The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-Book-คู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ เล่มที่ 4-Final

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Krittapas Phukan, 2023-08-29 22:45:13

E-Book-คู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ เล่มที่ 4-Final

E-Book-คู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ เล่มที่ 4-Final

230 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ส่วนที่ ๕ วิธีการโต้แย้งและท�ำบันทึกโต้แย้ง ๑. หากผู้ตรวจไม่เห็นด้วยกับร่างค�ำพิพากษา หรือกรณีลงโทษไม่เป็นไปตาม มาตรฐานก�ำหนดโทษ ให้ผู้ตรวจเรียนปรึกษากับเจ้าของส�ำนวน ๑.๑ หากเจ้าของส�ำนวนเห็นด้วยกับข้อทักท้วงของผู้ตรวจให้แก้ไขไป ตามที่ได้ปรึกษาไว้แล้วบันทึกไว้ที่ริมกระดาษด้านซ้ายว่าเจ้าของส�ำนวนอนุญาตแล้ว หรือเจ้าของส�ำนวนแก้ไขเอง เป็นต้น ๑.๒ หากเจ้าของส�ำนวนไม่เห็นด้วยให้ท�ำบันทึกโต้แย้งในประเด็นที่มี ความเห็นไม่ตรงกัน ทั้งความเห็นของเจ้าของส�ำนวนและผู้ตรวจว่ามีความเห็นอย่างไร พร้อมแนบค�ำพิพากษาศาลฎีกาที่สนับสนุนหรือมีความเห็นทางวิชาการสนับสนุน กรณีไม่ปรากฏค�ำพิพากษาศาลฎีกาให้บันทึกไว้ด้วยการท�ำบันทึกให้ท�ำในฉบับตรวจ หรือท�ำบันทึกแยกอีกฉบับหนึ่งและให้ระบุไว้ใต้ข้อความ “ขอประทานเสนอ” ว่า มีบันทึกโต้แย้งอยู่ที่ใด ๒. กรณีการปรับปรุงร ่างค�ำพิพากษาใหม ่หลังจากผ ่านการตรวจของ ประธานฯ หรือประธานแผนกฯ หรือรองประธานแผนกฯ มาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อเจ้าของ ส�ำนวนปรับปรุงร่างใหม่เสร็จแล้วให้ตรวจร่างค�ำพิพากษานั้นอีกครั้ง และเขียนว่า “ขอประทานเสนอครั้งที่ ๒” ไว้ใต้ข้อความ “ขอประทานเสนอ” ครั้งแรก  


การปฏิบัติงานในศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด 231 ส่วนที่ ๖ ข้อควรระวังในการตรวจร่างค�ำพิพากษา ในการตรวจร่างค�ำพิพากษา นอกจากต้องตรวจตามหลักปฏิบัติในการตรวจ ร่างค�ำพิพากษาดังกล่าวแล้ว ยังมีข้อควรระวังดังต่อไปนี้ ๑. การใช้ค�ำว่ายืน ยกกลับ แก้ให้ใช้ตามแนวปฏิบัติในการท�ำค�ำพิพากษา ของศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด เนื่องจากค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดี ยาเสพติดในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นที่สุด ฉะนั้น หากพิพากษายกฟ้อง จะสั่ง ขังจ�ำเลยไว้ในระหว่างฎีกาไม่ได้เว้นแต่มีข้อหาเกี่ยวกับความผิดอื่นด้วย ๒. องค์คณะผู้พิพากษาเคยนั่งพิจารณาพิพากษาคดีเดียวกันในศาลชั้นต้น หรือไม่ หากปรากฏว่าเคยนั่งพิจารณาให้น�ำส�ำนวนเสนอต่อเลขาแผนกฯเพื่อเปลี่ยน องค์คณะผู้พิพากษา ๓. กรณีศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้โดยให้เพิ่มคุมความ ประพฤติของจ�ำเลยนั้น ให้พึงระวังโดยตรวจระยะเวลารอการลงโทษว่าเมื่อศาลชั้นต้น อ่านค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะเหลือเวลาเพียงพอที่จะคุมความประพฤติของจ�ำเลย หรือไม่ หากเหลือเวลาใกล้เคียงกับระยะเวลารอการลงโทษที่เหลืออยู่ควรให้คุมความ ประพฤติภายในระยะเวลารอการลงโทษที่เหลืออยู่ โดยไม่ก�ำหนดระยะเวลาคุมความ ประพฤติที่ชัดเจน หากเหลือเวลาน้อยมากก็ไม่ควรพิพากษาแก้โดยให้เพิ่มคุมความ ประพฤติของจ�ำเลย เว้นแต่เห็นสมควรเพิ่มระยะเวลารอการลงโทษ ๔. กรณีการกระท�ำความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องตรวจดูแต่ละกรรมว่า ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ ๕. ต้องถือเป็นหลักในการตรวจว่า เป็นคดีก่อนใช้พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดี ยาเสพติดฯ หรือไม่เสมอ โดยรวมถึงคดีสาขาด้วย เช่น คดีผิดสัญญาประกัน คดีขอ คืนของกลางตาม ป.อ. หรือกรณีแยกฟ้องจ�ำเลยที่ให้การปฏิเสธ หรือกรณีอุทธรณ์ เฉพาะความผิดอื่น หรืออุทธรณ์ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วย แต่ความผิดเกี่ยวกับ


232 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ยาเสพติดต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด จึงไม่มีอ�ำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ต้องส่งให้ศาลชั้นอุทธรณ์ที่มีอ�ำนาจพิจารณาต่อไป ๖. ตอนท้ายค�ำพิพากษาในส ่วนจบของค�ำพิพากษาต้องมีจุดหนึ่งจุด (มหัพภาค) เสมอ


ภาค ๔ การปฏิบัติงานในศาลฎีกา หมวด ๑ การพิจารณาค�ำขออนุญาตฎีกา ตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นค�ำขอการ พิจารณาและมีค�ำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกาในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๗ และข้อ ๘ ได้ก�ำหนดหลักเกณฑ์ประการหนึ่งของค�ำขออนุญาต ฎีกาว่าต้องเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่เห็นประจักษ์ว่าอาจมีผลเปลี่ยนแปลง สาระส�ำคัญในค�ำพิพากษาหรือค�ำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความ สงบเรียบร้อยกรณีจ�ำเลยต้องค�ำพิพากษาให้ประหารชีวิตให้พึงพิจารณาว่าเป็นปัญหา ส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย การพิจารณาของศาลฎีกาที่จะมีค�ำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกาจึงอาศัย หลักเกณฑ์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยแบ่งได้ดังนี้ ๑) ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่เห็นประจักษ์ว่า อาจมีผลเปลี่ยนแปลง สาระส�ำคัญในค�ำพิพากษาหรือค�ำสั่งของศาลอุทธรณ์ ๒) ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ๓) คดีที่จ�ำเลยต้องค�ำพิพากษาให้ประหารชีวิต พึงพิจารณาว่าเป็นปัญหา ส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย  


234 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ส่วนที่ ๑ การตรวจค�ำขออนุญาตฎีกา เมื่อศาลฎีกาได้รับค�ำร้องขออนุญาตฎีกาในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ที่ศาลชั้นต้นส่งไปยังศาลฎีกาแล้ว เบื้องต้นศาลฎีกาจะตรวจสอบค�ำร้องขออนุญาต ฎีกาก่อนว่า เป็นค�ำร้องที่ศาลฎีกาจะพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตได้หรือไม่กรณี ศาลชั้นต้นมีค�ำสั่งอนุญาตตามค�ำขอของคู่ความที่ขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาในคดี ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยมิได้ส่งไปให้ศาลฎีกาเพื่อพิจารณาและส่งส�ำนวนมายัง ศาลฎีกาเพื่อพิจารณาฎีกานั้น ศาลฎีกาจะจดรายงานกระบวนพิจารณาแล้วส่งไปให้ ศาลชั้นต้นปฏิบัติดังนี้ “ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจ�ำคุกจ�ำเลย ตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และ/หรือประมวลกฎหมายยาเสพติด เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษในการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕ และค�ำพิพากษา ศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง เมื่อจ�ำเลยยื่นค�ำขอโดยท�ำเป็น ค�ำร้อง พร้อมกับฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกาพิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัย ตามพระราช บัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙ จึงเป็นอ�ำนาจของศาล ฎีกาที่จะพิจารณาค�ำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นไม่มีอ�ำนาจที่จะพิจารณาสั่งอนุญาตได้ ค�ำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จ�ำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และมีค�ำสั่งรับฎีกาของ จ�ำเลย จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณา ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดีเป็น กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ จึงให้เพิกถอนค�ำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตตามค�ำร้อง ของจ�ำเลยที่ขออนุญาตฎีกาและค�ำสั่งรับฎีกาของจ�ำเลยและชอบที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัย ค�ำร้องดังกล่าวของจ�ำเลยไปเสียทีเดียว โดยได้แนบค�ำสั่งมาพร้อมรายงานนี้แล้ว อนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นได้ด�ำเนินการอ่านค�ำสั่งศาลฎีกาให้คู่ความฟังแล้ว ให้ศาลชั้นต้นสั่งฎีกาของจ�ำเลยใหม่ต่อไป” (คร. ๕๐/๒๕๕๓)


การปฏิบัติงานในศาลฎีกา 235 ส่วนที่ ๒ ค�ำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกา เมื่อศาลฎีกาได้พิจารณาค�ำร้องขออนุญาตฎีกาแล้ว ก็จะมีค�ำสั่งอนุญาตหรือ ไม่อนุญาตให้ฎีกาโดยท�ำค�ำสั่งในรูปแบบของค�ำสั่งค�ำร้องของศาลฎีกา ๑. กรณีที่ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ฎีกา ๑.๑ โจทก์หรือจ�ำเลยขออนุญาตฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจ ในการลงโทษ สั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาส�ำคัญ ที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้ฎีกา ยกค�ำร้อง” (คร. ๑๙/๒๕๕๒ และ คร. ๕๐/๒๕๕๓) จ�ำเลยขออนุญาตฎีกาว่าจ�ำเลยให้การรับสารภาพโดยศาลชั้นต้นมิได้ มีค�ำสั่งให้สืบเสาะและพินิจจ�ำเลย ทั้งจ�ำเลยได้รับราชการเป็นทหารกองประจ�ำการ สมควรที่จะได้รับการวินิจฉัยให้รอการลงโทษ สั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาส�ำคัญ ที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้ฎีกา ยกค�ำร้อง” (คร. ๒๓/๒๕๕๒) อนึ่ง หากจ�ำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวไปในระหว่างฎีกา ค�ำสั่งศาล ฎีกาที่ไม่อนุญาตให้ฎีกา ก็อาจมีค�ำสั่งต่อท้ายด้วยว่า “และให้ศาลชั้นต้นบังคับโทษ จ�ำเลยไปตามค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์” เช่น สั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาส�ำคัญ ที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้ฎีกา ยกค�ำร้อง และให้ศาลชั้นต้นบังคับ โทษจ�ำเลยไปตามค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์” (คร. ๒๙/๒๕๕๒)


236 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ๑.๒ โจทก์หรือจ�ำเลยขออนุญาตฎีกาว่า มีปัญหาข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็น ส�ำคัญที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่า จ�ำเลยจ�ำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ สั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาส�ำคัญ ที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้ฎีกา ยกค�ำร้อง” (คร. ๒๑/๒๕๕๓) ๑.๓ จ�ำเลยขออนุญาตฎีกาในปัญหาการวางโทษก่อนลดโทษ รวมทั้งปัญหา เกี่ยวกับของกลางในคดี สั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว จ�ำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า การวางโทษก่อนลดโทษ และเพิ่มโทษจ�ำเลยที่๑ เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๔ และ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของโดยโจทก์มิได้ มีค�ำขอหรือกล่าวไว้ในฟ้อง เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า แม้เป็นปัญหาข้อกฎหมายก็ไม่เป็นที่ ประจักษ์ว่า อาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระส�ำคัญในค�ำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ตาม พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙ วรรคสี่และระเบียบ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นค�ำขอ การพิจารณา และมี ค�ำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกาในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๘ ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัยจึงไม่อนุญาต ให้ฎีกา ยกค�ำร้อง” (คร. ๕๒/๒๕๕๓) ๑.๔ คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและความผิดอื่น จ�ำเลยขออนุญาต ฎีกา คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงและ ข้อกฎหมายคลาดเคลื่อน สั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว ฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัยจึงไม่อนุญาตให้ฎีกา ยกค�ำร้องให้ศาลชั้นต้นด�ำเนินการต่อไป” (คร. ๔๗/๒๕๕๓)


การปฏิบัติงานในศาลฎีกา 237 ๒. กรณีที่ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา ๒.๑ ฎีกาที่ว่าคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจ�ำเลยตามฟ้องศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับโดยวินิจฉัยว่า สิทธิน�ำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔) โจทก์ขออนุญาตฎีกา สั่งว่า “พิเคราะห์แล้วคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจ�ำเลยตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยเห็นว่าการกระท�ำของ จ�ำเลยในคดีนี้เป็นกรรมเดียวกับการกระท�ำในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๙๔/๒๕๕๒ ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีค�ำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว สิทธิน�ำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔) ค�ำร้องของโจทก์ที่ขออนุญาตฎีกาในปัญหา ที่ว่า การกระท�ำของจ�ำเลยในคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๙๔/๒๕๕๒ ของ ศาลชั้นต้น เป็นความผิดสองกรรมต่างกัน จึงเป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้ วินิจฉัย อนุญาตให้โจทก์ฎีกาได้ให้ศาลชั้นต้นด�ำเนินการต่อไป” (คร. ๑๙/๒๕๕๓) ตัวอย่างค�ำสั่งไม่อนุญาต ตัวอย่างที่ ๑ “ศาลฎีกาแผนกคดีค�ำสั่งค�ำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกาตรวจ ส�ำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจ�ำเลยที่ ๑ จ�ำคุก ตลอดชีวิตจ�ำเลยที่๑ ไม่อุทธรณ์ศาลชั้นต้นส่งส�ำนวนมายังศาลอุทธรณ์ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๖ เมื่อศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษายืน ค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวย่อมถึงที่สุดตามบทบัญญัติของ กฎหมายดังกล ่าว มิใช ่ถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘ ที่จ�ำเลยที่ ๑ จะขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาได้ศาลฎีกา ไม่อาจวินิจฉัยค�ำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของจ�ำเลยที่ ๑


238 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด จึงมีค�ำสั่งให้ยกค�ำร้องขออนุญาตฎีกาและไม่รับฎีกาของจ�ำเลยที่๑.” (คร.ย. ๕๖๗/๒๕๖๔) ตัวอย่างที่ ๒ “ศาลฎีกาแผนกคดีค�ำสั่งค�ำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกาตรวจ ส�ำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า การพิจารณาสิทธิฎีกาของโจทก์ในความผิดตาม พระราชบัญญัติป่าไม้อยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ การที่โจทก์ยื่นค�ำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณารับฎีกาของโจทก์ไว้วินิจฉัยและ ศาลชั้นต้นส่งมายังศาลฎีกา จึงเป็นการไม่ถูกต้อง จึงให้ยกค�ำสั่งของศาลชั้นต้นและ ให้ศาลชั้นต้นตรวจสั่งฎีกาของโจทก์ต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา.” (คร.ย. ๑๐๙๖/๒๕๖๔) ตัวอย่างที่ ๓ “ศาลฎีกาแผนกคดีค�ำสั่งค�ำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกาตรวจ ส�ำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นค�ำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้น พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วให้งดการไต่สวนและมีความเห็นว่าค�ำร้องไม่เข้า องค์ประกอบตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๕ (๑) เห็นสมควรไม่รับค�ำร้อง และส่งส�ำนวนพร้อมความเห็นดังกล่าวมายัง ศาลอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๙ วรรคสาม เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าค�ำร้องของผู้ร้องไม่มีมูลให้ยกค�ำร้อง ค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้น พิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๑๐ วรรคสอง มิใช่เป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘ ที่ผู้ร้องจะขออนุญาตฎีกาต่อศาล ฎีกาได้ที่ศาลชั้นต้นมีค�ำสั่งไม่รับค�ำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของผู้ร้องชอบแล้ว จึงมีค�ำสั่งให้ยกค�ำร้อง” (คร.ย. ๓๗/๒๕๖๔)


การปฏิบัติงานในศาลฎีกา 239 ๒.๒ ฎีกาที่ว่า ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นว่า ศาลชั้นต้นปรับบทความผิดและลงโทษจ�ำเลยไม่ถูกต้องตามกฎหมายโจทก์ขออนุญาต ฎีกา สั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์อุทธรณ์ให้ลงโทษ จ�ำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๐๐/๑ โดยจะต้องวางโทษจ�ำเลยทั้งจ�ำคุกและปรับด้วย แต่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์จึงไม่อาจก�ำหนดโทษปรับแก่จ�ำเลยเพราะ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ อันเป็นปัญหา ข้อกฎหมายที่เห็นประจักษ์ว่าอาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระส�ำคัญในค�ำพิพากษาของ ศาลอุทธรณ์นับว่าเป็นปัญหาส�ำคัญควรจะได้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณา คดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙ วรรคสี่ และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นค�ำขอ การพิจารณา และมีค�ำสั่งอนุญาตหรือ ไม่อนุญาตให้ฎีกาในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงอนุญาตให้โจทก์ ฎีกา ให้ศาลชั้นต้นด�ำเนินการต่อไป” (คร. ๒๔/๒๕๕๓) ข้อสังเกต ตามแนวปฏิบัติของแผนกค�ำสั่งค�ำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกาจะสรุป เหตุผลในการพิจารณาสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตฎีกาไว้ในบันทึกเหตุผลของเจ้าของ ส�ำนวน ในส่วนของค�ำสั่งจะสั่งเพียงว่าข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาส�ำคัญ/หรือไม่เป็น ปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย และมีค�ำสั่งอนุญาตให้ฎีกา/หรือไม่อนุญาต ให้ฎีกา อย่างไรก็ตาม อาจระบุเหตุผลในการอนุญาต/หรือไม่อนุญาตให้ฎีกาไว้ใน ค�ำสั่งได้ด้วย ตามตัวอย่างรูปแบบค�ำสั่งของแผนกค�ำสั่งค�ำร้องและขออนุญาตฎีกา ในศาลฎีกา ดังนี้ ตัวอย่างค�ำสั่ง อนุญาตและไม่อนุญาตให้ฎีกาในคดีตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณา คดียาเสพติดฯ


240 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด กรณีอนุญาตให้ฎีกา “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ฎีกาของโจทก์/จ�ำเลยในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย อนุญาตให้โจทก์/จ�ำเลยฎีกา ให้ศาล ชั้นต้นด�ำเนินการต่อไป” กรณีไม่อนุญาตให้ฎีกา “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ฎีกาของโจทก์/จ�ำเลยในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่เป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้โจทก์/จ�ำเลยฎีกา ให้ยกค�ำร้อง” กรณีอนุญาตให้ฎีกาเพียงบางประเด็นหรือจ�ำเลยบางคน “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ฎีกาของจ�ำเลยที่ ๒ เป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควร จะได้วินิจฉัย อนุญาตให้จ�ำเลยที่ ๒ ฎีกา ให้ศาลชั้นต้นด�ำเนินการต่อไป และเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินในส่วนที่เกี่ยวกับจ�ำเลยที่๑ ไม่เป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้ วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้จ�ำเลยที่ ๑ ฎีกา ยกค�ำร้อง” “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควร จะได้วินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษเท่านั้น จึงอนุญาตให้จ�ำเลยฎีกา เฉพาะประเด็นดังกล่าว ให้ศาลชั้นต้นด�ำเนินการต่อไป” “พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่าจ�ำเลยกระท�ำความผิดฐานจ�ำหน่าย เมทแอมเฟตามีนหรือไม่ไม่เป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาต ให้โจทก์ฎีกา ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ ของกลาง เป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัยอนุญาตให้โจทก์ฎีกา ให้ศาล ชั้นต้นด�ำเนินการต่อไป” “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจ�ำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ใน ข้อหาร่วมกันจ�ำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย อนุญาตให้โจทก์ฎีกา ให้ศาลชั้นต้นด�ำเนินการต่อไป ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษ จ�ำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ในข้อหาร่วมกันน�ำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อ


การปฏิบัติงานในศาลฎีกา 241 การค้า ไม่เป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา” กรณียื่นฎีกาแต่ไม่ยื่นค�ำขออนุญาตฎีกา “พิเคราะห์แล้วข้อหาร่วมกันจ�ำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติดซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ค�ำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด หากจ�ำเลยที่ ๑ ประสงค์ จะฎีกาก็ชอบที่จะยื่นค�ำร้องขออนุญาตฎีกาไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในก�ำหนด หนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านค�ำพิพากษาของศาลนั้นให้จ�ำเลยที่ ๑ ฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยตามมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง การที่จ�ำเลยที่ ๑ ยื่นฎีกาโดยไม่มีค�ำขออนุญาตฎีกา จึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจรับฎีกาของจ�ำเลยที่ ๑ ในส่วนนี้ไว้พิจารณาได้ จึงมีค�ำสั่งไม่รับฎีกา ของจ�ำเลยที่ ๑ ในข้อหาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ส่วนข้อหาความผิดอื่นให้ศาล ชั้นต้นพิจารณาสั่งฎีกาของจ�ำเลยที่๑ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ต่อไป” “พิเคราะห์แล้ว คดีนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งตามพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ค�ำพิพากษา ของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดและตามมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง หากจ�ำเลยประสงค์จะฎีกา ก็ชอบที่จะยื่นค�ำร้องขออนุญาตฎีกาไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในก�ำหนด หนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านค�ำพิพากษาของศาลนั้นให้จ�ำเลยฟัง เพื่อ ขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัย การที่จ�ำเลยยื่นฎีกาโดยไม่มีค�ำขออนุญาตฎีกา จึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจรับฎีกาของจ�ำเลยไว้ พิจารณาได้จึงมีค�ำสั่งไม่รับฎีกาของจ�ำเลย” “พิเคราะห์แล้ว คดีนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งตามพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ค�ำพิพากษา ของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดและตามมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง หากจ�ำเลยประสงค์จะฎีกา ก็ชอบที่จะยื่นค�ำร้องขออนุญาตฎีกาไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในก�ำหนด


242 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด หนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านค�ำพิพากษาของศาลนั้นให้จ�ำเลยฟัง การที่ จ�ำเลยฎีกาโดยยื่นค�ำร้องขอให้ผู้พิพากษาอนุญาตให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เช่นนี้เป็นการด�ำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาค�ำร้องขออนุญาตฎีกาของจ�ำเลยดังกล่าวได้ ให้ยกค�ำร้อง” “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ว่าความผิดของจ�ำเลยที่ ๑ เป็น ต่างกรรมต่างวาระเป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัยอนุญาตให้โจทก์ฎีกา ให้ศาลชั้นต้นด�ำเนินการต่อไป ส่วนฎีกาเกี่ยวกับจ�ำเลยที่๒ นั้น เห็นว่าข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาส�ำคัญ ที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา ให้ยกค�ำร้องส่วนนี้” “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ฎีกาของจ�ำเลยเป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้ วินิจฉัย อนุญาตให้จ�ำเลยฎีกาเฉพาะในความผิดฐานจ�ำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่ นายเป้าและนายพรศักดิ์ให้ศาลชั้นต้นด�ำเนินการต่อไป” “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ในข้อหาเป็นผู้ขับขี่เสพฝิ่นเป็นปัญหา ส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัยจึงอนุญาตให้โจทก์ฎีกาได้แต่เฉพาะข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นไม่เป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้ฎีกา ให้ศาลชั้นต้นด�ำเนินการต่อไป” “พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฎีกาของโจทก์เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจ�ำเลยที่๑ และ ที่ ๓ ถึงที่ ๖ เป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย อนุญาตให้โจทก์ฎีกาได้ เฉพาะในส่วนนี้ให้ศาลชั้นต้นด�ำเนินการต่อไป ส่วนฎีกาของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับ จ�ำเลยที่๗ ถึงที่๙ นั้น ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกาในส่วนของจ�ำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๙ ให้ยกค�ำร้องส่วนนี้” “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ฎีกาของจ�ำเลยข้อหาพยายามจ�ำหน่ายเมทแอมเฟ ตามีนเป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย อนุญาตให้จ�ำเลยฎีกาเฉพาะ ข้อหาพยายามจ�ำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นไม่เป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาล ฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้ฎีกา ให้ศาลชั้นต้นด�ำเนินการต่อไป”


การปฏิบัติงานในศาลฎีกา 243 “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดส�ำหรับ จ�ำเลยที่ ๒ เป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงอนุญาตให้โจทก์ฎีกา ส่วนฎีกาของโจทก์ส�ำหรับจ�ำเลยที่๑ ไม่เป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา ให้ศาลชั้นต้นด�ำเนินการต่อไป” กรณีค�ำร้องขอขยายระยะเวลายื่นค�ำร้องขออนุญาตฎีกา กรณีไม่อนุญาต “พิเคราะห์แล้ว คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ค�ำพิพากษาศาล อุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘ คู่ความอาจฎีกาได้โดยขออนุญาตต่อศาลฎีกาเท่านั้น เมื่อปรากฏว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจ�ำเลย จ�ำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ ถือว่าโจทก์พอใจค�ำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะอนุญาตให้โจทก์ฎีกาได้ข้ออ้างตามค�ำร้องของโจทก์ที่ว่า ต้องส่งส�ำนวนไปให้อัยการศาลสูง และผู้บัญชาการต�ำรวจภูธรภาค ๓ พิจารณาว่า จะฎีกาหรือไม่ ย่อมไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษที่โจทก์จะขอขยายระยะเวลายื่นค�ำร้องขอ อนุญาตฎีกาและฎีกาได้ให้ยกค�ำร้อง” “พิเคราะห์แล้ว คดีนี้จ�ำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ จ�ำเลยตามฟ้องโจทก์แต่ให้คืนรถยนต์กระบะของกลางแก่เจ้าของ โจทก์อุทธรณ์เพียง ขอให้ศาลอุทธรณ์ริบรถยนต์กระบะของกลาง และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ค�ำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ริบรถยนต์กระบะของกลางตามอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว ตามรูปคดีไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นค�ำร้องขออนุญาต ฎีกาและฎีกาแก่โจทก์ได้ ให้ยกค�ำร้อง” “พิเคราะห์แล้ว โจทก์เคยขอขยายระยะเวลายื่นค�ำร้องขออนุญาตฎีกาและ ฎีกาครั้งแรกอ้างว่าต้องส่งส�ำนวนให้อัยการศาลสูงพิจารณาว่าจะฎีกาหรือไม่ ศาล ชั้นต้นอนุญาตให้ขยายเวลาหนึ่งเดือน โจทก์ขอขยายระยะเวลาอีกครั้งที่๒ อ้างว่าได้ส่ง ค�ำสั่งไม่ฎีกาไปยังผู้บัญชาการต�ำรวจภูธรภาค ๓ และอยู่ระหว่างพิจารณาว่าเห็นชอบ


244 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด กับค�ำสั่งไม่ฎีกาหรือไม่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายเวลาอีกหนึ่งเดือน โจทก์ยื่นค�ำร้อง ขอขยายระยะเวลาอีกครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ อ้างเหตุเหมือนกับค�ำร้องขอครั้งก่อน แม้เหตุ ที่อ้างจะเป็นเหตุตามกฎหมายแต่ก็ปราศจากหลักฐานและรายละเอียดความคืบหน้า ของเหตุที่อ้างว่าได้ด�ำเนินการไปเพียงใด อันจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นจริง และโจทก์ได้ขวนขวายด�ำเนินการแล้ว แต่ก็ยังไม่ทันก�ำหนดเวลาที่ศาลขยายให้ ประกอบกับคดีนี้ไม่มีข้อเท็จจริงที่ยุ่งยาก ดังนี้ค�ำร้องขอของโจทก์จึงเท่ากับเป็นการ กล่าวอ้างลอยๆถือไม่ได้ว่ากรณีมีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาให้ยื่นค�ำร้อง ขออนุญาตฎีกาและฎีกาได้อีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ และพระราช บัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ ให้ยกค�ำร้อง” “พิเคราะห์แล้วการสั่งค�ำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลาเพื่อยื่นค�ำขออนุญาต ฎีกา หากศาลชั้นต้นไม่เห็นสมควรอนุญาต ศาลชั้นต้นจะต้องส่งค�ำร้องขอมาให้ศาล ฎีกาพิจารณาสั่งตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการยื่น ค�ำขอการพิจารณาและมีค�ำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกาในคดีความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๔ วรรคสาม การที่ศาลชั้นต้นสั่งยกค�ำร้องขออนุญาต ขยายระยะเวลาเพื่อยื่นค�ำขออนุญาตฎีกาเสียเอง โดยไม่ส่งค�ำร้องมาให้ศาลฎีกาสั่ง ย่อมเป็นการไม่ชอบ จึงให้ยกค�ำสั่งของศาลชั้นต้นเสีย อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีขึ้นมาสู่ การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งค�ำร้องขออนุญาตขยายระยะ เวลาเพื่อยื่นค�ำขออนุญาตฎีกาของจ�ำเลยไปเสียทีเดียวเห็นว่ากรณีมีพฤติการณ์พิเศษ อนุญาตให้จ�ำเลยขยายระยะเวลาเพื่อยื่นค�ำขออนุญาตฎีกาและฎีกาได้ตามขอ และ เห็นว่าข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัยจึงไม่อนุญาต ให้จ�ำเลยฎีกา ให้ยกค�ำร้อง” “พิเคราะห์แล้ว ข้ออ้างของจ�ำเลยที่ ๑ ที่ว่า จ�ำเลยที่ ๑ ต้องขังอยู่ในเรือนจ�ำ และรอเอกสารจากญาติจ�ำเลยที่ ๑ เพื่อประโยชน์ในการจัดท�ำฎีกา ประกอบกับเป็น คดีอุกฉกรรจ์และจ�ำเลยต้องค�ำพิพากษาให้จ�ำคุกสูง พอถือได้ว่าเป็นกรณีมีพฤติการณ์


การปฏิบัติงานในศาลฎีกา 245 พิเศษที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่จ�ำเลยที่๑ ได้ อนุญาตให้ขยายระยะ เวลายื่นฎีกาแก่จ�ำเลยที่ ๑ ออกไป ๓๐ วัน นับแต่วันอ่านค�ำสั่งนี้ให้จ�ำเลยที่ ๑ ฟัง” กรณียื่นค�ำร้องขออนุญาตเกินก�ำหนดระยะเวลา “พิเคราะห์แล้ว คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งตามพระราช บัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ ค�ำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด หากจ�ำเลยที่ ๒ ประสงค์จะฎีกาก็ชอบที่จะยื่น ค�ำร้องขออนุญาตฎีกาไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในก�ำหนดหนึ่งเดือน นับแต่ วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านค�ำพิพากษาศาลนั้นให้จ�ำเลยที่ ๒ ฟัง ตามมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จ�ำเลยที่ ๒ ฟังเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๙ จ�ำเลยที่ ๒ ยื่นค�ำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๙ จึงล่วงเลยก�ำหนดเวลายื่นฎีกาแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจรับไว้พิจารณา ได้ ให้ยกค�ำร้องในส่วนที่เกี่ยวกับจ�ำเลยที่ ๒” “พิเคราะห์แล้ว คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งตามพระราช บัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ ค�ำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด หากจ�ำเลยประสงค์จะฎีกาก็ชอบที่จะยื่นค�ำร้อง ขออนุญาตฎีกาไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในก�ำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันอ่าน หรือถือว่าได้อ่านค�ำพิพากษาของศาลนั้นให้จ�ำเลยฟังตามมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง เมื่อ คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จ�ำเลยฟังวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ การที่จ�ำเลยยื่นค�ำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับฎีกาเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๘ จึง ล่วงเลยก�ำหนดเวลายื่นฎีกาแล้ว ที่จ�ำเลยอ้างว่าในระหว่างที่ศาลชั้นต้นส่งหมายนัด ฟังค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้แก่จ�ำเลยตามภูมิล�ำเนาที่จังหวัดสิงห์บุรีนั้น จ�ำเลยได้ ย้ายไปท�ำงานอยู่ที่จังหวัดปทุมธานีแล้ว ท�ำให้ไม่ทราบก�ำหนดวันนัดฟังค�ำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นความบกพร่องของจ�ำเลยเอง มิใช่พฤติการณ์ พิเศษและเหตุสุดวิสัยตามกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อยื่นค�ำร้องขออนุญาตฎีกาและ ฎีกาต่อศาลฎีกาเมื่อพ้นก�ำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้ ให้ยกค�ำร้อง”


246 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด กรณีถอนค�ำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกา “พิเคราะห์แล้วอนุญาตให้จ�ำเลยถอนค�ำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาตามขอ” “พิเคราะห์แล้วอนุญาตให้จ�ำเลยถอนค�ำร้องขออนุญาตฎีกาในส่วนความผิด เกี่ยวกับยาเสพติดและถอนฎีกาได้ตามขอ” “พิเคราะห์แล้วจ�ำเลยยื่นฎีกามาพร้อมกับค�ำร้องขออนุญาตฎีกาและศาลฎีกา ยังมิได้สั่งค�ำร้องดังกล่าว ตามค�ำร้องของจ�ำเลยพอถือได้ว่าจ�ำเลยขอถอนค�ำร้องขอ อนุญาตฎีกาด้วย จึงอนุญาตให้จ�ำเลยถอนค�ำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาได้ให้ศาล ชั้นต้นออกหมายจ�ำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จ�ำเลยนับแต่วันที่อ่านค�ำพิพากษา ศาลอุทธรณ์” กรณียื่นค�ำร้องขออนุญาตฎีกาหลายฉบับ (รายงานกระบวนพิจารณา) “ศาลฎีกาตรวจส�ำนวนแล้ว ปรากฏว่าจ�ำเลยได้ยื่นค�ำร้องขออนุญาตฎีกาและ ฎีกาฉบับลงวันที่๓ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ไว้แล้วต่อมาทนายจ�ำเลยยื่นค�ำร้องขออนุญาต ฎีกาและฎีกาฉบับลงวันที่๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ศาลชั้นต้นส่งส�ำนวนขึ้นสู่ศาลฎีกา โดยยังไม่ได้สอบถามจ�ำเลยให้ได้ความชัดเจนเสียก่อนว่าจ�ำเลยประสงค์จะเลือกใช้ ค�ำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาฉบับใดเป็นค�ำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของจ�ำเลย ดังนั้น เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยถูกต้องจึงให้ศาลชั้นต้นด�ำเนินการ สอบถามจ�ำเลยให้ได้ความดังกล่าวเสียก่อนว่าจ�ำเลยประสงค์จะใช้ค�ำร้องขออนุญาต ฎีกาและฎีกาฉบับใด เสร็จแล้วจึงอ่านค�ำสั่งค�ำร้องศาลฎีกาให้แก่จ�ำเลยฟังต่อไป” “ศาลฎีกาตรวจส�ำนวนแล้ว ปรากฏว่าจ�ำเลยที่๑ ได้ยื่นค�ำร้องขออนุญาตฎีกา และฎีกาฉบับลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๗ ไว้แล้ว ต่อมาทนายจ�ำเลยที่ ๑ ยื่นค�ำร้อง ขออนุญาตฎีกาและฎีกาอีกฉบับ ลงวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๗ ศาลชั้นต้นส่งส�ำนวน ขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยยังไม่ได้สอบถามจ�ำเลยที่ ๑ ให้ได้ความชัดเจนเสียก่อนว่าจ�ำเลย ที่๑ ประสงค์จะเลือกใช้ค�ำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาฉบับใดเป็นค�ำร้องขออนุญาต ฎีกาและฎีกาของจ�ำเลยที่ ๑ ดังนั้น เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยถูกต้อง จึงให้ส่งส�ำนวนไปให้


การปฏิบัติงานในศาลฎีกา 247 ศาลชั้นต้นด�ำเนินการสอบถามจ�ำเลยที่ ๑ ให้ได้ความดังกล่าวเสียก่อน เสร็จแล้วให้ ส่งส�ำนวนคืนศาลฎีกาโดยเร็ว” (เป็นกรณีที่ฎีกาทั้งสองฉบับมีประเด็นและเนื้อหาแตกต่างกัน ซึ่งศาลฎีกา ยังไม่อาจสั่งรับค�ำร้องและฎีกาฉบับใดฉบับหนึ่งได้) กรณีอื่น ๆ กรณีคดีตามค�ำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด “พิเคราะห์แล้วเห็นว่าสิทธิฎีกาของโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง อยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ยื่นค�ำร้องขอให้ศาลฎีกาพิจารณารับ ฎีกาของโจทก์ไว้วินิจฉัยและศาลชั้นต้นส่งมายังศาลฎีกา จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ให้ยก ค�ำร้อง ให้ศาลชั้นต้นตรวจสั่งฎีกาของโจทก์ต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา” “พิเคราะห์แล้ว คดีในชั้นบังคับตามสัญญาประกัน ผู้ประกันที่ ๔ ยื่นค�ำร้อง ขอลดหรืองดค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีค�ำสั่งยกค�ำร้อง ผู้ประกันที่ ๔ อุทธรณ์ค�ำสั่ง เมื่อ ศาลอุทธรณ์มีค�ำวินิจฉัยประการใดแล้วค�ำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๑๙ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราช บัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ ผู้ประกันที่๒ ซึ่งเป็นผู้ประกัน ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกา กรณีไม่อยู่ในบังคับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘ แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีค�ำสั่งให้ส่งฎีกาของผู้ประกันที่ ๒ มายัง ศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรมีค�ำสั่งไปเสียทีเดียว จึงไม่รับฎีกาของผู้ประกันที่ ๒ และไม่จ�ำต้องสั่งค�ำร้องขอทุเลาการบังคับของผู้ประกันที่ ๒ อีก ให้ยกค�ำร้อง” ค�ำสั่งศาลฎีกาเป็นที่สุด คู่ความจะขออนุญาตฎีกาอีกไม่ได้ “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ค�ำสั่งศาลฎีกาที่ยกค�ำร้องขออนุญาตฎีกาของจ�ำเลย ที่ ๑ เป็นที่สุดแล้ว จ�ำเลยที่ ๑ จะขอให้ศาลฎีกาพิจารณาค�ำร้องของจ�ำเลยที่ ๑ ดังกล่าวอีกไม่ได้ให้ยกค�ำร้อง.”


248 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด หมวด ๒ การปล่อยชั่วคราว คดีที่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราว แบ่งออกได้เป็น กรณีดังนี้ ๑. ก่อนศาลชั้นต้นมีค�ำพิพากษา คดีที่ผู้ต้องหาหรือจ�ำเลยขอปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีค�ำสั่งไม่อนุญาต ผู้ประกันอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ยกค�ำร้อง ผู้ประกันฎีกา ศาลชั้นต้นยกค�ำร้องฎีกาค�ำสั่งผู้ประกันฎีกา สั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อศาลชั้นต้น มีค�ำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวระหว่างสอบสวน ผู้ต้องหายื่นค�ำร้อง อุทธรณ์ค�ำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีค�ำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวยืนตามศาลชั้นต้น ค�ำสั่งศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๑๙ ทวิวรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ ผู้ต้องหาไม่มีสิทธิฎีกาค�ำสั่งศาลอุทธรณ์ดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีค�ำสั่ง ยกค�ำร้องฎีกาค�ำสั่งของผู้ต้องหาชอบแล้ว ให้ยกค�ำร้อง” (คร. ๑๓๘๙/๒๕๕๓) ๒. เมื่อศาลชั้นต้นมีค�ำพิพากษาแล้ว หากมีการยื่นค�ำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้น ส่งค�ำร้องไปยังศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดมีค�ำสั่งยกค�ำร้อง ผู้ประกันยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๑๙ ทวิ สั่งว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจ�ำเลยให้การรับสารภาพ และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจ�ำคุก ๑ ปี๘ เดือน หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ในระหว่างอุทธรณ์จ�ำเลยอาจหลบหนีค�ำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว


การปฏิบัติงานในศาลฎีกา 249 นั้นชอบแล้ว ให้ยกค�ำร้อง” (คร. ๔๗๒๕/๒๕๕๓) หรือ “พิเคราะห์แล้วเห็นว่าจ�ำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีน เพื่อจ�ำหน่ายและจ�ำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจ�ำคุกและบวกโทษแล้ว จ�ำคุก ๒ ปี๓ เดือน ประกอบกับจ�ำเลยไม่ยื่นอุทธรณ์ หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ในระหว่างอุทธรณ์จ�ำเลยอาจหลบหนีจึงไม่อนุญาตให้ยกค�ำร้อง” (คร. ๔๗๑๔/๒๕๕๓) หรือ “พิเคราะห์ข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเป็นเรื่องร้ายแรงประกอบ กับศาลชั้นต้นลงโทษจ�ำคุกจ�ำเลยมีก�ำหนด ๑๐ ปีและปรับ ๕๔๐,๐๐๐ บาท หาก ปล่อยชั่วคราวจ�ำเลยอาจหลบหนีได้จึงไม่มีเหตุให้ปล่อยจ�ำเลยชั่วคราวในระหว่าง อุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์ยกค�ำร้องขอปล่อยชั่วคราวจ�ำเลยมานั้นชอบแล้วให้ยกค�ำร้อง” (คร. ๔๗๐๗/๒๕๕๓) ในกรณีเมื่อศาลอุทธรณ์มีค�ำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจ�ำเลยในระหว่าง อุทธรณ์ผู้ประกันหรือจ�ำเลยมิได้อุทธรณ์แต่ได้ยื่นค�ำขอปล่อยชั่วคราวใหม่ ศาล อุทธรณ์มีค�ำสั่งไม่อนุญาตผู้ประกันกลับมาอุทธรณ์ค�ำสั่งศาลอุทธรณ์เดิมที่ไม่อนุญาต ให้ปล่อยชั่วคราว สั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า หลังจากอ่านค�ำสั่งศาลอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ให้จ�ำเลยที่ ๒ หรือผู้ประกันฟังแล้วผู้ประกันยื่นค�ำร้องขอให้ ปล่อยจ�ำเลยที่ ๒ ชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ใหม่ แสดงว่า ผู้ประกันสละสิทธิที่จะ อุทธรณ์ค�ำสั่งศาลอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓ แล้ว จึงไม่มีสิทธิยื่น ค�ำร้องอุทธรณ์ค�ำสั่งศาลอุทธรณ์ฉบับดังกล่าวอีก ที่ศาลชั้นต้นรับค�ำร้องอุทธรณ์ค�ำสั่ง เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ให้ยกค�ำร้อง” (คร. ๔๗๒๖/๒๕๕๓) ๓. เมื่อศาลอุทธรณ์มีค�ำพิพากษาแล้ว ๓.๑ คดีที่มีข้อหาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างเดียว เนื่องจาก พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ค�ำพิพากษา ของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด


250 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด สั่งว่า “พิเคราะห์แล้วค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามพระราช บัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่งและยังไม่ปรากฏ ว่าจ�ำเลยยื่นค�ำร้องขออนุญาตฎีกา กรณีมีเหตุอันสมควรเชื่อว่า หากปล่อยชั่วคราว จ�ำเลยอาจจะหลบหนีจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกค�ำร้อง” (คร. ๔๓๒๕/๒๕๕๓) หรือ “พิเคราะห์แล้วคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุญาตให้จ�ำเลยฎีกา แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุสมควรปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา เนื่องจากจ�ำเลย อาจหลบหนีจึงไม่อนุญาต ให้ยกค�ำร้อง” (คร. ๔๖๑๗/๒๕๕๒ และคร. ๙๐/๒๕๕๓) ๓.๒ คดีที่มีข้อหาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและความผิดอื่น สั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว ค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับ ความผิดยาเสพติดเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ฎีกาตามมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติการพนันฯ ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ฎีกาตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ แต่จ�ำเลยยังไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ในความผิดดังกล่าว หากปล่อยชั่วคราวอาจหลบหนีจึงไม่อนุญาต ให้ยกค�ำร้อง” (คร. ๖๖๐๐/๒๕๕๒ และ คร. ๔๖๗/๒๕๕๓) หรือ “พิเคราะห์แล้ว ค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับ ความผิดยาเสพติดเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง เว้นแต่จะได้ยื่นฎีกาและค�ำร้องขออนุญาตฎีกา ต่อศาลฎีกาตามมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนความผิดฐาน มีและพาอาวุธปืนฯ ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จ�ำเลยยังไม่ได้รับอนุญาต ให้ฎีกาในความผิดฐานนี้หากปล่อยชั่วคราวอาจหลบหนีจึงไม่อนุญาตให้ยกค�ำร้อง” (คร. ๒๓๐๐/๒๕๕๓)


การปฏิบัติงานในศาลฎีกา 251 ๔. การถอนประกันในชั้นฎีกา กรณีพนักงานอัยการโจทก์ยื่นค�ำร้องต่อศาลฎีกาขอให้เพิกถอนค�ำสั่งปล่อย ชั่วคราวจ�ำเลย สั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว ปรากฏตามรายงานของส�ำนักงานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดที่แนบมาท้ายค�ำร้องของโจทก์ข้อเท็จจริงมีเพียงพอ ให้รับฟังได้ในเบื้องต้นโดยไม่จ�ำต้องไต่สวน กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าจ�ำเลยมีพฤติการณ์ เกี่ยวข้องกับการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอีก การปล่อยชั่วคราวจ�ำเลย ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ย่อมอาจมีภัยอันตรายหรือความเสียหายแก่ความ สงบเรียบร้อยของสังคมและประชาชนทั่วไป กรณีมีเหตุสมควรและให้เพิกถอนค�ำสั่ง ที่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจ�ำเลยในระหว่างฎีกา ให้ศาลชั้นต้นด�ำเนินการต่อไป” (คร. ๒๒๗๓/๒๕๕๓)


ภาคผนวก


ภาคผนวก 255 ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการเปลี่ยนโทษจ�ำคุกเป็นการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย การน�ำเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติมาใช้แทนการลงโทษ หรือการให้ส่งตัวจ�ำเลย ไปเข้ารับการบ�ำบัดรักษาในความผิดฐานเสพยาเสพติด หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดเพื่อเสพ พ.ศ. ๒๕๖๔ อาศัยอ�ำนาจตามความในมาตรา ๑๗๐ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมาย ยาเสพติด และมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาออก ข้อบังคับว่าด้วยการเปลี่ยนโทษจ�ำคุกเป็นการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย การน�ำ เงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติมาใช้แทนการลงโทษ หรือการให้ส่งตัวจ�ำเลยไปเข้ารับ การบ�ำบัดรักษาในความผิดฐานเสพยาเสพติดหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติด เพื่อเสพ พ.ศ. .... ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า“ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการเปลี่ยน โทษจ�ำคุกเป็นการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย การน�ำเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ มาใช้แทนการลงโทษ หรือการให้ส่งตัวจ�ำเลยไปเข้ารับการบ�ำบัดรักษาในความผิดฐาน เสพยาเสพติดหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดเพื่อเสพ พ.ศ. ....” *ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต ่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจา นุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ ๓ เมื่อกรณีเข้าเงื่อนไขตามมาตรา ๑๖๖ แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด และศาลจะลงโทษจ�ำคุก หากศาลเห็นสมควร ศาลอาจพิจารณาเปลี่ยนโทษจ�ำคุก *ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนที่ ๙ ก/หน้า ๒๒/๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๑


256 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด เป็นการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา หรือน�ำเงื่อนไขเพื่อ คุมความประพฤติข้อหนึ่งข้อใดหรือหลายข้อตามมาตรา ๕๖ แห่งประมวลกฎหมาย อาญา มาใช้แทนการลงโทษ ตามระยะเวลาที่ศาลก�ำหนดแต่ต้องไม่เกินกว่าสองปี ในกรณีที่ศาลเห็นว่าเหตุที่ให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย หรือพฤติการณ์ ที่เกี่ยวแก่การก�ำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติเปลี่ยนแปลงไป ศาลอาจไต่สวน ก่อนที่จะมีค�ำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ได้ ข้อ ๔ หากความปรากฏแก่ศาลว่าจ�ำเลยฝ่าฝืนหรือผิดเงื่อนไขแต่ศาลเห็นว่า จ�ำเลยยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขปรับปรุง หรือปฏิบัติตามเงื่อนไขต่อไปได้ศาลอาจ ว่ากล่าวตักเตือน และก�ำชับจ�ำเลยให้ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขโดยเคร่งครัด หรือ ก�ำหนดวิธีการหรือเงื่อนไขใหม่เพื่อความเหมาะสม หากจ�ำเลยฝ่าฝืนหรือผิดเงื่อนไข โดยไม่มีเหตุอันสมควร และการให้ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขต่อไปจะไม่เป็น ประโยชน์ต่อการแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมของจ�ำเลย ให้ศาลพิจารณาลงโทษจ�ำเลย ตามความเหมาะสมต่อไป ข้อ ๕ เมื่อกรณีเข้าเงื่อนไขตามมาตรา ๑๖๘ แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด และศาลเห็นว ่าพฤติการณ์แห ่งคดียังไม ่สมควรลงโทษจ�ำเลย หากจ�ำเลยส�ำนึก ในการกระท�ำโดยตกลงเข้ารับการบ�ำบัดรักษา เมื่อศาลสอบถามพนักงานอัยการแล้ว หากศาลเห็นสมควร ศาลอาจพิจารณาส่งตัวจ�ำเลยไปยังสถานพยาบาลยาเสพติด เพื่อเข้ารับการบ�ำบัดรักษา โดยในชั้นนี้ให้ศาลมีค�ำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจ�ำเลย กรณีตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลออกหนังสือส ่งตัวจ�ำเลยไปยังสถานพยาบาล ยาเสพติดในท้องที่โดยระบุให้สถานพยาบาลยาเสพติดแจ้งความคืบหน้าในการบ�ำบัด รักษาให้ศาลทราบในระยะเวลาอันสมควร และให้จ�ำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ชั่วคราว เพื่อรอฟังผลการบ�ำบัดรักษา เมื่อศาลได้รับแจ้งการรับรองเป็นหนังสือว่าจ�ำเลยเป็นผู้ผ่านการบ�ำบัดรักษา เป็นที่น่าพอใจจากหัวหน้าสถานพยาบาลยาเสพติดหรือสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด


ภาคผนวก 257 ยาเสพติด ให้ศาลนัดพร้อมคู่ความเพื่อมีค�ำสั่งยุติคดีโดยให้จ�ำเลยพ้นจากความผิด และจ�ำหน่ายคดีออกจากสารบบความ กับมีค�ำสั่งเกี่ยวกับของกลางด้วย หากศาลได้รับแจ้งผลการบ�ำบัดรักษาจ�ำเลยจากสถานพยาบาลยาเสพติดว่า การบ�ำบัดรักษาไม่เป็นที่น่าพอใจหรือจ�ำเลยไม่ให้ความร่วมมือ ให้ศาลยกคดีขึ้น พิจารณาพิพากษาต่อไปโดยเร็ว ข้อ ๖ ในการพิจารณาพิพากษาตามข้อบังคับนี้ส�ำหรับผู้กระท�ำความผิด แต่ละคน ให้ศาลค�ำนึงถึงหลักการตามมาตรา ๑๖๕ แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีดังต่อไปนี้ (๑) การสงเคราะห์ให้จ�ำเลยเลิกเสพยาเสพติดยิ่งกว่าการลงโทษ (๒) ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระท�ำความผิดของจ�ำเลยว ่ามี ผลร้ายแรงต่อสังคมเพียงใด และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจ�ำเลยจากการสอบถามจ�ำเลย บุคคลในครอบครัว บุคคลที่จ�ำเลยพักอาศัยอยู่ด้วย ผู้เกี่ยวข้องอื่นในคดีรายงาน ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง การสืบเสาะและพินิจจ�ำเลย ส�ำนวนการสอบสวน หรือ การไต่สวนประการอื่นใด ว่าจ�ำเลยมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทาง ที่ดีขึ้นได้หรือไม่เพียงใด (๓) ชนิดและฤทธิ์ของยาเสพติดที่เสพหรือครอบครองเพื่อเสพ ที่อาจ ส ่งผลต ่อสภาพร ่างกายและสภาพจิตใจที่แตกต ่างกัน และวิธีการเยียวยาแก้ไข ที่ต่างกัน จ�ำนวนที่เสพหรือครอบครองเพื่อเสพ การเสพเป็นครั้งคราวหรือประจ�ำ หรือเสพเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานบางอย่าง ในกรณีมีเหตุอันควรสงสัย ศาลพึงไต่สวนถึงมาตรฐานการตรวจหรือทดสอบ หรือสั่งให้รับการตรวจหรือทดสอบสารเสพติดในร่างกายของจ�ำเลยโดยเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจ และอาจสั่งให้มีการตรวจสอบใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ข้อ ๗ ให้ส�ำนักงานศาลยุติธรรมจัดท�ำและพัฒนาระบบงานธุรการและ วิธีปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยการคุมความประพฤติของ


258 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด จ�ำเลย และการส่งตัวจ�ำเลยให้สถานพยาบาลยาเสพติดเพื่อเข้ารับการบ�ำบัดตาม ข้อบังคับนี้การประสานงานกับหน่วยงานอื่น รวมถึงการจัดท�ำและรายงานสถิติคดี ที่เกี่ยวข้อง ในกรณีจ�ำเป็นต้องมีวิธีการใดในทางธุรการเพื่อให้การปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ เป็นไปโดยเรียบร้อยให้เลขาธิการส�ำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้ก�ำหนดวิธีการนั้น ข้อ ๘ ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้รักษาการตามข้อบังคับนี้ ประกาศ ณ วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ปิยกุล บุญเพิ่ม ประธานศาลฎีกา


ภาคผนวก 259 ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นค�ำขอ การพิจารณา และมีค�ำสั่งอนุญาต หรือไม่อนุญาตให้ฎีกาในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๑ อาศัยอ�ำนาจตามความในมาตรา ๖ และมาตรา ๑๙ วรรคสี่ แห่งพระราช บัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจึงออกระเบียบ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นค�ำขอ การพิจารณา และมี ค�ำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกาในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการยื่นค�ำขอ การพิจารณา และมีค�ำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกาในคดี ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๑” *ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป ข้อ ๓ ในระเบียบนี้ ถ้าข้อความมิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น “ผู้ร้อง” หมายความถึง คู่ความในคดีที่ขออนุญาตฎีกา “ค�ำขอ” หมายความว่าค�ำร้องขออนุญาตฎีกาในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด “คดี” หมายความว่า คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ยื่นค�ำขออนุญาตฎีกา ต่อศาลฎีกา “ศาลชั้นต้น” หมายความว่า ศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีในชั้นต้น *ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนที่ ๙ ก/หน้า ๒๒/๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๑


260 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ส่วนที่ ๑ หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นค�ำขอ ข้อ ๔ คดีที่ศาลอุทธรณ์มีค�ำพิพากษาหรือค�ำสั่งแล้วตามพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง คู่ความอาจยื่นค�ำขอ โดยท�ำเป็นค�ำร้องเพื่อขออนุญาตฎีกาต ่อศาลฎีกาพร้อมกับฎีกาภายในก�ำหนด หนึ่งเดือนนับแต ่วันอ ่านหรือถือว ่าได้อ ่านค�ำพิพากษาหรือค�ำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง การยื่นค�ำขอตามวรรคหนึ่งให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีอ�ำนาจตรวจ ค�ำขอและฎีกาและมีค�ำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘ หากผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามค�ำสั่งให้ศาลชั้นต้นรีบส่งค�ำขอและฎีกาพร้อมส�ำนวนไปยัง ศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งโดยเร็วต่อไป ในกรณีมีการขออนุญาตขยายระยะเวลาเพื่อยื่นค�ำขออนุญาตฎีกา หากศาล ชั้นต้นเห็นสมควรอนุญาตให้ขยาย ให้ศาลชั้นต้นสั่งตามที่เห็นสมควร หากจะไม่ อนุญาตให้ศาลชั้นต้นด�ำเนินการตามวรรคสอง ในกรณีตามวรรคสาม หากจ�ำเลยเป็นผู้ต้องค�ำพิพากษาให้ประหารชีวิต การอนุญาตให้ขยายควรค�ำนึงถึงก�ำหนดระยะเวลาตามบทบัญญัติแห ่งประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๖๒ หากมีการฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพร้อมกับความผิดอื่น ให้ศาล ชั้นต้นด�ำเนินการในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามระเบียบนี้ก ่อน เว้นแต ่มีเหตุ อันสมควร *ข้อ ๕ ค�ำขออนุญาตฎีกาให้ประกอบด้วย (๑) ปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายที่ประสงค์ขออนุญาตฎีกา (๒) เหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาของผู้ร้องไว้พิจารณา *ข้อ ๕ แก้ไขโดยระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธียื่นค�ำขอ การพิจารณา และมีค�ำสั่งอนุญาต หรือไม่อนุญาตให้ฎีกาในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ข้อ ๓


ภาคผนวก 261 ข้อ ๖ เมื่อมีการยื่นค�ำขออนุญาตฎีกาให้ศาลชั้นต้นส่งส�ำเนาค�ำขอและฎีกา ให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อทราบ แล้วส่งค�ำขอและฎีกา พร้อมส�ำนวนคดีและค�ำคัดค้าน หากมีไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งโดยเร็ว ทั้งนี้ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นส่งส�ำนวน คดีดังกล่าวไปยังศาลฎีกาแล้ว หากคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งประสงค์จะยื่นค�ำคัดค้าน ให้ ยื่นได้ก่อนศาลฎีกามีค�ำสั่ง ค�ำคัดค้านให้ประกอบด้วยเหตุที่ศาลฎีกาไม่ควรอนุญาตให้ฎีกาโดยชัดแจ้ง และกะทัดรัด ในกรณีที่จ�ำเลยต้องค�ำพิพากษาให้ประหารชีวิตให้ศาลชั้นต้นรีบส่งค�ำขอและ ฎีกา พร้อมส�ำนวนคดีไปยังศาลฎีกาในทันทีโดยทางไปรษณีย์ด่วนที่สุดหรือวิธีการอื่น ที่ได้ผลไม่ช้ากว่านั้น ส่วนที่ ๒ การพิจารณาและมีค�ำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกา ข้อ ๗ ให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งค�ำขอให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งเดือน นับแต่ วันที่ศาลฎีการับค�ำขอ เว้นแต ่มีเหตุจ�ำเป็น ในกรณีที่จ�ำเลยต้องค�ำพิพากษาให้ ประหารชีวิต ให้พึงพิจารณาว่าเป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย แต่ถ้ามี ค�ำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา ให้ศาลฎีกาด�ำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในก�ำหนดเวลาที่ไม่ขัด หรือแย้งต่อการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๖๒ ข้อ ๘ ในการวินิจฉัยว่าปัญหาเรื่องหนึ่งเรื่องใดเป็นปัญหาส�ำคัญที่ศาลฎีกา ควรจะได้วินิจฉัยให้พิจารณาจากข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่เห็นประจักษ์ว่าอาจมี ผลเปลี่ยนแปลงสาระส�ำคัญในค�ำพิพากษาหรือค�ำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นและรับไว้วินิจฉัย


262 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ข้อ ๙ หากศาลฎีกามีค�ำสั่งอนุญาตให้ฎีกา ให้ศาลชั้นต้นด�ำเนินการตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป ข้อ ๑๐ ห้ามมิให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะที่พิจารณาสั่งอนุญาตให้ฎีกา คดีใดเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นอีก ข้อ ๑๑ ให้ประธานศาลฎีการักษาการและมีอ�ำนาจวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา เกี่ยวกับการปฏิบัติรวมทั้งออกประกาศ มีค�ำสั่งหรือมีค�ำแนะน�ำเพื่อประโยชน์ในการ ปฏิบัติตามระเบียบนี้ ประกาศ ณ วันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ วิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา


ภาคผนวก 263 ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจ�ำเลย ต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ อาศัยอ�ำนาจตามความในมาตรา ๖ และ มาตรา ๑๕/๑ แห่งพระราช บัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดียาเสพติด(ฉบับที่๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจึงออกระเบียบ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า“ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการแสดงตนของจ�ำเลยต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือ ฎีกาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔” *ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป ข้อ ๓ ในระเบียบนี้ “ศาล” หมายความว่า ศาลชั้นต้นที่พิจารณาพิพากษาคดี “เจ้าพนักงานศาล” หมายความว่า ข้าราชการศาลยุติธรรมตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พนักงานราชการศาลยุติธรรม และลูกจ้าง ซึ่งผู้รับผิดชอบราชการศาลมอบหมาย ข้อ ๔ ในกรณีที่ตามค�ำพิพากษาจ�ำเลยต้องรับโทษจ�ำคุกหรือโทษสถาน ที่หนักกว่านั้น และไม่ได้ถูกคุมขัง หากจ�ำเลยมีความประสงค์จะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา ให้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาพร้อมค�ำขออนุญาตฎีกาต่อศาลและแสดงตนต่อเจ้าพนักงาน ศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาพร้อมแสดงหลักฐานที่สามารถยืนยันตัวจ�ำเลย เช่น บัตรประจ�ำตัวประชาชน บัตรประจ�ำตัวข้าราชการ หนังสือเดินทาง หรือเอกสาร อื่นใดที่ทางราชการออกให้ซึ่งปรากฏภาพถ่ายของจ�ำเลย *ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘/ตอนที่ ๘๓ ก/หน้า ๒๙/๘ ธันวาคม ๒๕๖๔


264 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ความในวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับแก่กรณีที่จ�ำเลยอยู่ระหว่างหลบหนีจากที่ คุมขังด้วย ข้อ ๕ เมื่อจ�ำเลยยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาพร้อมค�ำขออนุญาตฎีกาและแสดงตน ตามข้อ ๔ ให้เจ้าพนักงานศาลตรวจสอบหลักฐานการยืนยันตัวจ�ำเลยเปรียบเทียบ กับภาพถ่ายจ�ำเลย ลายมือชื่อจ�ำเลย หรือเอกสารอื่นใดในส�ำนวน เพื่อยืนยันว่าเป็น จ�ำเลยในคดีจริง และให้จัดท�ำรายงานเสนอต่อศาลเพื่อพิจารณา ข้อ ๖ เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของจ�ำเลยชอบด้วยกฎหมาย และจ�ำเลยที่ยื่นอุทธรณ์เป็นจ�ำเลยในคดีจริง ให้ศาลสั่งรับอุทธรณ์ หากเป็นการฎีกา เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว ่าฎีกาของจ�ำเลยชอบด้วย กฎหมายและจ�ำเลยที่ยื่นฎีกาเป็นจ�ำเลยในคดีจริง ให้ส่งค�ำขออนุญาตฎีกาและฎีกา พร้อมส�ำนวนคดีและค�ำคัดค้านหากมี ไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งโดยเร็ว หากจ�ำเลยไม ่มีหลักฐานที่สามารถใช้ยืนยันตัวได้ตามข้อ ๔ ศาลอาจมี ค�ำสั่งไม่รับอุทธรณ์หรือส่งค�ำขออนุญาตฎีกาและฎีกาพร้อมส�ำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อ พิจารณาสั่ง หรืออาจไต่สวนเพื่อให้มีการยืนยันตัวตนของจ�ำเลยตามที่เห็นสมควรก็ได้ ข้อ ๗ เมื่อจ�ำเลยได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาพร้อมค�ำขออนุญาตฎีกาภายใน ระยะเวลาตามที่กฎหมายก�ำหนดแล้ว แต่จ�ำเลยไม่สามารถมาแสดงตนต่อศาลได้ เพราะมีพฤติการณ์พิเศษ จ�ำเลยอาจยื่นค�ำร้องขอขยายระยะเวลาแสดงตนออกไป และศาลอาจมีค�ำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาแสดงตนแล้วรอการสั่งอุทธรณ์หรือ รอการส่งฎีกาพร้อมค�ำขออนุญาตฎีกาไว้ก่อนได้ ข้อ ๘ ในกรณีที่จ�ำเลยอ้างว่า ไม่สามารถมาแสดงตนต่อศาลได้เพราะเหตุ เจ็บป่วยหรือเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ศาลอาจตั้งเจ้าพนักงานศาลไปตรวจสอบและ ท�ำรายงานเสนอต่อศาลเพื่อพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควร ข้อ ๙ ในกรณีมีเหตุสุดวิสัย ท�ำให้จ�ำเลยไม่สามารถมาแสดงตนต่อศาล ชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้นได้จ�ำเลยอาจยื่นค�ำร้องขอยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาพร้อม ค�ำขออนุญาตฎีกาและแสดงตนต่อศาลที่มีภูมิล�ำเนาหรืออยู่ในเขตศาลในขณะนั้นก็ได้


ภาคผนวก 265 เมื่อมีการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาพร้อมค�ำขออนุญาตฎีกาตามวรรคหนึ่ง ให้ศาล ที่จ�ำเลยมีภูมิล�ำเนาหรืออยู่ในเขตศาลแจ้งให้ศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้นทราบ โดยเร็ว และให้ศาลสั่งให้จ�ำเลยไปแสดงตนต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้น ภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่เหตุสุดวิสัยนั้นได้สิ้นไป หากจ�ำเลยไม่มาแสดงตนต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้นภายในระยะ เวลาตามวรรคสอง ให้ศาลสั่งไม่รับอุทธรณ์หรือให้ส่งฎีกาพร้อมค�ำขออนุญาตฎีกา และส�ำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งโดยเร็วต่อไป ข้อ ๑๐ จ�ำเลยไม่จ�ำต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ หรือฎีกาพร้อมค�ำขออนุญาตฎีกาในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) จ�ำเลยต้องรับโทษจ�ำคุกหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น และอยู่ในระหว่าง ถูกคุมขัง (๒) จ�ำเลยที่ศาลพิพากษาให้รอการก�ำหนดโทษหรือลงโทษอย่างอื่น เช่น กักขังหรือปรับโดยไม่มีโทษจ�ำคุกหรือโทษสถานที่หนักกว่าร่วมด้วย (๓) จ�ำเลยที่ศาลพิพากษารอการลงโทษจ�ำคุก (๔) จ�ำเลยที่รับโทษจ�ำคุกตามค�ำพิพากษาครบถ้วนแล้ว ข้อ ๑๑ ให้ศาลมีอ�ำนาจออกระเบียบและวิธีปฏิบัติของศาลนั้นได้เท ่าที่ ไม่ขัดหรือแย้งต่อระเบียบนี้ ข้อ ๑๒ ในกรณีที่ต้องมีวิธีการใดในทางธุรการเพื่อให้การปฏิบัติตามระเบียบ นี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยให้เลขาธิการส�ำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้ก�ำหนดวิธีการ นั้น ข้อ ๑๓ ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้ ประกาศ ณ วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ปิยกุล บุญเพิ่ม ประธานศาลฎีกา


266 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ พ.ศ. ๒๕๖๕ อาศัยอ�ำนาจตามความในมาตรา ๒๙ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมาย ยาเสพติดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ให้ยาเสพติดให้โทษที่ระบุชื่อดังต ่อไปนี้ เป็นยาเสพติดให้โทษ ในประเภท ๕ ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด (๑) พืชฝิ่น พืชซึ่งมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Papaver Somniferum L. และ Papaver bracteatum Lindl. หรือที่มีชื่ออื่นในสกุลเดียวกันที่ให้ฝิ่นหรือแอลคาลอยด์ ของฝิ่น (๒) เห็ดขี้ควายหรือพืชเห็ดขี้ควาย ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psilocybe Cubensis (Earle) Singer หรือที่มีชื่ออื่นในสกุลเดียวกันที่ให้สาร psilocybin หรือ psilocin (๓) สารสกัดจากทุกส ่วนของพืชกัญชาหรือกัญชง ซึ่งเป็นพืชในสกุล Cannabis ยกเว้น สารสกัดดังต่อไปนี้ (ก) สารสกัดที่มีปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล(tetrahydrocannabinol, THC) ไม่เกินร้อยละ ๐.๒ โดยน�้ำหนัก เฉพาะที่ได้รับอนุญาตให้สกัด จากพืชกัญชาหรือกัญชงที่ปลูกภายในประเทศ (ข) สารสกัดจากเมล็ดของพืชกัญชาหรือกัญชง ที่ได้จากการปลูก ภายในประเทศ


ภาคผนวก 267 ข้อ ๒ กรณียาเสพติดให้โทษตามข้อ ๑ ที่เป็นสารควบคุมคุณภาพในการ ตรวจวิเคราะห์และควบคุมคุณภาพของการตรวจสารเสพติดในร ่างกาย ซึ่งเป็น เครื่องมือแพทย์ตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องมือแพทย์ และต้องใช้ตามวัตถุประสงค์ ของเครื่องมือแพทย์นั้น ให้ยกเว้นจากการเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ ข้อ ๓ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นก�ำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต ่วัน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๕ อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข


268 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ค�ำแนะน�ำของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยแนวทางการก�ำหนดโทษคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๕ โดยที่ได้มีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งมีผลเปลี่ยนแปลง บทบัญญัติที่ก�ำหนดความผิดและโทษของความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแตกต่างไปจาก กฎหมายเดิมหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการลงโทษ มีบทบัญญัติให้ต้อง พิจารณาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับตัวผู้กระท�ำผิดเพื่อก�ำหนดโทษให้เหมาะสมแก่จ�ำเลย เป็นรายคน การก�ำหนดโทษที่จะลงแก ่ผู้กระท�ำผิดในคดียาเสพติด ศาลจึงต้อง พิจารณาทั้งพฤติการณ์การกระท�ำผิดและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นมาแห ่ง ชีวิตของจ�ำเลยประกอบกัน เพื่อให้การก�ำหนดโทษได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของ ความผิดและเหมาะสมกับจ�ำเลยแต่ละคน อาศัยอ�ำนาจตามความในมาตรา ๕ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๑ ประธานศาลฎีกาจึงออกค�ำแนะน�ำของประธานศาลฎีกาว่าด้วยแนวทาง การก�ำหนดโทษคดียาเสพติด ดังต่อไปนี้ การอธิบายฟ้องและการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อใช้ในการก�ำหนดโทษ ข้อ ๑ การอ่านและอธิบายฟ้องให้จ�ำเลยในคดียาเสพติดฟังศาลพึงอธิบาย ถึงพฤติการณ์แห่งการกระท�ำผิดตามที่ปรากฏในฟ้องให้ทราบโดยใช้ถ้อยค�ำที่จ�ำเลย สามารถเข้าใจได้ และอาจยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้จ�ำเลยเข้าใจฟ้องได้อย่างถูกต้อง ข้อ ๒ ก่อนถามค�ำให้การของจ�ำเลย ศาลพึงสอบถามจ�ำเลยให้มั่นใจว่า จ�ำเลยเข้าใจข้อหาและพฤติการณ์ตามค�ำฟ้องอย่างถ่องแท้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดี ที่ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดที่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์


ภาคผนวก 269 ข้อ ๓ ถ้าจ�ำเลยซึ่งให้การรับสารภาพให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์การ กระท�ำผิดการจับกุม ความเสียหายที่เกิดขึ้น หรือข้อเท็จจริงอื่นใดที่ไม่ปรากฏในฟ้อง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการก�ำหนดโทษ ศาลอาจมีค�ำสั่งให้ไต่สวนพนักงานอัยการโจทก์ และจ�ำเลยเพื่อให้ได้ความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว โดยจะเรียกส�ำนวนการสอบสวน มาประกอบการไต่สวนด้วยก็ได้ การไต่สวนตามวรรคหนึ่ง มิใช่เพื่อพิสูจน์ความผิดหรือบริสุทธิ์ของจ�ำเลย แต่เพื่อให้ศาลทราบถึงข้อเท็จจริงตามวรรคหนึ่งโดยละเอียดและก�ำหนดโทษได้อย่าง เหมาะสมเท่านั้น ข้อ ๔ กรณีตามข้อ ๓ ศาลพึงมีค�ำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะ และพินิจเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมส�ำหรับประกอบการพิจารณาก�ำหนดโทษ ข้อเท็จจริงที่ให้แสวงหาเพิ่มเติมตามวรรคหนึ่งอาจเป็นไปตามที่ระบุไว้ใน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๕๒ วรรคสอง มาตรา ๑๖๕ วรรคหนึ่งและวรรคสอง หรือข้อเท็จจริงอื่นใดที่ศาล เห็นสมควร การปรับบทลงโทษและการใช้ดุลพินิจในการก�ำหนดโทษ ข้อ ๕ ในการปรับบทลงโทษที่เป็นความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดที่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์ ไม่พึงอนุมานจากปริมาณ ยาเสพติดแต่เพียงอย่างเดียว แต่ให้ค�ำนึงถึงหลักการตีความกฎหมายอาญาที่ต้อง ตีความอย่างเคร่งครัด และค�ำนึงถึงเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติดที่มุ่ง ประสงค์ลงโทษหนักแก ่ผู้กระท�ำผิดที่กระท�ำในลักษณะแสวงหาก�ำไรและความ ร�่ำรวยจากยาเสพติด และผู้กระท�ำผิดรายใหญ่หรือผู้ที่มีบทบาทส�ำคัญในเครือข่าย อาชญากรรมยาเสพติดยิ่งกว่าผู้กระท�ำผิดรายย่อย ข้อ ๖ การก�ำหนดโทษความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องให้ได้สัดส ่วนกับ ความร้ายแรงของการกระท�ำความผิดโดยพิจารณาจากปัจจัย ดังต่อไปนี้


270 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (๑) บทบาทหรือความเกี่ยวข้องรู้เห็นของจ�ำเลยในเครือข่ายอาชญากรรม ยาเสพติด (๒) มูลเหตุจูงใจในการกระท�ำความผิด (๓) อันตรายที่เกิดจากการกระท�ำความผิด (๔) การกระท�ำส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวมและการแพร่ระบาดมากน้อย เพียงใด (๕) พฤติการณ์ในการกระท�ำความผิดซึ่งรวมถึงปริมาณยาเสพติดที่เกี่ยวข้อง ข้อ ๗ การใช้ดุลพินิจก�ำหนดโทษไม่พึงพิจารณาแต่ปริมาณยาเสพติดเพียง อย่างเดียว แต่ต้องน�ำข้อเท็จจริงที่ได้จากทางพิจารณา หรือที่ได้จากการด�ำเนินการ ตามข้อ ๓ และข้อ ๔ มาพิจารณาประกอบด้วยเสมอ ข้อ ๘ ข้อเท็จจริงที่อาจน�ำมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการก�ำหนดโทษ ตามข้อ ๗ เช่น (๑) ลักษณะของการกระท�ำมีความสลับซับซ้อนในการปกปิด (๒) มีความพยายามในการท�ำลายพยานหลักฐาน (๓) มีการใช้เด็ก เยาวชน หรือผู้มีภาวะอ่อนด้อยในการกระท�ำผิด (๔) กระท�ำผิดในระหว่างได้รับการปล่อยชั่วคราวหรือพักการลงโทษ (๕) กระท�ำผิดเป็นครั้งแรกหรือหลายครั้ง (๖) ความประพฤติในอดีต (๗) จ�ำเลยกระท�ำผิดเพราะถูกข่มขู่หรือกดดัน (๘) ความอ่อนด้อยทางสภาพร่างกาย จิตใจ อารมณ์ หรือความบกพร่อง ทางสติปัญญาหรือการเรียนรู้ของจ�ำเลย (๙) หลังกระท�ำผิดจ�ำเลยส�ำนึกผิดและมีความจริงใจและมุ่งมั่นในการปรับ เปลี่ยนพฤติกรรม


ภาคผนวก 271 นอกจากข้อเท็จจริงตามวรรคหนึ่ง ศาลพึงพิจารณาถึงความเป็นมาแห ่ง ชีวิตของจ�ำเลยประกอบด้วยเสมอ และกรณีมีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะราย อาจใช้ดุลพินิจลงโทษจ�ำคุกหรือปรับน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายก�ำหนดไว้ส�ำหรับ ความผิดนั้นก็ได้ตามมาตรา ๑๕๒ วรรคสอง ข้อ ๙ นอกจากที่ก�ำหนดไว้ในข้อ ๕ ถึงข้อ ๗ แล้วการพิจารณาก�ำหนดโทษ พึงยึดถือตามค�ำแนะน�ำของประธานศาลฎีกา ว ่าด้วยแนวทางการใช้โทษอาญา พ.ศ. ๒๕๖๓ และหากเป็นความผิดเกี่ยวกับการเสพยาเสพติดหรือมียาเสพติดไว้ ในครอบครองเพื่อเสพ ให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่ก�ำหนดไว้ในประมวลกฎหมาย ยาเสพติด มาตรา ๑๖๕ วรรคหนึ่งและวรรคสองด้วย ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ ปิยกุล บุญเพิ่ม ประธานศาลฎีกา


272 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ด่วนที่สุด ที่ศย ๐๒๔/ว ๖ (ป) ส�ำนักงานศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก เขตจตุจักร กทม. ๑๐๙๐๐ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๕ เรื่อง การด�ำเนินการบังคับโทษปรับในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เรียน หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดส�ำนักงานศาลยุติธรรม อ้างถึง หนังสือส�ำนักงานศาลยุติธรรม ที่ศย ๐๒๔/ว๓๔ (ป)ลงวันที่๗ มีนาคม ๒๕๖๑ ตามหนังสือที่อ้างถึง ส�ำนักงานศาลยุติธรรมแจ้งว่า มาตรา ๒๑ แห่ง พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้ก�ำหนดวิธีการบังคับโทษปรับ ในคดียาเสพติดไว้โดยเฉพาะแล้วจึงไม่น�ำวิธีการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้อง ในทรัพย์สินของผู้ต้องโทษปรับเพื่อใช้ค่าปรับตามมาตรา ๒๙/๑ แห่งประมวลกฎหมาย อาญา ไปใช้กับการบังคับโทษปรับในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามพระราช บัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น โดยที่พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ ประมวลกฎหมายยาเสพติดและพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก ในวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ โดยพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ มีผลใช้บังคับในวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ประมวลกฎหมาย ยาเสพติด มีผลใช้บังคับในวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๔ และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณา คดียาเสพติด(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ มีผลใช้บังคับในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๔ ทั้งนี้ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด(ฉบับที่ ๒)และประมวลกฎหมายยาเสพติด มีบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมวิธีการบังคับโทษปรับในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด


ภาคผนวก 273 โดยมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ บัญญัติให้ยกเลิกหมวด ๕ การบังคับโทษปรับ มาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ ประกอบกับมาตรา ๑๘๖ วรรคสอง แห่ง ประมวลกฎหมายยาเสพติดบัญญัติว่า “หากจ�ำเลยไม่ช�ำระค่าปรับตามวรรคหนึ่ง และมีการด�ำเนินการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายอาญา ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. อ�ำนวยความสะดวกหรือให้ความช่วยเหลือในการด�ำเนินการบังคับคดีด้วย” และ มาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ บัญญัติ ว่า “คดีที่ได้มีการออกหมายบังคับคดีแต่งตั้งข้าราชการในส�ำนักงานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นเจ้าหนี้ตามค�ำพิพากษาอยู่ในวันก่อนวันที่ประมวล กฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ส�ำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติดด�ำเนินการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ ต่อไปจนเสร็จสิ้น” ดังนั้น เมื่อพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ และประมวลกฎหมายยาเสพติดมีผลใช้บังคับแล้วการบังคับ โทษปรับในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงต้องด�ำเนินการตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๒๙/๑ เช่นเดียวกับการบังคับโทษปรับในคดีอาญาทั่วไป โดยเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เป็นผู้อ�ำนวยความสะดวกหรือให้ความช่วยเหลือในการด�ำเนินการบังคับคดี ยกเว้นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ได้มีการออกหมายบังคับคดีไว้แล้ว ส�ำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติดมีหน้าที่ด�ำเนินการต่อไปจนเสร็จสิ้น ส�ำนักงานศาลยุติธรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การด�ำเนินการบังคับ โทษปรับของเจ้าพนักงานศาลที่ได้รับแต่งตั้งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙/๑ เป็นไปในแนวทางเดียวกัน สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมายที่มีการแก้ไขใหม่ จึงให้ยกเลิกแนวทางการบังคับโทษปรับในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ ตามหนังสือที่อ้างถึง โดยให้ เจ้าพนักงานศาลที่ได้รับแต่งตั้งจัดท�ำรายงานเจ้าหน้าที่เสนอความเห็นต่อศาลเพื่อ


274 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พิจารณาออกหมายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙/๑ ในคดีความผิด เกี่ยวกับยาเสพติดตั้งแต่วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๔ อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติวิธี พิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ มีผลใช้บังคับเป็นต้นไป ในกรณีที่ เจ้าพนักงานศาลที่ได้รับแต ่งตั้งพบคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งครบก�ำหนด ออกหมายบังคับคดีก ่อนพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ จะมีผลใช้บังคับ แต่ยังไม่ได้ออกหมายบังคับคดีและคดีดังกล่าวยังอยู่ ภายในก�ำหนดห้าปีนับแต่วันที่ได้มีค�ำพิพากษาถึงที่สุด ให้เจ้าพนักงานศาลที่ได้รับ แต่งตั้งจัดท�ำรายงานเจ้าหน้าที่เสนอความเห็นต่อศาลเพื่อพิจารณาออกหมายบังคับ คดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙/๑ ต่อไป ทั้งนี้การเสนอความเห็นต่อศาลและการด�ำเนินการเมื่อศาลมีค�ำสั่งให้ ออกหมายบังคับคดีแล้ว ให้เป็นไปตามแนวทางและขั้นตอนการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่ศาลและเจ้าพนักงานศาลที่ได้รับแต่งตั้งในการด�ำเนินการตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๒๙/๑ ที่ส�ำนักงานศาลยุติธรรมก�ำหนดไว้ จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอได้โปรดแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบและ ถือปฏิบัติต่อไป ขอแสดงความนับถือ (ลงชื่อ) จีระพัฒน์ พันธุ์ทวี (นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี) เลขาธิการส�ำนักงานศาลยุติธรรม สานักกิจการคดี ส่วนบังคับคดี(จิรศักดิ์) โทร. ๐ ๒๕๑๒ ๘๔๔๖ โทรสาร. ๐ ๒๕๑๒ ๘๑๓๙ E-mail : [email protected]


ภาคผนวก 275 ด่วนที่สุด ที่ศย ๐๒๔/ว ๗ (ป) ส�ำนักงานศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก เขตจตุจักร กทม. ๑๐๙๐๐ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๕ เรื่อง ปรับปรุงแก้ไขแนวทางและขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศาลและ เจ้าพนักงานศาลที่ได้รับแต่งตั้งในการด�ำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙/๑ เรียน หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดส�ำนักงานศาลยุติธรรม อ้างถึง หนังสือส�ำนักงานศาลยุติธรรม ที่ศย ๐๒๔/ว๙๕ (ป)ลงวันที่๓ สิงหาคม ๒๕๖๑ สิ่งที่ส่งมาด้วย แนวทางและขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศาลและเจ้าพนักงาน ศาลที่ได้รับแต ่งตั้งในการด�ำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙/๑ (ฉบับปรับปรุงแก้ไข) ตามหนังสือที่อ้างถึงส�ำนักงานศาลยุติธรรมได้ก�ำหนดแนวทางและขั้นตอน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศาลและเจ้าพนักงานศาลที่ได้รับแต่งตั้งในการด�ำเนินการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙/๑ เพื่อให้สามารถบังคับใช้มาตรการบังคับ คดีเพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของผู้ต้องโทษปรับเพื่อใช้ค่าปรับได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น เนื่องจากพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ ประมวลกฎหมายยาเสพติดและพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก ในวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ โดยพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ มีผลใช้บังคับในวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ประมวลกฎหมาย


276 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ยาเสพติดมีผลใช้บังคับในวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๔ และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณา คดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ มีผลใช้บังคับในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๔ ทั้งนี้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) และประมวลกฎหมาย ยาเสพติด มีบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมวิธีการบังคับโทษปรับในคดีความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด โดยมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ บัญญัติให้ยกเลิกหมวด ๕ การบังคับโทษปรับ มาตรา ๒๑ แห่ง พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยมาตรา ๑๘๖ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด บัญญัติว่า“หากจ�ำเลยไม่ช�ำระค่าปรับตามวรรคหนึ่ง และมีการด�ำเนินการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายอาญา ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. อ�ำนวยความสะดวกหรือให้ความช่วยเหลือในการด�ำเนินการบังคับคดีด้วย” ในการนี้ส�ำนักงานศาลยุติธรรมได้จัดการประชุมหารือข้อราชการกับ ส�ำนักงานอัยการสูงสุดพร้อมด้วยส�ำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติดเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเกี่ยวกับการบังคับคดีผู้ประกัน การบังคับโทษปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙/๑ และการบังคับโทษ ปรับในคดียาเสพติดตามประมวลกฎหมายยาเสพติดเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ และวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๔ ณ ห้องประชุมใหญ่ส�ำนักงานศาลยุติธรรม อาคารศาล อาญาชั้น ๑๒ ดังนั้น เพื่อเป็นการปรับปรุงแก้ไขแนวทางและขั้นตอนการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ศาลและเจ้าพนักงานศาลที่ได้รับแต่งตั้งในการด�ำเนินการตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๒๙/๑ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเพื่อมิให้ทางราชการเสียสิทธิ การได้รับช�ำระค ่าปรับในคดีที่โทษปรับมีจ�ำนวนสูงในกรณีที่มีพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ จึงเห็นควรให้ยกเลิกข้อความตามหนังสือส�ำนักงานศาลยุติธรรม ที่ ศย ๐๒๔/ว๙๕ (ป) ลงวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๑ ข้อ ๒. การเสนอความเห็นต่อ ศาลเพื่อพิจารณาออกหมายบังคับคดีข้อ ๓.การปฏิบัติเมื่อศาลมีค�ำสั่งให้ออกหมาย บังคับคดีข้อ ๓.๒ การส ่งส�ำเนาหมายบังคับคดีและเอกสารที่เกี่ยวข้อง และ ข้อ ๔.๔ การสอบถามความคืบหน้าในการสืบหาทรัพย์สินและการบังคับคดีและ ให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน


ภาคผนวก 277 “๒. การเสนอความเห็นต่อศาลเพื่อพิจารณาออกหมายบังคับคดี เมื่อครบก�ำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา หากผู้ต้องโทษ ปรับไม่ช�ำระค่าปรับ ให้เจ้าพนักงานศาลที่ได้รับแต่งตั้งด�ำเนินการดังต่อไปนี้ ๒.๑ กรณีที่ผู้ต้องโทษปรับอยู่ระหว่างถูกจ�ำคุกหรือกักขังแทน ค่าปรับไปพลางก่อนนับแต่วันที่ศาลมีค�ำพิพากษาและยังไม่พ้นโทษปรับ (๑) ถ้าโทษปรับตามค�ำพิพากษามีจ�ำนวนไม่ถึงสี่แสนบาท ให้เจ้าพนักงานศาลที่ได้รับแต่งตั้งจัดท�ำรายงานเจ้าหน้าที่เสนอความเห็นต่อศาล เพื่อพิจารณากักขังแทนค่าปรับต่อไปจนครบก�ำหนด แต่หากปรากฏหลักฐานต่อศาล ว่าผู้ต้องโทษปรับมีทรัพย์สินพอช�ำระค่าปรับ ให้เจ้าพนักงานศาลที่ได้รับแต่งตั้ง รายงานศาลเพื่อพิจารณาออกหมายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙/๑ ต่อไป (๒) ถ้าโทษปรับตามค�ำพิพากษามีจ�ำนวนตั้งแต่สี่แสนบาท ขึ้นไป ให้เจ้าพนักงานศาลที่ได้รับแต่งตั้งจัดท�ำรายงานเจ้าหน้าที่เสนอความเห็นต่อ ศาลเพื่อพิจารณาออกหมายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙/๑ ต่อไป ๒.๒ กรณีที่ผู้ต้องโทษปรับผิดนัดการผ่อนช�ำระค่าปรับ กรณีที่ ศาลเพิกถอนค�ำสั่งอนุญาตให้ท�ำงานบริการสังคมหรือท�ำงานสาธารณประโยชน์ แทนค่าปรับ หรือกรณีที่ยังไม่ได้ตัวผู้ต้องโทษปรับมารับโทษตามค�ำพิพากษา หาก ศาลยังไม่ได้มีค�ำสั่งบังคับตามสัญญาประกัน ออกหมายจับ หรือหมายบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานศาลที่ได้รับแต่งตั้งจัดท�ำรายงานเจ้าหน้าที่เสนอต่อศาลเพื่อขอให้ มีค�ำสั่งปรับผู้ประกัน ออกหมายจับผู้ต้องโทษปรับ และพิจารณาออกหมายบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙/๑ เนื่องจากไม่แน่ว่าจะได้ตัวผู้ต้องโทษ ปรับมาศาลเมื่อใด ๒.๓ กรณีที่ผู้ต้องโทษปรับเป็นนิติบุคคล ให้เจ้าพนักงานศาล ที่ได้รับแต่งตั้งจัดท�ำรายงานเจ้าหน้าที่เสนอความเห็นต่อศาลเพื่อพิจารณาออกหมาย บังคับคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙/๑”


278 ส่วนวิธีพิจารณาคดียาเสพติด “๓. การปฏิบัติเมื่อศาลมีค�ำสั่งให้ออกหมายบังคับคดี หมายบังคับคดีจะต้องระบุจ�ำนวนเงินค ่าปรับที่ค้างช�ำระตาม ค�ำพิพากษาหรือค�ำสั่งศาลที่ให้จ�ำเลยรับผิดและระบุถึงพนักงานอัยการหรือเจ้าพนักงาน ศาลที่ได้รับแต่งตั้งหรือผู้แทนเป็นผู้น�ำยึดตามหมายบังคับคดีเพื่อมิให้เกิดปัญหา ข้อขัดข้องในการบังคับคดีเนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙/๑ ก�ำหนดให้ เจ้าพนักงานศาลที่ได้รับแต่งตั้งและพนักงานอัยการมีอ�ำนาจหน้าที่ในการด�ำเนินการ บังคับคดีโดยเจ้าพนักงานศาลที่ได้รับแต่งตั้งจะไปน�ำยึดหรือแจ้งอายัดทรัพย์สินของ ผู้ต้องโทษปรับร ่วมกับพนักงานอัยการหรือผู้แทนต ่อเมื่อได้รับหนังสือแจ้งจาก พนักงานอัยการหรือตามค�ำสั่งศาล ทั้งนี้การระบุถึงเจ้าพนักงานศาลที่ได้รับแต่งตั้ง ในหมายบังคับคดีดังกล่าว ไม่มีผลกระทบถึงหน้าที่ในการตรวจสอบหาทรัพย์สินของ ผู้ต้องโทษปรับ ซึ่งพนักงานอัยการต้องด�ำเนินการไปตามข้อบังคับของอัยการสูงสุด กรณีคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษปรับจ�ำเลยในความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด ให้ระบุข้อความเพิ่มเติมในหมายบังคับคดีว่า “โดยให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. อ�ำนวยความสะดวกหรือให้ความช ่วยเหลือในการด�ำเนินการบังคับคดีด้วย ตาม ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๘๖ วรรคสอง” “๓.๒ เมื่อมีการออกหมายบังคับคดีแล้ว หากศาลยังไม่ได้มีค�ำสั่งให้มี หนังสือแจ้งไปยังพนักงานอัยการเพื่อด�ำเนินการตามหน้าที่ ให้เจ้าพนักงานศาล ที่ได้รับแต่งตั้งท�ำรายงานเจ้าหน้าที่เสนอศาล เพื่อให้ศาลมีค�ำสั่งให้มีหนังสือแจ้ง ให้พนักงานอัยการทราบ พร้อมกับแนบส�ำเนาหมายบังคับคดีส�ำเนาค�ำพิพากษาและ เอกสารที่จ�ำเป็นแก่การบังคับคดี(ถ้ามี) ไปด้วย เช่น ส�ำเนาบัตรประจ�ำตัวประชาชน ส�ำเนาทะเบียนบ้าน หรือหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของผู้ต้องโทษปรับ ส�ำเนาหมายกักขังแทนค่าปรับ หรือส�ำเนาหมายจ�ำคุกและกักขังแทนค่าปรับ เป็นต้น โดยศาลในพื้นที่กรุงเทพมหานครให้ส่งไปยังส�ำนักงานการบังคับคดีส�ำนักงานอัยการ สูงสุด ส่วนศาลในพื้นที่นอกเขตกรุงเทพมหานครให้ส่งไปยังส�ำนักงานอัยการภาค ของแต่ละพื้นที่ต่อไป”


ภาคผนวก 279 “๔.๔ ให้เจ้าพนักงานศาลที่ได้รับแต่งตั้งสอบถามความคืบหน้าในการ สืบหาทรัพย์สินและการบังคับคดีไปยังพนักงานอัยการ เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือ ผู้ประสานงานในการบังคับคดีของหน่วยงานดังกล่าวแล้วรายงานให้ศาลทราบภายใน ๖ เดือน นับแต่ออกหมายบังคับคดีและทุก ๖ เดือน หลังจากการรายงานครั้งก่อน จนกว่าจะสิ้นสุดการบังคับคดี” ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอได้โปรดแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบและ ถือปฏิบัติต่อไป ขอแสดงความนับถือ (ลงชื่อ) จีระพัฒน์พันธุ์ทวี (นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี) เลขาธิการส�ำนักงานศาลยุติธรรม ส�ำนักกิจการคดี ส่วนบังคับคดี(จิรศักดิ์) โทร. ๐ ๒๕๑๒ ๘๔๔๖ โทรสาร. ๐ ๒๕๑๒ ๘๑๓๙ E-mail : [email protected]


Click to View FlipBook Version