The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rachanichonboonsong3, 2022-09-14 07:48:16

หลักสูตรโรงเรียนบ้านโพนข่า

CA บ้านโพนข่า

หลักสูตรสถานศกึ ษา

โรงเรียนบา นโพนขา(วินติ วิทยาคาร) พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๓
(ฉบบั ปรบั ปรุงครัง้ ที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๖๓)

กลุมสาระการเรียนรคู ณิตศาสตร วทิ ยาศาสตร และสงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบบั ปรงุ พ.ศ.
๒๕๖๐)

สํานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต ๑
สาํ นักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน

หลกั สูตรโรงเรยี นบานรงุ สมบรู ณ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2563) 2

กระทรวงศึกษาธกิ าร

หลักสตู รสถานศึกษา

โรงเรยี นบา นโพนขา(วนิ ติ วทิ ยาคาร) พทุ ธศักราช ๒๕๖๓
(ฉบบั ปรับปรุงครั้งท่ี ๓ พ.ศ. ๒๕๖๓)

กลมุ สาระการเรียนรคู ณติ ศาสตร วิทยาศาสตร และสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรงุ พ.ศ.
๒๕๖๐)

หลกั สูตรโรงเรยี นบานรุงสมบรู ณ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2563) 3

สํานกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศกึ ษาศรสี ะเกษ เขต ๑
สํานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร

ประกาศโรงเรยี นบา นโพนขา(วินิตวิทยาคาร)
เรือ่ ง ใหใ ชหลกั สตู รสถานศึกษา โรงเรียนบานบา นโพนขา(วนิ ติ วทิ ยาคาร) พุทธศักราช ๒๕๖๓
(ฉบับปรับปรงุ คร้ังท่ี ๓ พ.ศ. ๒๕๖๓) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑

(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐)

กระทรวงศกึ ษาธิการ โดยสาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน ไดป ระกาศใชหลักสตู ร
แกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ ตามคาํ สัง่ ที่ สพฐ.๒๙๓/๒๕๕๑ ลงวนั ท่ี ๑๑ กรกฎาคม
๒๕๕๑ มีผลบงั คบั ใชในโรงเรยี นตน แบบการใชห ลกั สูตรและโรงเรยี นท่มี ีความพรอมตามรายชื่อที่
กระทรวงศกึ ษาธกิ ารประกาศ ในปการศึกษา ๒๕๕๒ ในชั้นประถมศกึ ษาปที่ ๑ – ๖ และช้ันมัธยมศึกษาปท ่ี ๑
และ ๔ สว นโรงเรยี นทั่วไป ใหใชหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาชัน้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ในปก ารศึกษา
๒๕๕๓ ในช้นั ประถมศกึ ษาปท่ี ๑ – ๖ และชั้นมัธยมศกึ ษาปที่ ๑ และ ๔

ในภาคเรยี นท่ี ๒ ปก ารศึกษา ๒๕๕๗ โรงเรียนดําเนนิ การจัดทําหลกั สตู รสถานศกึ ษา พทุ ธศักราช
๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๕๗) ตามนโยบายของคณะรกั ษาความสงบแหงชาติ (คสช) ผา น
กระทรวงศกึ ษาธิการ ตามหนังสือ ที่ ศธ ๐๔๐๑๐/ว๗๗๙ ลงวนั ที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ โดยมีการผสมผสาน
กบั ผลการประเมินหลกั สูตรสถานศึกษาที่ใชมาในรอบ ๕ ป ผนวกกบั แนวโนม การพฒั นากาํ ลังคน เศรษฐกิจ
วัฒนธรรม และส่ิงแวดลอมในโลกอนาคต ท่ีผเู รียนตองมีความพรอมในการดํารงชวี ติ สบื ไป และเพิ่มเติมวิชา

หลกั สูตรโรงเรียนบานรุงสมบูรณ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2563) 4

หนา ที่พลเมืองเปน วิชาเพิ่มเติมทุกชนั้ ป และแทรกกจิ กรรม เน้อื หาสาระการเรียนรู ในรายวชิ าประวัตศิ าสตร
ในกลุมสาระการเรียนรูสังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม เนนเรอื่ งการปลูกฝงคณุ ธรรม จรยิ ธรรม การ
สรา งวินัย การมจี ิตสาํ นกึ รับผิดชอบตอสงั คมยึดม่ันในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ  และมีความ
ภาคภูมิใจในความเปน ไทย

ปก ารศึกษา ๒๕๖๑ กระทรวงศึกษาธิการ ไดออกคําส่ังท่ี สพฐ.๑๒๓๙/๒๕๖๐ เร่อื ง ใหใช
มาตรฐานการเรียนรูแ ละตวั ช้วี ดั กลุม สาระการเรียนรูคณติ ศาสตร วทิ ยาศาสตร และสาระภมู ิศาสตร ในกลุม
สาระการเรยี นรสู งั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลกั สตู รแกนกลาง
การศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๖๑ สงผลใหโ รงเรยี นตองมีการพฒั นาปรบั ปรงุ หลักสตู รสถานศึกษา
พุทธศักราช ๒๕๕..... (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๕๗ ) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พุทธศักราช
๒๕๕๑ อีกครั้งหนง่ึ เพือ่ ใหสอดคลองกบั คําสง่ั ดังกลาว ทส่ี ัง่ ใหโ รงเรียนตอ งใชม าตรฐานการเรียนรูและตัวช้ีวัดที่
มีการเปล่ยี นแปลงในการจดั การเรียนรูในภาคเรยี นที่ ๑/๒๕๖๑ ในชนั้ ประถมศึกษาปท่ี ๑ ปท่ี ๔ และ
มธั ยมศึกษาปที่ ๑ และ ปท่ี ๔

อนงึ่ การปรับปรงุ หลกั สตู รสถานศกึ ษา ครง้ั น้ี โรงเรียนดําเนนิ การตามกระบวนการหลักสตู รครบ
ทกุ ขั้นตอน และไดนําขอ มลู สารสนเทศจากการประเมินผลหลกั สตู รสถานศึกษา ในรอบปก ารศกึ ษา ๒๕๕๗ –
๒๕๖๐ มาเปน ขอมลู ฐานในการกําหนดเปาหมายการพัฒนา เพอ่ื ยกระดับคณุ ภาพผเู รียนใหสอดคลองกับ
ศักยภาพผเู รยี น บริบทของชมุ ชน ทอ งถิ่น มุงสรางคนคุณภาพท่ีสอดคลองกับยทุ ธศาสตรช าติ ๒๐ ป ให
สามารถดาํ เนนิ ชีวติ อยูในโลก ๔.๐ ไดอ ยา งม่ันคง มงั่ คั่ง ยงั่ ยืนภายใตหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง และ
สมรรถนะสาํ คัญของพลเมืองโลกในศตวรรษท่ี ๒๑ ไดอยางเขมแข็ง ย่งั ยืน ทีเ่ ปน มติ รกับธรรมชาติ สิ่งแวดลอม
ทีเ่ อื้อตอ การดาํ รงอยขู องกันและกันสบื ไป

โรงเรยี นบา นโพนขา(วินิตวิทยาคาร) ไดโ ดยนําเสนอรางหลักสตู รสถานศึกษาโรงเรยี นบานโพนขา
(วนิ ิตวิทยาคาร) พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบบั ปรับปรุงครัง้ ท่ี ๒ พ.ศ. ๒๕๖๑ ) กลุม สาระการเรียนรูคณิตศาสตร
วิทยาศาสตร และสังคมศึกษาศาสนาและวฒั นธรรม ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช
๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ใหคณะกรรมการสถานศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน ไดพจิ ารณาใหค วามเห็นชอบใน
การประชุมเมื่อ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๓

และท่ปี ระชุมมมี ติเหน็ ชอบอนมุ ตั ใิ หประกาศใชห ลกั สตู รสถานศึกษาโรงเรยี น ฉบับน้ี ตั้งแตภาคเรียนท่ี
๑ ปการศึกษา ๒๕๖๑ ตามลาํ ดับดงั นี้

๑. ปการศกึ ษา ๒๕๖๑ ใชจ ัดการเรยี นการสอนในชนั้ ประถมศึกษาท่ี ๑ และ ๔ มธั ยมศึกษาปที่ ๑

๒. ปการศกึ ษา ๒๕๖๒ ใชจัดการเรียนการสอนในช้ันประถมศกึ ษาท่ี ๑ ,๒,๔,๕ และมัธยมศกึ ษาปที่

๑,๒

๓. ปก ารศกึ ษา ๒๕๖๒ ใชจัดการเรยี นการสอนในชนั้ ประถมศึกษาที่ ๑ -๖ และมัธยมศึกษาปท่ี ๑-๓

หลักสูตรโรงเรยี นบา นรุงสมบูรณ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 5

ประกาศ ณ วันท่ี ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓

วา ที่รอยตร.ี ................................... ........................................
(นายรังสรรค กรงึ ไกร ) (นายบัญชา อุทติ ะสาร)
ตําแหนง ประธานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน
ตาํ แหนง ผอู ํานวยการโรงเรียนบา นโพนขาฯ โรงเรียนบานโพนขา(วนิ ิตวทิ ยาคาร)

คาํ นํา

ตามคําส่งั กระทรวงศึกษาธิการ ตามคําสง่ั ท่ี สพฐ.๑๒๓๙/๒๕๖๐ เรื่อง ใหใชมาตรฐานการเรยี นรู
และตัวชว้ี ดั กลุมสาระการเรียนรูคณติ ศาสตร วิทยาศาสตร และสาระภูมิศาสตร ในกลุมสาระการเรียนรสู ังคม

หลักสูตรโรงเรียนบา นรุงสมบูรณ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 6

ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน
พุทธศกั ราช ๒๕๖๑ สง ผลใหโรงเรียนบาตอ งมกี ารพัฒนาปรับปรงุ หลักสตู รสถานศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ใหแ ลว เสรจ็ เพ่ือประกาศใชห ลกั สูตรฯ ในปก ารศึกษา ๒๕๖๑ ในชัน้
ประถมศึกษาปที่ ๑ , ๔ มธั ยมศึกษาปที่ ๑ , ๔ ปการศึกษา ๒๕๖๒ ใหใ ชจ ดั การศกึ ษาในชัน้ ประถมศึกษาปท่ี
๑,๒ และ ๔,๕ มัธยมศึกษาปท่ี ๑,๒ และ ๔,๕ ปการศกึ ษา ๒๕๖๓ ใหใ ชจัดการศกึ ษาทุกป

จากคําส่งั ดังกลาว มีผลใหโรงเรียนตอ งปรับปรุงหลักสตู รสถานศกึ ษา ตามกระบวนการหลกั สูตรอีก
ครัง้ หนึง่ ซึง่ ถือเปน การปรับปรงุ หลักสตู รสถานครง้ั ที่ ๒ ต้ังแตม กี ารใชห ลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน
พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ เปน แกนสาระการเรยี นรูพนื้ ฐานของหลักสูตรสถานศึกษาเปน ตน มา โดยการปรบั ปรงุ
หลกั สูตรสถานศึกษาฯ คร้ังนี้ เปน การปรับปรุงบางสวน เพื่อใหส อดคลอ งกับคาํ สั่งกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
ดงั กลา วขา งตน และไดปรบั ปรุงเปา หมายความสําเรจ็ ท่บี ง ช้ีถงึ คณุ ภาพของผเู รยี น ทเี่ นนใหม คี วามสอดคลอ งกบั
ยทุ ธศาสตรการพฒั นาประเทศ ๒๐ ป ผเู รยี นมีทกั ษะสมรรถนะคุณลกั ษณะของการเปน พลเมอื งโลกในศตวรรษ
ที่ ๒๑ และเนน การสรา งผูเ รียนใหเ ปน บุคคลแหง การเรยี นรตู ามเปาหมายการพัฒนาประเทศไทย ในยุค ๔.๐
ภายใตหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ผเู รยี นมีพฤตกิ รรมบงชี้ถงึ การมคี ุณคาตามหลักคา นิยมคนไทย ๑๒
ประการ เปนตน

คณะผูจัดทําหลกั สูตร(สถานศึกษา) โรงเรียนบา นโพนขา (วินิตวิทยาคาร) ขอขอบคุณ คณะกรรมการ
การศึกษาขน้ั พื้นฐานโรงเรียนบานโพนขา (วนิ ิตวิทยาคาร) ผทู รงคุณวฒุ ิ ศกึ ษานิเทศก ครูผสู อน และผมู สี ว น
รวมจากทุกหนว ยงานท่ีเกีย่ วของ ทีช่ วยใหก ารพฒั นาหลักสูตรฉบบั นี้ มีความสมบรู ณและเหมาะสมตอการจัด
การศกึ ษาเพือ่ นักเรยี นในเขตบรกิ ารของชุมชน

โรงเรียนบา นโพนขา (วนิ ิตวทิ ยาคาร)
พฤษภาคม ๒๕๖๓

หลักสูตรโรงเรยี นบา นรงุ สมบรู ณ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 7

คําชแ้ี จง

กระทรวงศึกษาธิการ ไดออกคาํ สั่งท่ี สพฐ.๑๒๓๙/๒๕๖๐ เร่ือง ใหใชม าตรฐานการเรยี นรูแ ละ
ตัวชวี้ ัด กลุมสาระการเรยี นรคู ณิตศาสตร วิทยาศาสตร และสาระภูมิศาสตร ในกลุมสาระการเรยี นรสู งั คมศกึ ษา
ศาสนา และวฒั นธรรม (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช
๒๕๕๑ ลงวนั ท่ี ๗ สงิ หาคม ๒๕๖๐ ประกอบกับคําสงั่ สพฐ.ที่ ๓๐/๒๕๖๑ ใหเ ปล่ยี นแปลงมาตรฐานการ
เรียนรแู ละตวั ชว้ี ดั ฯลงวนั ที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๑ สง ผลใหโรงเรยี นจาํ เปน ตอ งมีการพฒั นาปรบั ปรุงหลกั สตู ร
สถานศึกษา พทุ ธศักราช ๒๕๕..... (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๕๗ ) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน
พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ อกี ครงั้ หน่งึ เพื่อใหสอดคลองกบั คําสั่งดงั กลาว ทสี่ ่ังใหโ รงเรียนตอ งใชมาตรฐานการเรียนรู
และตัวชวี้ ดั ท่มี กี ารเปลี่ยนแปลงในการจดั การเรียนรูในภาคเรยี นที่ ๑/๒๕๖๑ ในชั้นประถมศกึ ษาปท ี่ ๑ ปท ่ี ๔
และมัธยมศึกษาปท่ี ๑ และ ปท่ี ๔

การปรับปรุงหลกั สูตรสถานศกึ ษาฯ ครัง้ น้ี เปน การปรับปรงุ บางสว น เพอื่ ใหส อดคลองกับคาํ สง่ั
กระทรวงศกึ ษาธิการ ท่ีกลาวถึงในเบื้องตน และปรับปรุงเปาหมายความสาํ เรจ็ เชิงคุณภาพของผเู รียนท่เี นน
ความสอดคลองกับยทุ ธศาสตรก ารพัฒนาประเทศ ๒๐ ป ผูเ รียนมที กั ษะสมรรถนะคณุ ลกั ษณะของการเปน
พลเมืองโลกในศตวรรษที่ ๒๑ และเนน การเสริมสรา งผูเรยี นใหเ ปนบุคคลแหงการเรียนรูในยุค ๔.๐ ภายใต
หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ผูเ รยี นมีพฤติกรรมบงชี้ถึงการมีคุณคาตามหลักคานิยมคนไทย ๑๒ ประการ
เปนตน

อน่งึ ในสวนทม่ี กี ารปรับปรงุ คือ การปรับเปลย่ี นมาตรฐานการเรยี นรูแ ละตัวชว้ี ดั ในกลมุ สาระ
คณิตศาสตร วิทยาศาสตร ทถ่ี ือเปน การปรบั ปรุงเน้ือหา กจิ กรรม ท้ังหมด ตามท่เี คยประกาศใชมาต้ังแต
ปก ารศกึ ษา ๒๕๕๑ จนถึงปการศึกษา ๒๕๖๐ สวนสาระการเรียนรสู งั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม มีการ
ปรบั เปล่ียนเฉพาะสวนของมาตรฐานการเรยี นรูและตวั ชว้ี ดั ในสาระภูมศิ าสตร เทานัน้ นอกนน้ั ยังคงเดิมทง้ั หมด
แตใ นกระบวนการจดั ทําคําอธิบายรายวชิ าของกลุมสาระสงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อความสะดวก
จึงมกี ารจัดทําขึ้นมาใหมท ้ัง ๔ สาระ ยกเวน สาระประวตั ิศาสตร ซ่ึงถอื เปนสาระพื้นฐานท่ีจดั เปน รายวิชา
พื้นฐาน ตามคําสง่ั กระทรวงศึกษาธิการ ท่ี สพฐ.๒๙๓/๒๕๕๑ ลงวนั ท่ี ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ และในสวนที่
เกยี่ วของกับการปรับเปลี่ยนเน้ือหาสาระ จุดเนน เพือ่ การพัฒนาคนไทย ตามประกาศของคณะรกั ษาความสงบ
แหง ชาติ คสช. ตามหนงั สือ ที่ ศธ ๐๔๐๑๐/ว๗๗๙ ลงวนั ท่ี ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ กย็ ังคงความจาํ เปน ทตี่ อง

หลกั สตู รโรงเรยี นบา นรงุ สมบูรณ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 8

บรรจแุ นวคิดความตองการ จําเปน ไวเ พ่ือการจัดการเรียนรูตามเจตนารมณของหลักสูตรการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐานไว
เชน เดมิ

ในการยกรางหลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนบานโพนขา(วินติ วทิ ยาคาร) โรงเรยี นไดจ ัดใหม กี ารประชุม
วิพากษว จิ ารณ ตรวจสอบความถูกตอง สมบูรณของเอกสารหลักสตู ร ตามกระบวนการหลักสตู รทุกข้นั ตอน
และเอกสารหลักสูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนบานโพนขา (วนิ ิตวิทยาคาร) ไดร ับการอนมุ ัตใิ หประกาศใชอยางเปน
ทางการโดยมติท่ปี ระชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพน้ื ฐานของสถานศึกษา ในวนั ที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๓
โรงเรียนจึงไดจดั ทําประกาศโรงเรยี นบา นโพนขา (วนิ ติ วทิ ยาคาร) เรือ่ ง ใหใ ชหลกั สูตรสถานศกึ ษา โรงเรียน
บานบา นโพนขา
(วินิตวิทยาคาร) พุทธศกั ราช ๒๕๖๑ (ฉบบั ปรบั ปรงุ คร้ังท่ี ๒ พ.ศ. ๒๕๖๑) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษา
ขนั้ พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) ดงั กลาวขางตน

โรงเรยี นจะดาํ เนินการใชห ลักสูตรเต็มระบบ เต็มศักยภาพขององคกรและวัฒนธรรมโรงเรียน ดว ย
ความรับผิดชอบตอหนาทแ่ี ละผูมสี วนเกี่ยวของทุกฝาย อีกทั้งพรอ มใหม ีการปรบั ปรุงแกไขไดในอนาคต เพอ่ื
ประโยชนข องชาติและผเู รียนเปนสําคัญ

วา ทีร่ อ ยตร.ี ..............................................................
( นายรังสรรค กรงึ ไกร )

ผอู าํ นวยการโรงเรยี นบานบานโพนขา(วินิตวทิ ยาคาร)

ท่ีมา ความสําคัญ และความ

กระทรวงศกึ ษาธิการไดประกาศใชหลกั สตู รการศึกษาอิงมาตรฐานมาแลว ๒ ฉบบั คือ หลักสตู ร
การศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๔๔ และหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
เพอื่ ใหเ ปน หลักสตู รแกนกลางของประเทศ โดยกาํ หนดจดุ หมาย และมาตรฐานการเรียนรูเปนเปาหมายและ
กรอบทิศทางในการพฒั นาคุณภาพผเู รยี นใหเปน คนดี มีปญญา มคี ุณภาพชีวติ ทด่ี ีและมีขีดความสามารถ ในการ
แขง ขันในเวทรี ะดบั โลก (กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๔๔) พรอ มกนั น้ีไดปรับกระบวนการพัฒนาหลักสตู รใหม ี
ความสอดคลองกบั เจตนารมณแหงพระราชบญั ญัติการศึกษาแหง ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และ ที่แกไขเพิ่มเตมิ (ฉบับ
ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ และทแ่ี กไขเพิ่มเตมิ (ฉบบั ท่ี ๓ ) พ.ศ. ๒๕๕๓ ที่มุง เนน การกระจายอาํ นาจทางการศกึ ษาให
ทองถ่ินและสถานศึกษาไดม บี ทบาทและมีสว นรวมในการพัฒนาหลักสูตร เพอ่ื ใหสอดคลองกบั สภาพ และ
ความตอ งการของทอ งถ่นิ

คาํ สัง่ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ สพฐ.๒๙๓/๒๕๕๑ ใหโ รงเรียนทั่วไป จัดทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษา
ตามกระบวนการท่หี ลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กาํ หนด ใหแลวเสร็จพรอม
ประกาศใชใ นการจดั การศึกษาของโรงเรยี น ตามประกาศขางตน โดยใหโรงเรียนทจี่ ดั การศึกษาระดับ
ประถมศกึ ษา ใชในการจัดการเรียนการสอนตงั้ แตช้นั ประถมศึกษาปท ี่ ๑ – ๖ ในปก ารศึกษา ๒๕๕๓ เปนตนไป

หลักสูตรโรงเรียนบา นรงุ สมบรู ณ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2563) 9

สว นโรงเรียนท่ีจดั การศกึ ษาระดบั มธั ยมศึกษา ใหใชใ นช้ันมัธยมศกึ ษาปที่ ๑ และท่ี ๔ ในปการศึกษา ๒๕๕๓
ชัน้ มัธยมศึกษาปท ่ี ๑, ๒ และ ๔,๕ ในปก ารศึกษา ๒๕๕๔ ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ี่ ๑,๒,๓ และ ๔,๕,๖ ในป
การศึกษา ๒๕๕๕

หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ไดก าํ หนดแนวทางและเปา หมายใน
การใชเ พื่อพัฒนาการจัดการศึกษาของทกุ โรงเรยี นท่วั ประเทศ เพื่อความเปนเอกภาพของชาตริ วมกนั โดยใหถอื
เปนจุดเนน หลกั ๆ ที่ตองปฏบิ ัติ คือ ใหเปนหลกั สูตรการศึกษาเพ่ือความเปน เอกภาพของชาติ มีจดุ หมายและ
มาตรฐานการเรียนรู เปน เปา หมายสําหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนใหม ีความรู ทกั ษะ เจตคติ และคุณธรรมบน
พื้นฐานของความเปนไทยควบคูกบั ความเปนสากลเปน หลักสตู รการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมโี อกาส
ไดรับการศึกษาอยา งเสมอภาค และมคี ุณภาพเปนหลักสตู รการศกึ ษาทีส่ นองการกระจายอํานาจ ใหสังคมมสี วน
รว มในการจัดการศึกษาใหส อดคลองกบั สภาพและความตองการของทองถ่ินเปน หลกั สตู รการศึกษาท่ีมี
โครงสรางยดื หยนุ ทั้งดานสาระการเรียนรู เวลาและการจัดการเรยี นรูเปน หลักสูตรการศึกษาท่เี นนผเู รยี นเปน
สาํ คญั เปน หลักสตู รการศึกษาสําหรบั การศกึ ษาในระบบ นอกระบบ และตามอธั ยาศัย ครอบคลุมทุก
กลุม เปา หมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรียนรู และประสบการณ

หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ มงุ พฒั นาผูเรียนใหเปน คนดี มี
ปญ ญา มคี วามสุข มีศักยภาพในการศึกษาตอ และประกอบอาชพี ไดกําหนดเปน จุดหมายเพ่อื ใหเ กดิ กับผูเ รยี น
เมอื่ จบการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน คอื เนนใหผ ูเรียนมีคุณธรรม จรยิ ธรรม และคา นิยมท่ีพงึ ประสงค เห็นคุณคาของ
ตนเอง มีวนิ ัยและปฏิบตั ติ นตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรอื ศาสนาท่ีตนนบั ถือ ยดึ หลกั ปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง มีความรู ความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแกปญ หา การใชเ ทคโนโลยี และมีทักษะ
ชวี ติ มีสขุ ภาพกายและสขุ ภาพจติ ทดี่ ี มสี ขุ นิสัย และรกั การออกกาํ ลงั กาย มีความรักชาติ มีจิตสาํ นกึ ในความ
เปน พลเมืองไทยและพลโลก ยดึ ม่นั ในวถิ ชี วี ิตและการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ 
ทรงเปน ประมขุ และมจี ิตสาํ นึกในการอนุรักษวัฒนธรรมและภมู ิปญ ญาไทย การอนรุ กั ษและพัฒนา
ส่ิงแวดลอ ม มีจิตสาธารณะท่ีมงุ ทําประโยชนและสรา งสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยรู ว มกนั ในสงั คมอยา งมี
ความสุข

ในการใชห ลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ มกี ารปรบั ปรุง
เปลี่ยนแปลงในการกําหนดจดุ เนน เพือ่ การพฒั นาคณุ ลกั ษณะของคนไทย ท่ีเนน การเปน พลเมอื งไทย รักศรทั ธา
และจงรกั ภักดีในสถาบันพระมหากษัตริยส บื ไป ไดมกี ารออกประกาศของคณะรักษาความสงบแหง ชาติ คสช.
ข้ึน ตามทแี่ จงในหนงั สอื กระทรวงศกึ ษาธิการ ที่ ศธ ๐๔๐๑๐/ว๗๗๙ ลงวันท่ี ๒๖ มิถนุ ายน ๒๕๕๗ เนนการ
สอนประวัติศาสตร ๕ จดุ เนน และการกําหนดใหมีรายวิชาหนาทพ่ี ลเมือง เปน รายวิชาเพม่ิ เติม บังคับให
นักเรียนทุกชัน้ ปตองไดเ รยี นอยางเทา เทยี มกัน และตอมาไดมหี นังสอื ท่ี ศธ ๐๔๐๑๐/ว ๓๕๘๘ ลงวนั ท่ี ๓
ตุลาคม ๒๕๕๙ กาํ หนดตัวชีว้ ดั ตองรแู ละควรรู ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช
๒๕๕๑ เพอ่ื ใหท ุกโรงเรียนจัดการเรียนการสอนไดตรงตามเปาหมายพัฒนาศักยภาพผเู รยี นทสี่ อดคลองกับ ๕
สมรรถนะของหลกั สูตรยิ่งข้นึ นอกนนั้ มีการปรบั ลด ขยายโครงการการบรหิ ารจดั การเวลาเรยี นกลุมสาระการ

หลกั สตู รโรงเรียนบา นรงุ สมบรู ณ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2563) 10

เรียนรูภาษาตา งประเทศเพื่อการสอ่ื สาร ที่โรงเรียนสามารถใชด ลุ ยพินจิ ปรบั เปล่ยี นไดตามความเหมาะสมแต
ตองไมก ระทบกบั การพัฒนาผูเรียนใหไดต ามมาตรฐานการเรยี นรูและตัวชี้วัดหลักสตู ร

อนึง่ ในการปรบั เปลย่ี นและพัฒนาปรบั ปรุงหลักสูตรสถานศึกษา ครัง้ น้ี โรงเรยี นดาํ เนินการตาม
คําส่ังกระทรวงศึกษาธิการ ท่ี สพฐ. ๑๒๓๙/๒๕๖๐ ลงวนั ที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๐ โดยดําเนนิ การตาม
กระบวนการหลกั สตู รครบทุกขน้ั ตอน แมจะเปนเพยี งปรับเปลี่ยนมาตรฐานการเรียนรแู ละตวั ชีว้ ัดเพียงบางสว น
กต็ าม ซง่ึ การปรบั ปรงุ หลักสตู รสถานศกึ ษาครั้งน้ี คณะทาํ งานปรบั ปรุงหลกั สูตรไดมีการศึกษาทบทวน
องคประกอบตางๆ ของการพัฒนาหลักสูตร ตามความตองการจาํ เปน เชน กรอบหลกั สูตรระดับทองถิ่น ขอ มูล
สารสนเทศการประเมินหลักสูตรสถานศึกษาในรอบ ๔ ปก ารศึกษา (๒๕๕๗-๒๕๖๐) ผลการตดิ ตามผเู รียนที่จบ
การศึกษาในแตล ะรนุ ของโรงเรียนและอื่นๆ ตลอดจนแนวโนมการพัฒนาผเู รียนสโู ลกอนาคต ทัง้ แผน
ยุทธศาสตรการพัฒนาประเทศ ๒๐ ป เปา หมายการพฒั นากาํ ลงั คนสยู ุค ๔.๐ คุณลักษณะและสมรรถนะสาํ คัญ
ของพลเมืองไทยและพลโลกในศตวรรษที่ ๒๑ ภายใตห ลักแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงและการ
ปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ท รงเปนประมุข เปนตน

กรอบหลักสตู รระดับทองถ่นิ จังหวัดศรีสะเกษ ทป่ี ระกาศใชร วมกันกับทกุ หนว ยงานที่จัดการศึกษา
ระดับพื้นฐาน ในเขตพืน้ ทจ่ี งั หวัดศรีสะเกษ ไดก ําหนดเปา หมาย จุดเนน ที่สถานศึกษาตองนาํ ไปพจิ ารณากาํ หนด
เปนจดุ พัฒนาผเู รยี น คือ ตองมงุ เนน ผเู รียนเปนสําคัญ บนพื้นฐานความเชอ่ื วา ทุกคนสามารถเรียนรแู ละพัฒนา
ตนเองไดเตม็ ตามศักยภาพ ผูเรยี นมโี อกาสเรียนรูเ รอ่ื งราวของชุมชน ทอ งถน่ิ ซงึ่ เปนสภาพแวดลอ มในชีวติ จรงิ
ของตน ทําใหเ กดิ ความตระหนัก เหน็ คณุ คา สํานึกรักผูกพันกับทอ งถนิ่ มีความภาคภูมิใจในบรรพบุรษุ ถิ่นฐาน
บานเกิด เปน สมาชกิ ทดี่ ีของชุมชน ตลอดจนสามารถแกป ญ หา พฒั นาชวี ิต อาชีพ ครอบครวั และสงั คมของ
ตนเองได ตามควรแกฐ านะ และเปน บุคคลที่มคี วามรอบรเู กีย่ วกับทองถ่นิ ในแงม ุมตา งๆ ทง้ั ดา นเศรษฐกจิ
สงั คม วฒั นธรรม ฯลฯ อยา งชัดเจน

หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนบา นโพนขา(วินติ วทิ ยาคาร) โรงเรยี นไดน าํ ไปสูการบริหารงาน
หลกั สตู รเต็มรปู แบบมาเปนเวลา ๑๐ ป มผี ลผลิต ผลลพั ธทคี่ วรแกการกลา วถึง มากมาย อาทเิ ชน

๑. ดานคณุ ภาพผูเ รียนในรอบปท ่ผี า นมา ผูเรยี นมผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรียน จากผลการทดสอบ
ระดบั ชาตขิ องชนั้ มธั ยมศึกษาปท ี่ ๓ ทค่ี าเฉลี่ยโดยรวมท่ี รอ ยละ ๕๕.๑๔ ระดับทองถิน่ โดยรวมทคี่ าเฉลย่ี รอ ย
ละ ๕๕.๙๑ ตลอดจนระดบั สถานศึกษา ท่ผี เู รียนสามารถผา นระดบั การประเมินผลสนิ้ ปก ารศึกษา ไดเล่อื นชั้น
ปก ารศกึ ษาในแตละป คิดเปนคาเฉล่ียรอ ยละ ๕๗.๑๔ของนักเรยี นทงั้ หมด ๑๔. คน ผลการทดสอบระดบั ชาติ
ของชั้นประถมศึกษาปท่ี ๖ ที่คา เฉลีย่ โดยรวมท่ี รอยละ ๔๙.๐๗ ระดบั ทอ งถิน่ โดยรวมที่คาเฉลี่ยรอยละ
๔๗.๙๕ตลอดจนระดบั สถานศึกษา ท่ผี เู รยี นสามารถผา นระดับการประเมินผลส้ินปก ารศึกษา ไดเ ลอ่ื นชัน้ ป
การศึกษาในแตล ะป คดิ เปน คา เฉลีย่ รอ ยละ ๔๕.๖๑ของนักเรยี นท้ังหมด ๑๖ คน ผเู รยี นผานการประเมินผล
ดา นการอาน คดิ วเิ คราะห และเขยี นสือ่ ความ โดยรวมในระดับ ดี ผเู รยี นผานการประเมนิ ดานคณุ ลกั ษณะ
อันพงึ ประสงคของหลกั สูตรสถานศึกษา โดยรวมในระดับ ดี นอกจากนี้ ผูเ รยี นมีสมรรถนะตามเกณฑการวัด

หลักสตู รโรงเรยี นบานรุงสมบรู ณ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 11

ประเมนิ ผลการเรยี นตามหลกั สตู รทง้ั ๕ (๖) ดา น ผา นการวดั ประเมนิ ผลตัวชวี้ ดั ช้นั ปใ นแตล ะชัน้ โดยเฉลี่ยรอ ย
ละ ๑๐๐ ของนกั เรยี นทง้ั หมด

๒. ดา นคณุ ภาพครู บุคลากร ผบู ริหารโรงเรยี น ครูไดใชผลงานจากการใชห ลักสูตรสถานศกึ ษา
โรงเรยี นบา นโพนขา(วินิตวิทยาคาร) เพอ่ื การนําเสนอเปน ผลการปฏบิ ัติงานท่ีควรไดร บั การเลื่อนข้นั วิทย
ฐานะ ตามทรี่ องขอ ผานเกณฑการประเมินตามแตกรณี ไดเลื่อนข้ัน วิทยาฐานะทกุ คน

เกียรตภิ มู ใิ นการบรหิ ารจดั การ งานหลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นบานโพนขา(วินิตวทิ ยาคาร)
ทีก่ ลา วมาขา งตน ถือเปน สว นหนึง่ ของการใชห ลกั สูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนบา นโพนขา (วนิ ิตวทิ ยาคาร)
เปน ทก่ี ลา วถงึ ของสงั คมทว่ั ไป แตการพัฒนาการจัดการศึกษา การพฒั นาหลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นบา นโพน
ขา(วินิตวิทยาคาร) ยังคงมีความตอเน่ืองตอไปตามกระบวนการหลักสตู ร โดยทกุ สนิ้ ปการศึกษา โรงเรยี นไดท ํา
การประเมินหลักสูตรหลังใชอยา งรอบดานครอบคลุมทงั้ ดานเน้อื หา กจิ กรรม โครงสรางหลกั สูตร โครงสรางชัน้
ปและบรบิ ทความตองการ จาํ เปน อืน่ ๆ โดยตลอด ประกอบกบั ในปการศึกษา ๒๕๕๗ นี้ กระทรวงศึกษาธกิ าร
ไดม นี โยบายใหโ รงเรียนปรับปรงุ โครงสรางหลักสตู ร ไดเ นน การเสริมสรา งคุณลกั ษณะคนไทยตามคา นิยมหลัก
๑๒ ประการ ผานกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาหนาทพ่ี ลเมอื ง และวิชาประวตั ศิ าสตร อยางเขมขน

นโยบายในการพัฒนาเสรมิ สรา งคณุ ลกั ษณะคนไทยเพ่ือความเปนพลเมืองไทย บนวถิ ี
ประชาธปิ ไตยที่มีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และความเปน พลโลกทมี่ ีความเขมแข็งน้นั
กระทรวงศกึ ษาธิการไดวางกรอบแนวคิดไวในเบ้อื งตน คือ

คานยิ มหลัก ๑๒ ประการ
๑. มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ  ซ่ึงเปน สถาบันหลักของชาติ
๒. ซอ่ื สัตย เสียสละ อดทน มอี ดุ มการณใ นสงิ่ ทด่ี งี ามเพื่อสวนรวม
๓. กตัญตู อพอแม ผปู กครอง ครูบาอาจารย
๔. ใฝหาความรู หมัน่ ศึกษาเลาเรียนทางตรงและทางออม รักษาวฒั นธรรมไทย

ประเพณีไทยอันงดงาม
๖. มีศลี ธรรม รกั ษาความสตั ย หวงั ดีตอ ผอู นื่ เผื่อแผแ ละแบงปน
๗. เขา ใจ เรียนรู การเปนประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปน ประมุขทถ่ี ูกตอง
๘. มรี ะเบยี บวนิ ัยเคารพกฎหมาย ผนู อ ยรูจ กั เคารพผใู หญ
๙. มสี ติรตู ัว รคู ดิ รูทาํ รูปฏบิ ัติตามพระราชดํารสั ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว
๑๐. รูจ ักดํารงตนอยูโ ดยใชหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดาํ รัสของพระบาทสมเดจ็

พระเจา อยูหวั รจู ักอดออมไวใชเมื่อยามจําเปน มไี วพ อกนิ พอใช ถาเหลือก็แจกจาย จําหนา ย
และขยายกจิ การเม่ือมีความพรอมโดยมีภูมคิ ุมกันทดี่ ี

หลกั สูตรโรงเรียนบา นรุงสมบูรณ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 12

๑๑. มีความเขม แข็งท้ังรางกายและจิตใจ ไมย อมแพต ออํานาจฝา ยต่าํ หรอื กเิ ลส มีความละอาย
เกรง

กลวั ตอบาปตามหลักของศาสนา
๑๒. คาํ นึงถึงผลประโยชนของสว นรวมและตอชาตมิ ากกวาผลประโยชนของตนเอง

แนวทางการดาํ เนินงานและเปา หมายความสําเรจ็

๑. ใหสถานศึกษาผนวกคา นิยมหลัก ๑๒ ประการ ในการจดั การเรยี นรูท ุกกลุมสาระการเรียนรู
และกิจกรรมพัฒนาผูเรยี นอยางเปนรูปธรรม เชน กลุม สาระการเรยี นรภู าษาไทย ใหมีการประกวดเลาเรือ่ ง
อานทาํ นองเสนาะ ทอ งบทอาขยาน คดั ลายมือ แตง เพลง กาพย กลอน ฯลฯ กลุมสาระการเรียนรสู ังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม ใหมกี ิจกรรมการเรียนรูตามแหลงประวตั ิศาสตร ทาํ โครงการ โครงงานตามแนว
พระราชดําริ กจิ กรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณประโยชน และกลมุ สาระการเรียนรูศลิ ปะ มีการประกวดวาดภาพ
รอ งเพลงพระราชนิพนธ งานแสดงที่ส่อื ถึงวฒั นธรรมประเพณีไทย

๒. ใหสถานศกึ ษาปลกู ฝงและพัฒนาคานิยมหลัก ๑๒ ประการ ใหกบั นักเรยี นอยางสมา่ํ เสมอและ
ตอเน่ือง เนนการปฏิบตั จิ ริงในชีวิตประจาํ วัน จนเปนพฤติกรรมท่ยี ง่ั ยืน โดยมีการประเมนิ อยา งเขมขนดังนี้

๒.๑ ชน้ั ประถมศึกษาปที่ ๑ – ๓ เนน ขอ ๑ การรักชาติ ศาสน พระมหากษัตริย ขอ ๓ ความ
กตญั ู
ขอ ๘ การมีระเบียบวนิ ัย เคารพกฎหมาย

๒.๒ ชัน้ ประถมศกึ ษาปที่ ๔ – ๖ เนน ขอ ๒ ซ่ือสัตย เสียสละ อดทน ขอ ๔ ใฝหาความรู หมั่น
ศึกษาเลาเรียน ขอ ๑๑ มคี วามเขม แขง็ ทั้งกายใจ

๒.๓ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที่ ๑ – ๓ เนน ขอ ๕ รกั ษาวฒั นธรรมประเพรีไทย ขอ ๗ เขา ใจ เรียนรู
ประชาธปิ ไตยที่ถกู ตอง ขอ ๙ ปฏบิ ัติตามพระราชดาํ รัสพระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู ัว

๒.๔ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี ๔ – ๖ เนน ขอ ๖ มศี ลี ธรรม รักษาความสตั ย ขอ ๑๐ ดาํ รงตนตามหลกั
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ขอ ๑๒ การเห็นแกประโยชนส ว นรวม

๓. ใหส ถานศึกษากาํ หนดวธิ ีการเรยี นรคู า นิยมหลัก ๑๒ ประการ ใหเ หมาะสมกบั วัยและศักยภาพ
ผเู รียน เชน

๓.๑ ระดับประถมศกึ ษา ใหเรียนรผู า นบทเพลง นทิ าน เหตกุ ารณ หรือการศึกษาจากแหลงเรียนรู
ตางๆ อาทิ สถานท่จี ริงทางประวัติศาสตร หนว ยงานตามโครงการพระราชดาํ ริ พิพธิ ภณั ฑ ฯลฯ

๓.๒ ระดบั มธั ยมศกึ ษา ใหเรียนรผู านการศึกษาเปรียบเทยี บ วิเคราะห สงั เคราะหช วี ประวตั ิบุคคล
สาํ คญั บคุ คลที่ทําคุณประโยชนตอ สว นรวม หรอื เหตกุ ารณสาํ คญั ในอดีตและปจ จุบัน เพื่อการพัฒนาการอยู
รวมกันในเชงิ สรา งสรรค

๔. ใหผ บู ริหารสถานศึกษากํากับ ติดตาม นิเทศภายใน การดาํ เนนิ งานเกี่ยวกับคานิยมหลกั ๑๒
ประการใหบ รรลวุ ัตถปุ ระสงค

หลกั สตู รโรงเรยี นบา นรุงสมบรู ณ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 13

ในกระบวนการปรับปรงุ หลกั สตู รสถานศึกษา เพื่อใชใ นการจดั การเรยี นรูใหบรรลุเปา หมายตาม
มาตรฐานการเรียนรแู ละตัวชวี้ ดั ทหี่ ลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน กรอบหลักสูตรระดบั ทองถน่ิ จังหวดั
ศรสี ะเกษ และนโยบายกระทรวงศกึ ษาธิการ ผานคณุ ลกั ษณะพลเมืองไทย ตามคานยิ มหลกั ๑๒ ประการ ท่ี
กําหนดน้นั สาํ นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน ไดแจงใหทกุ สถานศึกษา โรงเรยี นทจ่ี ัดการศึกษาขั้น
พื้นฐาน ทกุ สงั กัด ทกุ ระบบ ไดจัดการเรยี นการสอนวิชาหนา ทพี่ ลเมือง เปน รายวชิ าเพ่ิมเติม ทุกชั้นปสาํ หรับ
การศกึ ษาภาคบงั คบั ช้นั ปล ะ ๔๐ ชัว่ โมง สวนมธั ยมศึกษาปที่ ๔ – ๖ ในชวงเวลาเรยี น ๓ ป ตอ งเรียนวชิ าหนาที่
พลเมอื งเปน วิชาเพม่ิ เติมทุกคน รวม ๘๐ ชวั่ โมง จึงจะถอื วาจบหลกั สูตรตามเกณฑการจบหลกั สูตรแกนกลาง
การศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ดังที่ปรากฏความในหนังสอื ที่ ศธ ๐๔๐๑๐/ว ๗๗๙ ลงวันท่ี ๒๖
มิถนุ ายน ๒๕๕๗

ในการใชหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบา นโพนขา (วินิตวทิ ยาคาร) พุทธศักราช ๒๕๖๐
(ฉบับปรบั ปรงุ พุทธศกั ราช ๒๕๕๗) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ บาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ ใหเกดิ
ประสิทธิภาพสูงสดุ จําเปนอยางยิ่งท่ีบคุ ลากรทุกสวนของโรงเรียนตองมีความตระหนกั มีความรอบรแู ละเขา ใจ
ตอความตองการชาติ ทอ งถนิ่ โรงเรียน ชมุ ชน โดยรวมจงึ จะสามารถบรหิ ารจัดการเชิงบรู ณาการอยา งมี
ยุทธศาสตรภายใตบ รบิ ทของสถานศกึ ษาตามหลักการจัดการศึกษาโดยเนนผเู รียนเปนสาํ คญั งานการศึกษาเพื่อ
พฒั นาคนไทยสคู วามเปน พลเมอื งไทย พลเมอื งอาเซียน และพลโลก และมีทักษะ คณุ ลกั ษณะสําคญั ของบุคคล
ในศตวรรษที่ ๒๑ ( 3Rs & 8Cs ) จงึ จะปรากฏผลเปนรปู ธรรมไดจรงิ

สภาพปจจุบนั ความตองการ จําเปน

- สภาพปจ จุบัน ความสําเร็จ ปญหา ของการศึกษาในโรงเรียน

โรงเรยี นบา นโพนขา ฯ เปด ทําการจดั การศกึ ษาตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย ตั้งแตป ก ารศึกษา๒๔๖๓
โดยเร่มิ แรกไดจดั การศึกษาในระดบั ช้นั ป.๑ – ป.๔ และมีการพฒั นาการในหลายดานมาโดยตลอด ไมว า จะเปน
ดานอาคารสถานที่ ภารกิจการรับผดิ ชอบในการจดั การศึกษา และอืน่ ๆ จนถึงปจจุบัน

ผลการจดั การศึกษาในหลายปท ี่ผา นมา มีความสาํ เรจ็ และไดรับการกลา วขวญั ถึงอยางมากกมาย
เชน ดานคณุ ภาพผูเรยี น นกั เรียนเคยไดรบั รางวัลอนั เปน เกียรตภิ ูมิของโรงเรียน และตัวผูเ รียนเอง เชน รางวัล
ดา นศลิ ปหัตถกรรม ครงั้ ๖๓ ในดา นศลิ ปะ

อน่ึงในการปรบั ปรุงหลกั สูตรสถานศกึ ษาโรงเรยี นบา นโพนขา (วินติ วิทยาคาร) ฉบับน้ี คณะผจู ดั ทํา
ไดใ ชขอมูลสารสนเทศจากหลากหลายแหง อาทิ ผลการวจิ ยั การศกึ ษาของกระทรวงศกึ ษาธิการ เก่ยี วกับ
หลกั สตู รการจดั ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นบาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ การรายงานผลการจัด
การศกึ ษาประจําปข องโรงเรียน ตงั้ แตปการศึกษา ๒๕๕๑ ผลการศึกษาวิเคราะหจดุ ออน จุดแข็ง โอกาส และ

หลักสูตรโรงเรียนบานรงุ สมบูรณ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.2563) 14

อปุ สรรค ในการจดั การศึกษาของโรงเรยี นท่ผี า นมา ตลอดจนแนวโนมการจัดการศึกษาและพฒั นาทรัพยากร
บุคคล ตามแผนพัฒนาการศกึ ษาชาติ แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ (แผน ๑๑) แผนยุทธศาสตรช าติ
๒๐ ป และอื่นๆ ทาํ ใหคณะผูจัดทาํ และผูม ีสว นไดส วนเสยี ในการจดั การศึกษาของโรงเรียน เชือ่ ไดวา หลกั สูตร
สถานศกึ ษาโรงเรยี นบานโพนขา (วนิ ิตวิทยาคาร) ฉบบั นี้ เปนแผนพฒั นาทรัพยากรบุคคลในวัยเรยี น ใหเปน
บุคคลแหงการเรียนรู มคี ุณภาพตามเกณฑมาตรฐานการศกึ ษาชาตไิ ดโดยรวม

- ความสําคญั ธรรมชาติ คณุ ลักษณะเฉพาะ ของหลกั สูตรสถานศึกษา
สถานศกึ ษาจาํ เปนตองจดั ทาํ หลักสูตรสถานศึกษาตามกรอบของหลกั สูตรแกนกลางที่กรมวชิ าการ

กําหนดไว พระราชบญั ญัติสถานศึกษาแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ดว ยเหตุผลดังตอไปนี้

มาตรา ๒๗ ระบุขอ ความทมี่ สี ว นเกีย่ วขอ งกบั บทบาทหนาที่ของสถานศึกษา ในการนําหลักสตู รไป
ใชโดยตรง ซ่งึ กาํ หนดไววา ใหคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐานกาํ หนดหลกั สตู รแนวทางการศึกษาข้ันพื้นฐาน
เพื่อความเปน ไทย ความเปนพลเมืองทดี่ ขี องชาติ การดํารงชีวิตและการประกอบอาชีพ ตลอดจนเพ่ือการศกึ ษา
ตอ และใหสถานศึกษาข้ันพน้ื ฐาน มหี นาทีจ่ ดั ทําสาระของหลักสูตรตามวตั ถปุ ระสงคใ นวรรคหนงึ่ ในสวนที่
เก่ยี วกบั ปญ หาในชุมชนและสังคมภูมปิ ญ ญาทองถ่นิ คุณลกั ษณะอนั พึงประสงคเพื่อเปนสมาชิกที่ดีของ
ครอบครวั ชุมชน สงั คม และประเทศชาติ

จะเห็นวา ในวรรคท่สี อง เปนการกําหนดแนวทางการจัดทํา
หลักสูตรสถานศกึ ษาขั้นพื้นฐานสถานศึกษา โดยใหส ถานศึกษาจัดทาํ
สาระของหลกั สูตร จากหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ในสวน
ท่ีเกี่ยวกบั ปญหาในชมุ ชนและสังคมภูมิปญญาทองถิน่ คณุ ลักษณะอนั พึง
ประสงค เพ่อื เปน สมาชิกทดี่ ขี องครอบครวั ชมุ ชนและประเทศชาติ
รวมทั้งทาํ หลกั สูตรใหเปน ไปตามความตองการของผูเ รยี น( มนนิภา ชุติ

บตุ ร. 2538 : หนา 16 – 18) ไดเสนอแนวทางการนําภูมิปญญาทองถ่ิน
ไปใชในการจดั ทําหลกั สูตรสถานศกึ ษาดงั นี้

1. เนน การศกึ ษา วิเคราะห ทําความเขา ใจวิธคี ดิ และความคดิ
ของภูมปิ ญญาทองถิ่น

2. นาํ กระบวนการหรือแนวคิดของภูมิปญญาทองถิ่นมาจัดทํา
หลกั สูตรสถานศกึ ษา

3. นํากระบวนการคิดของภูมปิ ญ ญาชาวบา นมาเสริมสรา งให
สอดคลอ งกับแนวคิดแบบวทิ ยาศาสตร

หลักสตู รโรงเรียนบานรงุ สมบรู ณ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2563) 15

4. สรา งกระบวนการคิดหลายดาน หลายมุมโดยสงเสรมิ ให
ผูเรยี นไดค ิดอยา งอสิ ระแลวเช่ือมโยงกบั ชีวิตจรงิ

5. ใหภ ูมปิ ญญาทอ งถน่ิ มีสวนรวมในการจัดทําหลกั สูตร

ธรรมชาติของการนําหลักสตู รไปใช จะทาํ ใหผ ูใชห ลักสตู รโดยเฉพาะอยา งยิ่งครูเกดิ ความเขาใจวา
ธรรมชาติของการนาํ นวัตกรรมมาใชค ือธรรมชาตขิ องการเปล่ยี นแปลง ทง้ั น้ีเนือ่ งจากนวัตกรรมหรอื ส่ิงใหมจะ
นาํ มาซง่ึ รปู แบบ และวิธีการปฏิบัติเกยี่ วกบั หลักสตู รท่ีแตกตา งไปจากเดมิ ทาํ ใหร ะบบการเรียนการสอนของครู
ซ่งึ ปฏิบัตกิ ันมา ไดร บั ผลกระทบไมทางใดก็ทางหนง่ึ ดว ยเหตนุ ี้ บุคลากรในระดับปฏบิ ตั ิการยอ มมธี รรมชาตทิ ่ี
จะตอตาน หรอื ไมยอมรับการเปล่ยี นแปลงนน้ั โดยเฉพาะอยา งย่ิงถาเปนการเปลย่ี นแปลงในลกั ษณะบังคบั
(coercion) ซ่งึ เกิดจากกลมุ ผูมอี ํานาจในการกําหนดนโยบายหลักสตู ร รวมทั้งเปน ผูตรวจสอบควบคมุ ใหครู
จะตองปฏิบตั ิตาม ดงั นน้ั ปจ จัยที่จะทาํ ใหก ารนาํ หลกั สตู รมาใชป ระสบความสาํ เรจ็ คอื การชี้แจงใหท ําให
ครูผสู อนตระหนักวา การเปล่ียนแปลงอันเกิดจากหลักสตู รนัน้ เปนเรือ่ งธรรมชาติ และเปนการเปล่ียนแปลง
เพื่อนําไปสู การพฒั นาท้ังของผเู รียนและครูเอง

ตามหลกั การของหลกั สตู รน้นั หลักสูตรทส่ี รา งขึ้นจําเปนตองมีความสอดคลอ งกบั สภาพปญหา
และสนองความตองการของสังคมท่ีใชห ลักสตู รนน้ั ๆ โดยเหตุน้หี ลกั สูตรท่ีสรางขนึ้ มุงหมายในการใชใ นชุมชน
แหง ใดแหงหน่งึ โดยเฉพาะ ก็ยอ มสามารถตอบสนองตอความตอ งการของสังคมไดม ากที่สุด ทอ งถ่ินและชมุ ชน
มสี ภาพทแ่ี ตกตา งกนั การพัฒนาแตละทองถ่ินก็ตองมีความแตกตางกัน เทคโนโลยเี จรญิ เร็ว จะทาํ หลักสตู ร
ระดบั ชาติไปใชกบั ทองถิน่ ก็ไมทันกบั ความเจริญของเทคโนโลยี สถานศึกษาจึงตองจัดทําหลักสูตรสถานศกึ ษา
เอง

วสิ ัยทศั น (หลกั สตู รกบั โรงเรียนอาจใชร วมกันได ทัง้ นใ้ี หดทู ่คี วามที่เขียนส่ือใหเ หน็ เปาหมายความสาํ เรจ็
อยางไร หากส่ือไปในทางการบริหารจัดการแบบการมสี ว นรวม หรือในเชิงบรหิ ารโรงเรยี นโดยรวม ควร
จัดทาํ วิสยั ทศั นหลกั สตู รแยกออกเปนการเฉพาะ จะดูดีกวา)

วสิ ัยทศั น
โรงเรยี นบา นโพนขาฯ มงุ พัฒนานักเรยี นใหม คี วามรูคูคุณธรรม ซอ่ื สัตย สจุ รติ สงเสริมการอาน

อยา งตอเน่อื ง และนอมนาํ หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาชวี ิต พรอมกับนําความรูม งุ สปู ระชาคม
อาเซยี นซึ่งมชี ุมชนมีสวนรว ม

(วสิ ัยทัศนโรงเรยี น)โรงเรยี นบา นโพนขาฯ มุง ม่ันพัฒนาคุณธรรม เปนผูน าํ ดานวชิ าการ สบื สาน
เศรษฐกิจพอเพยี ง ควบคูไปกับการพฒั นาความเปนมนุษยแ ละสงั คม

หลักสูตรโรงเรียนบา นรุงสมบูรณ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 16

ภารกจิ
สงเสริมการมสี วนรว มในการพฒั นาคณุ ภาพผูเรยี นดานวชิ าการ คุณธรรม จรยิ ธรรม และ

สงเสริม
การพัฒนาคุณภาพของครู
เปาหมาย

ในการกําหนดเปา หมายความสําเร็จในการใชห ลกั สตู รสถานศกึ ษาฯ โรงเรียนไดคํานึงถึง เปา หมาย
โดยรวมของคณะกรรมการยทุ ธศาสตรฝ ายสังคม วัฒนธรรม และการศึกษาจังหวดั ศรีสะเกษ มาเปนแนวทางใน
การขับเคล่ือนคุณภาพการศึกษาโดยรวมของโรงเรยี น ตามทกี่ รอบหลักสตู รระดับทองถน่ิ จังหวดั ศรีสะเกษ ที่ได
กําหนดไว ๗ ประการดังน้ี

๑. มุง พฒั นาทกั ษะการอานได ใชป ระโยชนจากการอา นเปน
๒. มงุ สงเสรมิ การศึกษาเรียนรูตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
๓. มงุ สง เสรมิ ใหเ กิดความตระหนกั ในจารีต ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถวี ฒั นธรรม
ชนชาติพนั ธุ
๔. มุงพัฒนาองคค วามรู ประยกุ ตภูมิปญญาทองถิน่ สูงานศิลปะ อาชพี เชงิ ประยกุ ต
๕. มุงสงเสริมการใชความหลากหลายทางภาษาและวฒั นธรรม สรางความเขาใจ
อนั ดีตอกนั เพื่อพัฒนาการคา การบรกิ าร การทอ งเท่ียว
๖. มุง สง เสริม สนับสนุนการศกึ ษาใหเกดิ การสรางงาน สรา งอาชพี พื้นฐานดานการทํามา
หากนิ ตามวิถีศรสี ะเกษ ท่สี อดคลองกับสภาพภูมิศาสตรของทอ งถน่ิ และวถิ ีชวี ิตของศรสี ะเกษ
๗. มงุ สง เสรมิ การสรางสํานกึ คุณธรรม มีกิริยามารยาท มสี ัมมาคารวะ รบั ผิดชอบ
และรกั บา นเกดิ
นอกจากการยดึ เอาเปา หมาย จดุ เนน ความสําเร็จตามกรอบแนวคิดของตน สงั กัด และทองถิ่นแลว
เพ่อื ใหก ารใชห ลกั สูตรสถานศึกษาเกดิ ประสทิ ธิภาพ ประสิทธผิ ลเชงิ คณุ ภาพของผเู รียนอยางเตม็ ศักยภาพของ
แตละบุคคล ภายใตค วามแตกตางระหวางบคุ คลแลว โรงเรียนยังไดกําหนดเปาหมายความสําเรจ็ ทีเ่ ปน จุดเนน
เฉพาะของหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรยี นบา นโพนขาฯ พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ (ฉบบั ปรับปรงุ ครั้งท่ี ๒
พุทธศักราช ๒๕๖๑) ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.
๒๕๖๐) ทถี่ ือเปน เปา หมายหลกั ตามวสิ ยั ทศั น และภารกจิ โดย มุง พัฒนาผูเ รยี นใหเ ปนคนดี มปี ญญา มี
ความสขุ มศี ักยภาพในการศึกษาตอ และประกอบอาชพี จึงกาํ หนดเปน จดุ หมายเพ่อื ใหเกิดกบั ผูเรยี น เม่ือ
จบการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน ดงั น้ี

๑. มีคณุ ธรรม จริยธรรม และคา นิยมท่ีพึงประสงค เหน็ คุณคา ของตนเอง มวี นิ ยั และปฏิบตั ติ น
ตามหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาท่ีตนนบั ถือ ยึดหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

หลักสูตรโรงเรยี นบานรุงสมบรู ณ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 17

๒. มีความรู ความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแกปญหา การใชเ ทคโนโลยี และมีทักษะ
ชีวิต

๓. มีสขุ ภาพกายและสุขภาพจติ ท่ีดี มีสขุ นสิ ัย และรักการออกกาํ ลังกาย
๔. มีความรกั ชาติ มีจิตสํานกึ ในความเปน พลเมืองไทยและพลโลก ยึดมัน่ ในวถิ ชี ีวติ และ
การปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยท รงเปน ประมขุ
๕. มีจติ สาํ นกึ ในการอนุรักษวัฒนธรรมและภูมปิ ญ ญาไทย การอนุรักษแ ละพฒั นาส่งิ แวดลอม
มจี ิตสาธารณะท่ีมงุ ทาํ ประโยชนแ ละสรา งส่ิงที่ดงี ามในสังคม และอยรู ว มกันในสังคมอยางมีความสขุ

คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค
หลกั สตู รสถานศึกษาโรงเรยี นบานโพนขาฯ มงุ พฒั นาผเู รียนใหมีคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค เพ่ือให

สามารถอยรู ว มกับผอู ่นื ในสังคมไดอยางมีความสุข ในฐานะเปนพลเมืองไทยและพลเมืองโลก ดังน้ี
๑. รกั ชาติ ศาสน กษัตริย
๒. ซื่อสัตยส ุจรติ
๓. มีวินยั
๔. ใฝเ รยี นรู
๕. อยอู ยางพอเพียง
๖. มุงม่ันในการทํางาน
๗. รักความเปนไทย
๘. มีจติ สาธารณะ

นอกจากนี้ สถานศึกษายงั กาํ หนดคณุ ลักษณะอันพึงประสงคเ พม่ิ เติมใหสอดคลองตามบรบิ ทและ
จดุ เนนของการเปนนักเรยี นที่ดขี องครู และเปน สมาชิกทด่ี ีของครอบครัว ชมุ ชน สังคม ตามปรชั ญาของ
โรงเรยี นและจารตี ประเพณี วิถคี วามเชื่อของชุมชน คือ...... ซง่ึ โรงเรยี นไดจ ดั แทรกการเรยี นการสอนตามปกติ
ในลกั ษณะธรรมชาตแิ ตละกลุมสาระการเรยี นรูในหลกั สตู ร ตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตรฝ า ยสังคม
วฒั นธรรม และการศกึ ษาจังหวดั ศรสี ะเกษ กําหนดไว ในกรอบหลกั สูตรระดับทองถิ่นจงั หวดั ศรสี ะเกษ คอื

๑. พึง่ ตนเอง
๒. กตัญูกตเวที
๓. มีความสัมมาคารวะ
๔. มีความรบั ผิดชอบ
เพือ่ ใหเ ปา หมายในการพัฒนาคุณลักษณะผูเ รยี นของโรงเรียน ใหเ ปน คณุ ลักษณะของคนไทยสูความ
เปน พลเมืองไทย พลเมืองโลก บนวิถรี ะบอบการปกครองแบบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตริยท รงเปน
ประมุข มีความชดั เจนเปน รปู ธรรม ทย่ี งั ยืน โรงเรียนจึงไดนําคานยิ มหลกั คนไทย ๑๒ ประการ คุณลักษณะ

หลกั สูตรโรงเรียนบานรงุ สมบูรณ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2563) 18

บุคคลในศตวรรษท่ี ๒๑ (3Rs & 8Cs ) เขา มาเปน สวนหน่งึ ของเปาหมายความสําเร็จของหลกั สตู รสถานศึกษา
โรงเรยี น ฉบบั ปรับปรุงนี้ข้นึ เพิ่มเติมดังที่กลา วถงึ ขางตน

การเสรมิ สรางผูเรยี นใหเ ปนพลเมอื งไทยพลเมืองโลก ท่ีสอดคลองกบั คุณลักษณะและทักษะสาํ คัญ
ในศตวรรษที่ ๒๑ (3Rs & 8Cs )

ทกั ษะของคนในศตวรรษที่ ๒๑ ที่ทกุ คนตองเรยี นรูต ลอดชวี ิต คอื ๓Rs & ๘Cs
๓ Rs ไดแก

- Reading = การอานออก
- Writing = การเขียนได
- Arithmetic = การคดิ เลขเปน
๘ Cs ไดแ ก
- Critical thinking & problem solving (มีทกั ษะดา นการคดิ อยา งมวี ิจารณญาณและการ
แกป ญหา)
- Creativity & innovation (มีทกั ษะดา นความคิดสรางสรรคแ ละการคดิ คนนวัตกรรม)
- Cross-cultural understanding (มีทกั ษะดานความเขา ใจบนวัฒนธรรมทแ่ี ตกตาง
หลากหลาย)
- Collaboration, teamwork & leadership (มที กั ษะการประสานความรวมมือ การทํางาน
เปน ทีมและภาวะผนู าํ )
- Communications, information & media literacy (มที ักษะดานการสื่อสาร และการมี
ความรเู ทาทนั สื่อและขอ มลู )
- Computing & ICT Media literacy (ทกั ษะดานคอมพิวเตอรและเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสื่อสารอยางมเี หตุผล)
- Career & learning skills (มีทกั ษะอาชีพและการเรยี นรู)
- Compassion ความมีเมตตากรณุ า วินยั คุณธรรม จรยิ ธรรม

สมรรถนะผูเรียน
หลกั สตู รสถานศึกษาโรงเรยี นบา นโพนขา ฯ มุงใหผ เู รยี นเกดิ สมรรถนะสาํ คญั ๖ ประการ ดงั น้ี
๑. ความสามารถในการสอ่ื สาร เปน ความสามารถในการรับและสงสาร มีวัฒนธรรมในการใชภ าษา

ถายทอดความคิด ความรคู วามเขา ใจ ความรสู ึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนขอมูลขาวสารและ
ประสบการณอันจะเปน ประโยชนตอ การพฒั นาตนเองและสงั คม รวมท้งั การเจรจาตอ รองเพื่อขจัดและลด
ปญ หาความขัดแยงตาง ๆ การเลือกรับหรือไมร ับขอมูลขา วสารดว ยหลกั เหตุผลและความถูกตอง ตลอดจนการ
เลอื กใชวิธีการสือ่ สาร ที่มีประสิทธภิ าพโดยคํานงึ ถงึ ผลกระทบท่มี ีตอตนเองและสังคม

หลักสูตรโรงเรียนบา นรุงสมบูรณ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 19

๒. ความสามารถในการคิด เปนความสามารถในการคิดวิเคราะห การคดิ สงั เคราะห การคิด อยา ง
สรางสรรค การคิดอยางมีวิจารณญาณ และการคิดเปน ระบบ เพอ่ื นาํ ไปสกู ารสรา งองคความรูหรอื สารสนเทศ
เพอื่ การตัดสินใจเกยี่ วกบั ตนเองและสงั คมไดอยา งเหมาะสม

๓. ความสามารถในการแกปญหา เปน ความสามารถในการแกปญหาและอปุ สรรคตา ง ๆ ทเ่ี ผชญิ ได
อยา งถูกตองเหมาะสมบนพ้นื ฐานของหลักเหตผุ ล คุณธรรมและขอมูลสารสนเทศ เขา ใจความสมั พันธและการ
เปลี่ยนแปลงของเหตุการณต า ง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู ประยุกตความรมู าใชใ นการปองกันและแกไ ข

ปญหา และมีการตดั สินใจที่มีประสทิ ธภิ าพโดยคํานงึ ถงึ ผลกระทบทเ่ี กิดขน้ึ ตอตนเอง สังคมและสงิ่ แวดลอม
๔. ความสามารถในการใชทักษะชีวิต เปนความสามารถในการนาํ กระบวนการตางๆไปใชใน

การดาํ เนินชีวติ ประจําวัน การเรยี นรูด ว ยตนเอง การเรยี นรูอยางตอเนื่อง การทาํ งาน และการอยรู วมกนั ใน
สังคมดว ยการสรางเสริมความสมั พันธอ นั ดีระหวางบุคคล การจดั การปญ หาและความขดั แยง ตาง ๆ อยา ง

เหมาะสม การปรับตัวใหท ันกับการเปลย่ี นแปลงของสงั คมและสภาพแวดลอม และการรจู กั หลกี เล่ยี งพฤตกิ รรม
ไมพ ึงประสงคท ่ีสงผลกระทบตอตนเองและผูอ น่ื

๕. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี เปนความสามารถในการเลือก และใช เทคโนโลยีดานตา ง ๆ และ
มที ักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพอื่ การพฒั นาตนเองและสงั คม ในดา นการเรียนรู การส่อื สาร การทาํ งาน

การแกปญหาอยางสรา งสรรค ถูกตอง เหมาะสม และมีคุณธรรม
๖. ความสามารถในการอา น เปนความสามารถในการรับ รู เขา ใจ ใชประโยชนจ ากการแปลสาร ทผี่ าน

กระบวนการอา น การคิด วเิ คราะหอยางมีวจิ ารณญาณแลว ตัดสินใจปรบั ประยุกตใ ชอยางมีคุณคาตอการดูแล
พฒั นาตนเอง พฒั นางาน อาชีพ สังคมแวดลอมไดอยางเปนสุขลักษณะนิสัย และใชป ระโยชนจากการอานในทุก
สถานการณท่ีเผชญิ ไดอยางสรางสรรค

สว นนาํ

ความนํา
กระทรวงศกึ ษาธิการไดประกาศใชหลักสตู รการศึกษาอิงมาตรฐาน หลกั สตู รการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน

พุทธศักราช 2544 และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 เพอื่ ใหเปนหลกั สูตร
แกนกลางของประเทศ โดยกาํ หนดจดุ หมาย และมาตรฐานการเรยี นรูเ ปนเปาหมายและกรอบทิศทางในการ
พฒั นาคุณภาพผูเรียนใหเ ปน คนดี มปี ญญา มคี ุณภาพชวี ิตท่ีดีและมีขีดความสามารถ ในการแขงขันในเวทีระดับ
โลก (กระทรวงศึกษาธิการ, 2544) พรอมกันน้ีไดปรับกระบวนการพฒั นาหลกั สตู รใหมีความสอดคลองกับ
เจตนารมณแหงพระราชบัญญัติการศึกษาแหง ชาติ พ.ศ.2542 และ ทแี่ กไขเพิ่มเตมิ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2545 และ
ทแี่ กไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 ท่มี งุ เนน การกระจายอาํ นาจทางการศึกษาใหทองถ่นิ และสถานศึกษาได
มบี ทบาทและมีสว นรว มในการพัฒนาหลกั สตู ร เพื่อใหสอดคลอ งกับสภาพ และ ความตองการของทองถน่ิ

หลักสตู รโรงเรียนบา นรงุ สมบูรณ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 20

คําส่งั กระทรวงศึกษาธิการ ที่ สพฐ.293/2551 ใหโ รงเรยี นทั่วไป จดั ทาํ หลกั สตู รสถานศึกษา ตาม
กระบวนการท่ีหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 กําหนด ใหแ ลวเสรจ็ พรอ ม
ประกาศใชในการจดั การศึกษาของโรงเรียน ตามประกาศขางตน โดยใหโรงเรียนทีจ่ ดั การศึกษาระดับ
ประถมศกึ ษา ใชใ นการจดั การเรียนการสอนต้งั แตช นั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 1 – 6 ในปก ารศึกษา 2553 เปน ตนไป
สว นโรงเรยี นท่จี ดั การศึกษาระดับมธั ยมศึกษา ใหใ ชในชนั้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 1 และที่ 4 ในปก ารศึกษา 2553
ชนั้ มธั ยมศึกษาปท่ี 1, 2 และ 4,5 ในปการศกึ ษา 2554 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 1,2,3 และ 4,5,6 ในปการศกึ ษา
2555

หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ไดกาํ หนดแนวทางและเปา หมายใน
การใชเพ่ือพฒั นาการจดั การศึกษาของทกุ โรงเรยี นทว่ั ประเทศ เพื่อความเปน เอกภาพของชาตริ วมกัน โดยใหถ อื
เปนจดุ เนนหลกั ท่ตี อ งปฏิบัติ คือ ใหเ ปนหลกั สตู รการศกึ ษาเพื่อความเปนเอกภาพของชาติ มจี ดุ หมายและ
มาตรฐานการเรยี นรู เปน เปาหมายสําหรับพฒั นาเด็กและเยาวชนใหมีความรู ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบน
พืน้ ฐานของความเปนไทยควบคู กบั ความเปน สากลเปนหลักสตู รการศึกษาเพ่ือปวงชน ทป่ี ระชาชนทุกคนมโี อกาส
ไดร ับการศึกษาอยา งเสมอภาคและมีคุณภาพเปนหลักสตู รการศึกษาท่สี นองการกระจายอํานาจ ใหสงั คมมสี วน
รวมในการจดั การศึกษาใหส อดคลอ งกับสภาพและความตองการของทองถ่ินเปนหลักสูตรการศึกษาที่มี
โครงสรางยดื หยุนทงั้ ดานสาระการเรียนรู เวลาและการจดั การเรียนรูเปนหลักสูตรการศึกษาทีเ่ นน ผูเ รียนเปน
สาํ คญั เปน หลักสูตรการศึกษาสําหรบั การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทกุ
กลุม เปา หมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรียนรู และประสบการณ

หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 มงุ พัฒนาผเู รียนใหเปน คนดี มีปญญา
มีความสขุ มีศักยภาพในการศึกษาตอ และประกอบอาชีพ ไดก ําหนดเปนจุดหมายเพ่ือใหเกิดกบั ผูเรียน เม่ือจบ
การศึกษาข้นั พนื้ ฐาน คือ เนนใหผเู รียนมคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคานิยมทีพ่ ึงประสงค เห็นคณุ คา ของตนเอง
มีวนิ ัยและปฏบิ ัติตนตามหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนบั ถือ ยดึ หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ
พอเพียง มคี วามรู ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแกปญหา การใชเ ทคโนโลยี และมีทักษะชีวติ มี
สุขภาพกายและสขุ ภาพจติ ทดี่ ี มีสุขนิสยั และรักการออกกําลงั กาย มีความรักชาติ มีจติ สํานึกในความเปน
พลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวถิ ีชวี ิตและการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ท รง
เปน ประมุข และมจี ติ สํานึกในการอนรุ ักษวฒั นธรรมและภมู ิปญ ญาไทย การอนรุ ักษแ ละพัฒนาสงิ่ แวดลอม มี
จิตสาธารณะทมี่ ุงทาํ ประโยชน และสรางสิง่ ทด่ี งี ามในสงั คม และอยรู วมกนั ในสงั คมอยางมีความสุข

ในการใชห ลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 มกี ารปรบั ปรุงเปลย่ี นแปลง
ในการกาํ หนดจุดเนน เพื่อการพัฒนาคุณลักษณะของคนไทย ท่เี นน การเปนพลเมอื งไทย รักศรัทธา และ
จงรักภักดใี นสถาบันพระมหากษตั รยิ ส บื ไป ไดม ีการออกประกาศของคณะรักษาความสงบแหงชาติ คสช. ข้ึน
ตามหนังสือกระทรวง ศกึ ษาธกิ าร ท่ี ศธ 04010/ว779 ลงวันท่ี 26 มถิ ุนายน 2557 เนน การสอนประวัตศิ าสตร
5 จุดเนน และการกาํ หนดใหมีรายวชิ าหนา ทพี่ ลเมือง เปน รายวชิ าเพม่ิ เติม บังคบั ใหน กั เรยี นทุกชน้ั ปต องได
เรียนอยางเทาเทียมกนั และตอมาไดม ีหนังสือ ที่ ศธ 04010/ว 3588 ลงวนั ที่ 3 ตุลาคม 2559 กําหนดตวั ช้ีวัด

หลักสูตรโรงเรยี นบานรุงสมบูรณ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2563) 21

ตอ งรูแ ละควรรู ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 เพ่อื ใหทุกโรงเรียนจัดการเรียน
การสอนไดตรงตามเปาหมายพัฒนาศักยภาพผูเรียนท่สี อดคลองกับ 5 สมรรถนะของหลกั สูตรยง่ิ ข้นึ นอกนั้นมี
การปรบั ลด ขยายโครงการการบรหิ ารจัดการเวลาเรยี นกลุมสาระการเรียนรภู าษาตางประเทศเพื่อการสื่อสาร
ทีโ่ รงเรียนสามารถใชด ลุ ยพินิจปรับเปลย่ี นไดตามความเหมาะสมแตต องไมกระทบกบั การพฒั นาผเู รยี นใหไ ด
ตามมาตรฐานการเรียนรูและตวั ชี้วัด

ประกอบกับคณะกรรมการขับเคล่ือนพ้ืนท่ีนวัตกรรมการศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ ไดประกาศรายชื่อ

สถานศกึ ษานาํ รองการดาํ เนนิ งานพน้ื ที่นวตั กรรมการศกึ ษาจังหวดั ศรีสะเกษ ปท ี่ 1 เม่อื วนั ที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖1

และวันท่ี ๒๒ มกราคม ๒๕๖๒ ซึ่งตามพระราชบัญญัติพ้ืนที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๒๐ (๔)

และมาตรา ๒๕ กําหนดใหนําหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานไปปรับใชกับการจัดการศึกษาใน

สถานศกึ ษานาํ รองใหเ หมาะสมกบั พื้นท่ีนวตั กรรมการศึกษา ครอบคลมุ สมรรถนะสําคัญของผูเรียน คุณลักษณะ

อันพึงประสงค และมาตรฐานการเรียนรู โดยตองจัดสาระการเรียนรูรายวิชาใหหลากหลายและสอดคลองกับ

ความสามารถ ความถนัดหรอื ความสนใจของผเู รยี น และสภาพภมู สิ ังคม

โรงเรียนบานรุงสมบรู ณ สาํ นกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต ๔ เปนโรงเรียนนํา
รองการดําเนินงานพ้ืนท่ีนวัตกรรมการศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ จึงไดดําเนินการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรระดับ
สถานศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕1 และเปนไปตามพระราชบัญญัติ
พื้นทนี่ วตั กรรมการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยมีการรบั ฟงความคดิ เหน็ จากผเู กีย่ วขอ งในพืน้ ท่ีแลว

วสิ ัยทศั นห ลกั สตู ร

โรงเรยี นบา นรุงสมบรู ณ จัดการศกึ ษาเพอื่ ใหน ักเรียนรูคิด จติ ใจดี มที ักษะชีวติ และทักษะอาชีพ
ใหมีคุณภาพตามมาตรฐาน สืบสานความเปนไทย ใสใจสภาพแวดลอม นอมนําหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง

หลกั การ

หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนบา นรงุ สมบูรณ คํานงึ ถงึ หลกั การที่สําคญั ดงั นี้
1. เปนหลักสูตรการศึกษาเพ่ือความเปนเอกภาพของชาติ มีมาตรฐานการเรียนรูเปนเปาหมายสําหรับ
พฒั นาเยาวชนใหมีความมคี วามรแู ละคณุ ธรรม บนพน้ื ฐานของความเปน ไทยควบคูกับความเปนสากล
2. เปนหลักสูตรการศึกษาเพ่ือปวงชน ท่ีประชาชนทุกคนจะไดรับการศึกษาอยางเสมอภาค และมี
คุณภาพอยางเทาเทียมกัน
3. เปนหลักสูตรการศึกษาที่กระจายอํานาจใหสังคมมีสวนรวมในการจัดการศึกษาใหสอดคลองกับ
สภาพความตอ งการแตล ะแหง

หลกั สตู รโรงเรียนบานรุงสมบรู ณ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 22

4. สง เสรมิ การคดิ วเิ คราะห ใหผ ูเรยี นไดพ ัฒนาและเรียนรดู วยตัวเองอยา งตอ เน่ืองตลอดชีวิตโดยถือวา
ผูเรยี นมคี วามสําคัญท่ีสุด สามารถพฒั นาไดต ามธรรมชาติและเตม็ ตามศกั ยภาพ

5. เปน หลกั สตู รที่มโี ครงสรา งยืดหยนุ ท้ังดา นสาระ เวลา และการจดั การเรยี นรู
6. เปนหลักสูตรท่ีจัดการศึกษาไดทุกรูปแบบ ครอบคลุมทุกกลุมเปาหมาย สามารถ เทียบโอนผูถือ
การเรียนรู และประสบการณ
7. เปนหลักสตู รการศกึ ษาทเี่ ปนไปตามพระราชบัญญัติพ้นื ท่ีนวัตกรรมการศกึ ษา พ.ศ.2562

จุดหมาย
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน มุง พัฒนาผเู รียนใหเปน คนดี มปี ญญา มีความสขุ มี

ศักยภาพ ในการศกึ ษาตอ และประกอบอาชีพ จึงกาํ หนดเปน จุดหมายเพ่ือใหเ กดิ กับผูเรยี น เมือ่ จบ
การศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน ดงั น้ี

1. มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา นยิ มท่พี ึงประสงค เห็นคณุ คาของตนเอง มีวินัยและปฏบิ ัตติ น
ตามหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาท่ตี นนบั ถือ ยดึ หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

2. มีความรู ความสามารถในการสอ่ื สาร การคิด การแกปญ หา การใชเทคโนโลยี และมที ักษะชวี ติ
3. มสี ุขภาพกายและสุขภาพจติ ทด่ี ี มสี ุขนิสัย และรักการออกกาํ ลังกาย
4. มีความรกั ชาติ มีจิตสาํ นกึ ในความเปน พลเมืองไทยและพลโลก ยึดม่ันในวถิ ชี ีวิตและการปกครอง
ตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตริยทรงเปน ประมขุ
5. มีจิตสํานึกในการอนรุ ักษวัฒนธรรมและภูมิปญญาไทย การอนุรักษและพัฒนาส่ิงแวดลอม มีจิต
สาธารณะทีม่ ุงทาํ ประโยชนและสรางส่งิ ที่ดงี ามในสงั คม และอยรู วมกนั ในสังคมอยา งมคี วามสขุ
6. มีลกั ษณะคนรุนใหมข องจังหวดั ศรีสะเกษ “รคู ิด จิตใจดี มที ักษะชีวิต และทักษะอาชพี ”

สมรรถนะสาํ คัญของผูเรยี น

หลักสูตรฐานสมรรถนะตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซ่ึงเปน
หลกั สูตรที่อิงมาตรฐานสากลเนนพฒั นาเดก็ ตามศักยภาพและตามความถนัดของตัวเอง ซึ่งการพัฒนาผูเรียนให
บรรลตุ ามมาตรฐานการเรียนรูท กี่ ําหนดนนั้ จะชว ยใหผ เู รยี นเกิดสมรรถนะสําคัญ 5 ประการ ดงั นี้

1. การจัดการตนเอง เปนการพัฒนาความสามารถดานรางกาย อารมณ-
จิตใจ สังคม และสติปญญา รับรูความรูสึก เห็นคุณคาของตนเอง ผูอ่ืน
และสิ่งตางๆ เพื่อการดําเนินชีวิตอยางมีเปาหมายและมีความหมาย การ
อยูรวมกันอยางภารดรภาพ ยอมรับในความแตกตาง เคารพและให
เกียรติกัน มีวินัย มีความรับผิดชอบตอตนเองและสวนรวมอยูอยาง
พอดีและพอใจ มีสติอยูเสมอ เห็นความสัมพันธเชื่อมโยงระหวางตนเอง
กบั ส่งิ ตางๆ นอ มนอบตอสรรพสง่ิ ท่เี ก้ือกูลกัน

หลักสูตรโรงเรยี นบา นรงุ สมบูรณ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 23

2. การส่ือสาร เปนความสามารถในการรับและสงสาร มีวัฒนธรรมใน
การใชภาษาถายทอดความคดิ ความรู ความเขาใจ ความรูสึก และทัศนะ
ของตนเองเพื่อแลกเปล่ียนขอมูลขาวสารและประสบการณอันจะเปน
ประโยชนตอการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาตอรองเพื่อ
ขจัดและลดปญหาความขัดแยงตาง ๆ การเลือกรับหรือไมรับขอมูล
ขาวสารดวยหลักเหตุผลและความถูกตอง ตลอดจนการเลือกใชวิธีการ
สื่อสาร ท่ีมปี ระสิทธภิ าพโดยคาํ นงึ ถึงผลกระทบท่ีมตี อตนเองและสังคม

3. การรวมพลังทํางานเปนทีม เปนความสามารถในทํางานกับผูอื่น มีการ
กําหนดเปาหมายของทีม และจัดสรรบทบาทหนาท่ีที่ชัดเจน ยอมรับ
ความแตกตาง หล ากหล ายทางความคิด คานิยม ความเชื่อ แล ะ
วัฒนธรรมเช้ือชาติ ศาสนา รวมถึงความหลากหลายอื่นๆ และใชใหเกิด
ประโยชนในการปฏิบตั ิงาน มีสวนรวมในการตัดสินใจ เคารพและปฏิบัติ
ตามขอตกลงเพ่ือบรรลุเปาหมายของทมี

4. การคิดขั้นสูง เปนความสามารถและความชํานาญในการคิดที่
ซับซอน เพ่ือใหไดคําตอบหรือบรรลุวัตถุประสงคท่ีตองการ เพื่อให
สามารถนาํ ไปใชในการแสวงหาคาํ ตอบ การตัดสินใจ และการแกปญหา

ตาง ๆ รวมท้ังมุงเนนใหเกิดทักษะการคิดวิเคราะห สังเคราะห การ
ประเมิน การคิดริเริ่มสรางสรรค การคิดแกปญหา และการคิดอยางมี
วจิ ารณญาณ

5. การเปนพลเมืองที่เขมแข็ง ความเปนพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย
สามารถแยกแยะผิดถูก ปฏิบัติตนตามสิทธิและหนาท่ีของตน โดยไม
ละเมิดสิทธิของผูอื่น เปนสมาชิกที่ดีของกลุม มีจิตอาสา รักทองถ่ินและ
ประเทศ

คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค

หลักสูตรโรงเรียนบานรุงสมบูรณ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2563) มงุ พฒั นาผเู รียนใหม ีคณุ ลักษณะ
อันพึงประสงคเพ่ือใหสามารถอยูรวมกับผูอ่ืนในสังคมไดอยางมีความสุข ในฐานะเปนพลเมืองไทยและพลโลก
ดังนี้

1. รกั ชาติ ศาสน กษตั ริย
2. ซ่อื สตั ยส จุ ริต

หลักสูตรโรงเรยี นบานรุงสมบรู ณ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2563) 24

3. มวี ินัย
4. ใฝเ รยี นรู
5. อยูอ ยางพอเพยี ง
6. มุงมนั่ ในการทาํ งาน
7. รักความเปนไทย
8. มจี ิตสาธารณะ
9. พง่ึ ตนเอง
10. กตัญูกตเวที
11. มีสัมมาคารวะ
12. ความรับผิดชอบ

สาระและมาตรฐานการเรียนรู

มาตรฐานการเรยี นรเู ปนส่งิ ที่ระบใุ หร วู าเม่ือจบการศึกษาขนั้ พื้นฐานแลวนกั เรยี นควรรูอ ะไรและทําอะไร
ไดจัดแบง เปน 8 กลมุ สาระการเรียนรู ไดแก

กลมุ สาระการเรียนรภู าษาไทย (5 สาระ 5 มาตรฐาน)

สาระที่ 1 การอา น
มาตรฐาน ท 1.1 ใชกระบวนการอานสรางความรูและความคิดเพื่อนําไปใช แกปญหา

ในการดําเนนิ ชวี ติ และมนี ิสยั รักการอาน
สาระที่ 2 การเขยี น
มาตรฐาน ท 2.1 ใชกระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ยอความ และเขียน

เรอ่ื งราวในรปู แบบตา งๆ เขยี นรายงานขอ มูลสารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคน ควาอยา งมีประสทิ ธภิ าพ
สาระท่ี 3 การฟง การดูและการพูด
มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟงและดูอยางมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู ความคิด

ความรูสึกในโอกาสตา งๆ อยา งมีวจิ ารณญาณ และสรางสรรค
สาระท่ี 4 หลักการใชภ าษาไทย
มาตรฐาน ท 4.1 เขาใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลัง

ของภาษา ภูมิปญญาทางภาษา และรักษา ภาษาไทยไวเ ปน สมบตั ิ ของชาติ
สาระท่ี 5 วรรณคดีและวรรณกรรม

หลกั สตู รโรงเรยี นบา นรงุ สมบรู ณ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2563) 25

มาตรฐาน ท 5.1 เขาใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณวรรณคดี และวรรณกรรมไทยอยางเห็น
คุณคา และนาํ มาประยุกตใ ชใ นชีวติ จรงิ

กลมุ สาระการเรียนรูคณิตศาสตร (3 สาระการเรียนรู 7 มาตรฐานการเรียนร)ู

สาระที่ 1 จํานวนและพชี คณิต
มาตรฐาน ค 1.1 เขาใจความหลากหลายของการแสดงจํานวน ระบบจํานวน การดําเนินการ

ของจาํ นวน ผลทเี่ กดิ ขนึ้ จากการดาํ เนินการสมบัติของการดาํ เนนิ การและนําไปใช
มาตรฐาน ค 1.2 เขาใจและวิเคราะหแบบรูป ความสัมพันธ ฟงกชัน ลําดับและอนุกรม และ

นําไปใช
มาตรฐาน ค 1.3 ใชนิพจน สมการ อสมการ และเมทรกิ ซ อธิบายความสมั พนั ธหรือชวยแกปญหา

ที่กาํ หนดให
สาระที่ 2 การวดั และเรขาคณติ
มาตรฐาน ค 2.1 เขาใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ตองการวัด

และนําไปใช
มาตรฐาน ค 2.2 เขาใจและวิเคราะหร ปู เรขาคณิต สมบัติของรูปเรขาคณิต ความสัมพันธระหวาง

รูปเรขาคณติ และทฤษฎีบททางเรขาคณิต และนําไปใช
สาระที่ 3 สถิตแิ ละความนา จะเปน
มาตรฐาน ค 3.1 เขาใจกระบวนการทางสถติ ิและใชความรูทางสถติ ิในการแกป ญหา
มาตรฐาน ค 3.2 เขา ใจหลักการนบั เบื้องตน ความนาจะเปน และนาํ ไปใช

กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี (4 สาระ 10 มาตรฐาน)

สาระที่ 1 วิทยาศาสตรชีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เขาใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธระหวางสิ่งไมมีชีวิตกับ

ส่ิงมีชีวิตและความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตตางๆ ในระบบนิเวศการถายทอดพลังงานการ
เปล่ียนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปญหา และผลกระทบท่ีมีตอทรัพยากรธรรมชาติ
และส่ิงแวดลอม แนวทางในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและการแกไขปญหาส่ิงแวดลอม รวมท้ังนาความรู
ไปใชประโยชน

มาตรฐาน ว 1.2 เขาใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หนวยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต การลําเลียงสารเขาและ
ออกจากเซลล ความสัมพันธของโครงสราง และหนาที่ของระบบตางๆ ของสัตวและมนุษยที่ทํางานสัมพันธกัน

หลักสูตรโรงเรยี นบานรุงสมบรู ณ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 26

ความสัมพันธของโครงสราง และหนาที่ของอวัยวะตางๆ ของพืชที่ทํางานสัมพันธกัน รวมท้ังนําความรูไปใช
ประโยชน

มาตรฐาน ว 1.3 เขา ใจกระบวนการและความสําคญั ของการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร
พันธกุ รรม การเปล่ียนแปลงทางพันธกุ รรมทม่ี ีผลตอสงิ่ มชี ีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของ
สิง่ มีชีวิต รวมทง้ั นาํ ความรูไปใชป ระโยชน

สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตรกายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เขาใจสมบัติของสสาร องคประกอบของสสาร ความสัมพันธระหวางสมบัติของ

สสารกบั โครงสรางและแรงยดึ เหนี่ยวระหวางอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร
การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี

มาตรฐาน ว 2.2 เขาใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจําวัน ผลของแรงท่ีกระทําตอวัตถุ ลักษณะ
การเคลื่อนทีแ่ บบตา งๆ ของวัตถุ รวมทง้ั นาํ ความรูไ ปใชป ระโยชน

มาตรฐาน ว 2.3 เขาใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธระหวางสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจําวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณที่เกี่ยวของ
กับเสยี ง แสง และคลื่นแมเหล็กไฟฟา รวมท้ังนาํ ความรูไปใชประโยชน

สาระท่ี 3 วทิ ยาศาสตรโลกและอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เขาใจองคประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของ เอกภพ

กาแล็กซี ดาวฤกษ และระบบสุริยะ รวมท้ังปฏิสัมพันธภายในระบบสุริยะท่ีสงผลตอสิ่งมีชีวิตและการ
ประยกุ ตใชเทคโนโลยีอวกาศ

มาตรฐาน ว 3.2 เขาใจองคประกอบและความสัมพันธของระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลง
ภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปล่ียนแปลงลม ฟา อากาศ และภูมิอากาศโลก รวมท้ัง
ผลตอ สงิ่ มชี วี ติ และสิง่ แวดลอม

สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เขาใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดํารงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง

อยางรวดเรว็ ใชความรูและทักษะทางดานวทิ ยาศาสตร คณิตศาสตร และศาสตรอ ่ืนๆ เพ่ือแกปญหาหรือพัฒนา
งานอยางมีความคิดสรางสรรคดวยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใชเทคโนโลยีอยางเหมาะสมโดย
คํานึงถงึ ผลกระทบตอ ชีวติ สังคม และสง่ิ แวดลอ ม

มาตรฐาน ว 4.2 เขาใจและใชแนวคิดเชิงคํานวณในการแกปญหาที่พบในชีวิตจริงอยางเปน
ข้ันตอนและเปนระบบ ใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู การทํางาน และการแกปญหาได
อยางมปี ระสทิ ธภิ าพ รูเ ทา ทนั และมีจริยธรรม

กลุม สาระการเรยี นรูสงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม (5 สาระ 11 มาตรฐาน)

หลักสูตรโรงเรียนบา นรุงสมบรู ณ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2563) 27

สาระที่ 1 ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม
มาตรฐาน ส 1.1 รแู ละเขาใจประวัติ ความสาํ คัญ ศาสดา หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรอื

ศาสนาท่ีตนนับถือและศาสนาอ่ืน มศี รัทธาทีถ่ ูกตอ ง ยึดมั่น และปฏบิ ตั ติ ามหลักธรรม เพื่ออยูรว มกันอยา งสันตสิ ขุ
มาตรฐาน ส1.2 เขาใจ ตระหนกั และปฏบิ ัตติ นเปน ศาสนกิ ชนท่ีดี และธาํ รงรักษา

พระพทุ ธศาสนาหรอื ศาสนาท่ีตนนบั ถือ
สาระท่ี 2 หนา ท่ีพลเมืองวัฒนธรรมและการดาํ เนินชวี ติ ในสังคม
มาตรฐาน ส 2.1 เขาใจและปฏบิ ตั ิตนตามหนาท่ีของการเปนพลเมืองดี มีคานิยมที่ดีงามและธํารง

รักษาประเพณแี ละวัฒนธรรมไทย ดาํ รงชีวติ อยรู วมกนั ในสังคมไทยและสงั คมโลกอยางสนั ตสิ ขุ
มาตรฐาน ส 2.2 เขาใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปจจุบันยึดม่ัน ศรัทธา และธํารง

รักษาไวซ งึ่ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตริยทรงเปน ประมขุ
สาระท่ี 3 เศรษฐศาสตร
มาตรฐาน ส 3.1 เขาใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการบริโภคการใช

ทรัพยากรท่ีมีอยูจํากัดไดอยางมีประสิทธิภาพและคุมคา รวมทั้งเขาใจหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง
เพือ่ การดาํ รงชีวิตอยา งมีดลุ ยภาพ

มาตรฐาน ส 3.2 เขาใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจตาง ๆ ความสัมพันธทางเศรษฐกิจ และ
ความจําเปน ของการรว มมอื กันทางเศรษฐกจิ ในสังคมโลก

สาระท่ี 4 ประวัตศิ าสตร
มาตรฐาน ส 4.1 เขาใจความหมาย ความสําคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร

สามารถใชวธิ กี ารทางประวตั ิศาสตรมาวิเคราะหเ หตุการณตางๆ อยางเปนระบบ
มาตรฐาน ส 4.2 เขาใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปจจุบัน ในดานความสัมพันธ

และการเปล่ียนแปลงของเหตุการณอยางตอเนื่อง ตระหนักถึงความสําคัญและสามารถวิเคราะหผลกระทบที่
เกดิ ขน้ึ

มาตรฐาน ส 4.3 เขาใจความเปนมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปญญาไทยมีความรัก
ความภูมิใจและธํารงความเปน ไทย

สาระที่ 5 ภูมิศาสตร
มาตรฐาน ส 5.1 เขาใจลักษณะทางกายภาพของโลกและความสัมพันธของสรรพสิ่งซ่ึงมี

ผลตอกัน ใชแผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตรในการคนหา วิเคราะห และสรุปขอมูล ตามกระบวนการทาง
ภมู ิศาสตร ตลอดจนใชภ ูมสิ ารสนเทศอยางมีประสทิ ธภิ าพ

มาตรฐาน ส 5.2 เขาใจปฏิสัมพันธระหวางมนุษยกับส่ิงแวดลอมทางกายภาพท่ีกอใหเกิดการ
สรางสรรควิถีการดาเนนิ ชวี ิต มีจิตสาํ นกึ และมสี ว นรว มในการจดั การทรพั ยากร และสง่ิ แวดลอ มเพื่อการพัฒนา
ท่ียง่ั ยนื

หลกั สตู รโรงเรียนบา นรุงสมบรู ณ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 28

กลมุ สาระการเรียนรสู ขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา (5 สาระ 6 มาตรฐาน)

สาระท่ี 1 การเจริญเติบโตและพฒั นาการของมนษุ ย
มาตรฐาน พ 1.1 เขาใจธรรมชาตขิ องการเจรญิ เติบโตและพัฒนาการของมนุษย

สาระที่ 2 ชวี ติ และครอบครวั
มาตรฐาน พ2.1เขา ใจและเห็นคุณคาตนเอง ครอบครวั เพศศกึ ษาและมีทกั ษะในการดําเนินชวี ิต

สาระที่ 3 การเคล่อื นไหว การออกกาํ ลังกาย การเลนเกม กีฬาไทย และกีฬาสากล
มาตรฐาน พ 3.1 เขา ใจ มีทักษะในการเคลอื่ นไหว กจิ กรรมทางกาย การเลน เกมและกีฬา

มาตรฐาน พ 3.2 รักการออกกําลังกาย การเลนเกม และการเลนกีฬาปฏิบัติเปนประจํา
อยางสมํ่าเสมอ มีวินัย เคารพสิทธิ กฎ กติกา มีนํ้าใจนักกีฬา มีจิตวิญญาณในการแขงขันและชื่นชมใน

สนุ ทรียภาพของการกีฬา
สาระที่ 4 การสรา งเสรมิ สขุ ภาพ สมรรถภาพและการปองกนั โรค
มาตรฐาน พ 4.1 เห็นคุณคาและมีทักษะในการสรางเสริมสุขภาพ การดํารงสุขภาพ การปองกัน

โรคและการสรางเสริมสมรรถภาพเพื่อสุขภาพ
สาระที่ 5 ความปลอดภยั ในชวี ิต
มาตรฐาน พ 5.1 ปอ งกนั และหลกี เลี่ยงปจจยั เส่ยี ง พฤติกรรมเส่ียงตอสุขภาพ อุบัติเหตุ การใชยา

สารเสพตดิ และความรนุ แรง

สาระการเรยี นรูศิลปะ (3 สาระ 6 มาตรฐาน)

สาระที่ 1 ทศั นศิลป
มาตรฐาน ศ 1.1 สรางสรรคงานทัศนศิลปตามจินตนาการ และความคิดสรางสรรค วิเคราะห

วิพากษ วิจารณคุณคางานทัศนศิลป ถายทอดความรูสึก ความคิดตองานศิลปะอยางอิสระช่ืนชมและ
ประยุกตใช ในชีวิตประจาํ วัน

มาตรฐาน ศ 1.2 เขาใจความสัมพันธระหวางทัศนศิลป ประวัติศาสตร และวัฒนธรรมเห็นคุณคา
งานทัศนศลิ ปท ่เี ปน มรดกทางวัฒนธรรมภูมปิ ญ ญาทองถนิ่ ภูมปิ ญญาไทยและสากล

สาระที่ 2 ดนตรี
มาตรฐาน ศ 2.1 เขาใจและแสดงออกทางดนตรีอยางสรางสรรค วิเคราะห วิพากษวิจารณคุณคา

ดนตรี ถายทอดความรสู ึก ความคิดตอ ดนตรีอยางอิสระ ชื่นชม และประยุกตใชในชวี ิตประจาํ วนั
มาตรฐาน ศ 2.2 เขาใจความสัมพันธระหวางดนตรี ประวัติศาสตร และวัฒนธรรม เห็นคุณคา

ของดนตรีท่ีเปนมรดกทางวฒั นธรรม ภูมิปญ ญาทอ งถิ่น ภูมปิ ญ ญาไทยและสากล
สาระที่ 3 นาฏศลิ ป

หลกั สตู รโรงเรยี นบา นรุงสมบูรณ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 29

มาตรฐาน ศ 3.1 เขาใจและแสดงออกทางนาฏศิลปอยางสรางสรรค วิเคราะห วิพากษวิจารณ
คณุ คา นาฏศลิ ป ถา ยทอดความรูสึกความคดิ อยา งอิสระช่นื ชมและประยุกตใชในชวี ติ ประจาํ วัน

มาตรฐาน ศ 3.2 เขาใจความสัมพันธระหวางนาฏศิลป ประวัติศาสตรและวัฒนธรรม เห็นคุณคา
ของนาฏศลิ ปทเ่ี ปนมรดกทางวัฒนธรรม ภมู ปิ ญ ญาทองถน่ิ ภมู ปิ ญ ญาไทยและสากล

กลุม สาระการเรียนรูก ารงานอาชีพ (2 สาระ 2 มาตรฐาน)

สาระที่ 1 การดํารงชีวิตและครอบครวั
มาตรฐาน ง 1.1 เขาใจการทํางาน มีความคิดสรางสรรค มีทักษะกระบวนการทํางาน ทักษะ

การจัดการ ทักษะกระบวนการแกปญหา ทักษะการทํางานรวมกัน และทักษะการแสวงหาความรู มีคุณธรรม

และลักษณะนิสัยในการทํางาน มีจิตสํานึกในการใชพลังงาน ทรัพยากร และส่ิงแวดลอม เพ่ือการดํารงชีวิต
และครอบครวั

สาระท่ี 2 การอาชีพ
มาตรฐาน ง 2.1 เขาใจ มที ักษะที่จําเปน มีประสบการณ เห็นแนวทางในงานอาชีพ ใชเทคโนโลยี

เพอื่ พฒั นาอาชีพมคี ณุ ธรรมและมีเจตคตทิ ี่ดตี ออาชีพ

สาระการเรียนรูภาษาตางประเทศ (4 สาระ 8 มาตรฐาน)

สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสอ่ื สาร
มาตรฐาน ต 1.1 เขาใจและตคี วามเรื่องทีฟ่ ง และอา นจากสื่อประเภทตาง ๆ และแสดงความคิดเห็น

อยางมเี หตุผล
มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปล่ียนขอมูลขาวสาร แสดงความรูสึก

และความคิดเหน็ อยา งมีประสิทธิภาพ
มาตรฐาน ต 1.3 นําเสนอขอมูลขาวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเร่ืองตาง ๆ โดย

การพูดและการเขียน
สาระที่ 2 ภาษาและวฒั นธรรม
มาตรฐาน ต 2.1 เขาใจความสัมพันธระหวางภาษากับวัฒนธรรมของเจาของภาษา และนําไปใช

ไดอยา งเหมาะสมกับกาลเทศะ
มาตรฐาน ต 2.2 เขาใจความเหมือนและความแตกตางระหวางภาษาและวัฒนธรรมของเจาของ

ภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนํามาใชอ ยางถูกตองและเหมาะสม
สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพนั ธก บั กลมุ สาระการเรียนรอู น่ื

หลกั สตู รโรงเรียนบา นรุงสมบรู ณ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 30

มาตรฐาน ต 3.1 ใชภาษาตางประเทศในการเช่ือมโยงความรูกับกลุมสาระการเรียนรูอ่ืน และเปน
พน้ื ฐานในการพฒั นา แสวงหาความรู และเปดโลกทศั นของตน

สาระที่ 4 ภาษากบั ความสัมพนั ธก ับชมุ ชนและโลก
มาตรฐาน ต 4.1 ใชภ าษาตางประเทศในสถานการณตางๆท้งั ในสถานศึกษา ชุมชน และสงั คม
มาตรฐาน ต 4.2 ใชภาษาตางประเทศเปนเคร่ืองมือพ้ืนฐานในการศึกษาตอ การประกอบอาชีพ

และการแลกเปล่ยี นเรยี นรูก บั สงั คมโลก

โครงสรา งหลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นบา นรงุ สมบรู ณ

หลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนบานรุงสมบูรณ พุทธศักราช 2553
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ
ปรับปรุง พุทธศักราช 2563) ไดกําหนดโครงสรางของหลักสูตร
สถานศึกษา เพ่ือใหผูสอนและผูท่ีเก่ียวของในการจัดการเรียนรูตาม
หลกั สูตรของสถานศึกษามีแนวปฏิบัติ ดังน้ี

ระดับการศึกษา

หลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนบานรุงสมบูรณ พุทธศักราช 2563
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ
ปรับปรงุ พทุ ธศกั ราช 2563) จดั ระดับการศกึ ษา ดงั น้ี

ระดับประถมศึกษา (ชั้นประถมศึกษาปท่ี 1 – 6) การศึกษาระดับนี้

เปนชวงแรกของการศึกษา ภาคบังคับ มุงเนนทักษะพ้ืนฐาน

ดานการอาน การเขียน การคิดคํานวณ ทักษะการคิดพ้ืนฐาน การ

ติดตอ สื่อสาร กระบวนการเรียนรูทางสังคม และพื้นฐานความเปนมนุษย

การพัฒนาคุณภาพชีวิตอยางสมบูรณและสมดุล ทั้งในดานรางกาย

สติปญญา อารมณ สังคม และวัฒนธรรม โดยเนนจัดการเรียนรูแบบ

บูรณาการ

หลกั สตู รโรงเรยี นบานรงุ สมบูรณ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 31

ระดับประถมศึกษา (ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 – 3) การศึกษาภาค
บังคับ มุงเนนทักษะพ้ืนฐานดานการอาน การเขียน การคิดคํานวณ
ทักษะการคิดพื้นฐาน การติดตอส่ือสาร กระบวนการเรียนรูทางสังคม
และทักษะอาชีพในการพัฒนาคุณภาพชีวิตอยางสมบูรณและสมดุล ท้ัง
ในดานรางกาย สติปญญา อารมณ สังคม และวัฒนธรรม โดยเนน
จัดการเรยี นรูแ บบบรู ณาการ

การจดั เวลาเรยี น

หลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนบานรุงสมบูรณ พุทธศักราช 2563

ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ

ปรับปรุง พุทธศักราช 2560) ไดจัดเวลาเรียนตามกลุมสาระการเรียนรู

8 กลุมสาระ และกิจกรรมพัฒนาผูเรียน โดยจัดใหเหมาะสมตามบริบท

จดุ เนน ของโรงเรียน และสภาพ ของผูเรียน ดงั น้ี

ระดับประถมศึกษา (ช้นั ประถมศึกษาปท่ี 1-6) จัดเวลาเรียนเปนรายป โดยมีเวลาเรียนวัน

ละไมเกิน 5 ชั่วโมง และระดับมัธยมศึกษาตอนตน (ช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 1 – 3 ) จัดเวลาเรียนเปนรายป

โดยมีเวลาเรียนวนั ละไมเ กนิ 6 ช่ัวโมง

โครงสรางหลักสตู ร

หลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนบานรุงสมบูรณ พุทธศักราช 2553

ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ

ปรับปรุง พุทธศักราช 2563) ประกอบดวยโครงสรางเวลาเรียน

และโครงสรา งหลักสูตรช้ันป ดังน้ี

1. เวลาเรียน เปนโครงสรางท่ีแสดงรายละเอียดในภาพรวม
โครงสรางเวลาเรียนของแตละกลุมสาระการเรียนรู 8 กลุมสาระ ที่เปน
เวลาเรียนรายวิชาพ้ืนฐาน เวลาเรียนรายวิชาเพิ่มเติม และเวลาในการ
จัดกิจกรรมพัฒนาผูเรียน จําแนกแตละช้ันป ในระดับประถมศึกษา
ดงั นี้

โครงสรา งหลกั สตู รสถานศึกษา โรงเรยี นบา นรุงสมบรู ณ พทุ ธศกั ราช 2553

(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2563) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551

หลักสตู รโรงเรียนบา นรงุ สมบูรณ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.2563) 32

โครงสรา งเวลาเรยี นระดบั ประถมศึกษา

กลุมสาระการเรียนรู/กิจกรรม เวลาเรยี น
ระดับประถมศกึ ษา
 กลุม สาระการเรยี นรู(พนื้ ฐาน) ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6
ภาษาไทย
คณิตศาสตร 200 200 200 160 160 160
วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี 200 200 200 160 160 160
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 80 80 80 80 80 80
 ประวตั ิศาสตร 40 80 80 120 120 120
สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา 40 (40) (40) (40) (40) (40)
ศลิ ปะ 20 20 20 80 80 80
การงานอาชีพ 20 20 20 80 80 80
ภาษาตา งประเทศ 40 40 40 80 80 80
รวมเวลาเรียน(พ้ืนฐาน) 200 200 200 80 80 80
รายวิชาเพิม่ เติม 840 840 840 840 840 840
หนา ท่พี ลเมือง
 กจิ กรรมพัฒนาผูเรยี น 40 40 40 40 40 40
 กจิ กรรมแนะแนว
 กิจกรรมนักเรยี น 30 30 30 30 30 30

- กิจกรรมลกู เสือ-เนตรนารี 40 40 40 40 40 40
- กิจกรรมชุมนุม 40 40 40 40 40 40
 กจิ กรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชน 10 10 10 10 10 10
รวมเวลาเรยี นกจิ กรรมพฒั นาผเู รยี น 120 120 120 120 120 120
รวมเวลาเรียนทงั้ หมด 1,000 1,000 1,000 1,000 1,000 1,000

หลกั สูตรโรงเรยี นบานรงุ สมบรู ณ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2563) 33

โครงสรา งหลกั สตู รสถานศึกษา โรงเรยี นบา นรุงสมบรู ณ พทุ ธศกั ราช 2553

(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2563) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551
โครงสรา งเวลาเรยี นระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน

กลมุ สาระการเรียนรู/กจิ กรรม เวลาเรยี น
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน
 กลุมสาระการเรียนรู(พ้นื ฐาน) ม. 1 ม. 2 ม. 3
ภาษาไทย
คณติ ศาสตร 120 (3 นก.) 120 (3 นก.) 120 (3 นก.)
วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี 120 (3 นก.) 120 (3 นก.) 120 (3 นก.)
สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม 120 (3 นก.) 120 (3 นก.) 120 (3 นก.)
 ประวัตศิ าสตร 160 (4 นก.) 160 (4 นก.) 160 (4 นก.)
สขุ ศึกษาและพลศึกษา 40 (1 นก.) 40 (1 นก.) 40 (1 นก.)
ศลิ ปะ
การงานอาชีพ 80 (2 นก.) 80 (2 นก.) 80 (2 นก.)
ภาษาตางประเทศ 80 (2 นก.) 80 (2 นก.) 80 (2 นก.)
รวมเวลาเรยี น(พนื้ ฐาน) 80 (2 นก.) 80 (2 นก.) 80 (2 นก.)
รายวชิ าเพม่ิ เติม 120 (3 นก.) 120 (3 นก.) 120 (3 นก.)
o หนา ที่พลเมือง 880 (22 นก.) 880 (22 นก.) 880 (22 นก.)
o ภาษาไทย (เพ่ิมเตมิ )
o คอมพวิ เตอร (เพ่มิ เตมิ ) 40 (1 นก.) 40 (1 นก.) 40 (1 นก.)
o คณติ ศาสตร (เพม่ิ เติม) 80 (2 นก.) 80 (2 นก.) 80 (2 นก.)
 กิจกรรมพัฒนาผเู รยี น 40 (1 นก.) 40 (1 นก.) 40 (1 นก.)
 กิจกรรมแนะแนว 40 (1 นก.) 40 (1 นก.) 40 (1 นก.)
 กิจกรรมนักเรยี น
35 35 35
- กจิ กรรมลกู เสือ-เนตรนารี
40 40 40

หลกั สตู รโรงเรียนบา นรงุ สมบรู ณ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 34

- กจิ กรรมชมุ นุม 30 30 30

 กจิ กรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน 15 15 15

รวมเวลาเรยี นกจิ กรรมพฒั นาผูเรียน 120 120 120

รวมเวลาเรยี นท้งั หมด 1,200 1,200 1,200

โครงสรางหลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นบา นรงุ สมบรู ณ

ระดบั ประถมศกึ ษา ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ี่ 1

รายวชิ า/กิจกรรม เวลาเรียน
(ชม./ป)
รายวิชาพืน้ ฐาน
ท11101 ภาษาไทย 840
ค11101 คณิตศาสตร 200
ว11101 วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี 200
ส11101 สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 80
ส11102 ประวัติศาสตร 40
พ11101 สุขศกึ ษาและพลศึกษา 40
ศ11101 ศลิ ปะ 20
ง11101 การงานอาชพี 20
อ11101 ภาษาองั กฤษพ้ืนฐาน 40
200
รายวิชาเพมิ่ เติม 40
ส11231 หนา ที่พลเมือง 40
120
กิจกรรมพัฒนาผเู รียน 40

• กจิ กรรมแนะแนว 40

• กิจกรรมนักเรียน
ลูกเสือ

หลกั สูตรโรงเรียนบานรงุ สมบูรณ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.2563) 35

ชมุ นมุ 30
• กจิ กรรมเพื่อสงั คมและสาธารณประโยชน 10
1,000
รวมเวลาเรียน

โครงสรางหลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนบา นรงุ สมบรู ณ

ระดบั ประถมศกึ ษา ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 2

รายวิชา/กิจกรรม เวลาเรยี น
(ชม./ป)
ท11101 รายวชิ าพื้นฐาน
ค11101 ภาษาไทย 840
ว11101 คณิตศาสตร 200
ส11101 วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี 200
ส11102 สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม 80
พ11101 ประวตั ศิ าสตร 40
ศ11101 สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา 40
ง11101 ศิลปะ 20
อ11101 การงานอาชพี 20
ภาษาอังกฤษพ้นื ฐาน 40
200
รายวชิ าเพมิ่ เติม 40

หลกั สูตรโรงเรียนบา นรงุ สมบูรณ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 36

ส11231 หนา ทพ่ี ลเมือง 40
กิจกรรมพฒั นาผูเรยี น 120
40
• กจิ กรรมแนะแนว
• กจิ กรรมนักเรยี น 40
30
ลูกเสอื 10
ชมุ นุม 1,000
• กจิ กรรมเพือ่ สังคมและสาธารณประโยชน

รวมเวลาเรียน

หลกั สูตรโรงเรียนบานรุงสมบูรณ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2563) 37

โครงสรางหลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นบา นรงุ สมบรู ณ

ระดบั ประถมศกึ ษา ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ี่ 3

รายวชิ า/กจิ กรรม เวลาเรียน
(ชม./ป)
รายวิชาพืน้ ฐาน
ท13101 ภาษาไทย 840
ค13101 คณติ ศาสตร 200
ว13101 วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี 200
ส13101 สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม 80
ส13102 ประวตั ศิ าสตร 40
พ13101 สุขศึกษาและพลศึกษา 40
ศ13101 ศลิ ปะ 20
ง13101 การงานอาชีพ 20
อ13101 ภาษาองั กฤษพ้นื ฐาน 40
200
รายวิชาเพิ่มเติม 40
ส13233 หนาทพ่ี ลเมือง 40
120
กจิ กรรมพฒั นาผูเ รยี น 40

• กิจกรรมแนะแนว 40
30
• กจิ กรรมนักเรยี น 10
ลูกเสือ
ชมุ นุม 1,000

• กิจกรรมเพอื่ สงั คมและสาธารณประโยชน
รวมเวลาเรยี น

หลกั สตู รโรงเรยี นบานรุงสมบรู ณ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.2563) 38

โครงสรางหลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนบา นรงุ สมบรู ณ

ระดบั ประถมศกึ ษา ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ี่ 4

รายวชิ า/กิจกรรม เวลาเรยี น
(ชม./ป)
รายวิชาพ้นื ฐาน
ท14101 ภาษาไทย 840
ค14101 คณิตศาสตร 160
ว14101 วทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี 160
ส14101 สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม 80
ส14102 ประวตั ศิ าสตร 80
พ14101 สุขศึกษาและพลศึกษา 40
ศ14101 ศลิ ปะ 80
ง14101 การงานอาชพี 80
อ14101 ภาษาองั กฤษพืน้ ฐาน 80
80
รายวชิ าเพิม่ เติม 40
ส14234 หนาทีพ่ ลเมือง 40
120
กิจกรรมพฒั นาผูเรยี น 40

• กิจกรรมแนะแนว 40
30
• กิจกรรมนักเรยี น 10
ลูกเสอื -เนตรนารี
ชมุ นุม

• กจิ กรรมเพอื่ สงั คมและสาธารณประโยชน

หลกั สตู รโรงเรยี นบา นรงุ สมบูรณ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2563) 39
1,000
รวมเวลาเรยี น

โครงสรางหลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นบา นรงุ สมบรู ณ

ระดบั ประถมศกึ ษา ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 5

รายวิชา/กิจกรรม เวลาเรียน
(ชม./ป)
ท15101 รายวิชาพ้นื ฐาน
ค15101 ภาษาไทย 840
ว15101 คณติ ศาสตร 160
ส15101 วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี 160
ส15102 สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 80
พ15101 ประวัตศิ าสตร 80
ศ15101 สุขศึกษาและพลศึกษา 40
ง15101 ศิลปะ 80
อ15101 การงานอาชพี 80
ภาษาอังกฤษพืน้ ฐาน 80
ส15235 80
รายวชิ าเพิ่มเติม 40
หนา ที่พลเมือง 40
120
กจิ กรรมพฒั นาผเู รยี น

หลกั สตู รโรงเรียนบา นรุงสมบูรณ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2563) 40

• กจิ กรรมแนะแนว 40
• กจิ กรรมนักเรยี น
40
ลูกเสือ-เนตรนารี 30
ชุมนุม 10
• กิจกรรมเพือ่ สังคมและสาธารณประโยชน 1,000

รวมเวลาเรียน

โครงสรางหลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนบา นรงุ สมบรู ณ

ระดบั ประถมศกึ ษา ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ี่ 6

รายวิชา/กิจกรรม เวลาเรียน
(ชม./ป)
ท16101 รายวชิ าพื้นฐาน
ค16101 ภาษาไทย 840
ว16101 คณติ ศาสตร 160
ส16101 วทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ส16102 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 160
พ16101 ประวัติศาสตร 80
สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา
80
40

80

หลกั สตู รโรงเรียนบานรุงสมบูรณ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 41

ศ16101 ศลิ ปะ 80
ง16101 การงานอาชพี 80
อ16101 ภาษาองั กฤษพนื้ ฐาน 80
40
รายวชิ าเพ่ิมเติม 40
ส16236 หนา ทพี่ ลเมือง 120
40
กิจกรรมพัฒนาผูเรียน
• กจิ กรรมแนะแนว 40
• กิจกรรมนักเรียน 30
10
ลูกเสือ-เนตรนารี 1,000
ชุมนมุ
• กิจกรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณประโยชน

รวมเวลาเรยี น

โครงสรางหลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนบา นรงุ สมบรู ณ

ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปท ่ี 1

ภาคเรียนที่ 1 เวลาเรยี น ภาคเรียนที่ 2 เวลาเรยี น

หลักสูตรโรงเรียนบา นรุงสมบูรณ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 42

รายวชิ าพน้ื ฐาน (นก./ชม.) รายวิชาพนื้ ฐาน (นก./ชม.)
11 (440) 11 (440)
ท21101 ภาษาไทย 1.5 (60) ท21102 ภาษาไทย 1.5 (60)
1.5 (60) 1.5 (60)
ค21101 คณติ ศาสตร ค21102 คณิตศาสตร
1.5 (60) 1.5 (60)
ว21101 วิทยาศาสตร ว21102 วทิ ยาศาสตร
และเทคโนโลยี 1.5 (60) และเทคโนโลยี 1.5 (60)

ส21101 สังคมศึกษา ศาสนา 0.5 (20) ส21103 สังคมศึกษา ศาสนา 0.5 (20)
และวัฒนธรรม 1.0 (40) และวฒั นธรรม 1.0 (40)
1.0 (40) 1.0 (40)
ส21102 ประวตั ศิ าสตร 1.0 (40) ส21104 ประวัติศาสตร 1.0 (40)
1.5 (60) 1.5 (60)
พ21101 สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา 2.5 (100) พ21102 สุขศกึ ษาและพลศึกษา 2.5 (100)
0.5 (20) 0.5 (20)
ศ21101 ทศั นศิลป 1.0 (40) ศ21102 ดนตรี-นาฏศลิ ป 1.0 (40)
0.5 (20) 0.5 (20)
ง21101 การงานอาชพี ง21102 การงานอาชพี
0.5 (20) 0.5 (20)
อ21101 ภาษาอังกฤษ 60 อ21102 ภาษาองั กฤษ 60
20 15
รายวชิ าเพิม่ เติม รายวิชาเพ่ิมเติม
20 20
ส21231 หนาทพ่ี ลเมือง 15 ส21232 หนา ที่พลเมือง 15
5 10
ท21201 ภาษาไทย ท21202 ภาษาไทย
600 600
ง 21241 คอมพิวเตอร ง 21242 คอมพวิ เตอร

(เพิ่มเติม) (เพิ่มเตมิ )

ค21201 คณติ ศาสตร(เพิ่มเติม) ค21202 คณติ ศาสตร(เพ่ิมเตมิ )

กจิ กรรมพัฒนาผเู รียน กิจกรรมพัฒนาผูเ รียน

• กจิ กรรมแนะแนว • กจิ กรรมแนะแนว

• กจิ กรรมนักเรียน • กิจกรรมนักเรียน

ลกู เสือ / เนตรนารี ลกู เสือ / เนตรนารี

ชมุ นุม ชมุ นุม

• กจิ กรรมเพอ่ื สงั คมและ • กจิ กรรมเพือ่ สงั คมและ

สาธารณประโยชน สาธารณประโยชน

รวมเวลาเรยี น รวมเวลาเรยี น

หลกั สูตรโรงเรียนบานรุงสมบรู ณ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 43

ระดับชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 2

ภาคเรียนที่ 1 เวลาเรียน ภาคเรียนที่ 2 เวลาเรยี น
(นก./ชม.) (นก./ชม.)
รายวชิ าพ้ืนฐาน 11 (440) รายวิชาพน้ื ฐาน 11 (440)
1.5 (60) 1.5 (60)
ท22101 ภาษาไทย 1.5 (60) ท22102 ภาษาไทย 1.5 (60)

ค22101 คณติ ศาสตร 1.5 (60) ค22102 คณติ ศาสตร 1.5 (60)

ว22101 วทิ ยาศาสตร 1.5 (60) ว22102 วิทยาศาสตร 1.5 (60)
และเทคโนโลยี และเทคโนโลยี
0.5 (20) 0.5 (20)
ส22101 สังคมศึกษา ศาสนา 1.0 (40) ส22103 สงั คมศึกษา ศาสนา 1.0 (40)
และวฒั นธรรม 1.0 (40) และวัฒนธรรม 1.0 (40)
1.0 (40) 1.0 (40)
ส22102 ประวัติศาสตร 1.5 (60) ส22104 ประวตั ศิ าสตร 1.5 (60)
2.5 (100) 2.5 (100)
พ22101 สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา 0.5 (20) พ22102 สุขศึกษาและพลศึกษา 0.5 (20)
1.0 (40) 1.0 (40)
ศ22101 ทัศนศลิ ป 0.5 (20) ศ22102 ดนตรี-นาฏศิลป 0.5 (20)

ง22101 การงานอาชพี 0.5 (20) ง22102 การงานอาชพี 0.5 (20)
60 60
อ22101 ภาษาองั กฤษ 20 อ22102 ภาษาองั กฤษ 15

รายวชิ าเพิ่มเติม 20 รายวิชาเพ่ิมเติม 20
15 15
ส22233 หนา ท่พี ลเมือง 5 ส22234 หนาทีพ่ ลเมือง 10

ท21201 ภาษาไทย 600 ท21201 ภาษาไทย 600

ง 21241 คอมพิวเตอร ง 21241 คอมพิวเตอร

(เพิ่มเตมิ ) (เพ่ิมเตมิ )

ค21201 คณิตศาสตร(เพิ่มเตมิ ) ค21201 คณิตศาสตร(เพ่ิมเตมิ )

กิจกรรมพัฒนาผูเรียน กจิ กรรมพัฒนาผูเรยี น

• กิจกรรมแนะแนว • กิจกรรมแนะแนว

• กิจกรรมนักเรียน • กจิ กรรมนักเรยี น

ลูกเสอื / เนตรนารี ลกู เสือ / เนตรนารี

ชมุ นุม ชุมนุม

• กิจกรรมเพ่ือสงั คมและ • กิจกรรมเพื่อสงั คมและ

สาธารณประโยชน สาธารณประโยชน

รวมเวลาเรยี น รวมเวลาเรียน

หลกั สูตรโรงเรยี นบา นรงุ สมบูรณ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2563) 44

ระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาปที่ 3

ภาคเรียนท่ี 1 เวลาเรียน ภาคเรียนท่ี 2 เวลาเรยี น
(นก./ชม.) (นก./ชม.)
11 (440)
รายวชิ าพนื้ ฐาน 11 (440) รายวชิ าพนื้ ฐาน 1.5 (60)
1.5 (60)
ท23101 ภาษาไทย 1.5 (60) ท23102 ภาษาไทย
1.5 (60)
ค23101 คณติ ศาสตร 1.5 (60) ค23102 คณิตศาสตร
1.5 (60)
ว23101 วทิ ยาศาสตร 1.5 (60) ว23102 วทิ ยาศาสตร
และเทคโนโลยี และเทคโนโลยี 0.5 (20)
1.0 (40)
ส23101 สังคมศึกษา ศาสนา 1.5 (60) ส23103 สังคมศึกษา ศาสนา 1.0 (40)
และวัฒนธรรม และวฒั นธรรม 1.0 (40)
1.5 (60)
ส23102 ประวตั ศิ าสตร 0.5 (20) ส23104 ประวัตศิ าสตร 2.5 (100)
0.5 (20)
พ23101 สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา 1.0 (40) พ23102 สุขศึกษาและพลศึกษา 1.0 (40)
0.5 (20)
ศ23101 ทัศนศลิ ป 1.0 (40) ศ23102 ดนตรี-นาฏศิลป 0.5 (20)

ง23101 การงานอาชพี 1.0 (40) ง23102 การงานอาชีพ 60
15
อ23101 ภาษาองั กฤษ 1.5 (60) อ23102 ภาษาองั กฤษ
20
รายวิชาเพ่ิมเติม 2.5 (100) รายวิชาเพ่ิมเติม

ส23235 หนาทพ่ี ลเมือง 0.5 (20) ส23236 หนาทพ่ี ลเมือง

ท21201 ภาษาไทย 1.0 (40) ท21201 ภาษาไทย

ง 21241 คอมพิวเตอร (เพ่มิ เตมิ ) 0.5 (20) ง 21241 คอมพิวเตอร (เพิม่ เติม)

ค21201 คณิตศาสตร(เพ่ิมเติม) 0.5 (20) ค21201 คณิตศาสตร(เพ่ิมเติม)

กจิ กรรมพัฒนาผูเรยี น 60 กิจกรรมพัฒนาผูเ รยี น

• กิจกรรมแนะแนว 20 • กจิ กรรมแนะแนว

• กิจกรรมนักเรยี น • กิจกรรมนักเรยี น

ลูกเสอื / เนตรนารี 20 ลูกเสอื / เนตรนารี

หลกั สตู รโรงเรยี นบานรุงสมบูรณ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2563) 45

ชมุ นมุ 15 ชุมนมุ 15
5 10
• กิจกรรมเพอ่ื สังคมและ • กิจกรรมเพือ่ สังคมและ
สาธารณประโยชน 600 สาธารณประโยชน 600
รวมเวลาเรยี น รวมเวลาเรียน

รายวิชาพนื้ ฐาน กลมุ สาระการเรียนรภู าษาไทย
ท11101 ภาษาไทย
ท12101 ภาษาไทย ระดับประถมศึกษา
ท13101 ภาษาไทย
ท14101 ภาษาไทย จาํ นวน 200 ชัว่ โมง
ท15101 ภาษาไทย จํานวน 200 ช่ัวโมง
ท16101 ภาษาไทย จํานวน 200 ชัว่ โมง
จํานวน 160 ชัว่ โมง
รายวิชาพื้นฐาน จํานวน 160 ชั่วโมง
ท21101 ภาษาไทย จํานวน 160 ช่ัวโมง
ท21102 ภาษาไทย
ท22101 ภาษาไทย ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน
ท22102 ภาษาไทย
ท23101 ภาษาไทย จํานวน 60 ช่วั โมง 1.5 หนวยกติ
ท23102 ภาษาไทย จาํ นวน 60 ชัว่ โมง 1.5 หนว ยกิต
จํานวน 60 ชั่วโมง 1.5 หนวยกิต
จํานวน 60 ช่ัวโมง 1.5 หนวยกิต
จํานวน 60 ชวั่ โมง 1.5 หนว ยกิต
จํานวน 60 ช่ัวโมง 1.5 หนว ยกิต

หลกั สูตรโรงเรียนบา นรงุ สมบูรณ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 46

ท11101 ภาษาไทย

รายวชิ าพื้นฐาน กลุม สาระการเรยี นรภู าษาไทย

ชัน้ ประถมศกึ ษาปท ี่ 1 เวลา 200 ช่ัวโมง

___________________________________________________________________________

อา นออกเสียงคาํ คําคลอ งจอง ขอความสั้น ๆ เร่ืองส้ัน ๆ งาย ๆ บอกความหมายของคํา ขอความ

บอกขอคิด ตอบคําถาม เลาเรื่องยอ คาดคะเนเหตุการณจากเรื่องท่ีอาน บอกความหมายของเคร่ืองหมาย

หรือสัญลักษณสาํ คญั ทีพ่ บเห็นในชวี ติ ประจําวัน มีมารยาทในการอาน

คัดลายมือดวยตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนส่ือสารดวยคําและประโยคงาย ๆ มีมารยาทใน

การเขยี น

ฟงคําแนะนํา คําส่ังงาย ๆ และปฏิบัติตาม ตอบคําถาม เลาเรื่องท่ีฟงและดูทั้งท่ีเปนความรู

ความบันเทิง พูดแสดงความคิดเห็นและความรูสึกจากเร่ืองท่ีฟงและดู พูดส่ือสารไดตามวัตถุประสงค มี

มารยาทในการฟง การดูและการพูด บอกขอคิดท่ีไดจากการอานและการฟงวรรณกรรมรอยแกวและรอย

กรอง ทองจําบทอาขยานตามท่ีกําหนดและบทรอยกรองตามความสนใจ

เขยี นพยัญชนะไทย สระ วรรณยุกต เลขไทย เขียนสะกดคํา เรียบเรียงคําเปนประโยคงาย ๆ ตอ

คําคลองจองงาย ๆ เขียนส่ือสารเรื่องที่อานแลวเขาใจสามารถนําไปใชในชีวิตประจําวัน คัดลายมือดวยตัว

บรรจงเตม็ บรรทัด ถกู ตองสวยงาม

หลกั สูตรโรงเรยี นบานรงุ สมบูรณ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.2563) 47

ใชก ระบวนการคิด ทักษะการส่ือสาร สรุป วิเคราะหขอมูลจากเรื่องและสื่อตาง ๆ ที่อาน ฟง และดู
เพื่อใหเ กิดความรูความเขาใจ สามารถสื่อสารสิ่งท่ีเรียนรู มีความสามารถในการแยกแยะ ตัดสินใจนําไปใชใน
ชีวิตประจําวนั ไดอยางภาคภูมิใจ รักความเปนไทย ชาติ ศาสน กษัตริย ซ่ือสัตยมีวินัย ใฝเรียนรู อยูอยาง
พอเพยี ง มงุ มั่นทํางานและมีจติ สาธารณะ

รหัสตวั ชี้วดั
ท 1.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4, ป.1/5, ป.1/6, ป.1/7, ป.1/8
ท 2.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3
ท 3.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4, ป.1/5
ท 4.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4
ท 5.1 ป.1/1, ป.1/2
รวมทั้งหมด 22 ตัวช้ีวัด

หลักสูตรโรงเรยี นบา นรงุ สมบูรณ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2563) 48

ท12101 ภาษาไทย

รายวิชาพืน้ ฐาน กลุมสาระการเรยี นรูภาษาไทย

ชั้นประถมศกึ ษาปท ่ี 2 เวลา 200 ช่ัวโมง

___________________________________________________________________________

อานออกเสียงคํา คําสัมผัสคลองจอง ขอความและบทรอยกรองงาย ๆ อธิบายความหมายของคํา

และขอความท่ีอาน ต้ังคําถามและตอบคําถามเก่ียวกับเร่ืองท่ีอาน ระบุใจความสําคัญและรายละเอียดจาก

เรื่องท่ีอาน แสดงความคิดเห็นและคาดคะเนเหตุการณจากเร่ืองท่ีอาน อานหนังสือจากความสนใจอยาง

สมํ่าเสมอและนําเสนอเร่ืองท่ีอาน อานขอเขียนเชิงอธิบายและปฏิบัติตามคําส่ังหรือขอแนะนํา มีมารยาทใน

การอา น

คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนเรื่องสั้น ๆ เก่ียวกับประสบการณ เขียนเรื่องสั้น ๆ ตาม

จนิ ตนาการ มีมารยาทในการเขียน

ฟงคําแนะนํา คําสั่งท่ีซับซอนและปฏิบัติตาม เลาเรื่องที่ฟงและดู ทั้งท่ีเปนความรูและความบันเทิง

บอกสาระสาํ คัญของเรือ่ งท่ีฟง และดู ตั้งคาํ ถามและตอบคําถามเก่ียวกับเร่ืองที่ฟงและดู พูดแสดงความคิดเห็น

และความรสู กึ จากเร่อื งทฟ่ี ง และดู พดู สอ่ื สารไดช ดั เจนตรงตามวตั ถุประสงค มีมารยาทในการฟง การดู การ

พูด บอกและเขยี นพยญั ชนะ สระ วรรณยุกตและเลขไทย เขียนสะกดคําและบอกความหมายของคํา เรียบ

เรียงคําและประโยคตามเจตนาของการส่ือสาร บอกลักษณะคําคลองจอง เลือกใชภาษาไทยมาตรฐาน และ

ภาษาถ่ินไดเ หมาะสมกับกาลเทศะ

ระบุขอ คดิ ท่ไี ดจากการอานหรือการฟงวรรณกรรมสําหรับเด็ก เพื่อนําไปใชในชีวิตประจําวัน รองบท

รอยกรองเลนสําหรับเด็กในทองถิ่น ทองจําบทอาขยานตามที่กําหนดและบทรอยกรองท่ีมีคุณคาตามความ

สนใจ

โดยใชกระบวนการคิด ทักษะการสื่อสาร สรุป วิเคราะหขอมูลจากเรื่องและสื่อตาง ๆ ท่ีอาน ฟง

และดู เพื่อใหเกิดความรูความเขาใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู มีความสามารถในการแยกแยะ ตัดสินใจ

นําไปใชใ นชวี ิตประจาํ วันไดอ ยางภาคภูมิใจ รักความเปนไทย ชาติ ศาสน กษัตริย ซ่ือสัตยมีวินัย ใฝเรียนรู

อยูอ ยา งพอเพยี ง มงุ ม่นั ทาํ งานและมจี ติ สาธารณะ

รหัสตวั ช้ีวดั
ท 1.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4, ป.2/5, ป.2/6, ป.2/7, ป.2/8
ท 2.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4
ท 3.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4, ป.2/5, ป.2/6, ป.2/7
ท 4.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4, ป.2/5ท 5.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3
รวมท้ังหมด 27 ตัวช้ีวดั

หลักสูตรโรงเรียนบานรงุ สมบูรณ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2563) 49

ท13101 ภาษาไทย

รายวิชาพื้นฐาน กลมุ สาระการเรียนรภู าษาไทย

ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี 3 เวลา 200 ชั่วโมง

___________________________________________________________________________

อานออกเสียงคํา ขอความ เร่ืองส้ัน ๆ และบทรอยกรองอยางงายไดอยางคลองแคลว อธิบาย

ความหมายของคําและขอความท่ีอาน ตั้งคําถามและตอบคําถามเชิงเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องที่อาน ลําดับ

เหตกุ ารณและคาดคะเนเหตุการณจากเรื่องที่อาน โดยระบุเหตุผลประกอบ สรุปความรูและขอคิดจากเร่ืองท่ี

อานเพื่อนําไปใชในการอานหนังสือตามความสนใจอยางสม่ําเสมอและนําเร่ืองที่อานขอเขียนเชิงอธิบายและ

ปฏิบัติตามคําส่ังหรือขอแนะนํา อธิบายความหมายของขอมูลจากแผนภาพ แผนท่ี แผนภูมิ มีมารยาทใน

การอาน

คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยายเก่ียวกับส่ิงใดสิ่งหน่ึงไดอยางชัดเจน เขียนบันทึก

ประจําวัน เขียนจดหมายลาครู เขียนเร่ืองตามจินตนาการ มีมารยาทในการเขียน เลา

รายละเอยี ดเกีย่ วกบั เรอ่ื งท่ฟี งและดู ท้ังทเ่ี ปน ความรแู ละบนั เทงิ บอกสาระสําคัญจากการฟง การดู

ต้ังคําถามและตอบคําถามเก่ียวกับเร่ืองท่ีฟงและดู พูดแสดงความคิดเห็นและความรูสึกจากเรื่องท่ีฟงและดู

พูดส่ือสารไดช ดั เจนตามวัตถปุ ระสงค มีมารยาทในการฟง การดู การพูด

เขียนสะกดคําและบอกความหมายของคํา ระบุชนิดและหนาที่ของคําในประโยค ใช

พจนานุกรมคนหาความหมายของคํา แตงประโยคงาย ๆ แตงคําคลองจองและคําขวัญ เลือกใชภาษาไทย

มาตรฐานและภาษาถ่ินไดเ หมาะสมกับกาลเทศะ

ระบุขอคิดท่ีไดจากการฟงวรรณกรรม เพ่ือนําไปใชในชีวิตประจําวัน รูจักเพลงพ้ืนบานและเพลง

กลอมเด็ก เพ่ือปลูกฝงความชื่นชมวัฒนธรรมทองถ่ิน แสดงความคิดเห็นเก่ียวกับวรรณคดีท่ีอาน ทองจําบท

อาขยานตามท่กี าํ หนดและบทรอ ยกรองที่มีคณุ คาตามความสนใจ

โดยใชกระบวนการคิด ทักษะการส่ือสาร สรุป วิเคราะหขอมูลจากเร่ือง และสื่อตาง ๆ ท่ีอาน ฟง

และดู เพ่ือใหเกิดความรูความเขาใจ สามารถส่ือสารสิ่งท่ีเรียนรู มีความสามารถในการแยก ตัดสินนําไปใช

ชีวติ ประจาํ วันไดอยางภาคภูมิใจ รักความเปนไทย ชาติ ศาสน กษัตริย ซ่ือสัตยมีวินัย ใฝเรียนรู อยูอยาง

พอเพยี ง มงุ มั่นทาํ งานและมจี ิตสาธารณะ

รหสั ตวั ช้ีวัด
ท 1.1 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4, ป.3/5, ป.3/6, ป.3/7, ป.3/8, ป.3/9
ท 2.1 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4, ป.3/5, ป.3/6 ท 3.1 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4, ป.3/5, ป.3/6

ท 4.1 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4, ป.3/5, ป.3/6 ท 5.1 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4
รวมทั้งหมด 31 ตัวชี้วัด

หลกั สตู รโรงเรยี นบา นรุงสมบูรณ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2563) 50

รายวชิ าพ้ืนฐาน ท14101 ภาษาไทย
ชน้ั ประถมศึกษาปท่ี 4 กลมุ สาระการเรยี นรภู าษาไทย
เวลา 160 ชั่วโมง

อานออกเสียงบทรอยแกวและบทรอยกรองไดถูกตองตามหลักการอาน อธิบายความหมายของ

คํา ประโยค สาํ นวน จากเรอื่ งทอี่ า น อา นเรอื่ งสัน้ ตามเวลาทีก่ าํ หนดและตอบคําถาม จบั ใจความสําคญั

แยกขอเทจ็ จรงิ และขอคดิ เหน็ คาดคะเนเหตุการณ โดยระบุเหตุผลประกอบ สรุปความรูและขอคิด

จากเร่ืองที่อานเพ่ือนําไปใชในชีวิตประจําวัน อานหนังสือท่ีมีคุณคาตามความสนใจอยางสม่ําเสมอและแสดง

ความคดิ เห็นเกี่ยวกบั เร่ืองทอ่ี าน มนี ิสยั รักการอานและมีมารยาทในการอาน

คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและคร่ึงบรรทัดตามรูปแบบการเขียนอักษรไทย เขียนส่ือสารโดย

ใชคําใหถูกตองชัดเจนและเหมาะสม เขียนแผนภาพโครงเรื่องและแผนภาพความคิดเพ่ือใชพัฒนางาน

เขียน เขยี นยอความจากเรื่องส้ัน ๆ เขียนจดหมายถึงเพ่ือนและบิดามารดา เขียนบันทึกและเขียนรายงาน

จากการศึกษาคนควา เร่ืองราวจากจินตนาการ มีนิสัยรักการเขียนและมีมารยาทการเขียน จําแนก

ขอเท็จจริง และขอคิดเห็นจากเร่ืองที่ไดฟงหรือดูในชีวิตประจําวัน พูดสรุปความ พูดแสดงความรู ความ

คิดเห็นและความรูสึกจากเร่ืองท่ีฟงและดู โดยต้ังคําถามและตอบคําถามเชิงเหตุผล จากเร่ืองท่ีฟงและดู

รายงานเรือ่ งหรอื ประเด็นที่ศึกษาจากการฟง และดู และการสนทนา มีมารยาทในการฟง และการพูด

สะกดคําและบอกความหมายของคําในบริบทตาง ๆ ระบุชนิดและหนาท่ีของคําในประโยค ใช

พจนานุกรมคนหาความหมายของคํา แตงประโยคไดถูกตองตามหลักภาษา แตงบทรอยกรอง และคําขวัญ

บอกความหมายของสาํ นวนทเี่ ปน คาํ พังเพยและสภุ าษติ เปรยี บเทยี บภาษาไทยมาตรฐานกบั ภาษาถิน่

ระบุขอ คดิ จากนิทานพื้นบานหรอื นิทานคติธรรม อธิบายขอคิดจากการอานเพื่อนําไปใชในชีวิตจริง

รองเพลงพื้นบาน ทองจําบทอาขยานตามทีก่ ําหนดและบทรอยกรองท่ีมีคุณคาตาม ความ

สนใจ โดยใชกระบวนการคิด ทักษะการสื่อสาร สรุป วิเคราะหขอมูลจากเร่ืองและส่ือตาง ๆ ท่ีอานฟงและดู

เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจสามารถส่ือสารส่ิงท่ีเรียนรู มีความสามารถในการแยกแยะ ตัดสินใจนําไปใช

ซือ่ สัตยม ีวินยั ใฝเ รยี นรู อยูอ ยางพอเพียง มุงมั่นในการทํางาน

รหัสตวั ชี้วดั
ท 1.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4, ป.4/5, ป.4/6, ป.4/7, ป.4/8
ท 2.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4, ป.4/5, ป.4/6, ป.4/7, ป.4/8
ท 3.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4, ป.4/5, ป.4/6
ท 4.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4, ป.4/5, ป.4/6, ป.4/7
ท 5.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4
รวมท้ังหมด 33 ตวั ชี้วดั


Click to View FlipBook Version