180 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ๖. กรณีการกระท�ำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท การกระท�ำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หากศาลชั้นต้น พิพากษาโดยไม่ระบุให้ชัดเจนว่าลงโทษจ�ำเลยฐานใดเป็นการไม่ถูกต้องศาลอุทธรณ์ ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง (ฎีกาที่ ๗๘๑๖/๒๕๔๔, ๔๙๘๕/๒๕๔๙ และ ๗๑๖๖/๒๕๕๐) แต่เฉพาะความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจ�ำหน่ายและจ�ำหน่าย ในคราวเดียวกัน ไม่ว่าจ�ำหน่ายหมดหรือไม่หมด ปัจจุบันปัญหาว่าเป็นความผิด กรรมเดียวหรือหลายกรรมไม่เกิดแล้ว เพราะตาม ป. ยาเสพติดถือเป็นความผิด อย่างเดียวกันคือจ�ำหน่าย จึงเป็นความผิดกรรมเดียว อย่างไรก็ตาม ส�ำหรับความผิด บางฐาน เช่น ฐานผลิตและฐานมียาเสพติดให้โทษที่ผลิตดังกล่าวไว้ในครอบครอง หรือฐานน�ำเข้าและฐานมียาเสพติดให้โทษที่น�ำเข้าดังกล่าวไว้ในครอบครอง ยังคง ถือเป็นการกระท�ำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทได้ การที่จ�ำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนเข้าสู่ร่างกายแล้วขับรถยนต์ในขณะเมา สุรา อันเป็นการกระท�ำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียวกันคือ ขับรถยนต์ซึ่งเป็น องค์ประกอบความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนและขับรถในขณะเมาสุรา การกระท�ำของจ�ำเลยจึงเป็นการกระท�ำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท (ฎีกาที่ ๖๘๙๘/๒๕๖๐) ข้อสังเกต การที่จ�ำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนเข้าสู่ร่างกายแล้วขับรถยนต์โดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นการกระท�ำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมาย หลายบท (ฎีกาที่ ๔๓๔๘/๒๕๓๖) ถ้าโจทก์มีค�ำขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๑ และ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา ๑๕๗/๑ ต้องลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา ๑๕๗/๑ วรรคห้า ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และสั่งเพิกถอน ใบอนุญาตขับขี่ด้วย ไม่ว่าโจทก์จะมีค�ำขอหรือไม่ก็ตาม (แต่ต้องได้ความว่าจ�ำเลย มีใบอนุญาตขับขี่) (ฎีกาที่ ๓๗๔๒/๒๕๔๗ และ ๖๖๓๘/๒๕๕๓)
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 181 ๗. กรณีลงโทษจ�ำคุกกระทงหนึ่งโดยไม่รอการลงโทษ ส่วนกระทงอื่นให้ รอการลงโทษจ�ำคุก เป็นการลักลั่นไม่เหมาะสม การลงโทษควรให้เป็นอย่างเดียวกัน ไม่ควรลงโทษในความผิดกระทงหนึ่ง ให้จ�ำคุกโดยไม่รอการลงโทษ แต่ในความผิดกระทงอื่นให้จ�ำคุกโดยรอการลงโทษ เพราะจะเป็นการลักลั่นไม่เหมาะสม (ฎีกาที่ ๑๙๙๘/๒๕๔๕) หมายเหตุ กรณีโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานอื่นโดยไม่ได้อุทธรณ์ในความผิดที่ศาล ชั้นต้นรอการลงโทษจ�ำคุกให้แก่จ�ำเลย เมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษจ�ำคุกจ�ำเลยในความผิด ฐานอื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว แม้ศาลอุทธรณ์ไม่อาจลงโทษจ�ำคุกในความผิดที่ ศาลชั้นต้นรอการลงโทษไว้ได้เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษ แต่สามารถแก้ไขเป็นไม่คุม ความประพฤติของจ�ำเลยในความผิดฐานดังกล่าวอีกต่อไปได้(ฎีกาที่๑๘๒๖๓/๒๕๕๕) ๘. กรณีโทษจ�ำคุกและปรับ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา ๑๐๐/๑ วรรคหนึ่ง (ป. ยาเสพติด มาตรา ๑๕๒ วรรคหนึ่ง) บัญญัติให้ลงโทษจ�ำคุกและปรับด้วยเสมอ เป็นบทบังคับเด็ดขาด จะใช้ดุลพินิจลงแต่โทษจ�ำคุกไม่ได้(ฎีกาที่ ๓๐๕๔/๒๕๔๗) ๙. กรณีเพิ่มเติมโทษ ๙.๑ เป็นการเพิ่มเติมโทษ ศาลชั้นต้นไม่ระบุระยะเวลากักขังแทนค่าปรับ ศาลอุทธรณ์แก้เป็น ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน ๒ ปีไม่ได้เป็นการเพิ่มเติมโทษ (ฎีกาที่ ๘๗๖๘/๒๕๔๗ และ ๑๓๕๙๘/๒๕๕๖) โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานหนักโดยไม ่รอการลงโทษ ถือว ่า โจทก์อุทธรณ์ไม่ให้รอการลงโทษสถานเดียว มิได้อุทธรณ์ขอให้ก�ำหนดโทษสูงขึ้น
182 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ศาลอุทธรณ์ไม ่รอการลงโทษ แต ่ก�ำหนดโทษจ�ำคุกสูงขึ้น เป็นการเพิ่มเติมโทษ (ฎีกาที่ ๖๑๒๑/๒๕๔๗) เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยให้ รอการลงโทษจ�ำคุก โจทก์อุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานร ่วมกันพยายามจ�ำหน่าย เมทแอมเฟตามีน ศาลอุทธรณ์ไม ่อาจลงโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนให้จ�ำคุก โดยไม่รอการลงโทษได้เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษ (ฎีกาที่ ๘๗๖๐/๒๕๕๙) คดียาเสพติดที่มีโทษจ�ำคุกและปรับ แต่ศาลชั้นต้นไม่ลงโทษปรับ และ โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาให้ลงโทษปรับได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษ (ฎีกาที่ ๓๑๖๑/๒๕๔๗) ๙.๒ ไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ ซึ่งมีโทษจ�ำคุกและปรับ ศาลชั้นต้นลงแต่ โทษจ�ำคุก โจทก์ไม่อุทธรณ์ เมื่อศาลฎีการอการลงโทษแล้วมีอ�ำนาจลงโทษปรับได้ ไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษ (ฎีกาที่ ๔๖๒๖/๒๕๔๘) ข้อเท็จจริงปรากฏตามส�ำเนาค�ำพิพากษาท้ายอุทธรณ์ของจ�ำเลย ว่า คดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษนั้น ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษจ�ำคุกไว้จึงเป็นกรณีที่ ความปรากฏแก่ศาลว่าภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีก่อน จ�ำเลยมากระท�ำ ความผิดเป็นคดีนี้อีก จึงต้องน�ำโทษจ�ำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับ โทษในคดีนี้ มิใช่การพิพากษาเกินค�ำขอและไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจ�ำเลย เพราะ กฎหมายบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก ่อน เข้ากับโทษในคดีหลังด้วยเสมอ (ฎีกาที่ ๑๔๖๔๕/๒๕๕๘) ๑๐. กรณีริบของกลาง โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษฐานเสพยาเสพติดให้โทษ จะริบเข็มฉีดยาหรือบ้อง กัญชาซึ่งเป็นอุปกรณ์การเสพไม่ได้แม้จ�ำเลยให้การรับสารภาพ (ฎีกาที่๑๗๐๗/๒๕๓๑ (ประชุมใหญ่), ๓๖๐๘/๒๕๓๗ และ ๗๐๕๒/๒๕๕๒)
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 183 เงินทอน ๑๐ บาท ของกลางที่สายลับได้รับมาจากจ�ำเลยเป็นทรัพย์สินที่ จ�ำเลยได้ใช้ในการกระท�ำความผิดฐานจ�ำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ต้องริบตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา ๑๐๒ (ฎีกาที่ ๙๖๐๒/๒๕๕๓ (ประชุมใหญ่)) เดิมโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจ�ำเลยกับ น. ศาลชั้นต้นมีค�ำสั่งให้โจทก์แยกฟ้อง จ�ำเลยที่ให้การปฏิเสธ แล้วพิพากษาให้ลงโทษ น. และริบโทรศัพท์เคลื่อนที่กับรถ จักรยานยนต์ของกลางของจ�ำเลย แม้ค�ำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีก่อนถึงที่สุด แต่เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจ�ำเลยร่วมกับ น. กระท�ำความผิดและโทรศัพท์ เคลื่อนที่กับรถจักรยานยนต์ของกลางดังกล ่าวเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระท�ำ ความผิด จึงไม่อาจริบและสั่งให้คืนแก่เจ้าของได้(ฎีกาที่ ๔๗๙๖/๒๕๖๑) เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลพิพากษาริบของกลางในคดีอื่นแล้วย่อมไม่อาจ พิพากษาให้ริบของกลางดังกล่าวซ�้ำในคดีหลังได้อีก ต้องยกค�ำขอส่วนนี้ (ฎีกาที่ ๑๒๕/๒๕๓๖, ๓๘๑๒/๒๕๔๙ และ ๒๓๓๑/๒๕๕๐) เมื่อพิพากษาให้ริบของกลางตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา ๑๐๒ (ป.ยาเสพติด มาตรา ๑๓๔)ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะแล้ว ไม่จ�ำต้องปรับบทให้ริบตาม ป.อ. มาตรา ๓๒, ๓๓ ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปอีก(เทียบฎีกาที่ ๔๕๓๗ - ๔๕๔๐/๒๕๔๓ (ประชุมใหญ่)) บรรดายาเสพติดให้โทษกับวัตถุออกฤทธิ์ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯกับ พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ(ป.ยาเสพติด มาตรา ๑๓๔)และทรัพย์สิน ที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดท�ำหรือมีไว้เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๒ กฎหมาย บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น ซึ่งเป็นบทบังคับเด็ดขาดแม้โจทก์จะมิได้ขอให้ริบเมทแอมเฟ ตามีนของกลางก็ต้องริบเมทแอมเฟตามีนของกลางด้วยและไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษ (ฎีกาที่ ๖๔๖๕/๒๕๔๗ และ ๗๕๕๑/๒๕๖๑ (ประชุมใหญ่)) จ�ำเลยที่ ๒ ถึงแก ่ความตาย สิทธิน�ำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ส�ำหรับ จ�ำเลยที่ ๒ ระงับลงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๑) และโทษย่อมระงับไปด้วยความตาย ของผู้กระท�ำผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๘ ค�ำพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะของกลาง ของจ�ำเลยที่ ๒ เป็นการไม่ชอบ (ฎีกาที่ ๔๔๑๘/๒๕๔๘)
184 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ข้อสังเกต ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดท�ำหรือมีไว้เป็นความผิดที่ ป.อ. มาตรา ๓๒ บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระท�ำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตาม ค�ำพิพากษาหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นสั่งจ�ำหน่ายคดีเฉพาะจ�ำเลยที่ ๑ เนื่องจากถึงแก่ ความตาย ก็ต้องสั่งให้ริบ (ฎีกาที่ ๒๑๗๑/๒๕๕๔ (ประชุมใหญ่)) แต่กรณีเครื่องมือ เครื่องใช้ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระท�ำความผิด แม้พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา ๑๐๒ บัญญัติว่า “… เครื่องมือเครื่องใช้ยานพาหนะหรือ วัตถุอื่นซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระท�ำความผิด... ให้ริบเสียทั้งสิ้น”ก็มิใช่หมายความว่า เป็นการริบเด็ดขาดเหมือนกับยาเสพติดให้โทษ โจทก์ต้องมีค�ำขอให้ริบด้วย (ฎีกาที่ ๑๘๕๗/๒๕๕๔, ๑๑๘๕๗/๒๕๕๕ และ ๒๓๘๑/๒๕๕๘) ส�ำหรับของกลางที่ไม่ใช่ยาเสพติดและไม่ใช่เป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติ ไว้ว่า ผู้ใดท�ำหรือมีไว้เป็นความผิด หากศาลไม่ริบต้องสั่งให้คืนแก่เจ้าของ (ฎีกาที่ ๑๘๑๔/๒๕๔๓ (ประชุมใหญ่), ๓๕๒๔/๒๕๔๙, ๘๔๗๔/๒๕๕๗ และ ๘๓๙๓/๒๕๕๙) แต่หากเป็นทรัพย์สินประเภทที่ตามสภาพยังไม่มีความชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าของ หรือ ส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการใช้สอย เช่น อาวุธปืนที่เครื่องหมายทะเบียนถูกขูด ลบ หรือเงินที่ได้มาจากการกระท�ำความผิดในครั้งก่อน ซึ่งพนักงานอัยการอาจขอริบ ตาม ป. ยาเสพติด ลักษณะ ๔ การตรวจสอบทรัพย์สิน หรือทรัพย์สินประเภทที่ขัดต่อ ความรู้สึกของประชาชน เช่น อุปกรณ์การเสพยาเสพติด ไม่ควรสั่งให้คืนแก่เจ้าของ ๑๑. กรณีให้ข้อมูลที่ส�ำคัญฯ ป.ยาเสพติด มาตรา ๑๕๓ มีการก�ำหนดเจ้าพนักงานผู้รับแจ้งและระยะเวลา ในการให้ข้อมูลที่ส�ำคัญฯ อันเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจลงโทษผู้กระท�ำความผิดน้อย กว่าอัตราโทษที่กฎหมายก�ำหนดเพิ่มเติมจาก พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา ๑๐๐/๒ ซึ่งมีค�ำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๕๒๔/๒๕๖๐ วินิจฉัยว่าผู้ที่ให้ข้อมูลที่ส�ำคัญฯ จะต้องเป็นผู้กระท�ำความผิดและให้ข้อมูลต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจที่จับกุม ผู้กระท�ำความผิด หรือพนักงานสอบสวนในคดีที่ผู้กระท�ำความผิดถูกด�ำเนินคดี
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 185 ๑๑.๑ กรณีเป็นข้อมูลที่ส�ำคัญฯ การให้ข้อมูลนั้นอาจเกี่ยวกับบุคคลหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับ การกระท�ำความผิดในคดีนั้นหรือคดีอื่นก็ได้ไม่จ�ำเป็นต้องน�ำไปสู่การจับกุมผู้กระท�ำ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดรายอื่นหรือน�ำไปสู่การยึดได้ยาเสพติดจ�ำนวนอื่นที่ไม่ เกี่ยวกับยาเสพติดของกลาง การที่ยาเสพติดของกลางถูกซุกซ่อนไว้ในลักษณะมิดชิด หากจ�ำเลยไม ่ได้ให้ข้อมูลต ่อเจ้าพนักงานเป็นการยากที่จะติดตามยึดมาได้เป็น ของกลาง ถือได้ว ่าเป็นการให้ข้อมูลที่ส�ำคัญและเป็นประโยชน์อย ่างยิ่งในการ ปราบปรามการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด (ฎีกาที่ ๑๒๐๗๐/๒๕๕๔, ๓๔๙๙/๒๕๖๓ และ ๓๐๑๘/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ่)) ข้อสังเกต การให้ข้อมูลที่ส�ำคัญฯ จะต้องพิจารณาว่า เกี่ยวข้องกับจ�ำเลยคนใด บ้าง ถ้าเกี่ยวข้องเฉพาะกับจ�ำเลยที่อุทธรณ์ไม ่ถือเป็นเหตุลักษณะคดี(ฎีกาที่ ๒๔๙๕/๒๕๕๐) แต่หากรับฟังได้ว่าจ�ำเลยที่อุทธรณ์และจ�ำเลยที่ไม่อุทธรณ์เป็นผู้ให้ ข้อมูลที่ส�ำคัญฯถือเป็นเหตุในลักษณะคดี(ฎีกาที่๖๕๕๕/๒๕๔๗ และ ๑๘๔๗/๒๕๕๓) การให้ข้อมูลที่ส�ำคัญฯ เป็นดุลพินิจของศาลที่จะลงโทษผู้กระท�ำ ความผิดน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายก�ำหนดไว้หรือไม่ก็ได้โดยพิจารณาประกอบ กับพฤติการณ์ในการกระท�ำความผิด เช่น คดีที่มียาเสพติดของกลางจ�ำนวนมาก (ฎีกาที่ ๒๓๖๖/๒๕๕๕) หรือตามที่พิจารณาเห็นสมควรก็ได้โดยให้ลงโทษน้อยกว่า เกณฑ์ที่ลงโทษทั่วไป (ฎีกาที่ ๒๗๖๙/๒๕๕๐) และควรลงโทษน้อยลงทุกกระทง ส�ำหรับความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การที่เจ้าพนักงานแจ้งให้ทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการให้ข้อมูล ที่ส�ำคัญฯ มิใช่เป็นการจูงใจเพื่อให้การใส่ร้ายปรักปร�ำผู้อื่น (ฎีกาที่ ๖๒๔๓/๒๕๕๔ และ ๕๗๙๑/๒๕๕๕)
186 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ๑๑.๒ กรณีไม่เป็นข้อมูลที่ส�ำคัญ การให้ข้อมูลว่ามียาเสพติดให้โทษอีกจ�ำนวนหนึ่งอยู่ที่บ้าน ถ้าอยู่ใน วิสัยที่เจ้าพนักงานสามารถติดตามยึดได้ไม่ยาก(ฎีกาที่ ๖๕๕๐/๒๕๔๙, ๘๒๘/๒๕๕๐ และ ๔๙๔๑/๒๕๕๐) การแจ้งต�ำหนิรูปพรรณของผู้ค้ายาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงาน และมีการออกหมายจับไว้แต่ไม่ปรากฏว่าสามารถจับกุมบุคคลดังกล่าวมาด�ำเนินคดีได้ (ฎีกาที่ ๓๐๗๒/๒๕๕๓) ๑๒. ค�ำพิพากษาหรือค�ำสั่งของศาลอุทธรณ์ในคดีความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติดให้เป็นที่สุด ยกเว้นได้รับอนุญาตให้ฎีกา ความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด (ฎีกาที่๙๐๕๐/๒๕๕๓ (ประชุมใหญ่)) ผู้ประกันของดหรือลดค่าปรับในคดียาเสพติด เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด (ฎีกาที่๑๕๒๕๐/๒๕๕๗) การขอคืนของกลางในคดียาเสพติด เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด (ฎีกาที่ ๑๔๗๖๘/๒๕๕๘) จ�ำเลยยื่นค�ำร้องขอให้ศาลก�ำหนดโทษใหม่ในคดียาเสพติด เป็นคดีความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด (ฎีกาที่ ๘๖๔๐/๒๕๕๘) จ�ำเลยยื่นค�ำร้องขอให้ถอนการยึดที่ดินของจ�ำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ เพื่อช�ำระค่าปรับในคดียาเสพติดโดยอ้างว่าโจทก์ยังบังคับคดีไม่ได้เพราะจ�ำเลยได้รับ ประโยชน์จาก พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษฯ เป็นกรณีที่ขอให้ศาลไม่บังคับคดีตาม ค�ำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด (ฎีกาที่ ๗๕๔๖/๒๕๕๗) ข้อสังเกต ความผิดฐานละเมิดอ�ำนาจศาลในคดียาเสพติด ไม ่ถือว ่าเป็นคดีความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด (เทียบฎีกาที่ ๑๑๘/๒๕๕๐)
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 187 ๑๓. ความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา ๔๓ ทวิวรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้ผู้ขับขี่ เสพยาเสพติดให้โทษหรือเสพวัตถุออกฤทธิ์ตามที่อธิบดีก�ำหนดโดยประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่ออธิบดีกรมต�ำรวจออกข้อก�ำหนดไว้เฉพาะห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพ แอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน การที่จ�ำเลยเสพยาเสพติดให้โทษอื่นหรือเสพ วัตถุออกฤทธิ์จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา ๔๓ ทวิวรรคหนึ่ง, ๑๕๗/๑ วรรคสอง คงเป็นความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษหรือเสพวัตถุออกฤทธิ์ นั้นเท่านั้น (ฎีกาที่ ๑๓๙๔๗/๒๕๕๘ และ ๑๕๐๔๙/๒๕๕๘) พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา ๑๕๗/๑ วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่บังคับให้ ศาลต้องมีค�ำสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ เมื่อศาลพิพากษาลงโทษผู้ใด ตามกฎหมายมาตรานี้ โดยไม่จ�ำต้องมีค�ำขอของโจทก์แต่ต้องปรากฏว่าจ�ำเลยมี ใบอนุญาตขับขี่ด้วยเมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามฎีกาของจ�ำเลยและรายงานการสืบเสาะ และพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่าจ�ำเลยมีใบอนุญาตขับขี่ศาลฎีกาจึงมีอ�ำนาจสั่ง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจ�ำเลยได้(ฎีกาที่ ๖๖๓๘/๒๕๕๓ และ ๕๐๙๕/๒๕๖๐) ข้อสังเกต แม้ขณะเกิดเหตุใบอนุญาตขับขี่สิ้นอายุแล้ว ก็ยังคงขอต่อใบอนุญาตขับขี่ได้ ดังนั้น ศาลจึงพิพากษาให้เพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจ�ำเลยได้และแม้เป็น ใบอนุญาตขับขี่รถคนละประเภทหรือคนละชนิดก็เพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ของจ�ำเลยได้(ฎีกาที่ ๕๓๓๑/๒๕๖๓ (ประชุมใหญ่)) ๑๔. คดีที่ส่งส�ำนวนมาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตหรือจ�ำคุกตลอดชีวิต แม้จ�ำเลย อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยด้วยว ่าจ�ำเลยกระท�ำ ความผิดหรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดี ยาเสพติดฯ มาตรา ๑๖ (ฎีกาที่ ๒๙๓๑/๒๕๔๙)
188 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ๑๕. การรับฟังพยานบอกเล่าและพยานซัดทอด ศาลฎีกาน�ำพยานบอกเล ่าและพยานซัดทอดที่มีเหตุผลอันหนักแน ่นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗/๑ วรรคหนึ่ง มารับฟังลงโทษได้โดยไม่มีประจักษ์พยาน พยาน แวดล้อม หรือพยานประกอบอื่นในบางคดีเช่น ค�ำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๖๔๒ – ๒๖๔๓/๒๕๕๔, ๓๘๒๓/๒๕๕๔, ๖๘๔๗/๒๕๕๖, ๓๙๐๕/๒๕๕๘, ๘๙๕๙/๒๕๕๘, ๗๕๑๙/๒๕๖๑ และ ๘๕๗๓/๒๕๖๑ เป็นต้น ค�ำรับชั้นจับกุมของจ�ำเลยที่ ๑ น�ำมารับฟังลงโทษจ�ำเลยที่ ๒ ได้ไม่ต้องห้าม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคท้าย (ฎีกาที่ ๕๗๙๑/๒๕๕๕) ค�ำให้การชั้นสอบสวนที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๑ และ ๑๓๔/๔ วรรคท้าย สามารถน�ำมารับฟังลงโทษจ�ำเลยอื่นได้(ฎีกาที่ ๙๓๔๕/๒๕๕๘) ๑๖. เรื่องอื่น ๆ ๑๖.๑ โจทก์ต้องมีค�ำขอให้ลงโทษผู้กระท�ำความผิดหนักขึ้น บทบัญญัติตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระท�ำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา ๖, ๗ กรณีช่วยเหลือ สนับสนุน และพยายามกระท�ำ ความผิด(ปัจจุบันเป็น ป.ยาเสพติด มาตรา ๑๒๕, ๑๒๖) เป็นบทบัญญัติให้ผู้กระท�ำ ความผิดต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่า ป.อ. โจทก์จึงต้องมีค�ำขอมาท้ายฟ้องด้วย หาก โจทก์ไม่มีค�ำขอมา ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจ�ำเลยตามบทบัญญัติมาตรา ดังกล่าว (ฎีกาที่ ๙๔๗๔/๒๕๕๒, ๕๘๕๑/๒๕๕๙ และ ๘๕๘๙/๒๕๖๑) ผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ฯ (ฎีกาที่ ๓๗๘๙/๒๕๔๕) ผู้ช ่วยผู้ใหญ ่บ้านมีสถานะถือเป็นพนักงานส ่วนท้องถิ่น (ฎีกาที่ ๖๙๒๓/๒๕๔๖) สารวัตรก�ำนันมิได้เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย (ฎีกาที่ ๕๕๕๒/๒๕๔๖)
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 189 ลูกจ้างประจ�ำมิใช่พนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ (ฎีกาที่ ๖๗๘๒/๒๕๔๗ และ ๔๙๘๕/๒๕๔๙ ) ทหารกองประจ�ำการไม่เป็นข้าราชการ (ฎีกาที่ ๓๓๑๕/๒๕๔๗) ๑๖.๒ กรณีความผิดฐานสมคบ ผู้ที่สมคบกันกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและต้องถูกลงโทษ ตามที่กฎหมายก�ำหนดไว้ส�ำหรับความผิดนั้น ต้องเป็นการสมคบกันกระท�ำความผิด ที่เกี่ยวกับยาเสพติดในครั้งที่โจทก์ฟ้อง (ฎีกาที่ ๒๙๐๘/๒๕๕๕) ข้อสังเกต การสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต ่สองคนขึ้นไปเพื่อกระท�ำ ความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด แม้ยังไม่ถึงขั้นลงมือกระท�ำอันเป็นความผิดตาม ป. ยาเสพติด ก็เป็นความผิดตาม ป. ยาเสพติด มาตรา ๑๒๗ วรรคหนึ่ง แล้ว และ ถ้าได้มีการกระท�ำความผิดตามที่สมคบกันก็ต้องระวางโทษตามที่ก�ำหนดไว้ส�ำหรับ ความผิดนั้นตาม ป. ยาเสพติด มาตรา ๑๒๗ วรรคสอง โดยไม่ต้องปรับบทมาตรา ๑๒๗ วรรคหนึ่ง อีก เพราะถูกเกลื่อนกลืนไปแล้ว
190 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ส่วนที่ ๓ มาตรการตรวจสอบทรัพย์สิน ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ในการอุทธรณ์ค�ำพิพากษาหรือค�ำสั่งคดีริบทรัพย์สินหรือริบมูลค ่าของ ทรัพย์สินให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด โดยยื่นต ่อศาลชั้นต้น ในก�ำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านค�ำพิพากษาหรือค�ำสั่งนั้นให้คู่ความ ฝ่ายที่อุทธรณ์ฟังตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ข้อสังเกต หลักเกณฑ์การพิจารณาและมีค�ำพิพากษาหรือค�ำสั่งริบทรัพย์สินหรือริบมูลค่า ของทรัพย์สินให้เป็นไปตามภาค ๒ หมวด ๑ ส ่วนที่ ๓ กระบวนพิจารณาคดี ริบทรัพย์สินตาม ป. ยาเสพติด ที่กล่าวมาแล้ว
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 191 บทที่ ๑ ตัวอย่างค�ำพิพากษา ๑. การริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับ ยาเสพติด ค�ำพิพากษา คดีหมายเลขด�ำที่ /๒๕... คดีหมายเลขแดงที่ /๒๕... ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ศาลอุทธรณ์ วันที่ เดือน พุทธศักราช ๒๕... ความอาญา พนักงานอัยการจังหวัด .... ผู้ร้อง ระหว่าง { นาง ส. ผู้คัดค้าน เรื่อง ความผิดต่อประมวลกฎหมายยาเสพติด ผู้ร้อง อุทธรณ์ ค�ำสั่ง ศาลจังหวัด ... ลงวันที่ ... เดือน ... พุทธศักราช ๒๕ ... ศาลอุทธรณ์ รับวันที่ ... เดือน ... พุทธศักราช ๒๕ ... ผู้ร้องยื่นค�ำร้องว่า ผู้ร้องยื่นฟ้องนาย อ. เป็นจ�ำเลยในความผิดฐาน จ�ำหน่ายเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ซึ่งนาย อ. ให้การรับ สารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษคดีถึงที่สุดแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ... /๒๕ ... ของศาลชั้นต้น คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้ตรวจสอบทรัพย์สินของ นาย อ. แล้วมีค�ำวินิจฉัยว่ารถยนต์กระบะ ยี่ห้อ ... หมายเลขทะเบียน ... ของนาย อ.
192 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดจึงมีค�ำสั่ง ให้ยึดทรัพย์สินดังกล่าวขอให้มีค�ำสั่งริบรถยนต์กระบะยี่ห้อ... หมายเลขทะเบียน ... ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดตามประมวล กฎหมายยาเสพติด มาตรา ๗๗, ๗๙, ๘๑ ศาลชั้นต้นได้สั่งให้เลขาธิการ ป.ป.ส. มีหนังสือแจ้งผู้ซึ่งอาจอ้างเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านยื่นค�ำคัดค้านว่า รถยนต์กระบะยี่ห้อ... หมายเลขทะเบียน ... เป็นของผู้คัดค้าน แต่ผู้คัดค้านอายุมากและขับรถไม่ได้จึงใส่ชื่อจ�ำเลยซึ่งเป็นบุตร ถือกรรมสิทธิ์แทนในรายการจดทะเบียนรถผู้คัดค้านไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและ ไม่ทราบว่าจ�ำเลยมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ขอให้ยกค�ำร้องและคืนรถยนต์ ดังกล่าวแก่ผู้คัดค้าน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีค�ำสั่งยกค�ำร้อง ให้คืนรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ ... หมายเลขทะเบียน ... แก่ผู้คัดค้าน ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดตรวจส�ำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทาง ไต่สวนผู้ร้องน�ำสืบว่า เมื่อวันที่ ... เจ้าพนักงานต�ำรวจสถานีต�ำรวจภูธร ... จับกุม นาย อ. พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน ... เม็ด เป็นของกลาง กับยึดรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ ... หมายเลขทะเบียน ...ของนาย อ. ไว้ตรวจสอบตามส�ำเนาบันทึกการจับกุม และส�ำเนาบันทึกการยึดทรัพย์เอกสารหมาย ร. ... และ ร. ... ต่อมาผู้ร้องเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายอ. ในข้อหาจ�ำหน่ายเมทแอมเฟตามีน นายอ. ให้การรับสารภาพ ศาลมี ค�ำพิพากษาลงโทษคดีถึงที่สุดแล้วเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ... /๒๕ ... ของ ศาลชั้นต้น ตามส�ำเนาค�ำพิพากษาเอกสารหมาย ร. ... หลังเกิดเหตุเลขาธิการ ป.ป.ส. มีค�ำสั่งตั้งเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ตรวจสอบทรัพย์สินของนาย อ. ต่อมา คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินวินิจฉัยว่า รถยนต์กระบะดังกล่าวเป็นทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดของนาย อ. จึงมีค�ำสั่ง ยึดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ตามบันทึกพิจารณาการตรวจสอบทรัพย์สิน ส�ำเนาค�ำสั่ง และค�ำวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เอกสารหมาย ร. ... ถึง ร. ...
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 193 ผู้คัดค้านน�ำสืบว่า รถยนต์กระบะตามค�ำร้องเป็นของผู้คัดค้าน โดย ผู้คัดค้านขายที่ดินให้นายก. น้องผู้คัดค้านในราคา ๒๐๐,๐๐๐ บาท ตามส�ำเนาหนังสือ สัญญาขายที่ดิน เอกสารหมาย ร. ... แล้วน�ำเงินไปซื้อรถยนต์ดังกล่าวจากนาย ท. ผู้ใหญ่บ้าน แต่ผู้คัดค้านอายุมากและขับรถไม่ได้จึงโอนใส่ชื่อนาย อ. บุตรผู้คัดค้าน ถือกรรมสิทธิ์แทนในรายการจดทะเบียนรถ ไม่ใช่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการ กระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดของนาย อ. พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องได้ยื่นฟ้องนายอ. เป็นจ�ำเลยในความผิดฐานจ�ำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลชั้นต้น มีค�ำพิพากษาลงโทษนาย อ. คดีถึงที่สุดแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ... /๒๕ .. ของศาลชั้นต้น หลังเกิดเหตุ เลขาธิการ ป.ป.ส. มีค�ำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินของ นาย อ. แล้วมีค�ำสั่งให้ยึดรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ ... หมายเลขทะเบียน ... ของนาย อ. ไว้ชั่วคราว ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินดังกล่าว เป็นทรัพย์สินของนาย อ. ที่มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะ หรือความสามารถในการ ประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการ กระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดจึงมีค�ำสั่งให้ยึดทรัพย์สินดังกล่าว มีปัญหา ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า รถยนต์กระบะที่ศาลชั้นต้นมีค�ำสั่งไม่ริบนั้น เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ โดยผู้ร้องอุทธรณ์ว่า รถยนต์กระบะดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำ ความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดของนาย อ. มิใช่เป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้าน เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๗๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ให้ศาลไต่สวน ค�ำร้องที่พนักงานอัยการได้ยื่นต่อศาลตามมาตรา ๗๗ หากคดีมีมูลว่าเป็นทรัพย์สินที่ เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้น เว้นแต่บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ยื่นค�ำร้องขอคืนทรัพย์สินดังกล่าว ก่อนคดีถึงที่สุดและแสดงให้ศาลเห็นว่า (๑) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สิน นั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด หรือ...”ตามบท
194 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด บัญญัติดังกล่าวแสดงว่าบุคคลที่มีสิทธิยื่นค�ำร้องขอคืนทรัพย์สินตามมาตรานี้จะต้อง เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงจึงเป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านที่จะต้องน�ำสืบให้ได้ความ ดังกล่าวเสียก่อน แต่ในทางไต่สวนข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ ... หมายเลขทะเบียน ... ที่ผู้ร้องขอให้ริบในคดีนี้มีชื่อนาย อ. บุตรผู้คัดค้านเป็นผู้ถือ กรรมสิทธิ์ในรายการจดทะเบียนรถ แม้เอกสารดังกล่าวมิใช่เป็นหลักฐานที่แสดง กรรมสิทธิ์ในรถยนต์อย่างแท้จริงแต่ก็เป็นเอกสารที่ทางราชการท�ำขึ้นและเป็นเอกสาร มหาชนอย่างหนึ่งดังนั้น ย่อมรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายอ. เป็นเจ้าของรถยนต์กระบะ ตามที่ระบุไว้ในรายการจดทะเบียนรถ ที่ผู้คัดค้านน�ำสืบว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้ซื้อรถยนต์ กระบะดังกล่าวมาจากนาย ท. เมื่อประมาณเดือน ... ในราคา ๒๐๐,๐๐๐ บาท แล้วให้ นายอ.ถือกรรมสิทธิ์แทนนั้น เห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างเพียงลอยๆไม่มีหนังสือสัญญา ซื้อขายรถยนต์หรือพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้น่าเชื่อถือ อีกทั้งข้อที่ผู้คัดค้าน อ้างว่าน�ำเงินที่ได้จากการขายที่ดินให้แก่นายก. ๒๐๐,๐๐๐ บาท มาซื้อรถยนต์กระบะ ดังกล่าว ปรากฏว่าขัดแย้งกับหนังสือสัญญาขายที่ดินตามเอกสารหมายร. ...ซึ่งระบุ ว่าขายที่ดินเมื่อวันที่ ... อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ผู้คัดค้านอ้างว่าซื้อรถยนต์กระบะ ดังกล่าวมาแล้วถึงประมาณ ๑ ปีนอกจากนี้ตามเอกสารดังกล่าวระบุว่า ซื้อขาย ที่ดินกันเป็นเงินเพียง ๗๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นการขัดแย้งกับข้อน�ำสืบของผู้คัดค้าน ท�ำให้ไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับในชั้นตรวจสอบทรัพย์สิน นาย อ. ได้ให้ถ้อยค�ำต่อ เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ไว้ตามเอกสารหมาย ร. ... ว่า นาย อ. ได้น�ำรถยนต์กระบะ ดังกล่าวออกขับรับจ้างบรรทุกผลไม้ทั่วไป อันมีลักษณะเป็นการใช้สอยอย่างเจ้าของ เอง ยิ่งไปกว ่านั้นข้อเท็จจริงยังได้ความจากบันทึกการตรวจยึดทรัพย์สินตาม เอกสารหมาย ร. ... ว่าเจ้าพนักงานต�ำรวจยึดรถยนต์กระบะดังกล่าวมาจากความ ครอบครองของนาย อ. ยิ่งท�ำให้น ่าเชื่อว ่านาย อ. เป็นเจ้าของรถยนต์กระบะ ดังกล่าวเอง ข้อที่ผู้คัดค้านอ้างว่ามีอายุมากและขับรถยนต์ไม่เป็นจึงให้นาย อ. มีชื่อถือ กรรมสิทธิ์ในรายการจดทะเบียนรถแทนนั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวไม่ใช่เป็นเหตุ ขัดข้องในการที่ผู้คัดค้านจะถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะดังกล่าวเองแต่อย่างใด
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 195 จากพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านน�ำสืบมาจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของ รถยนต์กระบะดังกล่าว แต่มีเหตุผลน่าเชื่อว่าเป็นรถยนต์กระบะของนาย อ. ดังที่ ผู้ร้องน�ำสืบ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่านาย อ. ต้องค�ำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ ในความผิดฐานจ�ำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงเป็นหลักฐานว่านาย อ. เป็นผู้เกี่ยวข้อง หรือเคยเกี่ยวข้องกับการกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ซึ่งประมวล กฎหมายยาเสพติด มาตรา ๗๙ วรรคสองให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาเงินหรือทรัพย์สิน ที่ผู้นั้นมีอยู ่หรือได้มาเกินกว ่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือ กิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริตเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดร้ายแรง เกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อนาย อ. ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์ที่แท้จริงมิได้ยื่นค�ำร้องขอคืน เข้ามาในคดีและน�ำสืบให้ศาลเห็นว่ารถยนต์กระบะดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการ กระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเช่นนี้จึงต้องฟังว่ารถยนต์กระบะดังกล่าว เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดจริง ดังนั้น จึงต้องริบให้ตกเป็นของกองทุนป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดตาม ค�ำร้องที่ศาลชั้นต้นมีค�ำสั่งยกค�ำร้องและให้คืนรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ ... หมายเลข ทะเบียน ... แก่ผู้คัดค้านนั้น ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ ของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ริบรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ ... หมายเลขทะเบียน ... ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดตามประมวล กฎหมายยาเสพติด มาตรา ๗๙, ๘๑.
196 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ๒. การริบมูลค่าของทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดร้ายแรง เกี่ยวกับยาเสพติด ค�ำพิพากษา คดีหมายเลขด�ำที่ยส. /๒๕... คดีหมายเลขแดงที่ /๒๕... ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ศาลอุทธรณ์ วันที่ เดือน พุทธศักราช ๒๕... ความอาญา พนักงานอัยการจังหวัด ... ผู้ร้อง ระหว่าง { นางสาว ด. ผู้คัดค้าน เรื่อง ความผิดต่อประมวลกฎหมายยาเสพติด ผู้คัดค้าน อุทธรณ์ ค�ำสั่ง ศาลจังหวัด ... ลงวันที่ ... เดือน ... พุทธศักราช ... ศาลอุทธรณ์ รับวันที่ ... เดือน ... พุทธศักราช ... คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนาย พ. เป็นจ�ำเลยที่ ๑ และ ผู้คัดค้านเป็นจ�ำเลยที่ ๒ ต่อศาลชั้นต้น ในความผิดฐานร่วมกันจ�ำหน่ายเมทแอมเฟ ตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ... /๒๕ ... เลขาธิการ ป.ป.ส. มีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินของนาย พ. และผู้คัดค้านเป็น ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีค�ำสั่งให้ ตรวจสอบทรัพย์สินของนาย พ.และผู้คัดค้าน ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน วินิจฉัยว่า เงินฝากในบัญชีธนาคาร ... จ�ำกัด (มหาชน) สาขา ... เลขที่บัญชี... ชื่อ บัญชีนาย พ. และผู้คัดค้าน เคยมีการเคลื่อนไหวบัญชีในลักษณะที่ร�่ำรวยผิดปกติ โดยมีเงินหมุนเวียนในบัญชีดังกล่าวสูงถึง ๕,๙๘๐,๐๐๐ บาท แต่ปัจจุบันเงินฝากใน
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 197 บัญชีดังกล่าวถูกเบิกถอนไปจนไม่สามารถติดตามหรือตรวจสอบเงินในบัญชีดังกล่าว ได้ทั้งนาย พ.และผู้คัดค้านไม่สามารถแสดงพยานหลักฐานได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกตรวจ สอบดังกล่าวไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้มี ค�ำสั่งริบมูลค่าของเงินฝากในบัญชีธนาคาร ... จ�ำกัด (มหาชน) สาขา ... เลขที่บัญชี... ชื่อบัญชีนาย พ.และผู้คัดค้าน เป็นเงิน ๕,๙๘๐,๐๐๐ บาท และเนื่องจากไม่สามารถ ติดตามหรือตรวจสอบหาทรัพย์สินดังกล่าวได้จึงขอให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่น ของนาย พ. และผู้คัดค้าน โดยให้ทรัพย์สินที่ได้จากการบังคับคดีตกเป็นของกองทุน ป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๗๙, ๘๔, ๘๕, ๘๖ ศาลชั้นต้นได้สั่งให้เลขาธิการ ป.ป.ส. มีหนังสือแจ้งผู้ซึ่งอาจอ้างเป็น เจ้าของทรัพย์สินตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านยื่นค�ำคัดค้านว่า เงินฝากในบัญชีธนาคาร ... จ�ำกัด (มหาชน) สาขา ... เลขที่บัญชี... ชื่อบัญชีนาย พ. และผู้คัดค้าน เป็นทรัพย์สินที่นาย พ. และ ผู้คัดค้านได้รับมาทางมรดกเนื่องจากนาย ส. บิดานาย พ. ถึงแก่ความตาย ไม่ใช่ ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้ ยกค�ำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีค�ำสั่งให้ริบมูลค่าของเงินฝากในบัญชีธนาคาร ... จ�ำกัด (มหาชน) สาขา ... เลขที่บัญชี... ชื่อบัญชีนาย พ. และผู้คัดค้าน เป็นเงิน ๕,๙๘๐,๐๐๐ บาท และเป็นกรณีที่ไม่สามารถติดตามหรือตรวจสอบหาทรัพย์สินที่ เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดตามมูลค่าดังกล่าวได้ จึงให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของนาย พ. และผู้คัดค้าน แต่ต้องไม่เกินมูลค่า ของทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบ โดยให้ทรัพย์สินที่ได้จากการบังคับคดีตกเป็นของกองทุน ป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๗๙, ๘๔, ๘๕, ๘๖ ผู้คัดค้านอุทธรณ์
198 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดตรวจส�ำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหา ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า มูลค่าของเงินฝากในบัญชีธนาคาร ... จ�ำกัด (มหาชน)สาขา... เลขที่บัญชี...ชื่อบัญชีนาย พ.และผู้คัดค้าน เป็นเงิน ๕,๙๘๐,๐๐๐ บาท เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด อันต้องริบตามค�ำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม ่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว ่าผู้ร้อง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนาย พ. กับผู้คัดค้านเป็นจ�ำเลย ในความผิดฐานร่วมกันจ�ำหน่าย เมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตามคดีอาญาหมายเลขแดง ที่ ... /๒๕ ...ของศาลชั้นต้น จึงฟังได้เป็นยุติว่า นาย พ.และผู้คัดค้านเป็นผู้เกี่ยวข้อง กับการกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๗๙ วรรคสอง บัญญัติว่า “เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ถ้าปรากฏหลักฐานว่า จ�ำเลยหรือผู้ถูกตรวจสอบเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องกับการกระท�ำความผิด ร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาเงินหรือทรัพย์สิน ที่ผู้นั้นมีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะ หรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือ กิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริตเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดร้ายแรง เกี่ยวกับยาเสพติด” ซึ่งมาตรา ๘๔ วรรคสอง ให้น�ำความในมาตรา ๗๙ วรรคสอง มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม เมื่อข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านมิได้โต้เถียงกันรับฟัง ได้ว่า นาย พ. และผู้คัดค้านเป็นสามีภริยา ดังนี้ทรัพย์สินตามค�ำร้องจึงต้องด้วย ข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับ การกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ย่อมเป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านที่ต้อง น�ำสืบเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของผู้คัดค้านซึ่งมีอยู่หรือได้มาไม่เกินกว่า ฐานะ หรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต มิใช่ ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดศาลจึงจะไม่ริบ ทรัพย์สินนั้น ได้ความตามบันทึกถ้อยค�ำของนาย พ. และผู้คัดค้านที่ให้ไว้ในชั้น ตรวจสอบทรัพย์สิน เอกสารหมายร. ...ซึ่งในชั้นไต่สวน ผู้คัดค้านเบิกความตอบค�ำถาม ค้านของผู้ร้องยอมรับว่าผู้คัดค้านให้ถ้อยค�ำไว้ตามเอกสารดังกล่าวและลงลายมือชื่อ ไว้โดยสมัครใจว่า นาย พ. และผู้คัดค้านอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี๒๕๔๐
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 199 มีบุตรด้วยกัน ๒ คน ซึ่งแต่ละคนล้วนต่างก�ำลังศึกษาเล่าเรียน นาย พ. ประกอบ อาชีพเป็นกรรมกรอยู่ที่ท่าเรือคลองเตย ส่วนผู้คัดค้านท�ำงานรับจ้างเป็นแม่บ้าน อยู่ที่ท่าเรือคลองเตย มีรายได้ประมาณเดือนละ ๗,๐๐๐ บาท ซึ่งไม่มากนักต่อการ ด�ำรงชีพ แต่นาย พ.และผู้คัดค้านมีค่าใช้จ่ายรายเดือนจิปาถะได้แก่ค่าเช่าที่พักอาศัย ค่าน�้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าส่งเสียเลี้ยงดูบุตร ค่าหัวอาหารสุกร และค่าใช้จ่ายอื่น คิดค�ำนวณรวมกันแล้วเป็นจ�ำนวนไม่ต�่ำกว่าเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่งนับเป็นจ�ำนวน ไม่น้อยส่วนที่ผู้คัดค้านน�ำสืบอ้างว่าเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าว นาย พ.และผู้คัดค้าน ได้รับทางมรดกเนื่องจากนาย ส. บิดานาย พ. ถึงแก่ความตายนั้น ก็ไม่ปรากฏพยาน หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่านายส.ถึงแก่ความตาย หรือได้ท�ำพินัยกรรม หรือหลักฐาน ที่แสดงให้เห็นว่ามีการได้รับทรัพย์มรดกจริงตามที่ผู้คัดค้านอ้าง นอกจากนั้น ผู้คัดค้าน ยังไม่สามารถน�ำสืบให้เห็นได้ว่าเพราะเหตุใดจึงมีเงินหมุนเวียนในบัญชีเงินฝากดังกล่าว เป็นจ�ำนวนมาก และมีการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวไปใช้ในกิจการใด ซึ่งผู้คัดค้านไม่เคยให้ถ้อยค�ำเกี่ยวกับรายได้ดังกล่าวในชั้นตรวจสอบทรัพย์สิน ดังนี้ ผู้คัดค้านจึงด�ำรงชีพเป็นปกติโดยอาศัยรายได้หลักจากการท�ำงานรับจ้างเป็นแม่บ้าน เท่านั้น เชื่อว่า รายได้รวมกันในแต่ละเดือนของนาย พ. และผู้คัดค้านคงเพียงพอ ส�ำหรับค่าใช้จ่ายที่ส�ำคัญและจ�ำเป็นในครอบครัวเท่านั้น ไม่น่าเชื่อว่านาย พ. และ ผู้คัดค้านได้รับเงินมรดกจากนายส. บิดานาย พ.ตลอดจนจะมีเงินเหลือเก็บจากการ ประกอบอาชีพเป็นจ�ำนวนมากถึง ๕,๙๘๐,๐๐๐ บาท เงินฝากในบัญชีเงินฝากดังกล่าว จึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านมีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะ หรือความสามารถในการ ประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็น ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อไม ่ สามารถติดตามหรือตรวจสอบหาทรัพย์สินดังกล่าวได้ที่ศาลชั้นต้นมีค�ำสั่งให้ริบ มูลค่าของทรัพย์สินดังกล่าวและให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของนาย พ. และ ผู้คัดค้านนั้น ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้าน ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน.
200 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด บทที่ ๒ แนวค�ำพิพากษาศาลฎีกาที่ส�ำคัญ ๑. หน้าที่น�ำสืบ ค�ำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๐๘๙/๒๕๔๔, ๖๔๙๓/๒๕๔๔ และ ๓๖๐๕/๒๕๕๐ เมื่อผู้คัดค้านถูกฟ้องเป็นจ�ำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อ จ�ำหน่าย จึงถือได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มาก่อน ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ผู้ร้องขอให้ริบย ่อมต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม มาตรา ๒๙ วรรคสอง (ป. ยาเสพติด มาตรา ๗๙ วรรคสอง) ผู้คัดค้านจึงมีภาระการ พิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวว่า ทรัพย์สินของผู้คัดค้านนั้นไม่ได้ เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือได้ทรัพย์สินมาโดยสุจริต ๒. การพิจารณาโดยเปิดเผยต่อหน้าจ�ำเลย ค�ำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๗๑๗/๒๕๔๘ การไต่สวนค�ำร้องขอให้ริบทรัพย์สิน ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มิใช่ การพิจารณาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลไม ่ต้องอ ่านและอธิบายค�ำร้อง ให้จ�ำเลยฟัง จึงไม่ต้องพิจารณาโดยเปิดเผยต่อหน้าจ�ำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ๓. การสอบถามและตั้งทนายความ ค�ำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๖๑๗/๒๕๔๓ คดีค�ำร้องขอให้ริบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มิใช ่ คดีที่ศาลจะต้องมีค�ำพิพากษาลงโทษประหารชีวิตหรือจ�ำคุกจ�ำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๓ จึงไม่อยู่ในบังคับที่ศาลจะต้องสอบถามและตั้งทนายความให้ก่อน เริ่มพิจารณา
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 201 ๔. กรณีไม่เป็นฟ้องซ�้ำ ค�ำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๘๑๔/๒๕๔๘ คดีอาญาขอให้ริบเงินสดของกลาง จ�ำนวน ๑๑๖,๖๐๐ บาท ตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ ซึ่งศาล มีค�ำพิพากษาถึงที่สุดไม่ริบ พนักงานอัยการจึงยื่นค�ำร้องว่าเงินสดจ�ำนวนดังกล่าว เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ให้ริบ เงินสดตกเป็นของกองทุนฯ ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระท�ำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติดฯ ไม่เป็นการฟ้องซ�้ำหรือร้องซ�้ำกัน
202 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด หมวด ๒ การปล่อยชั่วคราวและปรับผู้ประกัน ส่วนที่ ๑ การปล่อยชั่วคราว คดียาเสพติดที่ฟ้องหลังบังคับใช้ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดมีอ�ำนาจพิจารณาอุทธรณ์ค�ำสั่งขอปล่อยชั่วคราวของ ศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักรด้วย ส่วนคดีที่ฟ้องก่อนบังคับใช้พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดี ยาเสพติดฯ ศาลอุทธรณ์มีอ�ำนาจพิจารณาอุทธรณ์ค�ำสั่งขอปล่อยชั่วคราวเฉพาะคดี ของศาลชั้นต้นในกรุงเทพมหานคร ข้อสังเกต ๑. ก่อนมีค�ำสั่งอนุญาตปล่อยชั่วคราวต้องตรวจค�ำร้องหรือค�ำฟ้องส�ำหรับ คดีที่มีอัตราโทษจ�ำคุกอย่างสูงเกิน ๑๐ ปีว่า มีการสอบถามพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือโจทก์คัดค้านประการใดหรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๐๙ หาก ไม่ปรากฏ ให้จดรายงานกระบวนพิจารณาตามแบบที่ก�ำหนดไว้แต่กรณีมีค�ำสั่ง ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ไม่จ�ำต้องจดรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าว ๒. การยื่นอุทธรณ์ค�ำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๑๙ ทวิไม ่อยู ่ในบังคับระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๘ (คร. ๒๘๐๑/๒๕๔๔) ๓. ค�ำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแล้ว ผู้ร้องไม่มีสิทธิที่จะ อุทธรณ์ค�ำสั่งศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๑๙ ทวิส่วนที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ ปล่อยชั่วคราวโดยมีหลักประกันอย่างไรนั้น เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้น ผู้ร้องไม่มีสิทธิ อุทธรณ์ดุลพินิจของศาลชั้นต้นดังกล่าวได้ต้องสั่งยกค�ำร้อง (คร. ๕๑๙/๒๕๒๙)
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 203 บทที่ ๑ กรณีมีค�ำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ๑. คดีผู้ต้องหาหรือจ�ำเลยให้การรับสารภาพ “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ แต่พฤติการณ์ ตามค�ำร้องขอฝากขังยังไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับผู้ต้องหามีอาชีพและที่อยู่อาศัย เป็นหลักแหล่ง ทั้งหลักประกันเป็นโฉนดที่ดินจึงน่าเชื่อถือ ไม่มีเหตุสงสัยว่าผู้ต้องหา น่าจะหลบหนีอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวน ตีราคาค่าประกัน ... บาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วด�ำเนินการต่อไป” “พิเคราะห์แล้ว คดีนี้แม้จ�ำเลยให้การรับสารภาพ แต่เป็นความผิดที่ไม่ ร้ายแรงและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจ�ำคุกเพียง ... ปีประกอบกับจ�ำเลยเคย ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นพิจารณาและไม่มีพฤติการณ์หลบหนีจึงอนุญาต ให้ปล่อยจ�ำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ตีราคาค่าประกัน ... บาท ให้ศาลชั้นต้น พิจารณาหลักประกันแล้วด�ำเนินการต่อไป” ๒. คดีผู้ต้องหาหรือจ�ำเลยให้การปฏิเสธ “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เจ้าพนักงานยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางจ�ำนวน ไม่มากนักผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดมา ประกอบกับผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และมีอาชีพที่มั่นคง หากได้รับการปล่อยชั่วคราวเชื่อว่าผู้ต้องหาจะไม่หลบหนี จึงอนุญาตให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวในระหว่างสอบสวนตีราคาค่าประกัน ... บาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วด�ำเนินการต่อไป” “พิเคราะห์แล้วเห็นว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้มีจ�ำนวนไม่มากนัก จ�ำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีตลอดมาและไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจ�ำเลยจะหลบหนี ประกอบกับจ�ำเลยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและมีอาชีพที่มั่นคง จึงอนุญาตให้ปล่อย
204 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด จ�ำเลยชั่วคราวในระหว่างพิจารณา ตีราคาค่าประกัน ... บาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณา หลักประกันแล้วด�ำเนินการต่อไป” ๓. คดีผู้ต้องหาหรือจ�ำเลยเป็นชาวต่างประเทศ “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เจ้าพนักงานยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางจ�ำนวน ไม่มากนัก ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดมา ประกอบกับไม่ปรากฏพฤติการณ์ในการ หลบหนีจึงอนุญาตให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวในระหว่างสอบสวน ตีราคาค่าประกัน ... บาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วด�ำเนินการต่อไป ห้ามผู้ต้องหา เดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ให้ผู้ต้องหา น�ำหนังสือเดินทางมาวางต่อศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นแจ้งส�ำนักงานตรวจคน เข้าเมืองโดยเร็ว” “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีประกอบจ�ำนวน ของกลางแล้ว หากผู้ต้องหายินยอมส่งมอบหนังสือเดินทางมาวางไว้ต่อศาลชั้นต้น อนุญาตให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวในระหว่างสอบสวน ตีราคาค่าประกัน ... บาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันและหลักประกันเพิ่มแล้วด�ำเนินการต่อไป ห้าม ผู้ต้องหาเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นแจ้งส�ำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโดยเร็ว” หมายเหตุ กรณีศาลชั้นต้นเคยอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณาต่อมาศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษ จ�ำเลยยื่นค�ำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ศาลชั้นต้นส่งให้ ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง กรณีนี้สั่งอนุญาตโดยไม่ต้องให้เหตุผลประกอบก็ได้เช่น สั่งว ่า “อนุญาตให้ปล่อยจ�ำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ตีราคาค่าประกัน สามแสนบาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วด�ำเนินการต่อไป” ส�ำหรับการตีราคาค่าประกันให้ใช้ตัวหนังสือไม่ควรใช้เป็นตัวเลขเพราะอาจ มีการเพิ่มเติมได้โดยง่าย
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 205 บทที่ ๒ กรณีมีค�ำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ๑. คดีผู้ต้องหาหรือจ�ำเลยให้การรับสารภาพ “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เจ้าพนักงานยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางได้เป็น จ�ำนวนมากและผู้ต้องหาให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน ไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหามีที่อยู่ เป็นหลักแหล่งหรือมีอาชีพการงานที่มั่นคง หากได้รับการปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควร เชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวในระหว่างสอบสวน ยกค�ำร้อง ให้ศาลชั้นต้นแจ้งเหตุผลการไม่อนุญาตให้ผู้ต้องหาและผู้ยื่นค�ำร้องขอ ปล่อยชั่วคราวทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว” “พิเคราะห์แล้วเห็นว่าคดีนี้จ�ำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ จ�ำคุก.. ปีทั้งปรากฏว่าจ�ำเลยเคยกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษจนถูกจ�ำคุก มาแล้วกลับมากระท�ำความผิดขึ้นอีก และศาลชั้นต้นพิพากษาเพิ่มโทษจ�ำเลยในคดีนี้ ตามพฤติการณ์มีเหตุให้น่าเชื่อว่า หากได้รับการปล่อยชั่วคราวจ�ำเลยจะหลบหนีจึงไม่ อนุญาตให้ปล่อยจ�ำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ยกค�ำร้อง ให้ศาลชั้นต้นแจ้งเหตุผล การไม่อนุญาตให้จ�ำเลยและผู้ยื่นค�ำร้องขอปล่อยชั่วคราวทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว” ๒. คดีผู้ต้องหาหรือจ�ำเลยให้การปฏิเสธ “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้มีจ�ำนวนมาก ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ปรากฏตามค�ำร้องขอฝากขังเป็นเรื่องร้ายแรง หากได้รับการ ปล่อยชั่วคราวน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่าง สอบสวน ค�ำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว ให้ยกค�ำร้อง และให้ศาลชั้นต้นแจ้งเหตุผลการ ไม่อนุญาตให้จ�ำเลยและผู้ยื่นค�ำร้องขอปล่อยชั่วคราวทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว” “พิเคราะห์แล้วเห็นว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางค่อนข้างมากตามพฤติการณ์ แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง หากได้รับการปล่อยชั่วคราวน่าเชื่อว่าจ�ำเลยจะหลบหนี
206 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ประกอบกับศาลอุทธรณ์เคยมีค�ำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมาแล้ว ทั้งไม่ปรากฏ เหตุใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงค�ำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจ�ำเลยชั่วคราวในระหว่าง พิจารณาของศาลชั้นต้น ค�ำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว ให้ยกค�ำร้อง และให้ศาลชั้นต้น แจ้งเหตุผลการไม่อนุญาตให้จ�ำเลยและผู้ยื่นค�ำร้องขอปล่อยชั่วคราวทราบเป็นหนังสือ โดยเร็ว”
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 207 ส่วนที่ ๒ การปรับผู้ประกัน บทที่ ๑ คดีที่ฟ้องก่อนบังคับใช้ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ ๑. กรณีผิดสัญญาประกัน ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกัน โดยถือปฏิบัติ เช่นเดียวกับการสั่งปรับผู้ประกันในคดีอาญาทั่วไป ๒. การอุทธรณ์ค�ำสั่งของศาลชั้นต้น มีหลักพิจารณาดังนี้ กรณีศาลชั้นต้นมีค�ำสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกันเพราะผิดสัญญา และจ�ำเลยหรือผู้ประกันอุทธรณ์ค�ำสั่งศาลชั้นต้น หากศาลอุทธรณ์มีอ�ำนาจพิจารณา คดียาเสพติดนั้น ศาลอุทธรณ์ก็มีอ�ำนาจพิจารณาคดีปรับผู้ประกันด้วย หากศาล อุทธรณ์ภาคมีอ�ำนาจพิจารณาคดียาเสพติดนั้น ศาลอุทธรณ์ภาคนั้นก็มีอ�ำนาจ พิจารณาคดีปรับผู้ประกันด้วย โดยหาจ�ำต้องพิจารณาว่ามีการท�ำสัญญาประกัน เมื่อใด ก่อนหรือหลังวันบังคับใช้พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ
208 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด บทที่ ๒ คดีที่ฟ้องหลังบังคับใช้ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ ๑. กรณีผิดสัญญาประกัน ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกัน โดยถือปฏิบัติ เช่นเดียวกับการสั่งปรับผู้ประกันในคดีอาญาทั่วไป ๒. การอุทธรณ์ค�ำสั่งของศาลชั้นต้น มีหลักพิจารณาดังนี้ กรณีศาลชั้นต้นมีค�ำสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกันเพราะผิดสัญญา และจ�ำเลยหรือผู้ประกันอุทธรณ์ค�ำสั่งศาลชั้นต้น เนื่องจากศาลอุทธรณ์แผนกคดี ยาเสพติดมีอ�ำนาจพิจารณาคดียาเสพติดนั้น ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดจึงมี อ�ำนาจพิจารณาคดีปรับผู้ประกันด้วย โดยศาลอุทธรณ์ภาคไม่มีอ�ำนาจพิจารณาคดี ปรับผู้ประกัน ข้อสังเกต ๑. ผู้ประกันหรือพนักงานอัยการมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ค�ำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่ง ปรับผู้ประกันหรือลดค่าปรับแก่ผู้ประกันได้โดยยื่นอุทธรณ์ภายใน ๑ เดือน นับแต่วัน ทราบค�ำสั่ง การอุทธรณ์ไม ่ต้องเสียค ่าธรรมเนียมและไม ่ต้องห้ามเรื่องทุนทรัพย์ (คร. ๑๑๗/๒๔๙๓) ๒. ค�ำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๑๙ ๓. การที่ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกัน แม้จะเป็นการผิดสัญญาชั้นอุทธรณ์ หรือชั้นฎีกาผู้ประกันต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์เสมอจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยตรงไม่ได้(คร. ๔๙/๒๔๙๙)
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 209 หมวด ๓ รายงานกระบวนพิจารณาที่ส�ำคัญ ส่วนที่ ๑ การสืบเสาะและพินิจจ�ำเลย “ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดตรวจส�ำนวนแล้ว เห็นสมควรให้มี การสืบเสาะและพินิจจ�ำเลยก่อนมีค�ำพิพากษาตามพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๓๐ (และประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๖๕ ในกรณี ความผิดฐานเสพยาเสพติดและฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดเพื่อเสพ) จึงส่ง ส�ำนวนไปยังศาลชั้นต้น เพื่อด�ำเนินการแจ้งค�ำสั่งศาลอุทธรณ์ให้พนักงานคุมประพฤติ สืบเสาะและพินิจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจ�ำเลย แล้วท�ำรายงานพร้อมความเห็นเสนอ ต่อศาลชั้นต้นภายในก�ำหนดเวลาตามกฎหมาย และให้ศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการ สืบเสาะและพินิจให้จ�ำเลยทราบ หากจ�ำเลยคัดค้านให้ศาลชั้นต้นด�ำเนินการตามนัย มาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวก่อน เสร็จแล้วให้ส่งส�ำนวนพร้อมรายงาน การสืบเสาะและพินิจคืนศาลอุทธรณ์เพื่อด�ำเนินการต่อไป ในชั้นนี้ให้จ�ำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์”
210 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ส่วนที่ ๒ คดีไม่อยู่ในอ�ำนาจพิจารณา ของศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด คดีไม่อยู่ในอ�ำนาจพิจารณาของศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด มีดังนี้ ๑. คดีที่ยื่นฟ้องในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดยังศาลชั้นต้นนอกเขตอ�ำนาจ ของศาลอุทธรณ์และยื่นฟ้องก่อนวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นวันก่อนที่ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มีผลใช้บังคับ รวมทั้งกรณีฟ้องจ�ำเลยหลายคนก่อนที่พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มีผลใช้บังคับ จ�ำเลยบางคนให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นให้ โจทก์แยกฟ้องจ�ำเลยที่ให้การปฏิเสธเป็นคดีใหม่ และโจทก์ได้ฟ้องจ�ำเลยที่ให้การ ปฏิเสธเป็นคดีใหม่หลัง พ.ร.บ. ดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว หรือ ๒. คดีที่ยื่นฟ้องในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและความผิดอื่นยังศาลชั้นต้น นอกเขตอ�ำนาจของศาลอุทธรณ์แต่มีการอุทธรณ์เฉพาะความผิดอื่น คดีทั้งสองประเภทดังกล่าว หากมีการอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ที่มีอ�ำนาจพิจารณา คือศาลอุทธรณ์ภาคที่มีเขตอ�ำนาจ หากคดีมีการส่งไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อความรวดเร็ว จึงให้ส่งส�ำนวนต่อไปให้ศาลอุทธรณ์ภาคตามเขตอ�ำนาจพิจารณา โดยจดรายงาน กระบวนพิจารณาแจ้งให้ศาลชั้นต้นทราบ ดังนี้ ตัวอย่างที่ ๑ “ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดตรวจส�ำนวนแล้ว คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจ�ำเลย เมื่อวันที่ ...ก่อนพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มีผลใช้บังคับ ต้องถือว่า คดีนี้ค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้ บังคับ จึงต้องบังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๒๔ คดีนี้จึงอยู่ในอ�ำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ... ให้ส่ง ส�ำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค ... แจ้งศาลชั้นต้นทราบ
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 211 ให้จ�ำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์” ตัวอย่างที่ ๒ “ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดตรวจส�ำนวนแล้วคดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องจ�ำเลย นี้เป็นจ�ำเลยที่ ... ในคดีอาญาหมายเลขด�ำที่ ... ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ ... ก่อน พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มีผลใช้บังคับ จ�ำเลยนี้ให้การ ปฏิเสธศาลชั้นต้นมีค�ำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่โจทก์ฟ้องจ�ำเลยนี้เมื่อวันที่ ... หลังจากพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มีผลใช้บังคับแล้ว ต้องถือว่า คดีนี้ค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้ บังคับ จึงต้องบังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๒๔ คดีนี้จึงอยู่ในอ�ำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ... ให้ส่ง ส�ำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค ... แจ้งศาลชั้นต้นทราบ ให้จ�ำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์” ตัวอย่างที่ ๓ “ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดตรวจส�ำนวนแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จ�ำเลย กระท�ำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ฐานมีอาวุธปืนไว้ใน ครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียน ไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้จ�ำเลยไม่ได้อุทธรณ์ค�ำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วน โจทก์อุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออก ใบอนุญาตให้ได้โดยไม่ได้อุทธรณ์ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วย ศาลอุทธรณ์ แผนกคดียาเสพติดไม่มีอ�ำนาจพิจารณาพิพากษาในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืน ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ซึ่งเป็นความผิดอื่นตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ คดีนี้จึงอยู่ในอ�ำนาจ พิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ... ให้ส่งส�ำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค ... แจ้งศาลชั้นต้นทราบ ให้จ�ำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์”
212 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ส่วนที่ ๓ การไต่สวนถึงวันพ้นโทษ “ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดตรวจส�ำนวนแล้ว คดีนี้โจทก์บรรยาย ฟ้องว่า จ�ำเลยเคยต้องค�ำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจ�ำคุก ... ปีเมื่อวันที่ ... แต่โจทก์ ไม่ได้ระบุวันพ้นโทษไว้ทั้งข้อเท็จจริงในส�ำนวนไม่ชัดเจนพอที่จะน�ำมาวินิจฉัยในการ เพิ่มโทษจ�ำเลยได้หรือไม่ เนื่องจากจ�ำเลยอ้างว่าได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติ ล้างมลทินฯ กรณีมีเหตุสมควรที่จะต้องไต่สวนข้อเท็จจริงก่อน จึงให้ส่งส�ำนวนไปยัง ศาลชั้นต้นท�ำการไต่สวนข้อเท็จจริงดังกล่าว แล้วรายงานศาลอุทธรณ์เพื่อด�ำเนินการ ต่อไปโดยเร็ว ในชั้นนี้ให้จ�ำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์”
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 213 ส่วนที่ ๔ กรณีอุทธรณ์ไม่ลงลายมือชื่อผู้เรียงหรือผู้พิมพ์ “ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดตรวจส�ำนวนแล้ว คดีนี้จ�ำเลยอุทธรณ์ ค�ำพิพากษาศาลชั้นต้น จ�ำเลยลงลายมือชื่อในฐานะผู้อุทธรณ์แต่ไม่ปรากฏลายมือชื่อ ผู้เรียงและผู้เขียนหรือผู้พิมพ์อันเป็นข้อบกพร่องที่ควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องก่อนอ่าน ค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังนั้น ก ่อนอ ่านค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู ่ความฟัง ให้ศาลชั้นต้น ด�ำเนินการให้จ�ำเลยแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว แล้วจึงอ่านค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไปได้หากจ�ำเลยไม่ด�ำเนินการให้ศาลชั้นต้นส่งส�ำนวนพร้อมค�ำพิพากษาดังกล่าวคืน ศาลอุทธรณ์เพื่อด�ำเนินการต่อไป”
214 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ส่วนที่ ๕ การสอบถามพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือโจทก์เกี่ยวกับการขอปล่อยชั่วคราว “ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดตรวจส�ำนวนแล้ว คดีนี้ผู้ต้องหา/จ�ำเลย ต้องหา/ถูกฟ้องในความผิดข้อหาร่วมกันจ�ำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวล กฎหมายยาเสพติด มาตรา ๙๐, ๑๔๕ วรรคหนึ่ง ซึ่งมีอัตราโทษจ�ำคุกอย่างสูงเกิน ๑๐ ปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๐๙ บัญญัติว่า ถ้ามี ค�ำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวน/ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลต้องถามพนักงานสอบสวน/พนักงานอัยการ/โจทก์ว่าจะคัดค้านประการใด หรือไม่ ถ้าไม่อาจถามได้โดยมีเหตุอันควรศาลจะงดการถามเสียก็ได้แต่ต้องบันทึก เหตุนั้นไว้แต่ไม่ปรากฏว่ามีการถามดังกล่าว จึงให้ศาลชั้นต้นเรียกพนักงานสอบสวน/พนักงานอัยการ/โจทก์มาถามว่า จะคัดค้านประการใดหรือไม่เสร็จแล้วให้รีบส่งศาลอุทธรณ์เพื่อด�ำเนินการต่อไป”
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 215 หมวด ๔ แนวปฏิบัติตามมติที่ประชุม ของศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด ๑. การบรรยายฟ้องความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ ตามค�ำฟ้องไม่ได้บรรยายว่า จ�ำเลยขับรถไปตามถนนหรือจากที่ใดไปที่ใด แม้จะปรากฏในค�ำร้องฝากขังว่าจ�ำเลยขับรถไปตามทางสาธารณะ ก็น�ำมาประกอบ ค�ำฟ้องไม่ได้ถือว่าการกระท�ำของจ�ำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานเสพยาเสพติด ขณะขับรถตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แม้จ�ำเลยให้การรับสารภาพก็ต้องยกฟ้องเฉพาะข้อหาตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวและ สั่งให้พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ไม่ได้ ๒. การบรรยายฟ้องความผิดตาม พ.ร.บ. การขนส่งทางบกฯ กรณีบรรยายฟ้องว่า จ�ำเลยเสพยาเสพติดในขณะขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นผู้ประจ�ำรถต้องมีค�ำขอท้ายฟ้องตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ มาตรา ๙๓, ๑๕๑ กรณีความผิดฐานขับรถบรรทุกโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. รถยนต์ฯ มาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง, ๖๔ และเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ มาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง, ๑๕๑ วรรคหนึ่ง ลงโทษตามมาตรา ๑๕๑ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็น บทหนัก ส่วนความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนและฐานปฏิบัติหน้าที่เป็น ผู้ประจ�ำรถเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การขนส่งทางบกฯ มาตรา ๑๐๒ (๓) ทวิ, ๑๒๗ ทวิวรรคสอง, ๑๕๑ วรรคสองและ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา ๔๓ ทวิวรรคหนึ่ง, ๑๕๗/๑ วรรคสอง ป. ยาเสพติด มาตรา ๑๐๔, ๑๖๒ ลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา ๑๕๗/๑ วรรคสอง ประกอบ ป.ยาเสพติด มาตรา ๑๖๒
216 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ๓. การคุมความประพฤติของจ�ำเลย กรณีศาลชั้นต้นรอการลงโทษโดยไม่คุมความประพฤติของจ�ำเลย หากเห็นว่า ควรรอการลงโทษตามค�ำพิพากษาศาลชั้นต้น อาจพิพากษาแก้โดยเพิ่มการคุมความ ประพฤติของจ�ำเลยตามหลักเกณฑ์ที่ก�ำหนดเพิ่มเติมก็ได้ ข้อสังเกต กรณีจ�ำเลยเป็นชาวต่างประเทศ อาจไม่ต้องคุมความประพฤติก็ได้ ๔. กรณีกักขังแทนค่าปรับ กรณีศาลชั้นต้นลงโทษปรับไม่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท และก�ำหนดระยะเวลา กักขังแทนค่าปรับเกิน ๑ ปีแต่ไม่เกิน ๒ ปีให้แก้เป็นกักขังแทนค่าปรับไม่เกิน ๑ ปี กรณีศาลชั้นต้นไม ่ระบุระยะเวลากักขังแทนค ่าปรับไว้ให้ระบุระยะเวลา กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน ๑ ปีไม่ว่าศาลชั้นต้นจะลงโทษปรับถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท หรือไม่ก็ตาม โดยพิพากษายืน กรณีศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดวางโทษใหม ่โดยลงโทษปรับตั้งแต ่ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้ก�ำหนดระยะเวลากักขังแทนค่าปรับเกิน ๑ ปีแต่ไม่เกิน ๒ ปี ๕. การพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ การบรรยายฟ้องเกี่ยวกับการได้รับใบอนุญาตขับขี่ของจ�ำเลย แม้ไม่บรรยาย ถึงรายละเอียดของหมายเลขใบอนุญาตขับขี่หรือนายทะเบียนที่ออกใบอนุญาตขับขี่ ก็ไม่ถือว่าเป็นค�ำฟ้องเคลือบคลุมในส่วนนี้ การพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ให้พักใช้มีก�ำหนด ๖ เดือน หากศาลชั้นต้นพักใช้ ใบอนุญาตขับขี่เกินจากนี้และมีเหตุผล จะไม่แก้ไขก็ได้ การพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ให้พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ได้ทุกประเภทที่ปรากฏในค�ำฟ้อง โดยไม่ค�ำนึงว่าจะเป็นประเภทเดียวกับรถที่จ�ำเลย ขับตามฟ้องหรือไม่
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 217 แม้ใบอนุญาตขับขี่สิ้นอายุ ก็ยังต้องสั่งให้พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ของจ�ำเลยได้ทุกประเภทที่ปรากฏในค�ำฟ้อง โดยไม่ค�ำนึงว่าจะเป็นประเภทเดียวกับ รถที่จ�ำเลยขับตามฟ้องหรือไม่ด้วยเช่นกัน ๖. การย้อนส�ำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ คดีที่จ�ำเลยให้การรับสารภาพ แม้ผู้พิพากษาลงชื่อในบันทึกสอบค�ำให้การ จ�ำเลยและรายงานกระบวนพิจารณาคนเดียว หรือผู้พิพากษาลงชื่อในบันทึกสอบ ค�ำให้การจ�ำเลยและรายงานกระบวนพิจารณาคนหนึ่งเป็นคนละคนกับผู้พิพากษา ที่ลงชื่อในค�ำพิพากษา โดยคู่ความไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้ง ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด ไม่ต้องย้อนส�ำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ๗. กรณีก�ำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา ๓ คดีที่ศาลมีค�ำพิพากษาถึงที่สุดโดยน�ำเหตุที่เคยกระท�ำความผิดในคดีก่อน มาเพิ่มโทษด้วย ต่อมาภายหลังมีพ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา พ.ศ. ๒๕๕๐ มีผล ใช้บังคับ จ�ำเลยจะยื่นค�ำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขค�ำพิพากษาในส่วนที่เพิ่มโทษเป็น ไม่เพิ่มโทษในคดีดังกล่าวโดยอ้างว่าคดีที่น�ำมาเป็นเหตุเพิ่มโทษได้รับการล้างมลทิน แล้วไม่ได้เนื่องจากไม่ได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา พ.ศ. ๒๕๕๐ ทั้งกรณีไม่ต้องด้วย ป.อ. มาตรา ๓ (๑) ๘. กรณีเพิ่มโทษ ฟ้องโจทก์บรรยายถึงหลักเกณฑ์การเพิ่มโทษโดยมีค�ำขอให้เพิ่มโทษจ�ำเลย อยู ่ในค�ำฟ้องแล้ว แม้ไม่ได้อ้าง ป.อ. มาตรา ๙๒ และไม ่ได้มีค�ำขอท้ายฟ้องให้ เพิ่มโทษ แต่เมื่อจ�ำเลยให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจ�ำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็น เหตุให้เพิ่มโทษตามฟ้อง จึงเพิ่มโทษจ�ำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๙๒ ได้
218 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ๙. แม้เพิ่มโทษจ�ำเลย แต่ก็ใช้ดุลพินิจเพื่อรอการลงโทษจ�ำเลยได้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจ�ำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพ และเพิ่มโทษจ�ำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๙๒ จ�ำเลยให้การรับสารภาพและ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจ�ำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จ�ำเลยมีความผิดตามฟ้องให้ลงโทษจ�ำคุก ๓ เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๙๒ เป็นจ�ำคุก ๔ เดือน รับลดกึ่ง คงจ�ำคุก ๒ เดือน และไม่รอการลงโทษ จ�ำเลย อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ หากศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดเห็นว่ามีเหตุสมควร รอการลงโทษ ก็ให้ก�ำหนดโทษตามบัญชีมาตรฐานโทษและเพิ่มโทษไปตามฟ้องก่อน เสร็จแล้วจึงพิจารณาในเรื่องหลักเกณฑ์การรอการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ ๑๐. การเพิ่มโทษจ�ำคุก และรวมโทษจ�ำคุก จะเกินกว่า ๕๐ ปี ไม่ได้ การเพิ่มโทษจ�ำคุกรายกระทงแล้วท�ำให้โทษจ�ำคุกเกินกระทงละ ๕๐ ปีย่อม ขัดต่อ ป.อ. มาตรา ๕๑ ส่วนการเรียงกระทงเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจ�ำคุกเกิน ๕๐ ปีก็ขัดต่อ ป.อ. มาตรา ๙๑ (๓) เช่นกัน ๑๑. จ�ำเลยรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมหมายถึงรับเรื่องเพิ่มโทษและ นับโทษต่อ การที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจ�ำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเพิ่มโทษ กับนับโทษจ�ำเลยต่อจากโทษในคดีอื่น จ�ำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องแม้ศาลชั้นต้น ไม่ได้สอบค�ำให้การไว้ว่าจ�ำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจ�ำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่ม โทษและนับโทษต่อไว้ก็ตาม แต่เมื่อจ�ำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องย่อมหมายความ รวมถึงการรับว่าจ�ำเลยเคยต้องโทษจ�ำคุก ตลอดจนรับข้อเท็จจริงคดีที่โจทก์ขอให้ เพิ่มโทษและนับโทษต่อตามค�ำขอท้ายฟ้องโจทก์ด้วย เมื่อศาลลงโทษจ�ำคุกจ�ำเลย จึงเพิ่มโทษและนับโทษต่อตามฟ้องได้
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 219 ๑๒. อุทธรณ์ที่มีเพียงลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์ ไม่มีลายมือชื่อ ผู้อุทธรณ์ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจ�ำเลยฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ ไว้ใน ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจ�ำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษา ว่าจ�ำเลยมีความผิดตามฟ้องและลงโทษจ�ำคุกโดยไม่รอการลงโทษ จ�ำเลยอุทธรณ์ ขอให้ลดโทษ แม้ไม่มีลายมือชื่อผู้อุทธรณ์ลงไว้ในอุทธรณ์คงมีแต่ลายมือชื่อผู้เรียง และผู้พิมพ์ที่ระบุว่าเป็นทนายความของจ�ำเลยก็ตาม แต่ถือได้ว่าเป็นข้อบกพร่องเพียง เล็กน้อยและอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ที่สามารถแก้ไขข้อบกพร่อง ให้ถูกต้องก่อนได้ไม่ใช่อุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ข้อสังเกต ทางปฏิบัติศาลอุทธรณ์จดรายงานกระบวนพิจารณาอีกฉบับให้ศาลชั้นต้น ด�ำเนินการให้จ�ำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้อุทธรณ์ก่อนอ่านค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เว้นแต่จ�ำเลยไม่ยอมลงลายมือชื่อก็ให้งดการอ่านและส่งซองค�ำพิพากษาพร้อมส�ำนวน ส่งคืนศาลอุทธรณ์เพื่อด�ำเนินการต่อไป ๑๓. เสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขี่รถจักรยาน ไม่เป็นความผิดฐานเป็น ผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน การที่จ�ำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วไปขี่รถจักรยาน ๒ ล้อย่อมไม่มีความผิด ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เนื่องจากพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา ๘๔ มิได้บัญญัติให้น�ำมาตรา ๔๓ ทวิวรรคหนึ่ง มาใช้แก่ผู้ขับขี่รถจักรยาน การกระท�ำของจ�ำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ๑๔. ฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ในช่องโจทก์ เป็นข้อบกพร่องที่แก้ไขได้ ค�ำฟ้องคดีอาญาที่ไม่มีลายมือชื่อพนักงานอัยการโจทก์ในช่องโจทก์แต่มี ลายมือชื่อผู้เรียงซึ่งเป็นพนักงานอัยการ และมีลายมือชื่อผู้พิมพ์ถือว่าเป็นค�ำฟ้องที่
220 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗)แต่การที่โจทก์ไม่ลงชื่อในช่องโจทก์ ดังกล่าวเป็นเพียงข้อบกพร่องเล็กน้อย การที่ศาลชั้นต้นมิได้ด�ำเนินการในเรื่องที่ไม่มี ลายมือชื่อโจทก์ดังกล่าวให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ แต่กลับสั่งประทับฟ้อง และด�ำเนินกระบวนพิจารณาจนพิพากษาคดีเสร็จสิ้น เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอ�ำนาจที่จะสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวได้โดยจดรายงาน กระบวนพิจารณาให้ศาลชั้นต้นด�ำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องโดยให้โจทก์ลงชื่อในฟ้อง เสียก่อน แล้วจึงให้อ่านค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปได้ ๑๕. แม้โจทก์เพิ่งอ้างทะเบียนประวัติอาชญากรของจ�ำเลยแนบท้าย อุทธรณ์ แต่เมื่อจ�ำเลยไม่ปฏิเสธความถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ย่อม มีอ�ำนาจรับฟังเอกสารดังกล่าวประกอบในการเพิ่มโทษหรือรอ การลงโทษได้ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจ�ำคุกจ�ำเลยโดยอ้างว่าจ�ำเลยมีประวัติ การกระท�ำความผิดมาก ่อนตามส�ำเนาทะเบียนประวัติอาชญากรของจ�ำเลย แนบท้ายอุทธรณ์แม้จะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์เพิ่งกล่าวอ้างขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ก็มีอ�ำนาจรับฟังทะเบียนประวัติอาชญากรของจ�ำเลยดังกล่าวเพื่อ ประกอบการเพิ่มโทษหรือรอการลงโทษได้ไม่ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากล่าว กันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นอันเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ และ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา ๓ แต่อย่างใด
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 221 ๑๖. เมื่อจ�ำเลยที่ ๑ รับสารภาพ ศาลย่อมมีอ�ำนาจสั่งให้ริบทรัพย์ ของกลางตามค�ำขอของโจทก์ได้ หากเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระท�ำ ความผิดร่วมกันแม้เป็นทรัพย์สินของจ�ำเลยที่ ๒ ที่ศาลสั่งให้แยก ด�ำเนินคดี โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจ�ำเลยทั้งสองฐานร่วมกันจ�ำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๒ เครื่องของกลางที่จ�ำเลยทั้งสอง ร ่วมกันใช้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการติดต ่อสื่อสารเพื่อจัดหาเมทแอมเฟตามีน และเพื่อสะดวกในการจ�ำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จ�ำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจ�ำเลยที่ ๒ ซึ่งให้การปฏิเสธเข้ามาเป็นคดีใหม่ หากคดี ที่จ�ำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพไม่ต้องสืบพยานโจทก์ประกอบค�ำรับสารภาพแล้ว ศาลในคดีนี้ย่อมสั่งให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๒ เครื่องของกลางได้แม้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ๑ เครื่องของกลางเป็นของจ�ำเลยที่ ๒ ก็ตาม ๑๗. โจทก์อุทธรณ์เพียงขอให้ไม่รอการลงโทษจ�ำคุก หากศาลอุทธรณ์ ยังคงให้รอการลงโทษจ�ำคุก ก็จะไปก�ำหนดโทษปรับให้สูงขึ้นไม่ได้ เป็นการเพิ่มเติมโทษจ�ำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจ�ำเลยให้จ�ำคุกและปรับ โทษจ�ำคุกให้รอการลงโทษ ไว้โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจ�ำคุก หากศาลอุทธรณ์ยังคงให้รอการลงโทษ จ�ำคุก แต่ก�ำหนดโทษใหม่เฉพาะโทษปรับให้สูงขึ้นกว่าค�ำพิพากษาศาลชั้นต้น การ ก�ำหนดโทษปรับที่สูงขึ้นดังกล่าวนั้น เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจ�ำเลย ต้องห้าม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๒ ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา ๓
222 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ๑๘. จ�ำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนในวันเวลาเดียวกัน แม้มี วิธีเสพที่ต่างกัน แต่จ�ำเลยมีเจตนาเสพยาเสพติดให้โทษใน ประเภท ๑ เท่านั้น จึงเป็นความผิดเพียงบทเดียว แม้โจทก์บรรยายฟ้องมาคนละข้อว่า จ�ำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนโดยวางบน กระดาษฟอยล์แล้วใช้ไฟลนและสูดรับควันเข้าสู่ร่างกาย และจ�ำเลยเสพเฮโรอีนโดย น�ำมาโรยผสมกับยาเส้นใส่ในบ้องกัญชาแล้วใช้ไฟลนสูดรับควันเข้าสู่ร่างกาย อันมีวิธี การเสพที่แตกต่างกันและจ�ำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม แต่เมื่อเมทแอมเฟตามีนและ เฮโรอีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เช่นเดียวกัน และจ�ำเลยมีเจตนาเดียวคือ การเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ในวันเวลาเดียวกัน การกระท�ำของจ�ำเลย จึงเป็นความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ หรือเป็นความผิดฐานเสพ เมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนเพียงบทเดียว (ฎีกาที่ ๒๖๙๘/๒๕๖๕)
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 223 หมวด ๕ หลักปฏิบัติทั่วไป ส�ำหรับผู้ช่วยผู้พิพากษาในแผนกคดียาเสพติด ส่วนที่ ๑ หน้าที่และความรับผิดชอบ ผู้ช่วยผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดมี๒ ระดับ คือ ผู้ช่วยฯ เล็ก ซึ่งมีหน้าที่ตรวจส�ำนวนคดีและตรวจร่างค�ำพิพากษาหรือค�ำสั่งในข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและพิสูจน์อักษรให้ถูกต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานของศาลอุทธรณ์ รวมทั้งการค้นคว้าในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับงานในหน้าที่ลักษณะ เช่นเดียวกับผู้ช่วยฯ เล็กในศาลฎีกา ผู้ช ่วยฯ ใหญ่ มีหน้าที่ตรวจร ่างค�ำพิพากษาหรือค�ำสั่งในข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพิสูจน์อักษรให้ถูกต้อง ซึ่งผ่านการตรวจของผู้ช่วยฯ เล็กมาแล้ว ลักษณะเดียวกับผู้ช่วยฯใหญ่ในศาลฎีกา นอกจากนี้ผู้ช่วยฯเล็กอาจได้รับมอบหมาย ให้ท�ำหน้าที่ยกร่างค�ำพิพากษาในคดีเร่งพิเศษ หรือย่อข้อกฎหมายที่ส�ำคัญด้วยผู้ช่วยฯ ทั้ง ๒ ระดับต้องรับผิดชอบงานในหน้าที่ของตนให้แล้วเสร็จในเวลาอันสมควรและ มีคุณภาพ โดยเฉพาะเมื่อประธานแผนกฯ หรือรองประธานแผนกฯ ขอให้ปรับปรุง ร่างเพิ่มเติม ต้องรีบเร่งปรับปรุงหรือขออนุญาตปรับปรุงจากเจ้าของส�ำนวนโดยเร็ว
224 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ส่วนที่ ๒ วัตถุประสงค์ในการตรวจร่างค�ำพิพากษา ๑. เพื่อให้ค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ถูกต้องเป็นธรรม สมบูรณ์ทั้งการวินิจฉัย ปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริง ๒. เพื่อให้ค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีความสอดคล้องต้องกัน ทั้งการวินิจฉัย ปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริง รวมตลอดถึงการใช้ดุลพินิจในการลงโทษ ซึ่งควรจะเหมือนกันในรูปคดีอย่างเดียวกัน ๓. เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของประธานศาลอุทธรณ์ ประธานแผนกฯ และ รองประธานแผนกฯ ในการตรวจร่างค�ำพิพากษาในข้อต่างๆ ที่อาจสงสัยโดยไม่ต้อง ตรวจส�ำนวน หรือค้นหาค�ำพิพากษาศาลฎีกาหรือหลักกฎหมาย ๔. เพื่อให้ค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง ๕. เพื่อให้ค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ออกไปในรูปแบบที่คล้ายคลึงกันเป็น มาตรฐานเดียวกัน
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 225 ส่วนที่ ๓ การรับส่งร่างค�ำพิพากษา และการตรวจหลังสั่งออก ๑. ผู้ตรวจจะได้รับส�ำนวนพร้อมค�ำพิพากษาที่พิมพ์แล้ว จ�ำนวน ๑ ชุด มีตราประทับว่า “ฉบับตรวจ” และร่างค�ำพิพากษาของเจ้าของส�ำนวน ๒. ส�ำหรับเอกสารแยกเก็บให้ผู้ตรวจขอจากแผนกหลังค�ำพิพากษา เลขที่ เก็บเอกสารจะปรากฏอยู่ที่ปกส�ำนวน ถ้าเป็นเอกสารที่ศาลชั้นต้นส่งมาภายหลัง เลขที่เก็บเอกสารจะปรากฏอยู่ที่หนังสือน�ำส่ง ๓. เมื่อตรวจร่างค�ำพิพากษาเสร็จแล้ว ให้ผู้ช่วยฯ เล็กน�ำฉบับตรวจและ ร่างค�ำพิพากษาใส่ซองค�ำพิพากษาเดิม ลงชื่อก�ำกับแล้วผนึกซองส่งคืนแผนกหลัง ค�ำพิพากษาโดยแผนกหลังค�ำพิพากษาจะลงชื่อรับไว้ในสมุดรับ -ส่งงาน กรณีชื่อเรื่อง ในร่างค�ำพิพากษาไม่ตรงกับที่ระบุในหน้าซองค�ำพิพากษา ให้แก้ชื่อเรื่องที่หน้าซอง ค�ำพิพากษาให้ถูกต้องต่อจากนั้นส่งให้เลขาแผนกฯเพื่อส่งให้ผู้ช่วยฯใหญ่ตรวจและ ส่งคืนแผนกหลังค�ำพิพากษาเมื่อตรวจเสร็จเพื่อส่งต่อให้ผู้สั่งออกส�ำหรับคดีประเภท ที่ประธานศาลอุทธรณ์เป็นผู้สั่งออกให้ผู้ช ่วยฯ ใหญ ่เขียนด้วยปากกาที่หน้าซอง ค�ำพิพากษาว่า “ปธ” ๔. ส�ำนวนและเอกสารให้เก็บไว้ที่ผู้ตรวจ ซึ่งเป็นผู้ช่วยฯ เล็ก ๕. ค�ำพิพากษาหรือค�ำสั่งที่สั่งออกแล้ว เป็นหน้าที่ของผู้ช่วยฯ เล็ก ต้อง ตรวจอีกครั้งทั้งฉบับโดยละเอียด รวมทั้งวรรคตอนด้วย หากมีเหตุจ�ำเป็นต้องแก้ไข หรือเพิ่มเติมต้องได้รับอนุญาตจากประธานศาลอุทธรณ์ ประธานแผนกฯ หรือรอง ประธานแผนกฯ ผู้สั่งออก แล้วแต่กรณีก่อน เว้นแต่กรณีแก้ไขค�ำผิดตามพจนานุกรม เท่านั้น ๖. ผู้ตรวจต้องตรวจต้นฉบับและส�ำเนาค�ำพิพากษาให้ถูกต้องตรงกับ ฉบับตรวจ
226 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ส่วนที่ ๔ หลักปฏิบัติในการตรวจร่างค�ำพิพากษา ๑. ให้ตรวจอุทธรณ์ว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เช่น อุทธรณ์ภายใน ก�ำหนดหรือไม่ ทนายความมีอ�ำนาจลงชื่อในอุทธรณ์และลงชื่อผู้เรียง หรือผู้พิมพ์ ครบถ้วนหรือไม่ รวมทั้งคดีอยู่ในอ�ำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดี ยาเสพติดหรือไม่ ๒. ให้ย่อประเด็นอุทธรณ์ของโจทก์หรือจ�ำเลยไว้ในฉบับตรวจ เพื่อตรวจ สอบว่ามีการตอบครบทุกประเด็นหรือไม่ โดยระบุไว้ที่ริมกระดาษด้านซ้ายตรงที่โจทก์ หรือจ�ำเลยอุทธรณ์ ๓. การตรวจให้เขียนด้วยดินสอควรเขียนให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอ่านง่าย ๔. การตรวจโดยวิธีเทียบร่างข้อความในฉบับตรวจต้องถูกต้องตรงกับฉบับ ร่างของเจ้าของส�ำนวน ๕. ให้ตรวจว ่าร ่างค�ำพิพากษาใช้รูปแบบขัดกับแนวปฏิบัติในการท�ำ ค�ำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดหรือไม่ ๖. ให้ตรวจว่าผลของร่างค�ำพิพากษาเป็นไปตามมาตรฐานการก�ำหนดโทษ หรือแนวปฏิบัติของศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดหรือไม่ มีกฎหมายสนับสนุน ขัดกับ ค�ำพิพากษาศาลฎีกาหรือไม่ โดยผู้ตรวจสามารถทักท้วงการวินิจฉัยได้ทั้งในปัญหา ข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริง รวมถึงถ้อยค�ำส�ำนวนหรือเหตุผลในการวินิจฉัย ที่ขัดแย้งกัน แต่ปัญหาข้อเท็จจริงควรทักท้วงเฉพาะในกรณีที่เมื่ออ่านค�ำพิพากษาแล้ว เห็นได้ว่าวินิจฉัยไม่ถูกต้อง หรือเป็นข้อเท็จจริงนอกส�ำนวน ส่วนการทักท้วงในปัญหา ข้อกฎหมาย ถ้ามีแนวค�ำพิพากษาศาลฎีกาให้น�ำเสนอเจ้าของส�ำนวนด้วย ๗. ให้ตรวจส�ำนวนโดยเฉพาะค�ำเบิกความของพยาน พยานเอกสารที่ เกี่ยวข้อง ตลอดจนค�ำวินิจฉัยของศาล ข้อโต้แย้งของคู่ความในอุทธรณ์โดยละเอียด เมื่อร่างค�ำพิพากษาอ้างถึงค�ำเบิกความของพยาน พยานเอกสาร หรือตัวบทกฎหมาย ใด ต้องตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่ มีการวินิจฉัยครบทุกประเด็นหรือไม่
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 227 ๘. ให้ระบุอายุและอาชีพของจ�ำเลยตามที่ปรากฏในค�ำฟ้องไว้ในหน้าแรก ด้านซ้ายตรงกับชื่อจ�ำเลยกับให้ระบุอัตราโทษตามกฎหมายและมาตรฐานการก�ำหนด โทษของศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดไว้ที่แผ่นสุดท้ายของฉบับตรวจตรงส่วนล่าง ของกระดาษ ใกล้กับชื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ๙. การแก้ไขค�ำผิด ให้ตีกรอบสี่เหลี่ยม ขีดฆ่า แล้วโยงค�ำถูกมาไว้ด้านล่าง และกากบาทไว้ริมกระดาษด้านซ้ายของบรรทัดนั้น ๆการแก้ไขค�ำผิดควรแก้ไขเป็นค�ำ ไม่ควรแก้ไขเฉพาะตัวอักษรที่ผิด การขีดฆ่าค�ำใดออก ให้ตีกรอบสี่เหลี่ยมแล้วขีดฆ่า และกากบาทไว้ริม กระดาษด้านซ้าย การเขียนค�ำตกเติม ให้กากบาทตรงจุดที่จะเติมค�ำ แล้วเขียนตกเติม ไว้ด้านล่าง และกากบาทไว้ริมกระดาษด้านซ้าย ในบรรทัดหนึ่งมีการแก้ไข ขีดฆ่า ตกเติมกี่แห่ง ให้ลงจ�ำนวนกากบาท เท่ากับที่แก้ไข การแก้ไข ขีดฆ่า ตกเติม ต้องระบุเหตุผล และลงลายมือชื่อก�ำกับด้วย ๑๐. การแก้ไข ขีดฆ่า ตกเติมข้อความในฉบับตรวจ นอกจากที่ก�ำหนดไว้ ในคู่มือ หรือค�ำตามพจนานุกรม หรือแนวค�ำพิพากษาศาลฎีกา หรือแนวปฏิบัติของ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดแล้ว ควรคงถ้อยค�ำส�ำนวนเดิมของเจ้าของส�ำนวน ไว้ให้มากที่สุด และต้องขออนุญาตเจ้าของส�ำนวนก่อน เมื่อได้รับอนุญาตจึงจะท�ำได้ โดยให้บันทึกข้อความว่าได้รับอนุญาตจากเจ้าของส�ำนวนแล้ว ส่วนกรณีที่ไม่เป็นไป ตามแบบในคู่มือหรือแนวปฏิบัติของศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด สามารถแก้ไข ได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาต การแก้ไขมาก ควรร่างข้อความใหม่ลงในกระดาษอื่นมากลัดไว้หรือ แก้ไขไว้ด้านหลังฉบับตรวจแผ่นนั้น ๆ แล้วกากบาทไว้ริมกระดาษด้านซ้าย แต่หาก การแก้ไขมากหรือหลายแห่งจนเลอะเทอะท�ำให้อ่านยาก ก็ควรให้พิมพ์ใหม่ ๑๑. ค�ำบางค�ำใช้ได้หลายอย่าง ให้ใช้เหมือนกันทั้งร่าง เช่น น�้ำหนักกับ น�้ำหนักรวมหรือน�้ำหนักสุทธิจับกุมกับจับ
228 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ๑๒. กรณีไม่ควรแก้ไขหรือเพิ่มเติม เนื่องจากใช้ได้ไม่ถึงกับผิด เช่น การย่อ ฟ้องว่า จ�ำเลยกระท�ำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ... หากร่าง ย่อมาไม่ควรตัด แต่หากไม่ระบุมา ก็ไม่ต้องระบุเพิ่มเติม ๑๓. กรณีกระท�ำความผิดก่อนวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มีผลใช้บังคับ ให้ระบุว่า ฟ้องวันใดไว้ด้วยโดยระบุ ไว้ริมกระดาษด้านซ้ายตรงค�ำว่า “โจทก์ฟ้องว่า” ๑๔. กรณีร่างค�ำพิพากษาอ้าง ป.วิ.อ. ให้ระบุว่า “ประกอบพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓” เฉพาะคดีที่ฟ้องหลังวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๑ (เนื่องจากวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เป็นวันหยุดราชการ) ๑๕. กรณีคดีที่กฎหมายก�ำหนดอัตราโทษอย่างต�่ำให้จ�ำคุกตลอดชีวิตหรือ ประหารชีวิตตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯและจ�ำเลยให้การรับสารภาพ ที่ศาลชั้นต้น มีค�ำพิพากษาก่อนวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๔ ซึ่งเป็นวันที่ ป. ยาเสพติด มีผลใช้บังคับ ให้ระบุว่า โจทก์สืบพยานประกอบหรือไม่ โดยระบุไว้ริมกระดาษด้านซ้ายตรงค�ำว่า “ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า” กรณีมีการวินิจฉัยอ้างกฎหมายในคดีที่โจทก์สืบพยานประกอบค�ำรับ สารภาพส�ำหรับคดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นหลังใช้พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ ให้อ้างมาตรา ๑๓ แห่ง พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ ส่วนคดีที่ยื่นฟ้องต่อ ศาลชั้นต้นก่อนใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว ให้อ้างมาตรา ๑๗๖ แห่ง ป.วิ.อ. ๑๖. กรณีร ่างจดรายงานกระบวนพิจารณาให้สืบเสาะและพินิจจ�ำเลย ให้ระบุถึงข้อหา ของกลาง หรือข้อสังเกตอื่น ๆ ไว้ด้วย ๑๗. กรณีมีค�ำแปลก หรือกรณีไม ่ปรากฏในค�ำฟ้องโดยปกติหรือระบุ มาตราผิด หรือมีเหตุสมควรบันทึกเช่น ขอริบของกลางแต่ย่อฟ้องไม่มีป.ยาเสพติด มาตรา ๑๓๔ หรือ ป.อ. มาตรา ๓๒, ๓๓ หรือกรณีเป็นนักศึกษา ควรระบุให้เห็นว่า ได้มีการตรวจสอบแล้ว หรือตามฟ้องไม่ปรากฏหรือระบุมาผิด หากมีเอกสารประกอบ ให้ระบุไว้ด้วย
การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 229 ๑๘. หากมีข้อสงสัยหรือปรากฏในส�ำนวนว่ามีคดีอย่างเดียวกัน หรือคู่ความ เดียวกันเกี่ยวพันกันอุทธรณ์ขึ้นมาหลายเรื่อง ให้ตรวจสอบให้ได้ความว ่าผลคดี สอดคล้อง ขัดแย้งกันหรือไม่ เช่น คดีจ�ำเลยคนเดียวกัน คดีหนึ่งพิพากษาให้รอการ ลงโทษ ส่วนอีกคดีพิพากษาไม่รอการลงโทษ ๑๙. ควรตรวจดูค�ำฟ้อง ค�ำร้อง และส�ำนวนว่า จ�ำเลยได้ให้ข้อมูลที่ส�ำคัญ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามมาตรา ๑๕๓ แห่ง ป. ยาเสพติด หรือมาตรา ๑๐๐/๒ แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติด ให้โทษฯ หรือไม่ หากมีการให้ข้อมูลดังกล่าวและเป็นกรณีที่ต้องวินิจฉัยตามกฎหมาย ควรบันทึกรายละเอียดหรือถ่ายส�ำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย และหาก เจ้าของส�ำนวนไม่ได้วินิจฉัยในกรณีนี้ควรทักท้วงให้เจ้าของส�ำนวนทราบ ๒๐. กรณีค�ำขอท้ายฟ้องให้นับโทษต่อจากโทษจ�ำคุกในคดีอื่น ต้องตรวจ ส�ำนวนให้ปรากฏว่า มีการพิพากษาลงโทษจ�ำคุกแล้วจริง มิฉะนั้นจะนับโทษต่อไม่ได้ ในทางปฏิบัติหากไม่ปรากฏในส�ำนวนให้ตรวจสอบจากศาลชั้นต้น ๒๑. ห้ามบันทึกข้อความใด ๆ บริเวณหน้าแรกตอนบนด้านซ้ายใต้ค�ำว่า “ค�ำพิพากษา” บริเวณริมกระดาษด้านขวาทั้งหมด และหน้าสุดท้ายใกล้กับชื่อของ องค์คณะผู้พิพากษา เนื่องจากเป็นส่วนที่ประธานศาลอุทธรณ์ประธานแผนกฯ หรือ รองประธานแผนกฯใช้ประทับตราสั่งออกและใช้บันทึกการปรับปรุงร่าง ทั้งเป็นส่วน ที่ผู้พิพากษาต้องลงลายมือชื่อ ๒๒. เมื่อตรวจเสร็จแล้ว ให้เขียนไว้ใต้หมายเลขคดีด�ำของฉบับตรวจว่า ขอประทานเสนอ “ข้อเท็จจริง” หรือ “ข้อกฎหมาย” ยืน ยกกลับ แก้แล้วลงลายมือ ชื่อผู้ตรวจพร้อมวงเล็บชื่อและชื่อสกุล วัน เดือน ปีที่ส่ง หมายเลขห้องท�ำงาน และ หมายเลขโทรศัพท์ ๒๓. ผลของค�ำพิพากษาตลอดจนบันทึกทักท้วงในฉบับตรวจและร ่าง ค�ำพิพากษาของเจ้าของส�ำนวนเป็นความลับ ห้ามเปิดเผยแก่ผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง โดยเด็ดขาด จนกว่าจะมีการแจ้งการอ่านค�ำพิพากษาแล้ว