The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

MSE2711 นาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครู

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Music Edu. RERU., 2023-11-11 13:56:25

MSE2711 นาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครู

MSE2711 นาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครู

135 อีกทีหนึ่งคือพ่อกุย สุภาวสิทธิ์ซึ่งได้แนวความคิดจากวิธีการปลูกต้นหม่อน เก็บฝ้ายสาวไหม และทอผ้า ของชาวบ้านในเวลานั้น และใช้ท่าฟ้อนดาบ และฟ้อนเจิง มาปรับปรุง ประดิษฐ์ท่าฟ้อนขึ้นใหม่ เรียกว่า ฟ้อนสาวไหม ใช้ฆ้อง กลอง และฉาบเป็นเครื่องประกอบจังหวะ รูปแบบและลักษณะการ แสดงฟ้อนสาวไหม เป็นการฟ้อนรำด้วยท่ารำตามทำนองเพลงในจังหวะช้า ความงดงามของรำฟ้อน สาวไหมจะอยู่ที่กระบวนท่ารำในลักษณะต่าง ๆ ที่มีความหมายถึงกรรมวิธีการทอผ้าไหม รวมทั้งความ สวยงามของการใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายให้มีความกลมกลืนกับท่ารำ การแต่งกาย นุ่งซิ่นป้ายยาว กรอมเท้า สวมเสื้อแขนกระบอกปล่อยชายอยู่ด้านนอก ห่มสไบ เครื่องประดับสร้อยคอ สร้อยตัว ต่าง หู ผมเกล้ามวยติดดอกไม้ (https://shorturl.asia/hfn4H) ภาพที่ 117 การแต่งกายฟ้อนสาวไหม ที่มา : https://shorturl.asia/tYxRQ การแต่งกายนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคเหนือ จากสภาพภูมิประเทศที่อุดมไปด้วยป่า มี ทรัพยากรมากมาย มีอากาศหนาวเย็น ประชากรมีอุปนิสัยเยือกเย็น นุ่มนวล งดงาม รวมทั้งกิริยา การ พูดจา มีสำเนียงน่าฟัง จึงมีอิทธิพลทำให้เพลงดนตรีและการแสดง มีท่วงทำนองช้า เนิบนาบ นุ่มนวล ตามไปด้วย การแสดงของภาคเหนือเรียกว่า ฟ้อน เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนเงี้ยว ฟ้อนสาวไหม เป็นต้น ภาคเหนือนี้มีการแสดงหรือการร่ายรำที่มีจังหวะช้า ท่ารำที่อ่อนช้อย นุ่มนวล เพราะมีอากาศ เย็นสบาย ทำให้จิตใจของผู้คนมีความนุ่มนวล อ่อนโยน ภาษาพูดก็นุ่มนวลไปด้วย เพลงมีความไพเราะ อ่อนหวาน ผู้คนไม่ต้องรีบร้อนในการทำมาหากิน สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมีอิทธิพลต่อการแสดงนาฏศิลป์ ของภาคเหนือ 4.3.2 การแต่งกายนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคกลาง การแต่งกายนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคกลาง รำกลองยาว เป็นการแสดงเพื่อความรื่นเริง ใน ขบวนแห่ต่าง ๆ ของไทยมีผู้แสดงทั้งชาย และหญิง ออกมรำเป็นคู่ ๆ โดยมีผู้ตีกลองประกอบจังหวะ พร้อม ฉิ่ง ฉาบ กรับ และโหม่ง การรำกลองยาว มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น เถิดเทิง เทิ่งบองกลองยาว สันนิษฐานว่าแต่เดิมเป็นการเล่นของพวกทหารพม่าในสมัยที่มีการต่อสู้กันปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา และเข้าใจว่าคนไทยนำมาเล่นในสมัยกรุงธนบุรี เพราะจังหวะสนุกสนานเล่นง่าย เครื่องดนตรีก็คล้าย ของไทยและจังหวะก็ปรับมาเป็นแบบไทย ๆ เพื่อประกอบการรำ แต่การแต่งกายยังคงคล้ายรูปแบบ ของพม่า เช่น โพกหัวแบบพม่า นุ่งโสร่ง เสื้อคอกลมแขนกว้าง แต่บางครั้งจะพบแต่งกายตามสบาย โอกาสที่แสดงนิยมในงานรื่นเริง เช่น ขบวนแห่นาค ขบวนแห่ผ้าป่า กฐิน งานฉลอง ขบวนขันหมาก ผู้ รำร่วมก็จะแต่งกายตามสบาย แต่จะนิยมประแป้งพอกหน้าให้ขาว ทัดดอกไม้ เขียนหนวดเครา แต้ม


136 ไฝ ลีลาท่าทางอาจจะแปลกพิสดารที่ทำให้ชวนหัวเราะ ยั่วเย้ากันเองในหมู่พวกหรือคนดู และบางครั้ง ก็อาจไปรำต้อนคนดูเข้ามาร่วมวงสนุกไปด้วย ผู้รำจะมีทั้งชายและหญิง ส่วนพวกตีเครื่องประกอบ จังหวะก็จะทำหน้าที่ร้องและเป็นลูกคู่ไปด้วย โอกาสที่แสดง มักนิยมเล่นกันในงานตรุษ งานสงกรานต์ หรือในงานแห่งแหน ซึ่งต้องเดินเคลื่อนขบวน เช่น ในงานแห่นาค แห่พระ และแห่กฐิน เป็นต้น เคลื่อนไปกับขบวน พอถึงที่ตรงไหนเห็นว่ามีลานกว้างหรือเป็นที่เหมาะก็หยุดตั้งวงเล่นรำกันเสียพัก หนึ่ง แล้วก็เคลื่อนขบวนต่อไปใหม่แล้วก็มาหยุดตั้งวงเล่นและรำกันอีก ภาพที่ 118 การแต่งกายรำเถิดเทิงกลองยาว ที่มา : https://shorturl.asia/gZHkI การแต่งกาย 1) ชาย นุ่งกางเกงขายาวครึ่งแข้ง สวมเสื้อคอ กลม แขนสั้น เหนือศอก มีผ้าโพกศีรษะและผ้า คาดเอว 2) หญิง นุ่งผ้าซิ่นมีเชิงยาวกรอมเท้า สวมเสื้อ แขนกระบอกคอปิด ผ่าอกหน้า ห่มสไบทับเสื้อ สวมสร้อยตัวคาดเข็มขัดทับนอกเสื้อ สร้อยคอ และต่างหู ปล่อยผมทัดดอกไม้ด้านซ้าย 4.3.3 การแต่งกายนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคอีสาน การแต่งกายนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคกลาง เซิ้งสวิง เป็นการละเล่นพื้นเมืองของภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ในท้องถิ่นอำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นการละเล่นเพื่อส่งเสริมด้าน จิตใจของประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งมีอาชีพในการจับสัตว์น้ำ โดยมีสวิงเป็นเครื่องมือหลัก ในปี พ.ศ. 2515 ท่านผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย กรมศิลปากร ได้นำท่าเซิ้งศิลปะท้องถิ่นมาปรับปรุงให้เป็นท่าที่ กระฉับกระเฉงขึ้น โดยสอดคล้องกับท่วงทำนองดนตรี ที่มีลักษณะสนุกสนานร่าเริง ภาพที่ 119 การแต่งกายเซิ้งสวิง ที่มา : https://shorturl.asia/igCbh การแต่งกาย - ชาย สวมเสื้อม่อฮ่อม นุ่งกางเกงขาก๊วย มี ผ้าขาวม้าโพกศีรษะและคาดเอว มือถือตะข้อง - หญิง นุ่งผ้าซิ่นพื้นบ้านอีสาน ผ้ามัดหมี่มีเชิง ยาวคลุมเข่า สวมเสื้อตามลักษณะผู้หญิงชาวภู ไท คือสวมเสื้อแขนกระบอกคอปิด ผ่าอก ประดับเหรียญโลหะสีเงิน ปัจจุบันใช้กระดุม พลาสติกสีขาวแทน ขลิบชายเสื้อ คอ ปลายแขน และขลิบผ่าอกตลอดแนวด้วยผ้าสีตัดกัน เช่น สี เขียวขลิบแดง หรือสวมเสื้อกระบอกคอปิด ผ่า อก ห่มสไบเฉียงทับตัวเสื้อ สวมสร้อยคอโลหะ ทำด้วยเงิน ใส่กำไลข้อมือและกำไลข้อเท้า ผม เกล้ามวยสูงไว้กลางศีรษะ ทัดดอกไม้ มือถือสวิง


137 4.3.4 การแต่งกายนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคใต้ การแต่งกายนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคใต้ ตารีกีปัส เป็นศิลปะการแสดงระบำพื้นเมืองของทาง ภาคใต้ที่ใช้พัดประกอบการแสดง ประกอบกับเพลงที่มีความไพเราะน่าฟัง ลีลาท่ารำจึงอ่อนช้อย และ เป็นการแสดงที่แพร่หลายในหมู่ชาวไทยมุสลิม โดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานีนอกจากนั้นยังได้นำไป เผยแพร่ยังต่างประเทศ ในงานมหกรรมพื้นบ้านโลก อาทิเช่น ประเทศตุรกีประเทศโปแลนด์ประเทศ บัลแกเรีย ประเทศเกาหลีใต้ประเทศฟินแลนด์ประเทศรัสเซีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ฯลฯ ซึ่งเป็นที่ ยอมรับของนานาประเทศ ประวัติความเป็นมา การแสดงชุดนี้ได้รับการฟื้นฟูโดยคณะครูโรงเรียนยะ หริ่ง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ควบคุมการฝึกซ้อมโดย อาจารย์สุนทร ปิยะวสันต์ ซึ่งได้มีโอกาส เดินทางไปประเทศมาเลเซีย เมื่อปี พ.ศ. 2518 ก็ได้ชมการแสดงของรัฐต่าง ๆ หลายชุด เมื่อเดินทาง กลับมาประเทศไทย ก็ได้เล่าถึงการแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ของมาเลเซียที่ได้ไปชมให้ผู้เฒ่าผู้แก่ฟัง และได้ทราบว่าเมืองยะหริ่งเดิมก็เคยมีการแสดงที่คล้ายคลึงกันกับของมาเลเซียหลายชุด ดังนั้นจึงได้ คิดฟื้นฟูการแสดงพื้นเมืองชุดต่าง ๆ ขึ้น โดยเฉพาะชุดตารีกีปัส ได้นำออกแสดงครั้งแรกเนื่องในงาน เลี้ยงเกษียณอายุข้าราชการครูโรงเรียนยะหริ่ง ต่อมาได้มีการถ่ายทอดการแสดงชุดตารีกีปัสไปสู่ ประชาชนครั้งแรก โดยเปิดสอนให้กับคณะลูกเสือของจังหวัดปัตตานี เพื่อนำไปแสดงในงานชุมนุม ลูกเสือแห่งชาติ ณ จังหวัดชลบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2522 และได้ทำชื่อเสียงให้กับจังหวัดปัตตานี เมื่อได้รับ การคัดเลือกเป็นระบำชุดเปิดสนามงานกีฬาเขตแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 14 ของจังหวัดปัตตานี เมื่อปี พ.ศ. 2524 นับว่าการแสดงชุดตารีกีปัสได้เผยแพร่ไปทั่วประเทศไทยและยังเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป อย่างกว้างขวาง (https://shorturl.asia/oNe70) ภาพที่ 120 การแต่งกายระบำตารีกีปัส ที่มา : https://shorturl.asia/oNe70 เครื่องแต่งกาย หญิง การแต่งกายฝ่ายหญิงแต่งกายตาม แบบที่ได้รับการปรับปรุงประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ เป็นการแต่งกายของตารีกีปัส เช่น - เสื้อบานง - โสร่งบาติก หรือผ้าซอแกะ - ผ้าสไบ - เข็มขัด - สร้อยคอ - ต่างหู - ดอกซัมเปง ชาย การแต่งกายฝ่ายชายแต่งกายตามการ แต่งกายของตารีกีปัส เช่น - เสื้อตือโล๊ะบลางอ - กางเกงขายาว - ผ้ายกเงิน ผ้ายกทอง หรือ ผ้าซอแกะ - เข็มขัดเป็นแนะ - หมวกสีดำ


138 สรุป การแต่งกายนาฏศิลป์สำหรับการแสดงโขน มีองค์ประกอบ ดังนี้ 1. การแต่งกายโขน 1) ศิราภรณ์ หมายถึง เครื่องประดับศีรษะของตัวโขน ดังนี้ ตัวพระ ได้แก่ ชฎา ตัวนาง ได้แก่ มงกุฎกบัตรีย์ ตัวยักษ์ ได้แก่ ศีรษะยักษ์ ตัวลิง ได้แก่ ศีรษะลิง 2) ถนิมพิมพาภรณ์ หมายถึง เครื่องประดับกาย ดังนี้ กำไลเท้า หรือข้อเท้า เข็มขัด หรือ ปั้นเหน่ง สังวาลรวมตาบทิศและตาบหลัง ทับทรวง กำไลแผงหรือทองกร ธำมรงค์หรือแหวน แหวน รอบ ปะวะหล่ำ 3) พัตราภรณ์ หมายถึง เครื่องนุ่งห่มที่เป็นผ้า ได้แก่ สนับเพลาหรือกางเกง ผ้านุ่งหรือภูษา หรือพระภูษา ห้อยข้างหรือเจียระบาดหรือชายแครง ห้อนหน้าหรือชายไหว รวมสุวรรณกระถอบปัก เป็นลายเป็นชิ้นเดียวกัน เสื้อหรือฉลององค์ รัดสะเอวหรือรัดองค์ กรองคอหรือนวมคอหรือกรองศร 2. การแต่งกายประกอบการแสดงรำ ระบำ 1) การแต่งกายประกอบการแสดงรำ เป็นลักษณะการแต่งกายยืนเครื่องพระนาง 2) การแต่งกายประกอบการแสดงระบำ ลักษณะการแต่งกายของการแสดงระบำเน้นความ สวยงามและมีลักษณะเหมือนกัน จะมีการแสดงระบำบางชุดที่มีตัวเอก จะมีการแต่งกายและ เครื่องประดับที่มีลักษณะแตกต่างจากผู้แสดงคนอื่น ๆ ลักษณะเด่นของการแต่งกายระบำ เน้นความ เหมือนและสวยงามเพื่อแสดงให้ออกถึงความสวยงามพร้อมเพรียง คำถามท้ายบท 1. อธิบายและยกตัวอย่างลักษณะการแต่งกายนาฏศิลป์ 2. อธิบายวิวัฒนาการการแต่งกายนาฏศิลป์ เอกสารอ้างอิง สุมิตร เทพวงษ์. (2548). นาฏศิลป์ไทย. กรุงเทพ ฯ : โอเดียนสโตร์. อมรา กล่ำเจริญ. (2542). สุนทรียนาฏศิลป์ไทย. กรุงเทพ ฯ : โอเดียนสโตร์. อาภรณ์ มนตรีศาสตร์ และจาตุรงค์ มนตรีศาสตร์. (2525). นาฏศิลป์เพื่อการศึกษาเบื้องต้น. กรุงเทพ ฯ : องค์การค้าของคุรุสภา. มาลินี ดิลกวณิช. (2543). ระบำและละครในเอเชีย. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์. รจนา สุนทรานนท์. (2548). หลักสูตรนาฏศิลป์และการละครไทย. กรุงเทพ ฯ : อักษรเจริญทัศน์. เรณู โกศินานนท์. (2535). รำไทย (ฉบับปรับปรุงใหม่). กรุงเทพ ฯ : องค์การค้าของคุรุสภา. วิมลศรี อุปรมัย. (2553). นาฏกรรมการละคร. กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นิตยา จามรมาน และคณะ. (2525). คู่มือครูศิลปกรรม ฟ้อนรำ 1 ศ 0225. กรุงเทพ ฯ : คุรุสภา ลาดพร้าว.


แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 5 นาฏยศัพท์และภาษาท่า จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนแล้ว นักศึกษาในรายวิชาจะสามารถ : 1. อธิบายความหมายและความเป็นมาของนาฏศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับนาฏยศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับ การดำเนินชีวิตประจำวัน สังคม สิ่งแวดล้อม ชุมชน 2. วิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบ ประเภท และความสัมพันธ์ของนาฏยศัพท์กับ ศาสตร์อื่น ๆ 3. แก้ปัญหาและเสนอแนวทางผ่านกระบวนการกลุ่มและการสื่อสารอย่างมีสุนทรียะ สนทนาผ่านความรับผิดชอบตนเองและเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน 4. ประยุกต์ใช้ความรู้จากนาฏยศัพท์และออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาและ แก้ปัญหาผู้เรียนในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5. ปฏิบัติและสร้างสรรค์นวัตกรรมทางนาฏศิลป์ได้เหมาะสมโดยใช้หลักการของหลักฐาน เชิงประจักษ์ เนื้อหาสาระการเรียนรู้ 1. นาฏยศัพท์และภาษาท่า 2. วิธีการ ขั้นตอนการปฏิบัตินาฏยศัพท์ 3. วิธีการ ขั้นตอนการปฏิบัติภาษาท่า 4. การปฏิบัตินาฏศยศัพท์และภาษาท่าเบื้องต้น สรุป แบบฝึกหัดบท เอกสารอ้างอิง กิจกรรมการเรียนการสอน สัปดาห์ที่ 1 (4 ชั่วโมง) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1) ปฐมนิเทศนักศึกษา และสร้างข้อตกลงร่วมกันในกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชา นาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครู 2) ชี้แจงภาพรวมของแผนบริหารการสอน เนื้อหา รูปแบบการเรียนการสอน การวัด และประเมินผล รูปแบบเกณฑ์การให้คะแนน ขั้นสอน 1) ทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นของนาฏศิลป์ 2) ยกตัวอย่างประเด็นเนื้อหา ร่วมกันอธิบายและสรุปเนื้อหาสาระสำคัญในหัวข้อ นาฏย ศัพท์และภาษาท่า ประกอบการชมคลิปวิดีโอการแสดงนาฏศิลป์ 3) นักศึกษาร่วมกันอภิปรายที่มาของเพลง 4) นักศึกษาและผู้สอนร่วมกันสรุปบทเรียน 5) ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันแลกเปลี่ยน ซักถามในประเด็นที่ยังไม่เข้าใจ


140 สื่อการเรียนการสอน 1. นำเสนอด้วย Power Point เรื่อง นาฏยศัพท์และภาษาท่า 2. คลิปวิดีโอการแสดงนาฏศิลป์ 3. เอกสารประกอบการเรียนการสอน “นาฏยศัพท์และภาษาท่า” แหล่งการเรียนรู้ 1. สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 2. เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่น่าเชื่อถือ การวัดและประเมินผลประจำบทเรียน จุดประสงค์ เนื้อหา วิธีการจัดการสอน/ ประสบการณ์การเรียนรู้ วิธีการวัดผลลัพธ์การ เรียนรู้ 1. อธิบายความหมาย ที่มา ประวัติความเป็นมาของ นาฏศิลป์ ที่มาและความหมาย ของนาฏศิลป์ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน (ประเมินผลงานที่ได้รับ มอบหมายรายบุคคล) 2. ระบุและอธิบายความ เข้าใจในที่มาและประเภท ของนาฏศิลป์ ที่มาและความหมาย ของนาฏศิลป์ - นาฏยศัพท์ - ภาษาท่า บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา, การฝึกเขียนรายงานและ บทความเชิงเปรียบเทียบ การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน (ประเมินผลงานโดย เพื่อนและอาจารย์) 3. วิเคราะห์องค์ประกอบที่ เกี่ยวข้องกับประเภท นาฏศิลป์และเชื่อมโยงกับ การดำเนินชีวิตและ ศิลปวัฒนธรรม ที่มาและความหมาย ของนาฏศิลป์ - นาฏยศัพท์ - ภาษาท่า บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน 4. รับผิดชอบต่อตนเอง และงานที่ได้รับมอบหมาย ที่มาและความหมาย ของนาฏศิลป์ - นาฏยศัพท์ - ภาษาท่า บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา, การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน (ประเมินผลงานโดย เพื่อนและอาจารย์)


บทที่ 5 นาฏยศัพท์และภาษาท่า นาฏศิลป์คือการแสดงท่าทางเลียนแบบธรรมชาติ ในรูปแบบของการสื่อสารระหว่างมนุษย์ กับธรรมชาติ ลักษณะท่วงท่าความพร้อมเพรียง ความสวยงาม และการสื่ออารมณ์และความหมาย ระหว่างพิธีกรรมกับนักแสดง หรือระหว่างนักแสดงกับผู้ชม ซึ่งการจะเริ่มปฏิบัติท่ารำทางนาฏศิลป์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจทางนาฏยศัพท์และภาษาท่า หรือเรียกว่าลักษณะการ สร้างความเข้าใจร่วมกัน 5.1 ความหมายของนาฏยศัพท์ นาฏยศัพท์ มี นักวิชาการหลายท่าน หรือแม้กระทั่งเว็ปไซต์ทางด้านนาฏศิลป์ นิยาม ความหมายของนาฏยศัพท์ไว้ดังนี้ อรวรรณ ชมวัฒนา (อรวรรณ ขมวัฒนา และคณะ, 2550) ให้ความหมายของนาฏยศัพท์ ว่า หมายถึง ศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับลักษณะท่ารำที่ใช้ในการฝึกหัดเพื่อใช้ในการแสดงโขน ลัดดา พนัสนอก (ลัดดา พนัสนอก, 2542) ให้ความหมายว่า นาฏยศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่ใช้ เฉพาะในทางนาฏศิลป์ เป็นชื่อของลักษณะท่ารำของไทย นาฏยศัพท์ที่ใช้ในการแสดงนาฏศิลป์ ได้แก จีบ จีบล่อแก้ว ตั้งวง ประ จรด กระดก ยกเท้า กระทุ้ง ถัด เป็นต้น อาภรณ์ มนตรีศาสตร์ และจาตุรงค์ มนตรีศาสตร์ (อาภรณ์ มนตรีศาสตร์ และจาตุรงค์ มนตรีศาสตร์, 2525) กล่าวถึงความหมายของนาฏยศัพท์ ในวิชาชุดครูประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา ของคุรุสภา วิชานาฏศิลป์ หน้า 180 ว่า นาฏยศัพท์ คือ คำที่ใช้ในวงการนาฏศิลป์ไทย สามารถสื่อ ความหมายกันได้ทุกฝ่ายในการแสดงต่าง ๆ จากความหมายของนาฏยศัพท์ที่กล่าวอ้างมาข้างต้น สรุปความหมายของนาฏยศัพท์ คือ ศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อท่ารำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ในการปฏิบัติท่าทางทางนาฏศิลป์ โขน ละคร ซึ่งนาฏยศัพท์ แบ่งเป็นประเภทได้ ดังนี้


142 5.1.1 นามศัพท์หมายถึง ศัพท์ที่เรียกท่ารำ หรือชื่อท่าที่บอกการกระทำของผู้นั้น ดังตาราง ตารางที่ 31 นาฏยศัพท์ประเภทนามศัพท์ นาฏยศัพท์ รูปภาพ อธิบาย 1. ตั้งวง ภาพที่ 121 การตั้งวง ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) มือ : นิ้วทั้ง 4 เรียงชิดติดกัน นิ้วหัวแม่มือพับเก็บเข้าหาฝ่ามือ ดัน ข้อมือขึ้น ให้ปลายนิ้วมือชี้ขึ้น 2. ตั้งวงบน ภาพที่ 122 การตั้งวงบน ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) มือ : นิ้วทั้ง 4 เรียงชิดติดกัน นิ้วหัวแม่มือพับเก็บเข้าหาฝ่ามือ งอ แขนระดับไหล่ ดันข้อมือให้ปลายนิ้ว มือชี้ขึ้น อยู่ระดับศีรษะ 3. ตั้งวงกลาง ภาพที่ 123 การตั้งวงกลาง ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) มือ : นิ้วทั้ง 4 เรียงชิดติดกัน นิ้วหัวแม่มือพับเก็บเข้าหาฝ่ามือ งอ แขนระดับไหล่ ดันข้อมือให้ปลายนิ้ว มือชี้ขึ้น อยู่ระดับไหล่


143 นาฏยศัพท์ รูปภาพ อธิบาย 4. ตั้งวงล่าง ภาพที่ 124 การตั้งวงล่าง ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) มือ : นิ้วทั้ง 4 เรียงชิดติดกัน นิ้วหัวแม่มือพับเก็บเข้าหาฝ่ามือ งอ แขนระดับเอว ดันข้อมือให้ปลายนิ้ว มือชี้ขึ้น อยู่ระดับหัวเข็มขัด 5. การจีบ ภาพที่ 125 การจีบ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) มือ : นิ้วโป้งจรดที่ข้อบนสุดของนิ้วชี้ นิ้วที่เหลือกรีดตึง 6. จีบหงาย ภาพที่ 126 การจีบหงาย ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) จีบหงาย : นิ้วโป้งจรดที่ข้อบนสุดของ นิ้วชี้ นิ้วที่เหลือกรีดตึงหงายฝ่ายมือ


144 นาฏยศัพท์ รูปภาพ อธิบาย 7. จีบคว่ำ ภาพที่ 127 การจีบคว่ำ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) จีบคว่ำ : นิ้วโป้งจรดที่ข้อบนสุดของ นิ้วชี้ นิ้วที่เหลือกรีดตึง คว่ำฝ่ามือลง 8. จีบส่งหลัง ภาพที่ 128 การจีบส่งหลัง ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) นิ้วโป้งจรดที่ข้อบนสุดของนิ้วชี้ นิ้วที่ เหลือกรีดตึง คว่ำฝ่ามือลงเหยียดแขง ตึงเพื่อส่งจีบไปด้านหลัง 9. จีบล่อแก้ว ภาพที่ 129 การจีบล่อแก้ว ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) มือ : พับนิ้วกลางลงใช้นิ้วโป้งกด นิ้วกลางไว้นิ้วที่เหลือกรีดตึง 10. การเอียงศีรษะ ภาพที่ 130 การเอียงศีรษะและการกดไหล่ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ลำตัว : กดลำตัวข้างใดข้างนึง จาก ภาพยกตัวอย่างการกดลำตัวหรือ เกลียวข้างขวาลงเพื่อให้ไหล่ข้างขวา ต่ำลงศีรษะข้างข้างจะเอียงลงข้าง ขวา


145 นอกจากนาฏยศัพท์จะหมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกท่ารำโดยไม่สื่อความหมาย นอกจากเป็นท่า นิ่งแล้ว ยังมีนาฏยศัพท์ที่เป็นการเรียกชื่อท่าเคลื่อนไหว เสมือนสัญลักษณ์ หรือการเรียกอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันในการปฏิบัตินาฏศิลป์ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่ม ฝึกหัดหรือปฏิบัติท่ารำ เสมือนกระดุมเม็ดแรกในการปฏิบัตินาฏศิลป์ นาฏยศัพท์ ซึ่งจะขออธิบายผ่าน QR Code ดังตาราง ตารางที่ 32 การปฏิบัตินาฏยศัพท์ประเภทนามศัพท์ ส่วน ชื่อเรียกนาฏยศัพท์ QR Code VDO ประกอบ 1. ส่วนศีรษะ เริ่มจากศีรษะ ถึงไหล่ การกล่อมหน้า ที่มา : นวัตกรรมสื่อการศึกษาออนไลน์วิทยาลัยนาฏศิลป์อ่างทอง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์https://shorturl.asia/VnkES 1. ส่วนศีรษะ เริ่มจากศีรษะ ถึงไหล่ การลักคอ ที่มา : thai dance Saparahinee Trang school https://shorturl.asia/Dv3BY การตีไหล่ ที่มา : นวัตกรรมสื่อการศึกษาออนไลน์วิทยาลัยนาฏศิลป์อ่างทอง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์https://shorturl.asia/whdFZ 2. ส่วนมือ เริ่มจากมือถึงเอว การม้วนจีบ ที่มา : นวัตกรรมสื่อการศึกษาออนไลน์วิทยาลัยนาฏศิลป์อ่างทอง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์https://shorturl.asia/whdFZ


146 ส่วน ชื่อเรียกนาฏยศัพท์ QR Code VDO ประกอบ การคลายจีบ ที่มา : Rabamthai https://shorturl.asia/qyUbR 2. ส่วนมือ เริ่มจากมือถึงเอว การป้องหน้า ที่มา : LITTLE LITTLE https://shorturl.asia/7Jpt3 การส่ายแขน ที่มา : นวัตกรรมสื่อการศึกษาออนไลน์วิทยาลัยนาฏศิลป์อ่างทอง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์https://shorturl.asia/whdFZ การยักตัว ที่มา : นวัตกรรมสื่อการศึกษาออนไลน์วิทยาลัยนาฏศิลป์อ่างทอง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์https://shorturl.asia/whdFZ 3. ส่วนเท้า กระทุ้งเท้า กระดกเท้า ที่มา : นวัตกรรมสื่อการศึกษาออนไลน์วิทยาลัยนาฏศิลป์อ่างทอง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์https://shorturl.asia/whdFZ


147 ส่วน ชื่อเรียกนาฏยศัพท์ QR Code VDO ประกอบ 3. ส่วนเท้า การประเท้าและยกเท้า ที่มา : นวัตกรรมสื่อการศึกษาออนไลน์วิทยาลัยนาฏศิลป์อ่างทอง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์https://shorturl.asia/whdFZ การจรดเท้า ที่มา : นวัตกรรมสื่อการศึกษาออนไลน์วิทยาลัยนาฏศิลป์อ่างทอง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์https://shorturl.asia/whdFZ การก้าวเท้า ที่มา : นวัตกรรมสื่อการศึกษาออนไลน์วิทยาลัยนาฏศิลป์อ่างทอง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์https://shorturl.asia/whdFZ การฉายเท้า ที่มา : นวัตกรรมสื่อการศึกษาออนไลน์วิทยาลัยนาฏศิลป์อ่างทอง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์https://shorturl.asia/whdFZ 3. ส่วนเท้า การถัดเท้า ที่มา : นวัตกรรมสื่อการศึกษาออนไลน์วิทยาลัยนาฏศิลป์อ่างทอง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์https://shorturl.asia/whdFZ


148 ส่วน ชื่อเรียกนาฏยศัพท์ QR Code VDO ประกอบ การขยั่นเท้า ที่มา : นวัตกรรมสื่อการศึกษาออนไลน์วิทยาลัยนาฏศิลป์อ่างทอง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์https://shorturl.asia/whdFZ 5.1.2 กริยาศัพท์หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียนอาการปฏิบัติ ซึ่งแบ่งเป็น 5.1.2.1 ศัพท์เสริม หมายถึง ศัพท์ที่เรียกปรับปรุงท่าทีให้ถูกต้องสวยงาม เช่น ลดวง กันวง ส่งมือ เปิดคาง กดคาง หักข้อ กดไหล่ ถีบเข่า เปิดส้น หลบเข่า หลบศอก ตึงศอก ตึงไหล่ ตึงเอว กด เกลียวข้าง ทับตัว เขย่งเข่า ชักส้น ทรงตัว ตารางที่ 33 นาฏยศัพท์ประเภทกริยาศัพท์ นาฏยศัพท์ รูปภาพ คำอธิบาย เปิดปลายเท้า ภาพที่ 131 เปิดปลายเท้า ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) เท้า : เหลื่อมเท้าซ้ายข้างหน้า คือ การยืนในลักษณะเท้าขวาวางเฉียง สี่สิบห้าองศา เท้าซ้ายวางส้นเท้า กึ่งกลางเท้าขวา การดันนิ้วเท้าขึ้น เพื่อเปิดปลายนิ้วเท้าขึ้น ผสมเท้า ภาพที่ 132 ผสมเท้า ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) เท้า : ยืนให้ส้นวางส้นเท้าทั้งสอง ข้างเฉียงสี่สิบหน้าองศาและให้ส้น เท้าทั้งสองข้างชิดกัน เปิดปลาย นิ้วเท้าขึ้น


149 นาฏยศัพท์ รูปภาพ คำอธิบาย เหลื่อมเท้า ภาพที่ 133 เหลื่อมเท้า ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) เท้า : เหลื่อมเท้าซ้ายข้างหน้า คือ การยืนในลักษณะเท้าขวาวางเฉียง สี่สิบห้าองศา เท้าซ้ายวางส้นเท้า กึ่งกลางเท้าขวา และดันนิ้วเท้าขึ้น เพื่อเปิดปลายนิ้วเท้าขึ้น เปิดส้นเท้า ภาพที่ 134 เปิดส้นเท้า ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) เท้า : การวางเท้าข้างใดข้างหนึ่ง ไปข้างหน้า จากภาพเป็นการวาง เท้าขวาด้านหน้า ส่วนเท้าซ้ายเปิด ส้นเท้าขึ้น 5.1.2.2 ศัพท์เสื่อม หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกท่วงทีของการรำของผู้รำที่ไม่ถูกต้องตาม มาตรฐาน เช่น วงคว่ำ วงล้า วงหัก วงล้ม วงเหยียด ดื่นคอ คางไก่ เกร็งคอ ฟาดคอ หอบไหล่ ทรุดตัว ขย่มตัว รำแอ้ รำล้น รำเลื้อย รำล้ำจังหวะ หน่วงจังหวะ เลื่อมล้า ขย่ม 5.1.3 นาฏยศัพท์เบ็ดเตล็ด หมายถึง ศัพท์ต่าง ๆ ที่ใช้เรียกภาษานาฏศิลป์ นอกเหนือไปจากนามศัพท์ และกิริยาศัพท์ เช่น แม่ท่า ขึ้นท่า จีบยาว จีบสั้น ลักคอ เติมมือ เอียงทาง ตัว เติมมือ อ่อนเหลี่ยม หลายท่า ยืนเครื่อง นายโรง หรือพระเอก พระใหญ่ พระน้อย นางกษัตริย์ 5.2 ความหมายของภาษาท่า ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ เกิดจากการเลียนแบบลักษณะท่าทางของร่างกาย ในการใช้ร่างกาย ในการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ร่างกายในการแสดงท่าทาง การแสดงสีหน้า อารมณ์ แสดง ความรู้สึกแทนหรือประกอบคำพูด เมื่อเป็นการแสดงท่าทางทางด้านนาฏศิลป์แล้ว ย่อมมีการประดิษฐ์ ท่วงท่าลีลาในการแสดงความรู้สึกให้มีรูปแบบที่อ่อนช้อย สวยงาม โดยใช้ทุกส่วนของร่างกายในการ แสดงท่าทางทางนาฏศิลป์ ซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านให้ความหมายของภาษาท่าไว้อย่างหลากหลาย และน่าสนใจ ถวัลย์ มาศจริส และวรรณี สมานสารกิจ อธิบายความหมายของภาษาท่า ไว้ในเอกสารที่ใช้ ในการประเมินผลการสอนรายวิชานาฏศิลป์ไทย (2547 : 76) กล่าวว่า การรำตีบท หมายถึง การ แสดงกิริยาท่าทาง ทางนาฏศิลป์เสมือนเป็นภาษาพูด โดยไม่ต้องเปล่งเสียงออกมา และอาศัยส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แสดงเป็นท่าทางสื่อให้ผู้ชมเข้าใจ ทางด้านของ


150 อมรา กล่ำเจริญ (2535 : 109) อธิบายความหมายของภาษาท่าใน หนังสือ วิธีสอนนาฏศิลป์ กล่าวว่า ภาษาท่า หมายถึง ภาษาทางนาฏศิลป์เสมือนเป็นภาษาพูด โดยไม่ต้องเปล่งเสียงออกมา แต่ อาศัยส่วนประกอบอวัยวะของร่างกาย แสดงออกมาเป็นท่าทางเป็นสื่อให้ผู้ชมเข้าใจได้ จากความหมายของภาษาท่า โดยผู้เชี่ยวชาญข้างต้น สรุปได้ว่า ภาษาท่า หมายถึง การใช้ อวัยวะทุกส่วนของร่ายการแสดงท่วงท่าที่อ่อยช้อยตามหลักการแสดงนาฏศิลป์ ทั้งใช้แสดงท่าทางบ่ง บอกอารมณ์ความรู้สึก การแสดงท่าทางสื่อสารแทนคำพูด เพื่อให้สอดคล้องกับทำนองดนตรี และผู้ชม สามารถเข้าใจเนื้อหาการแสดง และคล้อยตามความรู้สึกของนักแสดง โดยภาษาท่าแบ่งเป็นประเภท ได้ ดังนี้ 5.2.1 ท่ารำที่ใช้แทนคำพูด เช่น ฉัน เรา ท่าน เธอ เรียก ไป มา รับ ปฏิเสธ ที่นี่ เป็นต้น ตารางที่ 34 ภาษาท่ารำที่ใช้แทนคำพูด ภาษาท่า รูปภาพ คำอธิบาย ท่าฉัน/ ตัวเรา ภาพที่ 135 ท่าฉัน/ ตัวเรา ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงขวา มือขวา : ตัวพระ มือเท้าสะเอว ตัวนาง กรีดนิ้วแบฝ่ามือวางที่หน้าขาขวา มือซ้าย : จีบหงายระดับอก ท่าเธอ/ ท่าน ภาพที่ 136 ท่าเธอ/ ท่าน ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงขวา มือขวา : มือเท้าสะเอว มือซ้าย : ตั้งวง หมุนข้อมือไปทางขวาให้ ปลายนิ้วมือเฉียงไปข้างหน้าประมาณสี่สิบห้า องศา เท้า : เหลื่อมเท้าขวาเปิดปลายนิ้วเท้า ท่าปฏิเสธ ภาพที่ 137 ท่าปฏิเสธ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงซ้าย มือขวา : ตัวพระ เท้าสะเอว ตัวนาง จีบหงายระดับหัวเข็มขัด มือซ้าย : ตัวพระ ตั้งวงแขนตึงระดับไหล่ ตัวนาง ตั้งวงแขนตึงระดับไหล่ เท้า : ตัวพระ เท้าซ้ายอยู่ห่างเท้าขวาเล็กน้อย เปิดปลายนิ้วเท้า ตัวนาง เหลื่อมเท้าซ้ายเปิดปลายนิ้วเท้า


151 ภาษาท่า รูปภาพ คำอธิบาย ท่าที่นั่น ภาพที่ 138 ท่าที่นั่น ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงขวา มือขวา : ชี้นิ้วขึ้นและหมุนข้อมือไปทางขวา เพื่อให้นิ้วชี้วาดลงทางขวามือระดับเอว มือซ้าย : เท้าสะเอว เท้า : เหลื่อมเท้าขวาเปิดปลายนิ้วเท้า ท่าที่โน่น ภาพที่ 139 ท่าที่โน่น ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงซ้าย มือขวา : ชี้นิ้วขึ้นกดข้อมือลงข้างหน้าระดับ ไหล่ มือซ้าย : เท้าสะเอว เท้า : เท้าขวาอยู่ห่างเท้าซ้ายไปด้านหน้า เล็กน้อยเปิดปลายนิ้วเท้า ท่าที่นี่ ภาพที่ 140 ท่าที่นี่ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงขวา มือขวา : เท้าสะเอว มือซ้าย : ชี้นิ้วให้ปลายนิ้วชี้ชี้ลงพื้นระดับเอว เท้า : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้าเปิดส้นเท้าซ้าย ท่าเมื่อก่อน (อดีต) ภาพที่ 141 ท่าเมื่อก่อน (อดีต) ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงขวา มือขวา : ชี้นิ้วหงายฝ่ามือขึ้นระดับศีรษะ มือซ้าย : เท้าสะเอว เท้า : เท้าซ้ายอยู่ห่างเท้าขวาไปด้านหน้า เล็กน้อยเปิดปลายนิ้วเท้า


152 5.2.2 ท่ารำแสดงกิริยาอาการหรืออิริยาบถ เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน ตาราง 35 ภาษาท่ารำแสดงกิริยาอาการหรืออิริยาบท ภาษาท่า รูปภาพ คำอธิบาย ท่ายืน พระ/นาง ภาพที่ 142 ท่ายืน พระ/นาง ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : ตัวพระ เอียงขวา ตัวนาง เอียงซ้าย มือขวา : ตัวพระ เท้าสะเอว ตัวนาง จีบหงายระดับหัวเข็มขัด มือซ้าย ตัวพระ - ตัวนาง วางฝ่ามือเปิดปลาย นิ้วมือวางที่หน้าขาข้างซ้าย เท้า : ตัวพระ เท้าซ้ายอยู่ห่างเท้าขวาไป ด้านหน้าเล็กน้อยเปิดปลายนิ้วเท้า ตัวนาง เหลื่อมเท้าซ้ายเปิดปลายนิ้วเท้า ท่าเดิน ภาพที่ 143 ท่าเดิน ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงขวา มือขวา : ตัวพระ - ตัวนาง ตั้งวงระดับหัวเข็ม ขัด มือซ้าย : ตัวพระ – ตัวนาง ตั้งวงระดับเอวงอ แขนเล็กน้อย เท้า : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้าเปิดส้นเท้าขวา ท่านั่ง ภาพที่ 144 ท่านั่ง ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงขวา มือขวา : ตัวพระ ตั้งวงวางมือบนหน้าขาข้าง ขวา ตัวนาง ตั้งวงวางมือบนหน้าขาข้างขวา มือซ้าย : ตัวพระ ตั้งวงวางมือบนหัวเข่าซ้าย ตัวนาง ตั้งวงวางมือเหนือมือขวาบนหน้าขา ข้างขวา เท้า : ตัวพระ นั่งพับเพียบแบะเข่าหันปลาย เท้าออก ตัวนาง นั่งพับเพียบหันปลายเท้าออก


153 5.2.3 ท่ารำแสดงอารมณ์ภายใน เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธ รัก ร้องไห้ ตารางที่ 36 ภาษาท่ารำที่ใช้แสดงอารมณ์ภายใน ภาษาท่า รูปภาพ คำอธิบาย ท่ายิ้ม/ ดีใจ ภาพที่ 145 ท่ายิ้ม/ ดีใจ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงขวา มือขวา : ตัวพระ เท้าสะเอว ตัวนาง จีบหงายระดับหัวเข็มขัด มือซ้าย : จีบระดับปาก เท้า : ตัวพระ เท้าซ้ายอยู่ห่างเท้าขวาไป ด้านหน้าเล็กน้อยเปิดปลายนิ้วเท้า ตัวนาง เหลื่อมเท้าซ้ายเปิดปลายนิ้วเท้า ท่าเสียใจ ภาพที่ 146 ท่าเสียใจ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงซ้าย มือขวา : ตัวพระ เท้าสะเอว ตัวนาง จีบหงายระดับหัวเข็มขัด มือซ้าย : ตัวพระ - ตัวนาง นิ้วชี้แตะที่หัวตา เท้า : ตัวพระ เท้าซ้ายอยู่ห่างเท้าขวาไป ด้านหน้าเล็กน้อยเปิดปลายนิ้วเท้า ตัวนาง เหลื่อมเท้าซ้ายเปิดปลายนิ้วเท้า ท่าโกรธ ภาพที่ 147 ท่าโกรธ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : ตัวพระ เอียงขวา ตัวนาง เอียงซ้าย มือขวา ตัวพระ เท้าสะเอว ตัวนาง จีบหงายระดับหัวเข็มขัด มือซ้าย : ถูเบา ๆ ไปท้างซ้ายและขวาระดับ อก เท้า : ตัวพระ เท้าซ้ายอยู่ห่างเท้าขวาไป ด้านหน้าเล็กน้อยเปิดปลายนิ้วเท้า ตัวนาง เหลื่อมเท้าซ้ายเปิดปลายนิ้วเท้า ท่ารัก ภาพที่ 148 ท่ารัก ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : ตัวพระ เอียงซ้าย ตัวนาง เอียงขวา มือขวา - มือซ้าย : ไขว้มือและวางระดับ หัวไหล่ เท้า : ตัวพระ เท้าขวาอยู่ห่างเท้าซ้ายไป ด้านหน้าเล็กน้อยเปิดปลายนิ้วเท้า ตัวนาง ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้าเปิดส้นเท้า หลัง


154 ภาษาท่า รูปภาพ คำอธิบาย ท่าโศกเศร้า ภาพที่ 149 ท่าโศกเศร้า ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงซ้าย ก้มหน้าเล็กน้อย มือขวา - มือซ้าย : ไหว้มือระดับสะโพก เท้า : ตัวพระ เท้าซ้ายอยู่ห่างเท้าขวาไป ด้านหน้าเล็กน้อยเปิดปลายนิ้วเท้า ตัวนาง เหลื่อมเท้าซ้ายเปิดปลายนิ้วเท้า ท่าร้องไห้ ภาพที่ 150 ท่าร้องไห้ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงซ้าย มือขวา ตัวพระ เท้าสะโพก ตัวนาง จีบหงายระดับหัวเข็มขัด มือซ้าย ตัวพระ - ตัวนาง ตั้งวงวางมือ ระหว่างหน้าผาก เท้า : ตัวพระ เท้าซ้ายอยู่ห่างเท้าขวาไป ด้านหน้าเล็กน้อยเปิดปลายนิ้วเท้า ตัวนาง เหลื่อมเท้าซ้ายเปิดปลายนิ้วเท้า 5.2.4 ท่ารำที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อแสดงความหมายโดยเฉพาะ เช่น ความสวยงาม ความ ยิ่งใหญ่ ความเจริญรุ่งเรือง ตารางที่ 37 ภาษาท่ารำที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อแสดงความหมายโดยเฉพาะ ภาษาท่า รูปภาพ คำอธิบาย ท่าแสดงความสวยงาม ภาพที่ 151 ท่าแสดงความสวยงาม ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงขวา มือขวา : ตั้งวงหงายฝ่ามือหันปลายนิ้วมือ ออกด้านข้างระดับศีรษะ มือซ้าย : ตั้งวงระดับปาก เท้า : ก้าวเท้าขวามาด้านหน้าเปิดส้นเท้า ซ้าย


155 ภาษาท่า รูปภาพ คำอธิบาย ท่าแสดงความยิ่งใหญ่ ภาพที่ 152 ท่าแสดงความยิ่งใหญ่ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : หน้าตรง มือขวา - มือซ้าย : ตั้งวงหงายฝ่ามือขึ้นหัน ปลายนิ้วมือออกจากกันทั้งสองข้างระดับ ศีรษะ เท้า : ก้าวเท้าขวามาด้านหน้าเปิดส้นเท้า ซ้าย ท่าแสดงความเจริญรุ่งเรือง ภาพที่ 153 ท่าแสดงความเจริญรุ่งเรือง ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงซ้าย มือขวา : ตั้งวงหงายฝ่ามือขึ้นหันปลายนิ้ว มือออก งอแขนระดับศีรษะ มือซ้าย : ตั้งวงเหยียดแขนตึงระดับไหล่ เท้า : ก้าวเท้าซ้ายมาด้านหน้าเปิดส้นเท้า ขวา 5.2.5 ท่ารำที่ใช้แสดงการเลียนแบบกิริยาของสัตว์เช่น นก ปลา ม้า เป็นต้น ตารางที่ 38 ภาษาท่ารำที่ใช้แสดงการเลียนแบบกิริยาของสัตว์ ภาษาท่า รูปภาพ คำอธิบาย ท่านก ภาพที่ 154 ท่านก ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงซ้าย มือขวา - มือซ้าย : ตั้งวงกดฝ่ามือลง เล็กน้อยระดับไหล่ เท้า : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้าเปิดส้นเท้า ซ้าย


156 ภาษาท่า รูปภาพ คำอธิบาย ท่าปลา ภาพที่ 155 ท่าปลา ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงซ้าย มือขวา : ตั้งวงยื่นแขนไปด้านหน้าระดับ เอว มือซ้าย : ตั้งวงยื่นแขนให้ปลายนิ้วชี้ไป ด้านหลังระดับสะโพก เท้า : ก้าวเท้าซ้ายเปิดส้นเท้าขวา ท่าม้า ภาพที่ 156 ท่าม้า ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงซ้าย มือขวา : กำมือหลวม ๆ กดข้อมือลง ระดับศีรษะ มือซ้าย : กำมือหลวม ๆ กดข้อมือลง ระดับออก เท้า : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้ากระดกเท้า ซ้าย ท่าไก่ ภาพที่ 157 ท่าไก่ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : หน้าตรง มือขวา - มือซ้าย : ตั้งวงระดับไหล่ เท้า : เหลื่อมเท้าขวาจิกปลายเท้า ด้านหน้า ท่ากวาง ภาพที่ 158 ท่ากวาง ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ศีรษะ : เอียงซ้าย มือขวา : ชูสองนิ้วมือระดับอก มือซ้าย : ชูสองนิ้วมือระดับเอว เท้า : ก้าวเท้าซ้ายมาด้านหน้าเปิดส้นเท้า ขวา


157 Soedarsono (Soedarsono, 1974) กล่าวว่า นาฏศิลป์ เป็นการแสดงออกของวิญญาณ ของมนุษย์ โดยวิถีทางแห่งการเคลื่อนไหวด้วยจังหวะอันงดงาม เพียบพร้อมด้วยการสะท้อนบทบาท ทางสังคม เราอาจกล่าวได้ว่า นาฏยศิลป์มีคุณค่าทางศิลปะก็ต่อเมื่อมีนาฏยศิลปินและคนดูประกอบ กัน คุณค่าแห่งศิลปะขึ้นอยู่กับบุคคลทั้งสองกลุ่ม ผลก็คือนาฏยศิลป์นั้น ๆ อาจมีคุณค่าในระดับท้องถิ่น หรือระดับชาติ หรือระดับนานาชาติก็เป็นได้ เราอาจกล่าวได้อีกเช่นกันว่า นาฏยศิลป์ไม่ใช่ผลงานเพื่อ ศิลปะ แต่เป็นศิลปะเพื่อสังคม นาฏยศิลป์จะแสดงต่อสังคมและเพื่อสังคมเสมอ 5.3 การปฏิบัตินาฏยศัพท์และภาษาท่าเบื้องต้น สุภาดี โพธิเวชกุล (สุภาวดี โพธิเวชกุล, 2550) อธิบายเรื่องความถูกต้องของท่ารำ คือ การ จัดระเบียบร่างกายตามเกณฑ์ของนาฏศิลป์ไทยแบบหลวงที่ศิลปินไทยในอดีตได้ถือปฏิบัติและกำหนด ไว้เป็นเกณฑ์ในการปฏิบัติท่ารำขั้นพื้นฐาน แบ่งออกเป็น เกณฑ์ของการปฏิบัติท่ารำของตัวพระ และ เกณฑ์การปฏิบัติท่ารำของตัวนาง ประกอบด้วย วิธีการใช้อวัยวะของร่างกายในการปฏิบัติท่ารำตาม เกณฑ์ขั้นพื้นฐาน หมายถึง การกำหนดลักษณะ ระดับ และทิศทางอวัยวะของร่างกายเมื่อปฏิบัติท่ารำ และวิธีการเคลื่อนไหวอวัยวะของร่างกายในการปฏิบัติท่ารำตามเกณฑ์ขั้นพื้นฐาน หมายถึง วิธีการ เคลื่อนไหวร่างกายจากท่าหนึ่งไปยังอีกท่าหนึ่ง โดยเรียกชื่อวิธีการเหล่านั้นเป็นคำศัพท์เฉพาะ เพื่อให้ เกิดความเข้าใจระหว่างผู้สอนและผู้เรียน 5.3.1 หลักการออกแบบนาฏยศัพท์และภาษาท่าประกอบการแสดง การคิดประดิษฐ์ท่ารำ พอสรุปได้ว่า เป็นลักษณะของการตีบท หรือใช้ภาษานาฏศิลป์ในท่า รำของไทย ที่เป็นแบบแผนมาแต่ดั้งเดิม ก็คือ กลอนตำรารำ และบทรำเพลงช้า เพลงเร็ว จะมีท่า บังคับและท่าตายโดยใช้กลวิธีที่จะประดิษฐ์ให้ได้ท่ารำที่เหมาะสม สวยงาม ผู้ประดิษฐ์ท่ารำจะต้อง คำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 1) จังหวะและทำนองเพลง เชื่องช้า หรือรวดเร็ว มีลักษณะอ่อนหวาน เศร้า หรือ คึกคัก สนุกสนาน 2) จังหวะและทำนองของเพลง ที่มีสำเนียงต่างชาติ ก็ต้องเอาลีลาท่ารำของชาตินั้น ๆ มา ประดิษฐ์ให้กลมกลืนเป็นลีลาของนาฏศิลป์ไทย 3) เมื่อรู้ทำนองและจังหวะเพลงจึงกำหนดท่ารำให้เข้ากับลีลาเพลง โดยยึดหลัก ความสัมพันธ์ของทำนองเพลงกับท่ารำ และความสัมพันธ์ระหว่างความหมายของบทร้องกับท่ารำ 4) ลักษณะเพศชาย (ตัวพระ) หรือเพศหญิง (ตัวนาง) เช่น ตัวพระในพม่ารำขวาน ลีลาท่า รำจะต้องมีลักษณะกระฉับกระเฉง เข้มแข็งตามท่วงทำนองของนักรบ ส่วนตัวนาง ได้แก่ ฟ้อนม่าน มงคล ลีลาท่ารำจะต้องมีลักษณะอ่อนโยน นุ่มนวล เป็นต้น 5) การประดิษฐ์ระบำพื้นเมือง ต้องศึกษาท่ารำที่เป็นแม่ท่าหลักของท้องถิ่น แล้วนำมา ประดิษฐ์ลีลาเชื่อมท่ารำ ให้ครอบคลุมความหมายของเนื้อหาในระบำชุดนั้น ๆ โดยคัดเลือกแม่ท่าหลัก ให้เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องนำมาใช้เริ่มต้นในท่าที่ 1 ของแม่ท่าเสมอไป อาจจะหยิบแม่ท่าหลักในท่าที่ 8 มาใช้เป็นท่าเริ่มต้นในผลงานการประดิษฐ์ท่ารำของเราก็ได้ 6) ไม่ควรไปลอกเลียนแบบลีลาท่ารำของภาคอื่น ๆ มาปะปนในผลงานการประดิษฐ์ท่ารำ เช่น นำเอาท่าทอผ้าในเซิ้งต่ำหูกผูกชิดบางท่ามาใส่ในทอเสื่อ หรือ ไปนำเอาลีลาท่ารำของภาคใต้มา


158 บรรจุในฟ้อนภาคเหนือ หรือนำลีลาท่าทางของภาคเหนือมาบรรจุในเซิ้งต่าง ๆ ของภาคอีสานซึ่งเป็น เรื่องไม่ถูกต้อง ควรจะได้หลีกเลี่ยงให้มากที่สุด 7) การคิดประดิษฐ์ท่ารำให้คำนึงถึง จุดมุ่งหมายของ ระบำ รำ ฟ้อน ในชุดนั้น ๆ ด้วย เช่น ระบำชุดนี้มีจุดมุ่งหมายให้เป็นผู้หญิงล้วน (ตัวนาง) ก็ต้องหลีกเลี่ยงท่ารำที่มีการยกเท้า แบะเหลี่ยมกัน เข่า ซึ่งเป็นลีลาท่าทางของตัวพระโดยสิ้นเชิง นอกจากหลักเกณฑ์ในการคิดประดิษฐ์ท่ารำที่กล่าวมาแล้ว ในการคิดประดิษฐ์ท่ารำชุดใหม่ ขึ้น ให้ตั้งจุดหมายที่แน่นอนในระบำชุดนั้นไว้ จะใช้ผู้แสดงเป็นผู้ชายคู่กับผู้หญิง หรือจะเป็นผู้หญิงล้วน หรือเป็นสัตว์ต่าง ๆ เช่น เป็นนก ปู หรือปลา ต้องการเสนอความมุ่งหมายในด้านใด เมื่อได้ความมุ่ง หมายที่แน่นอนแล้ว จึงคัดเลือกเพลงโดยการนำเพลงนั้นมาฟังหลาย ๆ ครั้ง ต่อจากนั้นจึงกำหนดท่า รำ เช่น ระบำพนมรุ้ง มนตรี ตราโมท ได้บรรจุเพลงระบำชุดนี้ขึ้นก่อน เสร็จแล้วจึงส่งม้วนแถบ บันทึกเสียงเพลงระบำพนมรุ้งให้ เฉลย ศุขะวณิช คิดประดิษฐ์ท่ารำขึ้นตามทำนองเพลง จึงได้กำหนด ระบำพนมรุ้งขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง ส่วนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็มีเจ้าหน้าที่ออกแบบให้ โดยนำนักศึกษาที่ เป็นผู้แสดง ไปแต่งตัว แล้วมาซ้อมรำให้ดู ปรากฏว่าเสื้อผ้าบางส่วน ไม่เหมาะสมกับท่ารำ ก็ให้ฝ่าย เจ้าหน้าที่เครื่องแต่งกายปรับเสื้อผ้าให้เข้ากับท่ารำ จะเห็นได้วว่าวิธีการคิดประดิษฐ์ท่ารำของ เฉลย ศุขะวณิช จะใช้วิธีฟังเพลงงก่อนแล้วจึงคิดท่ารำให้มีลีลาผสมกลมกลืนไปกับบทร้อง และท่วงทำนอง ของเพลงนั้น ๆ ส่วนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย จึงยึดท่ารำเป็นหลัก ส่วนการคิดประดิษฐ์ท่ารำที่เริ่มจาก การใช้เพลงแบ่งเป็น 2 จำนวก คือ 1) การคิดประดิษฐ์ท่ารำ ที่มีบทร้องกำหนดความมุ่งหมายชัดเจน เช่น บทกลอนถวายพระ พร บทอวยพรต่าง ๆ ที่มีบทเนื้อร้องให้ยึดความหมายของเนื้อเพลงเป็นหลักในการออกท่าร่ายรำให้ ถูกต้อง โดยอาศัยแม่ท่าในบทเพลงช้า เพลงเร็ว และแม่บท (กลอนตำรารำ) 2) การคิดประดิษฐ์ท่ารำที่ไม่มีบทเนื้อร้อง มีแต่ทำนองเพลงนั้น ให้ยึดอารมณ์ท่วงทำนอง ของเพลงที่บรรเลง เช่น อารมณ์เพลงคึกคักให้ความสนุกสนานมีท่วงทำนองรวดเร็ว อารมณ์เพลงที่ แสดงความโกรธ อารมณ์เพลงที่แสดงถึงความเศร้าโศก ทำนอนโหยหวน หรืออารมณ์เพลงอัน อ่อนหวานแสดงถึงความรัก อารมณ์เพลงหนักแน่นแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น เมื่อทราบลักษณะของเพลงแล้ว จึงคิดประดิษฐ์ท่ารำ โดยอาศัยแม่ท่าในเพลงช้า เพลงเร็ว แม่บท นำมาออกท่าร่ายรำให้กลมกลืนกับท่วงทำนองของอารมณ์เพลงนั้น ๆ แต่ในบางครั้งก็สามารถ คิดประดิษฐ์ท่ารำให้ตรงกับความมุ่งหมายของเนื้อหาที่นำเสนอใน ระบำ รำ ฟ้อน ชุดนั้น ๆ ออกมา ก่อน แล้วจึงคัดเลือกอารมณ์ของทำนองเพลงให้ตรงกับท่าทางร่ายรำนั้น 5.3.2 การประดิษฐ์ท่ารำในการแสดงนาฏศิลป์ การประดิษฐ์ท่ารำในการแสดงนาฏศิลป์ว่าในการแสดงนาฏศิลป์ มีหลากหลายประการซึ่ง จะต้องนำมาพิจารณาประกอบ ได้แก่ ประเภทของการแสดง ดนตรี บทร้อง เครื่องแต่งกาย อารมณ์ ความรู้สึก และการเคลื่อนไหวของผู้แสดง ทั้งนี้ เพื่อให้การประดิษฐ์ท่ารำมีความประณีต สวยงาม สื่อ ความหมายได้ชัดเจน 1) การประดิษฐ์ท่ารำที่เป็นคู่ การประดิษฐ์ท่ารำที่เป็นคู่ ผู้ประดิษฐ์จะต้องคำนึงถึง ส่วนประกอบที่สำคัญ คือ จังหวะ ทำนองเพลง บทเพลง และเครื่องแต่งกาย ซึ่งส่วนแระกอบท่ารำ เหล่านี้ ผู้ประดิษฐ์ท่ารำจำเป็นต้องนำมาหลอมรวมให้มีความเป็นเอกภาพ


159 2) การประดิษฐ์ท่ารำแนวอนุรักษ์ส่วนมากจะใช้ท่ารำที่เป็นแบบแผนมาตั้งแต่ดั้งเดิม คือ เพลงเร็ว - เพลงช้า เพราะทุกท่ารำอยู่ในเพลงเร็ว – เพลงช้า 3) การประดิษฐ์ท่ารำแนวความคิดสร้างสรรค์ จะเป็นการประดิษฐ์ท่ารำขึ้นใหม่โดยได้ แนวคิดมาจากการรับอิทธิพลของต่างประเทศทั้งตะวันออกและตะวันตก 4) รูปแบบการรำที่เป็นคู่หมายถึง การรำเพียงสองคน แต่โบราณนิยมรำเบิกโรง คือ การ แสดงชุดสั้น ๆ ก่อนการแสดงละครใน 5) จังหวะ ทำนองเพลง บทร้อง มีความสำในการประดิษฐ์ท่ารำ ได้แก่ ประดิษฐ์ท่ารำให้ ตรงจังหวะเพลง สำเนียงเพลงของชาติต่างภาษา เพลงที่มีบทร้อง 6) เครื่องแต่งกาย เป็นองค์ประกอบสำคัญในการประดิษฐ์ ถ้ารำคู่ ควรจะอวดเครื่องแต่งกาย เพราะท่ารำจะงามต้องอาศัยเครื่องแต่งกายงามด้วย 7) การประดิษฐ์ท่ารำที่เป็นหมู่การประดิษฐ์ท่ารำที่เป็นหมู่ การรำที่ใช้ผู้แสดงมากกว่า 2 คน โดยนับเอาลักษณะของจำนวนคน ส่วนระบำนั้นก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของรำหมู่เช่นเดียวกัน เช่น รำโคม รำพัด รำวง เป็นต้น นอกจากนั้น ก็มีการแสดงพื้นเมืองของชาวบ้านก็ถือว่าเป็นการรำหมู่ ได้แก่ รำ กลองยาว เซิ้งกระติบข้าว ฟ้อนเล็บ ข้อคำนึงในการประดิษฐ์ท่ารำที่เป็นหมู่ อาจารย์เฉลย ศุขะวณิช ศิลปินแห่งชาติ สาขา ศิลปะการแสดง ให้แนวคิดไว้ ดังนี้ 1) การแปรแถว การแสดงนาฏศิลป์ไทยในสมัยโบราณไม่นิยมการแปรแถวให้หลากหลาย เหมือนในปัจจุบันนิยม 2) ท่ารำต้องสัมพันธ์กับเพลง การประดิษฐ์ท่ารำควรฟังก่อนแล้วจึงคิดท่ารำให้กลมกลืนกับ บทเพลง 3) ท่ารำเป็นหมู่คณะ การประดิษฐ์ท่ารำที่มีลักษณะการรำเป็นหมู่คณะ ใช้ผู้แสดงจำนวน มาก จะต้องคำนึงถึงความพร้อมเพรียงเป็นหลัก 4) ท่ารำที่มีบทร้อง การประดิษฐ์ที่มีท่ารำที่มีบทร้อง ยึดความหมายของบทเพลงเป็นหลัก ในการประดิษฐ์ท่ารำที่ถูกต้อง 5) ที่รำที่มีแต่ทำนองเพลง การประดิษฐ์ท่ารำที่ไม่มีบทร้องมีแต่ทำนองเพลงให้ยึดท่วงนำ นอง คึกคัก สนุกสนาน เป็นต้น 6) ท่ารำนาฏศิลป์พื้นเมือง การคิดประดิษฐ์ท่ารำนาฏศิลป์พื้นเมือง ต้องยึดหลักลีลาท่ารำ เฉพาะถิ่นทั้งสี่ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และ ภาคใต้ 7) ท่ารำต้องสอดคล้องกับรสนิยมการประดิษฐ์ท่ารำ ควรให้ตรงกับรสนิยมของสังคมใน สมัยนั้น 5.3.3 หลักการแสดงเบื้องต้น ประกอบด้วย 5.3.3.1 การเคลื่อนไหวตามจินตนาการ เป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการแสดงต่าง ๆ อย่างหนึ่งซึ่งสามารถใช้ในการสื่อสารความหมายต่าง ๆ ได้ โดยไม่ต้องอาศัยบทพูด บทเจรจา นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวยังช่วยให้เกิดความต่อเนื่องในบทบาทการแสดง ทำให้น่าติดตามและช่วย สร้างบุคลิกของตัวละครให้เด่นชัด รวมทั้งช่วยสร้างบรรยากาศการแสดงให้น่าชม ซึ่งหลักการ เคลื่อนไหวตามบทบาทการแสดง มีดังนี้ 1) ต้องสอดคล้องกับบทละครและบุคลิกลักษณะของตัวละคร


160 2) ต้องมีการเปลี่ยนลักษณะท่าทางการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่อยู่กับที่หรือแสดง ท่าทางเดิม 3) ต้องเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ไม่ตะกุกตะกัก 4) ต้องเคลื่อนไหว และสื่อความหมายได้ชัดเจน 5) ต้องมีลีลาตามจังหวะดนตรีประกอบหรือบทบาทที่ได้รับ จะทำให้ผู้ชมเกิดคล้อยตาม ในการปฏิบัตินาฏยศัพท์และภาษาท่าเบื้องต้นนั้น นาฏยศัพท์บางท่าการปฏิบัติจากท่าหนึ่ง ไปยังอีกท่าหนึ่ง จะมีท่าที่เรียกว่าท่าเชื่อม ซึ่งท่าเชื่อมคือลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนช้อยของผู้ รำและท่ารำ ซึ่งการอธิบายในลักษณะนี้มีนัยสำคัญ บทที้จึงขออธิบายผ่านการใช้สื่อเสมือนจริง เพื่อให้ ผู้ศึกษาเข้าใจมากยิ่งขึ้น สรุป นาฏยศัพท์หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกท่ารำ ไม่สื่อความหมาย ใช้เกี่ยวกับการฟ้อนรำ การฝึก ปฏิบัตินาฏศิลป์ โขน ละคร รำ ระบำ การแสดงพื้นเมือง ประกอบด้วย นามศัพท์หมายถึง ศัพท์ที่เรียกท่ารำ หรือชื่อท่าที่บอกการกระทำของผู้นั้น กริยาศัพท์หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียนอาการปฏิบัติ นาฏยศัพท์เบ็ดเตล็ด หมายถึง ศัพท์ต่าง ๆ ที่ใช้เรียกภาษานาฏศิลป์นอกเหนือไปจากนาม ศัพท์ และกิริยาศัพท์ ภาษาท่า หมายถึง ท่ารำสื่อความหมายแทนคำพูด ใช้ในการสื่อสารด้วยการร่ายรำหรือ ภาษาท่ารำทางนาฏศิลป์ประกอบการแสดงโขน ละคร ระบำ รำ ฟ้อน การแสดงพื้นเมือง ประกอบด้วยภาษาท่า ดังนี้ ท่ารำที่ใช้แทนคำพูด เช่น ฉัน เรา ท่าน เธอ เรียก ไป มา รับ ปฏิเสธ ที่นี่ ท่ารำแสดงกิริยาอาการหรืออิริยาบถ เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน ท่ารำแสดงอารมณ์ภายใน เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธ รัก ร้องไห้ ท่ารำที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อแสดงความหมายโดยเฉพาะ เช่น ความสวยงาม ความยิ่งใหญ่ ความเจริญรุ่งเรือง ท่ารำที่ใช้แสดงการเลียนแบบกิริยาของสัตว์เช่น นก ปลา ม้า การปฏิบัตินาฏยศัพท์และภาษาท่าเบื้องต้น วิธีการใช้อวัยวะของร่างกายในการปฏิบัติท่า รำตามเกณฑ์ขั้นพื้นฐาน หมายถึง การกำหนดลักษณะ ระดับ และทิศทางอวัยวะของร่างกายเมื่อ ปฏิบัติท่ารำ และวิธีการเคลื่อนไหวอวัยวะของร่างกายในการปฏิบัติท่ารำตามเกณฑ์ขั้นพื้นฐาน หมายถึง วิธีการเคลื่อนไหวร่างกายจากท่าหนึ่งไปยังอีกท่าหนึ่ง โดยเรียกชื่อวิธีการเหล่านั้นเป็น คำศัพท์เฉพาะ เพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างผู้สอนและผู้เรียน หลักการออกแบบนาฏยศัพท์และภาษาท่าประกอบการแสดง การคิดประดิษฐ์ท่ารำ พอ สรุปได้ว่า เป็นลักษณะของการตีบท หรือใช้ภาษานาฏศิลป์ในท่ารำของไทย ที่เป็นแบบแผนมาแต่ ดั้งเดิม ก็คือ กลอนตำรารำ และบทรำเพลงช้า เพลงเร็ว จะมีท่าบังคับและท่าตายโดยใช้กลวิธีที่จะ ประดิษฐ์ให้ได้ท่ารำที่เหมาะสม สวยงาม การประดิษฐ์ท่ารำในการแสดงนาฏศิลป์มีหลากหลายประการ ซึ่งจะต้องนำมาพิจารณา ประกอบ ได้แก่ ประเภทของการแสดง ดนตรี บทร้อง เครื่องแต่งกาย อารมณ์ ความรู้สึก และการ


161 เคลื่อนไหวของผู้แสดง ทั้งนี้ เพื่อให้การประดิษฐ์ท่ารำมีความประณีต สวยงาม สื่อความหมายได้ ชัดเจน การเคลื่อนไหวตามจินตนาการ เป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการแสดงต่าง ๆ อย่างหนึ่งซึ่ง สามารถใช้ในการสื่อสารความหมายต่าง ๆ ได้ โดยไม่ต้องอาศัยบทพูด บทเจรจา นอกจากนี้ การ เคลื่อนไหวยังช่วยให้เกิดความต่อเนื่องในบทบาทการแสดง ทำให้น่าติดตามและช่วยสร้างบุคลิกของ ตัวละครให้เด่นชัด รวมทั้งช่วยสร้างบรรยากาศการแสดงให้น่าชม ซึ่งหลักการเคลื่อนไหวตามบทบาท การแสดง คำถามท้ายบท 1. จงอธิบายความหมายของนาฏยศัพท์และภาษาท่า 2. จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างนาฏยศัพท์และภาษาท่าที่สามารถประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวัน 3. จงยกตัวอย่างและอธิบายการปฏิบัตินาฏยศัพท์และภาษาท่า 3 ประเภท 4. ปฏิบัตินาฏยศัพท์และภาษาท่าประกอบเพลง เอกสารอ้างอิง Soedarsono. (1974). Beberapa Catatan Tentang Seni Pertunjukan Indonesia. Yogyakarta: Konservator Tari Indonesia. ลัดดา พนัสนอก. (2542). สุนทรียะทางนาฏศิลป์ไทย. มหาสารคาม: โปรแกรมวิชาสุนทรียศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏสกลนคร. สุภาวดี โพธิเวชกุล. (2550). การศึกษากลุ่มคำศัพท์ที่ใช้เรียกการปฏิบัติท่ารำที่ไม่ถูกต้อง และวิธีการ แก้ไขอวัยวะของร่างกายในการปฏิบัติท่ารำให้ถูกต้องตามมาตรฐานนาฏศิลป์ไทยแบบหลวง. อรวรรณ ขมวัฒนา และคณะ. (2550). หนังสือชุดนาฏลีลา 1 ลีลาท่ารำ 1. กรุงเทพ ฯ : คุรุสภา. อาภรณ์ มนตรีศาสตร์ และจาตุรงค์ มนตรีศาสตร์. (2525). นาฏศิลป์เพื่อการศึกษาเบื้องต้น. กรุงเทพ : องค์การค้าของคุรุสภา.


แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 6 การปฏิบัตินาฏศิลป์ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนแล้ว นักศึกษาในรายวิชาจะสามารถ : 1. อธิบายความหมายและความเป็นมาของนาฏศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัตินาฏศิลป์ที่ เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน สังคม สิ่งแวดล้อม ชุมชน 2. วิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบ ประเภท และความสัมพันธ์ของการปฏิบัติ นาฏศิลป์กับศาสตร์อื่น ๆ 3. แก้ปัญหาและเสนอแนวทางผ่านกระบวนการกลุ่มและการสื่อสารอย่างมีสุนทรียะ สนทนาผ่านความรับผิดชอบตนเองและเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน 4. ประยุกต์ใช้ความรู้จากนาฏยศัพท์และออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาและ แก้ปัญหาผู้เรียนในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5. ปฏิบัติและสร้างสรรค์นวัตกรรมทางนาฏศิลป์ได้เหมาะสมโดยใช้หลักการของหลักฐาน เชิงประจักษ์ เนื้อหาสาระการเรียนรู้ 1. การปฏิบัตินาฏศิลป์ 2. วิธีการ ขั้นตอนการปฏิบัตินาฏศิลป์ สรุป แบบฝึกหัดบท เอกสารอ้างอิง กิจกรรมการเรียนการสอน สัปดาห์ที่ 1 (4 ชั่วโมง) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1) ปฐมนิเทศนักศึกษา และสร้างข้อตกลงร่วมกันในกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชา นาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครู 2) ชี้แจงภาพรวมของแผนบริหารการสอน เนื้อหา รูปแบบการเรียนการสอน การวัด และประเมินผล รูปแบบเกณฑ์การให้คะแนน ขั้นสอน 1) ทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นของนาฏศิลป์ 2) ยกตัวอย่างประเด็นเนื้อหา ร่วมกันอธิบายและสรุปเนื้อหาสาระสำคัญในหัวข้อ การ ปฏิบัตินาฏศิลป์ ประกอบการชมคลิปวิดีโอการแสดงนาฏศิลป์ 3) นักศึกษาร่วมกันอภิปรายที่มาของเพลง 4) นักศึกษาและผู้สอนร่วมกันสรุปบทเรียน 5) ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันแลกเปลี่ยน ซักถามในประเด็นที่ยังไม่เข้าใจ


163 สื่อการเรียนการสอน 1. นำเสนอด้วย Power Point เรื่อง การปฏฺบัตินาฏศิลป์ 2. คลิปวิดีโอการแสดงนาฏศิลป์ 3. เอกสารประกอบการเรียนการสอน “การปฏิบัตินาฏศิลป์” แหล่งการเรียนรู้ 1. สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 2. เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่น่าเชื่อถือ การวัดและประเมินผลประจำบทเรียน จุดประสงค์ เนื้อหา วิธีการจัดการสอน/ ประสบการณ์การเรียนรู้ วิธีการวัดผลลัพธ์การ เรียนรู้ 1. อธิบายความหมาย ที่มา ประวัติความเป็นมาของ นาฏศิลป์ ที่มาและความหมาย ของนาฏศิลป์ บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน (ประเมินผลงานที่ได้รับ มอบหมายรายบุคคล) 2. ระบุและอธิบายความ เข้าใจในที่มาและประเภท ของนาฏศิลป์ ที่มาและความหมาย ของนาฏศิลป์ - นาฏยศัพท์ - ภาษาท่า บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา, การฝึกเขียนรายงานและ บทความเชิงเปรียบเทียบ การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน (ประเมินผลงานโดย เพื่อนและอาจารย์) 3. วิเคราะห์องค์ประกอบที่ เกี่ยวข้องกับประเภท นาฏศิลป์และเชื่อมโยงกับ การดำเนินชีวิตและ ศิลปวัฒนธรรม ที่มาและความหมาย ของนาฏศิลป์ - นาฏยศัพท์ - ภาษาท่า บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน 4. รับผิดชอบต่อตนเอง และงานที่ได้รับมอบหมาย ที่มาและความหมาย ของนาฏศิลป์ - นาฏยศัพท์ - ภาษาท่า บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา, การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ, การทำรายงาน (ประเมินผลงานโดย เพื่อนและอาจารย์)


บทที่ 6 การปฏิบัตินาฏศิลป์ การปฏิบัตินาฏศิลป์เบื้องต้น เป็นการเตรียมพร้อมผู้เรียนก่อนดำเนินการกิจกรรม หรือก่อน เข้าสู่ทักษะการแสดงนาฏศิลป์ในด้านอื่น ๆ การปฏิบัตินาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครู เพื่อให้สะดวกต่อ การสอน หรือการจัดการแสดง กล่าวคือเพื่อให้ผู้เรียน ผู้แสดง และผู้ที่สนใจ มีพื้นฐานทางนาฏศิลป์ สามารถปฏิบัติได้ บูรณาการเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ หรือนำไปใช้ในการแสดงมีความสนใจนาฏศิลป์ และเป็นการอนุรักษ์ เผยแพร่ศิลปะการแสดงในอีกรูปแบบหนึ่ง 6.1 การเตรียมความพร้อมการปฏิบัตินาฏศิลป์เบื้องต้น การแสดงนาฏศิลป์ในห้องเรียนหรือแม้แต่ในโรงเรียน ล้วนเกิดจากการปฏิบัติกิจกรรมการ เรียนการสอน ภายใต้หลักสูตรแกนกลางสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือในการศึกษาระดับปฐมวัย โดย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ซึ่งมีจุดหมาย มาตรฐาน ตัวชี้วัด ที่หลักสูตรต้องการให้ผู้เรียนเกิดทักษะใน ด้านต่าง ๆ ขึ้น โดยพื้นฐานทางด้านนาฏศิลป์ หรือก่อนการดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้าน นาฏศิลป์ ซึ่งในบทนี้จะนำเสนอรูปแบบหรือตัวอย่างในการปฏิบัตินาฏศิลป์เบื้องต้น ซึ่งแบ่งตาม ลักษณะผู้เรียน ดังต่อไปนี้ ดังนี้ 6.1.1 การเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกปฏิบัตินาฏศิลป์ ความเป็นมาทางด้านนาฏศิลป์ จะเห็นได้ถึงวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของการเรียนนาฏศิลป์คือ การมีสัมมาคารวะ และการขอขมาลาโทษ โดยการสวัสดี เพื่อแสดงความเคารพครูบาอาจารย์ที่ประ สิทธิประศาสตร์วิชาความรู้ เพราะฉะนั้นก่อนเริ่มปฏิบัตินาฏศิลป์ ผู้สอนควรให้ผู้เรียนตระหนักและ เข้าใจถึงขึ้นตอนก่อนการปฏิบัติ โดยการไหว้หรือแสดงความเคารพ เพื่อระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ และขอขมาลาโทษหากล่วงเกินทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี ซึ่งวัฒนธรรมเช่นนี้ สามารถปฏิบัติได้ทุก สถานการณ์ไม่จำเพาะเจาะจงเมื่อเรียนหรือปฏิบัตินาฏศิลป์ เช่น ยกมือไหว้กล่าวสวัสดีทักทาย พ่อ แม่ ครู อาจารย์ ญาติพี่น้อง บุคคลทั่วไป ยกมือไหว้กล่าวขอโทษ เมื่อปฏิบัติไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม ซึ่งการ ปฏิบัติเช่นนี้ก่อเป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ดีงามอย่างหนึ่งของไทย ภาพที่ 159 การหัดนุ่งผ้าโจงกระเบน ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565)


165 6.1.2 การคัดเลือกและวิธีการฝึกหัด สุภาวดี โพธิเวชกุล (2552 : 54) กล่าวถึงการคัดเลือกและวิธีการฝึกหัด จะมีวิธีและ ระเบียบปฏิบัติสืบเนื่องกันมาเริ่มต้นจาก ผู้เรียนฝึกหัดการนุ่งโจงกระเบนสีแดง แล้วยืนตั้งแถวหน้า กระดานเพื่อให้ครูผู้ใหญ่ได้คัดแยกนักเรียนออกเป็นฝ่ายพระ และ นาง ตามความเหมาะสมของ โครงสร้างร่างกาย และรูปหน้า ภาพที่ 160 การคัดเลือกฝ่ายพระและนาง ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) จากนั้นจะทำการคำนับครูในวันพฤหัสบดีแรกของการเปิดภาคเรียน เมื่อเสร็จพิธีคำนับครู แล้ว จึงเริ่มฝึกหัดตามขั้นตอน คือการเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกหัดนาฏศิลป์เบื้องต้น จะต้องมี การเตรียมร่างกายให้เหมาะกับการปฏิบัติท่ารำและพร้อมที่จะได้รับการฝึกหัดขั้นต่อไปด้วยการดัดมือ และแขน การดันเอว ดันไหล่ ทั้งนี้ผู้ที่มีพื้นฐานและมีพื้นฐานทางนาฏศิลป์น้อย ในการฝึกหัดนาฏศิลป์ ไทย, นาฏศิลป์พื้นบ้านเบื้องต้นนั้น ครูผู้สอนและผู้เรียนควรจะเริ่มจากการรู้จักการปฏิบัติดังต่อไปนี้ ตาราง 39 การเตรียมความพร้อมก่อนการปฏิบัตินาฏศิลป์ ที่ ท่า รูปภาพ อธิบาย 1 ดัดมือ ภาพที่ 161 การดัดมือ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) การดัดมือ เป็นการฝึกเพื่อดัดนิ้วมือและ ข้อมือให้เกิดความอ่อนช้อย วิธีปฏิบัติ นั่ง : นั่งในท่าขัดสมาธิแล้วชันเข่าขวาขึ้น เปิดปลายเท้าซ้ายเชิดขึ้น ส่วนเท้าซ้ายอยู่ ด้านในซ้อนเท้าขวา นั่งยืดตัวตรง น้ำหนัก ตัวอยู่ที่ก้นขวา มือขวา : เหยียดแขนตึงไปข้างหน้าให้ ข้อศอกวางบนเข่าขวา มือซ้าย : รวบนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง และ นิ้วก้อยมือข้างขวา ให้ตั้งขึ้นและหักปลาย นิ้วทั้ง 4 มาที่ลำแขน หักข้อมือเข้าหาลำ แขน ส่วนนิ้วหัวแม่มือจะยื่นไปข้างหน้า แล้วหักข้อแรกของนิ้วหัวแม่มือเข้าหาฝ่ามือ หมายเหตุในขณะที่ปฏิบัติการดัดมือแต่ละ ข้าง ให้กำหนดด้วยการนับหรือจับเวลาเช่น ทำค้างไว้ 30 วินาที เป็นต้น ทำเช่นนี้สลับ มืออีกข้างหนึ่ง


166 ที่ ท่า รูปภาพ อธิบาย 2 ดัดแขน ภาพที่ 162 การดัดแขน ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) การดัดแขน เป็นการฝึกเพื่อดัดแขนให้อ่อน งอนโค้งสวยงาม วิธีปฏิบัติ นั่ง : นั่งในท่าขัดสมาธิแล้วชันเข่าทั้งสอง ข้างขึ้น ยืดตัวตรง ในขณะที่พลิกมือเหยียด ตึงลงด้านล่างให้ใช้ หัวเข่าทั้ง 2 เข้าบีบ ข้อศอกซ้ายและขวา ให้แขนทั้งสองข้างชิด กัน มือขวา + มือซ้าย : เหยียดแขนตึงไป ข้างหน้าทั้งหันฝ่ามือเข้าหากัน ประสานมือ ทั้งสองข้างเข้าหากัน จากนั้นงอมือที่ ประสานเข้าหาตัวระดับอก แล้วพลิกมือให้ อยู่ในลักษณะฝ่ามือหันออก นิ้วมือไม่หลุด ออกจากกันและยังประสานกันอยู่ หมายเหตุในขณะที่ปฏิบัติการดัดแขน ให้ กำหนดด้วยการนับหรือจับเวลาเช่น ทำค้าง ไว้ 30 วินาที เป็นต้น 3 ฝึกกระดกเท้า ภาพที่ 163 การกระดกเท้า ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) การกระดกเท้า เป็นการฝึกการทรงตัว ซึ่ง เป็นทักษะในการปฏิบัตินาฏศิลป์ วิธีปฏิบัติก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า แล้วยก เท้าซ้ายขึ้นดันให้ส้นเท้าชิดกับสะโพกมาก ที่สุด พยายามอย่าให้ปลายเท้าชี้ขึ้น กด ปลายเท้าให้ชี้ลงพื้น พร้อมย่อเข่าและดัน หน้าขาข้างซ้ายส่งไปด้านหลัง ทรงตัวให้ น้ำหนักอยู่กึ่งกลาง มือขวา + มือซ้าย เท้าสะเอว 5 การดันเอว ดันไหล่ ภาพที่ 164 การดันเอว ดันไหล่ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) การดันเอว ดันไหล่ถือเป็นทักษะการพัฒนา บุคลิกภาพ การปฏิบัตินาฏศิลป์ไม่ได้เน้น เพียงความอ่อนช้อย แต่เป็นการเคลื่อนไหว ที่ต้องอาศัยการถ่ายเทน้ำหนัก และการจัด ระเบียบร่างกาย วิธีปฏิบัตินั่งคุกเข่า ในท่าเทพบุตร เทพธิดา ลำตัวตั้งตรง ดันเอว ดันไหล่ให้ตึง มือขวา + มือซ้าย ตั้งวงระดับหน้าขา 6 การเต้นเสา ภาพที่ 165 การเต้นเสา ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) เต้นเสา ยืนตรงหันหน้าเข้าหาเสา วิธีปฏิบัติก้าวเท้าไปทางขวา พร้อมย่อเข่า ทั้งสองข้างลงในลักษณะย่อตัวส้นเท้า ตรงกันห่างกันประมาณ 1 ศอก คืบปลาย เท้าทั้งสองข้างและเข่าทั้งสองข้างในขนาน กับไหล่ทั้งสองข้างเช่นกัน (ภาษาโขน เรียกว่าเหลี่ยมอัด) เปิดปลายคาง ยก เท้าขวาชิดเท้าซ้าย (ใน ลักษณะกระทืบเท้า) นับหนึ่ง พร้อมกับยก เท้าซ้ายขึ้นกระทืบพื้น (ในลักษณะเดียวกัน กับเท้าขวา นับสอง ยกเท้าขวาขึ้น แล้ววาง เท้าขวา (ไม่ต้องกระทืบวางเฉย ๆ ) นับสาม


167 ที่ ท่า รูปภาพ อธิบาย ยกเท้าซ้ายหนีบน่องไว้ (ภาษาทางศิลปโขน เรียกว่า ตะลึกตึก) จากนั้นวางเท้าซ้ายกับพื้น ในลักษณะ กระทืบพื้น ยกเท้าขวาขึ้น วางเท้าขวายก เท้าซ้าย ทำอย่างนี้สลับกันโดยให้มีเสียง กระทบพื้น ตึก ๆ ๆ ระหว่างเต้นเสาต้องทำ ตัวย่ออยู่เสมอ ใช้เวลาเต้นอย่างน้อยครึ่ง ชั่วโมง ครูจึงบอกให้นับ สุดแล้วแต่จะให้นับ เท่าไร บางทีให้นับ 50 - 100 ถึง 200 วิธีการนับก็ให้นับเท้าขวาเป็นหลัก นับหนึ่ง และเต้นไป 4 จังหวะ นับสองซึ่งจะลงเท้า ขวาเช่นกัน ปฏิบัติไปจนกว่าจะครบตาม กำหนดที่ครูสั่ง จึงหยุดอยู่ในลักษณะลง เหลี่ยมอัดมือทั้งสองวางอยู่ที่หน้าขาทั้งสอง ข้างทุกครั้งเมื่อยกเท้าต้องหนีบน่องไว้เสมอ คือ ดึงขามาติดข้อพับให้แน่นจึงจะได้เหลี่ยม ที่สวยงามตามแบบแผนที่กำหนดไว้ (เอกลักษณ์ไทย ปีที่ 1 ฉบับที่ 6 มิถุนายน 2520 หน้า 43) 7 การทรงตัว ภาพที่ 166 การทรงตัว ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) เป็นทักษะปฏิบัติเพื่อให้นักแสดงได้ฝึก ความสามารถในการควบคุมร่างกายให้อยู่ ในแนวตั้งตรง รวมถึงการถ่ายเทน้ำหนัก วิธีปฏิบัติก้าวเท้าไปทางขวา พร้อมย่อเข่า ทั้งสองข้างลงในลักษณะย่อตัวส้นเท้า ตรงกันห่างกันประมาณ 1 ศอก คืบปลาย เท้าทั้งสองข้างและเข่าทั้งสองข้างในขนาน กับไหล่ทั้งสองข้างเช่นกัน ยกขาข้างขวาสูงให้เป็นเหลี่ยม 90 องศา ดันปลายเท้าขึ้น เท้าซ้ายย่อเข่า ผู้ฝึกจะต้อง ควบคุมร่างกายโดยการถ่ายเทน้ำหนักให้ สมดุล เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อ 8 การยกเท้าแบบตัว นาง ภาพที่ 167 การยกเท้าแบบตัวนาง ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) วิธีปฏิบัติยืนในลักษณะเท้าทั้งสองข้างห่าง กันเล็กน้อย จากนั้นยกเท้าขวาขึ้น ดันปลาย เท้าขึ้น ย่อเข่าซ้ายลง ผู้ฝึกจะต้องควบคุม ร่างกายโดยการถ่ายเทน้ำหนักให้สมดุล เพื่อ เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ


168 ที่ ท่า รูปภาพ อธิบาย 9 การยกเท้าแบบตัว พระ ภาพที่ 168 การยกเท้าแบบตัวพระ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) วิธีปฏิบัติยืนในลักษณะเท้าทั้งสองข้างห่าง กันเล็กน้อย จากนั้นยกเท้าขวาขึ้น ดันหน้า ขาขวาออกด้านข้างให้เป็นเหลี่ยม 90 องศา ดันปลายเท้าขึ้น ย่อเข่าซ้ายลง ผู้ฝึกจะต้อง ควบคุมร่างกายโดยการถ่ายเทน้ำหนักให้ สมดุล เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อ 10 การกระดกเท้า ภาพที่ 169 การกระดกเท้า ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) วิธีปฏิบัติยืนในลักษณะเท้าทั้งสองข้างห่าง กันเล็กน้อย จากนั้นยกเท้าขวาขึ้น ดันเท้า และดันหน้าขาไปด้านหลัง น่องและเท้าขวา ดันให้ชิดสะโพก ย่อเข่าซ้ายลง ผู้ฝึกจะต้อง ควบคุมร่างกายโดยการถ่ายเทน้ำหนักให้ สมดุล เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อ 11 การกระดกเสี้ยว ภาพที่ 170 การกระดกเสี้ยว ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) วิธีปฏิบัติยืนในลักษณะเท้าทั้งสองข้างห่าง กันเล็กน้อย จากนั้นยกเท้าขวาขึ้น ดันเท้า และดันหน้าขาไปด้านหลัง น่องและเท้าขวา ดันบิดเฉียงไปด้านขวาและให้ชิดสะโพก ดัน ปลายเท้าเฉียงออกไปทางด้านขวา ย่อเข่า ซ้ายลง ผู้ฝึกจะต้องควบคุมร่างกายโดยการ ถ่ายเทน้ำหนักให้สมดุล เพื่อเสริมสร้างความ แข็งแรงของกล้ามเนื้อ 12 การนั่งตัวพระ/ตัว นาง ภาพที่ 171 การนั่งตัวพระ/ตัวนาง ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) วิธีปฏิบัติ ตัวนาง : นั่งพับเพียบไปทางขวา แยกเข่า ซ้ายออกให้เท้าซ้ายวางหน้าหัวเข่าขวา มือ ซ้ายเหยียดตึงแบมือตั้งบนเข่าซ้ายมือขวางอ แขนแบมือตั้งบนขาขวา ลำตัวตั้งตรง ตัวพระ : นั่งพับเพียบไปทางขวา แยกเข่า ซ้ายออกให้เท้าซ้ายวางหน้าหัวเข่าขวา มือ ซ้ายเหยียดตึงแบมือตั้งบนเข่าซ้ายมือขวางอ แขนแบมือตั้งบนขาขวา ลำตัวตั้งตรง ตัว นาง นั่งพับเพียบไปทางขวา เชิดปลาย


169 ที่ ท่า รูปภาพ อธิบาย นิ้วเท้ามาด้านหน้าเท้าขวาซ้อนบนเท้าซ้าย มือซ้ายแบมือวางบนขาขวาด้านนอก มือ ขวาแบมือวางถัดมาทางด้านใน งอแขนขวา เอียงขวา 6.2 การปฏิบัตินาฏศิลป์เบื้องต้น ฟ้อนเงี้ยว “ฟ้อนเงี้ยว” เป็นศิลปะการแสดงที่สื่อสะท้อนวัฒนธรรมชาวไทยใหญ่ผสมผสานวัฒนธรรม ภาคเหนือ บทร้องมีความไพเราะและมีเนื้อหาที่กล่าวถึงการอวยพรขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง สะท้อน ถึงความเชื่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ประกอบกับท่ารำตามทำนองเพลงที่สนุกสนาน โดยนิยม แสดงในงานรื่นเริงให้เด็กนักเรียนรุ่นเล็กได้แสดง เนื่องจากเป็นชุดที่สนุกสนานเคลื่อนไหวด้วยท่าทางที่ เรียบง่าย คุณค่าของวัฒนธรรมและอรรถรสของเพลงฟ้อนเงี้ยวทำให้ครูดนตรีของไทยนำมาเป็นแรง บันดาลใจสร้างสรรค์ผลงานด้านดนตรีไทยมากมาย ปัจจุบันฟ้อนเงี้ยวเป็นบทเรียนหลักสูตรใน วิทยาลัยนาฏศิลป์และสถาบันการศึกษาด้านนาฏศิลป์ทั้งภาครัฐและเอกชนโดยได้รับการสืบทอดท่า รำจากรุ่นสู่รุ่นตามลำดับ เงี้ยว หมายถึง ชาวไทยใหญ่ ฟ้อนเงี้ยว เป็นการแสดงที่ชาวไทยใหญ่คิดค้นขึ้นมา ต่อมาเมื่อ ได้เผยแพร่เข้ามาในคุ้มเจ้าหลวงพระราชชายาเจ้าดารารัศมี โปรดให้นางหลง บุญจูหลง เป็นผู้ฝึกสอน ร่วมกับครูฟ้อนในคุ้มคิดท่ารำ โดยมีครูรอด อักษรทับเป็นผู้คิดคำร้องเข้ากับทำของซอเงี้ยว ท่ารำของ ฟ้อนเงี้ยวส่วนหนึ่งเป็นการฟ้อนที่เข้ากับบทร้อง หรือคำร้องที่เรียกว่า “รำตีบท” โดยนำเสนอรูปแบบ การแสดงฟ้อนเงี้ยวของชายไทยใหญ่มาปรับปรุงขึ้นใหม่ เรียกว่า “ฟ้อนเงี้ยวปนเมือง” ต่อมา ครูลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์วิทยาลัยนาฏศิลป์ ได้นำลีลาท่ารำฟ้อนเงี้ยวมาปรับปรุงใหม่ และได้บรรจุไว้ในหลักสูตรวิทยาลัยนาฏศิลป์ เมื่อปี พ.ศ. 2478 บทร้องของฟ้อนเงี้ยวมีลักษณะเป็น บทอวยพร อาราธนาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทพยดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาปกป้องคุ้มครองอวย ชัยให้เป็นมงคล ดนตรีใช้วงดนตรีประกอบการแสดง วงปี่พาทย์และอาจใช้กลองมองเซิงประกอบ จังหวะด้วย เพื่อความสนุกสนานบทร้องเดิมเป็นบทร้องมีทั้งแบบไทใหญ่ ภาษาคำเมือง และภาษาไทย กลาง ซึ่งเพลงร้องแบบไทยใหญ่แรกเริ่มจะทอดเสียงยาวดังนี้ (https://shorturl.asia/6KRPy) แบบ ไทยใหญ่ (แบบดั้งเดิม) ประพันธ์โดย ประเมษฐ์ บุณยะชัย เขี้ยวลายสารไถ่ (ถั่ว) ต้มเน้อ พี่บ่หย่อน เมียงนาง น้องโลม ยาลำต้มโดยสู พี่เมา แหล่ จากนั้นจะเป็นคำร้องทำนองซอเงี้ยวว่า อะไหลโลล ไปเมืองโก โดยพี่เงี้ยว หนทางคดเคี้ยว ข้าน้อง จะเหลียวถาม หนทางเส้นนี้ เปนถนน ก็เมืองพาน เฮยพ่อเฮย ผ้าสีปูเลย พาดเกิ่งตุ้มเกิ่ง


170 นอกจากการรำตีบท ยังมีการรำเข้ากับจังหวะ และระหว่างที่ดนตรีบรรเลง มีการแปรรูป ขบวนด้วยลีลาที่สนุกสนาน สำหรับดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงมีทั้งวงกลองเต่งถิ้งหรือใช้วงปี่พาทย์ และอาจใช้กลองมองเซิงประกอบจังหวะด้วยเพื่อนความสนุกสนาน ส่วนการแต่งกายมีทั้งแต่งกาย แบบไทใหญ่และแต่งกายแบบพม่า ภาพที่ 172 การแต่งกายฟ้อนเงี้ยว ที่มา : https://shorturl.asia/6LiNc การแต่งกาย - แบบไทใหญ่จะนุ่งกางเกงเป้ากว้าง ขายาว ครึ่งแข้งสวมเสื้อคอกลมแขนกระบอกสีน้ำเงิน มีผ้าโพกศีรษะ และมีเครื่องประดับ เช่น กำไล ข้อมือ ข้อเท้า - แบบพม่า นิยมนุ่งโสร่งตาหมากรุกแบบ ลอยชาย หรือโจงกระเบน เสื้อคอกลมแขน กระบอกหรืออาจเป็นเสื้อปัด มีผ้าโพกศีรษะ และเครื่องประดับตามความเหมาะสม ฟ้อนเงี้ยว แบบราชสำนักเชียงใหม่ได้รับการอนุรักษ์ไว้โดยวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ ส่วน ที่เป็นการแสดงจากกรมศิลปากรเป็นฟ้อนที่ได้รับการปรับปรุง โดยคุณครูลมุล ยมะคุปต์ ซึ่งมีเนื้อร้อง เพิ่มเติมว่า ขออวยชัย พุทธิไกร ช่วยค้ำ ทรงคุณเลิศล้ำ ไปทุกทั่ว ตัวตน จงได้รับ สรรพมิ่งมงคล นาท่านนา ขอเทวา ช่วยรักษาเถอะ ขอหื้ออยู่ สุขา ด้วยธรรมานุภาพเจ้า เทพดาช่วยเรา หื้อเป็นมิ่งมงคล สังฆานุภาพเจ้า ช่วยแนะนำตน สรรพมิ่งทั่วไปเนอ มงคล เทพดาทุกแห่งหน ขอบันดาลช่วยค้ำจิ่ม ตาราง 40 อธิบายท่ารำฟ้อนเงี้ยว เนื้อร้อง รูปภาพ อธิบายท่ารำ ขออวยชัย ภาพที่ 173 ขออวยชัย ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หน้าตรง ศีรษะ : เอียงซ้าย มือขวา : ตั้งวงหวายฝ่ามือระดับศีรษะ มือซ้าย : ตั้งวงหงายฝ่ามือระดับปาก เท้า : ก้าวเท้าขวา – ซ้าย แล้วแตะปลายเท้า ขวาทางด้านหน้า


171 เนื้อร้อง รูปภาพ อธิบายท่ารำ พุทธิไกร ช่วยค้ำ ภาพที่ 174 พุทธิไกร ช่วยค้ำ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หน้าตรง ศีรษะ : เอียงซ้าย มือขวา : จีบคว่ำแล้วเปลี่ยนเป็นตั้งวงแล้ว วางสันมือ มือซ้าย : ท้าวสะเอว เท้า : ก้าวเท้าขวา – ซ้าย แล้วแตะปลายเท้า ขวาทางด้านหน้า ทรงคุณเลิศล้ำ ภาพที่ 175 ทรงคุณเลิศล้ำ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หน้าตรง ศีรษะ : เอียงขวากลับเอียงซ้าย มือขวา : ท้าวสะเอว มือซ้าย : จีบคว่ำทางด้านขวาจากนั้น วาด จีบผ่านหน้ามาทางด้านซ้าย แล้วตั้งวงปลาย นิ้วมือตกระดับแง่ศีรษะ เท้า : ก้าวเท้าขวา – ซ้าย แล้วแตะปลายเท้า ขวาทางด้านหน้า ไปทุกทั่ว ตัวตน ภาพที่ 176 ไปทุกทั่ว ตัวตน ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หน้าตรง ศีรษะ : เอียงซ้าย มือขวา : ชี้นิ้วแล้วเดาะข้อมือ 3 ครั้งจาก ด้านหน้าไปทางด้านขวามือระดับเอว มือซ้าย : ท้าวสะเอว เท้า : ก้าวเท้าขวา – ซ้าย แล้วแตะปลายเท้า ขวาทางด้านหน้า จงได้รับ ภาพที่ 177 จงได้รับ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หน้าตรง ศีรษะ : เอียงซ้าย มือขวา : ตั้งวงหวายฝ่ามือระดับแง่ศีรษะ มือซ้าย : ตั้งวงหงายฝ่ามือระดับปาก เท้า : ก้าวเท้าขวา – ซ้าย แล้วแตะปลายเท้า ขวาทางด้านหน้า


172 เนื้อร้อง รูปภาพ อธิบายท่ารำ สรรพมิ่งมงคล ภาพที่ 178 สรรพมิ่งมงคล ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หน้าตรง ศีรษะ : เอียงซ้าย มือขวา : จีบคว่ำแล้วเปลี่ยนเป็นตั้งวงแล้ว วางสันมือ มือซ้าย : ท้าวสะเอว เท้า : ก้าวเท้าขวา – ซ้าย แล้วแตะปลายเท้า ขวาทางด้านหน้า นาท่านนา ภาพที่ 179 นาท่านนา ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หน้าตรง ศีรษะ : หน้าตรง มือขวา + มือซ้าย : ประกบกันเปิดปลายนิ้ว มือระดับหน้าอก (ท่าประนมมือไหว้) เท้า : ก้าวเท้าขวา – ซ้าย แล้วแตะปลายเท้า ขวาทางด้านหน้า ขอเทวา ช่วยรักษาเถอะ ภาพที่ 180 ขอเทวา ช่วยรักษาเถอะ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หน้าตรง ศีรษะ : หน้าตรง มือขวา + มือซ้าย : ประกบมือกันเปิดปลาย นิ้วมือ แล้ววาดมือขึ้นนิ้วโป้งจรดที่โคลนผม แล้ววาดลงมาเป็นท่าประกบมือเปิดปลายนิ้ว มือ ระดับอก (ท่าไหว้) เท้า : ก้าวเท้าขวา – ซ้าย แล้วแตะปลายเท้า ขวาทางด้านหน้า ขอหื้ออยู่ ภาพที่ 181 ขอหื้ออยู่ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หน้าตรง ศีรษะ : หน้าตรง มือขวา + มือซ้าย : จีบหงายระดับอก เท้า : ก้าวเท้าขวา – ซ้าย แล้วแตะปลายเท้า ขวาทางด้านหน้า


173 เนื้อร้อง รูปภาพ อธิบายท่ารำ สุขา ภาพที่ 182 สุขา ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หน้าตรง ศีรษะ : หน้าตรง มือขวา + มือซ้าย : ตั้งวงแขนตึงระดับไหล่ เท้า : ก้าวเท้าขวา – ซ้าย แล้วแตะปลายเท้า ขวาทางด้านหน้า ด้วยธรรมานุภาพเจ้า ภาพที่ 183 ด้วยธรรมานุภาพเจ้า ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หน้าตรง ศีรษะ : เอียงขวา มือขวา + มือซ้าย : ประกบมือเปิดปลายนิ้ว มือ (ท่าไหว้) ทางด้านขวาข้างหูขวา เท้า : ก้าวเท้าขวา – ซ้าย แล้วแตะปลายเท้า ขวาทางด้านหน้า เทพดาช่วยเรา ภาพที่ 184 เทพดาช่วยเรา ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หน้าตรง ศีรษะ : หน้าตรง มือขวา : ท้าวสะเอว มือซ้าย : จีบหงายระดับอก เท้า : ก้าวเท้าขวา – ซ้าย แล้วแตะปลายเท้า ขวาทางด้านหน้า หื้อเป็นมิ่งมงคล ภาพที่ 185 หื้อเป็นมิ่งมงคล ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หน้าตรง ศีรษะ : เอียงซ้าย มือขวา : จีบคว่ำแล้วเปลี่ยนเป็นตั้งวงแล้ว วางสันมือ มือซ้าย : ท้าวสะเอว เท้า : ก้าวเท้าขวา – ซ้าย แล้วแตะปลายเท้า ขวาทางด้านหน้า


174 เนื้อร้อง รูปภาพ อธิบายท่ารำ สังฆานุภาพเจ้า ภาพที่ 186 สังฆานุภาพเจ้า ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หน้าตรง ศีรษะ : เอียงขวา มือขวา + มือซ้าย : ประกบมือเปิดปลายนิ้ว มือ (ท่าไหว้) ทางด้านขวาข้างหูซ้าย เท้า : ก้าวเท้าขวา – ซ้าย แล้วแตะปลายเท้า ขวาทางด้านหน้า ช่วยแนะนำตน ภาพที่ 187 ช่วยแนะนำตน ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หน้าตรง ศีรษะ : เอียงขวา มือขวา : ท้าวสะเอว มือซ้าย : หงายฝ่ามือทางด้านหน้าแล้ววาด ออกทางด้านข้างซ้ายระดับเอว เท้า : ก้าวเท้าขวา – ซ้าย แล้วแตะปลายเท้า ขวาทางด้านหน้า สรรพมิ่งทั่วไปเนอ ภาพที่ 188 สรรพมิ่งทั่วไปเนอ ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หน้าตรง ศีรษะ : เอียงซ้าย มือขวา : ชี้นิ้วหงายฝ่ามือด้านหน้าแล้ววาด มือออกทางด้านข้างระดับเอว มือซ้าย : ท้าวสะเอว เท้า : ก้าวเท้าขวา – ซ้าย แล้วแตะปลายเท้า ขวาทางด้านหน้า มงคล ภาพที่ 189 มงคล ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หน้าตรง ศีรษะ : เอียงซ้าย มือขวา : จีบคว่ำแล้วเปลี่ยนเป็นตั้งวงแล้ว วางสันมือ มือซ้าย : ท้าวสะเอว เท้า : ก้าวเท้าขวา – ซ้าย แล้วแตะปลายเท้า ขวาทางด้านหน้า


175 เนื้อร้อง รูปภาพ อธิบายท่ารำ เทพดาทุกแห่งหน ภาพที่ 190 เทพดาทุกแห่งหน ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หน้าตรง ศีรษะ : เอียงขวา มือขวา : ท้าวสะเอว มือซ้าย : ชี้นิ้วเดาะข้อมือ 3 ครั้งจาก ด้านหน้าไปด้านข้างระดับแง่ศีรษะ เท้า : ก้าวเท้าขวา – ซ้าย แล้วแตะปลายเท้า ขวาทางด้านหน้า ขอบันดาลช่วยค้ำจิ่ม ภาพที่ 191 ขอบันดาลช่วยค้ำจิ่ม ที่มา : ทิวาพร อรรคอำนวย (2565) ทิศ : หันหน้าเข้าหาคู่ตัวเอง ศีรษะ : หน้าตรงก้มหน้าลงเล็กน้อย มือขวา : จีบคว่ำระดับหน้าผาก มือซ้าย : ท้าวสะเอว เท้า : เท้าทั้งสองข้างชิดกันแล้วย่อเข่าลง เล็กน้อย สรุป การเตรียมความพร้อมก่อนการปฏิบัตินาฏศิลป์ เอกลักษณ์อย่างหนึ่งในทางนาฏศิลป์คือ การมีสัมมาคารวะ และการขอขมาลาโทษ โดยการสวัสดี เพื่อแสดงความเคารพครูบาอาจารย์ที่ประ สิทธิประศาสตร์วิชาความรู้ เพราะฉะนั้นก่อนเริ่มปฏิบัตินาฏศิลป์ ผู้สอนควรให้ผู้เรียนตระหนักและ เข้าใจถึงขึ้นตอนก่อนการปฏิบัติ โดยการไหว้หรือแสดงความเคารพ เพื่อระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ และขอขมาลาโทษหากล่วงเกินทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี ซึ่งวัฒนธรรมเช่นนี้ สามารถปฏิบัติได้ทุก สถานการณ์ไม่จำเพาะเจาะจงเมื่อเรียนหรือปฏิบัตินาฏศิลป์ เช่น ยกมือไหว้กล่าวสวัสดีทักทาย พ่อ แม่ ครู อาจารย์ ญาติพี่น้อง บุคคลทั่วไป ยกมือไหว้กล่าวขอโทษ เมื่อปฏิบัติไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม ซึ่งการ ปฏิบัติเช่นนี้ก่อเป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ดีงามอย่างหนึ่งของไทย การฝึกปฏิบัตินาฏศิลป์ควรเริ่มจากการเตรียมความพร้อมร่างกาย เพื่อให้พร้อมต่อการ เคลื่อนไหว เริ่มจาก 1. การดัดมือ นาฏศิลป์ เน้นที่ความโค้งอ่อนของเส้นสรีระ จำเป็นจะต้องค่อยดัด ค่อยดามให้โค้งงอได้ ตามสัดส่วนมาตรฐานอวัยวะของร่างกายที่รำไทยใช้มากและเน้นเป็นพิเศษได้แก่ มือ และเท้า จำเป็น ที่จะต้องดัดให้เกิดความโค้งงอนคล้ายภาพตัวอ่อนในจิตรกรรมไทยประเพณี 2. การดัดแขน แขนเป็นส่วนในการวาดมือแสดงลีลา วิธีดัดเพื่อให้เกิดความโค้งงอสามารถ นั่งชันเข่าข้าง หนึ่ง เช่น เข่าขวา วางข้อศอกของแขนที่จะดัดบนหัวเข่าให้ข้อศอกเลยหัวเข่าออกไปเล็กน้อย ใช้มืออีก


176 ข้างทำท่าดัดข้อมือแล้วกดท่อนแขนลงไป หรือประสานมือทั้งสองข้างแล้วพลิกหลังมือเข้าหากัน นั่งชัน เข่าขึ้นทั้งสองข้าง วางท่อนแขนทั้งสองให้อยู่ระหว่างเข่า บีบเข้าเข้าหากัน ให้ท้องแขนติดกัน เพื่อเสริม การรำให้ดูดียิ่งขึ้นด้วย การปฏิบัตินาฏศิลป์ช่วยฝึกการเคลื่อนไหวร่างกายเข้ากับจังหวะ และพัฒนาบุคลิกภาพเกิด ความเชื่อมั่นในตนเองจากการปฏิบัติสม่ำเสมอ ด้านอารมณ์การแสดงออกด้วยการร้องรำทำเพลง ควบคุมอารมณ์ความรู้สึกได้ด้วยการปฏิบัตินาฏศิลป์ ในด้านสังคมผ่านกาแสดงและการฝึกปฏิบัติ นาฏศิลป์ร่วมกันกับผู้อื่น คำถามท้ายบท 1. อธิบายวิธีการปฏิบัตินาฏศิลป์เบื้องต้น พร้อมยกตัวอย่างโดยละเอียด 2. ปฏิบัตินาฏศิลป์ “ฟ้อนเงี้ยว” 3. นำเสนอผลการปฏิบัติ 4. ปฏิบัตินาฏยศัพท์และภาษาท่าประกอบเพลง เอกสารอ้างอิง ลัดดา พนัสนอก. (2542). สุนทรียะทางนาฏศิลป์ไทย. มหาสารคาม: โปรแกรมวิชาสุนทรียศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏสกลนคร. สุภาวดี โพธิเวชกุล. (2550). การศึกษากลุ่มคำศัพท์ที่ใช้เรียกการปฏิบัติท่ารำที่ไม่ถูกต้อง และวิธีการ แก้ไขอวัยวะของร่างกายในการปฏิบัติท่ารำให้ถูกต้องตามมาตรฐานนาฏศิลป์ไทยแบบหลวง. อรวรรณ ขมวัฒนา และคณะ. (2550). หนังสือชุดนาฏลีลา 1 ลีลาท่ารำ 1. กรุงเทพ ฯ : คุรุสภา. อาภรณ์ มนตรีศาสตร์ และจาตุรงค์ มนตรีศาสตร์. (2525). นาฏศิลป์เพื่อการศึกษาเบื้องต้น. กรุงเทพ ฯ : องค์การค้าของคุรุสภา.


แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 7 การแสดงและการละเล่นพื้นเมือง จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนแล้ว นักศึกษาในรายวิชาจะสามารถ : 1. อธิบายความหมายและความเป็นมาของการแสดงและการละเล่นพื้นเมือง และการ เชื่อมโยงการแสดงและการละเล่นพื้นเมืองที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน สังคม สิ่งแวดล้อม ชุมชน 2. วิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบ ลักษณะการแสดงและการละเล่นพื้นเมือง ความสัมพันธ์ของการแสดงและการละเล่นพื้นเมืองกับศาสตร์อื่น ๆ 3. แก้ปัญหาและเสนอแนวทางผ่านกระบวนการกลุ่มและการสื่อสารอย่างมีสุนทรียะ สนทนาผ่านความรับผิดชอบตนเองและเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน 4. ประยุกต์ใช้ความรู้จากการแสดงและการละเล่นพื้นเมือง และออกแบบกิจกรรมการ จัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียนในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5. ปฏิบัติและสร้างสรรค์นวัตกรรมนาฏศิลป์ ได้เหมาะสมโดยใช้หลักการของหลักฐานเชิง ประจักษ์ เนื้อหาสาระการเรียนรู้ 1. การแสดงและการละเล่นพื้นเมือง 2. วิธีการ ขั้นตอนการปฏิบัติการแสดงและการละเล่นพื้นเมือง สรุป แบบฝึกหัด เอกสารอ้างอิง กิจกรรมการเรียนการสอน สัปดาห์ที่ 1 (4 ชั่วโมง) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1) ปฐมนิเทศนักศึกษา และสร้างข้อตกลงร่วมกันในกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชา นาฏศิลป์เบื้องต้นสำหรับครู 2) ชี้แจงภาพรวมของแผนบริหารการสอน เนื้อหา รูปแบบการเรียนการสอน การวัด และประเมินผล รูปแบบเกณฑ์การให้คะแนน ขั้นสอน 1) ทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการแสดงและ การละเล่นพื้นเมือง 2) ยกตัวอย่างประเด็นเนื้อหา ร่วมกันอธิบายและสรุปเนื้อหาสาระสำคัญในหัวข้อ การ แสดงและการละเล่นพื้นเมือง ประกอบการชมคลิปวิดีโอการแสดงนาฏศิลป์ 3) นักศึกษาร่วมกันอภิปรายการแสดงและการละเล่นพื้นเมือง


178 4) นักศึกษาและผู้สอนร่วมกันสรุปบทเรียน 5) ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันแลกเปลี่ยน ซักถามในประเด็นที่ยังไม่เข้าใจ สื่อการเรียนการสอน 1. นำเสนอด้วย Power Point เรื่อง การแสดงและการละเล่นพื้นเมือง 2. คลิปวิดีโอการแสดงและการละเล่นพื้นเมือง 3. เอกสารประกอบการเรียนการสอน “การแสดงและการละเล่นพื้นเมือง” แหล่งการเรียนรู้ 1. สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 2. เครื่อข่ายอินเทอร์เน็ตที่น่าเชื่อถือ การวัดและประเมินผลประจำบทเรียน จุดประสงค์ เนื้อหา วิธีการจัดการสอน/ ประสบการณ์การเรียนรู้ วิธีการวัดผลลัพธ์การ เรียนรู้ 1. อธิบายความหมาย ที่มา ประวัติความเป็นมาของ การแสดงและการละเล่น พื้นเมือง 1. การแสดงและ การละเล่นพื้นเมือง 2. วิธีการ ขั้นตอนการ ปฏิบัติการแสดงและ การละเล่นพื้นเมือง บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ,การ ทำรายงาน (ประเมินผล งานที่ได้รับมอบหมาย รายบุคคล) 2. ระบุและอธิบายความ เข้าใจในที่มาและ ความหมายของการแสดง และการละเล่นพื้นเมือง 1. การแสดงและ การละเล่นพื้นเมือง 2. วิธีการ ขั้นตอนการ ปฏิบัติการแสดงและ การละเล่นพื้นเมือง บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา, การฝึกเขียนรายงานและ บทความเชิงเปรียบเทียบ การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ,การ ทำรายงาน (ประเมินผล งานโดยเพื่อนและ อาจารย์) 3. วิเคราะห์องค์ประกอบที่ เกี่ยวข้องกับการแสดงและ การละเล่นพื้นเมือง เชื่อมโยงกับการดำเนินชีวิต และศิลปวัฒนธรรม 1. การแสดงและ การละเล่นพื้นเมือง 2. วิธีการ ขั้นตอนการ ปฏิบัติการแสดงและ การละเล่นพื้นเมือง บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ,การ ทำรายงาน 4. รับผิดชอบต่อตนเองและ งานที่ได้รับมอบหมาย 1. การแสดงและ การละเล่นพื้นเมือง 2. วิธีการ ขั้นตอนการ ปฏิบัติการแสดงและ การละเล่นพื้นเมือง บรรยาย, ศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง, การอภิปราย, การ ทำงานกลุ่ม, กรณีศึกษา, การทดสอบ, การตอบ คำถาม, การนำเสนอ,การ ทำรายงาน (ประเมินผล งานโดยเพื่อนและ อาจารย์)


บทที่ 7 การแสดงพื้นเมืองและการละเล่นพื้นบ้าน การแสดงและการละเล่นพื้นเมืองเป็นศิลปะที่แสดงและสะท้อนศิลปะวิทยาการและ ศิลปวัฒนธรรมในสังคม รวมถึงท้องถิ่นที่บอกเล่าบริบทความเป็นมาภูมิหลังทางวัฒนธรรมผ่าน ศิลปะการแสดง 7.1 การแสดงพื้นเมืองและการละเล่นพื้นบ้าน การแสดงพื้นเมือง เป็นการแสดงที่แสดงออดถึงการอนุรักษณ์และสืบทอดทาง ศิลปวัฒนธรรมของท้องที่ ท่ามกลางกระแสทางสังคมและวัฒนธรรม เพื่อนำเสนอความเป็นมาตั้งแต่ อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงนาฏศิลป์พื้นบ้านที่บอกเล่าถึงศิลปะการเคลื่อนไหวทางดนตรีและ ศิลปะการแสดงที่นิยมละเล่นกันในท้องถิ่น ที่ล้วนแล้วแตกต่างกันตามภูมิภาค สภาพแวดล้อมและ บริบทพื้นที่ ความเชื่อ ประเพณี 7.1.1 ความหมายของการแสดงพื้นเมืองและการละเล่นพื้นบ้าน ชุติมา มณีวัฒนา (ชุติมา มณีวัฒนา, 2550) กล่าวว่า การแสดงเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมเกิน กว่าจะมีสูตรตายตัวที่พิสูจน์ให้เห็นได้ว่าการแสดงของนักแสดงคนไหนยอดเยี่ยมหรือดีเลิศ เพราะการ แสดงมีเรื่องของความรู้สึกส่วนตัว ทัศนคติ รสนิยม และอารมณ์ของผู้ชมในขณะที่ชมการแสดงเข้ามา เกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นการจะตัดสินว่าการแสดงของใครยอดเยี่ยมนั้นคงต้องใช้เกณฑ์การตัดสินว่าใคร สามารถถ่ายทอดศิลปะการแสดงออกมาได้เยี่ยมจนสามารถโน้มน้าวให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วมได้สำเร็จ กฤติกา คำพิทักษ์ (กฤติกา คำพิทักษ์, 2552) ให้ความหมายของการแสดงว่า หมายถึง การ นำบทละครหรือเรื่องราวที่มีอยู่มาจัดเสนอในรูปแบบการแสดง ณ สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง บุปผา บุญทิพย์ กล่าวถึงความหมายของการละเล่นพื้นเมืองว่า เป็นประเพณีนิยมใน ท้องถิ่นและเล่นกันในระหว่างประชาชน เพื่อความรื่นเริงในฤดูกาลไม่เป็นอาชีพ หรือเพื่อหารายได้จะ มีดนตรีหรือการขับร้องหรือการฟ้อนรำประกอบก็ได้ นรริต วิชเวช และสมประสงค์ ปิ่นจินดา (นรริต วิชเวช และสมประสงค์ ปิ่นจินดา, 2520) กล่าวว่า การละเล่นพื้นเมืองคือ การแสดงการแสดงแต่ละอย่างอันเป็นประเพณีนิยมกันในท้องถิ่น ซึ่ง เล่นกันในระหว่างประชาชน เพื่อให้เกิดความสนุกสนานรื่นเริงตามฤดูกาล การแสดงจะต้องเป็นไป อย่างมีวัฒนธรรม มีความเรียบร้อย ใช้ถ้อยคำสุภาพไม่หยาบโลน หรือเสื่อมศีลธรรม แต่งกายให้สุภาพ ถูกต้องตามความนิยมและวัฒนธรรม เหมาะสมกับสภาพของท้องถิ่น ตลอดจนสถานที่ก็ต้องจัดให้ เหมาะสมกับโอกาสที่จะแสดง สรุปได้ว่าการแสดงและการละเล่นพื้นเมือง คือ การแสดงที่นำเสนอประเพณีนิยม หรือ การละเล่นในท้องถิ่น ผ่านรูปแบบการแสดง ดนตรี การขับร้อง การฟ้อนรำ เป็นศิลปะการแสดงที่ สะท้อนให้เห็นความดีงาม ความนิยม ความรู้สึก ทัศนคติ ความเชื่อของท้องถิ่นนั้น ๆ 7.2 ความหมายของการแสดงและการละเล่นพื้นเมือง การแสดงพื้นเมืองเป็นการแสดงที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นและภูมิภาคพื้นที่ ผ่านการอนุรักษณ์ ประยุกต์และพัฒนาจากการละเล่นพื้นบ้าน การละเล่นพื้นเมือง ที่เกิดจากความเชื่อ ประเพณี รวมถึง การประกอบอาชีพของแต่ละภูมิภาค ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของปราชญ์และภูมิปัญญา ของแต่ละท้องถิ่น โดยแบ่งออกเป็นภูมิภาค ดังนี้


180 7.2.1 การแสดงและการละเล่นพื้นเมืองภาคเหนือ ภาคเหนือจัดว่าเป็นภาคที่มีป่าและภูเขาตลอดทั้งลุ่มน้ำต่าง ๆ มากมาย และได้รับอิทธิพล วัฒนธรรมผสามผสานระหว่างไทยน้อย ไทยใหญ่ เงี้ยว พม่า หรือชาวเขาเผ่าต่าง ๆ และจัดได้ว่าเป็น ภาคที่มีภูมิอากาศดี การแสดงและการละเล่นพื้นเมืองจึงมีลักษณะลีลาแช่มช้อย งดลาม ละเมียดละไม ด้านประเพณี ได้แก่ ประเพณีฮ้องขวัญ (เรียกขวัญ) ประเพณีแอ่วสาวเสียผี ประเพณีกิ๋นแบก (แต่งงาน) ประเพณีลากปราสาท ประเพณีการปลูกเรือน ประเพณีฟ้อนผีมดผีเม็ง เพื่อเป็นการ บวงสรวงสังเวยวิญญาณบรรพบุรุษ การฟ้อนผีบ้านผีเมือง เพื่อบวงสรวงสังเวยผีบ้านผีเมือง นอกจากนี้ การละเล่นพื้นเมืองเพื่อร่วมเฉลิมฉลองตามเทศกาลงานบุญ เช่น การฟ้อนเทียน ฟ้อนเล็บ (สุมิตร เทพ วงษ์, 2548) การแสดงนาฏศิลป์ภาคเหนือ มีลีลาอ่อนช้อยงดลามละเมียดละไม นุ่มนวลและอ่อนหวาน เป็นศิลปะการแสดงที่มีลักษณะการผสมผสานระหว่างชนพื้นเมืองต่าง ๆ กล่าวคือ ลักษณะการฟ้อน แบบพื้นเมืองเดิม เป็นการแสดงที่มีอยู่ตามท้องถิ่นทั่วไป เช่น ฟ้อนครัวทาน ฟ้อนเล็ก ฟ้อนเทียน ลักษณะการฟ้อนแบบคุ้มหลวง เป็นการฟ้อนทีเกิดในคุ้มของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ซึ่งมีลักษณะ การฟ้อนของภาคกลางผสมอยู่ ดังเช่น การแสดงฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา ฟ้อนน้อยใจยา และลักษณะการ ฟ้อนที่ได้รับอิทธิพลจากชาติอื่น อาทิ พม่า ไทยใหญ่ เงี้ยว เช่น ฟ้อนไต ฟ้อนโต ฟ้อนเงี้ยว เป็นต้น (สุ กัญญา ผิวขำ, มปป.) 1) กิงกะหร่า การฟ้อนนกกิงกะหล่า สะท้อนเอกลักษณ์ ความเชื่อตามวัฒนธรรมประเพณี ของชาวไทยใหญ่ ที่ศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า โดยเฉพาะวันออกพรรษาหรือ “ออกหว่า” เชื่อกันว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายจึงมีความ ยินดียิ่ง ออกมาร่ายรำอย่างสวยงาม เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาปัจจุบัน หลายจังหวัดในภาคเหนือมีคน ไทยใหญ่พักอาศัยอยู่จำนวนมาก และนำวัฒนธรรมและการแสดงของตนมาด้วย จึงพบเห็นการแสดง ฟ้อนนกกิงกะหล่าในงานมงคลต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง สําหรับการจัดทำ “ตัวนก” นั้น มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ ปีก หาง และลำตัว เฉพาะปีกและหางทำด้วยไม้ไผ่หรือหวาย แต่ละส่วนจะทำเป็นโครง ก่อนแล้วนำผ้าแพรสีต่าง ๆ ติดหุ้มโครง และใช้กระดาษสีตัดเป็นลวดลายตกแต่งให้สวยงาม จากนั้น นำมาประกอบกันโดยใช้ยางรัด เชือกหรือหวายรัดให้แน่น พร้อมทำเชือกโยงบังคับปีกและหางสำหรับ ดึงให้กระพือปีก และแผ่หางได้เหมือนนก ส่วนลำตัวผู้ฟ้อนจะใส่เสื้อผ้าสีเดียวกับปีกและหาง ส่วนของ ศีรษะ อาจโพกผ้าหรือสวมหมวกยอดแหลมหรือสวมหน้ากาก แล้วแต่ความนิยมของแต่ละท้องถิ่น เมื่อแสดง ท่าร่ายรำของนกกิงกะหล่านั้น จะเป็นการเลียนแบบอากัปกิริยาของนก เช่น การขยับปีก ขยับหาง ท่าเตรียมบิน อวดปีก เล่นน้ำ กระโดดโลดเต้น ซึ่งเป็นไปตามจังหวะของกลอง มีการขยับ ส่วนมือ ส่วนเท้าอย่างคล่องแคล่ว รวดเร็ว คล้ายกิริยาของนกในธรรมชาติ บางครั้งจะแสดงคู่ชายหญิง โดยสมมุติเป็นตัวผู้และตัวเมียด้วย ภาพที่ 192 การฟ้อนกิงกะหร่า ที่มา : https://shorturl.asia/RJU9X


181 การแสดงฟ้อนกิงกะหล่านิยมแสดงร่วมกับสัตว์ที่สมมุติกันว่าเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์อีกชนิด หนึ่ง ที่เรียกว่า “โต” เป็นสัตว์สี่เท้า ส่วนหัวมีลักษณะคล้ายเลียงผา มีขนยาวปุกปุย ปากออกแบบให้ ขยับและคาบสิ่งของได้ ผู้ชมที่ชื่นชอบการแสดงจึงนิยมนำธนบัตรมาส่งให้โตคาบไว้ที่ปาก เพื่อเป็น สินน้ำใจ ในการแสดงโตนั้น ใช้ผู้ชาย 2 คนสวมอยู่ด้านใน คนหนึ่งเชิดทางหัว อีกคนเชิดทางหาง คล้าย การเชิดสิงโตของจีน สำหรับเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบจะนิยมวงกลองก้นยาว (ปูเจ่) ตีประกอบจังหวะ และใช้ท่วงทำนองหน้ากลองเป็นสิ่งที่กำหนดท่ารำ นอกจากใช้วงกลองก้นยาวแล้ว ยังพบว่าบางครั้งมี การใช้วงกลองมองเชิง รวมถึงการใช้ฆ้องราว อันเป็นอัตลักษณ์ของชาวไทยใหญ่ ที่เรียงตัวกันจาก ขนาดใหญ่ไปหาเล็ก นักดนตรียกไม้ตีเพียงครั้งเดียว จะได้เสียงฆ้องครบทุกขนาด และบางทีก็มีฉาบ ร่วมด้วย การแสดงฟ้อนนกกิงกะหล่ามีความสำคัญทางวัฒนธรรม ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่น หลัง โดยผ่านการแสดงท่วงท่า การแต่งกาย เส้นสายของหัตถกรรม บ่งบอกถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ วัฒนธรรม อันเป็นอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์อย่างชัดเจน (มติชนสุดสัปดาห์, 2565) 2) ฟ้อนม่านมุยเซียงตา หรือปัจจุบันเรียกว่า ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา เป็นการแสดงชุดหนึ่งที่ เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ทรงตั้งพระทัยที่จะประดิษฐ์ฟ้อนขึ้นใหม่ให้แปลกไปจากฟ้อนที่เคยมีอยู่ จึงรับสั่งให้หาตัวระบำของพม่ามารำถวายโดยทรงคิดว่าหากท่ารำของพม่าสวยงามเหมาะสมจะทรง ดัดแปลงแล้วนำมาผสมกับท่ารำของไทยให้เป็นรำพม่าแปลงขึ้นใหม่ชุดหนึ่ง ครั้นทอดพระเนตรตัว ระบำของพม่าที่มารำถวายแล้ว จึงมีพระวินิจฉัยว่าท่ารำที่เป็นของผู้ชายนั้นมิค่อยน่าดูมากนัก จึงรับสั่ง ให้หญิงชาวมอญ ชื่อ เม้ยเจ่งตา มาแสดงท่าระบำพม่าที่เคยแสดงในเขตพระราชฐานของกษัตริย์พม่า ให้ทอดพระเนตร ปรากฏว่าเป็นที่พอพระทัยอย่างยิ่ง จึงทรงดัดแปลงท่าฟ้อนดังกล่าวร่วมกับครูฟ้อน ชาวพม่า ชื่อ สล่าโมโหย่ หรือ โกโมโหย่ กลายเป็นฟ้อนชุดใหม่ที่มีลีลาการฟ้อนทั้งแบบใช้มือเปล่าและ การฟ้อนโดยเอาแพรยาวที่คล้องคอของผู้แสดงมาถือประกอบในการฟ้อน มีการใช้สัดส่วนของมือและ ขาแบบการแสดงนาฏศิลป์พม่า ในบางช่วงบางตอน นอกจากนนี้ยังมีการนำท่ารำแบบแผนของไทย ภาคกลางมาสอดแทรกอยู่ในการแสดงชุดนี้ด้วย (กรมศิลปากร, 2563) ภาพที่ 193 ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา ที่มา https://shorturl.asia/EJQih มนตรี ตราโมท ศิลปินแห่งชาติ ได้อธิบายท่ารำในการแสดงชุดนี้ไว้ว่า ยังมีท่ารำที่เป็นท่า แบบแผนของไทยภาคกลางปนอยู่ไม่น้อย ที่เห็นอย่างได้ชัดเจน เช่น ท่ากวางเดินดง, สอดสร้อยมาลา, หลงใหลได้สิ้น, รำยั่ว และท่ายูงฟ้อนหาง เป็นต้น ส่วนท่ารำในบางช่วงที่วงปี่พาทย์ยังคงบรรเลงอยู่แต่ ทว่าผู้แสดงกลับยืนหยุดนิ่งคล้ายกับหุ่นหรือตุ๊กตา แล้วอีกสักครู่ผู้แสดงฟ้อนต่อไปนั้น นับว่าเป็นการ หยิบยืมเทคนิคลีล่าท่าทางการแสดงนาฏศิลป์แบบพม่ามาประยุกต์ใช้ได้อย่างสวยงามและลงตัว ทำให้ ลีลาท่าฟ้อนในการแสดงชุดนี้มีกลิ่นอายทั้งลีลาท่ารำแบบพม่าและลีลาท่ารำแบบไทยภาคเหนือที่มี


182 เอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างยิ่ง ทำนองเพลงที่วงปี่พาทย์นำมาใช้บรรเลงประกอบการแสดงในชุดนี้มี ทั้งหมด 3 สำเนียง ได้แก่ สำเนียงแบบไทยภาคกลาง สำเนียบแบบไทยภาคเหนือและสำเนียงแบบ พม่า ดังเช่น เพลงต้นทีเดียวเป็นสำเนียงพม่ามาก แต่พอถัดมาถึงเพลงที่ 2 เป็นเพลงจำพวกออกสอง ไม้ มีสำเนียงเป็นไทยเหนือ อย่างที่เรียกว่า ล่องน่าน อยู่เป็นพื้น เพลงต่อ ๆ ไปก็คละระคนกัน โดยมี ประโยคไทยภาคกลางเป็นหลัก มีไทยเหนือ และพม่าเป็นเครื่องประดับ ยิ่งกว่านั้น ซ้ำยังมีทำนองมอญ แทรกอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้ยิน ได้ฟัง รวม ๆ ไปแล้ว จึงทำให้เข้าใจว่าเป็นเพลงพม่าไปได้ แต่ ถ้าจะฟังโดยสังเกตเพลงในตอน 2 และเพลงเร็วแล้ว จะเห็นว่ามีสำเนียงไทยภาคกลางอยู่มากมายและ อย่างชัดเจนทีเดียว (มนตรี ตราโมทย์, 2514) จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า สำเนียงเพลงที่ใช้ประกอบการแสดงชุดฟ้อนม่านมุยเซียงตา นี้ เป็นเพลงที่มีสำเนียงเพลงแบบไทยภาคกลางปรากฏมากกว่าสำเนียงอื่น ๆ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ ชาวพม่าเรียกทำนองเพลงนี้ว่า “ฟ้อนโยเดีย” (อยุธยา) จึงสันนิษฐานว่า เพลงที่ประกอบการแสดงชุด นี้ อาจเป็นเพลงของไทยที่ตกไปอยู่ในประเทศพม่าตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า แต่เมือกาลเวลาผ่านไปเพลง ดังกล่าวจึงได้กลายสำเนียงเป็นไปอย่างพม่า ครั้นคนไทยภาคเหนือพบทำนองเพลงนี้ซึ่งบรรเลงอยู่ใน ประเทศพม่าเข้า จึงรับเข้ามาบรรเลงและเชื่อว่าเพลงนี้เป็นทำนองอย่างพม่า เลยพากันเรียกชื่อเพลงนี้ ว่า “ฟ้อนม่าน” (พม่า) นั่นเอง สำหรับเครื่องแต่งกายในการแสดงชุดนี้ ผู้ฟ้อนเป็นหญิงสาวแต่งตัว แบบพม่า นุ่งซิ่งยาวถึงพื้น ใส่เสื้อเอวสั้นมีลวดอ่อนงอนขึ้นไปจากเอวเล็กน้อยและแขนเสื้อยาวถึง ข้อมือ มีแพรห่มสีต่าง ๆ คล้องคอทิ้งยาวลงมาถึงเข่า เกล้ามวยบนกลางหัวและปล่อยชายผมลงมาข้าง ๆ บนบ่า มีดอกไม้สดใส่รอบมวยเป็นพวงมาลัยและอุบะยาวห้อยลงมากับชายผม (พูนพิศ อมาตยกุล, 2491) การแสดงชุดฟ้อนม่านมุยเซียงตาที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริของเจ้าดารารัศมี พระราช ชายานี้ นำออกแสดงครั้งแรกในงานฉลองตำหนักเจ้าดารารัศมี พระราชชายา ที่สร้างขึ้นใหม่บนดอยสุ เทพ ใช้วงปี่พาทย์มอญเครื่องใหญ่บรรเลงประกอบการฟ้อน ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 71 เสด็จเลียบมณฑลฝ่าย เหนือ ในพุทธศักราช 2469 ได้เสด็จมาเสวยพระกระยาหารค่ำ เจ้าดารารัศมี พระราชชายาจึงได้ จัดการแสดงชุดฟ้อนม่านมุยเซียงตา สนองพระเดชพระคุณให้ทดพระเนตรอีกครั้ง สำหรับมูลเหตุที่ทำ ให้การแสดงชุดฟ้อนม่านมุยเซียงตา ลงมาแสดงถึงในแถบภาคกลางและนิยมแสดงมาถึงปัจจุบันนั้น เห็นจะมาจากเมื่อคราวงานสมโภชพระเศวตคชเดชน์ดิลก ช้างเผือกในพระบาทสมเด็จพระปกเล้า เจ้าอยู่หัว ณ พระราชวังสวนดุสิต เมื่อพุทธศักราช 2470 ซึ่งในงานนี้มีการละเล่นและมีมหรสพสมโภช ต่าง ๆ รวมถึงมีโรงฟ้อนไทยเหนือซึ่งฟ้อนโดยช่างฟ้อนชาวเชียงใหม่ของเจ้าดารารัศมี พระราชชายา และได้นำการแสดงชุดฟ้อนม่านมุยเซียงตาลงไปแสดงในงานสมโภช ฯ ครั้งนั้นด้วย แต่นั้นมาการแสดง ชุดฟ้อนม่านมุยเซียงตาจึงเป็นที่นิยมและแพร่หลายออกไปในงานต่าง ๆ แถบภาคกลาง โดยมีศิลปิน ของไทยภาคกลางเป็นผู้นำไปบรรเลงและแสดง ฟ้อนม่านมุยเซียงตา นับได้ว่าเป็นการแสดงชุดหนึ่งที่มี ความงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตามรูปแบบการฟ้อนในราชสำนักของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และเผยแพร่ให้คงอยู่สืบไป กล่าวได้ว่า เจ้าดารารัศนมี พระราชชายานั้น ทรง เป็นเจ้านายฝ่ายเหนือที่มีคุณูปการต่อการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองล้างนานเป็นอย่างยิ่ง ผลงาน นาฏศิลป์ที่สร้างขึ้นมาตามพระราชดำริที่เกิดขึ้นทุกชุด ล้วยแต่แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพทางด้นา นาฏศิลป์ของพระองค์ท่านและนับเป็นการปลูกจิตสำนึกที่ดีให้กับเยาวชนและคนไทยในแถบ ภาคเหนือให้เกิดความรัก ความหวงแหนและความภาคภูมิใจในการแสดงวัฒนธรรมพื้นถิ่นล้านนา อัน


183 เป็นถิ่นกำเนิดของตนเอง ซึ่งมีเอกลักษณ์และอัตลักษณ์งดงามอ่อนหวานตามแบบฉบับล้านนาได้ดีมาก ยิ่งขึ้น (กรมศิลปากร, 2563) 3) การละเล่นพื้นบ้านภาคเหนือ การละเล่นพื้นบ้าน เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพื้นบ้านที่มีอยู่ในท้องถิ่นถือได้ว่าเป็นส่วน หนึ่งของภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การละเล่นนับได้ว่าเป็นมรดกทาง วัฒนธรรมและยังส่งเสริมความเจริญงอกงามและพัฒนาการของมนุษย์ กล่าวถือ พัฒนาการทางด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจและสติปัญญา ม้าจกคอก การเล่นม้าจกคอก ภาคกลางเรียก ลาวกระทบไม้ การเล่นชนิดนี้เข้าใจว่า อาจจะได้รับอิทธิพลมาจากการละเล่นของลาวลัวะ การเล่นม้าจกคอก เป็นการละเล่นเพื่อให้ความ สนุกสนาน เพลิดเพลิน ทำให้เกิดความสามัคคีภายในกลุ่มและมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยนิยมเล่น ในวันขึ้นปีใหม่ (สงกรานต์) ของล้านนา ภาพที่ 194 ม้าจกคอก ที่มา : https://shorturl.asia/AhwIY อุปกรณ์และวิธีเล่น จำนวนผู้เล่น ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป อุปกรณ์ 1. ไม้กลมขนาดกำรอบ ยาวประมาณ 5 ศอก จำนวน 2 ท่อน 2. ขอนไม้สูงประมาณ 1 คืบ ยาวประมาณ 1- 2 ศอก จำนวน 2 ท่อน สถานที่เล่น เล่นบริเวณที่เป็นลานกว้าง วิธีการเล่น 1. แบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกมี 2 คน สำหรับถือท่อนไม้ที่วางขนานบนขอนไม้ แล้ว กระทบกันเป็นจังหวะ ส่วนฝ่ายที่ 2 มี 2 คน ขึ้นไป สำหรับเป็นผู้เต้น 2. ให้ผู้เล่นเข้าไปอยู่ระหว่างคาน ผู้ถือไม้คาน ทั้งคู่ก็ทำสัญญาณ โดยยกคานไม้ทั้งคู่กระแทก ลงบนไม้หมอน ระหว่างที่เคาะจังหวะอยู่นั้นผู้ เล่นต้องเต้นไปด้วย เมื่อให้สัญญาณเคาะ 3 ครั้งแล้ว ครั้งที่ 4 ผู้ถือจะเอาคานทั้งสองเข้า ชิดกัน ผู้เต้นจะต้องกระโดดให้สูงกว่าครั้งแรก ของจังหวะและแยกขาออกให้พ้นไม้ ถ้าถูก หนีบเรียกว่า ม้าขำคอก หรือม้าติดคอก คู่ที่ ถูกไม้หนีบจะต้องออกไปเปลี่ยนให้ผู้ที่ถือคาน อยู่เดิมนั้นเข้ามาเต้นในระหว่างคานนั้นบ้าง ไม้หึ่งหรืออีหึ่ง อุปกรณ์ ใช้ไม้ 2 ชิ้น คือ ไม้แม่ ทำด้วยกิ่งไม้ที่หาง่ายและเหนียว มีขนาด เส้น ผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑นิ้ว หรือใกล้เคียง ยาวประมาณ 1 ศอก และ ไม้ลูก อาจนำจากไม้ท่อน เดียวกันด้านปลายของไม้แม่ยาวประมาณ 1 คืบ ไม้ที่สามารถทำได้ เช่น ไม้มะขาม ไม้ฝรั่ง หรือไม้ไผ่


184 ลำเล็ก ตัน คือ เป็นไม้ที่สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น นิยมใช้ไม้สดด้วยเป็นไม้ที่ยังมีน้ำหนักและเหนียว ไม่เปราะเหมาะสมกับกระบวน การเล่น วิธีการเล่น โดยการแบ่งฝ่ายละเท่า ๆ กัน เช่น 2 ต่อ 2 หรือ 3 ต่อ 3 ฝ่ายได้เล่นก่อนจะทำการขุดร่องที่พื้นดินแข็งให้เป็นร่องยาวประมาณ 1 คืบ ลึก 1 นิ้วครึ่ง เป็น รางคล้ายเรือ หรือ พอเพียงกับการงัดไม้ลูกได้จากนั้นฝ่ายเริ่มจะวางไม้ลูกขวางร่องหลุมที่ขุด ไว้ แล้ว ใช้ไม้แม่งัดออกไปข้างหน้าให้ได้ระยะไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามรับยากหรือโต้กลับ ยาก ขณะที่งัดไม้ลูกออกไปนั้น ฝ่ายรับสามารถใช้อุปกรณ์ใดก็ได้ปกป้องหรือตีโต้กลับไปยังหลุมงัด หรือใช้มือรับ จากนั้นฝ่ายเริ่มต้องวางไม้แม่ไว้ที่หลุม ฝ่ายรับจะโยนไม้ลูกให้กลับมาให้ถูกหรือปะทะให้ ไม้แม่ที่วางอยู่เพื่อการชนะ ถ้าสามารถโยนลูกปะทะไม้แม่ก็จะได้กลับมาเป็นผู้เริ่มหรือผู้เสริฟ แต่ถ้า โยนไม่ถูกไม้แม่ฝ่ายเริ่มก็จะได้ดำเนินการขั้นตอนต่อไป คือ นำไม้ลูกขึ้นมาเดาะโดยใช้ไม้แม่เดาะไม้ลูก ให้ได้จำนวนครั้งให้ได้มากที่สุด ถ้าเดาะได้ถึง 3 ครั้งก็จะได้ตีลูกออกไปถึง 3 ครั้ง การตีจะพยายามตี ลูกออกไปยังฝ่าย ตรงข้ามให้ได้ระยะไกลที่สุดและไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรับได้ เพราะถ้ารับได้ก็จะต้องแพ้ และกลับมาเป็น ผู้เริ่ม แต่ถ้ารับไม่ได้ฝ่ายเริ่มเดิมก็จะให้ตีไม้ต่อไปจนให้ครบ 3 ครั้ง และฝ่ายรับก็จะนำ ไม้ลูกนั้นวิ่งกลับมายังหลุมโดยกลั้นหายใจและออกเสียงมาทาง จมูกให้มีเสียง หึ่ม มาตลอดระยะการ วิ่ง ถ้าเล่นฝ่ายละหลายคนก็สามารถส่งต่อไม้กันได้และผู้รับต่อก็จะต้องหึ่มต่อ เช่นกัน ห้ามขาดเสียง หึ่มในขณะวิ่งกลับถ้าขาดเสียงหึ่มก็ถือว่าฟาวล์หรือแพ้ในเกม นั้น ผู้เริ่มเดิมก็จะได้เล่น แต่ถ้าผู้หึ่มสามา รถวิ่งหึ่มมาถึงหลุมได้ก็จะชนะได้เป็นผู้เริ่มเล่นใหม่โดย ใช้วิธีเดิม ภาพที่ 195 ไม้หึ่งหรืออีหึ่ง ที่มา https://shorturl.asia/PZKtb โอกาสหรือเวลาที่เล่น เป็นการเล่นของเด็กเล็กและเด็กโตประมาณ 7 – 15 ขวบ สามารถเล่น ได้ทั้งเด็กหญิงและเด็กชายเล่นในยามว่างเพื่อสันทนาการ ความสนุกสนาน และแข่งขันกันในหมู่เล็ก สถานที่ใช้เล่นจะต้องมีบริเวณลานกว้างพอ เช่น สนามหน้าโรงเรียน ลานบ้านในหมู่บ้าน หรือลานวัด ไม้หึ่งหรืออีหึ่งเป็นการเล่นที่ง่ายไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์และการเก็บรักษาอุปกรณ์ เนื่องด้วยไม้ที่ ใช้ เล่นนิยมใช้ไม้สดเนื่องจากมีน้ำหนักในการใช้โยนหรือตีได้ไกล และเป็นการเล่นที่ต้องใช้ทักษะการงัด ให้ได้ไกล ดังนั้นจะต้องวางไม้ลูกให้ได้จุดกึ่งกลาง วางมุมไม้แม่ให้ได้องศาการดีดขึ้น ฝ่ายรับจะต้องมี ทักษะการรับประสาทสั่งการความสัมพันธ์ของสายตาและอันตรายที่ อาจเกิดขึ้น แต่ละช่วงของการ เล่นจะมีเทคนิคการเล่นที่ต้องใช้ความสังเกต และฝึกความชำนาญในโอกาสต่อไป เช่น คนที่เล่นได้ดี คือจะงัดให้ไกลหรือเดาะได้จำนวนครั้งได้มาก และเวลาไม้ตีลูกก็จะได้ไกลเนื่องจากในขณะตีนั้น จะต้อง ให้มีความสัมพันธ์กันระหว่างการปล่อยมือไม้ลูกและไม้แม่ให้ตรงจุดกึ่งกลาง ศูนย์กลางของ น้ำหนัก เช่นเดียวกับการตีเทนนิส หรือแบดมินตัน หรือเบสบอลและฝึกความแม่นยำในการโยนกลับ หรือพัดลูกกอล์ฟบนกรีนหรือเปตอง (นภัสนันท์ พุ่มสุโข, 2548)


Click to View FlipBook Version