The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-Book-คู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ เล่มที่ 4-Final

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Krittapas Phukan, 2023-08-29 22:45:13

E-Book-คู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ เล่มที่ 4-Final

E-Book-คู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ เล่มที่ 4-Final

คู่มือ ปฏิบัติราชการของตุลาการ ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด เล่มที่ ๔ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๕) ส�ำนักงานศาลยุติธรรม


ค�ำปรารภ ประธานศาลฎีกา ปัจจุบันได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๕ อันเป็นผลให้ยกเลิกกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดเดิมหลายฉบับ ประมวลกฎหมาย ยาเสพติดมีกรอบนโยบายมุ่งเน้นลงโทษผู้กระท�ำผิดให้ได้สัดส่วนและเหมาะสมกับการ กระท�ำความผิด การปราบปรามการกระท�ำความผิดในรูปแบบขององค์กรอาชญากรรม ที่เป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร การลงโทษริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่อง กับการกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นการลงโทษเชิงทรัพย์สิน ทั้งประโยชน์โดยตรงและโดยอ้อมจากยาเสพติด และมองปัญหาผู้เสพในมิติของปัญหา สุขภาพ โดยมองผู้เสพเป็นผู้ป่วย จึงเน้นไปที่การใช้กระบวนการบ�ำบัดรักษาและฟื้นฟู ในสัดส่วนที่มากกว่าการลงโทษทางอาญา การแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ค�ำนึงถึงมิติ เชิงสหวิทยาการ จึงมีหลายหน่วยงานร่วมรับผิดชอบ ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะต้องมีการ ประสานความร่วมมือกันเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทั้งนี้ กฎหมาย ยาเสพติดที่แก้ไขใหม่มีสาระส�ำคัญที่เกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรม กล่าวคือ มีการปรับ เปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติต่อผู้เสพและการลงโทษผู้กระท�ำความผิดให้สมเหตุสมผล และได้สัดส่วน โดยกฎหมายเปิดโอกาสให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจตัดสินการกระท�ำ ของผู้กระท�ำความผิดได้กว้างขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวย่างส�ำคัญของสถาบันศาลยุติธรรม ที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหายาเสพติดเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย คู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด เป็นแนวทาง ในการปฏิบัติงานของข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นเครื่องมือส�ำคัญในการ เสริมสร้างให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็วและถูกต้อง


(2) ตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่เนื่องจากกฎหมายยาเสพติดที่มีการแก้ไขใหม่ ตลอดจนระเบียบ ข้อก�ำหนด และข้อบังคับของประธานศาลฎีกา รวมถึงแนวปฏิบัติ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาพิพากษาได้มีการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับ กฎหมายใหม่ ศาลยุติธรรมจึงด�ำเนินการปรับปรุงแก้ไขคู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ให้มีความทันสมัย ถูกต้อง สมบูรณ์ และสอดคล้องกับ บทบัญญัติของกฎหมาย ระเบียบ ข้อก�ำหนดและข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ดังกล่าว ขอขอบคุณคณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขคู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่เสียสละ อุทิศเวลา ปฏิบัติ หน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายด้วยความวิริยอุตสาหะ ท�ำให้คู่มือฉบับนี้ส�ำเร็จลุล่วง ตามวัตถุประสงค์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้าราชตุลาการศาลยุติธรรมจักน�ำคู่มือนี้ ไปใช้ในการอ�ำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนต่อไป ปิยกุล บุญเพิ่ม ประธานศาลฎีกา


ค�ำน�ำ การอ�ำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนถือเป็นภารกิจหลักของ ศาลยุติธรรม ส�ำนักงานศาลยุติธรรมมีอ�ำนาจหน้าที่สนับสนุนและอ�ำนวยความสะดวก ให้แก่ศาลยุติธรรมรวมทั้งเสริมสร้างให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ การจัดท�ำคู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการนับเป็นการ ปฏิบัติภารกิจหนึ่งของส�ำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อช่วยส่งเสริมให้ผู้พิพากษาได้ทราบ ถึงแนวทางในการปฏิบัติและการด�ำเนินกระบวนพิจารณาของศาล ตลอดจนการ สั่งค�ำร้องค�ำคู่ความ หรือกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันจะท�ำให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไป ด้วยความเรียบร้อย ถูกต้อง และเป็นธรรม คู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ได้จัด พิมพ์เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๗ แต่เนื่องจากเดิมกฎหมายที่เกี่ยวกับการป้องกัน ปราบปรามและควบคุมยาเสพติด รวมถึงการบ�ำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดนั้นกระจายอยู่ หลายฉบับ และมีองค์กรที่มีอ�ำนาจหน้าที่หลายองค์กร จึงได้มีการรวบรวมและปรับปรุง แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับยาเสพติดอยู่ในที่เดียวกันเป็นประมวลกฎหมายยาเสพติด และมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งมีกรอบนโยบายมุ่งเน้นการบังคับโทษที่เหมาะสมกับลักษณะการกระท�ำความผิด โดยบูรณาการอ�ำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังมุ่งปราบปรามและมี แนวทางการลงโทษหนักที่ชัดเจนไปที่กลุ่มผู้ค้าและขบวนการค้ายาเสพติด แต่ส�ำหรับ ผู้กระท�ำความผิดที่เป็นผู้เสพยาเสพติดให้มองเป็นผู้ป่วยโดยให้โอกาสเข้ารับการบ�ำบัด รักษา ประกอบกับมีการแก้ไขพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายยาเสพติด ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีเหตุจ�ำเป็นต้องปรับปรุงคู่มือนี้เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติ ของกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป โดยได้แก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของเนื้อหา ตลอดจน


(4) ระเบียบ ข้อก�ำหนด ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาและแนวค�ำพิพากษาของศาลสูง ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คู่มือนี้มีความทันสมัยและครบถ้วนสมบูรณ์ ส�ำนักงานศาลยุติธรรมขอขอบคุณคณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไข คู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ซึ่งมีนายสาคร ตั้งวรรณวิบูลย์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นประธานอนุกรรมการ และ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้เสียสละและอุทิศเวลาร่วมกันจัดท�ำคู่มือปฏิบัติ ราชการของตุลาการเล่มนี้ โดยได้รับความอนุเคราะห์ข้อมูลค�ำพิพากษาศาลฎีกา ที่ส�ำคัญจากนายพิชัย เพ็งผ่อง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา จนส�ำเร็จบริบูรณ์ อันจะเป็นเครื่องมือส�ำคัญเพื่ออ�ำนวยความยุติธรรมและเป็นประโยชน์แก่ราชการ ศาลยุติธรรมต่อไป จีระพัฒน์ พันธุ์ทวี เลขาธิการส�ำนักงานศาลยุติธรรม


ค�ำสั่งคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ที่ ๒๐/๒๕๖๔ เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขคู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ด้วยรัฐสภาได้อนุมัติร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... ร่างประมวลกฎมายยาเสพติด และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดี ยาเสพติด (ฉบับที่) พ.ศ. ... ซึ่งได้ปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติกฎหมายในส่วนที่เป็น สาระส�ำคัญ อันเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดียาเสพติดในศาลยุติธรรมหลายประการ ดังนั้น จึงมีความจ�ำเป็นต้องปรับปรุงคู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ ส่วนวิธีพิจารณา คดียาเสพติด ที่ใช้อยู่ในขณะนี้ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมายที่มีการ ปรับปรุงแก้ไข อาศัยอ�ำนาจตามความในมาตรา ๑๗ (๗) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๕๓ คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมในการ ประชุมครั้งที่ ๑๑/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๔ มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขคู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ ส่วนวิธีพิจารณา คดียาเสพติด ประกอบด้วยบุคคล ดังต่อไปนี้ ๑. นายสาคร ตั้งวรรณวิบูลย์ ประธานอนุกรรมการ ๒. นายพิชัย เพ็งผ่อง อนุกรรมการ ๓. อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาหรือผู้แทน อนุกรรมการ ๔. นายรุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์ อนุกรรมการ ๕. นายคมกฤช เทียนทัด อนุกรรมการ ๖. นายอนุรักษ์ บุญนิธี อนุกรรมการ


(6) ๗. นายสุรัตน์ชัย ศิลาภากุล อนุกรรมการ ๘. นายวินัย สร้อยพลอย อนุกรรมการ ๙. นายสุพจน์ แพทย์คุณ อนุกรรมการ ๑๐. นายพลีส เทอดไทย อนุกรรมการ ๑๑. นางสาวอาภาธรี อาสภวิริยะ อนุกรรมการ ๑๒. นางสาวกันนิกา อธิศิวกุล อนุกรรมการ ๑๓. นางสาวนิภาพัฒน์ วงศ์วัฒนะเดช อนุกรรมการ ๑๔. นายวรวงศ์ อัจฉราวงศ์ชัย อนุกรรมการ ๑๕. นางสาวสุธาทิพย์ วิวัฒนางกูร อนุกรรมการ ๑๖. นายปกรณ์ ยิ่งวรการ อนุกรรมการและเลขานุการ ๑๗. นายสิริสิทธิ์ อนันตสมบูรณ์ อนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ๑๘. ผู้อ�ำนวยการส�ำนักกฎหมาย อนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และวิชาการศาลยุติธรรม ๑๙. หัวหน้าส่วนเอกสารวิชาการ อนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ส�ำนักกฎหมายและวิชาการ ศาลยุติธรรม ๒๐. นิติกร ส�ำนักกฎหมายและวิชาการ ผู้ช่วยเลขานุการ ศาลยุติธรรม ตามที่ผู้อ�ำนวยการ ส�ำนักกฎหมายและวิชาการ ศาลยุติธรรม มอบหมาย ให้คณะอนุกรรมการมีอ�ำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ ๑. พิจารณาและด�ำเนินการปรับปรุงแก้ไขคู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ให้ถูกต้อง สมบูรณ์ และสอดคล้องกับบทบัญญัติ ของกฎหมายที่มีการปรับปรุงแก้ไข


(7) ๒. ก�ำหนดแนวทางการพิจารณาคดียาเสพติดให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ ปัจจุบันและหลักนิติธรรม ๓. แต่งตั้งคณะท�ำงานเพื่อด�ำเนินการใด ๆ ตามที่มอบหมาย ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๔ ปิยกุล บุญเพิ่ม ประธานศาลฎีกา ประธานกรรมการบริหารศาลยุติธรรม


สารบัญ หน้า ภาค ๑ บททั่วไป ๑ ส่วนที่ ๑ วันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มีผลใช้บังคับ ๒ ส่วนที่ ๒ คดีที่ใช้บังคับตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ ๓ ส่วนที่ ๓ การใช้บังคับประมวลกฎหมายยาเสพติด ๕ ส่วนที่ ๔ ความหมายของคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ๗ ส่วนที่ ๕ เขตอ�ำนาจศาล ๘ บทที่ ๑ ศาลทั่วไป ๘ บทที่ ๒ ศาลเยาวชนและครอบครัว ๙ ส่วนที่ ๖ แผนภูมิการอุทธรณ์ค�ำพิพากษาหรือค�ำสั่งคดียาเสพติด ๑๐ ภาค ๒ การปฏิบัติงานในศาลชั้นต้น ๑๑ หมวด ๑ การพิจารณาพิพากษาคดี ๑๑ ส่วนที่ ๑ บททั่วไป ๑๑ ส่วนที่ ๒ กระบวนพิจารณาคดียาเสพติด ๑๒ บทที่ ๑ การตรวจและสั่งฟ้องคดียาเสพติดและคดีสาขา ๑๒ บทที่ ๒ การสืบพยานหลักฐานลับหลังจ�ำเลย ๑๔ บทที่ ๓ การสืบพยานหลักฐานประกอบค�ำรับสารภาพ ๑๗ บทที่ ๔ กระบวนพิจารณากรณีจ�ำเลยให้ข้อมูลที่ส�ำคัญ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปราม การกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ๒๒ บทที่ ๕ กระบวนพิจารณาค�ำขอของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เพื่อได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสาร ๓๑


(10) หน้า บทที่ ๖ การปรับใช้กฎหมายส�ำหรับคดีที่เกิดก่อน ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ ๓๘ บทที่ ๗ ค�ำพิพากษา ๔๗ ส่วนที่ ๓ กระบวนพิจารณาคดีริบทรัพย์สิน ๗๘ ส่วนที่ ๔ กระบวนพิจารณาคดีฐานเสพยาเสพติดและมียาเสพติด ไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ๙๕ บทที่ ๑ บททั่วไป ๙๕ บทที่ ๒ การพิจารณาคดี ๙๗ บทที่ ๓ การพิพากษาคดี ๑๐๒ บทที่ ๔ บทเฉพาะกาล ๑๑๙ ส่วนที่ ๕ การปล่อยชั่วคราว ๑๒๐ หมวด ๒ การพิจารณาสั่งอุทธรณ์และค�ำร้องขออนุญาตฎีกา ๑๒๒ บทที่ ๑ ค�ำฟ้องอุทธรณ์ ๑๒๒ บทที่ ๒ ค�ำร้องขออนุญาตฎีกา ๑๒๖ หมวด ๓ การบังคับตามค�ำพิพากษา ๑๓๓ ส่วนที่ ๑ โทษจ�ำคุก ๑๓๓ ส่วนที่ ๒ โทษปรับ ๑๓๕ บทที่ ๑ การออกหมายกักขังแทนค่าปรับ ๑๓๕ บทที่ ๒ การออกหมายบังคับคดี ๑๓๖ บทที่ ๓ บุคคลภายนอกกับการบังคับคดีช�ำระค่าปรับ ๑๓๙ ส่วนที่ ๓ โทษอุปกรณ์และวิธีการเพื่อความปลอดภัย ๑๔๑ หมวด ๔ อายุความและระยะเวลาการลงโทษ ๑๔๒ ส่วนที่ ๑ อายุความฟ้องคดี ๑๔๒ ส่วนที่ ๒ ก�ำหนดเวลาการลงโทษ ๑๔๔


(11) หน้า ภาค ๓ การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด ๑๔๕ หมวด ๑ แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการท�ำค�ำพิพากษา ๑๔๕ ส่วนที่ ๑ ประเภทคดีของแผนกคดียาเสพติด ๑๔๕ ส่วนที่ ๒ รายการค�ำพิพากษา ๑๔๗ บทที่ ๑ ชื่อคู่ความ ๑๔๗ บทที่ ๒ ชื่อเรื่อง ๑๔๙ บทที่ ๓ ค�ำฟ้อง ๑๕๑ บทที่ ๔ ค�ำขอท้ายฟ้อง ๑๕๕ บทที่ ๕ ค�ำให้การ ๑๕๖ บทที่ ๖ ค�ำพิพากษาศาลชั้นต้น ๑๕๗ บทที่ ๗ ทางพิจารณา ๑๕๙ บทที่ ๘ การพิพากษา ๑๖๓ บทที่ ๙ รูปแบบค�ำพิพากษา ๑๗๑ บทที่ ๑๐ แนวค�ำพิพากษาศาลฎีกาที่ส�ำคัญ ๑๗๗ ส่วนที่ ๓ มาตรการตรวจสอบทรัพย์สิน ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ๑๙๐ บทที่ ๑ ตัวอย่างค�ำพิพากษา ๑๙๑ บทที่ ๒ แนวค�ำพิพากษาศาลฎีกาที่ส�ำคัญ ๒๐๐ หมวด ๒ การปล่อยชั่วคราวและปรับผู้ประกัน ๒๐๒ ส่วนที่ ๑ การปล่อยชั่วคราว ๒๐๒ บทที่ ๑ กรณีมีค�ำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ๒๐๓ บทที่ ๒ กรณีมีค�ำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ๒๐๕ ส่วนที่ ๒ การปรับผู้ประกัน ๒๐๗ บทที่ ๑ คดีที่ฟ้องก่อนบังคับใช้พระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ ๒๐๗


(12) หน้า บทที่ ๒ คดีที่ฟ้องหลังบังคับใช้พระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ ๒๐๘ หมวด ๓ รายงานกระบวนพิจารณาที่ส�ำคัญ ๒๐๙ ส่วนที่ ๑ การสืบเสาะและพินิจจ�ำเลย ๒๐๙ ส่วนที่ ๒ คดีไม่อยู่ในอ�ำนาจพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แผนกคดียาเสพติด ๒๑๐ ส่วนที่ ๓ การไต่สวนถึงวันพ้นโทษ ๒๑๒ ส่วนที่ ๔ กรณีอุทธรณ์ไม่ลงลายมือชื่อผู้เรียงหรือผู้พิมพ์ ๒๑๓ ส่วนที่ ๕ การสอบถามพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือโจทก์เกี่ยวกับการขอปล่อยชั่วคราว ๒๑๔ หมวด ๔ แนวปฏิบัติตามมติที่ประชุมของศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด ๒๑๕ หมวด ๕ หลักปฏิบัติทั่วไปส�ำหรับผู้ช่วยผู้พิพากษาในแผนกคดียาเสพติด ๒๒๓ ส่วนที่ ๑ หน้าที่และความรับผิดชอบ ๒๒๓ ส่วนที่ ๒ วัตถุประสงค์ในการตรวจร่างค�ำพิพากษา ๒๒๔ ส่วนที่ ๓ การรับส่งร่างค�ำพิพากษา และการตรวจหลังสั่งออก ๒๒๕ ส่วนที่ ๔ หลักปฏิบัติในการตรวจร่างค�ำพิพากษา ๒๒๖ ส่วนที่ ๕ วิธีการโต้แย้งและท�ำบันทึกโต้แย้ง ๒๓๐ ส่วนที่ ๖ ข้อควรระวังในการตรวจร่างค�ำพิพากษา ๒๓๑ ภาค ๔ การปฏิบัติงานในศาลฎีกา ๒๓๓ หมวด ๑ การพิจารณาค�ำขออนุญาตฎีกา ๒๓๓ ส่วนที่ ๑ การตรวจค�ำขออนุญาตฎีกา ๒๓๔ ส่วนที่ ๒ ค�ำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกา ๒๓๕ หมวด ๒ การปล่อยชั่วคราว ๒๔๘


(13) หน้า ภาคผนวก ๑. ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการเปลี่ยนโทษจ�ำคุก เป็นการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย การน�ำเงื่อนไขเพื่อ คุมความประพฤติมาใช้แทนการลงโทษ หรือการให้ส่งตัวจ�ำเลย ไปเข้ารับการบ�ำบัดรักษาในความผิดฐานเสพยาเสพติดหรือ มีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดเพื่อเสพ พ.ศ. ๒๕๖๔ ๒๕๕ ๒. ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการ ยื่นค�ำขอ การพิจารณา และมีค�ำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต ให้ฎีกาในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๑ ๒๕๙ ๓. ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจ�ำเลยต่อเจ้าพนักงานศาล ในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ ๒๖๓ ๔. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษ ในประเภท ๕ พ.ศ. ๒๕๖๕ ๒๖๖ ๕. ค�ำแนะน�ำของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยแนวทางการก�ำหนดโทษ คดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๕ ๒๖๘ ๖. หนังสือส�ำนักงานศาลยุติธรรม ด่วนที่สุด ที่ ศย ๐๒๔/ว ๖ (ป) ลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๕ เรื่อง การด�ำเนินการบังคับโทษปรับ ในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ๒๗๒


(14) หน้า ๗. หนังสือส�ำนักงานศาลยุติธรรม ด่วนที่สุด ที่ ศย ๐๒๔/ว ๗ (ป) ลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๕ เรื่อง ปรับปรุงแก้ไขแนวทางและ ขั้นตอนของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศาลและเจ้าพนักงานศาล ที่ได้รับแต่งตั้งในการด�ำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙/๑ ๒๗๕ ๘. หนังสือส�ำนักงานศาลยุติธรรม ด่วนที่สุด ที่ ศย ๐๑๖/ว ๕๓๓ ลงวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๕ เรื่อง แนวปฏิบัติการส่งตัวจ�ำเลย ให้สถานพยาบาลยาเสพติดเพื่อรับการบ�ำบัดรักษาและฟื้นฟู สมรรถภาพตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ๒๘๖ ๙. หนังสือส�ำนักงานศาลยุติธรรม ด่วนที่สุด ที่ ศย ๐๑๖/ว ๘๕๒ ลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๕ เรื่อง แนวปฏิบัติการส่งตัวจ�ำเลย ให้สถานพยาบาลยาเสพติดเพื่อรับการบ�ำบัดรักษาและฟื้นฟู สมรรถภาพตามประมวลกฎหมายยาเสพติด (เพิ่มเติม) ๒๙๘


(15) ค�ำย่อที่ใช้ในคู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ป.อ. หมายถึง ประมวลกฎหมายอาญา ป. ยาเสพติด หมายถึง ประมวลกฎหมายยาเสพติด ป.วิ.อ. หมายถึง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ป.วิ.พ. หมายถึง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พ.ร.บ. หมายถึง พระราชบัญญัติ พ.ร.ฎ. หมายถึง พระราชกฤษฎีกา


วิธีพิจารณาคดียาเสพติด


ภาค ๑ บททั่วไป เนื่องด้วยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นกฎหมาย ซึ่งมีบทบัญญัติในการด�ำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่แตกต่างออกไปจากวิธี พิจารณาความอาญาทั่วไป ตั้งแต่การก�ำหนดหลักเกณฑ์การสืบสวนสอบสวนโดยการ ใช้เทคนิคการสืบสวนสอบสวนพิเศษ รวมถึงการปฏิบัติการอ�ำพราง การครอบครอง ยาเสพติดภายใต้การควบคุมของเจ้าพนักงาน การก�ำหนดหน้าที่และอ�ำนาจเฉพาะ ของกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามยาเสพติดรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ในการด�ำเนินการป้องกันและ ปราบปรามการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดการก�ำหนดวิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น การอุทธรณ์ฎีกาและอายุความ ประกอบกับประมวลกฎหมายยาเสพติดมีบทบัญญัติ เกี่ยวกับลักษณะความผิดและมาตรการในการป้องกัน ปราบปรามการกระท�ำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด รวมถึงการบ�ำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไว้ เป็นพิเศษ เพื่อให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้อย ่าง มีประสิทธิภาพ จึงต้องจัดท�ำคู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ ส่วนวิธีพิจารณาคดี ยาเสพติดขึ้นต่างหาก เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวกับคดียาเสพติด


2 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ส่วนที่ ๑ วันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มีผลใช้บังคับ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา ๒ กําหนดให้พระราช บัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับเมื่อพ้นก�ำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต ่วันประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๑ จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เป็นต้นไป ต ่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ โดย พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งมาตรา ๒ กาหนดให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับเมื่อพ้นก� ํำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และพระราชบัญญัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ส่วนที่แก้ไขเพิ่มเติมจึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๔ เป็นต้นไป


บททั่วไป 3 ส่วนที่ ๒ คดีที่ใช้บังคับตามพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ ตามบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๔ บัญญัติว่า บรรดาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดก่อน วันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ ให้ศาลนั้นมีอ�ำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป และ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับจนกว่าคดีนั้น จะถึงที่สุด คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งค้างพิจารณามีความหมายว่าคดีที่ได้ยื่นฟ้อง ต่อศาลชั้นต้นไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ ใช้บังคับ และ ค้างพิจารณาอยู่ในศาลใด ไม่ว่าศาลชั้นต้น ศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ให้ศาลนั้น มีอ�ำนาจพิจารณาพิพากษาไปตามกฎหมายเดิมจนกว ่าคดีนั้นจะถึงที่สุด ดังนั้น พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ จึงใช้บังคับส�ำหรับคดีความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติดที่ยื่นฟ้องใหม่ต่อศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เป็นต้นไป (เนื่องจากวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เป็นวันหยุดราชการ) ข้อสังเกต ๑. การแยกฟ้องจําเลยที่ให้การปฏิเสธ กรณีจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ ถูกฟ้องเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ก่อน วันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ ใช้บังคับ จําเลยที่ ๑ ให้การ รับสารภาพ จําเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นมีค�ำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจําเลยที่ ๒ เป็นคดีใหม่ โจทก์ฟ้องจําเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑ หลังวันที่พระราช บัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ ใช้บังคับ เช่นนี้ต้องถือว่าคดีส�ำหรับจําเลยที่ ๒ ค้างพิจารณาอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯใช้บังคับ ต้องใช้ บังคับตามกฎหมายเดิมส�ำหรับจําเลยที่ ๒ เช่นเดียวกับจําเลยที่ ๑ จนคดีถึงที่สุด


4 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ๒. การรวมพิจารณาคดี กรณีจําเลยคนหนึ่งถูกฟ้องก ่อนวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดี ยาเสพติดฯ ใช้บังคับ แต่ต่อมามีการฟ้องผู้ร่วมกระท�ำความผิดกับจําเลยหลังวันที่ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ ใช้บังคับ หากโจทก์ขอรวมพิจารณาคดี เข้าด้วยกันโดยอ้างว่าพยานโจทก์เป็นชุดเดียวกัน ศาลชั้นต้นไม่ควรอนุญาตให้รวม พิจารณา เพราะใช้กฎหมายวิธีพิจารณาคดีคนละฉบับกัน


บททั่วไป 5 ส่วนที่ ๓ การใช้บังคับประมวลกฎหมายยาเสพติด พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ มาตรา ๓ ก�ำหนดให้ใช้บังคับประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัตินี้เมื่อพ้นก�ำหนด สามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับเป็นต้นไป และมาตรา ๔ บัญญัติ ให้ยกเลิกกฎหมายยาเสพติดเดิมทุกฉบับเมื่อประมวลกฎหมายยาเสพติดได้ใช้บังคับ แล้ว ซึ่งมาตรา ๒ ก�ำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เมื่อพระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ประมวลกฎหมายยาเสพติดจึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๔ เป็นต้นไป ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่มีบทบัญญัติข้อสันนิษฐานความผิดการกระท�ำ เพื่อจ�ำหน่ายดังเช่นในกฎหมายเดิม แต่มีบทเฉพาะกาลในมาตรา ๒๑ แห่งพระราช บัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดฯซึ่งบัญญัติว่า ให้บทบัญญัติที่ให้สันนิษฐาน ว่าเป็นการกระท�ำเพื่อจ�ำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และเพื่อขายซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัตินี้ยังคงมีผล ใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีค�ำพิพากษาแล้วก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติด ท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แล้วแต่กรณีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด บทเฉพาะกาลดังกล่าวมุ่งหมายให้บทสันนิษฐานเท่านั้นที่ยังใช้บังคับแก่คดี มิได้ให้ใช้บทความผิดและบทก�ำหนดโทษตามกฎหมายเดิมบังคับแก่คดีที่ค้างพิจารณา จนกว่าคดีจะถึงที่สุด การจะใช้กฎหมายใดบังคับแก่คดีจึงเป็นไปตาม ป.อ. มาตรา ๒ และมาตรา ๓ เมื่อ ป. ยาเสพติด ยังคงก�ำหนดฐานความผิดซึ่งมีอยู่ตามกฎหมายเดิม เช่น การผลิต น�ำเข้าส่งออกจ�ำหน่าย มีไว้ในครอบครองและเสพ กับก�ำหนดบทนิยาม ค�ำว่า “จ�ำหน่าย” ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจ�ำหน่าย การใช้บังคับ ป. ยาเสพติด


6 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด จึงมิใช ่กรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังยกเลิกความผิดตาม กฎหมายเดิมอันจะลงโทษผู้กระท�ำความผิดไม่ได้ตาม ป.อ. มาตรา ๒ แต่เป็นกรณี ที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระท�ำความผิดแตกต ่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลัง การกระท�ำความผิด ซึ่งต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระท�ำความผิดไม่ว่า ในทางใดตาม ป.อ. มาตรา ๓


บททั่วไป 7 ส่วนที่ ๔ ความหมายของคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ยาเสพติดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ได้แก่ยาเสพติดตาม ป.ยาเสพติด ซึ่งมาตรา ๑ แห่ง ป.ยาเสพติดก�ำหนดบทนิยามค�ำว่า “ยาเสพติด” หมายความว่า ยาเสพติดให้โทษ วัตถุออกฤทธิ์หรือสารระเหย คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ได้แก่ คดีความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน ป.ยาเสพติดเช่น ความผิดเกี่ยวกับการผลิต น�ำเข้าส่งออกจ�ำหน่าย มีไว้ในครอบครอง หรือน�ำผ ่านซึ่งยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ความผิดเกี่ยวกับสารระเหย ความผิดเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนส�ำหรับ ความผิดเกี่ยวกับการเสพยาเสพติดและ การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดเพื่อเสพ ความผิดเกี่ยวกับการบ�ำบัดรักษาผู้ติด ยาเสพติดและรวมถึงมาตรการตรวจสอบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิด ร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด โดย ป. ยาเสพติด มาตรา ๑ ก�ำหนดบทนิยามค�ำว่า “ความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด” หมายความว่า ความผิดเกี่ยวกับการผลิต น�ำเข้าส่งออกจ�ำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดเว้นแต่มีไว้ในครอบครอง เพื่อเสพ และให้หมายความรวมถึงการสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายาม กระท�ำความผิดดังกล่าวด้วย


8 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ส่วนที่ ๕ เขตอ�ำนาจศาล บทที่ ๑ ศาลทั่วไป ตามพระราชบัญญัตวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อก�ำหนด วิธีพิจารณาให้มีความเหมาะสมกับคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยไม ่มีการ เปลี่ยนแปลงเขตอ�ำนาจของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงมีเขตอ�ำนาจพิจารณาพิพากษา คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเหมือนคดีอาญาทั่วไปเช่นเดิม ส่วนในศาลสูงกาหนดให้ ํ มีการจัดตั้งแผนกคดียาเสพติดขึ้นในศาลอุทธรณ์แห่งเดียว เพื่อชําระคดีซึ่งอุทธรณ์ คําพิพากษาหรือค�ำสั่งของศาลชั้นต้นในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดทั่วราชอาณาจักร และให้คาพิพากษาหรือค� ํำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดในความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติดเป็นที่สุด หากคู่ความประสงค์จะฎีกาจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ก่อนเท่านั้น


บททั่วไป 9 บทที่ ๒ ศาลเยาวชนและครอบครัว ตามมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ ห้ามมิให้นําบทบัญญัติ ในหมวด ๓ วิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น และหมวด ๔ อุทธรณ์และฎีกา มาใช้บังคับ ส�ำหรับคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ขึ้นสู่ศาลเยาวชนและครอบครัวเท่านั้น จึงไม่ รวมถึงหมวด ๑ การสืบสวน หมวด ๒ การสอบสวน หมวด ๒/๑ หน้าที่และอ�ำนาจ ของกรรมการ ป.ป.ส. เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.และหมวด ๖ อายุความ ซึ่งต้องน�ำมาใช้ส�ำหรับคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ที่ขึ้นสู่ศาลเยาวชนและครอบครัวด้วย ดังนั้น คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ขึ้นสู ่ศาลเยาวชนและครอบครัว การพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ต้องด�ำเนินการตาม พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ หากมีการอุทธรณ์คําพิพากษาหรือค�ำสั่งใด ๆ ของศาลชั้นต้นก็ยังคงต้องอุทธรณ์ ไปศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคที่มีเขตอ�ำนาจตามปกติเช่นเดิม และผลของ คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคย่อมเป็นไปตาม พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯซึ่งอาจไม่เป็น ที่สุดที่ศาลชั้นอุทธรณ์เพราะอาจฎีกาต่อศาลฎีกาได้


10 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ส่วนที่ ๖ แผนภูมิการอุทธรณ์ค�ำพิพากษาหรือค�ำสั่งคดียาเสพติด หมายเหตุ คดีสาขา หมายถึง คดีค�ำร้องที่เกี่ยวกับคดียาเสพติดหลัก เช่น ๑. ค�ำร้องขอคืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา ๒. ค�ำร้องขอลดค่าปรับของผู้ประกัน แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงค�ำร้องขอให้ริบทรัพย์สินตามมาตรการตรวจสอบทรัพย์สิน ศาลชั้นต้น คดีค้างพิจารณาก่อนวันบังคับใช้พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด อุทธรณ์ คดียาเสพติด คดีสาขา คดียาเสพติด คดียาเสพติดและคดีความผิดอื่น คดีป.วิ.อ. ม. ๒๔๕ คดีสาขา คดียาเสพติด พร้อมความผิดอื่น คดีความผิดอื่น อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ที่มีเขตอ�ำนาจ ค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือ ศาลอุทธรณ์ภาคอาจไม่เป็นที่สุด ค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นที่สุด เว้นได้รับอนุญาต ให้ฎีกาจากศาลฎีกา ค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือศาลอุทธรณ์ภาค เป็นที่สุดเฉพาะพิพากษายืน ค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือศาลอุทธรณ์ภาค อาจไม่เป็นที่สุด ศาลอุทธรณ์หรือ ศาลอุทธรณ์ภาค ที่มีเขตอ�ำนาจ ค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นที่สุด เว้นได้รับอนุญาต ให้ฎีกาจากศาลฎีกา ค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เฉพาะคดียาเสพติดเป็นที่สุด เว้นได้รับอนุญาตให้ฎีกา จากศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ คดีฟ้องหลังบังคับใช้พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด


ภาค ๒ การปฏิบัติงานในศาลชั้นต้น หมวด ๑ การพิจารณาพิพากษาคดี ส่วนที่ ๑ บททั่วไป เนื่องด้วยคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีลักษณะพิเศษซับซ้อนแตกต่างจาก คดีอาญาทั่วไป จึงมีการตราพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ ขึ้นใช้บังคับ แต ่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ คงบัญญัติวิธีพิจารณาไว้เฉพาะใน บางเรื่อง หากเรื่องใดมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะต้องน�ำกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ อาญา กฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาล แขวง มาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ


12 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ส่วนที่ ๒ กระบวนพิจารณาคดียาเสพติด บทที่ ๑ การตรวจและสั่งฟ้องคดียาเสพติดและคดีสาขา ๑. การตรวจฟ้องและสั่งฟ้องคดียาเสพติด การพิจารณาและสั่งฟ้องให้ถือปฏิบัติตามคู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ ส่วนวิธีพิจารณาความอาญา เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดี ยาเสพติดฯ ข้อสังเกต การบรรยายฟ้องในคดียาเสพติด ๑. ฟ้องไม่บรรยายว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณสารบริสุทธิ์เท่าใด ไม่เคลือบคลุม (ฎีกาที่ ๗๖๔/๒๕๔๕, ๔๑๖๘/๒๕๔๗ และ ๗๗๓๔/๒๕๔๗) ๒. การที่โจทก์บรรยายฟ้องโดยอ้างประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๑๓๕ (พ.ศ. ๒๕๓๙) แม้ไม่แนบประกาศของกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าว มาพร้อมกับฟ้องก็ไม่ท�ำให้ฟ้องเคลือบคลุม (ฎีกาที่ ๖๑๑/๒๕๔๕) ๓. ฟ้องบรรยายว่า ของกลางเป็นเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์ซึ่งเป็นเกลือของ เฮโรอีน แต่ค�ำขอท้ายฟ้องที่ให้ริบของกลางระบุว่าขอให้ริบเฮโรอีนเป็นฟ้องที่ไม่ เคลือบคลุม เพราะเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดเดียวกัน (ฎีกาที่ ๖๙๒๗/๒๕๓๘) ๔. ฟ้องบรรยายว่าการกระท�ำของจ�ำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ แต่ค�ำขอท้ายฟ้องระบุเป็น พ.ศ. ๒๕๒๕ ถือเป็นการ ผิดพลาดไป ศาลมีอ�ำนาจลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ อันเป็นกฎหมายที่ถูกต้องได้(ฎีกาที่ ๒๒๒๒/๒๕๒๗)


การปฏิบัติงานในศาลชั้นต้น 13 ๒. การตรวจและสั่งคดีสาขา คดีสาขาในความผิดเกี่ยวกับคดียาเสพติด ได้แก่ คดีร้องขอคืนของกลาง คดีร้องขอให้ก�ำหนดโทษใหม่คดีขอให้ริบทรัพย์สิน เป็นต้น การพิจารณาและสั่ง ให้ถือปฏิบัติตามคู ่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ ส่วนวิธีพิจารณาความอาญา เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดี ยาเสพติดฯ


14 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด บทที่ ๒ การสืบพยานหลักฐานลับหลังจ�ำเลย คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา ๑๒ ให้ศาลมีอ�ำนาจสืบพยานหลักฐานลับหลังจ�ำเลยที่ถูกฟ้องคดีแล้วได้เมื่อ จ�ำเลยจงใจไม่มาศาลหรือหลบหนี หลักเกณฑ์ในการสืบพยานหลักฐานลับหลังจ�ำเลย ๑. ต้องเป็นกรณีจ�ำเลยมีทนายความ ๒. ต้องเป็นกรณีจ�ำเลยจงใจไม่มาศาลหรือหลบหนี ๓. ต้องเป็นกรณีจ�ำเป็นเพื่อมิให้พยานหลักฐานสูญหายหรือยากแก ่การ น�ำมาสืบในภายหลังซึ่งรวมถึงกรณีที่พยานบุคคลอาจถูกจูงใจ หรืออาจได้รับอันตราย จากการถูกท�ำร้าย ขู่เข็ญ หรือเกรงกลัวต่ออิทธิพล หรือกรณีที่พยานอาจลืมเลือน ข้อเท็จจริงที่รู้เห็นเนื่องจากจ�ำเลยหลบหนีไปเป็นเวลานานด้วย ๔. ต้องให้โอกาสทนายความของจ�ำเลยถามค้านและน�ำสืบหักล้างพยาน หลักฐานที่สืบลับหลังจ�ำเลยนั้นได้ ๕. พยานหลักฐานที่จะน�ำสืบไม่จ�ำกัดเฉพาะพยานบุคคล หากรวมถึงพยาน หลักฐานทุกชนิด เช่น พยานเอกสาร พยานวัตถุ หรือพยานผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น ๖. ในการสืบพยานล่วงหน้าควรจัดให้มีการบันทึกค�ำเบิกความพยานลับหลัง โดยใช้วิธีการบันทึกลงในวัสดุซึ่งสามารถถ่ายทอดออกเป็นภาพและเสียงตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ก�ำหนดในข้อบังคับของประธานศาลฎีกา อนึ่ง กรณีทนายความขอถอนตัวโดยปรากฏหลักฐานว ่าจ�ำเลยที่หลบหนี ไม่คัดค้าน ควรพิจารณาโดยเคร่งครัดเพราะอาจเป็นเหตุให้ไม่อาจสืบพยานลับหลังได้ และจะเป็นช่องทางให้เกิดการขู่เข็ญ จูงใจ หรือกระท�ำโดยมิชอบต่อพยานประการอื่น


การปฏิบัติงานในศาลชั้นต้น 15 ตัวอย่างรายงานกระบวนพิจารณา กรณีอนุญาตให้สืบพยานลับหลังจ�ำเลย “นัดสืบพยานโจทก์วันนี้โจทก์และทนายจ�ำเลยมาศาล ส่วนจ�ำเลยทราบนัด โดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ทนายจ�ำเลยแถลงว่า ไม่อาจติดต่อจ�ำเลยได้ไม่ทราบเหตุขัดข้องขอเลื่อนคดี โจทก์แถลงว่า จ�ำเลยเป็นคนต่างด้าวและเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษ ของพ่อค้ายาเสพติดให้โทษนอกราชอาณาจักร โจทก์เคยฟ้องจ�ำเลยต่อศาลแล้ว ในคดีดังกล่าวจ�ำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราว เมื่อถึงวันนัดสืบพยาน ปรากฏว่า นาย ... พยานโจทก์ไม่ไปเบิกความ โดยมีการข่มขู่ท�ำให้พยานเกรงกลัวไม่กล้าไป เบิกความ จนศาลมีค�ำพิพากษายกฟ้องและเชื่อว่าจ�ำเลยหลบหนีออกนอกราชอาณาจักร ไปแล้ว หากมีการเลื่อนคดีไปจะเป็นการยากในการน�ำพยานมาสืบในภายหลัง จึงมี ความจ�ำเป็นต้องขอสืบพยานดังกล่าวลับหลังจ�ำเลย ทนายจ�ำเลยแถลงคัดค้านว่า จ�ำเลยมิได้หลบหนีออกไปนอกราชอาณาจักร ควรเลื่อนคดีไปก่อนเพื่อให้โอกาสจ�ำเลยต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าคดีนี้มีการนัดตรวจพยานหลักฐานแล้วคู่ความทั้งสอง ฝ่ายได้แถลงแนวทางการเสนอพยานหลักฐานต่อศาลและเตรียมพยานหลักฐาน มาพร้อมสืบ แต่จ�ำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง น่าเชื่อว่า จงใจหลบหนีเพื่อ หลีกเลี่ยงการพิจารณาคดีทั้งในคดีก่อนจ�ำเลยมีพฤติการณ์ที่อาจจะไปยุ่งเหยิงกับ พยานหลักฐาน หากจะเลื่อนคดีไปจนกว่าจะจับจ�ำเลยได้อาจท�ำให้พยานหลักฐาน โจทก์สูญหายและยากแก่การน�ำสืบในภายหลัง เมื่อจ�ำเลยมีทนายความแล้วจึงเห็น สมควรให้สืบพยานโจทก์ลับหลังจ�ำเลย ให้บันทึกภาพและเสียงค�ำเบิกความพยาน ทั้งหมดตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา สืบพยานโจทก์... ปากระหว่างสืบพยาน โจทก์อ้างส่งเอกสารเพิ่มเติม ...ฉบับ ศาลหมาย ... จ�ำเลยอ้างเอกสารประกอบค�ำถามค้าน ... ฉบับ ศาลหมาย ... เอกสาร ให้รวมส�ำนวน โจทก์แถลงขอสืบพยานที่เหลืออีก ... ปาก ในนัดหน้า


16 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ทนายจ�ำเลยแถลงว่า มีพยานที่จะสืบหักล้างพยานโจทก์ นอกจากตัวจ�ำเลย ... ปาก ให้นัดสืบพยานโจทก์จ�ำเลยในวันที่ ... เวลา ... นาฬิกา ตามที่นัดไว้แล้ว ให้ออกหมายจับจ�ำเลยมาฟังการพิจารณา หมายเหตุ การสืบพยานลับหลังจ�ำเลยจะสืบมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล โดยค�ำนึงถึงความจ�ำเป็นและความสุจริตในการต่อสู้คดีของจ�ำเลยเป็นส�ำคัญ


การปฏิบัติงานในศาลชั้นต้น 17 บทที่ ๓ การสืบพยานหลักฐานประกอบค�ำรับสารภาพ คดีอาญาความผิดอื่นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ ถ้าจ�ำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้โดยมีข้อยกเว้นเพียงประการเดียว คือ ถ้าข้อหาที่จ�ำเลยให้การรับสารภาพ กฎหมายก�ำหนดอัตราโทษอย่างต�่ำไว้ให้ จ�ำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่า จะพอใจว่าจ�ำเลยได้กระท�ำความผิดจริง แต่คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา ๑๓ ก�ำหนดข้อยกเว้นกรณีที่ศาลต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์ก่อนไว้๒ กรณีคือ ๑. มีเหตุอันควรสงสัยว่าจ�ำเลยไม่ได้กระท�ำความผิด หรือ ๒. กฎหมายก�ำหนดอัตราโทษอย่างต�่ำให้จ�ำคุกตลอดชีวิตหรือโทษสถาน ที่หนักกว่านั้น ซึ่งใน ป. ยาเสพติดไม่มีความผิดฐานใดที่มีอัตราโทษอย่างต�่ำให้จ�ำคุก ตลอดชีวิตหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น นอกจากนี้ การสืบพยานประกอบค�ำรับสารภาพของจ�ำเลยดังกล่าวยังต้อง พิจารณาด้วยว่าคดีที่จ�ำเลยให้การรับสารภาพนั้น ถ้าเป็นการกระท�ำความผิดหลาย กรรมต่างกัน โดยกรรมใดกรรมหนึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กรณีต้องแยก พิจารณาเป็นความผิดแต่ละกรรมต่างหากจากกัน คดีที่มีข้อหาเฉพาะความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ๑. กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าจ�ำเลยไม่ได้กระท�ำความผิดกฎหมายไม่ค�ำนึง ว่าข้อหาที่จ�ำเลยให้การรับสารภาพนั้น มีอัตราโทษมากน้อยเพียงใด แม้มีอัตราโทษ ต�่ำ หากมีเหตุอันควรสงสัยว่า การที่จ�ำเลยให้การรับสารภาพเนื่องจากมีเหตุจูงใจ อย่างอื่น เช่น ถูกขู่เข็ญหรือต้องการรับโทษแทนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นผิดศาลต้อง ฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจ�ำเลยได้กระท�ำความผิดจริงจึงจะพิพากษา


18 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ลงโทษได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลต้องสั่งให้โจทก์น�ำพยาน หลักฐานเข้าสืบประกอบค�ำรับสารภาพของจ�ำเลย ข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อศาลนั้น อาจปรากฏจากค�ำแถลงจากผู้เกี่ยวข้อง หรือ จากรายงานการสืบเสาะและพินิจก็ได้และเหตุสงสัยนั้นต้องถึงระดับอันควรด้วย อนึ่ง เนื่องจากจ�ำเลยมีสิทธิขอถอนค�ำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพและขอ ให้การใหม่เป็นปฏิเสธได้ก่อนศาลมีค�ำพิพากษาแต่ถ้าจ�ำเลยยังคงให้การรับสารภาพ เหตุอันควรสงสัยนั้นย่อมเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากแหล่งอื่น มิใช่ปรากฏจากจ�ำเลย และขัดกับค�ำให้การรับสารภาพ ดังนั้น ก่อนศาลจะสั่งให้โจทก์น�ำพยานหลักฐาน เข้าสืบ จึงต้องตรวจสอบตามสมควร เมื่อเห็นว่าจ�ำเลยอาจไม่ได้กระท�ำความผิด ตามฟ้อง จึงจะมีค�ำสั่งให้โจทก์น�ำพยานหลักฐานเข้าสืบพิสูจน์ความผิดของจ�ำเลย ตัวอย่างรายงานกระบวนพิจารณา กรณีจ�ำเลยถูกขู่เข็ญ “ก่อนเริ่มพิจารณาศาลถามจ�ำเลยเรื่องทนายความแล้ว จ�ำเลยแถลงว่า ไม่มี และไม่ต้องการทนายความ ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จ�ำเลยฟังจ�ำเลยให้การรับสารภาพตามค�ำให้การ ที่จดไว้ โจทก์และจ�ำเลยไม่สืบพยาน นาง ก. ภริยาจ�ำเลยแถลงว่า จ�ำเลยมิได้กระท�ำความผิด เพียงอยู่ใกล้กับ ที่เกิดเหตุขณะมีการล่อซื้อ เหตุที่จ�ำเลยให้การรับสารภาพเนื่องจากถูกเจ้าพนักงาน ต�ำรวจที่จับกุมขู่เข็ญว่า จะด�ำเนินคดีแก่นาง ก. และสัญญาว่า หากจ�ำเลยให้การ รับสารภาพจะท�ำหลักฐานที่แสดงว่าจ�ำเลยให้ข้อมูลที่ส�ำคัญและเป็นประโยชน์ อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ พร้อมกับ จะคืนรถกระบะและทรัพย์สินอื่นที่ยึดไปโดยมิชอบให้แต่เจ้าพนักงานต�ำรวจ ดังกล่าวไม่ท�ำตามสัญญา สอบจ�ำเลยแล้วรับว่า นาง ก. เป็นภริยาของตน แต่ยืนยันให้การรับสารภาพ


การปฏิบัติงานในศาลชั้นต้น 19 นาง ก. แถลงว่า จ�ำเลยยังเกรงว่านาง ก. จะถูกท�ำร้าย จึงไม่แถลงความจริง สอบโจทก์แล้วแถลงว่า ชื่อจ�ำเลยไม่ตรงกับผู้ค้ายาเสพติดให้โทษที่สายลับ ติดต่อล่อซื้อ จุดที่จ�ำเลยถูกจับกุมมิใช่จุดที่นัดหมายส่งมอบเมทแอมเฟตามีน พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าจ�ำเลยไม่ได้กระท�ำความผิด ให้โจทก์น�ำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบค�ำรับสารภาพของจ�ำเลย นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ ... เวลา ... นาฬิกา” ตัวอย่างรายงานกระบวนพิจารณา กรณีจ�ำเลยให้การรับสารภาพเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น “ก่อนเริ่มพิจารณาศาลถามจ�ำเลยเรื่องทนายความแล้ว จ�ำเลยแถลงว่า ไม่มี และไม่ต้องการทนายความ ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จ�ำเลยฟังจ�ำเลยให้การรับสารภาพตามค�ำให้การ ที่จดไว้ โจทก์และจ�ำเลยไม่สืบพยาน นายก. เจ้าหน้าที่ส�ำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แถลงว่าจ�ำเลยไม่ได้กระท�ำความผิดแต่สมอ้างเป็นพ่อค้ายาเสพติดให้โทษและให้การ รับสารภาพเพื่อช่วยเหลือนาย ส. พ่อค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ที่ลักลอบน�ำ เมทแอมเฟตามีนเข้ามาจ�ำหน่ายในราชอาณาจักร โดยมีการสลับตัวกันในระหว่าง สอบสวน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ส�ำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และเจ้าพนักงานต�ำรวจร่วมกันติดตามจับกุมนาย ส. กลับมาด�ำเนินคดีแล้ว สอบโจทก์แล้วแถลงว่า นายก. เป็นเจ้าหน้าที่ส�ำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติดจริงและมีการจับกุมนายส. มาด�ำเนินคดีแต่ไม่ทราบเรื่อง การสลับตัวกันในระหว่างสอบสวน พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าจ�ำเลยไม่ได้กระท�ำความผิด ให้โจทก์น�ำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบค�ำรับสารภาพของจ�ำเลย นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ ... เวลา ... นาฬิกา”


20 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ตัวอย่างรายงานกระบวนพิจารณา กรณีข้อเท็จจริงปรากฏจากรายงานการสืบเสาะและพินิจ “นัดฟังค�ำพิพากษาวันนี้โจทก์และจ�ำเลยมาศาล ศาลอ่านรายงานการสืบเสาะและพินิจให้จ�ำเลยฟังแล้ว จ�ำเลยไม่คัดค้าน ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจได้ความว่า จ�ำเลยเพียงแต่อยู่ในบ้านที่ เกิดเหตุขณะบิดาจ�ำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ และไม่ปรากฏพฤติการณ์ ใดที่แสดงว่าจ�ำเลยร่วมจ�ำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง เหตุที่จ�ำเลยให้การ รับสารภาพน่าจะเพื่อช่วยเหลือให้บิดาพ้นผิด สอบโจทก์แล้วแถลงว่า สายลับแจ้งว่าสามารถโทรศัพท์ล่อซื้อเมทแอมเฟ ตามีนจากชายไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลซึ่งลักลอบจ�ำหน่ายที่บ้านเกิดเหตุ ขณะ เจ้าพนักงานต�ำรวจเข้าจับกุมไม่พบโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ผู้จ�ำหน่ายใช้ติดต่อสายลับ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าจ�ำเลยไม่ได้กระท�ำความผิด ให้งดอ่านค�ำพิพากษา ให้โจทก์น�ำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบค�ำรับสารภาพของ จ�ำเลย นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ ... เวลา ... นาฬิกา” ๒. ในคดีความผิดตาม ป. ยาเสพติดไม่มีอัตราโทษอย่างต�่ำให้จ�ำคุกตลอด ชีวิตหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ดังนั้น กรณีจ�ำเลยให้การรับสารภาพในคดีความผิด เกี่ยวกับยาเสพติดศาลมีอ�ำนาจที่จะพิพากษาคดีไปได้โดยไม่จ�ำต้องสืบพยานหลักฐาน ประกอบค�ำรับสารภาพของจ�ำเลยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา ๑๓ อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยการลงโทษจ�ำเลยตาม ป. ยาเสพติด มาตรา ๑๔๕ วรรคสอง หรือวรรคสาม หรือความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอื่นในลักษณะเดียวกัน ซึ่งต้องอาศัย พฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ของจ�ำเลย กรณีที่จ�ำเลยให้การรับสารภาพโดยคดีไม่มี การสืบพยานมาก่อนเลยข้อเท็จจริงของพฤติการณ์แห่งคดีจะปรากฏอยู่แต่ในค�ำฟ้อง ค�ำร้องในชั้นฝากขังและเอกสารประกอบในส�ำนวนบางส่วน เช่น บันทึกจับกุมเท่านั้น ข้อเท็จจริงในส่วนนี้อาจไม่เพียงพอต่อการใช้ดุลพินิจในการก�ำหนดโทษแก่จ�ำเลย


การปฏิบัติงานในศาลชั้นต้น 21 ให้ได้สัดส่วนและเหมาะสม รวมทั้งจะเป็นประโยชน์แก่ศาลอุทธรณ์ในการพิจารณา พิพากษาคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดี ยาเสพติดฯ มาตรา ๑๖ ดังนี้ หากศาลประสงค์ที่จะทราบถึงพฤติการณ์ในการ กระท�ำความผิดของจ�ำเลยหรือบทบาทหน้าที่ของจ�ำเลยในความผิดตามฟ้องเพื่อ ประกอบดุลพินิจในการวินิจฉัยและลงโทษจ�ำเลยก็อาจมีค�ำสั่งให้สืบพยานโจทก์ ประกอบค�ำรับสารภาพได้ ตัวอย่างรายงานกระบวนพิจารณา กรณีศาลเห็นควรสืบพยานโจทก์ประกอบค�ำรับสารภาพ “ก่อนเริ่มพิจารณา ศาลสอบจ�ำเลยทั้งสิบเรื่องทนายความแล้ว จ�ำเลยทั้งสิบ แถลงว่าได้แต่งตั้งทนายความเข้ามาแล้ว ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จ�ำเลยทั้งสิบฟัง จ�ำเลยทั้งสิบให้การรับสารภาพ ตามค�ำให้การที่จดไว้ โจทก์และจ�ำเลยทั้งสิบแถลงไม่สืบพยาน พิเคราะห์แล้ว โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจ�ำเลยทั้งสิบฐานร่วมกันน�ำเข้าและ จ�ำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ อันเป็นการกระท�ำเพื่อการค้าและก่อให้ เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน โดยมีจ�ำเลยที่ ๑ เป็นหัวหน้าผู้มีหน้าที่สั่งการ และสมคบกันกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดตามประมวลกฎหมาย ยาเสพติด มาตรา ๑๒๗, ๑๔๕ วรรคสอง (๑) (๒)และวรรคสาม (๑)แต่เพื่อประกอบ ดุลพินิจในการวินิจฉัยและลงโทษจ�ำเลยทั้งสิบ เห็นสมควรให้โจทก์น�ำพยานหลักฐาน เข้าสืบประกอบค�ำรับสารภาพของจ�ำเลยทั้งสิบก่อน นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ ... เวลา ... นาฬิกา”


22 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด บทที่ ๔ กระบวนพิจารณา กรณีจ�ำเลยให้ข้อมูลที่ส�ำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการปราบปรามการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ๑. หลักการพิจารณา ในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่จ�ำเลยได้ให้ข้อมูลที่ส�ำคัญและเป็น ประโยชน์อย ่างยิ่งในการปราบปรามการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐/๒ เดิมนั้น ได้มีการแก้ไขปรับปรุง หลักการและบัญญัติไว้ให้ชัดเจนขึ้นตาม ป. ยาเสพติดมาตรา ๑๕๓ โดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้ (๑) จ�ำเลยต้องให้ข้อมูลต ่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงาน ฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจซึ่งเป็นผู้จับกุม หรือพนักงานสอบสวนในคดีนั้น เท่านั้น ซึ่งรายละเอียดการให้ข้อมูลต้องปรากฏอยู ่ในบันทึกการจับกุมหรือค�ำให้การชั้น สอบสวน เพื่อมิให้ใช้บทบัญญัติมาตรา ๑๕๓ เป็นช่องทางแสวงหาประโยชน์ที่มิชอบ โดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการให้ข้อมูลของจ�ำเลยที่ไม่ปรากฏอยู่ในบันทึก การจับกุมหรือค�ำให้การชั้นสอบสวนได้ดังเช่นกฎหมายเดิม (๒) การให้ข้อมูลของจ�ำเลยต้องเป็นการให้ข้อมูลในคดีนั้น เพื่อให้มีการ ขยายผลการจับกุมหรือการตรวจยึดยาเสพติดจากคดีดังกล่าว (๓) การที่จ�ำเลยจะได้รับประโยชน์จากการให้ข้อมูลตามมาตรา ๑๕๓ พนักงานอัยการจะต้องระบุข้อมูลดังกล่าวไว้ในค�ำฟ้องหรือยื่นค�ำร้องต่อศาลก่อน ศาลชั้นต้นพิพากษาเว้นแต่ว่าถ้าจ�ำเลยเคยให้ข้อมูลไว้แต่พนักงานอัยการไม่ได้ระบุ ข้อมูลดังกล่าวไว้ในค�ำฟ้องหรือยื่นค�ำร้องต่อศาลซึ่งอาจเนื่องมาจากพนักงานอัยการ เห็นว่าข้อมูลนั้นมิใช่ข้อมูลที่ส�ำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการ


การปฏิบัติงานในศาลชั้นต้น 23 กระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือหลงลืมระบุในค�ำฟ้องหรือยื่นค�ำร้องต่อศาล บทบัญญัติมาตรา ๑๕๓ วรรคสอง จึงก�ำหนดให้สิทธิแก่จ�ำเลยที่จะยื่นค�ำร้องต่อศาล ได้เองเพื่อขอให้ศาลก�ำหนดโทษที่จะลงแก่จ�ำเลยน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายก�ำหนด ไว้ส�ำหรับความผิดนั้น โดยจ�ำเลยจะต้องยื่นค�ำร้องดังกล่าวต่อศาลก่อนศาลชั้นต้น มีค�ำพิพากษา แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าจ�ำเลยไม่เคยให้ข้อมูลดังกล่าวไว้ตาม (๑) ย่อมไม่เข้าเงื่อนไขที่ศาลจะรับค�ำร้องของจ�ำเลยไว้ไต่สวน ศาลชอบที่จะมีค�ำสั่งไม่รับ ค�ำร้องไว้พิจารณา ข้อสังเกต แม้พนักงานอัยการระบุข้อมูลมาในค�ำฟ้องหรือยื่นค�ำร้องต่อศาลนั้น แต่ศาลควรต้องพิจารณาให้ได้ความว่าข้อมูลดังกล่าวมีอยู่จริงกับเป็นข้อมูลที่ส�ำคัญ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้โทษหรือไม่ ดังนั้น ศาลจึงควรไต่สวนให้ได้ความจริงก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใน ค�ำฟ้องไม่มีรายละเอียดว่าจ�ำเลยให้ข้อมูลอย่างไร บุคคลดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับ จ�ำเลยอย ่างไร หากอ้างบันทึกการจับกุมผู้ต้องหาอื่นแนบท้าย ควรพิจารณาว ่า มีรายละเอียดว่าเจ้าพนักงานต�ำรวจได้รับข้อมูลจนน�ำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหานั้นจาก จ�ำเลยหรือไม่ตามแนวค�ำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๙๖๗๓/๒๕๕๕ และ ๕๒๑๖/๒๕๕๗ (๔) ประโยชน์ที่จ�ำเลยจะได้รับจากการให้ข้อมูลคือศาลสามารถใช้ดุลพินิจ ก�ำหนดโทษที่จะลงแก่จ�ำเลยน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายก�ำหนดไว้ส�ำหรับความผิด นั้นก็ได้อย่างไรก็ตาม แม้จ�ำเลยจะได้ให้ข้อมูลที่ส�ำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการปราบปรามการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แต่หากพฤติการณ์แห่งคดี ไม่มีเหตุสมควรที่จ�ำเลยจะได้รับประโยชน์ศาลก็อาจก�ำหนดโทษที่จะลงแก่จ�ำเลย ไปตามเกณฑ์อัตราโทษทั่วไปส�ำหรับความผิดนั้น หรือหากความผิดนั้นกฎหมายก�ำหนด อัตราโทษขั้นต�่ำไว้ศาลจะไม่ลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต�่ำก็ได้


24 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ข้อสังเกต ๑. การลงโทษน้อยตามมาตรา ๑๕๓ เป็นบทบัญญัติให้ดุลพินิจแก่ศาล มิใช่ บทบังคับ ดังนั้น แม้เป็นข้อมูลที่ส�ำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งศาลอาจมีดุลพินิจ ไม ่ลงโทษจ�ำเลยน้อยกว ่าที่กฎหมายบัญญัติก็ได้(ฎีกาที่ ๒๓๖๖/๒๕๕๕ และ ๔๓๕๓/๒๕๕๖) หรือศาลจะลงโทษน้อยแต่ไม่ต�่ำกว่าอัตราโทษขั้นต�่ำที่กฎหมาย ก�ำหนดก็ได้(ฎีกาที่ ๘๙๑/๒๕๕๐) โดยควรระบุในค�ำพิพากษาด้วยว่า “... จ�ำเลย ได้รับประโยชน์ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๕๓ แต่ไม่เห็นสมควร ลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต�่ำ ...” อนึ่ง แม้ความผิดนั้นจะไม่มีอัตราโทษขั้นต�่ำ แต่กรณีศาลมีค�ำวินิจฉัย ว่าการให้ข้อมูลของจ�ำเลยเป็นประโยชน์อย่างยิ่งตามมาตรา ๑๕๓ และจะลงโทษ จ�ำเลยน้อยกว่าเกณฑ์ปกติศาลต้องปรับบทลงโทษจ�ำเลยตามมาตรา ๑๕๓ ด้วย ๒. กรณีกระท�ำความผิดหลายข้อหา ถ้าใช้มาตรา ๑๕๓ แล้วควรใช้ตลอด ทุกข้อหา ๒.๑ มาตรา ๑๕๓ เป็นบทที่ใช้ประกอบการก�ำหนดโทษ มิใช ่บท ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ ดังนั้น ต้องปรับบทตามมาตรา ๑๕๓ ประกอบแต่ต้น แล้วจึงก�ำหนดโทษจ�ำเลยต่อไป ๒.๒ แม้จ�ำเลยได้รับประโยชน์ตามมาตรา ๑๕๓ หากอยู่ในบังคับของ มาตรา ๑๕๒ วรรคหนึ่ง คือกฎหมายบัญญัติให้ต้องลงโทษปรับด้วย ศาลก็ต้อง พิพากษาลงโทษจ�ำคุกและปรับด้วยเสมอ ๒.๓ แม้จ�ำเลยได้ให้ข้อมูลที่ส�ำคัญและเป็นประโยชน์อย ่างยิ่งต ่อ เจ้าพนักงานต�ำรวจ แต ่ในชั้นพิจารณาจ�ำเลยให้การปฏิเสธว ่าค�ำให้การดังกล ่าว เกิดขึ้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานต�ำรวจท�ำขึ้นมาเองโดยจ�ำเลยไม่ทราบ ข้อความ และข้อเท็จจริงก็ไม่ได้ความว่าเจ้าพนักงานต�ำรวจได้อาศัยค�ำให้การของ จ�ำเลยขยายผลจนเป็นเหตุให้มีการจับกุมผู้ว่าจ้างมาด�ำเนินคดีเช่นนี้ยังไม่พอฟังว่า จ�ำเลยได้ให้ข้อมูลที่ส�ำคัญ (ฎีกาที่ ๓๐๔๔/๒๕๕๓)


การปฏิบัติงานในศาลชั้นต้น 25 อนึ่งแม้จ�ำเลยจะกลับค�ำให้การชั้นสอบสวน แต่ถ้าค�ำให้การนั้นเป็น ข้อมูลที่ส�ำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต้องด้วยกรณีตามมาตรา ๑๕๓ ศาลก็อาจ ลงโทษจ�ำเลยน้อยได้ ๒.๔ มาตรา ๑๕๓ ใช้ได้กับความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งถือเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วย(ฎีกาที่ ๙๐๕๐/๒๕๕๓ (ประชุมใหญ่)และ ๒๙๐๘/๒๕๕๙) ๒. การสั่งค�ำร้องขอให้ลงโทษจ�ำเลยน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายก�ำหนด ไว้ส�ำหรับความผิดนั้น (๑) กรณีพนักงานอัยการยื่นค�ำร้องต่อศาล สั่งว่า “รับค�ำร้อง นัดไต ่สวนในวันนัดสืบพยานโจทก์ ส�ำเนาให้จ�ำเลย หากจะคัดค้านให้ยื่นค�ำคัดค้านเข้ามาภายในหรือก่อนวันนัด” (๒) กรณีจ�ำเลยยื่นค�ำร้องต่อศาล สั่งว่า “รับค�ำร้อง นัดไต ่สวนในวันนัดสืบพยานจ�ำเลย ส�ำเนาให้โจทก์ หากจะคัดค้านให้ยื่นค�ำคัดค้านเข้ามาภายในหรือก่อนวันนัด” ข้อสังเกต เนื่องจากพยานหลักฐานตลอดจนข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในการไต่สวนค�ำร้องขอ ให้ลงโทษจ�ำเลยน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายก�ำหนดไว้ส�ำหรับความผิดนั้น ตาม มาตรา ๑๕๓ เป็นชุดเดียวกันหรือเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน เพื่อความสะดวก แก่คู่ความทุกฝ่ายจึงควรนัดไต่สวนค�ำร้องไปพร้อมกับนัดสืบพยานในคดีความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด


26 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ๓. ตัวอย่างการบันทึกรายงานกระบวนพิจารณา (๑) กรณีไม่มีการสืบพยาน แต่โจทก์/จ�ำเลยยื่นค�ำร้องตาม ป. ยาเสพติด มาตรา ๑๕๓ ตัวอย่างที่ ๑ “นัดพร้อมเพื่อประชุมคดีตรวจพยานหลักฐาน และสอบค�ำให้การ วันนี้โจทก์จ�ำเลย และทนายจ�ำเลยมาศาล ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จ�ำเลยฟังภายหลังจ�ำเลยมีทนายความแล้ว จ�ำเลยยืนยันให้การรับสารภาพตามค�ำให้การที่ยื่นต่อศาลวันนี้ โจทก์และจ�ำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์/จ�ำเลยยื่นค�ำร้องว่าจ�ำเลยได้ให้ข้อมูลที่ส�ำคัญและเป็นประโยชน์ อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๕๓ ตามค�ำร้องฉบับลงวันที่วันนี้และขอ ยื่นบัญชีระบุพยานภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันนี้ พิเคราะห์แล้วเห็นควรให้นัดไต่สวนค�ำร้องของโจทก์/จ�ำเลยในวันที่ ... เวลา ... นาฬิกา หากโจทก์/จ�ำเลยจะคัดค้านประการใดให้ยื่นค�ำคัดค้านเข้ามาภายใน หรือก่อนวันนัด และอนุญาตให้ยื่นบัญชีระบุพยานตามขอ ก�ำชับโจทก์/จ�ำเลยให้เตรียมพยานมาให้พร้อมไต่สวนในวันนัด กรณีเป็น พยานหมายให้ด�ำเนินการขอหมายเรียกและส่งให้แก่พยานโดยเร็ว เบิกจ�ำเลยมาศาลในวันนัด./” ตัวอย่างที่ ๒ “นัดไต่สวนค�ำร้องขอให้ลงโทษจ�ำเลยน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมาย ก�ำหนดวันนี้โจทก์จ�ำเลย และทนายจ�ำเลยมาศาล ทนายจ�ำเลยน�ำพยานเข้าไต่สวนจบ ๒ ปากระหว่างไต่สวนอ้างส่งเอกสาร รวม ๓ ฉบับศาลหมาย ล.๑ ถึง ล.๓ ให้โจทก์ตรวจดูแล้ว เอกสารให้รวมส�ำนวน แล้วจ�ำเลยแถลงติดใจน�ำพยานเข้าไต่สวนเพียงเท่านี้


การปฏิบัติงานในศาลชั้นต้น 27 ไต่สวนพยานโจทก์ได้... ปาก แล้วโจทก์แถลงหมดพยาน (กรณีโจทก์ คัดค้าน) คดีเสร็จการไต่สวนและเสร็จการพิจารณา ให้นัดฟังค�ำพิพากษาวันที่ ... เวลา ... นาฬิกา./” (๒) กรณีศาลสั่งให้สืบพยานประกอบและจ�ำเลยยื่นค�ำร้องตาม ป. ยาเสพติด มาตรา ๑๕๓ “นัดพร้อมวันนี้โจทก์จ�ำเลย และทนายจ�ำเลยมาศาล ศาลอ ่านและอธิบายฟ้องให้จ�ำเลยฟังอีกครั้งภายหลังจ�ำเลยมี ทนายความแล้ว จ�ำเลยขอถอนค�ำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ ตามค�ำให้การที่ยื่นต่อศาลวันนี้ สอบโจทก์แล้วแถลงไม่ค้าน พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า กรณีมีเหตุสมควร อนุญาตให้จ�ำเลยถอน ค�ำให้การเดิมรับค�ำให้การใหม่แม้คดีนี้ศาลพิพากษาได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐาน ต่อไปก็ตาม แต่เห็นสมควรให้โจทก์น�ำเจ้าพนักงานต�ำรวจผู้จับกุมและพนักงาน สอบสวนเข้าสืบประกอบค�ำรับสารภาพของจ�ำเลย จ�ำเลยยื่นค�ำร้องว่าจ�ำเลยได้ให้ข้อมูลที่ส�ำคัญและเป็นประโยชน์ อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามประมวล กฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๕๓ ส�ำเนาให้โจทก์แล้วแถลงไม่คัดค้าน ให้นัดสืบพยานโจทก์ประกอบค�ำรับสารภาพของจ�ำเลยและไต่สวน ค�ำร้องของจ�ำเลยที่ขอให้ลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายก�ำหนดในวันที่ ... เวลา ... นาฬิกา ตามที่คู่ความมีวันว่างตรงกัน./”


28 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ๔. ตัวอย่างค�ำพิพากษาศาลฎีกา (๑) กรณีถือว่าให้ข้อมูลที่ส�ำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง (๑.๑) ส. บิดาของจ�ำเลยแจ้งต่อร้อยต�ำรวจโท ร.ว่าได้ไปเยี่ยมจ�ำเลย ซึ่งถูกคุมขังอยู่แล้วแจ้งต่อส.ว่าอ. เครือข่ายของจ�ำเลยมีพฤติการณ์จ�ำหน่ายยาเสพติด ต่อมาจากการสืบสวนสอบสวน ร้อยต�ำรวจโท ร. จับกุม อ. ได้พร้อมยึดเมทแอมเฟ ตามีน ๔๐๐ เม็ดเป็นของกลาง แม้จ�ำเลยไม่ได้ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานต�ำรวจโดยตรง แต่การที่จ�ำเลยเป็นผู้แจ้งข้อมูลให้แก่ ส. บิดาของจ�ำเลยเพื่อให้น�ำข้อมูลดังกล่าว ไปแจ้งต่อร้อยต�ำรวจโท ร. จนจับ อ. ได้ตามข้อมูลที่จ�ำเลยแจ้ง พอถือได้ว่าจ�ำเลย ให้ข้อมูลที่ส�ำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระท�ำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด (ฎีกาที่ ๕๘๙/๒๕๖๐) (๑.๒) การให้ข้อมูลส�ำคัญเกี่ยวกับตัวบุคคลข้อมูลส�ำคัญนั้นไม่จ�ำเป็น ต้องดูว ่ายึดยาเสพติดได้มากน้อยเพียงใด หากจับผู้น�ำเข้าเมทแอมเฟตามีน เพื่อจ�ำหน่ายรายใหญ่ได้แม้ไม่ได้ยาเสพติดก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเพราะการค้า ยาเสพติดให้โทษรายใหญ่มีเครือข่ายหลายระดับและมีขั้นตอนซับซ้อนยากที่จะสืบ ทราบและหาพยานหลักฐานด�ำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องได้(ฎีกาที่ ๒๖๑๓/๒๕๔๙) (๑.๓) หากเป็นข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดที่หากจ�ำเลยไม ่ให้ข้อมูล เจ้าพนักงานต�ำรวจก็ไม ่สามารถตรวจค้นพบยาเสพติดได้เช ่น ฝังดินไว้(ฎีกาที่ ๑๘๔๗/๒๕๕๓) สถานที่ซุกซ่อนอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุมาก (ฎีกาที่ ๕๙๕๖/๒๕๔๙) ฝังดินไว้และซุกซ่อนอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุ(ฎีกาที่ ๓๔๙๙/๒๕๖๓ และ ๓๐๑๘/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ่)) (๒) กรณีไม่ถือว่าให้ข้อมูลที่ส�ำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง (๒.๑) ผู้กระท�ำความผิดจะได้รับประโยชน์จากบทมาตรานี้จะต้อง ประกอบด้วยเหตุสองประการ กล่าวคือ ผู้กระท�ำความผิดได้ให้ข้อมูลที่ส�ำคัญและ ข้อมูลนั้นจะต้องเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติดให้โทษ ล�ำพังเพียงการให้ข้อมูลแต่ไม่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์


การปฏิบัติงานในศาลชั้นต้น 29 ธรรมดาที่มิได้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หรือเป็นประโยชน์แต่มิใช่ข้อมูลที่ส�ำคัญ ผู้ให้ ข้อมูลหาได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวไม่ ดังนั้น การที่จ�ำเลยเพียงแต่ติดต่อ ผู้ที่จ�ำหน่ายยาเสพติดให้แก่จ�ำเลยแต่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานต�ำรวจไม่สามารถจับกุม ผู้ที่จ�ำเลยอ้างว่าขายยาเสพติดให้ตนได้ค�ำให้การในชั้นสอบสวนของจ�ำเลยจึงยัง ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะฟังว่าจ�ำเลยให้ข้อมูลที่ส�ำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการปราบปรามการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวน (ฎีกาที่ ๗๑๔๙/๒๕๕๘) (๒.๒) การสืบสวนขยายผลติดตามจับกุมผู้กระท�ำผิดกฎหมายตาม ปกติของเจ้าพนักงานต�ำรวจซึ่งต้องกระท�ำอยู่แล้วเช่น เจ้าพนักงานต�ำรวจต้องติดตาม ไปจับกุมจ�ำเลยกับตรวจค้นห้องพักของจ�ำเลยและตรวจพบของกลางได้โดยไม่ยาก ไม่ถือว่าได้ให้ข้อมูลที่ส�ำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระท�ำ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด(ฎีกาที่ ๖๒๘๗/๒๕๕๓, ๑๓๔๔/๒๕๕๔, ๗๐๘๗/๒๕๕๕ และ ๑๓๙๘๗/๒๕๕๖) (๒.๓) การให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เช่น ห้องพักของตนเองยาเสพติด ของตนเอง พรรคพวกของตนเองหรือตัวการ ยังไม่ถือว่าเป็นข้อมูลที่ส�ำคัญและ เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะอยู่ในวิสัยที่เจ้าพนักงานต�ำรวจตรวจค้นได้(ฎีกาที่ ๔๘๗๐/๒๕๕๗) (๒.๔) หากตามบันทึกการจับกุมได้ความว่าการจับกุมผู้กระท�ำความผิด อื่นสืบเนื่องมาจากการสืบสวน โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าพนักงานผู้จับกุมและ เจ้าพนักงานต�ำรวจตามบันทึกการจับกุมนั้นมีการสืบสวนสอบสวนขยายผลในการ จับกุมผู้กระท�ำความผิดโดยอาศัยข้อมูลของจ�ำเลยแต่ประการใดไม่อาจถือได้ว่าจ�ำเลย ได้ให้ข้อมูลที่ส�ำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง (ฎีกาที่ ๕๔๑๕/๒๕๕๘) (๒.๕) จ�ำเลยกระท�ำคว ามผิดฐ านมีเมทแอมเฟต ามีนไว้ใน ครอบครองเพื่อจ�ำหน่ายและฐานจ�ำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การที่จ�ำเลยให้ข้อมูล ผู้ที่รับซื้อยาเสพติดที่จ�ำเลยจ�ำหน่ายให้ไปนั้น ไม่ถือว่าเป็นการให้ข้อมูลที่ส�ำคัญและ


Click to View FlipBook Version