The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by social study, 2021-10-18 09:27:30

การออกแบบการจัดการเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้

ผศ.อนุสรณ์ นางทะราช

๒๕๒

หนวํ ยงานต๎นสังกัด ทุกระดับและผู๎เกี่ยวข๎องทราบ ตลอดจนการประชาสัมพันธ์ ให๎เกิดการใช๎แหลํงการ
เรยี นรูใ๎ ห๎กวา๎ งขวางยงิ่ ขนึ้ เปน็ การสงํ เสรมิ การพัฒนาตํอยอดตอํ ไป

๔.๓ แผนภมู กิ ารสร้างและพัฒนาแหลง่ การเรยี นรู้
- สารวจวเิ คราะหส์ ภาพความพรอ๎ มของแหลํงการเรียนรู๎ภายในและ ภายนอกโรงเรียน
- กาหนดแหลงํ การเรยี นรู๎ จัดระบบสารสนเทศ
- จดั ทาแผนปฏิบัติการสรา๎ งและ พฒั นาแหลํงการเรียนรู๎
- ทาความเขา๎ ใจการใชแ๎ หลงํ การเรยี นร๎ู
- จัดทาและใชแ๎ ผนการจัดกจิ กรรม
- การเรียนร๎โู ดยใชแ๎ หลงํ การเรยี นรู๎
- ประเมนิ ผลการจัดกจิ กรรมการเรียนรโู๎ ดยใชแ๎ หลํงการเรียนรู๎
- สรุป รายงานผล และเผยแพรพํ ฒั นา

๔.๔ เครือขา่ ยแหลง่ การเรยี นรู้ในสถานศกึ ษา
เครือขํายแหลํงการเรียนรู๎ เป็นการสร๎างความรํวมมือระหวํางแหลํงการเรียนร๎ูที่มีอยูํ

หลากหลายเพื่อให๎เกิดการเช่ือมโยงการใช๎ทรัพยากรสารสนเทศ อยํางคุ๎มคํา เครือขํายแหลํงการเรียนร๎ู
ของโรงเรยี นมีอยทูํ งั้ ในโรงเรียนและนอกโรงเรยี น

เครือขํายแหลํงการเรียนรู๎ในสถานศึกษา เป็นการรํวมมือกันระหวํางแหลํงการเรียนรู๎
ประเภทตํางๆที่มีอยํูในโรงเรียน เชํน ห๎องสมุดโรงเรียน ห๎องสมุดกลุํมสาระการเรียนร๎ู ห๎องโสต
ทัศนศึกษาห๎องคอมพิวเตอร์ ห๎องอินเทอร์เน็ต ห๎องปฏิบัติการตําง ๆ ห๎องพิพิธภัณฑ์ อุทยาน
การศกึ ษา สวนสมนุ ไพร สวนหยอํ ม สวนวรรณคดี สวนคณิตศาสตร์ ฯลฯ

เครอื ขํายแหลํงการเรียนรู๎นอกสถานศกึ ษา โรงเรยี นดาเนินงานประสานความรํวมมือใน
การจัดให๎ผู๎เรียนได๎ใช๎แหลํงการเรียนร๎ูท่ีอยํูนอกโรงเรียน เชํน ห๎องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ สวน
สัตว์ ศนู ย์กฬี า สถานประกอบการ ภูมปิ ัญญาทอ๎ งถิ่น วดั อทุ ยานแหํงชาตทิ ี่มอี ยํูในทอ๎ งถ่ิน ฯลฯ

๔.๕ แนวการดาเนนิ งานสร้างเครือขา่ ยแหล่งการเรยี นรขู้ องสถานศึกษา มีดังน้ี๑๘๒
๑. สารวจแหลงํ การเรยี นรู๎ทีม่ อี ยูทํ ง้ั ในและนอกสถานศึกษา
๒. จัดทารายการข๎อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับแหลํงการเรยี นรู๎
๓. ประชมุ กาหนดรายการความรวํ มมอื ในการเป็นเครือขาํ ย
๓.๑ การสรา๎ ง/ผลติ ส่ือ นวัตกรรม เทคโนโลยสี ารสนเทศ
๓.๒ การจัดระบบการจดั เก็บสอ่ื นวตั กรรม
๓.๓ การจดั ระบบการใหบ๎ รกิ าร
๓.๔ การแลกเปลีย่ นส่ือ นวัตกรรม เทคโนโลยสี ารสนเทศ
๓.๕ การยมื สื่อ นวตั กรรม เทคโนโลยี ระหวาํ งแหลํงการเรยี นรู๎
๓.๖ การจัดระบบเชอ่ื มโยงเครอื ขําย

๔. ดาเนินการพัฒนาเครือขําย
๕. ดาเนนิ การใชเ๎ ครือขํายเพ่ือการจดั กิจกรรมการเรยี นรู๎

๑๘๒ ชนนิ ทร์ชัย อินทิราภรณ์ และสุวทิ ย์ หิรัณยกาณฑ.์ การพัฒนาศูนย์การเรียนร.ู้ (พมิ พ์ครง้ั ที่ ๒. กรุงเทพฯ
: บรษิ ทั ราไทยเพรส จากดั , ๒๕๔๘). หนา๎ ๙๕

๒๕๓

๖. ประเมนิ ผลการใชแ๎ ละรายงานผล
๔.๖ การใชส้ ื่อนวัตกรรม เทคโนโลยสี ารสนเทศจากแหลง่ การเรียนรู้

สถานศึกษาเป็นแหลํงการเรียนรู๎ท่ีสาคัญของผ๎ูเรียน เพราะเป็นองค์ประกอบในการทา
ให๎ผเ๎ู รยี นเกิดการเรียนรู๎ตามหลักสูตร มีการจัดกระบวนการเรียนร๎ูให๎ผ๎ูเรียนได๎พัฒนาตามธรรมชาติและ
เต็มตามศักยภาพ ซ่ึงมาตรา ๒๔ ในพระราชบัญญัติการศึกษาแหํงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ได๎ระบุไว๎อยําง
ชัดเจนวําในการจัดกระบวนการเรียนรู๎ สถานศึกษาและหนํวยงานท่ีเกี่ยวข๎องควรสํงเสริม สนับสนุนให๎
ผส๎ู อนสามารถจดั บรรยากาศ สภาพแวดล๎อม สือ่ การเรียน และอานวยความสะดวก เพื่อให๎ผ๎ูเรียนเกิด
การเรียนร๎ู และ มีความรอบรู๎ ท้ังน้ีผ๎ูสอนและผ๎ูเรียนอาจ เรียนรู๎ไปพร๎อมกันจากส่ือการเรียนการสอน
และแหลํงวิทยาการประเภทตํางๆ เมื่อสถานศึกษามีสื่อ และแหลํงการเรียนรู๎แล๎ว ทาอยํางไรจะทาให๎
ผเู๎ รยี นเกิดการเรยี นร๎แู ละมีความรอบร๎ตู ามวตั ถุประสงคท์ ี่ต๎องการ
๒. ความหมายและความสาคัญของศูนยก์ ารจัดการเรยี นรู้

๕.๑ ความหมายของศนู ยก์ ารจัดการเรยี นรู้๑๘๓
ศูนย์การเรียนร๎ู หมายถึง การจัดพ้ืนท่ีการเรียนทางกายภาพเพื่อให๎ผู๎เรียนสามารถ

ควบคุมการเรียนด๎วยตนเองเป็นรายบุคคลหรือผู๎เรียนในกลุํมเล็ก ตามงานท่ีโปรแกรมกาหนดให๎ โดย
จัดเป็นคูหาหรือโต๏ะ และมีสื่อการเรียนในรูปแบบส่ือประสม ชํวยในการเรียนรู๎โดยมีครูผู๎สอนคอย
แนะนา

ลักษณะของศูนย์การเรียนรู๎มีพื้นฐานจากแนวคิดการศึกษาระบบเปิดในชํวงทศวรรษ
๑๙๖๐s ถึง ๑๙๗๐s โดยการจัดพื้นฐานการเรียนให๎ผู๎เรียนมีโอกาสควบคุมการเรียน เพ่ิมขึ้น เพื่อ
สงํ เสริมการทากิจกรรมด๎วยตนเองหรือโดยกลุํม จะจัดโดยแบํงกลุํม ตามที่ได๎รับมอบหมาย การจัดพ้ืนท่ี
นี้สามารถจัดภายในห๎องเรียนในห๎องปฏิบัติการ จะจัดโดยแบํงออกเป็น ๔-๖ ศูนย์ ภายในห๎องหรือศูนย์
เดียวกลางห๎องหรือมุมใดมุมหน่ึงของห๎องหรือแม๎แตํระเบียบทางเดินก็ทาได๎แตํต๎องสามารถกาจัดเสียง
รบกวนตําง ๆ ได๎ หรือจัดไว๎ในห๎องสมุด แตํละศูนย์จะจัดในลักษณะเป็นโต๏ะ ๑ ตัว และมีเก๎าอี้อยํู
โดยรอบเพื่อให๎ผู๎เรียนได๎มีโอกาสเรียน อภิปราย วิจัย แก๎ปัญหา หรือทดลองรํวมกัน หรืออาจจัดโต๏ะ
คอมพิวเตอร์ที่ตํอเป็น เครือขํายหรือในลักษณะที่สามารถทากิจกรรมคนเดียวหรือเป็นกลุํมเล็กได๎
นอกจากนี้ยงั จดั ในลักษณะเป็นคหู าเพือ่ กาจัดเสียงรบกวนในขณะเรยี นหรอื ทากิจกรรมจากศูนย์ใกล๎เคียง
หรือเสียงรบกวนอืน่ ท่ีจะทาให๎เสียสมาธิในการเรียน คหู ายงั แบํงได๎เป็น ๒ ประเภท คือ คูหาแห๎ง (Dry
Carrel) และ คูหาเปียก (Wet Carrel) คูหาแห๎งจะประกอบด๎วยส่ือการเรียนท่ีไมํมีวัสดุอุปกรณ์อิเลก
ทรอนิกส์ สํวนคูหาเปียกจะประกอบด๎วยสื่อการเรียนที่เป็นวัสดุอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ เชํน เทปเสียง
ทีวีมอนิเตอร์ เคร่ืองเลํนแถบวีดีทัศน์ เคร่ืองคอมพิวเตอร์ เป็นต๎น ส่ือการเรียนที่ประจาในแตํละศูนย์จะ
อยูใํ นรูปแบบสอ่ื ประสมท่ีแยกตามกิจกรรม หรือเปน็ ชุดการเรียนกไ็ ด๎

ในการเรียนที่แตํละศูนย์แยกตามกิจกรรมการเรียนออกจากกัน ผ๎ูเรียนท่ีแบํงออกเป็น
กลุํม ๆ แตํละกลํุมต๎องเรียนให๎ครบทุกศูนย์ สํวนศูนย์การเรียนร๎ูที่จัดทุกกิจกรรมไว๎ในศูนย์เดียว แตํละ
กลมํุ ต๎องเปล่ียนกนั เข๎าไปเรยี น

นักการศึกษาและนักจิตวิทยามีความคิดเห็นท่ีสอดคล๎องกันวํา การพัฒนาบุคคลให๎มี
คุณภาพ นั้นเป็นผลมาจากการสํงเสริมพัฒนาการตั้งแตํชํวงปฐมวัย พัฒนาการทางสติปัญญาในชํวง

๑๘๓ ชนนิ ทรช์ ัย อนิ ทิราภรณ์ และสุวทิ ย์ หิรณั ยกาณฑ์.การพัฒนาศูนยก์ ารเรียนร้.ู (พมิ พ์ครัง้ ที่ ๒. กรงุ เทพฯ
: บรษิ ัท ราไทยเพรส จากดั , ๒๕๔๘). หนา๎ ๑๐๓

๒๕๔

ปฐมวัยเป็น รากฐานท่ีสาคัญในการพัฒนาสติปัญญาในระดับที่สูงขึ้น การจัดประสบการณ์การเรียนร๎ู
ให๎กับเด็ก ปฐมวัยจึงต๎องเปิดโอกาสให๎เด็กได๎ใช๎ประสาทสัมผัสทุกๆ ด๎านในการรับรู๎ส่ิงตํางๆ ให๎มาก
กลําวคือ สติปัญญาจะพัฒนาเร็วหรือช๎าข้ึนอยูํกับการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล๎อมหรือประสบการณ์ท่ีเด็ก
ไดร๎ ับใน แตํละวัน การจดั การเรียนร๎ูที่เหมาะสมจึงควรมุํงความสาคัญมาสํูเด็ก โดยให๎โอกาสเด็กได๎เลือก
ทา กิจกรรมด๎วยตนเองตามทตี่ นสนใจ เรียน สารวจ หยิบจับ และทดลองจากประสบการณ์ตรง สํวนครู
เป็นผูส๎ ังเกต อานวยความสะดวก ใหค๎ าแนะนา ดแู ลความปลอดภัย และประเมนิ ผลการเรียนร๎ู๑๘๔

การเรียกซ่ือศูนย์การเรียนอาจแตกตํางกันไปตามวัตถุประสงค์ของการใช๎งาน เซํน ศูนย์
การ เรยี นร๎ู ศูนย์กิจกรรม ศูนย์วิชาการ มุม (เฉยๆ) มุมประสบการณ์ หรือกิจกรรมเสรี แตํไมํวําจะเรียก
ซ่ือ อยํางไรก็ตาม ศูนย์การเรียนก็ยังคงเป็นรูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู๎แบบบูรณาการ
ประเภท หน่ึงท่ียํนยํอชํวงเวลาของเรียนรู๎แบบกลํุมใหญํให๎ลดลงและเพ่ิมชํวงเวลาของการเรียนร๎ูแบบ
กลํุมยํอย และรายบุคคลให๎มากขึ้น ศูนย์การเรียนร๎ูใช๎สภาพทางกายภาพของห๎องเรียนหรือพื้นที่ที่
กาหนดข้ึนมา ในห๎องเรียน โดยมีจุดหมายในการจัดกิจกรรมการเรียนที่มีความหมายและหลากหลาย
ให๎แกํเด็ก เป็น กิจกรรมที่เปิดโอกาสให๎เด็กได็ใช๎ความสามารถทางปีญญาในด๎านตํางๆ ตาม
ความสามารถ ความพร๎อม วุฒิภาวะ ประสบการณ์ และความสนใจของตนเอง ให๎อิสระเด็กในการ
ทางานกับวสั ดุอุปกรณ์ท่ี จัดเตรียมไว๎อยํางเพียบพร๎อมในแตลํ ะศูนย์ เดก็ ไดม๎ โี อกาสปฏิสัมพันธ์กับเด็กอื่น
ในลักษณะของการ เลํนบทบาทสมมุติ ได๎พูดคุยกันและเรียนร๎ูไปตามความสามารถของตนเอง
เชํนเดียวกับการแกํไข ข๎อผิดพลาดของตนเองในบรรยากาศที่ไมํเปน็ ทางการ

ศูนย์การเรียนจะจัดไว๎ทั่วทั้งห๎องตามความเหมาะสม อาจใช๎พ้ืนที่บนโต๏ะ ในถัง ในอําง
บริเวณ ช๎างฝาห๎อง หรือแม๎แตํในถุงใสํของก็ได๎ หรืออาจเป็นกิจกรรมที่ให๎เด็กทุกคนทา เป็นบางคนทา
หรือเปน็ ทางเลือกของเดก็ ท้งั หมดก็ได๎ ในขณะทท่ี ากิจกรรมศูนย์การเรียน เด็กจะเคลื่อนท่ีได๎อยํางอิสระ
จาก ศนู ย์หนง่ึ ไปยังอกี ศนู ย์หนึ่ง ผลดั เปลีย่ นหมนุ เวียนกันทากิจกรรมในแตํละศูนย์ โดยอาจมีสัญญาการ
เรียน (Learning contact) เป็นเสมือนผู๎นาทางในการเลือกวําจะไปศูนย์ไหน และจะทากิจกรรมอะไร
เมอื่ ไปถึงศูนยน์ ัน้ สัญญาการเรยี นจึงชวํ ยกระตน๎ุ ความสนใจและความรบั ผิดชอบของเด็กไดด๎ ี

เมอ่ื ธรรมชาติของเดก็ ปฐมวยั สะทอ๎ นซง่ึ การเป็นผูเ๎ รยี นรทู๎ ่ีกระฉับกระเฉงในการหยิบจับ
ทดลอง และสร๎างสรรค์ส่ิงตํางๆ การจัดประสบการณ์แบบศูนย์การเรียนจึงเป็นทางเลือกหนึ่งท่ีใช๎
สภาพแวดลอ๎ มเปน็ เคร่ืองมือในการขบั เคลอ่ื นการเรยี นรู๎ ศนู ยก์ ารเรียนจัดสรรโอกาสสาหรับเด็ก ปฐมวัย
ในการสารวจมโนทศั น์ตํางๆ ด๎วยวิธีการที่หลากหลายอยํางไมํมีที่สิ้นสุด ศูนย์การเรียนท่ีมี ประสิทธิภาพ
ตอ๎ งออกแบบกิจกรรมให๎สัมพันธ์และเช่ือมโยงกับโลกแหํงการเรียนรู๎ที่กระฉับกระเฉงนั้น อีกทั้งยังต๎องมี
การวางแผนท่ีดีในการสํงเสริมให๎เด็กปฐมวัยได๎มีสํวนรํวมในการจัดกระทากับวัสดุ อุปกรณ์และกิจกรรม
ตํางๆ อยํางเปน็ ธรรมชาติ

ศูนย์การเรียนท่ีมํุงเน๎นการทางานหรือกิจกรรมเป็นกลุํมเล็กๆ ย่ิงสนับสนุนให๎เด็กมี
โอกาสใน การปฏิสัมพนั ธก์ ับคนรอบช๎างมากย่ิงขึ้นเม่ือเทียบกับการเรียนรู๎ในกลุํมใหญํ เด็กได๎ทางานเพื่อ
ตอบสนองความคิดของตนเองอยํางมีความหมาย มีการล่ือสารหลายระดับและหลายรูปแบบ และที่
สาคัญคือ มีการลงมอื ทางานนน้ั ๆ อยํางจรงิ จงั ด๎วยใจจดจํอ ศูนยก์ ารเรียนจึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ ใน
การนาเสนอโลกแหํงการเรียนร๎ูในมิติตํางๆ ท่ีเด็กสามารถสารวจ ตรวจสอบ และทดลองความคิด ของ

๑๘๔ ชนินทรช์ ัย อินทริ าภรณ์ และสุวทิ ย์ หริ ณั ยกาณฑ.์ การพฒั นาศูนย์การเรยี นร้.ู (พิมพ์คร้ังที่ ๒. กรุงเทพฯ
: บรษิ ทั ราไทยเพรส จากดั , ๒๕๔๘). หน๎า ๑๐๖

๒๕๕

ตนเองภายใต๎สถานการณ์ที่ปลอดภัย และเป็นมิตร สามารถเรียบเรียงหรือจัดระเบียบ สิ่งตํางๆ ที่
เกิดข้ึนใหมํครั้งแล๎วครั้งเลํา เพื่อให๎เหมาะสมกับระดับความเช๎าใจของตน ในสภาพแวดล๎อมเชํนน้ี ยํอม
เป็นการสร๎างเสริมความม่ันใจและเป็นจุดเริ่มในการยอมรับนับถือความสามารถในตนเอ งของเด็กอยําง
จริงจงั

๕.๒ ประเภทของศูนยก์ ารเรยี นรู้๑๘๕
ศนู ย์การเรยี นมีหลายประเภทจาแนกไดต๎ ามสถานทีใ่ นการใช๎งาน ดงั น้ี

๑. ประเภทไมํแยกเป็นเอกเทศจากห๎องเรียน หมายถึง การใช๎ห๎องเรียนเป็นสถานท่ีใน
การ เรียนรู๎โดยปรับปรุงเปล่ียนแปลงบางสํวนของห๎องเรียนให๎เหมาะสมกับการใช๎งานใน ๒ ลักษณะ
ดังนี้

๑.๑ ห๎องเรยี นแบบศนู ยก์ ารเรยี น (Learning Center Classroom)
เป็นการเปล่ียนแปลงห๎องเรียนที่สอนแบบธรรมดามาเป็นห๎องเรียน

ท่ีจัดการเรียน การสอนแบบศูนย์การเรียน หรือเป็นศูนย์กิจกรรมสาหรับเด็ก โดยมุํงให๎เด็กได๎มี
ประสบการณ์ในการ ลงมือทากิจกรรมตํางๆ ที่ครูจัดเตรียมไว๎และเรียนรู๎ด๎วยตนเองผํานวัสดุอุปกรณ์
ตํางๆ ในลักษณะของ การทางานกลํุมและการศึกษาเปน็ รายบุคคลในห๎องเรียนแบบนี้ยังสามารถจัดกลุํม
ของศูนยก์ ารเรยี นร๎ูตาํ งๆ ตามวตั ถุประสงคก์ าร ใช๎งานได๎เปน็ ๒ กลมํุ คือ

(๑) ศูนย์การเรียนตามวัตถุประสงค์หรือศูนย์การเรียนหลัก
หมายถึง ศูนย์การเรียน ที่ออกแบบกิจกรรมให๎สัมพันธ์สอดคล๎องกับเน้ือหาสาระการเรียนร๎ูท่ีสอนแตํละ
ครั้ง จึงมีการกาหนด วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู๎ วตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อการประเมิน และทาการประเมินอยํางซัด
เจน ศูนย์การเรียน ลักษณะนี้มักเปลี่ยนแปลงกิจกรรมไปเร่ือยๆ แล๎วแตํความสร๎างสรรค์และ
ความสามารถในการคิด ออกแบบกิจกรรมของครูแตํละคน กิจกรรมท่ีศูนย์การเรียนจึงมีความ
หลากหลายแตกตํางกันไป เซํน ศูนย์ประดิษฐ์แมลงจาลอง ศูนย์ทาแซนวิซ ศูนย์ไปวัด ศูนย์ปอกเปลือก
ไขํ เปน็ ตน๎

(๒) ศูนยก์ ารเรยี นแบบถาวรหรือศูนย์การเรียนเสริม หมายถึง ศูนย์
การเรียนท่ี ออกแบบกิจกรรมให๎เด็กได๎เลือกทางานอยํางอิสระตามความสนใจและความถนัดที่ตํางกัน
ทัง้ นีเ้ พอ่ื ผํอนคลายความตงึ เครียดของเดก็ ที่ยงั ไมพํ ร๎อมในการเรยี นรู๎ ศูนย์การเรียนลักษณะนี้มักปรากฏ
ให๎เห็น เหมือนๆ กันในทุกๆ ห๎องเรียน อาจแตกตํางกันเฉพาะวัสดุอุปกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงบ๎าง เพ่ิมเติม
บ๎าง บางคร้ังเทําน้ัน เซํน ศูนย์บ๎าน ศูนย์ดนตรี ศูนย์หนังลือ ศูนย์ทราย ศูนย์บทบาทสมมติ ศูนย์ไม๎
บล็อก ศนู ย์ศลิ ปะ เป็นตน๎

๑.๒ ศนู ยก์ ารเรียนในห๎องเรียน (Classroom Learning Center)
เป็นการจัดห๎องเรียนโดยมีศูนย์การเรียนตํางๆ ไว๎ช๎างๆ ผนังห๎อง

หรือตามมุมห๎อง ทั้งน้ี มีวัสดุอุปกรณ์และกิจกรรมให๎ผ๎ูเรียนได๎ศึกษาด๎นคว๎าด๎วยตนเองเมื่อมีเวลาวําง
ศูนย์การเรียน ลักษณะน้ีอยูํในกลุํมของศูนย์การเรียนแบบถาวรหรือศูนย์การเรียนเสริม ครูไมํได๎ใช๎เป็น
สํวนหนึ่งของ การสอนอยํางท่ีสอดคล๎องกับเน้ือหาจริงจัง เพราะเป็นการจัดเพ่ือเปล่ียนบรรยากาศใน
ห๎องเรยี นแบบ ปกติเทํานัน้ เซนํ ศนู ยห์ นงั ลือ ศูนยว์ ทิ ยาศาสตร์ ศูนย์บทบาทสมมตุ ิ เปน็ ตน๎

๑๘๕ ระววิ รรณ ศรคี ร๎ามครนั . เทคนคิ การสอน (Teaching Techniques). กรุงเทพฯ : สานกั พมิ พ์
มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง, ๒๕๔๕. หน๎า ๑๘๗

๒๕๖

๒. ประเภทแยกเป็นเอกเทศจากห๎องเรียน หมายถึง ศูนย์การเรียนท่ีไมํใช๎ห๎องเรียนใน
การจัด หรือแยกออกจากห๎องเรียนโดยเอกเทศแตํอยูํในบริเวณเดียวกันเพื่อสะดวกในการใช๎สาหรับ
ผู๎เรียน (Resource Learning Center) โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือให๎ผ๎ูเรียนได๎ศึกษาด๎นคว๎าด๎วยตนเองตาม
ความ สนใจ หรอื ตามเนื้อหาสาระท่ไี ด๎เรยี นร๎ูรวํ มกันมาแล๎วในหอ๎ งเรยี น ศูนยก์ ารเรียนลักษณะน้ีต๎องการ
การ วางแผนอยํางดที ีจ่ ะกาหนดให๎ผเ๎ู รยี นเชา๎ ไปศกึ ษาในศูนย์ทเี่ ตรียมไว๎

๕.๓ แบบของศนู ย์การเรยี นรู้๑๘๖
ศนู ย์การเรียนมีหลายแบบการเลอื กศนู ยก์ ารเรียนแบบเดียวหรือผสมผสานหลายๆ แบบ

รวมกันขน้ึ อยูกํ บั วตั ถุประสงคข์ องผ๎ูใช๎งาน ทงั้ นี้มี ๓ แบบ พอสรุปไดด๎ งั นี้
๑. แบบเนน๎ หลักสตู ร
ศูนย์การเรียนแบบเน๎นหลักสูตรมักจาแนกตามสาระการเรียนร๎ูหรือยึด

เน้ือหาวิชา เซํน ศูนย์ภาษา ศูนย์คณิตศาสตร์ ศูนย์วิทยาศาสตร์ ศูนย์ลังคมศึกษา ศูนย์ดนตรี และศูนย์
ศิลปะ เป็นต๎น ศูนย์การเรียนแบบนี้จะงํายในการวางแผนและออกแบบกิจกรรมเพื่อให๎บรรลุเป้าหมาย
ทางวชิ าการ สาหรบั เดก็

๒. แบบเนน๎ สื่อการเรยี นรู๎
ศูนย์การเรียนแบบเน๎นส่ือการเรียนรู๎ เซํน ศูนย์ไม๎บล็อก ศูนย์หนังลือ ศูนย์

เครอ่ื งเลนํ สัมผัส ศนู ย์น้า ศูนย์ทราย และศนู ยบ์ ๎าน เป็นต๎น
๓. แบบเน๎นกจิ กรรม
ศูนย์การเรียนแบบเน๎นกิจกรรมตามหัวข๎อเรื่องต๎องคานึงถึงการพัฒนา

กิจกรรมที่สัมพันธ์ กับสาระการเรียนรู๎ตํางๆ ตามศูนย์ เซํน ศูนย์ศึกษาเกี่ยวกับแมลง อาจนาเสนอใน
รูปแบบของกจิ กรรม ศิลปะคือ การประดิษฐ์แมลงจาลอง หรือกิจกรรมวิทยาศาสตร์คือ การเลี้ยงหนอน
แก๎ว หรือกิจกรรม คณิตศาสตร์คือ การจาแนกแมลงรูปรํางตํางๆ ซึ่งสะท๎อนให๎เห็นถึงการบูรณาการ
อยาํ งซดั เจน

๕.๔ ลกั ษณะเฉพาะของศูนยก์ ารเรยี น
การจัดศูนย์การเรียนได๎มีการจัดกลุํมต้ังซื่อศูนย์แตกตํางกันไปแล๎วแตํความเหมาะสม

และ การเบน๎ ของหลกั สูตรในแตํละสถานศึกษา อยํางไรก็ตาม ศูนย์การเรียนแตํละศูนย์มีลักษณะเฉพาะ
และเทคนิคการจัดการท่ีแตกตํางกัน ตัวอยํางลักษณะเฉพาะของศูนย์การเรียนแบบถาวรหรือศูนย์การ
เรียนหลักท่ีเหมาะสมกับตัวผูเ๎ รยี นมี ดงั นี้๑๘๗

๑. ศูนยบ์ า้ น/ศูนย์การแสดงสร้างสรรค์/ศนู ย์บทบาทสมมติ

๑๘๖ จาเนยี ร ชํวงโชติ. แบบของศนู ยก์ ารเรียนร้.ู เอกสารประกอบการเรียนวชิ า PC ๓๖๐ (PC ๔๐๙)
ภาควชิ าจติ วทิ ยา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง. พิมพ์ครัง้ ท่ี ๖. กรุงเทพฯ : สานกั พิมพ์มหาวิทยาลยั
รามคาแหง, ๒๕๓๖. หนา๎ ๑๘๙

๑๘๗ จาเนยี ร ชํวงโชติ. แบบของศนู ยก์ ารเรียนร.ู้ เอกสารประกอบการเรียนวิชา PC ๓๖๐ (PC ๔๐๙)
ภาควิชาจิตวทิ ยา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง. พิมพค์ รง้ั ท่ี ๖. กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพ์มหาวทิ ยาลัย
รามคาแหง, ๒๕๓๖. หน๎า ๑๗๕

๒๕๗

ศูนย์บา๎ น/ศูนย์การแสดงสร๎างสรรค์/ศูนย์บทบาทสมมติมีกลไกการทางานท่ี
คล๎ายคลึงกัน แตกตํางกันเพียงการเรียกซ่ือและการจัดสรรวัสดุอุปกรณ์ประกอบศูนย์เทํานั้น ศูนย์บ๎าน
เป็น องค์ประกอบท่ีจาเป็นในห๎องเรียนแบบศูนย์การเรียน มีขนาดใหญํกวําศูนย์อื่นๆ เพราะสามารถจัด
กิจกรรมไค๎อยํางกว๎างขวาง สวยงาม เซํน จัดเป็นร๎านค๎า ห๎องเสริมสวย สหกรณ์ โรงพยาบาล
ห๎องอาหาร เป็นต๎น ท้ังน้ีควรผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตามหนํวยท่ีเรียนหรือตามความเหมาะสม
เพ่ือให๎เป็นท่ีนําสนใจอยูํตลอดเวลา พื้นท่ีบริเวณนี้เปรียบเสมือนสะพานในการถํายทอดและเช่ือมโยง
ระหวํางบ๎านและโรงเรียนที่ดีเย่ียมของเด็กๆ โดยปกติแล๎ววัยอนุบาลมักดุ๎นเคยกับบทบาทและวัสดุ
อุปกรณ์ในศูนย์บ๎านเป็นอยํางดี เด็กเหลําน้ีชอบที่จะเลียนแบบผูใหญํหรือร๎องไห๎เลียนแบบเด็กทารกใน
สภาพแวดล๎อมท่ีเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และมีสภาพท่ีม่ันคงเซํนนี้ เด็กไค๎สนุกกับการเลํนกับความคิด
ของตนเองและมีประสบการณ์เก่ียวกับสื่อตํางๆ เพ่ิมขึ้น บํอยคร้ังที่เด็กหวนกลับมาหาศูนย์บ๎านเสมอๆ
เมื่อพบวําตนไมํแนํใจวําอะไรเกิดขึ้นในห๎องเรียนตํอไป ท้ังน้ีเพ่ือสร๎างความมั่นใจของตนให๎กลับคืนมา
การแนะนาศูนย์บ๎านตั้งแตํวันแรกของการเปิดเรียนและการไปเย่ียมเยียนศูนย์บ๎านเป็น กลุํมเล็กๆ เพ่ือ
พูดคุยเกี่ยวกับวัสดุอุปกรณ์และพ้ืนท่ีในการใช๎งาน นับวําเป็นส่ิงจาเป็นท่ีควรคานึงถึง จาไว๎เสมอวํา
สมาชิกครอบครัวในปัจจุบันมีความหลากหลายกวําเดิมมาก การแสดงบทบาทในการ เลํนของเด็กยํอม
สะท๎อนประสบการณ์ทตี่ นไคเ๎ คยพบเห็นทั้งส้ิน นอกจากน้ี ขณะที่เลํนศูนย์บ๎านยังชํวย พัฒนาทักษะทาง
ภาษา พัฒนาความสัมพันธ์ระหวํางเพ่ือน เป็นจุดเร่ิมท่ีจะทาความเช๎าใจเก่ียวกับ ความรับผิดชอบและ
ความต๎องการของผู๎อ่ืน ผีเกการแก๎ปัญหา ลํงเสริมการเรียนร๎ูเกี่ยวกับการดูแลผ๎ูคน รอบข๎าง การ
ประกอบอาหาร การทาความสะอาด การเย็บปีกถักร๎อย รวมท้ังทักษะตํางๆ ที่จาเป็น เก่ียวกับชีวิต
อุปกรณ์ในศูนย์บ๎านอาจประกอบด๎วยเฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็ก เสื้อผ๎าสาหรับการแตํงกายที่ หลากหลาย
อาชีพ กระจกบานใหญํท่ีมองเห็นท้ังตัว ชุดเครื่องเย็บผ๎า เคร่ืองครัว ฉากที่จะใช๎ประกอบ เป็นร๎านค๎า
โรงพยาบาล ธนาคาร ทีท่ าการไปรษณยี ์ เปน็ ต๎น๑๘๘

๒. ศูนย์ศลิ ปะ
เด็กวัยอนุบาลอยํูในวัยที่สร๎างสรรค์และสนุกเพลิดเพลินกับการใช๎วัสดุ

อุปกรณ์ทางศิลปะ ตํางๆ ในการถํายทอดความร๎ูสึกสานึกคิด ศิลปะชํวยพัฒนาความซาบขึ้งใน
สุนทรียภาพรอบตัว พัฒนา ทักษะทางภาษา พัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม พัฒนากล๎ามเนื้อใหญํ
และเล็ก สํงเสริมการ แสดงออก และเป็นการขยายโลกการเรียนรู๎ของเด็ก ประสบการณ์ท่ีมีกับวัสดุ
อุปกรณ์ที่หลากหลาย ชํวยให๎เด็กวัยอนุบาลเริ่มเข๎าใจโลกและสามารถควบคุมการใช๎งานของวัสดุ
อุปกรณ์เหลํานั้นได๎ ศิลปะ สาหรับเด็กจึงหมายรวมถึง งานรีเมือที่เกิดจากเด็กหลากหลายรูปแบบ เชํน
การวาดภาพ การระบายสี การพับ การปะติด การประดิษฐ์เศษวัสดุ การปีน การตัดกระดาษ การฉีก
กระดาษ เปน็ ตน๎ วัสดุ อปุ กรณท์ ่ีควรจดั หาไว๎ในศูนย์ศิลปะ เชํน กระดาษขาหย่ัง กระดานวาดภาพเล็กๆ
กระดาษชนิดตํางๆ (กระดาษที่ใช๎แล๎ว กระดาษหนังสือพิมพ์) กรรไกร เทป ไม๎บรรทัด ดินสอ พํูกัน
ชอล์ก สีผสมอาหาร หรือสีน้ืาที่ทาได๎จากวัสดุธรรมชาติ (ดอกไม๎ ดินสีตํางๆ) ดินเหนียว ฟองน้ืา ขวด
เศษผ๎า เปลือกหอย ริบบ้ิน เคร่ืองประดับ และของเหลือใช๎หรือวัสดุอุปกรณ์เพื่อความสวยงาม เป็นต๎น

๑๘๘ จาเนยี ร ชํวงโชติ. แบบของศนู ย์การเรียนร.ู้ เอกสารประกอบการเรียนวชิ า PC ๓๖๐ (PC ๔๐๙)
ภาควชิ าจติ วิทยา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั รามคาแหง. พิมพ์ครง้ั ท่ี ๖. กรงุ เทพฯ : สานักพิมพม์ หาวิทยาลยั
รามคาแหง, ๒๕๓๖. หนา๎ ๑๖๒

๒๕๘

วัสดุอุปกรณ์ตํางๆ ควรมีจานวนเพียงพอตํอความต๎องการ ขนาดพอเหมาะตํอการใช๎งาน และเตรียม
สารองไวใ๎ ห๎ หลากหลายตอํ การเลอื กใชง๎ านของเดก็

สวํ นการปีนมกั มวื ิธกี ารเลนํ ที่หลากหลาย เชนํ คลึง นวด ทบุ ตบ ดึง เด็ด พิาด
ห่นั บีบ ม๎วน เป็นต๎น ส่ือวัสดทุ ค่ี วรจดั ไวไ๎ ด๎แกํ ดินน้ามัน ดินเหนียว แป้งโด แป้งทาขนมเลํน หรือข้ีเลื่อย
ไม๎ ละเอียดผสมแป้งเปียก โดยครูควรเลือกใช๎วัสดุเหลําน้ีให๎เหมาะสม โดยยึดหลักประโยชน์ ประหยัด
และปลอดภยั ของเด็กเป็นสาคญั

สาหรับเด็กเล็กๆ แล๎ว กระบวนการในการสร๎างสรรค์ผลงานทางศิลปะยํอม
สาคัญ มากกวําผลผลิตที่ได๎รับ ศูนย์ศิลปะจึงควรเป็นสถานที่ท่ีเด็กได๎สนุกกับการสรรค์สร๎างงานทาง
ศลิ ปะ อยํางอิสระขณะทเี่ ดก็ ทางาน เด็กเรียนรท๎ู ี่จะสร๎างสรรคห์ นทางใหมํๆ ในการนาเสนอความคิดของ
ตน เสมอ บางคร้ังก็อยูํในรูปแบบของภาพวาด งานประดิษฐ์ และงานปีนตํางๆ การใช๎,สี การออกแบบ
และความใหมขํ องชนิ้ งานทที่ า ลว๎ นสรา๎ งความภาคภูมิใจในผลงานให๎กับเด็กท้งั สน้ิ

ศูนย์นี้ควรตั้งไว๎ใกล๎กับศูนย์ดนตรี เพ่ือชํวยให๎เด็กวาดภาพระบายสีตาม
เสยี งเพลงและ จงั หวะดนตรี อยูใํ กลๆ๎ อาํ งลา๎ งมอื หรอื ห๎องน้า มีพ้ืนที่วํางกว๎างๆ และอยํูหํางจากทางเดิน
ไปมาของเด็ก

๓. ศูนยห์ นังสือ/ศนู ยภ์ าษา
ศูนยห์ นงั สอื มงํุ พัฒนาความสามารถทางภาษาและเจตคติที่ดีในการอํานเขียน

ของเด็กเป็น หลัก การออกแบบพ้ืนที่ในศูนย์หนังสือจึงต๎องคานึงถึงการคัดเสือกหนังสือนิทานหรือ
วรรณกรรมเด็ก ดีๆ สื่อทางภาษาท่ีเก่ียวข๎อง และการสร๎างบรรยากาศท่ีเชิญซวน เพื่อดึงดูดความสนใจ
เข๎ามาใชบ๎ รกิ าร ในศูนย์หนงั สือ เดก็ สามารถสอ่ื สารได๎อยาํ งมีประสิทธิผลด๎วยการอําน การเขียน การพูด
และการฟ้ง ใช๎จินตนาการและความคิดสร๎างสรรค์อยํางเสรี เรียนรู๎การวิพากษ์วิจารณ์ส่ืงที่ประสบ และ
คิดเป็นเหตุ เป็นผลอยํางมีระบบ อุปกรณ์ที่ควรบรรจุอยูํในศูนย์หนังสือท่ีสอดคล๎องกับหนํวยท่ีเรียน
ได๎แกํ หนังสือ ภาพ หนังสือนิทานท่ีคัดสรร หนังสือนิทานขนาดใหญํ หนังสือด๎นคว๎า วารสาร กระดาษ
ชนิดตํางๆ เคร่ืองเขียน สี รูปภาพ หรืออาจรวมท้ังเทปบันทึกเสียง หูฟ้ง สาหรับใข๎ฟ้งเร่ืองราวตํางๆ ใน
นิทาน เป็นต๎น ถ๎ามีหมอนเล็กๆ หรือตุ๏กตาสัตว์ยัดนํุนนุํมๆ จะย่ิงชํวยสร๎างบรรยากาศให๎มีความอบอํุน
และ สบายในการอํานหนังสือท่ีตนเสือกย่ิงขึ้น นอกจากนี้ เด็กควรจะรู๎วํา ความสนุกสนานในการฟ้ง
นิทาน รํวมกันในห๎องเรียนจากครูน้ัน ที่แท๎สามารถเพลิดเพลินได๎ด๎วยตนเองจากการเข๎าศูนย์หนังสือ
การ เสือกหนังสือท่ตี นตอ๎ งการอํานเปน็ ประสบการณ์ที่ดีเย่ียมของเด็ก อันนาไปสูํการมีสมาธิ การพัฒนา
ความสนใจในการอาํ นเขียน และรักที่จะเปน็ นักอํานและนักเขยี นตํอไปเม่ือเติบใหญํ๑๘๙

ศูนย์หนังสือ/ศูนย์ภาษาเป็นศูนย์การเรียนท่ีต๎องการความสงบ มีแสงสวําง
เพียงพอ มชี ้นั วางหนังสอื /วางของ มีโตะ๏ สาหรับนงั่ ทางานเป็นกลุมํ และรายบุคคล บางสํวนของศูนย์อาจ
มีพรมหรือ เสื่อ หมอนนํุมๆ ที่มีรูปรํางแปลกๆ สีสันสดใส วางไว๎ เพ่ือเชิญซวนให๎เด็กสนใจเข๎ามาใช๎
บริการ

๑๘๙ ชนินทร์ชยั อนิ ทริ าภรณ์ และสวุ ทิ ย์ หริ ณั ยกาณฑ์.การพฒั นาศูนยก์ ารเรยี นร้.ู พิมพค์ รั้งที่ ๒. กรงุ เทพฯ :
บริษทั ราไทยเพรส จากดั , ๒๕๔๘. หน๎า ๑๖๑

๒๕๙

๔. ศูนย์ดนตรี๑๙๐
เด็กหลงรักเสียงเพลงตั้งแตํแรกเกิดเร่ือยมาจนถึงวัยอนุบาล ดนตรีเป็นแรง

บนั ดาลใจให๎ เด็กตอบสนองตํอเสียงเพลงและจังหวะได๎อยํางกระฉับกระเฉงและไมํร๎ูเหน็ดร๎ูเหน่ือย ศูนย์
ดนตรีเป็น ศูนย์การเรียนที่เน๎นการจัดสภาพแวดล๎อมให๎เกื้อกูลตํอประสบการณ์ทางดนตรีของเด็ก
เชํนเดียวกับ การเปิดโอกาสให๎เด็กสร๎างสรรค์เพลงด๎วยตนเอง ในศูนย์ดนตรี เด็กมีบทบาทเป็นท้ังนัก
ดนตรี ผู๎ประพันธ์เพลง และผ๎ูแบํงปีนความสุขทางดนตรีกับคนรอบข๎าง มีโอกาสในการฟ้งเพลงรูปแบบ
ตํางๆ ท่ีหลากหลาย ร๎องเพลงท่ีตนได๎ยินและค๎ุนเคย พบเห็นเคร่ืองดนตรีใหมํๆ ท่ีไมํเคยเห็นมากํอนท่ี
บ๎าน รวมท้ังสามารถประดิษฐ์เครื่องดนตรีงํายๆ ได๎ด๎วยตนเอง เคร่ืองดนตรีงํายๆ ชนิดตํางๆ ท่ีนําสนใจ
สาหรับจัดเตรียมในศูนย์ดนตรี ได๎แกํ การฟ้งเพลง การร๎องเพลง และการแตํงเพลง ครูสามารถผึเกให๎
เด็กคิดดนตรีของตนเอง เชํน การอัมเพลง และการผิวปาก ถ๎ามีอุปกรณ์ เชํน กระดาษรูปภาพ เทป จะ
ยิ่งชวํ ยเพม่ิ สีสันในการทากิจกรรมย่งิ ขึ้น ถา๎ มหี ฟู ง้ โดยเฉพาะกย็ งิ่ ดี

อยาํ งไรกต็ าม สาหรบั ศูนย์น้ีต๎องดูแลในเร่ืองเสียงไมํให๎ดังเกินไป เพราะอาจ
รบกวนการ ทางานของเด็กอ่นื ๆ ไดง๎ ําย ศูนย์ดนตรีจงึ ควรจัดให๎อยูํหํางไกลจากศูนย์ท่ีต๎องการความเงียบ
เครื่อง ดนตรีงํายๆ ในศูนย์ควรจัดวางให๎เป็นหมวดหมูํ มีปริมาณพอสมควร ครูควรแนะนาการใช๎งาน
และการ ดูแลรกั ษาเครอ่ื งดนตรีแตํละชนดิ แกํเดก็ ด๎วย

๕. ศูนยก์ ารเขียน
ศูนย์การเขียนนี้มํุงเน๎นการสื่อสารด๎วยการขีดเขียนในรูปแบบตํางๆ ท่ี

หลากหลาย ซ่ึง นับวําเป็นประสบการณ์ท่ีมีคํายิ่งสาหรับการเริ่มต๎นการสื่อสารกับผู๎อ่ืนให๎เช๎าใจด๎วย
วิธีการใหมํสาหรับ เด็กหรือด๎วยการเขียนน่ันเอง ในศูนย์นี้ เด็กมีโอกาสเขียนเพื่อนาเสนอความนึกคิด
ของตน วาดภาพ และสร๎างสรรค์เรื่องราวตํางๆ ด๎วยตนเอง และต๎องการอํานผลงานท่ีตนเองได๎ทา การ
สร๎างบรรยากาศ ท่ีสงบ เปน็ มิตรและความพรงั่ พรอ๎ มด๎วยวัสดอุ ปุ กรณ์และสื่อทางภาษา เป็นแรงจูงใจท่ีดี
ชํวยให๎เด็กได๎ ผลิตช้ินงานที่มีคุณภาพเพิ่มข้ึน การนาเสนอและพูดคุยเก่ียวกับผลงานท่ีเด็กทาให๎เด็กคน
อน่ื ๆ ฟง้ เป็น กลยุทธ์หนง่ึ ทสี่ รา๎ งความภาคภูมใิ จใหแ๎ กํเด็กและเหน็ คุณคาํ ในงานเขียนของตน

๖. ศนู ยส์ ังคมศึกษา
ศูนย์สังคมศึกษาจะชํวยเตรียมเด็กให๎มีสํวนรํวมในฐานะสมาซิกของ

ห๎องเรียน โรงเรียน ชุมชน และสังคม รวมท้ังการฝึกให๎เด็กได๎คิดอยํางมีวิจารณญาณ มีทักษะในการ
ดารงชีวิตและการ แก๎ปัญหา เด็กจะได๎พัฒนาความรู๎ในเรื่องของความจริง ความคิดรวบยอด การวาง
หลักเกณฑ์และ ข๎อตกลงตํางๆ การตระหนักเก่ียวกับสังคม อาชีพ ความเข๎าใจเก่ียวกับระบบความ
ยตุ ธิ รรม บุคคล และสถานทตี่ าํ งๆ และความรับผิดชอบในฐานะพลเมืองท่ี โดยเช่ือมโยงกับกิจกรรมศูนย์
การเรียนที่ เน๎นการจัดกิจกรรมในลักษณะของการทางานกลํุมเล็ก เซํน การคิดข๎อตกลงของห๎องเรียน
การจดั และ ดาเนนิ การรา๎ นค๎า และธนาคารสมมตุ ิ เป็นตน๎

๕.๕ ข้อดขี องศนู ย์การเรียนรู้

๑๙๐ จาเนยี ร ชวํ งโชติ. แบบของศนู ย์การเรยี นร.ู้ เอกสารประกอบการเรียนวชิ า PC ๓๖๐ (PC ๔๐๙)
ภาควชิ าจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง. พมิ พ์ครั้งท่ี ๖. กรุงเทพฯ : สานกั พิมพม์ หาวิทยาลยั
รามคาแหง, ๒๕๓๖. หนา๎ ๑๖๖

๒๖๐

๑. เรียนตามอัตราการเรียนร๎ูของผ๎ูเรียนแตํละคนหรือภายในกลํุม (Self-Pacing) ศูนย์
การเรียนรช๎ู วํ ยใหผ๎ เ๎ู รียนเรยี นตามความต๎องการความสามารถของแตํละคนหรือผเู๎ รียนภายในกลํุม

๒. เรียนรู๎อยํางกระฉับกระเฉง (Active Learning) ศูนย์การเรียนรู๎ชํวยให๎ผ๎ูเรียนได๎มี
สวํ นรํวมในประสบการณ์การเรียน การตอบสนอง และให๎ผลย๎อนกลับทนั ที

๓. บทบาทของผสู๎ อน (Teacher Role) ศูนย์การเรยี นร๎ูจะเปล่ยี นบทบาทของผ๎ูสอนมา
เปน็ ผแู๎ นะนาและคอยชวํ ยเหลือการเรยี นมากขน้ึ

๔. กระบวนการกลุํม (Group Process) สํงเสริมการทางานเป็นกลุํม ภาวะเป็นผู๎นา
ยอมรบั ฟังความคดิ เหน็ ผู๎อนื่ มีปฏสิ มั พนั ธ์ทางสงั คม

๕.๖ ขอ้ จากัดของศูนยก์ ารเรยี นรู้
๑. ต๎นทุนมาก (Cost) การวางแผน การจัดสร๎างศูนย์ การรวบรวมและการจัดวัสดุต๎อง

ใช๎เวลา
มาก รวมทงั้ การซ้ือวัสดุอุปกรณ์การออกแบบและพัฒนาสื่อการเรียนทจ่ี ะนามาใชใ๎ นศนู ย์กต็ ๎องใช๎
เงนิ จานวนมาก

๒. การจดั การ (Management) ผู๎สอนที่จัดการศูนย์การเรียนรู๎ต๎องมีการจัดระบบและ
การจัดการหอ๎ งเรยี นท่ีดี

๕.๗ การประยกุ ต์ใช้ศูนยก์ ารเรยี นรู้๑๙๑
๑. ศูนยก์ ารเรียนสามารถนาไปใชก๎ ับทุกระดบั การศกึ ษา ทุกรายวิชา
๒. ศูนย์ฝึกทักษะ (Skill Centers) ศูนย์น้ีให๎ผ๎ูเรียนได๎ฝึกทักษะเพิ่มข้ึน โดยได๎รับการ

สอนจากบทเรียนผํานสื่อหรือวิธีการอื่นมากํอน ทักษะพ้ืนฐานจะทาให๎ฝึกและปฏิบัติในศูนย์จนทาให๎มี
ความชานาญดว๎ ยตวั ผ๎ูเรียนเอง

๓. ศนู ยค์ วามสนใจ (Interest Centers) เป็นศูนย์ทสี่ ร๎างขึ้นมาเพื่อกระต๎ุนให๎เกิดความ
สนใจใหมํๆ และใหเ๎ กิดความคิดสรา๎ งสรรค์

๔. ศูนย์สอนเสรมิ (Remedial Centers) เปน็ ศนู ยท์ จี่ ะชวํ ยผเ๎ู รียนที่ต๎องการชํวยเสริม
ความร๎ูหรอื ทกั ษะท่ยี ังไมํเพียงพอจากการเรยี นปกติ หรือแยกผ๎เู รียนทต่ี ๎องการความชวํ ยเหลอื เปน็ พิเศษ

๕. ศูนย์เพิ่มพูนความร๎ู (Enrichment Centers) ศูนย์นี้จะกระตุ๎นประสบการณ์การ
เรียนร๎ูเพ่ิมขึ้นหลังจากที่ผ๎ูเรียน ได๎เรียนหรือทากิจกรรมบรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว๎แล๎ว เชํน ผู๎เรียนท่ีมี
ความสามารถสูงเรียนบทเรียนคณิตศาสตร์จบแล๎ว แตํยังมีเวลาให๎ไปเรียนในศูนย์น้ันที่มีบทเรียนยาก
เพิ่มขึ้น หรอมีกิจกรรมอ่ืนให๎ทาเพิ่มความชานาญ หรืออาจจะเป็นศูนย์ที่มีคอมพิวเตอร์ท่ีมีเกมทาง
คณิตศาสตร์

๖. ศูนย์สารอง (Reserved Centers) อาจจะมีศูนย์สารองไว๎ในกรณีท่ีมีศูนย์แยก
กิจกรรม เมื่อผู๎เรียนทากิจกรรมในศูนย์ใดเสร็จแล๎วจะเข๎าไปทากิจกรรมในศูนย์อ่ืน แตํศูนย์น้ันยังไมํวําง
เน่ืองจากผ๎ูเรียนในศูนย์น้ันยังทากิจกรรมไมํเสร็จ ก็ให๎มารอในศูนย์สารองนี้โดยมีกิจกรรม ที่สอดคล๎อง
กับเร่ืองที่ศึกษาเตรียมไว๎อาจเป็นกิจกรรมในลักษณะผํอนคลาย ซ่ึงจะทาให๎ไมํวํางในขณะ ที่รอหรือ
รบกวนผท๎ู ีก่ าลังทากิจกรรมในศูนย์อ่นื

๕.๘ ความสาคัญของแหลง่ การจัดการเรยี นรู้๑๙๒

๑๙๑ ทิศนา แขมมณ.ี ศาสตรก์ ารสอนและองคค์ วามรเู้ พอ่ื การจัดกระบวนการเรยี นรู้ทม่ี ิ

ประสทิ ธภิ าพ. พมิ พค์ รั้งท่ี ๔. กรุงเทพฯ : สานักพมิ พ์แหํงจฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย, ๒๕๔๘. หนา๎ ๑๗๖

๒๖๑

สังคมปัจจุบันและอนาคตเป็นสังคมเศรษฐกิจฐานความรู๎ (Knowledge-Based
Economy) การเรียนรู๎ ความร๎ูและนวัตกรรม เป็นปัจจัยสาคัญในการพัฒนาสํงเสริม การเรียนรู๎อยําง
ตํอเนื่อง และเน่ืองจากสภาพสังคมอยูํในสภาวะท่ีโลกเปลี่ยนผําน (Transformation) จากเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรม (Industrial Economy) มาสํูสังคมเศรษฐกิจฐานความรู๎ ที่ระบุไว๎ในแผนการศึกษา
แหํงชาติ ( พ.ศ.๒๕๔๕-๒๕๔๙ ) แสดงให๎เห็นถึงสภาพสังคมท่ีปรับเปลี่ยนไปตามกระแสแหํงโลก และ
สร๎างความตระหนักให๎ผู๎เกี่ยวข๎องทางการศึกษา ให๎เล็งเห็นถึงความสาคัญของการจัดการศึกษาที่เน๎น
ศกั ยภาพของคนไทย ใหเ๎ ป็นผมู๎ คี วามรอบรู๎ และไดร๎ ะบเุ ปา้ หมายสาคัญของการจัดการศึกษาไว๎ชัดเจนวํา
“การพัฒนาคนอยํางสมดุล สร๎างสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนร๎ู พัฒนาสภาพแวดล๎อมและ
สงั คม” ในสวํ นของการพัฒนาบคุ คล เปน็ การพฒั นาคนตามแนวหลกั เศรษฐกจิ พอเพียง นั่นคือการยึดคน
เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา เพ่ือให๎คนไทยมีความสุข พ่ึงตนเอง และก๎าวทันโลกโดยยังคงรักษา
เอกลักษณ์ความเป็นไทยไว๎ สามารถเลือกใช๎ความรู๎และเทคโนโลยีได๎อยํางค๎ุมคําเหมาะสม มีระบบ
ภูมิคุ๎มกันที่ดี มีความยืดหยุํนพร๎อมรับการเปล่ียนแปลง ควบคํูไปกับการมีคุณธรรม ความซ่ือสัตย์สุจริต
และพัฒนาชีวิตให๎เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนเกํง คนดี และมีความสุข สมบูรณ์ทั้งรํางกายและจิตใจ
สติปัญญา มีความรู๎ คํานิยมคุณธรรมและจริยธรรมในการดารงชีวิต สามารถอยํูรํวมกับผู๎อื่นได๎อยํางมี
ความสุข (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหงํ ชาติ

พระราชบัญญัติการศึกษาแหํงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และท่ีแก๎ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ.
๒๕๔๕ มีสาระสาคัญท่ีสร๎างเสริมความรู๎ การเรียนร๎ู ความใฝ่รู๎ การศึกษาค๎นคว๎า วิจัย อันนาไปสํู
สังคมความร๎ู (Knowledge Society) และสงั คมการเรียนร๎ู (Learning Society) ซึ่งสะท๎อนบทบาท
ของแหลํงการเรียนร๎ู ในมาตรา ๒๕ รัฐต๎องสํงเสริม การดาเนินงานและการจัดตั้งแหลํงการเรียนรู๎
ตลอดชวี ติ ทกุ รูปแบบ ไดแ๎ กํ ห๎องสมดุ พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์
อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การศึกษา และนันทนาการ แหลํงข๎อมูล และแหลํงการเรียนรู๎
อน่ื อยาํ งพอเพยี ง และมีประสทิ ธิภาพ (สานกั งานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) แนว
การจัดการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาชาติ กลําวถึง การจัดกระบวนการเรียนร๎ูที่เน๎นผู๎เรียนเป็น
สาคัญ ผ๎ูเรียนต๎องเห็นแบบอยํางท่ีดี ได๎ฝึก การคิด ได๎เรียนร๎ูจากประสบการณ์ตรงท่ีหลากหลาย ตรง
ตามความต๎องการ และมีความสุขในการเรียนร๎ู ครู คณาจารย์ ร๎ูจักผู๎เรียนเป็นรายบุคคล เตรียมการ
สอนและใชส๎ อื่ ทผ่ี สมผสานความร๎ูสากลกับภูมิปัญญาไทย จัดบรรยากาศให๎เอ้ือตํอการเรียนร๎ู จัดหาและ
พัฒนาแหลํงการเรียนรู๎ท่ีหลากหลาย เพื่อพัฒนาความคิดของผ๎ูเรียนอยํางเป็นระบบและสร๎างสรรค์
(สานักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา เปา้ หมายการจัดการเรียนรูต๎ ๎องมงุํ เนน๎ ให๎ผู๎เรียนได๎ศึกษาค๎นคว๎าด๎วย
ตนเองเป็นสาคัญ เพ่อื ใหน๎ ักเรียนมที กั ษะในการแสวงหาความร๎ูจากแหลํงการเรียนรู๎ และส่ือตํางๆ อยําง
กว๎างขวาง สามารถนาความรู๎ไปประยุกต์ใช๎กับการเรียนร๎ูในห๎องเรียนและชีวิตประจาวันได๎เป็นอยํางดี
เกิดคณุ ลักษณะใฝ่รู๎ ใฝ่เรียน เรียนรู๎ได๎ด๎วยตนเอง เป็นบุคคลแหํงการเรียนร๎ูและรักการเรียนร๎ูตลอดชีวิต
การศึกษาค๎นคว๎าดังกลําวสามารถศึกษาได๎จากแหลํงการเรียนรู๎ท้ังในสถานศึกษาและท๎องถ่ิน ดังน้ัน

๑๙๒ ทศิ นา แขมมณ.ี ศาสตรก์ ารสอนและองคค์ วามร้เู พื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ทม่ี ิ

ประสิทธภิ าพ. พิมพค์ รง้ั ท่ี ๔. กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพ์แหํงจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๘. หน๎า ๑๑๑

๒๖๒

สถานศึกษาต๎องจัดให๎มีแหลํงการเรียนรู๎ทุกรูปแบบและหลากหลาย พร๎อมทั้งแนะนาผ๎ูเรียนให๎ใช๎แหลํง
การเรยี นรู๎ ให๎เกิดประโยชน์๑๙๓

การเพิ่มศักยภาพของผู๎เรียน ให๎สูงขึ้น สามารถดารงชีวิตอยํางมีความสุขได๎บนพ้ืนฐาน
ของความเป็นไทยและ ความเป็นสากลเป็นการเรียนร๎ูคูํขนานระหวํางความรู๎สากลกับความรู๎ท๎องถ่ิน
เพราะท๎องถิ่นเป็นระบบความร๎ูที่มีการพัฒนาอยํางตํอเน่ือง โดยผํานมิติสัมพันธ์การส่ังสมและถํายทอด
ผํานรนุํ สูรํ นุํ สวํ นใหญํเปน็ ชิ้นงาน เครอื่ งดนตรี เคร่ืองใช๎ ผา๎ ไหม ผา๎ ฝ้าย การละเลํน ของเลํน และความรู๎
ท่ีอยํูในตัวของบุคคลที่เป็น ข๎อควรปฏิบัติ บทสวด ภาษาเขียน นิทาน คากลอน บทเพลง ตารายาของ
ปราชญช์ าวบา๎ น ซง่ึ สง่ิ เหลาํ นีม้ ี ความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ และเทคโนโลยีพ้ืนบ๎าน สอดคล๎องกับสังคม
การดารงชีวติ ของผ๎ูเรียน ถือวําเปน็ การเรยี นรูแ๎ บบคูขํ นานระหวาํ งความรูท๎ ๎องถ่นิ สูสํ ากล

เจเดด (Jedede) ได๎เสนอวํารูปแบบของการเรียนรู๎คํูขนาน ระหวํางความร๎ูสากล
แหลํงการเรียนร๎ูและภูมิปัญญา สํงผลตํอการพัฒนากระบวนการเรียนรู๎ที่มีความจาระยะยาวของผู๎เรียน
ทาให๎สนใจ ใฝ่ร๎ู รกั การเรยี นร๎ู แสวงหาความรู๎ และสามารถนาความรูท๎ อ๎ งถนิ่ ไปปรับประยกุ ตส์ ูสํ ากล

ซนิ เวล่แี ละคอร์ซิงเลยี (Sinvely และ Corsinglia) กลําวถึง กระบวนการผสมผสาน
ความรู๎ท๎องถิ่นเข๎ากับความรู๎สากลในการจัดการเรียนการสอน โดยยึดแหลํงการเรียนรู๎ในท๎องถิ่น เป็น
แกนหลกั เสรมิ การเรียนรทู๎ าให๎เกดิ การยอมรับ พูดคุยและรบั ฟงั ความเหมอื นความตํางระหวํางวัฒนธรรม
โครงสรา๎ ง รปู แบบการคดิ โดยท่ีวัฒนธรรมเดมิ ไมจํ าเป็นต๎องเปลี่ยนโครงสร๎างตัวเองท้ังหมด กํอนท่ีจะรับ
วัฒนธรรมใหมเํ ข๎าไป

แอพเพิล (Apple) การนาวิทยาการพื้นบ๎านมาใช๎ในการเรียน การสอนจะชํวยให๎เกิด
ความเจริญงอกงามทางสตปิ ญั ญา ผเู๎ รยี นสามารถดารงชีวิตอยูํได๎ในท๎องถิ่นอยํางปกติสุข บนพื้นฐานของ
กระบวนการเรียนรู๎ตามสภาพภูมิศาสตร์ นิเวศวิทยา ความเชื่อ ปรัชญา วิถีท๎องถ่ิน และวิถีแหํงการ
ดารงชีวติ

กง่ิ แกว้ อารีรักษ์ ใหค๎ วามสาคัญของการศกึ ษาโดยใช๎ศูนยก์ ารจดั การเรียนรู๎ ไวด๎ ังนี้
๑. กระต๎นุ ให๎เกดิ การเรยี นร๎ูเร่อื งใดเร่ืองหนง่ึ โดยอาศัยการมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อท่ี

หลากหลาย๑๙๔
๒. ชํวยเสริมสร๎างการเรียนร๎ูให๎ลึกซึ้งขึ้น โดยใช๎เวลาในการรวบรวมข๎อมูล

สะทอ๎ นความคิดเห็นจากแหลงํ การเรยี นรู๎
๓. กระตุ๎นมํุงเน๎นลึกในเรื่องใดเร่ืองหน่ึง ซึ่งผลักดันให๎ผ๎ูเรียนแสวงหาข๎อมูลที่

เกี่ยวขอ๎ งเพ่มิ มากขึน้ สามารถสรา๎ งผลผลติ ในการเรยี นร๎ูท่มี ีคณุ ภาพสูงขน้ึ
๔. เสริมสรา๎ งการเรยี นร๎ู จนเกดิ ทกั ษะการแสวงหาข๎อมูลท่ีมปี ระสิทธภิ าพ

โดยอาศัยการสรา๎ งความตระหนกั เชงิ มโนทัศน์เก่ียวกับธรรมชาตแิ ละความแตกตาํ งของข๎อมูล
๕. แหลํงการเรียนรู๎เสริมสร๎างการพัฒนาการคิด เชํน การแก๎ปัญหา การให๎

เหตุผล และการประเมินอยาํ งมวี ิจารญาณ โดยอาศัยกระบวนการวจิ ยั อสิ ระ

๑๙๓ ทิศนา แขมมณ.ี ศาสตร์การสอนและองค์ความรู้เพอ่ื การจัดกระบวนการเรียนรทู้ มี่ ิ

ประสิทธิภาพ. พมิ พ์ครงั้ ท่ี ๔. กรุงเทพฯ : สานักพมิ พ์แหงํ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๘. หนา๎ ๑๓๒
๑๙๔ ทิศนา
แขมมณ.ี ศาสตรก์ ารสอนและองคค์ วามรู้เพอื่ การจดั กระบวนการเรียนรทู้ ่ีมิ

ประสทิ ธภิ าพ. พมิ พค์ รง้ั ที่ ๔. กรงุ เทพฯ : สานกั พมิ พ์แหงํ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั , ๒๕๔๘. หนา๎ ๘๕

๒๖๓

๖. เปลย่ี นเจตคติของครแู ละผ๎ูเรยี นที่มตี อํ เนื้อหารายวชิ า และผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี น

๗. พฒั นาทักษะการวจิ ยั และความเชื่อมนั่ ในตนเองในการค๎นหาขอ๎ มูล
๘. เพิ่มผลสัมฤทธิ์ด๎านวิชาการ ในด๎านเน้ือหา เจตคติ และการคิดอยํางมี
วิจารณญาณ โดยอาศยั แหลํงการเรียนรทู๎ ห่ี ลากหลายในการเรยี นร๎ู
นเรนทร์ คามา ไดก๎ ลาํ ว ถึงความสาคัญของศูนยก์ ารจัดการเรียนรไ๎ู ว๎ ดังนี้
๑. เปน็ แหลงํ ทร่ี วบรวมขององค์ความรู๎อันหลากหลาย พร๎อมที่จะให๎ผ๎ูเรียนได๎
ศึกษาค๎นคว๎า ด๎วยกระบวนการจัดการเรียนร๎ูที่แตกตํางกันของแตํละบุคคล และเป็นการสํงเสริมการ
เรียนร๎ตู ลอดชวี ติ
๒. เป็นแหลํงเช่ือมโยงให๎สถานศึกษาและท๎องถ่ินมีความใกล๎ชิดกัน ทาให๎คน
ในท๎องถิ่นมสี ํวนรํวมในการจัดการศึกษาแกบํ ุตรหลาน
๓. เป็นแหลํงข๎อมูลท่ีทาให๎ผู๎เรียนเกิดการเรียนรู๎อยํางมีความสุข เกิดความ
สนกุ สนานและมคี วามสนใจทีจ่ ะเรียนรไู๎ มํเกดิ ความเบ่อื หนาํ ย
๔. ทาใหผ๎ ๎ูเรียนเกิดการเรยี นรู๎จากการที่ได๎คิดเอง ปฏิบัติเอง และสร๎างความรู๎
ด๎วยตนเอง ขณะเดยี วกนั ก็สามารถเขา๎ รวํ มกจิ กรรมและทางานรวํ มกบั ผ๎อู ่นื ได๎
๕. ทาให๎ผ๎ูเรียนได๎รับการปลูกฝังให๎รู๎และรักท๎องถ่ินของตน มองเห็นคุณคํา
และตระหนกั ถึงปญั หาในทอ๎ งถิ่น พรอ๎ มท่จี ะเปน็ สมาชิกทดี่ ีของท๎องถนิ่ ทัง้ ปัจจบุ นั และอนาคต
ประเวศ วะสี กลาํ ววํา ท๎องถ่ินมแี หลํงการเรยี นร๎ู และผู๎ร๎ูด๎านตํางๆมากมาย มากกวําท่ี
ครูสอนทํองหนังสือ ถ๎าเปิดโรงเรียนสูํท๎องถ่ินให๎ผ๎ูเรียนได๎เรียนร๎ูจากครูในท๎องถิ่น จะมีครูมากมาย
หลากหลายเปน็ ครทู ร่ี จู๎ ริงทาจริง จะทาให๎การเรียนรไู๎ ปสูกํ ารปฏิบัติจริง การเรียนสนุกไมํนําเบ่ือ ที่สาคัญ
เป็นการปรับระบบท่ีมีคุณคํา เดิมการศึกษามองข๎ามคุณคําเหลํานี้ เมื่อผ๎ูรู๎ในท๎องถ่ินเหลํานี้เป็นครูได๎ จะ
เป็น การยกระดับคุณคํา ศักด์ิศรีและความภาคภูมิใจของท๎องถ่ินอยํางแรง เป็นการถักทอ ทางสังคม
แหลํงการเรียนรู๎มีบทบาทในการให๎การศึกษาแกํผู๎เรียน ท้ังในระบบและ นอกระบบ (กรมสามัญศึกษา
ดังนี้๑๙๕
๑. แหลํงการเรียนรู๎สามารถตอบสนองการเรียนรู๎ที่เป็นกระบวนการ
(Process Of Learning) การเรียนรู๎โดยการปฏิบัติจริง (Learning By Doing) ท้ังจากท๎องถิ่น ซึ่งเป็น
แหลํงการเรียนรู๎ทตี่ นเองมอี ยํูแล๎ว
๒. เปน็ แหลงํ กิจกรรม แหลงํ ทศั นศกึ ษา แหลงํ ฝึกงาน และแหลํงประกอบอาชีพ
ของผเู๎ รยี น
๓. เป็นแหลํงสร๎างกระบวนการเรยี นรใ๎ู ห๎เกิดขนึ้ โดยตรง
๔. เปน็ ห๎องเรียนธรรมชาติ เป็นแหลงํ ค๎นคว๎า วจิ ยั และฝกึ อบรม
๕. เปน็ องคก์ รเปิด ผสู๎ นใจสามารถเข๎าถงึ ขอ๎ มูลได๎อยํางเตม็ ที่และทวั่ ถึง
๖. สามารถเผยแพรํข๎อมูลแกํผ๎ูเรียนในเชิงรุก เข๎าสํูกลํุมเป้าหมายอยํางทั่วถึง
ประหยดั และสะดวก

๑๙๕ ประตินันท์ อุปรมัย. “จิตวิทยาเก่ียวกับผู้เรียนในระบบการเรียนการสอน” ในวิทยาการการสอน
สาขาวิชาศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพ ฯ สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช, ๒๕๔๕. หนา๎ ๑๔๖

๒๖๔

๗. มีการเช่ือมโยงและแลกเปลยี่ นข๎อมูลระหวํางกนั
๘. มีสื่อประเภทตํางๆ ประกอบด๎วย ส่ือส่ิงพิมพ์ และสื่ออิเลกทรอนิกส์ เพื่อ
เสรมิ กิจกรรมการเรยี นการสอนและพฒั นาอาชีพ
สรุปความสาคัญของแหลํงการเรียนรู๎ได๎วํา แหลํงการเรียนรู๎ชํวยเช่ือมโยงเร่ืองราวใน
ท๎องถน่ิ สกํู ารเรียนรสู๎ ากล พัฒนาคณุ ลกั ษณะและความคิด ความเขา๎ ใจในคณุ คาํ และทัศนคติ คํานิยม ใฝ่
รู๎ ใฝ่เรียน รักการเรียนร๎ู มีทักษะการแสวงหาความร๎ู สามารถจัดการความร๎ู ซึ่งมีความสาคัญและมี
ความหมายอยาํ งมากสาหรบั ผ๎เู รยี น ดงั น้ี
๑. ผ๎ูเรียนได๎เรียนรู๎จากสภาพชีวิตจริง สามารถนาความร๎ูท่ีได๎ไปใช๎ใน
ชวี ติ ประจาวนั ได๎ ชวํ ยใหเ๎ กดิ การพฒั นาคณุ ภาพชีวิตของตน ครอบครัว ทอ๎ งถนิ่
๒. ผู๎เรียนได๎เรียนในสิ่งที่มีคุณคํา มีความหมายตํอชีวิต ทาให๎เห็นคุณคํา เห็น
ความสาคัญของสง่ิ ท่ีเรยี น
๓. ผูเ๎ รียนสามารถเช่ือมโยงความรู๎ท๎องถ่ินสูํความร๎ูสากลส่ิงท่ีอยูํใกล๎ตัวไปสํูส่ิง
ทอี่ ยไูํ กลตวั ไดอ๎ ยาํ งเป็นรูปธรรม
๔. เห็นความสาคัญของการอนุรักษ์และพัฒนาภูมิปัญญาท๎องถิ่น วัฒนธรรม
ทรพั ยากร และส่งิ แวดล๎อมในท๎องถน่ิ ได๎อยาํ งตํอเนอ่ื ง
๕. มีสวํ นรวํ มในองคก์ ร ท๎องถนิ่ บุคคล และครอบครวั ในการพฒั นาท๎องถนิ่
๖. ได๎เรียนร๎ูจากแหลํงการเรียนรู๎ท่ีหลากหลาย ได๎ลงมือปฏิบัติจริง สํงผลให๎
เกิดทักษะการแสวงหาความร๎ู เป็นบุคคลแหํงการเรียนร๎ู
๓. องค์ประกอบของศนู ย์การจัดการเรียนรู้
๖.๑ องคป์ ระกอบของศนู ยก์ ารเรยี นรู้ได้แบ่งออกเป็น ๔ หัวข้อใหญ่ ดงั นี้
๑. บทบาทของผ๎ูสอน
๒. บทบาทของผ๎เู รียน
๓. ชุดการสอน
๔. การจัดหอ๎ งเรียน
๖.๒ สาระสาคญั ของแตล่ ะองค์ประกอบมี ดังน้ี๑๙๖
๑. บทบาทของผูส้ อน
การสอนแบบศูนย์การเรียนแม๎วําผ๎ูสอนได๎ลดบทบาทในการสอนลงไปมาก
แลว๎ กต็ าม แตกํ ารสอนแบบศูนยก์ ารเรียนจะขาดประสิทธภิ าพไป ถ๎าขาดผู๎สอน บทบาทเหลาํ นน้ั ไดแ๎ กํ

๑.๑ เปน็ ผู๎กากบั การเรียนร๎ู
๑.๒ เปน็ ผ๎ปู ระสานงานกิจกรรม
๑.๓ บนั ทกึ การพัฒนาของผ๎เู รียนแตํละคน
๑.๔ เป็นผ๎ูเตรียมกิจกรรมและส่ือการสอนเพ่ิมเติม เพ่ือสอดคล๎อง
กบั สภาพท่ีเปล่ยี นแปลงไป
๒. บทบาทของผู้เรียน มีดงั นี้
๒.๑ ทาความเข๎าใจเกย่ี วกับข๎อปฏบิ ัติในการเรียนแบบศนู ย์การเรยี น

๑๙๖ ชนนิ ทร์ชัย อินทิราภรณ์ และสวุ ทิ ย์ หริ ณั ยกาณฑ.์ การพฒั นาศนู ยก์ ารเรยี นรู้. พิมพ์ครง้ั ท่ี ๒. กรุงเทพฯ :
บริษทั ราไทยเพรส จากดั , ๒๕๔๘. หนา๎ ๗๓

๒๖๕

๒.๒ ปฏิบัติกิจกรรมตามคาส่ังที่ได๎รับจากศูนย์การเรียนแตํละศูนย์
อยํางเครํงครัด

๒.๓ ศกึ ษาให๎ครบทกุ ศูนย์กิจกรรม
๒.๔ ใหค๎ วามรวํ มมอื กับกลมํุ ในการประกอบกิจกรรมรวมท้ังการเป็น
ผู๎นาหรือผตู๎ ามทดี่ ีด๎วย
๓. ชดุ การสอน
ถือวําเป็นองค์ประกอบที่สาคัญ จะเสนอเนื้อหาสาระในรูปแบบส่ือประสม
ประกอบด๎วย
๓.๑ คมูํ อื ครู
๓.๒ แบบฝึกปฏิบัตสิ าหรบั ผ๎เู รียน
๓.๓ สื่อสาหรับศูนย์กจิ กรรม
๓.๔ แบบทดสอบสาหรับการประเมินผล
๔. การจดั หอ้ งเรียน
จัดแบํงเป็นกลํุมๆตามกลํุมกิจกรรมที่ได๎ระบุไว๎ในชุดการสอนแบํงเป็น ๒
ประเภทคือ
๔.๑ จัดเป็นกลุํมสาหรับผ๎ูเรียนประกอบกิจกรรมตามปกติ โดย
วิธีการดังกลําวอาจจัดงโดยการจัดโต๏ะเก๎าอ้ี ๔-๖ ตัว รวมเป็นกลํุมเรียกวํา ศูนย์กิจกรรม โดยนิยมจัดไว๎
กลางห๎อง
๔.๒ จัดกลํุมตามความสนใจ จัดตามกลํุมวิชา โดยจัดโต๏ะเก๎าอ้ีเป็น
กลํุมๆวางชิดผนงั อาจสงํ เสรมิ บรรยากาศการเรยี นร๎ู เชนํ มปี ้ายนิเทศ มีรปู ภาพติดท่ีฝาผนงั หอ๎ ง เปน็ ต๎น
๖.๓ ขัน้ ตอนการสรา้ งชุดการสอนแบบศนู ย์การจัดการเรยี น๑๙๗
๑. เลอื กเรอื่ งที่จะสอน แล๎วแบํงเปน็ หัวเร่ืองยอํ ยประมาณ ๔-๖ เรอ่ื ง
๒. กาหนดมโนทัศน์ หรอื ความคดิ รวบยอดของแตํละเรื่อง
๓. กาหนดจุดมุํงหมายเชงิ พฤติกรรม
๔. กาหนดกิจกรรมการเรยี น โดยใหส๎ อดคล๎องกับหัวเรอ่ื งของชุดการสอน
๕. กาหนดส่ือการสอนสื่อการสอนที่ใช๎ควรเป็นสื่อราคาถูก และสามารถผลิตเองได๎
เชนํ บตั รคาสั่ง บัตรเนอื้ หา บตั รคา บตั รคาถาม บตั รภาพ กระดาษคาตอบ เกมตํางๆบทเรียน โปรแกรม
เป็นต๎น
๖. เตรยี มขอ๎ สอบทจ่ี ะใช๎ทดสอบกอํ นเรยี นและหลงั เรียน ออกข๎อสอบให๎สามารถวัดได๎
ตามจุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมทีก่ าหนดไว๎ควรเปน็ ข๎อสอบแบบปรนยั
๖.๔ ขน้ั ตอนวิธีสอนแบบศนู ย์การจดั การเรยี น
๑. ขั้นทดสอบกํอนเรียน เป็นการวัดพื้นฐานความร๎ูเดิมของผู๎เรียนวํามีความเข๎าใจใน
เร่ืองท่ีเรียนอยํางไรใช๎เวลาไมํมากนัก ๕-๑๐ นาที เมื่อผู๎เรียนทาแบบทดสอบแล๎วผู๎สอนจะตรวจและให๎
คะแนนไว๎

๑๙๗ ชนนิ ทรช์ ัย อนิ ทิราภรณ์ และสวุ ทิ ย์ หิรัณยกาณฑ.์ การพัฒนาศูนย์การเรยี นร.ู้ พมิ พค์ รั้งที่ ๒. กรงุ เทพฯ :
บริษัท ราไทยเพรส จากดั , ๒๕๔๘. หนา๎ ๙๘

๒๖๖

๒. ข้ันนาเข๎าสูํบทเรียน เพ่ือดึงดูดความสนใจของผู๎เรียนท่ีจะมีตํอบทเรียน กิจกรรม
การเรียนการสอนท่ีจะนาเข๎าสํูบทเรียนนั้นใช๎เวลาไมํมากนักเชํนกัน ประมาณ ๑๐-๑๕ นาที เชํนเลํา
นิทาน ถ๎าเป้นกลํุมเด็กเล็กเพ่ือเร๎าความสนใจ หรือเลํนเกม แสดงบทบาทสมมุติ อาจใช๎รูปภาพ แผนภูมิ
ภาพยนตร์ slide ฯลฯ

๓. เม่ือนาเข๎าสูํบทเรียนแล๎ว ผู๎สอนควรอธิบายให๎ผู๎เรียนทราบถึงศูนย์กิจกรรมตํางๆ
เพอ่ื ใหผ๎ เู๎ รียนเกิดความสนใจท่ีจะเรียน พรอ๎ มทัง้ ชี้แจงลักษณะของกจิ กรรมทีมอี ยูํในแตลํ ะศนู ย์

๖.๕ ขั้นประกอบกิจกรรมศูนยก์ ารจดั การเรียน
๑. การแบํงกลุํมผ๎ูเรียน ประมาณ ๕-๖ กลุํม โดยมีวิธีแบํงได๎เหลายแบบ เชํน คละกัน

ระหวาํ ง เดก็ เกํงกับเด็กออํ น หรอื ให๎ผ๎ูเรยี นเลอื กกลํมุ เอง
๒. เม่ือแบํงกลํุมแล๎ว ผ๎ูเรียนอํานบัตรคาส่ังและปฏิบัติตามลาดับขั้น ใช๎เวลา ๑๕-๒๐

นาที เมื่อ ปฏิบตั ิกจิ กรรมตามที่มอบหมายแลว๎ ก็เตรยี มเปลีย่ นกลํมุ ปฏิบัติกจิ กรรมอยาํ งไร
๓. การเปล่ียนกลํุมกิจกรรม ผู๎สอนจะให๎ผ๎ูเรียนเปล่ียนกลุํมเพื่อให๎ทุกคนได๎ประกอบ

กจิ กรรมทกุ อยาํ งจนครบถ๎วน
๔. ขั้นสรุปบทเรียน เมื่อผู๎เรียนได๎ปฏิบัติกิจกรรมครบทุกศูนย์แล๎ว ผู๎สอนจะต๎องสรุป

บทเรียนอกี ครงั้ เพือ่ ใหผ๎ ูเ๎ รียนเขา๎ ใจกระจาํ งย่ิงขึน้
๕. ขั้นประเมินผลการเรียน ผ๎ูสอนจะให๎ผู๎เรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน ซ่ึงจะดูวํา

ผเ๎ู รยี นมคี วามก๎าวหน๎าในการเรยี นเพียงใด โดยนาไปเปรยี บเทยี บกับคะแนนท่ีได๎จากการคะแนนทดสอบ
กอํ นเรยี น

๖. สาหรบั กิจกรรมทผ่ี ๎เู รยี นได๎ทาไปแล๎วน้ัน ผ๎ูสอนควรประเมินผลและให๎คะแนนด๎วย
เพ่อื ดวู ําการเรยี นรขู๎ องผเ๎ู รียนมีประสิทธาพอยํางไร

๔. แนวทาง วิธีการพฒั นาจัดการศนู ย์การจัดการเรียนรู้๑๙๘
๗.๑ แนวทางการพฒั นาจดั การศนู ย์การจัดการเรียนรู้ ได้แบง่ ออกเป็น ๔ ขัน้ ตอนดังนี้
ข้ันตอนที่ ๑ การศึกษาสภาพปัญหาและความต๎องการศูนย์การเรียนร๎ูในสถานศึกษา

เพ่ือการศึกษาตลอดชีวิตกลํุมตัวอยํางได๎จากการสํุมผ๎ูบริหารสถานศึกษา และครูผู๎สอน ตามการกาหนด
สัดสํวนจากตารางสาเร็จรูปของเครซ่ีและมอร์แกน จานวน ๓๒๔ คน และตัวแทนผ๎ูน าชุมชน และ
ประชาชน ได๎จากการเลือกกลํุมตัวอยํางแบบเจาะจง จานวน ๑๐๐ คน ได๎กลํุมตัวอยําง จานวน ๔๒๔
คนเครือ่ งมอื ทใี่ ช๎เป็นแบบสอบถาม แบํงออกเปน็ ๓ ตอน ตอนที่ ๑ เป็นคาถามเก่ยี วกับข๎อมูลพน้ื ฐาน

ข้ันตอนที่ ๑ เป็นแบบสอบถามแบบมาตราสํวนประมาณคํา ๕ ระดับ จานวน ๑๖ ข๎อ
และ ตอนท่ี ๓ เป็นข๎อเสนอแนะอื่นๆ มีคําความเชื่อม่ัน เทํากับ ๐.๙๓๘ การวิเคราะห์ข๎อมูล โดยหาคํา
รอ๎ ยละ คําเฉลย่ี คาํ เบ่ยี งเบนมาตรฐาน และการวเิ คราะห์เนอ้ื หา

ขั้นตอนที่ ๒ การสร๎างและพัฒนารํางรูปแบบศูนย์การเรียนรู๎ในสถานศึกษาเพ่ือ
การศึกษาตลอดชีวิตนาข๎อมูลจากข้ันตอนท่ี ๑ มาท าการสังเคราะห์และพัฒนารํางรูปแบบศูนย์การ
เรียนร๎ูในสถานศึกษาเพื่อการศึกษาตลอดชีวิตจนได๎รํางรูปแบบศูนย์การเรียนรู๎ในสถานศึกษาเพ่ือ

๑๙๘ พิมพันธ์ เดชะคปุ ต์. แนวคดิ และแนวทางชองการจดั การเรียนแบบศูนย์การเรยี นร.ู้ เอกสารอัดสาเนา.
สถาบนั วิชาการ (พว.), ๒๕๔๓. หนา๎ ๒๐๑

๒๖๗

การศึกษาตลอดชีวิตและมีการประเมินความเหมาะสมรํางรูปแบบศูนย์การเรียนรู๎ในสถานศึกษาเพ่ือ
การศึกษาตลอดชีวิตโดยใช๎วิธีการสนทนากลํุม(Focus Group Discussion) ในวันท่ี ๓๐ ตุลาคม พ.ศ.
๒๕๕๗ โดยการเลือกกลํุมตัวอยํางแบบเจาะจง จานวน ๑๐ คนแบํงเป็น ๒ กลํุม คือ กลํุมนักวิชาการ
และ กลมุํ ตวั แทนชมุ ชน

ข้ันตอนท่ี ๓ ผลการทดลองใช๎และประเมินความพึงพอใจผลการดาเนินงานของศูนย์
การเรียนรู๎ในสถานศึกษาเพื่อการศึกษาตลอดชีวิต ดาเนินการสร๎างศูนย์การเรียนรู๎ในสถานศึกษาเพื่อ
การศึกษาตลอดชีวติ ทโ่ี รงเรียนบ๎านเขาใหญํ หมํูที่ ๔ ตาบลเขาน๎อย อาเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
แล๎วทดลองใช๎ศูนย์การเรียนรู๎ในสถานศึกษาเพื่อการศึกษาตลอดชีวิต ตั้งแตํวันท่ี ๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ -
๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘ และทาการประเมินผลการใช๎ศูนย์การเรียนรู๎ในสถานศึกษาเพื่อการศึกษาตลอด
ชวี ติ หลงั จากเรม่ิ ใหบ๎ รกิ ารแลว๎ ๔ เดอื นกลุมํ ตวั อยาํ งไดจ๎ ากผูใ๎ ชบ๎ รกิ ารศนู ย์การเรยี นรูใ๎ นสถานศึกษาเพ่ือ
การศกึ ษาตลอดชีวติ โดยการเลือกกลุํมตัวอยํางแบบเจาะจง (Purposive sampling) จานวน ๒๕๐ คน
เครื่องมือท่ีใช๎ในการเก็บรวบรวมข๎อมูล คือ แบบสอบถามความพึงพอใจและผลการดาเนินงานของศูนย์
การเรียนร๎ูในสถานศึกษาเพื่อการศึกษาตลอดชีวิต จานวน ๒๙ ข๎อ มีคําความเช่ือมั่น เทํากับ ๐.๙๔๗
วิเคราะห์ขอ๎ มูลโดยหาคาํ รอ๎ ยละ คาํ เฉล่ีย คาํ เบย่ี งเบนมาตรฐาน วิเคราะหเ์ น้ือหา และการสรุปประเด็นส
าคัญเกี่ยวกับความคิดเห็น ความต๎องการ ความพึงพอใจของผู๎รับบริการท่ีมีตํอศูนย์การเรียนร๎ูใน
สถานศกึ ษาเพื่อการศึกษาตลอดชีวติ ๑๙๙

ขั้นตอนที่ ๔ การประเมินผลรับรองรูปแบบศูนย์การเรียนร๎ูในสถานศึกษาเพื่อ
การศึกษาตลอดชีวิตกลุํมตัวอยํางที่ใช๎ในการวิจัย คือผ๎ูทรงคุณวุฒิ ที่มีคุณวุฒิด๎านการศึกษาไมํน๎อยกวํา
ระดบั ปรญิ ญาเอกด๎านการบริหารการศกึ ษา หรือสาขาอ่ืน ๆ ท่ีมีประสบการณ์ในการทางานไมํต่ากวํา ๕
ปี โดยการเลอื กกลํุมตัวอยาํ งแบบเจาะจง จานวน ๕ คน

๗.๒ การเตรียมห้องเรียนแบบศนู ยก์ ารเรยี นรู้
ห๎องเรียนแบบศูนย์การเรียนจาเป็นต๎องมีการเตรียมการให๎พร๎อมกํอนท่ีจะมีการใช๎

งาน เหตุผลประการสาคัญคือ เป็นการเปล่ียนสภาพทางกายภาพของห๎องเรียนแบบเดิมๆ ให๎มีลักษณะ
เป็น การกระจายอานาจการเรียนรู๎ ม่ันหมายความวํา การควบคุมการเรียนร๎ูถูกถํายโอนบทบาทจากครู
ไปสํู เด็กมากขึ้น โต๏ะเรียนไมํสามารถจะต้ังเป็นแถวยาวหน๎ากระดานอีกตํอไปได๎ เพราะศูนย์การเรียน
ตอ๎ งการใหอ๎ ิสระเด็กในการเคลือ่ นไหวอยาํ งกระฉับกระเฉง ดังนั้น เด็กจึงต๎องสามารถจัดกระทากับ วัสดุ
อุปกรณ์ตาํ งๆ ได๎ตามความตอ๎ งการ หอ๎ งเรยี นแบบศูนยก์ ารเรยี นจงึ ตอ๎ งเป็นห๎องเรียนท่ีมี สภาพแวดล๎อม
ทเ่ี ชญิ ซวนตํอการทากิจกรรมของเดก็ ลง่ี ท่ีตอ๎ งคานึงในการจัดหอ๎ งเรียนสาหรบั ศูนย์ การเรยี นมดี ังนี้๒๐๐

๑. มีทส่ี าหรบั ทุกคนทจ่ี ะมงั่ ทางานในแตํละศูนย์
๒. มีที่สาหรับม่งั รวมกลมํุ เลก็ ๆ บนพนื้
๓. มีท่สี าหรบั ทุกคนมั่งรวมกลมํุ ใหญํ (ในวงกลม)
๔. มีทส่ี าหรับการจัดศนู ยก์ ารเรยี น
๕. มีท่สี าหรับวางโต๏ะและวสั ดอุ ุปกรณข์ องครู

๑๙๙ พมิ พนั ธ์ เดชะคุปต.์ แนวคิดและแนวทางชองการจดั การเรียนแบบศูนยก์ ารเรียนรู้. เอกสารอัดสาเนา.
สถาบันวิชาการ (พว.), ๒๕๔๓. หน๎า ๒๑๒

๒๐๐ ราตรี เพรยี วพานิช. การจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน. กรงุ เทพฯ สานักพิมพม์ หาวทิ ยาลัยรามคาแหง,
๒๕๔๗) หน๎า ๒๒๕

๒๖๘

๖. มีท่ีสาหรบั เก็บของใช๎และวัสดอุ ุปกรณข์ องเด็ก
นอกจากนี้ การเตรียมห๎องเรียนแบบศูนย์การเรียนที่จะทาให๎เกิดประโยชน์สูงสุดยังต๎อง
คานึงถึงประเด็นตาํ งๆ เหลาํ นเี้ พิ่มเติมดว๎ ย

๑. การกาหนดขอบเขตของศูนยก์ ารเรียน
เด็กจาเป็นที่จะต๎องรู๎ถึงขอบเขตการทากิจกรรมในศูนย์การเรียนวํา เริ่มต๎น

ตรงไหนและ จบลงตรงไหน การกาหนดขอบเขตทม่ี องเห็นได๎ซัดเจนชํวยนาพาให๎เด็กเกิดการเรียนร๎ูแบบ
กากับ ตนเองได๎ดียิ่งข้ึน ล๎าไมํมีตัวกั้นพ้ืนท่ี เด็กก็จะวิ่งเช๎าวิ่งออกระหวํางศูนย์การเรียนอยํางไร๎ทิศทาง
การ จัดตั้งตัวกั้นพ้ืนที่ทาให๎เด็กเรียนร๎ูที่จะจัดการกับพฤติกรรมของตนเอง เชํนเดียวกับการสร๎างความ
ตั้งใจ และความมุํงมั่นในการทากิจกรรมในศูนย์การเรียนนั้นๆ ตัวก้ันพ้ืนท่ียังชํวยในการกาจัดส่ิงเร๎าที่
รบกวน ตาํ งๆ ทางสายตาของเด็กอันอาจเป็นเหตุให๎เด็กเสียสมาธิและความสนใจในการทากิจกรรมเม่ือ
เห็น เด็กคนอื่นๆ ว่ิงไปว่ิงมาในห๎อง การจัดต้ังตัวกั้นพื้นจาเป็นต๎องคานึงถึงระดับสายตาของเด็กเป็น
สาคัญ การนั่งบนพื้นหรือ คลานไปรอบๆ พ้ืนห๎องเรียนชํวยให๎เข๎าถึงสภาพการณ์วําเด็กจะเห็นอะไรบ๎าง
การเลอื กตวั ก้นั พื้นท่จี งึ ควรมีขนาดที่สมั พนั ธ์หรือเหมาะสมกับขนาดของตัวเด็ก สาหรับเด็กเล็กความสูง
อาจประมาณ 2 ฟตุ ครงึ่ -ร ฟุต ไมจํ าเปน็ ตอ๎ งใขต๎ ห๎ู รือกาแพงที่สูงถึงเพดานในการกั้นพื้นท่ีศูนย์การเรียน
นอกจากน้ี ตัวกั้น พื้นที่ยังรวมไปถึง ขอบเขตของเส่ือ ไม๎ระแนง กลํองใสํวัสดุตํางๆ หรือการใช๎กระถาง
ตน๎ ไม๎ ซงึ่ นบั วํา เป็นตัวกั้นพ้นื ท่ที ่ีมีชวี ิตจึงเหมาะกบั ศนู ยก์ ารเรียนท่เี กย่ี วข๎องกับธรรมชาติ เป็นต๎น ดังน้ัน
ราคาหรือ ความซบั ซ๎อนของตวั ก้ันพ้ืนที่จึงไมํใชํเร่ืองสาคัญ แตํสิ่งสาคัญอยํูท่ีวํา แตํละศูนย์การเรียนมีตัว
กั้นพื้นที่ ท่ีเป็นท่ีเข๎าใจอยํางซัดเจนของเด็กหรือไมํ ประโยชน์อีกประการของตัวกั้นพื้นท่ีท่ีเตี้ยๆ คือ ครู
สามารถ สังเกตเห็นพฤติกรรมตํางๆ ของเด็กวําเกิดอะไรขึ้นขณะที่ทางานในแตํละศูนย์การเรียนได๎อยําง
งํายดาย

๒. การจราจรในหอ๎ งเรยี น
การจราจรในห๎องเรียนอาจหมายรวมถึงความคลํองตัวในการทากิจกรรม

ตํางๆ ได๎อยําง สะดวกของเด็กด๎วย การคานึงถึงการจราจรระหวํางศูนย์การเรียนที่จัดตั้งข้ึน ชํวยลด
ความวํุนวายหรือ ปัญหาท่ีอาจเกิดขึ้นได๎อยํางไมํคาดคิดในระหวํางการทากิจกรรม อีกทั้งยังเป็นการ
ประหยัดเวลาเพ่ือให๎ เกิดการเรียนร๎ูสาหรับเด็กมากย่ิงข้ึน แตํถ๎าศูนย์การเรียนใดบรรจุด๎วยกิจกรรม
ยํอยๆ ท่ีตํอเนื่องกันก็ อาจทิ้งระยะหํางเพียงเล็กน๎อยระหวํางกิจกรรมน้ันๆ ท้ังน้ัก็เพ่ือความสะดวกใน
การตอบสนองการ เรียนรู๎อยํางตํอเนื่องของเด็ก เทคนิคหน่ึงท่ีชํวยให๎การจราจรในห๎องเรียนไมํติดซัดคือ
การเวยี นศนู ย์ การเรียนตามเข็มนาฬกิ า (วนขวา) หรอื ตรงกนั ขา๎ มกับเข็มนาฬิกา (วนซ๎าย)

๓. พน้ื ท่ีหอ๎ งเรียน
เด็กเล็กต๎องการพื้นท่ีห๎องเรียนที่มีบริเวณกว๎าง แสงสวํางที่เพียงพอ และ

อากาศถํายเทได๎ สะดวก ห๎องเรียนแบบศูนย์การเรียนจึงต๎องมีพื้นที่เป็นสองเทําของจานวนเด็กที่เข๎ามา
ทากิจกรรมใน ศูนย์การเรียนหรือมีขนาดใหญํเพียงพอ สะดวกและปลอดภัย ตํอการทากิจกรรม
เคลื่อนไหว การ ลํงเสริมพฒั นาการ และการตอบสนองความตอ๎ งการในการเรยี นรูท๎ ่เี หมาะสมกับวัย เพื่อ
เตรียมความ พรอ๎ มให๎เด็กในทุกๆ ด๎าน หรือถ๎าวางแผนไว๎วํา 50% ในแตํละวันจะเป็นการทางานในศูนย์
การเรียน ก็ ต๎องพิจารณาจัด 50% ของพื้นที่ทั้งหมดน้ันสาหรับการจัดศูนย์การเรียน ขนาดของ
ห๎องเรียนและ ความเพียงพอของวัสดุอุปกรณ์มีผลตํอการตัดสินใจในการเพ่ิมหรือลดจานวนศูนย์การ
เรยี นใน หอ๎ งเรียนเพอื่ ให๎มีทางเลือกทม่ี ากข้นึ บางครั้งครูแตํละห๎องก็สามารถใช๎พื้นท่ีรํวมกันได๎ในการทา

๒๖๙

กจิ กรรมศูนยก์ ารเรยี น โดยเพมิ่ จานวนศนู ย์การเรียนให๎มากขึ้นเพื่อให๎เด็กทุกคนสามารถเข๎าถึง กิจกรรม
ศูนย์การเรียนได๎อยํางท่ัวถึง การร๎ูพ้ืนฐานพัฒนาการและการเรียนร๎ูของเด็กในห๎องเรียนจะ ชํวยให๎ครู
สามารถออกแบบศูนย์เสริม โดยเลือกวัสดุอุปกรณ์ที่ใข๎ในศูนย์การเรียน และศูนย์หลักได๎งําย และ
เหมาะสมย่ิงขน้ึ การผสมผสานของศูนย์เสริมและศูนย์หลักจะชํวยให๎ห๎องเรียนมีความหลากหลาย อยําง
นาํ สนใจ๒๐๑

การกาหนดพ้ืนที่ในการจัดตั้งศูนย์การเรียน หมายถึง 1) ความสัมพันธ์ของพื้นที่กับ ธรรมชาติ
ของแตํละศูนย์ (ลักษณะเฉพาะของศูนย์นั้นๆ) เชํน ศูนย์ไม๎บล็อกต๎องใช๎พื้นท่ีมากเนื่องจาก เด็กมักเลํน
กนั หลายคน ศนู ย์หนังสือใช๎พื้นท่ีน๎อย แตํควรอยูํในบริเวณท่ีสงบ มีความสบายและมีแสง สวํางเพียงพอ
2) การใชพ๎ ้ืนท่ีใหเ๎ ป็นประโยชนใ์ นการทากิจกรรม การวางแผนให๎มเี น้อื ทเ่ี พียงพอ สาหรับการเคล่ือนไหว
การจราจรในห๎องเรียนหรือการเดินทางนาไปยังศูนย์การเรียนตํางๆ ไมํ จาเป็นต๎องมีโต๏ะและเก๎าอี้
สาหรับศูนย์การเรียนทุกศูนย์ ไมํควรปลํอยให๎มีเน้ือท่ีวํางกลางห๎องมาก เกินไป ทั้งนื้เพื่อป้องกันการที่
เดก็ จะว่ิงจากมุมหอ๎ งหนง่ึ ไปยังอกี มุมห๎องหนึง่ ศูนยก์ ารเรียนจงึ ไมํ จาเป็นต๎องอยูํมุมห๎องเสมอไป และ 3)
ความสมั พนั ธ์ของพน้ื ทีก่ บั ระดับการใช๎เสียงในศนู ย์การเรยี น

การกาหนดพ้ืนท่ีในห๎องเรียนแบบศูนย์การเรียนมีหลายลักษณะตาม
วัตถปุ ระสงค์ในการ ทากจิ กรรม ซ่ึงสรุป'ไดด๎ งั น๒้ี ๐๒

๓.๑ พ้นื ท่ใี นการใชเ๎ สียง
ส่ิงสาคัญในการจัดพ้ืนท่ีในห๎องเรียนแบบศูนย์การเรียนคือ ต๎องแยก

กิจกรรมที่สงบ ออกจากกิจกรรมที่ต๎องใช๎เสียง ทั้งนื้เพ่ือป้องกันการรบกวนท่ีอาจเกิดข้ึน ตัวอยํางศูนย์
การเรียนที่มัก เกิดเสียงดัง เซํน ศูนย์บทบาทสมมติ ศูนย์ดนตรี ศูนย์ไม๎บล็อก และศูนย์งานไม๎ เป็นต๎น
ตัวอยําง ศูนย์ การเรียนที่ต๎องการความสงบ เซํน ศูนย์หนังสือศูนย์ศิลปะ ศูนย์วิทยาศาสตร์ และศูนย์
คณิตศาสตร์ เป็นต๎น หลักงํายๆ ของการจัดพื้นที่คือ รวมกลํุมกิจกรรมศูนย์การเรียนที่ใช๎เสียงไว๎ด๎วยกัน
และ กจิ กรรมศนู ยก์ ารเรียนท่ีสงบไว๎ดว๎ ยกัน

๓.๒ พน้ื ทท่ี ีต่ ๎องใช๎บรเิ วณ
ศูนย์การเรียนแตํละศูนย์ต๎องใช๎บริเวณในการทากิจกรรมแตกตํางกัน

บางศนู ยต์ ๎อง ใชบ๎ ริเวณกว๎างมากกวาํ ศูนย์อืน่ ๆ เพราะอาจทาให๎เลอะเทอะ จึงควรให๎ใช๎พื้นท่ีบริเวณนอก
ห๎องเรียน เซนํ ศูนยท์ ราย ศนู ยน์ าื้ ศนู ยเ์ คล่ือนไหว และศนู ยก์ ารเลํนกลางแจง๎ เปน็ ต๎น

๓.๓ พน้ื ทกี่ ลํุมใหญํ
แม๎วําศูนย์การเรียนจะเอื้อตํอการเรียนรู๎ของเด็กเป็นรายบุคคลและ

เป็นกลุํมยํอยก็ ตามพ้ืนท่ีในการทากิจกรรมกลุํมใหญํก็ยังเป็นล่ืงที่ต๎องคงอยูํ การพบกันและพูดคุยกัน
อยํางพร๎อมหน๎า พร๎อมตา การฟ้งคาขึ้แจงตํางๆ ตลอดจนการรํวมกันอํานหนังสือนิทานสนุกๆ หรือเลํา
เรอ่ื งราวท่ี ประสบพบเห็น ลว๎ นเกดิ ขึน้ ในพ้นื ทก่ี ลุํมใหญํ ครูจงึ ควรพิจารณาถึงการเสือกพื้นท่ีกลุํมใหญํวํา
จะเปน็ มมุ ใดมมุ หนง่ึ ของห๎องเรียนท่มี ีฃนาดใหญํพอสาหรับเดก็ ทุกคนไดน๎ ่งั อยาํ งสบาย

๒๐๑ ราตรี เพรียวพานิช. การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน. กรงุ เทพฯ สานักพมิ พม์ หาวทิ ยาลัยรามคาแหง,
๒๕๔๗) หน๎า ๒๕๓

๒๐๒ ระวิวรรณ ศรีครา๎ มครนั . เทคนิคการสอน (Teaching Techniques). กรงุ เทพฯ : สานกั พมิ พ์
มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง, ๒๕๔๕. หนา๎ ๒๗๕

๒๗๐

๓.๔ พน้ื ท่ีในการเกบ็ สง่ิ ของ
ข๎อควรคานึงถึงเกี่ยวกับพื้นท่ีในการเก็บส่ิงของมี 2 ประการคือ 1)

พนื้ ทีใ่ นการเกบ็ ของใช๎สํวนตวั ของเดก็ เซํน กระเป๋า รองเท๎า ที่นอน แก๎วน้ืา แปรงสีฟ้น เป็นต๎น และ 2)
พื้นที่ในการ เก็บวัสดุอุปกรณ์ท่ีใช๎ในการจัดกิจกรรมศูนย์การเรียน เซํน ศูนย์ศิลปะจาเป็นต๎องมีวัสดุที่
หลากหลายไว๎ ใช๎สร๎างสรรค์ข้ึนงาน ศูนย์คณิตศาสตร์จาเป็นท่ีจะต๎องมีวัสดุในการหยิบจับ เพื่อพัฒนา
ความร๎ูความ เช๎าใจเกี่ยวกับมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ที่เป็นนามธรรม เป็นต๎น ครูจึงควรพิจารณาสิ่ง
เหลํานี้ในการ เตรียมการห๎องเรียน โดยพยายามจัดพื้นท่ีในการเก็บส่ิงของตํางๆ ให๎เอื้ออานวยตํอความ
สะดวกในการ ทางานของเด็กท่ีสดุ รวมทง้ั การสรา๎ งระบบในการใชง๎ าน

๓.๕ พื้นทีใ่ นการนาเสนอผลงาน
พ้ืนท่ีในการนาเสนอผลงานประเภทตํางๆ ควรจัดต้ังให๎อยูํใกล๎กับ

กิจกรรมในศูนย์การเรียน ท่ีผลิตผลงานประเภทนั้นๆ เซํน ศูนย์การขีดเขียนควรตั้งอยํูใกล๎กับบอร์ดท่ี
แสดงผลงานการขีดเขียน นั้นๆ ท้ังนี้เพื่อให๎เด็กได๎มีโอกาสในการพูดคุยถึงช้ินงานของตนและแบํงปีน
ความคิดเหน็ ซ่งึ กันและกนั วิธนี ีน้ บั วําเปน็ ยทุ ธศาสตรส์ าคญั ในการสํงเสริมการทางานของเด็ก

๓.๖ พืน้ ท่สี าหรับวัสดภุ ณั ฑท์ ตี่ ิดตั้งถาวร
แม๎จะดูวําเป็นเร่ืองไร๎สาระท่ีครูจะต๎องคานึงถึงปลั๊กไฟ ตู๎ติดฝา

ผนัง ห๎องน้ัา และอําง ล๎างมือ เพราะส่ิงเหลําน้ัมีผลตํอการใช๎พ้ืนท่ีในห๎องเรียนอยํางมีประสิทธิภาพ คง
ไมํใชํเร่ืองสนุกนักท่ีจัด ศูนย์คอมพิวเตอร์ไว๎มุมห๎องท่ีไมํมีปลั๊กไฟหรือมีปล๊ักไฟหํางออกไป ๓๐ ฟุต หรือ
จัดศูนย์ศิลปะไว๎คนละ ด๎านกับห๎องนั้าหรืออํางล๎างมือ ล๎าห๎องเรียนมีพ้ืนที่กว๎างขวางและมีเฟอร์นิเจอร์
เพียงพอ ก็อาจจะ จัดเป็นศูนย์การเรียนถาวรท่ีสอดคล๎องกับพ้ืนที่นั้นๆ และเปล่ียนเฉพาะวัสดุอุปกรณ์
หรือกิจกรรมใน ศนู ย์การเรยี นกไ็ ด๎๒๐๓

๔. จานวนเดก็
โดยปกตแิ ล๎วควรมีครู ๑ คน ตํอเด็ก ๒๐-๒๕ คน ซึ่งเป็นจานวนพอเหมาะ

ทีค่ รจู ะสามารถ ดูแลเด็กได๎ท่ัวถึงและใกล๎ชิด การจัดศูนย์การเรียนจะมีกี่ศูนย์ก็ได๎ชิ้นอยูํกับวัตถุประสงค
ในการใช๎ ศูนย์ การเรยี นสวํ นใหญํเหมาะกบั การใช๎งานของเด็กจานวน ๔-๖ คน บางศูนย์การเรียนอาจมี
คนน๎อยกวําใน การทากิจกรรม เชํน ศูนย์กํอสร๎าง หรือบางศูนย์การเรียนอาจมีคนมากกวํา เชํน ศูนย์
ศลิ ปะ ศนู ยง์ าน ปนี

๕. กิจกรรมในศนู ย์การเรียน
ศูนย์การเรียนควรเปิดโอกาสให๎เด็กได๎เรียนรู๎ส่ิงใหมํและฝึกฝนทักษะที่เรียน

มาแลว๎ เนน๎ การมีสํวนรํวมในการลงมือกระทากบั กิจกรรมหรือกับวัสดุอุปกรณ์อยํางกระฉับกระเฉง การ
สังเกต และการมีปฏิสัมพันธ์ของเด็กรํวมกับผ๎ูอื่น โดยมุํงสํงเสริมพัฒนาการและการเรียนรู๎ของเด็กอยําง
องค์ รวม รวมทั้งสนองตอบความต๎องการที่เหมาะสมตามวัย ดังนั้น การเลือกส่ือและวัสดุอุปกรณ์ตํางๆ
จึง ควรมีหลากหลายเพื่อเช๎าถึงระดับพัฒนาการของเด็ก รวมทั้งการเลือกส่ือท่ีเป็นของจริง ของจาลอง
สัญลักษณ์ และสื่อปลายเปิดตํางๆ เชํน แทํงไม๎ กลํองเล็กๆ เศษผ๎าลักษณะตํางๆ ซ่ึงล๎วนชํวยผลักดัน
การใช๎จินตนาการของเด็กได๎ดี อันเป็นการสํงเสริมให๎เด็กที่มีความพร๎อมเพียงพอท่ีจะเรียนร๎ูสิ่งท่ีเป็น
นามธรรมยงิ่ ชิ้นตํอไป สาหรบั ครูท่ยี ังไมํมปี ระสบการณ์ในการจดั ศูนยก์ ารเรียนอาจขาดความม่ันใจในการ

๒๐๓ ระวิวรรณ ศรีคร๎ามครนั . เทคนคิ การสอน (Teaching Techniques). กรุงเทพฯ : สานักพมิ พ์
มหาวิทยาลยั รามคาแหง, ๒๕๔๕. หนา๎ ๑๙๕

๒๗๑

ออกแบบและสร๎างสรรค์กจิ กรรมในศูนย์การเรยี น ดงั น้ัน อยําคาดหวังความสมบูรณ์แบบในการจัด ศูนย์
การเรียนระยะแรกๆ เพราะท้ังครูและเด็กจาเป็นต๎องใช๎เวลาในการปรับตัวกับการเรียนการสอน ใน
รูปแบบใหมํๆ นี้เชํนกัน ประสบการณ์ในการจัดศูนย์การเรียนบํอยคร้ังเทํานั้นท่ีจะสรรค์สร๎างศูนย์ การ
เรยี นท่ีดีและมีคุณภาพ

๕. ศูนย์การจัดการเรียนรู้กบั การจดั การเรียนรู้๒๐๔

ความหมาย การจดั การเรยี นรแู๎ บบศูนยก์ ารเรียน เปน็ กระบวนการท่ีผู๎สอนจัดประสบการณ์การ
เรียนร๎ูให๎ผ๎ูเรียน โดยให๎ผ๎ูเรียนศึกษาหาความร๎ูด๎วยตนเองตามความต๎องการ ความสนใจและ
ความสามารถจากศูนย์การเรียนท่ีผู๎สอนได๎จัดเตรียมเน้ือหาสาระ กิจกรรมและส่ือการสอนแบบประสม
โดยปกติศูนย์การเรียนจะมีหลายศูนย์ แตํละศูนย์จะมีเนื้อหาสาระและกิจกรรมเบ็ดเสร็จในตัวเอง
ผู๎เรียนจะหมุนเวียนกันเข๎าศึกษาหาความร๎ูจากศูนย์ตําง ๆ ที่จัดเตรียมไว๎อยํางหลากหลายจนครบทุก
ศูนย์ ผู๎เรียนจะต๎องประกอบกิจกรรมตําง ๆ ตามทีโ่ ปรแกรมได๎กาหนดเอาไว๎ภายใตก๎ ารดแู ลของผูส๎ อน

ซ่ึงผู๎สอนจะทาหน๎าท่ีเป็นผ๎ูจัดเตรียมศูนย์การเรียน ให๎คาแนะนา อานวยความสะดวกในการ
เรียนร๎ู พร๎อมท้ังประเมินผลการเรยี นร๎ขู องผู๎เรียนด๎วย

๘.๑ ขน้ั ตอนการจัดการเรยี นรู้
ข้ันตอนการจดั การเรียนร๎ูแบบศนู ยก์ ารเรยี นแบํงออกเป็น ๔ ขัน้ ตอนดังน้ี

๑. ขน้ั เตรยี มการ
เตรียมผู๎สอน กํอนจะทาการสอนทุกคร้ังผู๎สอนจะต๎องศึกษาข๎อมูลและ

รายละเอยี ดตําง ๆ ในคูํมือการสอน เร่ิมตั้งแตํจุดประสงค์การเรียนรู๎ การนาเข๎าสํูบทเรียน การแบํงกลุํม
ผูเ๎ รียน ระยะเวลาที่เหมาะสมในการเรยี นรขู๎ องผเู๎ รียนแตํละศูนย์ /กลํุม / ฐานการเรยี นรู๎ เน้ือหาวิชาที่จะ
สอน วิธกี ารใชส๎ ่ือตาํ ง ๆ ประกอบการสอน วิธีการวัดประเมนิ ผล จนถึงการสรปุ บทเรยี น

เตรียมวัสดุอุปกรณ์ ผู๎สอนต๎องเตรียมวัสดุอุปกรณ์ตําง ๆ ที่จาเป็นต๎องใช๎ใน
แตํละศูนย์/กลํุม ฐานการเรียนรู๎วํามีจานวนเพียงพอและอยํูในสภาพท่ีใช๎การได๎ดีหรือไมํ เชํน ใบงาน
เอกสารเนื้อหาสาระ (Fact sheets ) บัตรกิจกรรม อุปกรณ์การฝึกทดลองประเภทตําง ๆ แบบ
ประเมินผล เปน็ ตน๎

เตรียมสถานที่ สร๎างสิ่งแวดล๎อมท่ีสะดวกสบาย อบอุํน สะอาด บรรยากาศดี
เพื่อให๎ผู๎เรียนมีความสุขกับการเรียนรู๎เป็นลาดับแรก หลังจากนั้นจัดเตรียมโต๏ะ เก๎าอ้ี เป็นลักษณะกลุํม
ยํอยตามเน้ือหาท่ีจะสอน ให๎เพียงพอกับจานวนคนและกิจกรรมที่จะต๎องทา เชํน จัดโต๏ะเป็นกลํุม ๆ ละ
8 คน แตํละกลุํมวางปา้ ยชอ่ื เรือ่ งท่ตี อ๎ งการให๎เกิดการเรียนรใ๎ู หช๎ ัดเจน

๒. ข้นั สอน
สร๎างกติกาการเรียนรู๎รํวมกัน ผ๎ูสอนช้ีแจงกระบวนการเรียนรู๎แบบศูนย์การ

เรยี นและสร๎างกติกาหรือขอ๎ ตกลงรวํ มกนั เชนํ การรักษาเวลาในการเรยี นรู๎แตํละศูนย์ การทางานเป็นทีม
ความรบั ผิดชอบในการทากิจกรรม เป็นตน๎

ทดสอบก่อนเรียน พร๎อมบอกผลการสอบเพ่ือให๎ทุกคนทราบความร๎ูพ้ืนฐาน
ของตนเอง

๒๐๔ ชนินทรช์ ัย อนิ ทิราภรณ์ และสวุ ทิ ย์ หริ ณั ยกาณฑ.์ การพฒั นาศูนยก์ ารเรียนรู้. พมิ พ์คร้งั ที่ ๒. กรงุ เทพฯ :
บริษทั ราไทยเพรส จากดั , ๒๕๔๘. หน๎า ๒๔๔

๒๗๒

นาเข้าสู่บทเรียน ผ๎ูสอนใช๎กิจกรรมหรือวิธีการที่สอดคล๎องกับเนื้อหาสาระ
และเหมาะสมกบั ผูเ๎ รียน ตอํ จากน้ันอาจอธบิ ายเนอื้ หาสาระและวิธีการทีจ่ ะเรยี นพอสงั เขป

แบ่งกลุ่มผู้เรียน ผู๎สอนแบํงกลุํมผ๎ูเรียนตามจานวนศูนย์ /กลุํม / ฐานการ
เรียนรู๎ และควรแบํงแบบคละกันตามความสามารถ ความสนใจ เพศ วัย เพื่อให๎แตํละกลํุมรํวมด๎วย
ชํวยกันเพ่ือให๎เกิดการเรยี นรร๎ู วํ มกัน

ดาเนินกิจกรรม ให๎ผู๎เรียนทากิจกรรมตําง ๆ ครบในทุกศูนย์ /กลํุม / ฐาน
การเรยี นรก๎ู าหนด

๓. ข้นั สรปุ บทเรยี น
หลงั จากท่ีผ๎ูเรียนหมุนเวียนกันทากิจกรรมครบศูนย์ / กลํุม / ฐานการเรียนร๎ู

แล๎ว ผู๎สอนต้ังคาถามให๎ผ๎ูเรียนสะท๎อนความรู๎สึกและบทเรียนที่ได๎รับ ผู๎สอนทาหน๎าที่สรุปบทเรียน
ท้งั หมดรํวมกับผเู๎ รียน

๔. ขน้ั ประเมินผล
เม่อื สรปุ บทเรียนแล๎วให๎ผู๎เรียนทาการทดสอบหลังเรียน พร๎อมท้ังแจ๎งผลการ

ทดสอบให๎ทุกคนทราบพฒั นาการของตนเองเมื่อเปรยี บเทยี บกบั ผลการทดสอบกอํ นเรยี น
๘.๒ ศนู ยก์ ารเรียนรู้๒๐๕
การจัดพ้ืนท่ีการเรียนทางกายภาพเพ่ือให๎ผู๎เรียนสามารถควบคุมการเรียนด๎วยตนเอง

เป็นรายบุคคลหรือผู๎เรียนในกลุํมเล็ก ตามงานท่ีโปรแกรมกาหนดให๎ โดยจัดเป็นคูหาหรือโต๏ะ และมีส่ือ
การเรียนในรูปแบบสือ่ ประสม ชํวยในการเรยี นรโู๎ ดยมคี รผู สู๎ อนคอยแนะนา

ลักษณะของศูนย์การเรียนร๎ูมีพื้นฐานจากแนวคิดการศึกษาระบบเปิดในชํวงทศวรรษ
๑๙๖๐s ถึง ๑๙๗๐s โดยการจัดพ้ืนฐานการเรียนให๎ผู๎เรียนมีโอกาสควบคุมการเรียน เพิ่มขึ้น เพ่ือ
สงํ เสริมการทากิจกรรมด๎วยตนเองหรือโดยกลุํม จะจัดโดยแบํงกลุํม ตามที่ได๎รับมอบหมาย การจัดพ้ืนท่ี
น้ีสามารถจัดภายในห๎องเรียนในห๎องปฏิบัติการ จะจัดโดยแบํงออกเป็น ๔-๖ ศูนย์ ภายในห๎องหรือศูนย์
เดียวกลางห๎องหรือมุมใดมุมหน่ึงของห๎องหรือแม๎แตํระเบียบทางเดินก็ทาได๎แตํต๎องสามารถกาจัดเสียง
รบกวนตําง ๆ ได๎ หรือจัดไว๎ในห๎องสมุด แตํละศูนย์จะจัดในลักษณะเป็นโต๏ะ ๑ ตัว และมีเก๎าอ้ีอยูํ
โดยรอบเพื่อให๎ผ๎ูเรียนได๎มีโอกาสเรียน อภิปราย วิจัย แก๎ปัญหา หรือทดลองรํวมกัน หรืออาจจัดโต๏ะ
คอมพิวเตอร์ท่ีตํอเป็น เครือขํายหรือในลักษณะที่สามารถทากิจกรรมคนเดียวหรือเป็นกลํุมเล็กได๎
นอกจากนยี้ ังจัดในลักษณะเปน็ คหู าเพือ่ กาจัดเสียงรบกวนในขณะเรยี นหรือทากิจกรรมจากศูนย์ใกล๎เคียง
หรือเสยี งรบกวนอน่ื ที่จะทาให๎เสยี สมาธใิ นการเรยี น คูหายังแบํงได๎เป็น ๒ ประเภท คือ คูหาแห๎ง (Dry
Carrel) และ คูหาเปียก (Wet Carrel) คูหาแห๎งจะประกอบด๎วยสื่อการเรียนท่ีไมํมีวัสดุอุปกรณ์อิเลก
ทรอนิกส์ สํวนคูหาเปียกจะประกอบด๎วยสื่อการเรียนที่เป็นวัสดุอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ เชํน เทปเสียง
ทีวีมอนิเตอร์ เคร่ืองเลํนแถบวีดีทัศน์ เคร่ืองคอมพิวเตอร์ เป็นต๎น สื่อการเรียนท่ีประจาในแตํละศูนย์จะ
อยใํู นรูปแบบสือ่ ประสมที่แยกตามกิจกรรม หรือเปน็ ชุดการเรยี นก็ได๎

ในการเรียนทแี่ ตํละศนู ย์แยกตามกจิ กรรมการเรยี นออกจากกัน ผ๎ูเรียนที่แบํงออกเป็น
กลุํม ๆ แตํละกลํุมต๎องเรียนให๎ครบทุกศูนย์ สํวนศูนย์การเรียนร๎ูท่ีจัดทุกกิจกรรมไว๎ในศูนย์เดียว แตํละ
กลมํุ ตอ๎ งเปลีย่ นกันเขา๎ ไปเรยี น

๒๐๕ ชนินทรช์ ัย อินทริ าภรณ์ และสวุ ทิ ย์ หริ ณั ยกาณฑ์.การพัฒนาศูนยก์ ารเรียนร้.ู พมิ พค์ รั้งที่ ๒. กรงุ เทพฯ :
บรษิ ัท ราไทยเพรส จากดั , ๒๕๔๘. หนา๎ หนา๎ ๒๓๔

๒๗๓

๘.๓ ประโยชนข์ องศูนย์การเรยี นรู้๒๐๖
การจัดประสบการณ์แบบศูนย์การเรียนกํอให๎เกิดประโยชน์และมีคุณคําตํอครูและเด็ กในเรื่อง
ตํางๆ ดงั นี้

สาหรับครู
๑. ชวํ ยทาให๎มีเวลาปฏิสัมพนั ธก์ บั เด็กมากขึน้
๒. ชํวยทาใหม๎ กี ารจัดกลํุมไดย๎ ืดหยนํุ มีกจิ กรรมหลากหลาย
๓. เอื้อตอํ รูปแบบการเรียนรขู๎ องเดก็ ทแ่ี ตกตํางกนั
๔. เป็นการสร๎างบรรยากาศในการเรียนร๎ูท่ีตอบสนองความสนใจและระดับ

ความสามารถที่ แตกตาํ งกนั ของเดก็
๕. เป็นการจดั ประสบการณ์การเรียนร๎ูแบบลงมือกระทาโดยได๎ปฏิบัติกับวัสดุ

อุปกรณท์ ี่ หลากหลาย กอํ ใหเ๎ กดิ ประสบการณต์ รงที่สอดคลอ๎ งกับธรรมชาติการเรียนรู๎ของเด็ก
๖. สํงเสริมพฤติกรรมทางบวกของเด็ก เพราะเด็กได๎มีสํวนรํวมในการทางาน

และมีโอกาส เสือกทางาน
สาหรบั เด็ก
๑. สร๎างบรรยากาศการเรียนร๎ูตามความสนใจของเด็ก
๒. สํงเสริมความร๎ูสึกวําตนเองประสบความสาเร็จในการทากิจกรรมและ

พัฒนาความม่ันใจ ตามระดบั ความสามารถในการแก๎ปีญหาของตน
๓. สํงเสริมภาพลักษณ์ของตนเอง โดยเรียนร๎ูวําตนเองมีอิทธิพลตํอโลก

แวดล๎อมในขณะทท่ี า กจิ กรรมในศนู ยก์ ารเรียน
๔. สํงเสรมิ ความสามารถเซงิ สร๎างสรรค์ การกาหนดทิศทางการเลํนของตนเอง

และการเสอื กใช๎ วัสดุอปุ กรณ์
๕. สํงเสริมการแสวงหาความรูด๎ ว๎ ยตนเอง
๖. ขยายชํวงความสนใจใหม๎ ีระยะท่ียาวนานขน้ึ
๗. พฒั นาความก๎าวหนา๎ ในการเลํนระดับที่สูงข้ึน
๘. พัฒนาความรับผิดชอบในฐานะที่ตนเป็นผ๎ูสร๎างเชํนเดียวกับการรู๎จัก

ระมัดระวงั การ รักษาและดูแลวสั ดอุ ุปกรณ์ในการเรียนรู๎ทีต่ นเองใช๎
๙. พัฒนาความเช๎าใจเกี่ยวกับสัญลักษณ์ โดยพัฒนาจากส่ืงท่ีเป็นรูปธรรมใน

การเลํนสกํู าร นาเสนอความคดิ ท่เี ปน็ นามธรรม
๑๐. พัฒนาทักษะพ้ืนฐานท่ีดีในการร๎ูหนังสือ เชํน การพูด การฟ้ง การอําน

และการเขยี น
๑๑. พัฒนาทักษะทางสังคมในการทางานเป็นกลํุมยํอยและการทางานเป็น

รายบคุ คล เคารพ ในสิทธิ เปน็ โอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทงั้ การตดิ ตอํ สมั พนั ธ์กบั ผ๎อู ื่น
๑๒. เกฝนกระบวนการคิดและการแก๎ปีญหาผาํ นวสั ดุอปุ กรณ์ชนิดตาํ งๆ
๑๓. เปน็ การเรียนรกู๎ ารมีประสบการณ์เซงิ บรู ณาการอยาํ งมคี วามหมาย

๒๐๖ ราชบณั ฑติ ยสถาน. ศนู ยก์ ารจัดการเรยี นรู้กับการจัดการเรยี นรู้. พ.ศ. ๒๕๔๒. กรุงเทพ ฯ : นาน มีบคุ ส์
พับลิเคช่ัน, ๒๕๔๖. หน๎า ๗๖

๒๗๔

๑๔. เป็นการเรียนรทู๎ จ่ี ะวางแผนและดาเนินการให๎สาเร็จตามแผน รวมทั้งการ
พัฒนาสมาธิ และความมุํงมน่ั ในการทางาน

๑๕. เปน็ การ‘ฝึกการตัดสินใจในการร๎ูจักเลอื กทากจิ กรรมตํางๆ ดว๎ ยตนเอง
ตามมา

ประโยชนท์ ่ีหลากหลายและคุณคาํ ของศูนย์การเรยี นดังกลาํ วทาใหก๎ ารจดั ประสบการณ์ รูปแบบ
น้ีเปน็ ที่ยอมรับและนยิ มใชใ๎ นโปรแกรมการศึกษาปฐมวัยทัว่ โลก๒๐๗

สรุป
ศูนย์การเรียนรู๎ หมายถึง การจัดพ้ืนท่ีการเรียนทางกายภาพเพื่อให๎ผ๎ูเรียนสามารถควบคุมการ
เรียนด๎วยตนเองเป็นรายบุคคลหรือผู๎เรียนในกลํุมเล็ก ตามงานที่โปรแกรมกาหนดให๎ โดยจัดเป็นคูหา
หรอื โตะ๏ และมีสอ่ื การเรียนในรปู แบบส่ือประสม ชวํ ยในการเรียนร๎ูโดยมคี รผู ส๎ู อนคอยแนะนา

๒๐๗ ราชบณั ฑิตยสถาน. ศนู ย์การจัดการเรียนรู้กับการจดั การเรยี นร.ู้ พ.ศ. ๒๕๔๒. กรงุ เทพ ฯ : นาน มบี คุ ส์
พบั ลิเคช่นั , ๒๕๔๖. หน๎า ๑๕๕

๒๗๕

ข๎อสอบปรนยั ๑๐ ข๎อ

๑. ประเภทของแหลงํ การเรยี นรู๎มกี ป่ี ระเภท

ก. ๒ ข. ๓

ค. ๔ ง. ๕

๒. ข๎อใดหมายถึงการพฒั นาศูนยก์ ารเรียนในสถานศกึ ษา

ก. การพฒั นาความร๎ูในสถานศึกษาเพ่ือเด็ก

ข. การสงํ เสรมิ ความรูเ๎ พ่ือเด็กนกั เรียน

ค. การแก๎ไของคค์ วามร๎เู ดมิ ให๎สมบรู ณ์

ง. การบรู ณาการองค์ความร๎ูเพื่อผศู๎ ึกษา

๓. ข๎อใดควรนามาใช๎เพื่อ การบรหิ ารจดั การเพ่ือการพัฒนา และใชแ๎ หลํงการเรยี นรู๎

ก. PDCA ข. TQM

ค. PCL ง. CIPP

๔. ข๎อใดหมายถึงเครือขํายแหลํงการเรียนรูใ๎ นสถานศกึ ษา

ก. การแยกกลํุมกนั ทาเพ่ือมํุงเน๎นผลการเรียนรใู๎ นสถานศึกษา

ข. การรํวมมือกันนาความร๎ูในสถานศกึ ษามาแบํงแยกเพ่ือวเิ คราะห์

ค. การรวํ มมือกันของครูเพ่ือรํวมกันทางานวิชาการ

ง. การรวํ มมอื กันระหวาํ งแหลํงการเรยี นรู๎ประเภทตํางๆท่ีมีอยํใู นโรงเรยี น

๕. ขอ๎ ใดคือข๎อจากดั ของศูนย์การจัดการเรียนรู๎

ก. เรียนร๎ูอยํางกระฉับกระเฉง ข. ต๎นทุนมาก

ค. ครเู ป็นผ๎ูแนะนา ง. สํงเสริมการทางานเปน็ กลํุม

๖. ขอ๎ ใดมิใชํองค์ประกอบของศูนย์การจัดการเรียนรู๎

ก. ครู ข. หอ๎ งเรียน

ค. นกั เรียน ง. หลักสตู ร

๗. บทบาทของผ๎เู รียนในองค์ประกอบของศนู ย์การจดั การเรยี นร๎ู ผู๎เรยี นควรปฏบิ ัติตนอยาํ งไรเพื่อให๎

สามารถบรรลุจดุ ประสงค์ของหลกั สตู รศนู ยก์ ารการเรียนรู๎

ก. ศึกษาแบบฝึกปฏบิ ตั สิ าหรับผเู๎ รียน

ข. ปฏิบตั ติ นตามความต๎องการของผู๎สอน

ค. ปฏบิ ตั ิตามวตั ถปุ ระสงค์ของศูนย์การเรียนร๎ู

ง. สนใจศูนยก์ ารเรยี นรูอ๎ นื่ ขณะศกึ ษาในศูนย์การเรยี นปจั จุบัน

๘. การจดั ห๎องเรียนแบบใดเหมาะสมท่สี ดุ ในการจัดเปน็ ศูนย์การเรียนร๎ู

ก. จดั ตามความสนใจของตนเอง

๒๗๖

ข. จัดตามสภาพภูมิอากาศ
ค. จัดตามวตั ถปุ ระสงคข์ องศูนยก์ ารเรียนรู๎
ง. จดั ตามความสนใจของผเู๎ ข๎าศึกษา
๙. ศูนย์การจัดการเรียนรกู๎ บั การจัดการเรียนรตู๎ าํ งกนั หรอื ไมํอยํางไร
ก. ตาํ งกัน เพราะศนู ย์การเรียนร๎ูเน๎นการจัดการเรียนมากกวาํ การจัดการเรียนรู๎
ข. ไมตํ าํ งกนั เพราะทั้งศนู ย์การเรยี นรู๎และการจัดการเรยี นรูเ๎ ป็นการเรยี นเหมือนกนั
ค. ตาํ งกัน เพราะศูนย์การเรียนร๎ูมุงํ เน๎นใหค๎ วามรู๎ในด๎านใดด๎านหนง่ึ สํวนการจดั การเรยี นรู๎เปน็
การจดั การเรียนการสอน
ง. ไมตํ ํางกนั เพราะศูนย์การเรยี นรู๎มงุํ เนน๎ ให๎ความรู๎ในดา๎ นใดด๎านซ่งึ การจัดการเรียนรเ๎ู ป็นการ
จัดการเรียนการสอน
๑๐. ประโยชน์ของศนู ยก์ ารเรียนรู๎คอื ข๎อใด
ก. งํายตอํ การศึกษาเพราะเป็นเรือ่ งยอํ ๆเน๎นๆ
ข. งํายตอํ การนาความร๎จู ากศูนยไ์ ปใช๎
ค. งํายตอํ การจดจาบทเรยี น
ง. งํายตอํ การเดนิ ทางไปยังศนู ย์การเรียนร๎ู

๒๗๗

ตอนที่ ๒ ข๎อสอบอตั นัย
๑. เครอื ขา่ ยแหล่งการเรยี นรู้ในสถานศึกษา หมายถึงอะไร พร้อมยกตวั อย่างแหล่งการเรยี นรู้มาพอ
สังเขป

ตอบ เครือขํายแหลํงการเรียนรู๎ เป็นการสร๎างความรํวมมือระหวํางแหลํงการเรียนร๎ูที่มีอยูํ
หลากหลายเพื่อให๎เกิดการเช่ือมโยงการใช๎ทรัพยากรสารสนเทศ อยํางค๎ุมคํา เครือขํายแหลํงการเรียนร๎ู
ของโรงเรียนมอี ยํทู ้ังในโรงเรยี นและนอกโรงเรียน

เครือขํายแหลํงการเรียนร๎ูในสถานศึกษา เป็นการรํวมมือกันระหวํางแหลํงการเรียนร๎ู
ประเภทตํางๆที่มีอยํูในโรงเรียน เชํน ห๎องสมุดโรงเรียน ห๎องสมุดกลุํมสาระการเรียนรู๎ ห๎องโสตทัศน
ศกึ ษาหอ๎ งคอมพวิ เตอร์ ห๎องอินเทอร์เนต็ หอ๎ งปฏิบัติการตํางๆ หอ๎ งพิพิธภัณฑ์ อุทยานการศึกษา สวน
สมนุ ไพร สวนหยอํ ม สวนวรรณคดี สวนคณิตศาสตร์ ฯลฯ
๒. จงอธบิ ายความหมายของศูนย์การจดั การเรียนรู้มาพอเข้าใจ

ตอบ ศูนย์การเรียนร๎ู หมายถึง การจัดพื้นท่ีการเรียนทางกายภาพเพ่ือให๎ผู๎เรียนสามารถ
ควบคุมการเรียนด๎วยตนเองเป็นรายบุคคลหรือผู๎เรียนในกลุํมเล็ก ตามงานที่โปรแกรมกาหนดให๎ โดย
จัดเป็นคูหาหรือโต๏ะ และมีส่ือการเรียนในรูปแบบสื่อประสม ชํวยในการเรียนร๎ูโดยมีครูผู๎สอนคอย
แนะนา
๓. ขนั้ ตอนการสรา้ งชุดการสอนแบบศูนยก์ ารจัดการเรยี นรูป้ ระกอบด้วยอะไรบ้าง จงอธิบาย

ตอบ ๑. เลอื กเรอื่ งทีจ่ ะสอน แล๎วแบงํ เปน็ หวั เรอื่ งยํอยประมาณ ๔-๖ เรอื่ ง
๒. กาหนดมโนทศั น์ หรือความคิดรวบยอดของแตํละเร่ือง
๓. กาหนดจดุ มุงํ หมายเชิงพฤตกิ รรม
๔. กาหนดกิจกรรมการเรียน โดยให๎สอดคลอ๎ งกบั หวั เรือ่ งของชดุ การสอน
๕. กาหนดส่ือการสอนส่ือการสอนที่ใช๎ควรเป็นสื่อราคาถูก และสามารถผลิตเองได๎

เชํน บตั รคาสง่ั บัตรเนอ้ื หา บัตรคา บัตรคาถาม บตั รภาพ กระดาษคาตอบ เกมตํางๆบทเรียน โปรแกรม
เป็นต๎น

๖. เตรยี มขอ๎ สอบที่จะใช๎ทดสอบกํอนเรยี นและหลงั เรียน ออกขอ๎ สอบให๎สามารถวัดได๎
ตามจุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรมทกี่ าหนดไวค๎ วรเป็นข๎อสอบแบบปรนยั
๔. แนวการดาเนินงานสร้างเครือข่ายแหล่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาประกอบด้วยอะไรบ้าง จง
อธิบาย

ตอบ ๑. สารวจแหลงํ การเรียนร๎ูที่มอี ยทูํ งั้ ในและนอกสถานศึกษา
๒. จดั ทารายการขอ๎ มลู สารสนเทศเกย่ี วกับแหลงํ การเรยี นรู๎
๓. ประชมุ กาหนดรายการความรํวมมือในการเปน็ เครอื ขําย
๓.๑ การสรา๎ ง/ผลติ ส่ือ นวตั กรรม เทคโนโลยสี ารสนเทศ
๓.๒ การจัดระบบการจัดเกบ็ ส่ือ นวตั กรรม
๓.๓ การจัดระบบการใหบ๎ รกิ าร
๓.๔ การแลกเปลยี่ นสอ่ื นวัตกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ
๓.๕ การยมื สื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี ระหวาํ งแหลํงการเรยี นร๎ู
๓.๖ การจดั ระบบเชอ่ื มโยงเครือขําย
๔. ดาเนินการพฒั นาเครอื ขําย

๒๗๘

๕. ดาเนินการใช๎เครือขํายเพือ่ การจดั กิจกรรมการเรยี นรู๎
๖. ประเมนิ ผลการใช๎และรายงานผล
๕. องค์ประกอบของศูนยก์ ารจดั การเรียนรู้ไดจ้ ดั ออกเปน็ กห่ี วั ขอ้ อะไรบา้ ง จงอธิบาย
ตอบ องค์ประกอบของศนู ย์การเรยี นร๎ูได๎แบํงออกเปน็ ๔ หัวขอ๎ ใหญํ ดงั นี้

๑. บทบาทของผ๎สู อน
๒. บทบาทของผ๎เู รียน
๓. ชุดการสอน
๔. การจัดห๎องเรยี น

ตอนที่ ๓ ขอ๎ สอบแบบเติมคา
๑. การสรปุ รายงานการพฒั นาและใช๎แหลํงการเรียนรู๎ ควรรวบรวมข๎อมูลตั้งแตํเร่ิมดาเนินการ ระหวําง
ดาเนนิ การ และเสร็จสิน้ การดาเนินการ เพ่ือสรุปเป็นรายงานนาเสนอให๎หนวํ ยงาน……………………..
๒. ศูนย์สังคมศึกษาจะชํวยเตรียมเด็กให๎มีสํวนรํวมในฐานะสมาซิกของห๎องเรียน โรงเรียน ชุมชน
และ………………………… รวมท้ังการฝกึ ให๎เด็กได๎คดิ อยาํ งมวี จิ ารณญาณ
๓. สรุปความสาคัญของแหลํงการเรียนร๎ูได๎วํา แหลํงการเรียนรู๎ชํวยเชื่อมโยงเรื่องราวในท๎องถ่ินสูํการ
เรียนร๎ูแบบ………………………….. พัฒนาคุณลักษณะและความคิด ความเข๎าใจในคุณคํา และทัศนคติ
คํานิยม ใฝร่ ู๎ ใฝเ่ รยี น รักการเรียนร๎ู มีทักษะการแสวงหาความรู๎ สามารถจัดการความรู๎ ซ่ึงมีความสาคัญ
และมีความหมายอยํางมากสาหรบั ผเู๎ รยี น ดงั นี้
๔. การนาวิทยาการพื้นบ๎านมาใช๎ในการเรียนการสอนจะชํวยให๎เกิดความ………………………………..ทาง
สติปญั ญา ผเ๎ู รียนสามารถดารงชวี ติ อยไูํ ดใ๎ นทอ๎ งถิน่ อยํางปกติสุข บนพื้นฐานของกระบวนการเรียนร๎ูตาม
สภาพภูมศิ าสตร์ นเิ วศวทิ ยา ความเชือ่ ปรัชญา วถิ ที อ๎ งถิน่ และวถิ แี หงํ การดารงชวี ิต

๒๗๙

๕. ศูนย์การเรียนควรเปิดโอกาสให๎เด็กได๎เรียนร๎ูส่ิงใหมํและฝึกฝนทักษะที่เรียนมาแล๎ว เน๎น การมีสํวน
รํวมในการลงมือกระทากบั กจิ กรรมหรอื กบั วัสดุอุปกรณอ์ ยาํ ง…………………………………………..
๖. ศนู ยบ์ ๎าน/ศนู ย์การแสดงสรา๎ งสรรค/์ ศูนยบ์ ทบาทสมมตมิ ีกลไกการทางานท่ีคล๎ายคลึงกัน แตกตํางกัน
เพียงการเรยี กซื่อและการ………………………………….ประกอบศูนยเ์ ทาํ นน้ั
๗. ศูนย์การเรียนแตํละศูนย์ต๎องใช๎บริเวณในการทากิจกรรมแตกตํางกัน บางศูนย์ต๎อง ใช๎บริเวณกว๎าง
มากกวําศูนย์อื่นๆ เพราะอาจทาให๎เลอะเทอะ จึงควรให๎ใช๎พื้นท่ีบริเวณ…………………………… เซํน ศูนย์
ทราย ศูนย์นา้ื ศนู ยเ์ คล่อื นไหว และศูนย์การเลํนกลางแจง๎ เปน็ ต๎น
๘. ศูนย์การเรียนรู๎ หมายถึง การจัดพื้นท่ีการเรียนทางกายภาพเพื่อให๎ผ๎ูเรียนสามารถควบคุมการเรียน
ด๎วยตนเองเป็นรายบุคคลหรือผ๎ูเรียนในกลํุมเล็ก ตามงานที่………………………….กาหนดให๎ โดยจัดเป็น
คหู าหรือโตะ๏ และมีส่ือการเรยี นในรปู แบบสอ่ื ประสม ชวํ ยในการเรียนรโ๎ู ดยมีครูผ๎ูสอนคอยแนะนา
๙. ศูนย์การเรียนตามวัตถุประสงค์หรือศูนย์การเรียนหลัก หมายถึง ศูนย์การเรียน ที่ออกแบบกิจกรรม
ให๎สมั พันธส์ อดคล๎องกับเนือ้ หาสาระการเรียนรู๎ที่สอนแตํละครั้ง จึงมกี ารกาหนด………………………………
๑๐. คณะกรรมการพัฒนาแหลํงการเรียนร๎ู มีบทบาทหน๎าที่สาคัญท่ีจะเป็นผ๎ูสารวจ วิเคราะห์ความ
พรอ๎ ม รวบรวมข๎อมูลแลว๎ จดั ทา………………………………….ให๎สามารถดาเนินการได๎อยํางเหมาะสม

เฉลยขอ๎ สอบ ๑๐ ข๎อ
๑. ก ๖. ข
๒. ง ๗. ค
๓. ก ๘. ค
๔. ง ๙. ค
๕. ข ๑๐. ก

เฉลย
๑. ต๎นสังกดั
๒. สังคม
๓. สากล
๔. เจรญิ งอกงาม
๕. กระฉบั กระเฉง
๖. จดั สรรวัสดอุ ุปกรณ์
๗. นอกหอ๎ งเรยี น
๘. โปรแกรม
๙. วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู๎
๑๐. แผนพฒั นาแหลํงการเรยี นร๎ู

บทที่ ๙

การจัดการเรียนรู้ตามแนวพุทธศาสตร์

หลักการและเหตผุ ล

หวั ข้อยอ่ ย

วตั ถปุ ระสงค์

การพัฒนาหลักสูตรตามแนวพุทธศาสตร์

ในการจัดการศึกษา ถือวา่ หลักสูตรนัน้ เปน็ องค์ประกอบทีส่ าคญั ยงิ่ เนื่องจากหลักสูตรเปน็
รูปแบบและเป็นแนวทางในการพฒั นาบคุ คล แตโ่ ดยทัว่ ไปหลกั สตู ร หมายถึง วชิ า เนอื้ หาสาระ และ
วิธกี ารท่ีจะทาใหผ้ ูร้ บั การฝึกอบรมได้เกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจ เจตคติ และความสามารถที่ทาให้เกิดการ
เรยี นรู้หรือการเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมให้เปน็ ไปตามวัตถปุ ระสงคข์ องหลกั สูตร สาหรับรูปแบบของ
หลกั สูตร นอกจากจะเน้นท่ีเนื้อหาวิชาและหนว่ ยกติ แลว้ ยงั ต้องมรี ะบบ มีการจดั ลาดับวัตถุประสงค์ของ
การเรยี น และการจัดกิจกรรมที่ชัดเจนโดยผสู้ อนและผเู้ รยี นมสี ่วนรว่ มด้วย

สาหรับเปาู หมายทจ่ี ะก่อใหเ้ กิดโครงสรา้ งหรือขอบข่ายของหลกั สตู รนน้ั ได้มีการจดั ให้เปน็ ไป
ตามพื้นฐานในด้านต่างๆ คือ สติปัญญา สงั คม เศรษฐกิจ จริยธรรม และร่างกาย ทั้งนีเ้ พ่ือให้ระบบการ
เรียนการสอนสามารถพฒั นาคุณภาพของคนไดอ้ ย่างสมบูรณ์

ส่วนหลักสตู รในระบบอารยนิยมตามแนวพุทธศาสตรน์ นั้ หมายถงึ ประสบการณ์ทจี่ ัดให้กับ
ผ้เู รยี นเพ่ือให้ผู้เรยี นเกดิ การเรียนรู้ โดยท่วั ไปหลกั สตู รจะอาศยั ปรชั ญาการศึกษาเปน็ หลักสูตรในการจดั
ประสบการณ์ หลักสูตรในท่ีน้ีมี 3 ภาค คอื

ภาคปรยิ ตั ิ คอื ภาคทฤษฎีและเหตปุ ัจจัยของหลักสูตรทัง้ หมด
ภาคปฏิบตั ิ คอื ภาคลงมือประพฤติปฏิบตั ิ ในที่นเี้ ป็นการเรียนการสอนด้วยการปฏบิ ตั จิ ริง
ภาคปฏิเวธ คือ ภาคที่เป็นผลลัพธ์ซง่ึ บรรลเุ ปาู หมายของหลักสูตรในระดับต่างๆ และเปน็ ภาคท่ี
รวมการประเมินผลดว้ ย (วรี ยุทธ วิเชยี รโชติ, 2526 : 35)
ปจั จุบนั การเปลยี่ นแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม กาลังเกิดข้ึนอยา่ งสับสนและรวดเรว็ มี
แนวโนม้ ไปทางวัตถนุ ิยม ซึง่ ทาให้ความเป็นมนุษยแ์ ละมนษุ ยชาตถิ ูกทาลายลงไปทุกที ถ้าหากการจดั
การศกึ ษาไม่เป็นไปเพื่อแกป้ ญั หาชีวิตของบุคคล และสังคม ท้งั ในอดตี ปัจจุบนั และอนาคตแล้ว การ
พัฒนาประเทศชาติบ้านเมอื ง อาจจะนาไปสู่ความเส่ือมและความหายนะได้ ดังน้นั จงึ จาเปน็ ต้องมีการ
พฒั นาหลักสตู ร เพ่ือสนองตอบการเปลย่ี นแปลงดังกลา่ วและเพื่อพฒั นาคณุ ภาพของคนใหไ้ ด้ตามเกณฑ์
ทต่ี อ้ งการ

ในการพัฒนาหลักสตู รให้มีประสทิ ธภิ าพ และประสบผลสาเร็จตามเปาู หมายนน้ั ไดม้ นี ักวชิ าการ
นกั การศึกษาและครู อาจารย์ เหน็ ว่า หลกั สาคญั ของพุทธธรรม สามารถนามาประยุกต์ในการสรา้ ง
หลกั สูตรการศกึ ษาในระดบั ต่างๆ ได้เปน็ อย่างดี จงึ ไดม้ ีการพฒั นาหลักสูตรตามแนวพุทธศาสตรโ์ ดยนา
หลักธรรมทีถ่ ือว่าเปน็ แกนกลางของพระพุทธศาสนา มาเป็นแนวทางในการพฒั นาแนวความคิดเก่ียวกบั
การพฒั นาบุคลิกภาพ และบทบาทหนา้ ท่เี พื่อให้ได้คนท่ีมีคุณภาพตามความต้องการของสังคม
หลกั ธรรมทน่ี ามาประยกุ ตน์ ัน้ ได้แก่ (พระราชวรมุนี, 2526 : 40-46)

1.หลกั อรยิ สจั 4 คือหลกั ท่ีแสดงถึงสภาพชีวติ ของมนุษย์วา่ เปน็ อย่างไร พรอ้ มทัง้ ประโยชน์
สงู สุดจะสามารถหาไดจ้ ากชีวติ น้ี ให้มนษุ ย์จดั การกับปญั หาด้วยหลกั การ และสติปญั ญาของมนุษย์เอง
ไม่เกี่ยวกับเรอ่ื งเหนือธรรมชาติใดๆ ทุกข์ คือ ปญั หาของมนุษยเ์ อง สมุทัย คอื เหตุของทุกข์ มรรค คือ
ขอ้ ปฏบิ ัตใิ ห้ถึงปญั หาของมนุษย์ โดยมนุษย์เองทัง้ สิน้

2. หลกั เบญจขนั ธ์ คือหลักที่แสดงถึงภาวะของชวี ติ วา่ เปน็ สิ่งทเี่ กดิ จากองคป์ ระกอบตา่ งๆ มา
ประชมุ กนั เข้าและมคี วามเปลี่ยนแปลงอยตู่ ลอดเวลา สดุ แต่ว่าองค์ประกอบเหลา่ นน้ั จะแปรเปลี่ยนไป
อย่างไร ตามความสัมพันธแ์ ห่งเหตปุ จั จยั

3. หลกั ปฏิจจสมปุ บาท คือ หลกั แห่งเหตแุ ละผลที่แสดงกระบวนการแหง่ การเปลี่ยนแปลงของ
ชวี ิต ตามกระแสความสมั พันธ์แห่งเหตปุ ัจจยั เหตุ หมายถึงตัวการทที่ าให้สิ่งน้นั เกดิ ข้นึ ปัจจัย หมายถงึ
สิ่งแวดล้อมทช่ี ว่ ยหนุนให้เกิดเม่ือสง่ิ หนึ่งส่งิ ใดเกิดขนึ้ มิใช่มีแต่เหตุอย่างเดยี ว ต้องมีปจั จยั ด้วย ปัจจัย
แวดลอ้ มนนี้ บั วา่ เป็นส่ิงสาคญั

4. หลักไตรลกั ษณ์ คือหลักทม่ี ุ่งให้มนษุ ย์มองสงิ่ ทัง้ หลายตามความเป็นจริง หลักนี้กลา่ วถึง
อนิจจ ทกุ ข อนตตฺ า และนามาใชเ้ พอ่ื วตั ถุประสงค์ในทางจริยธรรมเป็นอย่างมาก

5. หลกั มัชฌิมาปฏปิ ทา คือหลกั ทม่ี งุ่ ให้มนษุ ย์เว้นจากการหมกมุ่น มวั เมาและการทรมานตวั เอง
ให้ลาบากโดยเว้นจากการประพฤตทิ ่ีตึงเกนิ ไปหรือหย่อนเกินไป มรรคนั้นเป็นเส้นทางเดยี ว แต่
ประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบ 8 สว่ น ถ้าออกมาในรปู การอบรมกเ็ ป็นไตรสิกขา ซ่ึงประกอบด้วย ศีล สมาธิ
ปญั ญา

ถา้ เราจะพทุ ธศาสนามาประยุกตใ์ นทางปฏิบตั เิ ราตอ้ งนาหลักใหญ่ทง้ั หา้ มาพจิ ารณาหลักบาง
หลักแม้จะเป็นเรอื่ งเดยี วกันแต่เราพจิ ารณาคนละแง่ เช่น หลักมชั ฌิมาปฏิปทา เป็นสว่ นหนง่ึ ของอริยสจั
4 แต่เราได้แยกออกมาพจิ ารณาตา่ งหากเพราะเปน็ ทีร่ วมของข้อปฏิบตั ิ หรอื จรยิ ธรรมของ
พระพทุ ธศาสนา

แนวทางประยุกต์พทุ ธธรรมในด้านการศกึ ษา

แนวความเขา้ ใจเกีย่ วกับเบญจขนั ธ์
ชวี ติ ประกอบด้วยองคป์ ระกอบตา่ งๆ ซงึ่ จดั เปน็ ประเภทใหญๆ่ 5 ประเภท เรียกว่า ขนั ธ์ 5 คือ
1.รูป องค์ประกอบฝุายวตั ถุหรอื ฝุายร่างกายทั้งหมด รวมทั้งคณุ สมบตั ิและพฤติกรรมทั้งปวง

ของมัน
2. เวทนา เรอ่ื งของความรสู้ กึ ทุกขแ์ ละสุขของมนุษย์ ปัญหาของมนุษย์จะเริ่มจากจุดน้ี และจะ

พัวพนั กบั จริยธรรมมาก
3. สัญญา ความหมายรตู้ า่ งๆ เช่น เสียงทมุ้ แหลม ดัง เบา เปน็ ตัวสรา้ งความจาและวตั ถุดิบ

ความคดิ มีความสาคัญมากในกระบวนการเรียนรูส้ ญั ญาท่ดี ีย่อมให้เกดิ ความจาทดี่ ี

4. สังขาร เป็นนามธรรม แปรวา่ ปรงุ แต่ง หมายถงึ ปรงุ แต่งจิตใจให้ดใี ห้ชวั่ เราเรียกว่ากุศลบา้ ง
อกุศลบ้าง มอี งคป์ ระกอบของจิตถึง 50 อย่างท่เี ปน็ ตวั นาคือ เจตนาฝาุ ยดมี ี เมตตา สติ ปัญญา ฯลฯ
ฝาุ ยชว่ั มี โลภะ โทสะ โมหะ ฯลฯ กระบวนการของความคิดและพฤตกิ รรมอยู่ที่นี่ มนษุ ยส์ รา้ งกรรมท่จี ุด
นี้

5. วญิ ญาณ การรับรทู้ ่ีเกิดจากประสาทสมั ผสั โดยตรง วิญญาณประเภทท่ปี รากฏในอาการ รตู้ ัว
เรียกวา่ วถิ ีวิญญาณ วญิ ญาณประเภททาหนา้ ทส่ี บื เนื่องโดยอาการไม่ร้ตู วั เรยี กว่า ภวังคว์ ิญญาณ

สว่ นประกอบทัง้ หา้ ต้องอาศัยซึง่ กนั และกนั ชวี ติ ขนึ้ อยู่กบั สิ่งท้ังห้า ซง่ึ มีความเปลี่ยนแปลง
เคลอ่ื นไหวไม่คงที่ อยู่ในกระแสแหง่ ความเกดิ ดบั สบื เนอ่ื งอยู่ตลอดเวลา แมใ้ นทางจติ การปรุงแต่งก็ไม่
เหมือนกนั ในแต่ละคนแต่ละชว่ งเวลาทง้ั น้ีเปน็ ไปตามหลักปฏิจจสมุปบาท

แนวความเข้าใจเกย่ี วกับปฏจิ จสมุปบาท

1.อวชิ ชา = ความไม่รู้ ไมร่ ู้จริง การไม่ใชป้ ัญญา
2.สังขาร = ความคิดปรุงแต่ง เจตจานง จิตนิสัย และทกุ สิ่งที่จติ ไดส้ ่ังสอนอบรมไว้
3. วิญญาณ = ความรตู้ อ่ โลกภายนอกและต่อเร่ืองราวในจิตใจสภาพฟืน้ จิต
4. นามรปู = องคาพยพ ส่วนประกอบของชีวิตทัง้ กายและใจ
5. สฬายตนะ = สอ่ื แหง่ ความรบั รู้ คือ ตา หู จมกู ลิน้ กาย ใจ
6. ผสั สะ = การรบั รู้ การตดิ ต่อกบั โลกภายนอก ประสบการณ์
7. เวทนา = ความรู้สกึ สุข ทุกข์ สบาย ไม่สบาย หรอื เฉยๆ
8. ตณั หา = ความอยาก คืออยากได้ อยากเปน็ อยากเสยี่ ง หรืออยากทาลาย
9. อปุ าทาน = ความยดึ คตถิ ือม่นั ผกู พนั นิยม เทดิ คา่
10. ภพ = ภาวะชวี ติ ทเี่ ปน็ อยเู่ ป็นไป บุคลกิ ภาพ กระบวนพฤติกรรมทัง้ หมดของบุคคล
11. ชาติ = การเกิดมีตัวท่ีออกรู้ออกรบั เป็นผู้อยใู่ นภาวะชวี ิตนั้นเปน็ เจา้ ของบทบาทความ
เปน็ อยเู่ ป็นไปน้ันๆ
12. ชรามรณะ = การประสบความเส่ือม ความไม่มั่นคง ความสูญเสียจบสิ้นในการทตี่ วั ได้อยู่
ครอบครองภาวะชวี ติ น้นั
องคป์ ระกอบในปฏิจจสมุปบาท มีความสัมพันธ์กันและเปน็ วงจรของการเกดิ ทุกข์แบง่ ออกเป็น
หมวดใหญๆ่ ได้ 3 หมวด คอื กิเลส กรรม วบิ าก องคป์ ระกอบท่เี ป็นกิเลสคอื อวิชชา ตัณหา อุปาทาน
องค์ประกอบทีเ่ ป็นกรรมคือ สังขาร และภพส่วนที่เปน็ กรรมภพ คอื ความต้งั ใจทจ่ี ะเกิด (The will to
be born) องค์ประกอบทเ่ี ปน็ วบิ ากคอื วญิ ญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ชาติ และชรามรณะ
องคป์ ระกอบทัง้ สามหมวดของปฏิจจสมุปบาททมี่ ีความเกี่ยวเนอื่ งกันคือกิเลสทาใหเ้ กิดกรรม
และกรรมทาใหเ้ กดิ วบิ าก วบิ ากเป็นสว่ นผล กเิ ลสเป็นเหตเุ ติมกระตุ้นทาให้เราทากรรม ตา่ งๆ ให้มี
พฤติกรรมตา่ งๆ ผลทเ่ี รยี กว่าวิบากนนั้ ไม่มีความดคี วามชัว่ ในตัวเอง ท่านไมเ่ รียกว่าดวี ่าช่ัว เพราะฉะน้นั
สงิ่ ท่ีเรียกวา่ เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรปู วญิ ญาณ ชรามรณะ และชาติ ไม่ดไี มช่ ่วั โดยตวั ของมนั
เอง แตว่ ่าเป็นเหตใุ ห้เกดิ กเิ ลสต่อไป พอเกิดกรรมคือ กรรมภพแล้ว วิบากคอื ชาติ และชรามรณะ พอ
เกิดชรามรณะแลว้ ก็เกิดปฏิกริ ิยาในจิตใจขนึ้ มา พอใจหรือไม่พอใจกส็ มั พนั ธก์ บั กเิ ลส คือ อวิชชา ตณั หา
อปุ าทานของเรา เม่ือวงจรเวียนมาถงึ กเิ ลสแลว้ ก็หมุนให้เกิดกรรมและวบิ ากสบื เนอื่ งต่อไปอกี

แนวคดิ เข้าใจเกี่ยวกบั ไตรสิกขา

ไตรสิกขาคอื หลักการศึกษาหรือการฝกึ ฝนอบรม ซ่ึงกาหนดข้ึนเพ่ือแก้ปัญหาหรอื ทาการปลด
ทกุ ข์ ใหส้ าเรจ็ ตามหลกั ปฏจิ จสมุปบาท ไตรสิกขาเปน็ กระบวนการศกึ ษาท่ีมีองคป์ ระกอบ 3 ขั้น คือ ศลี
สมาธิ ปญั ญา องค์ประกอบ 3 นี้ มิได้แบง่ เป็นขัน้ ตอนต่างหากกัน แต่คาบเกี่ยวกนั ไปโดยตลอดทีเ่ ป็นข้นั
เพราะเปน็ ปจั จัยสง่ ทอดแก่กัน เรยี งลาดบั หนา้ ท่ีที่ทาให้เข้าถึงจุดหมาย คือ การแกป้ ัญหา หรอื ใหเ้ กิดตวั
การศกึ ษาท่ีแท้จริงปัญญาเป็นตวั ให้สาเรจ็ การศึกษาคือเป็นตวั การให้แก่ปัญหาไดห้ รือทาใหพ้ น้ ทุกขไ์ ด้จึง
เรียงไว้ลาดับทา้ ยเพราะต่อจากปัญหาก็คอื วิมตุ ติ (ความหลุดพน้ จากปัญหา ความเป็นอสิ ระปลอดจาก
ทุกข์) และจงึ กล่าววา่ การศกึ ษาคือกระบวนการสร้างปัญญาอย่างไรกต็ ามท่ามกลางกระบวนการน้นั
องค์ประกอบทง้ั สามเป็นปัจจัยสนบั สนนุ กันและกันไมเ่ ฉพาะแต่ศลี เป็นปัจจยั แก่สมาธิ และสมาธิ เปน็
ปจั จัยแก่ปัญญาเทา่ น้ัน (แต่องค์ประกอบข้อท้ายๆ ก็เป็นปัจจัยแก่องค์ประกอบข้อตน้ ๆ ด้วย) ทกุ ข้อเปน็
ปจั จัยแกก่ ันเช่อื มโยงไปมา เชน่ จะมพี ฤติกรรมการแสดงออกทางกายและวาจาถูกทางย่งิ ขนึ้ ในเม่ือรวู้ ธิ ี
แกป้ ัญหาดีขนึ้ และพฤติกรรมที่ดีถกู ทางย่ิงข้นึ ก็เกอ้ื กูลแก่การแก้ปญั หาคราวต่อๆไป (พระราชวรมุนี,
2526 : 41-46)

การพัฒนาหลกั สูตรตามแนวพุทธศาสตร์นัน้ สว่ นใหญจ่ ะช่วยให้ระบบการเรียนการสอนเป็นไป
ตามจดุ มุ่งหมายทีต่ ้องการพฒั นาชวี ิตและสงั คมไดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ ทั้งยังชว่ ยพัฒนาบคุ ลกิ ภาพและพัฒนา
วัฒนธรรมไปพรอ้ มๆกันดว้ ย นอกจากน้ยี ังควรจะเปน็ ไปตามกระบวนการพัฒนาศักยภาพของบุคคล
สังคมและทรพั ยากรธรรมชาติด้วย ควรจะเนน้ การพฒั นาสติและปัญญา เพื่อให้ผู้เรียนมคี วามคดิ ในเชิง
วิเคราะหส์ ามารถแกป้ ัญหาได้อยา่ งสร้างสรรค์และมีวจิ ารณญาณจากความรคู้ วามสามารถและ
ประสบการณ์ของผู้เรียนน้จี ะช่วยใหก้ ารพัฒนาสภาพพื้นฐานทางสงั คม เศรษฐกจิ การปกครอง
การศกึ ษาและวัฒนธรรมของประเทศเป็นไปในลักษณะท่ีพึงปรารถนา คือมีความพร้อมท่ีจะ
เปลย่ี นแปลงไปในทางทด่ี ีขึ้น และพร้อมทจี่ ะรบั เทคโนโลยีใหมๆ่ มาช่วยในการปรบั ปรุงดาเนินงาน และ
การดาเนินชวี ิตให้ได้ผลดียิ่งข้ึนด้วย

การศกึ ษาตลอดชีวิต (Life-long Education)

เพอ่ื ให้การจัดการศึกษาเป็นไปในแนวทางทตี่ ่อเนื่องจึงควรจัดให้มีการศกึ ษาตลอดชวี ิตซ่ึงจะทา
ใหม้ ผี ลดตี อ่ การพัฒนาสงั คม เศรษฐกจิ วฒั นธรรม ฯลฯ และยังก่อใหเ้ กดิ ความรับผิดชอบตอ่ ตนเองและ
สงั คมอีกด้วยหากได้พฒั นาหลักสตู รให้ครบทุกดา้ น ก็จะสามารถพฒั นาคณุ ภาพของคนได้ตามมาตรฐาน
ทต่ี ้องการในการจดั การศกึ ษาตลอดชวี ติ ควรจะต้องจดั ระบบการศกึ ษาออกเป็น 3 ระดับใหม้ ี
ความสัมพนั ธเ์ ก่ียวเนอื่ งกัน คือ

การศกึ ษาตลอดชีวิตในระดบั ท่หี น่งึ คอื การศึกษาที่บา้ นอนั ได้แก่ท่คี รอบครัวให้การอบรมเลย้ี งดู
แบบสงิ่ เสริมใหเ้ ดก็ พฒั นาการทางบุคลิกภาพซึง่ รวมทั้งสตปิ ัญญา จริยธรรม แรงจูงใจ และพลังรา่ งกาย
ตลอดจนความสามารถทางสังคมใหเ้ ป็นไปตามแนวปรัชญาอารยธรรมและตามแนวพุทธศาสตร์

การศกึ ษาตลอดชวี ิตในระดับท่ีสองคือ การศึกษาในโรงเรยี นซง่ึ จาเปน็ ต้องปฏิรูปปรชั ญา
การศึกษาแบบเดิมให้เปน็ แบบท่อี าศยั ปรัชญาการศึกษาตามแนวพุทธศาสตร์และปรบั ปรุงหลกั สูตรการ
เรียนการสอนการประเมินผลตลอดจนให้มเี ทคนคิ การสอนตามแนวพุทธธรรมโดยยึดอรยิ สัจ 4 เปน็ หลกั
สาคัญ

การศึกษาตลอดชวี ติ ในระดับที่สามคือ การศึกษาสาหรับมวลชนซ่ึงเป็นการศกึ ษาทรี่ ฐั และ
ราษฎรช์ ว่ ยกันจดั ให้แกม่ วลชน โดยอาศัยสอื่ ทุกชนิด รวมท้ังสือ่ สารมวลชนเพ่ือใหก้ ารจัดการศึกษา

สาหรับมวลชนบรรลจุ ุดมงุ่ หมายตามปรัชญาการศกึ ษาในแนวพุทธศาสตรค์ วรจัดใหม้ ีศูนยว์ ิจัยและ
พัฒนาส่งเสรมิ การศกึ ษาสาหรบั มวลชนตามแนวนีใ้ หท้ าหน้าทีท่ างด้านนโ้ี ดยเฉพาะ

ระบบการศึกษาท้งั 3 ระดับนี้ คอื กระบวนการศกึ ษาทต่ี ่อเน่ืองกนั ไปโดยปราศจากการหยุดนง่ิ
เพื่อสนองความต้องการของผู้เรยี นเพ่อื พัฒนาศักยภาพในตัวผ้เู รยี นแต่ละคนใหส้ ามารถดารงชีวติ อยู่ใน
โลกแหง่ การเปล่ยี นแปลงไดฉ้ ะน้นั การศึกษาตลอดชวี ิตจึงเปน็ การรวมการศึกษาทง้ั 3 ระดบั ผสมผสาน
รว่ มกนั ไปตลอดอายุขัยของมนษุ ยท์ ุกคนและอาจจะกล่าวไดว้ า่ การศึกษาตลอดชีวติ ไมใ่ ชร่ ะบบ
การศกึ ษาไม่ใช่หลักสูตรหรอื วิธีสอนอยา่ งใดอยา่ งหน่ึงแตเ่ ป็นแนวคดิ เก่ียวกับการศึกษาสาหรับบุคคลแต่
ละคนที่ควรจะไดร้ ับตัง้ แต่เกิดจนกระทง่ั ตายเป็นการรวมประสบการณ์ทางการศึกษาการทางานการ
พักผอ่ นการใชเ้ วลาว่างและประสบการณ์ทกุ ชนิดเข้าดว้ ยกันซ่ึงกิจกรรมท่ีเกิดข้นึ นัน้ จะไม่จากัดเวลาและ
สถานท่ี ดังนั้นการศึกษาตลอดชีวติ จงึ มลี กั ษณะเป็นบรู ณาการคือรวมกิจกรรมทกุ อย่างในชวี ิตใหเ้ กดิ
ความพอดเี พื่อพัฒนาไปสู่ ความสขุ ความเจริญ ท้ังในสว่ นบุคคลและสงั คม

โครงสรา้ งของการพัฒนาหลักสูตรตามแนวพุทธศาสตร์ มี 5 มติ ิ ดงั ตอ่ ไปน้ี
1.มิตทิ างปรัชญาและเปูาเหมายของหลักสตู ร
ปรชั ญาการศกึ ษาทางศาสนาพทุ ธเน้นการพฒั นาศักยภาพของระบบบุคคล ระบบบทบาทใน
สงั คม ระบบสังคม ตลอดจนระบบทรัพยากรธรรมชาติท่เี ป็นสงิ่ แวดลอ้ มโดยมุ่งใหบ้ รรลุเปูาหมายแหง่
ความสขุ ความเจรญิ ทางโลกและทางธรรม
บคุ คลที่พึงปรารถนาคือผู้ทีม่ ลี ักษณะ 7 ประการ สาหรับคนดี มธี รรมะสาหรบั การอยู่ร่วมกนั ใน
สังคมมธี รรมะทจ่ี ะเป็นพน้ื ฐานของการสรา้ งความสาเรจ็ ในชวี ติ และธรรมของสตั บรุ ุษ (คนด)ี 7 ประการ
น้ันคือ สปั ปุริสธรรม 7 ได้แก่
1.ธมั มญั ญุตา รู้หลักและรู้จักเหตุ คือรหู้ ลักความจรงิ ของธรรมชาติ ร้หู ลักการ กฏเกณฑแ์ บบ
แผน หนา้ ท่ี ซ่ึงจะเปน็ เหตุให้การกระทาไดส้ าเรจ็ ผลตามความมงุ่ หมาย
2. อัตถัญญตุ า รคู้ วามม่งุ หมายและรจู้ ักผล คือรู้ความหมายและความมงุ่ หมายของหลักธรรม
หรอื หลกั การ กฏเกณฑ์ หนา้ ที่ รผู้ ลทป่ี ระสงค์ของกจิ ท่จี ะกระทา
3. อตั ตญั ญุตา รูจ้ ักตน คือร้ฐู านะ ภาวะ เพศ กาลงั ความรู้ ความถนัด ความสามารถ และ
คุณธรรม ของตนตามความเป็นจริง เพ่ือปรพพฤติปฏิบัติได้เหมาะสมและให้เกิดผลดี
4. มตั ตญั ญตุ า รู้จักประมาณ คือรจู้ กั ความพอเหมาะพอดี
5. กาลญั ญตุ า รู้จักกาล รู้วา่ เวลาไหนควรทาอะไร
6. ปริสญั ญุตา รู้จกั ชุมชน คือรู้จกั ถน่ิ รู้จักชุมชน และชุมชน รูจ้ ักมารยาท ระเบียบวินัย
ขนบธรรมเนยี มประเพณี และขอ้ ปฏบิ ัติอน่ื ๆ ต่อชมุ ชนนนั้ ๆ
7. ปุคคลญั ญตุ า ร้จู กั บุคคล คือรูค้ วามแตกต่างระหวา่ งบุคคล โดยอัธยาศัย ความสามารถและ
คุณธรรมเปน็ ตน้ เพื่อปฏบิ ตั ิต่อผูน้ ัน้ โดยถูกต้อง
สงั คมท่ีพึงปรารถนาก็คือ สังคมอารยประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นประมุขและมี
ธรรมะเป็นหลกั สาหรับเปูาหมายการศึกษาที่สาคญั มีสามระดบั คือ
1.ประโยชน์ปัจจุบนั องคธ์ รรมของประโยชนป์ จั จบุ ันมี 4 ประการ สาหรับเป็นเครื่องมือให้
บรรลปุ ระโยชน์ปัจจบุ ัน องค์ธรรม 4 ประการน้ีคอื

- การมคี วามขยันหมน่ั เพยี รในการทางาน
- การรู้จักรักษาทรพั ยส์ มบตั ทิ ี่หามาได้

- การคบเพ่ือนท่ดี ีเป็นกัลยาณมติ ร
- การยังชพี ใหเ้ หมาะสมกับอัตภาพ
2. ประโยชน์อนาคต
องคธ์ รรมของประโยชนใ์ นอนาคตมี 4 ประการ สาหรบั ใช้เป็นเครื่องมือให้บรรลุประโยชน์ใน
อนาคต องคธ์ รรม 4 ประการนี้คอื
- ศรทั ธา
- ศลี
- การเสียสละ (จาคะ)
- ปัญญา
3. ประโยชนอ์ ยา่ งยิ่ง
ประโยชน์อนั สูงสุดของมนุษย์ท่ีจะพึงมีพึงได้กค็ ือ องค์ธรรม 3 ประการ ซงึ่ จะต้องต้งั เป็น
เปาู หมายชีวติ ในระยะยาวนาน ในขณะที่กาลังเดนิ ทางอยใู่ นวงั วนแหง่ วัฏฏสงสาร องค์ธรรม 3 ประการ
น้คี ือ
- มรรค 4
- ผล 4
- นพิ พาน 1
รวมประโยชน์อย่างยิ่งของชวี ิตมี 9 อยา่ ง

มติ ทิ างองค์แห่งการศึกษาในหลกั สูตร

องคส์ าคญั ของการศึกษาในหลักสูตรตามแนวพุทธศาสตร์ คือการศึกษา 3 ประการ (ไตรสกิ ขา)
ไดแ้ ก่

- ศลี
- สมาธิ
- ปญั ญา
ความหมายของศลี ในหลักสตู รตามแนวพทุ ธศาสตร์น่าจะหมายถงึ จรยิ ศาสตร์ และรวมถึงพล
ศึกษาดว้ ยเพราะเปน็ องค์ของการศึกษาที่พัฒนาทางจติ ใจและทางร่างกายควบคู่กนั ไป เพ่ือให้มีความ
เปน็ ปกตสิ าหรบั การเปน็ มนษุ ย์
ความหมายของสมาธิ ในท่นี นี้ ่าจะหมายความรวมถึงการเจริญสมาธใิ ห้เกิดขน้ึ ในชวี ิตประจาวัน
ซ่งึ หมายถึงการเจรญิ สมาธิดว้ ยการประกอบสมั มาอาชพี ดงั นั้นจดุ เน้นของการฝกึ สมาธิจึงสมควรจะอยู่
ในสมั มาอาชีวศกึ ษา
สว่ นองคข์ องการศกึ ษาประการสดุ ทา้ ยคือปัญญา ในทางหลกั สตู รโดยทว่ั ไปน่าจะหมายถึงพุทธิ
ศกึ ษา ซ่ึงเปน็ สว่ นที่เน้นการพัฒนาสตปิ ัญญาของผูเ้ รียน

3. มติ ิทางระบบโครงสร้างของหลักสตู ร
ระบบโครงรา้ งของหลักสตู รตามแนวพทุ ธศาสตร์ ไดแ้ ก่ การจดั หลักสตู รเปน็ ระบบที่มี

องค์ประกอบ 3 องค์ เชอ่ื มโยงกันในลกั ษณะของการวิเคราะหร์ ะบบ คือ

หลกั สูตรภาคปฏิบัติ หลกั สตู รภาคปริยัติ หลกั สูตรภาคปฏเิ วธ
ศึกษา (ภาคปฏิบัติ) ศึกษา (ภาคทฤษฎี) ศกึ ษา (ภาคผลของ

การศึกษา)

การวดั ผลและการประเมนิ ผล

4. มติ ิทางการสอนการเรยี น
หลักสตู รตามแนวพุทธศาสตร์จะเน้นการสอนการเรียนโดยอาศยั หลักอรยิ สัจ 4 และการเรียน

การสอนแบบอารยวถิ ีที่อิงหลักอริยสัจ 4

5. มิติทางการวัดผลและประเมินผลการศึกษา
หลักสูตรตามแนวพุทธศาสตร์มุ่งวดั และประเมนิ ผลการกระทา 3 ทางเปน็ สาคญั คือ
- การวดั ผลและประเมินผลการเปลีย่ นแปลงปรับปรุงพฤติกรรมทางกาย
- การวดั ผลและประเมินผลการเปล่ียนแปลงปรับปรงุ พฤตกิ รรมทางวาจา
- การวัดผลและประเมินผลการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงพฤตกิ รรมทางใจ (วีรยทุ ธ และ

นวลเพ็ญ วิเชยี รโชต,ิ 2526 : 67-68)

การวัดและประเมินผลการศกึ ษาตามแนวพุทธศาสตร์
การวัดและประเมนิ ผลการศกึ ษา มีส่วนประกอบทสี่ าคญั ทีส่ ุดในการเรยี นการสอนทุกระดับ

เพราะนอกจากจะชว่ ยให้ท้ังครแู ละนกั เรยี นรวมท้ังผบู้ ริหารการศกึ ษาทราบว่าการเรียนการสอนได้ผล
ตามความคาดหวังทต่ี ัง้ ไวแ้ ล้วหรอื ไม่ การวัดและประเมนิ ผลการศกึ ษา ยงั เป็นสงิ่ ท่ีมอี ิทธพิ ลโดยตรงตอ่
ชวี ิตของนกั เรียนท้งั ปัจจบุ ันและอนาคต เพราะผลจากการประเมินผลจะบอกใหน้ กั เรยี นทราบวา่ ตน
เป็นคนเกง่ ปานกลาง หรือออ่ น เม่อื เปรียบเทยี บกับนักเรยี นอนื่ ๆ ในหอ้ งเดียวจึงเป็นหน้าทขี่ องครูท่ี
จะตอ้ งเข้าใจหลกั การประเมนิ ผลอยา่ งละเอยี ด และหาวิธีการประเมนิ ที่จะชว่ ยใหน้ กั เรยี นได้เรียนร้แู ละ
ปรับปรงุ ตนเอง มีความเชือ่ มั่นในตนเองท้งั ยังชว่ ยใหน้ ักเรียนไดพ้ ฒั นาศักยภาพของตนอย่างท่ดี ว้ ย

แม้ว่าจะมผี ูเ้ ขา้ ใจวา่ การวัดผลและการประเมนิ ผลคงจะเป็นสง่ิ ทีใ่ ช้แทนกันไดเ้ หมือนกับวา่ เป็น
คาเดียวกนั ความจริงแลว้ การวัดผลและการประเมินผลมีความหมายท่ีแตกตา่ งกนั ดังต่อไปน้ี

การวัดผล (Measurement) คือการกาหนดปริมาณของสิ่งท่ีเราตอ้ งการจะวัดโดยการใช้
เครื่องมือตา่ งๆ วัดและเพ่อื กาหนดปรมิ าณท่ีมอี ยู่ในสิ่งทีต่ ้องการจะวดั หรอื อาจจะกล่าววา่ เปน็
กระบวนการทตี่ ้องการจะหาปรมิ าณของสงิ่ ของ สาหรับการวัดผลในการศกึ ษาโดยมากจะใชข้ ้อสอบ
(Test) เป็นเครอื่ งมือในการวัดเพราะสามารถทีจ่ ะวัดความสามารถของนักเรยี นในวิชาตา่ งๆออกมาเป็น
ตวั เลขหรอื คะแนนได้

การประเมนิ ผล (Evaluation) หมายถึงกระบวนการอันมีระบบในการพจิ ารณาตัดสินว่าผู้เรยี น
ได้บรรลุจุดประสงคข์ องการเรียนการสอนที่กาหนดไวห้ รอื ไม่และเพยี งใด จงึ เป็นกระบวนการที่
ประกอบดว้ ยการท่ผี ปู้ ระเมนิ ตคี ่า (Value) หรือให้ค่ากบั ส่ิงท่ีต้องการประเมนิ ซึง่ อาจกลา่ วไดว้ า่ การ
ประเมินผลเปน็ การประเมนิ ค่าของตวั เลขดว้ ยการวัดผลหรือเปน็ การต้ังเกณฑ์ชว่ ยในการตัดสนิ ใจวา่ ส่งิ ท่ี
ตอ้ งการประเมนิ ดีหรอื ไมด่ ีอย่างไร

การประเมนิ ผล จงึ มคี วามหมายกวา้ งกวา่ การวดั ผลปัจจุบันน้ีในการประเมนิ ผลนั้นตอ้ งมีการ
วดั ผลอย่ใู นกระบวนการดว้ ยส่วนการวดั ผลจะให้ความหมายเฉพาะดา้ นปรมิ าณเทา่ น้ัน

การเรียนการสอนและการประเมนิ ผล จงึ มคี วามสัมพันธ์กันอยา่ งใกลช้ ิดทุกองคป์ ระกอบของ
การศกึ ษาจาเปน็ ต้องมีการประเมนิ ผลเพื่อให้ทราบว่าไดผ้ ลเปน็ อยา่ งไร สาหรบั การประเมินผลนั้นอาจ
แบ่งไดเ้ ปน็ 3 ขั้น คอื

1.การประเมินผลกอ่ นเรยี น หมายถึงการวดั ความรู้พน้ื ฐาน และทกั ษะเบ้ืองต้นก่อน
เรียนทง้ั นเ้ี พื่อศึกษาดูสภาพพ้ืนฐานของผเู้ รยี น ว่าเกง่ -ออ่ น ในลกั ษณะใดบ้าง

2. การประเมินผลในขณะที่มีการเรียน-การสอน เปน็ การประเมินผลเพ่ือพัฒนาการ
สอนของครแู ละพฒั นาการเรียนของนักเรียนว่าสามารถจะผ่านไปเรียนหนว่ ยตอ่ ไปไดห้ รือไม่

3. การประเมนิ ผลเพื่อตัดสนิ การเรยี น เปน็ การประเมนิ ผลเพ่ือตดั สินใจได้-ตก หรอื ให้
ระดับคะแนนวา่ ควรจะอย่ใู นระดับใด (วศิน อินทสระ, 2526 : 86)

ผลท่ีได้จากการประเมินจะชว่ ยใหท้ ราบว่าผเู้ รียนได้เปลีย่ นแปลงพฤติกรรมในแตล่ ะด้านเพยี งใด
และสามารถนาความรู้ไปประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ิตประจาวันได้หรือไม่เมอ่ื นาผลการประเมินไปเปรยี บเทียบกบั
มาตรฐานหรือเกณฑ์ทีก่ าหนดไว้ก็จะสรปุ ไดว้ า่ เก่งหรืออ่อน ดีหรือเลว ไดห้ รอื ตก เปน็ ต้น ในการตดั สิน
ผลผูท้ าการประเมนิ จะต้องไม่ลาเอยี งหรอื มอี คติ ดังนนั้ การประเมนิ ผลจึงต้องใช้วธิ กี ารหลายๆทางและ
วัดหลายๆด้านโดยใช้เครอ่ื งมือหลายๆอยา่ งเพื่อใหแ้ น่ใจว่าผลของการประเมนิ ถกู ต้องเหมาะสมและ
เช่อื ถือได้

การวดั และประเมินผลการศกึ ษาได้มมี าชา้ นานก่อนพทุ ธกาลเสยี อีกแตม่ ีวธิ ตี ่างกนั ออกไปตาม
เน้ือหาวชิ าและตามความพอใจของผสู้ อนหรือผทู้ ดสอบการวัดและการประเมินผลในสมัยพุทธกาลนั้น
อาจารยห์ รือผู้อบรมสัง่ สอนได้มวี ิธที ดสอบลกู ศิษย์หลายวธิ ีเป็นวธิ ีของคนอ่ืนบ้างหรือเป็นพทุ ธวิธบี า้ ง
เชน่ การสอบอบรมสภาพจติ ของผู้ท่ีกาลงั ฝกึ ปฏบิ ตั ิวปิ ัสสนากมั มฏั ฐาน เป็นต้น ฉะนัน้ ไม่ว่าจะเป็น
การศึกษาตามแนวพทุ ธศาสตรห์ รือแนวใดกต็ ามยอ่ มมีการวดั หรอื ประเมินผลเปน็ ขน้ั ตอนสดุ ท้ายเพื่อให้
ทราบวา่ ผูเ้ รยี นบรรลถุ งึ จุดประสงค์ของการศึกษาท่ีได้วางไว้หรอื ไม่ถา้ บรรลุผลแลว้ ก็จะได้ผา่ นช้ันไป
ศกึ ษาในช้ันสงู ขน้ึ ไป

ลักษณะของโครงการประเมินผล
เนื่องจากพทุ ธศาสนามเี ปูาหมายในการศึกษาเป็นบรู ณาการ 3 ฝุาย คือ ศลี สมาธิ และปัญญา

สว่ นวิธกี ารวดั และประเมนิ ผลมหี ลายลักษณะดังกล่าวแลว้ ก็ตามแตล่ กั ษณะของโครงการประเมนิ ผล
สามารถกาหนดไดต้ ามหน้าทีใ่ นอรยิ สัจ 4 คอื

1.นโิ รธ เปาู หมายของการประเมนิ ผลในแตล่ ะเรอื่ งจะต้องเป็นหลักในการกาหนดพฤติกรรม คือ
เป็นจุดหมายของการวัดในแต่ละคร้ังเปน็ ข้ันตัดสินใจว่าใช้ได้หรอื ไม่อยา่ งไร

2. มรรค ได้แก่ การลงมือกระทาตามเปาู หมายท่ีกาหนดไว้เปน็ เรอื่ งทจี่ ะต้องหาทางพฒั นาในตวั
เดก็ เพื่อให้บรรลถุ งึ เปาู หมายดังกล่าวขน้ั น้ีจงึ รวมถึงการที่ครูหรือแมแ้ ต่เด็กเองจะต้องช่วยกนั พจิ ารณาว่า
ไดไ้ ปใกล้จุดมุง่ หมายเพียงใด

3. ทกุ ข์ ได้แก่ กาหนดรู้สภาพท่แี ท้จริงของปรากฏการณ์ของพฤติกรรมวา่ เปน็ เช่นไรคือจะตอ้ ง
กาหนด รู้สภาพของเด็ก ความสนใจ ความสามารถตลอดจนสภาพแวดล้อมทางบ้านให้ชัดเจน หรอื แน่ใจ
แล้วจงึ จะใชล้ กั ษณะการวัดตามที่กล่าวแลว้

4. สมุทัย เป็นการแก้ไขต้นตอหรือสาเหตุของปรากฏการณ์ของพฤติกรรมซึ่งรวมถึงการแกไ้ ข
สาเหตุสิง่ แวดล้อมของเด็กดว้ ยในทางปฏิบตั ิควรจะรวมถึงมาตรฐานทต่ี วั เด็กจะตอ้ งปรับตัวหรือก้าวไป
ข้างหน้าซงึ่ ครู ผู้ปกครองและตัวเดก็ เองจะต้องรบั ทราบแล้วร่วมมอื กนั ช่วยสรา้ งสรรค์และแกป้ ัญหา

ลักษณะของการประเมนิ ผลดังที่กล่าวน้ี จะต้องนามาใช้ตามความจาเปน็ ของเรื่องทจ่ี ะทาการ
วดั เป็นเรอ่ื งๆไปและตามลกั ษณะโครงการประเมินผลแบบพุทธวธิ นี ีจ้ ะตอ้ งเขา้ ใจถงึ สภาพของตัวเดก็ เป็น
ขอ้ สาคัญ ดงั นัน้ การใชก้ ารสังเกตเดก็ เป็นรายบคุ คลแล้วดาเนินการวัดผลตามลกั ษณะที่เหมาะสมกับ
ความจรงิ ในตวั เดก็ ยิอมจะเกิดผลเปน็ ทนี่ า่ พอใจสมควรมุ่งหมายทไี่ ด้ต้งั ไว้ (พระมหาจนิ ดา อาจารย์กสุโล,
2526 : 110)

หลกั การวัดและการประเมนิ ผลการศกึ ษาตามแนวพทุ ธศาสตร์
โดยท่ังไปการวัดและการประเมนิ ผลการศกึ ษาตามแนวพทุ ธศาสตร์น้นั จะต้องเก่ยี วกับจติ เปน็

หลกั ได้แก่ ญาณ 5 ระดบั คือ
ระดบั ที่ 1 ประกอบดว้ ยองค์ 5 คอื วิตก วจิ าร ปิติ สุข เอกัคคตา
ระดบั ที่ 2 ประกอบดว้ ยองค์ 3 คอื ปิติ สุข เอกคั คตา
ระดบั ที่ 3 ประกอบด้วยองค์ 2 คือ สขุ เอกัคคตา
ระดบั ที่ 4 ประกอบดว้ ยองค์ 2 คือ อุเบกขา เอกคั คตา
ระดบั ที่ 5 ประกอบด้วยองค์ 2 คือ อุเบกขา เอกัคคตา และระดับ อริยบุคคล มี 8 คือ ผบู้ รรลุ

1.โสดาปัตติมรรค
โสดาบัน

2. โสดาปตั ตผิ ล
3. สกทาคามิมรรค

สกทาคามิ
4. สกทาคามผิ ล
5. บรรลุอนาคามิมรรค

อนาคามิ
6. อนาคามผิ ล
7. อรหตั ตมรรค

อรหันต์
8. อรหตั ตผล
ทางดา้ นพทุ ธศาสนาการประเมินผลในระหว่างการศึกษากม็ ีตวั อย่างเชน่ เดยี วกับการเรียน
ในทางโลก คือ ครผู ู้สอนธรรมต้องคอยตรวจตราสอดส่องทดสอบอยู่เสมอวา่ ศิษย์มีปัญหาอะไรบ้างใน
การศกึ ษาหรอื ปฏบิ ตั ธิ รรมะ สาหรบั การประเมนิ ผลในทางการศกึ ษาแบบพุทธศาสนานนั้ ไดเ้ น้นเป็น
พเิ ศษในการประเมนิ ผลตนเอง การทพี่ ุทธศาสนาเนน้ การประเมินผลตนเองกเ็ พราะจดุ ประสงค์ของพทุ ธ
ศาสนาอยู่ทีน่ ิพพานหรอื การหลดุ พน้ จากวฎั ฏสงสารมนษุ ยท์ ่ีเกดิ มานน้ั มจี ุดอ่อนที่สาคัญคือ ยึดถือหรอื
ยดึ มนั่ ในตนเองทงั้ ในส่วนท่เี ป็นรูปธรรมและนามธรรม

นักวดั ผลทางการศกึ ษาทางพุทธศาสนาไม่ต้องเผชญิ ปัญหาเหมือนนักวดั ผลทางการศึกษาที่ตอ้ ง
ตระหนักถึงการวดั ความแม่นตรงและความเชื่อถือได้ ทง้ั นี้เพราะพทุ ธศาสนาใช้วิธีการอีกชนิดหนึ่ง
เรียกวา่ วธิ ีการแหง่ ปญั ญา ซ่ึงเหนือกวา่ วิธีแห่งวทิ ยาศาสตร์ เพราะรวมเอาวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตรไ์ ว้
ด้วยซ่งึ เป็นวธิ กี ารทางโลกกับท้ังยงั มีวิธกี ารเหนือวิทยาศาสตร์หรือวธิ กี ารทางธรรมไดด้ ว้ ย

ผลเกย่ี วโยงของการนาแนวทางพุทธศาสตร์มาใชก้ ับการศึกษาในเรอ่ื งการวดั ผลสาหรบั ผู้สอนก็
คอื ผู้วัดจะต้องมีความบริสทุ ธิ์ทางจิตสงู จงึ จะมีญาณลว่ งรูจ้ ติ ของผู้ถูกวัดได้วา่ อยู่ในระดับใดและถ้าทาได้
เช่นนีก้ ไ็ ม่ต้องมเี ครือ่ งมือ เช่น แบบทดสอบ หรือแบบวัดเจตคติแต่อยา่ งใดครจู ะทาได้หรือไม่เป็นส่งิ ท่ี
ตอบยากแตถ่ า้ เปน็ พระท่ีไดอ้ ภญิ ญากก็ ลา่ วกนั ว่าท่านทาได้

การประเมนิ ผลตนเองตามแนวพุทธศาสตรส์ าหรบั ผูเ้ รยี นนน้ั คือ การเพียรพยายามทดสอบ
ตนเองเพอ่ื เขา้ โดยไมเ่ ข้าข้างตนเองซ่งึ เปน็ สิง่ ท่กี ระทาไดย้ ากสาหรับผู้ทไ่ี ม่เคยฝึกปฏิบตั ิทางจิตมาก่อน
และทางทีจ่ ะช่วยใหเ้ กิดผลดใี นการทีผ่ เู้ รียนฝกึ ปฏิบตั ินน้ั ควรฝึกวปิ ัสสนาควบคู่ไปกับการศกึ ษาทางโลก
ดว้ ย (เย็นใจ เลาหวนิช, 2531 : 709-713)

สรปุ ได้วา่ การวดั และการประเมินผลการศกึ ษาตามแนวพทุ ธศาสตรน์ น้ั มงุ่ เอาความเป็นคนดี
เป็นจุดหมายปลายทาง ความเปน็ คนดนี น้ั ก็มีหลายระดับช้ันคอื ดีอย่างปถุ ุชน ดีอย่างอรยิ ชน
องค์ประกอบทจี่ ะใหเ้ ปน็ คนดีกค็ อื ความร้ดู แี ละความประพฤตดิ ีเปน็ ข้นั ๆไป ยง่ิ เว้นช่ัว ทาดี และทาจติ ใจ
บรสิ ทุ ธไิ์ ด้มากเทา่ ใดกย็ ง่ิ เป็นคนดมี ากเท่านั้นจนก้าวพน้ จากแดนของปุถุชนข้ึนสู่แดนของอรยิ ชนมีความ
เป็นมนษุ ยท์ ี่สมบรู ณ์อันถอื ว่าเป็นเปาู หมายสาคญั ของพทุ ธศาสนาและของทางโลกด้วยเหมือนกนั (วศนิ
อินทสระ, 2526 : 93)

ปรัชญาการศกึ ษาตามแนวพุทธศาสตร์

คาว่า “ปรัชญา” เปน็ คาที่รจู้ ักกนั อย่างแพรห่ ลายในกลมุ่ ผู้ท่ศี ึกษาหาความรู้ ปรัชญามิได้เปน็
เร่ืองท่ีเกย่ี วกบั ความคิดทีล่ ีกลบั ซับซอ้ นจนยากทีจ่ ะเขา้ ใจได้ แต่การทีจ่ ะกล่าวว่าปรัชญาคืออะไรนัน้
เป็นเรอ่ื งทลี่ าบากทจ่ี ะอธบิ ายหรือให้นิยามได้อย่างชดั เจน

ความหมายของปรชั ญา
คาว่าปรัชญาแปลตามศพั ทภ์ าษาไทยท่ีเราใช้กนั น้นั มาจากรากศัพทเ์ ดมิ คอื ปร. กับคาวา่ ญา

หรือ ชญา ปร. แปลว่า ประเสรฐิ เลิศ ดยิ งิ่ และคาว่า ชญา แปลวา่ รู้หรือความรู้ หรือความฉลาดเมื่อ
รวมเขา้ เป็นปรัชญาจึงแปลวา่ ความรู้อนั ประเสรฐิ ความรทู้ ี่ดเี ลศิ ความรอู้ นั สูงสดุ

คาวา่ Philosophy ซงึ่ เปน็ ภาษาอังกฤษนน้ั มาจากรากศพั ท์ภาษากรีกโบราณคอื Philosophia
ซึง่ แยกได้เปน็ 2 คา คอื Philos แปลวา่ ความรกั และ Sophai แปลว่า ความรู้ ความฉลาด
เม่ือรวมเข้าด้วยกันจงึ แปลว่า ความรกั ในความรหู้ รอื ความรักในการท่จี ะแสวงหาความรู้ ความรกั ใน
การศีกษา
ความหมายตามรปู ศัพทเ์ ทา่ ท่ีกลา่ วมาทง้ั ในภาษาไทยและภาษาอังกฤษน้ันไม่ตรงกันทเี ดียวนกั
ความหมายตามรูปศัพทใ์ นภาษาไทย หมายถงึ ความรู้อนั ประเสรฐิ ความรทู้ ่ีส้ินสุดแลว้ ไม่มคี วามร้ใู ดที่
ประเสรฐิ หรือเลศิ ไปกว่า สว่ นตามรปู ศัพท์ในภาษาองั กฤษนั้นหมายถงึ ความรักในความรู้ ดังท่ี
ความหมายตามรูปศัพท์ภาษาไทยหมายถึง

เมอ่ื กล่าวตามรูปศัพทแ์ ลว้ ได้ความหมายไม่แจ่มแจ้งไม่มากพอทจ่ี ะใหเ้ ราเขา้ ใจได้อย่างจริงจงั จงึ
ควรพจิ ารณาต่อไปในดา้ นความหมายตามเน้ือหาหรือความหมายดา้ นใจความ ซ่ึงความหมายดา้ นน้มี ี
นกั ปราชญ์ทั้งชาวไทยและตา่ งประเทศได้ใหค้ วามหมายไว้ต่างๆ กัน ดงั จะยกมาเปน็ ตัวอย่างดังนี้

เสถยี ร พนั ธรงั สี กลา่ วไว้ในหนังสือศาสนาเปรียบเทียบว่า “ปรัชญาไก้แก่หลกั ฐานแห่งความ
รอบรู้ หลกั วทิ ยาการ หรือหลกั ประพฤตปิ ฏิบัตแิ ละหมายถึงความเช่ืออันใดอันหนง่ึ เป็นความรู้ความคิด
ที่ไมเ่ กีย่ วขอ้ งกบั ส่ิงศักดส์ิ ทิ ธิ์หรือเทพเจา้ ใดๆ”

หลวงวิจติ รวาทการ กลา่ วไว้ในหนังสอื ศาสนาสากลวา่ “ปรชั ญาแปลว่าจากภาษาอังกฤษ ว่า
Philosophy แปลตามศัพท์ไดแ้ ก่ ความรอบรู้ หมายถึงหลักความดที ่สี ามารถสอนกันเองได้ คดิ คน้ มา
ใหม่ไดซ้ ่ึงมจี ดจารึกกันไวเ้ พอ่ื ศกึ ษากันต่อมาไมเ่ ก่ยี วกบั ความศักดิ์สทิ ธ์ใิ ดๆไมไ่ ด้มมี าจากเทพเจา้ หรือ
สวรรคช์ นั้ ใด”

จานง ทองประเสริฐ กล่าวไว้ในหนังสือศาสนาปรชั ญาประยุกตว์ า่ “ปรชั ญา แปลตามศพั ท์ คือ
ความรู้อันประเสริฐคือความรู้แจ้งหลังจากที่ไดต้ รสั ร้แู ลว้ นว่ี ่าตามศัพท์ที่ไทยเราเอามาใชส้ ่วนฝรงั่ ทเ่ี ขียน
ว่า Philosophy และไทยเราแปลวา่ ปรชั ญาเหมอื นกนั นั้นเขาหมายถึง ความรกั ในความรู้ ซึง่ เกิดมาจาก
ความสงสยั ความแปลกใจเพราะฝร่ังเขาถือว่าผ้ทู ี่จะมคี วามรู้ (Wisdom) ไดน้ นั้ มีเฉพาะพระผู้เป็นเจ้า
เท่านั้นคนธรรมดาไม่อาจมีความรไู้ ด้”

เพลโต (Plato) นักปรชั ญากรีกผยู้ งิ่ ใหญใ่ นสมัยโบราณกล่าววา่ “ปรัชญามุ่งทจ่ี ะรสู้ ิ่งนริ ันดรและ
ธรรมชาตแิ ทจ้ รงิ ของสิง่ ทัง้ หลาย หมายความวา่ ปรัชญาหมายถงึ การศึกษาหาความรู้เรื่องส่ิงนริ นั ดรและ
ความจรงิ ของสิง่ เหลา่ น้ัน”

ค้านท์ (Kant) นักปรชั ญาเยอรมันกลา่ ววา่ “ปรชั ญาคอื ศาสตร์ทว่ี า่ ดว้ ยความรู้ และการวิจารณ์
ความรู้ การวเิ คราะหค์ วามรู้”

กองด์ (Auguste Gomte) กลา่ ววา่ “ปรชั ญา คอื ศาสตรข์ องศาสตรท์ ง้ั หลาย”
วนู ด์ (Williams Wundt) กลา่ ววา่ “ปรัชญา คือการรวบรวมความร้ทู ี่ไดจ้ ากวิทยาศาสตร์สาขา
ตา่ งๆมาไวใ้ นท่เี ดียวกนั ”
เม่ือกล่าวโดยสรปุ ปรัชญาโดยทั่วไปมกั พดู ถึงเรอ่ื งความจริงท่ีส้ินสุดความจริงทสี่ งู สุด ความจริง
อนั สุดทา้ ย (Ultimate or Absolute Truth) กลา่ วถงึ ผลรวมแห่งประสบการณ์เดิมซง่ึ ผา่ นการพิจาณา
หรือไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วและถกู กาหนดไว้เปน็ หลักยึดในการดารงชีวิตท่ีคนจะปฏิบตั ติ ามไดเ้ ปน็
แนวทางในการดาเนินชีวิตเป็นแนวทางความคิดทีค่ ิดว่าเป็นทางท่ีดีทีส่ ดุ (บุญมี แท่นแก้ว และคณะ,
2538 : 1-3)

ความหมายของการศึกษา
ม.ล. ป่นิ มาลากุล ได้กล่าวไว้ในหนังสอื วชิ าครูเลม่ เลก็ วา่ การศึกษากับการเรียนหนังสอื

แตกตา่ งกันมากและการเรียนหนังสอื จากัดอย่ทู ี่หนังสือและความรู้ในหนงั สอื เทา่ น้ัน สว่ นการศกึ ษาคือ
เคร่ืองมอื ที่ทาใหเ้ กิดความเจริญงอกงามทุกทางในตวั บคุ คลการให้การศึกษาเด็กนนั้ คือการสง่ เสรมิ
พฒั นาการของเด็กทางร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปญั ญา มุ่งหมายใหเ้ ด็กเติบโตเปน็ บุคคลทส่ี มบูรณ์
ดารงอยู่ไดด้ ้วยดีในภายภาคหน้า จุดหมายปลายทางของการศกึ ษากค็ ือ การเป็นพลเมืองดีมีสมั มาอาชพี

เพือ่ ใหเ้ หน็ ความหลากหลายของความหมายของการศึกษา จึงขอเสนอแนวความคดิ เกยี่ วกับ
ความหมายของการศึกษาของนักปราชญ์และนักการศกึ ษาบางทา่ นไว้ดงั นี้คือ

อรสิ โตเตลิ (Aristotle) ได้มีความหมายเหน็ วา่ “ความมุง่ หมายของการศึกษานน้ั ควรจะมุง่ ให้
ทุกคนมีคณุ ธรรม ความดี และความสุข การบรรลถุ งึ คุณธรรม คอื การบรรลถุ ึงความสขุ และความดี
ความงามน้ันเอง”

ก๊ดู (Carter V. Good) ไดใ้ ห้นยิ ามวา่ “การศึกษาคอื การผสมผสานของทุกกระบวนการในอนั
ท่ีจะทาใหบ้ ุคคลหน่งึ ได้พฒั นาความสามารถ เจตคติ และลักษณะพฤตกิ รรมอืน่ ๆ ให้มีคณุ ค่าตอ่ สังคมท่ี
เขาอยู่อาศัย”

การศกึ ษาคือ กระบวนการทางสังคมทป่ี ระชาชนไดร้ บั การอบรมในสภาพแวดลอ้ มทีก่ าหนดไว้
เพื่อที่จะให้มีสมรรถภาพทางสังคมและการพัฒนาตนเองอย่างเต็มท่ี

จอห์น ลอ็ ค (John Lock) ได้อธิบายวา่ “การศึกษาคือ กระบวนการทีส่ ามารถควบคมุ ร่างกาย
สร้างนิสยั ที่ดงี ามส่งเสรมิ ศีลธรรมและฝกึ ฝนจติ ใจใหร้ จู้ ักเลือกเอาเฉพาะส่ิงท่ีดมี ปี ระโยชนม์ าใชใ้ นการ
ดารงชีวติ ได้และได้บญั ญัตหิ ลกั ไว้ 3 ประการ คือ พลศึกษา จริยศกึ ษา และพุทธศกึ ษา”

แฮรบ์ ารต์ (Johann Friedrich Herbart) ได้อธิบายวา่ “การศึกษา คือการให้ความรู้ การสร้าง
ปัญญาข้นึ ในสมองและดวงจิตของเด็กโดยการจัดความรูต้ ่างๆ ใหเ้ ปน็ ระบบเมื่อเด็กเตบิ โตขนึ้ กจ็ ะมคี วาม
เขา้ ใจโลกและสังคมไดห้ ลายวธิ ีการให้ความรแู้ ก่เดก็ นนั้ จะต้องมวี ชิ าท่กี ระตุ้นความสนใจและความต้ังใจ
ของเด็กดว้ ย”

ดิวอี้ (John Dewey) ให้ความหมายว่า “การศกึ ษาคือ ชวี ิต (Education is life) ส่ิงทมี่ ีชีวิต
จะต้องการเจริญเติบโตและเปล่ยี นแปลงไปตามกาลเวลาและสิ่งแวดล้อมการศึกษาเปน็ กระบวนการ
เชน่ เดียวกับชวี ิตคือมีการเปลีย่ นแปลงอยูเ่ สมอ ดงั น้นั คนเราตอ้ งมีการศึกษาอยู่ตลอดเวลาและต้อง
ดาเนนิ ไปตลอดชีวิต”

สาโรช บวั ศรี ให้นิยามวา่ “การศกึ ษา คอื การพัฒนาบุคคลและสังคมเพอ่ื ความงอกงามและเพื่อ
ดารงไวซ้ ึ่งอิสระภาพและเสรีภาพของบุคคลและประเทศชาติ”

หลวงปรญิ ญาโยควิบลู ย์ ให้นยิ ามวา่ “การศึกษาไดแ้ ก่การฝกึ ฝนกาย วาจา ใจ ใหอ้ ยูใ่ นระเบยี บ
อันดีงาม ใหร้ ู้จักความสจุ ริตเกลยี ดชงั ความทจุ รติ และให้รจู้ ักรักษาสขุ ภาพอนามยั มีความรู้ มสี ติปัญญา
สามารถทจี่ ะเผชิญกับปัญหาของชวี ิตไดใ้ นทานองคลองธรรม มีศลิ ปะในกรประกอบสัมมาชีพ สามารถที่
จะบาเพ็ญตนเองให้เปน็ ประโยชน์แก่ตนเองและผู้อ่นื ”

พุทธทาสภิกขุ ไดก้ ล่าวว่า “การศึกษานน้ั เกิดข้นึ จากวิธีการฝกึ อบรมเป็นการฝึกฝนอบรมใหเ้ ห็น
ดว้ ยตนเองเหน็ ซ่ึงตนเอง และสิง่ ท่สี อนนัน้ คือลกั ษณะนิสยั และจติ ใจ” (บญุ เลิศ นาคแก้ว และนงเยาว์
ธาราศรสี ุทธิ, 2526 : 53-55)

ดงั น้ันการศึกษาตามแนวของพุทธธรรมจึงเปน็ การเรยี นทงั้ ดา้ นเนื้อหาความร้กู บั การปฏิบตั แิ ละ
การเขา้ ใจถึงผลของการปฏบิ ัตดิ ปี ฏิบตั ิชอบนั้นจะนาไปสู่ความเปน็ มนุษย์ท่ีสมบรู ณ์

จากนยิ ามและคาทีก่ ลา่ วถงึ การศกึ ษาน้นั จะเหน็ ได้ว่าการศึกษามีความสาคัญและมีอิทธิพลตอ่
ชวี ิตมนษุ ยโ์ ดยมขี ้อกาหนดให้เป็นไปในแนวทางทีส่ ังคมตอ้ งการ หรอื จะกลา่ วโดยสรุปได้วา่ การศึกษา
คือการสัง่ สอนอบรมในชุมชนหนงึ่ ๆ ใหเ้ ปน็ ไปตามความต้องการของชุมชนน้ันๆเพอ่ื ใหส้ ามารถอยู่ใน
สังคมนนั้ ได้อย่างเปน็ สขุ

ปรัชญาการศกึ ษา
เมื่อกล่าวถึงปรชั ญาโดยทวั่ ไปแลว้ จะเห็นว่าเปน็ ความพยายามทีจ่ ะให้ความกระจ่างในเร่อื ง

ความจรงิ ทง้ั มวลโดยอธบิ ายถึงความจรงิ ใหเ้ ข้าใจง่ายให้มลี ักษณะเปน็ ระบบให้มากท่ีสดุ ดงั นัน้ เม่อื

กล่าวถงึ ปรชั ญาการศกึ ษาจงึ หมายถึง ความพยายามทีจ่ ะแปลความหมายของการศึกษาให้เข้าใจงา่ ยๆ
เพือ่ ท่จี ะสร้างความคิดรวบยอดแล้วนามากาหนดเปน็ นโยบายหรือเปาู หมายของการศึกษาตอ่ ไป

ปรชั ญาการศกึ ตอ่ ต้องอาศยั ปรัชญาทั่วไปเพราะปญั หาท่ัวไปของการศึกษากค็ ือปญั หารากเง่า
ของปรัชญาเราไม่สามารถวิพากษว์ ิจารณค์ วามคิดนโยบายหรือแมแ้ ตน่ ยิ ามสิ่งใหม่ๆที่กาลงั เป็นอยนู่ ั้น
โดยปราศจากการพิจารณา เช่น ปญั หาปรัชญาท่ัวไปท่ีกลา่ ววา่ อะไรเป็นธรรมชาตขิ องชวี ิตท่ีดีหรอื ชวี ติ ที่
บรสิ ทุ ธิ์ (Good life) ซ่งึ การศึกษาจะบอกเรอ่ื งนแี้ กเ่ ราไดเ้ พราะมนุษย์ได้รับการศึกษาจึงต้องยดึ ถือ
ลักษณะธรรมชาตขิ องสังคมเปน็ สาคญั ทั้งนก้ี ็เพราะว่าการศึกษาเป็นกระบวนการทางสังคมและเป็น
ธรรมชาติของความแทจ้ รงิ สงู สุด ซึง่ ความรู้ทั้งมวลก็ตะต้องพยายามค้นหาจดุ นใ้ี ห้ไดด้ ้วยการนาเอาวชิ า
ปรัชญาทวั่ ไปมาใช้กบั วชิ าการศึกษาซึ่งคล้ายๆกับว่าวิชาปรชั ญาท่วั ไปน้นั เปน็ การคาดคะเน
(Specculative) กาหนดตวั เอง (Prescriptive) และวิพากษ์วจิ ารณ์ (Critical) หรอื วิเคราะห์ (Analysis)
ให้เขา้ กบั หลักการศึกษา

1.ปรชั ญาการศึกษามีลักษณะเป็นการคาดคะเนคือ ปรัชญาการศึกษาจะตอ้ งคิดค้นวธิ ีตง้ั ทฤษฎี
วา่ ด้วยธรรมชาติของมนษุ ย์ ของสังคม และของโลกขนึ้ โดยการจดั ระเบยี บและตีความต่างๆ ของข้อมูลที่
ขดั กันกับผลการวิจยั ทางการศกึ ษาและวทิ ยาศาสตรท์ ่วี ่าด้วยมนษุ ย์ว่าจะใชไ้ ด้อย่างไร

นกั ปรชั ญาการศึกษาอาจจะต้องต้ังทฤษฎีขึน้ โดยคัดมาจากปรัชญาทั่วไปแลว้ นามาประยุกต์เข้า
กบั การศึกษาหรือคัดเนอ้ื หาของการศึกษามาผสมกลมกลนื ใหเ้ ขา้ กับขอบข่ายของปรัชญาไม่ว่าจะ
ดาเนนิ การตามวธิ ใี ดกต็ ามขอ้ เทจ็ จริงที่ปรากฏอยู่ก็คือการศึกษานั้นมปี ัญหาย่งุ ยากสลบั ซบั ซอ้ นไม่วา่ จะ
ใช้วิธกี ารวิทยาศาสตร์หรือวิธีการทางการศึกษาเข้าช่วยในการแก้ปัญหาโดยลาดบั กต็ าม แม้กระทง้ั นน้ั ก็
ยงั คงต้องย้อนกลับมาอาศัยปรชั ญาเขา้ ชว่ ยในการแก้ปัญหาอยู่น้นั เอง

2. ปรชั ญาการศกึ ษาเปน็ การกาหนดความมงุ่ หมายตัวเองขึ้นปรัชญาการศกึ ษาจาเป็นต้อง
กาหนดจุดหมายปลายทาง ดังนั้น การศกึ ษาจึงต้องดาเนินรอยตามวธิ ีการทัว่ ไปของการศึกษาต้องให้
บรรลจุ ดุ หมายปลายทางท่ีกาหนดขึ้นนน้ั ต้องกาหนดคาจากัดความของการศึกษาแลว้ อธิบายถึงจดุ หมาย
ปลายทางและวิธกี ารของระบบการศึกษาทีจ่ ะไปถงึ จุดหมายน้ันใหพ้ จิ ารณาเพื่อให้เปน็ ไปตามความมุ่ง
หมายนี้

การศกึ ษาต้องสรา้ งกฎเกณฑ์ท่ีถูกต้องให้เป็นมาตรฐานเน้ือหาของวิชาการศึกษาก็ไม่เพยี ง
พอท่ีจะกาหนดจดุ หมายปลายทางไดโ้ ดยลาพังตัวเองคือ จะต้องมีเนื้อหาวชิ าอ่ืนมาชว่ ยด้วย

3. ปรัชญาการศกึ ษาเปน็ การวิเคราะห์และวพิ ากษว์ ิจารณป์ รัชญาการศึกษาจะวิเคราะห์
การศกึ ษาในแง่ของการคาดคะเนและการกาหนดความมุ่งหมายตวั เองเป็นทฤษฎีตามเน้ือหาของวชิ า
การศึกษาเชน่ เดยี วกับเนื้อหาวชิ าอ่นื ๆ ปรัชญาการศึกษาจะตรวจดูว่าอดุ มคติของการศกึ ษาและของ
วชิ าการสาขาอืน่ ๆ ให้เข้ากับปรัชญาการศกึ ษามีเหตผุ ลความคดิ พอท่จี ะอธิบายข้อเทจ็ จริงเพอ่ื จะ
ชใ้ี ห้เหน็ ถึงความเหมาะสมของทฤษฎีต่างๆ (ศภุ นิตย์ วฒั นธาดา,2520 : 341-342)

สาหรบั ปรชั ญาการศึกษาที่กล่าวมาเบื้องต้นนั้นเปน็ การกล่าวถึงปรชั ญาการศึกษาโดยท่ัว ๆไป
แต่สาหรบั ปรชั ญาการศึกษาตามแนวพุทธศาสตร์นั้นอาจกลา่ วได้วา่ หมายถงึ แนวทางปฏบิ ัติเพือ่ ให้บรรลุ
ถึงผลสาเร็จอยา่ งแทจ้ ริงโดยอาศยั การเรียนรโู้ ดยยึดถือตวั เองเป็นจดุ ศนู ย์กลางเพื่อให้เกิดการ
เปล่ยี นแปลงไปในทางทีด่ ีขึ้น

ปรัชญาการศึกษาตามแนวพุทธศาสตร์

ปรชั ญาการศกึ ษาตามแนวพทุ ธศาสตรเ์ ปน็ การศึกษาแนวทางในการแก้ปญั หาชวี ติ ของมนุษย์
โดยอาศัยหลักธรรมคาสง่ั สอนของพระพุทธองค์มาประกอบการแกป้ ัญหาท่ีทาใหเ้ กิดความทุกข์และ
หลกั ธรรมทม่ี บี ทบาทมากท่สี ุดก็คือ อรยิ สัจส่ี ซงึ่ ประกอบด้วย

1.ทกุ ข์ คือ ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ อนั เกดิ จากการทไี่ ม่ไดร้ ับการตอบสนองในส่ิงทต่ี นต้องการ
สภาวะเชน่ นที้ าให้เกิดอาการคับข้องใจเกิดความทุกข์ถา้ หากยังขจัดไม่ไดก้ จ็ ะตกอยู่ในสภาพเชน่ นี้
ตลอดไป

2. สมทุ ยั คอื สาเหตแุ ห่งปัญหาพระพทุ ธองคท์ ่านตรัสวา่ ผลย่อมมาจากเหตใุ นเม่อื ผลคือความ
ทกุ ข์ทุกข์ก็คงมีสาเหตุวา่ เกดิ ขึ้นจากอะไรตัวอย่างเช่น ทกุ ข์อนั เกิดจากความยากจน อาจจะมสี าเหตุมา
จากเราใชจ้ ่ายฟุมเฟือยหรือรายได้นอ้ ย

3. นโิ รธ คอื การเลอื กแนวทางท่ีคิดว่าดที ่สี ดุ ไปสู่การปฏบิ ตั ิเพ่ือใหเ้ กดิ ความหลดุ พ้นจากความ
ทกุ ข์กายทุกขใ์ จเหลา่ น้นั

4. มรรค คือ ทางปฏิบตั เิ พื่อใหห้ ลุดพ้นจากทุกขเ์ มอ่ื เลือกแนวทางทีด่ ีที่สดุ แลว้ ลงมือปฏบิ ัตใิ น
แนวทางท่เี ราเลือก เช่น ปญั หาจากความยากจนมีหลายสาเหตุทท่ี าใหเ้ กิดความยากจนเรากเ็ ลอื กหาเหตุ
ทีส่ าคญั ทีส่ ดุ ท่ีวา่ อะไรท่ีทาให้เรายากจน อาจจะเป็นเราฟุมเฟอื ยเกินไปเราก็ต้องเลือกไมป่ ฏิบตั คิ ือไม่
ฟมุ เฟือย

หลักการของพระพทุ ธองค์เป็นสัจธรรมทีเ่ ป็นอมตะเป็นวทิ ยาศาสตรท์ ่ีสามารถจะทาการพสิ ูจน์
ผลไดต้ ลอดเวลาแต่ผลนน้ั เปน็ นามธรรมซง่ึ ผิดกบั วทิ ยาศาสตรต์ รงท่ีผลของวิทยาศาสตร์เปน็ รปู ธรรม

การศึกษาปรัชญาการศึกษาตามแนวพุทธศาสตร์ทาให้ผเู้ รยี นสามารถแก้ปัญหาชีวิตของตนเอง
และรวมทงั้ ปัญหาของสังคมไดห้ ลกั การนี้เปน็ หลกั การสาคัญในการพฒั นาเพราะการพฒั นาจะเรม่ิ จาก
การท่ีเราจะระบสุ ง่ิ ท่เี ปน็ ปัญหาแล้วลงมอื แก้ปญั หาโดยเลือกแนวทางท่ีปฏิบตั ิทด่ี ีและเหมาะสมที่สุด (ไพ
ศักดิ์ พูนเกษตรวัฒนา และคณะ, 2531 : 1176)

การสร้างปรัชญาการศึกษาตามแนวพทุ ธศาสตร์
ตามแนวความคิดและหลักการของปรัชญาการศึกษาที่กล่าวมาแล้วทาใหเ้ ห็นแนวทางทจี่ ะนา

หวั ขอ้ ธรรมะหรือพุทธธรรมทสี่ าคัญๆมาสรา้ งปรชั ญาการศึกษาตามแนวพุทธศาสตร์ได้เช่นเดียวกับ
แนวความคดิ ของลทั ธปิ รชั ญาอน่ื ๆทีม่ ีต่อการศึกษาเพราะพุทธธรรมทีน่ ามาเปน็ หลักนนั้ สามารถประยกุ ต์
เข้ากบั ระบบการศกึ ษาได้อยา่ งเหมาะสมโดยมโี ครงสรา้ งทีช่ ัดเจนมีขนั้ ตอนเป็นไปตามลาดับและเปน็
รปู ธรรมท่ีมีมาตรฐานสูง นอกจากนแี้ ล้วแนวความคิดยังมีการตอ่ เน่ืองและสัมพนั ธ์กับทกุ องค์ประกอบ
ของการศึกษาซ่ึงหวั ข้อธรรมะหรือพุทธธรรมท่จี ะนามาประยกุ ตใ์ ช้ในการสร้างปรัชญาการศกึ ษาน้ันจะ
แสดงใหเ้ ห็นไดต้ ามหัวข้อตอ่ ไปน้ี

1.ความหมายของการศกึ ษาตามแนวพุทธศาสตร์
ในการจดั การศกึ ษาโดยทัว่ ไปนนั้ เปน็ การใหก้ ารศกึ ษาแกบ่ ุคคลหรอื มนุษย์ซ่งึ ในพุทธศาสนาได้
กลา่ วไวว้ ่ามนุษยป์ ระกอบด้วย รูป เวทนา สญั ญา สังขาร และวิญญาณ รวม 5 ประการทเ่ี รียกว่า
“เบญจขนั ธ์” หรือขันธ์ 5 ซ่ึงรวมอยู่เปน็ กระบวนการเดยี วกันสาหรับการเรยี นรคู้ วามจริงของชวี ติ ตาม
หลกั ของพุทธศาสนาได้เนน้ ถงึ การศกึ ษาในเร่ืองของมนุษย์ คอื ขนั ธ์ 5 นน้ั หมายถึง ส่วนประกอบ
ตอ่ ไปนี้

-รปู หมายถงึ รา่ งกาย หรือตัวเรา
- เวทนา คือ ความรูส้ ึก โลภ โกรธ หลง

- สญั ญา คอื การจา การลืม
- สังขาร คอื ความนกึ คดิ
- วิญญาณ คือ ความรู้
แต่สิง่ ทสี่ าคัญยิ่งคือ เวทนา (ความร้สู กึ ) เพราะจะทาให้เกดิ ความโลภ ความโกรธ และ
ความหลงผิดและทาใหม้ นุษย์หรือขนั ธ์ 5 นั้น สรา้ ง โลภะ โทสะ และโมหะ ให้แก่ตวั เองซ่ึงส่ิงเหลา่ นท้ี า
ใหเ้ กดิ ปญั หาร้ายแรงขึน้ แกม่ นษุ ยแ์ ละสงั คมอย่างมากมายจึงกล่าวได้ว่า ธรรมชาตขิ องมนุษย์หรือผทู้ ่จี ะ
เข้ารบั การศกึ ษานน้ั คือผู้ท่ีมีปัญหาใหญ่ๆอยู่ 3 ประการ ซึ่งจะติดตวั อยูเ่ สมอไม่ว่าจะเป็นความโลภ
ความโกรธ และความหลงผิด รวมกันแลว้ เรียกวา่ อกุศลมลู นั่นเอง
ผู้ทที่ าหน้าทีใ่ ห้การศึกษาหมายถึงครหู รือผู้สอนจงึ ต้องคานงึ ถึงเร่ืองอกุศลมูลนอี้ ยู่
ตลอดเวลาและจะต้องพยายามแก้ไขให้ความโลภ ความโกรธ ความหลงนี้ลดลงให้มากท่สี ุดเท่าที่จะทาได้
เพราะจะทาใหผ้ ทู้ ่ไี ดร้ บั การศึกษาหรอื ผู้เรียนนัน้ มีโอกาสท่ีจะเจริญงอกงามหรอื พฒั นาขึ้นมาอยา่ ง
สมบูรณน์ อกจากนีย้ ังทาให้ได้รบั ประสบการณ์และแบบอย่างทด่ี ีสามารถบรรลุถึงเปูาหมายของชีวติ ที่ดี
ตามแก่กรณีได้
ดังนัน้ การศึกษาตามแนวพุทธศาสตร์กค็ ือ การพฒั นาขนั ธ์ 5 (รปู เวทนา สญั ญา
สงั ขาร และวญิ ญาณ) เพ่ือให้ โลภะ-โสสะ-โมหะ (อกศุ ลมูล) ลดน้อยถอยลงหรือเบาบางลงไปและจะ
หมดไปในทส่ี ดุ จนได้บรรลชุ ีวิตท่ดี ี การให้การศึกษาแก่เยาวชนน้นั กเ็ พราะต้องการลดอกุศลมลู ของเขา
ลงไปให้มากทส่ี ดุ เท่าทจ่ี ะทาได้เพ่อื ให้แต่ละคนได้มโี อกาสประสบกับชีวิตที่ดีบ้างตามสถานภาพและ
ความเหมาะสมหรืออาจจะกล่าวว่าตามแนวพทุ ธศาสตร์นั้น การศึกษาหมายถงึ การเรียนรู้ตามหลักพุทธ
ศาสนาซงึ่ ถือเอาตัวบุคคลเป็นจดุ ศนู ย์กลางของการเรียนรูน้ ่ันเอง
2. ความม่งุ หมายของการศึกษาตามแนวพทุ ธศาสตร์
ตามหลกั ของพระพทุ ธศาสนานน้ั ถือวา่ ชวี ติ ของมนุษย์มอี ยู่ 2 ระดบั คือชีวิตของผทู้ ี่ยัง
ครองเรือนอยู่และชวี ิตของผ้ทู ่ีไม่ครองเรือนอีกแล้วซ่งึ บคุ คลทั้ง 2 ระดบั นีย้ ังคงมีการศึกษาเล่าเรยี นเพอ่ื
อบรมตนเองเพือ่ แก้ปัญหาของตนเองและของสังคมทต่ี นอาศยั อยู่ซึ่งจะไดอ้ ธบิ ายในรายละเอยี ดตอ่ ไป
ความม่งุ หมายในการศกึ ษาของผทู้ ี่ไม่ครองเรือนอกี แลว้ บุคคลเหล่านไ้ี ด้เล่าเรียนและ
ปฏบิ ัตธิ รรมท้งั ปวงเพื่อหาสาเหตุของทุกข์ซงึ่ ไดแ้ ก่ ความโลภ ความโกรธ และความหลงผิด ซึง่ รวม
เรยี กวา่ อกุศลมูล ดังท่ีได้กลา่ วมาแลว้ ชีวิตทด่ี ับอกุศลมูลได้โดยส้นิ เชิงยอ่ มเปน็ ชวี ติ ที่สุขและเป็นชวี ิตท่ี
พงึ ประสงค์และเปน็ ชวี ติ ท่ีดที ี่สุด ชวี ิตดงั กลา่ วน้เี รยี กว่า นิพพาน นิพพานในกรณีนจ้ี ะเหน็ ว่าขันธ์ 5
ยงั คงอยู่แตก่ ิเลสนัน้ ดบั หมดแล้วใจจึงสุขสงบท่ีสดุ เปน็ ชีวิตที่ดีที่สุด นพิ พานจึงเปน็ ความมุ่งหมายอนั
สงู สดุ ของการศึกษาในระดับของผู้ทไ่ี ม่ครองเรือนอีกแลว้
ความมุ่งหมายของการศึกษาในระดบั ของผทู้ ่ยี ังครองเรอื นอยนู่ ัน้ มงุ่ ที่จะดบั หรือระงับ
ปัญหาของชวี ิตใหไ้ ด้พอสมควรเพ่อื ที่จะไดป้ ระสบชีวติ ท่ีร่มเยน็ ตามควรแก่กรณีของผู้ท่ียังครองเรือนอยู่
และพยายามดบั หรือแกป้ ัญหาตรงสาเหตขุ องปัญหานน้ั ๆเหมอื นกันชวี ติ ที่ร่มเยน็ หรอื ดีพอสมควรของ
ฆราวาสน้รี ยี กชอ่ื วา่ บรู ณาการ เพราะฉะนั้นความมุ่งหมายของการศึกษาในระดบั ของฆราวาสนน้ั ก็คอื
บรู ณาการการทผี่ ูค้ รองเรือนจะไดป้ ระสบชีวิตทร่ี ม่ เยน็ ท่ดี ีพอสมควรหรอื ที่เรยี กว่าการบูรณาการน้ันก็คือ
จะตอ้ งลดอกุศลมูลของตนอันเป็นสาเหตพุ ้ืนฐานใหเ้ หลือน้อยท่สี ดุ เทา่ ทจี่ ะทาได้
ดังน้นั ความมงุ่ หมายของการศึกษาตามแนวพุทธศาสตรจ์ ะสรุปไดด้ งั นคี้ ือ

-ความมงุ่ หมายอนั สูงสุดของการศึกษาในระดบั ของผทู้ ี่ไมค่ รองเรือนแลว้ ได้แก่
นพิ พาน ซึ่งเปน็ จุดหมายสูงสุดของพระพทุ ธศาสนาบคุ คลทุกคนเม่ือมีฉันทะ เพยี รพยายาม มคี วาม
พรอ้ มแลว้ ก็สามารถบรรลนุ พิ พานได้

- ความมุง่ หมายอนั สูงสุดของการศกึ ษาในระดบั ของผ้ทู ี่ยังครองเรือนอยู่ ได้แก่ บรู ณา
การ หมายถงึ ทาใหเ้ ตม็ หรือสมบรู ณช์ ีวิตทีส่ มบูรณห์ รือเต็มเป่ยี มนัน้ คือชีวติ ทม่ี บี ูรณาการ

3. แนวนโยบายหลักของการศกึ ษาตามแนวพทุ ธศาสตร์
แนวทางเพ่ือให้เปน็ ไปตามความมุ่งหมายของการศกึ ษานัน้ เรยี กว่าแนวนโยบายซงึ่ ตรง
กับคาวา่ “มรรค” ในพระพทุ ธศาสนาซ่งึ ในท่นี ี้ก็จะกลา่ วถึงแนวนโยบายหลักหรือมรรคของการศกึ ษา
สาหรบั ผทู้ ไ่ี มค่ รองเรือนอีกแล้วและสาหรบั ฆราวาสไปตามลาดบั นี้

3.1 แนวนโยบายหลกั ของการศกึ ษาในระดบั ของผ้ทู ไ่ี มค่ รองเรอื น
ความมุ่งหมายของการศึกษาในระดบั สูงสดุ ได้แก่ นิพพาน ส่วนแนวทางหรือ

แนวของการปฏิบตั ิหรือแนวนโยบายของการศกึ ษาเพอ่ื ทจ่ี ะบรรลุถงึ นิพพานนน้ั ตอ้ งมมี รรคมอี งค์ 8
ประการคือ

1.สัมมาทฎิ ฐิ (เห็นชอบ ได้แก่ เข้าใจถึงเร่ืองอรยิ สจั 4 เรอื่ งไตรลักษณ์ เรอ่ื ง
อกุศลมูล เป็นต้น)

2. สัมมาสงั กัปปะ (ดารชิ อบ ไดแ้ ก่ ดาริจะออกจากกาม ดารทิ จี่ ะไม่พยาบาท
ดารทิ จ่ี ะไมเ่ บียดเบียน)

3. สมั มาวาจา (เจรจาชอบ ได้แก่ ไม่พดู เท็จ ไม่พูดสอ่ เสยี ด ไมพ่ ูดคาหยาบ ไม่
พูดเพ้อเจ้อ)

4. สมั มากมั มันตะ (กระทาชอบ ไดแ้ ก่ ไม่ฆา่ สัตว์ ไมล่ กั ทรัพย์ ไมฉ่ ้อฉล ไม่
ประพฤตผิ ิดในกาม)

5. สมั มาอาชวี ะ (เล้ยี งชีพ ไม่ประกอบอาชีพในทางทีผ่ ดิ )
6. สัมมาวายามะ (พยายามหรอื เพียรชอบ ได้แก่ เพยี รระวงั ไม่ใหบ้ าปเกดิ ขึ้น
ในสนั ดาน เพยี รละบาปที่เกิดขึน้ แลว้ เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสนั ดาน เพียรรักษากศุ ลท่ีเกิดขนึ้ แล้วไม่ให้
เสอ่ื ม)
7. สมั มาสติ (ระลึกชอบ ไดแ้ ก่ กายานปุ สั สนา เวทยานปุ สั สนา จิตตานปุ สั ส
นา และธัมมานุปัสสนา)
8. สัมมาสมาธิ (ตงั้ จติ มนั่ ชอบ เชน่ การเจรญิ ญาณทั้ง 4)
(องคท์ ง้ั 8 ประการน้ีรวมสรปุ ได้ 3 ประการคือ ศลี สมาธิ และปญั ญา) น่ีก็แปลว่าผทู้ ่ี
ศกึ ษาในระดับนี้จะต้องเลา่ เรียนและปฏิบัตติ ามแนวทางหรือแนวนโยบายอันมีองค์แปดประการอย่าง
เครง่ ครัดเพราะหวังท่จี ะบรรลุพระนิพพาน เคร่งครดั กวา่ ระดับฆราวาสซง่ึ หวังเพียงความรม่ เยน็ พอควร
เทา่ นั้น
ซึ่งสรุปได้ว่า แนวนโยบายของการศกึ ษาในระดบั น้ีไดแ้ ก่มรรคมีองคแ์ ปดอนั เปน็
แนวทางที่พระพทุ ธองค์ทรงกาหนดขึน้ ไวเ้ พ่ือสนองความมุง่ หมายในการระงับหรือแก้ปัญหาอันสูงสดุ
ของชีวิตอนั ได้แกป่ ัญหาท่ีเรียกวา่ อกุศลมลู เม่ือแก้ปัญหาน้ีสาเรจ็ แล้วก็จะได้ประสบชวี ิตอันสมบรู ณ์
สงู สุดหรือท่เี รยี กว่านิพพาน
3.2 แนวนโยบายหลกั ของการศึกษาในระดับฆราวาสหรอื ผทู้ ่ยี งั ครองเรอื น

แนวนโยบายหลกั ของการศึกษาในระดับฆราวาสผทู้ ่ียงั มีบ้านชอ่ ง ลกู เมยี
ทรพั ยส์ มบตั ิ มหี นา้ ทร่ี าชการงานเมอื งหรอื ธรุ กจิ ฯลฯ อยนู่ ้ันก็จะต้องพยายามประยุกต์ตามแนวที่
เรยี กวา่ “มรรคมีองค์แปด” หรือ “ศีล-สมาธิ-ปญั ญา” น่นั เองเทา่ ที่สามารถจะทาได้ตามประสาของผู้
ครองเรือน แนวนโยบายหลกั ของการศึกษากาหนดไว้ 3 ประการ คือ

1.ศึกษาให้รจู้ กั ตนเอง อันประกอบดว้ ยสง่ิ สาคัญ 2 ข้อคือ
1.1 ศึกษาเร่ืองขนั ธ์ 5 ของตนเองเพอื่ ใหร้ เู้ ก่ียวกับรา่ งกายและจิตใจซ่งึ ย่อมจะรวม

ไปถงึ เรื่องการสังเกตตนเอง วิธีการคิด และวธิ ีการแก้ปัญหาด้วยอย่างแนน่ อนเพราะสิ่งเหล่านัน้ ย่อมเป็น
เรอ่ื งของ รปู เวทนา สญั ญา สังขาร และวิญญาณนัน่ เอง

1.2 ศึกษาวิชาความร้ตู ่างๆ หลายๆแขนงอย่างกวา้ งขวางเพอื่ เป็นพ้ืนฐานความรู้ที่
มัน่ คงครบถว้ นประการหนง่ึ และเพื่อค้นพบว่าตัวเองถนัดไปในทางใดบ้างเมื่อทราบว่าตนเองถนดั ไป
ในทางใดแล้วกจ็ ะพัฒนาให้ลึกซ้ึงลงไปในทางนั้นเพื่อเปดิ เผยตัวเองออกมาใหป้ รากฏและปรบั ปรุงให้เปน็
ประโยชนต์ ่อตนเองและสงั คม

2. ศึกษาใหร้ ู้จักความร้สู ังคมหรือสงิ่ แวดลอ้ มเพ่ือให้รจู้ กั วา่ สงั คมทต่ี นอาศยั อย่นู ั้น
ประกอบดว้ ยโครงสรา้ งอะไรบ้างและมีปัญหาสาคญั อยา่ งไรบ้าง เชน่ เรอื่ งการปกครอง การปูองกนั
ประเทศชาติ การเศรษฐกจิ ตลอดจนการฝกึ หดั เล่าเรยี นในเร่อื งสมั มาอาชีพ วฒั นธรรมของชาติ การ
ปฏิบัติตนเพอ่ื เป็นพลเมืองดีมีวินยั เป็นตน้ เมอ่ื รู้จักตนเองและสงั คมแล้วกจ็ ะไดป้ ฏบิ ัติตนได้ถูกต้อง
นอกจากศกึ ษาสังคมทใี่ กล้ชดิ กบั ชีวติ ตนเองแล้วก็จะต้องศึกษาให้รู้จกั สังคมท่ีกว้างขวางออกไปเชน่
ประเทศใกลเ้ คยี งและประเทศอืน่ ๆ ทงั้ ปวง

3. ศกึ ษาเร่ืองจรยิ ธรรม ศึกษาเลา่ เรียนและปฏิบัติในเร่ืองคุณธรรม ศีลธรรมอยา่ ง
กวา้ งขวางและลกึ ซ้งึ เพื่อจะได้ลดการเบยี ดเบียน กันและทุจรติ ต่อกนั ลงไปเสยี รู้จกั ละอายตอ่ ความชัว่
รจู้ กั ประกอบความดีอันจะก่อให้เกิดสนั ตสิ ขุ และรม่ เยน็ ได้บ้างทง้ั ในตวั เองและสังคม

แนวนโยบายทั้ง 3 ของการศึกษาสาหรับฆราวาสตามที่กลา่ วมานี้อาจจะแกป้ ัญหา
ต่างๆ ในตวั เองและสังคมไดต้ ามควรแก่กรณกี ่อให้เกิดความมน่ั คง มขี วญั ดี ลดความโลภ-โกรธ-หลง ลง
ไดบ้ า้ ง และเกิดมีความสขุ สงบในชวี ิตพอสมควรท้งั หมดนเ้ี มื่อรวมกันเขา้ แล้วก็คือชีวิตท่ีร่มเยน็ หรือชีวติ ท่ี
มสี มดุลหรือท่เี รียกว่า บรู ณาการ (สาโรช บัวศรี, 2529 : 36-42)

4. วธิ ีการของการศึกษาตามแนวพทุ ธศาสตร์ (วิธีการสอนและการอบรม)
การสอนและการอบรมนนั้ ย่อมจะมวี ิธกี ารหลายประการและเปน็ เร่อื งที่

ละเอียดออ่ นมากมีท้งั วธิ ีการท่ีเป็นแม่บทใหญแ่ ละวธิ ีการย่อยๆอีกมากมาย
วงการของวชิ าการศึกษาหรือวชิ าศกึ ษาศาสตร์น้ันมคี วามเข้าใจกนั มานาน

แล้วว่าถ้าสงั เกตเห็นว่ามนษุ ย์ใช้วธิ ีคิดอย่างไรแล้วกใ็ หน้ าวธิ ีคดิ ของมนุษย์มาใชเ้ ป็นวิธสี อนหรืออบรมตัว
มนษุ ย์เองการทาอยา่ งนี้ให้เกิดการเขา้ ใจหรอื การเรียนรูไ้ ด้อย่างสะดวก

วธิ กี ารคดิ ของมนษุ ยย์ ่อมมีไดหลายวธิ แี ละสลับซบั ซอ้ นมากแตว่ ธิ ีการคิดท่ี
เดน่ ชดั นนั้ ไดแ้ ก่ วธิ แี กป้ ัญหาน่ันเองซ่ึงอาจถือว่าเป็นวธิ กี ารแมบ่ ทของการคดิ ก็ยังได้ เม่ือพระพุทธองค์
ประสบกับปญั หาสาคัญในชวี ิตและมีพระราชประสงค์ท่ีจะพน้ จากปัญหาน้ันไปเสยี พระพุทธองค์ไดท้ รง
คดิ แกป้ ัญหาอย่างไรวิธแี กป้ ญั หาของพระพทุ ธองค์ในตอนนั้นก็น่าจะนามาใช้เป็นวธิ กี ารสอนแม่บทได้
เป็นอย่างดี

วธิ แี กป้ ญั หาของพระพุทธองค์นั้นเราอาจเห็นได้อย่างชดั เจนจากขั้นตอนท้ังส่ี
ข้ันของธรรมะทเี่ รยี กว่า อริยสัจ 4 พระพุทธองค์ได้ทรงคดิ และปฏบิ ตั เิ ป็น 4 ขัน้ ดว้ ยกันในการแกป้ ัญหา

ของพระองคซ์ ่งึ เรยี กวา่ เปน็ ขั้นทั้ง 4 ของอริยสจั คือ ขั้นทุกข์ ข้ันสมทุ ัย ข้นั นโิ รธ และขัน้ มรรค ในแต่ละ
ขั้นไดท้ รงกาหนดกจิ ที่จะตอ้ งกระทา (ที่เรียกว่า กิจในอรยิ สจั ) เอาไว้ดว้ ยอย่างแจ่มชดั ในท่ีน้จี ะพิจารณา
เฉพาะเรือ่ งวธิ กี ารหรือเรื่องขั้นตอนของอริยสจั เท่าน้ันมิได้กล่าวถงึ เรอ่ื งเน้ือหาหรือรายละเอยี ดของ
อรยิ สจั แตอ่ ยา่ งไร

ข้ันตอนทั้ง 4 นี้ รวมทง้ั กิจในอริยสจั ด้วยอาจเอามาประยุกต์เปน็ วธิ สี อน
แมบ่ ทได้เป็นอย่างดเี มื่อประยุกต์ไดเ้ รยี บร้อยแลว้ ก็อาจจะใหช้ ่ือว่า “วิธีสอนตามขั้นท้ัง 4 ของอรยิ สัจ”
ซ่งึ ถอื ได้ว่าเป็นวธิ กี ารสอนการอบรมทสี่ าคัญย่ิงอยา่ งหนงึ่ หรอื เปน็ แม่บทในการสอนทวั่ ไปในทกุ ระดบั
ของการศึกษาวิธสี อนดังกลา่ วนย้ี ่อมจะเป็นเร่ืองท่ีสาคัญย่ิงของศึกษาศาสตร์หรือของบุคคลทีเ่ ปน็ ครูผทู้ ่ี
ใช้วธิ ีการสอนตามขน้ั ท้ัง 4 ของอรยิ สัจย่อมกลา่ วไว้ว่าเจรญิ ตามรอยพระบาทสมเดจ็ พระพุทธองค์

เพือ่ เปน็ การสรุป “ปรัชญาการศึกษาตามแนวพทุ ธศาสตร์” ที่สร้างข้ึนใหมจ่ ะดูไดจ้ าก
ตารางหรอื โครงสร้างของความคดิ ต่อไปน้ี (สาโรช บวั ศรี, 2526 : 17-18)

โครงสรา้ งอยา่ งหน่ึงของปรัชญา หวั ข้อธรรมะในพุทธศาสนาที่ ปรัชญาการศกึ ษาตามแนวพุทธ
ศาสตร์ (สาหรบั ผ้คู รองเรือน)
การศึกษา เกี่ยวข้อง
การศกึ ษา คือการพัฒนาขันธ์ 5 เพ่อื
1. ความหมายของการศึกษา - ขนั ธ์ 5 ว่าอกุศลมลู จะได้ลดน้อยถอยไปและ
ได้บรรลุชีวิตที่ร่มเยน็ ตามควรแก่กรณี
- อกศุ ลมูล
บูรณาการ (หรือชวี ิตที่ร่มเย็น)
- ชีวติ ทีด่ สี ูงสุดหรือนิพพาน
แนวนโยบาย 3 ประการของ
2. ความมุ่งหมายของการศึกษา นพิ พาน การศกึ ษา (ศึกษาตนเอง : ศกึ ษา
สง่ิ แวดล้อม : ศึกษาจริยธรรม
3. แนวนโยบายหลักของการศึกษา มรรคมีองค์ 8 แบ่งเปน็ 3 ข้อ คอื จรยิ ธรรมย่อมชว่ ยให้อันตรกริยา
ระหวา่ งตวั เราเองและกับสง่ิ แวดล้อม
(หรือทาอย่างไรชวี ิตจึงจะเปน็ ไป ศลี สมาธิ ปญั ญา หัวขอ้ ธรรมะ เปน็ ไปในทางทส่ี งบและรม่ เย็น
กล่าวคือจรยิ ธรรมชว่ ยทาให้อกศุ ลมูล
ความหมายและความมงุ่ หมายของ พุทธสาสนาทเ่ี กย่ี วข้อง ลดนอ้ ยถอยไป ปรัชญาการศึกษาตาม
แนวพทุ ธศาสตร์ (สาหรบั ผ้คู รอง
การศกึ ษา) โครงสรา้ งอย่างหน่ึง เรอื น)

ของปรชั ญาการศึกษา เอาขน้ั ท้งั 4 ของอรยิ สัจและกิจใน
อริยสจั มาประยุกตใ์ ชเ้ ป็นวธิ สี อน
4. วธิ ีการของการศึกษา - อรยิ สจั เรียกว่า “วธิ ีสอนตามขน้ั ทง้ั 4 ของ
- กจิ ในอรยิ สจั 4 อรยิ สัจ”

หลักปรัชญาตามแนวพุทธศาสตร์นน้ั เชอื่ วา่ จะเปน็ แนวทางในการสรา้ งเสริมและพฒั นา
กระบวนการแหง่ พฤติกรรมใหบ้ รรลุเปูาหมายได้อยา่ งแน่นอนหลกั การแห่งปรชั ญาการศึกษาตามแนว
พุทธศาสตรน์ ีม้ ิได้สร้างขึน้ มาเพอ่ื ประสงค์อย่างอนื่ เช่นประดบั บารมี หรอื ชว่ ยใหจ้ าเก่ง พูดเก่ง หากแต่
สรา้ งข้นึ มาดว้ ยมจี ดุ มุ่งหมายทีแ่ นน่ อนคอื พฒั นาพฤติกรรมที่แสดงออกมาอันเปน็ กระบวนการพฒั นา

ทางดา้ นจติ ใจ เมื่อบุคคลได้รับการพัฒนาจนถึงทีส่ ดุ แล้วกจ็ ะช่วยสง่ ผลต่อการพฒั นาสังคม พัฒนา
ประเทศ (ไพศักด์ิ พนู เกษตรวัฒนา และคณะ, 2531 : 1179)

ดงั ท่ี สาโรช บวั ศรี (2526 : 27-28) ไดก้ ล่าววา่ ปรชั ญาการศกึ ษาตามแนวพทุ ธศาสตร์
นน้ั มีลักษณะท่ีแตกต่างจากปรัชญาการศึกษาทวั่ ไปเพราะปรัชญาการศกึ ษาตามแนวพทุ ธศาสตรถ์ อื หลัก
วา่ การเสริมสร้างบุคลกิ ภาพหรอื การพฒั นาชีวติ ทสี่ มบูรณแ์ บบน้นั จะตอ้ งเรมิ่ ท่ีการเรียนรู้หรือเข้าใจ
ความหมายความเปน็ ไปและความจริงเก่ียวกับชีวิตของตนเอง (วิชชา) อยา่ งจรงิ จังแลว้ จึงสรา้ ง
พฤติกรรมการแสดงออกและความรู้สกึ นึกคดิ (จรณะ) ใหส้ อดคล้องกบั ความรู้น้นั โดยการยึดหลกั ที่วา่
เจรญิ รอยตามพทุ ธองคท์ ร่ี ูว้ า่ ความจริงเก่ยี วกบั ชีวติ ตนเอง (ปพุ เพนิวาสานุสสติญาณ) รู้จักกฎเกณฑแ์ ละ
วิถีชวี ิต (จตูปปาตญาณ) และรู้จักในอันที่จะแก้ปัญหาไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพย่ิง (อาสวักขยาญาณ)

ตามความจริงน้นั การสร้างพฤตกิ รรมในการแสดงออก (ศลี ) และการสรา้ งความรสู้ กึ
นึกคดิ (สมาธิ) ใหส้ อดคล้องกับความรอู้ ย่างถกู ต้องและมีเหตผุ ลนับไดว้ ่าเปน็ กระบวนการในการ
แก้ปัญหาและการพัฒนาชีวิตอย่างมีขั้นตอนและมีเหตผุ ลตามแบบฉบับแห่งผู้เจรญิ แลว้ (อริยชนหรือ
อารยชน)

ดงั นัน้ ผลแห่งการศึกษาหรือเข้าใจปรชั ญาการศึกษาตามแนวพทุ ธศาสตรส์ มควรจะเป็น
การเปล่ยี นแปลงและสรา้ งบุคลกิ ทมี่ ีลกั ษณะเปน็ ความสะอาด (ผลมาจากการปฏิบัติตามหลักแหง่ ศีล)
ความสงบ (ผลจากสมาธ)ิ และความสว่าง (ผลจากปัญญา) ในชีวติ ยิ่งๆขึน้ ไปซึ่งผลดงั กล่าวนยี้ อ่ มแผ่
กระจายไปสูส่ ังคมเป็นสว่ นรวมอกี ดว้ ย (สาโรช บวั ศรี, 2526 : 27-28)

สรุปความไดว้ ่าการศกึ ษาตามแนวพุทธศาสตร์นัน้ เนน้ สว่ นสาคัญทีส่ ุดในเรื่องความรู้
เก่ียวกบั ความหมาย ความจริงของชีวติ และพฤตกิ รรมท่แี สดงออกซ่ึงเปน็ ส่วนหนงึ่ ของบุคลิกภาพเมื่อมี
ความรูห้ รือความเข้าใจ (สัมมาทฏิ ฐิ) ทถ่ี กู ต้องแลว้ กระบวนการทางพฤติกรรมท่ีแสดงออกกย็ ่อมเปน็ ไป
ตามนัน้ ด้วย

ระบบการเรียนการสอนตามแนวพทุ ธศาสตร์

เน่อื งจากพระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าทรงเปน็ พระบรมครผู ู้ยิ่งใหญ่ทรงมพี ระปรชี าสามารถอยา่ งยอด
เยยี่ มในการอบรมสงั่ สอนและได้ทรงประสบความสาเร็จในงานนี้เป็นอย่างดีทั้งนเี้ พราะพระพุทธองค์ทรง
เป็นบุคคลพิเศษกวา่ มนุษย์ทว่ั ๆไป คือ

1.ทรงเปน็ ผมู้ ีปญั ญาเฉลียวฉลาดย่ิงกวา่ คนธรรมดาภมู ปิ ัญญาของพระองค์ไม่มขี อบเขตจากดั
ทรงคิดได้กวา้ งไกลและละเอียดลึกซึง้ ซึ่งขอ้ น้เี รียกวา่ “พระปญั ญาคณุ ”

2. ทรงมคี วามบริสทุ ธิย์ งิ่ คือไมต่ ดิ อยูใ่ นความโลภ ความโกรธ และความหลง ทรงเปน็ ผู้เสียสละ
เพ่ือชาวโลกโดยไม่หวังผลตอบแทนทรงละความอาฆาตพยาบาท สละลาภยศ ไม่ทารา้ ยหรอื เบยี ดเบียน
ผู้อ่นื ซึ่งข้อน้ีเรียกวา่ “พระบริสทุ ธิคณุ ”

3. ทรงมีพระมหากรณุ าต่อสตั ว์โลกท้งั มวล หมายถงึ สตั ว์ท่มี ีชีวิตทุกชนดิ ทกุ ประเภทในโลกนจี้ ะ
ไดร้ บั พระมหากรณุ าเทา่ เทยี มกนั หมดซงึ่ ขอ้ น้ี เรียกวา่ “พระมหากรุณาคุณ”

ขอบข่ายงานอบรมสั่งสอนของพระพทุ ธองค์นัน้ กวา้ งขวางมากเพราะพระองค์ทรงสามารถสอน
คนทุกชั้นในสงั คมใหเ้ ขา้ ใจได้ดีและยอมรบั นบั ถือ ขอเป็นศิษย์ของพระองค์อย่างเต็มใจจึงทาให้
พระพทุ ธศาสนาเจรญิ มาไดน้ ับพนั ๆปี และไดแ้ พร่หลายเป็นที่นบั ถือศรัทธาของคนสว่ นใหญ่ในประเทศ
ตา่ งๆ ท่ัวทกุ มมุ โลก ดงั นัน้ ผทู้ ่ีไดศ้ ึกษาพระพทุ ธศาสนาและพระพทุ ธจรยิ าอย่างสุขุม รอบคอบแล้ว

ย่อมจะได้แบบอยา่ งอนั ดีในการส่งั สอนใหเ้ ป็นที่ประทบั ใจของผูเ้ รียนได้โดยอาศัยหลกั ของพระพทุ ธองค์
เปน็ แนวทางนน้ั เอง

วธิ สี อนและคาสอนของพระพุทธองคน์ ัน้ ไดม้ ีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกซ่ึงแบง่ เปน็ 3 ปฎิ ก
ใหญๆ่ คอื

1.พระสตุ ตันตปฎิ ก รวบรวมเรอื่ งคาสอนที่มีเร่ืองประกอบ (นิทาน)
2. พระวินัยปฎิ ก รวบรวมเรอื่ งเกีย่ วกับพระวนิ ยั ซ่งึ เป็นพระธรรมคาสอนทเี่ ป็นขอ้ บญั ญัติ
หา้ มหรอื ให้กระทาการต่างๆ
3. พระอภิธรรมปฎิ ก รวบรวมเร่อื งราวเกีย่ วกบั พระธรรมอันเป็นธรรมะล้วนๆไมม่ ีเรื่อง
ประกอบ
คาสอนของพระพุทธเจา้ มีมากมายซ่ึงจะนาไปสอนตามนสิ ัยสันดานของคน ในทาง
พระพทุ ธศาสนาเรียกว่า “จริต” เนือ่ งจากตนเรามจี ริตต่างกนั ดงั น้นั ลักษณะคาสอนย่อมมแี ตกต่างกนั
ไปดว้ ย ซึง่ จะสรุปได้ดงั น้ี
1.คาสอนปฏริ ปู เป็นคาสอนท่ปี ฏริ ูปคาสอนเดิมของศาสนาพราหมณ์ เชน่ การทาบุญ ใน
ศาสนาพราหมณส์ อนใหท้ าบุญกับพวกพราหมณ์โดยกาเนิดแต่พระพทุ ธเจ้าไดท้ รงสอนวา่ การทาบญุ ควร
ทากับพราหมณห์ รือผ้ทู ่ีบรสิ ทุ ธ์ิ ผลบุญจึงจะมมี าก
2. คาสอนปฏวิ ัติ เปน็ คาสอนประเภทปฏิวตั คิ าสอนของพวกพราหมณ์เดมิ แบบกลับหน้ามือ
เปน็ หลงั มอื เช่น คาสอนเดมิ ของพวกพราหมณ์สอนวา่ การบาเพญ็ การกศุ ลด้วยการฆา่ สตั ว์บชู ายัญเป็น
มหากศุ ลอนั ยิ่งใหญ่บันดาลให้ได้ทุกส่งิ ทกุ อย่างท่ปี รารถนาแตพ่ ระพุทธองค์ไดท้ รงสอนวา่ การทาบุญด้วย
การไม่ฆ่าและในขณะเดยี วกนั ใหเ้ ปน็ ผู้ทีม่ ีเมตตากรุณาตอ่ สัตว์ทวั่ ไปเป็นมหากุศล
3. คาสอนท่ีต้ังขึ้นมาสอนใหม่ เป็นคาสอนที่นอกเหนอื ไปจากหลกั ศาสนาพราหมณ์เดิมเชน่
คาสอนเรื่องอริยสัจ 4 คาสอนเรื่องปฏจิ จสมปุ บาท เปน็ ตน้ (บญุ มี แทน่ แก้ว และคณะ, 2538 : 9)

หลักการสอนโดยท่ัวไป
การสอน คือกรรมวธิ สี าหรับเรา้ ใหผ้ เู้ รียนเกิดความรู้ในระดับตา่ งๆ ตงั้ แตร่ ะดับต่าสดุ ถึงสูงสุด

และร้สู ัจจะระดบั ต่างๆ ต้ังแต่สมมติสัจจะถงึ อรยิ สัจจะการสอนทจี่ ะมผี ลดนี ัน้ ยอ่ มขน้ึ อยู่กับปจั จยั หลาย
อยา่ ง เชน่ สติปัญญาและความเอาใจใสข่ องผเู้ รียน ความรูค้ วามสามารถและความเอาใจใส่ของครูและ
วิธีสอนที่ดี พระพทุ ธเจา้ ทรงเป็นบรมครชู น้ั ยอดพระองคห์ นึ่งซ่ึงคุณสมบัตขิ องพระองคน์ ั้นมอี ยู่ 2
ประการที่บอกถงึ ความเปน็ ครูโดยตรงคอื อนุตตโร ปรุ สิ ธมสารถิ ทรงเปน็ ผฝู้ ึกคนที่ไมม่ ีผู้เทียมเท่า สตั ถา
เทวมนุสสานงั เป็นครูของเทวดาและมนุษยท์ ้ังหลายพระพุทธเจ้าสามารถสอนให้คนเกิดความรูถ้ งึ ขนั้
วญิ ชญุ าณและสัมโพธญิ าณได้ด้วยการพูดธรรมดาและสามารถใหผ้ ู้ฟังรู้ถึงข้นั อริยสจั จะ และเกิดการ
เปล่ียนแปลงถึงข้นั จากปถุ ุชนเปน็ อริยบคุ คลได้ซึง่ ในปัจจบุ ันนจ้ี ะหามไิ ดเ้ สียแล้ว การศึกษาคุณสมบตั ิ
และวิธกี ารสอนของพระพทุ ธเจา้ จงึ เทา่ กับเปน็ การศึกษาถงึ วธิ สี อนตามหลักพุทธศาสตร์ซึ่งสามารถนา
หลกั บางอยา่ งมาประยุกต์ใช้ในหลักการศึกษาปัจจุบันได้ (แสง จนั ทรง์ าม, 2526 : 22-24)

เรื่องหลักทั่วไปของการสอน สามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 3 ลักษณะ ดังน้ี (พระเทพเวที, 2532 :
31-43)

1. เกยี่ วกับเนือ้ หาหรือเรอื่ งที่สอน
1. สอนจากสิ่งทีร่ ู้เห็น เข้าใจง่ายหรอื รเู้ ห็นเขา้ ใจอยแู่ ล้วไปหาสง่ิ ทรี่ ู้เหน็ เข้าใจไดย้ ากหรอื ยงั

ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจ

2. สอนเนอื้ เร่ืองจากงา่ ยไปหายากหรอื สอนแบบต่อเนื่องกนั ไป
3. ถ้าสิ่งท่สี อนเป็นสิง่ ท่แี สดงได้ พึงสอนดว้ ยของจรงิ ใหผ้ ู้เรยี นไดเ้ หน็ ได้ฟัง อย่างทเี่ รยี กว่า
เปน็ ประสบการณต์ รง
4. สอนตรงเน้อื หา ตรงเร่ือง คมุ อยู่ในเรอ่ื ง มีจดุ ไม่วกวน ไมไ่ ขวเ้ ขว ไมน่ อกเรื่องโดยไม่มอี ะไร
เกยี่ วขอ้ งกับเน้ือหา
5. สอนมเี หตุผล ตรงตามเห็นจริงได้
6. สอนเทา่ ท่จี าเปน็ พอดีสาหรบั ใหเ้ กิดความเขา้ ใจใหเ้ รยี นร้ไู ดผ้ ลไมใ่ ชส่ อนเทา่ ท่ตี นรหู้ รือ
สอนแสดงภมู ิวา่ ผู้สอนมีความรู้มาก
7. สอนส่งิ ท่ีมีความหมาย ควรทีจ่ ะเรียนรู้และเขา้ ใจเปน็ ประโยชนแ์ กต่ ัวเอง
2. เกย่ี วกบั ตัวผ้เู รียน
1. รู้คานงึ ถงึ และสอนใหเ้ หมาะตามความแตกตา่ งของบคุ คล
2. ปรับวธิ ีสอนให้เหมาะกบั บคุ คลแม้สอนเรื่องเดียวกนั แต่ต่างบุคคลอาจใชว้ ิธีต่างกนั
3. นอกจากคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบคุ คลแลว้ ผ้สู อนยังจะต้องคานึงถงึ ความพร้อม
ของผเ็ รยี นแต่ละบคุ คลเป็นรายๆไป
4. สอนให้ผเู้ รยี นลงมอื ทาด้วยตนเองซง่ึ จะช่วยให้เกิดความเข้าใจชัดเจนแมน่ ยาและได้ผลจรงิ
5. การสอนนาเนนิ ไปในรปู ท่ีใหค้ วามรู้สึกวา่ ผเู้ รียนกับผู้สอนมีบทบาทสาคญั ในการแสวงหา
ความจริงให้มีการแสดงความคิดเหน็ โต้ตอบเสรี
6. เอาใจใสบ่ ุคคลที่ควรได้รับความสนใจพิเศษเปน็ รายๆไปตามควรแก่กาลเทศะและ
เหตกุ ารณ์
7. ช่วยเหลือเอาใจใสค่ นทดี่ ้อยทม่ี ปี ัญหา
3. เก่ียวกับผูส้ อน
1. ในการสอนน้นั การนาเข้าสู่บทเรยี นเป็นจดุ สาคัญมากอยา่ งหน่ึงการนาเข้าสู่บทเรียนท่ดี มี ี
สว่ นชว่ ยให้การสอนสาเรจ็ ผลดีเป็นอยา่ งมากเป็นเคร่อื งดงึ ความสนใจและนาเข้าส่เู น้อื หาได้
2. สรา้ งบรรยากาศในการสอนให้ปลอดโปรง่ เพลดิ เพลิน ไมต่ งึ เครียด ไม่ใหเ้ กดิ ความอึดอดั
และให้เกยี รติแกผ่ ้เู รียนใหผ้ เู้ รียนมีความภาคภมู ิใจในตวั เอง
3. สอนมงุ่ เนื้อหา มงุ่ ใหเ้ กดิ ความรู้ความเข้าใจในสิ่งทีส่ อนเปน็ สาคญั ไมก่ ระทบตนและผู้อืน่
4. สอนโดยเคารพ คอื ต้งั ใจสอนทาจริงด้วยความรสู้ กึ วา่ เป็นส่ิงทม่ี คี ุณคา่ มองเหน็
ความสาคัญของผเู้ รยี น
5. ใช้ภาษาสุภาพ นุ่มนวล ไม่หยาบคาย ชวนใหส้ บายใจ สละสลวย เข้าใจงา่ ย
ศลิ ปะในการสอน
การสอนท่ีไดผ้ ลดีนน้ั ตอ้ งเป็นวิธสี อนทีป่ ระกอบไปด้วยวาทศลิ ป์ ซึง่ ประกอบไปด้วยคุณลักษณะ
4 ประการ คือ
1.สนั ทัสสนา ใหร้ ูแ้ จ้งเหน็ จรงิ ด้วยใจเหมอื นตาเห็น
2. สมาทปนา ชกั ชวนให้ปฏิบตั ติ าม
3. สมุตตเตชนา เรา้ ใหผ้ ู้ฟงั มีความกลา้ หาญในการปฏบิ ัติตามน้ัน
4. สมั ปทังสนา ใหผ้ ้ฟู งั มีความร่าเริงแจ่มใสแชม่ ช่นื ในการฟังและปฏิบัตติ าม
ศิลปะในการสอนท้ัง 4 วิธีดังกล่าวนีพ้ ระพุทธเจ้าทรงใชใ้ นการสอนทุกคร้งั (พิชยั ศรีอนุรกั ษ์
และมาสนิ ี วิสัย, 2531 : 1216)

วธิ ีสอนแบบต่างๆ
เป็นทท่ี ราบกนั ดีอยแู่ ล้ววา่ ในปจั จบุ นั นกั ปราชญท์ ั่วโลกยอมรบั นบั ถือของพระพุทธเจ้าว่า

ประเสรฐิ และยอดเยยี่ มจรงิ ท้ังยังมวี ิธีการสอนที่ทันสมัยอยู่เสมอและใชไ้ ด้ผลดมี าตั้งแตโ่ บราณกาล
ดังนัน้ จงึ มีนักวิชาการและนักการศึกษาหลายทา่ นได้ให้ความคดิ เห็นเกย่ี วกบั วธิ ีการสอนของพระพทุ ธ
องค์ไว้อย่างหลากหลายล้วนแต่เปน็ วธิ ีการทนี่ า่ สนใจยิ่งในท่ีนจ้ี ะขอเสนอความคิดเหน็ เฉพาะบางท่านท่มี ี
สาระสาคัญต่อการเรียนการสอนและจะขอกลา่ วโดยยอ่ ดังต่อไปนี้
วิธกี ารสอนตามแนวพุทธศาสตร์ ซ่งึ แสง จนั ทร์งาม (2526 : 32 – 97) ได้อธิบายวา่ พระพทุ ธเจ้าทรงใช้
วิธีสอนคน 3 วิธดี งั น้ี

1.การสอนโดยใช้ความสามารถพิเศษ (แบบอิทธิปาฏหิ ารยิ )์ พระองค์ทรงใชก้ บั บุคคลท่ีมี
ลกั ษณะร้ายเป็นพวกหวั แขง็ ไม่เช่ือฟังใครงา่ ยๆ อยากลองดีและเปน็ นักเลงเปน็ ต้น จะเห็นได้จากตวั อย่าง
ที่พระองค์ทรงสอนโปรดองคุลีมาล นางพราหมณีมารดาองคลุ มี าลจะไปแจง้ แก่ลกู ชายวา่ ทางราชการจะ
ส่งกองทหารไปปราบพระองค์ทรงสงสารกลัวองคค์ ุลมี าลซงึ่ สติฟ่ันเฟือนจาใครไม่ได้ จะตัดเอาน้วิ มือ
มารดาจึงรับเสดจ็ ไปยังปาุ มหาวันกอ่ นมารดาของเขาและถูกองคุลีมาลชกั ดาบออกไล่ ปรากฏว่าว่งิ จนสดุ
ฝเี ท้าก็ไล่ไม่ทนั ในทส่ี ุดกย็ อมแพแ้ ก่พระองค์ จากเร่ืองดงั กล่าวนีจ้ ะเห็นได้วา่ พระพุทธเจ้าทรงใช้
ความสามารถพิเศษเฉพาะในกรณที ่ีมีความจาเปน็ เท่านั้น

2. การสอนแบบการรูส้ ภาพจิตของผู้เรยี นหรือผูฟ้ ัง (แบบอาเทสนาปฏิหาริย์) พระพทุ ธเจ้าทรง
ใชว้ ิธีนีก้ ับบุคคลท่ีมปี ญั ญา บารมีสงู สามารถเกดิ ความรู้อย่างต่าถึงขน้ั ทฐิ ิได้การสอนแบบการรู้สภาพจิต
ของผู้เรียนหรือการสอนโดยวิธดี กั ใจของผเู้ รยี นมี 2 วิธี คอื

2.1 การสอนด้วยคาพูดสัน้ ๆ แต่ประทับใจหรือกนิ ใจ การสอนแบบน้ีสว่ นใหญ่ก่อให้เกิด
ความรรู้ ะดับทฐิ เิ ทา่ นนั้ แตเ่ มอ่ื เกิดความรู้ระดบั ทฐิ ิที่มีสัมมาทฐิ ิแล้วก็เปน็ การเตรยี มตัวพร้อมท่ีจะรบั การ
สอนแบบบรรยายเพอื่ ให้เกิดความรู้ระดบั วิชชุญาณจะเหน็ ได้จากตัวอย่าง ทรงสอนองคุลีมาลดว้ ยคาพูด
ดังนี้ เม่ือองคุลมี าลวงิ่ ไล่พระพุทธเจา้ ไมท่ นั จงึ ตะโกนออกมาวา่ หยุดก่อน สมณะ หยุดก่อน พระพุทธ
องค์ไดต้ รสั ตอบไปวา่ เราหยดุ แลว้ แตท่ นั สยิ ังไมห่ ยดุ พระพุทธองค์ทรงดกั ใจดว้ ยประโยคท่ีว่า เราหยุด
ทาบาปแล้ว แตท่ า่ นไมห่ ยุด ทาใหแ้ สงสว่างเกิดขึ้นในดวงใจขององคุลีมาลและคุกเข่าลงแทบเบ้ืองพระ
ยุคลบาทเพ่ือฟงั การสอนแบบดกั ใจ (อาเทสนา)

2.2 การสอนดว้ ยการไมพ่ ูด แตใ่ หล้ งมือกระทาการอย่างใดอย่างหนง่ึ จนเกดิ ความรู้ด้วย
ตนเองวิธนี พ้ี ระองค์ทรงใช้กบั คนทีม่ ีจิตใจอยู่ในภาวะไม่ปกตอิ ยา่ งมาก จนไม่พร้อมทจ่ี ะฟังสง่ิ ใดจะเหน็ ได้
จากตวั อย่าง พระมหาปนั ถกได้นานอ้ งชายช่อื จฬุ บัณถกมาบวชแล้วมอบหมายใหท้ ่องจาคาถาหรือคา
ฉันทบ์ ทหน่งึ ซงึ่ มคี วามยาวเพียง 4 บาท แตใ่ ช้เวลานานถึง 4 เดือนก็ยังทอ่ งจาไมไ่ ด้พี่ชายจงึ ขับไลใ่ ห้ลา
สกิ ขาออกมาเปน็ คฤหสั ถแ์ ต่เจา้ ตัวไมอ่ ยากสกึ จึงเดนิ ร้องไห้เพ่อื ทีจ่ ะไปสึกพระพุทธเจา้ เสดจ็ มาและทรง
ทราบเรอื่ งราวจงึ ประทานผ้าขาวม้าให้ผนื หนึง่ และทรงสง่ั ให้นง่ั เอามือถูผา้ ขาวม้าไปมาพร้อมกบั ท่องคา
วา่ รโชหรณ โดยไมต่ อ้ งคดิ อะไรท้ังส้นิ ในทสี่ ุดจติ กเ็ ปน็ สมาธิมีความสวา่ ง สะอาด สงบเป็นลกั ษณะ เมอื่
ถึงเวลาอนั เหมาะสมความรู้ระดบั วิชชญุ าณกเ็ กดิ ขึ้นในทส่ี ุดพระจุฬบณั ถกผู้ปถุ ุชนก็กลายเปน็ พระ
อรหนั ต์

3. การสอนแบบการบรรยายหรอื การแสดงธรรมแบบธรรมดา (แบบอนสุ าสนีปาฏิหาริย์)
พระองค์ทรงใชว้ ธิ สี อนมากท่ีสุดและได้ผลมากทีส่ ดุ


Click to View FlipBook Version