185 7.1.2.2 การแสดงและการละเล่นพื้นเมืองภาคกลาง 1) รำกลองยาว ประเพณีการเล่นเทิงบ้องกลองยาว หรือ เถิดเทิง มีผู้เล่าให้ฟังเป็นเชิง สันนิษฐานว่าเป็นของพม่า พวกไทยเราได้เห็นก็จำมาเล่นกันบ้าง เมื่อชาวไทยเห็นว่ารำกลองยาวเป็น การเล่นที่สนุกสนาน และเล่นได้ง่ายก็นิยมเล่นกันไปแทบ ทุกบ้านทุกเมืองมาจนทุกวันนี้ เครื่องดนตรี กลองยาว กรับ ฉิ่ง ฉาบ โหม่ง โอกาสและวิธีการเล่น นิยมเล่นกันในงานตรุษ งานสงกรานต์ หรืองาน แห่แหน ซึ่งต้อง เดินเคลื่อนขบวน เช่น ในงานแห่นาค แห่พระ และแห่กฐิน เป็นต้น คนดูคนใดรู้สึก สนุกจะเข้าไป รำด้วยก็ได้ เพราะเป็นการเล่นอย่างชาวบ้าน เคลื่อนไปกับขบวน พอถึงที่ตรงไหนมีลาน กว้างหรือเหมาะก็หยุดตั้งวงเล่นกันก่อนพักหนึ่งแล้วเคลื่อนไปต่อ การเล่นเถิดเทิงกรมศิลปากร ปรับปรุงใหม่ กำหนดให้มีแบบแผนลีลาท่ารำ โดยกำหนดให้มีกลองรำ กลองยืนด้วย ภาพที่ 196 รำกลองยาว ที่มา : https://shorturl.asia/fj8uY การแต่งกาย ชาย นุ่งกางเกงขายาวครึ่งแข้ง สวมเสื้อคอ กลม แขนสั้น เหนือศอก มีผ้าโพกศีรษะ และผ้าคาดเอว หญิง นุ่งผ้าซิ่นมีเชิงยาวกรอมเท้า สวมเสื้อ ทรงกระบอกคอปิด ผ่าอกหน้า ห่มสไบทับ เสื้อ คาดเข็มขัดทับเสื้อ ใส่สร้อยคอและต่าง หู ปล่อยผมทัดดอกไม้ กลองรำ หมายถึง ผู้ที่แสดงลวดลายในการร่ายรำ กลองยืน หมายถึง ผู้ตีกลองยืนให้จังหวะ ในการรำ การเล่นเถิดเทิงแบบนี้มีมาตรฐานตายตัว ผู้เล่นทั้งหมดต้องได้รับการฝึกฝนมาก่อน คนดูจะ ได้เห็นความงามและความสนุกสนานแม้จะไม่ได้ร่วมเล่นด้วยก็ตาม จำนวนผู้แสดงแบบนี้จะมีเป็นชุด คือ พวกตีเครื่องประกอบจังหวะ คนตีกลองยืน คนตีกลองรำ และผู้หญิงที่รำล่อ พวกตีประกอบ จังหวะ จะร้องประกอบเร่งเร้าอารมณ์ให้สนุกสนานในขณะที่ตีด้วย เช่น “มาแล้วโหวย มาแล้ววา มาแต่ของเขา ของเราไม่มา ตะละล้า” “ต้อนเข้าไว้ ต้อนเขาไว้ เอาไปบ้านเรา พ่อก็แก่แม่ก็เฒ่าเอาไปหุงข้าวให้พวกเรากินตะละล้า” “ใครมีมะกรูด มาแลกมะนาว ใครมีลูกสาว มาแลกลูกเขย เอาวะ เอาเหวย ลูกเขยกลองยาว ตะละล้า” ที่เรียกการเล่นประเภทนี้ว่า เถิดเทิง เทิงบ้องนั้น คงเรียกกันตามเสียงกลองยาว กล่าวคือมี เสียงเมื่อเริ่มตีเป็นจังหวะ หูคนไทยได้ยินเป็นว่า “เถิด – เทิง – บ้อง – เทิง – บ้อง” เลยเรียกตามเสียง ที่ได้ยินว่าเถิดเทิง หรือเทิงบ้องกลองยาวตามกันไป เพื่อให้ต่างกับการเล่นอื่น 2) รำสีนวล เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบการแสดงละคร ประกอบกิริยาไปมาของสตรีที่ มารยาทกระชดกระช้อย ทำนองเพลงมีท่วงทีซ่อนความพริ้งเพราไว้ในตัว ต่อมามีผู้ประดิษฐ์ทำนอง ร้องขึ้นประกอบการรำซึ่งทำให้ความหมายของเพลงเด่นชัด ปรากฏเป็นภาพงดงามเมื่อมีผู้ร่ายรำ ประกอบ แต่เดิมการรำเพลงสีนวลมีอยู่แต่ในเรื่องละคร ภายหลังจึงแยกออกมาใช้เป็นระบำเบ็ดเตล็ด
186 เพราะมีความงดงามไพเราะทั้งในชั้นเชิงของทำนองเพลง และท่ารำความหมายของการรำสีนวล เป็นไปในการบันเทิงรื่นรมย์ของหญิงสาวแรกรุ่นที่มีจริตกิริยางดงามตามลักษณะกุลสตรีไทย ด้วย ความที่ทำนองเพลง บทขับร้อง และท่ารำที่เรียบง่ายงดงาม จึงเป็นชุดนาฏศิลป์ชุดหนึ่งที่ได้รับความ นิยมแพร่หลายเป็นที่รู้จักกันทั่วไปจำนวนผู้แสดง ใช้แสดงเป็นหมู่ หรือแสดงเดี่ยวก็ได้ ตามโอกาสที่ เหมาะสม ดนตรีประกอบการแสดง ใช้วงปี่พาทย์ บทร้องที่ใช้แสดงมีอยู่ 3 รูปแบบ แบบที่ 1 ปี่พาทย์ทำเพลงสีนวล ร้องสีนวล สีนวลชวนชื่นเมื่อยามเช้า รักเจ้าสาวสีนวลหวน คิดถึง แม้ไม่แลเห็นเจ้าเฝ้าคำนึง อยากให้ถึงวันที่รำสีนวล … ปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว – ลา แบบที่ 2 ประพันธ์บทร้องโดย นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญทาง ด้านดุริยางค์ไทย กรม ศิลปากรและศิลปินแห่งชาติปี่พาทย์ทำเพลงสีนวล ร้องสีนวล อันการรำสีนวลกระบวนนี้ เป็นแบบที่ ร้องรับไม่จับเรื่อง เป็นการรำเริงรื่นของพื้นเมือง เพื่อเป็นเครื่องพักผ่อนหย่อนอารมณ์ ได้ปลดทุกข์สุข ใจเมื่อไร้กิจ เข้ารำชิดเคียงคู่ดูเหมาะสม ขอเชิญชวนมวลบรรดาท่านมาชม รื่นอารมณ์ยามที่รำสีนวล …ปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว – ลา แบบที่ 3 ปี่พาทย์ทำเพลงสีนวล ร้องสีนวล สีนวลชวนชื่นเมื่อยามเช้า รักเจ้าสาวสีนวลหวน คิดถึง แม้ไม่แลเห็นเจ้าเฝ้าคำนึง อยากให้ถึงวันที่รำสีนวล ร้องอาหนู เจ้าสาวสาวสาวสาวสะเทิ้น เจ้า ค่อยเดินค่อยเดินเดินตามทาง ฝูงอนงค์ทรงสำอาง นางสาวศรีห่มสี (ซ้ำ) ใส่กำไลแลวิลัย ทองใบอย่างดี ทองก็ดี ประดับสีเพชรพลอยพลอยงามดูงาม ใส่ต่างหูสองหู หูทัดดอกไม้ สตรีใดชนใดในสยาม จะหา งามงามกว่า มาเคียง ไม่เคียง (ซ้ำ) ชวนกันเดิน พากันเดิน รีบเดินมา รีบเดินมา ร่ายรำทำท่าน่ารักเอย …ปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว – ลา หมายเหตุ บทร้องอาหนู เป็นบทพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ท่อนสุดท้ายปรับปรุงขึ้นใหม่แตกต่างจากบทพระนิพนธ์) ผู้แสดง นุ่งผ้าโจง ห่มสไบจีบ สยายผมทัดดอกไม้ ใส่เครื่องประดับ (เข็มขัด กำไลมือ กำไลเท้า) ความยาวของ ชุดการแสดงจะแตกต่างกันคือรำสีนวล ออกเพลงเร็ว-ลา ใช้เวลาแสดงประมาณ 5 นาทีรำสีนวล ออก เพลงอาหนู เพลงเร็ว-ลา ใช้เวลาแสดงประมาณ 8 นาที รำสีนวล สีนวลเป็นชื่อของเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดงละคร โดยใช้ ประกอบกิริยาไปมาของสตรีที่มารยาทชดช้อยสวยงาม ทำนองเพลงมีท่วงทีซ่อนความ พริ้งเพราไว้ใน ตัว ต่อมามีผู้ประดิษฐ์ทำนองร้องประกอบการรำ ซึ่งแต่เดิมรำสีนวลเป็นการแสดงชุดหนึ่งที่นำมาจาก ละครนอกเรื่อง “ไชยเชษฐ์” ภายหลังได้นำมาใช้แสดงเป็นระบำเบ็ดเตล็ด เนื่องจากการรำสีนวลเป็น ศิลปะที่สวยงามทั้งท่ารำและเพลงขับร้อง จึงพัฒนามาเป็นชุดสำหรับจัดแสดงในงานทั่ว ๆ ไป และ นับเป็นการแสดงนาฏศิลป์ไทยอีกชุดหนึ่งที่นิยมแพร่หลายเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ลักษณะท่ารำ และคำร้องของรำสีนวล มีความหมายถึง การบันเทิงรื่นรมย์ของหญิงสาวแรกรุ่นที่มีจริตกิริยางดงาม อ่อนหวาน และ มีอิริยาบถที่ นุ่มนวลอ่อนช้อยตามลักษณะกุลสตรีไทย ดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบการ แสดง ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่ หรือ เครื่องใหญ่ บรรเลงทำนองเพลงสีนวล และ เพลงเร็ว-ลา โอกาสที่ใช้แสดง ใช้แสดงประกอบละครนอกเรื่อง “ไชยเชษฐ์ และใช้แสดงในงานมงคลต่าง ๆ แสดง เป็นหมู่หรือแสดงเดี่ยว ตามโอกาสที่เหมาะสม เช่น งานรื่นเริง งานเลี้ยงสังสรรค์ งานเทศกาลสำคัญ (true ปลูกปัญญา, 2564) เพลงสีนวล สีนวลชวนชื่นเมื่อยามเช้า รักเจ้าสาวสีนวลหวนคิดถึง (รับ) แม้ไม่แลเห็นเจ้าเฝ้าคำนึง อยากให้ถึงวันที่รำสีนวล (รับ)
187 ภาพที่ 197 รำสีนวล ที่มา : https://shorturl.asia/pEQYS ลักษณะการแต่งกาย ผู้แสดงนุ่งผ้าโจง กระเบน ห่มสไบจีบ สยายผมทัดดอกไม้ใส่ เครื่องประดับ สร้อยคอ ตุ้มหู สร้อยตัว เข็ม ขัดพร้อมหัวเข็มขัด รัดต้นแขน สร้อยข้อมือ และกำไลข้อเท้า 7.2.2 การแสดงและการละเล่นพื้นเมืองภาคกลาง การแสดงและการละเล่นพื้นเมืองภาคกลาง เป็นลักษณะการเล่นที่เกี่ยวเนื่องกับการทำนา การเล่น ในเทศกาลงานบุญ ตรุษ สงกรานต์ และการเล่นในฤดูน้ำหลาก มักเรียกการละเล่นพื้นเมือง ประเภทนี้ว่า เป็น "การเล่นเพลง" การเล่นเพลง ที่เกี่ยวเนื่องกับการทำนาก็จะเป็นการเล่นตามขั้นตอน การเก็บเกี่ยว ได้แก่ เพลงเกี่ยวข้าว เพลงนา เพลงสงฟางหรือพานฟาง เพลงสงคอลำพวน เพลงเต้นกำ รำเคียว เพลงรำเคียว เพลงชักกระดาน เพลงพาดควาย เมื่อหมดฤดู ทำนาก็มักจะเล่นเพลงปฏิพากย์ ได้แก่ เพลงฉ่อย เพลงเรือ เพลงปรบไก่ เพลงชาวไร่ หรือระบำชาวไร่ เพลงพวงมาลัย เพลงอีแซว เพลงลำตัด เพลงเหย่อย เพลงยั่ว เพลงหน้าใย เพลงจาก เพลงทรงเครื่อง เพลงเทพทอง เพลงไก่ป่า นอกจากนี้ยังมีเพลงเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่ไม่ระบุว่าเล่นเวลาใด ได้แก่ เพลงพิษฐาน เพลงคล้องช้าง เพลง ร่อยพรรษา เพลงขอทาน เพลงโม่งเจ้ากรรม ซึ่งแตกออกเป็นเพลงย่อยอีกหลายเพลงคือ เพลงรำ เพลง นกยูง เพลงนกแก้ว เพลงนก อีแซว เพลงจ่อนโบด เพลงแม่นางเอ๋ย เพลงอึ่งใส่เกลือ เพลงมะม่วงวัด เขา เพลงที่กล่าวมานี้ ปัจจุบันจะล้าสมัยและสูญหายไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ 1) เพลงเรือ เป็นเพลงพื้นบ้านของชาวไทยภาคกลางที่อยู่ตามริมลำน้ำ เช่น สุพรรณบุรี อ่างทอง อยุธยา ฯลฯ นิยมเล่นกันในหน้านาประมาณเดือน 11-12 อุปกรณ์ในการเล่นเพลงเรือคือ เรือของพ่อเพลงลำหนึ่งและเรือของแม่เพลงลำหนึ่ง เครื่องดนตรีมี กรับธรรมหรือกรับพวงและฉิ่ง ถ้า เล่นกลางคืนจะต้องมีตะเกียงไว้กลางลำเรือ เนื้อร้องทั้งสองฝ่ายมาพบกัน พ่อเพลงก็จะพายเรือเข้าไป เทียบเกาะเรือแม่เพลงไว้แม่เพลงเริ่มด้วยเพลงปลอบ หรือเพลงเกริ่น บางคณะจะเริ่มด้วยบทไหว้ครู ก่อน จากนั้นแม่เพลงก็จะร้องประโต้ตอบเรียกว่า บทประ แล้วต่อด้วยชุดลักหาพาหนี หรือนัดหมายสู่ ขอ แล้วต่อด้วยเพลงชุดชิงชู้และเพลงตีหมากผัว เมื่อเลิกก็จะมีเพลงจาก แสดงความอาลัยอาวรณ์วิธี เล่นหรือการขับเพลงจะมีต้นเสียงขึ้น และมีลูกคู่รับ โดยใช้ฉิ่งและกรับพวงเป็นเครื่องประกอบจังหวะ เวลาร้อง ต้องร้องให้ลงกับจังหวะพาย ผู้ขับเพลงเรือหรือแม่เพลงต้องเป็นผู้มีปฏิภาณไหวพริบที่จะหา คำหรือหยิบยกเอาเหตุการณ์สิ่งแวดล้อมเข้ามาสอดแทรกเข้า ไปให้เหมาะสมอาจเป็นแข่งขัน ยกย่อง เสียดสี ซึ่งทำให้ผู้ฟังสนุกไปด้วยก่อนการเล่นเพลง ต้องมีการกล่าวกลอนไหว้ครูเสียก่อนจากนั้นจึงจะ เอื้อนกลอนพรรณนาหรือชักชวนให้คนอื่นมาเล่นด้วยโดยใช้วิธีว่ากลอนกระทบกระทั่งกระเซ้าเย้าแหย่ จนคู่โต้มิอาจจะทนอยู่ได้จึงเกิดการเล่นเพลงเรือ โต้ตอบกันขึ้น การโต้ตอบกันด้วยเพลงเรือ บางทีก็ เผ็ดร้อนใช้คารมที่คมคาย บางทีก็อาจเป็นทำนองรักหวานชื่น ทั้งนี้แล้วแต่โอกาสและสถานการณ์การ แสดงแบ่งเป็น ฝ่ายชาย ฝ่ายหญิง มีพ่อเพลงแม่เพลง จะเริ่มด้วยบทไหว้ครู เกี้ยวพาราสี ลักหาพาหนี
188 และตีหมากผัว ลักษณะบทร้องแบ่งเป็น 4 ตอน คือ 1) ปลอบ (ฝ่ายชายชวน) 2) ประ (ฝ่ายหญิงตอบ) 3) ดำเนินเรื่อง 4) จาก ภาพที่ 198 เพลงเรือ ที่มา : https://shorturl.asia/S6ckQ การแต่งกาย ฝ่ายชายนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลม ผ้าขาวม้าคาดเอว ส่วนฝ่ายหญิงนุ่งโจง กระเบน สวมเสื้อแขนกระบอก โอกาสที่แสดง แสดงในงานฤดูน้ำหลาก หรือในงาน นักขัตฤกษ์ งานมงคล เช่น บวชนาค ทอดกฐินและลอยกระทง สถานที่แสดง แสดงและเล่นกันในเรือ แต่ในปัจจุบันร้อง และเล่นกันบนเวที จัดเป็น 2 ฝ่าย ชาย – หญิง ว่าแก้กันเป็นคู่ ตัวอย่างเพลงเรือ ได้ยินน้ำคำเสียงมาร่ำสนอง เสียงใครมาเรียกหาน้อง (ฮ้าไฮ้)ที่ไหนล่ะ แต่พอเรียกหาฉันแม่หนูไม่นานไม่เนิ่น เสียงผู้ชายร้องเชิญ....ฉันจะว่า การจะเล่นจะหัวหนูน้องไม่ดีดไม่ดิ้น หรอกว่ายามกฐิน....ผ้าป่า พอเรียกก็ขานแต่พอวานก็เอ่ย น้องหนูไม่นิ่งกันทำเฉย...ให้มันช้า แต่พอเรียกหาน้องฉันก็ร้องขึ้นรำ ฉันนบนอบตอบคำจริง....พับผ่า แม่หนูนบนอบตอบคำ ตอบกันไปเสียด้วยน้ำ...วาจา แต่พอเรียกหาน้องแล้วฉันก็ร้องว่าจ๋า กันเสียเมื่อเวลาเอ๋ยจวนเอย (รับ) เมื่อเวลาจวนเอยแต่พอเรียกหาน้อง แม่หนูก็ร้องว่าจ๋าหาน้องหาน้องแม่หนูก็ร้อง ว่าจ๋ากันเมื่อเวลา เอ๋ยเมื่อเวลา เวลาจวนเอย ฮ้า...ไฮ้ เอ๋ยเรียกหาน้องร้องเอ่ย น้องหนูไม่นิ่งกันทำเฉย...ให้มันช้า จะเล่นจะหัวกะตัวฉัน เสียงใครมาเรียกแล้วแม่บ้าน...ไกลตา ครั้นจะไม่ทักไม่ทาย ฉันกลัวว่าพี่แกจะอาย...กันแน่หน้า ฉันกลัวจะอาจพ่อไหวเอ๋ยเขาบ่น ทั้งฝูงผู้ฝูงคน...ก็มากหน้า ฉันไม่ให้อายพ่อไหวเอ๋ยเขาแย่ ฉันมิให้พี่ลงไปอาบ...กันแก่หน้า ฉันจะธุรับหน้าเธอเอาไว้เสมอหน้าท่า ฉันไม่ชักหน้าก้มให้หกล้มผวา เพราะเราเป็นคนเห็นหน้ากันเลย (รับ) เอ๋ยคนเห็นหน้ากันเอยฉันไม่ชักหน้าก้มให้หกล้มผวา หน้าก้ม หน้าก้มให้หกล้มผวา เพราะ เป็นคน เห็นหน้า เอ๋ยคนเห็นหน้า เห็นหน้ากันเลย (ฮ้า...ไฮ้)
189 2) เพลง เกี่ยวข้าว เป็นเพลงที่สำหรับร้องกันในขณะลงแขกเกี่ยวข้าว อันเป็นอาชีพสำคัญ ของประชาชนชาวไทยอย่างหนึ่ง เพื่อให้ความสนุกสนานกับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในการงาน และ เชื่อมความสามัคคีในระหว่างพื้นบ้านอาชีพเดียวกัน เพลงเกี่ยวข้าวจะเล่นกันในฤดูเกี่ยวข้าว จะเล่น กันเมื่อหยุดจากการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว เหมือนกับเพลงเต้นกำรำเคียว กล่าวคือ จะเล่นเพลงเกี่ยวข้าว ก่อนที่จะเล่นเพลงเต้นกำรำเคียว และไม่มีกำหนดเวลาในการเล่น คือ เล่นกันจนเหนื่อยก็เลิก เนื้อความของเพลงมักจะเกี่ยวกับ การไต่ถามถึงการทำนาผสมผสานการเกี้ยวพาราสีกัน เพลงเกี่ยว ข้าว บางแห่งเรียก "เพลงกำ" เวลาแสดงมือหนึ่งถือเคียว อีกมือหนึ่งกำข้าวไว้ ย่ำเท้าใช้ลีลาไปตาม จังหวะเพลง ใช้ตบมือให้จังหวะพร้อม ๆ กัน บางครั้งใช้กลองและฉิ่งเข้าร่วมด้วย วิธีเล่นแบ่งผู้เล่น ออกเป็นฝ่ายชายและฝ่ายหญิง แต่ละฝ่ายจะถือเคียวมีพ่อเพลงและแม่เพลง ซึ่งจะมีกี่คนก็ได้ พ่อเพลง จะออกมาร้องก่อน แล้วฝ่ายหญิงก็ร้องตอบโต้ โดยขึ้นต้นว่า “เอ่อ เออ เอิ้ง เอ๊ย” ลูกคู่รับว่า “ฮ้าไฮ้” หรือ “โหยย เอ้า โหยย โหยย” ภาพที่ 199 เพลงเกี่ยวข้าว ที่มา : https://shorturl.asia/mGNqz ตัวอย่างเพลงเกี่ยวข้าว ผู้ร้อง นายดำ คงหอม นางพูล ภู่จำรูญ นายธรรม หมีทอง นางละมัย แสนสุข พ่อเพลง เอ่อ เออ เอิ้ง เอ๊ย เห็นหน้าเจ้าแม่ให้ชื่นใจ (ลูกคู่ ช. ฮ้า ไฮ้) นี่แหละเป็นบุญวาสนา บุญกุศลนำ มา (ฮ้า ไฮ้) เอ๊ยชื่นใจ ประสบพบพานมันหน้าจัดจริงหนอ ลูกแม่คุณมันหล่อ (ฮ้า ไฮ้) เชียวนี้กระไร ช่วยนัดช่วยหนานาน เรามาเจอกันผู้สมัครเรารักมั่น (ฮ้า ไฮ้) ใช่ไหม จะมีนัยเข้าไปถามเลยตอบ เจ้าตัวพี่ยังเข้าเป็นข้อ (ฮ้า ไฮ้) สงสัย แม่คุณทูลหัวน้องมีผัวหรือยัง น้องจงบอกพี่บ้าง (ฮ้า ไฮ้) จะเป็นไร โอ้แม่คุณแม่ขา โอ้ไม่น่าเป็นไร แม่คนสวยเหมือนนายเพลงเอย ลูกคู่ (ช,ญ) เอ๊ย เอ้อ เจ้า เอ๋ย เพลงเอ๋ย โอ้แม่คุณแม่ขาแม่ยาใจ (ซ้ำ) แม่คนสวยเหมือนนายเพลงเอย ลูกคู่ (ช) โหยย เอ้า โหยย โหยย แม่เพลง เอ่อ เออ เอิ้ง เอ๊ย เห็นหน้าพ่อชู้ให้ชื่นใจ (ฮ้า ไฮ้) ก็พี่มาถึงน้องยา ตั้งใจจะมาหาอะไร (ฮ้า ไฮ้) เอ๋ยอะไร ว่าน้องก็เป็นม่าย ยังไม่ทันถึงปี ก็ลูกผัวยังไม่มี (ฮ้า ไฮ้) เอ๋ยเคียงกาย
190 น้องเป็นม่ายอย่าเพิ่งหมาย ไม่ได้นอนร่วมมุ้ง (ฮ้า ไฮ้) เอ๋ย ได้ง่าย ๆ ให้พี่ถอยหลังคืนนะเถอะพ่อชื่นใจ พ่อคนสวยเหมือนนางเพลงเอย ลูกคู่ (ช,ญ) เอ๊ย เอ้อ เจ้า เอ๋ย เพลงเอ๋ย จะถอยหลังคืนนะพ่อชื่นใจ ให้พี่ถอยหลังคืนนะพ่อชื่นใจพ่อคนสวยเหมือนนายเพลงเอย ลูกคู่ (ช) โหยย เอ้าโหยย โหยย 7.2.3 การแสดงพื้นเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การแสดงพื้นเมืองภาคอีสานกลุ่มอีสานเหนือ ได้รับอิทธิพลจากศิลปะของลาว ซึ่ง แบ่งได้ เป็น 2 กลุ่มวัฒนธรรมใหญ่ ๆ คือ มักเรียกการละเล่นว่า “เซิ้ง ฟ้อน และหมอลำ” เช่น เซิ้งกระติบข้าว เซิ้งโปงลาง เซิ้งแหย่ไข่มดแดง ฟ้อนภูไท เซิ้งสวิง เซิ้งบ้องไฟ เซิ้งกะหยัง เซิ้งตังหวาย ฯลฯ ใช้เครื่อง ดนตรีพื้นบ้านประกอบด้วย แคน พิณ ซอ กลองยาวอีสาน โปงลาง โหวด ฉิ่ง ฉาบ ฆ้อง และ กรับ ส่วนกลุ่มอีสานใต้ ได้รับอิทธิพลจากศิลปะของเขมร มีการละเล่นที่เรียกว่า “เรือม หรือ เร็อม” เช่น เรือมลูดอันเร (รำกระทบสาก) รำกระโน็บติงต็อง (ระบำตั๊กแตนตำข้าว) รำอาไย (รำตัด) วงดนตรีที่ใช้ บรรเลงคือวงมโหรีอีสานใต้ มีเครื่องดนตรี เช่น ซอด้วง ซอตรัวเอก กลองกันตรึม พิณ ระนาดเอกไม้ ปี่สไล กลองรำมะนา และเครื่องประกอบจังหวะ การแต่งกายประกอบการแสดงแต่งแบบวัฒนธรรม ของพื้นบ้านอีสาน มีลักษณะลีลาท่ารำและท่วงทำนองดนตรีในการแสดงค่อนข้างกระชับ กระฉับกระเฉง รวดเร็ว และสนุกสนาน 1) ฟ้อนภูไท 3 เผ่า คำว่า “ภูไท” ในภาษาภูไทและภาษาอีสาน หมายถึง กลุ่มชนผู้ที่อาศัย ตามแนวภูเขาแต่ภาคกลางมักเขียนว่า “ผู้ไทย” ซึ่งหมายถึง กลุ่มชนเชื้อชาติไทย ถิ่นฐานดั้งเดิมของ ชาวภูไทอยู่ในแคว้นสิบสองจุไทย หรือแคว้นสิบสองปันนา (ดินแดนส่วนเหนือของลาว และ เวียดนาม ซึ่งติดต่อกับดินแดนภาคใต้ของจีน) ในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 2 (เจ้าองค์หล่อ) แห่ง ราชอาณาจักรเวียงจันทน์ ได้มีหัวหน้าชาวภูไทซึ่งมีนามว่า พระศรีวรราช ได้มีความดีความชอบในการ ช่วยปราบกบฏในนครเวียงจันทน์จนสงบราบคาบ กษัตริย์เวียงจันทน์ จึงได้ปูนบำเหน็จ โดย พระราชทานพระราชธิดาชื่อนางช่อฟ้า ให้เป็นภรรยา ในกาลต่อมาจึงได้แต่งตั้งให้บุตรซึ่ง เกิดจากพระ ศรีวรราช หัวหน้าชาวภูไท และเจ้านางช่อฟ้ารวม 4 คน แยกย้ายกันไปปกครองหัวเมืองชาวภูไท คือ เมืองสบแอก เมืองเชียงค้อ พร้อมกับอพยพชาวภูไทลงไปทางใต้ของราชอาณาจักรเวียงจันทน์ เป็น เมืองวัง เมืองตะโปน(เซโปน) อันเป็นถิ่นกำเนิดของชาวภูไท (เรียบเรียงจากลายพระหัตถ์ของ พระเจ้า บรมวงศ์เธอ พระเจ้าประดิษฐาสารี ในหนังสือชื่อพระราชธรรมเนียมลาว ซึ่งพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2479) พระองค์เป็นพระราชธิดาของรัชกาลที่ 4 และเจ้าจอมมารดาดวงคำ (เจ้าจอมมารดาดวงคำ เป็นราช นัดดาของเจ้าอนุวงษ์เวียงจันทน์) ต่อมาชาวภูไทได้แยกย้ายออกไปตั้งเป็นเมืองพิน เมืองนอง เมือง พ้อง เมืองพลาน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในแขวงสะหวันนะเขต ของประเทศลาว ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุง รัตนโกสินทร์ เจ้าอนุวงษ์เวียงจันทน์เป็นกบฏต่อกรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ.2369 เมื่อกองทัพไทย ยกขึ้นไปปราบปรามจนสงบราบคาบแล้วทางพระนคร มีนโยบายจะอพยพชาวภูไท ข่า กะโซ่ กะเลิง ไทดำ ไทพวน ฯลฯ จากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้มาตั้งบ้านตั้งเมืองอยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง(ภาคอีสาน) เพื่อ มิให้เป็นกำลังแก่เวียงจันทน์ และญวนอีก ปัจจุบันชาวภูไทได้กระจัดกระจายอาศัยในจังหวัดต่าง ๆ ในภาคอีสานส่วนมากในจังหวัด มุกดาหาร กาฬสินธุ์ สกลนคร และนครพนม และบางส่วนในจังหวัด ร้อยเอ็ด อุดรธานี ยโสธร อำนาจเจริญ หนองคาย และอุบลราชธานี การฟ้อนภูไท 3 เผ่าเป็นการนำเอามรดกทางวัฒนธรรมของ
191 ชาวภูไทที่อาศัยอยู่ในบริเวณเทือกเขาภูพานซึ่งได้ยกมา 3จังหวัดคือ กาฬสินธุ์ สกลนคร และนครพนม มาเปรียบเทียบในเชิงการจัดการแสดงทางด้านนาฏกรรม อันเนื่องมาจากชาวภูไททั้งสามกลุ่มนี้มี รูปแบบและ เอกลักษณ์ของตนเองที่แตกต่างกัน ในปี พ.ศ. 2522 กรมศิลปากรมีนโยบายที่จะเผยแพร่ ศิลปวัฒนธรรมอีสาน จึงได้จัดส่งคณาจารย์พร้อมนักเรียนจากวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด ลงพื้นที่ ภาคสนามในจังหวัดกาฬสินธุ์ สกลนคร และนครพนม(ต่อมามีพื้นที่แยกตัวเป็นจังหวัดออกจาก นครพนมคือ มุกดาหาร) โดยรวบรวมเอาท่าฟ้อน กลอนลำ ดนตรีและการแต่งกาย จนเป็นผลงาน “ฟ้อนภูไท 3 เผ่า” ขึ้นมาครั้งแรก ฟ้อนภูไท 3 เผ่า จะเริ่มจากการฟ้อนของชาวภูไทจังหวัดกาฬสินธุ์ ภูไทจังหวัดสกลนคร และภูไทจังหวัดนครพนม ในการฟ้อนภูไททั้ง 3 เผ่านี้ จะมีผู้ชายเข้ามาฟ้อน ประกอบทั้งสามเผ่า มีการแสดงการฟ้อนมวยโบราณต่อสู้แสดงเชิงมวยกันระหว่างเผ่า และตลอดจน การฟ้อนเกี้ยวพาราสีของชายหญิงอีกด้วย หลังจากนั้นวิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ได้ประดิษฐ์ฟ้อนภู ไท 3 เผ่า ในอีกรูปแบบหนึ่ง จะมีลักษณะที่แตกต่างกันคือ จะเริ่มจากการฟ้อนเผ่าสกลนครก่อน ตามมาด้วยภูไทจังหวัดกาฬสินธุ์ และภุไทนครพนม ใช้ผู้หญิงแสดงล้วน (อีสานร้อยแปด, 2561) ภาพที่ 200 การแต่งกายเผ่ากาฬสินธุ์ ที่มา : https://shorturl.asia/YDdNF การแต่งกายเผ่ากาฬสินธุ์ หญิง สวมเสื้อแขนกระบอกสีดำแนวปกคอ เสื้อและแนวกระดุมตกแต่งด้วยผ้าแถบลาย แพรวาสีแดง กุ๊นขอบลายผ้าด้วยผ้ากุ๊นสี เหลืองและขาว ประดับด้วยกระดุมเงิน ห่ม ผ้าสไบไหมแพรวาสีแดง นุ่งผ้าซิ่นมัดหมี่สีดำ มีตีนซิ่น ทรงผมผู้แสดงทำผมเกล้ามวยมัด มวยผมด้วยฝ้ายภูไท หรือผ้าแพรฟอย และ สวมเครื่องประดับเงิน ชาย สวมเสื้อสีดำมีการตกแต่งเสื้อด้วยแถบ ผ้าลายแพรวา นุ่งกางเกงขาก๊วย ใช้ผ้าแพร วาแดงมัดเอว ภาพที่ 201 การแต่งกายเผ่าสกลนคร ที่มา : https://shorturl.asia/GZUAl การแต่งกายเผ่าสกลนคร หญิง สวมเสื้อแขนกระบอกสีดำแต่งขอบ เสื้อด้วยผ้าแดง มีแนวกระดุมเงินเรียงยาว ตามแนวเสื้อ นุ่งผ้าซิ่นพื้นสีดำต่อตีนซิ่นขิด ยาวกรอมเท้า ห่มผ้าสไบขิดทางไหล่ซ้ายแล้ว ไปมัดที่เอวด้านขวา สวมส่วยมือยาว(เล็บ)ทำ มาจากกระดาษหรือโลหะพันด้วยด้ายและมี พู่ที่ปลายเล็บสีขาวหรือแดง ผมเกล้ามวยมัด มวยผมด้วยฝ้ายแดง และสวมเครื่องประดับ เงิน ชาย สวมเสื้อสีดำมีการตกแต่งเสื้อด้วยแถบ ผ้าแดง นุ่งกางเกงขาก๊วย ใช้ผ้าขิดแดงมัด เอว
192 ภาพที่ 202 การแต่งกายเผ่านครพนม ที่มา : https://shorturl.asia/fHe7U การแต่งกายเผ่านครพนม (อ.เรณูนคร) หญิง สวมเสื้อแขนกระบอกสีครามแต่งของ เสื้อด้วยผ้าแดง ที่กระดุมเงินมีสายคล้องเป็น คู่ ๆ พันเอวด้วยผ้าแดง นุ่งซิ่นสีครามยาว กรอมเท้า ไหล่ซ้ายพาดสไบสีขาว ผมเกล้า มวยมัดมวยผมด้วยฝ้ายภูไทสีขาว และสวม เครื่องประดับเงิน ชาย สวมเสื้อสีครามมีการตกแต่งเสื้อด้วย แถบผ้าแดง นุ่งกางเกงขาก๊วยสีคราม ใช้ผ้า แพรขาวม้ามัดเอว กลอนลำ ภูไท 3เผ่า ของวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด เผ่ากาฬสินธุ์ (บรรเลงลายภูไทใหญ่) โอ่เด้……โอ…นา โอ่เด้ อ้ายบ่าวภูไทเอย น้องนี่แหล่ว น้องนี่แนวนามเซอ ดอกสะเดอบานเข อ้ายบ่าวภูไทเอ้ย โอ่เด้ อ้ายมิเหลียวตาต้อง มองดายกะแล้วเปล่า บานมิมีผู้เก็บ บานมิมีผู้ฮ้อย สิคาต้นหล่น เหลิง น้อยลับเลอตาเบอแม่เจ้าแพง นอ…….. โอ่เด้ อ้ายบ่าวภูไทเอย น้องนี่แหล่ว น้องนี่มาคอยอ้ายคือนกเจ่าคอยหาปลา อ้ายบ่าวภูไทเอย น้องนี้แหล่ว น้องนี่มาคอยอ้ายคือนกทาคอยหาโค่ โอ๋เด๋ เพิ่นว่าโคกมิกว้าง คอยหาอ้ายกะมิเห็น เย็นทางเมอ …นอ…….. เผ่าสกลนคร (บรรเลงลายภูไทเลาะตูบ) ในท่อนนี้ไม่มีเนื้อร้อง ซึ่งจะบรรเลงลายเพียงอย่างเดียว เผ่านครพนม (บรรเลงลายลมพัดพร้าว) โอ หนอ บ่าวภูไทเอย… บัดนี้ หันมาเว้า ลายภูไทกันสาก่อน สิลำติดกาพย์สร้อย ผญาน้อยตื่ม ใส่กัน อ้ายเอย……… ชายเอย เพิ่นว่าสิบปีล่ำ เพิ่นว่าซาวปีล่ำ จั่งเห็นโองมายามมั่ง เพิ่นว่าข้าวขึ้นเล้า จั่งเห็นเจ้า แม่นเทือเดียว อ้ายเอย……… โอ หนอ บ่าวภูไทเอย… ชายเอย ไปบ่เมือนำน้อง แดนภูไทบ้านน้องอยู่ คันสิเมือนำน้อง ค่ารถ มิให้เสียเด้ละอ้าย คันสิเมือนำน้อง ค่าเฮือมิให้จ้าง นางสิไปดอกเอาซ้างเมืองสุรินทร์มาให้ขี่ ไปบ่เล่า อ้าย ม่วนอีหลีตั้วเล่าอ้าย ไปเล่นถิ่นภูไท อ้ายเอย………….. โอ หนอ บ่าวภูไทเอย… ชายเอย ไผว่าเมืองภูไทฮ้าง อยากอันเชิญท่านไปเบิ่ง ฮ้างจั่งใด๋ ป่าไผ่ ยังส่วยล่วย ป่ากล้วยยังส่ายหล่าย มันสิฮ้างบ่อนจั่งใด๋ อ้ายเอย อ้ายเอย…………. กลอนลำ ภูไท 3เผ่า ของวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ เผ่าสกลนคร (บรรเลงลายภูไทเลาะตูบ) ไปเย้อไป ไปโห่เอาชัยเอาซอง(ซ้ำ) ไปโฮมพี่โฮมน้อง ไปร่วมแซ่ฮ้องอวยชัย เชิงเขาแสนจน หนทางก็ลำบาก(ซ้ำ) ตัวข้อยสู้ทนยาก มาฟ้อนรำให้ท่านชม เผ่ากาฬสินธุ์ (บรรเลงลายภูไทน้อย)
193 โอ้ยนอ….ละบ่าวภูไทเอย ชายเอ๋ย อ้ายได้ยินบ่เสียงน้อง คองน้ำตาเอิ้นมาใส่ สาวภูไทไห้สะอื้น มายืนเอิ้นใส่พี่ชาย อ้ายเอย อ้ายเอย………… ชายเอย เห็นว่าสาวภูไทน้อง อยู่บ้านป่านาดอน หากินหนูกินแลน หมู่กระแตดอกเห็นอ้ม ซางมาตั๋วให้นางล้ม โคมหนามแล้วถิ่มปล่อย ทำสัญญากันเฮียบฮ้อย ซางมาฮ้างดอกห่างกัน อ้ายเอย…….. เผ่านครพนม (บรรเลงลายลมพัดพร้าว) ในท่อนนี้ไม่มีเนื้อร้อง ซึ่งจะบรรเลงลายเพียงอย่างเดียว 2) การละเล่นพื้นเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภูมิประเทศภาคอีสานเป็นที่ราบสูง ค่อนข้างแห้งแล้งเพราะพื้นดินไม่เก็บน้ำ ฤดูแล้งจะ กันดาร ฤดูฝนน้ำจะท่วม แต่ชาวอีสานก็มีอาชีพทำไร่ทำนา และเป็นคนรักสนุก จีงหาความบันเทิงได้ ทุกโอกาส การแสดงของภาคอีสาน มักเกิดจากกิจวัตรประจำวัน หรือประจำฤดูกาล เช่น แห่นางแมว เซิ้งบั้งไฟ เซิ้งสวิง เซิ้งกระติบ รำลาวกระทบไม้ ฯลฯ ลักษณะการแสดงซึ่งเป็นลีลาเฉพาะของอีสาน คือ ลีลาและจังหวะในการก้าวเท้า มีลักษณะคล้ายเต้น แต่นุ่มนวล มักเดินด้วยปลายเท้าและสะบัดเท้า ไปข้างหลังสูง เป็นลักษณะของ เซิ้ง ดนตรีพื้นเมืองอีสาน ได้แก่ กลองยาว กรับ ฉาบ โหม่ง แคน โปงลาง มะล้อกก๊อกแก๊ก ภาพที่ 203 มะล้อกก๊อกแก๊ก ที่มา : https://shorturl.asia/z24fA การเล่นมะล้อกก๊อกแก๊ก หรือการเล่นวิ่งไล่จับ จะเล่นกันครั้งละ 3 – 4 คน หรือมากกว่านั้น สามารถเล่นได้ทั้งสนามหญ้า ลานบ้าน ลานวัด โดยจะแบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายเอื้อย (พี่) จะ มีผู้เล่น 1 คน และผู้เล่นที่เหลือจะเป็นฝ่ายเด็ก ๆ ที่จะชวนเอื้อยไปดูหนัง ในการเล่นจะมีการพูดจา โต้ตอบกันว่า เด็ก ๆ : มะล้อกก๊อกแก๊ก เอื้อย : ไผ (ใคร) เด็ก ๆ : ผีมา เอื้อย : มาเฮ็ดหยัง (มาทำอะไร) เด็ก ๆ : มาชวนเอื้อยไปเบิ่งหนัง (มาชวนพี่ไปดูหนัง) เอื้อย : หยังเรื่องหยัง (หนังเรื่องอะไร)
194 เด็ก ๆ : ดาบวิเศษ เอื้อย : ไปก่อน ฉันจะแต่งตัว เด็ก ๆ : โฮ่ง ๆ เอื้อย : ไผเห่า (ใครเห่า) เด็ก ๆ : หมาเห่า เอื้อย : ข้อยบ่ย่าน (ฉันไม่กลัว) แล้วเอื้อยก็จะวิ่งไล่จับเด็ก ๆ ใครถูกจับได้ก็จะมาเป็นเอื้อยแทน การละเล่นพื้นบ้านภาค อีสาน มะล้อกก๊อกแก๊ก ช่วยฝึกไหวพริบ ฝึกความสามัคคี ความว่องไว ได้ออกกำลังกายและสร้าง ความสนุกสนาน (https://shorturl.asia/z24fA) สรุป การแสดงและการละเล่นพื้นเมือง แสดงถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่นที่มีอยู่ทั่วทุกภาคของ ประเทศไทย ซึ่งรูปแบบการแสดงและการละเล่นพื้นเมืองนั้นสอดแทรกความสนุกสนาน ความบันเทิง และแฝงสัญลักษณ์สัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงทางด้านวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ความเชื่อของ คนในสังคมท้องถิ่น ๆ การแสดงและการละเล่นภาคกลาง การแสดงและการละเล่นพื้นเมืองภาคกลาง เป็นการเล่นที่เกี่ยวเนื่องกับการทำนา การเล่น ในเทศกาลงานบุญ ตรุษ สงกรานต์ และการเล่นในฤดูน้ำหลาก มักเรียกการละเล่นพื้นเมืองประเภทนี้ ว่า เป็น "การเล่นเพลง" การเล่นเพลง ที่เกี่ยวเนื่องกับการทำนาก็จะเป็นการเล่นตามขั้นตอนการเก็บ เกี่ยวได้แก่ เพลงเกี่ยวข้าว เพลงนา เพลงสงฟางหรือพานฟาง เพลงสงคอลำพวน เพลงเต้นกำรำเคียว เพลงรำเคียว เพลงชักกระดาน เพลงพาดควาย เมื่อหมดฤดู ทำนาก็มักจะเล่นเพลงปฏิพากย์ ได้แก่ เพลงฉ่อย เพลงเรือ เพลงปรบไก่ เพลงชาวไร่ หรือระบำชาวไร่ เพลงพวงมาลัย เพลงอีแซว เพลงลำตัด เพลงเหย่อย เพลงยั่ว เพลงหน้าใย เพลงจาก เพลงทรงเครื่อง เพลงเทพทอง เพลงไก่ป่า ยังมีเพลง เบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่ไม่ระบุว่าเล่นเวลาใด ได้แก่ เพลงพิษฐาน เพลงคล้องช้าง เพลงร่อยพรรษา เพลง ขอทาน เพลงโม่งเจ้ากรรม ซึ่งแตกออกเป็นเพลงย่อยอีกหลายเพลงคือ เพลงรำ เพลงนกยูง เพลง นกแก้ว เพลงนก อีแซว เพลงจ่อนโบด เพลงแม่นางเอ๋ย เพลงอึ่งใส่เกลือ เพลงมะม่วงวัดเขา ปัจจุบัน จะล้าสมัยและสูญหายไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ การแสดงและการการละเล่นพื้นเมืองภาคเหนือ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการฟ้อนต่าง ๆ ศิลปะการฟ้อนในภาคเหนือจะมีดนตรีพื้นบ้านประกอบ ซึ่งอาจมีท่วงทำนองเป็น เพลงบรรเลงล้วน หรือเป็นเพลงที่มีการขับร้อง ประกอบร่วมด้วย การฟ้อน ของภาคเหนือ แต่ก่อนมิได้มุ่งถึงการบันเทิง แต่เกิดจากพิธีกรรมทางศาสนา ความเชื่อทางประเพณีใน การบูชา ผีปู่ย่าตายาย ผีบรรพบุรุษ และวิวัฒนาการไปตามยุค มาเป็นการฟ้อนอีกหลายอย่าง นอกจากนั้น ยังมีการเล่นกลองสะบัดชัย การร่ายรำ ตบมะผาบ ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง หรือเชิง จะมีดนตรี และมีกลองเป็นหลัก เข้าประกอบจังหวะ การแสดงและการละเล่นพื้นเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การแสดงและการละเล่นพื้นเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ประกอบด้วย 20 จังหวัด นอกจากชาวไทยแล้ว ยังมีชาวพื้นเมืองที่มีเชื้อสายเขมร เชื้อสายภูไท หรือผู้ไทย ลาว กุย
195 แสก โซ่ง ฯลฯ การละเล่นพื้นเมืองจึงมีหลายประเภท เช่น แสกเต้นสาก ฟ้อนภูไท กันตรึม รำแคน หมอลำ รำโทน การแสดงและการละเล่นพื้นเมืองภาคใต้ การแสดงและการละเล่นพื้นเมืองภาคใต้ ได้แก่ เพลงเรือ เพลงลา เพลงคำตัก คำบอก แปด บท การสวดมาลัย เล่นมหาชาติทรงเครื่อง หนังตะลุง โนราชาตรี ลิเกป่า รองเง็ง คำถามท้ายบท 1. อธิบายและยกตัวอย่างลักษณะการแสดงและการละเล่นพื้นเมือง 2. วิเคราะห์ลักษณะการแสดง องค์ประกอบ และวิธีการแสดงและการละเล่นพื้นเมือง 3. ปฏิบัติการแสดงและการละเล่นพื้นเมือง เอกสารอ้างอิง true ปลูกปัญญา. (2564). รำสีนวล. https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/12719 กรมศิลปากร. (2563). เจ้าดารารัศมี พระราชชายา : ฟ้อนม่านมุยเซียงตา. https://shorturl.asia/EJQih กฤติกา คำพิทักษ์. (2552). การแสดง. https://www.gotoknow.org/posts/327087 ชุติมา มณีวัฒนา. (2550). เอกสารที่ใช้ในการประเมินผลการสอนรายวิชารายวิชากำกับการแสดง1. กรุงเทพมหานคร: คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. นภัสนันท์ พุ่มสุโข. (2548). การละเล่นพื้นบ้าน 4 ภาค : ภาคเหนือ. กรุงเทพ ฯ : บ้านหนังสือ. นรริต วิชเวช และสมประสงค์ ปิ่นจินดา. (2520). การเล่นพื้นเมืองภาคกลาง ในเอกลักษณ์ไทยภาค กลาง. กรุงเทพ ฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัดศึกษาสัมพันธ์. พูนพิศ อมาตยกุล. (2491). ฟ้อนม่าน. วารสารศิลปากร, 2(1), 26-28. มติชนสุดสัปดาห์. (2565). ฟ้อนนกกิงกะหล่า ล้านนาคำเมือง https://www.matichonweekly.com/column/article_585229 มนตรี ตราโมทย์. (2514). นาฏศิลป์ 13 ชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร. กรุงเทพ ฯ : อักษรสัมพันธ์. สุกัญญา ผิวขำ. (มปป.). นาฏศิลป์พื้นเมือง 4 ภาค. https://shorturl.asia/Cxblv สุมิตร เทพวงษ์. (2548). นาฏศิลป์สำหรับครูประถมศึกษา-อุดมศึกษา. กรุงเทพ ฯ : โอเดียนสโตร์. อีสานร้อยแปด. (2561). ฟ้อนภูไท 3 เผ่า. https://shorturl.asia/fHe7U
แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 8 การจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนแล้ว นักศึกษาในรายวิชาจะสามารถ : 1. อธิบายความหมายและความเป็นมาของการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ และการจัดการ เรียนรู้นาฏศิลป์กับการดำเนินชีวิตประจำวัน สังคม สิ่งแวดล้อม ชุมชน 2. วิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบ ลักษณะการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ ความสัมพันธ์ ของสาระนาฏศิลป์กับศาสตร์อื่น ๆ 3. แก้ปัญหาและเสนอแนวทางผ่านกระบวนการกลุ่มและการสื่อสารอย่างมีสุนทรียะ สนทนาผ่านความรับผิดชอบตนเองและเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน 4. ประยุกต์ใช้ความรู้จากการสาระนาฏศิลป์ และออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อ พัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียนในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5. ปฏิบัติและสร้างสรรค์นวัตกรรมนาฏศิลป์ ได้เหมาะสมโดยใช้หลักการของหลักฐานเชิง ประจักษ์ เนื้อหาสาระการเรียนรู้ 1. การจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ 2. วิธีการ ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ สรุป แบบฝึกหัด เอกสารอ้างอิง กิจกรรมการเรียนการสอน สัปดาห์ที่ 1 (4 ชั่วโมง) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1) ปฐมนิเทศนักศึกษา และสร้างข้อตกลงร่วมกันในกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชา นาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครู 2) ชี้แจงภาพรวมของแผนบริหารการสอน เนื้อหา รูปแบบการเรียนการสอน การวัด และประเมินผล รูปแบบเกณฑ์การให้คะแนน ขั้นสอน 1) ทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ นาฏศิลป์ 2) ยกตัวอย่างประเด็นเนื้อหา ร่วมกันอธิบายและสรุปเนื้อหาสาระสำคัญในหัวข้อ การ จัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ ประกอบการชมคลิปวิดีโอการแสดงนาฏศิลป์ 3) นักศึกษาร่วมกันอภิปรายการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ 4) นักศึกษาและผู้สอนร่วมกันสรุปบทเรียน 5) ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันแลกเปลี่ยน ซักถามในประเด็นที่ยังไม่เข้าใจ
197 สื่อการเรียนการสอน 1. นำเสนอด้วย Power Point เรื่อง การจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ 2. คลิปวิดีโอการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ 3. เอกสารประกอบการเรียนการสอน “การจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์” แหล่งการเรียนรู้ 1. สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 2. เครื่อข่ายอินเทอร์เน็ตที่น่าเชื่อถือ การวัดและประเมินผลประจำบทเรียน จุดประสงค์ เนื้อหา วิธีการจัดการสอน/ ประสบการณ์การเรียนรู้ วิธีการวัดผลลัพธ์การ เรียนรู้ 1. อธิบายความหมาย ที่มา ประวัติความเป็นมาของ การจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ นาฏศิลป์ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ,การ ทำรายงาน (ประเมินผล งานที่ได้รับมอบหมาย รายบุคคล) 2. ระบุและอธิบายความ เข้าใจในที่มาและ ความหมายของการจัดการ เรียนรู้นาฏศิลป์ 1. การจัดการเรียนรู้ นาฏศิลป์ 2. วิธีการ ขั้นตอนการ จัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา, การฝึกเขียนรายงานและ บทความเชิงเปรียบเทียบ การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ,การ ทำรายงาน (ประเมินผล งานโดยเพื่อนและ อาจารย์) 3. วิเคราะห์องค์ประกอบที่ เกี่ยวข้องกับการจัดการ เรียนรู้นาฏศิลป์และ เชื่อมโยงกับการดำเนินชีวิต และศิลปวัฒนธรรม 1. การจัดการเรียนรู้ นาฏศิลป์ 2. วิธีการ ขั้นตอนการ จัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ,การ ทำรายงาน 4. รับผิดชอบต่อตนเองและ งานที่ได้รับมอบหมาย 1. การจัดการเรียนรู้ นาฏศิลป์ 2. วิธีการ ขั้นตอนการ จัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา, การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ,การ ทำรายงาน (ประเมินผล งานโดยเพื่อนและ อาจารย์)
บทที่ 8 การจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กระทรวงศึกษาธิการ ได้ ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยจัดทำขึ้นเพื่อให้เขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานระดับ ท้องถิ่นและสถานศึกษาทุกสังกัดที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้นำไปใช้เป็นกรอบและทิศทางในการ พัฒนาหลักสูตร และจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคนในระดับการศึกษาขั้น พื้นฐาน ให้มีคุณภาพด้านความรู้ และทักษะที่จำเป็นสำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตในสังคมที่ มีการเปลี่ยนแปลง และแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต 8.1 การจัดการเรียนรู้ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ความรู้เบื้องต้นนางนาฏศิลป์ ถือเป็นรากฐานความรู้พื้นฐาน การเคลื่อนไหวร่างกายตาม ธรรมชาติของเด็ก โดยสื่อความสนใจด้วย ศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว เพื่อให้ผู้เรียนแสดงออก ทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม มีความเมตตา กรุณา มีน้ำใจและช่วยเหลือแบ่งปัน มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับ ผู้อื่น การฝึกจังหวะ การเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐาน อาศัยการฝึกร่างกายทุกส่วนเฉพาะที่เคลื่อนไหวให้ คล่องแคล่วฉับไว ซึ่งความรู้เบื้องต้นทางนาฏศิลป์จะช่วยให้เด็กเกิดความรู้ความเข้าใจทักษะนี้ การ แสดงความรู้สึกนึกคิด สนใจถนัดตามธรรมชาติออกมาโดยเสรีและกล้าแสดงออก การรู้จักจังหวะ แสดงท่าทางเคลื่อนไหวตามจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ โดยหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 กำหนดจุดหมาย สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรม พัฒนา ดังนี้ 8.1.1 จุดหมาย 1) มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติ ตนตามหลักธรรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) มีความรู้อันเป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้ เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3) มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 4) มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการ ปกครองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5) มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์ และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม่ และอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างมีความสุข 8.1.2 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1) ความสามารถในการสื่อสาร 2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
199 8.1.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์สุจริต 3) มีวินัย 4) ใฝ่เรียนรู้ 5) อยู่อย่างพอเพียง 6) มุ่งมั่นในการทำงาน 7) รักความเป็นไทย 8) มีจิตสาธารณะ 8.1.3 มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ และจุดประสงค์การเรียนรู้ มาตรฐานตัวชี้วัด กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 8) ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ใน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความ สมดุลตามหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา โดยกำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการ เรียนรู้ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและ พลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ ซึ่งแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้ กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เมื่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไลสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะ มาตรฐานการเรียนรู้สะท้อนให้ทราบว่าต้องการอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็น เครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษา โดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายใน และการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งรวมถึงการทดสอบระดับเขตพื้นที่การศึกษา และการทดสอบ ระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อประกันคุณภาพดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัด การศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่มาตรฐานการเรียนรู้กำหนดไว้เพียงใด ตัวชี้วัด กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 9) กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดตัวชี้วัดใน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ไว้ว่า ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความ เฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นำไปใช้ในการกำหนดเนื้อหา จัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการ เรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัดและประเมิณ เพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน โดย กำหนดตัวชี้วัดไว้ 2 ลักษณะ ดังนี้ 1. ตัวชี้วัดชั้นปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละชั้นปี ในระดับการศึกษาภาคบังคับ (ประถมศึกษาปีที่ 1 - มัธยมศึกษาปีที่ 3) 2. ตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 4 - มัธยมศึกษาปีที่ 6) สาระการเรียนรู้กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดสาระการเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ไว้ว่า สาระการเรียนรู้ ประกอบด้วย องค์ความรู้ ทักษะ หรือ กระบวนการเรียนรู้ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ซึ่งกำหนดให้ผู้เรียนทุกคนในระดับการศึกษาขั้น พื้นฐานจำเป็นต้องเรียนรู้ โดยแบ่งเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยสาระศิลปะกำหนดให้ ศิลปะ (ศ) :
200 ความรู้และทักษะในการคิดริเริ่ม จินตนาการสร้างสรรค์งานศิลปะ สุนทรียภาพและการเห็นคุณค่าทาง ศิลปะ จุดประสงค์การเรียนรู้(Learning Objectives) หมายถึง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนด ไว้ว่า นักเรียนจะสามารถทำอะไรได้บ้างเมื่อเรียนจบวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้นั้นแล้ว โดยมี องค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ คำอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้เรียนจะสามารถทำได้ เงื่อนไขที่ผู้เรียนจะ ปฏิบัติงาน และหลักเกณฑ์ในการประเมินผลงานของผู้เรียน (Arreola, 1998 : 1) นอกจากนี้ จุดประสงค์การเรียนรู้ยังเป็นจุดประสงค์ที่กำหนดขึ้น สำหรับการเรียนการสอนแต่ละครั้ง เพื่อเป็น เป้าหมายในการเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน จุดประสงค์การเรียนรู้เป็นจุดประสงค์เฉพาะ มุ่งไปที่การกระทำหรือแสดงออก (performance) ของผู้เรียนที่เฉพาะเจาะจง จะเขียนเป็นประโยค สมบูรณ์ในรูปของอนาคต (ใช้คำว่าจะ) ซึ่งบอกสิ่งที่คาดหวังว่าผู้เรียนแต่ละคนจะทำได้ หลักจากผ่าน ประสบการณ์เรียนรู้ตามที่ผู้สอนจัดไว้ให้ และในการกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้จะระบุพฤติกรรมที่ ผู้เรียน จะต้องแสดงออกเพื่อแสดงว่าผู้เรียนบรรลุผลสำเร็จ พฤติกรรมที่ระบุจะต้องเฉพาะเจาะจงและ ชัดเจน จึงต้องกำหนดในลักษณะของจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (รัศมี ภิบาลแทน, 2551 : 132) 8.2 การจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การปฏิบัตินาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อ้างอิงจากหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จัดทำขึ้นเพื่อให้เขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานระดับท้องถิ่น และสถานศึกษาทุกสังกัดที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้นำไปใช้เป็นกรอบและทิศทางในการพัฒนา หลักสูตร และจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้มีคุณภาพด้านความรู้ และทักษะที่จำเป็นสำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ เปลี่ยนแปลง และแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยหลักสูตรแกนกลาง กำหนดสาระและมาตรฐานตัวชี้วัดชั้นปีไว้ดังต่อไปนี้
20สาระที่ 3 นาฏศิลป์ มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ตาราง 41 การวิเคราะห์มาตรฐาน ศ 3.1 ตัวชี้วัดป. 1 ป. 2 ป. 3 ป. 4 ป. 5 ป. 61. เลียนแบบ การคลื่อน ไหว 2. แสดง ท่าทางง่าย ๆ เพื่อสื่อ ความหมาย แทนคำพูด 3. บอกสิ่งที่ ตนเองชอบ จากการดู หรือร่วมการ แสดง 1. เคลื่อนไหว ขณะอยู่กับที่ และ 2. แสดงการ เคลื่อนไหวที่ สะท้อน อารมณ์ของ ตนเองอย่าง อิสระ เคลื่อนที่ 3. แสดง ท่าทางเพื่อ สื่อความ หมายแทน คำพูด 4. แสดง ท่าทาง 1. สร้างสรรค์ การ เคลื่อนไหวใน รูปแบบต่าง ๆ ใน สถานการณ์ สั้น ๆ 2. แสดง ท่าทาง ประกอบเพลง ตามรูปแบบ นาฏศิลป์ 3. เปรียบ เทียบบทบาท หน้าที่ของผู้ แสดงและ ผู้ชม 1. ระบุทักษะ พื้นฐานทาง นาฏศิลป์และ การละครที่ ใช้สื่อ ความหมาย และอารมณ์ 2. ใช้ภาษา ท่าและนาฏย ศัพท์หรือ ศัพท์ทางการ ละครง่าย ๆ ในการ ถ่ายทอด เรื่องราว 3. แสดงการ เคลื่อนไหวใน จังหวะต่าง ๆ 1. บรรยาย องค์ประกอบ นาฏศิลป์ 2. แสดงท่าทาง ประกอบเพลง หรือเรื่องราว ตามความคิด ของต้น 3. แสดง นาฏศิลป์โดย เน้นการใช้ ภาษาท่าและ นาฏยศัพท์ใน การสื่อ ความหมาย และการ แสดงออก 1. สร้างสรการเคลื่อนและการแสโดยเน้นกาถ่ายทอดลีหรืออารมณ2. ออกแบเครื่องแต่งหรือ อุปกรประกอบกแสดงอย่างๆ 3. แสดง นาฏศิลป์แการละคร 4. บรรบายความรู้สึกขตนเองที่มีต
01 าะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึกความคิดอย่างอิสระ ชื่นชม ดชั้นปี ม. 1 ม. 2 ม. 3 ม. 4 - 6 รรค์ นไหว สดง าร ลีลา ณ์ บบ งกาย รณ์ การ งง่าย และ ย ของ ต่อ 1. อธิบาย อิทธิพลงของ นักแสดงชื่อดังที่มี ผลต่อการโน้ม น้าวอารมณ์ 2. ใช้นาฏยศัพท์ หรือศัพท์ทาง ละครในการ แสดง 3. แสดงนาฏศิลป์ และการละครใน รูปแบบง่าย ๆ 4. ใช้ทักษะการ ทำงานเป็นกลุ่ม ในกระบวนการ ผลิตการแสดง 5. ใช้เกณฑ์ง่าย ๆ ที่กำหนดให้ใน 1. อธิบายการบูร ณาการศิลปะแขนง อื่น ๆ กับการแสดง 2. สร้างสรรค์การ แสดงโดยใช้ องค์ประกอบ นาฏศิลป์และการ ละคร 3. วิเคราะห์การ แสดงของตนเอง และผู้อื่น โดยใช้ นาฏยศัพท์หรือ ศัพท์ทางการละคร ที่เหมาะสม 4. เสนอข้อคิดเห็น ในการปรับปรุงการ แสดง 1. ระบุโครงสร้าง ของบทละครโดย ใช้ศัพท์ทางการ ละคร 2. ใช้นาฏยศัพท์ หรือศัพท์ทางการ ละครที่เหมาะสม บรรยาย เปรียบเทียบการ แสดงอากัปกิริยา ของผู้คนใน ชีวิตประจำวัน และในการแสดง 3. มีทักษะในการ ใช้ความคิดในการ พัฒนารูปแบบ การแสดง 1. มีทักษะในการ แสดงหลากหลาย รูปแบบ 2. สร้างสรรค์ละครสั้น ในรูปแบบที่ชื่นชอบ 3. ใช้ความคิดริเริ่มใน การแสดงนาฏศิลป์ เป็นคู่และหมู่ 4. วิจารณ์การแสดง ตามหลักนาฏศิลป์ และการละคร 5. วิเคราะห์แก่นของ การแสดงนาฏศิลป์ และการละครที่ ต้องการสื่อ ความหมายในการ แสดง
20ตัวชี้วัดป. 1 ป. 2 ป. 3 ป. 4 ป. 5 ป. 6ประกอบ จังหวะอย่าง สร้างสรรค์ 5. ระบุ มารยาทใน การชมการ แสดง 4. มีส่วนร่วม ในกิจกรรการ แสดงที่ เหมาะสม กับ วัย 5. บอก ประโยชน์ของ การแสดง นาฏศิลป์ใน ชีวิตประจำวัน ตามความคิด ของตน 4. แสดง นาฏศิลป์เป็น คู่และเป็นหมู่ 5. เล่าสิ่งที่ ชื่นชอบใน การแสดง โดยเน้น จุดสำคัญของ เรื่องและ ลักษณะเด่น ของตัวละคร 4. มีส่วนร่วมใน กลุ่มกับการ เขียนเค้าโครง เรื่องบทละคร สั้น ๆ 5. เปรียบเทียบ การแสดง นาฏศิลป์ชุด ต่าง ๆ 6. บอก ประโยชน์ที่ ได้รับจากการ ชมการแสดง งานนาฏศิและการละอย่าง สร้างสรรค์5. แสดงควคิดเห็นใน การใชการแสดง 6. อธิบาย ความสัมพัระหว่าง นาฏศิลป์แการละครกที่ประสบใชีวิตประจำ
02 ดชั้นปี ม. 1 ม. 2 ม. 3 ม. 4 - 6 ลป์ ะคร ค์ วาม ร พันธ์ และ กับสิ่ง น ำวัน การพิจารณา คุณภาพการ แสดงที่ชม โดย เน้นเรื่องการใช้ เสียง การแสดง ท่าทางและการ เคลื่อนไหว 5. เชื่อมโยงการ เรียนรู้ระหว่าง นาฏศิลป์และการ ละครกับสาระการ เรียนรู้อื่น ๆ 4. มีทักษะในการ แปลความและ การสื่อสารผ่าน การแสดง 5. วิจารณ์ เปรียบเทียบงาน นาฏศิลป์ที่มี ความแตกต่างกัน โดยใช้ความรู้ เรื่อง องค์ประกอบ นาฏศิลป์ 6. ร่วมจัดงาน การแสดงใน บทบาทหน้าที่ ต่าง ๆ 7. นำเสนอ แนวคิดจากเนื้อ เรื่องของการ แสดงที่สามารถ นำไปปรับใช้ใน ชีวิตประจำวัน 6. บรรยายและ วิเคราะห์อิทธิพลของ เครื่องแต่งกาย แสง สี เสียง ฉาก อุปกรณ์ และสถานที่ที่มีผลต่อ การแสดง 7. พัฒนาและใช้ เกณฑ์การประเมินใน การประเมินการแสดง 8. วิเคราะห์ท่าทาง และการเคลื่อนไหว ของผู้คนใน ชีวิตประจำวันและ นำมาประยุกต์ใช้ใน การแสดง
20สาระที่ 3 นาฏศิลป์ มาตรฐาน ศ 3.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัปัญญาไทยและสากล ตาราง 42 การวิเคราะห์มาตรฐาน ศ 3.2 ตัวชี้วัดชั้นปี ตัวชี้วัดชั้นป. 1 ป. 2 ป. 3 ป. 4 ป. 5 ป1. ระบุการ เล่น การละเล่น ของเด็กไทย 2. บอกสิ่งที่ ตนเองชอบใน การแสดง นาฏศิลป์ 1. ระบุและ เล่นการละเล่น พื้นบ้าน 2. เชื่อมโยงสิ่ง ที่พบเห็นใน การละเล่น พื้นบ้าน กับสิ่ง ที่พบเห็นใน การดำรงชีวิต ของคนไทย 3. ระบุสิ่งที่ชื่น ชอบและ ภาคภูมิใจใน การละเล่น พื้นบ้าน 1. เล่าการ แสดง นาฏศิลป์ที่เคย เห็นในท้องถิ่น 2. ระบุสิ่งที่ เป็นลักษณะ เด่นและ เอกลักษณ์ของ การแสดง นาฏศิลป์ 3. อธิบาย ความสำคัญ ของการแสดง นาฏศิลป์ 1. อธิบาย ประวัติความ เป็นมาของ นาฏศิลป์หรือ ชุดการแสดง อย่างง่าย ๆ 2. เปรียบเทียบ การแสดง นาฏศิลป์กับ การแสดงที่มา จากวัฒนธรรม อื่น 3. อธิบาย ความสำคัญ ของการแสดง ความเคารพ ในการเรียน 1. เปรียบเทียบ การแสดง ประเภทต่าง ๆ ของไทยในแต่ ละท้องถิ่น 2. ระบหรือ แสดง นาฏศิลป์ นาฏศิลป์ พื้นบ้านที่ สะท้อนถึง วัฒนธรรมถึง วัฒนธรรมและ ประเพณี 1. อธิบความสำการแสดนาฏศิลการละค2. ระบุประโยชได้รับจาแสดง หชมการนาฏศิลการละค
03 วัฒนธรรม เห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิ นปี ป. 6 ม. 1 ม. 2 ม. 3 ม. 4 - 6 ายสิ่งที่มี ำคัญต่อ ดง ลป์และ คร ชน์ที่ ากการ หรือการ แสดง ลป์และ คร 1. ระบุปัจจัยที่มี ผลต่อการ เปลี่ยนแปลง ของนาฏศิลป์ นาฏศิลป์ พื้นบ้าน ละคร ไทย และละคร พื้นบ้าน 2. บรรยาย ประเภทของ ละครไทยในแต่ ละยุคสมัย 1. ออกแบบและ สร้างสรรค์ อุปกรณ์และ เครื่องแต่งกาย เพื่อแสดง นาฏศิลป์และ การละครที่มา จากวัฒนธรรม ต่าง ๆ 2. ระบุหรือ แสดงนาฏศิลป์ นาฏศิลป์ พื้นบ้าน ละคร ไทย ละคร พื้นบ้านหรือ มหรสพอื่น ที่ เคยนิยมกันใน อดีต 1. ออกแบบ และสร้างสรรค์ อุปกรณ์และ เครื่องแต่งกาย เพื่อแสดง นาฏศิลป์และ การละครที่มา จากวัฒนธรรม ต่าง ๆ 2. อธิบาย ความสำคัญและ บทบาทของ นาฏศิลป์และ การละครใน ชีวิตประจำวัน 3. แสดงความ คิดเห็นในการ อนุรักษ์ 1. เปรียบเทียบ การนำการแสดง ไปใช้ในโอกาส ต่าง ๆ 2. อภิปราย บทบาทของ บุคคลสำคัญใน วงการนาฏศิลป์ และการละคร ของประเทศไทย ในยุคสมัยต่าง ๆ 3. บรรยาย วิวัฒนาการของ นาฏศิลป์และ การละครไทย ตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน
20ตัวชี้วัดชั้นป. 1 ป. 2 ป. 3 ป. 4 ป. 5 ปและการแสดง นาฏศิลป์ 4. ระบุควร รักษาและสืบ ทอดการแสดง นาฏศิลป์
04 นปี ป. 6 ม. 1 ม. 2 ม. 3 ม. 4 - 6 3. อธิบาย อิทธิพลของ วัฒนธรรมที่มีผล ต่อเนื้อหาของ ละคร 4. นำเสนอ แนวคิดในการ อนุรักษณ์ นาฏศิลป์ไทย
205 จากการวิเคราะห์ตารางตัวชี้วัดชั้นปีตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในกลุ่ม สาระศิลปะ สาระนาฏศิลป์สรุปการปฏิบัตินาฏศิลป์เบื้องต้นระดับการศึกษาประถมศึกษา ดังต่อไปนี้ ประถมศึกษาปีที่ 1 ตาราง 43 การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง และการจัดการเรียนรู้ การ ปฏิบัตินาฏศิลป์ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง การปฏิบัติเบื้องต้น มาตรฐานที่ 3.1 เข้าใจ และ แสดงออกทางนาฏศิลป์อย่าง สร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึกความคิด อย่างอิสระ ชื่นชม และ ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 1. เลียนแบบการ เคลื่อนไหว 1.1 การเคลื่อนไหว ลักษณะต่าง ๆ - การเลียนแบบธรรมชาติ - การเลียนแบบคน สัตว์ สิ่งของ 1.1.1 การเคลื่อนไหว เลียนแบบธรรมชาติ และเลียนแบบ สิ่งของ 2.1.1 การแสดง นาฏยศัพท์ภาษาท่า ประกอบเพลง 3.1.1 การสะท้อน กิจกรรมการแสดง เลียนแบบธรรมชาติ และการแสดงนาฏย ศัพท์ประกอบเพลง 2. แสดงท่าทางง่าย ๆ เพื่อสื่อความหมาย แทนคำพูด 2.1 การใช้ภาษาท่าและ การประดิษฐ์ท่าประกอบ เพลง 2.2 การแสดงประกอบ เพลงที่เกี่ยวกับธรรมชาติ สัตว์ 3. บอกสิ่งที่ตนเอง ชอบ จากการดูหรือ ร่วมการแสดง 3.1 การเป็นผู้ชมที่ดี มาตรฐานที่ 3.2 เข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็น มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล 1. ระบุ และเล่น การละเล่นของ เด็กไทย 1.1 การละเล่นของ เด็กไทย - วิธีการเล่น - กติกา 1.1.1 กิจกรรมเกม และการละเล่นของ เด็กไทย 2.1.1 ระบำไก่ 2. บอกสิ่งที่ตนเอง ชอบในการแสดง นาฏศิลป์ 2.1 การแสดงนาฏศิลป์
206 8.2.1 การจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ระดับประถมศึกษา 8.2.1.1 การเคลื่อนไหวเลียนแบบธรรมชาติและการเลียนแบบสัตว์ สิ่งของ การที่ผู้เรียนจะเริ่มฝึกปฏิบัตินาฏศิลป์ จำเป็นอย่างยิ่งคือทักษะการสังเกต และเข้าใจสิ่ง รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ คน สัตว์ สิ่งของ และอธิบายลักษณะรูปร่าง รูปทรง รวมถึงการ เคลื่อนไหว เคลื่อนที่ของสิ่งรอบตัวได้ เช่นเดียวกับการแสดงนาฏศิลป์คือการแสดงเลียนแบบธรรมชาติ และเลียนแบบท่าทางของสัตว์ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าว สามารถยกตัวอย่างและออกแบบได้ ดังนี้ กิจกรรม : เธอรู้ไหม ฉันเป็นอะไร แต่ห้ามใช้เสียง ? คำอธิบาย กิจกรรมการเรียนรู้นี้ ใช้บัตรภาพโดยคละกัน ทั้งภาพธรรมชาติ ภาพสิ่งมีชีวิต และสิ่งของเครื่องใช้ โดยเริ่มให้ผู้เรียน แบ่งกลุ่ม 5 กลุ่ม แล้วให้คัดเลือกตัวแทนกลุ่ม 1 คน เพื่อรับ บัตรภาพ วิธีเล่น นั่งเป็นแถวตอน 5 แถว ให้คนที่สองถึงคนสุดท้ายกลับหลังหัน จากนั้นคนแรก เข้า มาเลือกบัตรภาพ กติกา คนแรกรับบัตรภาพ คิดและฝึกท่าทางตามภาพที่ได้รับจนมั่นใจ แล้วใช้วิธีการสะกิด คนที่สอง เพื่อถ่ายทอดท่าทางไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงคนสุดท้าย จากนั้นให้คนสุดท้ายตอบว่าเป็นการ แสดงเลียนแบบอะไร หมายเหตุสามารถปรับเปลี่ยนกิจกรรม นอกจากเป็นกระบวนการกลุ่มแล้ว ยังสามารถให้ ผู้เรียนแต่ละคนคิดท่าทางเลียนแบบธรรมชาติ สัตว์ สิ่งของ ของตัวเองจากสิ่งรอบตัว หรือความคิด สร้างสรรค์ แล้วแสดงให้เพื่อน ๆ ทายทีละคน หรือจะเป็นเกม ลูกบอลอยู่ที่ใคร ลองเดาดูซิฉันกำลัง ทำท่าเลียนแบบอะไร ใครรู้บ้าง ใช้เพลงเพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดทักษะความกล้าแสดงออก ภาพที่ 204 เกม ลูกบอลอยู่ที่ใคร ลองเดาดูซิฉันกำลังทำท่าเลียนแบบอะไร ใครรู้บ้าง ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) 8.2.1.2 การแสดงนาฏยศัพท์ภาษาท่าประกอบเพลง ในการจัดการเรียนการสอนและการปฏิบัตินาฏศิลป์เบื้องต้นนั้น หลังจากผู้เรียนสามารถ สังเกต เรียนรู้ลักษณะท่าทางเลียนแบบธรรมชาติ สัตว์ และสิ่งของได้แล้ว การนำเข้าสู่กระบวนการ จัดการเรียนการสอนนาฏศิลป์ นาฏยศัพท์และภาษาท่า ถือเป็นกระบวนการแรกในการฝึกนาฏศิลป์ เสมือนเป็นท่าทาง หรือการแปลความหมายผ่านท่วงท่าลีลา ในการจัดการเรียนการสอนนาฏศิลป์ เบื้องต้น มีกิจกรรมการเรียนรู้ ดังต่อไปนี้
207 ตาราง 44 ตัวอย่างกิจกรรมการแสดงนาฏยศัพท์ภาษาท่าประกอบเพลง กิจกรรม วิธีการ กิจกรรมที่ 1 : นาฏยศัพท์รู้ท่า ภาษาท่า สื่อสาร คำอธิบาย : กิจกรรมนี้ ถือเป็นกระบวนการที่สำคัญอย่างยิ่งใน การเริ่มฝึกปฏิบัติ หรือเริ่มการเรียนการสอนนาฏศิลป์ เนื่องจาก นาฏยศัพท์และภาษาท่านั้น เสมือนเป็นด่านแรกที่ผู้แรกเริ่มปฏิบัติ จะต้องปฏิบัติและตีความหมายของท่าทาง ไม่ว่าจะเป็นนาฏย ศัพท์ และภาษาท่า ซึ่งสามารถเห็นทั้งนาฏยศัพท์และภาษาท่าได้ ในทุกการแสดง ไม่ว่าจะเป็น โขน ระบำ รำ ฟ้อน เป็นต้น วิธีเล่น : นำข้อความ นาฏยศัพท์ และภาษาท่า พิมพ์ใส่กระดาษ หลากสีสัน ให้ผู้เรียนแต่ละคนเลือก คนล่ะ 1 แผ่น แล้วให้ผู้เรียน อ่านข้อความของตัวเอง โดยผู้สอนอธิบายต่อเนื่องว่า นอกจาก นาฏศิลป์จะเป็นการแสดงเลียนแบบธรรมชาติ การเริ่มต้นปฏิบัติ จำเป็นจะต้องทราบและเข้าใจนาฏยศัพท์และภาษาท่า กติกา : ให้ผู้เรียนคาดคะเนว่าแผ่นข้อความที่ตัวเองถือนั้นเป็น นาฏยศัพท์ หรือภาษาท่า โดยให้จัดหมวดหมู่เป็น 2 ฝั่ง เป็นรูปตัว U แล้วให้ช่วยกันเดาข้อความแต่ละแผ่นของเพื่อนทีละคนว่า ความน่าจะเป็นน่าของข้อความนั้นน่าจะเป็นนาฏยศัพท์ หรือ ภาษาท่า กิจกรรมที่ 2 : นาฏยศัพท์รู้ท่า ภาษาท่า สื่อสาร คำอธิบาย : เริ่มกระบวนการฝึกให้ผู้เรียนปฏิบัติท่าทางตามแผ่น คำที่ได้รับ พร้อม ๆ กัน วิธีเล่น : ใช้วิธีการเลือกแบบสุ่ม ทีละข้อความ โดยให้ผู้เรียนลอง ปฏิบัติท่าทางตามบัตรคำที่ได้ก่อน แล้วผู้สอนพาผู้เรียนปฏิบัติให้ ถูกต้องทีละท่า กติกา : หากผู้เรียนที่ได้ข้อความแล้วสามารถปฏิบัตินาฏยศัพท์ และภาษาท่า ได้ถูกต้อง ผู้สอนเสริมแรงด้วยการสะสมดาว แลก เป็นรางวัลเครื่องเขียน กิจกรรมที่ 3 : นาฏยศัพท์รู้ท่า ภาษาท่า สื่อสาร คำอธิบาย : เมื่อประเมินความรู้ ความเข้าใจ ทักษะการปฏิบัติ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เมื่อจะต้องปฏิบัตินาฏยศัพท์และ ภาษาท่าตามข้อความที่กำหนด วิธีเล่น : ให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มล่ะ 6 คน คัดเลือกตัวแทนที่เป็น หัวหน้าทีม 1 คนเพื่อรับประโยคข้อความ กำหนดให้คนที่สองถึง คนสุดท้ายกลับหลังหัน จากนั้นคนแรก เข้ามาเลือกข้อความ แล้ว ให้คิดประดิษฐ์ท่าทางตามข้อความที่ได้รับ และปฏิบัติท่าทาง ดังกล่าวต่อให้คนที่ 2 และคนสุดท้ายไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงคน สุดท้าย จากนั้นให้คนสุดท้ายตอบว่าเป็นการสื่อสารด้วยภาษาท่า ที่ให้ความหมายว่าอย่างไร กติกา : หากท่วงท่าและข้อความที่อธิบายการสื่อสารภาษาท่าได้ ถูกต้อง ผู้สอนเสริมแรงด้วยการสะสมดาว แลกเป็นรางวัลเครื่อง เขียน กิจกรรมที่ 3 : นำเสนอนาฏยศัพท์รู้ท่า ภาษาท่าสื่อสาร อย่างไรให้สร้างสรรค์ คำอธิบาย : ในกิจกรรมการเรียนรู้ที่เป็นทักษะปฏิบัติ จำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องให้ผู้เรียนแสดงทักษะในด้านของการสร้างสรรค์ และปฏิบัติท่าทาง รวมถึงการแสดงออกทางความคิด เพื่อประเมิน
208 กิจกรรม วิธีการ พฤติกรรมทางการศึกษา อาทิเช่น พุทธพิสัย ทักษะพิสัย และจิต พิสัย วิธีเล่น : ให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มล่ะ 3 คน พูดคุยตกลงกันภายใต้ เงื่อนไขที่กำหนดคือ “ต่อยอดนาฏยศัพท์และภาษาท่า ประกอบ เพลงหรือจินตลีลาใดได้บ้าง โดยให้อิสระทางความคิดและการ ปรึกษาหารือกันในกลุ่ม และให้ฝึกซ้อม จำเสนอการแสดง สร้างสรรค์จากนาฏยศัพท์และภาษาท่าลีละกลุ่ม กติกา : สามารถสร้างสรรค์นาฏยศัพท์และภาษาท่าภายใต้เงื่อนไข โดยให้ผู้เรียนมีอิสระในความคิดสร้างสรรค์การแสดง ผ่านการ นำเสนอทีละกลุ่ม ให้กลุ่มอื่น ๆ ที่เหลือ สะท้อน ชี้แนะ สรุป ชมเชย การแสดงของเพื่อน โดยสร้างเกณฑ์การให้คะแนนร่วมกัน ภาพที่ 205 นาฏยศัพท์และภาษาท่าประกอบเพลง ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) 8.2.1.3 การสะท้อนกิจกรรมการแสดงเลียนแบบธรรมชาติ และการแสดงนาฏยศัพท์ ประกอบเพลง การปฏิบัตินาฏศิลป์ เป็นการเรียนที่เน้นทักษะความกล้าแสดงออก บอกสิ่งและอธิบายที่ ตนเองชื่นชอบ จากการดู การปฏิบัติหรือร่วมการแสดงการเป็นผู้แสดงที่ดีและการเป็นผู้ชมที่ดี มารยาทในการชมการแสดงนาฏศิลป์และการละคร ประกอบด้วย 1) ลักษณะของผู้ชมที่ดี คือ ไม่พูดหรือคุยระหว่างการแสดง ควรปรบมือทุกครั้งที่การแสดง จบ ไม่วิจารณ์ผู้แสดงในขณะชมการแสดง ไม่ส่งเสียงโห่เมื่อการแสดงจบหรือผู้แสดงแสดงผิดพลาด 2) การฝึกความคิดและจินตนาการไปพร้อมกับการชมการแสดง ถือว่าเป็นประโยชน์ของ การชมการแสดง 3) ในระหว่างชมการแสดง ผู้ชมรู้สึกเหมือนอยู่ในป่า ภูเขา บรรยากาศเหมือนจริงเป็น หน้าที่ของผู้จัดฉาก แสง สี เสียง 4) ผู้ชมวิจารณ์ ผู้แสดงตลอดเวลาทำให้ผู้แสดงเสียสมาธิ 5) “เนื้อหาของเพลงเป็นการบรรยายธรรมชาติ” ผู้ชมมีหลักในการชมการแสดงเรื่อง เข้าใจภาษาของเพลง 6) การมีมารยาทในการชมการแสดง ส่งผลต่อการแสดงคือ การแสดงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี 7) การแสดงนาฏศิลป์ในวันสำคัญที่โรงเรียนจัดขึ้น ได้แก่ วันวิชาการ วันสุนทรภู่ วันกีฬาสี วันลอยกระทง วันเฉลิมพระชนมพรรษา ฯ ฯลฯ 8) การแสดงละครเรื่องพระอภัยมณี เหมาะสมที่จะแสดงวันสุนทรภู่
209 9) การดำเนินชีวิตตามตัวละครที่ได้รับชม ไม่ใช่ประโยชน์จากการชมการแสดงละคร 10) เมื่อชมการแสดงแล้วเล่าให้ผู้อื่นฟังได้ว่าเรื่องราวของละครเป็นอย่างไร แสดงว่าคนดู ละครแล้วเข้าใจในบทบาทของตัวละคร 11) ประโยชน์ที่ได้รับจากการชมการแสดง ได้รับความสนุกสนานบันเทิงใจ ช่วยพัฒนา จิตใจ อารมณ์และสติปัญญา ได้รับข้อคิดจากการแสดงและสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ได้ ฝึกความคิดและจินตนาการไปพร้อมกับการชมการแสดง ได้รับความรู้จากการชมการแสดง ส่วนใหญ่ จะนำมาจากวรรณคดี 12) การศึกษาท่ารำก่อนชมการแสดงมีประโยชน์ คือ เข้าใจการแสดงมากขึ้น 13) หลักการชมการแสดงนาฏศิลป์และการละคร ศึกษาท่ารำของการแสดงเพื่อให้ทราบ ความหมายของท่ารำและเข้าใจการแสดง มีความเข้าใจในเนื้อร้องหรือภาษาของบทเพลงที่ใช้ในการ แสดง เข้าใจการแต่งกายของผู้แสดงว่าเหมาะสมกับบรรยากาศเรื่องราวในการแสดงหรือไม่ เข้าใจ บทบาทของตัวแสดงว่า ตัวแสดงแต่ละคัวใครทำอะไรที่ไหน เข้าใจเกี่ยวกับ แสง สี เสียง ว่าใช้ได้ เหมาะสมกับสถานการณ์ ในเรื่องราวการแสดงหรือไม่ เพราะฉะนั้นแล้วนอกจากทักษะที่ฝึกความกล้าแสดงออกและความสามารถในการแสดง แล้ว สิ่งที่ผู้เรียนจำเป็นอย่างยิ่งในการเรียนการสอนนาฏศิลป์ คือ การเรียนรู้ ยอมรับและเข้าใจใน เกณฑ์ กติกา มารยาทในการแสดง ซึ่งเป็นพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันของสังคม โดยการบูรณาการผ่าน การจัดการเรียนการสอนนาฏศิลป์ เช่นตัวอย่างกิจกรรม ดังต่อไปนี้ 8.2.1.4 การละเล่นของเด็กไทย การละเล่นของไทย คือ การเล่นดั้งเดิมของเด็กและผู้ใหญ่ สืบทอดต่อกันมา เล่นเพื่อความ บันเทิงใจ มีทั้งกติการและไม่มีกติกา มีบทร้องหรือไม่มีบทร้อง บ้านมีท่าเต้นท่ารำประกอบเพื่อให้ งดงามและสนุกสนานยิ่งขึ้น ผู้เล่นและผู้ชมสนุกร่วมกัน การละเล่นของไทยพบหลักฐานว่ามีมาแต่สมัย กรุงสุโขทัย แต่ที่ชัดเจนปรากฎในบทละครเรื่อง “มโนห์รา” ครั้งกรุงศรีอยุธยา คือ การเล่นว่าว ลิงชิง เสา ปลาลงอวน การละเล่นของไทยแตกต่างไปตามสภาพท้องถิ่น บางอย่างไม่สามารถจะชี้ขาดลงไป ได้ว่าเป็นการละเล่นของเด็กหรือของผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม วิธีการเล่นส่วนใหญ่มีคุณค่าในทาง เสริมสร้างพลานามัย ประเทืองปัญญา ช่วยให้เกิดอารมณ์แจ่มใส ฝึกจิตใจให้งดงาม มีความสามัคคี และสร้างคนดี การละเล่นของไทย เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพื้นบ้านเท่า ๆ กับการเป็นการสะท้อน วิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ มาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และเนื่องจากเป็นการ “เล่น” ซึ่งผู้ใหญ่บางคนอาจไม่เห็นคุณค่า นอกจากเห็นว่าเป็นเพียงความสนุกสนานของเด็ก ๆ หนำซ้ำ การละเล่นบางอย่างยังเห็นว่าเป็นอันตราย และเป็นการบ่มเพราะนิสัยการพนันอีก เช่น ทอยกอง ทว่า หากจะมองวิเคราะห์กันอย่างจริงจังแล้ว คุณค่าของการละเล่นของไทย ประโยชน์ทางกาย ฝึกความ สังเกต ไหวพริบ และการใช้เชาวน์ปัญญา ฝึกวินัยและการเคารพต่อกติกา ฝึกความอดทน ฝึกความ สามัคคีในคณะ คุณค่าทางวรรณศิลป์ คุณค่าในการใช้ภาษาในการสื่อสาร เป็นที่น่าสังเกตว่า บทร้อง และบทเจรจาโต้ตอบนั้นมีคุณค่าในการสื่อสารอยู่มาก กล่าวคือ ทำให้เด็ก ๆ ได้คุ้นเคยกับคำที่ใช้ เรียกชื่อ หรือใช้บอกกิริยาอาการต่าง ๆ ช่วยให้เด็กได้มีพัฒนาการทางภาษาโดยไม่รู้ตัว ในบทเจรจา โต้ตอบก็เป็นคำถามคำตอบสั้น ๆ มีเนื้อความเป็นเรื่องเป็นราว เป็นคำพูดในชีวิตประจำวันบ้าง ดังใน บทเล่นแม่งู หรือแม่งูสิงสางของภาคเหนือ บักมี่ดึงหนังของภาคอีสาน หรือฟาดทิงของทางภาคใต้ การ ใช้ภาษาในการเล่นทายปริศนา ปริศนา หรือคำทายต่าง ๆ ชอบเล่นทายกันนั้นวิเคราะห์ได้ว่า เป็น
210 วิธีการที่ส่งเสริมพัฒนาการทางความคิดสัมพันธ์กับการใช้ภาษาทั้งนี้เพราะ ปริศนาก็คือการตั้งคำถาม ให้เด็กคิดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ตนเคยพบ เคยเห็นมา ใครช่างสังเกตรู้จักคิดเปรียบเทียบความหมายของคำ ทายกับสิ่งที่ตนเคยพบเห็น ก็สามารถทายถูก ความสนุกจากการทายถูกจะเป็นแรงจูงใจให้กับเด็ก พยายามใช้ความสังเกตควบคู่ไปกับการใช้ภาษาเพิ่มขึ้น ตาราง 45 ตัวอย่างกิจกรรมการละเล่นของเด็กไทย กิจกรรม วิธีการ กิจกรรมที่ 5 งูกินหาง วิธีการเล่น : เริ่มด้วยการวางข้อตกลงว่าด้วยการสังเกตลักษณะ การเคลื่อนไหวของงู ว่ามีลักษณะการเคลื่อนไหวอย่างไร ต่อด้วย “เกมวิชาหาคู่” โดยให้ผู้เรียนจับคู่กันเป่ายิงฉุบ คนที่แพ้จะต้องไป ต่อหลังคนชนะ แล้วก็หาคู่ต่อเพื่อเป่ายิงฉุบต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเหลือเพียง 2 กลุ่ม เป่ายิงฉุบกัน ถ้ากลุ่มไหนแพ้ จะต้องเสียลูกทีมทั้งหมดไปให้อีกทีมหนึ่ง คนที่เป่ายิงฉุบแพ้ ที่ เหลือเพียงคนเดียว จะถูกตั้งชื่อให้เรียกว่า “พ่องู” ส่วนทีมที่เป่า ยิงฉุบชนะ จะต้องตกลงกันเพื่อคัดเลือก “แม่งู” เพื่อป้องกันลูกงู เมื่อได้ “พ่องู”, “แม่งู” และลูกงูกอดหรือจับเอวแม่งูเอาไว้แล้ว เริ่มบทสนทนาและแสดงท่าทางระหว่างพ่องู แม่งูและลูกงู ภาพที่ 206 งูกินหาง ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) พ่องู : แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน แม่งู : กินน้ำบ่อโสกโยกไปโยกมา (แสดง ท่าทางส่ายตัวไปมา) พ่องู : แม่งูเอ๋ย กินน้ำบ่อไหน แม่งู : กินน้ำบ่อหินบินไปบินมา (แสดง ท่าทางบินไปบินมา) พ่องู : แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน แม่งู : กินน้ำบ่อทรายย้ายไปย้ายมา (แสดง ท่าทางส่ายตัวไปมา) พ่องู : กินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว เมื่อพ่องูกล่าวเสร็จ พ่องูจะเริ่มไล่จับลูกงูที่กอดเอวแม่งูอยู่ส่วนแม่ งูก็ จะพยายามป้องกันไม่ให้พ่องูไปแย่งลูกงูได้ เมื่อพ่องูจับลูกงูคน ใดได้ลูกงูก็จะออกมายืนอยู่ต่างหากเพื่อรอเล่นรอบต่อไป ส่วนพ่อ งูจะพยายามแย่งลูกงูให้ได้หมดทุกตัวจึงจะถือว่าจบการเล่นรอบ หนึ่ง เมื่อพ่องูจับลูกงูได้ทุกตัวแล้วก็จะเริ่มเล่นใหม่ โดยพ่องูคน เดิมจะกลับไปเป็นแม่งูในรอบต่อไป กิจกรรมที่ 6 มอญซ่อนผ้า วิธีการเล่น : ลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. ให้ผู้เล่นทั้งหมดจับไม้สั้นไม้ยาว ผู้ที่ได้ไม้สั้นที่สุด ถือ ผ้าเช็ดหน้าที่เตรียมไว้แล้วออกไปยืนไว้ แล้วกลุ่มที่เหลือนั้นนั่ง เป็นวงกลม หันหน้าเข้าหากันในระยะห่างกัน เอามือทั้งสองพาด ไว้ที่ตัก หรือใช้เพลงร้องเพื่อเพิ่มความรื่นเริง 2. ให้ผู้ถือผ้าบังตัวไว้มิให้ผู้นั่งเห็นได้ถนัด แล้วเดินหรือวิ่งไปรอบ ๆ วงต้องทำท่าหรือหน้าตาในสนิท เดินบ้างวิ่งบ้าง ทำทีวางผ้าแต่
211 กิจกรรม วิธีการ ไม่วางบ้าง เพื่อหลอกล่อให้ผู้ที่นั่งให้เผลอตัวเมื่อเห็นเป็นโอกาส แล้วก็แบบหย่อนผ้าลงไว้ ใกล้หลังผู้นั่งคนใดคนหนึ่ง เมื่อวางผ้า แล้ว ควรเดินหรือวิ่งให้เร็ว เพื่อกลับถึงที่เดิมโดยไม่ให้ผู้นั่งรู้ตัว หรือโยนผ้าโดนตัวได้ 3. ถ้าผู้ถูกวางผ้าข้างหลังรู้สึกตัวเสียก่อนวางผ้ามาถึง ก็ต้องรีบ ฉวยผ้าวิ่งมานั่งแทนที่ของตนเอง แล้วจึงเดินหาโอกาสวางผ้าไว้ ข้างหลังผู้หนึ่งผู้ใดต่อไป แต่ถ้าถูกวางข้างหลังไม่รู้สึกตัว จนผู้ที่ วางวิ่งมาถึงก็หยิบผ้าที่วางนั้นขึ้นฟาดผู้ถูกวางจนกว่าจะลุกขึ้น รับ ผ้าออกเดิน ผู้วางจึงลงนั่งแทนที่ ภาพที่ 207 การละเล่นมอญซ่อนผ้า ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) เพลงประกอบการละเล่น มอญซ่อนผ้า ตุ๊กตาอยู่ข้างหลัง ใครเผลอคอยระวัง (ซ้ำ) ตุ๊กตาอยู่ข้างหลังระวังจะถูกตี หมายเหตุข้อระวังในการเล่น ผู้นั่งทุกคนจะหันหน้าไปดูข้างหลังไม่ได้ ถ้าหากสงสัยว่าจะมีผ้าอยู่ข้างหลังตน หรือไม่ก็ให้ใช้มือคลำดูเท่านั้น ผู้ถือต้องวางผ้าลงข้างหลังให้ใกล้ตัวผู้นั่ง จะวางเกินกว่า 1ศอกไม่ได้และให้วิ่งหรือ เดินต่อไปข้างหน้าจนบรรจบรอบ จะหันหลังเดินย้อนมาไม่ได้ 8.2.1.5 การแสดงนาฏศิลป์ การแสดงนาฏศิลป์สำหรับผู้เรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผู้สอนจะต้องกำหนดความ เป็นไปได้ และเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา โดยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมาย โดยวางแผน ร่วมกับผู้สอน หรือเน้นการบูรณาการเพื่อให้ผู้เรียนรู้จักเชื่อมโยงองค์ความรู้ และสามารถนำไป ประยุกต์ใช้ได้ และใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้สอนและ ผู้เรียน โดยในที่นี้ผู้สอนจะต้องสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน และวางแผนการนำการแสดงหรือการ ปฏิบัตินาฏศิลป์ที่เหมาะสมกับผู้เรียน ในที่นี้ผู้เขียนยกตัวอย่างการแสดงนาฏศิลป์ ดังต่อไปนี้ ตาราง 46 ตัวอย่างกิจกรรมนาฏศิลป์
212 กิจกรรม วิธีการ กิจกรรมที่ 7 ระบำไก่ เพลง : ลาวจ้อย เพลงลาวจ้อย สร้อยแสงแดงพระพราย ขนเขียวลายระยับ ปีกสลับเบญจรงค์ เลื่อมลายยงหงสะบาท ขอบตาชาดพะพริ้ง สิงคลิ้งหงอนพรายพรรณ ขานขันเสียงเอาแต่ใจ เดือยหงอนใสสีระรอง สองเท้าเทียมนพมาศ ปานฉลุชาดทารงค์ ปู่ก็ใช้ให้พี่ลง ผีก็ลงแก่ไก่ ไก่แก้วไซร้บ่มิกลัว ขุกผกหัวองอาจ ผาดผันตีปีกป้อง ร้องเรื่อยเฉื่อยฉาดฉาน ภาพที่ 208 ระบำไก่ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ประถมศึกษาปีที่ 2 ตาราง 47 การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง และการจัดการเรียนรู้ การ ปฏิบัตินาฏศิลป์ระดับประถมศึกษาปีที่ 2 มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง การปฏิบัติเบื้องต้น มาตรฐานที่ 3.1 เข้าใจ และ แสดงออกทางนาฏศิลป์อย่าง สร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึกความคิด อย่างอิสระ ชื่นชม และ ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 1. เคลื่อนไหวขณะอยู่ กับที่และเคลื่อนที่ 1.1 การเคลื่อนไหวอย่างมี รูปแบบ - การนั่ง - การยืน - การเดิน 1.1.1 การเคลื่อนไหว อย่างอิสระและการ เคลื่อนไหวอย่างมี รูปแบบ 2.1.1 การประดิษฐ์ และสร้างสรรค์ท่ารำ ประกอบเพลง 3.1.1 การปฏิบัตินาฏย ศัพท์ 4.1.1 ภาษาท่าและ นาฏยศัพท์ประกอบ เพลง 2. แสดงการ เคลื่อนไหวที่สะท้อน อารมณ์ของตนเอง อย่างอิสระ 2.1 การประดิษฐ์ท่าจาก การเคลื่อนไหวอย่างมี รูปแบบ 2.2 เพลงที่เกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อม 3. แสดงท่าทางเพื่อ สื่อความหมายแทน คำพูด 3.1 หลักและวิธีการปฏิบัติ นาฏศิลป์ - การฝึกภาษาท่าสื่อ ความหมายแทน อากัปกิริยา - การฝึกนาฏยศัพท์ใน ส่วนลำตัว
213 มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง การปฏิบัติเบื้องต้น 4. แสดงท่าทาง ประกอบจังหวะอย่าง สร้างสรรค์ 4.1 การใช้ภาษาท่าและ นาฏยศัพท์ประกอบ จังหวะ 5.1.1 หลักการชมการ แสดงและการ วิพากษ์วิจารณ์การ 5. ระบุมารยาทใน แสดง การชมการแสดง 5.1 มารยาทในการชมการ แสดง การเข้าชมหรือมี ส่วนร่วม มาตรฐานที่ 3.2 เข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็น มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและ สากล 1. ระบุและเล่น การละเล่นพื้นบ้าน 1.1 การละเล่นพื้นบ้าน - วิธีการเล่น - กติกา 1.1.1 การละเล่น พื้นบ้าน 2. เชื่อมโยงสิ่งที่พบ เห็นในการละเล่น พื้นบ้านกับสิ่งที่พบ เห็นในการดำรงชีวิต ของคนไทย 2.1 ที่มาของการละเล่น พื้นบ้าน 3. ระบุสิ่งที่ชื่นชอบ และภาคภูมิใจ 3.1 การละเล่นพื้นบ้าน 8.2.1.6 การเคลื่อนไหวอย่างอิสระและการเคลื่อนไหวอย่างมีรูปแบบ ธรรมชาติกับนาฏศิลป์ ในการถ่ายทอดนาฏศิลป์ของครูผู้สอน สำหรับผู้เรียนแต่ละช่วงวัย ครูผู้สอนนั้นต้องมีความเข้าใจในทางธรรมชาติของนาฏศิลป์และธรรมชาติของเด็กให้เหมาะสมตาม ความสามารถ โดยแทรกกิริยาอาการ ลักษณะลีลาท่าทางของมนุษย์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความธรรมชาติ อย่างมีอิสระ กัญชพร ตันทอง กล่าวไว้ใน Journal of Art Jklong Hok เรื่องการเคลื่อนไหวร่ายกาย เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อในเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมนาฏศิลป์(เอกสารออนไลน์ : 324) ซึ่งกล่าวว่า ศิลปะทางด้านนาฏศิลป์ถือได้ว่ากำเนิดขึ้นมาจากธรรมชาติ มีการเลียนแบบอากับกิริยาท่าทางต่าง ๆ ของมนุษย์สื่ออารมณ์แบบธรรมชาติ มีการเลียนแบบพฤติกรรมและกิริยาท่าทางของสัตว์หรือสิ่งที่มีใน ธรรมชาติ ทั้งนี้ในการร่ายรำต่าง ๆ หลักการพื้นฐานในการประดิษฐ์ท่ารำโดยมุ่งถึงความสวยงามและ การสื่อความหมายเพื่อใช้ตีบทหรือแสดงท่ารำให้ตรงคำความหมายของคำนั้น ๆ ในวงการนาฏศิลป์ เรียกวิธีนี้ว่า “การตีบท” คือ การปฏิบัติท่ารำเพื่อสื่อความหมายแทนคำพูด เพื่อสื่อความหมายให้ผู้ แสดงและผู้ชมเข้าใจตรงกัน (มาโนช บุญทองเหล็ก, 2558 : 48) การออกแบบการจัดการเรียนรู้นี้ ควรจะเริ่มให้ผู้เรียนเข้าใจลักษณะการเคลื่อนไหวอิสระว่า มีอะไรบ้าง ซึ่งการเคลื่อนไหวอิสระนั้นไม่มีรูปแบบตายตัว สามารถเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ได้ตาม จินตนาการ หรือตามความคิดตน ยกตัวอย่างเช่น การเดิน การกระโดด หรือแม้กระทั่งฝึกให้ผู้เรียนได้ เคลื่อนไหวประกอบการแสดงท่าทางที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น ท่าทางการกระโดดยาง ท่าทาง การทำนา เป็นต้น
214 ตาราง 48 ตัวอย่างกิจกรรมการเคลื่อนไหวอย่างอิสระและการเคลื่อนไหวอย่างมีรูปแบบ กิจกรรม วิธีการ กิจกรรมที่ 8 กระดาษแผ่นนี้มี อะไรนะ วิธีเล่น : ใช้กระดาษหลากสี มีข้อความกำกับเป็นท่าทางต่าง ๆ อาทิเช่น ท่านั่ง เก้าอี้, ท่าม้า, ท่าเดิน, ท่าดีใจ ฯลฯ ให้ผู้เรียนเลือกคนละ 1 แผ่น จากนั้น แบ่งกลุ่มทั้งหมด 6 – 8 กลุ่ม และแสดงท่าทางของตัวเอง ภายใต้ข้อตกลง “ประกอบร่าง” โดยแต่ละกลุ่มจะต้องวางแผนร่วมมือกันแสดงท่าทางของตัวเอง และท่าทางของเพื่อนแต่ละคนเชื่อมต่อกันให้เกิดเป็นรูปร่าง จากนั้นให้แต่ละ กลุ่มบันทึกภาพ แล้วตั้งชื่อภาพพร้อมกับนำเสนอให้เพื่อนแต่ละกลุ่มดู กิจกรรมที่ 9 ผ้าเช็ดหน้าผืน น้อยนี้เจ้าจะเคลื่อนที่ไปไหน วิธีเล่น : กิจกรรมปฏิบัติผ่านเกม กิจกรรมจากการสอบถามผู้เรียนในหัวข้อ “ผ้าเช็ดหน้าสามารถทำอะไรได้บ้าง” วัสดุหรือสื่อการเรียนรู้ในกิจกรรมนี้เป็น สิ่งของใกล้ตัวของผู้เรียน คือ ผ้าเช็ดหน้า ครูผู้สอนออกแบบการเรียนรู้ โดยให้ ผู้เรียนนำผ้าเช็ดหน้าของตัวเอง แล้วเปิดประเด็นคำถามว่า ผ้าเช็ดหน้าของหนู สามารถทำอะไรได้บ้าง จากนั้นครูผู้สอนให้ผู้เรียนสร้างสรรค์ท่าทางโดยถือ ผ้าเช็ดหน้าของตัวเองเข้ากับเพลงนำจังหวะดังต่อไปนี้ 1. ป๊ะ เท่ง ป๊ะ เท่งป๊ะ เท่งป๊ะ 2. มง แซะ มง แซะ แซะ มง ตะลุ่มตุ่มโมง 3. ตะละแล็ก แต็ก ตึ้ง แต๊ก ตึ้ง แต้ก ตึ้ง 8.2.1.7 การประดิษฐ์และสร้างสรรค์ท่ารำประกอบเพลง การแสดงท่าทางประกอบการเคลื่อนไหวอย่างอิสระ หรือการเคลื่อนไหวอย่างมีรูปแบบ ล้วนเกี่ยวข้องกับการเลียนแบบธรรมชาติ และเลียนแบบท่าทางลักษณะสิ่งของที่เราพบเห็นใน ชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งการเลียนแบบการแสดงท่าทาง สีหน้าอารมณ์ ความรู้สึกในบางช่วง บาง ตอนของสถานการณ์ที่พบในแต่ละวัน ทั้งหมดของการแสดง สามารถบูรณาการเข้ากับสภาพอากาศ หรือบูรณาการการแสดงสร้างสรรค์เข้ากับสิ่งแวดล้อม ภาพที่ 209 การประดิษฐ์และสร้างสรรค์ท่ารำประกอบเพลง ผลงานภาพนี้ชื่อว่า “แตกต่างแต่ลงตัว” ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565)
215 8.2.1.8 การปฏิบัติภาษาท่าและนาฏยศัพท์ประกอบเพลง ตาราง 49 ตัวอย่างกิจกรรมการปฏิบัติภาษาท่าและนาฏยศัพท์ประกอบเพลง กิจกรรม วิธีการ กิจกรรมที่ 10 รำเชิญพระ ขวัญ ประวัติความเป็นมา : รำเชิญพระขวัญว่า เป็นการแสดงชุดหนึ่งที่ประกอบใน ละครเรื่อง น่านเจ้า ซึ่งประพันธ์โดย ฯ พณ ฯ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ต่อมา ได้นำมาใช้ในการแสดงเบิกโรงหรือรำอวยพรทั่วไป รำเชิญพระขวัญ ขวัญเจ้าเอย ขวัญเอยมาสู่องค์เอย (ซ้ำ) ขอเชิญพระขวัญ เมื่อวันเดือนเพ็ญ ให้อยู่ร่มเย็น อย่าหนีไปไหน ขวัญเจ้าเอย ขวัญเอย ขวัญเจ้าอย่าเลยไปไกล อย่าเที่ยวจนเพลิน อย่าระเหินระหก อย่ามัวชมนก อย่ามัวชมไม้ ขอเชิญขวัญเจ้า รีบเข้าสู่กาย อย่าลี้หนีหาย เลยพระขวัญเจ้าเอย ภาพที่ 210 รำเชิญพระขวัญ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) กิจกรรมที่ 11 รู้สึกอย่างไร เมื่อได้ชม คำอธิบาย : เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมที่เป็นการปฏิบัติการจัดการเรียนรู้ระหว่าง ผู้เรียนและผู้สอน สิ่งสำคัญที่จะทำให้กิจกรรมการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คือ การตั้งคำถามสะท้อนกลับเมื่อรับชมการแสดงแล้วเสร็จ เช่น การแสดงนี้ เรื่องราวเป็นอย่างไร ? (เรื่องย่อ) บุคลิกหรือท่าทางในการแสดงเป็นอย่างไร ? (บุคลิกตัวละคร หรือ ความพร้อมเพียง, รูปแบบการแปรแถว, การใช้อุปกรณ์ใน การแสดง) เรื่องราวเป็นอย่างไร ? (แก่นของเรื่อง) รวมถึงการกระตุ้นให้ผู้เรียน กล้าที่จะชี้แนะ ชมเชย แนะนำ จุดเด่น จุดด้อยอย่างเสรี ภายใต้กรอบการเป็น ผู้ชมที่ดี, การวิพากษ์วิจารณ์ที่ดีและสร้างสรรค์ ภาพที่ 211 การเป็นผู้ชมและการวิจารณ์การแสดง ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565)
216 8.2.1.9 การละเล่นพื้นบ้าน กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (2557 : 11) อ้างถึง รัชฎวรรณ ประพาน (2551) ได้ให้ความหมายของคำว่า การละเล่นพื้นบ้านว่า หมายถึง กิจกรรมการละเล่นของสังคมที่ไม่ ทราบที่มา แต่ได้รับการยอมรับและถ่ายทอดการเล่นต่อ ๆ กันมา โดยไม่ขาดสาย เป็นกิจกรรม การละเล่นที่เป็นการละเล่นสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นกิจกรรมที่เด็กเล่นเพื่อ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน อาจจะเป็นการเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่ม การละเล่นจึงเป็นบทบาท ต่อการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน (ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา) ของเด็ก และเป็นเครื่องหมาย แสดงออกของการละเล่นพื้นบ้านว่าเป็นกิจกรรมที่เด็กเล่นด้วยความสมัครใจ เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลินในขณะที่เด็กได้เล่น เด็กจะเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนาการ ทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา และสร้างความเชื่อมันให้กับตนเอง และ นรริต วิชเวช (2520 : 121) อธิบายเพิ่มเติมว่า การละเล่นพื้นบ้าน คือ การแสดงแต่ละอย่างอันเป็นประเพณี นิยมกันในท้องถิ่น ซึ่งเล่นกันในระหว่างประชาชน เพื่อให้เกิดความสนุกสนานรื่นเริงตามฤดูกาล การ แสดงจะต้องเป็นไปอย่างมีวัฒนธรรม มีความเรียบร้อย ใช้ถ้อยคำสุภาพไม่หยาบโลน หรือเสื่อม ศีลธรรม แต่งกายให้สุภาพถูกต้องตามความนิยมและวัฒนธรรม เหมาะสมกับสภาพของท้องถิ่น ตลอดจนสถานที่ก็ต้องจัดให้เหมาะสมกับโอกาสที่จะแสดง ตาราง 50 ตัวอย่างกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้าน กิจกรรม วิธีการ กิจกรรมที่ 12 รีรีข้าวสาร วิธีเล่น : ผู้เล่น 2 คน ยืนหันหน้าเข้าหากัน ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างประสานกัน เหนือศีรษะ เป็นประตูโค้งหรือซุ้ม ส่วนคนอื่น ๆ เกาะไหล่กัดลอดใต้โค้งไปเรื่อย ๆ ผู้เล่น 2 คนที่เป็นประตูจะต้องร้องเพลงประกอบ เวลาลอดใต้ซุ้ม หัวแถว จะต้องเดินอ้อมหลังคนที่เป็นประตูจะร้องเพลงประกอบ เมื่อจบเพลงผู้เป็น ประตูจะกระตุกแขนลงกั้นคนสุดทายให้อยู่ระหว่างกลาง คัดออกไป คนข้างหลัง ต้องระวังตัวให้ดี มิฉะนั้นตัวเองต้องออกจากการเล่น ต้องผ่านไปให้ได้หมดทุก คนจึงจบเกม การละเล่นชนิดนี้ ความสนุกสนานอยู่ที่คำร้อง จังหวะของคำร้อง และการได้ฝึกความว่องไว ไหวพริบที่จะต้องพยายามไม่ได้ถูกตัดออกจากการ เล่น บทร้องประกอบการเล่นรีรีข้าวสาร รีรี ข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก เลือกฆ้องใบลาน เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน คดข้าวใส่จาน พานเอาคนข้างหลังไว้ ภาพที่ 212 รีรีข้าวสาร ที่มา : https://shorturl.asia/pGH7i
217 ประถมศึกษาปีที่ 3 ตาราง 51 การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง และการจัดการเรียนรู้ การ ปฏิบัตินาฏศิลป์ระดับประถมศึกษาปีที่ 3 มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง การปฏิบัติเบื้องต้น มาตรฐานที่ 3.1 เข้าใจ และ แสดงออกทางนาฏศิลป์อย่าง สร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึกความคิด อย่างอิสระ ชื่นชม และ ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 1. สร้างสรรค์การ เคลื่อนไหวในรูปแบบ ต่าง ๆ ในสถานการณ์ สั้น ๆ 1.1 การเคลื่อนไหวใน รูปแบบต่าง ๆ - รำวงมาตรฐาน - เพลงพระราชนิพนธ์ - สถานการณ์สั้น ๆ - สถานการณ์ที่กำหนดให้ 1.1.1 การ เคลื่อนไหวใน รูปแบบต่าง ๆ 1.1.2 การ เคลื่อนไหวตามหลัก และวิธีการปฏิบัติ นาฏศิลป์ 1.1.3 การบูรณาการ และหลักในการชม การแสดง 2. แสดงท่าทาง ประกอบเพลงตาม รูปแบบนาฏศิลป์ 2.1 หลักและวิธีการปฏิบัติ นาฏศิลป์ - การฝึกภาษาท่าสื่อ อารมณ์ของมนุษย์ - การฝึกนาฏยศัพท์ใน ส่วนขา 3. เปรียบเทียบบทบาท หน้าที่ของผู้แสดงและ ผู้ชม 3.1/4.1 หลักในการชม การแสดง - ผู้แสดง - ผู้ชม 4. มีส่วนร่วมใน - การมีส่วนร่วม กิจกรรมการแสดงที่ เหมาะสมกับวัย 5. บอกประโยชน์ของ การแสดงนาฏศิลป์ใน ชีวิตประจำวัน 5.1 การบูรณาการ นาฏศิลป์กับสาระการ เรียนรู้อื่น ๆ มาตรฐานที่ 3.2 เข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็น มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและ สากล 1. เล่าการแสดง นาฏศิลป์ที่เคยเห็นใน ท้องถิ่น 1.1 การแสดงนาฏศิลป์ พื้นบ้านหรือท้องถิ่นของ ตน 1.1.1 นาฏศิลป์ พื้นบ้านหรือท้องถิ่น ของตน 1.1.2 ที่มาของการ แสดงนาฏศิลป์ 2. ระบุสิ่งที่เป็น ลักษณะเด่นและ เอกลักษณ์ของการ แสดงนาฏศิลป์ 2.1 การแสดงนาฏศิลป์ - ลักษณะ - เอกลักษณ์ 3. อธิบายความสำคัญ ของการแสดงนาฏศิลป์ 3.1 ที่มาของการแสดง นาฏศิลป์ - สิ่งที่เคารพ
218 8.2.1.10 การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ กระบวนการเรียนรู้ในการเคลื่อนไหว จะช่วยพัฒนาการเรียนรู้เกี่ยวกับมิติ ระยะ ทิศทาง เวลา ความเร็ว แรง ฯลฯ การรับรู้นี้เป็นฐานสำคัญของการเรียนรู้จักตนเอง ทำให้เด็กเป็นตัวตน และ เป็นพื้นฐานสำหรับวิชาการทุกสาขา อย่าหวังว่าจะสอนความรู้เรื่องมิติ ระยะ ทิศทาง เวลา เมื่อถึง ชั่วโมงสังคมศึกษา เพราะ “การรับรู้” ต้องมีมาก่อนในชีวิตจริง เด็กจึงจะพัฒนาความคิดนามธรรม ขึ้นมาในชั่วโมงเรียนได้พัฒนาการด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว การพัฒนาด้านการเคลื่อนไหวของ ร่างกาย เป็นการพัฒนาโครงสร้างทั้งระบบของร่างกาย ที่ใช้ในการควบคุมสั่งการตัวเอง และการรับ ข้อมูลจากสิ่งแวดล้อม ขอให้สังเกตดูว่า ลูกแมวมีการพัฒนาตัวเองอย่างมากในวัยแรกเกิด มันฝึกฝน ท่วงท่าในการเดิน วิ่ง กระโดด ตีลังกา ตะปบ กอดรัดฟัดเหวี่ยง จนในที่สุด ร่างกายก็พร้อมที่จะออก ไปสู่โลกภายนอก กระบวนการพัฒนาร่างกาย และการเคลื่อนไหวของเด็ก จำเป็นต้องได้รับการ กระตุ้นอย่างเต็มที่ เพื่อให้ร่างกายทุกส่วน อันได้แก่ ระบบโครงสร้าง ตั้งแต่กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการพัฒนาในระบบนี้ ต้องเน้นให้เด็กได้ผ่าน ขั้นตอนการฝึกฝนใช้งานร่างกายทุกขั้นตอนครบถ้วน และพัฒนาจนมีสมรรถภาพะดีที่สุด เต็มตาม ศักยภาพของเด็กที่จะทำได้การที่จะก้าวไปจนถึงระดับนี้ ต้องมั่นใจว่ากระบวนการพัฒนาเด็ก มีการ กำหนดขั้นตอนการฝึกฝน กำหนดแบบแผนกิจกรรมที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ กำหนดชั่วโมงการ เรียนรู้ และมีแนวทางที่จะประเมินได้เป็นรายบุคคล ว่าเด็กได้บรรลุตามจุดประสงค์ที่วางไว้อย่าง แท้จริง ตาราง 52 ตัวอย่างกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายผ่านเพลงที่พบเจอในชีวิตประจำวัน กิจกรรม วิธีการ กิจกรรมที่ 13 การเคลื่อนไหว ร่างกายผ่านเพลงที่พบเจอใน ชีวิตประจำวัน คำอธิบาย การเคลื่อนไหวร่างกายผ่านเสียงเพลง ซึ่งให้ผู้เรียนสร้างสรรค์ท่าทาง การเคลื่อนไหวร่างกายภายใต้รูปแบบที่ผู้สอนกำหนด ดังนี้ 1. การเคลื่อนไหวร่างกายแบบอยู่กับที่ เป็นการปรับเปลี่ยนลักษณะท่าทาง ของร่างกายเพื่อปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ โดยไม่เคลื่อนที่ หรือเคลื่อนย้ายไปที่อื่น เช่น การยืนยกแขนหรือขา บิดลำตัว สะบัดข้อมือ การนั่งอ่านหนังสือเป็นการ เคลื่อนไหวร่างกายแบบอยู่กับที่ เป็นต้น 2. การเคลื่อนไหวร่างกายแบบเคลื่อนที่ เป็นการปรับเปลี่ยนลักณะท่าทางของ ร่างกายเพื่อปฏิบัติกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายเคลื่อนที่ไปยังทิศทางต่าง ๆ เช่น การ นอนกลิ้ง การคลาน การเดิน การวิ่ง เป็นต้น 3. การเคลื่อนไหวร่างกายแบบใช้อุปกรณ์ประกอบ เป็นกิจกรรมทางกาย ที่ผู้ ปฏิบัติต้องมีทักษะในการเคลื่อนไหวแบบผสมผสานและยังต้องมีทักษะการใช้ อุปกรณ์ควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง กิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายแบบใช้อุปกรณ์นี้ ผู้สอนสามารถให้ผู้เรียน เลือกใช้อุปกรณ์ที่ใกล้ตัวเพื่อสร้างสรรค์ท่าทางประกอบได้ตามปฏิภาณไหวพริบ ในการแสดงออก 8.2.1.11 การเคลื่อนไหวตามหลักและวิธีการปฏิบัตินาฏศิลป์ โกวิท ประวาลพฤกษ์ และคณะ (2545 : 69) กล่าวว่า หลักการแสดงนาฏศิลป์จะเน้นการ แสดงออกทางการเคลื่อนไหวที่มีระบบและงดงามใน 2 ลักษณะ คือ การฟ้อนรำและการเคลื่อนไหว ต่าง ๆ ที่ไม่สื่อความหมายหรืออารมณ์ที่เฉพาะเจาะจง เช่น รำหน้าพาทย์ รำเพลงช้า เพลงเร็ว ฯลฯ
219 และการฟ้อนรำที่ประกอบด้วยการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น แขน ขา มือ เท้า เรือนร่าง และใบหน้าที่ แสดงออกถึงอารมณ์และการสื่อความหมาย ซึ่งเป็นลักษณะการรำใช้บท และการแสดงท่าทางใน ละคร เช่น รำฉุยฉาย การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ และการแสดงละครในบทบาท เป็นต้น จึงเป็น ศิลปะในการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการฟ้อนรำและการแสดงท่าทางการเคลื่อนไหวของร่างกายทั้ง 3 ส่วน คือ ส่วนกิ่งของร่างกาย ได้แก่ ศีรษะ แขน ขา ส่วนตัวเรือนร่าง และส่วนใบหน้าให้ประสาน สัมพันธ์กันอย่างกลมกลืนและสวยงาม ตลอดจนมีการแสดงอารมณ์และความรู้สึกที่สื่อไปยังผู้ชมด้วย ตาราง 53 ตัวอย่างกิจกรรมการเคลื่อนไหวตามหลักและวิธีการปฏิบัตินาฏศิลป์ กิจกรรม วิธีการ กิจกรรมที่ 14 รำวง มาตรฐาน เพลงงามแสงเดือน คำอธิบาย จากเอกสารประกอบการอบรมหลักสูตรระยะสั้น กิจกรรมอบรมเชิง ปฏิบัติการนาฏศิลป์ไทย ประจำปี 2563 วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ โดยมี วิทยากรคือ ดร.รัจนา พวงประยงค์ ศิลปินแห่งชาติ ร่วมกับ ชวลิต สุนทรานนท์ และ วรรณพินี สุขสม ผู้เชี่ยวชาญทักษะพิเศษ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร อธิบายถึงรำวงมาตรฐานว่า รำวงมีกำเนิดมาจากรำโทน แต่เดิมรำโทนเป็น การละเล่นพื้นเมืองอย่างหนึ่ง ที่นิยมเล่นกันในฤดูเทศกาลของท้องถิ่นบางจังหวัด คำว่า “รำโทน” สันนิษฐานว่าเรียกชื่อจากการเลียนเสียงตามเครื่องดนตรี ประกอบจังหวะที่เป็นหลัก คือ “โทน” ซึ่งตีเป็นลำนำเสียง “ป๊ะ โทน ป๊ะ โทน ป๊ะ โทน โทน” เครื่องดนตรีที่ใช้ในการรำโทน ได้แก่ ฉิ่ง กรับ และโทน ลักษระการรำโทนนั้น เป็นการรำระหว่างชายกับหญิง ให้เข้ากับจังหวะโทน โดยไม่มีท่ารำกำหนดเป็น แบบแผนตายตัว ก่อนสังครามโลกครั้งที่สอง รำโทนได้นิยมอย่างแพร่หลาย จึงมี ผู้ประพันธ์ลำนำเพลงและบทรร้องประกอบการรำขึ้น นิยมนำไปเล่นกันอย่าง แพร่หลาย ตามจังหวัดอื่น ๆ บทร้องมีหลายลักษณะ เริ่มตั้งแต่บทชมโฉม บท เกี้ยวพาราสี บทสัพยอกหยอกเย้า บทพร่ำพรอดร่ำลาจากกัน เมื่อ พ.ศ. 2487 กรมศิลปากร ได้แต่งบทร้องและทำนองเพลงขึ้นใหม่ 4 เพลง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งเนื้อร้องและทำนองเพลงขึ้นใหม่อีก 6 เพลง โดยกรม ศิลปากรและกรมประชาสัมพันธ์แต่งทำนองผู้แต่งบทร้อง เพลงงามแสงเดือน ชาวไทย รำซิมารำ และคืนเดือนหงาย คือ นายเฉลิม เศวตนันท์ ผู้แต่งทำนอง เพลง คือ อาจารย์มนตรี ตราโมท ผู้คิดประดิษฐ์ท่ารำ คือ หม่อมครูต่วน (ศุภ ลักษณ์) ภัทรนาวิก อาจารย์ลมุล ยมะคุปต์ และคุณครูมัลลี คงประภัสร์ ดนตรีที่ ใช้ ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่ หรือเครื่องใหญ่ ได้ตามโอกาส การแต่งกาย แต่งได้หลายลักษณะทั้งชุดไทย ชุดพื้นบ้าน และชุดสากล ตามแต่ยุคสมัย เพลง งามแสงเดือน คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ใน นามกรมศิลปากร) ทำนองอาจารย์มนตรี ตราโมท ท่ารำ ชายและหญิง ท่าสอดสร้อยมาลา งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้าเมื่ออยู่วงรำ (ซ้ำ) เราเล่นเพื่อสนุก เปลื้องทุกข์วายระกำ ขอให้เล่นฟ้อนรำ เพื่อสามัคคีเอย
220 กิจกรรม วิธีการ QR code สาธิตท่ารำเพลงงามแสงเดือน ประถมศึกษาปีที่ 4 ตาราง 54 การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง และการจัดการเรียนรู้ การ ปฏิบัตินาฏศิลป์ระดับประถมศึกษาปีที่ 4 มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง การปฏิบัติเบื้องต้น มาตรฐานที่ 3.1 เข้าใจ และแสดงออกทาง นาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอด ความรู้สึกความคิดอย่าง อิสระ ชื่นชม และ ประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวัน 1. ระบุทักษะพื้นฐานทาง นาฏศิลป์และการละครที่ ใช้สื่อความหมายและ อารมณ์ 1.1 หลักและวิธีการปฏิบัติ นาฏศิลป์ - การฝึกภาษาท่า - การฝึกนาฏยศัพท์ 1.1.1 การปฏิบัติ นาฏยศัพท์และ ภาษาท่าประกอบ เพลงพระราชนิพนธ์ 1.1.2 การ ประยุกต์ใช้ศัพท์ทาง ละครอย่าง สร้างสรรค์ 1.1.3 รำวง มาตรฐาน เพลงชาว ไทย 1.1.4 ระบำดอกบัว 1.1.5 เรียนรู้โขน ผ่านตัวละครโขน 1.1.6 ความเป็นมา ขนบ จารีตและ คุณค่านาฏศิลป์ 1.1.7 การแสดง ท้องถิ่น 2. ใช้ภาษาท่าและนาฏย ศัพท์หรือศัพท์ทางการ ละครง่าย ๆ ในการ ถ่ายทอดเรื่องราว 2.1 การใช้ภาษาท่าและ นาฏยศัพท์ประกอบเพลง ปลุกใจและเพลงพระราช นิพนธ์ 2.2 การใช้ศัพท์ทางการ ละครในการถ่ายทอด เรื่องราว 3. แสดง การเคลื่อนไหว ในจังหวะต่าง ๆ ตาม ความคิดของตน 3.1 การประดิษฐ์ท่าทางหรือ ท่ารำประกอบจังหวะ พื้นเมือง 4. แสดงนาฏศิลป์เป็นคู่ และหมู่ 4.1 การแสดงนาฏศิลป์ ประเภทคู่และหมู่ - รำวงมาตรฐาน - ระบำ 5. เล่าสิ่งที่ชื่นชอบในการ แสดงโดยเน้นจุดสำคัญ ของเรื่องและลักษณะเด่น ของตัวละคร 5.1 การเล่าเรื่อง - จุดสำคัญ - ลักษณะเด่นของตัวละคร มาตรฐานที่ 3.2 เข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่าง นาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่า ของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดก ทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา 1. อธิบายประวัติความ เป็นมาของนาฏศิลป์ หรือ ชุดการแสดงอย่างง่าย ๆ 1.1 ความเป็นมาของ นาฏศิลป์ 1.2 ที่มาของชุดการแสดง 2. เปรียบเทียบการแสดง ที่มาจากวัฒนธรรมอื่น 2.1 การชมการแสดง - นาฏศิลป์ - การแสดงของท้องถิ่น
221 มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง การปฏิบัติเบื้องต้น ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและ สากล 3. อธิบายความสำคัญ ของการแสดงความเคารพ ในการเรียนและการแสดง นาฏศิลป์ 3.1 ความเป็นมาของ นาฏศิลป์ - การทำความเคารพก่อน เรียน 4. ระบุเหตุผลที่ควรรักษา และสืบทอดการแสดง นาฏศิลป์ 4.1 ความเป็นมาของ นาฏศิลป์ - คุณค่า 8.2.1.11 การเคลื่อนไหวนาฏศิลป์ ตาราง 55 ตัวอย่างกิจกรรมการเคลื่อนไหวนาฏศิลป์ กิจกรรม วิธีการ กิจกรรมที่ 15 รำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย รำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการ สังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร) ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท ท่ารำ ชายและหญิง ท่าชักแป้งผัดหน้า ชาวไทยเจ้าเอ๋ย ขออย่าละเลยในการทำหน้าที่ การที่เราได้เล่นสนุก เปลื้องทุกข์สบายอย่างนี้ เพราะชาติเราได้เสรี มีเอกราชสมบูรณ์ เราจึงควรช่วยชูชาติ ให้เก่งกาจเจิดจำรูญ เพื่อความสุขเพิ่มพูน ของชาวไทยเรา เอย ความหมาย หน้าที่ที่ชาวไทยพึงมีต่อประเทศชาตินั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนควรกระทำ อย่าได้ละเลยไปเสียในการที่เรา ได้มาเล่นรำวงกันอย่างสนุกสนาน ปราศจากทุกข์โศกทั้งปวงนี้ก็เพราะว่าประเทศไทยเรามีเอกราช ประชาชนมี เสรีในการคิดจะทำสิ่งใด ๆ ดังนั้น เราจึงควรช่วยกันเชิดชูชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป เพื่อความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นของ ไทยเราตลอดไป ภาพที่ 213 ท่ารำเพลงชาวไทย ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565)
222 กิจกรรม วิธีการ QR code สาธิตท่ารำเพลงชาวไทย กิจกรรมที่ 21 เรียนรู้โขนผ่านตัว ละครโขน คำอธิบาย ในกิจกรรมนี้ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบกลับด้าน (Flipped Classroom) เป็นการจัดการเรียนการสอนที่สวนทางกับสิ่งที่ เป็นอยู่ปัจจุบัน โดยให้ผู้เรียนศึกษาความรู้เรื่องตัวละครโขนผ่าน อินเตอร์เน็ตนอกห้องเรียน หรือหนังสือ ตำรา เอกสารนอกเวลาเรียน ส่วน ในห้องเรียนจะเป็นการจัดกิจกรรม นำการบ้านมาทำในห้องเรียนแทน ภาพที่ 214 เรียนรู้โขนผ่านตัวละครโขน ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ประถมศึกษาปีที่ 5 ตาราง 56 การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง และการจัดการเรียนรู้ การ ปฏิบัตินาฏศิลป์ระดับประถมศึกษาปีที่ 5 มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง การปฏิบัติเบื้องต้น มาตรฐานที่ 3.1 เข้าใจ และ แสดงออกทางนาฏศิลป์อย่าง สร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึกความคิด อย่างอิสระ ชื่นชม และ ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 1. บรรยาย องค์ประกอบนาฏศิลป์ 1.1 องค์ประกอบของ นาฏศิลป์ - จังหวะ ทำนอง คำร้อง - ภาษาท่า นาฏยศัพท์ - อุปกรณ์ 1.1.1 นาฎยศัพท์ ภาษาท่าประกอบการ แสดง 1.1.2 ระบำนกยูง 1.1.3 ฟ้อนม่านมงคล 1.1.4 รำวงมาตรฐาน เพลง รำซิมารำ 1.1.5 ละคร 2. แสดงท่าทาง ประกอบเพลงหรือ เรื่องราวตามความคิด ของตน 2.1 การประดิษฐ์ท่าทาง ประกอบเพลงหรือท่าทาง ประกอบเรื่องราว 3. แสดงนาฏศิลป์ โดย เน้นการใช้นาฏยศัพท์ ในการสื่อความหมาย และการแสดงออก 3.1 การแสดงนาฏศิลป์ - ระบำ - ฟ้อน - รำวงมาตรฐาน
223 มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง การปฏิบัติเบื้องต้น 4. มีส่วนร่วมในกลุ่ม กับการเขียนเค้าโครง เรื่องหรือบทละครสั้น ๆ 4.1 องค์ประกอบของละคร - การเลือกและเขียนเค้า โครงเรื่อง - บทละครสั้น ๆ 1.1.6 การแสดง พื้นเมือง 5. เปรียบเทียบการ แสดงนาฏศิลป์ชุดต่าง ๆ 5.1 ที่มาของการแสดง นาฏศิลป์ชุดต่าง ๆ 6. บอกประโยชน์ที่ ได้รับจากการชมการ แสดง 6.1 หลักการชมการแสดง 6.2 การถ่ายทอดความรู้สึก และคุณค่าของการแสดง มาตรฐานที่ 3.2 เข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็น มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและ สากล 1. เปรียบเทียบการ แสดงประเภทค่าง ๆ ของไทย ในแต่ละ ท้องถิ่น 1.1 การแสดงนาฏศิลป์ ประเภทต่าง ๆ - การแสดงพื้นบ้าน 2. ระบุหรือแสดง นาฏศิลป์ นาฏศิลป์ พื้นบ้านที่สะท้องถึง วัฒนธรรมและ ประเพณี 2.1 การแสดงนาฏศิลป์ ประเภทต่าง ๆ - การแสดงพื้นบ้าน 8.2.1.12 นาฎยศัพท์ภาษาท่าประกอบการแสดง ตาราง 57 ตัวอย่างกิจกรรมนาฏยศัพท์ภาษาท่าประกอบเพลง กิจกรรม วิธีการ กิจกรรมที่ 16 รำวงมาตรฐาน เพลง รำซิมารำ คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการ สังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร) ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท ความหมาย ขอพวกเรามาเล่นรำวงกันให้สนุกสนานเถิดในยามว่างเช่นนี้ จะได้คลายทุกข์ ถึงเวลางานเราก็จะทำงานกันจริง ๆ เพื่อจะได้ไม่ลำบาก และการรำก็จะรำอย่างมีระเบียบแบบแผน ตามวัฒนธรรมไทยของเรา แล้วจะดูงดงามยิ่ง ท่ารำ ชายและหญิง ท่ารำส่าย เพลง รำซิมารำ รำซิมารำ เริงระบำกันให้สนุก ยามงานเราทำงานจริง ๆ ไม่ละไม่ทิ้งจะเกิดเข็ญขลุก ถึงยามว่างเราจึงรำเล่น ตามเชิงเช่นเพื่อให้สร่างทุกข์ ตามเยี่ยงอย่างตามยุค เล่นสนุกอย่างวัฒนธรรม เล่นอะไรให้มีระเบียบ ให้งามให้เรียบจึงจะคมขำ มาซิมาเจ้าเอ๋ยมาฟ้อนรำ มาเล่นระบำของไทยเราเอย
224 กิจกรรม วิธีการ ภาพที่ 215 ท่ารำเพลงรำซิมารำ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) QR code สาธิตท่ารำเพลงรำซิมารำ 8.2.1.13 องค์ประกอบของละคร วิมลศรี อุปรมัย (2553 : 251 – 254) กล่าวถึงองค์ประกอบของงานละคร ดังนี้ 1) เจ้าของละคร สมัยก่อนคงหมายถึงนายจ้าง หรืออาจเป็นผู้มีบุญคุณ มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ หรือญาติผู้ใหญ่ ทำหน้าที่คุมตัวในคณะ ในปัจจุบันตำแหน่งเจ้าของละคร ถานำมาใช้กับการศึกษาก็ น่าจะได้แก่ อาจารย์ใหญ่ เจ้าของโรงเรียน หรือผู้อำนวยการ อธิการบดีมหาวิทยาลัย ซึ่งจะเรียกว่า อะไรนั้นย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของสถาบันการศึกษานั้น ๆ และถ้าจะเทียบกับบุคลากรในด้านการ จัดการแสดงก็น่าจะได้แก่ ผู้อำนวยการสร้าง (Producer) ในระดับนั่นเอง 2) ตัวละคร ในด้านละครไทยก็หมายถึงผู้รำเป็น หรือผู้ได้รับการคัดเลือกให้รำและแสดง ละครเป็นเรื่อง ๆ อาจจะเป็นตัวพระ นาง ยักษ์ และลิง หรือถ้าละครสมัยใหม่ก็ได้แก่ พระเอก นางเอก ตัวผู้ร้าย หรือตัวโกง และตัวสำคัญของเรื่อง 3) นายโรง ได้แก่ ตัวพระที่สำคัญที่สุด มีบทบาทในการแสดงและเป็นครูของตัวละคร สามารถฝึกให้ตัวละครแสดงได้ทุกตัวด้วย ถ้าจะเปรียบกับศิลปะทางการละครสากลก็คงได้แก่ ผู้กำกับ การแสดง (Direction) นายโรงจะต้องรับผิดชอบจำนวนผู้แสดงและบทบาทของตัวละครอื่น ๆ ดังต่อไปนี้ คือ 3.1 ตัวพระใหญ่ พระน้อง ในทางละครไทย พระราม - พระลักษณ์ พระอภัยมณี ศรี สุวรรณ ฯลฯ 3.2 ตัวนาง ได้แก่ นางกษัตริย์ และนางตลาด การวางบุคลิกของทั้งสองนางต่างกัน คือ นางกษัตริย์เรียบร้อยเป็นผู้ดี ส่วนนางตลาดมีลักษณะตรงกันข้ามตามมีคำอธิบายไว้ในบทว่าด้วยเรื่อง โขนมานานแล้ว 3.3 ตัวยักษ์ ตัวมาร หรือตัวผู้ร้าย ซึ่งเป็นตัวโกงฝ่ายชาย เป็นตัวชูโรงทำให้การละครเข้มข้น
225 3.4 ประเภทและฐานะของตัวละคร ซึ่งมีทั้งฐานะสูงศักดิ์และฐานะต่ำต้อย ตามลักษณะ ของตัวละครรำของไทย ซึ่งมีมาตั้งแต่โบราณกาล 4) คนร้อง การละครไทยมีการจัดแบ่งและกระจายงานไปตามความสามารถของบุคคลโดย แท้ ทั้งนี้เพราะคนร้องดีอาจรำไม่งาม หรือคนรำดีอาจร้องไม่ไพเราะ ฉะนั้น คนร้องในที่นี้จึงหมายถึง ผู้ มีความสามารถในการใช้เสียงในบทขับร้อง ซึ่งยังแบ่งออกเป็นต้นเสียงหรือด้นสด และลูกคู่ 5) นักดนตรี ภาษาการละครไทย เรียกว่า ผู้บรรเลงปี่พาทย์ มีวงปี่พาทย์สำหรับบรรเลง ประกอบดนตรีอย่างมีแบบแผนตามลักษณะของละครนั้น ๆ นักดนตรีไทยสามาระเล่นเครื่องดนตรีแต่ ละเครื่องให้ประสานสัมพันธ์กันโดยปราศจากโน้ต ฉะนั้น จึงต้องอาศัยความอุตสาหะในการฝึกซ้อม อย่างหนักจนสามารถถ่ายทอดความรู้ทางเพลงและดนตรี เพื่อนำไปประกอบการแสดงได้ภารกิจของ นักดนตรีไทยในกิจการละครไทยนั้นดูเหมือนจะยาก เพราะหลักเกณฑ์นี้เป็นศิลป์และศาสตร์มีความ ละเอียดลึกซึ้งเฉพาะทางของแต่ละเครื่องมือแล้ว และเมื่อเข้าร่วมวงก็ต้องอาศัยความพร้อมเพรียงที่ ปราศจากตัวโน้ต ซึ่งกว่าจะมาเป็นเพลงได้ต้องผ่านกระบวนการมากมาย 6) ตัวตลก จะเห็นว่าตัวตลกในละครไทยเป็นผู้ที่มีความสามารถพิเศษ บางครั้งอาจจะต้อง เป็นตัวนำเรื่องหรือตัวคลี่คลายปัญหาไปด้วย ฉะนั้น ตัวตลกจึงเป็นตัวสำคัญที่สร้างบรรยากาศของ ความสุขตามท้องเรื่องของการแสดงได้เป็นอย่างดี 7) คนแต่งตัว คนแต่งตัวและแต่งเครื่องประดับในทางละครไทยถือว่าสำคัญยิ่ง เพราะเครื่อง แต่งกายละครไทยแต่งยาก มีราคาแพง ต้องใช้เวลาเตรียม และแต่งตัวนานกว่าปกติ ซึ่งในด้านนี้ยังไม่ มีใครคิดค้นวิธีง่าย ๆ ได้ การแต่งกายแบบละครไทยนั้นต้องการช่วยส่งเสริมทรวดทรงองค์เอวของผู้ แสดงเพื่อเสริมบุคลิกตัวละคร จึงต้องใช้วิธีการรัดตรึงให้แลดูสง่างามสมบุคลิกของตัวพระ และดู อ้อนแอ้นนิ่มนวลของตัวนาง การแต่งกายชุดละครไทย มีขั้นสุดท้ายที่จะใส่เมื่อก่อนออกแสดงคือ อาภรณ์ประดับศีรษะ ซึ่งได้แก่ ชฎา หรือ มงกุฎ หรือรัดเกล้า การเรียกชื่ออย่างใดนั้นขึ้นอยู่ดับ ลักษณะของเครื่องประดับศีรษะ ซึ่งจะใช้บุคลิกตามศักดิ์ ตำแหน่ง ของตัวแสดง โดยได้กล่าวไว้ในบท ของการแต่งกายนาฏศิลป์ 8) งานเสื้อผ้า หน้า ผม 8.1 คนแต่งกายตามยศศักดิ์และฐานะของตัวละคร 8.2 คนแต่งหน้า และผมแยกตามประเภทละคร 8.3 คนดูแลจัดเครื่องประดับต่าง ๆ นับตั้งแต่ศีรษะ มือ แขน ขา และอก 9) คนงานเวทีและฉาก ได้แก่ คนตกแต่งและวางแผนเกี่ยวกับด้านฉาก เตรียมไว้ให้พร้อม กับงานด้านเคลื่อนย้ายฉากให้มาประดับเวทีแต่ละฉากที่เตรียมไว้ ทางการละครไทยก็มีฉากพลับพลา ท้องพระโรง ฉากป่า และฉากอาศรม ฯลฯ คนงานในหน้าที่ฉากและเวที ต้องวางตัวบุคคลให้ ปฏิบัติงานตามขั้นตอน งานที่ว่านี้อาจเริ่มมาตั้งแต่วางแผนการสร้างฉากถึงงานที่จะต้องยกฉากและ อุปกรณ์มาบนเวทีในวันแสดงด้วย 10) ด้านแสง สี เสียง และเทคนิคต่าง ๆ เป็นงานที่ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศในการแสดง ละครให้มีส่วนน่าดูอยู่มากทีเดียว โดยเฉพาะในปัจจุบันเทคนิคทางด้านแสดง สี เสียง มีผลทำให้วิธีการ ปรับปรุงงานสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้มีโอกาสนำมาใช้กับการเรียนการสอนและงานละครได้มาก (วิมลศรี อุปรมัย, 2534 : 228) จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบของงานละครไทยนั้นมีมากมาย ฉะนั้นการปฏิบัติงานจึงต้องอาศัย ความร่วมมือร่วมใจของคณะบุคคลเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะงานอาจจะมีมากว่านี้ในกรณีที่ลักษณะ
226 ของการแสดงละครไทยที่แตกต่างไป เช่น ถ้าแสดงละครพูด จะต้องมีผู้คอยบอกบทหรือกำกับบทยืน อยู่ใกล้ ๆ เวทีอีก จำนวนเท่ากับคนแสดง หรือถ้าจะแสดงละครร้องก็ต้องมีผู้กำกับบอกบทร้อง หรือ ชื่อเพลงนำไปด้วย และถ้าเป็นละครรำก็ต้องกำกับวงดนตรีเหล่านี้เป็นต้น ละครสั้น องค์ประกอบของเรื่องสั้นเหมือนกับองค์ประกอบของนวนิยาย และองค์ประกอบ ของเรื่องบันเทิงคดี ดังต่อไปนี้ 1) แก่นเรื่อง คือ แนวคิดหรือจุดสำคัญของเรื่องที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านทราบ 2) โครงเรื่อง คือ เค้าโครงเรื่องที่ผู้แต่งกำหนดไว้ก่อนว่าจะแต่งเรื่องไปทางไหน 3) ตัวละคร คือ บทบาทสมมติที่ผู้แต่งกำหนด เป็นเรื่องที่เน้นแนวคิด ผู้เขียนจึงสร้างตัว ละครน้อย 4) บทสนทนา คือ ถ้อยคำที่ตัวละครใช้พูดจาโต้ตอบกัน 5) ฉาก คือ สถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ในเรื่อง หมายรวมถึงเวลาสภาพสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ 6) บรรยากาศ คือ อารมณ์ต่าง ๆ ของตัวละครที่เกิดจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 และมีอิทธิพล ทำให้คล้อยตามไปด้วย หลักการสร้างสรรค์ละครสั้น ความเป็นมาของละครสร้างสรรค์ ละครสร้างสรรค์ (Creative Drama) คือละครที่ไม่มีรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องจัดแสดงบนเวที เน้นไปที่ผลสำเร็จของละครมากกว่า องค์ประกอบของละครสร้างสรรค์ ละครสร้างสรรค์มีองค์ประกอบสำคัญที่ใช้ในการแสดง ดังนี้ 1) โครงเรื่อง หรือ เนื้อเรื่อง (plot) จะต้องมีการวางโครงเรื่อง หรือเลือกเอเรื่องที่ใช้ในการ แสดง เป็นเนื้อเรื่องที่สนุกสนานหรือเศร้า สอดแทรกข้อคิดต่าง ๆ 2) ตัวละคร (character) ตัวละครในการแสดงจะต้องมีการกำหนดบุคลิกลักษณะของตัว ละครให้สอดคล้องกับเนื้อหาของเรื่อง และตัวละครอื่น ๆ ต้องเลือกบุคคลที่สามารถถ่ายทอด อารมณ์ ความรู้สึกของตัวละครตัวนั้นได้สมจริง Image result for ภาพเคลื่อนไหวหมีพู 3) สถานการณ์ (situation) คือ เหตุการณ์เรื่องราวที่เกิดขึ้น ทำให้ตัวละครต้องพบเจอ ซึ่ง เหตุการณ์จะต้องสัมพันธ์กัน มีคุณค่าในเนื้อเรื่อง เป็นสถานการณ์ที่จะช่วยฝึกให้ผู้แสดงมีจินตนาการ สร้างสรรค์ในการแสดงได้ 4) ความขัดแย้ง (conflict) คือ การสร้างปัญหาความขัดแย้งให้กัตัวละครแบ่งเป็นความ ขัดแย้งภายในจิตใจของตัวละครเอง และความขัดแย้งภายนอกของตัวละครกับสิ่งรอบข้าง ละครสร้างสรรค์ละครสร้างสรรค์เป็นกระบวนการเรียนรู้ทางเลือกที่สามารถใช้เป็น เครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนได้ในหลากหลายมิติเพื่อเสริมสร้างให้เป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ อันเนื่องมาจากละครสร้างสรรค์เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสทางความคิด จินตนาการ ผ่านการแสดงออกทางภาษาและการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีปฏิสัมพันธ์กลุ่มตามบทบาทสมมุติ อย่างมีอิสระ โดยมีผู้นำกิจกรรมหรือครูผู้สอนเป็นผู้กระตุ้นให้เกิดการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ โดย เน้นให้เด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ ตลอดจนสะท้อนให้เห็นถึงทักษะการอยู่ร่วมกัน กับผู้อื่น ในสังคมอันจะนำไปสู่ความเข้าใจตนเองและผู้อื่นได้อย่างถ่องแท้
227 ตาราง 58 ตัวอย่างกิจกรรมละครสร้างสรรค์ กิจกรรม วิธีการ กิจกรรมที่ 17 ละครสร้างสรรค์ คำอธิบาย ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านการแสดงบทบาทสมมุติ โดย เน้นกระบวนการทำงานร่วมกัน โดยให้ผู้เรียนเป็นผู้กำหนดละครที่ต้องการ จะนำเสนอ โดยมีเป้าหมายหรือกรอบลักษณะของละครที่มุ่งเน้นใน รูปแบบการนำเสนอละครสร้างสรรค์ให้หลากหลายระดับการเรียนรู้ของ ผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาพที่ 216 กิจกรรมละครสร้างสรรค์ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ประถมศึกษาปีที่ 6ตาราง 59 การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง และการจัดการเรียนรู้ การปฏิบัตินาฏศิลป์ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง การปฏิบัติเบื้องต้น มาตรฐานที่ 3.1 เข้าใจ และ แสดงออกทางนาฏศิลป์อย่าง สร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึกความคิด อย่างอิสระ ชื่นชม และ ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 1. สร้างสรรค์การ เคลื่อนไหวและการ แสดงโดยเน้นการ ถ่ายทอดลีลาหรือ อารมณ์ 1.1 การประดิษฐ์ท่าทาง ประกอบเพลงปลุกใจหรือ เพลงพื้นเมืองหรือท้องถิ่น เน้นลีลาหรืออารมณ์ 1.1.1 การประดิษฐ์ ท่ารำเต้น 1.1.2 การออกแบบ การแต่งกาย 1.1.3 รำวง มาตรฐาน เพลง คืน เดือนหงาย และ เพลง ดวงจันทร์วัน เพ็ญ 1.1.4 ระบำไกรลาศ สำเริง 1.1.5 ฟ้อนแคน 1.1.6 ละคร สร้างสรรค์ 2. ออกแบบเครื่องแต่ง กาย หรืออุปกรณ์ ประกอบการแสดง อย่างง่าย ๆ 2.1 การออกแบบ สร้างสรรค์ - เครื่องแต่งกาย - อุปกรณ์ ฉาก ประกอบการแสดง 3. แสดงนาฏศิลป์และ ละครง่าย ๆ 3.1 การแสดงนาฏศิลป์และ การแสดงละคร - รำวงมาตรฐาน - ระบำ - ฟ้อน - ละครสร้างสรรค์ 4. บรรยายความรู้สึก ของตนเองที่มีต่องาน นาฏศิลป์และการละคร อย่างสร้างสรรค์ 4.1 บทบาทและหน้าที่ใน งานนาฏศิลป์และการละคร
228 มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง การปฏิบัติเบื้องต้น 5. แสดงความคิดเห็น ในการชมการแสดง 5.1 หลักการชมการแสดง - การวิเคราะห์ - ความรู้สึกชื่นชม 6. อธิบายความสัมพันธ์ ระหว่างนาฏศิลป์และ การละครกับสิ่งที่ ประสบใน ชีวิตประจำวัน 6.1 องค์ประกอบทาง นาฏศิลป์และการละคร มาตรฐานที่ 3.2 เข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็น มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและ สากล 1. อธิบายสิ่งที่มี ความสำคัญต่อการ แสดงนาฏศิลป์และการ ละคร 1.1 ความหมาย ความ เป็นมา ความสำคัญของ นาฏศิลป์และละคร - บุคคลสำคัญ - คุณค่า 2. ระบุประโยชน์ที่ ได้รับจากการแสดง หรือการชมการแสดง นาฏศิลป์และละคร 2.1 การแสดงนาฏศิลป์และ ละครในวันสำคัญของ โรงเรียน 8.2.1.14 การประดิษฐ์ท่ารำเต้น การแสดงนาฏศิลป์ มีหลากหลายประการซึ่งจะต้องนำมาพิจารณาประกอบ ได้แก่ ประเภท ของการแสดง ดนตรี บทร้อง เครื่องแต่งกาย อารมณ์ ความรู้สึก และการเคลื่อนไหวของผู้แสดง ทั้งนี้ เพื่อให้การประดิษฐ์ท่ารำมีความประณีต สวยงาม สื่อความหมายได้ชัดเจน การประดิษฐ์ท่ารำที่เป็นคู่ ผู้ประดิษฐ์จะต้องคำนึงถึงส่วนประกอบที่สำคัญ คือ จังหวะ ทำนองเพลง บทเพลง และเครื่องแต่งกาย ซึ่งส่วนแระกอบท่ารำเหล่านี้ ผู้ประดิษฐ์ท่ารำจำเป็นต้องนำมาหลอมรวมให้มีความเป็นเอกภาพ 1) การประดิษฐ์ท่ารำแนวอนุรักษ์ ส่วนมากจะใช้ท่ารำที่เป็นแบบแผนมาตั้งแต่ดั้งเดิม คือ เพลงเร็ว - เพลงช้า เพราะทุกท่ารำอยู่ในเพลงเร็ว - เพลงช้า 2) การประดิษฐ์ท่ารำแนวความคิดสร้างสรรค์ จะเป็นการประดิษฐ์ท่ารำขึ้นใหม่โดยได้ แนวคิดมาจากการรับอิทธิพลของต่างประเทศทั้งตะวันออกและตะวันตก รูปแบบการรำที่เป็นคู่ หมายถึง การรำเพียงสองคนแต่โบราณนิยมรำเบิกโรง คือ การแสดง ชุดสั้น ๆ ก่อนการแสดงละครในจังหวะ ทำนองเพลง บทร้อง มีความสำในการประดิษฐ์ท่ารำ ดังนี้ 1. ประดิษฐ์ท่ารำให้ตรงจังหวะเพลง 2. สำเนียงเพลงของชาติต่างภาษา 3. เพลงที่มีบทร้อง 3) เครื่องแต่งกาย เป็นองค์ประกอบสำคัญในการประดิษฐ์ ถ้ารำคู่ ควรจะอวดเครื่องแต่ง กายเพราะท่ารำจะงามต้องอาศัยเครื่องแต่งกายงามด้วย การประดิษฐ์ท่ารำที่เป็นหมู่ การรำที่ใช้ผู้แสดงมากกว่า 2 คน โดยนับเอาลักษณะของ จำนวนคน ส่วนระบำนั้นก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของรำหมู่เช่นเดียวกัน เช่น รำโคม รำพัด รำวง เป็นต้น นอกจากนั้นก็มีการแสดงพื้นเมืองของชาวบ้านก็ถือว่าเป็นการรำหมู่ ได้แก่ รำกลองยาว เซิ้งกระติบ
229 ข้าว ฟ้อนเล็บ เป็นต้น ข้อคำนึงในการประดิษฐ์ท่ารำที่เป็นหมู่ อาจารย์เฉลย ศุขะวณิช ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ให้แนวคิดไว้ ดังนี้ 1) การแปรแถว การแสดงนาฏศิลป์ไทยในสมัยโบราณไม่นิยมการแปรแถวให้หลากหลาย เหมือนในปัจจุบันนิยม 2) ท่ารำต้องสัมพันธ์กับเพลง การประดิษฐ์ท่ารำควรฟังก่อนแล้วจึงคิดท่ารำให้กลมกลืนกับ บทเพลง 3) ท่ารำเป็นหมู่คณะ การประดิษฐ์ท่ารำที่มีลักษณะการรำเป็นหมู่คณะ ใช้ผู้แสดงจำนวน มาก จะต้องคำนึงถึงความพร้อมเพรียงเป็นหลัก 4) ท่ารำที่มีบทร้อง การประดิษฐ์ที่มีท่ารำที่มีบทร้อง ยึดความหมายของบทเพลงเป็นหลัก ในการประดิษฐ์ท่ารำที่ถูกต้อง 5) ที่รำที่มีแต่ทำนองเพลง การประดิษฐ์ท่ารำที่ไม่มีบทร้องมีแต่ทำนองเพลงให้ยึดท่วงนำ นอง คึกคัก สนุกสนาน เป็นต้น 6) ท่ารำนาฏศิลป์พื้นเมือง การคิดประดิษฐ์ท่ารำนาฏศิลป์พื้นเมือง ต้องยึดหลักลีลาท่ารำ เฉพาะถิ่นทั้งสี่ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและ ภาคใต้ 7) ท่ารำต้องสอดคล้องกับรสนิยมการประดิษฐ์ท่ารำ ควรให้ตรงกับรสนิยมของสังคมในสมัย นั้น ๆ 8.2.1.15 การออกแบบการแต่งกาย ความสำคัญของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเพื่องานการแสดง คือ สามารถใช้เป็นข้อมูลด้านภาพ ในการอธิบายลายละเอียดของผลงานนั้น ๆ สู่ผู้ชม โดยผ่านสัญลักษณ์และองค์ประกอบของเครื่องแต่ง กายที่นักแสดงสวมใส่ ได้หลายด้าน เช่น แสดงถึงบุคลิกภาพของนักแสดง แสดงถึงสถานภาพของ นักแสดง แสดงถึงอาชีพของการแสดง แสดงถึงวัฒนธรรมของการแสดง แสดงถึงยุคสมัยในการแสดง แสดงถึงเหตุการณ์ในการแสดง และเป็นส่วนเสริมให้การเคลื่อนไหวในงานการแสดง เป็นต้น บทบาท เครื่องแต่งกายในการแสดงและลักษณะเครื่องมือและคุณสมบัติอุปกรณ์การตัดเย็บเครื่องแต่งกายไว้ ดังนี้ บทบาทเครื่องแต่งกายในการแสดง ความหมายของการออกแบบตกแต่งเครื่องแต่งกายในการ แสดง การออกแบบเครื่องแต่งกายเป็นการแสดงแบบตัวอย่างของเครื่องแต่งกายเพื่อใช้ในการแสดง ซึ่งแบบตัวอย่างของเครื่องแต่งกายจะแตกต่างกันไปตามแนวคิด และความคิดสร้างสรรค์ของนัก ออกแบบ โดยปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของแนวคิดสร้างสรรค์ คือ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และค่านิยมของผู้คนในแต่ละยุคสมัย ในแต่ละท้องถิ่น หรืออาจเป็นการออกแบบที่ดัดแปลง มาจากเครื่องแต่งกายซึ่งกำลังได้รับความนิยมอยู่ในสมัยนั้น ๆ หรือเคยได้รับความนิยมมาก่อนแล้วใน อดีต โดยเป็นการออกแบบที่อาศัยการวิเคราะห์ตีความ บทละคร ตัวละคร รวมทั้งยังต้องคำนึงถึง รูปแบบการแสดง รูปร่างของนักแสดง สถานที่ที่จะใช้แสดงและวัตถุประสงค์ในการนำเสนอการแสดง เป็นหลัก
230 ภาพที่ 217 การออกแบบเครื่องแต่งกาย ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) 8.2.1.16 การปฏิบัตินาฏศิลป์ ตารางที่ 60 ตัวอย่างกิจกรรมปฏิบัตินาฏศิลป์ กิจกรรม วิธีการ กิจกรรมที่ 18 รำวงมาตรฐาน เพลง คืนเดือนหงาย และ เพลงดวงจันทร์ วันเพ็ญ เพลง คืนเดือนหงาย คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร) ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท ท่ารำ ชายและหญิง ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง ความหมาย คืนเดือนหงาย มีลมพัดมาเย็นสบายใจ แต่ยังไม่สบายใจ เท่ากับการที่ได้ผูกมิตรกับผู้อื่น ที่ร่มเย็นไปทั่วทุกแห่งยิ่งกว่าน้ำฝนที่ โปรยลงมา คือการที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นเอกราช มีธงชาติไทย เป็นเอกลักษณ์ ทำให้ร่มเย็นทั่วไป เพลง คืนเดือนหงาย ยามกลางคืนเดือนหงาย เย็นพระพายโบกพริ้วปลิวมา เย็นอะไรก็ไม่เย็นจิต เท่าเย็นผูกมิตรไม่เบื่อระอา เย็นร่มธงไทยปกไปทั่วหล้า เย็นยิ่งน้ำฟ้ามาประพรมเอย ภาพที่ 218 การปฏิบัติท่ารำคืนเดือนหงาย ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ภาพที่ 218 การปฏิบัติท่ารำคืนเดือนหงาย ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) เพลง ดวงจันทร์วันเพ็ญ คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท ท่ารำ ชายและหญิง ท่าแขกเต้าเข้ารัง และ ผาลาเพียงไหล่ ความหมาย พระจันทร์เต็มดวงที่ลอยอยู่บนท้องฟ้านั้นช่างดูสวยงาม เพราะเป็นพระจันทร์ทรงกลด คือมีแสงเลื่อมกระจายออกรอบดวงจันทร์