ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | เรื่องศาสนาจึงไม่สามารถที่จะถูกบรรจุให้สอนในโรงเรียนได้ ข้อนี้จึงเป็นแรงฉุดที่สำคัญ อันหนึ่งที่ทำให้สำนัก TM แผ่ขยายได้ไม่มากเท่าที่ควรจะเป็นในอเมริกา มหาฤๅษี มเหศ โยคีโดยปกติเป็นคนที่สนใจการปฏิบัติกัมมัฏฐานมาตั้งแต่ต้น ในขณะที่ออกมาทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งก็ได้ตัดสินใจออกบวชเป็นสาธุ หลังจากนั้นก็ได้ หลีกเร้นออกจากสังคมเข้าไปสู่เชิงเขาหิมาลัย ไปปฏิบัติภายใต้การแนะนำของครูคนหนึ่งชื่อว่า คุรุเทพ (ชื่อจริงคือ ท่าน สวามี กฤษณนันท์ สรัสวดี) เป็นเวลานานถึง 13 ปี (ค.ศ.1941-1953) หลัง การเสียชีวิตของท่านอาจารย์ ท่านฤๅษีได้ออกจาริกไปประกาศหลักกัมมัฏฐานที่ท่านได้เรียนรู้ มาให้ปรากฏแก่โลก ในขั้นแรก ได้ประกาศที่ภาคใต้ของอินเดียก่อน ต่อมาได้เดินสายไป ประกาศยังต่างประเทศตามลำดับคือ พม่า สิงคโปร์ อเมริกา และประเทศยุโรปต่างๆ ในกลุ่ม ประเทศตะวันตกนั้น สำนัก TM ได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เมื่อกลุ่มนักร้องของวง The Beatles ซึ่งนำโดย ยอร์จ ฮาร์ริสัน ได้เข้าไปมาเป็นสาวกของมหาฤๅษี ทำให้เกิดกระแส นิยมในหมู่วัยรุ่นตะวันตกโดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกามากขึ้น จากการที่ชาวตะวันตกได้หันมาสนใจแนวคิด TM มากเกินคาด ประมาณปี พ.ศ.2515 ท่านฤๅษีจึงประกาศ “แผนการแก้ปัญหาโลก” (World Plan) ขึ้น โดยมี วัตถุประสงค์ดังนี้ 1) ระดับปัจเจกชน เพื่อส่งเสริมให้ปัจเจกชนพัฒนาศักยภาพตนอย่างเต็มที่ 2) ระดับรัฐบาล เพื่อส่งเสริมความสำเร็จยิ่งขึ้นในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล 3) ด้าน การศึกษา เพื่อบรรลุอุดมการณ์สูงสุดของการศึกษา 4) ด้านสังคม เพื่อขจัดปัญหาเก่าแก่ของ มนุษย์คืออาชญากรรมและพฤติกรรมที่นำความทุกข์มาสู่ครอบครัว 5) ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อ เพิ่มพูนการรู้จักใช้ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมอย่างชาญฉลาด 6) ด้านเศรษฐกิจ เพื่อนำความ สมหวังทางเศรษฐกิจมาสู่ปัจเจกชนและสังคม 7) ด้านจิตใจ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางจิตของ มนุษยชาติในยุคของเรา ผู้ที่จะทำงานเพื่อให้แผนการแก้ปัญหาของโลกบรรลุเป้าหมายก็คืออาจารย์ของ TM ซึ่งได้รับการอบรมอย่างดีจาก “ศูนย์กลางแผนการแก้ปัญหาของโลก” (World Plan Center) อาจารย์ 1 คนจะรับผิดชอบประชากร 1,000 คน ส่วนศูนย์กลางแผนการแก้ปัญหา ของโลกจะจัดตั้งทั่วโลก 3,600 ศูนย์ โดยกำหนดไว้ว่า 1 ศูนย์จะรับผิดชอบประชากรโลก ประมาณ 1,000,000 คน ทุกๆ 100 ศูนย์จะอยู่ภายใต้การอำนวยการของศูนย์ประสานงาน ระหว่างชาติเพื่อการส่งเสริมแผนการแก้ปัญหาของโลก (International Coordinating to Implement the World Plan) ท่านมหาฤๅษีมีความเชื่อว่าจะสามารถทำให้บรรลุ วัตถุประสงค์แต่ละข้อได้ เพราะนอกจากจะได้ทำงานอย่างมีระบบและเสียสละของอาจารย์ TM แล้ว ปัจจัยสนับสนุนด้านอื่นก็มีพร้อม คือมีความรู้และองค์กรสนับสนุน ความรู้ หมายถึง “ปัญญาสร้างสรรค์” (Creative Intelligence) ส่วนองค์กรสนับสนุนคือ “มหาฤๅษี มหาวิทยาลัยนานาชาติ” ( Maharish International University) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Maharish University of Management และ สภาบริหารแผนการแก้ปัญหาโลก ( World
| สยาม ราชวัตร Plan Executive Council) นอกจากนั้นยังมีเครือข่ายโทรทัศน์ที่สามารถรับชมพร้อมกันได้ ทั่วโลกอีกด้วย แนวคิดของ TM จะเกี่ยวข้องกับคำ 3 คำ คือ (1) ปัญญาสร้างสรรค์หมายถึง พลังผลักดันชีวิตที่แสดงตนออกมาท่ามกลางกระบวนการวิวัฒนาการเป็นรูปแบบ ความสัมพันธ์แบบใหม่ในเอกภพ (2) วิทยาศาสตร์แห่งปัญญาสร้างสรรค์ หมายถึงการศึกษา ธรรมชาติ บ่อเกิด และพัฒนาการของปัญญาสร้างสรรค์ดังกล่าวอย่างมีระบบแบบแผน (3) อุตตรสมาธิ หมายถึง สมาธิที่ช่วยให้อยู่เหนือความคิด เหตุผล และจิตสำนึกเกี่ยวกับ ตัวตนของคนนั้น จนได้รู้จักปัญญาสร้างสรรค์ ท่านมเหศโยคีได้หลีกเลี่ยงการใช้คำที่ให้ ความรู้สึกแบบศาสนา คำว่า “ปัญญาสร้างสรรค์” “วิทยาศาสตร์แห่งปัญญาสร้างสรรค์” และ “อุตตรสมาธิ” ก็คือ พระเจ้า เทววิทยา และโยคะ ตามลำดับ ทั้งนี้เพราะท่านได้พยายาม แสดงว่า สิ่งที่นำมาเผยแผ่นั้นไม่ใช่เรื่องศาสนา แต่เป็นวิทยาศาสตร์เพื่อให้สอดคล้องกับ กระแสของสังคมโลกตะวันตกที่แยกศาสนาจากการเมือง ซึ่งก็นับว่าได้ผลเป็นอย่างดี จากคำอธิบายของท่านฤๅษีมเหศโยคี พยายามบอกว่าการปฏิบัติ TM เป็นการ ปฏิบัติที่ไม่ต้องควบคุมจิตใจ เพราะการควบคุมจิตใจทำให้เกิดความเครียดตามมา มีการ เปรียบเทียบ TM กับการปฏิบัติสมาธิแนวอื่นแล้ว การปฏิบัติสมาธิแบบ TM มีลักษณะ ยืดหยุ่น (dynamic) กว่า ซึ่งจะช่วยยกระดับจิตใจจากหยาบสู่ระดับความคิดที่ละเอียดอ่อน กว่า ใครก็สามารถเรียน TM ได้ แต่ต้องเรียนจากอาจารย์ผู้ศึกษาTM มาแล้วเท่านั้นด้วย ขั้นตอนง่าย 7 ขั้นตอน ซึ่งใช้เวลาอบรมประมาณ 10 ชั่วโมงกว่าเท่านั้น ส่วนประโยชน์หรือ ผลลัพธ์ของการฝึกตามกระบวนการTM นอกจากจะทำให้รู้จักปัญญาสร้างสรรค์แล้ว ผลพลอยได้ในชีวิตประจำวัน คือ ทำให้ผิวหนังต้านทานโรคได้ดี ลดอัตราการเสี่ยงเป็น โรคหัวใจ มีปฏิกิริยาต่อสิ่งต่างๆ ไว เพิ่มพูนประสิทธิภาพการรับรู้ทางประสาทสัมผัสไฟฟ้า ผ่านผิวหนังได้ยากกว่าคนปกติ ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ขับขี่ ยวดยานอย่างปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพการเรียน ลดความเครียดได้ ช่วยให้บุคลิกภาพสงบ เยือกเย็นขึ้น ช่วยให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับสังคมเป็นต้น (วิทยา ศักยาภินันท์, 2549, น. 164-166) 9.1.7 องค์กรหริกฤษณะ (Hare Krishna movement) องค์กรนี้เป็นกลุ่มนักบวชที่รูปแบบการแต่งกายนุ่งห่มชุดสีเหลือง โกนศีรษะ เหลือจุกไว้นิดหนึ่ง แขวนลูกประคำ ร้องรำทำเพลง เต้นไปตามจังหวะของฉาบและกลอง และ ขณะเดียวกันก็ขายตลับเทป หนังสือ และแมกกาซีนชื่อว่า “กลับไปหาพระเจ้า” (back to Godhead) เป็นกลุ่มนักบวชที่นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู นิกายไวษณพ มีศรัทธาในองค์ พระกฤษณะและพระราม นักบวชเหล่านี้สังกัดกลุ่มสมาคมนานาชาติเพื่อจิตสำนึกใน พระกฤษณะ (International Society for Krishna Consciousness) หรือชื่อย่อ
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | ภาษาอังกฤษว่า “ISKCON” แต่ชื่อที่รู้จักกันทั่วไปคือ “หริ กฤษณะ” (Hare Krishna) โดย เอาคำขึ้นต้นของบทสวดมนต์เป็นชื่อเรียกของกลุ่ม แหล่งที่มาภาพ : https://www.imdb.com องค์กรนี้ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1966 ที่รัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยท่าน ภักติเวทานตะ สวามี(Bhaktivedanta Swami, 1896-1977) หลักจากท่านเสียชีวิตไปก็มี การบริหารงานองค์กรอยู่ในรูปของคณะกรรมการ มีศูนย์กลางบริหารอยู่ที่เมืองมายาปูร์ (Mayapur) รัฐเบงคอล ประเทศอินเดีย วัตถุประสงค์ขององค์กร มีดังนี้ 1) เผยแพร่วิทยาการทางจิตต่อสังคมในวงกว้างอย่างเป็นระบบ ให้การศึกษา แก่ประชาชนด้วยเทคนิคที่เน้นจิตใจเป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อถ่วงดุลกับคุณค่าด้านอื่นของชีวิต และ เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นเอกภาพและสันติภาพที่แท้จริงของโลก 2) เผยแพร่จิตสำนึกในพระกฤษณะตามที่ทรงวิวรณ์ไว้ในภควัทคีตาและศรีมัท ภควตัม 3) เป็นศูนย์รวมของสมาชิกในการเข้าถึงพระกฤษณะด้วยการสร้างความสำนึก ให้เกิดขึ้นในหมู่สมาชิกและมนุษยชาติว่า แต่ละคนเป็นวิญญาณส่วนหนึ่งของพระกฤษณะ 4) สอนและส่งเสริมพิธีสังกีรตนะ หรือการชุมนุมขับร้องเพลงเอ่ยพระนาม ศักดิ์สิทธิ์ของพระกฤษณะ ตามที่ทรงวิวรณ์แก่ศรีไชตันยะมหาประภู
| สยาม ราชวัตร 5) ก่อสร้างสถานที่พักผ่อนทางจิตใจ ซึ่งแสดงถึงบุคลิกภาพและคำสอนของ พระกฤษณะแก่สมาชิกและสังคม 6) ให้สมาชิกได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและเป็นแบบธรรมชาติ 7) สมาคมจัดพิมพ์และจำหน่ายจ่ายแจกวารสาร หนังสือ และสิ่งพิมพ์อื่นๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทุกข้อตามที่กล่าวมาข้างต้น องค์กรหริกฤษณะมีความเชื่อว่า พระเจ้าที่กล่าวถึงในพระเวท คือพระกฤษณะ ซึ่งจะอวตารมาเกิดในโลกเป็นบางครั้งบางคราว เมื่อมนุษย์หันหลังให้พระเวท อวตารล่าสุด ก่อนท่านภักติเวทานตะ สวามี คืออวตารลงมาเป็น ไชตันยะ มหาประภู (Chaitanya Mahaprabhu, 1486-1535) ซึ่งเป็นคนแรกที่ริเริ่มสังกีรตนะ ด้วยการรวมกลุ่มสวดมนต์ร้อง เพลง “หริ กฤษณะ” เพื่อสะดุดอารมณ์ผู้ฟังและแสดงความภักดีต่อพระกฤษณะ แนวทาง ภักดีแบบนี้แพร่หลายในรัฐเบงคอลและโอริสสาระยะหนึ่งก่อนจะเสื่อมความนิยมลง จนกระทั่งได้รับการฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งจากการรณรงค์ของท่านภักติเวทานตะสวามีในปลาย คริสต์ศตวรรษที่ 20 นอกจากนี้องค์กรหริกฤษณะมีความเชื่อว่าโลกได้เข้าสู่กลียุคหรือยุคแห่งการ ทะเลาะวิวาทและผิดจริยธรรม เมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ทั้งผู้ปกครอง นักบวช และประชาชน ทั่วไปเริ่มให้ความสำคัญทางวัตถุและยึดติดในวัตถุมากกว่าทางจิตใจ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบ จากกลียุค ชาวหริกฤษณะจะประพฤติควบคุมตนเองให้อยู่ในศีล 4 ข้ออยู่เสมอ ประกอบด้วย (1) ไม่กินเนื้อสัตว์(2) ไม่ประพฤติผิดทางเพศ (3) ไม่เสพของมึนเมา (4) ไม่เล่นการพนันด้วย มองว่าปัญหาต่างๆ ของสังคมปัจจุบันมักมาจากการปล่อยกายปล่อยใจไปกับอำนาจของสิ่ง ล่อใจทั้ง 4 ประการนี้ ในประเด็นทางการเมือง กลุ่มหริกฤษณะจะไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการ เมืองใดๆ ทั้งสิ้น มุ่งเน้นวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องการเผยแพร่ความรู้พระเวทให้เป็นสิ่ง แพร่หลายมากที่สุด จึงมีโครงการใหญ่ 2 โครงการ ที่ทางองค์กรต้องการจะทำให้สำเร็จใน อนาคต คือการสร้างเมืองมายาปูร์ให้เป็นศูนย์กลางของชาวหริกฤษณะ และการสร้าง ศูนย์กลางศึกษาพระเวท ตรงใจกลางเมืองมายาปูร์ปัจจุบันมีผู้ประกาศตนเป็นศาสนิกของ หริกฤษณะหลายประเทศในทุกทวีปของโลก ศาสนิกยุคแรกๆ มาจากกลุ่มฮิปปี้ และเป็นที่ รู้จักแพร่หลายมากขึ้นเมื่อ จอร์จ แฮร์ริสัน ( George Harrison, 1943-2001) แห่งวงดนตรี The Beatles เข้ามาเลื่อมใสและอุดหนุนการเงินแก่องค์กร แต่ปัจจุบันอัตราการเพิ่มขึ้น ของศาสนิกของหริกฤษณะเป็นไปน้อย สาเหตุมาจากการที่องค์กรจะเน้นให้ความสำคัญกับ ผู้ชายมากไป ทำให้บทบาทของผู้หญิงน้อยไปซึ่งไปขัดแย้งกับแนวคิดแบบสตรีนิยมในปัจจุบัน
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | 9.2 บุคคลส าคัญที่มีชื่อเสียง 9.2.1 รพินทรนาถ ฐากูร (Rabindranath Tagore) ท่านรพินทรนาถ ฐากูร เป็นนักเขียนสมัยใหม่มีชื่อเสียงคนหนึ่งที่มีอิทธิพลมาก ทางภูมิปัญญาอินเดียและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แต่ก่อนวรรณกรรมขนบธรรมเนียมเดิมของ อินเดียมักเป็นร้อยกรองเล่าเรื่องขนาดยาว วรรณกรรมร้อยแก้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาษา พื้นเมืองที่นอกเหนือไปจากสันสกฤตยังไม่เป็นที่นิยมนัก จนกระทั่งอินเดียก้าวเข้าสู่สมัยใหม่ และได้รับอิทธิพลตะวันตก มีลีลาการเขียนนวนิยาย เรื่องสั้น และบทกวีที่เน้นความรู้สึกนึก คิดมากกว่าการเล่าเรื่องหรือพรรณนาโวหารและเขียนเป็นภาษาพื้นเมือง ท่านรพินทรนาถ ฐากูรเป็นนักเขียนคนหนึ่งที่ใช้ลีลาการเขียนแบบสมัยใหม่เพื่อเสนอภูมิปัญญาอินเดียและ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูตามประวัติของท่านรพินทรนาถ ฐากูร ท่านเป็นบุตรชายคนที่ 14 ใน จำนวนบุตร 15 คน ของมหาฤๅษีเทเพนทรนาถ ฐากูร อยู่ในวรรณะพราหมณ์ที่ร่ำรวย มีความรู้สูงและส่งเสริมสมาคมพราหโมสมาช ซึ่งสมัยนั้นมีท่านรามโมหันรอยก่อตั้งไว้เพราะ ความที่ท่านได้ติดตามบิดาไปแสวงบุญในอินเดียภาคเหนือจากเมืองอมฤตสระจนถึงเทือกเขา หิมาลัย ท่านศึกษาเล่าเรียนจนอายุได้ 13 ปี ก็เลิกไปโรงเรียน ขณะอยู่กับบ้านท่านเขียนบท กวีโดยได้รับการสนับสนุนและให้กำลังใจจากพี่ๆ เมื่ออายุได้ 20 ปี ผลงานรวมบทกวีเบงกาลี เล่มแรกของท่านก็เป็นที่ยกย่อง พันกิมจันทรจัตเตอร์ซี นักเขียนรุ่นพี่ก็ต้อนรับผลงานของกวี หนุ่มผู้นี้รพินทรนาถฐากูรพัฒนาความสามารถเชิงกวีเพิ่มขึ้นตามอายุและประสบการณ์ ผลงานของเขาชื่อ “คีตาญชลี” (Gitanjali) ซึ่งรวมบทกวีที่แต่งขึ้นหลังจากการมรณกรรมของ ภริยาและบุตร 3 คนในจำนวน 5 คน เป็นกวีนิพนธ์ที่ทรงคุณค่า ท่านแปลเป็นภาษาอังกฤษ และตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1912 ในปีต่อมาท่านก็ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม จากงานกวี นิพนธ์เล่มนี้ นับเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลก่อให้เกิดความภาคภูมิใจแก่ชาว อินเดียที่คนอินเดียมีความสามารถทางวัฒนธรรมไม่แพ้ชาวตะวันตก นอกจากผลงานด้านกวีแล้ว ท่านรพินทรนาถ ฐากูรยังแต่งบทละคร บทเพลง และงานร้อยแก้วอีกจำนวนมาก ท่านก่อตั้งโรงเรียนที่ศานตินิเกตัน (Shantiniketan) ใน ลักษณะพิเศษที่นักเรียนได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด ต่อมาก็ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิศวภารตี (Vishvabharati University) ที่ศานตินิเกตัน คำว่า “วิศวะ” แปลว่า โลก ส่วนคำว่า “ภารตี” แปลว่า พำนักพักพิง รวมเป็นสองคำว่า “วิศวภารตี” มีความหมายว่า สถานอันเป็นที่พำนัก พักพิงของโลก ซึ่งมีเป้าหมายทางความคิดที่สำคัญคือการสร้างภราดรภาพระหว่างมนุษย์และ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ท่านเน้นว่าอินเดียมีบทบาทเป็นครูทางด้านจิตวิญญาณแก่โลก แต่ท่านก็เห็นความจำเป็นที่ชาวอินเดียจะต้องเรียนรู้จากตะวันตกด้วย เมื่อการทำสัตยาเคราะห์ของคานธีครอบคลุมไปถึงการต่อต้านการศึกษาแบบตะวันตก ฐากูร ก็แสดงความไม่เห็นด้วยจึงถูกกล่าวว่าไม่รักชาติ แต่ท่านก็กล้าจะยืนหยัดในสิ่งที่ท่านเห็นว่า
| สยาม ราชวัตร ถูกต้อง และในทางการเมืองท่านก็เห็นว่าการเรียกร้องสิทธิทางการเมืองทำให้คนทิ้งภารกิจที่ จำเป็นยิ่งกว่า เช่นการเลิกแบ่งชั้นวรรณะ ความปรองดองระหว่างชาวฮินดูกับมุสลิม การช่วยเหลือคนยากจนไร้ที่พึ่งตามชนบท เป็นต้น ถือว่าท่านเป็นนักปราชญ์ที่แท้จริงท่าน เดินทางไปบรรยายทั่วโลกและในภูมิภาคต่างๆ ของอินเดียด้วย นอกจากนี้ยังได้รับเชิญให้ไป บรรยายในสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น จีน อเมริกาใต้ รัสเซีย และประเทศในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ในคำบรรยายของท่านเน้นต่อต้านลัทธิชาตินิยมและวัตถุ นิยม เรียกร้องให้มนุษย์กลับไปยึดมั่นในคุณค่าทางจิตวิญญาณซึ่งมีอยู่ในทุกศาสนา ขณะที่นัก คิดอื่นๆ ในอินเดียเน้นความเป็นชาตินิยม ท่านกลับเน้นความเป็นสากลและชี้แนะให้คนเปิด ประตูสู่โลกกว้าง ท่านเรียกร้องเสรีภาพจากกฎเกณฑ์ที่ไร้เหตุผล ไม่ว่าจะเป็นสังคม การเมือง หรือศาสนา อย่างไรก็ตาม การที่ฐากูรใช้ภาษาเบงกาลีในงานเขียนของท่านได้ก่อให้เกิดการ ฟื้นฟูภาษาและวรรณกรรมเบงกาลี ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวอินเดีย ท่านทำให้ชาวอินเดีย พอใจในภาษาของตนเองและภูมิใจในภูมิปัญญาอินเดีย ซึ่งนับเป็นชาตินิยมทางวัฒนธรรมซึ่ง ไม่พิษเป็นภัย ฐากูรได้รับตำแหน่งเซอร์ (Sir) แต่ท่านปฏิเสธที่จะใช้ตำแหน่งนี้เพื่อเป็นการ ประท้วงรัฐบาลอังกฤษ (ศรีสุรางค์พูลทรัพย์, 2545, น. 183-186) แหล่งที่มาภาพ : https://www.blockdit.com/posts/5d0d00dc4d7a7c206f57f534
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | รพินทรนาถ ฐากูร ใช้ชีวิตเป็นนักประพันธ์และกวีอยู่เป็นเวลานานถึง 60 กว่าปี งานวรรณกรรมของท่านแพร่หลายไปทั่วโลก และได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะงานวรรณกรรมที่แต่งเป็นภาษาอังกฤษ ได้รับการถ่ายทอดมากที่สุด ในประเทศ อินเดียอิทธิพลของ “วรรณคดีฐากูร” ได้ปกคลุมไปทั่ว ทั้งท่านมหาตมะคานธี ผู้เป็นบิดา ราษฏร และท่านยวาหระลาล เนห์รู ผู้ได้รับสมัญญาว่าเป็น “กษัตริย์ผู้ไม่สวมมงกุฎ” ของอินเดีย ต่างก็เทิดทูนท่านไว้อย่างสูง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างคานธีกับรพินทร นาถ ฐากูรนั้นเป็นไปอย่างสนิทสนมเคารพรักและห่วงใยในสวัสดิภาพของกันและกัน คานธี มักเรียกรพินทรนาถ ฐากูรว่า “คุรุเทพ” และรพินทรนาถ ฐากูรก็เรียกคานธีว่า “มหาตมา” ส่วนท่านเนห์รูนั้นเคารพรักท่านรพินทรนาถ ฐากูรเช่นดั่งบิดาและอาจารย์ ท่านรพินทรนาถ ฐากูร ทุ่มเทเงินทองที่ได้รับจากรางวัลโนเบลและการประพันธ์ หนังสือให้แก่กิจกรรมของวิศวภารตี จนกระทั่งชื่อเสียงของสำนักศึกษาแห่งนี้ก้องกระจายไป ทั่วโลก มีนักปราชญ์และนักศึกษาจากนานาประเทศไปพักพิงและร่วมงานด้วย อุดมการณ์ ของการศึกษาตามทัศนะของรพินทรนาถ ฐากูรนั้นคล้ายคลึงกับการศึกษาแบบ “คุรุกุล” ในอินเดียสมัยโบราณ คือความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ต้องเป็นไปเช่นลูกกับพ่อ นอกจากหลักสูตรธรรมดาแล้ว มหาวิทยาลัยวิศวภารตี ยังมีแผนกสังคีตและนาฏศิลป์ แผนก จิตรกรรมและประติมากรรม แผนกวัฒนธรรมอิสลาม แผนกลัทธิโซโรอัสเตอร์แผนกธิเบต แผนกจีน เป็นต้น หลักจากได้รับเอกราชใน พ.ศ. 2490 แล้ว รัฐบาลอินเดียได้ยื่นมือเข้ามา อุปถัมภ์กิจการของมหาวิทยาลัยวิศวภารตีศานตินิเกตัน และรับรองวิทยฐานะให้มีสิทธิและ โอกาสทุกประการเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในอินเดีย งานวรรณกรรมส่วนมากของท่าน รพินทรนาถฐากูร ก็ได้กระทำที่ศานตินิเกตันนี้เอง และสถานที่ใกล้กับศานตินิเกตัน ก็มีศรีนิเก ตัน ซึ่งเป็นวิทยาลัยเกษตรกรรมและการช่าง การสร้างสถานศึกษานี้ขึ้นมีวัตถุประสงค์เน้นไป ทางการปรับปรุงชนบทในด้านอาหารและเศรษฐกิจเพื่อให้ชาวอินเดียสามารถเลี้ยงตนเองได้ ปัจจุบันสถานศึกษาทั้งสองแห่งนี้ก็ยังคงทำหน้าที่ให้การศึกษาแก่เยาวชนของอินเดีย เช่นเดียวกับในสมัยที่ท่านรพินทรนาถ ฐากูรยังมีชีวิตอยู่ 9.2.2 มหาตมะ คานธี(Mahatma Gandhi) มหาตมะ คานธีมีชื่อเต็มว่า โมหันทาส กรัมจันท์ คานธี (Mohandas Karamchand Gandhi) เป็นนักกฎหมาย เป็นนักปฏิรูปสังคม เป็นนักต่อสู้ทางการเมืองเพื่อ กอบกู้อิสรภาพ เป็นนักปฏิบัติธรรม เป็นรัฐบุรุษผู้เป็นบิดาของชาวอินเดีย และเป็นบุคคล สำคัญคนหนึ่งของโลก สำหรับประวัติชีวิตของมหาตมะ คานธี โดยย่อมีดังนี้คานธี เกิดเมื่อ วันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1869 ในแคว้นคุชราตทางทิศตะวันตกของอินเดีย มารดาของคานธี เป็นภรรยาคนที่ 4 ของบิดาของคานธีในปี ค.ศ. 1883 เดือนพฤษภาคม คานธีมีอายุ 13 ปี
| สยาม ราชวัตร ได้สมรสกับเด็กหญิงชื่อกัสตูรบา ซึ่งอายุมากกว่าคานธีประมาณ 6 เดือน ซึ่งสาเหตุที่คานธี สมรสเร็วนั้น มาจากประเพณีท้องถิ่นที่นิยมให้เด็กแต่งงานกันเร็วๆ คานธีและกัสตูรบา มีบุตร ธิดารวมกันทั้งสิ้น 5 คน แต่คนหนึ่งเสียชีวิตลงตั้งแต่ยังเป็นทารก ทำให้เหลือเพียง 4 คน ในปี ค.ศ. 1888 เป็นปีที่บุตรคนแรกไม่นับคนที่เสียชีวิตขณะเป็นทารกได้ถือกำเนิดขึ้น และเป็นปีที่ ทางครอบครัวได้ส่งคานธีไปศึกษาวิชากฎหมายที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งขณะนั้นคานธีมีอายุได้ 18 ปี โดยก่อนจะเดินทาง คานธีได้ให้สัญญากับมารดาว่า จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์และสุรา และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสตรี เพื่อให้มารดาได้อุ่นใจ แล้วเดินทางไปอังกฤษ เมื่อไปถึงอังกฤษ คานธีพบปัญหาใหญ่ในการดำเนินชีวิตในช่วงนั้นคือ วัฒนธรรม มารยาท สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในอังกฤษนั้นไม่เหมือนอินเดีย คานธีต้องระวังตนในเรื่องมารยาท ซึ่งจะมาทำตามคนอินเดียเหมือนเดิมไม่ได้ คานธีต้องปรับตัวบุคลิกต่างๆ ให้เข้ากับคนอังกฤษ ให้ได้ แต่เขาก็ล้มเลิกความตั้งใจ เพราะมาระลึกได้ว่าเขามีหน้าที่เรียน ไม่ใช่มาทำตัวเพื่อเอาใจ ใคร และนอกจากนี้ อาหารในอังกฤษที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ในสมัยนั้นรสชาติจืดมาก จะกินเนื้อสัตว์ ก็ไม่ควรเพราะได้ให้สัญญากับมารดาไว้แล้ว ปัญหาด้านอาหารนั้นทุเลาลงเมื่อคานธีได้รู้จักอาหารมังสวิรัติ และได้ซื้อหนังสือ คู่มือสำหรับนักมังสวิรัติ คานธีจึงได้มีวิธีรับประทานมังสวิรัติอย่างเป็นสุขในอังกฤษ ส่วนมารยาทและวัฒนธรรมก็ต้องค่อยๆ ปรับตัวไป และในปี ค.ศ. 1891 คานธีก็สำเร็จ การศึกษาและสอบได้เป็นเนติบัณฑิต และเมื่อได้เป็นเนติบัณฑิตแล้ว คานธีก็เดินทางกลับ สู่อินเดียใน ค.ศ. 1892 เพื่อประกอบอาชีพ ในปีเดียวกันคานธีกลับมา ลูกคนที่สองของคานธี ก็กำเนิดขึ้น แต่ในด้านอาชีพ แม้จะประสบความสำเร็จในการศึกษา แต่การประกอบอาชีพใน ช่วงแรกของคานธีนั้นประสบความยากลำบาก ไม่นานต่อมา คานธีก็ได้งานชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นตัว แปรสำคัญที่ทำให้คานธีกลายเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา งานนั้นคือให้ไปเป็น ทนายว่าความให้ลูกความในประเทศแอฟริกาใต้ดังนั้น ใน ค.ศ. 1893 คานธีได้เดินทางไป ประเทศแอฟริกาใต้ โดยเมื่อเดินทางไปถึง คานธีได้ซื้อตั๋วรถไฟชั้นหนึ่งชั้นที่หรูหรา สะดวกสบายที่สุด ค่าตั๋วแพงที่สุด ไปยังเมืองที่ลูกความต้องการ แต่ทว่า ผู้โดยสารชั้นหนึ่งที่ ผิวขาว ไม่พอใจที่คนผิวคล้ำอย่างคานธีมาอยู่ร่วมชั้นหนึ่งกับพวกเขา จึงไปประท้วงบอก เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงเดินมาสั่งให้คานธีย้ายตู้โดยสารไปโดยสารตู้ของชั้นสาม ชั้นไม่สะดวก ไม่หรูหรา ค่าตั๋วถูกที่สุด ทั้งๆ ที่คานธีเสียเงินซื้อตั๋วชั้นหนึ่งมาอย่างถูกต้อง คานธีจึงปฏิเสธ ทำให้ความขัดแย้งในรถไฟชั้นหนึ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด คานธีก็ถูกเจ้าหน้าที่รุมทำร้าย และคานธีถูกผู้โดยสารผิวขาวโยนออกมาจากรถไฟ โดยเจ้าหน้าที่ต่างอ้างว่า รถไฟชั้นหนึ่งนี้ สร้างสำหรับผู้โดยสารผิวขาวเท่านั้น เหตุการณ์นี้ทำให้คานธีเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และยิ่งเศร้ามากยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่า ชาวผิวคล้ำเกือบทุกคนถูกเหยียดหยามจากชนผิวขาวในแอฟริกาใต้ นับแต่นั้น คานธีก็ได้เข้า ต่อสู้เรียกร้องสิทธิมนุษยชนของชาวผิวคล้ำในแอฟริกาใต้ และเมื่อคานธีรู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | จบง่ายๆ จึงได้เดินทางไปอินเดียใน ค.ศ. 1896 เพื่อพาครอบครัวมาอยู่ด้วยกันที่แอฟริกาใต้ และกลับสู่อินเดียในต้นปี ค.ศ. 1897 และใช้ชีวิตครอบครัวต่อจนมีลูกกับภรรยาอีก 2 คน ค.ศ. 1901 คานธีเดินทางกลับอินเดียเพื่อกลับไปประกอบอาชีพ แต่มีเสียง เรียกร้องจากชาวอินเดียในแอฟริกาใต้ให้มาช่วยด้วย คานธีเดินทางกลับไปยังแอฟริกาใต้เพื่อ ต่อสู้กับปัญหานี้ต่อใน ค.ศ. 1902 แต่ว่า การต่อสู้ของคานธีเมื่อครั้งก่อนนั้นให้ผลไม่ดีเท่าไร นัก ดังนั้นในครั้งนี้ คานธีใช้วิธี "สัตยาเคราะห์" ซึ่งคือ การไม่ร่วมมือในกฎที่ไม่ยุติธรรม โดยไม่ มีการใช้กำลัง ซึ่งวิธีนี้ได้ผลดีมาก ทำให้คานธีรู้ว่าการประท้วงโดยไม่ใช้กำลังนั้นให้ผลดีกว่าที่ คิด จึงพบวิธีที่แน่นอนและได้ผลดีในการเรียกร้องความยุติธรรม โดยคานธีได้อยู่เรียกร้อง ความยุติธรรมนี้จนถึง ค.ศ. 1914 ก็เดินทางออกจากแอฟริกาใต้ ค.ศ. 1915 คานธีเดินทางกลับมาถึงอินเดียที่เมืองบอมเบย์ คานธีตัดสินใจละทิ้ง การแต่งกายแบบตะวันตก และหันมาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมของแคว้นคุชราต และ เมื่อเดินทางกลับมาถึง ชาวอินเดียจำนวนมากไปชุมนุมต้อนรับคานธีกลับบ้านอย่างล้นหลาม ไม่กี่วันต่อมา คานธีเดินทางไปหา รพินทรนาถ ฐากูร มหากวีแห่งอินเดีย และรพินทรนาถนี้ เอง ได้ขนานนามคานธีว่า "มหาตมา" อันแปลว่า “ผู้มีจิตใจสูงส่ง” ให้แก่คานธี เป็นคนแรก และหลังจากนั้น คานธี ได้เดินทางไปทั่วประเทศอินเดีย เพื่อจะได้ไปรู้เห็นความเป็นจริงใน อินเดียอย่างรู้จริงเป็นเวลารวม 1 ปี ค.ศ. 1916 คานธีเริ่มก่อกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้แก่ประชาชน อินเดีย และเรียกร้องโดยวิธีขอความร่วมมือผนึกกำลังคนละเล็กคนละน้อยจนเป็นพลังที่ สั่นคลอนประเทศได้ ประกอบกับในช่วงนั้น อินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ทำให้ต้องมีการ เรียกร้องสิทธิที่ชาวอังกฤษพยายามกดขี่ชาวอินเดีย ค.ศ. 1919 ได้มีการประกาศกฎหมายโรว์แลตต์ซึ่งเป็นกฎหมายที่กดขี่ชาว อินเดีย คานธีจึงประกาศขอความร่วมมือว่าในวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1919 ขอความร่วมมือ ให้คนอินเดียหยุดงาน แล้วประชาชนเป็นล้านๆ คนก็หยุดงานในวันนั้น สั่นคลอนอำนาจ รัฐบาลอังกฤษอย่างชัดเจน คานธีรู้สึกอัศจรรย์ แต่ไม่นานก็พบข้อเสียของการใช้วิธี สัตยาเคราะห์ กับสังคมขนาดใหญ่ๆ อย่างอินเดียข้อเสียนั้นคือ มีบางแห่งที่บานปลายเกิดการ ต่อสู้ใช้กำลัง รัฐบาลอังกฤษจึงใช้เป็นข้ออ้างในการจับกุมตัวคานธีไป แต่เมื่อคานธีถูกจับกุม เมืองต่างๆ ก็เกิดความเคียดแค้นและวุ่นวายจนเกือบกลายเป็นเหตุจลาจลระดับประเทศ ซึ่งหลังคานธีได้รับอิสระในวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1919 และได้รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดบาน ปลายนี้ คานธีรู้สึกเสียใจมาก จึงประกาศ อดอาหาร ตนเอง 3 วัน ในวันนั้นเอง เป็นวันนักขัตฤกษ์ของอินเดีย ประชาชนนับพันคนไปรวมตัว สังสรรค์กันที่สวนสาธารณะชัลลียันวาลา เมืองอมฤตสระ แต่ว่า ในวันนั้น นายพลเรจินัลด์ ดายเออร์ ผู้บังคับบัญชากองทหารอังกฤษในอมฤตสระ รู้สึกเคียดแค้นชาวอินเดีย และ ต้องการให้ชาวอินเดียรู้ถึงอานุภาพอังกฤษ จึงออกคำสั่งให้กองทัพรัวปืนใส่กลุ่มประชาชน
| สยาม ราชวัตร ในชัลลียันวาลา ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,500 ศพ บาดเจ็บประมาณ 3,000 คน เป็น ปฏิบัติการทางทหารที่ทำให้รัฐบาลอังกฤษเสื่อมเสียเกียรติยศอย่างมากในสายตาชาวโลก ค.ศ. 1922 ได้เกิดเหตุใช้กำลังต่อสู้กันอีกครั้ง คานธีถูกจับกุมอีกครั้งในฐานะ ผู้ก่อความไม่สงบ และถูกศาลตัดสินจำคุก 6 ปี แต่ถูกปล่อยตัวออกมาก่อนกำหนดเพราะ เหตุผลทางสุขภาพ ใน ค.ศ. 1924 และตั้งแต่ถูกปล่อยตัว คานธีก็หันไปแก้ไขปัญหาที่เกิดจาก ภายในประเทศก่อน เช่น ฟื้นฟูเศรษฐกิจชนบท แก้ไขปัญหาการถือชนชั้นวรรณะในอินเดีย ปัญหาความขัดแย้งระหว่างศาสนาพราหมณ์-ฮินดู กับมุสลิม ปัญหาความไม่เสมอภาคของ สตรี และปัญหาต่างๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการกดขี่จากต่างประเทศ ค.ศ. 1930 คานธีหวนกลับสู่สังเวียนการเมืองอันเร่าร้อน เพราะต้องการประท้วง กฎหมายอังกฤษที่ห้ามคนอินเดียทำเกลือกินเอง เป็นสิ่งที่ไม่สมควรที่จะไม่ให้คนอินเดียใช้ ทรัพยากรของอินเดีย โดยในวันที่ 12 มีนาคม คานธีได้เริ่มสัตยาเคราะห์เกลือ หรือการ เดินทางไปยังชายทะเลในตำบลฑัณฑี พร้อมกับประชาชนนับแสนคนที่เต็มใจไปกับคานธี คานธีเดินทางเป็นเวลา 24 วัน ประมาณ 400 กิโลเมตร ก็ไปถึงชายทะเล คานธีบอก ประชาชนนับแสนให้ร่วมกันทำเกลือกินเอง ดังนั้น ในวันนั้น คานธีและประชาชนนับแสนได้ ทำเกลือจากทะเลกินเอง เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่อังกฤษตั้งไว้ทางการอังกฤษ ได้จับกุม คานธีและประชาชนนับแสนคนในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1930 ทำให้จำนวนแรงงานอาชีพ ในอินเดียหายไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ระบบเศรษฐกิจและระบบบริหารงานของรัฐบาล อังกฤษเกิดความปั่นป่วนอย่างใหญ่หลวง จนกระทั่งต้องปล่อยตัวประชาชนออกมาเรื่อยๆ และรัฐบาลอังกฤษได้ปล่อยตัวคานธีใน ค.ศ. 1931 และในปีนั้น คานธีถูกเชิญตัวไปร่วม ประชุมหารือกับรัฐบาลอังกฤษ โดยมีนายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้นเป็นประธาน การประชุมครั้งนี้ไม่ได้ผลอะไรมากนัก เมื่อคานธีกลับอินเดีย ก็ถูกจับอีก และก็ถูกปล่อยตัวอีก และหลังถูกปล่อย ก็ใช้เวลาไปพัฒนาชนบทอีก จนเมื่อ ค.ศ. 1939 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็กลับเข้าสู่วงการเมืองอีก มีการเดินขบวนรณรงค์ แล้วก็ถูกจับใน ค.ศ. 1942 อีก แต่ครั้งนี้ ระหว่างอยู่ในคุกกัสตูรบา ภรรยาคานธีได้เสียชีวิตลงใน ค.ศ. 1944 แล้วสักพักคานธีก็ถูกปล่อยตัว
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | แหล่งที่มาภาพ : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_29167 ค.ศ. 1945 ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปในอังกฤษ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ประกาศจะ ให้อินเดียได้ปกครองตนเอง นับเป็นการที่อิสรภาพของอินเดียอยู่แค่เอื้อมแล้ว แต่ว่าก่อนจะ ให้อิสรภาพแก่อินเดีย อังกฤษต้องการหารัฐบาลชาวอินเดียที่จะปกครองอินเดียต่อจาก อังกฤษในช่วงแรกๆ ของการมีอิสรภาพอีกครั้งของอินเดียในยุคแห่งเทคโนโลยี แต่ทว่าไม่ สามารถตกลงกันได้ว่าระหว่างพรรคคองเกรส ที่นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู กับสันนิบาตมุสลิม ว่า ใครจะมาปกครอง การให้อิสรภาพอินเดียจึงต้องล่าช้าออกไป ค.ศ. 1946 ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมและฮินดูในอินเดีย จนเกิดเป็น เหตุนองเลือดรุนแรงไปทั่วทุกหัวระแหง คานธีรู้สึกเสียใจมาก ที่อิสรภาพของอินเดียอยู่แค่เอื้อม แต่ ยังไม่ทันได้อิสรภาพ ชาวอินเดียก็ทะเลาะกันเสียเองคานธีจึงได้หอบสังขารวัย 77 ปีลงเดินเท้าไป ยังภูมิภาคต่างๆในอินเดีย เพื่อขอร้องให้ชาวอินเดียหันมาสามัคคีกัน หยุดทะเลาะกันเสียที ประชาชนอินเดียเห็นคานธีทำเช่นนี้ก็รู้สึกตัว จึงเลิกทะเลาะกัน ทำให้เกิดความสงบสามัคคีใน ชนบทได้ เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1947 ได้มีการเจรจาตกลงระหว่างพรรคคองเกรสกับ สันนิบาตมุสลิม โดยได้ผลสรุปคือ เมื่ออินเดียได้รับเอกราช จะแบ่งประเทศเป็น 2 ส่วน โดย ให้พื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เป็นคนฮินดูเป็นประเทศอินเดียของพรรคคองเกรส แล้วพื้นที่ที่คนส่วน ใหญ่เป็นคนมุสลิม ให้เป็นประเทศปากีสถานปกครองโดยสันนิบาตมุสลิม
| สยาม ราชวัตร 15 สิงหาคม ค.ศ. 1947 อินเดียเป็นอิสรภาพจากอังกฤษโดยสมบูรณ์ อินเดียได้ แตกออกเป็น 2 ประเทศ คืออินเดียของชาวฮินดู กับปากีสถานของมุสลิม แต่ว่าท้องที่ซึ่งคน ส่วนใหญ่เป็นศาสนาหนึ่ง ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนอีกศาสนาหนึ่งอาศัยอยู่เลย ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในอาณา เขตประเทศที่เป็นท้องที่ที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาตรงข้าม ก็ต้องอพยพกล่าวคือผู้ที่เป็น มุสลิมในอินเดีย ก็ต้องอพยพไปปากีสถาน และผู้ที่เป็นฮินดูในปากีสถานก็ต้องอพยพมา อินเดีย ในวันนั้น ทั้งสองประเทศ จัดงานฉลองอิสรภาพครั้งใหญ่ คานธีไม่เข้าร่วมพิธีฉลอง อิสรภาพ แต่ได้เดินทางไปยังกัลกัตตา เพราะได้ข่าวว่ามุสลิมและฮินดูยังรบสู้กันอยู่ คานธี เดินทางไปถึงกัลกัตตา และขอร้องแต่ไม่เป็นผล จึงประกาศอดอาหารอีก ครั้งนี้ได้ผล ชาวมุสลิมและชาวฮินดูในกัลกัตตาเลิกรบกันทันที และให้สัญญาว่าจะไม่มีการรบแบบนี้ เกิดขึ้นอีก คานธีจึงเดินทางกลับเมืองหลวงนิวเดลี 13 มกราคม ค.ศ. 1948 คานธีต้องการไปปากีสถาน เพื่อสมานฉันท์กับชาว มุสลิม ทั้งๆ ที่คานธีเป็นฮินดู สันนิบาตมุสลิมจึงคัดค้านการเข้าปากีสถานของคานธี เพราะ เกรงจะเกิดอันตราย คานธีจึงประกาศอดอาหารอีกครั้ง เพื่อสมานฉันท์ระหว่างมุสลิมกับฮินดู 18 มกราคม ค.ศ. 1948 องค์กรประชาชนในนิวเดลีให้คำมั่นว่า จะพิทักษ์รักษาชีวิต ทรัพย์สิน และศาสนาของชาวมุสลิมอย่างเต็มที่ คานธีจึงกลับมากินอาหารอีกครั้ง 30 มกราคม ค.ศ. 1948 ในตอนเย็น ขณะที่คานธีอยู่กลางสนามหญ้า กำลังสวด มนต์ไหว้พระตามกิจวัตร ขณะที่คานธีกำลังพูดว่า "เห ราม" แปลว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า" นาถูราม โคทเส ชาวฮินดูผู้คลั่งศาสนาไม่ต้องการให้ฮินดูสมานฉันท์กับมุสลิม ได้ยิงปืนใส่ คานธี 3 นัด จนคานธีล้มลง และเมื่อแพทย์ได้มาพบคานธี ก็พบว่า คานธีได้สิ้นลมหายใจแล้ว ในวัย 78 ปี(วิกิพีเดีย, 2563) สำหรับแนวคิดทางศาสนาและปรัชญาของคานธี ตลอดเวลาแห่งการต่อสู้ทาง การเมือง คานธีได้รับความทุกข์ทรมานมาก แต่ท่านก็ผ่านพ้นมาได้โดยอาศัยหลักทางศาสนา เป็นที่พึ่ง ศาสนาที่มีอิทธิพลต่อความคิดและการต่อสู้ของท่านคือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยเฉพาะคัมภีร์ภควัทคีตา ศาสนาพุทธ และศาสนาคริสต์ และมีบุคคลที่ท่านนับถือเป็นครู ทางความคิดคือ ลีโอ ตอลสตอย ซึ่งเป็นนักเขียนที่รู้จักกันทั่วโลก คัมภีร์ภควัทคีตาสอนให้ท่านเป็นนักกรรมโยคี คือผู้ถือหลักปฏิบัติอย่างแท้จริง ไม่ใช่นักทฤษฎี สิ่งสำคัญที่สุดที่ท่านได้รับคัมภีร์นี้คือ หลักสัตยะ และหลักปัญญา อันเป็น ประทีปส่องทางปฏิบัติคือ การต่อสู้ทั้งกับศัตรูคือกิเลสของตนเองและศัตรูทางการเมือง ท่าน จึงถือเอาคัมภีร์นี้เป็นที่ปรึกษาเป็นที่พึ่งทางจิตใจทุกครั้งที่ท่านมีอุปสรรคและปัญหา พุทธศาสนาสอนให้ท่านดำเนินชีวิตตามหลักอหิงสาธรรม คือการไม่เบียดเบียน ทั้งตนเองและผู้อื่น ซึ่งต่อมากลายเป็นหลักการสำคัญ เรียกชื่อในภาษาอังกฤษว่า “non-violence” หลักการนี้เองเป็นเครื่องมือสำคัญทำให้การต่อสู้ของท่านได้รับชัยชนะโดยไม่มีศัตรู เพราะท่านต่อสู้ แบบสงบ ไม่ใช้ความรุนแรง ใช้แต่ขันติธรรมและการไม่จองเวร นอกจากนี้ท่านยังได้รับคุณธรรมอื่น
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | จากพุทธศาสนา เช่น การไม่ถือชั้นวรรณะ ความเสียสละ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ความสงบ การประพฤติพรหมจรรย์ความมัธยัสถ์ภราดรภาพ และวิมุติธรรม ซึ่งดำเนินตามมรรคมีองค์แปด ศาสนาคริสต์สอนให้ท่านดำเนินชีวิตเพื่อผู้อื่นแบบพระเยซูคริสต์ เป็นผู้แทนของ ผู้รับใช้มนุษย์ เป็นผู้รักความจริงเหนือชีวิต หลักการศาสนาสอนเรื่องความรัก สอนให้ทุกคน รักกันไม่เบียดเบียนกันและกัน นอกจากนี้ยังมีศาสนาอิสลามก็มีอิทธิพลต่อท่านไม่น้อย เพราะท่าน ถือว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งความสงบตามคัมภีร์อัลกุรอ่านส่งเสริมหลักธรรมข้อนี้ ท่านมหาตมะคานธี ประมวลหลักศาสนาจากศาสนาดังกล่าวมารวมกันแล้ว นิยามศาสนาว่า “ศาสนาในที่นี้ ข้าพเจ้ามิได้หมายถึงศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งข้าพเจ้าให้ ความสำคัญเหนือศาสนาอื่น ข้าพเจ้าหมายถึงศาสนาที่เหนือกว่าศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาที่สามารถเปลี่ยนจิตใจของคนได้ศาสนาที่ผูกพันมนุษย์กับความจริงภายในได้อย่างไม่ เขยื้อนเคลื่อนคลาย ศาสนาที่ให้ความบริสุทธิ์ผุดผ่องตลอดเวลา ศาสนาที่กล่าวถึงนี้ได้แก่ ธาตุ มูลอันถาวรในธรรมชาติของมนุษย์ที่จะก้าวไปสู่ที่สูง” คานธีเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามสิ่งที่เขาเห็นว่าดีและตามที่เขาสอนผู้อื่น เขาจึงพูดว่าชีวิต ของเขาคือสารที่เขาสื่อให้คนรับรู้ (my life is my message) คานธีปฏิบัติตามคำสอนและ ข้อคิดที่ดีซึ่งเขาได้อ่านพบ เขากล่าวอย่างถ่อมตนว่า “ข้าพเจ้าไม่มีอะไรจะสอนโลก สัจจะและ อหิงสานั้นเก่าแก่เท่าภูผา” อย่างไรก็ตาม แนวความคิดของคานธีและหลักการทำสัตยาเคราะห์ (Satyagraha) กลายเป็นสิ่งที่ประทับใจไม่เพียงแต่คนอินเดียเท่านั้น แต่ประทับใจคนทั้งโลก คำว่า “สัตยาเคราะห์” แปลตามตัวอักษรว่า “การยึดมั่นในความจริง” เป็นหลักการที่ได้แรง บันดาลใจมาจากทั้งแนวคิดตะวันออกและตะวันตกผสมผสานกัน เป็นการต่อสู้ด้วยหลักอหิงสา ทั้งนี้เพราะคานธีเชื่อว่าอหิงสาเป็นวิธีเดียวที่จะเข้าถึงสัจจะหรือความจริง คานธีอธิบายหลัก อหิงสาคือความรักต่อสิ่งมีชีวิตที่ต่ำต้อยที่สุดเทียบเท่าตนเอง บุคคลจะมีอหิงสาได้ก็ต่อเมื่อได้ ชำระใจให้บริสุทธิ์จนอยู่เหนืออารมณ์รักเกลียดเหนือการยึดติดหรือหลีกหนี การมีความบริสุทธิ์ ทั้งทางใจ คำพูด และการกระทำเป็นเรื่องยาก คานธีเองก็สารภาพว่าเขาเพียรพยายามแต่ยัง ไม่สำเร็จ อหิงสาคือความถ่อมตนให้ถึงขีดสุดจนปราศจากตัวตน ในการดำเนินการต่อสู้จะอิง หลักคำเทศน์บนภูเขา คือไม่ตอบโต้ความรุนแรงด้วยความรุนแรง แต่ใช้การดื้อแพ่งยึดมั่นใน สิ่งที่ถูกต้อง หลักการต่อสู้แบบสัตยาเคราะห์ด้วยการใช้หลักอหิงสาและดื้อแพ่งนี้ เป็นวิธีการ ต่อสู้ที่ได้ผลโดยไม่เสียเลือดเนื้อหรือสิ้นเปลืองอาวุธ เป็นการต่อสู้ที่ชอบธรรม จึงไม่มีผู้ประณาม มีแต่ผู้เห็นอกเห็นใจและเอาใจช่วยหรือให้ความสนับสนุนมีประโยชน์มากกว่าโทษ การต่อสู้แบบสัตยาเคราะห์ ถือเป็นแบบฉบับการต่อสู้แบบสันติ แม้นักต่อสู้เพื่อ เสรีภาพ หลายคนจะไม่เห็นด้วยกับวิธีการต่อสู้แบบสัตยาเคราะห์ของคานธี เช่น สุภาส จันทร โพส (Subhas Chandra Bose) ซึ่งแยกตัวออกมาจากพรรคของเขาแล้วมาตั้งพรรคใหม่ชื่อ ว่า the Forward Bloc หรือกลุ่มก้าวหน้า โพสเป็นผู้ได้รับแรงบันดาลใจจากงานเขียนของ สวามีวิเวกานันท์ที่สอนให้รับใช้สังคม เขาจึงสละความสุขสบายและความก้าวหน้าทางการงานมา
| สยาม ราชวัตร ต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียด้วยการใช้กำลังอาวุธเพราะเห็นว่าวิธีการของคานธีไม่ได้ผลในการ ต่อสู้เพื่อเอกราช อย่างไรก็ตามการต่อสู้แบบคานธีก็ยังมีอิทธิพลต่อคนรุ่นหลัง เช่น มาร์ ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) ได้นำมาใช้เรียกร้องสิทธิประชาชนใน ประเทศสหรัฐอเมริกา (ศรีสุรางค์ พูลทรัพย์, 2545, น.165-168) 9.2.3 ราธกฤษณัน (Radhakrishnan) ท่านราธกฤษณัน มีชื่อเต็มว่า “สรเวปัลลิ ราธกฤษณัน” (Sarvepalli Radhakrishnan) เกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2431 ในตระกูลพราหมณ์ในรัฐอันธรประเทศ ท่านเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 2 ของประเทศอินเดีย ในด้านการศึกษาท่านได้รับ การศึกษาจากมัทราสคริสเตียนวิทยาลัย ของพวกมิชชันนารี ชาวเยอรมันในเมืองมัทราส ฝั่ง อินเดียตอนใต้ขณะที่ศึกษาอยู่ที่นี้ท่านได้ฟังคำวิจารณ์หลักความเชื่อฮินดูที่เสียๆ หายๆ จาก ครูชาวคริสต์ จนท่านทนฟังไม่ได้ จึงมุมานะศึกษาค้นคว้าหลักคำสอนในศาสนาพราหมณ์- ฮินดู จนมีความรู้กว้างขวาง และได้โต้ตอบกับครูผู้วิจารณ์คนนั้นอย่างกล้าหาญชาญฉลาด เหตุการณ์นี้เองทำให้ท่านสนใจศึกษาหลักศาสนาและปรัชญาทั้งของตะวันออกและตะวันตก จนกลายเป็นนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ ได้รับเชิญไปสอนศาสนาและปรัชญาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งในอินเดียและต่างประเทศ เช่นประเทศอังกฤษ และประเทศสหรัฐอเมริกา แหล่งที่มาภาพ : https://www.iloveindia.com/indian-heroes/sarvepalli-radhakrishnan.html
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | ด้านการทำงานและการสอนหนังสือ พ.ศ. 2452-2460 ท่านสอนวิชาปรัชญาใน มหาวิทยาลัยมัทราส พ.ศ. 2461-2464 ย้ายไปสอนวิชาปรัชญาที่มหาวิทยาลัยไมเซอร์ พ.ศ. 2464-2474 ย้ายไปสอนวิชาปรัชญาที่มหาวิทยาลัยกัลกัตตา รัฐเบงกอล ซึ่งอยู่ทางภาค ตะวันออกของอินเดีย ขณะสอนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ท่านได้เขียนหนังสือชุดปรัชญาอินเดีย สำเร็จ (Indian Philosophy 2 Vols.) และตีพิมพ์ออกเผยแพร่เป็นหนังสือชุด 2 เล่มจบ เนื้อหาว่าด้วยประวัติและสาระของปรัชญาอินเดีย นับว่าเป็นหนังสือที่ได้รับความสนใจมาก และใช้เป็นตำราสอนวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศอินเดียมาจนถึงปัจจุบัน พ.ศ.2474-2479 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยอันธระ ของรัฐอันธร ประเทศ และในปี พ.ศ.2474 นั้นเอง พระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งอังกฤษได้พระราชทาน บรรดาศักดิ์แก่ท่านเป็นตำแหน่ง Sir ในปี พ.ศ. 2479-2482 ได้รับเชิญไปสอนวิชาศาสนา และจริยศาสตร์ตะวันออกที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2482- 2490 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยพาราณสี รัฐอุตรประเทศ เป็น ผู้บรรยายวิชาปรัชญาด้วย ในปี พ.ศ. 2490 ประเทศอินเดียได้รับเอกราช ท่านได้รับเลือกเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วย อนึ่งระหว่าง พ.ศ. 2490-2495 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้า คณะผู้แทนอินเดียประจำองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ และ ได้รับเลือกเป็นประธานกรรมการบริหารองค์กรด้วย ในปี พ.ศ. 2492-2495 ท่านได้รับแต่งตั้ง เป็นเอกอัครราชทูตประจำสหภาพโซเวียต ในปี พ.ศ. 2495 หลังจากพ้นตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำสหภาพโซเวียตแล้ว ท่านได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดี จนถึงวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2503 ท่านก็ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสืบแทนจาก ดร. ราเชนทร ประสาท นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2496-2505 ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยเดลีในปี พ.ศ. 2510 ท่านลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีและถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2518 รวมอายุได้ 85 ปี 7 เดือน 9 วัน ท่านราธกฤษณัน เป็นบุคคลที่มีความรู้ทางศาสนาและปรัชญาอย่างแตกฉาน โดยเฉพาะศาสนาและปรัชญาฮินดู ท่านสนใจมากเป็นพิเศษ ผลงานต่างๆของท่านแสดงออก อย่างชัดเจนว่า ท่านต้องการอธิบายขยายความเชิงเปรียบเทียบกับศาสนาและปรัชญาของ ตะวันตก เพื่อให้ชาวตะวันตกเข้าใจแนวความคิดของท่าน แม้จะเดินตามนักปราชญ์ชาว อินเดียรุ่นก่อนๆ เช่นท่านศังกราจารย์ แต่ท่านราธกฤษณันก็มีหลายแบบหลายอย่างที่ท่าน เสนอขึ้นใหม่และเป็นอัตลักษณ์ของท่านเอง แนวความคิดทางปรัชญาและศาสนาของท่านที่ โดดเด่น เช่น มีทัศนะมองโลกในแนวกว้าง มีทัศนะแนวสังเคราะห์ คือรวมศาสนาและปรัชญา ของตะวันออกให้เข้ากับของตะวันตก รวมเจตนิยมและมนุษยนิยมของตะวันออกให้เข้ากับ ของตะวันตก มีใจกว้างยอมรับอิทธิพลของวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และค่านิยมของโลกตะวันตก โดยถือเอามาเป็นแนวอธิบายหลักปรัชญาของท่าน
| สยาม ราชวัตร แนวความคิดทางปรัชญาและศาสนาของท่าน ดร.ราธกฤษณัน ได้รับอิทธิพล อย่างมากจากวรรณกรรมชั้นสูงของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เช่น คัมภีร์พระเวท คัมภีร์อุปนิษัท คัมภีร์ภควัทคีตา ตลอดจนอรรถกถาของพรหมสูตรของท่านศังกราจารย์ ท่านรามานุช ท่านมัธวะ ท่านนิพารกะ เป็นต้น นอกจากนี้คัมภีร์ของพุทธศาสนา เช่น ธรรมบท และคัมภีร์ ของศาสนาเชน ก็มีอิทธิพลต่อท่านไม่น้อย คือเป็นคัมภีร์ที่ทำให้ท่านมีทัศนะกว้างไกลขึ้นกว่า ทัศนะทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ส่วนความรู้ทางตะวันตกท่านได้รับอิทธิพลจากแนวความคิด ทางปรัชญาของเพลโต โพลตินุส คานต์ บรัดเลย์ แบร์กซอง และไวต์เฮด ในบรรดานักปรัชญา อินเดียร่วมสมัยผู้ที่ท่านประทับใจมากที่สุดได้แก่ ท่านรพินทรนาถ ฐากูร และท่านมหาตมะ คานธี นอกจากได้รับอิทธิพลภายนอกดังกล่าวแล้ว แนวความคิดทางปรัชญาของท่านยัง ออกมาจากอิทธิพลภายในตัวท่านอีกด้วย และเป็นอิทธิพลที่สำคัญที่สุด นั่นคือประสบการณ์ ทางศาสนาของท่านเพราะท่านใช้ประสบการณ์นี้เป็นข้อมูลทางปรัชญาของท่านมากที่สุด ผู้ ศึกษาปรัชญาของท่านโดยรอบคอบ จะพบความจริงข้อนี้ได้เอง โดยภาพรวมปรัชญาของท่าน จะเรียกกันว่าปรัชญารหัสยะ (a mystic philosophy) ท่านต้องการปกป้องศรัทธาทาง ศาสนาให้คงอยู่ โดยพิจารณาข้อโต้แย้งต่างๆ ที่คัดค้านศาสนา แล้วให้ข้อวินิจฉัยว่า ข้อโต้แย้ง เหล่านั้นมีเหตุผลฟังได้หรือไม่ เนื่องจากสมัยนี้เป็นสมัยแห่งเหตุผล ซึ่งแน่นอนจะต้องมีข้อ ขัดแย้งกับศาสนาที่นับถือกันสืบมาเป็นประเพณี(อดิศักดิ์ทองบุญ, 2540, น.140-142) 9.2.4 เจ กฤษณมูรติ(J. Krishnamurti ) กฤษณมูรติมีชื่อเต็มว่า ชิททู กฤษณมูรติ ( Jiddu Krishnamurti) หรือเรียก แบบย่อๆ ว่า เจ กฤษณมูรติ (J. Krishnamurti ) ถือเป็นปราชญ์และนักคิดอิสระที่ได้รับการ กล่าวถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อยังเป็นเด็กหนุ่ม ทางสมาคมเทวปรัชญาได้ประกาศยกย่องเขาขึ้น เป็นศาสดาองค์ใหม่ของโลก แต่ในปี พ.ศ. 2472 เขาประกาศสลัดทิ้งบทบาททางศาสดา รวมทั้งสานุศิษย์ผู้ติดตามจำนวนมหาศาล สลายสมาคมอัครสาวกอันใหญ่โตซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อ ประกาศศาสนาใหม่ พร้อมทั้งยืนยันความตั้งใจว่า ไม่ต้องการเป็นศาสดาและไม่ก่อตั้งศาสนา ใหม่เพื่อแบ่งแยกและครอบงำมนุษย์ ตามประวัติท่านกฤษณมูรติ เกิดวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2438 เกิดที่ เมือง มทนปัลลี เมืองเล็กๆ ในรัฐอานธรประเทศ ทางตอนใต้ของอินเดีย เป็นบุตรคนที่ 8 ใน 11 คน เมื่ออายุได้ 10 ปี มารดาของเขาเสียชีวิตลง ครอบครัวจึงย้ายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เมือง มัทราส เพราะบิดาของเขาต้องการจะทำงานให้กับสมาคมเทวปรัชญาหลังจากที่เกษียณอายุ ราชการ เมื่ออายุได้ 14 ปี กฤษณมูรติถูกเลือกให้เป็นผู้ที่จะมาเป็นพาหนะแห่งครูโลกโดย บุคคลสำคัญคนหนึ่งในเทวปรัชญา ต่อจากพระเยซูและพระโคตมพุทธเจ้า กฤษณมูรติจึงถูก
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | นำมาเลี้ยงดูอย่างระมัดระวังและเอาใจใส่โดยผู้นำของสมาคม เพื่อเตรียมพร้อมให้เขารับ บทบาทอันพิเศษนี้ เพื่อรองรับการกลับมาของครูโลก ได้มีการก่อตั้งสมาคม “ดวงดาวแห่ง ตะวันออก” ซึ่งเป็นองค์กรใหญ่มีสมาชิกและทรัพย์สินมากมาย ในปี พ.ศ. 2472 ด้วยความประหลาดใจและงุนงงอย่างยิ่งของเหล่าสมาชิก สมาคม กฤษณมูรติประกาศสละทิ้งทุกบทบาทที่ตั้งขึ้นเพื่อเขา และแยกทางจากสมาคมเทว ปรัชญา และกลับประกาศไม่เห็นด้วยกับอำนาจของผู้รู้ผู้มีอิทธิพลเหนือจิตวิญญาณ ปฏิเสธ บทบาทพระศรีอริยเมตไตรย และลัทธิความเชื่อต่างๆ ทั้งหมด เขาประกาศชัดเจนว่าไม่ ต้องการก่อตั้งศาสนาใหม่ แต่สิ่งที่เขาสนใจเพียงประการเดียว คือ “ปลดปล่อยมนุษย์” ให้ เป็นอิสระโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ มูลนิธิกฤษณมูรติทุกแห่งตั้งขึ้นเพื่อจัดกำหนดการโปรแกรมการเดินทางไปพูด และจัดพิมพ์งานที่มีมากมายของกฤษรมูรติจากการพูด การสนทนา การเสวนา ตามสถานที่ ต่างๆ ทั่วโลก ความใส่ใจเป็นห่วงเป็นใยที่กฤษณมูรติมีต่อเยาวชนในฐานะอนาคตของมวล มนุษย์ ทำให้เขาก่อตั้งโรงเรียนขึ้นในประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และอินเดีย มีนักคิด นักเขียน กวี ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ บุคคลสำคัญเหล่านั้นหลายคน รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญและ นักวิชาการที่มีอำนาจทางการเมือง คือมิตรที่คุ้นเคยกับกฤษณมูรติเป็นการส่วนตัว และเป็น กลุ่มที่มาร่วมเสวนาค้นหาเข้าสู่ปัญหาที่อยู่คู่กับมนุษย์มาเป็นเวลาช้านาน แหล่งที่มาภาพ : https://kfoundation.org/quotes/
| สยาม ราชวัตร เป็นที่ทราบกันดีว่า หนึ่งในผู้สอนของโลกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่กฤษณ มูรติเคารพเป็นพิเศษ คือพระพุทธเจ้า การที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกตะวันออกได้รับ ผลกระทบอย่างลึกซึ้งจากคำสอนอันนุ่มนวลของพระพุทธเจ้า จึงคาดคะเนได้ว่าผู้คนใน ภูมิภาคนี้เป็นเสมือนผืนดินที่เปิดรับกฤษณมูรติและคำสอนของเขา แต่กระนั้น ข้อสังเกตที่ น่าสนใจ คือ แม้ว่ากฤษณมูรติจะเดินทางเพื่อพูดคุยและเสวนาเป็นเวลายาวนานถึง 70 ปี ท่านก็ยังไม่เคยไปเยือนซีกโลกตะวันออก อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาให้ละเอียดขึ้น จะพบว่ากฤษณมูรติและคำสอนของ เขา ได้เข้าไปอยู่ในใจของผู้คนซีกโลกตะวันออก คำสอนของกฤษณมูรติห่างไกลจากเหตุการณ์ ในโลก และไม่ถูกขัดขวางโดยกลียุคทางสังคมการเมือง และอุปสรรคด้านภาษา จึงทำให้คำ สอนของท่านค่อยๆ ซึมผ่านอย่างแท้จริงและค่อยเป็นค่อยไปเข้าสู่ใจคน และมีผู้สนับสนุนและ เห็นด้วยในประเทศในตะวันออกไกล และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเวลาล่วงกว่า 70 ปี ที่กฤษณมูรติได้เดินทางเพื่อพบปะสนทนากับผู้ที่สนใจ ในด้านจิตวิญญาณ เพื่อทำความเข้าใจปัญหาเป็นปัจจัยต่างๆ ที่เป็นอิทธิพลหล่อหลอมและ กำหนดชีวิตเราอยู่ทั้งภายในจิตใจและภายนอก เพราะที่สุดแล้วเราคือโลก สังคมโลกก็คือ สภาพที่เราแต่ละคนร่วมกันสร้างขึ้น ฉะนั้น จากความเข้าใจในตนเองอย่างลึกซึ้ง อาจจะ นำไปสู่สังคมที่มีความรัก ความเมตตา มีมนุษยธรรม และความรู้สึกรับผิดชอบ กฤษณมูรติถึง แก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2529 อายุได้ 91 ปีด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน แนวคิดและคำสอนของกฤษณมูรติสำหรับที่ปราฏในประเทศไทยได้รับการแปล หนังสือของเขาสู่ภาษาไทยจำนวนมากมาย เช่น กบฏความคิด (2537), จ.กฤษณมูรติ และ โลกท่ามกลางวิกฤต (2553), สมองใหม่ เล่ม 1 (2552), สมองใหม่ เล่ม 2 (2552), วิวาทะ กฤษณมูรติ & ปราชญ์ชาวพุทธ (2551), ความรู้สึกตัวอันไร้ขอบเขต (2545), อนาคตของ มนุษย์อยู่ตรงไหน 2549, มิติใหม่ทางการศึกษา เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ 2549, การศึกษาและสาระสำคัญของชีวิต 2556, อิสรภาพเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่รู้สนทนากับกฤษณมูรติ 2541, ปัจเจกชนและสังคม 1 2547, ปัจเจกชนและสังคม 2 2547, ศาสนาแบ่งแยกมนุษย์ 2547, ปฏิวัติจากดวงใจ 1 2546, ปฏิวัติจากดวงใจ 2 2548, มนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง… ด่วน 1 2546, มนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง…ด่วน 2 2546, ดับสิ้นหนึ่งพันวันวาน 2545, พลังแห่งจิตเงียบ 2545, กระจกเงาแห่งความสัมพันธ์ 2545, ที่สุดแห่งการแสวงหา 2545, เผชิญความจริง 2545, พรวิเศษ สถิต ณ ที่คุณอยู่ 2556 จะขอยกตัวอย่างทัศนะ ของกฤษณมูรติในประเด็นศาสนาและการศึกษาเพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็น เช่น แน่นอน การศึกษาจะไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง ถ้าหากมันไม่ช่วยให้เธอ เข้าใจชีวิตอันกว้างใหญ่ไพศาล อีกทั้งความลี้ลับ ล้ำลึก ความงดงามอันมหัศจรรย์ ความเศร้าโศกและความเบิกบานของชีวิต เธออาจได้รับปริญญา มีอักษรย่อหลายตัว ต่อท้ายชื่อ และได้ทำงานดีๆ เท่านี้เองหรือที่เธอต้องการ สิ่งเหล่านี้จะมีความหมาย
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | อะไร ถ้าในขณะเดียวกันนั้น จิตใจของเธอกลับทื่อทึบ เหนื่อยหน่ายและโง่เขลา ฉะนั้น ในขณะที่เธอยังอยู่ในวัยเยาว์ เธอจะไม่พยายามศึกษาค้นคว้าหรือว่าชีวิตเกี่ยวข้องกับ อะไรบ้าง หน้าที่อันแท้จริงของการศึกษาคือการช่วยบ่มเพาะให้เกิดสติปัญญา ที่จะ พยายามค้นหาคำตอบสำหรับปัญหาทั้งหมดนี้มิใช่หรือ เธอรู้ไหมว่าสติปัญญาคืออะไร แน่นอนมันคือความสามารถที่จะคิดได้อย่างอิสระโดยปราศจากความกลัว ปราศจาก สูตรสำเร็จใดๆ เธอจะค้นพบได้ด้วยตนเองว่าอะไรจริง อะไรแท้ แต่ถ้าเธอมีความกลัว เธอจะไม่มีสติปัญญา การดิ้นรนทะเยอทะยานทุกรูปแบบ ไม่ว่าทางจิตวิญญาณหรือ ทางโลกก็ตาม ล้วนก่อให้เกิดความกระวนกระวาย ความหวาดกลัว ฉะนั้นการดิ้นรน ทะเยอทะยานจึงไม่ช่วยให้จิตใจกระจ่างชัด เรียบง่ายซื่อตรง ดังนั้นจึงไม่เกิดสติปัญญา เธอทราบไหมว่า วัยเยาว์เป็นช่วงชีวิตที่สำคัญอย่างยิ่ง เธอควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ ปราศจากความกลัว ไม่เช่นนั้นเธอจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ขี้ขลาดหวาดกลัว เรากลัวการ ดำเนินชีวิต กลัวตกงาน กลัวจารีตประเพณี กลัวสิ่งที่เพื่อนบ้านหรือสามีภรรยาจะพูด ถึงเรา กลัวความตาย พวกเรามักจะมีความกลัวไม่ลักษณะใดก็ลักษณะหนึ่งอยู่เสมอ เมื่อความกลัวเกิดขึ้นสติปัญญาก็พลันหายไป เป็นไปได้หรือไม่ ที่ช่วงเยาว์วัยเราจะได้ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากความหวาดกลัว เป็นบรรยากาศอันเต็มไปด้วย อิสรภาพ ไม่ใช่เพียงแค่อิสรภาพในการได้ทำในสิ่งที่ใจเราปรารถนาเท่านั้น แต่ อิสรภาพที่จะทำความเข้าใจกระบวนการทั้งหมดของการดำรงชีวิต ชีวิตเป็นสิ่งงดงาม อย่างยิ่ง ไม่ได้น่าเกลียดน่ากลัวอย่างที่เราทำให้มันเป็น เธอจะชื่นชมและเห็นคุณค่าใน ความสมบูรณ์ ความลึกล้ำ ความน่ารักพิเศษสุดของชีวิต ก็ต่อเมื่อเธอกบฏต่อสิ่งทั้ง ปวงเท่านั้น กบฏต่อศาสนาจัดตั้งจารีต กบฏต่อสังคมที่เหลวแหลกอย่างที่เป็นอยู่ เพื่อที่เธอในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง จะได้ค้นหาว่าอะไรคือความจริงด้วยตัวเธอเอง มิใช่ การเลียนแบบ แต่เป็นการค้นหา ซึ่งนั่นคือการศึกษามิใช่หรือ เป็นเรื่องง่ายดายที่จะ ยอมปฏิบัติตาม คล้อยตามคำสั่งสอนของสังคม พ่อแม่และครู ซึ่งเป็นวิถีที่ง่ายและ ปลอดภัยในการดำรงอยู่ แต่นั่นมิใช่การมีชีวิต เพราะเธอทำเช่นนั้นด้วยความกลัว ความ เสื่อมสลายและความตาย การมีชีวิตอยู่คือการค้นพบด้วยตนเองว่าอะไรคือความจริงซึ่ง เธอสามารถจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีอิสรภาพ เมื่อเธอกบฏภายในจิตใจ ภายในตัวเธอเองอย่าง ต่อเนื่อง (กฤษณมูรติ, 2555, น. 21-23) ฉันอยากถามว่า จะมีประโยชน์อะไรไหม ถ้าคนเราจะเกิดการ เปลี่ยนแปลงอันลึกซึ้งภายในตนเอง จะเป็นไปได้ไหม ที่การปฏิวัติขั้นพื้นฐานทางจิต อันลึกล้ำจะบังเกิดขึ้น และดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ คนเรามีชีวิตอยู่ในกรอบอันแคบจำกัด และทุกข์ทรมาน จึงเป็นการยากมากที่จะมองเห็นความจริงที่ว่า เธอก็คือคนอื่นๆ ที่มี ชีวิตอยู่ในโลก เธอคือส่วนหนึ่งในโลก นี่คือความจริง เป็นสัจจะ มิใช่เป็นการคิดหรือ การสร้างเหตุผลขึ้น เธอในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่งคือตัวแทนของมนุษยชาติทั้งหมด เธอมี
| สยาม ราชวัตร ความทุกข์ทรมาน มีความกังวล ความไม่แน่ใจ ความสับสน ความเศร้า ความ หวาดกลัว ความเจ็บปวด และอื่นๆ เช่นเดียวกันกับคนทุกคน ดังนั้นสติสำนึกของเธอ ก็คือสติสำนึกของมนุษยชาติ จากสิ่งนี้จะเห็นได้ว่าความทุกข์ของมวลมนุษย์นั้นมีอยู่ ในสติสำนึก ความทุกข์ของเธอจึงเป็นความทุกข์ของมนุษยชาติทั้งหมดด้วย ถ้าเธอ รู้สึกอย่างจริงจังว่า ความทุกข์มิใช่เป็นเพียงความทุกข์ของเธอ แต่เป็นของมนุษยชาติ ทั้งหมดแล้ว เธอก็หยุดร้องไห้ เธอจะเลิกหลั่งน้ำตาให้กับความเจ็บปวด ความล้มเหลว ความกังวล และเรื่องอื่นๆที่แสนจะเล็กน้อยของเธอ เป็นไปได้ไหม ที่คนเราจะหลุดพ้น จากความทุกข์ได้ ถ้าเป็นไปได้ การหลุดพ้นจากทุกข์ของคนๆหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็น ตัวแทนของมนุษยชาติ ก็ย่อมมีผลกระทบต่อสิ่งที่เรากำลังคุยกัน ลองค้นพบและ ทดสอบดู นั่นหมายถึงว่า เธอต้องมีอิสระที่จะสังเกต สังเกตโดยปราศจากแรงกระตุ้น ผลักดัน ปราศจากความต้องการ ความกดดันและอื่นๆ จงสังเกตดังเช่นเธอสังเกตดู ดอกไม้ซึ่งสวยงามเท่านั้น ฉันสงสัยว่า ทำไมมนุษย์ทั่วโลกไม่สามารถมองเห็น ข้อเท็จจริงง่ายๆที่ว่า เธอไม่อาจมีสันติภาพในโลกได้ ถ้าเธอยังมีการแบ่งแยกทางเชื้อ ชาติกันอยู่ เราต้องการระเบียบภายนอก ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง ศาสนา เศรษฐกิจ สังคม หรือสัมพันธภาพที่มีต่อกัน เราต้องการระเบียบ เราต้องการสันติภาพ เรา ต้องการความเข้าใจ และถ้าสภาพจิตภายในของเราเป็นระเบียบ ปราศจากความ สับสนขัดแย้ง ถ้าสภาพจิตในสติสำนึกของเราเงียบ แน่วแน่มั่นคง แจ่มใสแล้ว เธอก็จะ สามารถนำระเบียบมาสู่โลกได้ แต่ขณะนี้ สิ่งที่เรากำลังพยายามทำก็คือ สร้างระเบียบ ขึ้นโดยทางกฎหมาย เชื้อชาติ และอื่นๆ เป็นระเบียบภายนอกที่ได้รับการพิสูจน์ครั้ง แล้วครั้งเล่าว่า นำมาซึ่งความไร้ระเบียบโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ผู้พูดต้องการชี้ให้เห็นก็คือว่า ปราศจากระเบียบภายในสติสำนึกซึ่งปกติมักยุ่งเหยิงและขัดแย้ง ปราศจากการสร้าง ระเบียบทางจิตภายในก่อนแล้ว เธอจะไม่สามารถสร้างระเบียบภายนอกได้เลยและ วิกฤตการณ์ทั้งหลายจึงเกิดขึ้น วิกฤตการณ์เหล่านี้มิได้อยู่ภายนอก แต่มันอยู่ภายใน และ เราก็ไม่เต็มใจที่จะเผชิญหน้าโดยตรงกับมัน (อาสิต จันทมาล, 2530, น.133-135) มองโดยภาพรวมเกี่ยวกับทัศนะด้านศาสนาและการศึกษาของกฤษณมูรติ สรุป ได้ว่า มนุษย์จะมีเสรีภาพได้ก็ด้วยความคิด มโนภาพ ความจำ และความเชื่อของตนให้ปลอด จากคัมภีร์ ความรู้สึกไม่มั่นคง สิ่งแวดล้อมและภูมิหลังทางการศึกษาที่รับมา ไม่ให้สิ่งเหล่านี้มี อิทธิพลและเป็นเงื่อนไขเกิดขึ้นภายในจิตใจตนเอง เพราะบทตั้งเหล่านี้คือมูลเหตุของความ ขัดแย้งทั้งมวล จนทำให้ไม่สามารถได้พบสิ่งจริงแท้ หากใครทำได้ก็จะได้ชื่อว่ามีเสรีภาพหรือ เป็นคนมีศาสนา (religious minded) เพราะเป็นแสงสว่างให้ตัวเองได้กฤษณมูรติมองว่า คัมภีร์ทางศาสนามีคุณค่าต่อการพัฒนาจิตใจเพียงเล็กน้อย เขาไม่เคยอ่านคัมภีร์ทางศาสนา ใดๆ ของอินเดีย เพราะเกรงว่าจิตใจจะแปดเปื้อนจากคำสอนในคัมภีร์ งานพูดและงานเขียน
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | ทุกชิ้นล้วนแสดงว่า วิกฤตการณ์ของโลกปัจจุบันเป็นวิกฤตการณ์ทางจิตวิทยาที่มาจาก ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ในเมื่อแต่ละคนและแต่ละเชื้อชาติต่างมีบทตั้งในใจเป็น ของตนเอง จึงยากจะมีความเข้าใจระหว่างเพื่อนมนุษย์ เขาเสนอวิธีแก้วิกฤตการณ์นี้ว่าให้ พยายามมองสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริงและไม่นำความโน้มเอียงอคติส่วนตัวเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เขาไม่ชอบเขียนหนังสือ เพราะมองว่างานเขียนทำให้เกิดการยึดถือยึดมั่นเป็นสิ่งตายตัว (dogma) แบบที่ศาสนิกศาสนาต่างๆ ยึดถือคัมภีร์ของตน งานส่วนใหญ่ของกฤษณมูรติจะมา จากการสนทนากับบุคคลต่างๆคำให้สัมภาษณ์และคำบรรยายในโอกาสสถานที่ต่างๆ 9.3 องค์กรและเทวสถานศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ในประเทศไทย สำหรับศาสนิกศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่มาอาศัยและประกอบอาชีพอยู่ในประเทศ ไทยมีการรวมกลุ่มก่อตั้งเป็นองค์กรและเทวสถานของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เพื่อเป็นสถานที่ ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและเป็นสถานที่พบปะของชาวฮินดูด้วยกันเอง ข้อมูลของ องค์กรและเทวสถานเหล่านี้สามารถศึกษารายละเอียดได้ที่หน่วยงานกรมการศาสนาที่ได้ รวบรวมข้อมูลไว้ (ศูนย์ข้อมูลกลางด้านศาสนา กรมการศาสนา, 2563) มีประวัติความเป็นมา ภาพรวมขององค์กรและเทวสถานที่สำคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ในประเทศไทย ดังนี้ 9.3.1 องค์กรศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ในประเทศไทย องค์กรทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ในประเทศไทย ส่วนมากก่อตั้งเป็นองค์กร หรือสมาคมจัดตั้งตามระเบียบองค์การทางศาสนาทั้งที่ขึ้นตรงและไม่ได้ขึ้นตรงต่อกรมการ ศาสนาในประเทศไทยเท่าที่ก่อตั้งเป็นทางการมีอยู่ 5 องค์กร ดังนี้ 9.3.1.1 สำนักพราหมณ์พระราชครู องค์กรแห่งนี้เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไปว่า “โบสถ์พราหมณ์” ตั้งอยู่ เลขที่ 268 ถนนบ้านดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โครงสร้าง องค์กรของสำนักพราหมณ์พระราชครู ในสำนักพระราชวัง ประกอบด้วย ประธานพระครู พราหมณ์ ที่ปรึกษาครูพราหมณ์ พระครูพราหมณ์ จำนวน 3 ท่าน และพราหมณ์พิธี จำนวน 11 ท่าน ส่วนการบริหารจัดการองค์กรของสำนักพราหมณ์พระราชครู ในสำนักพระราชวัง มี การบริหารจัดการโดยคณะพราหมณ์ โดยแบ่งงานออกเป็น 7 ด้าน ดังนี้ (1) ด้านงานพราหมณ์ เป็นผู้ประกอบพระราชพิธีถวายแด่พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ในวาระสำคัญต่างๆ (2) ด้านหน่วยงานและเอกชน เป็นผู้ประกอบพิธีตามประเพณี และ
| สยาม ราชวัตร วัฒนธรรมไทยแต่โบราณ ซึ่งเป็นพิธีเกี่ยวกับการรวมขวัญและมงคลของประชาชน เช่น พระ ราชพิธีแรกนาขวัญ พระราชพิธีตรียัมพวาย – ตรีปวาย เป็นต้น (3) พิธีเกี่ยวกับรัฐ บวงสรวงวาระสำคัญวันสถาปนา (4) พิธีเกี่ยวกับประชาชน เป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพิธีเกิด ทำขวัญ เดือน ตัดจุก แต่งงาน ปลูกบ้าน และพิธีมงคลตามวาระที่มีความประสงค์ (5) ด้านการเผยแพร่ ส่วนใหญ่เป็นการเผยแพร่ตามคติประเพณี ด้วย การประกอบพิธีกรรม เพื่อรักษาวัฒนธรรมอันดีแต่โบราณ การให้ความรู้ และการสอน ปรัชญาของศาสนา (6) ด้านการเตรียมบุคลากรพราหมณ์ผู้สืบทอดศาสนา ให้การศึกษา และให้โอกาสลูกหลานพราหมณ์ไปศึกษาต่อยังประเทศอินเดีย โดยมุ่งให้ความรู้ด้านปรัชญา และศาสนา ตามความสามารถของแต่ละคน ให้ความรู้การฝึกฝนด้านการประกอบพิธีกรรม (7) ด้านการสังคมสงเคราะห์ จัดตั้งมูลนิธิเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ใน ประเทศไทย ให้ความช่วยเหลือด้านการศาสนา บูรณะ และส่งเสริมด้านการศึกษาให้กับ เยาวชน สนับสนุนกิจการด้านจริยธรรมและวัฒนธรรม 9.3.1.2 สมาคมฮินดูสมาช ประวัติการก่อตั้งสมาคมนี้ เริ่มเมื่อในเทศกาลวิชัยทศมี พ.ศ. 2468 ซึ่ง ถือเป็นวันสำคัญของศาสนิกชนชาวฮินดูชาวภารตะหรือชาวอินเดียในประเทศไทยได้ถือเป็น วันอุดมฤกษ์อันสำคัญจึงพร้อมใจกันจัดตั้งสมาคมเพื่อรวมใจชาวภารตะให้เป็นหนึ่งเดียว ณ อาคารเล็กๆ หลังหนึ่งในย่านหลังวังบูรพา ใกล้โบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า ในนาม "ฮินดูสภา" ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็น "สมาคมฮินดูสมาช" จนถึงปัจจุบัน กิจกรรมของสมาคม ได้ขยายตัว อย่างต่อเนื่อง นับจากวันก่อตั้งอาคารที่ทำการคูหาเดียวในหลังวังบูรพา ต้องขยับขยายเป็น 3 คูหาติดต่อกันในเวลาต่อมา และด้วยเห็นความสำคัญต้องการสนับสนุนการศึกษาของเหล่า เยาวชนของชาติจึงได้จัดตั้ง “โรงเรียนภารตวิทยาลัย” ขึ้นในบริเวณเดียวกัน หลังจากก่อสร้างอาคารสมาคมฮินดูสมาช และโรงเรียนภารตวิทยาลัยแล้ว จึงได้ ก่อสร้างโบสถ์เทพมณเฑียรขึ้น และได้อัญเชิญเทวปฏิมาของพระผู้เป็นเจ้าและเทพยดาอัน เป็นที่เคารพสักการะของชาวฮินดูมาจากประเทศอินเดีย (พร้อมกับแผ่นหินอ่อนแกะสลัก ทั้งหมด) และอัญเชิญดินศักดิ์สิทธิ์จากพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญ 4 แห่ง อันได้แก่ ลุมพินี (สถานที่ประสูติ) พุทธคยา (สถานที่ตรัสรู้) สารนาถ (สถานที่แสดงปฐมเทศนา) และ กุสินารา (สถานที่ปรินิพพาน) มาไว้เพื่อความศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคล พร้อมกันนี้ได้อัญเชิญน้ำจาก แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในอินเดีย เช่น แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา และ แม่น้ำสุรัสวดี ฯลฯ มา รวมกันและนำมาประดิษฐานไว้ ณ โบสถ์เทพมณเฑียรแห่งนี้เพื่อเป็นที่สักการะของเหล่า ศาสนิกชนทั้งหลาย โดยสมาคมฯ ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองการเปิดโบสถ์เทพมณเฑียรแห่งนี้อย่าง
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | ยิ่งใหญ่ ในวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินมา ทรงเป็นองค์ประธานในพิธี หลักใหญ่ของสมาคมจะยึดมั่นอยู่กับคำสอนของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยกิจกรรม สำคัญประการหนึ่งของสมาคมซึ่งได้ยึดถือปฏิบัติกันเรื่อยมา คือการนัดชุมนุมกันในเวลา กลางคืนของทุกวันจันทร์ นอกจากสวดมนต์และขับร้องเพลงถวายพระเจ้าแล้ว ก็มีการอ่าน และบรรยายความหมายของคำสอนใน คัมภีร์ภควัทคีตา บางครั้งก็มีการอ่านบทความว่าด้วย เรื่องราวทางศาสนา หรือวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังมีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ จากประเทศอินเดีย มาแสดงปาฐกถาให้ผู้ชุมนุมฟัง พร้อมทั้งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 ได้มีการตั้งโรงเรียนภารตวิทยาลัย มีการสอนภาษาฮินดีและภาษาอังกฤษ ให้เยาวชน อินเดียเป็นพิเศษในเวลากลางคืน โครงสร้างองค์การและการบริการจัดการมีนายกสมาคมฮินดูสมาชเป็นหัวหน้าคณะ กรรมการบริหารสมาคม รับผิดชอบการดำเนินงานของสมาคม มีผู้เผยแพร่ศาสนา จำนวน 9 คน คณะกรรมการบริหารได้แบ่งการบริหารงานเป็น 6 หน่วย (1) ฝ่ายเทพมณเฑียร มีหน้าที่เผยแพร่ศาสนา จัดให้มีการบูชากราบ ไหว้ พิธีบูชายัญ อำนวยความสะดวกแก่ผู้มาศึกษาหาความรู้จากเทพมณเฑียร (2) ฝ่ายวัฒนธรรมและศิลปะ มีหน้าที่ให้ความร่วมมือในกิจการด้าน วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จัดหานักแสดงปาฐกถา นักเผยแพร่วัฒนธรรม จากประเทศอินเดียมาแสดงในประเทศไทย จัดการแสดงละครที่มีเนื้อหาสาระทางศาสนา นาฏศิลป์ดนตรีให้ความช่วยเหลือร่วมมือแก่นักศึกษาไทยที่ประสงค์จะเดินทางไปยังประเทศ อินเดีย จัดพิมพ์หนังสือ หรือเอกสารเกี่ยวกับสมาคม ตลอดจนบทความที่เป็นประโยชน์แก่ ความสัมพันธ์ด้านศาสนาและวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยกับประเทศอินเดีย (3) ฝ่ายการศึกษาและโรงเรียนได้ตั้งโรงเรียนขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2482 มีชื่อว่าโรงเรียน “บาตรวิทยาลัย” ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ภารตวิทยาลัย” (4) ฝ่ายกองทุนสงเคราะห์จัดให้เงินช่วยเหลือแก่บรรดาสมาชิกของสมาคม (5) ฝ่ายกิจกรรมของสมาคม ให้ความร่วมมือในกิจการด้านส่งเสริม ภราดรภาพแก่สมาชิก (6) ฝ่ายบรรเทาสาธารณภัยให้ความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์สมาชิก ผู้ประสบภัย โดยหลักใหญ่ กิจการของสมาคมฮินดูสมาชจะยึดมั่นอยู่กับคำสอนของศาสนา พราหมณ์-ฮินดูและกิจกรรมที่สำคัญประการหนึ่งของสมาคมซึ่งได้ยึดถือปฏิบัติกันใน ตอนต้นๆ คือ การนัดชุมนุมกันในเวลากลางคืนของทุกวันจันทร์ นอกจากสวดมนต์และขับ
| สยาม ราชวัตร ร้องเพลงถวายพระเป็นเจ้าแล้ว ก็มีการอ่านและบรรยายความหมายของคำสอนในคัมภีร์ ภควัทคีตา บางครั้งก็มีการอ่านบทความอันว่าด้วยเรื่องราวทางศาสนา หรือวัฒนธรรม นอกจากนี้ หากมีอาคันตุกะผู้ทรงวิทยาคุณเดินทางจากประเทศอินเดียมาถึงทางสมาคมก็เชิญ ให้มาแสดงปาฐกถาให้ที่ชุมนุมฟัง พร้อมทั้งมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วยกิจการของ สมาคมได้ขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ จนต้องเพิ่มอาคารที่ทำการให้กว้างขวางออกไปอีกถึง 3 คูหา ซึ่งอยู่ติดๆ กัน และได้ตั้งโรงเรียนขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2482 มีชื่อว่า โรงเรียนภารต วิทยาลัย สอนภาษาฮินดูและภาษาอังกฤษให้แก่เยาวชนอินเดียเป็นพิเศษในเวลากลางคืน นอกจากนี้สมาคมได้มีส่วนร่วมกับรัฐบาลและประชาชนไทยในการดำเนินกิจกรรม สาธารณประโยชน์อาทิได้จัดงานแสดงวิวัฒนาการทางศาสนาร่วมกับกรมการศาสนา เป็นต้น 9.3.1.3 สมาคมฮินดูธรรมสภา สมาคมฮินดูธรรมสภา หรือ วัดวิษณุยานนาวา ตั้งอยู่เลขที่ 50 ซอยวัด ปรก เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร10120 สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2463 ด้วยชาวอุตตรประเทศ จากประเทศอินเดีย เป็นวัดของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เพียงแห่งเดียวใน เอเชียอาคเนย์ที่มี เทวรูปศักดิ์สิทธิ์ สร้างด้วยหินอ่อนแกะสลักด้วยมือ จากประเทศอินเดีย ครบ 24 องค์ นอกจากนี้แล้วยังเป็นวัดแม่ของวัดต่างๆ ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ในประเทศไทย สำหรับ สถานที่ประดิษฐาน ของเทวรูปนั้น ในโบสถ์ใหญ่ตอนกลาง มีรูปพระราม พระนางสีดา พระ พรต พระลักษมณ์ พระสัตรุต พระหนุมาน พระศิวลึงค์ จากแม่น้ำนรมทา พระศาลิคราม จาก แม่น้ำนารายณีหรือคัณฑกี ข้างขวา มีรูปพระแม่ทุรคา และข้างซ้ายมีรูปเล็กๆ พระนารายณ์ พระแม่ลักษมี พระศิวะ พระแม่ปารวตี พระพิฆเนศวร พระกฤษณะ พระนางราธา เป็นต้น หน้าพระราม (ติดกับเสา) ข้างขวาพระหนุมาน และพระคเณศ ในบริเวณวัดวิษณุมีโบสถ์ย่อยคือโบสถ์พระแม่ทุรคา โบสถ์พระศิวลึงค์โบสถ์นาฏราช (อยู่ใต้ต้นโพธิ์) และโบสถ์พระหนุมาน นอกพระมณฑปข้างขวามีรูปพระพุทธเจ้าปางต่างๆ และข้างซ้ายมีพระคัมภีร์พระเวท สำหรับประวัติความเป็นมานั้น สมาคมฮินดูจากสภา ซึ่งเป็น สมาคมทางศาสนา ในองค์การ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ได้ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2458 โดยชาวอุตตร ประเทศ ประเทศอินเดีย ก่อนนั้นชาวอุตตรประเทศ ได้ไปประกอบศาสนกิจต่างๆ ณ วัดพระ ศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก) ถนนสีลม เมื่อศาสนิกชนชาวอุตตรประเทศเพิ่มจำนวน และสถานที่ ในบริเวณวัดพระศรีมหาอุมาเทวี ไม่สามารถขยายตามจำนวนศาสนิกชนได้ก็จำเป็นต้องหา สถานที่ใหม่ โดยซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง บริเวณซอยวัดปรก แขวงทุ่งวัดดอน เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร แล้วจดทะเบียนสำนักงานใหญ่ของ สมาคม หลังจากนั้น เริ่มเรี่ยไรเงินจาก ชาวฮินดู ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยคนละเล็กคนละน้อยเพื่อสร้างโบสถ์ หลังจากสร้างเสร็จแล้ว ได้อัญเชิญเทวรูปต่างๆ มาจากประเทศอินเดีย และทำพิธี ประดิษฐานเทวรูป และทำพิธีเปิดเมื่อ พ.ศ. 2464 ตั้งชื่อว่า สมาคมฮินดูธรรมสภา (วัดวิษณุ)
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | เมื่อ พ.ศ. 2465 ได้สร้างศาลาวัดวิษณุใช้ในการประชุม เพื่อประกอบศาสนกิจ บางประการ สร้างสระน้ำเก็บน้ำไว้ตลอดปี เพื่ออาบและเอาไปดื่มในบางโอกาส สมัยนั้นศาลาวิษณุเป็น โรงเรือนที่ทำด้วยไม้และหลังคาเป็นสังกะสีเมื่อศาสนิกชนได้เพิ่มมากขึ้น จึงได้ปรับปรุงโดย สร้างหลังใหม่ขึ้นดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ต่อมาได้สร้างโบสถ์พระศิวลึงค์ โบสถ์พระแม่ทุรคา โบสถ์พระหนุมาน ศาลาโหมกูณฑ์ ตามลำดับ เพื่อปฏิบัติกิจทางศาสนาตามจิตศรัทธาของ ศาสนิกชน โครงสร้างองค์กรและการบริหารจัดการ สมาคมฮินดูธรรมสภา จัดตั้งขึ้นโดยมี วัตถุประสงค์เพื่อการบริหารงานในด้านต่างๆ ดังนี้ (1) เผยแพร่และส่งเสริมศาสนา พราหมณ์-ฮินดู นิกายสฺมารฺตในกลุ่ม ชาวอินเดีย ที่นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และหรือชนชาวอื่นๆ ที่มีความสนใจในศาสนา พราหมณ์-ฮินดู ในราชอาณาจักรไทย (2) สร้างและส่งเสริมมิตรภาพกับศาสนิกชนอื่นๆ (3) ร่วมมือกับกรมการศาสนา และปฏิบัติตามนโยบายและโครงการ ของรัฐบาลไทย นอกจากนี้เมื่อ พ.ศ. 2523 ทางสมาคมได้สร้างตึกสองชั้นและ ได้ตั้งชื่อตึกนั้นว่า ตึก หอสมุดอนุสรณ์แด่ศาสตราจารย์สุกิจ นิมมานเหมินท์เมื่อ พ.ศ. 2523 ย้ายหอสมุดมาอยู่ชั้น ล่างภายในตึกนี้แล้ว จัดพิธีเปิดหอสมุดอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง ฯพณฯ โกคเล เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย มาเป็นประธานพิธีเปิด และมอบหนังสือภาษา ฮินดูจำนวนหนึ่งพันเล่มให้แก่หอสมุด ในปัจจุบันมีหนังสือประมาณ 5,000 เล่ม ซึ่งอำนวย ประโยชน์แก่บรรดาสมาชิกและผู้สนใจทั่วไป ในส่วนของกิจกรรมทางศาสนานั้น ได้จัดให้มีเมรุเผาศพชาวฮินดูเพื่อประกอบพิธี ฌาปนกิจศาสนิกชนชาวพราหมณ์-ฮินดูชาวซิกข์และชาวนามธารีไปประกอบพิธีเผาศพ และ ช่วยกันพัฒนาตามความเหมาะสมให้ดีขึ้น รวมทั้งจัดสถานที่พักอาศัยและสิ่งที่จำเป็น เพื่อ อำนวยความสะดวกแก่แขก ต่างเมืองในการนำเยี่ยมเยียนบุคคลและสถาบันทางศาสนาและ วัฒนธรรมตลอดถึง สถานที่ต่างๆ ในประเทศไทย ซึ่งแขกเหล่านี้โดยปกติก็เป็นชาวอินเดียอยู่ ด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่า โบสถ์ของทางวัดวิษณุ มีความเก่าแก่มาก บูรณะ พ.ศ. 2535 คณะกรรมการที่ตัดสินใจสร้างโบสถ์ใหม่ โดยมีนาย บรำยีต สุกุล เป็นประธานในการรื้อถอน และลงเสาเข็มก่อสร้างโบสถ์ใหม่ ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 9 ปี สำหรับการวางศิลาฤกษ์ของโบสถ์ ได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีนี้โบสถ์วัดวิษณุได้ก่อสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2544 ซึ่งขณะนั้นมี นายไกรลาศ ตีวารีประธานของวัดวิษณุ และปี พ.ศ. 2547 ก็ได้อัญเชิญ เทวรูปทั้งหมด 24 องค์มาจากประเทศอินเดีย เพื่อประดิษฐานในโบสถ์ใหม่แห่งนี้ ซึ่งมีนาย รามบีลาส ดูเบย์ ประธานคนปัจจุบันเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง
| สยาม ราชวัตร 9.3.1.4 สมาคมอารยสมาช สมาคมอารยสมาช องค์กรนี้ตั้งอยู่เลขที่ 9 ซอยดอนกุศล 3 แขวงวัด ดอน เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ก่อตั้งขึ้นเป็นสมาคมเมื่อ พ.ศ. 2463 มีสมาชิกประมาณ 300 คน พวกอารยสมาชไม่นับถือเทวรูปแต่นับถือคัมภีร์พระเวทเป็นที่กราบไหว้สักการะบูชา ในศาลาประชุมจึงไม่มีเทวรูปมีแต่คัมภีร์พระเวทอย่างเดียว พวกอารยสมาชเป็นชาวอุตตร ประเทศในประเทศอินเดียเป็นส่วนใหญ่ พวกเขาประกอบอาชีพเป็นพนักงานตามห้างร้าน เป็นส่วนใหญ่ อาชีพค้าขายมีเหมือนกันแต่ไม่มาก สมาคมนี้ไม่ได้รับการรับรองเป็นองค์การ ศาสนาจากกรมการศาสนาเพราะมีคนนับถือจำนวนน้อยไม่ถึงเกณฑ์การจัดตั้ง แต่พวกเขาก็ รวมกับสมาคมฮินดูธรรมสภาในฐานะที่เป็นชาวอุตตรประเทศด้วยกัน 9.3.1.5 สมาคมคีตาอาศรมแห่งประเทศไทย สมาคมคีตาอาศรมแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ 442 ซอย สุขุมวิท 50 แขวง พระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2511 โดย ท่านสวามี ฮรี ฮจิ มหาราช (Swami Harihar Ji Maharaj) ผู้นำด้านศาสนาจากประเทศ อินเดีย ร่วมกับชาวไทย-ชาวอินเดียที่มีความรู้ความสามารถ และมีชื่อเสียงในขณะนั้น โดยมี ประธานกรรมการสมาคมคีตาอาศรม ประเทศไทย คนแรก คือ ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ สำหรับวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งสมาคมนี้ เพื่อเผยแพร่ความรู้ในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ภควัทคีตา ซึ่งเป็นหลักปรัชญาและหลักจริยศาสตร์ อันประกอบด้วยความจริงของโลก จักรวาล ธรรมชาติของชีวิต เป็นเครื่องหล่อหลอมความสมัครสมานสามัคคี เน้นให้รู้จักความสำคัญ ของศีลธรรมและจริยธรรม ตลอดจนการดำเนินชีวิตโดยทั่วๆ ไป โดยมีธรรมะเป็นหลักปฏิบัติ หลายๆ คนใช้หลักปรัชญาในภควัทคีตามาปรับใช้ ทำให้เกิดปัญญา เกิดสติจุดประกายนำทาง ชีวิตไปสู่ความเจริญก่อให้เกิดความสำเร็จและความสุขอันแท้จริง ปัจจุบัน สมาคมคีตาอาศรม มีอยู่กว่า 100 แห่ง ทั่วโลก ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ของแต่ละประเทศ เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป อย่างกว้างขวาง 9.3.1.6 อาศรมวัฒนธรรมไทย-ภารต อาศรมวัฒนธรรมไทย-ภารต ตั้งอยู่ที่เลขที่ 150 ซอยดำเนินกลางใต้ ถนนราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นสถาบันทาง วัฒนธรรมไม่ใช่องค์การทางศาสนาใดๆ แต่เผยแพร่ลัทธิโยคะทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | 9.3.2 เทวสถานศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ในประเทศไทย สำหรับเทวสถานของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่ถูกเรียกว่าเป็นโบสถ์ประดิษฐาน เทวรูปสำคัญต่างๆของชาวฮินดูแต่ละกลุ่มหรือสมาคมทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ข้างต้นใน ประเทศไทยสักการะบูชา มีอยู่ 4 แห่ง ดังนี้ 9.3.2.1 เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ หรือสำนักพราหมณ์พระราชครู ในสำนัก พระราชวัง ซึ่งเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไปว่า “โบสถ์พราหมณ์” ตั้งอยู่เลขที่ 268 ถนนบ้าน ดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระ รามาธิบดี ศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดเกล้าให้ สร้างขึ้น เมื่อพุทธศักราช 2327 ภายในมีโบสถ์อยู่ 3 หลัง ก่ออิฐถือปูน มีกำแพงล้อมรอบ และทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเสาชิงช้าขึ้น เมื่อวันพุธ แรม 4 ค่ำ เดือน 5 ปีมะโรง พุทธศักราช 2329 ทรงสร้างเทวสถานและเสาชิงช้าขึ้นตามประเพณีพระนครโบราณ เป็นเทวสถานที่มี พราหมณ์เป็นผู้ดูแล และพระราชพิธีสำคัญสำหรับพระนคร ทั้งนี้ ภายในเทวสถานจะ ประกอบด้วยโบสถ์ 3 หลัง ดังนี้ (1) สถานพระอิศวร (โบสถ์ใหญ่) ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูนไม่มีพาไล โบสถ์หลังนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าหลังอื่นทุกหลัง หลังคาทำชั้นลด 1 ชั้น หน้าบันด้านหน้ามี เทวรูปปูนปั้นนูน รูปพระอิศวร พระแม่อุมาและเครื่องมงคลรูปสังข์ กลศ กุมภ์ อยู่ในวิมาน ใต้รูปวิมานมีปูนปั้นเป็นรูปเมฆและโคนันทิ หน้าบันด้านหลังไม่มีลวดลายภายในเทวสถานมี เทวรูปพระอิศวรทำด้วยสำริด ประทับยืนขนาด 1.87 เมตร ปางประทานพร โดยยกพระหัตถ์ ทั้ง 2 ข้าง และยังมีเทวรูปขนาดกลางอีก 31 องค์ ประดิษฐานในเบญจา (ชุกชี) ถัดไป ด้านหลังเบญจามีเทวรูป ศิวลึงค์ 2 องค์ ทำด้วยหินสีดำ ด้านหน้าเบญจามีชั้นลด ประดิษฐาน เทวรูปพระพรหม 3 องค์ พระราชครูวามเทพมุนีเป็นผู้สร้าง เมื่อพุทธศักราช 2514 พระ สรัสวดี 1 องค์ (พระนางสรัสวดี นี้ นายลัลลาล ประสาททวยาส ชาวอินเดียเป็นผู้ถวาย) สอง ข้างแท่นลด มีเทวรูปพระอิศวรทรงโคนันทิและพระแม่อุมาทรงโคนันทิ เป็นศิลปะปูนปั้น โบราณมีมาแล้วก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 ตรงกลางโบสถ์มีเสาลักษณะคล้ายเสาชิงช้า 2 ต้น สูง 2.50 เมตร สำหรับประกอบพิธีช้าหงส์ในพระราชพิธีตรียัมพวายตรีปวาย ในวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่ (พระพรหม) พิธีช้าหงส์ในวันแรม 1 ค่ำ และวันแรม 5 ค่ำ เดือนนั้น เป็นพิธีที่มีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ส่วนในวันแรม 3 ค่ำ เป็นพิธีที่เพิ่งจัดให้มีขึ้นในรัชกาลปัจจุบัน ภายหลัง จากที่พระราชครูวามเทพมุนี ได้จัดสร้างเทวรูปพระพรหมถวายเนื่องในมหามงคลสมัยวัน เฉลิมพระชนมพรรษาครบ 3 รอบ พระนักษัตร (2) สถานพระพิฆเนศวร (โบสถ์กลาง) สร้างด้วยอิฐถือปูน มีพาไลทั้ง ด้านหน้าและด้านหลัง การก่อสร้างยังคงศิลปะอยุธยาที่สร้างโบสถ์ที่มีพาไล ตัวโบสถ์ไม่มี
| สยาม ราชวัตร ลวดลาย หลังคามีชั้นลด 1 ชั้น หน้าบันเรียบ ไม่มีรูปเทวรูปปูนปั้นเหมือนสถานพระอิศวร ภายในโบสถ์มีเทวรูปพระพิฆเนศวร 5 องค์ ล้วนทำด้วยหิน คือ หินแกรนิต 1 องค์ หินทราย 1 องค์ หินเขียว 2 องค์ ทำด้วยสำริด 1 องค์ ประดิษฐานบนเบญจา ประทับนั่งทุกองค์ องค์ หนึ่งมีขนาดสูง 1.06 เมตร เป็นประธาน ประดิษฐานอยู่ข้างหน้า องค์บริวารอีก 4 องค์ ขนาด สูง 0.95 เมตร (3) สถานพระนารายณ์ (โบสถ์ริม) สร้างด้วยอิฐถือปูน มีพาไลทั้ง ด้านหน้าและด้านหลัง การก่อสร้างทำเช่นเดียวกับสถานพระพิฆเนศวร ภายในทำชั้นยกตั้ง บุษบก 3 หลัง หลังกลางประดิษฐานพระนารายณ์ ทำด้วยปูน ประทับยืน 2 องค์นี้เป็นองค์ จำลองของเดิมไว้ (ของเดิมได้ย้ายไปอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ ในสมัยน้ำท่วม พุทธศักราช 2485) ตรง กลางโบสถ์มีเสาลักษณะคล้ายเสาชิงช้าขนาดย่อม สำหรับประกอบพิธีช้าหงส์ สูง 2.50 เมตร เรียกว่า “เสาหงส์” บริเวณลานเทวสถาน ด้านหน้าประตูทางเข้ามีเทวาลัยขนาดเล็ก ประดิษฐานพระพรหมตั้งอยู่กลางบ่อน้ำสร้างขึ้นเมื่อ พุทธศักราช 2515 สมัยพระราชครูวาม เทพมุนี เทวสถานได้ขึ้นทะเบียนเป็น “โบราณวัตถุสถาน” สำคัญของชาติ ซึ่งประกาศในราช กิจจานุเบกษา เล่มที่ 66 ตอนที่ 64 วันที่ 2 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2492 หน้า 5281 ลำดับ 11 ระบุว่า เทวสถาน เป็น “โบราณวัตถุสถาน” สำคัญของชาติ ประกาศ ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2492 เสาชิงช้า ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของโบสถ์พราหมณ์ หรือหน้าวัดสุทัศน์เทพวนาราม แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 9.3.2.2 โบสถ์เทพมณเฑียร เทวสถานแห่งนี้ตั้งอยู่ เลขที่ 136/1-2 ถนนศิริพงษ์แขวงสำราษราษฎร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ตรงข้ามประตูด้านข้างวัดสุทัศน์เทพวราราม เป็นที่ ประดิษฐานของเทวรูปทั้งหมด 9 องค์ ที่มีความสำคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แต่ละองค์มี อำนาจหน้าที่แตกต่างกันไปและมีความศักดิ์สิทธิ์ที่จะให้พรแก่ผู้บูชา จึงประดิษฐานเทพทั้ง 9 องค์ไว้เพื่อสักการะบูชา ดังนี้ (1) พระนารายณ์คู่กับพระลักษมีพระนารายณ์เป็นเทพเจ้าแห่งการ รักษาคุ้มครองธรรมและกำจัดอธรรม เป็นผู้คุ้มครองโลกรักษาโลกนี้ไว้เป็นผู้นำมนุษย์ให้หลุด พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ส่วนพระลักษมีซึ่งเป็นชายาเป็นเทวีแห่งโชคลาภ (2) พระรามคู่กับพระนางสีดา ชาวฮินดูมีความเชื่อว่าพระรามเป็น อวตารปางที่ 7 ของพระนารายณ์พระองค์เป็นแบบฉบับแสดงถึงหน้าที่ของตนไว้อย่างสมบูรณ์ แบบ โดยปฏิบัติพระองค์ในฐานะต่างๆ เช่น ฐานะความเป็นสามีของภรรยา ฐานะความเป็น บุตรของพ่อแม่ ฐานะความเป็นพี่ของน้องชาย และฐานะความเป็นกษัตริย์ของประชาชน (3) พระกฤษณะคู่กับพระนางราธา ชาวฮินดูมีความเชื่อว่าพระกฤษณะ เป็นอวตารปางที่ 8 ของพระนารายณ์ทรงพิทักษ์รักษาความดีและกำจัดความชั่วร้าย ทรงถือ
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | ว่าเมื่อทำหน้าที่ใดแล้ว ก็ควรปฏิบัติอย่างจริงจังและด้วยสัตย์ซื่อ ทรงยึดหลักว่าทำกรรมดี ย่อมได้ดี ทำกรรมชั่วย่อมได้ชั่ว (4) พระพุทธเจ้า ชาวฮินดูมีความเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นอวตารปางที่ 9 ของพระนารายณ์ พระองค์ทรงยึดถือหลักอหิงสาธรรม ไม่เบียดเบียนกันและกัน ทรงนำพา มนุษย์ไปสู่ความสงบสันติทั้งทางกายและทางจิตใจ (5) พระศิวะหรือพระอิศวร ชาวฮินดูมีความเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่ง การทำลาย สิ่งใดมากเกินไปพระองค์ก็จะกำจัดให้เหลือแต่พอดีนอกจากนี้ยังบางแห่งยังถือ ว่าพระองค์เป็นเทพเจ้าแห่งศิลปะและนาฏศิลป์ (6) พระแม่ทุรคา ชาวฮินดูมีความเชื่อว่าเป็นเทพีแห่งความเข้มแข็ง ทรงมีอำนาจทำลายอธรรม เป็นอวตารหนึ่งของพระแม่อุมา คนใดที่กำลังใจตกทำการบูชา พระแม่แล้วก็จะได้กำลังใจกลับคืนมา (7) พระพิฆเนศ เป็นโอรสของพระศิวะกับพระแม่อุมา ชาวฮินดูมี ความเชื่อว่าพระองค์เป็นเทพเจ้าแห่งวิชาการ เป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จและความสมบูรณ์ (8) พระหนุมาน ชาวฮินดูมีความเชื่อว่าหนุมานเป็นอวตารของพระ ศิวะเพื่อมาคุ้มครองและดูแลพระราม (9) พระแม่สตีชาวฮินดูมีความเชื่อเป็นพระแม่ที่ทำความดี เป็น แบบอย่างของผู้หญิงมีความจงรักภักดีต่อสามีอย่างสุดจิตสุดใจ 9.3.2.3 เทวสถานโบสถ์พระแม่อุมาเทวี วัดพระศรีมหาอุมาเทวี หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า วัดแขกสีลม ตั้งอยู่ เลขที่ 2 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก เป็นวัดฮินดู ในประเทศไทย โดยสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2454 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยชาวทมิฬซึ่งเดินทางจาก อินเดียเข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งในปี พ.ศ.2422 ชาวทมิฬทยอย เข้าสู่บางกอก และตั้งรกรากหาเลี้ยงชีพตามที่ตนถนัด ซึ่งในระยะแรกๆ มีการตั้งรูปเคารพ มารีอามัน หรือ พระศรีมหาอุมาเทวี ประดิษฐานอยู่ในศาลาเล็กๆ ริมทางในเขตสีลมในรัช สมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสอินเดียเมื่อเสด็จกลับ เมืองไทย ได้รับสั่งกับชาวทราวิฑนาดูว่า ทางประเทศอินเดียได้ฝากเอาไว้ หากมีสิ่งใดให้ ช่วยเหลือก็ให้แจ้งพระองค์ทราบ ซึ่งชาวอินเดียเชื้อสายทมิฬ มิได้ทูลขอสิ่งใด นอกจากขอ สร้างเทวาลัยเพื่อไว้บูชา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีพระบรม ราชานุญาตเทวาลัยแห่งแรกของวัดสร้างขึ้นบริเวณหัวลำโพงโดยสร้างเป็นศาลาไม้ธรรมดาต่อมา เมื่อทรุดโทรมลงจึงย้ายไปสร้างเทวาลัยที่สีลม บริเวณวัดพระศรีมหาอุมาเทวีปัจจุบันโดยมีพระศรี มหาอุมาเทวี ประดิษฐานเป็นประธาน และมีเทวรูปต่างๆ ที่นำมาจากอินเดียประดิษฐานอยู่ด้วย วันที่ 8 พฤษภาคม 2458 ได้จดทะเบียนเป็น” มูลนิธิวัดพระศรีมหาอุมาเทวี”
| สยาม ราชวัตร ใน พ.ศ.2498 คณะกรรมการรุ่นหลังได้สร้างพระพุทธศรีชินราชขึ้นประดิษฐานไว้ ภายในเทวาลัย ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อชินราชวัดแขก และใช้วัดนี้เป็นที่เวียนเทียนในวัน สำคัญทางพระพุทธศาสนาด้วยศิลปะการก่อสร้างเทวสถานของวัดนี้สร้างตามแบบศิลปะของ เผ่าทราวิฑชาวฮินดูกล่าวว่าวัดนี้มีลักษณะคล้ายกับเทวาลัย มหาวิมานในเมืองตันจอร์ (Tanjore) และคล้ายกับ 32 มหาเทวาลัยโคปุรัม เมืองมทุรา (Madura) ในภาคใต้ของอินเดีย (สมพร สุขเกษม, 2532, น. 169 -170 อ้างใน สุกัญญา ประเสริฐศรี, 2551, น. 31-32 ) การจัดวางภายในเทวาลัย ด้านในสุดเทวาลัยแบ่งเป็นห้องเล็กๆ 3 ห้องเรียงกัน (1) ห้องขวามือ เป็นที่ประดิษฐาน พระพิฆเนศวร ซึ่งเรียกกันว่าพระพิฆเนศ เป็นโอรสของพระศรีมหาอุมาเทวีและพระศิวะ มีศีรษะเป็นช้าง เป็นเทพเจ้าที่ได้รับการยก ย่องว่า เป็นเทพผู้มีปัญญาปราดเปรื่องในศิลปวิทยาทุกแขนง ดังนั้นไม่ว่าจะประกอบพิธีบูชา ใดๆ จะต้องบูชาพระพิฆเนศก่อน เพื่อขอพรและเป็นการคารวะ มีผู้นิยมบูชาพระพิฆเนศเพื่อ ขอประทานความสำเร็จในด้านการเรียน การปฏิบัติงาน ศิลปิน นักแสดงก็นิยมบูชาพระ พิฆเนศ (2) ห้องกลาง เป็นที่ประดิษฐานพระศรีมหาอุมาเทวีซึ่งเป็นองค์ประธานของ เทวาลัย เจ้าแม่เป็นพระชายาของพระศิวะ มีพระกายปรากฏเป็น 3 รูป คือ 1) ภาคปาราวตี หรือ บรรพตี หรือ อุมาเทวี เป็นภาคแห่งความเมตตากรุณา และทรงสิริโฉมงดงาม 2) ภาค นางภัทรากาลีหรือ เจ้าแม่กาลี เป็นภาคแห่งความดุร้ายและน่ากลัว รูปที่ทำมักสร้างหรือ เขียนเป็นลักษณะอ้วนล่ำแข็งแรง ผิวเนื้อดำ หน้าตาดุร้าย สยายผมประบ่า มี 10 กร (บาง แห่งมี 4 กร ) ถืออาวุธครบทุกมือ บางแห่งวาดโลหิตไหลตามปากและตัว มีงูเป็นสังวาล บาง แห่งก็ทำเป็นหัวกะโหลกหรือหัวยักษ์ที่ถูกตัดมาใหม่ๆ ถือชูอยู่ในมือ ไม่ก็ทำทรงยืนเหยียบ มหิงสาอสูร 3) ภาคทุรคาเทวีหรือ เจ้าแม่ทุรคา ทรงเชี่ยวชาญในการสงครามและสามารถ ปราบศัตรูได้ทั่วทิศเป็นภาคที่ดุร้ายอีกภาคหนึ่ง มักเขียนให้มีรูปร่างน่ากลัว โดยใช้ศพเป็น ตุ้มหูสร้อยคอร้อยด้วยกะโหลกผี ใช้ซี่โครงมนุษย์มาผูกต่อกันแทนเข็มขัด นัยน์ตาทั้งสองถลน โปนแดงเป็นสายเลือด แลบลิ้นยาวจรดทรวงอก ถันยาวถึงสะเอว เล็บมือเล็บเท้ายาวดุจคม เล็บสิงห์ และมีอาวุธประจำกายถึง 12 อย่าง (3) ห้องซ้ายมือ เป็นที่ประดิษฐานพระขันธกุมาร ซึ่งพระองค์ทรงประทับ บนมยุร (นกยูง) พระขันธกุมารเป็นโอรสของพระศรีมหาอุมาเทวีและพระศิวะ พระองค์ทรง เป็นนักรบผู้เกรียงไกร มักแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ผู้ที่นิยมบูชาจึงมักเป็นผู้ที่รับราชการ เพื่อให้มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ นอกจาก 3 ห้องแล้ว ภายในเทวาลัยด้านขวาของเทวาลัยประดิษฐานเทวรูปต่างๆ ตามลำดับดังนี้1. พระแม่สุรัสวดี2. เจ้าแม่กาลี3. พระศรีมหาอุมาเทวี4. พระขันทกุมาร 5. พระ แม่ลักษมี6. พระวิษณุ7. พระนารายณ์8. พระศิวะ 9. พระพิฆเณศวร 10. พระพุทธรูป
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | (พระพุทธศรีชินราช) หรือเรียกว่า หลวงพ่อชินราชวัดแขก ภายในเทวาลัยด้านซ้ายมี เทวรูปของพระนาฏราย่า (พระศิวะ) และพระแม่ศิวะกามี (พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี) ส่วนหน้าของเทวาลัยทางด้านขวาของเทวาลัยมีการจำหน่ายธูป เทียน เครื่องบูชา ต่างๆ ซึ่งได้แก่ กล้วย นม ดอกไม้ น้ำมัน โดยทางวัดจะจัดเตรียมไว้เป็นชุดๆ และทางด้านซ้าย ของเทวาลัยมีให้บูชาองค์เทพต่างๆ เพื่อนำไปบูชามีทั้งแบบเป็นรูปภาพ เหรียญพระ องค์พระ สำหรับตั้งบูชา สำหรับบริเวณหน้าลานเทวาลัยพระศิวะประดิษฐานอยู่หน้าลานเทวาลัย ขมวดผม เป็นรูปพระจันทร์ครึ่งซีก มีวัวนนทิเป็นเทพพาหนะ สัญลักษณ์อันเป็นที่สักการะแทนพระองค์ คือ “ศิวลึงค์” เป็นเครื่องหมายแห่งพลังการสร้างสรรค์ และบริเวณนี้จะเป็นที่สำหรับจุดธูป เทียนบูชาโดยนำเครื่องบูชาถวายด้านในเทวาลัยซึ่งพราหมณ์จะเป็นผู้นำไปถวายต่อเจ้าแม่ศรี มหาอุมาเทวีที่ห้องตรงกลาง พระกัตตวรายัน ประดิษฐานอยู่ด้านขวานอกเทวาลัย เป็นเทพที่ มีนิสัยรักการผจญภัยและต่อสู้ ทั้งยังนิยมการพนันขันต่อและนักเลงคอสุรานารี ชอบ ท่องเที่ยว และอาศัยอยู่ตามป่าเขาเทพองค์นี้ผู้มีใจนักเลงนิยมนับถือมาก และด้วยเหตุที่เป็น เทพที่มีนิสัยมุทะลุดุดัน จึงต้องอัญเชิญไว้นอกอุโบสถ และไม่นิยมเข้าทรงเพราะหากเข้าแล้ว จะรุนแรง อาจเป็นอันตรายได้ และทางด้านขวาของพระกัตตวรายันจะมีเทพองค์อื่นๆ ประดิษฐานอยู่ ได้แก่ พระอัยยนาร์ พระซับทระกรรณี พระเปชายี พระอัศนีวีรั่น พระเปรียา จี พระมาดูไรวีรั่น ตามลำดับ ทางซ้ายมือของพระกัตตวรายันเป็นตึกที่พักของพราหมณ์ และ เก็บของใช้ต่างๆ (สุกัญญา ประเสริฐศรี, 2551, น. 29-31) 9.3.2.4 เทวสถานโบสถ์วัดวิษณุเทพมณเฑียร เทวสถานแห่งนี้ตั้งอยู่เลขที่ 60 ซอยวัดปรก แขวงทุ่งวัดดอน เขตยาน นาวา กรุงเทพมหานคร10120 วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2463 โดยชาวอุตตรประเทศจาก ประเทศอินเดีย ชาวอุตตรประเทศส่วนมากมีอาชีพเป็นกรรมกร มีการเลี้ยงสัตว์บ้างแต่เป็น ส่วนน้อย ฐานะทางการเงินค่อนข้างยากจน แต่ด้วยความประหยัดพวกเขาสามารถส่งเงินไป เลี้ยงครอบครัวทางอินเดียได้บ้าง บางคนก็แต่งงานอยู่กับคนไทยจนมีลูกหลานเป็นคนไทยไป หมด และต่อมาเมื่อรัฐบาลรับรองคนต่างด้าวที่เกิดในเมืองไทยก็ทำให้ลูกหลานคนต่างด้าวที่ เกิดในประเทศไทยเป็นคนไทยไปด้วย ทำให้พวกเขามีสิทธิเช่นเดียวกับคนไทย สำหรับโบสถ์ วัดวิษณุนี้มีเทวรูปที่ประดิษฐานไว้ดังนี้ (1) พระราม พระนางสีดา พระพรต พระลักษมัน พระศัตรุฆน์ พระหนุมาน (2) พระศิวลึงค์ นำมาจากแม่น้ำนรมทา (3) พระศาลิคราม นำมา จากแม่น้ำนารายณ์หรือคัณฑตี(4) พระนารายณ์ พระแม่ลักษมี พระศิวะ พระแม่ปารวตี พระพิฆเนศ พระกฤษณะ พระนางราชา ต่อมาทางวัดวิษณุโดยการนำของชาวอุตตรประเทศ อินเดีย ได้ร่วมกันจัดตั้งเป็นสมาคม เรียกว่า “สมาคมฮินดูธรรมสภา” เมื่อ พ.ศ. 2464 และ กรมการศาสนาได้รับรองเป็นองค์การศาสนาเมื่อ พ.ศ. 2512
| สยาม ราชวัตร บทสรุป องค์กรและบุคคลสำคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นกลุ่มที่เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศ อินเดียถูกประเทศอังกฤษปกครองและในช่วงสังคมร่วมสมัย ประเทศอินเดียมีการ ติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศมากขึ้น ความคิดร่วมสมัยศิลปะเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาสู่ ประเทศอินเดียมากขึ้น อีกประการประเทศอินเดียได้ส่งคนอินเดียไปศึกษาในต่างประเทศมี การรับเอาอารยธรรมตะวันตกมากขึ้น ทำให้เกิดการเรียนรู้เปรียบเทียบระหว่างวัฒนธรรม อินเดียและวัฒนธรรมตะวันตก การนำสายตาจากคนนอกศาสนามามองคนภายในศาสนาคือ ความเป็นศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่เป็นวัฒนธรรมอินเดีย ทำให้พบเห็นจุดแข็งจุดอ่อนของ ตนเอง ในช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้เกิดขบวนเคลื่อนไหวทางศาสนาและความคิดก้าวหน้าที่พบว่า ภายในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีหลายสิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลง และความเป็นสากลที่เป็นสังคมร่วมสมัย โดยเฉพาะเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิ เสรีภาพของประชาชนในสังคมตามแนวทางแห่งประชาธิปไตย องค์กรและบุคคลสำคัญที่เกิดขึ้นในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นทั้งลักษณะการ อนุรักษ์ความเป็นแก่นแท้ดั้งเดิมทางคำสอนของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และลักษณะการ ปฏิรูปตีความหลักคำสอนใหม่ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไม่ว่าจะเป็นความเคลื่อนไหว อย่างไรก็เพื่อทำให้ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์และสังคมอินเดียอย่าง แท้จริง ส่วนองค์กรและเทวสถานศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในประเทศไทยเป็นลักษณะการ รวมตัวของศาสนิกฮินดูที่เข้ามาอยู่อาศัยและทำมาหากินประกอบอาชีพในประเทศไทย ร่วมกันก่อตั้งเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางรวมจิตใจของชาวฮินดูในต่างถิ่น ค าถามท้ายบท 1) องค์กร “พรหมสมัชชา” มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ? มีจุดประสงค์และ การเคลื่อนไหวทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูอย่างไร ? 2) องค์กร “อารยสมัชชา” มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ? มีจุดประสงค์และ การเคลื่อนไหวทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูอย่างไร ? 3) องค์กร “เทวปรัชญา” มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ? มีจุดประสงค์และ การเคลื่อนไหวทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูอย่างไร ? 4) องค์กร “รามกฤษณะมิชชั่น” มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ? มีจุดประสงค์และ การเคลื่อนไหวทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูอย่างไร ? 5) องค์กร “สรรโวทัย” มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ? มีจุดประสงค์และการเคลื่อนไหว ทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูอย่างไร ?
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | 6) องค์กร “อุตตรสมาธิ” หรือ “ทีเอ็ม” มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ? มีจุดประสงค์ และการเคลื่อนไหวทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูอย่างไร ? 7) องค์กร “หริกฤษณะ” มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ? มีจุดประสงค์และ การเคลื่อนไหวทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูอย่างไร ? 8) รพินทรนาถ ฐากูร และกฤษณมูรติ มีแนวคิดทางศาสนาอย่างไร? มีผลงาน ทางวรรณกรรมอะไรบ้างที่มีอิทธิพลต่อสังคมอินเดีย ? 9) มหาตมะ คานธี มีแนวคิดต่อเรื่องวรรณะในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูอย่างไร? และท่านได้เสนอแนวทางแก้ไขการปฏิบัติต่อวรรณะอย่างไรในสังคมอินเดีย? 10) องค์กรหรือเทวสถานทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่สำคัญในประเทศไทยมี อะไรบ้าง? แต่ละองค์กรหรือเทวสถานนั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างไร ? และมี กิจกรรมและพิธีกรรมทางศาสนาอย่างไร ?
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู |
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | 10 ศาสนาเป็นภูมิปัญญาอันเก่าแก่ของมนุษย์ หากกล่าวถึงอายุของศาสนาในเอเชียต้อง กล่าวถึงศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด กำเนิดมาแล้วประมาณ 5,000 ปีความมี อายุยืนยาวมาถึงปัจจุบันได้มีอิทธิพลและสร้างภูมิปัญญามากมายหลายด้านแก่มวลมนุษย์ และสังคมโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวได้ว่าอารยธรรมอินเดียส่วนหนึ่ง มาจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่ได้สร้างฝากไว้กับโลกนี้เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตและ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการแสวงหาความจริงของธรรมชาติ จึงนับเป็นแหล่งเรียนรู้ของ มนุษยชาติที่ได้จะศึกษาภูมิปัญญาของศาสนาพรามหณ์-ฮินดูมาสร้างสรรโลกปัจจุบัน ในบทนี้ ผู้เขียนจะได้นำเสนอคุณค่าทางภูมิปัญญาหลากหลายด้านของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่ต่อโลก ปัจจุบันโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือกลุ่มอาเซียน ดังนี้ 10.1 คุณค่าด้านความคิดความเชื่อทางศาสนา ความเด่นชัดของอิทธิพลอารยธรรมอินเดียที่มีต่อภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ก็คือความคิดความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะสองศาสนาหลักคือศาสนา พราหมณ์-ฮินดูและศาสนาพุทธ กล่าวเฉพาะศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ตามประวัติศาสตร์ ประชาชนพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับเอาความเชื่อศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มา เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตเป็นวิถีชีวิตแบบตะวันออก เช่นประเทศกัมพูชามีหลักฐานปรากฏ ชัดก็คือปราสาทนครวัดนครธม ซึ่งน่าจะเป็นนิกายไศวะ ประเทศไทยก็รับเอาความเชื่อ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูก่อนพระพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยโบราณปรากฏหลักฐานเช่น โบราณสถานเกี่ยวกับปราสาทที่อยู่เทพเจ้าและเทวรูปทั้งหลายตามท้องถิ่น
| สยาม ราชวัตร ความคิดความเชื่อที่มีรากเหง้ามาจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คือแนวความคิดที่เชื่อ ว่ามีความจริง อยู่ 2 อย่าง คือสสารกับจิต หรือแนวคิดทวินิยมแบบอินเดีย จากฐานความคิด หลักนี้ส่งไปสู่หลักคำสอนที่สัมพันธ์กันไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดที่ เรียกว่า “สังสารวัฏ” ของสรรพสัตว์ตราบใดที่ยังมีกรรมเป็นแรงผลักดันให้ยังเวียนว่ายตาย เกิดอยู่ต่อไป หากต้องการหลุดพ้นจากระบบสังสารวัฏนี้ต้องเข้าถึงโมกษะคือการถึงภาวะที่ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไม่มีการเกิดอีก แต่จิตหรืออาตมันไปรวมอยู่กับพรหมันหรือ ปรมาตมันซึ่งเป็นแหล่งที่มาของสรรพสิ่งทั้งหลายอันบริสุทธิ์เป็นอมตะ รากฐานความคิด ความเชื่อนี้เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมและการเกิดใหม่ว่านอกจากมี ร่างกายแล้ว มนุษย์ยังมีจิตวิญญาณที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ส่วนการเกิดใหม่ในภพภูมิใหม่ จะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับกรรมที่ตนเองได้ประกอบไว้ในโลกนี้ จากความคิดความเชื่อระบบสังสารวัฏนี้ก็เกิดหลักการปฏิบัติเชิงพิธีกรรม ที่เรียกว่า “สังสการ” เป็นพิธีที่ครบวงจรของชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงการตาย จะมีพิธีกรรมให้ปฏิบัติแต่ละ ช่วงชีวิต ชาวฮินดูจะปฏิบัติพิธีกรรมอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ชีวิตสัมพันธ์กับความจริงอันสูงสุด และเกิดหลักคำสอนที่เป็นเชิงจริยธรรม เช่น คำสอนเรื่องอาศรม 4 อธิบายการแบ่งช่วงชีวิต เป็น 4 ช่วง ช่วงละ 25 ปี มองว่าการมีชีวิตอยู่ 100 ปี เป็นประมาณช่วงอายุของมนุษย์ในยุค นี้อาศรม 4 ประกอบด้วย วัยพรหมจรรย์ วัยคฤหัสถ์ วัยวนปรัสถ์วัยสันยาสีหลักอาศรมจะ ไปสัมพันธ์กับหลักปุรุษารถะ 4 ที่ประกอบด้วย ธรรมะ อัตถะ กามะ และโมกษะ เป็นการฝึก ตนเองเพื่อการสละหรือการละเป็นขั้นตอนไป เริ่มจากวัยพรหมจรรย์ต้องศึกษาหาความรู้และ ฝึกฝนตนเองเพื่อให้มีความรู้ความสามารถพร้อมที่จะทำงานแก่ตนเองและสังคม เมื่อเจริญเติบโตมีความรู้ความสามารถเพียงพอแล้วก็จะมีคู่ชีวิตแต่งงานสร้างฐานะครอบครัว แสวงหาความสุขบริโภคสิ่งจำเป็นและสิ่งน่าพึงพอใจสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิตและครอบครัว มีความสุขก้าวหน้าในประกอบอาชีพทำมาหากิน กล่าวได้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงชีวิตที่สร้างอัตถะ กับกามะให้สมบูรณ์ของวัยพรหมจรรย์และคฤหัสถ์ นอกจากอัตถะและกามะซึ่งต้องหาให้ พอเพียงแล้ว ในเวลาเดียวกันต้องคำนึงถึงสิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ “ธรรมะ” หรือหน้าที่ที่กำหนด ไว้แต่ละวรรณะ การสละละครอบครัวเพื่อสังคมอันเป็นการเสียสละที่กว้างออกไปอีก ยิ่ง คิดถึงสังคมกว้างเท่าไร ตัวตนก็ยิ่งสำคัญน้อยลง ทำให้สละตัวและละตัวตนได้มากขึ้น ทั้งทางวัตถุและจิตใจ เมื่อจิตใจพร้อมที่จะละตัวตนแล้วก็ออกหาความวิเวกมุ่งความหลุดพ้น หรือโมกษะเป็นจุดหมายชีวิตต่อไปด้วยการฝึกการอยู่ป่าและเป็นสันยาสี (ปรีชา ช้างขวัญยืน และสมภาร พรมทา, 2556, น. 162) กล่าวได้ว่าอายุช่วงนี้เป็นช่วงการทำหลักธรรมะและ หลักโมกษะให้สมบูรณ์ของวัยวนปรัสถ์และสันยาสี หลักคำสอนคู่นี้เป็นคำสอนเพื่อการดำเนิน ชีวิตตามรูปแบบของชาวฮินดูมีอิทธิพลต่อรูปแบบการดำเนินชีวิตของชาวเอเชียตะวันออก เฉียงใต้เป็นการแบ่งแยกระหว่างความเป็นชาวบ้านกับความเป็นนักบวช เป็นรูปแบบการ ดำเนินชีวิตของฝ่ายฆราวาสที่ไม่ประสงค์ออกบวช กับรูปแบบการดำเนินชีวิตที่ไม่อยู่ครอง
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | เรือนแล้วตัดสินออกบวชเป็นชีวิตนักบวชมุ่งพัฒนาตนเองสู่โมกษะ เป็นจารีตทางศาสนาที่ได้ รับมาจากวัฒนธรรมอินเดีย 10.2 คุณค่าด้านศิลปะและการแสดง งานด้านศิลปะและการแสดงของอินเดียมีอัตลักษณ์เฉพาะและมีความโดดเด่นใน ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะงานศิลปะด้านสถาปัตยกรรม อินเดียได้รับอิทธิพลมาจากเปอร์เซีย เช่น ประตูโค้ง เป็นต้น ที่เมืองหลวงใหม่ของพระเจ้าอัคบาร์ คือ ฟาเตห์ปูร์สิครี ใกล้เมืองอัครา แสดงสถาปัตยกรรมแบบโมกุลแท้ในการสร้างราชวัง สุเหร่า เช่นเดียวกับหลุม ศพของพระเจ้าอัคบาร์ที่สีกันดารา และ วัดโกแมนดาล ที่โอไดปูร์ แต่งานที่เด่นที่สุด คือ ทัชมาฮาล ประดับด้วยหินมีค่า บนยอดเป็นหินสีขาว เส้นทุกเส้นเข้ากันได้อย่างงดงามกับสวน และน้ำพุ นับเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก นอกจากนั้นมีสุเหร่ามุกของ เมืองอัครา เกิดนิกายขึ้นหลายนิกายในหมู่คนฮินดู เช่น ตันตริก ซิก มาดวา ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีซากเมืองฮารัปปาและโมเฮนโจดาโร ทำให้เห็นว่ามีการวางผังเมือง อย่างดี มีสาธารณูปโภคอำนวยความสะดวกหลายอย่าง เช่น ถนน บ่อน้ำ ประปา ซึ่งเน้น ประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความสวยงาม ซากพระราชวังที่เมืองปาฏลีบุตรและตักสิลา สถูป และเสา 8 เหลี่ยม ที่สำคัญคือ สถูปเมืองสาญจี สมัยราชวงศ์โมริยะ และสุสานทัชมาฮาล สร้างด้วยหินอ่อน เป็นการผสมระหว่างศิลปะอินเดียและเปอร์เชีย เกี่ยวข้องกับศาสนา ได้แก่ พระพุทธรูปแบบคันธาระ พระพุทธรูปแบบมถุรา พระพุทธรูปแบบอมราวดี ภาพสลักนูนที่ มหาพลิปุลัม ได้รับการยกย่องว่าเป็นสิ่งสร้างที่มหัศจรรย์ จิตรกรรมอินเดียตามประวัติศาสตร์แล้ว วิวัฒนาการมากจากการเขียนภาพบุคคลใน ศาสนาและพระมหากษัตริย์ จิตรกรรมอินเดียเป็นศิลปะที่มาจากตระกูลการเขียนหลาย ตระกูลที่เกิดขึ้นในอนุทวีปอินเดีย ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไปมีตั้งแต่จิตรกรรมฝาผนังขนาด ใหญ่ของถ้ำเอลเลรา (Ellora Caves) ไปจนถึงงานที่ละเอียดลออของจุลจิตรกรรมของ จิตรกรรมโมกุล และงานโลหะจากตระกูล Tanjore ส่วนจิตรกรรมจากแคว้นคันธาระ ตักกสิลา “พระรามกับสีดาในป่า” แบบปัญจาบ ค.ศ. 1780 เป็นจิตรกรรมที่ได้รับอิทธิพล จากจิตรกรรมเปอร์เซียทางตะวันตก จิตรกรรมในอินเดียตะวันออกมีวิวัฒนาการบริเวณ ตระกูลการเขียนของนาลันทา ที่เป็นงานที่ได้รับอิทธิพลจากตำนานเทพเจ้าอินเดียสมัยคุปตะ และหลังสมัยคุปตะ เป็นสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดของอินเดียพบงานจิตรกรรมที่ผนังถ้ำอชันตะเป็น ภาพเขียนในพุทธศาสนาแสดงถึงชาดกต่างๆ ที่งดงามมาก ความสามารถในการวาดเส้นและ การอาศัยเงามืดบริเวณขอบภาพทำให้ภาพแลดูเหมือนเคลื่อนไหวให้ความรู้สึกสมจริง
| สยาม ราชวัตร ศิลปะการแสดงเกี่ยวกับการฟ้อนรำ เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเพื่อบูชาเทพเจ้าตาม คัมภีร์พระเวท ส่วนบทสวดสรรเสริญเทพเจ้าทั้งหลาย ถือเป็นแบบแผนการร้องสรรเสริญที่ เก่าแก่ที่สุดในสังคีตศิลป์ของอินเดีย แบ่งเป็นดนตรีศาสนา ดนตรีในราชสำนัก และดนตรี ท้องถิ่น เครื่องดนตรีสำคัญ คือ วีณา หรือพิณ ใช้สำหรับดีด เวณุหรือขลุ่ย และกลอง เป็นการ แสดงที่มีการใช้ภาษาท่าทางในการสื่อความหมาย เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อพระวิษณุ หรือพระนารายณ์แหล่งกำเนิดศิลปะและเครื่องดนตรีเหล่านี้อยู่ทางตอนใต้ของอินเดีย 10.3 คุณค่าด้านประเพณีและวัฒนธรรม วัฒนธรรมอินเดียที่มีรากฐานจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีอิทธิพลต่อประเพณีและ วัฒนธรรมไทยอย่างชัดเจน กล่าวได้ว่าประเทศไทยรับความเชื่อจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมา สู่วิถีชีวิตของคนไทยทำให้เกิดประเพณีและวัฒนธรรมแบบไทยที่ไม่ทิ้งหลักการตามหลัก ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แม้ว่าพุทธศาสนากับศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในประเทศอินเดียจะมี ความขัดแย้งกันทางคำสอนหลายประการ แต่ในประเทศไทยศาสนาทั้งสองผสมผสานกันได้ดี พระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยสุโขทัยทรงแต่งตั้งพราหมณ์ไว้ในราชสำนัก เป็นผู้ถวายคำแนะนำ ในเรื่องเกี่ยวกับพิธีกรรมทางลัทธิพราหมณ์เห็นได้จากพิธีการต่าง ๆ ของไทย มีทั้งพิธีสงฆ์ ทางพุทธศาสนาและพิธีพราหมณ์ผสมผสานกัน พวกพราหมณ์จะได้รับการยอมรับในเรื่องการ ประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีทางศาสนา พิธีสเดาะเคราะห์ พิธีบูชาเทพเจ้า เป็นต้น ในสมัยสุโขทัยซึ่งมีพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว ศาสนาพราหมณ์ก็เป็น ที่นิยมร่วมด้วย ในสมัยอยุธยาอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูปรากฏชัดในราชสำนักตามหลักฐานทาง วรรณคดีชื่อ "โองการแช่งน้ำ" ซึ่งพราหมณ์แต่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เพื่อใช้ใน พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา นอกจากนี้ยังมีหลักฐานทางโบราณสถานที่เรียกว่าเทวสถาน และศาลพระกาฬ ในสมัยพระเจ้าปราสาททองทรงให้รื้อเทวสถานพระอิศวรพระนารายณ์ ขึ้นมาตั้งยังชีกุน ในด้านการปกครองสมัยอยุธยาก็ใช้หลักเทวราชาแบบเขมรซึ่งรับมาจาก อินเดียอีกต่อหนึ่งเป็นอุดมคติทางความคิดเกี่ยวกับตัวกษัตริย์จะพบว่าแนวคิดเทวราชาหรือ สมมุติเทพที่อวตารลงมาเพื่อปกครองเมืองมนุษย์เป็นแนวคิดที่รับมาจากศาสนาพราหมณ์- ฮินดูโดยตรง ซึ่งเชื่อว่ากษัตริย์เป็นสมมุติเทพและเป็นปางอวตารของพระนารายณ์หรือพระ วิษณุ ซึ่งมีพญาครุฑเป็นพาหนะในประเทศไทยของเราจึงใช้ครุฑเป็นพระราชลัญจกรประจำ แผ่นดินและต่อมาก็ใช้เป็นเครื่องหมายของราชการไทยด้วย และการตั้งชื่อกษัตริย์แต่ละองค์ ในประเทศจะมีการตั้งชื่อเชื่อมโยงกับพระรามที่ชาวฮินดูถือว่าเป็นเทพแห่งการปกครอง เช่น สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) สมเด็จพระราเมศวร สมเด็จพระรามราชาธิราช
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | เป็นต้น จะมีคำว่า “ราม” เข้ามาเกี่ยวข้อง แม้ในยุคปัจจุบันแห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อรัฐบาล จะสร้างสิ่งถาวรวัตถุเพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงพระเจ้าแผ่นดิน เช่นตั้งชื่อสะพานสำคัญก็เรียก ย่อว่า “สะพานพระราม 1” หมายถึงสะพานที่เป็นอนุสรณ์ถึงรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นอกจากนั้นศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ยังมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมไทยในด้านอื่นๆอีก เช่น ประเพณีโกนจุก มีทั้งพิธีสงฆ์และพิธีพราหมณ์ประเพณีทำบุญอายุและทำขวัญ นอกจาก ทำบุญตามคติตามพุทธศาสนาแล้ว มักมีการบวงสรวงและทำบัตรพลีสังเวยเทวดาตามลัทธิ ศาสนาพราหมณ์อีกด้วย พิธีบางอย่างเช่น พิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ แต่เดิมมี เพียงพิธีพราหมณ์อย่างเดียว ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดให้เพิ่มพิธีสงฆ์ตามคติพุทธศาสนา ขึ้นอีก เรียกว่าพืชมงคล คือการทำขวัญพืช ประเพณีไทยอีกหลายอย่างที่ได้รับอิทธิพลจาก ประเพณีของพราหมณ์เช่น ประเพณีเผาศพของชาวอารยันและการเก็บเถ้ากระดูกใส่โกศติด ตัวไปด้วยเวลาอพยพย้ายถิ่น โกศมีรูปทรงกระบอก มีหลังคาเป็นรูปฝาชีไทยก็ได้รับอิทธิพล ดังกล่าวด้วย นอกจากนี้พิธีบวชของชาวฮินดูก็คล้ายกับการบวชในพุทธศาสนา เช่น การนุ่งผ้าเหลือง ห่มผ้าเหลือง การโกนศีรษะ และการสวดมนต์ตลอดจนการบิณฑบาตและการไม่เกี่ยวข้องกับ สตรีเพศ เป็นต้น ประเพณีของประเทศไทยต่างๆ ก็สะท้อนอิทธิพลวัฒนธรรมของพราหมณ์เช่น การไว้ผมจุก การโกนผมไฟ การสร้างศาลพระภูมิที่บ้าน การทำขวัญนาค การรดน้ำสังข์พิธีวาง ศิลาฤกษ์ การเจิมเพื่อความเป็นสิริมงคล การเผาศพ เป็นต้น (ธเนศขำเกิด, 2565) วัฒนธรรมการไหว้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ไทยรับเอามาจากวัฒนธรรมอินเดีย การประนมมือไหว้เป็นการแสดงความเคารพของอินเดีย เรียกว่า “อัญชลี” หรือ “ประณาม” เป็นคำสันสกฤต ไทยรับมาใช้เรียกว่า “ประนม” สำหรับคนอินเดียเวลาไหว้ทักทายกันจะพูด ว่า “นมัสเต” หรือ “นมัสการ” เป็นคำสันสกฤตอีกเช่นกัน คนไทยนิยมนำเอาคำว่า “นมัสการ” มาใช้กับพระสงฆ์เพื่อกล่าวหรือเขียนเพื่อแสดงความเคารพ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจึงเป็นเจ้าตำรับเกี่ยวกับลัทธิประเพณีและวัฒนธรรม ทางกายภาพ ได้ส่งผ่านความเชื่อและพฤติกรรมทางพิธีกรรมสู่ประเทศกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะพิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิตที่เรียกว่า “สังสการ” เป็นรากฐานสร้างความมั่นใจให้กับ ชีวิตมนุษย์แต่ละช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตแต่ละคน เป็นพิธีกรรม ที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับศาสนาและครอบครัว
| สยาม ราชวัตร 10.4 คุณค่าด้านการเมืองการปกครอง ด้านการเมืองการปกครองก็เป็นอีกประเด็นที่เป็นเชิงประจักษ์ว่าอิทธิพลของศาสนา พราหมณ์-ฮินดูที่เผยแพร่เข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีอิทธิพลและสร้างคุณค่า ด้านการเมืองการปกครองแก่ภูมิภาคนี้ เช่น ประเทศเมียนมาร์ ประเทศกัมพูชา ประเทศไทย รับความเชื่อเรื่องพระราชาพระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทพ และกฎหมายพระมานวธรรมศาสตร์ ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมาเป็นแม่แบบทางกฎหมายไทยที่ใช้เป็นแนวทางการตัดสินคดี ความ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีการยึดถือวรรณะ คือพราหณ์กษัตริย์แพศย์และศูทร เมื่อแพร่แนวคิดเข้าสู่ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบบวรรณะไม่ค่อยได้รับความ นิยมมากนัก แต่ถึงกระนั้นความเชื่อเรื่องระบบวรรณะก็มีอยู่บ้างแบบหลวมๆ ในเชิงระบบ ชนชั้นหรือระบบเจ้าขุนมูลนาย หากมองในระบบวรรณะทั้ง 4 กลุ่มที่ปรากฏอยู่ใน พื้นที่ประเทศไทยและประเทศเขมรจะมีแนวคิดเรื่องกษัตริย์และพราหมณ์ปรากฏอยู่มาก เพราะมหากษัตริย์ไทยทุกยุคมักจะมีพราหมณ์ปุโรหิตไว้ประจำราชสำนัก ทำหน้าที่เป็นครู และพระราชพิธีตามแบบอินเดีย และในความเป็นกษัตริย์ก็ได้รับแนวคิดแบบอินเดียและ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่เชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นองค์อวตารของพระนารายณ์ซึ่งเป็น เทพเจ้าสำคัญองค์หนึ่งหรือเทพตรีมูรติโดยเฉพาะนิกายไวษณพที่นับถือพระนารายณ์เป็น ใหญ่ มีความเชื่อว่าพระนารายณ์ได้อวตารเป็นปางต่างๆ ที่นิยมกันมาในประเทศไทยและ ประเทศกัมพูชาคือพระนารายณ์ 10 ปาง ในจำนวน 10 ปางนั้นปางที่สำคัญและแพร่หลาย มากคือปางที่ 7 รามาวตาร คือพระนารายณ์ปวตารมาเป็นพระรามเพื่อกำจัดอธรรมและ ปราบทศกัณฐ์ ซึ่งเรื่องราวเกี่ยวพระรามกลายเป็นวรรณกรรมที่รู้จักในนามว่า “รามเกียรติ์” และเป็นที่นิยมในการสร้างศิลปะจิตรกรรมฝาผนังเพื่อยกย่องพระราม ด้วยเหตุนี้ พระมหากษัตริย์ในประเทศที่ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเผยแผ่ไปถึง เช่น ประเทศเขมรและ ประเทศไทย เป็นต้น มักจะถือเป็นคติว่ากษัตริย์เป็นอวตารของพระนารายณ์ สำหรับ ในประเทศไทยกษัตริย์ตั้งแต่ยุคสุโขทัยเป็นต้นมาบางพระองค์ก็ทรงใช้พระนามว่า รามคำแหง บ้าง รามาธิบดีบ้าง ราเมศวรบ้าง นารายณ์บ้าง ในราชวงศ์จักรีแม้จะมีพระนามโดยเฉพาะแต่ ละพระองค์แล้วก็ตาม คนไทยก็ยังนิยมเรียกพระองค์เป็น “พระราม” อยู่ เช่นเราเรียกรัชกาล ที่ 1 ว่าพระรามที่ 1 เรียกรัชกาลที่ 4 ว่าพระราม 4 เรียกรัชกาลที่ 6 ว่าพระราม 6 เป็น และ ที่สำคัญเห็นได้ชัดที่สุดคือตราแผ่นดินหรือตราทางราชการของไทยได้นำเอาสัญลักษณ์ พาหนะของพระนารายณ์ คือ พระยาครุฑ เป็นตราหรือสัญลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัว เป็นตรา ทางราชการ เรียกว่า “ตราครุฑ” พระเจ้าอยู่หัวถือว่าพระองค์เป็นสมมติเทพ เป็นอวตารของ พระนารายณ์ ครุฑเป็นพาหนะของนารายณ์จึงเป็นสัญลักษณ์ของพระองค์ด้วย (ศรีสุรางค์ พูลทรัพย์ และคณะ, 2542, น. 201)
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | อีกประการ “กฎหมาย” ที่เกี่ยวกับการปกครองสังคม ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูได้สร้าง คัมภีร์ที่ถือเป็นแม่แบบทางกฎหมายโบราณในหลายประเทศทางเอเชียคือ “คัมภีร์ มานวธรรมศาสตร์” หรือ “มนูสมฤติ” หรือ“ธรรมศาสตร์ของมนู” คัมภีร์นี้ถือเป็นคัมภีร์ ประเภท “สมฤติ” คือคัมภีร์ที่จดจำกันสืบต่อมา จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ระดับเดียวกับมหากาพย์ รามายณะและมหาภารตะ (ศรีสุรางค์ พูลทรัพย์, 2545, น. 90) เนื้อหาของคัมภีร์ มานวธรรมศาสตร์ของท่านมนูนั้นแบ่งเนื้อหาเป็น 12 เล่ม เกี่ยวกับการสร้างโลก และสภาพ ของวิญญาณเมื่อมนุษย์ตายไปแล้ว และเรื่องราวอื่นๆ ที่เกี่ยวกับจารีตประเพณีและสังคม อินเดียสมัยนั้น เช่นหน้าที่ของวรรณะหรือชนชั้นต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามวรรณะ ตนเอง หน้าที่ของราชาผู้ปกครอง คำสอนทางการเมือง วิธีการสืบพยานหลักฐาน และการ ทดสอบความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา เป็นต้น มีลักษณะคล้ายธรรมนูญการปกครอง เพราะราชา หรือผู้ปกครองทุกคนจะต้องปฏิบัติตนตามหลักในมานวธรรมศาสตร์และดูแลควบคุมให้ทุก คนปฏิบัติตามอีกทั้งลงโทษผู้ที่ไม่ยึดถือปฏิบัติ ราชาผู้ไม่ยึดมั่นในมานวธรรมศาสตร์อาจถูกล้ม ล้างได้ถือกันว่าเป็นกฎหมายที่ดีและมีอิทธิพลยิ่งในสมัยนั้นและสมัยต่อมา คัมภีร์ พระธรรมศาสตร์ฉบับฮินดู คาดว่าเกิดขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 143 – 343 ส่วนกฎหมายที่ปรากฏในคัมภีรมานวธรรมศาสตร์ มีอิทธิพลไม่เพียงต่อชาวอินเดีย เท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลในดินแดนต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย การปกครอง รัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รับหลักการกว้าง ๆ ทางกฎหมายไปใช้ เช่น การแบ่งกฎหมาย ออกเป็นประเภทต่างๆ ที่ครอบคลุมพฤติกรรมคนในสังคม เป็นรูปแบบทางกฎหมายที่ ละเอียดและสนองความต้องการของสังคมได้เป็นอย่างดีรัฐจัมปาสมัยพระเจ้าอินทวรมันที่ 2 ถือตามกฎหมาย 18 ประเภทของท่านมนู ราชาองค์ต่อ ๆ มาก็ยึดถือเช่นกัน ที่อาณาจักร กัมพูชา ศิลาจารึกของพระเจ้ายโศวรมันได้กล่าวถึงพระมนูและลอกโศลกจากธรรมศาสตร์ ของพระมนูไว้ด้วย ที่อาณาจักรพม่าโบราณมีการแต่งตำราเรียกว่ามนูสาระในคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 โดยอ้างพระมนูเป็นเจ้าตำรับ ประเทศไทยเองก็ได้รับอิทธิพลจากกฎหมายพระมนู เช่นกันโดยผ่านทางมอญและเขมร (R.C. Majumder,1974, p. 489 อ้างในศรีสุรางค์ พูลทรัพย์, 2545, น.93-94) ในประเทศไทยได้ใช้กฎหมายคัมภีร์พระมานวธรรมศาสตร์สืบมาแต่โบราณ หลักกฎหมายนี้สันนิษฐานว่า เข้ามาสู่ประเทศไทยพร้อมกับพุทธศาสนา สมัยเมื่อชาวอินเดีย ได้พากันอพยพเข้ามายังดินแดนสุวรรณภูมิ ระหว่างปี พ.ศ. 270 - 300 ชาวอินเดียได้นำ ศิลปวิทยาการต่างๆ ตลอดจนศาสนาพราหมณ์ และหลักพระธรรมศาสตร์เข้ามาด้วย ดังจะ เห็นว่าศิลาจารึกสมัยสุโขทัย ก็มีร่องรอยวัฒนธรรมฮินดูอยู่ ในสมัยอยุธยาไทยได้ใช้กฎหมายนี้ อย่างบริบูรณ์ ครั้นกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ต้นฉบับคัมภีร์พระธรรมศาสตร์สำหรับศาลหลวง ก็สาบสูญไปหมด ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงให้ชำระกฎหมายเก่าที่มีมาแต่ครั้งโบราณ แล้วรวบรวมขึ้นไว้เรียกว่า “กฎหมายตราสามดวง”
| สยาม ราชวัตร กฎหมายตราสามดวงมีลักษณะเป็นกฎหมายของนักกฎหมาย (Juristenrecht) กล่าวคือ กฎเกณฑ์ส่วนใหญ่ของกฎหมายตราสามดวงโดยเฉพาะในส่วนที่เป็นพระธรรมศาสตร์ ที่มี ลักษณะทั่วไปและมีฐานะสูงกว่าจารีตประเพณี มีการจัดระบบกฎหมายที่เป็นระบบและ มีการใช้เหตุผลของนักกฎหมายปรุงแต่ง 10.5 คุณค่าด้านภาษาและวรรณกรรม ภาษาที่ใช้บันทึกคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คือภาษาสันสกฤตจัดอยู่ในตระกูล ภาษาอินเดีย-ยุโรป (Indo- European) เป็นตระกูลภาษาที่มีรูปของวิภัตติและปัจจัยกำกับ พวกอารยันได้นำภาษาเข้ามาในอินเดียเมื่อประมาณ ปีที่ 1500 ก่อนคริสต์ศักราช ภาษา สันสกฤตเป็นภาษาที่มีต้นกำเนิดจากภาษาในคัมภีร์พระเวท เป็นภาษาของชาวอารยันอินเดีย เป็นภาษาโบราณดั้งเดิมที่ยังมีกฎเกณฑ์ไม่รัดกุมนักใช้ร้อยกรองคัมภีร์พระเวทเพื่อท่องจำ สืบต่อมาในหมู่พวกชนชั้นสูงโดยเฉพาะกลุ่มวรรณะพราหมณ์ด้วยเหตุนี้จึงถือกันว่าภาษาใน คัมภีร์พระเวทเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ของคนชนชั้นสูงประการหนึ่ง อีกประการคัมภีร์พระเวท ทั้งหลายแต่งในถิ่นและระยะเวลาต่างกัน จึงทำให้หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ไม่ตรงกันอยู่หลาย ประการ ยิ่งระยะเวลาล่วงเลยมาก็ยิ่งทำให้หลักเกณฑ์ต่างๆ คลาดเคลื่อนกันมากยิ่งขึ้น ด้วยมี ภาษาพื้นเมืองเข้าไปปะปนมากจนในที่สุดสื่อความหมายกันไม่เข้าใจก็มี ในช่วงเวลาวิกฤตนี้ ได้มีนักปราชญ์คนสำคัญคนหนึ่งของอินเดียนามว่า “ปาณินิ” เขาได้นำภาษาในพระเวท ทั้งหลายมาศึกษาจนสามารถแจกแจงและวางหลักเกณฑ์ใหม่ให้รัดกุม สรุปลงเป็นสูตรไว้เกือบ 4,000 สูตร โดยแบ่งเป็น 8 บท หนังสือที่เขาแต่งนี้ชื่อว่า “อัษฎาธยายี” ซึ่งถือเป็นไวยากรณ์ เล่มแรกที่เป็นหลักการที่สุด และมีชื่อเสียงมากที่สุดของโลก การที่ปาณินินำภาษาในคัมภีร์ พระเวทมาตกแต่งและจัดระเบียบใหม่อย่างสมบูรณ์แบบจนสามารถอธิบายภาษาได้อย่าง ละเอียดและรัดกุมนี้เอง ในระยะต่อมาจึงมีผู้เรียกภาษาที่เขาตกแต่งขึ้นใหม่นี้ว่า “สันสกฤต” แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ได้จัดระเบียบและขัดเกลาเรียบร้อยดีแล้ว” ในบางครั้งมีผู้เรียกภาษา สันสกฤติของปาณินิว่า “ตันติสันสกฤต” (Classical Sanskrit) ทั้งนี้เพื่อให้ต่างกับภาษาที่ใช้ ในคัมภีร์พระเวทซึ่งเรียกว่า “สันสกฤตพระเวท” (Vedic Sanskrit) (ปรีชา ทิชินพงศ์, 2534, น. 2-3) อินเดียซึ่งถือเป็นแหล่งกำเนิดศาสนาพราหมณ์-ฮินดูได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ เจริญรุ่งเรืองมาแต่ครั้งโบราณกาล กลุ่มชนชาติต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียงโดยเฉพาะกลุ่ม ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ล้วนได้รับอิทธิพลแห่งความเจริญรุ่งเรืองของอินเดียแทบ ทุกด้านผ่านทางภาษาและวรรณกรรม ไทยเป็นชนชาติหนึ่งที่อยู่ในข่ายได้รับอิทธิพลแห่ง ความเจริญรุ่งเรืองแทบทุกด้านจากอินเดียโดยเฉพาะด้านภาษาที่เกี่ยวข้องกับศาสนา มีผู้
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | กล่าวว่า “ถ้าเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานดูแล้ว จะเห็นว่ามีคำที่เรานำมาจากภาษา บาลีและสันสกฤตอยู่ครึ่งค่อนเล่ม” (จำนงค์ ทองประเสริฐ, 2520, น. 37) แสดงให้เห็นว่า ภาษาจากอินเดียโดยภาษาบาลีและสันสกฤตมาเกี่ยวข้องกับภาษาไทยเป็นอย่างมาก บรรจบ พันธุเมธา ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตกับภาษาไทยไว้ว่า เรายืมคำภาษาทั้งสองมาใช้มากมาย ไม่เพียงแต่คำที่ใช้ในทางศาสนา แม้ในภาษาที่ใช้พูดกัน ทุกวัน ก็มีคำภาษาทั้งสองนี้ใช้อยู่ไม่น้อย คำที่ใช้ในวิชาการแขนงต่างๆ ตลอดจนชื่อบุคคล ชื่อ สถานที่ก็เป็นคำบาลีและสันสกฤตเป็นส่วนใหญ่ บางคำก็เป็นคำบาลีและสันสกฤตแท้ๆ บาง คำเรานำมาดัดแปลงเสียงบ้าง ดัดแปลงความหมายบ้าง บางคำเราก็ยืมของเขามาตกแต่งใหม่ ให้ได้ความหมายตามที่เราต้องการและนอกจากนั้นเรายังยืมหลักเกณฑ์และวิธีการบางอย่าง ของเขามาปรับเข้ากับคำไทย (บรรจบ พันธุเมธา, 2516, น. 1) นอกจากด้านภาษาแล้วการที่ชาวโลกได้รู้จักศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและประเทศ อินเดียส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาโดยเฉพาะศาสนา พราหมณ์-ฮินดูซึ่งบันทึกด้วยภาษาสันสกฤต วรรณกรรมทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีจำนวน มากตามช่วงสมัยต่างๆตั้งแต่สมัยพระเวทจนถึงสมัยใหม่ แต่ละยุคสมัยจะมีวรรณกรรมเกิดขึ้น เพื่ออธิบายองค์ความรู้ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเริ่มต้นด้วยยุคสมัยพระเวทประมาณศตวรรษ ที่ 20 ถึง 15 ก่อนคริสต์ศักราช เป็นยุคสร้างวรรณกรรมเริ่มต้นก็คือวรรณกรรมคัมภีร์พระเวท ประกอบไปด้วยเวททั้ง 3 ที่เรียกว่า “ไตรเวท” คือ ฤคเวท สามเวท ยชุรเวท ยุคสมัย พราหมณะประมาณศตวรรษที่ 14 ถึง 9 ก่อนคริสต์ศักราช ยุคนี้ภาคเหนือทั้งหมดของอินเดีย ตกอยู่ภายใต้อำนาจของพวกอารยัน พวกพราหมณ์ได้แบ่งชนชั้นเรียกว่า “วรรณะ” เหยียด ชนชาติดั้งเดิมลงเป็นชนชั้นต่ำเรียกว่า “ศูทร” และได้เพิ่มคัมภีร์พระเวทเล่มที่ 4 คือ “อาถรรพเวท” เป็นเรื่องของเวทมนตร์คาถา ตอนปลายของยุคนี้เกิดมีพวกนักพรตบำเพ็ญ ตบะทรมานกายอาศัยอยู่ในป่าเรียกว่า ฤๅษี มีจุดหมายเพื่อให้วิญญาณบริสุทธิ์ จึงเกิดตำรา สำหรับผู้เรียนรู้ในการอยู่ป่าบำเพ็ญพรต เรียกว่า “คัมภีร์อารัณยกะ” ต่อมาในยุคสมัย อุปนิษัทประมาณศตวรรษที่ 8 ถึง 5 ก่อนคริสต์ศักราช พวกพราหมณ์ได้รวบรวมหลักความ เชื่อเรื่องพรหมันหรือปรมาตมันขึ้นเป็นตำราสำหรับศึกษาเรียกว่า “อุปนิษัท” ถือเป็นตอน สุดท้ายของคัมภีร์พระเวท จึงเรียกว่า “เวทานตะ” ต่อมาในยุคมหากาพย์ ประมาณศตวรรษ ที่ 4 ถึง 2 ก่อนคริสต์ศักราชพวกอารยันได้แผ่อารยธรรมไปทางใต้ของอินเดีย เป็นที่มาของ การเกิดวรรณกรรมเล่มสำคัญคือ “มหาภารตะ” ท่านฤๅษีวยาสะนำมาแต่งเป็นโศลกเนื้อเรื่อง เกี่ยวกับสงครามกลางเมืองครั้งยิ่งใหญ่ที่ทุ่งกุรุเกษตร ระหว่าง 2 ตระกูล คือเการวะ และ ปาณฑวะ ซึ่งทั้งสองสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกันทำสงครามเพื่อแย่งแผ่นดินกันใน ที่สุดฝ่ายปาณฑวะได้รับชัยชนะ ตัวเอกในเรื่องมหาภารตะคือพระกฤษณะ ส่วนในแคว้นโกศล ท่านฤๅษีวาลมีกิได้ร้อยกรองเรื่อง “รามายณะ” ขึ้น ถือว่าเป็นกาพย์เรื่องแรกในวรรณคดีของ อินเดีย เนื้อเรื่องสำคัญคือพระรามและสีดาต้องออกไปเดินป่า เนื่องจากมีปัญหา
| สยาม ราชวัตร การครองราชย์ราวณะลักพาสีดาไป พระรามได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพวานร ชิงสีดา กลับคืนและพากันกลับไปครองบ้านเมืองท่ามกลางความยินดีของประชาชน ตัวเอกในเรื่อง รามายณะนี้คือพระราม ต่อมาในยุคสมัยอวตารประมาณศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสต์ศักราชถึง คริสต์ศตวรรษที่ 2 พวกตาดหรือเติร์กจากเอเชียตอนกลางได้เข้ามารุกรานอินเดียแถบลุ่ม แม่น้ำสินธุอยู่เนืองๆ ประกอบกับอาณาจักรของพระเจ้าอโศกพินาศลง ทำให้อินเดียปั่นป่วน เกิดกบฏรบฆ่าฟันแย่งชิงกันเป็นใหญ่ ในระยะนี้มีอาณาจักรเกิดขึ้นใหม่คือแคว้นกุษาณะ พระ เจ้ากนิษกะเป็นกษัตริย์ที่มีความสามารถ เมืองหลวงคือบุรุษปุระ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียง เหนือของอินเดีย เป็นแหล่งรวมอารยธรรมทั้งของอินเดีย เปอร์เชีย และโรมัน ช่วงนี้นักปราชญ์ฮินดูได้รวบรวมกฎวินัย ขนบธรรมเนียมประเพณี เขียนเป็นร้อย กรองต่างๆ สำหรับชาวฮินดูทั่วไปเรียกว่า “มานวธรรมศาสตร์” และมีการเขียนเรื่องราว พระรามคือพระวิษณุอวตารลงมาปราบยุคเข็ญ มีเรื่องเพิ่มเติมขึ้นอีกมากมายรวมเป็น 24,000 โศลก ในระยะเดียวกันพระกฤษณะในมหาภารตะก็กลายเป็นพระวิษณุอวตารเช่นเดียวกับ พระราม และเรื่องที่เพิ่มขึ้นในมหาภารตะที่สำคัญเรื่องหนึ่งคือ “ภควัทคีตา” นับเป็น วรรณคดีชิ้นเอกของอินเดียชิ้นเหนึ่ง กล่าวถึงหลักธรรมทำนองเดียวกับอุปนิษัท การเพิ่มเติม เหล่านี้ทำให้มหาภารตะมีความยาวถึงประมาณ 100,000 โศลก ผู้แต่งคัมภีร์นี้ต้องการ ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนสามารถปฏิบัติธรรมได้ไม่จำเป็นต้องออกบวช ยกย่องพระกฤษณะ เป็นพระเจ้าสูงสุด ต่อมาในยุคสมัยปุราณะ (ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 3 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 6) ราชวงศ์คุปตะเป็นใหญ่ในอินเดียภาคเหนือ เมืองหลวงอยู่เมืองปาฏลิบุตร ต่อมาย้ายไปที่ เมืองอโยธยา บ้านเมืองสงบสุข กษัตริย์ที่มีชื่อเสียงคือพระเจ้าสมุทรคุปต์ และพระเจ้าวิกรมา ทิตย์หรือจันทรคุปต์ที่ 2 วรรณคดีรุ่งเรืองมากในสมัยนี้ มีทั้งบทละคร กาพย์ ตำรับตำราและ นิยายนิทาน จึงเกิดหนังสือชุด “ปุราณะ” ขึ้น มีกวีราชสำนักที่มีชื่อเสียง เช่น กาลิทาส มี ผลงานบทละครเรื่อง “ศกุนตลา” เกิดหนังสือ “ปัญจตันตระ” เป็นนิทานสอนคติธรรมเรื่อง สั้นมากมาย เป็นนิทานตัวละครนั้นเป็นสัตว์พูดได้ มีความคิด ชีวิตจิตใจเหมือนมนุษย์ ความ มุ่งหมายเพื่อให้เกิดความบันเทิงและสั่งสอนไปด้วยในขณะเดียวกัน ต่อมาในสมัยภักดี (ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 11 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15) ยุคนี้ชนชาติที่นับถือศาสนาอิสลามได้ รุกรานอินเดียภาคเหนือ และตีได้บางแคว้นทางใต้ เป็นระยะที่เต็มไปด้วยการรบราฆ่าฟัน ทำ ให้ศิลปวัตถุตลอดจนความเชื่อดั้งเดิมของอินเดียถูกทำลายมาก จนกระทั่งพวกโมกุลที่นับถือ ศาสนาอิสลามเข้าครอบครองอินเดียเป็นเวลาหลายร้อยปี
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | 10.6 ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูกับโลกร่วมสมัย ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเป็นศาสนากระแสหลักของชาวอินเดีย เป็นศาสนาหนึ่งของ โลกที่มีประชากรนับถือจำนวนมาก เป็นศาสนาที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่เก่าแก่ที่สืบ ทอดกันมาเชิงอนุรักษ์นิยมส่งต่อผ่านรุ่นสู่รุ่นโดยมีคัมภีร์พระเวทเป็นหลักการใหญ่ เมื่อประเทศอินเดียเข้าสู่โลกร่วมสมัยปัจจุบัน ประชาชนชาวฮินดูปะทะสังสรรค์กับแนวคิด ร่วมสมัยต่างๆ ด้วยที่ผ่านมามีการเรียนรู้ภูมิปัญญาวัฒนธรรมตะวันตก ตั้งแต่ยุคที่อังกฤษ เข้ามาปกครองอินเดีย ชาวอินเดียจำนวนมากได้ไปศึกษาในต่างประเทศนอกประเทศอินเดีย โดยเฉพาะในอังกฤษ เช่นมหาตมะ คานธีดร.อัมเบกการ์ เป็นต้น หรือบางกลุ่มอาจไม่ได้ไป ศึกษาในต่างประเทศต่อได้ศึกษาศิลปวิทยาการต่างๆ ในตะวันตกผ่านหนังสือที่หลั่งไหล เข้ามาสู่ประเทศอินเดีย ทำให้ได้รับองค์ความรู้มากมายที่แตกต่างไปจากวัฒนธรรมอินเดียเดิม ที่เป็นอยู่ ซึ่งบุคลากรเหล่านี้ได้หันกลับมามองตนเองโดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์-ฮินดูของ ชาวอินเดียที่เป็นอยู่ หรือเป็นการเอาสายตาคนนอกมามองคนในคือวิถีชีวิตชาวฮินดูใน ประเทศอินเดีย ทำให้เห็นหลายประเด็นไม่สอดคล้องกับสังคมร่วมสมัยที่เป็นอารยชน โดยเฉพาะแนวคิดและหลักปฏิบัติทางศาสนาที่ขัดแย้งกับเรื่องสิทธิและมนุษยชนอันเป็น หลักการสำคัญของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวรรณะที่ดูเหมือนเป็น ความเหลื่อมล้ำกันทางสังคม และเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างในสังคมอินเดีย ประเด็นเรื่องการต่อสู้เรื่องวรรณะและจัณฑาลในสังคมอินเดียเป็นสิ่งที่ถูกจับตามอง มากที่สุดจากสายตาของคนนอกศาสนาพราหมณ์-ฮินดูโดยเฉพาะในโลกตะวันตกที่ให้ ความสำคัญความเท่าเทียมกันของมนุษย์และสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ในโลกร่วมสมัย ระบบ วรรณะเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมอินเดียมาตั้งแต่โบราณกาลนับตั้งแต่สมัยพระเวท และมีพัฒนาการมาตามลำดับในยุคต่างๆ เช่น พราหมณะ อุปนิษัท และต่อเนื่องเรื่อยมาผ่าน มาถึงช่วงอินเดียยุคใหม่มีการต่อสู้แย่งชิงพื้นที่กันอย่างเข้มข้น (สมหวัง แก้วสุฟอง, 2559, น. 121) หากมองผ่านประวัติศาสตร์อินเดียก็จะพบว่า ได้มีนักปฏิรูปสังคมมากมายที่เสนอ แนวคิดและลงมือปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาเรื่องวรรณะและจัณฑาล ย้อนไปถึงสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่มีแนวคิดเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันของบุคคลได้เสนอการตัดสินคน ไม่ใช่ตัดสินที่เชื้อชาติกำเนิดควรตัดสินกันที่พฤติกรรมความดีงามของบุคคล เป็นการตีความ วรรณะในเชิงการปฏิบัติไม่ใช่การเป็นวรรณะตามคัมภีร์พระเวท ได้จัดตั้งระบบสังฆะขึ้นให้ เห็นเชิงภาคปฏิบัติว่าผู้เข้ามาในร่มพุทธศาสนาแล้วบุคคลเท่าเทียมกัน ทุกคนมีศักยภาพที่จะ บรรลุธรรมด้วยความสามารถของตนเองไม่จำกัดวรรณะหรือความเป็นเพศหญิงชาย ประวัติศาสตร์การต่อสู้เรื่องวรรณะได้ยาวมาถึงหลังจากที่อังกฤษเข้าปกครองอินเดีย จนสามารถยึดครองอินเดียได้สำเร็จ และมีผลกระทบต่อสังคมอินเดียเชิงสังคม 2 ประการ ใหญ่ๆ คือ (1) เกิดแนวคิดเสรีนิยม ซึ่งเน้นเสรีภาพของปัจเจกบุคคล ความเสมอภาคของ
| สยาม ราชวัตร บุคคลล้วนแต่มีผลปรับเปลี่ยนโลกทัศน์ ภูมิปัญญา ความคิดของคนในอินเดีย รวมทั้งส่งผล กระทบต่อความเชื่อมั่นศรัทธาตามกรอบแนวคิดประเพณีนิยม (2) ภายใต้การปกครองของ อังกฤษ ประเทศอังกฤษได้นำเอาศิลปวิทยาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ ความเสมอภาคมาสู่ ประเทศอินเดีย ภายใต้กฎหมายระบบการศึกษาสมัยใหม่ที่ไม่มีการผูกขาดเฉพาะวรรณะใด วรรณะหนึ่ง การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ที่ท้าทายความเชื่อในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูสิ่งเหล่านี้ เป็นเงื่อนไขที่ผลักดันให้ปัญญาชนคนรุ่นใหม่ที่มีส่วนในการปฏิรูปสังคมอินเดีย ทำให้เกิด นักปฏิรูปในอินเดียหลายคนที่พยายามปฏิรูปสังคมและแก้ไขปัญหาจัณฑาล ได้แก่ ท่านราม โมหันรอย ผู้ก่อตั้งสมาคมพรหโมสมาช (Brahmo Samaj) ซึ่งส่งเสริมวิทยาการของตะวันตก ปรับปรุงคำสอนในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูใหม่โดยชี้ให้เห็นว่าหลักฐานในคัมภีร์พระเวท บริสุทธิ์ดั้งเดิมไม่มีเรื่องจัณฑาล เป็นต้น นักปฏิรูปเหล่านี้ล้วนมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงศาสนา พราหมณ์-ฮินดูตามแนวปฏิบัติจารีตประเพณีและค่านิยมดั้งเดิมบางประการเท่านั้นมากกว่า จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมอินเดียหรือระบบวรรณะทั้งหมด (พระมหากฤษฎา กิตฺติโสภโณ และคณะ, 2560, น. 554-555) ในช่วงที่อินเดียต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ ได้มีบุคคลสำคัญ 2 ท่าน ที่เล็งเห็นปัญหาความบกพร่องของระบบวรรณะ คือ มหาตมะ คานธี และ ดร. บี.อาร์. อัมเบดการ์ทั้งสองได้อุทิศชีวิตลงมือปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาวรรณะอย่างจริงจัง แม้ทั้งสอง จะมีแนวคิดที่จะแก้ปัญหาเรื่องวรรณะในสังคมอินเดีย แต่ทั้งสองก็มีแนวคิดและวิธีการ แก้ปัญหาวรรณะที่แตกต่างกัน มหาตมะ คานธี มีแนวคิดแบบสารัตถนิยมมองว่าการมีระบบวรรณะเป็นการแบ่ง งานกันทำตามวรรณะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่มีการนำมาบิดเบือนและใช้ในทางที่ผิดโดยพวก พราหมณ์ในสมัยต่อมา ในมุมมองของคานธี วรรณะเป็นไปตามบทบัญญัติที่มีการถือปฏิบัติ สืบต่อกันมาตามจารีตแห่งคัมภีร์โบราณ ทั้งในคัมภีร์ภควัทคีตา คัมภีร์อุปนิษัท โดยมองว่าทุก คนเป็นหนึ่งเดียวกัน และในสายตาขององค์มหาเทพ ไม่มีใครสูงส่ง ไม่มีใครต่ำต้อย กับข้ออ้าง ของฝ่ายฮินดูวรรณะที่ว่า การเลือกปฏิบัติต่อคนนอกวรรณะนั้นเป็นไปตามธรรมเนียมจารีต ที่มาในวรรณาศรมธรรมหรือกฎแห่งวรรณะนั้น คานธีโต้ว่า ไม่มีหลักฐานทางคัมภีร์ใดมา สนับสนุนข้ออ้างดังกล่าวนั้น ดังนั้น การเกิดขึ้นของคนนอกวรรณะจึงไม่ชอบธรรม เป็นเรื่องที่ ผู้คนในสังคมควรทำความเข้าใจและตีความคัมภีร์เดิมโดยตั้งอยู่บนฐานแห่งเหตุผล ในคัมภีร์ ดั้งเดิมไม่มีจัณฑาลหรือคนนอกวรรณะถูกระบุไว้เลย เพราะความไม่มีวรรณะที่ 5 ดังนั้นใน มุมมองของเขา จันฑาลหรือคนนอกวรรณะจึงควรรวมไว้ในวรรณะที่ 4 คือ ศูทร ซึ่งเมื่อว่า โดยอาชีพก็ใกล้เคียงอยู่แล้ว คนเราเกิดในวรรณะใดก็ให้ทำหน้าที่ของวรรณะนั้นไปก่อนค่อย หาทางเลื่อนระดับตอนหลังเมื่อมีโอกาส ทุกอาชีพเป็นสิ่งมีคุณค่าเท่าเทียมกัน ดังนั้นวรรณะ ถ้ามีการตีความอย่างถูกต้องก็จะไม่มีปัญหา แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการใส่มโนทัศน์เรื่องสูงต่ำ เข้าไป เพราะแนวคิดเรื่องสูงต่ำมีจึงเกิดจัณฑาลหรือคนนอกวรรณะขึ้น ถ้าจำกัดสิ่งนี้ออกไป
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู | คนนอกวรรณะก็จะหายไป เหลือแต่ระบบวรรณะที่เป็นอุดมคติหรือที่บริสุทธิ์ และในการที่จะ ไปสู่จุดนั้นได้ ฝ่ายฮินดูวรรณะจะต้องใจกว้าง ต้องยอมรับให้คนนอกวรรณะเข้ามาร่วม พิธีกรรมทางศาสนาในศาสนสถานของตนได้ และในทางกลับกันคนนอกวรรณะก็ต้อง ปรับปรุงแก้ไขตนเองในสิ่งที่คนฮินดูวรรณะรังเกียจคือการมีสุขอนามัยที่ดีและการรับประทาน อาหาร ซึ่งในอุดมคติควรเป็นมังสวิรัติ (สมหวัง แก้วสุฟอง, 2559, น.130-131) ส่วน ดร.อัมเบดการ์มีความคิดเห็นต่างจากคานธี เขาตีความวรรณะในแบบสมัยใหม่ ที่ไม่ใช่แนวจารีตเดิมที่เคยปฏิบัติมา มองเรื่องความเท่าเทียมที่เขาหมายถึงมิใช่ความเท่าเทียม แห่งสถานะของวรรณะ แต่เป็นความเท่าเทียมกันทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจของคน นอกวรรณะ เขามองว่า คนนอกวรรณะเป็นผลผลิตของระบบวรรณะ คนนอกวรรณะจะยังคง มีอยู่ตราบเท่าที่ระบบวรรณะยังคงมีอยู่ ไม่มีสิ่งใดจะเป็นความคาดหวังของคนนอกวรรณะได้ นอกเสียจากว่าจะทำลายระบบวรรณะให้ได้เสียก่อน ด้วยเหตุนี้จุดหมายของอัมเบดการ์จึง ต้องการนำเอาคนนอกวรรณะเข้ามาสู่สังคมอินเดียในวิถีสมัยใหม่ ไม่ใช่ตามวิถีจารีตดั้งเดิม สำหรับวิธีการของคานธีตามแนวคิดของเขา เป็นแบบเชิงประนีประนอม ในเดือน กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1933 คานธีได้ออกหนังสือรายสัปดาห์ชื่อว่า “Harijan” คำว่า “หริชน” หมายถึงลูกขององค์มหาเทพ เป็นคำใหม่ที่ต้องการเรียกกลุ่มจัณฑาลเสียใหม่ในเชิง ความหมายที่มีความยุติธรรมและเป็นไปในเชิงบวกในความเป็นชาวฮินดูร่วมกัน และได้ตั้ง กลุ่ม “หริชน เสวัก” เพื่อคอยดูแลช่วยเหลือคนนอกวรรณะที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ คานธีได้ ระดมทุนเพื่อการนี้ถึง 8 แสนรูปีเพื่อดำเนินการในเชิงปฏิบัติการทางสังคม แม้เขาจะมี ความคิดในเรื่องแก้ปัญหาระบบวรรณะแต่เขาก็ไม่เห็นด้วยกับ ดร.อัมเบดการ์ที่จะทำลาย ระบบวรรณะลงเสียหมด แต่เขาเห็นว่าคนฮินดูในวรรณะควรเปิดใจกว้างและรับคนนอก วรรณะให้เข้าอยู่ในร่มเงาแห่งวรรณะ คานธีได้อดอาหารประท้วงคนฮินดูในวรรณะหลายครั้ง ครั้งหนึ่งเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 1932 โดยต้องการปลุกเร้าและทิ่มแทงมโนสำนึกของชาวฮินดู ให้เกิดขึ้น และอีกครั้งหนึ่งในคุกเยรัพทาคราวนี้มีผลส่งให้ชาวฮินดูในวรรณะลงมติค้ำประกัน สิทธิความเท่าเทียมของคนนอกวรรณะในการเข้าใช้บ่อน้ำสาธารณะ โรงเรียนของรัฐ ถนนสาธารณะ และสถานสาธารณะอื่นๆ เพื่อช่วยให้คานธีอยู่รอด จึงได้มีการเปลี่ยนแปลง จารีตประเพณีที่สืบทอดมายาวนาน วิหารเทวาลัยทั่วอินเดียได้เปิดประตูให้คนนอกวรรณะ เข้าไปนมัสการเทพเจ้าโดยสะดวก และพราหมณ์และคนนอกวรรณะได้รับประทานอาหาร ร่วมกัน สิ่งที่คานธีไม่เห็นด้วยมากที่สุดก็คือการแบ่งเขตเลือกตั้งระหว่างคนฮินดูในวรรณะ และนอกวรรณะที่ ดร. อัมเบดการ์นำเสนอและพยายามให้เกิดขึ้น ในช่วงสุดท้ายของชีวิต คานธีอาศัยอยู่ในถิ่นฐานของพวกนอกวรรณะเท่าที่จะมากได้ในนิวเดลีเขาอาศัยอยู่ใน นิคมพัลมิกิในเนาขาลี อยู่ในบ้านช่างทอผ้าบ้าง ช่างซ่อมรองเท้าบ้าง คนหาปลาบ้าง คานธียอมรับและสนับสนุนให้มีการแต่งงานข้ามวรรณะ ซึ่งจะเป็นวิธีหนึ่งจะไปลดทอนปัญหา และความเข้มข้นของวรรณะ
| สยาม ราชวัตร ส่วนวิธีการของ ดร. อัมเบดการ์ในการแก้ปัญหาเรื่องวรรณะจะเป็นลักษณะแบบ รูปธรรมที่ปฏิบัติจับต้องได้ เป็นวิธีการทางโลกร่วมสมัยสากล โดยกระตุ้นให้ผู้คนได้ตระหนัก ในตัวปัญหาวรรณะที่เป็นอยู่เฉพาะหน้า ให้เกิดการตะหนักรู้ปัญหา รู้จักตนเอง กล้าชนกับสิ่ง ที่เห็นว่าเป็นปัญหาพื้นฐาน กล้าได้กล้าเสีย เช่นประกาศว่าถ้าไม่ได้สิ่งที่ต้องการเขาจะออก จากความเป็นฮินดูดร. อัมเบดการ์เป็นผู้นำการต่อสู้เรื่องวรรณะให้กับกลุ่มนอกวรรณะ คำศัพท์ที่ใช้เรียกกลุ่มตัวเอง คือ “ดาลิต” (Dalit) เป็นคำศัพท์ภาษามาราตี ซึ่งเป็นภาษาถิ่น ของรัฐมหารัชตะ มีความหมายว่า ผู้ถูกกดขี่หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ ตัวเขาเองเป็นดาลิตจาก ลุ่มมหารจึงมีความมุ่งมั่นที่จะยกสถานภาพของดาลิตให้มีความก้าวหน้าดุจคนฮินดูวรรณะ ดังที่ตนมีสถานภาพในสังคมได้จึงได้พยายามต่อสู้ในทุกวิถีทาง ครั้งหนึ่งเขาได้นำพากลุ่มคน นอกวรรณะมารวมตัวกันในเมืองมาหัท แล้วเคลื่อนขบวนไปดื่มน้ำจากสระเก็บน้ำจาวตารซึ่ง พวกนอกวรรณะถูกกีดกันไม่ให้ใช้ แม้มติของเทศบาลเมืองมาหัทจะระบุว่า สระน้ำแห่งนี้เปิด ให้เป็นของสาธารณะ เปิดกว้างให้กับทุกคนก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติก็ยังถูกกีดกันอยู่ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์นี้เขาต้องการยืนยันถึงสิทธิและความเท่าเทียมกัน และอีกครั้ง หนึ่งในปีเดียวกัน เขาได้นำพาผู้คนจำนวนมากมาทำพิธีเผาคัมภีร์มนูสมฤติซึ่ง ดร.อัมเบดการ์ เชื่อว่าคัมภีร์นี้เป็นรากเหง้าแห่งความชั่วร้ายที่ทำให้เกิดการปฏิบัติต่อคนนอกวรรณะอย่าง เลวร้าย การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เช่นนี้ก็เป็นการกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้ถึงปัญหา เรื่องวรรณะที่สะสมมานานในวัฒนธรรมฮินดูนอกจากนี้อัมเบดการ์ยังขับเคลื่อนการต่อสู้ เรื่องวรรณะไปสู่การรับรองและการออกกฎหมายให้เป็นบทบัญญัติของประเทศจะได้เกิด ความมั่นคงของคนนอกวรรณะอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมที่มีสถานะทางกฎหมาย รับรองสถานภาพอย่างชัดเจน เมื่อเขาได้รับตำแหน่งทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและตำแหน่ง ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย เขาได้สร้างและผลักดันรัฐธรรมนูญที่ดียิ่งให้กับชาว อินเดียทั้งหมด โดยเฉพาะมาตรา 17 ถือเป็นหัวใจให้เกิดความเท่าเทียมของคนอินเดีย ที่มี ข้อความว่า “การยกเลิกการปฏิบัติต่อคนนอกวรรณะ คนนอกวรรณะได้ถูกยกเลิกและห้ามมิ ให้มีการปฏิบัติเยี่ยงนี้อีกไม่ว่าจะในรูปแบบใด ผู้ที่ใช้กำลังบังคับใดๆ ที่เกิดจากการปฏิบัติต่อ คนนอกวรรณะ จะถูกลงโทษตามกฎหมาย” มาตรานี้เป็นการให้การค้ำประกันว่า ทุกคนมี สิทธิเท่าเทียมซึ่งเป็นสิ่งที่อัมเบดการ์ใฝ่ฝันถึงมาโดยตลอด นอกจากนี้ยังมีการบัญญัติข้อความ อีกหลายประเด็นเกี่ยวกับเรื่องวรรณะก็ได้รับการคุ้มครองป้องกันไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เช่น มาตรา 15 (1) รัฐจะต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้คนบนพื้นฐานของศาสนา ชาติพันธุ์วรรณะ เพศ หรือสถานที่เกิด (2) บนพื้นฐานของศาสนา ชาติพันธุ์ วรรณะ เพศ หรือสถานที่เกิด ห้ามมิให้ ผู้ใดขัดขวางผู้อื่นในการ (ก) เข้าไปร้านค้า ภัตตาคาร โรงแรม หรือสถานบันเทิง (ข) การใช้บ่อ น้ำ สระน้ำ ท่าอาบน้ำ ถนน ที่พักสาธารณะหรือที่อุทิศให้เป็นสมบัติสาธารณะ” เป็นต้น นอกจากนั้นก็มีหลายมาตราที่ได้มีการสงวนที่นั่งในการศึกษา ตำแหน่งข้าราชการ ที่นั่งใน