85 คาถาไปล่อพระลอมา ปู่เจ้าสมิงพรายใช้ผีลงในไก่แก้วและบริวารแล้วใช้ให้ไปล่อพระลอมา ซึ่งพระลอ กับพี่เลี้ยงคือ นายแก้วและนายขวัญ กำลังเดินทางมาหาพระเพื่อน พระแพง เมื่อพระลอเห็นไก่แก้ว แล้วก็ตามจับ ไก่แก้วก็หนีแล้วล่อให้พระลอมาเมืองสรองในตอนนี้จะมีไก่แก้วและมีบริวารไก่ออกมารำ ในเพลงระบำไก่ ภาพที่ 70 พระลอ ตามไก่ ที่มา : https://shorturl.asia/D1M46 รูปแบบและลักษณะการแสดง ระบำไก่มี ลักษณะรูปแบบการแสดง 2 แบบ คือ 1) เป็นการแสดงประเภทระบำที่มี ลีลาท่ารำเลียนแบบกิริยาของไก่ ลักษณะ รูปแบบการแสดงเป็นระบำเบ็ดเตล็ด ชุด หนึ่งที่ใช้ในการแสดงในโอกาสต่าง ๆ 2) เป็นการแสดงประกอบการแสดง ละครเรื่องพระลอ โดยมีไก่แก้วและบริวาร ไก่ออกมารำรวมกันแล้วไก่แก้วก็เข้าไป หลอกล่อพระลอให้ไปหาพระเพื่อนพระแพง ลักษณะการรำก็จะเป็นการรำเลียนแบบ ท่าทางของไก่ เมื่อพระลอตามไก่แก้วแล้ว บรรดาบริวารไก่ก็จะบินเข้า เนื้อร้องและทำนอง ระบำไก่ เป็นพระราชนิพนธ์ของ สมเด็จ ฯ กรมพระนราธิปประพันธ์ พงศ์ ทรงนำบทละครเรื่องลิลิตพระลอมาสร้างและปรับปรุงเป็นบทละคร พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงบรรจุเพลงขับร้อง คำร้องคัดมาจากวรรณคดีเรื่อง ลิลิตพระลอ สันนิษฐานว่า อาจแต่งในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถหรือสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นตอน ที่ปู่เจ้าเขาเขียวสั่งให้ไก่แก้วไปล่อพระลอมาเพื่อให้พบกับพระเพื่อนพระแพง (กรมศิลปากร, 2525) เพลง ลาวจ้อย คำร้อง ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง ทำนอง ทำนองเก่า ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง ขับร้อง ณัฐวิภา มูลธรรมเกณฑ์ เพลงเกริ่น ปู่กระสันถึงไก่ ในไพรพฤกษ์ ปู่รำลึกถึงไก่ไก่ก็มา บ่ฮู้กี่คณากี่หมู่ ปู่เลือกไก่ตัวงาม ทรงทรามวัยทรามแรง เพลงลาวจ้อย สร้อยแสงแดงพระพราย ขนเขียวลายระยับ ปีกสลับเบญจรงค์ เลื่อมลายยงหงสะบาท ขอบตาชาดพะพริ้ง สิงคลิ้งหงอนพรายพรรณ ขานขันเสียงเอาแต่ใจ เดือยหงอนใสสีระรอง สองเท้าเทียมนพมาศ ปานฉลุชาดทารงค์
86 ปู่ก็ใช้ให้พี่ลง ผีก็ลงแก่ไก่ ไก่แก้วไซร้บ่มิกลัว ขุกผกหัวองอาจ ผาดผันตีปีกป้อง ร้องเรื่อยเฉื่อยฉาดฉาน เสียงขันขานแจ้วแจ้ว ปู่สั่งแล้วทุกประการ บ่มินานผาดโผนผยอง ลงโดยคลองคะนองบ่หึง ครั้นถับถึงพระเลืองลอ ยกคอขันขานร้อง ตีปีกป้องผายผัน ขันเรื่อยเจื้อยไจ้ไจ้ แล้วใช้ปีกไซ้หาง โฉมสำอางสำอาด ท้าวธผาดเห็นไก่ตระการ ภูบาลบานหฤทัย ความหมายของเนื้อเพลง ขนไก่งามสีแดงระเรื่องผสมสีเขียวมันระยับ ปีกของไก่สลับสี เบญจรงค์ (5 สี) งดงามด้วยลวดลายงดงาม ขอบตาสีแดงชาด มีหงอนสวยงาม ขันได้เพราะ มีเดือยสี เหลือง เท้าทั้งสองมีลวดลาย งดงามดังทองเนื้อแท้ มีลวดลายฉลุ ลงสีงดงาม ปู่เจ้าสมิงพรายสั่งให้ผีลง สิงไก่ ให้ไปล่อพระลอมา เครื่องดนตรีจากสื่อการสอนรายวิชานาฏศิลป์ เรื่องการแสดงนาฏศิลป์ไทย โชติการ สมพงษ์ กล่าวว่า ระบำไก่เป็นการแสดงประเภทระบำชุดหนึ่งในละครเรื่องพระลอ ตอน พระลอตาม ไก่ เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบระบำไก่ คือ วงปี่พาทย์เครื่องห้า ประกอบด้วย ปี่ใน ระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ กลองทัด ตะโพน และฉิ่ง การแต่งกาย สวมเสื้อคอกลมแขนสั้น นุ่งกางเกงขาสามส่วน สวมกรองคอ จี้นาง เข็มขัด ข้อมือ ข้อเท้า เกล้ามวย สวมเกี้ยวติดหัวไก่ ติดปีกและหาง ระบำที่ปรับปรุงมาจากการวรรณคดีไทย วิรมล อุปรมัย (วิมลศรี อุปรมัย, 2553) ยกตัวอย่างระบำบางตอนจากวรรณคดีไทย เช่น ระบำวานรพงศ์ และระบำอสุรพงศ์ ในวรรคดีเรื่องรามเกียรติ์ แต่ละชุดของระบำเหล่านี้เกิดจากความ ร่วมมือ ซึ่งปรมาจารย์ทางด้านนาฏศิลป์ได้ประดิษฐ์ คิดท่ารำจากคำร้องหรือบทประพันธ์ ซึ่ง คณาจารย์ฝ่ายดุริยางคศิลป์ได้บรรจุเพลงและขับร้อง ทดลองบทโดยการฝึกและจัดท่ารำให้งดงามตาม บท ฉะนั้น ระบำที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ จึงเข้ากับสภาพวะและเหตุการณ์ทั่วไป ทำให้ผู้ดูเข้าใจได้ง่ายขึ้น จึงได้รับการตอบรับและนิยมกันแพร่หลาย ซึ่งบุคลากรที่สนใจงานแสดงก็สามารถปฏิบัติเพื่อช่วย เผยแพร่ระบำปรับปรุงใหม่ได้ สุภาวดี โพธิเวชกุล (สุภาวดี โพธิเวชกุล, 2550) กล่าวว่าการนำเหตุการณ์ในวรรณคดีการ ละครเรื่องต่าง ๆ มาเป็นหัวข้อในการจัดการแสดง เช่น การแง่งอน การเกี้ยว เป็นต้น มาตั้งเป็นหัวข้อ ในการแสดงแต่ละครั้งแล้วสำรวจวรรณคดีการละครเรื่องนั้น ๆ ที่มีการดำเนินเรื่องตามเหตุการณ์ เหล่านี้ นำมาจัดการแสดงเป็นละครชุดขนาดสั้นหลายเรื่องแสดงต่อเนื่องกันไป โดยใช้เวลาการแสดง ละครแต่ละเรื่องตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง การนำตัวละครสำคัญในวรรณคดีการละครแต่ละ เรื่องมาเป็นชื่อในการแสดง แล้วจัดคัดเลือกเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตัวละครนั้น ๆ มาเรียบเรียง และ ประพันธ์บทหรือตัดตอนบทละครขึ้นใหม่เพื่อชี้แจงหรือกล่าวถึงบทบาทของตัวละครนั้น ๆ ให้ผู้ชม ทราบ
87 ระบำดอกบัว ประวัติความเป็นมา ระบำดอกบัว เป็นการแสดงชุดหนึ่งในวรรคดีไทยเรื่อง นางสิบสอง และพระรถ - เมรี ตอนหมู่นางรำ แสดงถวายท้าวรถสิทธิ์ ซึ่งกรมศิลปากรได้ปรับปรุงขึ้นแสดงให้ ประชาชนเมื่อ พ.ศ. 2500 เครื่องดนตรีและเพลงประกอบการแสดง ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้าไม้นวม หรือไม้แข็งก็ได้ ผู้ประพันธ์บทร้อง คือ อาจารย์มนตรี ตราโมท ใช้ทำนองเพลงสร้อยโอ้ลาวของเก่า เป็นการแสดงหมู่ ระบำดอกบัว เนื้อร้อง มนตรี ตราโมท ทำนอง เพลงสร้อยโอ้ลาวของเก่า เหล่าข้าคณาระบำ ร้องรำกันด้วยเริงร่า ฟ้อนส่ายให้พิศโสภา เป็นทีท่าเยื้องยาตรนาดกราย ด้วยจิตจงรักภักดี มิมีจะเหนื่อยแหนงหน่าย ขอมอบชีวิตและกาย ไว้ใต้เบื้องพระบาทยุคล เพื่อทรงเกษมสราญ และชื่นบานพระกมล ถวายฝ่ายฟ้อนอุบล ล้วนวิจิตรพิศอำไพ อันปทุมยอดผกา ทัศนาก็วิไล งามตระการบานหทัย หอมจรุงฟุ้งขจร คล้ายจะยวนเย้าภมร บินวะว่อนฟอนสุคันธ์ ภาพที่ 71 ระบำดอกบัว ที่มา : https://shorturl.asia/LQ0Yg ท่าประกอบเพลง เป็นการนำเอาภาษาท่า มาร่ายรำประกอบเพลงโดยให้สอดคล้อง กับเนื้อร้อง จังหวะ และทำนองเพลง ซึ่ง กระทำอย่างต่อเนื่องกัน ทำให้ดูสวยงาม แสดงออกถึงความสนุกสนานร่าเริง โดยใช้ การเคลื่อนไหวมือและลำตัวการแสดง ท่า ประกอบเพลงระบำดอกบัว ควรฝึกท่ารำ เป็นหมู่คณะจึงจะทำให้ดูสวยงาม อุปกรณ์ ที่ควรใช้ประกอบการแสดง คือ ดอกบัว หรือดอกบัวกระดาษ (สถาบัน ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2560) ระบำนางกอย ประวัติความเป็นมา ระบำนางกอยเป็นระบำประกอบการแสดงละครเรื่อง เงาะป่า บท พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นฉากแต่งงานของนาง ลำหับและฮเนา เป็นระบำของหญิงสาวชาวเงาะป่าเผ่าซาไก ที่แต่งตัวสวยงามออกมาช่วยเตรียมจัด งานแต่งงานของนางลำหับกับฮเนา ตามประเพณีของชนเผ่า ด้วยกระบวนท่ารำที่นาฏศิลปินได้
88 กำหนดให้ใช้กระบวนท่ารำของเพลงช้าและเพลงเร็วแบบย่อ มารำประกอบการแสดง การแสดชุดนี้ แสดงเป็นระบำเบ็ดเตล็ด โดย นางเฉลย ศุขะวณิช ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทยและศิลปิน แห่งชาติ ต่อมาในปี พ.ศ. 2537 แสดงประกอบการแสดงละครเรื่องเงาะป่าอีกหลายครั้ง ซึ่งเป็นการ แสดงของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร แต่งกายแบบห่มผ้าแถบสีเขียว นุ่งผ้าสีส้ม ไม่ท่าผิวสีดำ แต่งหน้าสวยงาม (รจนา สุนทรานนท์, 2551) ลักษณะและรูปแบบการแสดง เป็นระบำเบ็ดเตล็ดและประกอบการแสดงละครเรื่อง เงาะป่า ระบำชุดนี้ไม่ตีบทตามเนื้อร้อง แต่ใช้กระบวนท่ารำเพลงช้าและเพลงเร็วแบบย่อ ซึ่งฝึกหัดใน ชั้นเรียนรำประกอบการแสดง เพื่อเป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงในขณะที่ เรียนในระดับชั้นต้น ต่อมากรมศิลปากร ได้นำมาแสดงประกอบละครเรื่องเงาะป่า โดยมีการตีบท ประกอบการแสดงในเพลงช้า เนื้อร้อง ทำนองเพลงและดนตรีใช้วงปี่พาทย์บรรเลง เนื้อร้องเพลงระบำนางกอยใช้ ทำนองเพลงช้าและเพลงเร็ว ซึ่งมีเนื้อร้อง ดังนี้ ระบำนางกอย บทร้องระบำนางกอย ปี่พาทย์ทำเพลงช้า ยามชาย พระพายพัดมาระรวย สาวน้อยน้อยพลอยแต่งสวย จะไปช่วยงานวิวาห์ นำดอกไม้เต็มฝ่ามือ บ้างทัดบ้างถือยื้อแย่งไปมา กลิ่นของใครหอมฟุ้งขจร ขอดมเสียก่อนเถิดหล่อนจ๋า ดมดอกกลาดดาษดา น่าเสียดายที่สุดใจ เจ้าของดอกไม้ว่าอย่านะ ฉันไม่ละว่าใครใคร มาลักชมดมดอกไม้ จะว่าให้ได้อับอาย นางเงาะแก่จึงร้องไป ว่าอย่าให้มันมากมาย ขอเสียเถิดอย่าวุ่นวาย งามจะหายเหงื่อไคลย้อยเอย โอ้ เฮ เฮ เห่ เฮ เฮ ปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว ช้าหน่อยแม่นางกอยเอย อย่าทำใจน้อยน่าตาบูดบึ้ง ยิ้มเสียให้แฉ่งอย่าแสร้งมึนตึง ช้าหน่อยแม่นางกอยเอย ช้านิดแม่ชื่นจิตเอย อย่าใส่จริตกระตุ้งกระติ่ง ดอกไม้หอมกรุ่นฉุนหรือจะทิ้ง ช้านิดแม่ชื่นจิตเอย ช้าอืดแม่นางอืดเอย ตามกันเป็นยืดยักไหล่ฟ้อนรำ อย่าให้ช้านักจะเสียลำนำ ช้าอืดแม่นางอืดเอย ช้าไว้แม่ชื่นใจเอย ระวังอกไหล่อย่าให้ปะทะ จะเกิดรำคาญขี้คร้านเอะอะ ช้าไว้แม่ชื่นใจเอย ถึงแล้วแม่แก้วตาเอย เหนื่อยพักหรือจ๋าเหงื่อตกซิกซิก หยุดพักเสียทียังมีบทอีก ถึงแล้วแม่แก้วตาเอย ปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว
89 ระบำที่ปรับปรุงจากเหตุการณ์ สุภาวดี โพธิเวชกุล (สุภาวดี โพธิเวชกุล, 2550) การแสดงรำ ระบำที่มีเนื้อร้องตาม เหตุการณ์และโอกาสสำคัญ การแสดงประเภทนี้มีการนำเสนอที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับรำและระบำ นั่นเอง แต่กายแสดงประเภทนี้จะแตกต่างจากการแสดงระบำ เนื่องจากการแสดงระบำประเภทนี้ จะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ในการรำแต่ละครั้งอย่างชัดเจนว่าจะรำในงานอะไร ซึ่งเมื่อนำมาแสดงแล้ว จะไม่นิยมนำกลับมาแสดงซ้ำในอีกคราวต่อไป เนื่องจากเนื้อหาของเพลงไม่เป็นปัจจุบันเสียแล้ว และ การแสดงประเภทนี้มักจะต้องมีบทร้องและประกอบการแสดงทุกครั้ง ข้อสังเกตสำหรับการแสดงเบิก โรง มี 2 ประการ คือ ประการแรก การแสดงเบิกโรงด้วยการละเล่นได้หายไปจากการแสดงนาฏศิลป์ ของไทยโดยสิ้นเชิง จะมีการนำการละเล่นที่ปรากฏในอดีตมาแสดงบางชุดในงานของชุมชนอื่น ๆ แต่ ไม่ปรากฎว่ามีการนำมาเป็นชุดเบิกโรงในการแสดงนาฏศิลป์ทุกประเภท ประการที่สอง เรื่องชื่อชุด ของการแสดงเบิกโรงในทางนาฏศิลป์ไทยมีความเชื่อ และนิยมปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแต่อดีต ก็คือความ นิยมนำละครหรือระบำที่มีชื่อเป็นมงคลนำออกมาแสดงเป็นชุดแรกเสมอ เช่น พระคเณศร์ประทานพร ละครเรื่องสังข์ศิลป์ชัย เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะไม่นิยมนำการแสดงที่มีชื่อไม่เป็นมงคลมาเป็น การแสดงชุดแรกเป็นอันขาด เพราะเชื่อว่าจะไม่เป็นผลดีหรือจะเกิดสิ่งอัปมงคลกับการแสดงชุดต่อ ๆ ไปหรือในการแสดงครั้งนั้นได้การแสดงระบำที่มีเนื้อร้องตามเหตุการณ์และโอกาสสำคัญ เป็นการ แสดงที่พบได้บ่อยครั้งและมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามลักษณะของเหตุการณ์และโอกาสสำคัญตาม เนื้อร้อง รำถวายพระพร การรำถวายพระพรเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ศิลปะการรำถวาย พระพรจึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นการรำเทิดพระเกียรติ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งบูรพกษัตริ ยาธิราช ที่แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เชิดชูพระเกียรติคุณของพระราช วงศานุวงศ์ และอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกให้คุ้มครองทุกพระองค์ให้ทรงพระเจริญยิ่ง ยืนนาน (จิรายุ สะอาดแก้ว และกฤติยา ชูสงค์, 2550) ภาพที่ 72 รำถวายพระพร ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565)
90 ระบำที่ปรับปรุงแสดงความสัมพันธ์ระดับชาติ ระบำจีน – ไทยไมตรี ประวัติความเป็นมา ระบำจีน - ไทยไมตรีเป็นระบำที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2519 โดยรัฐบาล ไทยได้มอบหมายให้ นายรังสฤษด์ เชาวนศิริ อธิบดีกรมศิลปากร นำคณะนาฏศิลป์ไทยไปแลกเปลี่ยน ศิลปวัฒนธรรม ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดุริยางค์ไทย กรม ศิลปากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ประพันธ์บทร้องภาษาไทย และทำนอง เพลง ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย กรมศิลปากร ศิลปินแห่งชาติ สาขา ศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ไทย) เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ โดยมีลักษณะท่ารำเป็นท่ารำที่มีลีลาผสมผสาน กันระหว่างนาฏศิลป์ไทยกับนาฏศิลป์จีน ซึ่งต่อมาได้นำบทเพลงไปแปลเป็นภาษาจีน และเมื่อเดินทาง ไปแสดง ณ กรุงปักกิ่ง ในครั้งแรกนั้นได้มีศิลปินจีนช่วยแนะนำตกแต่งลีลาท่ารำ และเครื่องแต่งกายให้ เป็นแบบจีนมากขึ้น เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบในการแสดง ใช้เครื่องดนตรีวงปี่พาทย์เครื่องห้าหรือเครื่องคู่ เครื่องแต่งกาย ภาพที่ 73 ระบำจีน – ไทยไมตรี ที่มา : https://shorturl.asia/qr81c - การแต่งกายฝั่งไทย แต่งกายด้วยชุดไทย จักรี ห่มสไบ นุ่งผ้าจีบหน้านาง สวมใส่ เครื่องประดับสวยงาม - การแต่งกายฝั่งจีน ใส่ชุดผ้าแพรแขนยาว ขายาว เครื่องประดับใส่สร้อยและต่างหู ไข่มุก อุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดง ช่อดอกไม้ 1 ช่อ ระบำพม่า – ไทยอธิษฐาน ประวัติความเป็นมา ระบำพม่า – ไทยอธิษฐาน เป็นระบำที่ใช้เจริญสัมพันธไมตรีกับ ต่างประเทศ ซึ่ง ฯ พณ ฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้มีบัญชาให้กรมศิลปากรนำคณะ นาฏศิลป์ไทยไปเผยแพร่ในฐานะทูตวัฒนธรรม ณ สหภาพพม่า เมื่อ พ.ศ. 2498 นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดุริยางค์ไทย กรมศิลปากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ปี พุทธศักราช 2538 ประพันธ์บทร้องภาษาไทยและทำนองเพลง นายวิชิต มณไทวงศ์ เป็นผู้ถอดคำแปล เป็นภาษาพม่า ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย กรมศิลปากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ไทย) ปีพุทธศักราช 2538 และนางลมูล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญ นาฏศิลป์ไทยของกรมศิลปากร เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ โดยมีลักษณะท่ารำเป็นท่ารำที่มีลีลาผสมผสาน กันระหว่างนาฏศิลป์ไทยกับนาฏศิลป์พม่า รูปแบบและลักษณะการแสดง การแสดงระบำพม่า - ไทยอธิษฐาน เป็นระบำที่มี ความหมายแสดงให้เห็นถึงสัมพันธภาพอันดีงามระหว่างไทยกับพม่า ในท่วงท่างดงามตามบทร้องและ ทำนองเพลง ที่หมายถึงทั้งสองชาติจะรักกันดุจพี่น้องร่วมอุธรณ์ โดยยึดถือในพุทธศาสนาเป็นหนึ่ง เดียวกัน ลักษณะการแสดง เป็นการรำหมู่ ของผู้แสดงฝ่ายหญิง โดยแบ่งเป็นไทย และพม่า ฝ่ายละ 3
91 คน การรำแบ่งเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ได้ดังนี้ขั้นตอนที่ 1 รำออกตามทำนองเพลง ขั้นตอนที่ 2 รำตีบท ตามบทขับร้อง ขั้นตอนที่ 3 รำเข้าตามทำนองเพลง กระบวนท่ารำ กระบวนท่ารำมีลักษณะเป็นการรำตีบทตามคำร้อง โดยมีลีลาท่ารำแบบไทย และพม่า ในทำนองเพลงที่มีลักษณะแบบไทยและพม่า ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของคนไทยและคน พม่าที่มีความผูกพันธ์กันมาช้านาน รักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนพี่น้องร่วมกำเนิด ถึงจะอยู่กันคนละ ดินแดนแต่ก็พระพุทธศาสนายึดเหนี่ยวจิตใจคนทั้งสองชาติให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (เสาวลักษณ์ ยมะคุปต์, 2558) ดนตรีและเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง ใช้วงปี่พาทย์ไม้นวม เพลงที่ใช้ประกอบการ แสดง ได้แก่ รัวพม่า เพลงระบำพม่า-ไทยอธิษฐาน สองชั้น และชั้นเดียว ภาพที่ 74 ระบำไทย – พม่าอธิษฐาน ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=kBj_xsNITnE เครื่องแต่งกาย - พม่า แต่งกายด้วยชุดประจำชาติ ใส่ เสื้อแขนยาว สวมกระโปรงยาว ศีรษะ เกล้าเป็นมวยสูง มีผมห้อยยาวลงมา ข้างแก้ม ด้านขวา ประดับผมด้วยมุก และดอกไม้ ใส่เครื่องประดับมุก - ไทย แต่งกาย นุ่งกระโปรง จีบหน้า นาง ห่มสไบพลีททับด้วยผ้ากรองสีทอง ศีรษะ ทำผมเกล้าสูง ใส่เกี้ยว และ เครื่องประดับ จากระบำที่ปรับปรุงแสดงความสัมพันธ์ระดับชาติสรุปลักษณะของระบำประเภทนี้ มี จุดมุ่งหมายเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมร่วมกัน โดยคงความเป็นเอกลักษณ์ของ ศิลปะการแสดงของชาตินั้น ไว้ นำเสนอเพื่อความบันเทิง แสดงความสมัครสมานสามัคคีซึ่งกันและกัน ระบำที่ปรับปรุงจากสื่อการสอน ระบำที่ปรับปรุงจากสื่อการสอน ระบำประเภทนี้เป็นระบำประดิษฐ์และสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อ เป็นแนวทางสื่อนำสู่บทเรียน เหมาะสำหรับเด็ก ๆ เป็นระบำง่าย ๆ เพื่อเร้าความสนใจประกอบ บทเรียนต่าง ๆ ระบำไก่แจ้เรื่อง เพลงเด็กเตือนใจ ชุดเด็กน้อยฟ้อนรำ เพลงไก่แจ้ ไก่แจ้เอยหางฟู อ้าปากชูและร้องขับขาน เสียงเสนาะไพเราใดปาน สุขสราญน่ารักจริงเอย
92 ภาพที่ 75 ระบำไก่แจ้ ที่มา : https://shorturl.asia/VgKvx ระบำที่ปรับปรุงจากสื่อการสอน คือระบำที่สามารถนำมาถ่ายทอดเพื่อให้เกิดกระบวนการ เรียนรู้ และการเข้าใจที่ทุ่นแรงของการจัดการเรียนรู้ของผู้สอน และเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาของบทเรียน และบูรณาการกิจกรรมได้หลากหลาย ระบำที่ปรับปรุงจากพื้นบ้าน สำหรับระบำที่ปรับปรุงมาจากพื้นบ้านนี้ ในปัจจุบันถ้ามองในรูปแบบของการแสดง จัดได้ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงเฉพาะท้องถิ่นที่ออกมาในรูปแบบของการแสดงเป็นชุด โดยผู้ปรับปรุง หรือผู้ประดิษฐ์การแสงนั้น ๆ ยังคงเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไว้ เช่น การแต่งกาย ลีลาท่ารำ ดนตรี พื้นเมือง สำเนียงเพลงร้อง และรูปแบบวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ แต่สิ่งหนึ่งของระบำที่ปรับปรุง มาจากพื้นบ้าน มีความแตกต่างไปจากรูปแบบเดิมบางส่วน เช่น มีการนำลีลาท่ารำแบบนาฏศิลป์มา ผสมผสาน ปรับปรุง ประดิษฐ์ขึ้น เพื่อให้เกิดความสวยงามน่าชม แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ดังกล่าวไว้ (สุมิตร เทพวงษ์, 2548b) ตุ้มโฮม ฮักแพง เบิ่งแยงราชภัฏร้อยเอ็ด ประวัติความเป็นมา เป็นการประพันธ์เพลงประกอบการแสดง ในการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด โดยทำการแสดงครั้งแรกในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนำเสนอ ผลงานระดับชาติ ครั้งที่ 3 RERU ICET III : Innovative Local Development โดยประพันธ์คำร้อง และทำนองโดย นายชัชวาลย์ สร้อยกุดเรือ และนางสาวทิวาพร อรรคอำนวย อาจารย์ประจำ สาขาวิชาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ภายใต้วัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อเป็นการเชิดชูสถาบันและเผยแพร่มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดให้เป็นที่รู้จักของคน ทั่วไป 2) เพื่อร่วมเฉลิมฉลองการจัดตั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ครบรอบ 20 ปี การประพันธ์เพลงประกอบการแสดงชุดนี้ เป็นการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ทั้งการแต่งกาย ท่ารำ บทร้องและทำนองเพลง ได้รับความอนุเคราะห์สนับสนุนแต่ละด้าน ดังนี้ 1) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เฉลย ภูมิพันธ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ให้การ สนับสนุนงบประมาณ ควบคุมและดูแลกำกับติดตามการประพันธ์และการแสดงประกอบ 2) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สมประสงค์ เสนารัตน์ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราช ภัฏร้อยเอ็ด สนับสนุนอนุเคราะห์งบประมาณ
93 3) อาจารย์ราชันย์ เจริญแก่นทราย รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและศิลปวัฒนธรรม คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด สนับสนุนและควบคุมดูแลเครื่องการแต่งกาย 4) อาจารย์ ดร.บพิตร เค้าหัน ประธานสาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏร้อยเอ็ด สนับสนุนและเอื้อเฟื้อดูแลการฝึกซ้อม 5) อาจารย์ชัชวาลย์ สร้อยกุดเรือ อาจารย์ประจำสาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ประพันธ์และเรียบเรียงเพลงประกอบการแสดง 6) อาจารย์ทิวาพร อรรคอำนวย อาจารย์ประจำสาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ประดิษฐ์ท่ารำ และเครื่องแต่งกาย 7) นักศึกษาสาขาวิชาดนตรีศึกษาและนักศึกษาชมรมดนตรีและศิลปะการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ได้ร่วมบรรเลงและแสดง การแต่งกาย นักแสดงใช้ผู้หญิงและผู้ชาย โดยแบ่งลักษณะการแต่งกาย ภาพที่ 76 ตุ้มโฮม ฮักแพง เบิ่งแยงราชภัฏร้อยเอ็ด ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) - ผู้ชาย สวมเสื้อแขนยาวสีดอกมันปลา ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัย สวมโสร่งและผู้ เอวด้วยผ้าบุญจังหวัดร้อยเอ็ด - ผู้หญิง สวมเสื้อแขนสั้นระบายสีเหลือง ห่ม ผ้าบุญร้อยเอ็ด สวมผ้าซิ่นสาเกตนคร ทัดผม ด้วยดอกมันปลา เพลงและรูปแบบการแสดง การแสดงเป็นในรูปแบบร่วมสมัย ช่วงแรกเป็นการบรรเลง เปียโน รับด้วยวงซิมโฟนี และนักร้องประสานเสียงรับ วงแคนและวงดนตรีพื้นบ้านบรรเลงร่วมกับวง ดนตรีสากล การร้องทำนองเพลงสาละวัน ซึ่งมีวงคลอรัสร่วมขับร้อง เนื้อเพลง ตุ้มโฮม ฮักแพง เบิ่งแยงราชภัฏร้อยเอ็ด อ่อน ๆ เด้อแก้มเจ้าอ่อน ๆ มาสะออนบ่อนสถาน การศึกษาคู่เมืองบ้าน ราชภัฏร้อยเอ็ดตั้งได้สานสร้าง ก่อมา คำเอ้ย เฮาต่างคนมาเรียนรู้ นำคุณครูผู้สอนสั่ง เอาศรัทธาเป็นที่ตั้ง เอาแฮงใจเป็นที่ตั้งนำฝันสร้าง กันต่อไป สุขใจ ๆ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เฮากราบไหว้ พระนาคปรกเมืองไพร ศูนย์รวมใจเฮาทุกผู้ กราบขอพรนำไปสู่สำเร็จได้ แม่นดั่งหมาย คำเอ้ย ๆ มื้อนี้น้อพวกเฮาได้ เฉลิมฉลองงานยิ่งใหญ่ 20 ปี ดำเนินได้ สืบสานสร้างก่อมา บัดนี้ ขอเชิญชวนมาเด้อไท้ ตุ้มพี่น้องมาโฮมใจ
94 บ้านของเฮาอันยิ่งใหญ่ ราชภัฏก้องเกริกไกรมหาวิทยาลัยนี่ล่ะท่าน ผู้ปั้นความฝันให้คนสำเร็จมาเนิ่นนาน สมดั่งคำขวัญคนของราชาข้าของแผ่นดิน จะเห็นได้ว่าประเภทของนาฏศิลป์ประกอบด้วย โขน ละคร รำ ระบำ และยังมีอีกประเภท ของนาฏศิลป์ คือ การแสดงพื้นเมือง ซึ่งจะอธิบายในบทถัดไปเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจและเห็นภาพประเภท และองค์ประกอบของการแสดงพื้นเมืองทางนาฏศิลป์ต่อไป สรุป ประเภทของนาฏศิลป์ มีรูปแบบการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นผ่านกระบวนการปรับปรน จน กลายเป็นศิลปะที่เป็นรูปแบบรวมศาสตร์และศิลป์ ที่เรียกว่า ศิลปะแห่งการละคร โขน รำ ระบำ โขน โขนได้รับอิทธิพลด้านศิลปะการแสดงมาจากการแสดงหนังใหญ่ในด้านการเต้นของคนเชิด หนัง และการพากษ์และเจรจา ได้ศิลปะการต่อสู้จากการเล่นกระบี่กระบอง และนำศิลปะการแบ่งฝ่าย การเล่นและศิลปะการแสดงแต่งกายมาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ ในการแสดงโขน แบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ยักษ์ ลิง มนุษย์และเทวดา ผู้แสดงแต่ละฝ่ายแต่งตัวยืนเครื่อง วิวัฒนาการของโขนแบ่ง ออกเป็น 5 ประเภท คือ 1. โขนกลางแปลง แสดงบนพื้นสนาม ไม่มีเวทีใช้ธรรมชาติเป็นฉาก นิยมแสดงตอนยกทัพ และการรบ ดำเนินเรื่องด้วยการพากย์และเจรจา ไม่มีการขับร้อง 2. โขนโรงนอก หรือโขนนั่งราว ใช้ราวไม้พาดแทนเตียง ดำเนินเรื่องด้วยการแสดงท่าทาง ประกอบคำพากย์และเจรจา ไม่มีบทร้อง 3. โขนหน้าจอ วิวัฒนาการมาจากการเล่นหนังใหญ่ ต่อมาใช้ตัวโขนแสดงสลับกับการเชิด หนังใหญ่ ดำเนินเรื่องด้วยท่าทาง บทพากย์และเจรจา ไม่มีบทร้อง แสดงบนเวทีด้านหลังเป็นจอหนัง ใหญ่เจาะเป็นช่องประตูเข้าออกด้านข้าง 4. โขนโรงใน วิวัฒนาการมาจากการแสดงละครใน นำเข้ามาผสมผสานกับการแสดงโขน มี การปรับปรุงศิลปะการร่ายรำมาผสมกับท่าเต้นของโขน ดำเนินเรื่องด้วยการแสดงท่าทางประกอบเนื้อ ร้องตามเนื้อเรื่อง มีบทขับร้องเหมือนละครใน แสดงบนเวที ใช้ฉากตกแต่งเหมือนละครใน 5. โขนฉาก มีการสร้างฉากประกอบ ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 วิธีการแสดงเป็นการ ผสมผสานระหว่างโขนโรงในกับละครใน มีบทพากย์ เจรจา และขับร้องประกอบการเต้นและร่ายรำ มี การเปลี่ยนฉากตามท้องเรื่อง ละคร ละครไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. ละครรำแบบดั้งเดิม เป็นละครที่ใช้ศิลปะการร่ายรำในการดำเนินเรื่อง ประกอบด้วย 1.1 ละครชาตรี เป็นละครที่เก่าแก่และเป็นต้นฉบับของละครชนิดอื่น เดิมใช้ผู้แสดงแค่ 3 คน คือ นายโรง ตัวนาง และตัวจำอวด ใช้ผู้ชายแสดงล้วน นิยมแสดงเรื่อง พระสุธน – มโนราห์ ใช้วง ปี่พาทย์บรรเลงประกอบการแสดง ปัจจุบันแสดงได้ทั้งชายและหญิง 1.2 ละครนอก มีการดำเนินเรื่องรวดเร็ว ตลก ขบขัน ไม่ยึดถือระเบียบประเพณี ใช้ถ้อยคำ สามัญชนในการดำเนินเรื่อง สมัยโบราณใช้ผู้ชายแสดงล้วน ปัจจุบันแสดงได้ทั้งชายและหญิง ดนตรีใช้ วงปี่พาทย์เครื่องห้าบรรเลงประกอบการแสดง การแต่งกายในสมัยโบราณแต่งแบบสามัญชนธรรมดา
95 ปัจจุบันแต่งแบบละครในที่เรียกว่า ยืนเครื่อง เรื่องที่ใช้แสดง แสดงได้ทุกเรื่อง ยกเว้น 3 เรื่อง คือ รามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุท 1.3 ละครใน เป็นละครที่มุ่งเน้นความงามของศิลปะการร่ายรำ การขับร้องที่ไพเราะ การ ดำเนินเรื่องยึดแบบแผนและจารีตประเพณี เดิมผู้แสดงใช้ผู้หญิงแสดงล้วน ต่อมาแสดงได้ทั้งชายและ หญิง ดนตรีใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้าบรรเลงประกอบการแสดง การแต่งกายแบบยืนเครื่อง เรื่องที่แสดง ได้แก่ รามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุท 2. ละครรำที่ปรับปรุงขึ้นใหม่คือ ละครที่ใช้ศิลปะการแสดง การร่ายรำในการดำเนินเรื่อง โดยมีการปรับปรุงวิธีการแสดงใหม่ ประกอบด้วย 2.1 ละครพันทาง เป็นละครผสม กล่าวคือ ใช้ท่ารำที่ดัดแปลงมาจากชาติอื่น ๆ มาผสมกับ ท่ารำไทย และท่าที่เป็นธรรมชาติของสามัญชน ใช้ผู้ชายและผู้หญิงแสดงตามบทบาทตัวละคร ใช้วงปี่ พาทยไม้นวมบรรเลงประกอบการแสดง การแต่งกายแต่งตามลักษณะเชื้อชาติ เช่น ถ้าแสดงเกี่ยวกับ เรื่องมอญ ก็จะแต่งแบบมอญ เรื่องที่แสดง ดัดแปลงมาจากบทละครนอก ได้แก่ พระอภัยมณี หรือ เรื่องที่แต่งขึ้นตามพงศาวดารไทยและชาติอื่น ๆ เช่น สามก๊ก ราชาธิราช พระลอ เป็นต้น การแสดง บทเวทีมีการจัดฉากไปตามมท้องเรื่อง 2.2 ละครดึกดำบรรพ์ นำรูปแบบละครโอเปร่าของยุโรปมาทำเป็นแบบละครโอเปร่าแบบ ไทย และตั้งชื่อว่าละครดึกดำบรรพ์ตามชื่อโรงละคร ลักษณะการแสดง ใช้ผู้แสดงหญิงล้วน และ จะต้องมีผู้ที่มีเสียงดี ร้องเพราะ รูปร่างสวยและรำสวย เพราะผู้แสดงจะต้องร้องเองและรำเอง เป็น ละครชนิดแรกที่มีการจัดฉากและแสง สี เสียง ประกอบการแสดง ใช้วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์บรรเลง ประกอบการแสดง การแต่งกายยืนเครื่องพระ นาง 2.3 ละครเสภา มีลักษณะการแสดงคล้ายละครนอก มีการขับเสภาแทรกอยู่ ก่อนจะเกิดมี ละครเสภาพมีการขับเสภาที่เป็นเรื่องราวหรือนิทานมาก่อน ผู้แสดงแสดงได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ใช้วง ปี่พาทย์เครื่องห้าบรรเลงประกอบการแสดง มีกรับขยับประกอบการขับเสภา การแต่งกายตาม ท้องเรื่องคล้ายละครพันทาง เรื่องที่นิยมแสดงมักนำมาจากนิทานพื้นบ้าน เช่น พระอภัยมณี ขุนช้าง ขุนแผน ไกรทอง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีละครที่ปรับปรุงขึ้นมาใหม่ ที่นำแบบแผนละครตะวันตกมาสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ประกอบด้วย 1. ละครร้อง เป็นละครที่ใช้การร้องเป็นหลักในการดำเนินเรื่อง ไม่มีการรำ แต่ใช้ท่าทาง หรือกิริยาอาการแบบสามัญชนทั่วไป เดิมใช้ผู้หญิงแสดงล้วน ต่อมาแสดงได้ทั้งชายและหญิง มีการ เปลี่ยนฉากตามท้องเรื่อง เรื่องที่นิยมแสดง ได้แก่ สาวเครือฟ้า ตุ๊กตายอดรัก เป็นต้น 2. ละครพูด ดำเนินเรื่องด้วยการพูด ใช้ท่าทางธรรมชาติ ไม่มีดนตรีประกอบ เดิมทีใช้ ผู้หญิงแสดงล้วน ต่อมาแสดงได้ทั้งชายและหญิง มีการเปลี่ยนฉากตามท้องเรื่อง แบ่งออกเป็น 2.1 ละครพูดร้อยแก้ ได้แก่เรื่อง หัวใจนักรบ 2.2 ละครพูดคำกลอน ได้แก่เรื่อง เวนิสวานิช 2.3 ละครพูดคำฉัน ได้แก่เรื่อง มัทนพาธา 3. ละครสังคีต เป็นละครที่ดำเนินเรื่องด้วยบทพูดและบทร้อง จะตัดส่วนหนึ่งส่วนใดออก ไม่ได้ เดิมใช้ผู้ชายแสดงล้วน ต่อมาแสดงได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง การแต่งกายตามสมัยนิยม ใช้วงปี่ พาทย์หรือวงดนตรีสากลตามเนื้อเรื่อง อาทิวิวาห์พระสมุทร หนามยอกเอาหนามบ่ง เป็นต้น รำ
96 รำ หมายถึง การแสดงที่มุ่งความงามของการร่ายรำ จะมีบทร้องหรือไม่มีก็ได้ จุดมุ่งหมาย ของการร่ายรำเป็นการแสดงความสามารถในการรำ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. รำเดี่ยว ใช้ผู้แสดงคนเดียว แสดงถึงความสามารถของผู้รำ เครื่องแต่งกายที่งดงาม รำ เดี่ยวมักนิยมใช้เป็นชุดเบิกโรง ใช้แสดงสลับฉาก หรือใช้แสดงในโอกาสต่าง ๆ เช่น รำฉุยฉายพราหมณ์ รำฉุยฉายทศกัณฑ์ลงสวน รำฉุยฉายวันทอง รำมโนราห์บูชายัญ เป็นต้น 2. รำคู่ เป็นการรำที่ใช้ผู้แสดง 2 คน ลักษณะการรำคู่ มี 2 ประเภท คือ 2.1 การรำคู่เชิงศิลปะการต่อสู้ เป็นการรำที่ไม่มีบทร้อง ผู้รำทั้งคู่ต้องมีท่ารำที่สัมพันธ์กัน อย่างดีในเชิงศิลปะการต่อสู้ที่หวาดเสียวสวยงามในทางนาฏศิลป์ มักนิยมใช้แสดงสลับฉากหรือแสดง ในโอกาสต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ได้แก่ รำกระบี่กระบอง รำดาบสองมือ รำทวน รำโล่ รำดาบ รำ กริช เป็นต้น 2.2 การรำคู่ชุดสวยงาม เป็นการร่ายรำตามบทร้อง มุ่งเน้นลีลาท่ารำตลอดชุดการแสดง เช่น รจนาเสี่ยงพวงมาลัย หนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา หนุมานจับนางเบญจกาย รามสูรเมขลา พระรามตามกวาง รสเสนจับม้า รำประเลง รำดอกไม้เงินทอง เป็นต้น 3. รำหมู่ เป็นการแสดงที่ใช้ผู้แสดงมากกว่า 2 คนขึ้นไป มุ่งเน้นความงามของท่ารำและ ความพร้อมเพียงของผู้แสดง เช่น รำพัด รำซัดชาตรี เป็นต้น ระบำ ระบำ หมายถึง ศิลปะการแสดงที่แสดงพร้อมกันเป็นหมู่เป็นชุด ไม่มีการดำเนินเรื่องราว มุ่งเน้นความสวยงาม ความพร้อมเพรียง ระบำแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. ระบำมาตรฐาน เป็นระบำที่ปรมาจารย์ทางนาฏศิลป์ได้คิดประดิษฐ์ท่ารำขึ้น ลักษณะ การแต่งกายยืนเครื่องพระ นาง เช่น ระบำดาวดึงส์ ระบำสี่บท ระบำกฤดาภินิหาร ระบำเทพบันเทิง ระบำย่องหงิด 2. ระบำที่ปรับปรุงขึ้นมาใหม่ เป็นระบำที่มีการปรับปรุงขึ้นใหม่ มีลักษณะท่ารำไม่ตายตัว สามารถเปลี่ยนแปลงท่ารำได้ตามความสามารถของผู้แสดง และโอกาสที่นำการแสดงไปใช้ ระบำที่ ปรับปรุงขึ้นมาใหม่ แบ่งเป็น 5 ประเภท ได้แก่ 2.1 ระบำที่ปรับปรุงจากระบำมาตรฐาน คือการนำระบำแบบมาตรฐานมาปรับปรุงเพื่อ ความเหมาะสมหรือปรับบางสิ่งบางอย่างให้ดูสวยงามมากขึ้น เช่น การแปรแถว เป็นต้น 2.2 ระบำที่ปรับปรุงจากท่าทางของสัตว์เป็นระบำที่ประดิษฐ์ขึ้นตามการเลียนแบบท่าทาง ของสัตว์ เช่น ระบำมยุราภิรมย์ หรือระบำนกยูง ระบมามฤคเริง (ระบำกวาง) ระบำอัศวลีลา (ระบำ ม้า) เป็นต้น 2.3 ระบำที่ปรับปรุงตามเหตุการณ์คือ ระบำที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ในโอกาสที่เหมาสะม เช่น ระบำนพรัตน์ ระบำจีนไทยไมตรี ระบำดอกบัว ระบำชุมนุมเผ่าไทย เป็นต้น 2.4 ระบำที่ปรับปรุงจากโบราณสถานและพื้นบ้าน เป็นระบำที่คิดประดิษฐ์หลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ เช่น ระบำโบราณคดี เป็นต้น ส่วนระบำที่ปรับปรุงจากพื้นบ้าน เป็นระบำจากแนว ความเป็นอยู่ของคนพื้นบ้าน การทำมาหากิน ขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละท้องถิ่น เช่น ระบำ ร่อนแร่ ระบำเก็บใบชา ระบำชาวนา เป็นต้น 2.5 ระบำที่ปรับปรุงเพื่อนำมาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน เป็นระบำที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อ กระตุ้นความสนใจของผู้เรียน ประกอบบบทเรียน เช่น ระบำสูตรคูณ ระบำวรรณยุกต์ เป็นต้น
97 คำถามท้ายบท 1. จงอธิบายประเภทของนาฏศิลป์ 2. จงอธิบายและวิเคราะห์ประเภทของนาฏศิลป์ 3. จงยกตัวอย่างและวิเคราะห์คุณค่าของนาฏศิลป์ เอกสารอ้างอิง จิรายุ สะอาดแก้ว ศราวรรณ จันทร์แสง และกฤติยา ชูสงค์. (2563). เมลขาทรงเครื่อง. การประชุม วิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 9 ม.อ.ตรัง วิจัย ประจำปี 2563 สาขาศิลปะการแสดงและการ จัดการ (หน้า 75-88). ตรัง: คณะพาณิชยศาสตร์และการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง. ฉวีวรรณ กินาวงศ์. (2526). การศึกษาเด็ก. กรุงเทพมหานคร: พิมพ์เนตร. ถวัลย์ มาศจรัส และวรรณี สมานสารกิจ. (2547). เอกสารที่ใช้ในการประเมินผลการสอนรายวิชา นาฏศิลป์ไทย. กรุงเทพ ฯ : ธารอักษร. ธนิต อยู่โพธิ์. (2511). เข้าถึงได้จาก กรมศิลปากร: https://shorturl.asia/a3kCc นิตยา จามรมาน และคณะ. (2525). คู่มือครูศิลปกรรม ฟ้อนรำ 1 ศ 0225. กรุงเทพ ฯ : คุรุสภา ลาดพร้าว. บวรนรรฏ อัญญะโพธิ์. (2560). นาฏยหอกซัด. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ปีที่ 8(2), 217-226. ประดิษฐ์ อินทนิล. (2536). กรุงเทพ ฯ : สุวีริยาสาส์น. พจน์มาลย์ สมรรคบุตร. (2546). แนวคิดการประดิษฐ์ท่ารำเซิ้ง. อุดรธานี: สำนักส่งเสริมวิชาการ สถาบันราชภัฏอุดรธานี. พูนพิศ อมาตยกุล. (2555). ดนตรีอาศรมวิทยา เรื่อง สุนทรียศาสตร์กับงานศิลปะการแสดงและเพลง ดนตรี. กรุงเทพ ฯ : เอกสารที่ใช้ในการประเมินผลการสอนรายวิชารายวิชาสัมมนาดนตรี วิทยา: เรื่องความรู้จากอาศรมดนตรีวิทยา. มนตรี ตราโมท. (2516). ดนตรีและขับร้องประกอบการแสดงละคอนรำ. กรุงเทพ ฯ : ศิวพร. มาลินี ดิลกวณิช. (2543). ระบำและละครในเอเชีย. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์. รจนา สุนทรานนท์. (2548). หลักสูตรนาฏศิลป์และการละครไทย. กรุงเทพ ฯ : อักษรเจริญทัศน์. เรณู โกศินานนท์. (2535). รำไทย (ฉบับปรับปรุงใหม่). กรุงเทพ ฯ : องค์การค้าของคุรุสภา. วิมลศรี อุปรมัย. (2553). นาฏกรรมการละคร. กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วีณา วีสเพ็ญ. (2549). วรรณคดีการละคร. มหาสารคาม: ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ศักดา ปั่นเหน่งเพ็ชร. (2517). คุณค่าเชิงวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน. กรุงเทพ ฯ : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. (2519). เข้าถึงได้จาก https://shorturl.asia/nqAkf สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2546). ร้องรำทำเพลง : ดนตรีและนาฏศิลป์ชาวสยาม. กรุงเทพ ฯ : พิฆเณศ พริ้นติ้ง. สุภาวดี โพธิเวชกุล. (2552). เอกสารคำสอนรายวิชารำเดี่ยวและรำคู่(ตัวพระ). กรุงเทพ ฯ : มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.
98 สุมิตร เทพวงษ์. (2548). นาฏศิลป์ไทย. กรุงเทพ ฯ : โอเดียนสโตร์. อมรา กล่ำเจริญ. (2542). สุนทรียนาฏศิลป์ไทย. กรุงเทพ ฯ : โอเดียนสโตร์. อาภรณ์ มนตรีศาสตร์ และจาตุรงค์ มนตรีศาสตร์. (2525). นาฏศิลป์เพื่อการศึกษาเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา.
แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 3 ที่มาของเพลง จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนแล้ว นักศึกษาในรายวิชาจะสามารถ : 1. อธิบายความหมายและความเป็นมาของนาฏศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับที่มาของเพลง และเพลง ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน สังคม สิ่งแวดล้อม ชุมชน 2. วิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบ ประเภท และความสัมพันธ์ของเพลงกับศาสตร์อื่น ๆ 3. แก้ปัญหาและเสนอแนวทางผ่านกระบวนการกลุ่มและการสื่อสารอย่างมีสุนทรียะ สนทนาผ่านความรับผิดชอบตนเองและเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน 4. ประยุกต์ใช้ความรู้จากเพลงนาฏศิลป์และออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนา และแก้ปัญหาผู้เรียนในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5. ปฏิบัติและสร้างสรรค์นวัตกรรมทางนาฏศิลป์ได้เหมาะสมโดยใช้หลักการของหลักฐาน เชิงประจักษ์ เนื้อหาสาระการเรียนรู้ 1. ที่มาของเพลง 2. ดนตรีและเพลงประกอบการแสดงนาฏศิลป์ บทสรุป แบบฝึกหัดบท เอกสารอ้างอิง กิจกรรมการเรียนการสอน สัปดาห์ที่ 1 (4 ชั่วโมง) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1) ปฐมนิเทศนักศึกษา และสร้างข้อตกลงร่วมกันในกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชา นาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครู 2) ชี้แจงภาพรวมของแผนบริหารการสอน เนื้อหา รูปแบบการเรียนการสอน การวัด และประเมินผล รูปแบบเกณฑ์การให้คะแนน ขั้นสอน 1) ทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นของนาฏศิลป์ 2) ยกตัวอย่างประเด็นเนื้อหา ร่วมกันอธิบายและสรุปเนื้อหาสาระสำคัญในหัวข้อ ที่มา ของเพลงประกอบการชมคลิปวิดีโอการแสดงนาฏศิลป์ 3) นักศึกษาร่วมกันอภิปรายที่มาของเพลง 4) นักศึกษาและผู้สอนร่วมกันสรุปบทเรียน 5) ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันแลกเปลี่ยน ซักถามในประเด็นที่ยังไม่เข้าใจ
100 สื่อการเรียนการสอน 1. นำเสนอด้วย Power Point เรื่อง ที่มาของเพลง 2. คลิปวิดีโอการแสดงนาฏศิลป์ 3. เอกสารประกอบการเรียนการสอน “ที่มาของเพลง” แหล่งการเรียนรู้ 1. สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 2. เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่น่าเชื่อถือ การวัดและประเมินผลประจำบทเรียน จุดประสงค์ เนื้อหา วิธีการจัดการสอน/ ประสบการณ์การเรียนรู้ วิธีการวัดผลลัพธ์การ เรียนรู้ 1. อธิบายความหมาย ที่มา ประวัติความเป็นมาของ นาฏศิลป์ ที่มาและความหมาย ของนาฏศิลป์ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน (ประเมินผลงานที่ได้รับ มอบหมายรายบุคคล) 2. ระบุและอธิบายความ เข้าใจในที่มาของเพลง 1. ที่มาของเพลง 2. ดนตรีและเพลง ประกอบการแสดง นาฏศิลป์ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา, การฝึกเขียนรายงานและ บทความเชิงเปรียบเทียบ การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน (ประเมินผลงานโดย เพื่อนและอาจารย์) 3. วิเคราะห์องค์ประกอบที่ เกี่ยวข้องกับที่มาของเพลง และเชื่อมโยงกับการดำเนิน ชีวิตและศิลปวัฒนธรรม 1. ที่มาของเพลง 2. ดนตรีและเพลง ประกอบการแสดง นาฏศิลป์ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน 4. รับผิดชอบต่อตนเอง และงานที่ได้รับมอบหมาย 1. ที่มาของเพลง 2. ดนตรีและเพลง ประกอบการแสดง นาฏศิลป์ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา, การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน (ประเมินผลงานโดย เพื่อนและอาจารย์)
บทที่ 3 ที่มาของเพลง เพลงเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในการแสดงนาฏศิลป์ไทย ที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ ของชาติไทย ดนตรี เพลง และการขับร้องเพลงไทยสำหรับประกอบการแสดง สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงนาฏศิลป์ไทย และเพลงไทยสำหรับประกอบการแสดงนาฏศิลป์ ไทย ดังนี้ 3.1 ดนตรีและเพลงที่ใช้ประกอบการแสดงนาฏศิลป์ 3.1.1 ดนตรีประกอบการแสดงโขน - ละคร ดนตรีประกอบการแสดงโขน ละคร ใช้วงปี่พาทย์ ซึ่งมีขนาดของวงเป็นแบบวงประเภทใด นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของการแสดงนั้น ๆ ด้วย เช่น การแสดงโขนนั่งราว ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า 2 วง การแสดงละครในอาจใช้วงปี่พาทย์เครื่องคู่ หรือการแสดงละครดึกดำบรรพ์ต้องใช้วงปี่พาทย์ดึกดำ บรรพ์ เป็นต้น 3.1.2 ดนตรีประกอบการแสดงรำและระบำมาตรฐาน การแสดงรำและระบำเป็นชุดการแสดงที่เรียกว่า รำมาตรฐานและระบำมาตรฐานนั้น เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง จะใช้วงปี่พาทย์บรรเลง อาจมีการนำเครื่องดนตรีบางชนิดเข้ามา ประกอบตามลักษณะความจำเป็นของการแสดง เช่น ระบำกฤดาภินิหาร อาจนำเครื่องดนตรี ขิมหรือ ซอด้วง มาบรรเลงช่วงท้ายของการรำที่เป็นเพลงเชิดจีน เป็นต้น 3.1.3 ดนตรีประกอบการแสดงพื้นเมือง ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงพื้นเมืองภาคต่าง ๆ ของไทย จะเป็นดนตรีพื้นบ้าน ซึ่งนับเป็น เอกลักษณ์ที่มีคุณค่าของแต่ละภูมิภาค ได้แก่ 1) ดนตรีพื้นบ้านภาคเหนือ มีเครื่องดนตรี เช่น พิณเปี๊ยะ ซึง สะล้อ ปี่แน ปี่กลาง ปี่ก้อย ปี่ ตัด ปี่เล็ก ป้าดไม้ (ระนาดไม้) ป้าดเหล็ก (ระนาดเอกเหล็ก) ป้าดฆ้อง (ฆ้องวงใหญ่) ฆ้องหุ่ย ฆ้องเหม่ง กลองหลวง กลองแดว กลองปูเจ่ กลองปูจา กลองสะบัดชัย กลองมองเซิง กลองเต่งทิ้ง กลองม่าน และกลองตะโล้ดโป้ด เมื่อนำมารวมเป็นวง จะได้วงต่าง ๆ คือ วงสะล้อ ซอ ซึง วงปูเจ่ วงกลองแอว วง กลองม่าน วงปี่จุม วงเต่งทิ้ง วงกลองปูจา และวงกลองสะบัดชัย 2) ดนตรีพื้นเมืองภาคกลาง เป็นเครื่องดนตรีประเภทกับวงตรีหลักของไทย คือ วงปี่พาทย์ และเครื่องสาย ซึ่งลักษณะในการนำมาใช้อาจนำมาเป็นบางส่วนหรือบางประเภท เช่น กลองตะโพน และเครื่องประกอบจังหวะนำมาใช้ในการเล่นเพลงอีแซว เพลงเกี่ยวข้าว กลองรำมะนาใช้เล่นเพลงลำ ตัด กลองยาวใช้เล่นรำเถิดเทิง กลองโทนใช้เล่นรำวงและรำโทน ส่วนเครื่องเดินทำนองก็นิยมใช้ระนาด ซอ หรือ ปี่ เป็นต้น 3) ดนตรีพื้นเมืองภาคอีสาน มีเครื่องดนตรีที่สำคัญ ได้แก่ พิณ อาจเรียกต่างกันไปตาม ท้องถิ่น เช่น ซุง หมากจับปี่ หมากตับเต่ง และหมากต๊ดโต่ง ซอ โปงลาง แคน โหวด กลองยาวอีสาน กลองกันตรึม ซอกันตรึม ซอด้วง ซอตรัวเอก ปี่อ้อ ปี่เตรียง ปี่สไล เมื่อนำมาประสมวงแล้วก็จะได้วง ดนตรีพื้นเมือง คือ วงโปงลาง วงแคน วงมโหรีอีสานใต้ วงทุ่มโหม่ง และวงเจรียงเมริน 4) ดนตรีพื้นเมืองภาคใต้ มีเครื่องดนตรีที่สำคัญ ได้แก่ กลองโนรา (กลองชาตรีหรือกลอง ตุ๊ก) กลองโพน กลองปืด โทน กลองทับ รำมะนา โหม่ง (ฆ้องคู่) ปี่กาหลอ ปี่ไหน กรับพวกภาตใต้
102 (แกระ) และนำเครื่องดนตรีสากลเข้ามาผสม ได้แก่ ไวโอลิน กีตาร์ เบนโจ อัคคอร์เดียน ลูกแซ็ก ส่วน การประสมวงนั้น เป็นการประสมวงตามประเภทของการแสดงแต่ละชนิด 3.2 เพลงไทยสำหรับประกอบการแสดงนาฏศิลป์ 3.2.1 เพลงไทยประกอบการแสดงโขน ละคร รำ และระบำมาตรฐาน เพลงไทยที่ใช้ บรรเลงและขับร้องประกอบการแสดงนาฏศิลป์ไทย โขน ละคร รำ และระบำที่เป็นมาตรฐานนั้น แบ่ง ได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1) เพลงหน้าพาทย์ คือ เพลงที่ใช้บรรเลงประกอบกิริยา อารมณ์ของตัวละครต่าง ๆ และใช้ บรรเลงประกอบดนตรีไทยและนาฏศิลป์ แบ่งลักษณะเพลงหน้าพาทย์ตามฐานันดร เพลงหน้าพาทย์ นอกจากจะแบ่งลักษณะตามฐานันดรเป็น 2 ชนิดดังกล่าวแล้ว ยังสามารถแบ่งตามลักษณะตามหน้าที่ การนำไปใช้ประกอบการแสดงของตัวละครได้เป็น 7 ลักษณะ การแบ่งประเภทของเพลงหน้าพาทย์ และการรำหน้าพาทย์ มีนักวิชาการหลายท่าน แบ่งไว้ ดังนี้ ชมนาด กิจขันธ์ (2553 : 44) อ้างอิงจากสารานุกรมศัพท์ดนตรีไทย ภาคคีตะ - ดุริยางค์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2540 : 114) จำแนกเพลงหน้าพาทย์ออกเป็น 1. เพลงหน้าพาทย์ธรรมดา ใช้กับตัวละครชั้นสามัญทั่วไป ที่ไม่มีความสำคัญมาก เช่น เพลงเสมอ 2. เพลงหน้าพาทย์ชั้นกลาง ใช้กับตัวละครที่มีความสำคัญมากขึ้นไป เช่น เพลงเสมอข้าม สมุทร เพลงเสมอมาร เพลงเสมอเถร 3. เพลงหน้าพาทย์ชั้นสูง ใช้กับตัวละครสูงศักดิ์ มนตรี ตราโมท ได้แบ่งประเภทคเพลงหน้าพาทย์ ไว้ 2 ประเภท คือ 1. ประเภทเพลงไหว้ครู หรือที่ระบุไว้ในตำราการไหว้ครู เช่น ตระพระปรคนธรรพ โปรย ข้าวตอก เป็นต้น 2. ประเภทเพลงหน้าพาทย์พิเศษ ได้แก่ เพลงหน้าพาทย์ที่ไม่ได้อยู่ในตำราไหว้ครู ใช้ สำหรับประกอบการแสดงโขน ละคร และอื่น ๆ เช่น เพลงพญาเดิน เพลงดำเนินพราหมณ์ เป็นต้น จตุพร รัตนวราหะ (2519 : 15) อธิบายลักษณะของหน้าพาทย์ ถึงการแบ่งเพลงหน้าพาทย์ เป็น 2 อย่าง คือ หน้าพาทย์ที่ใช้บรรเลง และเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบการแสดง และสามารถแบ่ง ออกได้ตามลักษณะสูงต่ำธะรรมดา เช่น 1. หน้าพาทย์ชั้นสูง ได้แก่ หน้าพาทย์องค์พระพิราพรอน ตระนอน ตระนิมิต ตระบรรทม ไพร ตระบรรทมสินธุ์ ตระพระประโคนธรรพ์ เสมอเถร ฯลฯ 2. หน้าพาทย์ปกติ ได้แก่ หน้าพาทย์ที่ใช้กับการแสดงทั่ว ๆ ไป เช่น เพลงช้า เพลงเร็ว เชิด เสมอ รัว เหาะ ปฐม โคมเวียน บรเทศ ฯลฯ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสามารถแบ่งออกตามประเภทได้ ดังนี้ 1. ประเภทเพลงครู ได้แก่ เพลงหน้าพาทย์ต่าง ๆ ที่ระบุชื่อไว้ในตำราซึ่งว่าด้วยการไหว้ครู ของ นายธนิต อยู่โพธิ์ 2. เพลงหน้าพาทย์พิเศษ ได้แก่ เพลงที่อยู่นอกตำราการไหว้ครู ใช้สำหรับประกอบการ แสดง โขน ละคร และอื่น ๆ 3. เพลงโหมโรง ได้แก่ เพลงโหมโรงเช้า โหมโรงกลางวัน โหมโรงเย็น
103 สมศักดิ์ ทัดติ (2540 : 266) ครูเชี่ยวชาญนาฏศิลป์โขน (ยักษ์) ให้ความหมายของเพลงหน้า พาทย์ไว้ว่า เพลงหน้าพาทย์ หมายถึง เพลงที่ใช้ในลีลาของเครื่องดนตรี โดยเฉพาะทำนองและจังหวะ จะจำกัดอยู่ในแบบแผนที่กำหนดไว้เป็นแบบแผนแน่นอน มิบังควรที่จะปรับปรุงแก้ไขเป็นอันขาด ส่วน ชมนาด กิจขันธ์, (2555 : 15) อธิบาย เพลงหน้าพาทย์ หมายถึง เพลงที่ใช้ประกอบกริยา อารมณ์ของตัวละครในการแสดงนาฏศิลป์ไทยหรือการแสดงออกของสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีชีวิต หรือไม่ก็ตาม หรือแม้แต่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน รวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตนาการโดยทั่วไป เพลงหน้า พาทย์ไม่มีบทร้องในภายหลังมีการบรรจุบทร้องเข้าไปด้วย สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ เพลงหน้าพาทย์ที่มีการ บรรจุเนื้อร้องพรรณนาความเพื่อสื่อสารให้ผู้ชมและผู้ฟัง และให้ผู้แสดงได้รำนั้นทั้ง ๆ ที่เป็นเพลง ทำนองเดียวกันใช้หน้าทับและไม้พลองเหมือนกันจะไม่ถือว่าเป็นเพลงหน้าพาทย์ที่บรรจุเนื้อร้องลงไป นั้นเป็นเพลงหน้าพาทย์ เพราะถือว่าเพลงหน้าพาทย์จะต้องเป็นเพลงบรรเลงล้วน ๆ ไม่มีการขับร้อง และรำทำบทอยู่ด้วย ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ศิลปี ตราโมท ได้อธิบายไว้ในเอกสาร ครูมนตรี ตราโมท กับ การไหว้ ครูดนตรี เมื่อวันที่ 23 – 24 มีนาคม พ.ศ. 2543 หน้า 30 จะเห็นว่า การแบ่งประเภทของเพลงหน้า พาทย์ ตามความเห็นของนักวิชาการที่กล่าวมา แสดงให้เห็นถึงการใช้หน้าที่ของเพลงหน้าพาทย์ ทั้งที่ ใช้บรรเลงประกอบในพิธีกรรมและการแสดง ทั้งนี้ เพลงหน้าพาทย์บางเพลงได้ระบุถึงการใช้กับใคร หรือทานเทพองค์ใด ทั้งในพิธีกรรมและการแสดง ตัวอย่างเช่น พระนารายณ์ ถือว่าเป็นเทพเจ้าที่ สำคัญองค์หนึ่ง ทั้งในการแสดงโขน และยังเป็นที่นับถือของชาวศิลปินในวงการนาฏศิลป์ดนตรีไทย จึง มีเพลงที่ใช้ในการประกอบในพิธีไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์ เช่น พิธีไหว้ครูดนตรีไทย ของครูมนตรี ตราโมทย์ สรุปได้ว่า รำหน้าพาทย์ ใช้รำประกอบเพลงหน้าพาทย์ หรือเรียกว่าการรำตามทำนองเพลง ดนตรีปี่พาทย์ ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะโดย ซึ่งเป็นแบบรำและการบรรเลงดนตรีที่เป็นมาตรฐานที่ ถ่ายทอดสืบต่อกันมารุ่นสู่รุ่น ซึ่งจะพบการบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ประกอบวิธีไหว้ครูและครอบครู ดนตรีนาฏศิลป์ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจ อ้างอิงจากจักราวุธ คงฟู รายงานการวิจัยเรื่อง การรำ หน้าพาทย์เพลงตระโขนพระ (2560 : 6 – 9) ซึ่งตารางแสดงประเภทของกลุ่มเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ใน การแสดง โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังตาราง ตารางที่ 6 กลุ่มหน้าพาทย์ธรรมดา ลำดับ ชื่อเพลง ความหมาย ประเภทตัวละคร 1 เชิด ใช้ประกอบกิริยาเดินทางไกล พระ นาง ยักษ์ ลิง 2 เสมอ ใช้ประกอบกิริยาเดินทางใกล้ พระ นาง ยักษ์ ลิง 3 รัว ใช้แสดงถึงความสำเร็จด้วยคาถาอาคมและการ เปลี่ยนแปลงด้วยการร่ายมนต์ พระ นาง ยักษ์ ลิง 4 ลา ใช้ต่อท้ายเพลงเร็ว แสดงให้เห็นว่าถึงที่หมายแล้ว หรือหยุดพัก พระ นาง ยักษ์ ลิง 5 โอด ใช้แสดงการเศร้าโศกเสียใจ พระ นาง ยักษ์ ลิง
104 ตารางที่ 7 กลุ่มหน้าพาทย์ชั้นกลาง ลำดับ ชื่อเพลง ความหมาย ประเภทตัวละคร 1 ตระนิมิต ใช้ประกอบการร่ายคาถาอาคมของตัวละคร เพื่อนิมิตกายจากร่างเป็นอีกกายหนึ่ง หรือ บันดาลสิ่งที่ต้องการ เช่น ชุบคนตายให้ฟื้น บันดาลให้เกิดอาวุธอันศักดิ์สิทธิ์ พระ นาง ยักษ์ ลิง 2 ตระบองกัน ใช้ประกอบการเนรมิตกาย หรือสิ่งของ นิยมใช้ กับตัวละครฝ่ายยักษ์ พระ นาง ยักษ์ 3 ชำนาญ ใช้สำหรับการประสิทธิ์ประสาทพรหรือร่ายเวท มนต์คาถาอันเป็นมงคล พระ นาง ยักษ์ 4 เสมอเถร ใช้ประกอบการเดินทางทาง ไป ของฤษีและ พราหมณ์ พระ ยักษ์ 5 เสมอมาร ใช้ในการประกอบกิริยาเดินทางใกล้ของตัว ละครที่เป็นพญายักษ์หรืออสูรผู้มีฤทธิ์ ยักษ์ 6 ตระนอน ใช้เพื่อแสดงถึงการนอนของตัวละคร พระ นาง ยักษ์ ลิง 7 คุกพาทย์ ใช้เมื่อตัวละครเกิดโทษอย่างแรงกล้า และการ แผลงอิทธิฤทธิ์ของผู้มีฤทธิ์ พระ ยักษ์ ลิง 8 รัวสามลา ให้เพื่อการแสดงอิทธิฤทธิ์ และการแผลงศร พระ ยักษ์ ลิง ตารางที่ 8 กลุ่มหน้าพาทย์ชั้นสูง ลำดับ ชื่อเพลง ความหมาย ประเภทตัวละคร 1 บาทสกุณี ใช้ในการแสดงการไป มา ของตัวละครที่เป็น ท้าวพระยามหากษัตริย์ พระ นาง 2 สาธุการ ใช้แสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งพระ รัตนตรัย ทวนเทพเจ้า ผู้สูงศักดิ์หรือบูรพ คณาจารย์ทั้งปวง พระ นาง ยักษ์ 3 ตระเชิญ ใช้สำหรับอัญเชิญครู เทพยา ตลอดจนสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พระ นาง ยักษ์ ลิง 4 ตระนารายณ์ เป็นเพลงประจำของพระนารายณ์ใช้ในการ แปลงกาย พระ 5 ตระสันนิบาต ใช้ในการอัญเชิญ เทพยดาตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาประชุมยังมณฑลพิธี พระ นาง ยักษ์ 6 ตระนารายณ์ บรรทมสินธุ์ เป็นเพลงประจำของพระนารายณ์ใช้ในการนอน พระ 7 ตระบรรทม ไพร ใช้สำหรับประกอบการนอนในป่า พระ นาง ยักษ์ 8 องค์พระพิ ราพ ใช้สำหรับบทของยักษ์หรือบทบาทพระพิราพ เท่านั้น ยักษ์
105 นอกจากนี้ วิมลศรี อุปรมัย (2526 : 60 – 73) อธิบายลักษณะของเพลงหน้าพาทย์ แบ่งเป็นหน้าพาทย์ปกติ และหน้าพาทย์ชั้นสูง ดังนี้ ตารางที่ 9 หน้าพาทย์ปกติ ลำดับ จำพวก เพลง 1 กิริยาไป - มา เดินหรือเคลื่อนที่ - เสมอ - เชิด - พระยาเดิน - รุกรัน - ชุบ - โคมเวียน - เข้าม่าน - เชิดฉิ่ง - บาทสกุณี - เชิดฉาน - เสมอข้าม สมุทร - เหาะ - กลม - แผละ 2 ยกพล - กราวนอก - กราวใน 3 เคลื่อนไหวด้วยความสนุกสนานเบิกบานใจ - กราวรำ - เชิดนอก เชิดฉิ่ง 4 สำหรับการต่อสู้ - เชิดกลอง - เชิดนอก - เชิดฉิ่ง 5 สำหรับการเล้าโลม และแสดงความรักหรือ เข้า พระ – เข้านาง - กล่อม - โลม 6 การนอน - ตระนอน ตารางที่ 10 หน้าพาทย์ชั้นสูง ลำดับ จำพวก เพลง 1 ประกอบลีลาการเคลื่อนไหว ที่แสดงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหารย์ - ตระนิมิตร - ชำนาญ - คุกพาทย์ - ตระสันนิษบาต - ตระบองกัน - รัวสามลา สุมิตร เทพวงษ์ (2548 : 97 – 100) ซึ่งอ้างอิงจาก นิตยา จามรมานและคณะ ในหนังสือ เรียนศิลปกรรม ศ 0225 ฟ้อนรำ สรุปลักษณะการรำหน้าพาทย์ไว้ ดังนี้ ตารางที่ 11 หน้าพาทย์ที่ใช้สำหรับกิริยาไปมาใกล้และไกล เพลง ลักษณะ เสมอ ใช้สำหรับการไป มาในระยะใกล้ ๆ ของผู้แสดงโขนละครทั่วไป (นอกจากนี้ ยังแบ่งออกเป็นเสมอตามลักษณะตัวละคร และเสมอตามสัญชาติของตัว ละคร) - เสมอมอญ - เสมอลาว - เสมอแขก - เสมอพม่า
106 เพลง ลักษณะ เสมอมาร ใช้สำหรับพญายักษ์ เสมอสามลา ใช้สำหรับพญายักษ์ใหญ่ แสดงถึงการไป มา ด้วยความโอ่อ่า สง่างามและ ภาคภูมิเช่น ทศกัณฐ์หรือการแสดงโขนตอน 3 ทัพ ซึ่งมีตัวละคร คือ ทศกัณฐ์ สหัสเดชะ มูลพลัม เป็นต้น เสมอเถร ใช้สำหรับฤษีและนักพรต บาทสกุณี ใช้สำหรับผู้แสดงที่เป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ไป มา ด้วยกิริยาสง่างาม เช่น พระราม พระลักษณ์ อิเหนา เป็นต้น เสมอเข้าที่ ใช้สำหรับเชิญ ฤษีครูอาจารย์ หรือใช้ในพิธีไหว้ครู เสมอข้ามสมุทร ใช้สำหรับพญายม ภูตผีปีศาจ หรือพิธีไหว้ครู เชิด ใช้สำหรับตัวละครทั่วไปที่ไป มา ในระยทางไกล ๆ หรือ รีบด่วน เชิดฉาน ใช้ในการติดตามจับสัตว์ เช่น พระรามตามกวาง ย่าหรันตามนกยูง เชิดจีน แสดงถึงลักษณะการเลี้ยวไล่หลอกล้อในการตามกัน เช่น รามสูรเมขลา พระลอตามไก่ ฉะเชิด เป็นลีลาท่ารำเฉพาะของตัวเจ้าเงาะในกิริยาไป มา ในระยะทางไกล เช่นเดียวกับเชิด เหาะ ใช้สำหรับเทวดา นางฟ้า ไป มาในที่ต่าง ๆ ด้วยกิริยารวดเร็ว จะเป็นหมู่ หรือเดี่ยวก็ได้ กลม ใช้สำหรับการไป มา ของเทพเจ้า เช่น พระนารายณ์ พระวิศวกรรม สำหรับ มนุษย์ที่ใช้เพลงกลม คือ เจ้าเงาะเรื่องสังข์ทอง เพราะเหาะเหินเดินอากาศ ได้อย่างเทวดา เข้าม่าน ใช้สำหรับการเข้าออกสถานท่ใดสถานที่หนึ่งของตัวเอก หรือท้าวพระยาม หากษัตริย์ ถ้าตัวละครมีบทบาทจะต้องเดินออกมาแสดงบนเวที ใช้เพลง ปลายเข้าม่าน เมื่อตัวละครจบบทบาทการแสดงลงแล้ว จะเดินเข้าโรง ใช้ เพลงต้นเข้าม่าน ชุบ ใช้สำหรับนางกำนัล คนรับใช้ โล้ ใช้สำหรับการเดินทาง ไป มา ทางน้ำ แผละ ใช้สำหรับการ ไป มา ของสัตว์ปี เช่น ครุฑ ตารางที่ 12 หน้าพาทย์ที่ใช้สำหรับการรื่นเริงสนุกสนาน เพลง ลักษณะ กราวรำ ใช้สำหรับการแสดงในความหมายเยาะเย้ย ฉลองความสำเร็จ สนุกสนาน ได้ ชัยชนะ สีนวล ใช้สำหรับท่วงทีเยื้องกรายหรือความรื่นเริงบันเทิงใจของสตรี เพลงช้า เพลงเร็ว ใช้สำหรับความเบิกบานใจ ในการ ไป มา อย่างสุภาพ งดงาม แช่มช้อย และ เมื่อไปถึงที่หมายแล้วจะบรรเลงเพลงลาโดยปกติ เพลงเร็วลา จะบรรเลง หรือรำติดต่อกัน ใช้ประกอบการแสดงตอนขึ้นเฝ้า เป็นต้น
107 ตารางที่ 13 หน้าพาทย์ที่ใช้สำหรับการจัดทัพและตรวจพล เพลง ลักษณะ กราวนอก ใช้สำหรับการตรวจพล ยกทัพของมนุษย์และวานร กราวใน ใช้สำหรับการตรวจพลยกทัพของฝ่ายยักษ์ กราวกลาง ใช้สำหรับการตรวจพลยกทัพของมนุษย์ในการแสดงละคร ปฐม ใช้สำหรับการจัดทัพของแม่ทัพ นายกองฝ่ายพระราม ผู้แสดง คือ สุครีพ ฝ่ายลงกา คือ มโหทร ตารางที่ 14 หน้าพาทย์ที่ใช้สำหรับการต่อสู้ติดตาม เพลง ลักษณะ เชิดกลอง ใช้ในการยกทัพ หรือ การต่อสู้ทั่ว ๆ ไป เชิดฉิ่ง ใช้ในการค้นหา การลอบเข้า ออก ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง การไล่หนีจับกัน การเหาะลอยไปในอากาศ การใช้อาวุธ เชิดนอก ใช้ประกอบกิริยาตัวละคร ที่มิใช่มนุษย์โลดไล่จับกัน เช่น หนุมานจับนาง เบญกาย เป็นต้น ตารางที่ 15 หน้าพาทย์ที่ใช้สำหรับการนอน การอาบน้ำ และการกิน เพลง ลักษณะ ตระนอน ใช้สำหรับการนอน ตระบรรทมสินธุ์ ใช้สำหรับพระนารายณ์นอน ตระบรรทมไพร ใช้สำหรับการนอนของตัวละครที่พักแรมในป่า และใช้สำหรับพิธีไหว้ครูโขน ละคร ลงสรง ใช้สำหรับการอาบน้ำ เซ่นเหล้า ใช้สำหรับประกอบการกินอาหาร ดื่มสุรา และใช้ในพิธีไหว้ครูโขน ละคร ตารางที่ 16 หน้าพาทย์ที่ใช้สำหรับการเล้าโลม แสดงความรักใคร่ และเสียใจ เพลง ลักษณะ โลม ใช้สำหรับบทเกี้ยวพาราสี เล้าโลมด้วยความรัก ทยอย ใช้สำหรับการแสดงความเศร้าโศกเสียใจด้วยการร้องไห้ โอดชั้นเดียว ใช้สำหรับแสดงกิริยาร้องไห้ เมื่อเสียใจไม่มาก หรือใช้กับการร้องไห้ทั่ว ๆ ไป โอดสองชั้น ใช้สำหรับแสดงกิริยาร้องไห้ เมื่อเสียใจมาก และนิยมใช้ในการแสดงละครใน โอดเอม ใช้แสดงกิริยาร้องไห้ เมื่อดีใจ
108 ตารางที่ 17 หน้าพาทย์ที่ใช้สำหรับการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เพลง ลักษณะ ตระนิมิต ใช้สำหรับการแปลงกาย หรือเนรมิตด้วยเวทมนตร์ ชำนาญ ใช้สำหรับเนรมิตประสิทธิ์ประสาทพร หรือแปลงตัว (ใช้สำหรับยักษ์ พระ และนาง) ตระบองกัน ใช้สำหรับเนรมิต หรือประสิทธิ์ประสาทพร ยกเว้น พวกลิง ตระสันนิบาต ใช้ประกอบพิธีชุมนุมกระทำพิธีสำคัญ ๆ เช่น พิธีไหว้ครู คุกพาทย์ ใช้สำหรับการแสดงอิทธิฤทธิ์ สำแดงเดช หรือแสดงอารมณ์โกรธดุดันน่า เกรงขาม รัวสามลา ใช้เช่นเดียวกับคุกพาทย์ วุฒิชัย ค้าทวี ได้อธิบายรำหน้าพาทย์ ไว้ในเอกสารที่ใช้ในการประเมินผลการสอนรายวิชา รายวิชารำหน้าพาทย์ (ตัวพระ) ไว้ว่า ความสัมพันธ์ของเพลงหน้าพาทย์กับบทบาทและอารมณ์ของตัว ละคร เพลงหน้าพาทย์เป็นเพลงที่ในความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว ผู้รำจะต้องยึดทำนองเพลงและหน้าทับไม้ กลองของเพลงหน้าพาทย์เป็นหลัก และต้องสามารถรำให้แม่ท่าแต่ละท่ารำนั้นตรงกับประโยคหรือ วรรคของเพลงพอดี การนำเพลงหน้าพาทย์ไปใช้ในการแสดงนั้น จะต้องพิจารณาด้วยว่านำมาใช้ สอดคล้องกับบุคลิกลักษณะอารมณ์และคุณลักษณะของตัวละครที่แสดงท่ารำตามกิริยาและอารมณ์ ในบทหรือไม่เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อนักดนตรีหรือนาฏศิลปินได้ยินเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงจะยกมือไหว้ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพอันเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อคุณครูบาอาจารย์ เพลงหน้าพาทย์ แบ่งตามหน้าที่การนำไปใช้ประกอบการแสดงของตัวละคร แบ่งได้ 7 ลักษณะ ดังนี้ ตารางที่ 18 เพลงหน้าพาทย์ประกอบกิริยา ไป มา ลำดับที่ เพลง การนำไปใช้ 1 เสมอ ใช้ประกอบกิริยาการเดินทางระยะใกล้ ๆ ไม่รีบร้อน 2 เชิด ใช้ประกอบกิริยาการเดินทางระยะไกล ไป - มา อย่างรีบร้อน 3 โคมเวียน ใช้ประกอบกิริยาการเดินทางในอากาศของเทวดาและนางฟ้า 4 แผละ ใช้ประกอบกิริยาการไปมาของตัวละครศักดิ์ต่ำ เช่น นางกำนัล ตารางที่ 19 เพลงหน้าพาทย์ประกอบการยกทัพ ลำดับที่ เพลง การนำไปใช้ 1 กราวนอก สำหรับการยกทัพของมนุษย์ ลิง 2 กราวกลาง สำหรับการยกทัพของมนุษย์ 3 กราวใน สำหรับการยกทัพของยักษ์
109 ตารางที่ 20 เพลงหน้าพาทย์ประกอบความสนุกสนานร่าเริง ลำดับที่ เพลง การนำไปใช้ 1 กราวรำ สำหรับกิริยาเยาะเย้ย 2 สีนวล สำหรับแสดงความรื่นเริงชื่นชม 3 เพลงช้า เพลงเร็ว สำหรับแสดงความรื่นเริง 4 ฉุยฉาย สำหรับแสดงความภาคภูมิใจในความงาม 5 แม่ศรี สำหรับแสดงความภาคภูมิใจในความงาม มักจะใช้ต่อจาก เพลงฉุยฉาย ตารางที่ 21 เพลงหน้าพาทย์ประกอบการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ลำดับที่ เพลง การนำไปใช้ 1 ตระนิมิตร สำหรับการแปลงกาย ชุบคนตายให้ฟื้น 2 คุกพาทย์ สำหรับการแสดงอิทธิฤทธิ์ หรือเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัว 3 รัว ใช้ทั่วไปในการแสดงเดช หรือแสดงปรากฏการณ์โดยฉับพลัน ตารางที่ 22 เพลงหน้าพาทย์ประกอบการต่อสู้และติดตาม ลำดับที่ เพลง การนำไปใช้ 1 เชิดนอก สำหรับการต่อสู้หรือการไล่ติดตามของตัวละครที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น หนุมานไล่จับนางสุพรรณมัจฉา หนุมานไล่จับนาง เบญกาย 2 เชิดฉาน สำหรับตัวละครที่เป็นมนุษย์ไล่ตามสัตว์ เช่น พระรามตาม กวาง 3 เชิดกลอง สำหรับการต่อสู้ การรุกไล่ฆ่าฟันกันโดยทั่วไป 4 เชิดฉิ่ง ใช้ประกอบการรำก่อนที่จะใช้อาวุธสำคัญหรือก่อนกระทำกิจ สำคัญ ตารางที่ 23 เพลงหน้าพาทย์ประกอบการแสดงอารมณ์ทั่วไป ลำดับที่ เพลง การนำไปใช้ 1 กล่อม สำหรับการขับกล่อมเพื่อการนอนหลับ 2 โลม สำหรับการเข้าพระเข้านาง การเล้าโลมด้วยความรัก 3 โอด สำหรับการร้องไห้ 4 ทยอย สำหรับอารมณ์เสียใจ เศร้าใจขณะที่เคลื่อนที่ไปด้วย เช่น เดิน พลางร้องไห้พลาง
110 ตารางที่ 24 เพลงหน้าพาทย์ประกอบการแสดงการ อาบน้ำ กิน นอน ลำดับที่ เพลง การนำไปใช้ 1 ตระนอน แสดงการนอน 2 ลงสรง สำหรับการอาบน้ำ 3 เซ่นเหล้า สำหรับการกิน การดื่มสุรา สรุปได้ว่า หน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบการแสดงโขน ละคร แบ่งประเภทตามลักษณะของเพลง หน้าพาทย์ ชั้นต้น ชั้นกลาง ชั้นสูงแล้ว การจำแนกตามลักษณะอีกอย่างหนึ่งคือ หน้าพาทย์ปกติ หน้า พาทย์ชั้นสูง ทั้งสองลักษณะ หากพิจารณาแล้ว ในส่วนของการนำไปใช้ เป็นไปในลักษณะการแสดง ประกอบกิริยา ท่าทาง หรือลักษณะเฉพาะของตัวละคร รวมถึงบทบาทที่ได้รับของตัวละคร ในขณะ แสดง ที่เป็นแบบแผนชัดเจนตามรูปแบบของการแสดงโขน ละคร 3.3 เพลงประกอบการแสดงพื้นเมือง เพลงไทยที่ใช้ประกอบการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง เป็นบทเพลงพื้นบ้านที่ใช้บรรเลงและขับ ร้องประกอบการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง โดยแบ่งออกตามภูมิภาคได้ดังนี้ 1) เพลงบรรเลงและขับร้องประกอบนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคเหนือ เพลงบรรเลง ประกอบการฟ้อนเล็บ ได้แก่ เพลงแหย่งหลวง ฟ้อนเทียน ได้แก่ เพลงลาวเสี่ยงเทียน ฟ้อนสาวไหม ได้แก่ เพลงปราสาทไหวและเพลงลาวสมเด็จ ระบำซอ ได้แก่ ทำนองซอยิ๊และซอจ๊อยเชียงแสน บรรเลงเพลงลาวจ้อย ต้อยตลิ่งและลาวกระแซ เป็นต้น 2) เพลงบรรเลงและขับร้องประกอบนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคกลาง เพลงบรรเลงประกอบการ เล่นเต้นกำรำเคียว ได้แก่ เพลงระบำชาวนา เป็นต้น 3) เพลงบรรเลงและขับร้องประกอบนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคอีสาน เพลงประกอบการแสดง เซิ้ง โปงลาง บรรเลงเพลงลายโปงลาง เซิ้งภูไท บรรเลงลายลำภูไท เป็นต้น 4) เพลงบรรเลงและขับร้องประกอบนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคใต้ เพลงบรรเลงประกอบการ แสดงลิเกป่า นิยมใช้เพลงตะลุ่มโปง เพลงสร้อยสน เพลงดอกดิน การแสดงชุดรองเง็ง บรรเลงเพลง ลาฆูดูวอ เพลงมะอีนังลามา เพลงลานัง เพลงปูโจ๊ะปิชัง เป็นต้น เพลง ดนตรี และการขับร้องเพลงไทยสำหรับประกอบการแสดง สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 3.3.1 ดนตรีประกอบการแสดงพื้นเมือง ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงพื้นเมืองภาคต่าง ๆ ของไทยจะเป็นวงดนตรีพื้นบ้าน ซึ่งนับเป็น เอกลักษณ์ที่มีคุณค่าขอแต่ละภูมิภาค และมีลักษณะของดนตรีประกอบการแสดงพื้นเมือง ดังนี้ 1) บทเพลง วิธีเล่น วิธีร้อง มักจะได้รับการถ่ายทอดโดยการสั่งสอนต่อ ๆ กันมาด้วยวาจา การเล่นหรือการร้องผ่านต้นแบบ 2) ดนตรีประกอบการแสดงพื้นเมืองเป็นเพลงประกอบกิจกรรมต่าง ๆ แต่งขึ้นเพื่อ วัตถุประสงค์สำคัญ 3) รูปแบบการแสดงไม่ซับซ้อน เน้นการละเล่นประกอบดนตรี
111 4) ลีลาการแสดงพื้นเมืองเป็นไปตามธรรมชาติ และเครื่องดนตรีที่ใช้มีลักษณะเฉพาะของ ท้องถิ่น เป็นเครื่องหมายสัญลักษณ์ 3.3.2 เพลงประกอบการแสดงพื้นเมือง 1) เพลงเรือ ภาพที่ 77 เพลงเรือ ที่มา : https://shorturl.asia/D521C เพลงเรือ เป็นเพลงประกอบการแสดงพื้นเมืองภาคกลาง ที่อยู่ตามริมลำน้ำ เช่น สุพรรณบุรี อ่างทอง อยุธยา เป็นต้น นิยมเล่นกันในหน้าน้ำประมาณเดือน 11 – 12 อุปกรณ์ในการเล่นเพลงเรือ คือ เรือของพ่อเพลงลำหนึ่ง และเรือของแม่เพลงลำหนึ่ง เครื่องดนตรีมีกรับธรรม หรือกรับพวง และ ฉิ่ง ถ้าเล่นกลางคืนจะต้องมีตะเกียงไว้กลางลำเรือ เนื้อร้องทั้งสองฝ่ายมาพบกัน พ่อเพลงจะพายเรือ เข้าไปเทียบเกาะเรือแม่เพลงไว้ แม่เพลงเริ่มด้วยเพลงปลอบ หรือเพลงเกริ่น บางคณะจะเริ่มด้วยบท ไหว้ครูก่อน จากนั้นแม่เพลงก็จะร้องประโต้ตอบ เรียกว่า บทประ แล้วต่อด้วยชุดลักหาพาหนี หรือนัด หมายสู่ขอ แล้วต่อด้วยเพลงชุดชิงชู้ และเพลงตีหมากผัว เมื่อเลิกก็จะมีเพลงจาก แสดงความอาลัย อาวรณ์ วิธีเล่นหรือการขับเพลงจะมีต้นเสียงขึ้น และมีลูกคู่รับ โดยใช้ฉิ่งและกรับพวงเป็นเครื่อง ประกอบจังหวะเวลาร้อง ต้องร้องให้ลงกับจังหวะพาย ผู้ขับเพลงเรือหรือแม่เพลงต้องเป็นผู้มีปฏิภาณ ไหวพริบที่จะหาคำหรือหยิบยกเอาเหตุการณ์สิ่งแวดล้อมเข้ามาสอดแทรกเข้า ไปให้เหมาะสมอาจเป็น แข่งขัน ยกย่อง เสียดสี ซึ่งทำให้ผู้ฟังสนุกไปด้วยก่อนการเล่นเพลง ต้องมีการกล่าวกลอนไหว้ครู เสียก่อนจากนั้นจึงจะเอื้อนกลอนพรรณนาหรือชักชวนให้คนอื่นมาเล่นด้วยโดยใช้วิธีว่ากลอน กระทบกระทั่งกระเซ้าเย้าแหย่ จนคู่โต้มิอาจจะทนอยู่ได้จึงเกิดการเล่นเพลงเรือ โต้ตอบกันขึ้น การ โต้ตอบกันด้วยเพลงเรือ บางทีก็เผ็ดร้อนใช้คารมที่คมคาย บางทีก็อาจเป็นทำนองรักหวานชื่น ทั้งนี้ แล้วแต่โอกาสและสถานการณ์การแสดงแบ่งเป็นฝ่ายชาย ฝ่ายหญิง มีพ่อเพลง แม่เพลง จะเริ่มด้วย บทไหว้ครู เกี้ยวพาราสี ลักหาพาหนี และตีหมากผัว ลักษณะบทร้อง แบ่งเป็น 4 ตอน คือ ปลอบ (ฝ่าย ชายชวน) ประ (ฝ่ายหญิงตอบ) ดำเนินเรื่องและจาก ลักษณะการแต่งกายเพลงเรือ ฝ่ายชายนุ่งโจง กระเบน สวมเสื้อคอกลม ผ้าขาวม้าคาดเอว ส่วนฝ่ายหญิงนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อแขนกระบอก (https://shorturl.asia/IAwc2)
112 2) ซอ เป็นเพลงพื้นบ้านภาคเหนือที่ชายหญิงขับร้องโต้ตอบกัน ผู้ร้องเพลงซอ หรือขับซอ เรียกว่า ช่างซอ เริ่มจากร้องโต้ตอบกันเพียงสองคน ต่อมา พัฒนาเป็นวงหรือคณะ และรับจ้างเล่นในงานบุญ มี ดนตรีประกอบ ได้แก่ ปี่ ซึง และสะล้อ มีเนื้อร้องเข้ากับลักษณะของงานบุญนั้น ๆ เช่น ซอเรียกขวัญ เป็นการทำขวัญนาค ซอถ้อง เป็นซอโต้ตอบเกี้ยวพาราสีกัน ซอเก็บนก เป็นบทชมธรรมชาติ ชมนกชม ไม้ ซอว้อง เป็นซอบทสั้น ๆ ใช้ร้องเล่น ซอเบ็ดเตล็ดเรื่องต่าง ๆ เช่น ซอแอ่วสาวปั่นฝ้าย ซอเงี้ยวเกี้ยว สาว และซอที่เล่นเป็นเรื่องนิทาง เช่น น้อยไจยา เจ้าสุวัตร นางบัวคำ และดาววีไก่หน้อย ส่วนทำนอง ที่ใช้ขับซอมีหลายทำนองตามความนิยมในแต่ละท้องถิ่น เช่น ทำนองขึ้นเชียงใหม่ จะปุ ซอเมืองน่าน ละม้ายเชียงแสน ซอพม่า และทำนองเงี้ยว (https://shorturl.asia/YFCKx) ภาพที่ 78 เพลงซอ ที่มา : https://shorturl.asia/G1qBa 3) เพลงโคราช เพลงโคราชเป็นการแสดงพื้นเมืองของจังหวัดนครราชสีมา เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับ ต้องไม่ได้ที่สะท้อนถึงคติชนวิทยา วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของ ชาวจังหวัดนครราชสีมา สันนิษฐานว่าเพลงโคราชมีมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เพลงโคราชมี ลักษณะเป็นเพลงปฏิพากษ์ที่ไม่มีดนตรีประกอบการขับร้อง เน้นความคมคายและโวหารของเนื้อหา บทเพลงที่ใช้ในการขับร้องเป็นสำคัญ ภาพที่ 79 เพลงโคราช ที่มา : https://shorturl.asia/nUzmg 4) เพลงนา เพลงนาเป็นการละเล่นที่เชื่อกันว่าเกิดขึ้นในจังหวัดชุมพรเป็นครั้งแรก ดังคำกล่าว ที่ว่า “ เพลงนาชุมพรกาพย์กลอนนครศรีธรรมราช” นับว่าเป็นเพลงพื้นบ้านที่มีขับร้องกันอย่าง แพร่หลายเมื่อครั้งในอดีตมีการสืบทอดกันมาอย่างช้านาน และมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ปัจจุบัน
113 เพลงนากำลังจะสูญหายไป เนื่องจากประชาชนในจังหวัดชุมพรได้มีการเปลี่ยนแปลงอาชีพจากการทำ นาเป็นการปลูกพืชชนิดอื่นแทน และในอดีตผู้ที่ร้องเพลงนาได้มีจำนวนไม่มาก อีกทั้งยังขาดผู้สืบทอด ศิลปะการแสดงเพลงนา ทั้งนี้แนวทางหนึ่งในการอนุรักษ์ให้การเล่นเพลงนายังคงอยู่ คือ การปรับใช้ ภูมิปัญญาพื้นบ้านเพลงนาผ่านศิลปะการแสดงเพื่อสื่อความหมายทางการท่องเที่ยว โดยต้องอาศัย องค์ประกอบในการปรับใช้ศิลปะการแสดงเพลงนา อันได้แก่ 1. การคิดให้มีนาฏยประดิษฐ์2. การ กำหนดความคิดหลัก 3. การประมวลข้อมูล การรวบรวมข้อมูลเพื่อเป็นปัจจัยในการ สร้างสรรค์4. การกำหนดขอบเขต 5. การกำหนดรูปแบบ 6. การกำหนดองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น เพลงและดนตรีที่ใช้ในการแสดงการประดิษฐ์เครื่องแต่งกายนักแสดงที่ใช้ในการแสดงฉากที่ใช้ในการ แสดง และเวลาที่ใช้ในการแสดง 7. การออกแบบนาฏยประดิษฐ์ ซึ่งการปรับใช้เพลงนาผ่าน ศิลปะการแสดง จะสามารถดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวได้ และเป็นเครื่องมือในการ ประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพรอีกทางหนึ่งซึ่ง ทำให้จังหวัดชุมพรเป็นที่รู้จักของ นักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มีบทบาท ในการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเกิดความภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมของตนเอง (อธิป จันทร์ สุริย์, มปป.) เพลงนานิยมเล่นกันในจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งแต่ชุมพร ลงไปสุราษฎร์ธานี และ นครศรีธรรมราช ปัจจุบันการเล่นเพลงนานิยมน้อยลง เหลือการเล่นอยู่บ้างในจังหวัดชุมพร ส่วน จังหวัดอื่น ๆ แทบจะไม่มีให้ได้พบเห็นและได้ยินแล้ว เพลงนาจึงเป็นวัฒนธรรมการละเล่นประเภท เพลงที่มีโอกาสสูญหายไปจากผืนแผ่นดินไทย จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยที่จะต้องดูแลและรักษาลม หายใจสุดท้ายให้กับ “เพลงนา” ซึ่งยังเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวที่จังหวัดชุมพร ภาคใต้ของประเทศไทย การเล่นเพลงนามีมานานแล้วตั้งแต่รุ่นบรรพชนของคนไทยภาคใต้ แต่ไม่มีหลักฐานบันทึกไว้ว่ามีมา ตั้งแต่เมื่อไร เป็นลักษณะวรรณกรรมมุขปาฐะ (Oral Literature) เป็นการร้องปากเปล่าโต้ตอบกัน อย่างฉับพลันทันใดหรือเป็นการปฏิภาณ คนไทยภาคใต้ใช้คำว่า “มุตโต” หากจะเรียกผู้เล่นกลอน เพลงนาก็อาจจะเรียกได้ว่า “ปฏิภาณกวี” เพราะเมื่อเล่นกลอนเพลงนาจะมีการโต้ตอบกันอย่าง ต่อเนื่องและไม่ช้า ไม่เช่นนั้นก็จะถูกสรุปว่าไม่เก่งและความสนุกสนานก็จะลดลงไป ผู้ที่อยู่ในนาร่วม เกี่ยวข้าวหรือเก็บข้าว (คนไทยภาคใต้ใช้แกะในการเก็บข้าว)ก็จะไม่ได้รับบรรยากาศของความ สนุกสนานและรื่นเริง เพลงนาเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นเหตุจูงใจให้คนหนุ่มสาว รวมทั้งคนเฒ่าแก่ไปลงนา เกี่ยวข้าว เพราะได้รับความบันเทิงจาการลงนาเกี่ยวข้าวหรือเก็บข้าว (สืบพงษ์ ธรรมชาติ, 2557) ภาพที่ 80 เพลงนา ที่มา : https://shorturl.asia/LZdn4
114 สรุป ที่มาของเพลงที่ใช้ประกอบการแสดงนาฏศิลป์ไทย ประกอบด้วย ดนตรีประกอบการแสดงโขน - ละคร ดนตรีประกอบการแสดงโขน ละคร ใช้วงปี่พาทย์ ซึ่งมีขนาดของวงเป็นแบบวงประเภทใด นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของการแสดงนั้น ๆ ด้วย เช่น การแสดงโขนนั่งราว ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า 2 วง การแสดงละครในอาจใช้วงปี่พาทย์เครื่องคู่ หรือการแสดงละครดึกดำบรรพ์ต้องใช้วงปี่พาทย์ดึกดำ บรรพ์ เป็นต้น ดนตรีประกอบการแสดงรำและระบำมาตรฐาน การแสดงรำและระบำเป็นชุดการแสดงที่เรียกว่า รำมาตรฐานและระบำมาตรฐานนั้น เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง จะใช้วงปี่พาทย์บรรเลง อาจมีการนำเครื่องดนตรีบางชนิดเข้ามา ประกอบตามลักษณะความจำเป็นของการแสดง เช่น ระบำกฤดาภินิหาร อาจนำเครื่องดนตรี ขิมหรือ ซอด้วง มาบรรเลงช่วงท้ายของการรำที่เป็นเพลงเชิดจีน เป็นต้น ดนตรีประกอบการแสดงพื้นเมือง 1) ดนตรีพื้นบ้านภาคเหนือ มีเครื่องดนตรี เช่น พิณเปี๊ยะ ซึง สะล้อ ปี่แน ปี่กลาง ปี่ก้อย ปี่ ตัด ปี่เล็ก ป้าดไม้ (ระนาดไม้) ป้าดเหล็ก (ระนาดเอกเหล็ก) ป้าดฆ้อง (ฆ้องวงใหญ่) ฆ้องหุ่ย ฆ้องเหม่ง กลองหลวง กลองแดว กลองปูเจ่ กลองปูจา กลองสะบัดชัย กลองมองเซิง กลองเต่งทิ้ง กลองม่าน วง กลองสะบัดชัย 2) ดนตรีพื้นเมืองภาคกลาง เช่น กลองตะโพนและเครื่องประกอบจังหวะนำมาใช้ในการ เล่นเพลงอีแซว เพลงเกี่ยวข้าว กลองรำมะนาใช้เล่นเพลงลำตัด กลองยาวใช้เล่นรำเถิดเทิง กลองโทน ใช้เล่นรำวงและรำโทน ส่วนเครื่องเดินทำนองก็นิยมใช้ระนาด ซอ หรือ ปี่ เป็นต้น 3) ดนตรีพื้นเมืองภาคอีสาน มีเครื่องดนตรีที่สำคัญ ได้แก่ พิณ อาจเรียกต่างกันไปตาม ท้องถิ่น เช่น ซุง หมากจับปี่ หมากตับเต่ง และหมากต๊ดโต่ง ซอ โปงลาง แคน โหวด กลองยาวอีสาน กลองกันตรึม 4) ดนตรีพื้นเมืองภาคใต้ มีเครื่องดนตรีที่สำคัญ ได้แก่ กลองโนรา (กลองชาตรีหรือกลอง ตุ๊ก) กลองโพน กลองปืด โทน กลองทับ รำมะนา โหม่ง (ฆ้องคู่) ปี่กาหลอ ปี่ไหน กรับพวกภาตใต้ (แกระ) และนำเครื่องดนตรีสากลเข้ามาผสม ได้แก่ ไวโอลิน กีตาร์ เบนโจ อัคคอร์เดียน ลูกแซ็ก เพลงไทยประกอบการแสดงโขน ละคร รำ และระบำมาตรฐาน เพลงไทยที่ใช้บรรเลงและขับร้องประกอบการแสดงนาฏศิลป์ไทย โขน ละคร รำ และระบำ ที่เป็นมาตรฐานนั้น แบ่งได้เป็น 2 ประเภท 1) เพลงหน้าพาทย์ คือ เพลงที่ใช้บรรเลงประกอบกิริยา อารมณ์ของตัวละครต่าง ๆ และใช้ บรรเลงประกอบดนตรีไทยและนาฏศิลป์ 2) เพลงประกอบการแสดงพื้นเมือง เพลงไทยที่ใช้ประกอบการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง เป็นบทเพลงพื้นบ้านที่ใช้บรรเลงและขับร้องประกอบการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง โดยแบ่งออกตาม ภูมิภาค ภาคกลางเพลงเรือ ภาคเหนือเพลงซอ ภาคใต้เพลงนา ภาคอีสานเพลงโคราช เป็นต้น
115 คำถามท้ายบท 1. อธิบายที่มาของเพลงในการแสดงนาฏศิลป์ 2. อธิบายถึงความคล้ายและแตกต่างของเพลงนาฏศิลป์และเปรียบเทียบจากอดีตถึง ปัจจุบัน พอสังเขป 3. อธิบายที่มาของเพลงแสดงเหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ ถึงการอนุรักษ์หรือปรับ สภาพเพลงและการแสดงในบริบทปัจจุบันและอนาคต พร้อมยกตัวอย่างประกอบ เอกสารอ้างอิง จตุพร รัตนวราหะ. (2519). เพลงหน้าพาทย์. กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น. ชมนาด กิจขันธ์. (2553). การรำเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูง : เพลงตระ(ตัวพระ). กรุงเทพ ฯ : มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. พีรพงศ์ เสนไสย. (2546). ความงามในนาฏยศิลป์. มหาสารคาม: สาขานาฏยศิลป์ คณะศิลปกรรม ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ภิญโญ จิตต์ธรรม. (2516). เพลงนา เพลงเรือ เพลงบอก และลำตัด. สงขลา: โรงพิมพ์เมืองสงขลา. วิรมล อุปรมัย. (2526). นาฏกรรมและการละคร. กรุงเทพ ฯ : หนอน. สมศักดิ์ ทัดติ. (2540). จารีตการฝึกหัดและการแสดงโขนของตัวทศกัณฑ์. กรุงเทพ ฯ : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. สืบพงศ์ ธรรมชาติ. (44(5)). ปืดและเครื่องดนตรีศิลปะการแสดงภาคใต้. นครศรีธรรมราช, 48-53. สุมิตร เทพวงษ์. (2548). การไหว้ครูในพิธีไหว้ครูสำหรับการแสดงของไทย. กรุงเทพ ฯ : โอเดียนส โตร์. สุรเชษฐ์ เชษฐมาส. (2543). ปรัชญาของการสื่อความหมายธรรมชาติ. กรุงเทพ ฯ : คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. สุรพล วิรุฬรักษ์. (2544). นาฏยศิลป์ปริทรรศน์. กรุงเทพ ฯ : ภาควิชานาฏยศิลป์ คณะศิลปกรรม ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 4 การแต่งกายนาฏศิลป์ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนแล้ว นักศึกษาในรายวิชาจะสามารถ : 1. อธิบายความหมายและความเป็นมาของนาฏศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับการแต่งกายนาฏศิลป์ที่ เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน สังคม สิ่งแวดล้อม ชุมชน 2. วิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบ ประเภท และความสัมพันธ์ของการแต่งกาย นาฏศิลป์กับศาสตร์อื่น ๆ 3. แก้ปัญหาและเสนอแนวทางผ่านกระบวนการกลุ่มและการสื่อสารอย่างมีสุนทรียะ สนทนาผ่านความรับผิดชอบตนเองและเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน 4. ประยุกต์ใช้ความรู้จากการแต่งกายนชนาฏศิลป์และออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียนในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5. ปฏิบัติและสร้างสรรค์นวัตกรรมทางนาฏศิลป์ได้เหมาะสมโดยใช้หลักการของหลักฐาน เชิงประจักษ์ เนื้อหาสาระการเรียนรู้ 1. การแต่งกายโขน 2. การแต่งกายรำ ระบำ 3. การแต่งกายการแสดงพื้นเมือง บทสรุป แบบฝึกหัดบทที่ 2 เอกสารอ้างอิง กิจกรรมการเรียนการสอน สัปดาห์ที่ 1 (4 ชั่วโมง) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1) ปฐมนิเทศนักศึกษา และสร้างข้อตกลงร่วมกันในกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชา นาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครู 2) ชี้แจงภาพรวมของแผนบริหารการสอน เนื้อหา รูปแบบการเรียนการสอน การวัด และประเมินผล รูปแบบเกณฑ์การให้คะแนน ขั้นสอน 1) ทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นของนาฏศิลป์ 2) ยกตัวอย่างประเด็นเนื้อหา ร่วมกันอธิบายและสรุปเนื้อหาสาระสำคัญในหัวข้อ การ แต่งกายนาฏศิลป์ ประกอบการชมคลิปวิดีโอการแสดงนาฏศิลป์ 3) นักศึกษาร่วมกันอภิปรายที่มาของเพลง 4) นักศึกษาและผู้สอนร่วมกันสรุปบทเรียน 5) ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันแลกเปลี่ยน ซักถามในประเด็นที่ยังไม่เข้าใจ
117 สื่อการเรียนการสอน 1. นำเสนอด้วย Power Point เรื่อง การแต่งกายนาฏศิลป์ 2. คลิปวิดีโอการแสดงนาฏศิลป์ 3. เอกสารประกอบการเรียนการสอน “การแต่งกายนาฏศิลป์” แหล่งการเรียนรู้ 1. สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 2. เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่น่าเชื่อถือ การวัดและประเมินผลประจำบทเรียน จุดประสงค์ เนื้อหา วิธีการจัดการสอน/ ประสบการณ์การเรียนรู้ วิธีการวัดผลลัพธ์การ เรียนรู้ 1. อธิบายความหมาย ที่มา ประวัติความเป็นมาของ นาฏศิลป์ ที่มาและความหมาย ของนาฏศิลป์ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน (ประเมินผลงานที่ได้รับ มอบหมายรายบุคคล) 2. ระบุและอธิบายความ เข้าใจในที่มาและประเภท ของนาฏศิลป์ ที่มาและความหมาย ของการแต่งกาย นาฏศิลป์ - การแต่งกายโขน - การแต่งการรำ - การแต่งกายระบำ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา, การฝึกเขียนรายงานและ บทความเชิงเปรียบเทียบ การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน (ประเมินผลงานโดย เพื่อนและอาจารย์) 3. วิเคราะห์องค์ประกอบที่ เกี่ยวข้องกับประเภท นาฏศิลป์และเชื่อมโยงกับ การดำเนินชีวิตและ ศิลปวัฒนธรรม ที่มาและความหมาย ของการแต่งกาย นาฏศิลป์ - การแต่งกายโขน - การแต่งการรำ - การแต่งกายระบำ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน 4. รับผิดชอบต่อตนเอง และงานที่ได้รับมอบหมาย ที่มาและความหมาย ของการแต่งกาย นาฏศิลป์ - การแต่งกายโขน - การแต่งการรำ - การแต่งกายระบำ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา, การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน (ประเมินผลงานโดย เพื่อนและอาจารย์)
118
บทที่ 4 การแต่งกายนาฏศิลป์ การแต่งกายทางนาฏศิลป์แบ่งตามประเภทของการแสดงนาฏศิลป์แตกต่างกันไป แต่จะ เรียกตามการแบ่งประเภทของการแสดง เช่น โขน การแต่งกายยืนเครื่องตัวพระ การแต่งกายยืน เครื่องตัวนาง การแต่งกายยืนเครื่องตัวยักษ์ การแต่งกายยืนเครื่องตัวลัง โดยเครื่องประดับศีรษะ ตัว พระสวมชฎา ตัวนางสวมมงกุฎ รัดเกล้าตามตำแหน่ง ตัวยักษ์กับตัวลิงจะสวมหัวโขน 4.1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายสำหรับการแสดงนาฏศิลป์ การแสดงนาฏศิลป์โดยเฉพาะการแสดงโขนจำแนกผู้แสดงออกเป็น 4 ประเภท ตามลักษณะ ของบทบาทและการฝึกหัด คือ ตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ ตัวลิง ซึ่งในแต่ละตัวนั้นนอกจาก บุคลิกลักษณะที่ถ่ายทอดออกมาให้ผู้ชมทราบจากการแสดงแล้ว เครื่องแต่งกายของผู้แสดงยังเป็น สัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าผู้นั้นรับบทบาทแสดงเป็นตัวใด เครื่องแต่งกายนาฏศิลป์มี ความงดงามและมีกรรมวิธีการประดิษฐ์ที่วิจิตรบรรจงเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะที่มาของเครื่องแต่งกาย นาฏศิลป์นั้นจำลองแบบมาจากเครื่องทรงกษัตริย์ (เครื่องต้น) แล้วนำมาพัฒนาให้เหมาะสมต่อการ แสดง เครื่องแต่งกายโขน มีองค์ประกอบ 3 ส่วน ดังนี้ 4.1.1 ศิราภรณ์ ศิราภรณ์ หมายถึง เครื่องประดับศีรษะของตัวโขน ดังภาพ ตัวพระ ภาพที่ 81 ชฎา ที่มา : https://shorturl.asia/Jn0fg ตัวนาง ภาพที่ 82 มงกุฎ กษัตริย์
120 ที่มา : https://shorturl.asia/ADZTk ตัวยักษ์ ภาพที่ 83 ศีรษะยักษ์ ที่มา : https://shorturl.asia/A18Gg ตัวลิง ภาพที่ 84 ศีรษะลิง ที่มา : https://shorturl.asia/k9p3z 4.1.2 ถนิมพิมพาภรณ์ ถนิมพิมพาภรณ์ หมายถึง เครื่องประดับกาย ได้แก่ กำไลเท้า หรือ ข้อเท้า ภาพที่ 85 กำไลเท้าหรือข้อเท้า ที่มา : ฉวีวรรณ ชื่นสำราญ, มปป.
121 เข็มขัดหรือปั้นเหน่ง ภาพที่ 86 เข็มขัดหรือปั้นเหน่ง ที่มา : ฉวีวรรณ ชื่นสำราญ, มปป. สังวาล (รวมตาบทิศและตาบหลัง) ภาพที่ 87 สังวาล (รวมตาบทิศและตาบหลัง) ที่มา : ฉวีวรรณ ชื่นสำราญ, มปป. ทับทรวง . ภาพที่ 88 ทับทรวง ที่มา : ฉวีวรรณ ชื่นสำราญ, มปป.
122 กำไลแผง หรือ ทองกร ภาพที่ 89 กำไลแผนหรือทองกร ที่มา : ฉวีวรรณ ชื่นสำราญ, มปป. ธำมรงค์ หรือ แหวน ภาพที่ 90 ธำมรงค์หรือแหวน ที่มา : https://shorturl.asia/DdPF1 แหวนรอบ ภาพที่ 91 แหวนรอบ ที่มา : ฉวีวรรณ ชื่นสำราญ, มปป.
123 ปะวะหล่ำ ภาพที่ 92 ปะวะหล่ำ ที่มา : ฉวีวรรณ ชื่นสำราญ, มปป. 4.1.3 พัสตราภรณ์ พัสตราภรณ์ หมายถึง เครื่องนุ่งห่มที่เป็นผ้า ดังภาพ สนับเพลา หรือ กางเกง ภาพ ที่ 93 สนับเพลาหรือกางเกง ที่มา : ฉวีวรรณ ชื่นสำราญ, มปป. ผ้านุ่ง หรือ ภูษา หรือ พระภูษา ภาพที่ 94 ผ้านุ่งหรือภูษาหรือพระภูษา ที่มา : ฉวีวรรณ ชื่นสำราญ, มปป.
124 ห้อยข้าง หรือ เจียระบาด หรือ ชายแครง ภาพที่ 95 ห้อยข้างหรือเจียระบาดหรือชายแครง ที่มา : ฉวีวรรณ ชื่นสำราญ, มปป. ห้อยหน้า หรือ ชายไหว (รวมสุวรรณกระถอบ ปักเป็นลายชิ้น เดียวกัน) ภาพที่ 96 ห้อยหน้าหรือชายไหว ที่มา : ฉวีวรรณ ชื่นสำราญ, มปป. เสื้อ หรือ ฉลององค์ ภาพที่ 97 เสื้อหรือฉลององค์ ที่มา : ฉวีวรรณ ชื่นสำราญ, มปป.
125 รัดสะเอว หรือ รัดองค์ ภาพที่ 98 รัดสะเอวหรือรัดองค์ ที่มา : ฉวีวรรณ ชื่นสำราญ, มปป. กรองศอ หรือ นวมคอ หรือ กรองศอ ภาพที่ 99 กรองศอหรือนวมคอหรือกรองศอ ที่มา : ฉวีวรรณ ชื่นสำราญ, มปป. 4.1.4 การแต่งกายโขน 1) เครื่องแต่งตัวพระ ภาพที่ 100 การแต่งกายยืนเครื่องตัวพระ ที่มา : ฉวีวรรณ ชื่นสำราญ, มปป.
126 2) การแต่งกายตัวนาง ภาพที่ 101 การแต่งกายยืนเครื่องตัวนาง ที่มา : https://shorturl.asia/2GE7J สำหรับเครื่องแต่งตัวพระและตัวนางดังกล่าวนี้ จะใช้แต่งกายสำหรับผู้รำในระบำมาตรฐาน เช่น ระบำสี่บท ระบำดาวดึงส์ ระบำพรหมมาสตร์ ระบำย่องหงิด และระบำกฤดาภินิหาร เป็นต้น และยังใช้แต่งกายสำหรับตัวละครในการแสดงละครนอกและละครในด้วย ส่วนในระบำเบ็ดเตล็ด เช่น ระบำนพรัตน์ ระบำตรีลีลา ระบำไตรภาคี ระบำไกรลาสสำเริง ระบำโบราณคดีชุดต่าง ๆ หรือระบำ สัตว์ต่าง ๆ จะใช้เครื่องแต่งกายให้ถูกต้องตรงตามรูปแบบของระบำนั้น ๆ เช่น ระบำโบราณคดี ก็ต้อง แต่งกายให้ถูกต้องตรงตามหลักฐานที่ปรากฏในรูปปั้นหรือภาพจำหลัก ตามโบราณสถานในยุคสมัยนั้น เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการแสดงที่เป็นนาฏศิลป์พื้นเมืองของท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต้องแต่งกายให้ สวยงามถูกต้องตามวัฒนธรรมของท้องถิ่นด้วย (https://shorturl.asia/IXfJy) เครื่องแต่งกาย ประกอบการแสดงโขน ที่เห็นได้ชัดเจนคือ การแต่งกายชุดยักษ์ ชุดลิง และหัวโขนที่ใช้ในการแสดง โขนเรื่อง รามเกียรติ์ เป็นต้น 3) การแต่งกายตัวยักษ์ ภาพที่ 102 การแต่งกายตัวยักษ์ ที่มา : https://shorturl.asia/I0sJA
127 4. การแต่งกายตัวลิง ภาพที่ 103 การแต่งกายตัวลิง ที่มา : https://shorturl.asia/I0sJA ตัวละครยักษ์ เช่น ทศกัณฑ์ กุมภกรรณ พิเภก พระยาขร พระยาทูษณ์ พระยาตรีเศียร นาง สำมักขา ตัวละครลิง (พญาวานร) เช่น พาลี สุครีพ หนุมาน องคต ชมพูพาน ชามพูวราช มัจฉานุ อสุรผัด ท้าวมหาชุมพู นิลพัท นิลนนท์ ตัวละครลิง (วานรสิบแปดมงกุฎ) เช่น เกยูร โกมุท ไชยามพ วาน มาลุนทเกสร วิมล ไวยบุตร สัตพลี สุรเสน สุรกานต์ นิลขัน นิลปานัน นิลปาลัน นิลราช นิลเอก วิ สันตราวี กุมิตัน เกสรทมาลา มายูร ในอดีต 18 มุงกุฏ หมายถึง วานร 18 มงกุฎ เดิมก็คือเทวดา 18 องค์ ที่อาสามาช่วยพระนารายณ์ตอนอวตารมาเป็นพระรามนั้นเอง วานรทั้ง 18 ตนนั้นก็มีชื่อเรียก แตกต่างกันออกไป สำหรับมูลเหตุที่ทำให้คำว่า "สิบแปดมงกุฎ" กลายความหมายมาเป็นคำไม่ดี มีที่มา จากเหตุการณ์ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีกลุ่มนักเลงการพนันใหญ่ที่ถือว่ามีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้น ตาม ร่างกายจะนิยมสักรูปมงกุฎ จนเป็นที่มาของสำนวน "สิบแปดมงกุฎ" ในทางร้ายที่หมายถึง พวกนักเลง การพนัน พวกที่มีเล่ห์เหลี่ยมกลโกง นักต้มตุ๋น ซึ่งพลอยทำให้ชื่อเสียงเกียรติคุณดีๆ ของวานรสิบแปด มงกุฎ(เทวดา)เลือนหายไปและกลายความไปในที่สุด ในหนังสือ "สำนวนไทย" ของ ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์) เขียนไว้ว่า สิบแปดมงกุฎ นำมาใช้เป็นสำนวนในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีนักเลงการพนันใหญ่ลือชื่อพวกหนึ่ง กล่าวกันว่าเป็นนักเลงชั้นยอด สักตามตัวเป็น รูปมงกุฎ จึงเรียกว่า สิบแปดมงกุฎ ตามเรื่องราวในรามเกียรติ์ จากนั้นถ้าใครเป็นนักเลงการพนันก็เลย เรียกว่า สิบแปดมงกุฎ (http://guru.sanook.com/8801/) ภาพที่ 104 การแสดงวานรสิบแปดมงกุฎ ที่มา https://shorturl.asia/mqwOC
128 ภาพที่ 105 วานร 18 มงกุฎ ที่มา : https://shorturl.asia/8pliD 4.2 การแต่งกายประกอบการแสดงรำ ระบำ การแต่งกายประกอบการแสดงรำ ระบำ จำแนกออกเป็นประเภท ดังนี้ 4.2.1 การแต่งการประกอบการแสดงรำ ลักษณะการแต่งกายประกอบการแสดงจะเป็น การแต่งกายยืนเครื่องพระ นาง เลียนแบบการแต่งกายโขน อาทิรำมโนห์ราบูชายัญ เป็นการแสดงท่า ร่ายรำของนางมโนห์รา ก่อนที่จะถูกบูชายัญ อันเป็นการรำที่แทรกอยู่ในละครเรื่องมโนห์รา รูปแบบ การแต่งกายประกอบการแสดงรำจะมีลักษะณะของการแต่งกายขึ้นอยู่กับเรื่องที่แสดง โดยการแสดง รำมโนห์ราบูชายัญ เป็นกระบวนท่ารำของนางกินรี (ครึ่งคนครึ่งสัตว์) ดังนั้นท่ารำจึงเลียนแบบลักษณะ ของสัตว์ปีกเป็นส่วนใหญ่ ส่วนด้านสุนทรียะของการแสดงบนเวทีแล้ว การรำมโนห์ราบูชายัญ เป็นการ รำเดี่ยวอวดฝีมือของผู้แสดง กระบวนท่ารำมีลีลาที่สื่อความหมายในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่การบินร่อน ถลา การรำอวดการเล่นปีกหรือกระพือปีก แต่ทั้งนี้ท่ารำทั้งหมดเป็นจริตกิริยาที่เสแสร้งทำ เพื่อให้เกิด ความสมจริงตามท้องเรื่องที่เกี่ยวกับพิธีกรรม ภาพที่ 106 การแต่งกายรำมโนราห์บูชายัญ ที่มา : https://shorturl.asia/JiYxr เครื่องแต่งกาย เครื่องแต่งกายของนางมโนราห์ ออกแบบโดย นายโหมด ว่องสวัสดิ์ (อดีตข้าราชการกองการ สังคีต กรมศิลปากร) มีลักษณะใกล้เคียงกับ เครื่องแต่งกายนางยืนเครื่อง แต่มีรายละเอียด ที่บ่งบอกลักษณะของความเป็นนางกินรี ดังนี้ 1. เทริดนางกินรี (ในทางช่าง เรียกเทริดที่นาง กินรีสวมใส่ว่า มงกุฎกษัตรีย์) รูปทรงมีขนาด เล็กกะทัดรัดกว่ามงกุฎนางทั่วไป โดยลักษณะ ของยอดสั้นกว่า สาแหรกจะยาวกว่า 2. เสื้อในนางสีเหลืองทอง ด้วยเป็นลักษณะกึ่ง เปลือยอก จึงใช้เลื่อมปักประดับ เพิ่มความแวววาว 3. ผ้ายก ใช้สีเขียว (เดิมสีแดง) นุ่งผ้าหน้านาง มีลักษณะการนุ่งผ้าที่แตกต่างจากเดิมคือ นุ่ง
129 จีบชายพกแผ่ออกทั้งด้านซ้ายและด้านขวา 4. สวมกรองคอและรัดสะเอวสีแดง ทั้งสองชิ้น นี้จะเป็นชุดสำรับเดียวกัน กรองคอมีงอนคล้าย อินทรธนู ชายรัดสะเอวด้านหน้าจะเรียวแหลม ไปตามจีบหน้านางของผ้านุ่ง 5. ใส่เครื่องประดับ ได้แก่ จี้นาง เข็มขัด ต้น แขน ข้อมือ ข้อเท้าติดกระพรวน 6. ใส่ปีกและหางของนางกินรี สวมเล็บยาวสี ทอง ๘ เล็บ 4.2.2 การแต่งกายประกอบการแสดงระบำ การแต่งกายจะเน้นความสวยงามและแต่ง การเหมือนกัน ดังตัวอย่างการแสดงต่อไปนี้ 1) การแต่งกายระบำทวารวดีได้แบบอย่างมาจากภาพปูนปั้น ที่ค้นพบสถานที่สำคัญต่าง ๆ สมัยทวารวดี และได้นำมาประดิษฐ์ให้เหมาะสมกับการแสดง ซึ่งมีดังนี้ ตารางที่ 25 การแต่งกายในระบำทวารวดี ภาพ คำอธิบาย ภาพที่ 107 การแต่งกายระบำทวารวดี ที่มา : https://shorturl.asia/QReC6 - สวมกระบังหน้ากลางศีรษะในลักษณะคล้ายลูกจัน แบน สวมเกี้ยวรัดผม - สวมกระบังหน้า - สวมต่างหูเป้นห่วงกลมใหญ่ - สวมเสื้อในสีเนื้อ (แทนการเปลือยอกตามภาพปั้น) - นุ่งผ้าลักษณะคล้ายจีบหน้านางสีน้ำตาลแถวหนึ่ง และสีเหลืองอ่อนแถวหนึ่ง มีตาลสีทองตกแต่งเป็น ลายพาดขวางลำตัว - ห่มสไบเฉียง ปล่อยชายไว้ด้านหน้าและด้านหลัง - สวมกำไลข้อมือ ต้นแขนโลหะ และแผงข้อเท้าผ้า ติดลูกกระพรวน - สวมจี้นาง - คาดเข็มขัดผ้าตาดเงิน หรือเข็มขัดโลหะ 2) การแต่งกายระบำศรีวิชัย ได้แบบอย่างมาจากภาพจำหลักและภาพปูนปั้นสมัยศรีวิชัย ประสมกับท่ารำชวาและบาหลี สอดแทรกลักษณะการแสดงคล้ายท่ารำของชวาและบาหลี ลักษณะ ของเครื่องแต่งกาย ดังตาราง
130 ตารางที่ 26 การแต่งกายระบำศรีวิชัย ภาพ คำอธิบาย ภาพที่ 108 การแต่งกายระบำศรีวิชัย ที่มา : https://shorturl.asia/bxavI - เสื้อในนาง ตัวเสื้อใช้ผ้าต่วนเนื้อหนาสีเนื้อ เป็น เสื้อเข้ารูปไม่มีแขน ดันทรง เปิดช่วงไหล่และหลัง - ผ้านุ่ง เป็นผ้าโสร่งบาติค เย็บเป็นจีบหน้านางเล็ก ๆ อยู่ตรงกลางด้านหน้า ไม่มีชายพก - ผ้าครอบรอบสะโพก ใช้ผ้าแพรเนื้อบาง มี 2 สี คือ สีเขียว และสีแดง - เข็มขัด ทำด้วยโลหะชุดทอง ลายโปร่งเป็นข้อ ๆ ต่อกัน หัวเข็มขัดทำด้วยหนังลงรักปิดทอง ประดับ พลอยสี - ต่างหู เป็นต่างหูแบบห้อย ตรงส่วนแป้นหูทำด้วย หนังลงรักปิดทอง ประดับด้วยพลอยสี - สร้อยคอ เป็นห่วง ๆ ต่อกัน ประดับด้วยพลอยสี แดงและสีเขียว - สร้อยสะโพก เป็นห่วง ๆ ต่อกัน ทำด้วยหนังลง รักปิดทอง ประดับด้วยพลอยสีเขียวหรือสีแดง - กำไลต้นแขน มีลักษณะโปร่งตรงกลาง ด้านหน้า ของกำไลเป็นรูปกลมเรียงสูงขึ้นไป 3 ชั้น - กำไลมือ มีลักษณะกลม ประดับด้วยพลอยสีขาว - กำไลข้อเท้า ลักษณะกลมแต่ด้านในทึบ ตัวกำไล สลับลวดลายทำด้วยหนังลงรักปิดทอง ประดับ พลอย - โบ โบเส้นเล็ก ๆ สำหรับสอดใต้เข็มขัด - ผ้าสไบ มีแผ่นโค้งเหนือไหล่สอดสร้อย 2 เส้น ประกอบด้วยผ้าแพรบาง ความยาวเท่ากับสร้อย ชายผ้าและสร้อยตัวทั้งสองข้างติดอยู่กับ เครื่องประดับสีทอง ที่ใช้คล้องไว้บนไหล่ เครื่องประดับนี้ ทำด้วยหนังลงรักปิดทอง ประดับ ด้วยพลอยสีเขียว สีแดง สร้อยตัวเป็นโซ่ห่วงทอง เล็ก ๆ ต่อให้ติดกัน ทำด้วยโลหะชุบทอง - กระบังหน้า มีลักษณะคล้ายกระบังหน้าธรรมดา ตรงกลางด้านหน้าเป็นรูปกลมและต่อยอดกลมให้ แหลมถึงตรงปลาย ประดับด้วยพลอยสีขาว - ปิ่นปักผม ตรงโคนที่ใช้ปักผมนั้นเรียวแหลม ส่วน ตอนปลายกลึงจนมีลักษณะกลม ประดิษฐ์ขึ้นด้วย ไม้นำมากลึงตามลักษณะแล้วทาสีทองทับ 3) การแต่งกายระบำลพบุรี ระบำลพบุรีเกิดขึ้นโดยเลียนแบบลักษณะท่าทางของเทวรูป ภาพเขียน ภาพแกะสลัก รูป ปั้น รูปหล่อและภาพศิลาจำหลัก ทับหลังประตู ตามโบราณสถานที่ขุดพบสมัยลพบุรี ระหว่างพุทธ ศตวรรษที่ 16 – 19 ลักษณการแต่งกาย ดังตาราง
131 ตารางที่ 27 การแต่งกายระบำลพบุรี ภาพ คำอธิบาย ภาพที่ 109 การแต่งกายระบำลพบุรี ที่มา : https://shorturl.asia/05XUm - เสื้อ ใช้ผ้ายืดสีเนื้อ คอกลม แขนสั้นเหนือศอก ติดแถบสีทองโอบรอบคอตลอดหว่างอกและรอบ เอว ตัวเอกปักดิ้นเป็นลายดอกประจำยามหนึ่ง ดอกตรงระหว่างอก - ผ้านุ่ง เย็บสำเร็จแบบซ้อนหน้า ชายล่างโค้งมน ยาวคลุมเข่า ปักดิ้นลายประจำยาม - ระปราย มีผ้าตาลสีทองทาบชายกระโปรง ตัว เอกนุ่งผ้าสีส้มแสด หมู่ระบำสีฟ้าอมม่วง - ผ้าคลุมสะโพก สีม่วงอ่อน ชายแหลมมนแยกเป็น 2 ชิ้น หมู่ระบำริมผ้าทาบด้วยผ้าตาดสีทอง ตัว เอกบริมด้วยผ้าตาลสีเงิน เครื่องประดับ ศีรษะของระบำชุดนี้ ประกอบด้วย - กระบังหน้า หมู่ระบำใช้กระบังหน้าประดับ ดอกไม้ไหว ตัวเองกระบังหน้ารูปดอกดาวกระจาย 6 ดอก - เกี้ยว - พู่ไหมแซมเงิน - ที่ครอบผม - รัดต้นแขน ประดับกระจกสี - สร้อยคอ ประดับด้วยแก้ว หรือพลอย - เข็มขัด - กำไลข้อมือ ประดับด้วยแก้วหรือพลอย - กำไลข้อเท้า ประดับกระจก 4) การแต่งกายระบำเชียงแสน เป็นระบำโบราณคดีชุดที่ 4 ในระบำโบราณคดี 5 ชุด สร้างขึ้นตามแบบศิลปะและ โบราณสถานสมัยเชียงแสน แพร่หลายไปทั่วดินแดนภาคเหนือของไทยในสมัยโบราณเรียกว่า "" อาณาจักรล้านนา"" และต่อมามีนครเชียงใหม่เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรนั้น ศิลปะแบบเชียงแสน ได้แพร่หลายลงมาตามลุ่มแม่น้ำโขง เข้าไปในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่เรียกว่า "ลาน ช้าง" หรือ ""กรุงศรีสัตนาคนหุต"" แล้วแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทยทางจังหวัดภาค ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนด้วย โดยเหตุนี้ระบำเชียงแสน ตลอดจนดนตรีที่สร้างจังหวะของระบำชุด นี้ จึงมีลีลาและสำเนียงพื้นเมืองเป็นไทยชาวเหนือแบบพื้นเมือง คละเคล้าระคนไปด้วยลีลาและ สำเนียงพื้นเมืองของชาวไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือปะปนอยู่ด้วย นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยและศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้แต่งทำนองเพลงจากสำเนียงไทยภาคเหนือ และนาง เฉลย ศุขะวณิช ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทยและศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ จาก จิตรกรรมฝาผนังและลายปูนปั้นที่ประดับโบราณสถานยุคเชียงแสน อาณาจักรลานนา ราวพุทธ ศตวรรษที่ 16 - 23 เครื่องแต่งกายของระบำเชียงแสน ดังตาราง
132 ตารางที่ 28 การแต่งกายระบำเชียงแสน ภาพ คำอธิบาย ภาพที่ 110 การแต่งกายระบำเชียงแสน ที่มา : https://shorturl.asia/nbczs - เสื้อรัดอกสีเนื้อ/สีทอง - เสื้อลูกไม้สีเหลือง ติดริมด้วยแถบผ้าตาลสีทอง - ซิ่งเชิงแบบป้ายข้างแถวหนึ่งสีแดง อีกแถวหนึ่งสี ตอง เครื่องประดับ ประกอบด้วย - เข็มขัดมีเชือกห้องทิ้งชายพู่ลงมาด้านหน้าทั้ง สองข้ - สร้อยคอ - ต่างหู - กำไลข้อมือ - กำไลข้อเท้า - แต่งทรงผมตั้งกระบังหน้าประดับขดโลหะสีเงิน เกล้าผมมวย ไว้ด้านหลัง ติดดอกกล้วยไม้ข้างหู ซ้าย 5) การแต่งกายระบำสุโขทัย ระบำสุโขทัย เป็นระบำชุดที่ 5 อยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 นับเป็นยุคสมัยที่ชน ชาติไทย เริ่มสร้างสรรค์ศิลปะด้านนาฏศิลป์ และดนตรีในเป็นสมบัติประจำชาติ โดยอาศัยหลักฐาน อ้างอิงที่กล่าวไว้ในเอกสาร และหลักศิลาจารึก ประกอบศิลปกรรมอื่น ๆ การแต่งทำนอง กระบวนท่า รำ และเครื่องแต่งกาย ประดิษฐ์ขึ้นให้มีลักษณะที่อ่อนช้อยงดงาม ตามแบบอย่างของศิลปะสมัย สุโขทัยดังตาราง ตารางที่ 29 การแต่งกายระบำสุโขทัย ภาพ คำอธิบาย ภาพที่ 111 ที่มา : https://shorturl.asia/nbczs - ศีรษะทรงยอดรัศมีสำหรับตัวเอก และทรงระฆัง คว่ำสำหรับตัวรอง - ต่างหูเป็นดอกกลม - เสื้อในนางสีชมพูอ่อน - กรองคอสีดำ ปักดิ้นและเลื่อม - ต้นแขนตัวรองพื้นสีดำ ปักดิ้นและเลื่อม ตัวเอก ทำด้วยหนังลงรักปิดทอง - กำไลข้อมือตัวรองพื้นสีดำ ปักดิ้นและเลื่อม ตัว เอกทำด้วยหนังลงรักปิดทอง - ข้อเท้า ตัวรองพื้นสีดำ ปักดิ้นและเลื่อม ตัว เอกทำด้วยหนังลงรักปิดทอง - ผ้ารัดเอว ทำด้วยผ้าสีดำ มีลวดลายเป็นดอกไม้ ประดับและห้องที่ชายเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียก ปูน มีริบบิ้นสีเขียวห้อยมาทั้งสองข้าง - ผ้านุ่งเป็นกระโปรงบานจีบหน้าสีส้ม มีลูกไม้สี ขาวระบายเป็นชั้น ๆ - ทรงผมเกล้าผม ครอบด้วยที่รัดผม
133 6) การแต่งกายระบำศรีชัยสิงห์ ระบำศรีชัยสิงห์ ประดิษฐ์ท่ารำโดย นางเฉลย ศุขวะณิช ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนาฏศิลป์ไทย ของวิทยาลัยนาฏศิลป์กรมศิลปากร การแต่งกายเลียนแบบภาพจำหลักนางอัปสร ปราสาทเมืองสิงห์ บรรเลงโดยเพลงเขมรชมจันทร์และเพลงเขมรเร็วการแสดงเพื่อสงเสริมแหล่งท่องเที่ยวของไทย โดย การแสดงชุดนี้มีที่มาจากแหล่งโบราณคดีที่จังหวัดกาญจนบุรี คือปราสาทเมืองสิงห์ดังภาพ ภาพที่ 112 ท่ารำนางอัปสรบายน ในปราสาทของกัมพูชา ที่มา : https://shorturl.asia/FpOTH ภาพที่ 113 ระบำศรีชัยสิงห์ เครื่องแต่งกายระบำศรีชัยสิงห์มีลักษณะกลิ่นไอของขอมบายน ดังตาราง ตารางที่ 30 การแต่งกายระบำศรีชัยสิงห์ ภาพ คำอธิบาย ภาพที่ 114 การแต่งกายระบำศรีชัยสิงห์ ที่มา : https://shorturl.asia/vLt8N - ตัวเสื้อสีน้ำตาลรัดกระชับเข้ารูปนักแสดง - ใส่กรองคอทอง สังวาลสองเส้นไขว้กันบนตัว เสื้อ - ตัวกระโปรงจะเป็นเอวต่ำจับจีบด้านหน้าสีทอง ปักด้วยเลื่อมทองตรงขอบเอว - เครื่องประดับทอง ทรงผมเกล้ามวยตั้งสูงมาก ประดับด้วยริบบิ้นทอง เครื่องแต่งกายตัวเอก - ทรงผมสวมมงกุฎลักษณะลวดลายขอม - เสื้อ รัดรูปสีน้ำตาลอ่อน คอกลม แขนสั้นเหนือ ศอก - ผ้านุ่ง เป็นกระโปรงสำเร็จรูปแบบป้าย ทบซ้อน หน้า สีเหลืองทอง ยาวคลุมเข่า มีลูกไม้แถบสี ทองเดินลายและปักเลื่อมดอกสีทอง ตัดเย็บด้วย ผ้าผาดไทยชนิดมีลวดลายในตัว เครื่องประดับ ศีรษะของตัวเอก ประกอบด้วย - กะบังหน้า - ยี่ก่า - เกี้ยว - พู่หนัง - สาแหรก - ปลียอด - ดอกไม้ไหว - ลายท้าย - รัดต้นแขน - สร้อยคอ - กำไลมือ - กำไลเท้า
134 ภาพ คำอธิบาย - กรองคอ - สังวาล ๒ เส้น (ทำด้วยหนัง ลงลาย รักปิดทอง ประดับกระจก และพลอยหลากสี) 2) การแต่งกายระบำนางกอย ระบำนางกอย เป็นระบำชุดหนึ่งที่อยู่ในละครเรื่อง“เงาะป่า”บทพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว มีเนื้อเรื่องย่อว่า อเนาได้จัดขบวนขันหมากมาสู่ขอนางลำ หับ บรรดาเพื่อนของลำหับก็มาช่วยกันจัดเตรียมงานมีสาวเงาะที่จะเข้ามาร่วมพิธีของฮเนากับนางลำ หับ ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี เป็นผู้คิดประดิษฐ์ท่ารำ การแต่งกาย แต่งกายแบบหญิงสาวชาว เงาะป่าเผ่าซาไก ทำผมหยิก ทัดดอกชบาสีแดงด้านซ้าย สวมพวงมาลัยดอกชบาสีแดง ต่างหู ข้อมือ และข้อเท้าร้อยด้วยดอกชบาสีแดง ถือดอกชบาสีแดงหรือถือดอกไม้หลากชนิด ซึ่งแต่งกายห่มผ้าได้ 2 แบบ คือ แบบที่ 1 ห่มผ้าแถบสีแดง หรือสีเขียว หรือ สีฝาด นุ่งผ้าจีบหน้านางยาวครึ่งน่องสีแดง หรือสีส้ม พับขอบสะเอวลง ตามหลักการ คือจะแต่งกายโดยไม่ใช้สีเดียวกับนางเอก ภาพที่ 115 การแต่งกายระบำนางกอย แบบที่ 1 ที่มา : http://www.dat.rmutt.ac.th/content/936 แบบที่ 2 ห่มสไบ 2 ชาย สีแดง หรือ สีเขียว หรือต่างสี ยาวประมาณสะโพก นุ่งผ้าจีบ หน้านาง สีแดงหรือสีส้ม พับขอบสะเอวลง มา ภาพที่ 116 การแต่งกายระบำนางกอย แบบที่ 2 ที่มา : http://www.dat.rmutt.ac.th/content/936 4.3 การแต่งกายนาฏศิลป์พื้นเมือง 4.3.1 การแต่งกายนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคเหนือ การแต่งกายนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคเหนือ ฟ้อนสาวไหม เป็นศิลปะการฟ้อนรำประเภทหนึ่ง ของชาวล้านนาที่มีพัฒนาการมาจากการเลียนแบบอากัปกิริยาการสาวไหม ผู้ฟ้อนส่วนใหญ่มักเป็น หญิงสาว ลีลาในการฟ้อนดูอ่อนช้อยและงดงาม ทาวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่โดย ครูพลอยศรี สรรพ ศรี รับท่าฟ้อนมาจากหญิงชาวบ้านที่จังหวัดเชียงราย ชื่อ คือนางบัวเรียว รัตนมณีพรณ์ (สุภาวสิทธิ์) ครูฟ้อนประจำวัดศรีทรายมูล จังหวัดเชียงราย ซึ่งคุณบัวเรียวก็ได้เรียนการฟ้อนนี้มาจากบิดาของตน