การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 1993) กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ความร้อนจากการเผาช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้โลหิตหมุนเวียนได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการฟื้นฟูและการรักษาอาการบาดเจ็บ4) บำบัดอาการเรื้อรัง การเผายาเหมาะสมกับการบำบัดอาการปวดเรื้อรัง เช่น อาการปวดหลัง ปวดข้อจากโรคข้อเสื่อม หรืออาการบาดเจ็บที่เกิดจากการใช้งานซ้ำ ๆ258.6.3 เครื่องยาที่ใช้สมุนไพรที่ใช้ในการเผามักจะเลือกจากชนิดที่มีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการปวด อักเสบ และช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต 1) ไพล แก้เคล็ดขัดยอก บวมช้ำ แก้อักเสบ2) ขมิ้นชัน แก้โรคผิวหนังผื่นคัน3) ข่า แก้กลากเกลื้อน เหน็บชา ผื่นคัน4) ขิง แก้ปวด ช่วยขยายรูขุมขน5) กระชาย บำรุงเส้นและกล้ามเนื้อ6) ตะไคร้บ้าน ช่วยขับลม กระจายลม มีกลิ่นหอม7) ใบพลับพลึง แก้อักเสบ แก้ปวด แก้เส้นพิการ8) ใบมะขาม ช่วยทำความสะอาดผิวหนัง แก้ฟกบวม9) ใบส้มป่อย แก้โรคผิวหนัง ช่วยบำรุงผิวลดอาการร้อน แก้ฟกช้ำ บวม10) เกลือ ช่วยเพิ่มความร้อน และช่วยพาตัวยาซึมผ่านผิวหนัง24, 268.6.4 วิธีท าหัตถการ1) ทาน้ำมันนวดบริเวณที่ต้องการจะเผายา2) ใช้ผ้าชุบน้ำวางเป็นวงกลมรอบบริเวณที่จะเผา เพื่อเป็นแนวขอบเขตกันไฟ3) โรยเกลือบาง ๆ บนผิวหนังในช่องวงกลมดังกล่าว แล้วนำเครื่องยาสมุนไพรเทลงช่องวงกลมให้หนาประมาณ 1 ข้อนิ้วมือ4) เอาผ้าชุบน้ำบิดพอหมาด ปิดทับเครื่องยาอีกชั้น5) เอา alcohol ประมาณราดลงกลางหลุม6) ใช้ไฟจุดเพื่อให้ความร้อนแก่สมุนไพรเป็นการสกัดสารสำคัญให้ลงไปสู่บริเวณที่ต้องการ นานไม่เกิน 1 นาที7) เมื่อไฟดับให้กดไปบนเครื่องยาที่วางไว้เพื่อกระตุ้นการซึมเข้าสู่ผิวหนัง8) นำผ้าคลุมยาไปชุบน้ำบิดพอหมาด แล้วเขี่ยตัวยาสมุนไพรให้กระจายตัว9) เผาซ้ำ 3, 5, 7, 9 รอบ26-27
200 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง8.6.5 ข้อห้าม/ข้อควรระวัง1) ไม่ควรเผาบริเวณที่มีความร้อนในร่างกายสูง เช่น บริเวณท้องในขณะมีประจำเดือน การตั้งครรภ์บริเวณที่มีแผล ผู้ที่มีอาการไข้อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ2) ไม่ควรเผาในบริเวณที่เป็นโรคผิวหนัง เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มเติม283) ไม่ควรทำหัตถการถ้าผู้ป่วยมีประวัติแพ้สมุนไพรในตำรับ4) ไม่ควรทำหัตถการบริเวณที่ผ่าตัดมาในระยะ 6 เดือน5) ไม่ควรเผาในกรณีเป็นโรคติดต่อต่าง ๆ ในระยะแพร่เชื้อ25 ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า การเผายามีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมพลังงานของธาตุไฟ และกระตุ้นการทำงานของธาตุลมภายในร่างกาย ในอดีตการเผายาถูกนำมาใช้เพื่อกระตุ้นการทำงานของธาตุไฟและธาตุลมในช่องท้องของผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงผู้ป่วยที่มีกระดูกหักหรือร้าวเพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมของร่างกาย ต่อมาได้มีการประยุกต์ใช้หัตถการนี้กับผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง หลักการของการเผายาอาศัยความร้อนและสารสำคัญจากสมุนไพรในการบำบัด การใช้ความร้อนนี้อาจทำให้เกิดแผลไหม้ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย ดังนั้นการควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรหลีกเลี่ยงการทำหัตถการเป็นเวลานานเกินไป คำนึงถึงระดับความร้อน ระยะเวลาในการทำ และการป้องกันความร้อนสัมผัสโดยตรงกับผิวหนัง วิธีการป้องกันที่ควรพิจารณา เช่น การใช้ผ้าคลุมบริเวณที่ไม่ต้องการให้สัมผัสความร้อน หรือการใช้วัสดุเป็นสื่อกลาง เพื่อลดการสัมผัสโดยตรงระหว่างไฟกับผิวหนัง
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 201บทสรุปศาสตร์การแพทย์แผนไทยมีหัตถการบำบัดอาการปวดกล้ามเนื้อที่หลากหลาย โดยมีหลัก ๆ มีการใช้สมุนไพร และความร้อนเป็นสื่อกลางในการนำสารสำคัญเข้าสู่ร่างกายเพื่อฟื้นฟูปรับสมดุลของธาตุในร่างกายที่มีความผิดปกติ ซึ่งมีอยู่หลากหลายหัตถการตามองค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดต่อกันมา โดยหัตถการที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักแพร่หลายคือ การประคบสมุนไพรซึ่งเป็นการใช้ลูกประคบที่ประกอบไปด้วยสมุนไพรหลายชนิดที่มีสรรพคุณเกี่ยวกับการบรรเทาอาการปวด นำไปนึ่งจนร้อนแล้วกดคลึงไปตามแนวกล้ามเนื้อและจุดสำคัญของร่างกาย กลไกสำคัญคือความร้อนที่ช่วยขยายหลอดเลือดและเปิดรูขุมขนทำให้สารสำคัญและน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรสามารถซึมซาบผ่านผิวหนัง ลดอาการปวด ต้านอักเสบ และคลายความตึงตัวของกล้ามเนื้อโดยตรง การอบไอน้ำสมุนไพรเป็นการบำบัดที่ให้ผู้ป่วยเข้าไปอยู่ในตู้หรือห้องที่มีไอร้อนจากการต้มสมุนไพร สรรพคุณยาสมุนไพรจะถูกดูดซึมผ่านผิวหนังทั่วร่างกายและการสูดดมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ตามหลักการแพทย์แผนไทยความร้อนจะเข้าไปกระตุ้นธาตุไฟ ช่วยขับเคลื่อนธาตุลมซึ่งควบคุมการไหลเวียนของโลหิตให้เดินได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น พร้อมทั้งขับของเสียและความชื้นส่วนเกินออกจากร่างกายในรูปของเหงื่อ สำหรับการรักษาที่ต้องการความจำเพาะเจาะจงสูงขึ้น การแพทย์แผนไทยมีหัตถการที่ออกฤทธิ์เฉพาะจุด เช่น การพอกยา ซึ่งเป็นการนำสมุนไพรที่ผ่านกระบวนการสกัดสารสำคัญนำมาพอกไว้บนผิวหนังบริเวณที่มีอาการปวด บวมหรืออักเสบโดยตรง เพื่อให้ตัวยาซึมเข้าไปยังชั้นกล้ามเนื้อและข้อต่อ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับภาวะข้ออักเสบหรือข้อเข่าเสื่อม นอกจากนี้ยังมีศาสตร์ขั้นสูงอย่างการกักน้ำมันที่ใช้น้ำมันสมุนไพรอุ่น ๆ กักเก็บขังไว้ในกรอบบริเวณที่มีอาการปวด ซึ่งความร้อนที่ช่วยคลายกล้ามเนื้อ และสรรพคุณของตัวยาที่ละลายอยู่ในน้ำมันจะซึมผ่านผิวหนังเข้าไปบำรุงกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่อยู่ชั้นลึกได้เป็นอย่างดียิ่งไปกว่านั้นสำหรับอาการรุนแรงหรือเรื้อรังอาจจะใช้วิธีการสักยาซึ่งเป็นการใช้เข็มที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วจุ่มน้ำมันสมุนไพร แล้วทิ่มลงบนผิวหนังตามจุดที่กำหนดเพื่อส่งยาเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อโดยตรง นับเป็นการผสมผสานระหว่างการกระตุ้นเชิงกลแบบเดียวกับการฝังเข็มกับการออกฤทธิ์ทางเคมีของตัวยา และสุดท้ายคือ หัตถการเผายาซึ่งเป็นหัตถการที่ใช้ความร้อนจากการเผาสมุนไพรที่วางบนผิวหนังผู้ป่วย เพื่อกระตุ้นให้สารสำคัญในสมุนไพรถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกับความร้อน ในบริเวณที่มีอาการเพื่อกระตุ้นการไหลเวียน และส่งตัวยาเข้าไปบำบัดอาการปวด
202 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงอ้างอิง1. จุไรรัตน์ บุญรวบ. (2565). การนวดไทยแบบราชสำนักในเวชปฏิบัติ. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.2. กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2566). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566. 3. มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิมฯ โรงเรียนอายุรเวท. (2555). หัตถเวชกรรมแผนไทย (นวดแบบราชสำนัก). 4. เจริญ วันวาน. (2568). ประสิทธิผลการรักษาภาวะข้อเข่าเสื่อมด้วยการนวดไทยแบบราชสำนักร่วมกับการประคบสมุนไพร โรงพยาบาลหนองบัวระเหว. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน, 10(4), 13–22. https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/46135. นูรูลฮูดา เจ๊ะเต๊ะ, และอัมรัมปาเนาะ. (2567). ผลการนวดรักษาแบบราชสำนักร่วมกับการประคบสมุนไพรในผู้ป่วยโรคออฟฟิศซินโดรมที่มีอาการปวดต้นคอ โรงพยาบาลกะพ้อ จังหวัดปัตตานี. วารสารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมประเกียรติ, 9(1), 62-7. https://he02.tcithaijo.org/index.php/TUHJ/article/view/2686746. สุภาภรณ์ ปิติพร. (2556). บันทึกของแผ่นดิน 5 สมุนไพร ประคบ อบ อาบ นวด(พิมพ์ครั้งที่ 2). มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร.7. ปิยะธิดา หาญสมบูรณ์, อมรรัตน์ วิจิตรลีลา, และวิชยาภา เอี่ยมสว่าง. (2568). คู่มือการใช้ยาสมุนไพรในเวชปฏิบัติ. กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.8. รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล, วงสถิตย์ ฉั่วกุล, ภานุพงษ์ พงษ์ชีวิน, เบญญากาญจน์พงศ์กิจวิทูร, อุบลวรรณ บุญเปล่ง, และอำพล บุญเปล่ง. (2557). สมุนไพรและเครื่องยาไทยในยาสามัญประจำบ้าน. ภาควิชาเภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.9. สุจิตรา บุญมาก, ปพิชญา ศรีแก้ว, ศิริลักษณ์ แซ่ง้อ, อำพล บุญเพียรและวรินทร เชิดชูธีรกุล. (2563). การพัฒนาลูกประคบสมุนไพรหินสปาสำหรับให้บริการงานการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่น จังหวัดนครปฐม. วารสารศิลปะการจัดการ, 4(3), 807-817.https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jam/article/view/243012
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 20310. นวลจันทร์ จารุปรีชาชาญ, จิรัชยา ประมวล, นิเวศน์ บวรกุลวัฒน์, นวลจันทร์ วารีเจริญ, กมลฉัตร ปัญขาเมฆ, และขวัญเรือน จันที. (2552). องค์ความรู้การแพทย์แผนไทยสำหรับประชาชน. กลุ่มสารสนเทศและวิเทศสัมพันธ์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.11. ศิรินทิพย์ คําฟู, และณิชาภา พาราศิลป์. (2560). การศึกษาเปรียบเทียบผลทันทีระหว่างการอบไอน้ำสมุนไพรไทยและการอบไอน้ำธรรมดาต่อความยืดหยุ่นของร่างกายในเพศหญิง อายุ 30-45 ปี. ศรีนครินทร์เวชสาร, 32(2), 143-149. https://li01.tcithaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/8500512. ทัพพ์ขวัญ ศรีรัตยาวงค์, ดาว เวียงคำ, อรฉัตร เพชรไทย, และอัญชิษฐา สมวัน. (2564). ผลของการอบไอน้ำสมุนไพรไทยและการอบไอน้ำธรรมดาต่อค่าความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง. วารสารนเรศวรพะเยา, 14(2), 51-56. https://li01.tci-thaijo.org/index.php/journalup/article/view/24784413. วัลลภา ดิษสระ, กิตติพงษ์ สอนล้อม, และบุญประจักษ์ จันทร์วิน. (2566). ผลของการพอกยาสมุนไพรต่ออาการปวดเข่าในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม : การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์, 38(1), 163–173. https://he02.tcithaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/26246814. Bunpean, A., & Singweratham, N. (2025). Analysis of herbal poultices for knee pain relief in hospitals in the Office of the Permanent Secretary, Ministry of Public Health, Thailand. Tropical Journal of Natural Product Research, 9(2), 776– 781. https://doi.org/10.26538/tjnpr/v9i2.4615. ศิลดา การะเกตุ, นิชกานต์ สุยะราช, พัชรินทร์ใจดี, สมบัติ กาศเมฆ, สุนทร พรมเผ่า,และผณิตา ประวัง. (2560). การศึกษาเปรียบเทียบระดับความเจ็บปวดก่อนและหลังจากการรักษาโคลนสมุนไพร พอกเย็นร่วมกับการนวดแผนไทยในผู้สูงอายุที่มีอาการปวดเข่า. เชียงรายเวชสาร, 9(2), 115-124.https://he01.tcithaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/182502
204 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง16. อำพล บุญเพียร, ปฐมา จันทรพล, ปัญจพร หงสะมัต, กรชนก ใจใหญ่, กานติมา ธาตุวิสัย, จันทร์ทิพย์ คล่องเชิงสาร, และจิราภรณ์ สิงหัส. (2563).การพัฒนาสไลม์พอกเข่าสำหรับผู้ป่วยโรคลมจับโปงเข่าโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร. วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์,20(2), 101-118.https://sci.bsru.ac.th/advscij/eMagazine-20-2.html17. สิริพร จารุกิตติ์สกุล, บดินทร์ ชาตะเวที, ชลิตา เรืองศักดิ์สิทธิ์, พิชญาณี เบี้ยขาว,เอื้ออารีย์ พัดทอง, และบีบีฟาตีลัย อับดุลเลาะ. (2567). การศึกษาประสิทธิผลของการกักน้ำมันตรีผลธาตุในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดหลังส่วนล่าง. Health Science Science and Technology Reviews,17(1), 65-80. https://li01.tcithaijo.org/index.php/journalup/article/view/26075318. สุรัสวดี เพชรคง, และสิธาพร ผดุงยุทธ์. (2568). ผลการนวดรักษาแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันสมุนไพรในผู้ป่วยโรค Office Syndrome คลินิกการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลอุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน, 10(1), 641–650. https://he03.tcithaijo.org/index.php/ech/article/view/396619. ศุภวรรณ ชัยประกายวรรณ์, ธวัชชัย กมลธรรม, ศุภะลักษณ์ ฟักคํา, และสรรใจ แสงวิเชียร. (2563). การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผล และความปลอดภัยในการกักน้ำมันงา และน้ำมันตำรับ ขัดมอนในการบรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง. หมอยาไทยวิจัย, 6(1), 35-44.https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/24045120. บดินทร์ ชาตะเวที. (2567, 3 พฤษภาคม). หัตถการกักน้ำมันร้อน (Oil poultice) ทางการแพทย์แผนไทย. คณะการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.https://www.ttmed.psu.ac.th/th/blog/32521. สุทธิรา ขุมกระโทก, คมกริช วงศ์ภาคำ, อดิศักดิ์ อาจหาญ, และอุษา กลิ่นหอม. (2559). สักยารักษาโรค. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 14(2), 212-216. https://he01.tcithaijo.org/index.php/JTTAM/article/view/151014
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 20522. พโนมล ชมโฉม. (2566). ผลของการสักยาต่อระดับความปวดกล้ามเนื้อของผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังตอนล่าง. วารสารการศึกษาและวิจัยการสาธารณสุข, 1(1), 1-14. https://so12.tcithaijo.org/index.php/JERPH_Yala/article/view/42023. พิชญา นาไชย, และธัญญะ พรหมศร. (2567). ประสิทธิผลของการสักยาน้ำมันต่อระดับความปวดและองศา การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง. วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา, 4(1), e266799-e266799.https://he02.tcithaijo.org/index.php/tjphe/article/view/26679924. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2558). คู่มือเวชปฏิบัติแผนไทย. 25. ฟารีสา สะมะแอ, และกิตติพร เนาว์สุวรรณ. (2567). ผลของการเผายาต่อคะแนนความปวดในผู้ป่วยโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 1,3 หลัง. วารสารวิจัยนวัตกรรมและหลักฐานเชิงประจักษ์ทางสุขภาพ, 3(2), 35–42. https://he03.tcithaijo.org/index.php/PBRI/article/view/324826. ธีรยุทธ เกษมาลี, และสินีนาฏ ชาวตระการ. (2561). ประสิทธิผลของการเผายาสมุนไพรเปรียบเทียบกับการทำกายภาพบำบัดในการรักษาข้อเข่าเสื่อมแบบปฐมภูมิ. Chulalongkorn Medical Journal, 62(6). 975-985. https://doi.org/10.58837/CHULA.CMJ.62.6.527. อรัญญา แสงงาม. (2567). ประสิทธิผลการเผายาสมุนไพรในผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อม. วารสารหมอยาไทยวิจัย, 10(2), 111-126. https://he02.tcithaijo.org/index.php/ttm/article/view/27206628. กัลยกร บัวชะอุ่ม, จุฑามาศ แสนฤาชา, ทิพปภา นาอ่อน, อาภารัตน์สงวนศักดิ์, สุวพิชชา เรืองสงคราม, ปภัสรา สังข์สุข, และศุภวรรณ ชัยประกายวรรณ์. (2568). การศึกษานำร่องประสิทธิผลหัตถการเผายาหน้าท้องในการบรรเทาอาการท้องอืดแบบครั้งคราว. วารสารสหวิชาการเพื่อสุขภาพ, 7(1). 1-17. https://doi.org/10.14456/mdhj.2025.10
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 207กรณีศึกษาและการประยุกต์ใช้
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 209บทที่ 9กรณีศึกษาและการประยุกต์ใช้บทน าหลังจากการศึกษาหลักการ ทฤษฎี เกี่ยวกับการบำบัดอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยการแพทย์แผนไทยขั้นสูงจากบทต่าง ๆ ที่ผ่านมา บทนี้จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสำคัญ ในการนำทฤษฎีไปสู่การประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง ผ่านการนำเสนอกรณีศึกษาที่คัดสรรจากงานวิจัยที่น่าเชื่อถือที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอาการปวด บทกรณีศึกษานี้มุ่งเน้นการนำเสนอภาพการประยุกต์ใช้หลักการและวิธีการรักษาในสถานการณ์ที่หลากหลาย เพื่อสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการรักษาที่มีเหตุผลและสามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ได้ โดยจะครอบคลุมแนวทางการบำบัดหลักทั้งสามด้าน คือ การใช้ยาสมุนไพร การนวดบำบัด และหัตถการเฉพาะทาง ซึ่งทั้งหมดจะถูกนำเสนอในบริบทของงานวิจัยจริง วัตถุประสงค์หลักคือการเป็นคลังความรู้เชิงปฏิบัติสำหรับนักวิชาการ นักศึกษา และผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์แผนไทย ที่ต้องการพัฒนาทักษะทางคลินิกและความเข้าใจเชิงลึก การเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษา-วิจัยจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานก้าวข้ามการเรียนรู้แบบท่องจำไปสู่การเพิ่มความมั่นใจในกระบวนการรักษา และพัฒนาทักษะการตัดสินใจเลือกแนวทางบำบัดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย 9.1 กรณีศึกษาเถาวัลย์เปรียง9.1.1 ข้อมูลส าคัญเถาวัลย์เปรียง ชื่อวิทยาศาสตร์ Derris scandens (Roxb.) Benth. จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) ส่วนเถามีรสเฝื่อนเอียน มีสรรพคุณ แก้เส้นเอ็นพิการ บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้กระษัย แก้บิด แก้ไอ แก้หวัดขับปัสสาวะ การใช้แบบพื้นบ้านมีรูปแบบการใช้แบบง่าย ด้วยการนำเถาวัลย์เปรียงมาหั่น ตากแห้ง คั่วไฟ แล้วชงน้ำดื่มแทนน้ำชา ซึ่งเถาวัลย์เปรียงยังได้รับการศึกษาทาง
210 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงวิทยาศาสตร์ว่ามีสารสำคัญที่ช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ1โดยถูกจัดให้อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566 ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เรื่องบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ในกลุ่มที่ 7 ยารักษากลุ่มอาการทางกล้ามเนื้อและกระดูก ซึ่งมีทั้งในรูปแบบผงจากเถาของเถาวัลย์เปรียง และยาสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียงที่สกัดด้วย 50 เปอร์เซ็นต์ด้วย ethyl alcohol นอกจากนี้บัญชียายังมี ยาผสมเถาวัลย์เปรียงสูตรตำรับที่ 1 ยาผสมเถาวัลย์เปรียงสูตรตำรับที่ 2 ซึ่งมีส่วนประกอบของสมุนไพรอื่น ๆ อยู่ในตำรับด้วย2 9.1.2 ผลการศึกษาที่น่าสนใจ 1) การศึกษาประสิทธิผลของยาเถาวัลย์เปรียงในผู้สูงอายุที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม จำนวน 60 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 จำนวน 30 คน ได้รับยาเถาวัลย์เปรียง ขนาด 500 มิลลิกรัมต่อแคปซูล รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3ครั้ง เช้า เที่ยง และเย็น นาน 10 วัน ในขณะที่กลุ่มที่ 2 จำนวน 30 คน ได้รับยา diclofenac ขนาด 25 มิลลิกรัม ต่อเม็ด รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง เช้า เที่ยง และเย็น นาน 10 วัน หลังการรักษาพบว่า กลุ่มที่ได้รับยาเถาวัลย์เปรียงมีอาการปวดลดลงและความสามารถในการเคลื่อนไหวดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนการรักษา ซึ่งช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้ป่วย เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยา diclofenac พบว่า กลุ่มที่ได้รับยา diclofenac มีอาการปวดลดลงมากกว่ากลุ่มที่ได้รับยาเถาวัลย์เปรียง อย่างไรก็ตาม ในด้านการลดอาการข้อฝืด และการใช้งานข้อเข่าในชีวิตประจำวัน ยาทั้งสองชนิดให้ผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่างกัน32) การศึกษาประสิทธิผลของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง จำนวน 70 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 จำนวน 37 คน ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียง ขนาด 200 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 3 ครั้ง หลังอาหารนาน 7 วัน ในขณะที่กลุ่มที่ 2 จำนวน 33 คน ได้รับยา diclofenac ขนาด 25 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร นาน 7 วัน หลังการรักษาพบว่า ผู้ป่วยที่รับยาเถาวัลย์เปรียงมีอาการปวดลดลงชัดเจนในวันที่ 3 และวันที่ 7 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยา diclofenac พบว่า กลุ่มที่ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียงและกลุ่มที่ได้รับยา diclofenac มีอาการปวดลดลงไม่แตกต่างกัน43) การศึกษาประสิทธิผลของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม จำนวน 107 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 จำนวน 55 คน ได้รับสารสกัด
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 211เถาวัลย์เปรียง ขนาด 200 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 2 ครั้ง หลังอาหาร นาน 28 วัน และในขณะที่กลุ่มที่ 2 จำนวน 52 คน ได้รับยา naproxen ขนาด 250 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 2 ครั้ง หลังอาหาร นาน 28 วัน หลังการรักษาพบว่า กลุ่มที่ได้รับยาเถาวัลย์เปรียง มีอาการปวดลดลงกว่าก่อนการรักษา เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยา naproxen พบว่า กลุ่มที่ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียงและกลุ่มที่ได้รับยา naproxen มีอาการปวดลดลงไม่แตกต่างกัน54) การศึกษาประสิทธิผลของยาแคปซูลเถาวัลย์เปรียงในผู้ป่วยที่มีอาการข้อเข่าอักเสบ จำนวน 178 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 จำนวน 90 คน ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียง 1,000 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน และในขณะที่กลุ่มที่ 2 จำนวน 88 คน ได้รับยา ibuprofen 400 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร นาน 7 วัน หลังการรักษาพบว่า กลุ่มที่ได้รับยาเถาวัลย์เปรียงมีอาการปวดลดลงกว่าก่อนการรักษา และเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยา ibuprofen พบว่า กลุ่มที่ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียงและกลุ่มที่ได้รับยา ibuprofen มีอาการปวดลดลงไม่แตกต่างกัน69.1.3 บทวิเคราะห์เถาวัลย์เปรียงมีสารออกฤทธิ์สำคัญในกลุ่ม isoflavonoids โดยเฉพาะสาร genistein7ซึ่งมีสรรพคุณทั้งในด้านการต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ โดยออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสาร eicosanoid ซึ่งเป็นสารสื่อกลางที่กระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบในร่างกาย8กลไกการออกฤทธิ์ดังกล่าวนี้มีความคล้ายคลึงกับยาในกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่ steroid (NSAIDs) เช่น aspirin, ibuprofen, diclofenac ดังนั้นจึงสามารถบรรเทาอาการปวด บวม และอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่แตกต่างจากยากลุ่มดังกลาวมากนัก9ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า ข้อมูลจากทุกการศึกษาเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า เถาวัลย์เปรียงมีประสิทธิภาพในการบรรเทาความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อและกลุ่มโรคข้อเข่าเสื่อมได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการรักษา และเมื่อเปรียบเทียบกับยาแผนปัจจุบันในกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ให้ประสิทธิภาพในการลดปวดได้ไม่แตกต่าง นอกจากนี้ ยังลดอาการข้อฝืดและช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้งานข้อเข่าในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ดังนั้น
212 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงเถาวัลย์เปรียงสามารถเป็นทางเลือกที่ดีให้กับผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการใช้ยาสมุนไพรหรือต้องการรักษาแบบวิธีธรรมชาติเพื่อทดแทนวิธีการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน ซึ่งการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับใช้เถาวัลย์เปรียงเทียบกับยาแผนปัจจุบันมีผลกระทบ ดังนี้1) ด้านวิชาการ งานวิจัยเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนศักยภาพของเถาวัลย์เปรียงในการลดอาการปวด ข้อมูลดังกล่าวสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับการพิจารณาใช้ยาสมุนไพรเป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคข้อและกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดไม่สามารถใช้ยาแผนปัจจุบันได้2) ด้านนโยบาย ผลการศึกษาเป็นแรงผลักดันนำไปสู่การบรรจุเถาวัลย์เปรียงในการใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบัน หรือการออกมาตรการที่สนับสนุนการใช้ยาสมุนไพรในสถานพยาบาล3) ด้านเศรษฐกิจ การส่งเสริมการใช้เถาวัลย์เปรียงสามารถลดต้นทุนการนำเข้ายาเคมีของแผนปัจจุบันที่มีราคาสูงจากต่างประเทศ ในขณะเดียวกันช่วยสร้างอาชีพและกระจายรายได้สู่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง4) ด้านสังคม การมีทางเลือกในการรักษาที่เข้าถึงง่ายและมีผลข้างเคียงน้อย ช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดการพึ่งพายาเคมีโดยไม่จำเป็น 5) ด้านสิ่งแวดล้อม การใช้สมุนไพรที่ปลูกในประเทศช่วยลดกระบวนการผลิตยาเคมีที่อาจก่อให้เกิดมลพิษ อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรพืชสมุนไพร9.2 กรณีศึกษายานวดสมุนไพร9.2.1 ข้อมูลส าคัญการนวดที่ผสมผสานกับการใช้น้ำมันสมุนไพรไม่เพียงช่วยลดแรงเสียดทาน ทำให้การนวดนุ่มนวล และลื่นไหลขึ้นเท่านั้น แต่น้ำมันยังช่วยเปิดรูขุมขนเพื่อให้สารสำคัญในสมุนไพรซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่บริเวณที่มีปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ109.2.2 ผลการศึกษาที่น่าสนใจ1) การศึกษาประสิทธิผลของการนวดด้วยน้ำมันไพลและน้ำมันปาล์มในผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ จำนวน 40 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1จำนวน 20 คน ได้รับการนวดด้วยน้ำมันไพลบริเวณคอและบ่า เป็นเวลา 5 นาที วันละ 1
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 213ครั้ง นาน 3 วัน ในขณะที่กลุ่มที่ 2 จำนวน 20คน ได้รับการนวดด้วยน้ำมันปาล์มบริเวณคอและบ่า เป็นเวลา 5 นาที วันละ 1 ครั้ง นาน 3 วัน หลังการรักษา พบว่า การนวดด้วยน้ำมันไพลและน้ำมันปาล์มสามารถลดอาการปวด เพิ่มขีดกั้นความรู้สึกกดเจ็บ และเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวในทิศทางก้ม-เงย และเอียงซ้าย-ขวาได้ โดยเมื่อเปรียบเทียบหลังการทดลองของทั้ง 2 กลุ่ม พบว่า น้ำมันไพลสามารถลดอาการปวด เพิ่มขีดกั้นความรู้สึกกดเจ็บ และองศาการเคลื่อนไหวได้ดีกว่ากลุ่มน้ำมันปาล์ม112) การศึกษาประสิทธิผลของการนวดด้วยน้ำมันกระดูกไก่ดำและน้ำมันไพลในผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ จำนวน 60 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 จำนวน 30 คน ได้รับการนวดด้วยน้ำมันไพลบริเวณคอและบ่า เป็นเวลา 10นาที วันละ 1 ครั้ง นาน 3 วัน ในขณะที่กลุ่มที่ 2 จำนวน 30 คน ได้รับการนวดด้วยน้ำมันกระดูกไก่ดำบริเวณคอและบ่า เป็นเวลา 10 นาที วันละ 1ครั้ง นาน 3 วัน หลังการรักษาพบว่า การนวดด้วยน้ำมันไพลและน้ำมันกระดูกไก่ดำ สามารถลดอาการปวดและเพิ่มระดับความรู้สึกกดเจ็บได้ โดยเมื่อเปรียบเทียบหลังการทดลองของทั้ง 2 กลุ่ม พบว่า มีประสิทธิผลไม่แตกต่างกัน12 3) การศึกษาผลของการนวดน้ำมันลำโพงกาสลักในผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ จำนวน 30คน โดยได้รับการนวดด้วยน้ำมันลำโพงกาสลักบริเวณคอและบ่าเป็นเวลา 5 นาที วันละ 1ครั้ง นาน 3 วัน หลังการรักษาพบว่า น้ำมันลำโพงกาสลักสามารถลดอาการปวด เพิ่มขีดกั้นความรู้สึกกดเจ็บ และเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวได้13 4) การศึกษาประสิทธิของการนวดน้ำมันลังกาสุกะด้วยตนเองในผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อต้นคอ บ่าจากออฟฟิศซินโดรม จำนวน 60 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 จำนวน 30 คน ได้รับการนวดด้วยน้ำมันลังกาสุกะด้วยตนเอง จำนวน 15 นาที วันละ 1ครั้ง ติดต่อกัน 7 วัน ในขณะที่กลุ่มที่ 2 จำนวน 30คน ได้รับการนวดด้วยน้ำมันปาล์ม จำนวน 15 นาที วันละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 7 วัน พบว่า ทั้ง 2 กลุ่มสามารถลดอาการปวด และสามารถเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวของคอได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่า การนวดน้ำมันลังกาสุกะสามารถลดปวดได้ดีกว่า14 9.2.3 บทวิเคราะห์ประสิทธิผลของการนวดด้วยน้ำมัน สามารถอธิบายได้ 2 กลไกหลัก กลไกแรกเป็นกลไกเชิงกายภาพ อาศัยทฤษฎีควบคุมประตูความเจ็บปวด โดยแรงนวดจะกระตุ้นใยประสาทรับความรู้สึกขนาดใหญ่ชนิด A-beta fiber ซึ่งสามารถนำสัญญาณ
214 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงประสาทได้เร็วกว่าใยประสาทชนิด C-fiber ที่นำสัญญาณความเจ็บปวด สัญญาณจากการนวดจึงเดินทางไปถึงไขสันหลังก่อนและทำหน้าที่เสมือนการปิดประตู กั้นสัญญาณความเจ็บปวดไม่ให้ส่งต่อไปยังสมอง15 และกลไกที่สองเป็นกลไกเชิงเภสัชวิทยา อาศัยสารออกฤทธิ์สำคัญในน้ำมันสมุนไพรที่ซึมผ่านผิวหนังเข้าไปออกฤทธิ์โดยตรง สารเหล่านี้มีคุณสมบัติในการบรรเทาปวดและต้านการอักเสบ เช่น สารจากไพล16 กระดูกไก่ดำ17ลำโพงกาสลัก18 ซึ่งมีการศึกษามาแล้วว่าสามารถช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณที่มีปัญหาได้ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า น้ำมันสมุนไพร สามารถบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และไหล่ โดยเฉพาะในกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ผลลัพธ์ในการบรรเทาอาการปวดมากกว่าการนวดด้วยน้ำมันที่ไม่มีตัวยาสำคัญของสมุนไพร และเพิ่มขีดกั้นความรู้สึกกดเจ็บ ได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการใช้น้ำมันเป็นส่วนเสริมของการนวดรักษาหรือแม้แต่การนวดตนเองจึงเป็นแนวทางที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ เพื่อให้ผู้ป่วยลดความทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดให้เร็ว และมากที่สุด ซึ่งการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิผลของการนวดน้ำมันมีผลกระทบ ดังนี้1) ด้านวิชาการ งานวิจัยเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ช่วยสนับสนุนยืนยันประสิทธิผลของการนวดด้วยน้ำมัน สามารถนำไปต่อยอดสู่การวิจัยที่ซับซ้อนขึ้นสู่การพัฒนาตำรับยาใหม่ ๆ 2) ด้านนโยบาย เป็นข้อมูลสนับสนุนการส่งเสริมการใช้สมุนไพรบรรเทาอาการปวด อักเสบช่วยลดการพึ่งพายาแผนปัจจุบัน3) ด้านเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สมุนไพรไทย ผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพ กระตุ้นการลงทุน และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ4) ด้านสังคม สร้างความเชื่อมั่นของสังคมต่อการใช้ภูมิปัญญาไทย สมุนไพรและผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ5) ด้านสิ่งแวดล้อม การใช้สมุนไพรในประเทศยังช่วยลดการนำเข้ายาหรือสารเคมี
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 2159.3 กรณีศึกษาการนวดไทย9.3.1 ข้อมูลส าคัญการนวดไทยเป็นศาสตร์การบำบัดขั้นสูงที่นิยมใช้ในการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ มี3 รูปแบบหลักที่นิยม ได้แก่ การนวดแบบราชสำนัก ซึ่งมีระเบียบแบบแผนที่เคร่งครัด การนวดแบบไทย ซึ่งมีความยืดหยุ่นในแบบแผนและวิธีการนวด และการนวดพื้นบ้านซึ่งมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ปัจจุบันศาสตร์การนวดไทยได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางในสถานพยาบาลและการดูแลสุขภาพ ประสิทธิผลของการนวดไทยได้รับการยอมรับและยืนยันจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จำนวนมาก โดยงานวิจัยส่วนใหญ่สามารถสรุปตรงกันว่า การนวดไทยสามารถบรรเทาอาการปวด ลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกเหนือจากประโยชน์ดังกล่าวแล้วการนวดยังส่งผลดีต่อระบบอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ ในด้านจิตใจ การนวดถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการลดความเครียดและความวิตกกังวล ช่วยสร้างเสริมสุขภาวะทางอารมณ์ให้ดีขึ้น จากข้อมูลดังที่กล่าวมานี้ ทำให้การนวดไทยเป็นที่ยอมรับในฐานะศาสตร์การบำบัดทางเลือกที่มีประสิทธิภาพทั้งในประเทศและระดับสากล199.3.2 ผลการศึกษาที่น่าสนใจ1) การศึกษาผลของการนวดแผนไทยต่อการฟื้นตัวจากความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อน่อง ในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอาสาสมัครสุขภาพดี จำนวน 54 คน โดยทุกคนจะเริ่มต้นด้วยการกระตุ้นความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อขาด้านข้างที่ถนัด โดยทำการยกส้นเท้าขึ้นสูงสุด 60 ครั้งต่อนาที ในขณะที่เข่าต้องเหยียดตรงและยกเท้าข้างที่ไม่ถนัดออกจากพื้นจนกระทั่งไม่สามารถยกส้นเท้าได้อีกต่อไป แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 จำนวน 27 คน ได้รับการนวดแผนไทยเป็นเวลา 30 นาที และได้รับการยืดกล้ามเนื้อน่องแบบ passive โดยการยืดกล้ามเนื้อ 4 ครั้งต่อการยืด 15 วินาที ใช้เวลาประมาณ 1 นาที โดยมีช่วงเวลาพักระหว่างการยืดแต่ละครั้ง 5 วินาที ในขณะที่กลุ่มที่ 2 จำนวน 27 คน จะได้รับการยืดกล้ามเนื้อน่องแบบ passive แบบเดียวกับกลุ่มการนวดแผนไทย (4 ครั้งต่อการยืด 15 วินาที) พบว่า กลุ่มที่ได้รับการนวดแผนไทยมีการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อดีกว่ากลุ่มควบคุม ในทุกด้านทั้งคะแนนความรู้สึกเมื่อยล้า กำลังของกล้ามเนื้อ และสัญญาณไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ20
216 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง2) การศึกษาผลของการนวดแนวเส้นพื้นฐานและการนวดจุดสัญญาณในผู้ป่วยที่มีอาการปวดพังผืดและกล้ามเนื้อ trapezius ส่วนบน จำนวน 45 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 จำนวน 15 คน ได้รับการทายา diclofenac จำนวน 2กรัม บนแนวเส้นพื้นฐานบ่า ทั้ง 2 ข้าง จำนวน 3 ครั้ง ในวันที่ 1, 3, 5 เป็นเวลา 1สัปดาห์ ในขณะที่กลุ่มที่ 2 จำนวน 15 คน ได้รับการนวดแบบราชสำนักตามแนวเส้นพื้นฐานบ่า 5 รอบเป็นเวลา 15 นาที จำนวน 3 ครั้ง ในวันที่ 1, 3, 5 เป็นเวลา 1 สัปดาห์ และกลุ่มที่ 3 จำนวน 15 คน ได้รับการนวดแบบราชสำนัก สัญญาณ 4, 5 หลัง และ 4 หัวไหล่ เป็นเวลา 15 นาทีต่อวัน จำนวน 3 ครั้ง ในวันที่ 1, 3, 5 เป็นเวลา 1 สัปดาห์ พบว่า ทั้ง 3 กลุ่มสามารถลดอาการปวดบ่า เพิ่มขีดกั้นความรู้สึกกดเจ็บ และองศาการเคลื่อนไหวได้ โดยเมื่อเปรียบเทียบหลังการทดลองของทั้ง 3 กลุ่ม พบว่า กลุ่มที่สามารถบรรเทาอาการปวดได้ดีที่สุดคือ กลุ่มนวดเส้นพื้นฐาน กลุ่มที่สามารถเพิ่มขีดกั้นความรู้สึกกดเจ็บได้ดีที่สุดคือ กลุ่มนวดสัญญาณ ส่วนการเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวคอทั้ง 3 กลุ่มไม่แตกต่างกัน213) การศึกษาประสิทธิผลการนวดไทยแบบราชสำนักในผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอเรื้อรัง จำนวน 66 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 จำนวน 33 คน ได้รับการนวดแบบราชสำนัก ประกอบไปด้วย การนวดพื้นฐานบ่า พื้นฐานคอ และสัญญาณ ครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ ในขณะที่กลุ่มที่ 2จำนวน 33 คน ได้รับ การรักษาด้วย ultrasound ครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 2ครั้ง ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ หลังการรักษาพบว่า ทั้ง 2 กลุ่ม สามารถลดอาการปวดเพิ่มระดับความรู้สึกกดเจ็บ และเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวคอ โดยเมื่อเปรียบเทียบหลังการทดลองของทั้ง 2 กลุ่ม พบว่า การนวดไทยแบบราชสำนักสามารถลดอาการปวด เพิ่มขีดกั้นความรู้สึกกดเจ็บ เพิ่มองศาการเคลื่อนไหว และได้ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วย ultrasound22 4) การศึกษาจำนวนครั้งที่เหมาะสมของการนวดไทยในการรักษาอาการปวดบ่าไหล่จากโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 4 หลัง ในกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน ได้รับการรักษาโดยการนวดไทยประยุกต์ ประกอบไปด้วย การนวดพื้นฐานบ่า, สัญญาณ 4-5 หลัง บน-ล่าง, สัญญาณ 4 หัวไหล่, พื้นฐานโค้งคอ สัญญาณ 1, 2, 5 ศีรษะด้านหลังรอบขอบสะบักบน-ขอบสะบักใน พื้นฐานหลัง พื้นฐานแขนด้านใน และพื้นฐานแขนด้านนอก ใช้เวลา 40 นาที สัปดาห์ละ 1 ครั้ง จนกว่าจะมีระดับความปวดเหลือ 0-1ซึ่งพบว่า ผู้ที่ปวดระดับเล็กน้อย (NRS 1-3 คะแนน) ควรได้รับการนวด 1.83 ± 0.75
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 217ครั้ง ผู้ที่ปวดระดับปานกลาง (NRS 4-6 คะแนน) ควรได้รับการนวด 2.50 ± 1.26 ครั้ง และผู้ที่ปวดระดับมาก (NRS 7-10 คะแนน) ควรได้รับการนวด 3.50 ± 0.71 ครั้ง239.3.3 บทวิเคราะห์การนวดส่งผลต่อร่างกายในหลายมิติผ่านกลไกต่าง ๆ โดยด้านชีวกลศาสตร์สามารถอธิบายถึงแรงกดนวดเชิงกลจะไปกระตุ้น การทำงานของ myosin และ actinซึ่งเป็นโมเลกุลโปรตีน ที่ทำหน้าที่หดตัวทำให้กล้ามเนื้อสามารถทำงานได้ดีขึ้น และการนวดยังมีผลทำให้เส้นโลหิตฝอยที่ผิวหนังให้ขยายตัว จึงเกิดการไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลืองในบริเวณดังกล่าวมากขึ้น สามารถนำสารอาหารมาสู่เนื้อเยื่อได้ดีขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยนของเสียที่สะสมบริเวณดังกล่าวได้ดีขึ้น24 ด้านระบบประสาท การนวดจะกระตุ้นใยประสาทรับความรู้สึกขนาดใหญ่ชนิด A-beta fiber ซึ่งนำสัญญาณความรู้สึกได้เร็วกว่าใยประสาท C-fiber ที่นำสัญญาณความเจ็บปวด สัญญาณจากการนวดจึงเดินทางไปถึงไขสันหลังก่อนและทำหน้าที่เสมือนปิดประตู กั้นสัญญาณความเจ็บปวดไม่ให้ส่งต่อไปยังสมอง25 ด้านสรีรวิทยา การนวดช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย โดยส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาท parasympathetic ซึ่งสังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ รวมถึงปรับลดระดับฮอร์โมนความเครียดอย่าง cortisol ส่งผลให้เกิดการผ่อนคลาย26ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า การนวดไทยมีประสิทธิภาพในด้านการฟื้นฟูกล้ามเนื้อและการบำบัดรักษาอาการปวด มากกว่าการรักษาโดยการยืดกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว การใช้ยาทาแผนปัจจุบัน หรือแม้แต่การใช้วิธี ultrasound โดยการใช้เทคนิคการนวดไทยในรูปแบบต่างกัน สามารถให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน โดยการนวดแนวเส้นพื้นฐานจะโดดเด่นที่สุดในเรื่องการบรรเทาอาการปวดในวงกว้าง ในขณะที่การนวดจุดสัญญาณจะช่วยเพิ่มความทนทานต่อแรงกดเจ็บได้มากกว่า และการนวดทั้งสองรูปแบบต่างส่งผลดีต่อการเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวของคอและบ่า ทำให้ร่างกายมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ดังนั้นจำเป็นจะต้องใช้ข้อมูลจากการซักประวัติ ตรวจร่างกายของผู้ที่มีอาการปวดเพื่อนำมาใช้ในการกำหนดรูปแบบ สูตรในการรักษาให้เหมาะสมกับอาการจะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพได้มากขึ้น ซึ่งการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการนวดไทยมีผลกระทบดังนี้
218 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง1) ด้านวิชาการ เป็นข้อมูล หลักฐานประจักษ์ที่ยืนยันประสิทธิภาพของการนวดไทยในการลดความเมื่อยล้าและฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อ ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิก 2) ด้านนโยบาย เป็นหลักฐานสนับสนุนการกำหนดนโยบายที่ส่งเสริมการนวดแผนไทยให้เป็นหนึ่งในทางเลือกมาตรฐานสำหรับการฟื้นฟูสมรรถภาพและส่งเสริมสุขภาพ3) ด้านเศรษฐกิจ การส่งเสริมธุรกิจนวดแผนไทยให้เป็นที่ยอมรับในทางการแพทย์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างงานและอาชีพ แต่ยังเป็นแม่เหล็กสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศ4) ด้านสังคม การรับรู้ของสังคมเกี่ยวกับประโยชน์ของการนวดแผนไทย นำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นการเชิดชูและสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ 5) ด้านสิ่งแวดล้อม การสนับสนุน ส่งเสริมแนวทางการแพทย์ที่ยั่งยืน โดยลดการพึ่งพายาหรือเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีต้นทุนสูงและอาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม9.4 การประยุกต์ใช้ส าหรับการป้องกันอาการปวดประจ าเดือน9.4.1 ข้อมูลส าคัญในมุมมองของการแพทย์แผนไทย อาการปวดประจำเดือน ซึ่งมักเกิดขึ้นร่วมกับอาการปวดท้องน้อย ปวดหลัง ปวดศีรษะ และภาวะอารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดง่าย ถูกกล่าวถึงในคัมภีร์มหาโชตรัต โดยเรียกว่า โลหิตปกติโทษ27 ภาวะนี้มีสมุฏฐานมาจากการเสียสมดุลของธาตุทั้งสี่ในร่างกาย ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ เมื่อธาตุใดธาตุหนึ่งขาดหรือเกินไป จะส่งผลให้การไหลเวียนของโลหิตติดขัดและเกิดอาการปวดตามมา ดังนั้นหลักการรักษาจึงมุ่งเน้นการปรับธาตุต่าง ๆ ให้กลับคืนสู่สภาวะสมดุล เพื่อให้โลหิตไหลเวียนเป็นปกติและบรรเทาอาการปวด28 โดยการรักษาด้วยยาสมุนไพรจะเน้นใช้สมุนไพรที่มีรสขมเป็นหลัก เนื่องจากมีสรรพคุณช่วยแก้ไข้และบำรุงโลหิต รองลงมาคือสมุนไพรรสเผ็ดร้อน ซึ่งช่วยกระจายลม ลดการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อ29
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 219นอกจากการใช้ยาแล้วยังมีการบำบัดด้วยวิธีอื่น ๆ อีกหลายอย่าง เช่น การประคบความร้อนหรือประคบสมุนไพรบริเวณหน้าท้องและหลังเพื่อคลายกล้ามเนื้อ การอบสมุนไพรเพื่อขับของเสียและกระตุ้นการไหลเวียน รวมถึงการนวดไทยและการกดจุดเฉพาะที่ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนและช่วยให้ร่างกายกลับสู่ภาวะปกติ30 9.4.2 ผลการศึกษาที่น่าสนใจ1) การศึกษาผลการนวดดัดดึงร่วมกับการประคบสมุนไพร ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดประจำเดือน จำนวน 30คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 15คน ได้รับจะได้รับการนวดดัดดึง (ท่านางแอ่นลิ่วลม ท่าเสือเวียนเข้าถ้ำการดัดดึงหลังส่วนล่าง รวม 10นาที) ร่วมกับการประคบสมุนไพร (บริเวณหลังส่วนล่าง หน้าท้อง หน้าขา รวม 15 นาที) และการให้คำแนะนำด้านสุขภาพ 7 วันก่อนการมีประจำเดือน ในขณะที่กลุ่มที่ 2 จำนวน 15 คน ได้รับได้รับคำแนะนำด้านสุขภาพ 7 วันก่อนการมีประจำเดือนเพียงอย่างเดียวหลังการรักษาพบว่า กลุ่มที่ได้รับการนวดดัดดึง มีความรุนแรงของอาการปวดประจำเดือนลดลง ส่วนกลุ่มได้รับได้รับคำแนะนำด้านสุขภาพ มีระดับอาการปวด ไม่แตกต่าง เมื่อเปรียบเทียบผลของทั้ง 2กลุ่ม พบว่า กลุ่มที่ได้รับการนวดดัดดึงมีความรุนแรงของอาการปวด และอาการข้างเคียงมากลดลงกว่ากลุ่มที่ได้รับคำแนะนำเพียงอย่างเดียว312) การศึกษาการใช้ยาธาตุบรรจบและยาประสะกะเพราบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ในผู้ที่มีอาการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ จำนวน 30 คน โดยกลุ่มตัวอย่างได้รับยาธาตุบรรจบขนาด 1,000 มิลลิกรัม และยาประสะกะเพรา 1,000มิลลิกรัม วัดระดับความปวดเมื่อเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง ซึ่งพบว่า กลุ่มทดลองหลังได้รับยามีอาการปวดลดลงอย่างชัดเจน323) การศึกษาผลของเจลสมุนไพรสูตรประยุกต์และตํารับยาพอกสมุนไพรต่อการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนในนักศึกษาที่ปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิในกลุ่มผู้ที่มีอาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ จำนวน 45 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 จำนวน 15 คน จะได้รับการทาเจลสมุนไพรสูตรประยุกต์ (ประกอบไปด้วยสารสกัดสมุนไพร จากสูตรตำรับ ว่านน้ำ เจตมูลเพลิงแดง พริกไทย ขิง กระเทียม หางไหลแดง แก่นแสมสาร ร้อยละ 5 น้ำมันระกำ ร้อยละ 2 และน้ำมันสะระแหน่ ร้อยละ 3) บริเวณใต้สะดือ 1 นิ้ว ในขณะที่กลุ่มที่ 2 จำนวน 15 คน จะได้รับการพอกยาสมุนไพรสูตรประยุกต์ (ประกอบไปด้วยสารสกัดสมุนไพร จากสูตรตับรับ ว่านน้ำ เจตมูลเพลิงแดง
220 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงพริกไทย ขิง กระเทียม หางไหลแดง แก่นแสมสาร ร้อยละ 5 น้ำมันระกำ ร้อยละ 2 และน้ำมันสะระแหน่ ร้อยละ 3) บริเวณท้องน้อย และกลุ่มที่ 3 จำนวน 15 คน จะได้รับการทาเจลสมุนไพรหลอก (ประกอบด้วย น้ำมันระกำร้อยละ 2และน้ำมันสะระแหน่ร้อยละ 3)บริเวณใต้สะดือ 1 นิ้ว บันทึกผลของแต่ละกลุ่มหลังใช้ 15 นาที 30 นาที 1 ชั่วโมง และ 4 ชั่วโมง ในวันที่ 2 ซึ่งพบว่า ทั้ง 3 กลุ่มสามารถลดอาการปวดท้องประจำเดือนได้ โดยเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกัน พบว่า เจลสมุนไพรสูตรประยุกต์สามารถลดระดับอาการปวดประจำเดือนได้ดีกว่าเจลสมุนไพรหลอก และสามารถลดอาการปวดประจำเดือนไม่แตกต่างจากการพอกยาสมุนไพร334) การศึกษาผลของการนวดราชสำนักและการจ่ายยาประสะไพล ในการลดอาการปวดประจำเดือน ในกลุ่มผู้ที่มีอาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ จำนวน 60 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 จำนวน 30คน จะได้รับการนวดแบบราชสำนักเป็นเวลา 40 นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ (ประกอบด้วย การนวดขาขั้นพื้นฐานเพื่อเปิดประตูลม การนวดพื้นฐานหลัง การนวดสัญญาณหลัง การนวดพื้นฐานขาด้านนอก การนวดสัญญาณ 1-3 ขาด้านนอก การนวดพื้นฐานขาด้าน และการนวดขาสัญญาณ 1-2 ขาด้านใน) ในขณะที่กลุ่มที่ 2 จำนวน 30 คน จะได้รับยาประสะไพล จำนวน 2 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 3 วัน เริ่มตั้งแต่วันแรกของการมีประจำเดือน หลังการรักษา พบว่า ทั้ง 2 กลุ่ม สามารถลดความรุนแรงของอาการปวด ขีดกั้นความรู้สึกกดเจ็บ และความแข็งของเนื้อเยื่อได้โดยเมื่อเปรียบเทียบหลังการทดลองของทั้ง 2 กลุ่มพบว่า สามารถลดความรุนแรงของอาการปวด ขีดกั้นความรู้สึกกดเจ็บ และความแข็งของเนื้อเยื่อได้ไม่แตกต่างกัน229.4.3 บทวิเคราะห์จากการสังเคราะห์กรณีศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สามารถสรุปได้ว่าประสิทธิผลของหัตถการการแพทย์แผนไทยในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนนั้นเกิดขึ้นจาก 3 กลไกหลัก1) การนวดและการดัดดึง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาท การยืดกล้ามเนื้ออย่างนุ่มนวลช่วยลดความตึงเครียดและแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณช่องท้องและอุ้งเชิงกราน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการบีบตัวของมดลูก34ขณะเดียวกัน การนวดกระตุ้นให้การไหลเวียนโลหิตในบริเวณดังกล่าวดีขึ้น ทำให้สารก่อความปวดถูกระบายออกไปและลดโอกาสที่จะกระตุ้นเซลล์ประสาทรับความรู้สึก35
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 221ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีหลักฐานว่าการนวดสามารถกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสาร endorphins ซึ่งทำหน้าที่เสมือนยาแก้ปวดตามธรรมชาติ36และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อโดยรอบ ซึ่งเป็นการลดแรงกดทับต่อกล้ามเนื้อและเส้นประสาทบริเวณดังกล่าวได้ในระยะยาว372) การประคบสมุนไพร ความร้อนของการประคบสมุนไพร ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการระงับปวดผ่านทฤษฎีประตูควบคุมความเจ็บปวด โดยความร้อนจะกระตุ้นใยประสาทขนาดใหญ่ให้ส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อปิดกั้นการรับรู้สัญญาณความเจ็บปวดที่มาจากใยประสาทขนาดเล็ก38 ความร้อนยังช่วยให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่ตึงเกร็งคลายตัวลง และส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่วยลดการคั่งของสารที่ก่อให้เกิดอาการปวด39 นอกจากนี้ ความร้อนยังอาจส่งผลต่อการปรับสมดุลฮอร์โมน40 และกระตุ้นการหลั่งสาร endorphins ที่ช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายและลดปวดได้เช่นกัน413) สรรพคุณทางยาของสมุนไพรที่ใช้เป็นส่วนประกอบในลูกประคบ โดยสมุนไพรส่วนใหญ่มักมีรสร้อน ซึ่งตามหลักเภสัชศาสตร์แผนไทยมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตโดยตรง และยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ และระงับปวด ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุของอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ33ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า หัตถการและยาสมุนไพรตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย สามารถบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการรับประทานยาและการพอกยาเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมีอาการปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดในปัจจุบัน ส่วนการรักษาในระยะยาวต้องอาศัยการปรับสมดุลของร่างกายผ่านวิธีการนวด การนวดดัดดึง จะช่วยให้ผู้ป่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนและอาการข้างเคียงลงได้ ดังนั้นการกำหนดแนวปฏิบัติการรักษาอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับแพทย์แผนไทยในอนาคต ซึ่งการศึกษาเกี่ยวกับเวชศาสตร์แผนไทยกับอาการปวดประจำเดือน มีผลกระทบดังนี้1) ด้านวิชาการ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ในการยืนยันประสิทธิภาพทางคลินิกของศาสตร์การแพทย์แผนไทยในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือน 2) ด้านนโยบาย เป็นหลักฐานสนับสนุนการกำหนด แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการรักษาอาการปวดประจำเดือน เพื่อเป็นทางเลือกการบำบัดที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน
222 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง3) ด้านเศรษฐกิจ ลดภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการนำเข้ายาแก้ปวด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่วัตถุดิบสมุนไพรในท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ และส่งเสริมความเข้มแข็งของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย4) ด้านสังคม เสริมสร้างความรู้ให้กับผู้หญิงในการจัดการอาการปวดประจำเดือนด้วยวิธีธรรมชาติ และเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพายาแผนปัจจุบัน5) ด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยสนับสนุนแนวทางการแพทย์ที่ลดการใช้ยาเคมี เปลี่ยนมาใช้หัตถบำบัดและสมุนไพรจากธรรมชาติ อันเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน9.5 การประยุกต์ใช้หัตถการสักยา9.5.1 ข้อมูลส าคัญการสักยา คือหนึ่งในศาสตร์การรักษาอันเป็นเอกลักษณ์ของการแพทย์แผนไทย ซึ่งได้รับการจัดหมวดหมู่อย่างเป็นทางการในฐานะกรรมวิธีการแพทย์แผนไทยด้านหมอยาสมุนไพรพื้นบ้าน ตามประกาศของสภาการแพทย์แผนไทย ฉบับปี พ.ศ. 2564ศาสตร์แขนงนี้ได้ถูกนิยามไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นการ “ใช้เข็ม เหล็ก หรืออุปกรณ์ที่มีความแหลมคม ทิ่มลงไปบนผิวหนัง พร้อมกับบริกรรมคาถา เพื่อนำยาสมุนไพรเข้าสู่ร่างกาย”42 หัวใจสำคัญของหัตถการนี้อยู่ที่หลักการนำตัวยาเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ณ บริเวณที่มีอาการเจ็บป่วย โดยแพทย์ผู้ทำการรักษาจะใช้อุปกรณ์ปลายแหลมสร้างรอยเปิดขนาดเล็กบนผิวหนังอย่างประณีต เพื่อเป็นช่องทางให้ตัวยาสมุนไพรที่เตรียมขึ้นเป็นพิเศษสามารถซึมซาบลงสู่ชั้นผิวหนังและเนื้อเยื่อได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด ซึ่งเป็นวิธีการที่แตกต่างจากการรับประทานยาที่ต้องผ่านกระบวนการย่อยและการดูดซึมของร่างกาย เพื่อรักษาพิษงู พิษแมงมุม และรักษาอาการเจ็บปวด ตำรับยาที่ใช้มีความแตกต่างกันออกไปตามประสบการณ์และการได้รับการถ่ายทอดมา43 ความนิยมที่เพิ่มขึ้นนี้สอดคล้องกับการที่องค์ความรู้ดั้งเดิมได้รับการยอมรับและมีการศึกษาเชิงวิชาการมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการเชื่อมโยงภูมิปัญญาโบราณเข้ากับการตรวจสอบตามหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและสร้างความน่าเชื่อถือ44-45
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 2239.5.2 ผลการศึกษาที่น่าสนใจ1) การศึกษาประสิทธิผลของการสักน้ำมันต่อระดับความเจ็บปวดและองศาการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง จำนวน 30 คน ซึ่งได้รับการสักยาโดยการสักเข็มลงบนผิวหนังผู้ป่วย 2-3 มิลลิเมตร ต่อ 1จุด สักตามแนวเส้น เส้นตรงข้างละ 3 เส้น เส้นทแยงข้างละ 3 เส้น บริเวณจุดสัญญาณ 3ถึงจุดสัญญาณ 1 สัปดาห์ละ 1 ครั้งติดต่อกัน 4 สัปดาห์ โดยมีน้ำมันสักมีสูตรตำรับประกอบไปด้วยน้ำมันมะพร้าว ไพล ขมิ้น ผิวมะกรูด กระเทียม ใบว่านน้ำ ก้านเถาคันแดง ใบพุทธรักษาดอกแดง น้ำคั้นใบตำลึง น้ำส้มสายชู และดีงูเห่า ผลการศึกษาพบว่า ระดับความปวดลดลงอย่างต่อเนื่องทุกครั้งหลังการรักษา โดยครั้งที่ 1 สามารถลดอาการปวดได้มากถึงร้อยละ 33 ครั้งที่ 2 ลดลงประมาณร้อยละ 43 ครั้งที่ 3 ลดลงประมาณร้อยละ 48 และครั้งที่ 4 ลดลงประมาณร้อยละ 65 และส่งผลให้องศาการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ครั้งที่ 1 เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3ครั้งที่ 2 เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 4 ครั้งที่ 3 เพิ่มขึ้น ประมาณร้อยละ 3 และครั้งที่ 4เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3452) การศึกษาผลของการสักยาต่อระดับความปวดกล้ามเนื้อ ในผู้ป่วยโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 3 หลัง จำนวน 30 คน โดยกลุ่มทดลองจะได้รับการสักด้วยน้ำมันตามแนวเส้นปัตคาต (แนวกล้ามเนื้อ spinalis) รัตตฆาต (แนวกล้ามเนื้อ longissimus) และสัณฑฆาต (แนวกล้ามเนื้อ iliocostalis) คนละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1ชั่วโมง โดยมีน้ำมันสักมีสูตรตำรับประกอบไปด้วยน้ำมันมะพร้าว ไพล ขมิ้น ผิวมะกรูดกระเทียม ใบว่านน้ำ ก้านเถาคันแดง ใบพุทธรักษาดอกแดง น้ำคั้นใบตำลึง น้ำส้มสายชู และดีงูเห่าซึ่งพบว่า หลังการรักษา 3 วัน ผู้ป่วยมีอาการปวดลดลงอย่างชัดเจน443) การศึกษาประสิทธิผลการสักยาเปรียบเทียบกับการประคบสมุนไพรในผู้ป่วย โรคข้อเข่าเสื่อม จำนวน 50 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 จำนวน 25คน ได้รับการสักยา 3 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที ในสัปดาห์ที่ 1 สัปดาห์ที่ 3 และสัปดาห์ที่ 5 ในขณะที่กลุ่มที่ 2 จำนวน 25 คน ได้รับ การประคบสมุนไพรติดต่อกัน 7 วัน ครั้งละ 10 นาที หลังการรักษาพบว่า การสักยา และการประคบสมุนไพร สามารถช่วยลดอาการปวดข้อเข่า ลดอาการข้อฝืด เพิ่มองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และเพิ่มความสามารถในการใช้งานข้อ โดยเมื่อเปรียบเทียบทั้ง 2 กลุ่มพบว่า หลังการทดลอง ผู้ป่วยทั้ง 2 กลุ่มมีอาการปวดข้อเข่า อาการข้อฝืดลงลง ความสามารถในการใช้งานข้อเพิ่มขึ้นไม่ต่างกัน แต่กลุ่มการสักยาจะสามารถเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และคุณภาพชีวิตได้ดีกว่า46
224 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง9.5.3 บทวิเคราะห์เมื่อใช้เข็มสักที่ชุ่มด้วยน้ำมันยาสมุนไพร ทิ่มลงบนผิวหนังบริเวณที่มีอาการโดยตรงจะสร้างช่องทางขนาดเล็กบนผิวหนัง ช่วยให้สารสกัดและตัวยาสำคัญจากสมุนไพรสามารถซึมซาบเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่มีปัญหาได้อย่างรวดเร็ว43ก่อให้เกิดผลลัพธ์สองทางพร้อมกัน ประการแรก ผลลัพธ์เชิงกายภาพ จากการใช้เข็มกระตุ้นผิวหนัง ซึ่งส่งผลให้เกิดการขยายตัวของหลอดเลือดฝอยและเพิ่มการไหลเวียนโลหิตเฉพาะที่ การไหลเวียนโลหิตที่เพิ่มขึ้นนี้เปรียบเสมือนการเปิดเส้นทางลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็นเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อที่มีอาการปวดและเกร็งตัว ขณะเดียวกันก็ช่วยระบายของเสียและสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบออกจากพื้นที่ ทำให้ความตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลงอย่างรวดเร็ว ประการที่สองคือ ผลลัพธ์เชิงชีวเคมีจากสรรพคุณของตัวยาสมุนไพรเข้มข้นที่ซึมซาบเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ตัวยาเหล่านี้ได้รับการคัดสรรมาให้มีคุณสมบัติเด่นในการออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดอาการบวม และระงับความเจ็บปวดได้อย่างดี โดยจะเข้าไปยับยั้งกระบวนการทางเคมีที่ก่อให้เกิดอาการปวดบวม ณ บริเวณที่มีปัญหา44-45ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า การสักยาเป็นหัตถการที่มีประสิทธิภาพสูงและให้ผลการรักษาที่รวดเร็ว ทั้งในกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อหลังเรื้อรัง โรคลมปลายปัตคาต และโรคข้อเข่าเสื่อม ซึ่งส่วนมากจะเป็นโรคเรื้อรังต่อเนื่องมา ดังนั้นการรักษาด้วยการสักยาจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรังแล้วผลการรักษาด้วยวิธีการนวด ยาสมุนไพร หรือหัตถการอื่นๆ ได้ผลไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตามการสักยามีความเสี่ยงทั้งทำให้เกิดบาดแผล หรือเสี่ยงต่อความสะอาดที่ไม่สามารถควบคุมได้หลังจากผู้ที่มีอาการปวดกลับบ้านไป จึงควรระมัดระวังและให้หัตถการตามความจำเป็นเท่านั้นซึ่งการบรรเทาอาการปวดจากหัตถการสักยามีผลกระทบดังนี้1) ด้านวิชาการ สร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ เกี่ยวกับประสิทธิผลของการสักยาซึ่งเป็นหัตถการเฉพาะทางของการแพทย์แผนไทย2) ด้านนโยบาย ผลักดันให้เกิดการยอมรับและกำหนดมาตรฐานการรักษา เพื่อบูรณาการเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงทางเลือกการรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยได้ในสถานพยาบาลของรัฐ3) ด้านเศรษฐกิจ ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ซับซ้อน เช่น การใช้ยาแก้ปวดเรื้อรัง หรือการผ่าตัด นอกจากนี้ยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยพัฒนาให้
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 225เป็นบริการสุขภาพที่เป็นเอกลักษณ์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์4) ด้านสังคม ช่วยฟื้นฟูและสืบสานมรดกภูมิปัญญา ขณะเดียวกัน การบรรเทาอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพยังช่วยคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ป่วย 5) ด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยสนับสนุนแนวทางการแพทย์ที่ลดการใช้ยาเคมี เปลี่ยนมาใช้หัตถบำบัดและสมุนไพรจากธรรมชาติ อันเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนบทสรุปกรณีศึกษาหลายชิ้นที่สำคัญในการยืนยันประสิทธิภาพลดอาการปวดกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เถาวัลย์เปรียงในรูปแบบยารับประทานเพื่อรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมและอาการปวดหลังส่วนล่าง ที่พบว่ามีประสิทธิผลในการลดปวดและอาการข้อฝืดเทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบันในกลุ่มยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่ NSAIDs เช่น diclofenacและ ibuprofen ถือเป็นทางเลือกการรักษาที่สำคัญซึ่งอาจมีผลข้างเคียงน้อยกว่าสำหรับการบำบัดภายนอกอย่างการใช้การนวดด้วยน้ำมันสมุนไพรก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ ได้ โดยช่วยลดระดับความเจ็บปวด และเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวได้ดีกว่าการนวดด้วยน้ำมันที่ไม่มีสมุนไพร ในขณะที่การนวดแผนไทยแบบราชสำนักแสดงให้ถึงประสิทธิภาพที่เหนือกว่าการรักษาด้วยยา diclofenac ชนิดทา และการรักษาด้วยเครื่องultrasound ในการลดอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืดบริเวณบ่าและคอเรื้อรัง นอกจากนี้ในด้านของการสักยายังพบว่าเป็นหัตถการที่สามารถลดอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังและโรคข้อเข่าเสื่อม ได้อย่างต่อเนื่องและเพิ่มพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อได้ดีกว่าการประคบสมุนไพร และยังมีการประยุกต์ใช้ศาสตร์การแพทย์แผนไทยในการบำบัดอาการปวดประจำเดือนซึ่งได้ผลดี สามารถลดความรุนแรงของอาการปวดได้อย่างชัดเจน ทั้งการนวดดัดดึง การนวดราชสำนักร่วมกับจ่ายยาประสะไพล การใช้ยาธาตุบรรจบและยาประสะกะเพรา การใช้เจลสมุนไพรพอกบริเวณท้องก็มีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้กรณีศึกษาเหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการเป็นสิ่งยืนยันว่าการบำบัดรักษาตามแนวทางการแพทย์แผนไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อในบริบทสถานการณ์จริง
226 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงอ้างอิง1. คณะอนุกรรมการจัดทำตำราอ้างอิงยาสมุนไพรไทย ในคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย. (2552). ตำราอ้างอิงยาสมุนไพรไทย เล่ม 1 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.2. กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2566). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566. 3. จุไรรัตน์ คงล้อมญาติ, และรัตติกาล คุณพระ. (2562). ประสิทธิผลของการใช้ยาเถาวัลย์เปรียงในผู้สูงอายุข้อเข่าเสื่อม. วารสารสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย, 9(3), 304-312. https://he01.tcithaijo.org/index.php/JPMAT/article/view/2347824. ยุทธพงษ์ ศรีมงคล, ไพจิตร์ วราชิต, ปราณี ชวลิตธำรง, บุษราวรรณ ศรีวรรธนะ, รัดใจ ไพเราะ, จันธิกา อินเทพ, บุญญาณี ศุภผล,และประไพ วงศ์สินคงมั่น. (2550). การเปรียบเทียบสรรพคุณของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงกับไดโคลฟีแนคเป็นยาบรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 5(1), 17-23. https://he01.tcithaijo.org/index.php/JTTAM/article/view/1892525. Kuptniratsaikul, V., Pinthong, Th., Bunjob, M., Thanakhumtorn, S., Chinswangwatanakul, P., & Thamlikitkul, V. (2011). Efficacy and safety of Derris scandens Benth. extracts in patients with knee osteoarthritis. Journal of Alternative and Complementary Medicine. 17(2),147-53. https://doi.org/10.1089/acm.2010.02136. คิษฏิคม เบ็ญจขันธ์, ศิวาภรณ์ พุทธิวงศ์, นุชจรินทร์ บุญทัน, มัณฑนา วิจิตร, สุนทร วาปี, และสุดธิมา การสมบัติ. (2555). การศึกษาประสิทธิผลและผลข้างเคียงของการใช้ยาแคปซูลเถาวัลย์เปรียงกับ Ibuprofen ในผู้ป่วยที่มีอาการข้อเข่าอักเสบ. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 10(2), 115-123. https://he01.tcithaijo.org/index.php/JTTAM/article/view/126890
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 2277. Phattanawasin, P., Sotanaphun, U., Kumsum, A., Piyapolrungroj, N., & Burana-osot, J. (2021). Fingerprint study and quantification of bioactive genistein glycoside in Derris scandens stem and polyherbal formulations by TLC-image analysis. Thai Bulletin of Pharmaceutical Sciences, 17(1), 1–11. https://doi.org/10.69598/tbps.17.1.1-118. Laupattarakasem, P., Houghton, P. J., & Hoult, J. R. (2004). Antiinflammatory isoflavonoids from the stems of Derris scandens. Planta medica, 70(6), 496–501. https://doi.org/10.1055/s-2004-8271479. ณัฏวุธ สิบหมู่. (2559). เภสัชวิทยา: เนื้อหาสำคัญและแบบฝึกหัด. ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล10. สุภาภรณ์ ปิติพร. (2556). บันทึกของแผ่นดิน 5 สมุนไพร ประคบ อบ อาบ นวด(พิมพ์ครั้งที่ 2). มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร.11. อำพล บุญเพียร, วรินทร เชิดชูธีรกุล, และสายฝน ตันตะโยธิน. (2561). การศึกษาประสิทธิผลของการนวดน้ำมันไพลและน้ำมันปาล์มต่ออาการปวดกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ ในนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก. ก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์, 18(1), 17-30. https://sci.bsru.ac.th/advscij/eMagazine-18-1.html12. อำพล บุญเพียร, ธิดารัตน์ แจ่มปรีชา, และนิภาพร แสนสุรินทร์. (2562). ผลของการนวดน้ำมันกระดูกไก่ดำและน้ำมันไพลต่ออาการปวดกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ จากออฟฟิศซินโดรม. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 17(1), 95-105. https://he01.tcithaijo.org/index.php/JTTAM/article/view/18633313. ธนภรณ์ ทีเหล็ก, อำพล บุญเพียร, และปฐมา จันทรพล. (2563). ผลการนวดน้ำมันลำโพงกาสลักต่ออาการปวดกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ จากออฟฟิศซินโดรมในนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก. วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย, 12(3), 408-419. https://li01.tcithaijo.org/index.php/rmutsvrj/article/view/247656
228 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง14. แวฮาลีเม๊าะ หะยีเจ๊ะเต๊ะ, และหทัยทิพย์ ธรรมะวิริยะกุล. (2567). ประสิทธิผลของการนวดน้ำมันลังกาสุกะด้วยตนเองเพื่อบำบัดอาการปวดกล้ามเนื้อต้นคอ บ่าในผู้ป่วยออฟฟิศซินโดรม. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 22(2), 265-277. https://he01.tcithaijo.org/index.php/JTTAM/article/view/27000315. Melzack, R., & Wall, P. D. (1965). Pain mechanisms a new theory. Science, 150(3699), 971-979. https://doi.org/10.1126/science.150.3699.97116. รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล. (2550). องค์ความรู้จากงานวิจัยสมุนไพรไทย 10 ชนิด: กระชายดำ กวาวเครือขาว ขมิ้นชัน ขิง บัวบก พริกไทย ไพล ฟ้าทะลายโจรมะขามป้อม มะระขี้นก. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.17. Kavitha, S.K., Viji, V., Kripa, K., & Helen, A. (2011). Protective effect of Justicia gendarussa Burm.f. on carrageenan-induced inflammation. Journal of Natural Medicines, 65, 471–479. https://doi.org/10.1007/s11418-011-0524-z18. Abena, A. A., Miguel, L. M., Mouanga, A., Hondi Assah, T., & Diatewa, M. (2003). Evaluation of analgesic effect of Datura fastuosa leaves and seed extracts. Fitoterapia, 74(5), 486–488. https://doi.org/10.1016/s0367-326x(03)00124-219. เกษมณี จงเจียมดี, ธนภักษ์ เชาวน์พีระพงศ์, สุกรี กาเดร์, เธียรธรรม อภิจรรยาธรรม,นิเวศน์ บวรกุลวัฒน์, เอื้อมพร สุวรรณไตรย์, และประวิทย์ อัครเสรีนนท์. (2566). การประเมินหลักฐานเชิงประจักษ์ของการนวดไทยในการดูแลสุขภาพ. เวชบันทึกศิริราช, 16(2), 147-54. https://he02.tcithaijo.org/index.php/simedbull/article/view/26127920. Buttagat, V., Kluayhomthong, S., & Areeudomwong, P. (2024). The influence of traditional Thai massage on recovery from gastrocnemius muscle fatigue: A single-blind randomised controlled trial. Complementary therapies in medicine, 83, 103056. https://doi.org/10.1016/j.ctim.2024.103056
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 22921. พิชญาภา อินทร์พรหม, ศศิธร ทองดี, จิรวรรณ เพชรจุ้ย, และปิยธิดา โยธาบริบาล.(2565).ผลของการนวดแนวเส้นพื้นฐานและการนวดจุดสัญญาณในผู้ป่วยที่มีอาการปวดพังผืดและกล้ามเนื้อทราพีเซียสส่วนบน. วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์, 22(2), R40-R68. https://li02.tcithaijo.org/index.php/adscij/article/view/39122. Wamontree, Ph., Chairat, N., Taksin, R., & Phasinam, Kh. (2023). A comparison of the effects of Court-type traditional Thai massage and Prasaplai in reducing primary dysmenorrhea. Journal for ReAttach Therapy and Developmental Diversities, 6(1s), 53-58.https://jrtdd.com/index.php/journal/article/view/21523. รพีพล รุณผาบ, ภาณุ คูวุฒยากร, ธนัช นาคะพันธ์, สุดาทิพย์ คิดหมาย, ภูมินทร์ ชลาชีวะ, กาญจนา หัตถสิน, ภานุพงศ์ ภู่ตระกูล, ดวงแก้ว ปัญญาภู, วันดี ญาณไพศาล, มณฑกา ธีรชัยสกุล, และกฤษณ์ พงศ์พิรุฬห์.(2564). การศึกษาจำนวนครั้งที่เหมาะสมของการนวดไทยในการรักษาอาการปวดบ่าไหล่. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 19(3), 680-689. https://he01.tcithaijo.org/index.php/JTTAM/article/view/24783324. Brummitt, J. (2008). The role of massage in sports performance and rehabilitation: current evidence and future direction. North American Journal of Sports Physical Therapy, 3(1), 7-21. PMID: 21509135; PMCID: PMC2953308.25. Melzack, R., & Wall, P. D. (1996). Pain mechanisms: A new theory. Pain Forum, 5(1), 3–11. https://doi.org/10.1016/S1082-3174(96)80062-6 26. Weerapong, P., Hume, P. A., & Kolt, G. S. (2005). The mechanisms of massage and effects on performance, muscle recovery and injury prevention. Sports medicine, 35(3), 235-256.https://doi.org/10.2165/00007256-200535030-0000427. พนิดา กมุทชาติ. (2562). กลุ่มอาการปวดประจำเดือน (โลหิตปกติโทษ)ตามคัมภีร์มหาโชตรัต. วารสารหมอยาไทยวิจัย, 5(2), 53-68. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/254062
230 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง28. พิชชานันท์ เธียรทองอินทร์, รัชฎาพร พิสัยพันธุ์, กาญจนา ดีเลิศ, ปัทมวรรณ อินทสร้อย. (2564). สมุนไพรไทยกับการรักษาอาการปวดประจำเดือน. วารสารวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา, 7(2), 5-18. https://he02.tcithaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/24863829. วรรณี พรมด้าว, แสงสิทธิ์ กฤษฎี, สลิลทิพย์ ตันปัน,และณัฏฐินีย์ อาจหาญ. (2566). การศึกษาตํารับยาสมุนไพรในการรักษาอาการปวดประจำเดือน ในศาสตร์การแพทย์แผนไทย.วารสารร่มยูงทอง,1(1), 75–85. https://so08.tcithaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/169030. สุภาวดี นนทพจน์. (2568). ประสิทธิผลของการใช้เจลสมุนไพรร่วมกับกระเป๋าประคบร้อนระบบไฟฟ้าต่อการลดอาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิของนักศึกษาสาขาการแพทย์แผนไทย คณะแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. วารสารหมอยาไทยวิจัย, 11(1), 41-57. https://he02.tcithaijo.org/index.php/ttm/article/view/27465231. Bunpean, A., Chantarapon, P., Salaeh, N., & E-tae, N. (2025). The effectiveness of traction massage combined with herbal compress for relieve menstrual cramps: a randomized controlled trial. International Journal of Therapeutic Massage & Bodywork, 19(1), 1-10. https://doi.org/10.3822/ijtmb.v18i4.105532. เมธาวี กลิ่นกุหลาบทอง, วัฒนา ชยธวัช, และศุภรัศมิ์ อัศวพรธนภัทร์. (2567). การศึกษาเบื้องต้นการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนปฐมภูมิด้วยยาธาตุบรรจบและยาประสะกะเพรา. วารสารหมอยาไทยวิจัย, 10(1), 17-29. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/26824433. กัญทร ยินเจริญ, ศรินทร์รัตน์ จิตจํา, สิริรัตน์ เลาหประภานนท์, ชุตินันท์ เฉียงแท้,และวสันต์ หะยียะห์ยา. (2565). ผลของเจลสมุนไพรสูตรประยุกต์และตํารับยาพอกสมุนไพรต่อการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนในนักศึกษาที่ปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ. วารสารหมอยาไทยวิจัย, 10(1), 17-29.https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/257522
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 23134. Veena, M., & Rajan, J. K. (2020). Dysmenorrhea and perceived stress in the adolescent girls: Potential role of relaxation techniques. International Journal of Obstetrics and Gynaecological Nursing, 4(2), 79-84. https://doi.org/10.33545/26642298.2022.v4.i2b.10735. Nakamura, N., Heng, P., & Hayashi, N. (2023). Muscle stretching induces the mechanoreflex response in human arterial blood pressure. Journal of Applied Physiology, 134(1): 1-9. https://doi.org/10.1152/japplphysiol.00418.202236. Sangpal, M., Tendulkar, S., & Golhar, S. (2023). Immediate effect of myofascial decompression versus passive stretching on unilateral trapezitis pain in domestic helpers. International Journal of Science and Research Archive, 9(2): 639-647. https://doi.org/10.30574/ijsra.2023.9.2.060137. Parveen, S., Ansari, S., & Sharma, S. (2024). Effects of the addition of neural mobilization to static stretching on nerve conduction and mobility in hamstring-injured soccer players. Sport Sciences for Health, 20, 193–201. https://doi.org/10.1007/s11332-023-01090-838. Wijaya, F., Kushartanti, W., Ambardini, RL., Delano, EH., Manihuruk, & Murnianah, FF. (2023). Effectiveness of manipulative therapy and heat therapy on pain reduction, increased range of motion and motion function in cases of low back pain. International Journal of Physical Education, Sports and Health, 10(3), 76-79. https://doi.org/10.22271/kheljournal.2023.v10.i3b.292539. Wal, P., Gupta, D., Wal, A., Pandey, S. S., & Krishnan, K. (2024). A wholistic approach to non-pharmacological intervention for primary dysmenorrhea. Current Women's Health Reviews, 20(1), 21-34. https://doi.org/10.2174/1573404819666230109105829
232 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง40. Nakano, J. (2023). Cancer-related pain and effects of nonpharmacologic intervention. In Physical Therapy and Research in Patients with Cancer (pp. 369-396). Singapore: Springer Nature Singapore.41 Arayasompho, P., Thadanatthaphak, Y., Puntumetakul, R., Sangsuwor, P., & Klangnok, P. (2023). Effects of combined heat and cold therapy and exercise on delayed onset muscle soreness in healthy persons. Indian Journal of Public Health Research & Development, 14(2), 189-195. https://doi.org/10.37506/ijphrd.v14i2.1909442. สภาการแพทย์แผนไทย. (2564). ประกาศสภาการแพทย์แผนไทย เรื่องการกำหนดวิธีการแพทย์แผนไทย ด้านการแพทย์พื้นบ้าน พ.ศ. 2564.43. สุทธิรา ขุมกระโทก, คมกริช วงศ์ภาคำ, อดิศักดิ์ อาจหาญ, และอุษา กลิ่นหอม. (2559). สักยารักษาโรค. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 14(2), 212-216. https://he01.tcithaijo.org/index.php/JTTAM/article/view/15101444. พโนมล ชมโฉม. (2566). ผลของการสักยาต่อระดับความปวดกล้ามเนื้อของผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังตอนล่าง. วารสารการศึกษาและวิจัยการสาธารณสุข, 1(1), 1-14. https://so12.tcithaijo.org/index.php/JERPH_Yala/article/view/42045. พิชญา นาไชย, และธัญญะ พรหมศร. (2567). ประสิทธิผลของการสักน้ำมันต่อระดับความเจ็บปวดและองศาการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง. วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา, 4(1), e266799. https://he02.tcithaijo.org/index.php/tjphe/article/view/26679946. พรพรรณ คํามา, สรรใจ แสงวิเชียร, ศุภะลักษณ์ ฟักคํา, ธารา ชินะกาญจน์, และพีรยา อานมณี. (2565). ประสิทธิผลการสักยาเปรียบเทียบกับการประคบสมุนไพรในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม. วารสารหมอยาไทยวิจัย, 8(1), 129-143.https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/256246
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 233นวัตกรรมรักษาอาการปวด
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 235บทที่ 10นวัตกรรมรักษาอาการปวดบทน านวัตกรรมรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อจากศาสตร์การแพทย์แผนไทย ถือเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ดั้งเดิมนำไปสู่การปฏิบัติที่ง่ายขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น โดยการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทยสำหรับการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ กับเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ทันสมัยร่วมกับหลักการพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น การใช้อุปกรณ์ที่มีความเหมาะสมกับหัตถการ การเลือกใช้วิธีการในการปล่อยสารสำคัญของสมุนไพร การใช้เครื่องมือช่วยรักษาใหม่ ๆ บูรณาการกับความรู้ทางการแพทย์แผนไทยการศึกษานวัตกรรมดังกล่าวสามารถนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อได้ดียิ่งขึ้น ลดข้อจำกัดต่าง ๆ ช่วยพัฒนาวิธีการรักษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยให้ผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อได้รับการบำบัดรักษาที่มีความสะดวกสบายและปลอดภัย โดยไม่ต้องพึ่งพาวิธีการรักษาที่อาจมีผลข้างเคียงจากยาและการรักษาที่อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว นวัตกรรมทางการแพทย์แผนไทยเกี่ยวกับอาการปวดกล้ามเนื้อในหนังสือเล่มนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเผยแพร่ความรู้วิธีการ และนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพ เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาศาสตร์การแพทย์แผนไทยให้ทันสมัยและเป็นที่ยอมรับในวงการการแพทย์ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล 10.1 เจลฟิล์มกระดูกไก่ด า10.1.1 ข้อมูลส าคัญปัจจุบัน การพัฒนาระบบนำส่งยาผ่านผิวหนังได้ก้าวหน้าไปอย่างมาก โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้อย่างไรก็ตามเภสัชภัณฑ์สมุนไพรสำหรับใช้ภายนอกในรูปแบบดั้งเดิม เช่น ครีม โลชั่น ยาขี้ผึ้ง
236 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงยังคงมีข้อจำกัดหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความเหนียวเหนอะหนะการหลุดลอกได้ง่ายจากการสัมผัสหรือเหงื่อความไม่แน่นอนในการควบคุมปริมาณยาที่ซึมเข้าสู่ผิว1เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านี้ นวัตกรรมเจลฟิล์มจึงได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกใหม่เพื่อตอบโจทย์ในการบรรเทาอาการปวดเฉพาะที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำส่งสารสกัดจากสมุนไพร โดยมีกลไกการสร้างฟิล์มโดยตรงบนผิวหนังของผู้ใช้ โดยผลิตภัณฑ์มีลักษณะเริ่มต้นเป็นเจลที่ใช้ง่าย เมื่อทาลงบนผิวหนังในบริเวณที่ต้องการส่วนประกอบที่เป็นตัวทำละลายที่ระเหยง่าย จะสัมผัสกับอุณหภูมิร่างกายและระเหยไปอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงฟิล์มพอลิเมอร์บาง ๆ ที่มีความยืดหยุ่นและโปร่งใสเคลือบอยู่บนผิว ซึ่งกลไกของกระบวนการนี้อาศัยส่วนประกอบสำคัญหลายชนิดที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่ สารก่อฟิล์มสารออกฤทธิ์สาร plasticizer และสารเพิ่มการดูดซึม โดยฟิล์มที่ปกคลุมจะทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บตัวยาสำคัญไว้บนผิวหนัง ฟิล์มจะสร้างชั้นของสารออกฤทธิ์ที่เป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งช่วยให้เกิดการปลดปล่อยตัวยาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ผิวหนังตลอดระยะเวลาที่กำหนด2มีคุณสมบัติการยึดเกาะที่ดีเยี่ยม ทำให้ไม่ถูกชะล้างหรือเช็ดถูออกไปได้ง่ายจึงทำให้มั่นใจว่าปริมาณยาจะถูกนำส่งอย่างครบถ้วน โดยมีฟิล์มทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันอยู่ด้านบน ทำให้นวัตกรรมเจลฟิล์มไม่เพียงแต่แก้ปัญหาความไม่สะดวกในการใช้งานของเภสัชภัณฑ์รูปแบบเดิม แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาอาการปวดเฉพาะที่ไปอีกขั้น ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นทั้งในด้านความสะดวก ไม่เหนียวเหนอะหนะ การควบคุมการปลดปล่อยยาอย่างแม่นยำ และการยึดเกาะที่ยาวนาน ทำให้เจลฟิล์มเป็นนวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงอย่างยิ่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอกเพื่อบรรเทาอาการปวด และสามารถเพิ่มมูลค่าและประสิทธิภาพให้กับยาสมุนไพรเพื่อการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน310.1.2 ส่วนประกอบของนวัตกรรม ส่วนประกอบของเจลฟิล์มกระดูกไก่ดำ ประกอบไปด้วยสาร 4 กลุ่มหลัก4ได้แก่ 1) กลุ่ม polymers 1.1) polyvinyl alcohol (PVA) ทำหน้าที่เป็นสารเพิ่มการยึดเกาะ และเสริมความแข็งแรงของเนื้อฟิล์ม 1.2) polyvinylpyrrolidone (PVP) มีคุณสมบัติเด่นในการก่อฟิล์มที่ยึดเกาะกับผิวได้ดี ทำหน้าที่ควบคุมการปลดปล่อยสารออกฤทธิ์4-5
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 2372) กลุ่มสาร plasticizer2.1) triethyl citrate ทำหน้าที่เป็น plasticizer หลัก ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น และความสามารถในการใช้งานของเจล4, 63) กลุ่มสารที่เป็นตัวทำละลาย3.1) butylene glycol หน้าที่เป็นตัวทำละลายและสารปรับสภาพผิว ช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารสำคัญเข้าสู่ผิว4, 73.2) น้ำ ทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายหลัก ในตำรับ43.3) ethanol เป็นตัวทำละลายร่วม ที่ช่วยในการละลายส่วนผสมอื่น ๆ4, 84) สารออกฤทธิ์ 4.1) สารสกัดกระดูกไก่ดำ ใช้ในความเข้มข้น 1% เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ออกฤทธิ์4, 910.1.3 กระบวนการผลิต 1) เตรียมสารสกัดหยาบ 1.1) นำใบกระดูกไก่ดำสดมาล้างทำความสะอาด ผึ่งลมให้แห้ง จากนั้นนำไปอบที่อุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 48 ชั่วโมง หรือจนกว่าจะแห้งสนิท1.2) นำใบกระดูกไก่ดำแห้งมาบดหยาบ แล้วทำการสกัดด้วยวิธีการหมักโดยใช้ 95% ethanol เป็นตัวทำละลาย ในอัตราส่วนน้ำหนักต่อปริมาตร ที่ 1 ต่อ 4บรรจุในภาชนะปิดสนิทและเก็บไว้ในที่มืดเป็นเวลา 7 วัน1.3) เมื่อครบกำหนดเวลา นำสารละลายที่ได้มากรองผ่านกระดาษกรองเพื่อแยกกากออก1.4) นำสารสกัดที่กรองได้ไประเหยตัวทำละลายออกภายใต้สภาวะสุญญากาศด้วยเครื่อง rotary evaporator เพื่อให้ได้สารสกัดหยาบที่มีความเข้มข้น42) การผสมสูตรเจล 2.1) เตรียมสารละลายพื้นฐานโดยละลาย polyvinyl alcohol และpolyvinylpyrrolidone โดยนำไปแช่ใน ethanol เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นนำไปนำไปละลายรวมกับน้ำที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส กวนอย่างต่อเนื่องจนโพลิเมอร์ละลายสมบูรณ์และได้เจลใสหนืด2.2) ละลายสารสกัดกระดูกไก่ดำ 1% กับ triethyl citrate ลงใน ethanol ให้เข้ากัน แล้วผสมลงในสารละลายพื้นฐาน
238 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง2.3) ค่อย ๆ เทส่วนของสารสกัดกระดูกไก่ดำลงในส่วนเบสเจลพร้อมกับกวนอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นเติม butylene glycol สารแต่งกลิ่น และ menthol กวนให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว ตั้งทิ้งไว้ให้เย็นลงถึงอุณหภูมิห้อง แล้วจึงบรรจุลงในขวดลูกกลิ้ง polypropylene4(ภาพที่ 10.1)10.1.4 การใช้งานทาผลิตภัณฑ์บริเวณที่มีอาการปวด วันละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 7 วัน4ภาพที่ 10.1 เจลฟิล์มกระดูกไก่ด าภาพ อำพล บุญเพียร (2567)ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า เจลฟิล์มสามารถแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านกายภาพของยาภายนอกในรูปแบบอื่น ๆ ทั้งปัญหาความเหนียวเหนอะหนะ การทิ้งคราบบนเสื้อผ้า หรือการหลุดลอกง่าย ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้งานและประสิทธิภาพในการใช้ยาของผู้ป่วย เจลฟิล์มยังมีโดดเด่นที่มีกลไกการสร้างแหล่งกักเก็บยาเฉพาะที่ ที่มีความเสถียรบนผิวหนังโดยตรง โดยฟิล์มที่เกิดขึ้นจะทำหน้าที่ควบคุมและปลดปล่อยตัวยาสำคัญอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ซึ่งถือเป็นคุณภาพ
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 239ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการรักษาที่ต้องการให้ยาออกฤทธิ์เฉพาะบริเวณ อย่างไรก็ตามนวัตกรรมนี้ยังมีข้อจำกัดจึงจำเป็นจะต้องทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในอนาคตให้ความสำคัญอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะปริมาณตัวยาสูงสุดที่ฟิล์มสามารถกักเก็บได้ ควบคู่ไปกับความสามารถในการนำส่งยาให้ซึมผ่านชั้นผิวหนังได้ในปริมาณที่เพียงพอต่อการออกฤทธิ์ทางคลินิก และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การประเมินความคงตัวและความเข้ากันได้ทางชีวภาพ ในระยะยาวของส่วนประกอบทั้งหมดในตำรับ การศึกษาความปลอดภัยและระคายเคืองเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุดคือประเด็นของต้นทุนในการผลิตจะต้องไม่สูงจนเกินไป เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถแข่งขันกับยาในรูปแบบดั้งเดิมได้ และที่สำคัญที่สุดคือการทำให้ผู้ป่วยทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม10.2 เก้าอี้กดจุด10.2.1 ข้อมูลส าคัญ ปัจจุบัน ศาสตร์แห่งการนวดไทยได้กลายเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อซึ่งเป็นผลพวงจากวิถีการดำเนินชีวิตสมัยใหม่ ความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ได้ก่อให้เกิดสภาวะที่จำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านการนวดมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้เข้ารับบริการ10สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และไหล่จำนวนมาก จำเป็นต้องหาวิธีการอื่นเพื่อบรรเทาปวดเฉพาะหน้าทดแทนการรอคิวเพื่อรับการรักษาจากผู้ประกอบวิชาชีพ ทางเลือกที่มักถูกนำมาใช้คือการพึ่งพาตนเองหรือบุคคลใกล้ชิด เช่น การขอให้สมาชิกในครอบครัวช่วยนวด การใช้อุปกรณ์นวดที่หาซื้อได้ทั่วไป อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้มักให้ผลลัพธ์ที่ไม่ยั่งยืนและขาดประสิทธิภาพ11จากข้อจำกัดที่กล่าวมา สะท้อนให้เห็นถึงอุปสรรคสำคัญในการจัดการอาการปวดเมื่อยด้วยตนเอง แม้จะมีความตั้งใจในการดูแลสุขภาพ แต่การนวดตนเองมักเผชิญกับข้อจำกัดทางกายภาพ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบริเวณที่เป็นปัญหาได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณสะบักและบ่า การพึ่งพาบุคคลอื่นก็อาจไม่สะดวก และหากผู้ให้การนวดไม่มีความชำนาญ มักเกิดปัญหาเรื่องแรงกดไม่เหมาะสม ไม่สม่ำเสมอขาดความแม่นยำ ส่งผลให้ไม่สามารถคลายปมกล้ามเนื้อที่เป็นสาเหตุของอาการปวดเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิผล ด้วยเหตุนี้การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถจำลองวิธีการกดจุด
240 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงตามหลักแพทย์แผนไทยอย่างเป็นระบบและใกล้เคียงกับฝีมือของผู้เชี่ยวชาญ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว นวัตกรรมนี้จะทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วยบำบัดส่วนบุคคล ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถนวดตนเองได้อย่างตรงจุด มีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น10.2.2 ส่วนประกอบของนวัตกรรม1) โครงสร้างเก้าอี้1.1) โครงสร้างทั้งหมดผลิตจากเหล็กที่มีความแข็งแรง ทำหน้าที่รับน้ำหนักทั้งหมด พร้อมขาเก้าอี้ 4 ขา เพื่อการรองรับน้ำหนักที่มั่นคงและสร้างสมดุลขณะใช้งาน1.2) เบาะนั่ง 1 ชิ้น ภายในบุด้วยโฟมและหุ้มภายนอกด้วยหนัง เพื่อรองรับน้ำหนัก1.3) พนักพิง 1 ชิ้น ภายในบุด้วยโฟมและหุ้มภายนอกด้วยหนัง เป็นที่ให้ผู้ใช้งานพิง1.4) ที่พักแขน ติดตั้งไว้ 2 ข้างซ้าย-ขวา บุด้วยโฟมและหุ้มหนังเช่นเดียวกัน เพื่อใช้สำหรับวางแขนในท่าที่ผ่อนคลาย2) กลไกกดจุด2.1) แขนกดจุด จำนวน 2 ชุด ซ้าย-ขวา ปลายเป็นยาง ส่วนตัวแกนทำจากเหล็กที่ปรับได้ 3 แกน สามารถปรับตำแหน่งของปุ่มกดได้อย่างอิสระใน 3 ทิศทาง คือ ซ้าย-ขวา หน้า-หลัง และขึ้น-ลง เพื่อให้พอดีกับสรีระของผู้ใช้งาน2.2) แป้นเหยียบควบคุมการกด จำนวน 2 อัน ซ้าย-ขวา ทำหน้าที่เป็นกลไกสั่งงาน เมื่อผู้ใช้งานออกแรงเหยียบ แขนกดจุดจะเคลื่อนที่ลงมากดบริเวณบ่า2.3) ลวดสลิงและรอก โดยมีลวดสลิง 2 เส้น ทำหน้าที่เชื่อมต่อแป้นเหยียบกับแขนกดจุด โดยมีรอก 4 ตัว ช่วยนำทางลวดสลิงเคลื่อนที่ได้อย่างราบรื่นและลดแรงเสียดทาน2.4) สปริง จำนวน 2 ตัว ติดตั้งอยู่ในกลไกเพื่อทำหน้าที่ดึงแขนกดจุดกลับสู่ตำแหน่งเดิมโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้งานปล่อยแรงเหยียบ12 (ภาพที่ 10.2)
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 241ภาพที่ 10.2 เก้าอี้กดจุดภาพ อำพล บุญเพียร (2567)10.2.3 การใช้งาน1) นั่งบนเก้าอี้ในท่าที่สบายและผ่อนคลาย ให้แผ่นหลังพิงกับพนักพิงจนสุด2) ทำการปรับแขนกดจุด ทั้ง 3 แกน ให้ปุ่มกดอยู่ตรงกับตำแหน่งที่ต้องการ ปรับในทิศทาง ซ้าย-ขวา และหน้า-หลัง โดยการเลื่อนแขนกดจนกระทั่งปุ่มกดอยู่เหนือจุดที่ต้องการพอดี แล้วเลื่อนปุ่มกดลงในแนวดิ่งจนสัมผัสกับผิวเบา ๆ จากนั้น ล็อกแขนกดให้อยู่ในตำแหน่งดังกล่าว3) ให้ผู้ใช้งานใช้เท้าเหยียบแป้นควบคุมอย่างช้า ๆ แขนกดจะเคลื่อนที่ลงมากดบริเวณที่ตั้งค่าไว้ กดค้างไว้เป็นเวลา 10 วินาที แล้วจึงค่อย ๆ ปล่อยแรงเหยียบเพื่อให้กล้ามเนื้อได้คลายตัว สามารถทำซ้ำได้ตามต้องการในจุดเดิมหรือจุดใกล้เคียงใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที12 ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า เก้าอี้กดจุดเพื่อบรรเทาอาการปวดบ่านับ ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของการบรรเทาปวดในรูปแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นการนวดด้วยตนเองซึ่งมักไม่สามารถกำหนดตำแหน่งกดบริเวณคอ บ่า และไหล่ได้อย่างแม่นยำ หรือไม่สามารถส่งแรงกดได้เพียงพอ หรือวิธีการพึ่งพาผู้อื่นในการนวด ซึ่งนอกจากจะเป็นการรบกวนแล้ว ยังประสบปัญหาความไม่สม่ำเสมอของแรงกดที่ไม่
242 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงสอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยทำให้ประสิทธิผลในการรักษาลดลง ความโดดเด่นของเก้าอี้กดจุดอยู่ที่การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการบำบัด โดยเปลี่ยนบทบาทของผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อจากผู้รับการรักษา ไปสู่บทบาทผู้ควบคุมการรักษาด้วยตนเอง ผ่านกลไกที่ออกแบบอย่างเป็นระบบบูรณาการความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและความรู้ทางวิศกรรม โดยตัวเก้าอี้ทำหน้าที่เป็นฐานที่มั่นคง ในขณะที่กลไกจุดกดที่สามารถปรับได้หลายทิศทางอย่างอิสระ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถระบุตำแหน่งของจุดกดที่จะไปรักษาได้อย่างจำเพาะเจาะจง พร้อมทั้งสร้างแรงกดเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไปตามการควบคุมของผู้ใช้อย่างไรก็ตามการพัฒนานวัตกรรมให้สมบูรณ์ในอนาคตจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยอย่างรอบด้าน ประเด็นสำคัญประการแรกคือข้อจำกัดด้านสรีรศาสตร์ เก้าอี้กดจุดนี้ยังมีลักษณะที่จำเพาะเจาะจงเหมาะสำหรับรูปร่างของผู้ป่วยทั่วไป ซึ่งอนาคตจำเป็นต้องคำนึงถึงการออกแบบให้สามารถรองรับสรีระที่แตกต่างของผู้ใช้แต่ละราย เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้เก้าอี้กดจุดอาจเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ใช้ที่มีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการนวดกดจุดอยู่บ้าง จึงจะสามารถให้ผลได้ดี หากผู้ที่ไม่มีประสบการณ์-ความรู้ที่เกี่ยวกับการนวดอาจจะทำให้มีการกำหนดจุดที่ไม่เหมาะสม หรือใช้ความรุนแรงในการนวดเป็นสาเหตุที่อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองเนื้อเยื่อ นำไปสู่ภาวะของการอักเสบตามมาได้ประเด็นต่อมาคือการประเมินความทนทานและความปลอดภัยของวัสดุจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีข้อมูลการทดสอบความน่าเชื่อถือของชิ้นส่วนกลไก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบควบคุมแรงกดผ่านลวดสลิงและแป้นเหยียบ เพื่อรับประกันอายุการใช้งานที่ยาวนานและลดความเสี่ยงจากความล้าของวัสดุ 10.3 หมอนหนุนกะลา10.3.1 ข้อมูลส าคัญ โลกของการทำงานยุคใหม่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและวิถีชีวิตที่ต้องนั่งอยู่กับที่ติดต่อกันเป็นเวลานาน ได้ก่อให้เกิดภาวะทางสุขภาพในกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม ที่มีสาเหตุหลักมาจากอิริยาบถที่ไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องและซ้ำ ๆ โดยขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้ร่างกายเกิดภาวะหดเกร็งสะสมของกล้ามเนื้อซึ่งส่งผลให้การไหลเวียนโลหิตบริเวณดังกล่าวติดขัด กล้ามเนื้อขาดออกซิเจนและ
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 243สารอาหาร นำไปสู่การคั่งค้างของของเสียและเกิดเป็นจุดกดเจ็บ ที่ไวต่อความรู้สึก เมื่อภาวะนี้ดำเนินต่อไปจะนำไปสู่อาการเมื่อยล้า และเปลี่ยนเป็นอาการปวดเรื้อรังในที่สุด โดยเฉพาะบริเวณ คอ บ่า ไหล่ และหลัง อย่างไรก็ตาม กลุ่มอาการนี้สามารถป้องกันและบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น ผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสภาพแวดล้อมการทำงาน การยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นประจำ หรือการนวดตนเอง เพื่อคลายกล้ามเนื้อและกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิต ซึ่งไม่เพียงช่วยบรรเทาอาการเมื่อยล้า แต่ยังช่วยฟื้นฟูและเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อในระยะยาว13 แต่การนวดตนเองแม้จะเป็นวิธีที่สะดวกและไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ก็มักมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการปวดบริเวณคอ บ่า และไหล่ ซึ่งเป็นส่วนของด้านหลังอยู่เหนือการเข้าถึงของมือตนเอง ทำให้การนวดไม่ถนัด ไม่สามารถลงน้ำหนักได้ตรงจุด เมื่อการดูแลตนเองไม่ได้ผล ทางเลือกถัดมาคือการเข้ารับบริการตามคลินิกการแพทย์แผนไทย ด้วยวิธีการนวด การประคบ ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในด้านประสิทธิผลในการคลายกล้ามเนื้อชั้นลึกและบรรเทาอาการปวดได้อย่างตรงจุด แต่ว่าข้อจำกัดของแนวทางนี้ที่สำคัญ คือต้องเสียเวลาในการเดินทางและเข้ารับบริการ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับคนวัยทำงาน อาการปวดเรื้อรังต้องการการรักษาที่ต่อเนื่อง ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสะสมที่ค่อนข้างสูง การรักษาขึ้นอยู่กับตารางนัดหมายของสถานบริการ ทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการบรรเทาอาการปวดได้อย่างทันท่วงที14 จากข้อจำกัดทั้งหมด ทำให้การหานวัตกรรมทางเลือกที่มาใช้กดจุดคลายกล้ามเนื้อแบบง่ายๆ เพื่อบรรเทาอาการก่อนที่ความปวดด้วยตนเองที่บ้าน แนวคิดของการนำหมอนหนุนมาใช้เป็นอุปกรณ์คลายกล้ามเนื้อเพื่อออกแบบสำหรับการตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าว เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการดูแลสุขภาพและพึ่งพาตนเองสำหรับผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังในยุคปัจจุบัน10.3.2 ส่วนประกอบของนวัตกรรม1) ส่วนประกอบภายนอกและวัสดุรองรับ1.1) ปลอกหมอน ผลิตจากผ้าฝ้าย 100% ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการระบายอากาศได้ดีและให้สัมผัสที่นุ่มนวลต่อผิวหนัง1.2) ใยหมอนหนุน ภายในผลิตจากใยสังเคราะห์ชนิด polyester คุณภาพสูงในรูปแบบแผ่น ทำหน้าที่รองรับสรีระช่วงคอ บ่า ไหล่ และเพิ่มความนุ่มสบายในการใช้งาน
244 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง2) ส่วนประกอบภายใน2.1) ฐานหมอน ใช้แผ่นไม้กระดาน ขนาดกว้าง 40 ยาว 60 เซนติเมตร และมีความหนา 1.25 เซนติเมตร เป็นโครงสร้างสำหรับยึดกะลามะพร้าว2.2) กะลามะพร้าว ใช้กะลามะพร้าวแก่จัดที่คัดเลือกเฉพาะส่วนเนื้อหนานำมาผ่าครึ่ง ขัดผิวให้เรียบ และเคลือบด้วยแลคเกอร์เพื่อความทนทาน จำนวน 6 ชิ้น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางบริเวณยอดของกะลา 5.5 เซนติเมตร2.3) กะลามะพร้าวแต่ละชิ้นถูกติดตั้งบน สปริง ขนาด 1.5 นิ้ว เพื่อสร้างความยืดหยุ่น ช่วยให้ปุ่มกดสามารถปรับระดับตามแรงกดและกระจายน้ำหนักของสรีระให้สมดุล3) การจัดวางกะลามะพร้าวกะลามะพร้าวทั้ง 6 ชิ้น ถูกจัดวางบนฐานหมอนในลักษณะ 3 คู่ ตามตำแหน่งทางกายภาพที่สำคัญ โดยปุ่มกดในแต่ละคู่มีระยะห่างระหว่างผิวของยอดกะลา 5 เซนติเมตร3.1) คู่ที่ 1 ถูกกำหนดตำแหน่งบริเวณท้ายทอย (จุดสัญญาณ 1, 2ศีรษะด้านหลัง) 3.2) คู่ที่ 2วางห่างจากคู่แรก 7เซนติเมตร (ตรงกับจุดสัญญาณ 4, 5 หลัง)3.3) คู่ที่ 3 วางห่างจากคู่ที่สอง 20 เซนติเมตร (บริเวณจุดกึ่งกลางกล้ามเนื้อสะบัก) ปุ่มกดทั้งหมดจะถูกยึดติดกับฐานหมอนด้วยสปริง และร้อยเข้าด้วยกันด้วยเชือกไนลอน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 มิลลิเมตร เพื่อป้องกันการเคลื่อนที่และรักษาระยะห่างให้คงที่ตลอดการใช้งาน11 (ภาพที่ 10.3)10.3.3 การใช้งาน1) จัดท่าเริ่มต้น โดยวางหมอนบนพื้นราบ แล้วค่อย ๆ หนุนศีรษะลงบนหมอน โดยจัดให้ปุ่มกดคู่แรก (บริเวณส่วนโค้งของหมอน) สัมผัสกับบริเวณท้ายทอยพอดี2) หนุนหมอนในท่านอนหงาย เป็นระยะเวลา 5 นาที เพื่อให้ปุ่มกดได้กระตุ้นกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และไหล่3) หลังจากครบ 5 นาทีแล้ว ให้ยกศีรษะขึ้นจากหมอนเพื่อพักเป็นเวลา 30วินาที4) ทำซ้ำขั้นตอนที่ 2 และ 3 อีก 2 ครั้ง รวมทั้งสิ้นเป็นการหนุน 3 รอบ11
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 245ภาพที่ 10.3 หมอนหนุนกะลาภาพ อำพล บุญเพียร (2567)ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า หมอนหนุนกะลา ถือเป็นนวัตกรรมพื้นบ้านที่มีการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับหลักการทางการนวดไทยตามศาสตร์แพทย์แผนไทยได้อย่างลงตัว โดยนำวัสดุที่หาได้ง่ายในธรรมชาติอย่างกะลามะพร้าว มาสร้างเป็นเครื่องมือบรรเทาอาการปวดที่เข้าถึงง่าย ไม่เพียงช่วยบรรเทาอาการปวดเท่านั้น ผู้ที่ไม่มีอาการปวดกล้ามเนื้อยังสามารถใช้เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและคลายกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของนวัตกรรมชิ้นนี้คือ กลไกการทำงานที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการปวด การเลือกใช้กะลามะพร้าวที่มีความแข็งและโค้งมนตามธรรมชาติ ทำให้ได้ปุ่มกดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการส่งแรงกดลึกไปยังชั้นกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และสะบัก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เกิดอาการปวดเกร็งในกลุ่มผู้มีอาการออฟฟิศซินโดรม และการติดตั้งปุ่มกดแต่ละชิ้นบนสปริงสามารถสร้างแรงกดแบบ dynamic ที่ปรับตัวตามสรีระและน้ำหนักของผู้ใช้ได้อย่างนุ่มนวลอย่างอัตโนมัติแตกต่างจากการนวดบนกะลานวดปกติ หรือการนอนบนอุปกรณ์นมสาวที่เป็นอุปกรณ์การนวดดั้งเดิม กลไกนี้จึงช่วยกระจายน้ำหนักและสร้างแรงกระตุ้นที่สม่ำเสมอต่อกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ การจัดวางปุ่มกดที่สอดคล้องกับจุดสำคัญของแนวการนวดราชสำนัก บริเวณท้ายทอย บ่า และสะบัก ที่เชื่อมโยงกับตำแหน่งของจุดกดเจ็บตามหลักการของการแพทย์แผนไทย ทำให้ผู้ใช้สามารถกำหนดเป้าหมายการรักษาได้อย่างแม่นยำ เพียงแค่หนุนนอนตาม
246 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงคำแนะนำ นวัตกรรมนี้ช่วยส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงรุกในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันยังเป็นการต่อยอดภูมิปัญญาการนวดแผนไทยให้คงอยู่ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่วัสดุในท้องถิ่นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เพื่อให้นวัตกรรมนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในอนาคต ยังมีประเด็นที่ควรพิจารณาต่อยอด ประการแรกที่สำคัญที่สุดคือ การกำหนดระยะห่างระหว่างปุ่มกดไว้ที่ 7 และ 20 เซนติเมตร เป็นการออกแบบในลักษณะ หนึ่งขนาดสำหรับทุกคน ซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับผู้ใช้ที่มีช่วงความยาวของคอหรือความกว้างของบ่าที่แตกต่างจากค่าเฉลี่ย การต่อนยอดนวัตกรรมต่อไปอาจพิจารณาเพิ่มกลไกที่ออกแบบให้ผู้ใช้สามารถปรับเลื่อนตำแหน่งของปุ่มกดแต่ละคู่ได้ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมต่อสรีระของแต่ละบุคคลมากขึ้น อีกประเด็นคือความทนทานในระยะยาวแม้กะลาจะมีความแข็งแรง แต่การใช้งานซ้ำ ๆ อาจส่งผลต่อความล้าของสปริง ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการใช้งานภายหลัง จึงควรมีการศึกษาเพื่อทดสอบอายุการใช้งานของชิ้นส่วนเหล่านี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น10.4 ลูกประคบสมุนไพรหินสปา10.4.1 ข้อมูลส าคัญ การประคบสมุนไพรเป็นศาสตร์การบำบัดที่สำคัญของการแพทย์แผนไทยซึ่งใช้ลูกประคบที่ผ่านความร้อน ประคบ กดนวดไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อบำบัดอาการ โดยทั่วไปมักทำหลังจากการนวดเพื่อเสริมฤทธิ์การรักษา หรือจะทำเป็นการบำบัดอย่างเดียวก็ได้การประคบสมุนไพรมีคุณสมบัติเด่นในการเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ลดอาการบวม คลายกล้ามเนื้อ และบรรเทาความเจ็บปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ15กระบวนการผลิตลูกประคบแบบดั้งเดิมนั้นเริ่มต้นจากการนำสมุนไพรสดหรือแห้งมาหั่นหรือบดหยาบ เพื่อให้ตัวยาสำคัญสามารถปลดปล่อยออกมาได้ดีที่สุด จากนั้นจึงนำไปบรรจุลงบนผ้าดิบก่อนจะถูกห่อและมัดขึ้นรูปเป็นลูกกลมด้วยเชือกอย่างแน่นหนาจนมีด้ามจับที่ถนัดมือ อย่างไรก็ตามกระบวนการผลิตดังกล่าว โดยเฉพาะขั้นตอนการมัดขึ้นรูปนั้นค่อนข้างซับซ้อนและต้องอาศัยความชำนาญและกำลังคนสูง โดยเฉลี่ยแล้วการผลิตลูกประคบหนึ่งลูกใช้เวลาถึง 5 นาที และปัญหาที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือผลกระทบต่อสุขภาพของตัวผู้ผลิตเอง จากการทำงานที่ต้องอาศัยแรงจากมือและข้อมือซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นการออกแรงกดสมุนไพรให้แน่น การดึงผ้าให้ตึง
การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูง | 247ขณะห่อ หรือการดึงเชือกเพื่อขึ้นรูปด้ามจับ ล้วนส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดบริเวณนิ้วมือและความเมื่อยล้าสะสมที่ข้อมือ ซึ่งไม่เพียงสร้างความทุกข์ทรมานทางกาย แต่ยังอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพเรื้อรังในระยะยาวได้16 นอกจากข้อจำกัดด้านการผลิตแล้ว ในขั้นตอนการบำบัดยังพบว่า การดูแลผู้รับบริการหนึ่งรายซึ่งใช้เวลาประมาณ 10-20นาที จำเป็นต้องเปลี่ยนลูกประคบสมุนไพรบ่อยครั้งถึง 5 ครั้ง เนื่องจากความร้อนของลูกประคบนั้นลดลงอย่างรวดเร็ว จึงต้องมีการเปลี่ยนลูกประคบใหม่เพื่ออุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการรักษา17 จากข้อจำกัดทั้งในกระบวนการผลิตที่ยุ่งยากและส่งผลต่อสุขภาพผู้ผลิต ประกอบกับข้อจำกัดในการใช้งานที่ต้องเปลี่ยนลูกประคบบ่อยครั้งจึงนำมาสู่การพัฒนานวัตกรรมลูกประคบที่สามารถลดขั้นตอนในการผลิต ทำให้กระบวนการเตรียมไม่ซับซ้อน และสามารถเก็บรักษาความร้อนได้ยาวนานขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัด และลดความถี่ในการเปลี่ยนลูกประคบลง10.4.2 ส่วนประกอบของนวัตกรรม1) ชุดด้ามจับและฐานรอง1.1) ฐานรอง ผลิตจากวัสดุstainless steel ที่มีความแข็งแรงทนทาน เก็บความร้อนได้ดีสามารถใช้งานได้ยาวนาน ป้องกันการเกิดสนิม มีลักษณะเป็นทรงถ้วย มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร และลึก 2 เซนติเมตร สำหรับบรรจุหินสปา พื้นผิวด้านนอกมีปุ่มนูน 9 ปุ่ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกดนวด และช่วยให้ถุงสมุนไพรยึดเกาะได้ดี ไม่เคลื่อนตัว1.2) ด้ามจับ ทำจากไม้ซึ่งเป็นฉนวนกันความร้อนเชื่อมต่อกับฐานรองทำให้ไม่ร้อนมือขณะใช้งาน มีขนาด สูง 14 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 3เซนติเมตรโดยฐานรองและด้ามจับสามารถถอดแยกออกจากกันได้ เพื่อให้สะดวกต่อการนำไปนึ่ง และทำความสะอาด2) ถุงสมุนไพร ทำจากผ้าดิบทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30เซนติเมตร บริเวณขอบผ้ามีการเย็บเป็น ช่องสำหรับร้อยเชือก ช่วยให้สามารถรูดปิดปากถุงและมัดเข้ากับด้ามจับได้อย่างง่ายดายและแน่นหนา3) ภายในถุงสมุนไพร บรรจุสูตรสมุนไพรลูกประคบ เพื่อออกฤทธิ์ในการบรรเทาอาการปวด และกระตุ้นการไหลเวียน4) หินสปา เพื่อกักเก็บความร้อนให้ได้นานขึ้น สำหรับใส่ในฐานรอง17 (ภาพที่ 10.4)
248 | การบำบัดรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยขั้นสูงภาพที่ 10.4 ลูกประคบหินสปาภาพ อำพล บุญเพียร (2567)10.4.3 การใช้งาน1) นำถุงสมุนไพรและหินสปาไปนึ่งความร้อน2) นำหินสปาไปใส่บริเวณถ้วนฐานรอง3) นำถึงสมุนไพรไปวางใต้ฐานรอง และมัดติด4) นำลูกประคบหินสปาไปประคบตามส่วนต่าง ๆ บริเวณที่ต้องการ 5) เมื่อสมุนไพรหมดอายุเพียงแค่เปิดปากถุงเปลี่ยนสมุนไพรใหม่17ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า นวัตกรรมลูกประคบหินสปา ถือเป็นการต่อยอดที่น่าสนใจ โดยเป็นการพัฒนาที่ไม่ได้เพียงปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็นการออกแบบที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง จุดเด่นสำคัญของนวัตกรรมนี้คือการแก้ไขปัญหาเชิงกายภาพของตัวลูกประคบ ประการแรกคือ ความยุ่งยากในกระบวนการผลิต ซึ่งเดิมทีต้องอาศัยทักษะความชำนาญและความแข็งแรงในการมัดขึ้นรูปให้ได้มาตรฐาน นวัตกรรมนี้ได้ปฏิวัติขั้นตอนดังกล่าวด้วยการออกแบบที่แยกส่วนประกอบออกจากกัน ระหว่างชุดด้ามจับและฐานรองที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ กับถุงบรรจุสมุนไพรที่เปลี่ยนได้ง่ายผ่านระบบเชือกร้อย การออกแบบนี้ช่วยให้การเตรียมลูกประคบเป็นเรื่องง่าย สะดวก ประการที่สอง คือ การแก้ไขปัญหาความร้อนที่สูญเสีย