะกรูด มาล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำไปตำพอหยาบเพื่อช่วยให้สารสำคัญและตัวยาถูกปล่อยออกมาได้ดีเมื่อได้รับความร้อน2) นำสมุนไพรที่ตำไว้ในขั้นตอนแรก มาผสมกับส่วนผสมที่เหลือ ได้แก่ ใบมะขาม ใบส้มป่อย เกลือ การบูร และพิมเสน คลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากันดี3) แบ่งส่วนผสมสมุนไพรมาวางบนผ้าดิบที่เตรียมไว้ จากนั้นรวบชายผ้าขึ้นด้านบน กดสมุนไพรให้แน่น แล้วมัดด้วยเชือกให้เป็นลูกกลมขนาดพอดีมือ4) นำลูกประคบที่ได้ไปนึ่ง เป็นเวลาประมาณ 10-15 นาที หรือจนกว่าลูกประคบจะร้อนทั่วถึง โดยหากใช้ลูกประคบแบบแห้ง ก่อนนำไปนึ่งควรพรมน้ำหรือเหล้าขาวให้ทั่วลูกประคบเสียก่อน เพื่อช่วยให้สมุนไพรชุ่มชื้นและปล่อยสรรพคุณออกมาได้ดียิ่งขึ้น3, 78.1.5 วิธีท าหัตถการ1) จัดท่าของผู้รับบริการ ให้อยู่ในท่าที่สบายและผ่อนคลาย2) ก่อนการประคบทุกครั้ง ผู้ให้บริการต้องทดสอบความร้อนของลูกประคบก่อน โดยแตะที่บริเวณท้องแขนหรือหลังมือของตนเอง เพื่อให้แน่ใจว่าอุณหภูมิไม่สูงจนเกินไป หากลูกประคบยังร้อนจัด ควรวางพักไว้สักครู่ หรือใช้ผ้าขนหนูสะอาดรองบนผิวของผู้รับบริการก่อนวางลูกประคบ เพื่อป้องกันการเกิดผิวไหม้พอง3) ช่วงแรก ในขณะที่ลูกประคบยังร้อนจัด ให้ใช้วิธีการแตะแล้วยกอย่างรวดเร็วสลับตำแหน่งไปเรื่อย ๆ ควรหลีกเลี่ยงการวางแช่ไว้ ณ จุดใดจุดหนึ่งเป็นเวลานาน4) เมื่อลูกประคบมีอุณหภูมิอุ่นพอดี สามารถวางประคบและกดคลึงเบา ๆ ไปตามแนวกล้ามเนื้อได้นานขึ้น โดยใช้เวลาประคบรวมประมาณ 10-15 นาที5) เมื่อลูกประคบเริ่มเย็นลง ให้นำกลับไปนึ่งใหม่เพื่อให้ร้อนอยู่เสมอ1, 7เพื่อความต่อเนื่องในการรักษา โดยทั่วไปนิยมเตรียมลูกประคบไว้ 2 ลูก เพื่อใช้สลับกันอย่างต่อเนื่อง อีกทางเลือกหนึ่งคือ ในระหว่างที่รอลูกประคบร้อน ผู้ให้บริการอาจใช้วิธีการนวดคลึงเบา ๆ ในบริเวณดังกล่าว เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพและให้การรักษาไม่ขาดตอน


188 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง8.1.6 ข้อห้าม/ข้อควรระวัง1) หลีกเลี่ยงการใช้ลูกประคบที่ร้อนจนเกินไป ควรหลีกเลี่ยงการประคบบริเวณผิวหนังที่บอบบาง เป็นแผลเปิด หรือบริเวณที่มีการรับความรู้สึกได้น้อย2) ควรใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการประคบให้แก่เด็ก ผู้สูงอายุผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต เนื่องจากบุคคลกลุ่มนี้อาจมีการตอบสนองต่อความร้อนได้ช้ากว่าปกติ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผิวหนังไหม้พองได้ง่าย3) ห้ามใช้ การประคบร้อน ในบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการอักเสบในช่วง 24 ชั่วโมงแรก เนื่องจากความร้อนจะกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและอาจทำให้อาการบวมหรืออักเสบรุนแรงขึ้น ในระยะนี้ควรใช้การประคบเย็น4) หลังการประคบ ควรเว้นระยะอย่างน้อย 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงก่อนอาบน้ำ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับอุณหภูมิและเพื่อให้ตัวยาสมุนไพรซึมซาบเข้าสู่ผิวหนังได้อย่างเต็มที่1-2, 7ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า จุดเด่นของหัตถการนี้คือความยืดหยุ่นในการประยุกต์ใช้ สามารถเป็นได้ทั้งหัตถการหลักในการบำบัดรักษาหรือเป็นหัตถการเสริมที่ใช้ร่วมกับศาสตร์การนวดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา การใช้การประคบร่วมกับการนวดสามารถทำได้ทั้งก่อนและหลังการนวด ซึ่งให้ประโยชน์ในมิติที่แตกต่างกัน โดยในกรณีที่มีภาวะกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหดเกร็งและแข็งตัวมาก การประคบร้อนก่อนเริ่มนวดจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและคลายความตึงตัวของเนื้อเยื่อ ส่งผลให้ผู้บำบัดสามารถนวดคลึงกล้ามเนื้อชั้นลึกได้ง่ายขึ้นโดยใช้แรงน้อยลง และช่วยให้การนวดมีประสิทธิผลสูงขึ้น สำหรับการประคบหลังการนวดมีประโยชน์ในกรณีที่พบว่าระบบไหลเวียนโลหิตของผู้ป่วยยังไม่ดีเท่าที่ควร หรือในกรณีที่จำเป็นต้องใช้แรงกดมากระหว่างการนวดจนอาจเกิดอาการระบม ความร้อนจากการประคบจะช่วย กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตเพิ่มเติม ช่วยบรรเทาอาการระบม และส่งเสริมกระบวนการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น อีกมิติที่สำคัญของการประคบสมุนไพรคือบทบาทในการสร้างความต่อเนื่องของการรักษา การสั่งจ่ายลูกประคบเพื่อให้ผู้ป่วยนำกลับไปดูแลตนเองที่บ้าน เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยคงสภาพผลการรักษาไว้ระหว่างการนัดหมายแต่ละครั้ง การที่ผู้ป่วยได้มีการกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตเป็นระยะ ๆ ด้วยตนเองจะช่วยป้องกันการกลับมาแข็งตัวของกล้ามเนื้อ และส่งเสริมให้ผลการรักษาโดยรวมดียิ่งขึ้นซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่การลดระยะเวลาการฟื้นตัวของผู้ป่วย


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1898.2 การอบสมุนไพร8.2.1 ความหมาย การอบสมุนไพร เป็นศาสตร์การแพทย์แผนไทยที่ใช้ความร้อนและสรรพคุณของสมุนไพรเป็นหลัก โดยใช้ไอน้ำซึ่งเกิดจากการต้มสมุนไพรที่มีคุณสมบัติบำรุงและมีกลิ่นหอม หลักการสำคัญคือ การใช้ความร้อนเป็นสื่อในการสกัดสารสำคัญ เช่น น้ำมันหอมระเหยและสารออกฤทธิ์ทางยาอื่น ๆ ออกจากตัวสมุนไพรให้ระเหยมากับไอน้ำ จากนั้นจึงนำไอน้ำดังกล่าวมาสัมผัสร่างกายผู้ป่วย กระบวนการรับเอาสรรพคุณของสมุนไพรเกิดขึ้นผ่าน 2กลไกหลัก คือ 1) การซึมซาบผ่านผิวหนัง โดยความร้อนจากไอน้ำจะกระตุ้นการเปิดของรูขุมขน และ 2) การสูดดมผ่านระบบทางเดินหายใจ ซึ่งนำพาสารสำคัญเข้าสู่กระแสโลหิตโดยตรง ในมุมมองของการแพทย์แผนไทย ความร้อนจะช่วยกระตุ้นธาตุไฟให้กำเริบ ส่งผลให้ธาตุลมซึ่งควบคุมการไหลเวียนของโลหิตและพลังงานสามารถโคจรไปทั่วสรรพางค์กายได้ดียิ่งขึ้น จึงช่วยคลายการติดขัดและลดอาการปวดกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ กระบวนการขับเหงื่อยังเป็นการระบายความร้อนส่วนเกิน ขับของเสีย และช่วยปรับปริมาณธาตุน้ำในร่างกายให้กลับสู่ภาวะสมดุล10 8.2.2 ประโยชน์1) ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต เร่งกระบวนการแลกเปลี่ยนและขับของเสียออกช่วยให้กลไกการซ่อมแซมตนเองของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น สามารถบรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง และคลายความตึงตัวของเส้นเอ็นได้2) ช่วยให้เยื่อบุโพรงจมูกชุ่มชื้น ลดการบวมอักเสบ และเปิดช่องทางเดินหายใจให้โล่งขึ้น กระตุ้นการทำงานของต่อมเหงื่อและส่งเสริมการเปิดรูขุมขน 3) สำหรับสตรีหลังคลอด การอบสมุนไพรเป็นหัตถการสำคัญที่ช่วยขับน้ำคาวปลา และปรับสมดุลธาตุในร่างกาย ทำให้มดลูกเข้าอู่และร่างกายฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น สร้างความรู้สึกผ่อนคลาย ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะชนิดที่เกิดจากความตึงเครียดและอาจทำให้น้ำหนักลดลงได้ชั่วคราวจากการสูญเสียน้ำ10-11ที่น่าสนใจคือ มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการอบไอน้ำสมุนไพรมีศักยภาพในการลดความดันโลหิตได้ดีกว่าการอบไอน้ำที่ไม่มีสมุนไพร ข้อมูลนี้จึงบ่งชี้ว่าการอบสมุนไพรอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลเสริมสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงได้12


190 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง8.2.3 เครื่องยาที่ใช้ในการอบไอน้าสมุนไพร1) กลุ่มสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหย ช่วยให้หายใจโล่งสะดวก และกลิ่นหอมยังส่งผลต่อระบบประสาท ช่วยให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลายความตึงเครียด ตัวอย่างสมุนไพรในกลุ่มนี้ เช่น ผิวและใบมะกรูด ตะไคร้ใบเปล้า ใบหนาด พิมเสน และการบูร2) กลุ่มสมุนไพรที่มีสรรพคุณร้อนและบรรเทาอาการปวด ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต คลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ และต้านการอักเสบ ตัวอย่างสมุนไพรในกลุ่มนี้ เช่น ไพล ขมิ้นชัน ว่านน้ำ สมุลแว้ง กระวาน และชะลูด3) กลุ่มสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยว ช่วยชำระล้างสิ่งสกปรก คราบไขมัน และส่งเสริมการผลัดเซลล์ผิวหนังที่เสื่อมสภาพ ตัวอย่างสมุนไพรที่ใช้บ่อย เช่น ใบมะขาม ใบส้มป่อย4) นอกเหนือจากกลุ่มสมุนไพรหลัก ยังอาจมีการเติมตัวยาอื่น ๆ เพื่อมุ่งหวังผลการรักษาที่จำเพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น เหงือกปลาหมอใช้สำหรับบำบัดโรคผิวหนัง ผดผื่นคัน ดอกปีบช่วยบำรุงปอดและบรรเทาอาการที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และผักบุ้งช่วยบำบัดอาการทางตา เช่น ตามัว ตาแดง68.2.4 วิธีท าหัตถการอบไอน้าสมุนไพร1) ให้ผู้ป่วยอาบน้ำเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรก เพื่อเป็นการเปิดรูขุมขนและขจัดสิ่งสกปรกที่อาจอุดตัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสรรพคุณของสมุนไพรผ่านทางผิวหนัง และเป็นการปรับสภาพร่างกายให้พร้อมรับความร้อน จากนั้นให้ถอดเสื้อผ้าจนเหลือน้อยชิ้น2) ให้ผู้ป่วยเข้าตู้อบหรือกระโจมที่ควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ประมาณ 45 องศาเซลเซียส โดยการอบจะแบ่งออกเป็น 2 รอบ รอบละ 10 นาที รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 20นาที ในช่วงระหว่างรอบแรกและรอบที่สอง จะมีช่วงพักประมาณ 5 นาที เพื่อให้ผู้ป่วยได้ปรับสภาพร่างกายและป้องกันภาวะอ่อนเพลียจากความร้อน ในช่วงพักนี้ ผู้ป่วยควรดื่มน้ำสะอาดอุณหภูมิปกติประมาณ 150 มิลลิลิตร เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ผ่านทางเหงื่อ12 8.2.5 ข้อห้าม/ข้อควรระวัง1) ห้ามใช้ในผู้ที่มีไข้สูง เนื่องจากความร้อนจากภายนอกจะยิ่งส่งเสริมให้อุณหภูมิแกนกลางของร่างกายสูงขึ้นจนอาจเป็นอันตราย และอาจทำให้การติดเชื้อที่


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 191เป็นสาเหตุของไข้ลุกลามมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน หรือคลื่นไส้ ควรหลีกเลี่ยงการอบ เพราะความร้อนและความชื้นสูงสามารถกระตุ้นให้อาการดังกล่าวรุนแรงขึ้นได้2) ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวซึ่งยังไม่สามารถควบคุมอาการให้คงที่ได้ดี ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ หรือหลีกเลี่ยงการอบสมุนไพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มโรค โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต โรคหอบหืด ลมชัก ฯลฯ 3) กลุ่มผู้ที่อยู่ในสภาวะร่างกายไม่ปกติ ผู้ที่มีภาวะอ่อนเพลียอย่างรุนแรง อดนอน อดอาหาร หรือเพิ่งรับประทานอาหารอิ่มใหม่ ๆ 4) ห้ามให้บริการในผู้ป่วยโรคติดต่อที่สามารถแพร่กระจายเชื้อผ่านทางอากาศหรือสารคัดหลั่ง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคสู่ผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม5) กรณีที่มีประจำเดือนร่วมกับอาการไข้หรือปวดศีรษะรุนแรง ควรหลีกเลี่ยงการอบ เพราะความร้อนอาจกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและทำให้อาการที่เป็นอยู่รุนแรงขึ้นได้10 ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า การอบสมุนไพรเป็นมรดกทางภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่มีคุณค่า โดยมีรากฐานดั้งเดิมของภูมิปัญญามาจากการดูแลสตรีหลังคลอดเพื่อมุ่งขับของเสีย ฟื้นฟูธาตุไฟ และปรับสมดุลร่างกายให้กลับสู่ภาวะปกติ รวมถึงใช้บรรเทาอาการในระบบทางเดินหายใจ ด้วยคุณสมบัติของความร้อนและสาระสำคัญจากสมุนไพรที่ส่งผลโดยตรงต่อระบบกล้ามเนื้อและหลอดเลือด ทำให้ในปัจจุบันการอบสมุนไพรได้ถูกประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายเพื่อบำบัดกลุ่มอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเรื้อรัง ฟื้นฟูร่างกายหลังการออกกำลังกาย และบรรเทาความอ่อนล้าจากการทำงาน จุดเด่นที่สำคัญประการหนึ่งของหัตถการนี้คือ ลักษณะการรักษาที่ไม่ต้องมีการสัมผัสร่างกายผู้ป่วยโดยตรง ทำให้สามารถประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการรับการบำบัดด้วยหัตถการนวดได้ และยังสามารถเอื้อให้แพทย์แผนไทยหนึ่งคนสามารถดูแลผู้ป่วยหลายรายได้ในคราวเดียวกัน จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสถานพยาบาลที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากร อย่างไรก็ตาม แม้จะมีประโยชน์ในหลายด้าน การอบสมุนไพรยังมีข้อจำกัดและข้อควรระวังที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความเสี่ยงสูงในผู้ป่วยโรคไต ซึ่งอาจเกิดภาวะเสียสมดุลของสารน้ำและเกลือแร่จากการขับเหงื่อปริมาณมาก รวมถึงเป็นข้อห้ามสำหรับผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว หรือโรคอื่น ๆ ที่อาการอาจกำเริบจากความร้อน เช่น โรคผิวหนังบางชนิด ดังนั้น แม้แพทย์แผนไทยจะ


192 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงไม่ต้องลงมือปฏิบัติกับผู้ป่วยโดยตรง แต่บทบาทในการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดกลับมีความสำคัญอย่างยิ่ง การประเมินสภาพผู้ป่วยก่อนเข้ารับการอบ และการดูแลให้กระบวนการเป็นไปอย่างปลอดภัยพร้อมรับมือกับอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น 8.3 การพอกสมุนไพร8.3.1 ความหมายการพอกสมุนไพร หรือที่อาจเรียกว่าการแปะยาดูดพิษ เป็นหัตถเวชกรรมการแพทย์แผนไทยประเภทการบำบัดรักษาเฉพาะที่ โดยเป็นการนำตัวยาสมุนไพรที่ผ่านกระบวนการสกัดสารสำคัญด้วยตัวทำละลาย มาวางพอกไว้บนผิวหนังบริเวณที่มีอาการโดยตรง หลักการสำคัญคือการใช้สรรพคุณของสารสำคัญในสมุนไพรให้สามารถซึมผ่านชั้นผิวหนังเข้าไปออกฤทธิ์ยังบริเวณเป้าหมาย เพื่อต้านการอักเสบ ลดอาการปวด และเพิ่มการไหลเวียนโลหิตเพื่อลดอาการบวมและคลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อด้วยหลักการดังกล่าวการแพทย์แผนไทยจึงนิยมใช้บำบัดภาวะอักเสบในกลุ่มโรคลมจับโปง (ภาวะข้ออักเสบ) และโรคลมลำบอง และในปัจจุบันก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในการบรรเทาอาการปวดจาก โรคข้อเข่าเสื่อม1, 138.3.2 ประโยชน์ของการพอกสมุนไพร1) บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อ2) เพื่อมการไหลเวียนของโลหิต เพื่อขับของเสียที่คั่งค้าง3) ช่วยลดภาวะของการอักเสบบริเวณต่าง ๆ18.3.3 เครื่องยาที่ใช้ตำรับยาพอกสามารถแบ่งตามคุณสมบัติของฤทธิ์ยาได้ 2 ประเภทหลัก คือ 1) ตำรับยาสูตรร้อน สำหรับการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ซึ่งมีโครงสร้างดังต่อไปนี้1.1) ตัวยาหลักเป็นสมุนไพรที่มีรสร้อนและสรรพคุณในการขับลม เช่น ไพลขิง ดองดึง ขมิ้น พิมเสน ดีปลีข่า การบูร menthol 1.2) ตัวยาช่วยเป็นสมุนไพรที่ลดความแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ เช่น มะกรูดมะนาว ส้มป่อย มะขาม เถาเอ็นอ่อน เถาวัลย์เปรียง


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1931.3) ตัวยาประกอบเป็นสมุนไพรที่มีรสขมเย็นและช่วยลดอาการอักเสบ เช่น ผักเสี้ยนผีพลับพลึง ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด บัวบก ย่านาง หญ้าแพรกเสลดพังพอน2) สูตรรับยาสูตรเย็น สำหรับต้องการลดภาวะการอักสบ ซึ่งมีโครงสร้างของตำรับดังต่อไปนี้2.1) ตัวยาหลักเป็นสมุนไพรที่มีรสขมเย็นและสรรพคุณในการลดการอักเสบ เช่น ย่านาง คนทา เท้ายายหม่อม มะเดื่อชุมพร ชิงชี่ ฟ้าทะลายโจร บัวบก 2.2) ตัวยาช่วย เป็นสมุนไพรที่ลดความแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ เช่น มะกรูดส้มป่อย มะขาม 2.3) ตัวยาประกอบ เป็นสมุนไพรที่มีรสร้อนไม่มากช่วยขับลม เช่น ไพลพิมเสน ขมิ้นอ้อย ใบพลูกระดูกไก่ดำ กระดูกไก่ขาว14 นอกจากตัวยาสมุนไพรแล้ว อาจมีการใช้ สารยึดเกาะ เพื่อให้ตัวยาจับเป็นก้อนและยึดติดกับผิวหนังได้ดีขึ้น เช่น ดินสอพอง แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวหมาก หรือในปัจจุบันมีการพัฒนาเป็นรูปแบบสมัยใหม่ เช่น สไลม์พอกเข่า เจล ครีม เพื่อความสะดวกในการใช้งาน14-168.3.4 วิธีท าหัตถการ1) ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะทำการพอกยาให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและไขมัน ซึ่งจะช่วยให้ตัวยาซึมซาบได้ดียิ่งขึ้น2) นำยาพอกที่เตรียมไว้มาวางบนผิวหนังบริเวณที่มีอาการให้มีความหนาพอประมาณ หากตัวยาไม่มีสารช่วยยึดเกาะ อาจใช้ผ้าก๊อซหรือสำลีเป็นตัวกลางในการอุ้มยา3) พอกในบริเวณที่ต้องการทิ้งไว้ 20 นาที แล้วจึงเช็ดออก18.3.5 ข้อห้าม/ข้อควรระวัง1) ห้ามพอกยาบริเวณผิวหนังที่มีแผลเปิด แผลโลหิตออก แผลเรื้อรัง หรือมีการติดเชื้อ เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและแผลลุกลามได้2) ก่อนการพอกยาเต็มรูปแบบ ควรมีการทดสอบการแพ้ โดยการพอกยาปริมาณเล็กน้อยที่บริเวณท้องแขนทิ้งไว้สักครู่ เพื่อสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ผื่นแดง คัน บวม1


194 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า ในปัจจุบัน แพทย์แผนไทยจำนวนมากได้ต่อยอดภูมิปัญญานี้ ผ่านกระบวนการสกัดสารสำคัญด้วยวิธีที่หลากหลายขึ้น การนำสารสกัดมาผสมกับสารยึดเกาะพัฒนาเป็นตำรับยาพอกสำเร็จรูปที่ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นหัตถการที่ไม่ต้องอาศัยผู้บำบัดดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ทำให้สามารถให้บริการผู้ป่วยหลายรายได้พร้อมกัน โดยแพทย์แผนไทยแต่ละท่านอาจมีสูตรตำรับยาพอกเฉพาะที่ได้รับการถ่ายทอดหรือพัฒนาขึ้นเอง โดยความแตกต่างนี้ขึ้นอยู่กับองค์ความรู้พืชสมุนไพรที่มีในท้องถิ่นนั้น ๆ รวมถึงดุลยพินิจและประสบการณ์ทางคลินิกของแพทย์ผู้ให้การรักษา แม้การพอกยาซึ่งใช้วัตถุดิบสมุนไพรจากธรรมชาติจะมีความปลอดภัยสูง แต่ควรหลีกเลี่ยงการพอกบริเวณผิวหนังที่มีบาดแผลเปิด และการเฝ้าระวังปฏิกิริยาการแพ้ในผู้ป่วยที่มีผิวบอบบาง ดังนั้น การประเมินสภาพผิวหนัง ทดสอบอาการแพ้เบื้องต้นก่อนเริ่มทำหัตถการจึงเป็นขั้นตอนที่มีความจำเป็นเช่นกัน8.4 การกักนา ้มัน8.4.1 ความหมายการกักน้ำมัน เป็นศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสตร์อายุรเวท จัดเป็นหัตถการที่ใช้ความร้อนร่วมกับเภสัชบำบัดเฉพาะที่ หลักการสำคัญคือการใช้น้ำมันสมุนไพรที่อุ่นในอุณหภูมิที่เหมาะสม เทลงบนผิวหนังและกักเก็บไว้ในบริเวณที่มีอาการปวดหรือตึงตัวของกล้ามเนื้อ17 8.4.2 ประโยชน์1) บรรเทาอาการปวด บวม และการอักเสบ ของกล้ามเนื้อและข้อต่อ2) ลดการหดเกร็ง ความตึงตัว และเพิ่มความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น3) เพิ่มความชุ่มชื้นและบำรุงเนื้อเยื่อ ช่วยเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงในข้อต่อ และเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก18 8.4.3 เครื่องยาที่ใช้การเลือกใช้น้ำมันจะขึ้นอยู่กับลักษณะอาการของผู้ป่วยและสรรพคุณของตำรับยา โดยน้ำมันที่นิยมใช้ เช่น น้ำมันตำรับมะขาม น้ำมันตรีผลธาตุ น้ำมันไพล น้ำมันขัดมอน น้ำมันงา17, 19


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1958.4.4 วิธีท าน้ามันนำสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการคลายกล้ามเนื้อ เพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เช่น มะขาม ไพล หญ้าขัดมอน มาเคียวไฟอ่อนรวมกับน้ำมันพื้นฐาน เช่น น้ำมันงาหรือน้ำมันมะพร้าว จนกระทั่งเนื้อสมุนไพรแห้ง คล้ายเม็ดทราย ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสารสำคัญที่ละลายในน้ำมันได้ถูกสกัดออกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว จึงกรองเอากากยาออกเหลือไว้เพียงน้ำมันสมุนไพร19 8.4.5 วิธีท าหัตถการ1) นำน้ำมันสมุนไพรประมาณ 100 มิลลิลิตร ไปอุ่นให้ได้อุณหภูมิประมาณ 40 องศาเซลเซียส2) ใช้สำลีหรือผ้าสร้างวงแหวนกักน้ำมันรอบบริเวณหรือใช้สำลีชุบน้ำมันวางบริเวณที่ต้องการ3) ค่อย ๆ เทน้ำมันที่อุ่นแล้วลงในวงแหวนหรือสำลีที่เตรียมไว้4) ทำหัตถการค้างไว้เป็นเวลาประมาณ 30 นาทีต่อครั้ง โดยอาจใช้อุปกรณ์เพิ่มความร้อน5) เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ควรทำอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 5 วัน17, 198.4.6 ข้อห้าม/ข้อควรระวัง1) ห้ามทำหัตถการในผู้ที่มีไข้ หรือมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส2) ควรระมัดระวังเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการรับรู้ความรู้สึกทางผิวหนัง เพื่อป้องกันอันตรายจากความร้อน3) ห้ามทำในบริเวณผิวหนังที่มีแผลเปิด แผลติดเชื้อ หรือมีการอักเสบเฉียบพลัน4) ควรระมัดระวังเป็นพิเศษและทดสอบการแพ้ในผู้ที่มีประวัติแพ้สมุนไพร ไวต่อความร้อน หรือมีผิวบอบบาง20 ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า การกักน้ำมันเป็นหัตถการที่มีศักยภาพสูงในการบำบัดอาการปวดบริเวณข้อ และอาการปวดกล้ามเนื้อจากการใช้งานซ้ำซากกลไกการรักษาที่สำคัญอาศัยการทำงานร่วมกันของสองปัจจัยหลักคือ ความร้อนจากน้ำมันจะช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้การไหลเวียนโลหิตเฉพาะที่เพิ่มขึ้นนำ


196 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงออกซิเจนและสารอาหารมาหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อ พร้อมทั้งช่วยระบายของเสียและสารก่อการอักเสบออกไป และสรรพคุณของน้ำมันสมุนไพร ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางนำพาสารออกฤทธิ์ทางยาจะซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่บริเวณที่มีอาการได้โดยตรง เพื่อลดการอักเสบคลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ และบำรุงเส้นเอ็นและข้อต่อ ด้วยเหตุนี้การกักน้ำมันจึงเป็นอีกทางเลือกการรักษาที่มีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับ8.5 การสักยา8.5.1 ความหมายการสักยา เป็นศาสตร์การรักษาของแพทย์แผนไทยขั้นสูง มีรากฐานมาจาก ภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านไทย หลักการสำคัญคือการใช้เข็ม จุ่มในน้ำมันยาสมุนไพร แล้วทิ่มลงบนผิวหนังบริเวณที่มีอาการปวด เพื่อสร้างช่องทางขนาดเล็กให้ตัวยาสามารถซึมซาบเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อได้โดยตรง21 8.5.2 ประโยชน์1) ช่วยปรับสมดุลโลหิตในร่างกาย การสักยาช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ซึ่งสามารถส่งผลดีต่อภาวะกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง2) ถอนพิษจากสัตว์พิษ เช่น งูกัด แมงมุมกัด การใช้การสักยาสามารถช่วยบรรเทาอาการและขับพิษออกจากร่างกาย โดยอาศัยสรรพคุณของน้ำมันสมุนไพรที่ใช้ในการสัก3) ลดอาการปวด การสักยาเป็นวิธีที่สามารถช่วยลดอาการปวดที่เกิดจากการบาดเจ็บหรืออาการเรื้อรัง และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของข้อ218.5.3 เครื่องยาที่ใช้1) น้ำมันมะพร้าว มีคุณสมบัติบำรุงผิวและต้านการอักเสบ2) ไพล มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการปวดและอักเสบ3) ขมิ้นชัน ช่วยลดการอักเสบ4) ผิวมะกรูด ใช้ในการบำบัดอาการปวดและช่วยผ่อนคลาย5) กระเทียม ขับลม และมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย6) ใบว่านน้ำ ช่วยในการรักษาบาดแผล


การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1977) ก้านเถาคันแดงสด ช่วยลดการระคายเคือง8) ใบพุทธรักษาดอกแดง ช่วยลดอาการปวด9) น้ำคั้นใบตำลึง เป็นน้ำกระสายยาทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ดี10) น้ำส้มสายชู เป็นน้ำกระสายยาทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ดี11) ดีงูเห่า มีคุณสมบัติในการลดอาการปวด และกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ช่วยทำให้ยาออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น22-238.5.4 วิธีท าน้ามันยา1) เริ่มต้นด้วยการหั่นสมุนไพรที่เลือกใช้เป็นชิ้นบาง ๆ ใส่ลงในหม้อสเตนเลส2) เติมน้ำมันมะพร้าว น้ำส้มสายชู และน้ำคั้นจากใบตำลึงลงในหม้อ3) เคี่ยวด้วยไฟอ่อนเป็นเวลาประมาณ 4ชั่วโมงเพื่อให้สารสำคัญละลายออกมา4) กรองเอากากสมุนไพรออก จากนั้นจึงเติมดีงูเห่า5) นำไปเคี่ยวต่ออีกประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วจึงกรองอีกครั้งอย่างละเอียด บรรจุในภาชนะที่สะอาดสำหรับใช้งาน22 8.5.5 วิธีท าหัตถการ1) เช็ดทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะทำการสักด้วย alcohol เพื่อฆ่าเชื้อ2) ผู้ทำหัตถการต้องสวมถุงมือสะอาด และใช้เข็มที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว จุ่มลงในน้ำมันยาที่เตรียมไว้3) สักลงบนผิวหนังบริเวณกล้ามเนื้อที่มีอาการปวดตึง โดยอาจสักเป็นแนวเส้นตรงหรือแนวทแยงตามแนวมัดกล้ามเนื้อ228.5.6 ข้อห้าม/ข้อควรระวัง1) ห้ามทำกับผู้ที่มีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส เพราะอาจทำให้เกิดไข้2) ห้ามทำในบริเวณผิวหนังที่มีแผลเปิด โรคผิวหนังติดเชื้อ แผลเรื้อรัง3) หลีกเลี่ยงการทำในผู้ป่วยโรคที่ทำให้แผลหายช้า เช่น โรคเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้4) ห้ามทำในผู้ป่วยที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด หรือมีภาวะโลหิตออกง่ายผิดปกติ เพราะอาจทำให้โลหิตหยุดไหลยาก5) ต้องปฏิบัติด้วยวิธีการปลอดเชื้อ อย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ23


198 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า การสักยาเป็นวิธีการนำสมุนไพรเข้าสู่ร่างกายผ่านการใช้เข็มจิ้มบริเวณมัดกล้ามเนื้อ นิยมในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรังหรืออาการที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ทุเลา แพทย์แผนไทยต้องมีความเชี่ยวชาญในการเลือกแนวเส้นและตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับโรคหรืออาการของผู้ป่วย เช่น บริเวณที่มีอาการปวดตึงหรือการคั่งค้างของของเสีย การใช้น้ำมันสมุนไพร ที่ช่วยส่งเสริมการรักษาโดยสารสำคัญจะซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยเข็ม ตัวอย่างสมุนไพรที่นิยมใช้ จำพวก ไพล ขมิ้นชัน หรือสมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดปวด คุณประโยชน์ของการสักยาเกิดจากการแทงเข็มช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในบริเวณที่รักษา ลดการอุดตันและเพิ่มการนำสารอาหารไปยังเนื้อเยื่อ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง เช่น อาการปวดจากการใช้งานหนักหรือการสะสมของของเสียในกล้ามเนื้อ และการสักยาช่วยให้น้ำมันสมุนไพรซึมลึกเข้าสู่กล้ามเนื้อ เพิ่มผลการรักษา แต่อย่างไรก็ตามการสักยามีข้อควรระวังในขั้นตอนของการแทงเข็มอาจทำให้เกิดบาดแผลหรือการระคายเคืองต่อผิวหนัง หากไม่ได้รับการดูแลเรื่องความสะอาดอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อต้องใช้ทักษะและประสบการณ์ในการกำหนดตำแหน่งเข็ม เพื่อหลีกเลี่ยงการแทงผิดแนวเส้นหรือก่อให้เกิดอันตราย ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตออกง่ายหรือโรคผิวหนังบางประเภท8.6 การเผายา8.6.1 ความหมายการเผายาในแพทย์แผนไทยคือการใช้สมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาอาการปวดบาดเจ็บ หรืออักเสบ โดยการเผาสมุนไพรให้ร้อนจนสามารถปล่อยสารสำคัญที่มีคุณสมบัติในการบำบัดออกมา การเผายาไม่เพียงแต่ช่วยให้สารออกฤทธิ์จากสมุนไพรได้ดีขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตและกระตุ้นการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย24 8.6.2 ประโยชน์1) บรรเทาอาการปวด ความร้อนจากสมุนไพรช่วยคลายกล้ามเนื้อและบรรเทาความตึงเครียด ลดอาการปวดที่เกิดจากกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ2) ลดการอักเสบ สมุนไพรที่ใช้ในการเผามีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ เช่น ขมิ้นชัน ไพล ที่ช่วยบรรเทาอาการบวม แดง ร้อนจากการอักเสบ


Click to View FlipBook Version