เอกสารที่ใช้ในการประเมินผลการสอนรายวิชา นาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครู MSE2711a ทิวาพร อรรคอำนวย ศศ.ม.ศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ไทย) คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 2565
คำนำ เอกสารที่ใช้ในการประเมินผลการสอนวิชา MSE2711a นาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครู(Basic Dramatic Dance for Teachers) เล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนสำหรับนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด กลุ่มรายวิชาเอกเลือก โดยมีคำอธิบายรายวิชา ดังนี้ “ประวัติและ วิวัฒนาการของนาฏศิลป์ ประเภทของนาฏศิลป์ ที่มาของเพลง จังหวะ ลีลา เครื่องแต่งกายตามความ เหมาะสม นาฎยศัพท์ การละคร การปฏิบัตินาฏศิลป์ การละเล่นพื้นเมือง เพลงประกอบท่ารำและการ ออกแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน” รายวิชาดังกล่าวมี จุดมุ่งหมายสำคัญให้นักศึกษามีเข้าใจในหลักวิชานาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครูที่ใช้กระบวนการด้าน ปฏิบัติเป็นสื่อ โดยผู้สอนได้กำหนดขอบเขตเนื้อหาของวิชาดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 8 บท ได้แก่ ประวัติและ วิวัฒนาการนาฏศิลป์ประเภทนาฏศิลป์ที่มาของเพลง การแต่งกายนาฏศิลป์นาฏยศัพท์และภาษาท่า การปฏิบัตินาฏศิลป์เบื้องต้น การแสดงและการละเล่นพื้นเมือง และการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารที่ใช้ในการประเมินผลการสอนวิชา MSE2711a นาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครู(Basic Dramatic Dance for Teachers) เล่มนี้ จะช่วยให้การเรียนการ สอนรายวิชากลุ่มวิชาเอกเลือก ให้มีความสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น และช่วยเผยแพร่ส่งเสริมความรู้ทางด้าน นาฏศิลป์เบื้องต้นให้แก่ผู้สนใจ หากมีข้อบกพร่องผิดพลาดประการใดที่เกิดขึ้นจากเอกสารที่ใช้ในการ ประเมินผลการสอนรายวิชาเล่มนี้ ผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และจะนำข้อผิดพลาดไป ปรับปรุงแก้ไขในโอกาสต่อไป ทิวาพร อรรคอำนวย มิถุนายน 2565
สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ข สารบัญภาพ ง สารบัญตาราง ญ แผนการสอนประจำรายวิชา 1 แผนการสอนประจำบทที่ 1 บทที่ 1 ประวัติและวิวัฒนาการของนาฏศิลป์ 1.1 ที่มาและตำนานนาฏศิลป์ 1.2 ตำนานนาฏศิลป์ 1.3 ความหมายและความสำคัญของนาฏศิลป์ 1.4 พิธีไหว้ครูดนตรีนาฏศิลป์ 1.5 วิวัฒนาการของนาฏศิลป์ สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 3 5 5 8 16 18 22 23 25 25 แผนการสอนประจำบทที่ 2 บทที่ 2 ประเภทนาฏศิลป์ 2.1 โขน 2.2 ละคร 2.3 รำ ระบำ สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 27 29 29 42 68 94 97 97 แผนการสอนประจำบทที่ 3 บทที่ 3 ที่มาของเพลง 3.1 ดนตรีและเพลงที่ใช้ประกอบการแสดงนาฏศิลป์ 3.2 เพลงไทยสำหรับประกอบการแสดงนาฏศิลป์ 3.3 เพลงประกอบการแสดงพื้นเมือง สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 99 101 101 102 111 114 115 115 แผนการสอนประจำบทที่ 4 บทที่ 4 การแต่งกายนาฏศิลป์ 4.1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายสำหรับการแสดงนาฏศิลป์ 4.2 การแต่งกายประกอบการแสดง รำ ระบำ 4.3 การแต่งกายนาฏศิลป์พื้นเมือง 116 119 119 128 134
ค สารบัญ (ต่อ) หน้า สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 138 138 138 แผนการสอนประจำบทที่ 5 บทที่ 5 นาฏยศัพท์และภาษาท่า 5.1 ความหมายของนาฏยศัพท์ 5.2 ความหมายของภาษาท่า 5.3 การปฏิบัตินาฏยศัพท์และภาษาท่าเบื้องต้น สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 139 141 141 149 157 160 161 161 แผนการสอนประจำบทที่ 6 บทที่ 6 การปฏิบัตินาฏศิลป์ 6.1 การเตรียมความพร้อมการปฏิบัตินาฏศิลป์เบื้องต้น 6.2 การปฏิบัตินาฏศิลป์เบื้องต้น สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 162 164 164 169 175 176 176 แผนการสอนประจำบทที่ 7 บทที่ 7 การแสดงพื้นเมืองและการละเล่นพื้นบ้าน 7.1 การแสดงพื้นเมืองและการละเล่นพื้นบ้าน 7.2 ความหมายของการแสดงพื้นเมืองและการละเล่นพื้นเมือง สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 177 179 179 185 194 195 195 แผนการสอนประจำบทที่ 8 บทที่ 8 การจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ 8.1 การจัดการเรียนรู้ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 8.2 การจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 196 198 198 200 231 232 233 บรรณานุกรม 235 ประวัติผู้เขียน 238
สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1. ที่มาของนาฏศิลป์ 5 2. การเลียนแบบธรรมชาติ 6 3. อารยธรรมอินเดีย 6 4. การละเล่นของชาวบ้าน 7 5. การแสดงที่เป็นแบบแผน 7 6. อธิบายตำนานท่ารำในคัมภีร์นาฏยศาสตร์ 9 7. อธิบายตำนานที่พระอิศวรเป็นผู้ให้กำเนิดการฟ้อนรำ 11 8. พระนาฏราชพระอิศวรฟ้อนรำ 12 9. สรุปตำรารำของไทย 15 10. แผนผังแสดงการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมของไทย 16 11. แผนผังความหมายของ “นาฏ” หรือ “นาฏย” 16 12. แผนผังความหมายของ “ศิลปะ” หรือ “ศิลป์” 17 13. แผนผังความหมายของ “นาฏศิลป์” 17 14. พิธีไหว้ครู - ครอบครูดนตรี นาฏศิลป์ 19 15. แผนผังสรุปลำดับขั้นตอนพิธีไหว้ครูโขน-ละคร 20 16. ภาพพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ โขน ละคร 22 17. แผนผังสรุปความหมายโขน 30 18. กวนเกษียณสมุทร 31 19. สรุปภาพแผนผังการชักนาคดึกดำบรรพ์ตามแนวคิดสุจิตต์ วงษ์เทศ 32 20. สรุปภาพแผนผังแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์จากพิธีอินทราภิเษก 32 21. การแสดงหนังใหญ่ 33 22. แผนผังสรุปการแสดงหนังใหญ่ 33 23. การละเล่นกระบี่กระบอง 34 24. แผนผังสรุปการละเล่นกระบี่กระบอง 34 25. การแสดงโขนกลางแปลง 35 26. แผนผังสรุปโขนกลางแปลง 36 27. การแสดงโขนโรงนอกหรือโขนนั่งราว 36 28. แผนผังสรุปการแสดงโขนโขนโรงนอกหรือโขนนั่งราว 37 29. แผนผังสรุปการแสดงโขนโรงใน 38 30. การแสดงโขนหน้าจอ 38 31. แผนผังสรุปการแสดงโขนหน้าจอ 39 32. การแสดงโขนฉาก 40 33. โขนฉาก 40 34. แผนผังสรุปรูปแบบการแสดงโขนฉาก 41 35. แผนผังสรุปความหมายของละคร 45 36. การแสดงละครชาตรี 47 37. การแสดงละครชาตรีของกองการสังคีต 48
จ สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพที่ หน้า 38. แผนผังสรุปรูปแบบการแสดงละครชาตรี 49 39. แผนผังสรุปรูปแบบการแสดงละครนอก 51 40. การแสดงละครในเรื่องรามเกียรติ์ 52 41. แผนผังสรุปรูปแบบการแสดงละครใน 53 42. แผนที่และวังบ้านหม้อ 55 43. ละครดึกดำบรรพ์ เรื่อง อิเหนา ตอนไหว้พระ 56 44. แผนผังสรุปความเป็นมาและรูปแบบการแสดงละครดึกดำบรรพ์ 57 45. ละครพันทาง เรื่อง พระลอ ตอน เข้าห้อง 58 46. แผนผังสรุปประวัติความเป็นมาและรูปแบบการแสดงละครพันทาง 58 47. การแสดงขุนช้างขุนแผน 59 48. แผนผังสรุปประวัติความเป็นมาและรูปแบบการแสดงละครเสภา 60 49. รูปแบบการแสดงบังสาวัน 61 50. การแสดงสาวเครือฟ้า 63 51. แผนผังสรุปประวัติความเป็นมาและรูปแบบการแสดงละครร้อง 64 52. แผนผังอธิบายรูปแบบละครร้อง 65 53. แผนผังสรุปประเภทการละครของไทย 68 54. รำเดี่ยวฉุยฉายศูรปนักขา 69 55. กระบี่กระบอง 70 56. รำพลายบัวเกี้ยวนางตานี 70 57. รำซัดชาตรี 71 58. รำอาวุธ 71 59. ระบำสี่บท 74 60. ระบำดาวดึงส์ 77 61. ระบำโบราณคดี 78 62. ระบำทวารวดี 78 63. ระบำศรีวิชัย 79 64. ระบำลพบุรี 80 65. ระบำเชียงแสน 81 66. ระบำสุโขทัย 82 67. ระบำศรีชัยสิงห์ 82 68. ระบำกินรีร่อน 83 69. ระบำม้า 84 70. พระลอตามไก่ 85 71. ระบำดอกบัว 87 72. รำถวายพระพร 89 73. ระบำจีน-ไทยไมตรี 90 74. ระบำไทย-พม่าอธิษฐาน 91
ฉ สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพที่ หน้า 75. ระบำไก่แจ้ 92 76. ตุ้มโฮมฮักแพง เบิ่งแยงราชภัฏ 93 77. เพลงเรือ 111 78. เพลงซอ 112 79. เพลงโคราช 112 80. เพลงนา 113 81. ชฎา 119 82. มงกุฎกษัตริย์ 119 83. ศีรษะยักษ์ 120 84. ศีรษะลิง 120 85. กำไลเท้าหรือกำไลข้อเท้า 120 86. เข็มขัดหรือปั้นเหน่ง 121 87. สังวาล 121 88. ทับทรวง 121 89. กำไลแผงหรือทองกร 122 90. ธำมรงค์หรือแหวน 122 91. แหวนรอบ 122 92. ปะวะหล่ำ 123 93. สนับเพลาหรือกางเกง 123 94. ผ้านุ่งหรือภูษาหรือพระภูษา 123 95. ห้อยข้างหรือเจียระบาดหรือชายแครง 124 96. ห้อยหน้าหรือชายไหว 124 97. เสื้อหรือฉลององค์ 124 98. รัดสะเอวหรือรัดองค์ 125 99. กรองศอหรือนวมคือหรือกรองศอ 125 100. การแต่งกายยืนเครื่องตัวพระ 125 101. การแต่งกายยืนเครื่องตัวนาง 126 102. การแต่งกายยืนเครื่องตัวยักษ์ 126 103. การแต่งกายยืนเครื่องตัวลิง 126 104. การแสดงวานรสิบแปดมงกุฎ 127 105. วานรสิบแปดมงกุฎ 127 106. การแต่งกายรำมโนราห์บูชายัญ 128 107. การแต่งการะบำทวารวดี 129 108. การแต่งกายระบำศรีวิชัย 130 109. การแต่งกายระบำลพบุรี 131 110. การแต่งกายระบำเชียงแสน 132 111. การแต่งกายระบำสุโขทัย 132
ช สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพที่ หน้า 112. ท่ารำนางอัปสราบายนในปราสาทของกัมพูชา 133 113. ระบำศรีชัยสิงห์ 133 114. การแต่งกายระบำศรีชัยสิงห์ 133 115. การแต่งกายระบำนางกอย แบบที่ 1 134 116. การแต่งกายระบำนางกอย แบบที่ 2 134 117. การแต่งกายฟ้อนสาวไหม 135 118. การแต่งการรำเถิดเทิงกลองยาว 136 119. การแต่งกายเซิ้งสวิง 136 120. การแต่งกายระบำตารีกีปัส 137 121. การตั้งวง 142 122. การตั้งวงบน 142 123. การตั้งวงกลาง 142 124. การตั้งวงล่าง 143 125. การจีบ 143 126. การจีบหงาย 143 127. การจีบคว่ำ 144 128. การจีบส่งหลัง 144 129. การจีบล่อแก้ว 144 130. การเอียงศีรษะ 144 131. การเปิดปลายเท้า 148 132. ผสมเท้า 148 133. เหลื่อมเท้า 149 134. เปิดส้นเท้า 149 135. ท่าฉัน ตัวเรา 150 136. ท่าเธอ ท่าน 150 137. ท่าปฏิเสธ 150 138. ท่าที่นั่น 151 139. ท่าที่โน่น 151 140. ท่าที่นี่ 151 141. ท่าเมื่อก่อน (อดีต) 151 142. ท่ายืน 152 143. ท่าเดิน 152 144. ท่านั่ง 152 145. ท่ายิ้ม ดีใจ 153 146. ท่าเสียใจ 153 147. ท่าโกรธ 153 148. ท่ารัก 153
ซ สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพที่ หน้า 149. ท่าโศกเศร้า 154 150. ท่าร้องไห้ 154 151. ท่าแสดงความสวยงาม 154 152. ท่าแสดงความยิ่งใหญ่ 155 153. ท่าแสดงความเจริญรุ่งเรือง 155 154. ท่านก 155 155. ท่าปลา 156 156. ท่าม้า 156 157. ท่าไก่ 156 158. ท่ากวาง 156 159. การหัดนุ่งโจงกระเบน 164 160. การคัดเลือกฝ่ายพระ นาง 165 161. การดัดมือ 165 162. การดัดแขน 166 163. การกระดกเท้า 166 164. การดันเอว ดันไหล่ 166 165. การเต้นเสา 166 166. การทรงตัว 167 167. การยกเท้าแบบตัวนาง 167 168. การยกเท้าแบบตัวพระ 168 169. การกระเท้า 168 170. การกระดกเสี้ยว 168 171. การนั่งตัวพระ ตัวนาง 168 172. การแต่งกายฟ้อนเงี้ยว 170 173. ขออวยชัย 170 174. พุทธิไกรช่วยค้ำ 171 175. ทรงคุณเลิศล้ำ 171 176. ไปทุกทั่วตัวตน 171 177. จงได้รับ 171 178. สรรพมิ่งมงคล 172 179. นาท่านนา 172 180. ขอเทวาช่วยรักษาเถอะ 172 181. ขอหื้ออยู่ 172 182. สุขา 173 183. ด้วยธรรมานุภาพเจ้า 173 184. เทพดาช่วยเรา 173 185. หื้อเป็นมิ่งมงคล 173
ฌ สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพที่ หน้า 186. สังฆานุภาพเจ้า 174 187. ช่วยแนะนำตน 174 188. สรรพมิ่งทั่วไปเนอ 174 189. มงคล 174 190. เทพดาทุกแห่งหน 175 191. ขอบันดลช่วยค้ำจิ่ม 175 192. การฟ้อนกิงกะหร่า 180 193. ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา 181 194. ม้าจกคอก 183 195. ไม้หึ่งหรืออิหึ่ง 184 196. รำกลองยาว 185 197. รำสีนวล 187 198. เพลงเรือ 188 199. เพลงเกี่ยวข้าว 189 200. การแต่งกายเผ่ากาฬสินธุ์ 191 201. การแต่งกายเผ่าสกลนคร 191 202. การแต่งกายเผ่านครพนม 192 203. มะล้อกก๊อกแก๊ก 193 204. เกมลูกบอลอยู่ที่ใคร 206 205. นาฏยศัพท์และภาษาท่าประกอบเพลง 208 206. งูกินหาง 210 207. มอญซ่อนผ้า 211 208. ระบำไก่ 212 209. การประดิษฐ์และสร้างสรรค์ท่ารำประกอบเพลง 214 210. รำเชิญพระขวัญ 215 211. การเป็นผู้ชมและการวิจารณ์การแสดง 215 212. รีรีข้าวสาร 216 213. ท่ารำเพลงชาวไทย 221 214. เรียนรู้โขนผ่านตัวละครโขน 222 215. รำซิมารำ 224 216. กิจกรรมละครสร้างสรรค์ 227 217. การออกแบบเครื่องแต่งกาย 230 218. การปฏิบัติท่ารำเพลงคืนเดือนหงาย 200 219. การปฏิบัติท่ารำเพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า 231
สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1. สรุปประเภทและลักษณะการแสดงโขน 42 2. สรุปละครรำแบบดั้งเดิม 53 3. ลักษณะการแสดง เครื่องดนตรี การแต่งกายและคุณค่าทางวัฒนธรรมการแสดง ระบำสี่บท 74 4. รูปแบบและลักษณะการแสดงระบำกฤดาภินิหาร 76 5. การแต่งกายระบำกินรีร่อน 83 6. กลุ่มหน้าพาทย์ธรรมดา 103 7. กลุ่มหน้าพาทย์ชั้นกลาง 104 8. กลุ่มหน้าพาทย์ชั้นสูง 104 9. หน้าพาทย์ปกติ 105 10. หน้าพาทย์ชั้นสูง 105 11. หน้าพาทย์ที่ใช้สำหรับกิริยาไปมาใกล้และไกล 105 12. หน้าพาทย์ที่ใช้สำหรับการรื่นเริงสนุกสนาน 106 13. หน้าพาทย์ที่ใช้สำหรับการจัดทัพและตรวจพล 107 14. หน้าพาทย์ที่ใช้สำหรับการต่อสู้ติดตาม 107 15. หน้าพาทย์ที่ใช้สำหรับการนอน การอาบน้ำ การกิน 107 16. หน้าพาทย์ที่ใช้สำหรับการเล้าโลม แสดงความรักใคร่และเสียใจ 107 17. หน้าพาทย์ที่ใช้สำหรับการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์ 108 18. เพลงหน้าพาทย์ประกอบกิริยา ไป มา 108 19. เพลงหน้าพาทย์ประกอบการยกทัพ 108 20. เพลงหน้าพาทย์ประกอบความสนุกสนานร่าเริง 109 21. เพลงหน้าพาทย์ประกอบการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ 109 22. เพลงหน้าพาทย์ประกอบการตู่สู้และติดตาม 109 23. เพลงหน้าพาทย์ประกอบการแสดงอารมณ์ทั่วไป 109 24. เพลงหน้าพาทย์ประกอบการแสดงการอาบน้ำ กิน นอน 110 25. การแต่งกายในระบำทวารวดี 129 26. การแต่งกายระบำศรีวิชัย 130 27. การแต่งกายระบำลพบุรี 131 28. การแต่งกายระบำเชียงแสน 132 29. การแต่งกายระบำสุโขทัย 132 30. การแต่งกายระบำศรีชัยสิงห์ 133 31. นาฏยศัพท์ประเภทนามศัพท์ 142 32. การปฏิบัตินาฏยศัพท์ประเภทนามศัพท์ 145 33. นาฏยศัพท์ประเภทกิริยาศัพท์ 148 34. ภาษาท่ารำที่ใช้แทนคำพูด 150 35. ภาษาท่ารำแสดงกิริยาอาการหรืออิริยาบท 152
ฎ สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า 36. ภาษาท่ารำที่ใช้แสดงอารมณ์ภายใน 153 37. ภาษาท่ารำที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อแสดงความหมายเฉพาะ 154 38. ภาษาท่ารำที่ใช้แสดงการเลียนแบบกิริยาของสัตว์ 155 39. การเตรียมความพร้อมก่อนการปฏิบัตินาฏศิลป์ 165 40. อธิบายท่ารำฟ้อนเงี้ยว 170 41. การวิเคราะห์มาตรฐาน ศ 3.1 201 42. การวิเคราะห์มาตรฐาน ศ 3.2 203 43. การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลางและการจัดการเรียนรู้ การปฏิบัตินาฏศิลป์ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 205 44. ตัวอย่างกิจกรรมการแสดงนาฏยศัพท์ภาษาท่าประกอบเพลง 207 45. ตัวอย่างกิจกรรมการละเล่นของเด็กไทย 210 46. ตัวอย่างกิจกรรมนาฏศิลป์ 212 47. การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลางและการจัดการเรียนรู้ การปฏิบัตินาฏศิลป์ระดับประถมศึกษาปีที่ 2 212 48. ตัวอย่างกิจกรรมการเคลื่อนไหวอย่างอิสระและการเคลื่อนไหวอย่างมีรูปแบบ 214 49. ตัวอย่างกิจกรรมการปฏิบัติภาษาท่าและนาฏยศัพท์ประกอบเพลง 215 50. ตัวอย่างกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้าน 216 51. การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลางและการจัดการเรียนรู้ การปฏิบัตินาฏศิลป์ระดับประถมศึกษาปีที่ 3 217 52. ตัวอย่างกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายผ่านเพลงที่พบเจอในชีวิตประจำวัน 218 53. ตัวอย่างกิจกรรมการเคลื่อนไหวตามหลักและวิธีการปฏิบัตินาฏศิลป์ 219 54. การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลางและการจัดการเรียนรู้ การปฏิบัตินาฏศิลป์ระดับประถมศึกษาปีที่ 4 220 55. ตัวอย่างกิจกรรมการเคลื่อนไหวนาฏศิลป์ 221 56. การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลางและการจัดการเรียนรู้ การปฏิบัตินาฏศิลป์ระดับประถมศึกษาปีที่ 5 222 57. ตัวอย่างกิจกรรมนาฏยศัพท์ภาษาท่าประกอบเพลง 223 58. ตัวอย่างกิจกรรมละครสร้างสรรค์ 227 59. การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลางและการจัดการเรียนรู้ การปฏิบัตินาฏศิลป์ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 227 60. ตัวอย่างกิจกรรมปฏิบัตินาฏศิลป์ 230
แผนการสอนประจำรายวิชา รหัสวิชา MSE2711a รายวิชา นาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครู 3(2-2-5) หน่วยกิต (Basic Dramatic Dance for Teachers) เวลาเรียน 60 ชั่วโมง คำอธิบายรายวิชา ประวัติและวิวัฒนาการของนาฏศิลป์ ประเภทของนาฏศิลป์ ที่มาของเพลง จังหวะ ลีลา เครื่องแต่งกายตามความเหมาะสม นาฎยศัพท์ การละคร การปฏิบัตินาฏศิลป์ การละเล่นพื้นเมือง เพลงประกอบท่ารำและการออกแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนในหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐาน วัตถุประสงค์ทั่วไป 1. เพื่อให้นักศึกษามีความรู้เกี่ยวกับนาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครู 2. เพื่อให้นักศึกษามีความรู้และปฏิบัติเกี่ยวกับนาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครูได้ 3. เพื่อให้นักศึกษามีความรู้กับประเภทของนาฏศิลป์และเชื่อมโยงนาฏศิลป์กับศาสตร์อื่นได้ 4. เพื่อให้นักศึกษาสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ในหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐานได้ แผนการสอนและเนื้อหารายวิชา สัปดาห์ที่ บทที่ / รายการสอน จำนวนชั่วโมง 1 บทที่ 1 ประวัติและวิวัฒนาการของนาฏศิลป์ 4 2 - 3 บทที่ 2 ประเภทของนาฏศิลป์ 8 4 บทที่ 3 ที่มาของเพลง 4 5 - 6 บทที่ 4 การแต่งกายนาฏศิลป์ 8 7 - 8 บทที่ 5 นาฎยศัพท์และภาษาท่า 8 9 - 11 บทที่ 6 การปฏิบัตินาฏศิลป์เบื้องต้น 12 12 บทที่ 7 การละเล่นพื้นเมือง 4 13 - 15 บทที่ 8 การจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ 12 16 สอบปลายภาคเรียน รวม 60
2 วิธีการสอน รายวิชานาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครูมีวิธีการสอนดังต่อไปนี้ 1. การบรรยาย อภิปราย และถามตอบข้อซักถาม 2. การสาธิตการปฏิบัติประกอบการบรรยาย 3. ใช้สื่อในการประกอบการสอน 4. การทำงานรายบุคคล / รายงานกลุ่ม 5. ทดสอบโดยการสอบย่อย สื่อการเรียนการสอน รายวิชานาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครณูมีสื่อการเรียนการสอนดังต่อไปนี้ 1. เอกสารที่ใช้ในการประเมินผลการสอนรายวิชาวิชานาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครู 2. เครื่องแต่งกายนาฏศิลป์ 3. สื่อเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับนาฏศิลป์และการละคร 4. โปรแกรมนำเสนอประกอบการสอน 5. กิจกรรมประกอบการสอน การวัดผลและประเมินผล รายวิชานาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครูมีการวัดและประเมินผลดังต่อไปนี้ 1. การวัดผล 1.1 คะแนนระหว่างภาคเรียน 70 คะแนน 1.1.1 เข้าชั้นเรียน 10 คะแนน 1.1.2 งานรายบุคคล / รายกลุ่ม 30 คะแนน 1.1.3 ทดสอบกลางภาค 30 คะแนน 1.2 คะแนนปลายภาคเรียน 30 คะแนน รวม 100 คะแนน 2. การประเมินผล ระดับ ได้คะแนนร้อยละ A 80 - 100 B+ 75 - 79 B 70 - 74 C+ 65 - 69 C 60 - 64 D+ 55 - 59 D 50 - 54 F 0 - 49
แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 1 ประวัติและวิวัฒนาการของนาฏศิลป์ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนแล้ว นักศึกษาในรายวิชาจะสามารถ : 1. อธิบายความหมายและความเป็นมาของนาฏศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับที่มา ประเภทของ นาฏศิลป์ และนาฏศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน สังคม สิ่งแวดล้อม ชุมชน 2. วิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบ ประเภท และความสัมพันธ์ของนาฏศิลป์กับ ศาสตร์อื่น ๆ 3. แก้ปัญหาและเสนอแนวทางผ่านกระบวนการกลุ่มและการสื่อสารอย่างมีสุนทรียะ สนทนาผ่านความรับผิดชอบตนเองและเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน 4. ประยุกต์ใช้ความรู้จากนาฏศิลป์และออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาและ แก้ปัญหาผู้เรียนในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5. ปฏิบัติและสร้างสรรค์นวัตกรรมทางนาฏศิลป์ได้เหมาะสมโดยใช้หลักการของหลักฐาน เชิงประจักษ์ เนื้อหาสาระการเรียนรู้ 1. ความหมายและที่มาของนาฏศิลป์ 2. พิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ 3. ความสำคัญของนาฏศิลป์ 4. วิวัฒนาการของนาฏศิลป์ บทสรุป แบบฝึกหัดบทที่ 1 เอกสารอ้างอิง กิจกรรมการเรียนการสอน สัปดาห์ที่ 1 (4 ชั่วโมง) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1) ปฐมนิเทศนักศึกษา และสร้างข้อตกลงร่วมกันในกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชา นาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครู 2) ชี้แจงภาพรวมของแผนบริหารการสอน เนื้อหา รูปแบบการเรียนการสอน การวัด และประเมินผล รูปแบบเกณฑ์การให้คะแนน ขั้นสอน 1) ทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นของนาฏศิลป์ 2) ยกตัวอย่างประเด็นเนื้อหา ร่วมกันอธิบายและสรุปเนื้อหาสาระสำคัญในหัวข้อ ประวัติและความเป็นมาของนาฏศิลป์ พิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ ความสำคัญและหลักการทางนาฏศิลป์ ประกอบการชมคลิปวิดีโอการแสดงนาฏศิลป์
4 3) นักศึกษาร่วมกันอภิปรายประวัติความเป็นมาของนาฏศิลป์ 4) นักศึกษาและผู้สอนร่วมกันสรุปบทเรียน 5) ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันแลกเปลี่ยน ซักถามในประเด็นที่ยังไม่เข้าใจ สื่อการเรียนการสอน 1. นำเสนอด้วย Power Point เรื่อง ประวัติความเป็นมาของนาฏศิลป์ 2. คลิปวิดีโอการแสดงนาฏศิลป์ 3. เอกสารประกอบการเรียนการสอน “ประวัติและความเป็นมาของนาฏศิลป์” แหล่งการเรียนรู้ 1. สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 2. เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่น่าเชื่อถือ การวัดและประเมินผลประจำบทเรียน จุดประสงค์ เนื้อหา วิธีการจัดการสอน/ ประสบการณ์การเรียนรู้ วิธีการวัดผลลัพธ์ การเรียนรู้ 1. อธิบายความหมาย ที่มา ประวัติความเป็นมาของ นาฏศิลป์ ที่มาและความหมาย ของนาฏศิลป์ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน (ประเมินผลงานที่ได้รับ มอบหมายรายบุคคล) 2. ระบุและอธิบายความ เข้าใจในที่มาและ ความหมายของนาฏศิลป์ ที่มาและความหมาย ของนาฏศิลป์ - ตำนานนาฏศิลป์ - พิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา, การฝึกเขียนรายงานและ บทความเชิงเปรียบเทียบ การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน (ประเมินผลงานโดย เพื่อนและอาจารย์) 3. วิเคราะห์องค์ประกอบที่ เกี่ยวข้องกับพิธีไหว้ครู นาฏศิลป์และเชื่อมโยงกับ การดำเนินชีวิตและ ศิลปวัฒนธรรม ที่มาและความหมาย ของนาฏศิลป์ - ดนตรีและเพลงที่ใช้ ประกอบพิธีไหว้ครู นาฏศิลป์ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน 4. รับผิดชอบต่อตนเอง และงานที่ได้รับมอบหมาย ที่มาและความหมาย ของนาฏศิลป์ - ตำนานนาฏศิลป์ - พิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ - ดนตรีและเพลงที่ใช้ ประกอบพิธีไหว้ครู นาฏศิลป์ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา, การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน (ประเมินผลงานโดย เพื่อนและอาจารย์)
บทที่ 1 ประวัติและวิวัฒนาการของนาฏศิลป์ ประวัติและวิวัฒนาการของนาฏศิลป์ มีความเป็นมาปรากฏหลักฐานและแพร่กระจายทาง วัฒนธรรมเรื่อยมา ซึ่งสะท้อนและแสดงให้เห็นถึงรากความเจริญงอกงามทางด้านวัฒนธรรมทาง ศิลปะการแสดงของไทยและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน 1.1 ที่มาและตำนานนาฏศิลป์ ที่มาและตำนานความเชื่อมีมาอย่างช้านานในสังคมไทย ผ่านการแพร่กระจายทาง วัฒนธรรม ที่ถูกถ่ายทอดอย่างมีรูปแบบและไม่มีรูปแบบ ซึ่งการแพร่กระจายแต่ละลักษณะเป็นไป อย่างหลากหลาย เช่น การถ่ายทอดทางคำพูด การถ่ายทอดผ่านการย้ายพื้นที่ การใช้ภาษา การแต่ง กาย ศาสนา โดยทั้งหมดนี้ต่างมีสัญลักษณ์เฉพาะที่แสดงถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรม จนกระทั่งถูก ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของเอกสารและการถ่ายทอดผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างเป็น ระบบในสถานศึกษา ทั้งนี้นาฏศิลป์ถูกเกี่ยวโยงถึงธรรมชาติ วิถีชีวิต ประเพณี ความเชื่อ พิธีกรรม ใน กลุ่มสังคมหลากหลายกลุ่ม ผ่านการบอกเล่าสืบต่อกันมาทั้งช่องทางในรูปแบบเอกสารและหลักฐาน ตำรา สรุปที่มาของนาฏศิลป์ดังนี้ ภาพที่ 1 ที่มาของนาฏศิลป์ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) จากแผนผัง จะเห็นได้ว่าที่มาของนาฏศิลป์ข้างต้นจะดำเนินไปหรือถ่ายทอดไม่ได้หากไม่มี มนุษย์ ซึ่งกระบวนการถ่ายทอด จากการสังเกตและการเลียนแบบธรรมชาติ การแสดงอากัปกิริยาต่าง ๆ ของธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต การรับวัฒนธรรมความเชื่อจากแหล่งวัฒนธรรมอื่น รวมถึงประเพณีหรือ การละเล่นของชาวบ้านในแต่ละยุคสมัย โดยกระบวนการดังกล่าวเมื่อถูกประมวลผลหรือเทียบอ้าง ตามแนวคิดทฤษฎี จะถูกพัฒนาจัดวางให้ได้สัดส่วนที่ถูกต้องตามแบบแผน และที่มาของนาฏศิลป์สรุป ได้ดังนี้
6 1.1.1 การเลียนแบบธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของการฟ้อนรำ และการฟ้อนรำเป็นศิลปะเบื้องต้นของการ เคลื่อนไหวอวัยวะต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น แขน ขา เอว ไหล่ ฯลฯ รวมถึงอิริยาบถต่าง ๆ เช่น ยืน นั่ง เดิน นอน ฯลฯ และการแสดงออกทางอารมณ์ของมนุษย์ผ่านการใช้ภาษาท่าทางที่สื่อความหมาย เช่น ดีใจ เสียใจ โศกเศร้า เป็นต้น นอกจากนั้นทักษะการเรียนรู้ การปรับตัวและการสังเกตของมนุษย์ที่ ผูกพันธ์กับธรรมชาติ ทำให้เกิดศิลปะการแสดงที่เลียนแบบท่าทางของสัตว์ หรือการแสดงเลียนแบบ ธรรมชาติขึ้น กลายเป็นการจัดสัดส่วนที่งดงาม ถูกตกแต่งให้ร้อยเรียงเกิดเป็นกระบวนท่า ท่วงทำนอง และจังหวะเพลง ที่สอดคล้องถูกต้องตามแบบแผนนาฏศิลป์ ภาพที่ 2 การเลียนแบบธรรมชาติ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) 1.1.2 อารยธรรมอินเดีย มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความเชื่อความศรัทธาในพลังอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งความเชื่อ ความศรัทธานี้ได้รับการสืบทอดจากพ่อแม่และบรรพบุรุษตามเผ่าเชื้อสาย หรือกลุ่มชาติพันธุ์ ความ เชื่อในการบูชาบวงสรวงเทพเจ้า ความเชื่อเรื่องวิญญาณบรรพบุรุษ โดยเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นมีอำนาจที่ สามารถให้คุณและโทษต่อมนุษย์ หรือบันดาลนำความสุขมาให้ ทั้งนี้เมื่อมนุษย์มีการย้ายถิ่นฐาน หรือ มีการรับความหลากหลายทางอารยธรรม อิทธิพลแบบแผนแนวคิดของต่างชาติเข้ามาผสมผสานและ เกิดการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การขับร้องหรือการฟ้อนรำเพื่อบูชา เซ่นสรวงสิ่งที่ตนเคารพ ความเชื่อทางศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อเรื่องเทพเจ้าของอินเดีย ตำนานการฟ้อนรำ ภาพที่ 3 อารยธรรมอินเดีย ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) 1.1.3 การละเล่นของชาวบ้าน นอกจากสิ่งที่นับถือ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ พิธีกรรม ที่มีมาอย่างช้านานแล้ว ขนบประเพณี ค่านิยมรวมถึงการละเล่นในมนุษย์และกลุ่มสังคมท้องถิ่นที่มีความหลากหลายและแตกต่าง อาทิเช่น กิจกรรมเพื่อความบันเทิงหรือนันทนาการ การฟ้อนรำประกอบการละเล่น การขับร้องโต้ตอบระหว่าง
7 ชายหญิงและการเคลื่อนไหวประกอบท่วงทำนอง โดยทั้งหมดมีรากฐานความเป็นจริงของวิถีชีวิตใน ชุมชน ที่ประพฤติปฏิบัติสืบทอดมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีจุดมุ่งหมายเพื่อความสนุกสนาน ผ่อน คลายอารมณ์และความเครียด สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์และกลุ่มสังคมท้องถิ่นในอดีตประดิษฐ์หา เครื่องบันเทิงใจ ผ่านการเล่านิทาน หรือการนำเครื่องดนตรีหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ มาบรรเลง ประกอบการแสดงท่าทาง อีกทั้งยังเพื่อประโยชน์ในการฝึกความคิด การแก้ปัญหา เกิดการยอมรับกฎ กติกาการอยู่ร่วมกันทางสังคมผ่านการละเล่น ภาพที่ 4 การละเล่นของชาวบ้าน ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) 1.1.4 การแสดงที่เป็นแบบแผน นอกจากการแสดงเลียนแบบธรรมชาติ การรับอารยธรรมต่างชาติ รวมถึงการละเล่นของ ชาวบ้านแล้ว จะเห็นได้ว่านาฏศิลป์ผสมผสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นด้านพิธีกรรม ความเชื่อ วิถี ชีวิตหรือความบันเทิง ซึ่งไม่ได้จำเพาะเจาะจงเพียงกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่ง นาฏศิลป์ยังอยู่ในรูปแบบ ของศิลปะภายใต้พระราชูปถัมภ์ ฯ ของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ในราชสำนักของไทย มาอย่างช้านานเช่นกัน มีชื่อเรียกอีกอย่างว่านาฏศิลป์ไทยในวังหลวง หรือละครแบบหลวง ซึ่งเป็น มาตรฐานการแสดงที่เป็นแบบแผน รับการถ่ายทอดจากปรมาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทางดนตรี และนาฏศิลป์ภายในวังหลวง ที่คิดประดิษฐ์บรรจงท่วงทำนองและลีลาภาษานาฏศิลป์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ท่าทางการแสดงโขน ละคร บทร้อง รูปแบบการแต่งกาย รวมไปถึงการพัฒนานาฏศิลป์ไปสู่การศึกษา ขั้นพื้นฐาน สรุปเป็นแผนผังดังนี้ ภาพที่ 5 การแสดงที่เป็นแบบแผน ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) สรุปได้ว่านาฏศิลป์มีที่มาที่เชื่อมโยงทั้งมนุษย์กับธรรมชาติ มนุษย์กับอารยธรรม การละเล่น พื้นบ้านของมนุษย์ และการถ่ายทอดอย่างเป็นแบบแผนโดยมนุษย์ สังเกตได้ว่ามนุษย์รังสรรค์ศิลป์จาก หลากหลายแหล่งที่มาข้างต้นออกมาในหลายรูปแบบ อาทิเช่น รูปแบบวรรณคดี คีตศิลป์ รวมถึง นาฏศิลป์และการละคร ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเห็นได้ว่านาฏศิลป์หรือศิลปะการแสดง สะท้อนให้เห็น ลักษณะที่บ่งบอกถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมถึงการตั้งคำถามสะท้อนกลับว่า หากเราจะ
8 ก้าวไปข้างหน้าท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ และศตวรรษที่ 21 รวมถึงวิวัฒนาการอุตสาหกรรม สร้างสรรค์ การหยั่งรู้ถึงรากที่มาทางวัฒนธรรม จะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นเหง้าภูมิหลังความเป็นมา นำไปสู่การฟื้นฟู อนุรักษ์และเรียนรู้ความหลากหลาย เพื่อพร้อมที่จะเรียนรู้โลกหรือวัฒนธรรม ข้างหน้า แบบไม่ทิ้งภูมิหลักทางวัฒนธรรมดังเดิม 1.2 ตำนานนาฏศิลป์ 1.2.1 พระพรหมเป็นผู้ให้กำเนิดการฟ้อนรำ ความเชื่อนี้ปรากฏในคัมภีร์นาฏยศาสตร์ซึ่งเขียนโดย พระภรตมุนี นักวิชาการสันนิษฐานว่า คงเขียนก่อน ค.ศ. 300 เนื่องจากกาลิทาส ซึ่งเป็นกวีที่มีชื่อเสียงของอินเดียช่วง ค.ศ. 300 ได้กล่าวถึง พระภรตว่าเป็นผู้สอนและผู้จัดการละคร และเกี่ยวกับกำเนิดของนาฏศิลป์นั้นพระภรตมุนีได้เล่าให้ พระฤษีทั้งหลายฟังว่า พระพรหม เป็นผู้ให้กำเนิดการฟ้อนรำ เพราะเป็นผู้สร้าง “นาฏยเวท” ซึ่งเป็น พระเวทที่ห้าขึ้น เหตุที่ทรงสร้างพระเวทนี้เพราะเทพทั้งหลายซึ่งมีพระอินทร์เป็นหัวหน้า ปรารถนาจะ มีการรื่นเริงสนุกสนานเพื่อเป็นเครื่องพักผ่อนในหมู่ตน จึงได้ทูลขอต่อพระพรหม พระพรหมตกลง ตามที่พระอินทร์ขอร้องโดยรำพึงถึงพระเวททั้งสี่ที่มีอยู่ และพิจารณาสร้างนาฏยเวทให้เป็นพระเวทที่ ห้าขึ้น โดยมีความตั้งใจว่า นาฏยเวทที่สร้างขึ้นจะต้องประกอบด้วย คำแนะนำสั่งสอนเป็นที่รวบรวม ของสภาพที่ควรเป็นธรรม เป็นประโยชน์และมีสภาพที่เป็นเกียรติแสดงถึงการกระทำทุกชนิดสมบูรณ์ ด้วยเนื้อความของศาสตร์ทั้งปวง วิธีการสร้างนาฏยเวทใช้วิธีการคือ ทรงหยิบยกสาระสำคัญในพระเวททั้งสี่มาใช้ได้แก่ คำพูดจากคัมภีร์ฤคเวท การขับร้อง จากคัมภีร์สามเวท กิริยาท่าทางจากคัมภีร์ยชุรเวท และรสจาก คัมภีร์อาถรรพเวท เมื่อพระพรหมสร้างนาฏยเวทแล้ว ได้บอกให้พระอินทร์ใช้ในหมู่เทวดา แต่เมื่อพระ อินทร์พิจารณาแล้วเห็นว่า เทวดาทั้งหลายยังไม่สามารถเรียนรู้ศาสตร์ในการฟ้อนรำนี้ได้ และเห็นว่า พระฤษีทั้งหลายเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการรับรู้ศาสตร์ในการฟ้อนรำนี้ได้ และเห็นว่าพระฤษี ทั้งหลายเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการรับรู้การใช้และการจำพระเวท และทั้งมีความสามารถในการ บำเพ็ญพรต น่าจะเป็นผู้รับพระเวทนี้ได้ จึงกราบทูลพระพรหมและทรงเห็นด้วย จึงประทานพระเวทที่ ห้านี้แก่พระภรตมุณีให้ฝึกหัดบุตร 100 คนโดยพระพรหมเป็นผู้ฝึกสอนนาฏยศาสตร์ทั้งหลายแก่พระ ภรตมุนีเป็นเบื้องต้น รวมทั้งสอนวิธีการที่จะสร้างภาวะต่าง ๆ อันทำให้เกิดรส สอนกิริยา การรำแม่ท่า และรำชุดแก่พระภรตมุนี เพื่อให้เห็นความอ่อนช้อย พระพรหมได้เนรมิตนางอัปสรรำให้พระภรตดู ด้านการแต่งกายได้ให้พระฤษีสวาสติแต่งตัวให้ดู และให้พระฤษีนารถสอนร้องเพลง นับแต่นั้นมา ศิลปะการแสดงการฟ้อนก็เกิดขึ้นในอินเดีย (วีณา วีสเพ็ญ 2549 : 5 – 9) นาฏยศาสตร์ถือได้ว่าเป็นคัมภีร์ทางด้านศิลปะการช่างละครที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเท่าที่รอด เหลือมา เนื้อหาภายในประกอบด้วยคำบรรยาย 6,000 โศลก เชื่อกันว่าพระฤษีภรตมุนีแต่งขึ้นในราว 200 ปีก่อนคริสต์ศักราชถึง ค.ศ. 200 แต่ก็ยังไม่ถือเป็นข้อสรุปที่ชัดเจนในเรื่องยุคสมัยของคัมภีร์นี้ คัมภีร์นี้เชื่อว่าได้รับอิทธิพลอย่างมากจากพระเวทแขนงหนึ่งที่เรียกว่า นาฏยเวท ที่ได้มีการแต่งไว้มาก ถึง 36,000 โศลก และเป็นที่น่าเสียดายว่าปัจจุบันไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับนาฏยเวทนี้หลงเหลือมามาก เท่าใดนัก นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่า นาฏยศาสตร์ น่าจะได้รับการแต่งขึ้นจากผู้เขียนหลายคนและ เขียนขึ้นในหลายสมัยแตกต่างกัน ไม่ว่าจะประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของคัมภีร์เล่มนี้จะเป็นอย่างไร ความสำคัญอิทธิพลที่ส่งผลต่อผู้สร้างสรรค์ศิลปะทุกแขนงของอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นงานแกะสลักบนหิน ไม้ และปูนขาว งานจิตรกรรมในผนังถ้ำและวิหาร ที่แสดงท่าทางการเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลต่อแบบ
9 แผนการฟ้อนรำของนาฏยศิลป์อินเดีย ดังเช่น ศิลปวัตถุรูปหญิงฟ้อนรำทำจากทองสำริดในซาก ปรักหักพังของโมเฮนโชดาโร มีอายุ 400 ปี และภาพเขียนการฟ้อนรำในถ้ำนัชมาฮี ทางอินเดีย ตอนกลางที่มีอายุประมาณ 200 ปีมาแล้ว จากตำนานดังกล่าวขอสรุปเป็นแผนผังของตำนานท่ารำใน คัมภีร์นาฏยศาสตร์ ดังนี้ ภาพที่ 6 อธิบายตำนานท่ารำในคัมภีร์นาฏยศาสตร์ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) 1.2.2 พระอิศวรเป็นผู้ให้กำหนดการฟ้อนรำ จากการประชุมเรื่องละครฟ้อนรำกับระบำรำเต้น ตำราฟ้อนรำ ตำนานเรื่องละครอิเหนา ตำนานละครดึกดำบรรพ์ ตำราฟ้อนรำที่พราหมณ์ชาวอินเดียนำเข้ามาฝึกสอนในสยามประเทศนี้ เรียกว่า “นาฏยศาสตร์” ว่าเป็นของภารตฤษีแต่งขึ้นไว้ อ้างว่าพระอิศวรเป็นเจ้าเป็นครูเดิมของการ ฟ้อนรำ มีเรื่องราวกล่าวถึงเรื่องพระอิศวรทรงตั้งตำราฟ้อนรำอยู่ในโกยิลปุราณะ ว่าในสมัย กาลครั้งหนึ่งมีฤษีพวกหนึ่งตั้งอาศรมอยู่กับภรรยาที่ในป่าตารกะ อยู่มาฤษีพวกนั้นประพฤติอนาจารฝ่า ฝืนเทวบัญญัติไม่ยำเกรงพระเป็นเจ้า พระอิศวรทรงขัดเคืองจึงชวนพระนารายณ์เสด็จลงมายังมนุษย์ โลกเพื่อจะทรมานฤษีทรยศพวกนั้น พระอิศวรทรงแปลงพระองค์เป็นโยคีหนุ่ม ให้พระนารายณ์แปลง เป็นภรรยาสาว มีสิริรูปน่าพิศวาสทั้งสองพระองค์ ตรงไปสู่ป่าตารกะนั้น พวกฤษีเห็นเข้าก็พากันเกิด กำหนัดลุ่มหลงรักใคร่นางนารายณ์ฝ่ายภรรยาของพวกฤษีก็พากันลุ่มหลงรูปทรงของโยคีอิศวร เกิด วิวาทกันเป็นโกลาหลด้วยอำนาจราคจิต แต่พยายามเกี้ยวพาลอย่างใดก็ไม่สมปรารถนา จนพวกฤษี เกิดโทสะพากันสาปสรรพระเป็นเจ้าทั้งสองพระองค์ก็หาเป็นอันตรายไม่ พวกฤษีจึงนฤมิตเสือขึ้นมาจะ ให้กัดกินโยคีกับภรรยา พระอิศวรก็ฆ่าเสือนั้นถลกเอาหนังทำจัมขันธ์เสีย นฤมิตนาคขึ้นจะให้พ่นพิษทำ อันตราย พระอิศวรก็จับเอานาคไปทำสายสังวาลเสีย พวกฤษีก็มิรู้ที่จะทำอย่างไรต่อไป พระอิศวรเห็นว่าพวกฤษีสิ้นฤทธิ์แล้ว จึงทรงฟ้อนรำทำปาฏิหาริย์ขณะนั้นมียักษ์ค่อมตน หนึ่ง ชื่อ มุยะกะละ (เราเรียกว่า อสูรมูลาคนี) ตรากเข้ามาช่วยพวกฤษีพระอิศวรก็เอาพระบาทข้าง หนึ่งเหยียบยักษ์ค่อมตนนั้นไว้แล้ว ทรงฟ้อนรำต่อไปจนหมดกระบวน พวกฤษีก็สิ้นทิฐิยอมรับผิด ทูล ขอขมาโทษแก่พระเป็นเจ้าทั้งสอง เมื่อทรมานฤษีเสร็จแล้ว พระอิศวรเสด็จกลับคืนไปยังเขาไกรลาส
10 พระนารายณ์ก็เสด็จกลับคืนไปยังเกษียรสมุทร ครั้งนั้น พระยาอนันตนาคราชได้โดยเสด็จพระเป็นเจ้า เมื่อไปปราบพวกฤษีได้เห็นพระอิศวรทรงฟ้อนรำงามพิศวงติดใจ ครั้งตามพระนารายณ์กลับไปถึง เกษียรสมุทร ยังอยากจะใคร่ดูพระอิศวรทรงฟ้อนรำอีก จึงทูลวอนพระนารายณ์ พระนารายณ์ตรัสว่า ที่จะให้ไปทูลเชิญพระอิศวรทรงฟ้อนรำอีกนั้นไม่ได้ ถ้าพระยาอนันตนาคราชอยากจะดูฟ้อนรำอีก ก็จง ไปตั้งตบะกิจพิธีบูชาที่เชิงเขาไกรลาส ให้พระอิศวรทรงพระเมตตาประทานพร จึงทูลขอพรให้ได้ดูทรง ฟ้อนรำตามประสงค์ พระยาอนันตนาคราชก็ทำตามพระนารายณ์ทรงแนะนำ ด้วยอำนาจตบะกิจพิธี ของพระยาอนันตนาคราช ร้อนถึงพระอิศวรก็เสด็จลงมาประทานพร ว่าแล้วแต่จะต้องการสิ่งใดให้ เลือกเอาจะทรงประสาทให้สมประสงค์ พระยาอนันตนาคราชกราบทูลว่า สิ่งอันใดบรรดามีในไตรภพ นั้นไม่อยากได้ทั้งนั้น ขอประทานพรข้อเดียวแต่ให้ได้เห็นพระเป็นเจ้าทรงฟ้อนรำอีกสักครั้งหนึ่ง พระ อิศวรก็รับคำและตรัสว่าจะลงไปรำให้ดูในมนุษยโลก ณ ตำบลจิทัมพรัม อันเป็นที่ท่ามกลางโลก ครั้ง ถึงวันกำหนดพระอิศวรก็เสด็จลงมายังตำบลจิทัมพรัมพร้อมด้วยเทพนิกรเป็นบริวาร ทรงนฤมิต สุวรรณศาลาขึ้นแล้วฟ้อนรำตามที่ประทานพรแก่พระยาอนันตนาคราชไว้อีกครั้งหนึ่ง (พระนิพนธ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ 2546 : 14 – 16) ในสมัยกาลอื่นอีก พระอิศวรเป็นเจ้าเสด็จประทับอยู่ท่ามกลางเทวสภาบนเขาไกรลาส มีพร ประสงค์จะทรงแสดงการฟ้อนรำให้เป็นแบบฉบับ จึงเชิญพระอุมาให้ประทับเป็นประธานเหนือสุวรรณ บัลลังก์ ให้พระสรัสวดีดีพิณ ให้พระอินทรเป่าขลุ่ย ให้พระพรหมตีฉิ่ง ให้พระลักษมีขับร้อง และให้พระ นารายณ์ตีโทน พระอิศวรทรงฟ้อนรำให้เทพยดาและฤษีคนธรรพ์ ยักษ์ นาคทั้งหลายซึ่งขึ้นไปเฝ้าได้ ชมอีกครั้งหนึ่ง ทำนองที่กล่าวดูเหมือนพระฤษีนารทจะได้รับเทวบัญชาให้มาแต่งตำรารำ สั่งสอนแก่ เหล่ามนุษย์เมื่อพระอิศวรทรงฟ้อนรำในครั้งนี้ จากตำนานที่กล่าวมาข้างต้น สรุปเป็นแผนผังลำดับ ตำราที่พระอิศวรเป็นผู้กำหนดการฟ้อนรำ ดังนี้
11 ภาพที่ 7 อธิบายตำนานที่พระอิศวรเป็นผู้ให้กำเนิดการฟ้อนรำ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) อาศัยตำนานดังกล่าวมา พวกชาวอินเดียถือว่าที่เมืองจิทัมพรัมอันอยู่ในประเทศอินเดียข้าง ฝ่ายใต้ (ในมณฑลมัทราส) เป็นที่พระอิศวรได้เสด็จลงมาแสดงตำราฟ้อนรำในมนุษยโลก ครั้นนานมาก็ คิดสร้างเทวรูปพระอิศวรปากเมื่อทรงแสดงการฟ้อนรำ เรียกว่า “นาฏราช” (เราเรียกรูเทวรูปเช่นนี้ว่า “ปรางปราบอสุรมูลาคนี”) แล้วถ่ายแบบกันสร้างต่อออกไปแพร่หลาย
12 ภาพที่ 8 พระนาฏราชพระอิศวรฟ้อนรำ ที่มา : วิพิกิเดีย 1.2.3 ตำรารำของไทย ตำรารำของไทยมีการกล่าวจารึกไว้หลากหลายรูปแบบ รวมกระทั่งในรูปแบบของหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ขุมทรัพย์ของแผ่นดิน สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2563 กล่าวถึงตำรารำ หรือ ตำรา นาฏยศาสตร์ คือตำราที่บันทึกวิชาความรู้เกี่ยวกับการระบำรำฟ้อน เป็นสิ่งที่ช่วยอนุรักษ์คุณค่า และ ความรู้ด้านนาฏยศาสตร์ไทยไว้ มิให้เสื่อมสูญไปตามกาลเวลา อีกทั้งยังเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของ คัมภีร์นาฏศิลป์ของไทย สันนิษฐานว่าน่าจะใช้เป็นอุปกรณ์สำคัญในการประกอบพิธีไหว้ครูโขน – ละครมาตั้งแต่ดั้งเดิม ซึ่งตำรารำของไทยหรือตำราภาพท่ารำที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบันมีอยู่ 3 ฉบับ (https://shorturl.asia/QTpiv) ดังนี้ 1) ฉบับภาพเขียนสีฝุ่นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ตำรารำ ฉบับภาพเขียนสีฝุ่น สมัยรัชกาลที่ 1 นี้ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นตำราฉบับวังหลวง เป็นภาพท่ารำ ประกอบคำกลอนบอกท่า มีทั้งภาพการฟ้อนรำของเทพบุตรและอัปสร บางภาพเป็นภาพการฟ้อนรำ ของกินรา กินรี ต้นฉบับภาพบางส่วนชำรุดและไม่ครบสมบูรณ์ 2) ฉบับภาพเขียนลายเส้นรงค์บนสมุดไทยดำ ตำรารำฉบับภาพเขียนลายเส้น ฯ เชื่อว่าเป็น ตำรารำฉบับวังหน้า ฝีมือช่างเขียนราวรัชกาลที่ 2 – 3 พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุดาสวรรค์ พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทานให้กับหอพระสมุด ฯ ประกอบด้วย ภาพท่ารำจำนวน 61 ภาพ ลักษณะของภาพเป็นภาพการร่ายรำของเทพบุตรและอัปสร มีคำกลอน กำกับ และมีความสมบูรณ์มากกว่าฉบับที่ 1 3) ฉบับหอพระสมุด ฯ หรือฉบับภาพลายเส้นที่เขียนขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2466 สมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ โปรด ฯ ให้ช่างเขียนภาพลายเส้นขึ้นเพื่อใช้ประกอบหนังสือ “ตำราฟ้อนรำ” เพื่อพิมพ์พระราชทานในงานพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้า ฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย ท่ารำบางภาพในตำราฉบับนี้ไม่สามารถใช้เป็น แม่แบบในการรำ และชื่อท่ารำมี่ความคลาดเคลื่อนจากตำราเดิม โดยข้อมูลจากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ตำรารำของไทยสอดคล้องกับพระนิพนธ์สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวว่า ตำรารำซึ่งรวบรวมได้ไว้ในหอพระสมุด ฯ บัดนี้มีเก่าที่สุดเพียง สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์ เป็นตำราท่ารำต่าง ๆ เขียนรูประบายสีปิดทองเล่ม 1 เหลืออยู่แต่สมุดตอนข้างต้น ตอนปลายขาดหายไปเสียแล้ว อีกเล่มหนึ่งเป็นตำราท่ารำเหมือนกับเล่มที่ กล่าวมาแล้วแต่เขียนฝุ่น เป็นลายเส้นเดียวรูปภาพเป็นฝีมือช่างครั้งรัชกาลที่ 2 ที่ 3 แต่มีภาพท่ารำ บริบูรณ์ถึง 66 ท่า สมุดเล่มนี้ได้มาแต่ในพระราชวังบวร ฯ เที่ยบดูกับตำราเล่มรัชกาลที่ 1 เห็น
13 เรียงลำดับท่าต่าง ๆ เป็นระเบียบเดียวกัน เป็นหลักฐานให้เห็นว่าตำราเล่มที่ได้มาจากพระราชวังบวร ฯ เป็นของคัดสำเนามาจากเล่มรัชกาลที่ 1 และเป็นหลักให้รู้ได้อีกอย่างหนี่งว่า ท่ารำต่าง ๆ ที่ขาดไป จากเล่มรัชกาลที่ 1 นั้นจะเป็นท่าใด ๆ บ้าง อาศัยหลักฐานที่ได้จากสมุดตำรารำทั้ง 2 เล่มนั้น เข้าใจว่า ตำรารำเช่นนี้มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่เป็นอันตรายเสียเมื่อครั้งเสียกรุง ฯ ครั้นถึงรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จ ฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกคงจะได้โปรด ฯ ให้ประชุมพวกครูละครทำตำราท่ารำขึ้น ใหม่ ไว้เป็นแบบแผนสำหรับพระนคร ครั้งต่อมาเจ้านายซึ่งทรงศักดิ์สูง เช่น กรมพระราชวังบวร ฯ เป็นต้น จึงโปรดให้คัดสำเนาตำรานั้นไปรักษาไว้เป็นแบบฉบับสำหรับหัดโขนละคร (สมเด็จ ฯ กรม พระยาดำรงราชานุภาพ 2546 : 57 – 61) ประวัติการละครและประวัติบุคคลสำคัญในวงการนาฏศิลป์ (นาฏ 461) สันนิษฐานว่า ตำราเช่นนี้มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา สมเด็จบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้โปรดให้พระ วิทยประจง (จ่าง โชติจิตรกะ) ช่างในกรมศิลปากรกับขุนพระประสิทธิ์จิตรกรรม (อยู่ ทรงพันธ์) ช่าง เขียนในหอสมุดช่วยกันเขียนภาพใหม่ตามแบบท่ารำในตำราเดิม นำมาพิมพ์ไว้ในตำราฟ้อนรำและเก็บ รักษาไว้ในหอสมุดแห่งชาติ ชื่อท่ารำในตำรารำของไทย มีลักษณะ 3 อย่างปะปนกัน ดังนี้ 1. ชื่อท่ารำที่แปลจากตำราอินเดียโดยตรง 2. ชื่อท่ารำที่คลาดเคลื่อนจากตำราเดิม เพราะบอกเล่าสืบต่อกันมาช้านาน 3. ชื่อท่ารำที่คิดประดิษฐ์ขึ้นในระยะหลัง ชื่อท่ารำต่าง ๆ ในตำราของไทยเรา พิเคราะห์ดูปะปนเป็นหลายชั้น ที่เป็นชั้นเดิมคงตามคำ แปลจากตำราอินเดียก็จะมีที่คลาดเคลื่อนเลือนเสียจากคำเดิมโดยบอกสืบกันมาหลายต่อก็มี และที่คิด ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในชั้นหลังก็มี ความที่กล่าวนี้เห็นได้ในคำกลอนของเก่าอันว่าด้วยตำราท่ารำมีอยู่ 3 บท คือเป็นกลอนสุภาพแต่งบอกท่าตำรารำไว้แต่โบราณบทหนึ่ง ในบทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราช นิพนธ์รัชกาลที่ 1 ตอนพระนารายณ์ล่อนนทุก คัดแต่ท่าเฉพาะที่จะรำในบทนั้นไปเรียงไว้ในกลอนบท 1 มีคำไหว้ครูของพวกละครชาตรี (โนราเมืองนครศรีธรรมราช) บท 1 (รัตนา มณีสิน, 2528 : 5) กลอนตำรารำ เทพประนม, ปฐม, พรหมสี่หน้า สอดสร้อยมาลา, ช้านางนอน ผาลาเพียงไหล่, พิสมัยเรียงหมอน กังหันร่อน, แขกเต้าเข้ารัง กระต่ายชมจันทร์, จันทร์ทรงกลด พระรถโยนสาร, มารกลับหลัง เยื้องกราย, ฉุยฉายเข้าวัง มังกรเลียบท่ามุจลินท์ กินนรรำ, ซ้ำช้างประสารงา ท่าพระรามาก่งศิลป์ ภมรเคล้า, มัจฉาชมวาริน หลงใหลได้สิ้น, หงส์ลินลา ท่าโตเล่นหาง, นางกล่อมตัว รำยั่ว, ชักแป้งผัดหน้า ลมพัดยอดตอง, บังพระสุริยา เหราเล่นน้ำ, บัวชูฝัก นาคาม้วนหาง, กวางเดินดง พระนารายณ์ฤทธิรงค์ขว้างจักร ช้างหว่านหญ้า, หนุมานผลาญยักษ์ พระลักษณ์แผลงอิทธิฤทธี กินนรฟ้อนฝูง, ยูงฟ้อนหาง ขัดจางนาง, ท่านายสารถี ตระเวนเวหา, ขี่ม้าตีคลี ตีโทนโยนทับ, งูคว้างค้อน รำกระบี่สี่ท่า, จีนสาวไส้ ท่าชะนีร่ายไม้, ทิ้งขอน เมขลาล่อแก้วกลางอัมพร กินนรเลียบถ้ำ, หนังหน้าไฟ
14 ท่าเสือทำลายห้าง, ช้างทำลายโรง โจงกระเบนตีเหล็ก, แทงวิไสย กรดสุเมรุ, เครือวัลย์พันไม้ ประไลยวาด, คิดประดิษฐทำ กระหวัดเกล้า, ขี่ม้าเลียบค่าย กระต่ายต้องแร้วแคล้วถ้ำ ชักซอสามสายย้ายลำนำ เป็นแบบรำแต่ก่อนที่มีมา บทนางนารายณ์ เทพประนม, ปฐม, พรหมสี่หน้า สอดสร้อยมาลาเฉิดฉิน ทั้งกวางเดินดง, หงส์บิน กินนรินเลียบถ้ำอำไพ อีกช้านางนอน, ภมรเคล้า แขกเต้า, ผาลาเพียงไหล่ เมขลาโยนแก้วแววไว มยุเรศฟ้อนในอัมพร ลมพัดยอดตอง, พรหมนิมิตร ทั้งพิสมัยเรียงหมอน ย้ายท่ามัจฉาชมสาคร พระสี่กรขว้างจักรฤทธิรงค์ ฝ่ายว่านนทุกก็รำตาม ด้วยความพิสมัยใหลหลง ถึงท่านาคาม้วนหางวง ก็ชี้ลงถูกเพลาเข้าทันใด กลอนไหว้ครูละครชาตรี สอนเอยสอนรำ ครูให้ข้ารำเทียมบ่า ปลดปลงลงมา แล้วให้ข้ารำเพียงพก วาดไว้ปลายอก เรียกแม่ลายกนกผาลา ซัดสูงขึ้นเพียงหน้า เรียกช่อระย้าดอกไม้ ปลดปลงลงมาใต้ ครูให้ข้ารำโคมเวียน นี่เรียกรูปวาด ไว้วงให้เหมือนรูปเขียน ท่านี้คงเรียน ท่าจ่าเทียนพาดตาล ฉันนี้เหวยนุช พระพุทธเจ้าห้ามมาร ฉันนี้นงคราญ พระรามเธอข้ามสมุทร รำเล่นสูงสุด เป็นท่าพระยาครุฑร่อนมา ครุฑเฉี่ยวนาคไต้ ร่อนกลับไปในเหา ทำท่าหนุมาน เหาะทยานไปเผาลงกา นำท่าเทวา สารถีขี่ม้าชักรถ ท่านางมัทรี จรลีหว่างเขาวงกฎ ท่าพระดาบส ลีลาจะเข้าอาศรม สี่มุมปราสาท วาดไว้เป็นหน้าพรหม ฉันนี้คนกลม เรียกพระนารายณ์น้าวศร จากข้อมูลข้างต้นมีความเห็นว่า ตำราท่ารำของไทยมีชื่อเรียกท่าต่าง ๆ ทำนองเดียวกับตำรา นาฏศาสตร์ของชาวอินเดีย เพียงแต่แปลงชื่อเรียกเป็นภาษาไทยซึ่งคล้ายกับชื่อท่ารำของชาวอินเดีย ซึ่งเป็นเพียงการสันนิษฐานและการบอกกล่าว ถ่ายทอด สั่งสอนกันสืบมา ต้นฉบับของตำราไม่ หลงเหลืออยู่แล้วในปัจจุบัน เนื่องจากได้สูญหายไปเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา ตำรารำของไทยจากการสรุปเนื้อหาข้างต้น สรุปตามความคิดเห็นว่านาฏศิลป์ไทยได้รับ อารยธรรมจากอินเดีย รวมถึงท่าฟ้อนรำของไทยรวมทั้งอุษาคเนย์ ซึ่งสรุปเป็นแผนผังความคิด ดังนี้
15 ภาพที่ 9 สรุปตำรารำของไทย ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) จากข้อมูลตำรารำของไทยข้างต้น ตำรารำของไทย หากพิจารณาตามทฤษฎีการแพร่กระจาย ทางวัฒนธรรม (Cultural Diffusion Theory) และทฤษฎีนิเวศน์วิทยาวัฒนธรรม (Cultural Ecology Theory) ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ หรือตัวบุคคล ยังแฝงไปด้วย ความคิด ความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม ของเผ่าตนติดตัวมาด้วย เพราะฉะนั้นในสังคมที่เปิดกว้าง มนุษย์เรียนรู้การปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ และวัฒนธรรม แต่ก็ไม่ทิ้งความเป็นเผ่าชาติพันธุ์เดิม เช่นกับตำนานความเชื่อที่ผ่านการพิจารณาหรือ ตัดสินว่าเป็นสิ่งดีงาม ทรงคุณค่า ก็จะถูกเล่าขาน ถ่ายทอดต่อไปหลายยุคหลายสมัย สังคมไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน มีการติดต่อค้าขายหรือเปิดรับศิลปะและวัฒนธรรมผ่านการ ติดต่อสื่อสารหรือการพลัดถิ่นฐานของผู้คนต่างถิ่น เข้ามาแลกเปลี่ยน เผยแพร่วัฒนธรรม ความเชื่อ หรือแม้กระทั่งเผยแพร่ศาสนา เป็นต้น การกล่าวถึงหรืออธิบายหลักฐานในอดีต สรุปได้ว่าเป็นการ กล่าวอ้างถึงรากอารยธรรมที่บ่งบอกความรุ่งเรืองของยุคสมัย รวมถึงบอกเล่าความเป็นมาของ ประวัติศาสตร์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าคติชนวิทยาความเชื่อกับสังคมไทย ฉะนั้นตำรารำของไทย ถือ ว่ามาจากฐานของอารยธรรมเป็นหลักฐานแสดงความรุ่งเรืองในอดีต ผ่านการติดต่อค้าขาย การ เผยแพร่ศาสนา การพลัดถิ่นฐาน วัฒนธรรมและความเชื่อท้องถิ่นดั้งเดิม กระแสสายน้ำแห่งวัฒนธรรม และสายสัมพันธ์ของประเทศ เป็นส่วนผสมทำให้ศิลปะและวัฒนธรรมของไทยหลากหลาย สรุปดัง แผนผังดังต่อไปนี้
16 ภาพที่ 10 แผนผังแสดงการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมของไทย ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) 1.3 ความหมายและความสำคัญของนาฏศิลป์ ความหมายของนาฏศิลป์ นาฏศิลป์มีรูปศัพท์มาจากคำ 2 คำที่รวมอยู่ด้วยกันคือ “นาฏ” และ “ศิลปะ” โดยมีผู้ให้ ความหมายไว้ ดังนี้ พจนานุกรมไทยฉบับทันสมัย (2543 : 285) ให้ความหมาย นาฏ หมายถึง การเคลื่อนไหว อวัยวะ, นางละคร การฟ้อนรำ หรือ ความรู้แบบแผนของการฟ้อนรำ พจนานุกรมไทยฉบับทันสมัย (2543 : 285) นาฏย หมายถึง เกี่ยวกับการฟ้อนรำ, เกี่ยวกับ การแสดงละคร “นาฏ” หรือ “นาฏย” หมายถึง การเคลื่อนไหวของอวัยวะร่างกาย การฟ้อนรำ การละคร เป็นแบบแผน ภาพที่ 11 แผนผังความหมายของ “นาฏ” หรือ “นาฏย” ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ส่วนความหมายของคำว่า “ศิลปะ” และ “ศิลป์” ซึ่งมีความหมายดังนี้ อมรา กล่ำเจริญ (พ.ศ. 2542 : 1) ได้ให้ความหมายของ ศิลปะ เป็นภาษาสันสฤต (ส.ศิลปะ ; ป.สิปุป ว่า มีฝีมืออย่างยอดเยี่ยม) ซึ่งหมายถึง การแสดงออกมาให้ปรากฎขึ้นอย่างงดงาม น่าพึงชม ก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจ ตรงกับภาษาอังกฤษ “ARTS” ความหมายของ “ศิลป์” จากพจนานุกรม แปล ไทย - ไทย ราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายคำว่า “ศิลป์” หมายถึง การแสดงออกซึ่งอารมณ์ สะเทือนใจให้ประจักษ์ด้วยสื่อต่าง ๆ อย่าง เสียง เส้น สี ผิว รูปทรง เป็นต้น เช่น ศิลปะการดนตรี ศิลปะการวาดภาพ ศิลปะการละคร วิจิตรศิลป์
17 จากความหมายข้างต้น สรุปความหมายของ “ศิลปะ” หรือ “ศิลป์” คือ การแสดงทาง ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ผ่านการสื่อสารให้เห็นถึงรูปแบบของความงาม สุนทรียภาพ ความ สะเทือนใจ รสนิยมและทักษะของบุคลหรือศิลปิน ภาพที่ 12 แผนผังความหมายของ “ศิลปะ” หรือ “ศิลป์” ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทั้งความหมายของ “นาฏ”, “นาฏย” และ “ศิลปะ”, “ศิลป์” เมื่อนำทั้งสองคำมารวมกัน ได้มีผู้ให้ความหมายไว้ดังนี้ ลัดดา พนัสนอก (พ.ศ. 2542 : 2) อธิบายว่า นาฏศิลป์เป็นคำสมาส ระหว่างคำว่า “นาฏ” กับคำว่า “ศิลป์” คำว่า “นาฏ” หมายถึงการฟ้อนรำ การแสดงละคร ดังนั้นคำว่า “นาฏศิลป์” จึง หมายถึง การฟ้อนรำที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นให้สวยงาม โดยอาศัยธรรมชาติเป็นแบบอย่าง ทางด้าน สุรพล วิรุฬห์รักษ์ (พ.ศ. 2543 : 12) กล่าวว่า “นาฏศิลป์” หรือ “นาฏยศิลป์” หมายถึง ศิลปะการฟ้อนรำทั้งที่เป็นระบำ รำ เต้น และอื่น ๆ รวมทั้งละครรำ โขน หนังใหญ่ ฯลฯ ปัจจุบันมักมี คนคิดชื่อใหม่ให้ดูทันสมัยคือ นาฏกรรม สังคีตศิลป์ วิพิธทัศนา และศิลปะการแสดง ซึ่งความหมาย ใกล้เคียงกัน เพราะเป็นคำที่ครอบคลุมศิลปะแห่งการร้อง การรำ และการบรรเลงดนตรี เช่นเดียวกับ อาคม สายาคม (พ.ศ. 2545 : 15) ให้ความหมาย นาฏศิลป์ว่าเป็นการร่ายรำในสิ่งที่มนุษย์ เราได้ปรุงแต่งจากธรรมชาติให้สวยสดงดงามขึ้น แต่ทั้งนี้มิได้หมายถึงแต่การร่ายรำเพียงอย่างเดียว จะต้องมีดนตรีเป็นองค์ประกอบด้วย จึงจะช่วยให้สมบูรณ์แบบตามหลักวิชานาฏศิลป์ จากความหมายของนาฏศิลป์ที่นักวิชาการหลายท่านกล่าวมาทั้งหมด สรุปความหมายของ นาฏศิลป์ คือ ศิลปะการแสดงที่มนุษย์สร้างสรรค์จากการเลียนแบบธรรมชาติ ผ่านการจัดวางให้เป็น รูปแบบและแบบแผนครอบคลุมศาสตร์หลายด้าน ทั้งการร้อง การรำ โขน ละคร โดยมีดนตรีเป็น องค์ประกอบเพื่อความสมบูรณ์ทางสุนทรียภาพสะท้อนความเจริญรุ่งเรื่องทางวัฒนธรรม ภาพที่ 13 แผนผังความหมายของ “นาฏศิลป์” ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565)
18 1.4 พิธีไหว้ดนตรีครูนาฏศิลป์ มนุษย์มีความเชื่อและศรัทธาต่อสิ่งที่ตนเองนับถือ ผ่านการบอกเล่าถึงที่มา ต้นกำเนิดของ ความเชื่อจากบรรพบุรุษถ่ายทอดสืบต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น เช่น ความเชื่อเรื่องผี, เทวดา, ความเชื่อเรื่อง เทพเจ้า ซึ่งแต่ละความเชื่อบ้างถูกสืบทอดเป็นวันสำคัญ ผ่านขนบธรรมเนียม ประเพณีจวบจน ปัจจุบัน พงศ์ศักดิ์ สิงหะนัด (พ.ศ.2538 : 9 – 10) กล่าวว่า การไหว้ครูเป็นประเพณีอย่างหนึ่งที่มีมา แต่โบราณ ซึ่งท่านบรมครูได้ตั้งเป็นตำราไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ถือปฏิบัติ เพราะการศึกษาร่ำเรียนอะไร ก็ตามจะต้องมีครูเสมอแม้จะเป็นการเที่ยวจดจำเอามาหรือมีผู้รู้แนะนำก็จะเรียกว่าครูทักลักจำ เช่นเดียวกับการมีครูอยู่ประจำเสมอ จึงต้องเคารพบูชาเพื่อให้เกิดความเจริญแก่ตนเอง พิธีไหว้ครู ครอบครูเปรียบเสมือนการแสดงความกตัญญูตอบแทนพระคุณครู ซึ่ง “ครู” มาจากภาษาบาลีว่า “คุรุ” แปลว่า “ผู้สั่งสอน” นอกจากบิดา มารดา ซึ่งถือว่าเป็นครูคนแรกแล้ว ประเพณีการไหว้ครู นาฏศิลป์ ให้ความสำคัญโดยเปรียบครูเสมือนเทพเจ้า เป็นผู้ประสิทธิประสาทวิชา ทั้งนี้เชื่อว่าพิธีไหว้ ครูนอกจากจะเป็นการแสดงความกตัญญูตอบแทนพระคุณ นำมาเพื่อความสิริมงคลและ ความก้าวหน้าประสบความสำเร็จในวิชาชีพ ยังเป็นการขอขมาลาโทษต่อสิ่งที่ได้ทำผิดพลาดพลั้งไปทั้ง ตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ตาม นุชนาฏ ดีเจริญ กล่าวถึงบทบูชาครู “ศรี ศรี วันนี้วันดี ขอให้เจริญศรีสุขสวัสดิ์ ตั้งใจปฏิพัทธ์ นมัสการประชินสีห์ ยอกรขึ้นเหนือเกล้า ประณตนิ้วดุษฎี คุณพระปกเกศี ทุกค่ำเช้าและเพลางาย อนึ่ง ข้าจะขอไหว้ พระอิศวร พระนารายณ์ เทพ และเทวดาทั้งหลาย ทั้งบิดามารดา ครูบาอาจารย์ที่ท่านได้ สั่งสอนมา ขอคุณครูจงรักษา ให้ข้าพเจ้าอยู่เย็นเป็นสุข พุทโธสวัสดีมีชัย ธัมโมสวัสดีมีชัย สังโฆสวัสดีมี ชัย” บทไหว้นี้เป็นที่คุ้นเคยของผู้คนในแวดวงนาฏศิลป์และดนตรีไทย รวมไปถึงศิลปิน ดาราต่าง ๆ ที่ เคยเข้าพิธีไหว้ครูมาก่อน การไหว้ครูเป็นวัฒนธรรมของชาวไทย ที่ยึดถือปฏิบัติกันมาแต่โบราณ พิธี ไหว้ครูนาฏศิลป์ไทยก็เช่นกันเป็นพิธีที่ศิษย์สาขานาฏศิลป์ไทยพึงกระทำต่อครูอาจารย์และผู้มีพระคุณ เป็นข้อปฏิบัติที่ได้รับการปลูกฝังให้มีอยู่ในจิตใจของศิษย์ทุกคน ที่แสดงความกตัญญูต่อครูอาจารย์ ด้วยการบวงสรวงบูชา โดยมีประวัติความเป็นมา ดังนี้ 1.4.1 ประวัติพิธีไหว้ครู การประกอบพิธีไหว้ครูนั้นไม่ปรากฏหลักฐานถึงความเป็นมาของพิธีไหว้ครูและครอบครู โขน - ละคร ว่าสืบเนื่องมาตั้งแต่เมื่อใด แต่ได้มีการกำหนดระเบียบแบบแผน เพื่อเป็นแนวทางในการ ปฏิบัติโดยการบอกเล่าต่อ ๆ กันมาเป็นมุขปาฐะ ตำราพิธีไหว้ครูและครอบครู โขน – ละคร ของไทยมี อยู่ 2 ฉบับ คือ สมุดไทยมีจำนวน 3 เล่ม แต่คงเหลือเพียง เล่ม 2 เล่มเดียว ส่วนเล่ม 1 และเล่ม 3 หายไป ซึ่งเข้าใจว่ามีนักปราชญ์รวบรวมชำระทูลเกล้า ฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราเป็นพิธีไหว้ครูโขน - ละคร ฉบับหลวง ในรัชกาลที่ 4 ส่วนอีก ฉบับหนึ่ง คือสมุดไทย 2 เล่ม ที่หลงเหลือมาจากฉบับแรก ได้ตีพิมพ์ใช้เป็นแบบฉบับของการทำพิธีไหว้ ครูโขน – ละคร ในสมัยรัชกาลที่ 6 ในสมัยรัชกาลที่ 4 พิธีไหว้ครูโขน - ละคร ได้เริ่มเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 6 พ.ศ. 2397 ส่วนการไหว้ครูนอกพระราชวังนั้นเริ่มมีมานานแล้ว เพราะได้ปฏิบัติกัน เป็นประเพณีติดต่อกัน อย่างเช่น การฝึกหัดละครโนห์ราชาตรี เมื่อรำเพลงครูได้แล้ว ครูจึงสอนให้ท่อง บทเพราะละครโนห์ราชาตรียังใช้ร้องกลอนสด (เหมือนอย่างเล่นเพลงลิเก) ไม่มีหนังสือบทอย่างละคร ในกรุงเทพ ฯ แล้วสอนให้ร้องให้รำทำบทไปจนพอทำได้ ผู้ที่เป็นครูหัดจึงพาไปให้ครูครอบ เรียกว่า
19 “เข้าครู” (https://sites.google.com/site/whannakhadethai/s) พิธีไหว้ครูนั้น ยังเกี่ยวข้องกับ ลัทธิธรรมเนียมของการแสดงโขน - ละคร เพราะลักษณะพิเศษของโขน – ละครไทยนั้น นอกจากจะ เป็นนาฏศิลป์แล้วยังเป็นลัทธิอีกอย่างหนึ่ง กล่าวคือ เป็นลัทธิมีพิธีกรรมของตนเอง และโดยเหตุนี้ นาฏศิลป์ไทยมีความผูกพันใกล้ชิดกับศาสนาฮินดูตั้งแต่ในระยะแรกเริ่ม ลัทธิธรรมเนียมของโขน – ละครไทยที่เกิดขึ้นต่อมาจึงหนักไปทางไสยศาสตร์หรือศาสนาฮินดู เทพเจ้าอันเป็นนับถือในลัทธิโขน - ละคร ก็คือพระเป็นเจ้าของศาสนาฮินดู ได้แก่ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม และพระพิฆเณศ นอกจากนั้นก็มีเทพเจ้าอื่น ๆ อีกบางองค์ เช่น พระปรครธรรพ์ ผู้ซึ่งถือว่าเป็นใหญ่ในทางดนตรี รองลงมาได้แก่ ครูปัธยาย ซี่งมีวัตถุที่เคารพแสดงออกด้วยหัวโขน ได้แก่ พระภรตฤษีซึ่งเป็นหัวฤษี หน้าทอง พระนารทฤษีซึ่งเป็นหัวฤษีหน้ากระดาษเขียนสี หัวพระพิราพ ซึ่งเป็นหัวโขนยักษ์ หัวโขน พระราม พระลักษณ์ เทริดโนห์รา และรัดเกล้าอันเป็นศิราภรณ์ของนางกษัตริย์ในเรื่องละคร หัวโขน อื่น ๆ ที่ใช้ในการแสดงนั้นก็ถือว่าเป็นวัตถุที่เคารพทั้งสิ้น จะจับต้องหรือตั้งไว้ที่ใดก็ต้องกระทำด้วย ความเคารพ ภาพที่ 14 พิธีไหว้ครู - ครอบครูดนตรี นาฏศิลป์ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) จะเห็นได้ว่าในสังคมไทยมีวิถี จารีต ขนบปฏิบัติ ที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อผ่านการแสดง ความกตัญญูกตเวที นอกเหนือจากการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรม ไทยในเรื่องของการมีสัมมาคารวะ การแสดงความเคารพบูชาต่อสิ่งที่ตนเองนับถือ การไหว้ครู หรือพิธี ไหว้ครูนาฏศิลป์ นับว่าเป็นการระลึกถึง แสดงความเคารพต่อเทพเทวดาทางนาฏศิลป์ ที่ประสิทธิ ประสาทวิชาความรู้เพื่อการประกอบอาชีพ การขอขมาลาโทษที่ได้ล่วงเกินต่อครูบาอาจารย์ สำนึกสิ่ง ที่ดีงามและสร้างความสัมพันธ์ในความเป็นพี่น้อง เพื่อพ้องวงการศิลปะด้วยกัน ดังนั้นขอสรุปแผนผัง ลำดับขั้นตอนการประกอบพิธีไหว้ครูโขน - ละคร ดังนี้
20 ภาพที่ 15 แผนผังสรุปลำดับขั้นตอนพิธีไหว้ครูโขน – ละคร ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) จากพิธีไหว้ครูโขน – ละคร สรุปได้ดังนี้ การกระทำพิธีไหว้ครู ไม่ว่าจะเป็นครูโขน – ละคร หรือไหว้ครูดนตรี มีขนบและธรรมเนียมปฏิบัติคือจะต้องมีการอัญเชิญครูบาอาจารย์ที่มีตำนานและ ความเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งศาสตร์ที่นับถือ การอัญเชิญหัวโขนหรือศีรษะโขนนั้น เปรียบเสมือน ตัวแทนของครูแต่ละองค์ มาตั้งประกอบในพิธีตามโอกาสและความพร้อมในการจัดพิธี ทั้งนี้เพื่อให้เกิด ความอุดมมงคลและความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่หลอมรวมความเชื่อ ความศรัทธาในศาสตร์สาขาวิชามาก ยิ่งขึ้น โดยมีความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับหัวโขน ดังนี้ 1.4.2 พิธีกรรมและความเชื่อที่เกี่ยวกับหัวโขน หนังสือหัวโขน กล่าวถึงพิธีไหว้ครูช่างทำหัวโขนว่า หัวโขน ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญในการ แสดงโขน เพราะเป็นสิ่งบอกให้รู้ว่าผู้แสดงนั้นแสดงเป็นตัวอะไรในเรื่องรามเกียรติ์ ช่างแต่โบราณจึงได้ คิดประดิษฐ์หัวโขนขุ้นเพื่อให้ผู้แสดงโขนสวมใส่ และงานประดิษฐ์หัวโขนนั้นถือเป็นศิลปะแขนงหนึ่งใน
21 งานช่าง 10 หมู่ ผู้ที่เป้นช่างทำหัวโขนจึงจะต้องผ่านพิธีไหว้ครู และครอบครูมาก่อน เมื่อประสงค์จะ ปั้นหน้าครูที่สำคัญ เช่น พระภรตฤษีพระพิราพ พระคเณศ เป็นต้น แม้จะเป้นผู้ที่มีฝีมือและมีความ ชำนาญมากเพียงใดก็ตาม ก็จะต้องได้รับการมอบหมายจากครูที่เป็นช่างทำหัวโขน พร้อมทั้งต้องตั้ง เครื่องสังเวยบูชา โดยอาจจะมีกำหนดทำพิธีไหว้ครูช่างขึ้นเป็นการเฉพาะ หรือจะร่วมกับพิธีไหว้ครูโขน – ละคร ประจำปี่ก็ได้ตามแต่จะสะดวกหรือโอกาสจะอำนวย ในการไหว้ครูช่างทำหัวโขนจะทำในวัน พฤหัสบดีซึ่งถือว่าเป็นวันครู โดยในตอนเช้าจะมีพิธีสงฆ์หรือครูกับศิษย์ร่วมกันทำบุญตักบาตร เพื่อ อุทิศส่วนกุศลให้แก่ครูผู้ล่วงลับไปแล้ว (สมบัติศิลป์ แผ่นดินไทย, 2555 : 337 – 349) 1.4.3 หัวโขนในพิธีไหว้ครู การไหว้ครู เป็นพิธีที่แสดงความเคารพต่อครูที่เป็นมนุษย์ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และที่ล่วงลับไป แล้ว อีกทั้งยังมีครูที่เป็นเทพเจ้าต่าง ๆ ซึ่งเป้นผู้ให้กำเนิดบรรดาสรรพวิชาการต่าง ๆ เช่น ในอุปเวท กล่าวไว้ในตาราคนธรรพ์เวท หรือตำราขับร้องดนตรีและนาฏศาสตร์นั้น พระนารทฤษี(นารอท) เป้น ผู้ให้กำเนิดและได้รจนา (แต่ง) ตำราไว้เป็นแบบฉบับ จึงมีพิธีกรรมบูชาพระนารทฤษีหรือในธนุรเวท ซึ่งเป็นตำราว่าด้วยวิธียิงธนู และยุทธศาสตร์ การใช้อาวุธต่าง ๆ มีพระขันธกุมารเป็นผู้ให้กำเนิด ใน การแสดงนาฏศิลป์ มีการใช้อาวุธต่าง ๆ ต่อสู่กันในฉากรบ จึงต้องมีพิธีไหว้พระขันธกุมารอีกพระองค์ หนึ่ง และในสถาปัตยเวทกล่าวถึงวิชาการก่อนนสร้างซึ่งพระวิษณุกรรมเป็นผู้ให้กำเนิด ในการแสดง จะต้องมีการสร้างโรงละคร สร้างเวทีการแสดงค่าง ๆ จึงต้อมีการไหว้พระวิษณุกรรม นอกจากนี้ใน ตำนานนาฏศิลป์ พระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์ เทพเจ้าทั้งสามมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการ ให้กำเนินวิชานาฏศิลป์ จึงมีพิธีไหว้เทพเจ้าเหล่านี้ เพราะถือกันว่าเทพเจ้าเหลห่านั้นหากเราบูชาท่าน ท่านก็บูชาตอบ เรานับถือท่าน ท่านก็นับถือตอบ ซึ่งการไหว้ครูนาฏศิลป์และดนตรีไทยนั้น ได้มี พิธีกรรมที่ผิดแผกไปจากพิธีกรรมไหว้ครูทั่ว ๆ ไป และเป็นพิธีใหญ่ จึงมีผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ประกอบพิธีนี้ได้น้อยราย ในคัมภีร์นาฏยศาสตร์กล่าวไว้ว่า จะต้องไห้ครูละครทำพิธีบวงสรวงบูชาที่ เป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ สุภาพเรียบร้อยมีกายใจสะอาด มีความสงบ ทำการบูชาโรงละคร ด้วยเหตุนี้ จึงมีขั้นตอนและพิธีกรรมที่ซับซ้อน เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์น่าเกรงขาม เป็นที่ยอมรับด้วยการ วาจา และใจ ซึ่งพอจะสรุปความสำคัญของพิธีนี้ได้ว่า 1) เป็นการแสดงความมั่นคงปลอดภัย และเป็นการบูชาเทพเจ้าให้พ้นภัยพิบัติต่าง ๆ 2) แสดงออกซึ่งวัฒนธรรมอันดีของชาติ เป็นแบบแผนและแสดงออกถึงอารยธรรมที่เจริญมา แต่บรรพกาล 3) เพื่อเป็นสิริมงคลและแสดงออกถึงความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน 4) เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที และเป็นการขอขมาลาโทษที่ได้ล่วงเกินโดยมิได้ตั้งใจ ทั้ง กาย วาจา และใจ 5) เพื่อแสดงความรู้ ความสามารถในด้านฝีมือ เป็นการแสดงออกซึ่งปฏิภาณไหวพริบอันชา ฉลาดของผู้ที่เป็นศิษย์ 1.4.4 ลักษณะการตั้งหัวโขนแบบต่าง ๆ ในพิธีไหว้ครู 1.4.4.1 แบบตั้งรวมกับพระพุทธรูป 1) แบบ 12 หน้า จะมีหัวโขน ดังนี้ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม พระอินทร์ พระ ขันธุมาร พระคเณศ พระปรโคนธรรพ พระปัญจสีขร พระภรตฤษีพระพิราพ พระวิษณุกรรม เทริด
22 2) แบบ 10 หน้า จะมีหัวโขน ดังนี้ พระอิศวร พระนารายณ์ พระขันธุมาร พระคเณศ พระ ปรโคนธรรพ พระปัญจสีขร พระภรตฤษีพระพิราพ 3) แบบ 8 หน้า จะมีหัวโขน ดังนี้ พระอิศวร พระนารายณ์ พระขันธุมาร พระคเณศ พระ ปรโคนธรรพ พระปัญจสีขร พระภรตฤษีพระพิราพ 4) แบบ 6 หน้า จะมีหัวโขน ดังนี้ พระอิศวร พระนารายณ์ พระปรโคนธรรพ พระภรคฤษี พระพิราพ พระวิษณุกรรม 5) แบบ 4 หน้า จะมีหัวโขน ดังนี้ พระอิศวร พระนารายณ์ พระภรตฤษีพระพิราพ 6) แบบ 2 หน้า จะมีหัวโขน ดังนี้ พระภรตฤษีพระพิราพ 1.4.4.2 แบบตั้งพระพุทธรูปอยู่ต่างหาก มักจะจัดเป็นชั้นลดหลั่นกันลงมา ดังนี้ ชั้นสูงสุด เป็นพระมหาเทพทั้งสาม มีพระอิศวรอยู่ตรงกลาง พระนารายณ์อยู่ด้านขวา พระ พรหมอยู่ด้านซ้าย ชั้นที่สอง เป็นเทพสำคัญ มีพระภรตฤษีพระฤษีพระคเณศ พระปรโคนธรรพ พระปัญจ สีขร พระวิษณุกรรม พระอินทร์ พระพิราพ เทพนพเคราะห์ต่าง ๆ ชั้นที่สาม ด้านขวามี พระราม พระลักษณ์ พระพรต พระสัตรุด พญาวานร วานรสิแปด มงกุฎ วานรบริวาร ตรงกลาง มีนรสิงห์ เงาะ ข้างเอราวัณ ชฎา มงกุฎ เครื่องประดับศีรษะต่าง ๆ อาวุธต่าง ๆ ที่ใช้ในการแสดงและสำหรับมอบ ด้านซ้าย มีอสุรพรหมพงศ์ อสูรพงศ์ อสูรเทพบุตรสัมพันธมิตรกรุงลงกา อสูรบริวาร ชั้นล่างสุด ตั้งเครื่องสังเวยต่าง ๆ หมายเหตุด้านซ้าย – ขวานี้ ให้ถือเอาทิศด้านหน้าที่บูชา โดยหันหน้าออก ภาพที่ 16 ภาพพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ โขน ละคร กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม ที่มา : https://sites.google.com/site/natasintk/home/brm-khru-9-seiyr 1.5 วิวัฒนาการของนาฏศิลป์ การถ่ายทอดสืบทางนาฏศิลป์ที่อธิบายและสื่อสารต่อกันมา ทั้งที่เป็นแบบแผนที่ยึดถือ ปฏิบัติแสดงและปรับปรนให้สอดคล้องกับความต้องการทางอารมณ์และสังคม และสะท้อนถึงความ เป็นเอกลักษณ์ การแสดงนาฏศิลป์เป็นการแสดงที่สื่อให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องราว ความประณีตงดงามใน ศิลปวัฒนธรรมวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน ภายใต้รูปแบบที่เป็นต้นกำเนิดทางนาฏศิลป์ ดังนี้
23 1.5.1 การเลียนแบบธรรมชาติ การเคลื่อนไหวอิริยาบถตามธรรมชาติของมนุษย์ เช่น แขน ขา หน้าตา หรือการแสดง ความรู้สึก อารมณ์ของมนุษย์ที่แสดงออกมา เช่น ความโกรธ ความรัก โศกเศร้า เสียใจ มนุษย์ได้ใช้ ลักษณะท่าทางในการสื่อความหมายและนำมาดัดแปลงให้นุ่มนวลน่าดูชัดเจนไปกว่าธรรมชาติ จนเกิด เป็นศิลปะ การฟ้อนรำขึ้นและใช้เป็นการแสดงโดยมีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ จนกระทั่งเกิดเป็น ท่าทางการร่ายรำที่งดงามที่เป็นพื้นฐานของการฟ้อนรำทางนาฏศิลป์ 1.5.2 มนุษย์คิดประดิษฐ์เครื่องบันเทิงใจ เมื่อหยุดพักจากภารกิจประจำวัน เป็นการผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยโดยเริ่มจากการเล่า เรื่องสู่กันฟัง เช่น นิทาน นิยาย ต่อมาได้มีวิวัฒนาการโดยนำเอาดนตรีมาประกอบการเล่าเรื่อง เหล่านั้นเรียกว่า การขับเสภา ภายหลังมีการประดิษฐ์ท่าทาง และมีการพัฒนารูปแบบไปเป็นการร่าย รำจนถึงขั้นการแสดงเป็นเรื่องราว 15.3 การละเล่นเลียนแบบของมนุษย์ ความสนุกสนานเพลิดเพลินจากการเลียนแบบแม้เรื่องราวของตนเอง เช่น เลียนแบบ ท่าทางของพ่อ แม่ ครู ผู้ใหญ่ หรือเลียนแบบธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เช่น การเล่นงูกินหาง การเล่นขาย ของ การเล่นมอญซ่อนผ้า ความสนุกของการเล่นเลียนแบบอยู่ที่การได้เล่นเป็นคนอื่น ซึ่งถือเป็นการ เรียนรู้ในเรื่องของ การแสดงขั้นต้นของมนุษย์ ที่นำไปสู่การสร้างสรรค์การแสดงนาฏศิลป์ 1.5.4 การเซ่นบวงสรวงบูชาเทพเจ้า ในสมัยก่อนมนุษย์มีความเชื่อในเรื่องเทพเจ้าพระผู้เป็นเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และจะเคารพบูชา ในสิ่งที่ตนนับถือ เมื่อมนุษย์เกิดความหวั่นกลัว จะมีการเคารพสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เริ่มจากการ อธิษฐานบวงสรวงบูชาด้วยอาหาร ต่อมา มีการบวงสรวงบูชาด้วยการร่ายรำ มีการเล่นเครื่องดนตรีดีด สีตีเป่าและมีการร้องประกอบ เพื่อให้เทพเจ้าพอใจมีความกรุณาผ่อนผันหนักเป็นเบาหรือประทานให้ ประสบความสำเร็จ ในสิ่งที่ปรารถนา สรุป นาฏศิลป์เป็นศิลปะการแสดงประจำชาติ เป็นสมบัติและทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับการ ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ทั้งยังเป็นแบบแผนที่ยึดถือปฏิบัติแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ การแสดง นาฏศิลป์เป็นการแสดงที่สื่อให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องราว ความประณีตงดงามในศิลปวัฒนธรรม มีประวัติ ที่มาของนาฏศิลป์ดังนี้ การเลียนแบบธรรมชาติ ท่าทางการแสดงทางนาฏศิลป์เกิดจากการเลียนแบบธรรมชาติกล่าวคือ ธรรมชาติเป็น พื้นฐานเบื้องต้นของศิลปะการละคร การฟ้อนรำ และศิลปะการละคร การฟ้อนรำเป็นศิลปะเบื้องต้น ของการเคลื่อนไหวอวัยวะต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น แขน ขา เอว ไหล่ ฯลฯ รวมถึงอิริยาบถต่าง ๆ เช่น ยืน นั่ง เดิน นอน ฯลฯ และการแสดงออกทางอารมณ์ของมนุษย์ผ่านการใช้ภาษาท่าทางที่สื่อ ความหมาย เช่น ดีใจ เสียใจ โศกเศร้า เป็นต้น
24 อารยธรรมอินเดีย มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความเชื่อความศรัทธาในพลังอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งความเชื่อ ความศรัทธานี้ได้รับการสืบทอดจากพ่อแม่และบรรพบุรุษตามเผ่าเชื้อสาย หรือกลุ่มชาติพันธุ์ ความ เชื่อในการบูชาบวงสรวงเทพเจ้า ความเชื่อเรื่องวิญญาณบรรพบุรุษ โดยเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นมีอำนาจที่ สามารถให้คุณและโทษต่อมนุษย์ หรือบันดาลนำความสุขมาให้ ทั้งนี้เมื่อมนุษย์มีการย้ายถิ่นฐาน หรือ มีการรับความหลากหลายทางอารยธรรม อิทธิพลแบบแผนแนวคิดของต่างชาติเข้ามาผสมผสานและ เกิดการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การขับร้องหรือการฟ้อนรำเพื่อบูชา เซ่นสรวงสิ่งที่ตนเคารพ ความเชื่อทางศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อเรื่องเทพเจ้าของอินเดีย ตำนานการฟ้อนรำ การละเล่นของชาวบ้าน นอกจากสิ่งที่นับถือ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ พิธีกรรม ที่มีมาอย่างช้านานแล้ว ขนบประเพณี ค่านิยมรวมถึงการละเล่นในมนุษย์และกลุ่มสังคมท้องถิ่นที่มีความหลากหลายและแตกต่าง อาทิเช่น กิจกรรมเพื่อความบันเทิงหรือนันทนาการ การฟ้อนรำประกอบการละเล่น การขับร้องโต้ตอบระหว่าง ชายหญิงและการเคลื่อนไหวประกอบท่วงทำนอง โดยทั้งหมดมีรากฐานความเป็นจริงของวิถีชีวิตใน ชุมชน ที่ประพฤติปฏิบัติสืบทอดมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีจุดมุ่งหมายเพื่อความสนุกสนาน ผ่อน คลายอารมณ์และความเครียด สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์และกลุ่มสังคมท้องถิ่นในอดีตประดิษฐ์หา เครื่องบันเทิงใจ ผ่านการเล่านิทาน หรือการนำเครื่องดนตรีหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ มาบรรเลง ประกอบการแสดงท่าทาง อีกทั้งยังเพื่อประโยชน์ในการฝึกความคิด การแก้ปัญหา เกิดการยอมรับกฎ กติกาการอยู่ร่วมกันทางสังคมผ่านการละเล่น การแสดงที่เป็นแบบแผน นอกจากการแสดงเลียนแบบธรรมชาติ การรับอารยธรรมต่างชาติ รวมถึงการละเล่นของ ชาวบ้านแล้ว จะเห็นได้ว่านาฏศิลป์ผสมผสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นด้านพิธีกรรม ความเชื่อ วิถี ชีวิตหรือความบันเทิง ซึ่งไม่ได้จำเพาะเจาะจงเพียงกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่ง นาฏศิลป์ยังอยู่ในรูปแบบ ของศิลปะภายใต้พระราชูปถัมภ์ ฯ ของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ในราชสำนักของไทย มาอย่างช้านานเช่นกัน มีชื่อเรียกอีกอย่างว่านาฏศิลป์ไทยในวังหลวง หรือละครแบบหลวง ซึ่งเป็น มาตรฐานการแสดงที่เป็นแบบแผน รับการถ่ายทอดจากปรมาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทางดนตรี และนาฏศิลป์ภายในวังหลวง ที่คิดประดิษฐ์บรรจงท่วงทำนองและลีลาภาษานาฏศิลป์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ท่าทางการแสดงโขน ละคร บทร้อง รูปแบบการแต่งกาย รวมไปถึงการพัฒนานาฏศิลป์ไปสู่การศึกษา ขั้นพื้นฐาน การถ่ายทอดสืบทางนาฏศิลป์ที่อธิบายและสื่อสารต่อกันมา ทั้งที่เป็นแบบแผนที่ยึดถือ ปฏิบัติแสดงและปรับปรนให้สอดคล้องกับความต้องการทางอารมณ์และสังคม และสะท้อนถึงความ เป็นเอกลักษณ์ การแสดงนาฏศิลป์เป็นการแสดงที่สื่อให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องราว ความประณีตงดงามใน ศิลปวัฒนธรรมวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน ภายใต้รูปแบบที่เป็นต้นกำเนิดทางนาฏศิลป์ ดังนี้ เกิดจากการเลียนแบบธรรมชาติ การเคลื่อนไหวอิริยาบถตามธรรมชาติของมนุษย์ เช่น แขน ขา หน้าตา หรือการแสดง ความรู้สึก อารมณ์ของมนุษย์ที่แสดงออกมา เช่น ความโกรธ ความรัก โศกเศร้า เสียใจ มนุษย์ได้ใช้ ลักษณะท่าทางในการสื่อความหมายและนำมาดัดแปลงให้นุ่มนวลน่าดูชัดเจนไปกว่าธรรมชาติ จนเกิด
25 เป็นศิลปะ การฟ้อนรำขึ้นและใช้เป็นการแสดงโดยมีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ จนกระทั่งเกิดเป็น ท่าทางการร่ายรำที่งดงามที่เป็นพื้นฐานของการฟ้อนรำทางนาฏศิลป์ มนุษย์คิดประดิษฐ์เครื่องบันเทิงใจ เป็นการผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยโดยเริ่มจากการเล่าเรื่องต่าง ๆ สู่กันฟัง เช่น นิทาน นิยาย ต่อมาได้มีวิวัฒนาการโดยนำเอาดนตรีมาประกอบการเล่าเรื่องเหล่านั้นเรียกว่า การขับเสภา ภายหลังมีการประดิษฐ์ท่าทาง และมีการพัฒนารูปแบบไปเป็นการร่ายรำจนถึงขั้นการแสดงเป็น เรื่องราว การละเล่นเลียนแบบของมนุษย์ ความสนุกสนานเพลิดเพลินจากการเลียนแบบแม้เรื่องราวของตนเอง เช่น เลียนแบบ ท่าทางของพ่อ แม่ ครู ผู้ใหญ่ หรือเลียนแบบธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เช่น การเล่นงูกินหาง การเล่นขาย ของ การเล่นมอญซ่อนผ้า ความสนุกของการเล่นเลียนแบบอยู่ที่การได้เล่นเป็นคนอื่น ซึ่งถือเป็นการ เรียนรู้ในเรื่องของ การแสดงขั้นต้นของมนุษย์ ที่นำไปสู่การสร้างสรรค์การแสดงนาฏศิลป์ การเซ่นบวงสรวงบูชาเทพเจ้า ในสมัยก่อนมนุษย์มีความเชื่อในเรื่องเทพเจ้าพระผู้เป็นเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และจะเคารพบูชา ในสิ่งที่ตนนับถือ เมื่อมนุษย์เกิดความหวั่นกลัว จะมีการเคารพสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เริ่มจากการ อธิษฐานบวงสรวงบูชาด้วยอาหาร ต่อมา มีการบวงสรวงบูชาด้วยการร่ายรำ มีการเล่นเครื่องดนตรีดีด สีตีเป่าและมีการร้องประกอบ เพื่อให้เทพเจ้าพอใจมีความกรุณาผ่อนผันหนักเป็นเบาหรือประทานให้ ประสบความสำเร็จ ในสิ่งที่ปรารถนา จากประวัติความเป็นมาด้วยความเชื่อเหล่านี้ ได้เกิดตำนานเกี่ยวกับเทพเจ้า ในสมัยสุโขทัย มีหลักฐานสำคัญ คือ หลักศิลาจารึกที่ปรากฏคำว่า “ระบำรำเต้นเล่นทุกวัน” ทำให้เข้าใจได้ว่า สมัย สุโขทัยนี้มีระบำเกิดขึ้น แต่คำว่าละครยังไม่ปรากฏและในสมัยนี้ มีวัฒนธรรมของอินเดีย แพร่หลาย เข้ามามากมายโดยเฉพาะศิลปะการฟ้อนรำอินเดียเป็นชาติที่มีความเจริญก่อนวัฒนธรรมจึงแพร่หลาย เข้าไปในชมพูทวีป การฟ้อนรำของอินเดียมีตำราแต่โบราณ เรียกว่า “นาฏยศาสตร์” ประเทศไทย ก็ ได้รับอิทธิพลทางอารยธรรมนี้ในด้านการฟ้อนรำ โดยได้นำมาดัดแปลงแต่งเติมให้เหมาะสมตรงกับ ความนิยม คำถามท้ายบท 1. จงอธิบายความหมายและความเป็นมาของนาฏศิลป์ พร้อมยกตัวอย่างประกอบ 2. ยกตัวอย่างประเภทของนาฏศิลป์และวิวัฒนาการของนาฏศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิตประจำวัน สังคม สิ่งแวดล้อม ชุมชน 3. นำเสนอวิธีการปฏิบัติวิวัฒนาการของนาฏศิลป์ เอกสารอ้างอิง พงษ์ศักดิ์ สิงหะนัด. (2538). วิเคราะห์บทไหว้ครู โขน - ละคร. กรุงเทพ ฯ : มูลนิธิธนาคารกรุงเทพ ฯ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK). (2555). หัวโขน สมบัติศิลป์ แผ่นดินไทย. กรุงเทพ ฯ : บริษัทเบญจจินดา โฮลดิ้ง จำกัด. มนตรี ตราโมท. (2524). พิธีไหว้ครูดนตรีไทย. กรุงเทพมหานคร: คณะกรรมการเอกลักษณ์แห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี.
26 รัตนา มณีสิน. (2528). สุนทรียะของนาฏศิลป์ไทย. กรุงเทพมหานคร: จงเจริญการพิมพ์. ลัดดา พนัสนอก. (2542). สุนทรียะทางนาฏศิลป์ไทย. สกลนคร: สถาบันราชภัฏสกลนคร โปรแกรม วิชา สุนทรียศาสตร์. วีณา วีสเพ็ญ. (2549). วรรณคดีการละคร. มหาสารคาม: ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. (2512). เข้าถึงได้จาก https://shorturl.asia/lfrOB สุมิตร เทพวงศ์. (2548). นาฏศิลป์ไทย : นาฏศิลป์สำหรับครูประถมศึกษา. กรุงเทพ ฯ : โอ.เอส.พริ้น ติ้งเฮ้าส์. สุรพล วิรุฬห์รักษ์. (2543). นาฏยศิลป์ปริทรรศน์. กรุงเทพ ฯ : ภาควิชานาฏศิลป์ คณะศิลปกรรม ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อมรา กล่ำเจริญ. (2542). สุนทรียนาฏศิลป์ไทย. กรุงเทพ ฯ : โอเดี้ยนสโตร์. อาคม สายาคม. (2545). รวมงานนิพนธ์ของนายอาคม สายาคม ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ กรมศิลปากร. กรุงเทพ ฯ : รุ่งศิลป์การพิมพ์.
แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 2 ประเภทนาฏศิลป์ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนแล้ว นักศึกษาในรายวิชาจะสามารถ : 1. อธิบายความหมายและความเป็นมาของนาฏศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับที่มา ประเภทของ นาฏศิลป์ และนาฏศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน สังคม สิ่งแวดล้อม ชุมชน 2. วิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบ ประเภท และความสัมพันธ์ของนาฏศิลป์กับ ศาสตร์อื่น ๆ 3. แก้ปัญหาและเสนอแนวทางผ่านกระบวนการกลุ่มและการสื่อสารอย่างมีสุนทรียะ สนทนาผ่านความรับผิดชอบตนเองและเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน 4. ประยุกต์ใช้ความรู้จากนาฏศิลป์และออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาและ แก้ปัญหาผู้เรียนในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5. ปฏิบัติและสร้างสรรค์นวัตกรรมทางนาฏศิลป์ได้เหมาะสมโดยใช้หลักการของหลักฐาน เชิงประจักษ์ เนื้อหาสาระการเรียนรู้ 1. โขน 2. ละคร 3. รำ ระบำ บทสรุป แบบฝึกหัดบทที่ 2 เอกสารอ้างอิง กิจกรรมการเรียนการสอน สัปดาห์ที่ 1 (4 ชั่วโมง) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1) ปฐมนิเทศนักศึกษา และสร้างข้อตกลงร่วมกันในกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชา นาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครู 2) ชี้แจงภาพรวมของแผนบริหารการสอน เนื้อหา รูปแบบการเรียนการสอน การวัด และประเมินผล รูปแบบเกณฑ์การให้คะแนน ขั้นสอน 1) ทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นของนาฏศิลป์ 2) ยกตัวอย่างประเด็นเนื้อหา ร่วมกันอธิบายและสรุปเนื้อหาสาระสำคัญในหัวข้อ ประวัติและความเป็นมาของนาฏศิลป์ ประเภทของนาฏศิลป์ ประกอบการชมคลิปวิดีโอการแสดง นาฏศิลป์ 3) นักศึกษาร่วมกันอภิปรายประเภทของนาฏศิลป์ 4) นักศึกษาและผู้สอนร่วมกันสรุปบทเรียน 5) ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันแลกเปลี่ยน ซักถามในประเด็นที่ยังไม่เข้าใจ
28 สื่อการเรียนการสอน 1. นำเสนอด้วย Power Point เรื่อง ประเภทของนาฏศิลป์ 2. คลิปวิดีโอการแสดงนาฏศิลป์ 3. เอกสารประกอบการเรียนการสอน “ประเภทของนาฏศิลป์” แหล่งการเรียนรู้ 1. สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 2. เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่น่าเชื่อถือ การวัดและประเมินผลประจำบทเรียน จุดประสงค์ เนื้อหา วิธีการจัดการสอน/ ประสบการณ์การเรียนรู้ วิธีการวัดผลลัพธ์การ เรียนรู้ 1. อธิบายความหมาย ที่มา ประวัติความเป็นมาของ นาฏศิลป์ ที่มาและความหมาย ของนาฏศิลป์ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน (ประเมินผลงานที่ได้รับ มอบหมายรายบุคคล) 2. ระบุและอธิบายความ เข้าใจในที่มาและประเภท ของนาฏศิลป์ ที่มาและความหมาย ของนาฏศิลป์ - โขน - ละคร - รำ ระบำ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา, การฝึกเขียนรายงานและ บทความเชิงเปรียบเทียบ การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน (ประเมินผลงานโดย เพื่อนและอาจารย์) 3. วิเคราะห์องค์ประกอบที่ เกี่ยวข้องกับประเภท นาฏศิลป์และเชื่อมโยงกับ การดำเนินชีวิตและ ศิลปวัฒนธรรม ที่มาและความหมาย ของนาฏศิลป์ - โขน - ละคร - รำ ระบำ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน 4. รับผิดชอบต่อตนเอง และงานที่ได้รับมอบหมาย ที่มาและความหมาย ของนาฏศิลป์ - โขน - ละคร - รำ ระบำ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา, การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน (ประเมินผลงานโดย เพื่อนและอาจารย์)
บทที่ 2 ประเภทของนาฏศิลป์ นาฏศิลป์คือการแสดงเลียนแบบธรรมชาติ และมีรูปแบบการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นผ่าน กระบวนการปรับปรน จนกลายเป็นศิลปะที่เป็นรูปแบบรวมศาสตร์และศิลป์ ที่เรียกว่า ศิลปะแห่งการ ละคร โขน รำ ระบำ การละเล่นพื้นเมือง รูปแบบนี้ผ่านกระบวนการสืบมาแม้จะผ่านยุคสมัยและการ ปะทะทางวัฒนธรรม หรือการเปิดรับวัฒนธรรมจากตะวันตกก็ตาม รูปแบบรวมศาสตร์และศิลป์นี้ยัง มิได้เสื่อมสูญไปจากแผ่นดินไทย กลับกันยังแจ่มชัดกลายเป็นขนบ รูปแบบประเพณี ศิลปะการแสดงที่ คงอยู่ในประเทศไทย ดังต่อไปนี้ 2.1 โขน จากประวัติความเป็นมาในพิธีไหว้ครู ครอบครู โขน - ละคร จะเห็นถึงวิถีความเชื่อว่า หัวโขนเป็นตัวแทนสมมติเทพ ถือเป็นศิลปะชั้นสูงที่ถูกถ่ายทอดสืบต่อมา จะเห็นได้ว่าการแสดงโขนถือ เป็นศูนย์รวมของศาสตร์และศิลป์ไม่ว่าจะเป็น นาฏศิลป์ สังคีตศิลป์ วรรณศิลป์ วรรณกรรม และ หัตถศิลป์ โดยแสดงให้เห็นรากทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ จารีต รวมถึงขั้นตอนการแสดงที่เป็น แบบแผน 2.1.1 ความหมาย มาลินี ดิลกวณิช (พ.ศ. 2543 : 258) กล่าวว่า โขน คือการแสดงท่ารำ ท่าเต้น การออกท่า ให้เข้ากับดนตรี ผู้แสดงสวมหัวโขน ยกเว้นตัวละครที่เป็นมนุษย์และเทวดา ผู้แสดงไม่ขับร้องหรือ เจรจาด้วยตนเอง แต่จะมีผู้ขับร้องและผู้พากย์บรรยายเรื่องและกล่าวเจรจาแทน ประดิษฐ์ อินทนิล (2536 : 115) กล่าวว่า โขน คือศิลปะแห่งการเต้น ผู้ซึ่งแสดงมักสวม หน้ากากหรือสวมหัวต่าง ๆ คำว่า “หัวโขน” เช่น หัวยักษ์ หัวลิง หัวฤษี(สำหรับตัวโขนที่เป็นมนุษย์ เช่น พระราม พระลักษณ์ และนาสีดา ไม่สวมหัวโขนแต่สวมชฎาแทน) มาลินี ดิลกวณิช (พ.ศ. 2543 : 258) กล่าวว่า คำว่า “โขน” ในหนังสือระบำและละครใน เอเชีย สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากคำในภาษาเขมร “ละคล” (Lakhol) หรือ “ละคน คล” (Lakhon Khol) ซึ่งมีความหมายว่า “ละครรำ” และ “ละครรำของราชสำนัก” ตามลำดับ ธนิต อยู่โพธิ์ (2511 : 26 - 30) กล่าวถึง โขน ว่าคำว่า “โขล” ในภาษาเขมร หมายถึง ละครชายเล่นเรื่องรามเกียรติ์ แต่ก็ไม่อาจสรุปได้ว่าไทยรับศิลปะการแสดงและคำว่า “โขน” มาจาก เขมร เพราะเขมรก็ได้รับอิทธิพลงด้านนาฏศิลป์จากไทยในยุคหลังและอาจยึดคำจากไทยไปใช้ก็ได้ “โขน” และ “ละคร” นั้นดูเหมือนจะเป็นคำเดียวกัน ในภาษาเขมรเก่านั้นจะเรียกละคร หลวงว่า “ละโขนพระกรุณา” คนไทยได้นำศัพท์นี้มาใช้และใช้ได้ 2 ความหมาย คือ คงคำไว้ให้มี 2 พยางค์ ออกเสียงว่า “ละคอน” คำหนึ่ง หมายถึง การแสดงอย่างหนึ่งและตัดพยางค์หน้าออกไปเหลือ เพียงพยางค์เดียว่า “โขน” แล้วใช้เรียกการแสดงเรื่องรามเกียรติ์แต่เรื่องเดียวเป็นอีกอย่างหนึ่ง จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ สรุปได้ว่า โขนคือศิลปะการแสดง ไม่ว่าจะเป็นการรำ ท่า เต้น ประกอบดนตรี ผู้แสดงสวมหัวโขนตามลักษณะละครในเรื่องที่แสดง ยกเว้นผู้แสดงที่เป็นมนุษย์ และเทวดา มีผู้พากย์บทและเจรจา สรุปความหมายของโขนเป็นแผนผังรูปภาพ ดังนี้
30 ภาพที่ 17 แผนผังสรุปความหมาย โขน ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ประวัติและความเป็นมาของโขน ความเชื่อ ขนบ ธรรมเนียม ประเพณี หรือพิธีกรรม ที่ถูกท่ายทอดจากอดีตสู่ปัจจุบัน ล้วนมี ที่มา สิ่งที่งดงามตามลักษณะ และตรงตามความต้องการของมนุษย์ จะถูกถ่ายทอด หรือสืบทอดอย่าง เป็นรูปแบบวิธี โขน เช่นเดียวกัน โขนเปรียบเสมือนสมมติตัวแทนเทพเจ้า ซึ่งมีที่ความเป็นมา ดังนี้ วิมลศรี อุปรมัย (2553 : 185) กล่าวถึงที่มาของโขนว่ามีมาตั้งแต่โบราณ ประมาณกันว่า ไทยมีการแสดงโขนมาก่อนพุทธศตวรรษที่ 16 ทั้งนี้ก็ได้จากการสันนิษฐานจากลายแกะสลักเรื่องรา มายณะไว้หลายที่ เช่น ประตูปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา จากที่มาทั้งหมดสอดคล้องกับความคิดเห็นของ เคริ ฮูม (1990 : หน้าปก) กล่าวถึงความ สืบเนื่องจากอดีตสู่ปัจจุบันของนาฏยศิลป์ ตลอดจนบทบาทต่าง ๆ ที่นาฏยศิลป์มีต่อวิถีชีวิตมนุษย์ว่า ในบรรดารูปแบบของการแสดงที่เก่าแก่ที่สุดนั้น นาฏยศิลป์ได้สืบต่อมาจนทุกวันนี้ และมีบทบาท สำคัญในวัฒนธรรมท้องถิ่น ด้วยอำนาจแห่งศิลปะแขนงนี้และศิลปะการแสดงลักษณะอื่น ๆ จึงทำให้ เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมได้รับการทำนุบำรุง เด็กได้ก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ศีลธรรมได้รับการถ่ายทอด ศิลปินและผู้ดูได้ประสานสัมพันธ์กันกับเทพ ทั้งหมดนี้เป็นปกติธรรมดาในชีวิต เมื่อมีการบอกเล่า สืบ สานเป็นเรื่องราว วัฒนธรรมหรือประเพณีและได้รับการกลั่นกรองด้วยปรัชญาชีวิต ถูกจัดให้เป็นการ เฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษ ซึ่งความเป็นมาของโขนก็เช่นเดียวกัน ผ่านกระบวนการความเชื่อของ มนุษย์ ถูกถ่ายทอดผ่านศิลปินจากรุ่นสู่รุ่น และมีที่มาผ่านการบอกเล่าทางเอกสารหลากหลายแห่งที่ บอกเล่าการกำเนิดโขน ดังนี้ 2.1.2 กำเนิดโขน มาลินี ดิลกวณิช (พ.ศ. 2543 : 258 - 260) กล่าวว่าในหลักศิลาจารึกหลักที่ 8 สมัยพระ เจ้าลิไทแห่งกรุงสุโขทัยซึ่งมีชื่อว่า “จารึกเขาสุมนกูฏ” กล่าวถึงคำว่า “เต้น” เป็นคำกริยา บอกอาการ แสดงโดยใช้เท้าและขาขยับในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งใช้กับการแสดงโขน หลักศิลาจารึกนั้นเป็นหลักฐาน
31 เก่าแก่ที่สุดที่พบเกี่ยวกับการเต้นแบบโขน ซึ่งมาจากลีลาการซอยเท้าของทหารเวลายกทัพออกศึกให้ เกิดความฮึกเหิมคึกคักตามจังหวะกลอง ตำนานการแสดงโขนปรากฏในพงศาวดารสมัยต้น รัตนโกสินทร์ ในสมัยก่อนเรียกว่าการแสดง “ชักนาคดึกดำบรรพ์” ในพิธีอินทราภิเษก การแสดงอีก ชนิดที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับโขนก็คือ “หนังใหญ่” ซึ่งเป็นศิลปะแห่งการพากย์เจรจา รวมทั้ง ท่าทางเต้นของคนเชิดหนังมีส่วนคล้ายการเต้นของโขน การแสดง “กระบี่กระบอง” ของไทยมีส่วน ช่วยพัฒนาการแสดงโขนในฉากที่ใช้ศิลปะการต่อสู้ จากข้อมูลการกำเนิดโขน สรุปได้ว่า โขนเกิดจาก การพัฒนาการแสดงทั้ง 3 ประเภท ดังนี้ 1) การแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์ สุจิตต์ วงษ์เทศ กล่าวว่า โขน มีต้นทางจากการชักนาคดึกดำบรรพ์ การละเล่นในพิธีกรรม ทางศาสนา – การเมืองในพระราชพิธีอินทราภิเษก ตามความเชื่อลัทธิเทวราชของศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ผสมศาสนาผีพื้นเมืองรัฐจารีตอุษาคเนย์ (ชัคนาคดึกดำบรรพ์เป็นการละเล่นเดียวกันกับกวน เกษียรสมุทร ที่รัฐอยุธยารับจากละโว้ (ลพบุรี) ซึ่งรับอีกทอดหนึ่งจากราชสำนักอาณาจักรกัมพูชาที่ โตนเลสาบ) แรกเริ่มสมัยต้นอยุธยา ชัคนาคดึกดำบรรพ์มีลักษณะกว้าง ๆ ดังนี้ 1. เป็นการละเล่น ไม่ใช่การแสดง เนื่องเพราะการละเล่นไม่มีคนดูแยกต่างหากจากคนเล่น แต่ทุกคนที่อยู่ในพิธีกรรมล้วนมีส่วนร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม (สำหรับการแสดงเป็นมหรสพ มีคนดูสนุกสนานแยกจากคนเล่น ซึ่งเป็นพัฒนาการมีขึ้นสมัยหลังจากการละเล่น) 2. มีกลางสนาม ไม่อยู่ในโรง เพราะเป็นงานกลางแจ้ง บริเวณหน้าวังหลวงสมัยอยุธยา มี ก่อสร้างจำลองภูเขาขนาดสูงใหญ่ 3. รูปเทวราช เหมือนหนังฉลุฉลัก แล้วยกเชิญเคลื่อนที่ในพิธีกรรม น่าเชื่อว่าเป็นต้นแบบ หนังใหญ่ 4. เครื่องประโคมปี่พาทย์ฆ้องวงและอื่น ๆ ไม่พบระบุไว้ในกฎมณเฑียรบาล แต่อาจรวมอยู่ กับสิ่งที่บอกว่า “เล่นการมโหรสพ” น่าจะหมายถึงเครื่องมหรสพสมโภชก็ได้ จึงยังไม่ถือเป็นยุติ ภาพที่ 18 ภาพสลักบนระเบียงคดปราสาทนครวัด อายุราว พ.ศ. 1650 ที่มา : ภาพจากหนังสือ Of God, Kings, and Men. Text by Alblert le Bonheur Photographs by Jaroslav Poncar. London 1995 p.49 สรุปคือการแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์ เป็นการแสดงโขนที่บอกเล่าเรื่องราวที่มาของความ เชื่อการกวนน้ำอมฤต ซึ่งที่มาทั้ง 2 อย่าง แสดงให้เห็นถึงพิธีกรรม ความเชื่อ การได้มาซึ่งน้ำอมฤต ที่ เชื่อว่าเป็นความศักดิ์ บันดาลความอุดมสมบูรณ์ ความเจริญรุ่งเรื่อง และความอุดมมงคล ดังสรุปเป็น รูปภาพแผนผัง ดังนี้
32 ภาพที่ 19 สรุปภาพแผนผังแสดงชัคนาคดึกดำบรรพ์ โดยสุจิตต์ วงษ์เทศ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ภาพที่ 20 สรุปภาพแผนผังแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์ จากพิธีอินทราภิเษก ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) 2) การแสดงหนังใหญ่ หนังใหญ่ เป็นศิลปะการแสดงที่เก่าแก่ชนิดหนึ่งของไทย เป็นการแสดงที่ใช้ตัวหนังขนาด ใหญ่เป็นตัวละคร โดยมีผู้เชิดให้เกิดเงาบนจอ และใช้การพากย์ การเจรจา เป็นการดำเนินเรื่อง หลักฐานที่กล่าวถึงหนังใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ในกฎมณเฑียรบาลสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แห่ง กรุงศรีอยุธยา หนังใหญ่ได้รับการยกย่องว่าเป็นมหรสพชั้นสูง ใช้แสดงในงานพระราชพิธีและงาน สำคัญของแผ่นดิน (https://shorturl.asia/3wlbL)
33 ภาพที่ 21 การแสดงหนังใหญ่ ที่มา : https://shorturl.asia/3wlbL การแสดงหนังใหญ่ เป็นการรวบรามศิลปะด้านหัตถศิลป์ ผ่านลวดลายของแผ่นหนังที่ฉลุ เป็นตัวละครต่าง ๆ และทักษะทางนาฏศิลป์ ลีลาท่าทางในการเชิดหนังใหญ่ การเคลื่อนไหวอย่างมี รูปแบบ สื่อใหผู้ชมสามารถเข้าถึงและเกิดอารมณ์ความรู้สึกคล้อยตาม และวรรณศิลป์ การพากย์ การ พูด มีส่วนสำคัญในการเพิ่มอรรถรสและโน้มน้าวจิตใจของผู้ชม ซึ่งเมื่อถูกผสมผสานอย่างกลมกลืน เกิดความงามทางสุนทรียะทำให้การแสดงหนังใหญ่เป็นศิลปะที่อุดมคุณค่าต่อการอนุรักษ์ต่อไป ซึ่ง สรุปเป็นแผนผังดังต่อไปนี้ ภาพที่ 22 แผนผังสรุปการแสดงหนังใหญ่ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) 3) การแสดงกระบี่กระบอง การแสดงกระบี่กระบอง (บางทีเราจะพบหนังสือบางเล่ม กำหนดให้การแสดงนี้เป็น การละเล่น หรือการกีฬา) เป็นการแสดงที่ทำให้ผู้ดูซาบซึ้งในความสง่างามของท่าร่ายรำ เสียงเพลง การแต่งกาย และการประดับอาวุธต่าง ๆ ตื่นเต้น หวาดเสียวไปกับการต่อสู้ของคู่ต่อสู้ ในอดีตการ ฝึกฝนกระบี่กระบองเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมรบ ให้มีความคล่องแคล่วว่องไวอยู่เสมอ เมื่อเกิดศึก สงครามก็จะได้มีความพร้อม
34 ภาพที่ 23 การละเล่นกระบี่กระบอง ที่มา : https://shorturl.asia/5lTbz ประวัติความเป็นมากีฬากระบี่กระบองว่า ประวัติเริ่มต้นของการเล่นกระบี่กระบองในสมัย รัตนโกสินทร์มีหลักฐานที่พออ้างอิงได้คือ วรรณคดี ซี่งในสมัยรัชกาลที่ 2 ในพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา กล่าวถึง อิเหนาชำนาญในการกระบี่ ในรัชกาลที่ 3 สุนทรภู่แต่งเรื่องพระอภัยมณี กล่าวถึงศรีสุวรรณ เล่าเรื่องกระบี่กระบองกับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ต่อมารัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงโปรดปรานกระบี่กระบองเป็นพิเศษ ถึงกับโปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอหลาย พระองค์ทรงหัดกระบี่กระบองจนครบวง และโปรดให้เล่นกระบี่กระบองเป็นการสมโภชน์ที่หน้าพระ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เนื่องในการผนวชเป็นสามเณรของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว เมื่อปี่ พ.ศ. 2409 ต่อมารัชการที่ 5 ทรงโปรดให้มีการเล่นกระบี่กระบอง และชกมวยไทย หน้าพระที่นั่งในงานสมโภชอยู่เนือง ๆ พระองค์เสด็จทอดพระเนตรพระราชทานรางวัลแก่ผู้แสดงและ แข่งขันบ่อย ๆ ฉะนั้นกระบี่กระบองจึงเป็นที่รู้จักคุ้นกันมากในสมัยนั้น และในแต่ละปีอาจจะดูได้หลาย ครั้ง อย่างไรก็ตามในช่วงนั้นกีฬากระบี่กระบองเป็นที่นิยมมาก จึงทำให้กระบี่กระบองมีอยู่ดาษดื่น และมีมากคณะด้วยกัน (https://hilight.kapook.com/view/71868) การแสดงกระบี่กระบอง เนื่องจากการแสดงโขนเน้นศิลปะการต่อสู้ ฉะนั้นลีลาการต่อสู้ ของคนสมัยก่อนในเชิงกระบี่กระบอง พลอง และอื่น ๆ จึงได้รับการปรับปรุงและนำมารวมไว้ในการ แสดงโขน ซึ่งอาศัยการต่อสู้เป็นหลัง (วิมลศรี อุปรมัย, 2553 : 187) การต่อสู้อันเป็นศิลปะและสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของโขน จะเห็นได้แม้กระทั่งตำนานและ ความเชื่อทางด้านนาฏศิลป์ที่กล่าวถึงเทพเจ้า หรือแม้แต่การแสดงโขน ที่เป็นการสมมติตัวละครต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่มีเอกลักษณ์ทางการต่อสู้ เพราะฉะนั้นกระบี่กระบอง ถือว่าเป็นส่วนผสมอย่างดีเพื่อให้โขน ในฉากที่เป็นศิลปะการต่อสู้ดูสมจริงมากยิ่งขึ้น โดยสรุปเป็นแผนผังได้ ดังนี้ ภาพที่ 24 แผนผังแสดงกระบี่กระบอง ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565)