The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rachanichonboonsong3, 2022-09-14 07:48:16

หลักสูตรโรงเรียนบ้านโพนข่า

CA บ้านโพนข่า

หลกั สูตรโรงเรยี นบา นรุงสมบรู ณ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2563) 51

รายวชิ าพน้ื ฐาน ท15101 ภาษาไทย
ช้นั ประถมศึกษาปท ่ี 5 กลมุ สาระการเรียนรภู าษาไทย
เวลา 160 ช่ัวโมง

อานออกเสียงบทรอยแกวและบทรอยกรองไดถูกตอง อธิบายความหมายของคํา ประโยคและ
ขอความท่ีเปน การบรรยาย และการพรรณนา อธบิ ายความหมายโดยนัยจากเรื่องที่อานอยางหลากหลายแยก
ขอเท็จจริง และขอคิดเห็น จากเรื่องที่อาน วิเคราะหและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องท่ีอานเพื่อนําไปใช
ในการดําเนนิ ชีวติ

อานงานเขียนเชิงอธิบาย คําส่ัง ขอแนะนํา และปฏิบัติตามอานหนังสือท่ีมีคุณคาตามความสนใจ อยาง
สมํา่ เสมอและแสดงความคดิ เหน็ เก่ียวกับเรอื่ งที่อา น มีนสิ ัยรักการอา นและมมี ารยาทในการอา น

คัดลายมือตัวบรรจงคร่ึงบรรทัด เขียนส่ือสารโดยใชถอยคําถูกตอง ชัดเจน เหมาะสม และ
สละสลวย เขียนบรรยาย ประสบการณโดยระบุ สาระสําคัญ และรายละเอียดสนับสนุน เขียนเรียงความ
เขยี นยอความจากเรอ่ื งทอ่ี า น เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสาระจากส่ือท่ีไดรับ เขียนจดหมายสวนตัวและ
จดหมายกิจธุระ เขียนรายงานการศึกษาคนควา และโครงงาน มีนิสัยรักการเขียน และมีมารยาทในการ
เขียน

บอกและเขยี นพยัญชนะ สระ วรรณยกุ ตและเลขไทย เขยี นสะกดคําและบอกความหมายของคํา
เขียนเรียงความเปน ประโยคงาย ๆ ตอคําคลองจองงาย ๆ พูดแสดงความรู ความคิดเห็น และความรูสึกจาก
เร่อื งท่ฟี งและดู ตั้งคําถามและตอบคําถามเชิงเหตุผลจากเร่ืองท่ีฟงและดู วิเคราะหความนาเช่ือถือจากเร่ืองที่
ฟงและดูอยางมีเหตุผล พูดรายงานเร่ืองหรือประเด็นท่ีศึกษาคนควาจากการฟง การดู และการสนทนา มี
มารยาทในการฟง การดู และการพดู

สรุปเรื่องจากวรรณคดีหรือวรรณกรรมท่ีอาน ระบุความรูและขอคิดจากการอานวรรณคดีและ
วรรณกรรมท่ีสามารถนําไปใชชีวิตจริง อธิบายคุณคาของวรรณคดีและวรรณกรรม ทองจําบทอาขยานตามที่
กําหนดและบทรอยกรองที่มีคุณคาตามความสนใจ โดยใชกระบวนการคิด ทักษะการสื่อสาร สรุปวิเคราะห
ขอมูลจากเรื่องและสื่อตาง ๆ ที่อานฟงและดู เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจสามารถส่ือสารส่ิงท่ีเรียนรู มี
ความสามารถในการแยกแยะ ตัดสินใจนําไปใชในชีวิตประจําวันไดอยางภาคภูมิใจ รักความเปนไทย ชาติ
ศาสน กษัตรยิ  ซื่อสตั ย มวี ินยั ใฝเ รยี นรู อยอู ยางพอเพยี ง มุงมนั่ ทาํ งานและมีจติ สาธารณะ

รหัสตวั ชี้วัด
ท 1.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5, ป.5/6, ป.5/7, ป.5/8
ท 2.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5, ป.5/6, ป.5/7, ป.5/8, ป.5/9
ท 3.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5
ท 4.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5, ป.5/6, ป.5/7

หลกั สูตรโรงเรยี นบา นรุงสมบูรณ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 52

ท 5.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4
รวมท้ังหมด 33 ตัวชี้วดั

หลกั สตู รโรงเรียนบา นรุงสมบรู ณ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2563) 53

ท16101 ภาษาไทย

รายวชิ าพื้นฐาน กลมุ สาระการเรยี นรูภาษาไทย

ชัน้ ประถมศึกษาปท่ี 6 เวลา 160 ชั่วโมง

__________________________________________________________________________

อานออกเสียงบทรอยแกวและบทรอยกรองไดถูกตอง อธิบายความหมายของคํา ประโยคและ
ขอความท่ีเปนโวหาร อานเรื่องส้ัน ๆ อยางหลากหลายโดยจับเวลา แลวถามเกี่ยวกับเรื่องท่ีอาน แยก
ขอเท็จจริงและขอคิดเห็นจากเร่ืองที่อาน อธิบายการนําความรูและความคิดจากเร่ืองท่ีอานไปตัดสินใจ
แกปญหาในการดําเนินชีวิต อานงานเขียนเชิงอธิบาย คําส่ัง ขอแนะนํา และปฏิบัติตาม อธิบายความหมาย
ของขอมูลจากการอานแผนผัง แผนที่ แผนภูมิ และกราฟ อานหนังสือตามความสนใจ และอธิบายคุณคาที่
ไดร ับ มีมารยาทในการอาน

คดั ลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัด เขียนสื่อสารเขียนแผนภาพโครงเรื่อง เขียน
เรียงความ เขียนยอความ เขียนจดหมายสวนตัว กรอกแบบรายการตาง ๆ เขียนตามจินตนาการ และ มี
มารยาทในการเขยี น

พูดแสดงความรู ความเขาใจ ต้ังคําถาม ถามตอบเชิงเหตุผล วิเคราะหความนาเชื่อถือจากการฟง
และดูส่ือโฆษณาอยางมีเหตุผล พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษาคนควาจากการฟง การดู และการ
สนทนา พดู โนม นาวอยา งมเี หตุผลและนา เชื่อถอื มีมารยาทในการฟง การดู และการพูด

วิเคราะหชนิดและหนาที่ของคําไดเหมาะสมกับกาลเทศะ รวบรวม บอกความหมายของคํา
ภาษาตางประเทศ ที่ใชในภาษาไทย ระบุลักษณะของประโยค แตงบทรอยกรอง วิเคราะหเปรียบเทียบ
สาํ นวน สุภาษิต คาํ พังเพย

แสดงความคดิ เหน็ จากวรรณคดี วรรณกรรม เลานทิ านพ้ืนบานมาประยุกตใชในชีวิตจริง ทองจํา
บทอาขยานและบทรอ ยกรองไดอยา งมีคุณคา

โดยใชกระบวนการคิด ทกั ษะการสื่อสาร สรุปวเิ คราะหขอมูลจากเร่ืองและส่ือตาง ๆ ท่ีอาน ฟง
และดู เพ่ือใหเกิดความรู ความเขาใจสามารถส่ือสารสิ่งที่เรียนรู มีความสารถในการแยกแยะ ตัดสินใจ
นาํ ไปใชในชวี ติ ประจาํ วันไดอยางภาคภูมิใจ รกั ความเปนไทย ชาติ ศาสน กษัตริย ซ่ือสัตยมีวินัย ใฝเรียนใฝรู
อยูอยา งพอเพียง มุงม่ันทาํ งานและมีจิตสาธารณะ

รหัสตวั ชี้วดั
ท 1.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6, ป.6/7, ป.6/8, ป.6/9
ท 2.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6, ป.6/7, ป.6/8, ป.6/9
ท 3.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6
ท 4.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6

หลักสูตรโรงเรยี นบา นรงุ สมบูรณ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 54

ท 5.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4
รวมทั้งหมด 34 ตัวช้ีวัด

หลกั สตู รโรงเรียนบา นรงุ สมบรู ณ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 55

ท 21101 ภาษาไทย

รายวิชาพื้นฐาน กลุมสาระการเรียนรูภ าษาไทย

ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท่ี 1 ภาคเรียนที่ 1 เวลาเรียน 60 ช่ัวโมง/ ภาคเรยี น(จาํ นวน 1.5 หนวยกติ )

___________________________________________________________________________

อานออกเสียงบทรอยแกวที่เปนบทบรรยายและบทรอยกรอง ไดถูกตองเหมาะสม กับเร่ืองที่

อาน จบั ใจความสาํ คญั จากเรื่องท่ีอาน ระบุเหตุและผล และขอเท็จจริง กับขอคิดเห็นจากเรื่องท่ีอานตีความ

คาํ ยากในเอกสาร วชิ าการ โดยพจิ ารณาจากบริบทระบุขอ สงั เกตและความสมเหตุสมผลของงานเขียนประเภทชัก

จูงโนมนาวใจ ปฏิบัติตามคูมือแนะนําวิธีการใชงาน ของเคร่ืองมือหรือเครื่องใชในระดับท่ียากข้ึน วิเคราะหคุณ

คาท่ีไดรับจากการอานงานเขียนอยางหลากหลาย เพื่อนําไปใชแกปญหาในชีวิต มีนิสัยรักการอานและมี

มารยาทในการอา น

คัดลายมือตัวบรรจงคร่ึงบรรทัด เขียนส่ือสารโดยใชถอยคํา ถูกตอง ชัดเจน เหมาะสม และ

สละสลวย เขียนบรรยาย ประสบการณโดยระบสุ าระสาํ คัญ และรายละเอียดสนับสนุน เขียนเรียงความ เขียน

ยอความจากเร่ืองที่อานเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสาระจากสื่อที่ไดรับ เขียนจดหมายสวนตัวและ

จ ด ห ม า ย ล า กิ จ มี นิ สั ย รั ก ก า ร เ ขี ย น แ ล ะ มี ม า ร ย า ท ก า ร เ ขี ย น

พูดสรุปใจความสําคัญของเร่ืองที่ฟงและดู เลาเรื่องยอจากเรื่องท่ีฟงและดู พูดแสดงความ

คิดเห็นอยางสรางสรรคเก่ียวกับเร่ือง ท่ีฟงและดู ประเมินความนาเชื่อถือของส่ือที่มีเน้ือหาโนมนาวใจ พูด

รายงานเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษาคนควาจากการฟง การดู และการสนทนา มีมารยาทในการฟง การดู และ

การพูด

อธิบายลักษณะ ของเสียง ในภาษาไทยสรา งคาํ ในภาษาไทย วิเคราะหช นดิ และหนาทขี่ องคําใน

ประโยควิเคราะหความแตกตางของภาษาพูดและภาษาเขียน แตงบทรอยกรองจําแนก และใชสํานวนท่ีเปน

คําพังเพย และสภุ าษิต

สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อาน วิเคราะหวรรณคดีและวรรณกรรมท่ีอานพรอมยก

เหตุผลประกอบอธิบายคุณคาของวรรณคดีและวรรณกรรมที่อานสรุปความรูและขอคิดจากการอาน เพื่อ

ประยุกตใชในชีวิตจริงทองจําบทอาขยานตามที่กําหนด และบทรอยกรองท่ีมีคุณคาตามความสนใจโดยใช

กระบวนการคิด ทักษะการสื่อสาร สรุป วิเคราะหขอมูลจากเร่ืองและสื่อตาง ๆ ท่ีอานฟงและดูเพื่อใหเกิด

ความรู ความเขาใจสามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู มีความสามารถในการแยกแยะ ตัดสินใจ ซ่ือสัตยมีวินัย ใฝ

เรยี นรู มุง ม่นั ในการทํางาน

รหสั ตัวชี้วัด
ท 1.1 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7, ม.1/8, ม.1/9

ท 2.2 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7, ม.1/8, ม.1/9

หลกั สตู รโรงเรยี นบานรุงสมบรู ณ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 56

ท 3.1 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6
ท 4.1 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6
ท 5.1 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5
รวมท้ังหมด 35 ตัวชีว้ ัด

หลักสตู รโรงเรยี นบา นรุงสมบูรณ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.2563) 57

ท 21102 ภาษาไทย

รายวิชาพ้นื ฐาน กลุมสาระการเรยี นรภู าษาไทย

ชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี 1 ภาคเรียนท่ี 2 เวลาเรยี น 60 ชว่ั โมง/ ภาคเรยี น(จํานวน 1.5 หนว ยกิต)

___________________________________________________________________________

อานออกเสียงบทรอยแกวที่เปนบทบรรยายและบทรอยกรอง ไดถูกตองเหมาะสม กับเร่ืองที่

อา น จบั ใจความสาํ คญั จากเร่ืองท่ีอาน ระบุเหตุและผล และขอเท็จจริง กับขอคิดเห็นจากเร่ืองท่ีอานตีความ

คํายากในเอกสาร วิชาการ โดยพิจารณาจากบริบท ระบุขอสังเกตและความสมเหตุสมผลของงานเขียนประเภท

ชักจูงโนมนาวใจ วิเคราะหคุณคาท่ีไดรับจากการอานงานเขียนอยางหลากหลาย เพ่ือนําไปใชแกปญหาใน

ชีวติ มนี สิ ัยรักการอา นและมีมารยาทในการอา น

เขียนสื่อสารโดยใชถอยคํา ถูกตอง ชัดเจน เหมาะสม และสละสลวย เขียนบรรยาย

ประสบการณโดยระบสุ าระสําคญั และรายละเอียดสนับสนุน เขียนยอความจากเรื่องที่อานเขียนแสดงความ

คิดเห็นเก่ียวกับสาระจากส่ือท่ีไดรับ เขียนรายงานการศึกษาคนควา และโครงงาน มีนิสัยรักการเขียน และมี

มารยาทการเขยี น

พูดสรุปใจความสําคัญของเร่ืองท่ีฟงและดู เลาเรื่องยอจากเรื่องที่ฟงและดู พูดแสดงความ

คิดเห็นอยางสรางสรรคเกี่ยวกับเรื่อง ที่ฟงและดู ประเมินความนาเชื่อถือของส่ือที่มีเน้ือหาโนมนาวใจ พูด

รายงานเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษาคนควาจากการฟง การดู และการสนทนามีมารยาทในการฟง การดู และ

การพูด

สรางคํา ในภาษาไทย วิเคราะหชนิดและหนาท่ีของคําในประโยค แตงบทรอยกรองจําแนก

และใชสาํ นวนทเี่ ปน คําพงั เพย และสภุ าษติ

สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมท่ีอาน วิเคราะหวรรณคดีและวรรณกรรมท่ีอานพรอมยก

เหตุผลประกอบอธิบายคุณคาของวรรณคดีและวรรณกรรมท่ีอานสรุปความรูและขอคิดจากการอาน เพ่ือ

ประยุกตใชในชีวิตจริงทองจําบทอาขยานตามท่ีกําหนด และบทรอยกรองท่ีมีคุณคาตามความสนใจโดยใช

กระบวนการคิด ทักษะการสื่อสาร สรุป วิเคราะหขอมูลจากเรื่องและส่ือตาง ๆ ท่ีอานฟงและดูเพื่อใหเกิด

ความรู ความเขาใจสามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู มีความสามารถในการแยกแยะ ตัดสินใจนําไปใช ใฝเรียนรู

อยูอ ยา งพอเพียง มุงม่ันในการทาํ งาน

รหสั ตวั ช้ีวดั
ท 1.1 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7, ม.1/8, ม.1/9
ท 2.2 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7, ม.1/8, ม.1/9
ท 3.1 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6
ท 4.1 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6
ท 5.1 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5

หลักสูตรโรงเรยี นบานรงุ สมบูรณ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2563) 58

รวมทั้งหมด 35 ตัวชวี้ ดั

ท 22101 ภาษาไทย

รายวิชาพนื้ ฐาน กลุม สาระการเรียนรูภาษาไทย

ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ี่ 2 ภาคเรียนที่ 1 เวลา 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน(จาํ นวน 1.5 หนวยกิต)

___________________________________________________________________________

อานออกสียงบทรอยแกว แล ะบทรอยกรองไดถูกตอง เหมาะส มกับเร่ืองท่ีอาน
จับใจความสําคัญ สรุปความ และอธิบายรายละเอียดจากเร่ืองท่ีอาน อภิปรายแสดงความคิดเห็นและขอ
โตแยง เกยี่ วกับเรอื่ งทอี่ า น

คัดลายมือตัวบรรจงครึ่งบรรทัด เขียนบรรยายและพรรณนา เขียนเรียงความ เขียนยอความ
เขียนจดหมายกิจธรุ ะ

พูดสรุปใจความสําคัญของเรื่องท่ีฟงและดูใหถูกตอง วิเคราะหขอเท็จจริง ขอคิดเห็นและความ
นา เชอื่ ถอื ของขา วสารจากส่อื ตาง ๆ

สรางคําในภาษาไทย วิเคราะหโครงสรางประโยคสามัญ ประโยครวม และประโยค
ซอ นได

สรุปเนื้อหาในวรรณคดี และวรรณกรรมที่อานในระดับท่ียากข้ึน วิเคราะหและวิจารณวรรณคดี
วรรณกรรม และวรรณกรรมทอ งถน่ิ ทอี่ า นพรอมทั้งยกเหตุผลประกอบ อธิบายความคุณคาของวรรณคดี และ
วรรณกรรมท่ีอาน สรุปความรูและขอคิดจากการอานไปประยุกตใชในชีวิตจริง ทองจําบทอาขยานตามท่ี
กาํ หนดและบทรอ ยกรองทีม่ ีคุณคา ตามความสนใจไดถูกตองและถูกวธิ ี

รหสั ตวั ชี้วัด
ท 1.1 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4
ท 2.1 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/6
ท 3.1 ม.2/1, ม.2/2
ท 4.1 ม.2/1, ม.2/2
ท 5.1 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4
รวมทั้งหมด 16 ตัวชวี้ ดั

หลักสตู รโรงเรยี นบานรุงสมบรู ณ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 59

ท 22102 ภาษาไทย

รายวิชาพน้ื ฐาน กลุมสาระการเรียนรภู าษาไทย

ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 2 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลา 60 ชัว่ โมง/ภาคเรยี น(จาํ นวน 1.5 หนวยกติ )

___________________________________________________________________________

วิเคราะหและจําแนกขอเท็จจริงขอมูลสนับสนุน และขอคิดเห็นจากบทความที่อาน ระบุขอสังเกต
การชวนเชื่อ การโนมนาว หรือความสมเหตุสมผลของการเขียน อานหนังสือ บทความ หรือคําประพันธ
อยางหลากหลาย และประเมินคุณคาหรือแนวคิดที่ไดจากการอาน เพ่ือนําไปใชแกปญหาในชีวิต มีมารยาท
ในการอา น

เขียนยอความ เขียนรายงานการศึกษาคนควา เขียนวิเคราะห วิจารณ และแสดงความรู ความ
คิดเห็น หรอื โตแยงในเร่ืองทอ่ี านอยางมีเหตผุ ล มีมารยาทในการเขียน

วิเคราะหและวิจารณเรื่องท่ีฟง และดูอยางมเี หตผุ ล เพ่ือนําขอคิดมาประยุกตใชในการดําเนินชีวิต
ได พูดในโอกาสตาง ๆ ไดต รงตามวัตถุประสงค พูดรายงานเร่ืองหรือประเด็นที่ศึกษาคนควาจากการฟง การ
ดู และการสนทนา มมี ารยาทในการฟง การดู และการพดู

แตงบทรอยกรอง ใชคําราชาศัพท รวบรวม และอธิบายความหมายของคําภาษาตางประเทศที่
ใชใ นภาษาไทย

ทองจาํ บทอาขยานตามที่กาํ หนด และบทรอ ยกรองทมี่ ีคณุ คาตามความสนใจ

รหสั ตวั ช้ีวดั
ท 1.1 ม.2/5, ม.2/6, ม.2/7, ม.2/8
ท 2.1 ม.2/4, ม.2/5, ม.2/7, ม.2/8
ท 3.1 ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5, ม.2/6
ท 4.1 ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5
ท 5.1 ม.2/5
รวมทั้งหมด 16 ตวั ชี้วัด

หลักสูตรโรงเรยี นบา นรงุ สมบรู ณ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2563) 60

ท 23101 ภาษาไทย

รายวชิ าพ้ืนฐาน กลมุ สาระการเรียนรภู าษาไทย

ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 3 ภาคเรียนที่ 1 เวลา 60 ชั่วโมง/ภาคเรยี น (จํานวน 1.5 หนว ยกิต)

___________________________________________________________________________

อานออกเสียงบทรอยแกวและบทรอยกรองไดถูกตอง ระบุความแตกตางของคําที่มีความหมาย
โดยตรงและความหมายโดยนัย ระบุใจความสําคัญและรายละเอียดของขอมูลที่สนับสนุนจากเร่ืองท่ีอาน แลว
เขยี นกรอบแนวคดิ ผงั ความคดิ บนั ทกึ ยอ ความ และรายงานได
มีมารยาทในการอา น

คัดลายมือตัวบรรจงคร่ึงบรรทัด เขียนขอความโดยใชถอยคําตามระดับภาษาไดถูกตอง เขียน
ชีวประวัติ อัตชีวประวัติโดยเลาเหตุการณขอคิดเห็นและโตแยงอยางมีเหตุผลและเขียนรายงานการศึกษา
คน ควา และจดั ทําโครงงานได

แสดงความคิดเห็นและประเมินเรื่องจากการฟงและดู วิเคราะหวิจารณเร่ืองที่ฟงและดูเพ่ือนําขอคิด
มาประยกุ ตใ ชในการดาํ เนินชีวติ พดู รายงานเรอ่ื งหรอื ประเดน็ ที่ศึกษาคนควาจากการฟง การดูและการสนทนา
และพดู ในโอกาสตางๆไดตรงตามวัตถุประสงค

จําแนกและใชภาษาตางประเทศที่ใชในภาษาไทย วิเคราะหโครงสรางประโยคซับซอนและวิเคราะห
ระดับภาษาได

สรุปเนื้อหาวรรณคดี วรรณกรรม และวรรณกรรมทองถิ่นในระดับที่ยากยิ่งข้ึนวิเคราะหวิถีไทยและ
คุณคาจากวรรณคดีและวรรณกรรมท่ีอานสรุปความรูและขอคิดเห็นจากการอานเพ่ือนําไปประยุกตใชในชีวิต
จริงและทองจําพรอมบอกคุณคาบทอาขยานตามที่กําหนดและบทรอยกรองที่มีคุณคาตามความสนใจและ
นาํ ไปใชอ า งอิงได

รหัสตัวชี้วัด
ท 1.1 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/4
ท 2.1 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/6, ม.3/9
ท 3.1 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/4
ท 4.1 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3
ท 5.1 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/4
รวมท้ังหมด รวม 20 ตวั ชี้วดั

หลักสูตรโรงเรยี นบา นรุงสมบูรณ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.2563) 61

ท 23102 ภาษาไทย

รายวชิ าพ้นื ฐาน กลมุ สาระการเรยี นรภู าษาไทย

ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลา 60ชั่วโมง/ภาคเรียน (จาํ นวน 1.5 หนวยกิต)

______________________________________________________________________

วิเคราะห วิจารณ และประเมินเรื่องที่อานโดยใชกลวิธีการเปรียบเทียบเพ่ือใหผูอานเขาใจไดดีข้ึน
ประเมินความถูกตองของขอมูลที่ใชในการสนับสนุนในเร่ืองท่ีอาน วิจารณความสมเหตุสมผลการลําดับความ
และความเปนไปไดของเรอ่ื ง วิเคราะห เพ่ือแสดงความคิดเห็นโตแยงเกี่ยวกับเร่ืองที่อาน ตีความและประเมิน
คณุ คาที่ไดจ ากงานเขยี นอยา งหลากหลายเพ่ือนาํ ไปใชแ กป ญหาในชีวติ ได

เขียนยอความ เขียนจดหมายกิจธุระ เขียนวิเคราะห วิจารณและแสดงความรูความคิดเห็น หรือ
โตแยงในเร่ืองตางๆได กรอกแบบสมัครงาน พรอมเขียนบรรยายเก่ียวกับความรูและทักษะของตนเองท่ี
เหมาะสมกับงานและมมี ารยาทในการเขียน

พูดโนมนาวโดยนําเสนอหลักฐานตามลําดับเน้ือหาอยางมีเหตุผลและนาเชื่อถือ มีมารยาทในการฟง
การดู และการพดู

ใชคาํ ทับศัพทและศพั ทบัญญัติ อธบิ ายความหมายคาํ ศพั ททางวิชาการและวชิ าชีพ
แตงบทรอ ยกรองได

รหัสตัวช้ีวดั
ท 1.1 ม.3/5, ม.3/6, ม.3/7, ม.3/8, ม.3/9, ม.3/10
ท 2.1 ม.3/4, ม.3/5, ม.3/7, ม.3/8, ม.3/10
ท 3.1 ม.3/5, ม.3/6
ท 4.1 ม.3/4, ม.3/5, ม.3/6
รวมท้ังหมด 16 ตวั ชี้วดั

หลักสตู รโรงเรียนบานรุงสมบูรณ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2563) 62

กลมุ สาระการเรยี นรูคณิตศาสตร

รายวิชาพนื้ ฐาน ระดบั ประถมศกึ ษา
ค11101 คณติ ศาสตร
ค12101 คณติ ศาสตร จํานวน 200 ชวั่ โมง
ค13101 คณติ ศาสตร จาํ นวน 200 ช่วั โมง
ค14101 คณิตศาสตร จาํ นวน 200 ชั่วโมง
ค15101 คณิตศาสตร จํานวน 160 ชว่ั โมง
ค16101 คณติ ศาสตร จํานวน 160 ชั่วโมง
จํานวน 160 ช่ัวโมง
รายวชิ าพน้ื ฐาน ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน
ค21101 คณติ ศาสตร
ค21102 คณติ ศาสตร จํานวน 60 ชัว่ โมง 1.5 หนว ยกิต
ค22101 คณิตศาสตร จํานวน 60 ช่ัวโมง 1.5 หนวยกติ
ค22102 คณติ ศาสตร จํานวน 60 ช่ัวโมง 1.5 หนว ยกติ
ค23101 คณิตศาสตร จํานวน 60 ชวั่ โมง 1.5 หนว ยกิต
ค23102 คณติ ศาสตร จาํ นวน 60 ชว่ั โมง 1.5 หนว ยกิต
จาํ นวน 60 ชั่วโมง 1.5 หนว ยกิต

รายวิชาเพ่มิ เติม จาํ นวน 40 ชว่ั โมง 1 หนว ยกติ
ค21201 คณิตศาสตร จาํ นวน 40 ช่ัวโมง 1 หนว ยกติ
ค22201 คณิตศาสตร จํานวน 40 ช่วั โมง 1 หนว ยกิต

ค23201 คณติ ศาสตร

หมายเหตุ
คําอธบิ ายรายวิชาทเี่ ปนตวั หนังสือตัวหนาเปนสาระการเรียนรูทองถนิ่ สาระเพิ่มเติม

หลักสูตรโรงเรยี นบา นรงุ สมบรู ณ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 63

ค11101 คณติ ศาสตร

รายวชิ าพืน้ ฐาน กลุมสาระการเรียนรคู ณติ ศาสตร

ช้นั ประถมศึกษาปท ี่ 1 เวลา 200 ช่ัวโมง

___________________________________________________________________________

จาํ นวนและการดาํ เนนิ การ

เขียนและอา นตัวเลขฮินดอู ารบกิ ตัวเลขไทย แสดงปริมาณของสิ่งของหรือจํานวนนับ การนับเพิ่มที

ละ 1 ทีละ 2 การนบั ลดทีละ 1 เขยี นตัวเลขแสดงจํานวนในรูปกระจาย

เปรยี บเทยี บและเรียงลําดบั จํานวนนับ บอกหลักและคาของเลขโดดในแตละหลัก การใชเคร่ืองหมาย

= ≠ > < บวก ลบ และบวกลบระคน บอกความหมายของการบวก การลบ การใชเครื่องหมาย +

เครื่องหมาย - การบวกท่ีไมมีการทด การลบที่ไมมีการกระจาย การบวกลบระคน วิเคราะหและหา

คําตอบของโจทยปญหา การบวก การลบ การบวกลบระคนของจํานวนนับไมเกินหน่ึงรอยและศูนย การ

สรางโจทยป ญหาการบวก การลบ

การวดั

บอกความยาว น้าํ หนัก ปรมิ าตร ความจุ โดยใชหนวยที่ไมใ ชหนวยมาตรฐานการเปรยี บเทียบ

ความยาว (สงู กวา เตี้ยกวา ยาว สนั้ กวา ยาวเทากัน สงู เทากนั ) เปรียบเทียบนาํ้ หนกั (หนกั กวา เบา

กวา หนักเทากัน) ปริมาตรและความจุ (มากกวา นอยกวา เทากนั จมุ ากกวาจนุ อยกวา จุเทากนั )

วัดความยาว ช่ัง ตวงโดยใชหนวยที่ไมใชหนวยมาตรฐาน บอกชวงเวลาในแตละวัน (กลางวัน

กลางคนื เชา สายเทยี่ ง บา ย เย็น) จํานวนวันและช่อื วันในสปั ดาห

เรขาคณติ

จาํ แนกรูปสามเหล่ยี ม รปู สีเ่ หลี่ยม รูปวงกลม รปู วงรี รูปสามเหล่ยี ม รปู สี่เหลย่ี ม

รูปวงกลม รปู วงรี

พชี คณิต

บอกจํานวนความสัมพันธในแบบรูปของจํานวนท่ีเพิ่มขึ้นทีละ 1 ทีละ 2 และลดลงทีละ 1 และ

ความสัมพนั ธใ นแบบรปู ของรปู ทีม่ ีรปู รา ง ขนาดหรือสที ี่สมั พนั ธก ันอยา งใดอยา งหนง่ึ

ทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร

ใชว ธิ ีการที่หลากหลาย ใชความรู ทกั ษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรใ นการแกป ญหาใน

สถานการณตาง ๆ ไดอยางเหมาะสม ใหเ หตผุ ลประกอบการตดั สนิ ใจ และสรปุ ผลไดอยางเหมาะสม ใชภาษา

และสญั ลักษณท างคณิตศาสตรในการสอื่ สาร การสอ่ื ความหมาย และการนําเสนอไดอ ยางถกู ตอง เช่ือมโยง

ความรตู าง ๆ ในคณติ ศาสตรแ ละเช่ือมโยงคณติ ศาสตรกบั ศาสตรอ่ืน ๆ มคี วามคิดรเิ ร่ิมสรา งสรรค

คุณลกั ษณะที่พึงประสงค

หลักสตู รโรงเรียนบานรุงสมบูรณ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 64

จดั ประสบการณห รอื สรา งสถานการณใกลต วั เพื่อพฒั นาผเู รียนใหมีคุณลักษณะท่ีพึงประสงค คือ
ซ่อื สตั ยสจุ รติ มีระเบยี บวินยั มีความรอบคอบ ใฝเ รียนรู มุง ม่ันในการทํางานมีจติ สาธารณะ และมเี จตคตทิ ดี่ ี
ตอคณิตศาสตร

รหัสตวั ช้ีวัด
ค 1.1 ป.1/1, ป.1/2
ค 2.1 ป.1/1, ป.1/2
ค 3.1 ป.1/1
ค 4.1 ป.1/1, ป.1/2
ค 6.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4, ป.1/5, ป.1/6
รวมทั้งหมด 15 ตวั ช้ีวดั

หลกั สตู รโรงเรียนบา นรุงสมบูรณ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2563) 65

ค12101 คณติ ศาสตร

รายวิชาพืน้ ฐาน กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร

ชัน้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 2 เวลา 200 ชั่วโมง

___________________________________________________________________________

จาํ นวนและการดําเนินการ

เขียนและอานตวั เลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย แสดงปริมาณของส่ิงของหรือจํานวนนับ,การนับเพิ่มที

ละ 5 ทีละ 10 และทีละ 100 การนับลดทีละ2 ทีละ 10 ทีละ 100 จํานวนคู จํานวนคี่ หลักและคา

ของเลขโดดในแตล ะหลัก การใช 0 เพ่ือยดึ ตําแหนงของหลกั ตวั เลขแสดงจาํ นวนในรูปกระจาย

เปรียบเทียบและเรียงลําดับจํานวนนับ, หลักและคาของเลขโดดในแตละหลัก การใชเครื่องหมาย =

≠ > < เรยี งลาํ ดับจาํ นวนไมเกินหาจํานวน

บวก ลบ คูณ หาร และบวก ลบ คูณ หารระคน ความหมายของการคูณ การใช

เคร่อื งหมาย × การคณู จํานวนหนึ่งหลักกับจํานวนไมเกินสองหลัก การหาร การใชเคร่ืองหมาย ÷ การ

หารท่ีตัวหารและผลหารมีหนึ่งหลัก, วิเคราะหและหาคําตอบของโจทยปญหาและโจทยปญหาระคน, การ

สรางโจทยปญ หาบวก ลบ คูณ หาร จาํ นวนนับไมเกินหนึ่งพันและศูนย

การวัด

บอกความยาวเปน เมตร และเซนตเิ มตร, น้ําหนักเปนกโิ ลกรัมและขีด, ปริมาตรและความจุเปนลิตร,

จํานวนเงินจากเงินเหรียญและธนบัตรชนิดตาง ๆ และคาของเงินเหรียญและธนบัตร, เวลาบนหนาปดนาฬิกา

(ชวง 5 นาท)ี เวลาเปน นาฬกิ ากบั นาที (ชวง 5 นาท)ี วนั เดือน ป จากปฎิทิน การอานปฏิทิน เดือน

และอันดับท่ขี องเดอื น, วัดความยาว (เมตร เซนตเิ มตร), ชงั่ น้ําหนกั (กโิ ลกรมั ขีด) เปรยี บเทยี บความยาว,

น้ําหนักในหนวยเดียวกัน, ปริมาณความจุ (ลิตร) , คาของเงินเหรียญและธนบัตร แกปญหาเกี่ยวกับการวัด

ความยาว การช่ัง การตวง และเงิน แกโจทยปญหาเก่ียวกับการวัดความยาว (บวก ลบ) ช่ัง (บวก

ลบ) ตวง (บวก ลบ คณู หาร) เงนิ (บวก ลบ หนว ยเปนบาท)

เรขาคณิต

บอกชนิดของรูปเรขาคณิตสองมิติวาเปนรูปสามเหล่ียม รูปส่ีเหลี่ยม รูปวงกลม รูปวงรี

ชนิดของรปู เรขาคณติ สามมิติวา เปนทรงสี่เหลยี่ มมมุ ฉาก ทรงกลม หรือทรงกระบอก

จาํ แนกรปู ส่ีเหลย่ี มมุมฉากกบั ทรงสเี่ หล่ยี มมมุ ฉาก, รปู วงกลมกบั ทรงกลม, รปู เรขาคณิตสองมิติกับรูป

เรขาคณิตสามมติ ิ, เขียนรปู เรขาคณิตสองมิติโดยใชแบบของรูปเรขาคณิตสามเหล่ียม รูปสี่เหล่ียม รูปวงกลม

และรูปวงรี

พชี คณติ

บอกจํานวนและความสัมพันธในแบบรูปของจํานวนที่เพิ่มข้ึนทีละ 5 ทีละ 10 ทีละ 100 และ

ลดลงทีละ 2 ทีละ 10 ทลี ะ 100 รูปและความสัมพันธในแบบรูป ของรูปท่ีมีรูปราง ขนาดหรือสีท่ีสัมพันธ

กนั อยา งใดอยางหนึ่ง

หลักสูตรโรงเรียนบา นรุงสมบูรณ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 66

ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร
ใชวิธีการท่ีหลากหลาย ใชความรู ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรในการแกปญหาใน

สถานการณต า ง ๆ ไดอยา งเหมาะสม ใหเ หตุผลประกอบการตดั สินใจ และสรุปผลไดอ ยางเหมาะสม ใชภาษา
และสญั ลักษณท างคณติ ศาสตรในการสอื่ สาร การส่ือความหมาย และการนําเสนอไดอยางถูกตอง เชื่อมโยง
ความรตู า ง ๆ ในคณติ ศาสตรแ ละเชอื่ มโยงคณติ ศาสตรก ับศาสตรอ่นื ๆ มคี วามคิดรเิ ร่ิมสรา งสรรค
คณุ ลักษณะท่พี งึ ประสงค

จัดประสบการณหรือสรางสถานการณใกลตัวเพ่ือพัฒนาผูเรียนใหมีคุณลักษณะที่พึงประสงค คือ
ซ่ือสัตยสุจริต มีระเบียบวินัย มีความรอบคอบ ใฝเรียนรู มุงมั่นในการทํางานมีจิตสาธารณะ และมีเจตคติที่ดี
ตอ คณิตศาสตร

รหสั ตัวช้ีวดั
ค 1.1 ป.2/1, ป.2/2
ค 2.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3 , ป.2/4, ป.2/5, ป.2/6
ค 2.2 ป.2/1
ค 3.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3
ค 3.2 ป.2/1
ค 4.1 ป.2/1, ป.2/2
ค 6.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3 , ป.2/4, ป.2/5, ป.2/6
รวมทั้งหมด 23 ตัวชี้วัด

หลักสูตรโรงเรียนบานรงุ สมบรู ณ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.2563) 67

ค13101 คณิตศาสตร

รายวิชาพืน้ ฐาน กลุมสาระการเรียนรคู ณิตศาสตร

ชัน้ ประถมศึกษาปท ี่ 3 เวลา 200 ชั่วโมง

___________________________________________________________________________

จํานวนและการดาํ เนนิ การ

เขียนและอานตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือ แสดงปริมาณของสิ่งของหรือจํานวน

นับ,ตัวเลขแสดงจํานวนในรูปกระจาย , การนับเพ่ิมทีละ 3 ทีละ 4 ทีละ 25 และทีละ 50 การนับลดที

ละ 3 ทลี ะ 4 ทีละ 5 ทลี ะ 25 และทลี ะ 50

เปรียบเทียบและเรียงลําดับจํานวนนับ ไมเกินหน่ึงแสนและศูนย โดยใชเครื่องหมาย = ≠ > <

หลักและคา ของเลขโดดในแตละหลัก การใช 0 เพื่อยึดตําแหนงของหลัก, การเรียงลําดับจํานวน ไมเกินหา

จาํ นวน

บวก ลบ คณู หาร และบวก ลบ คูณ หารระคน ของจํานวนนับไมเกินหน่ึงแสนและศูนย,การ

คูณจํานวนหนึ่งหลักกับจํานวนไมเกินส่ีหลัก , การคูณจํานวนสองหลักกับสองหลัก, การหารที่ตัวต้ังไมเกินส่ี

หลักและตัวหารมหี น่ึงหลัก

วิเคราะหและแสดงวิธีหาคําตอบ ของโจทยปญหา บวก ลบ คูณ หาร,โจทยปญหาระคนของ

การบวก ลบ คูณ หารระคนของจํานวนนับไมเกินหน่ึงแสนและศูนย , การสรางโจทยปญหา บวก ลบ

คูณ หาร

การวัด

วัดความยาวเปน เมตร และเซนตเิ มตร มลิ ลิเมตร, น้ําหนักเปนกิโลกรัมและขีด, ปริมาตรและความ

จเุ ปนลิตร มิลลิลติ ร , บอก เวลาบนหนาปดนาฬิกา (ชวง 5 นาที) โดยใชจดุ

เลอื กเครือ่ งมอื วัดความยาว (ไมเมตร ไมบ รรทดั สายวัดตัว สายวัดชนิดตลับ , เคร่อื งช่ัง (เครื่องช่ัง

สปริง เครื่องชั่งน้ําหนักตัว เคร่ืองช่ังสองแขน เคร่ืองชั่งแบบตุมถวง) , เครื่องตวง (ถัง ลิตร ชอนตวง

กระบอกตวง ถว ยตวง เครื่องตวงนํา้ มันเชือ้ เพลงิ และหยอดเครือ่ ง

เปรียบเทียบความยาว (เมตร เซนติเมตร), การช่ังนํ้าหนัก (กิโลกรัม ขีด) ปริมาณความจุ ของ

ภาชนะในหนวยเดียวกัน

คาดคะเนความยาว (เมตร เซนติเมตร) , คาดคะเนน้ําหนัก (กิโลกรัม) คาดคะเนปริมาตรของ

ส่งิ ของและความจภุ าชนะ (ลิตร)

วัดความยาว (เมตร เซนตเิ มตร มิลลเิ มตร) การตวง (ลติ ร มลิ ลิลิตร)

บอกความสัมพันธของหนวยการวัดความยาว (มิลลิเมตร กับเซนติเมตร กับเมตร,หนวยการช่ัง

(กิโลกรัมกบั ขีด กับกรัม กิโลกรัมกับกรัม), ความสัมพันธของหนวยเวลา (นาทีกับช่ัวโมง ช่ัวโมงกับวัน วัน

กบั สปั ดาห วันกับเดอื น เดือนกับป วนั กบั ป)

หลักสตู รโรงเรยี นบานรงุ สมบูรณ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2563) 68

อานและเขยี น เวลา(ชว ง 5 นาที ) โดยใชจุด,จาํ นวนเงนิ ,โดยใชจ ุด , บันทึกรายรับรายจาย, บันทึก
กจิ กรรมหรอื เหตกุ ารณทร่ี ะบุเวลา

แกปญ หาและแกโ จทยปญหา เก่ยี วกับการวัดความยาว การชงั่ การตวง เงิน และเวลา (บวก ลบ)

เรขาคณติ
บอกชนิดของรูปเรขาคณิตสองมิติท่ีเปนสวนประกอบของสิ่งของที่มีลักษณะเปนรูปเรขาคณิตสามมิติ

รูปวงกลม รูปวงรี รูปสามเหลี่ยม รูปส่ีเหล่ียม รูปหาเหลี่ยม รูปหกเหลี่ยม รูปแปดเหล่ียม, รูปเรขาคณิต
ตา ง ๆ ท่ีอยใู นสง่ิ แวดลอ มรอบตวั

ระบุ รปู เรขาคณิตสองมติ ทิ ีม่ แี กนสมมาตรจากรูปทีก่ าํ หนดให
เขียน ช่ือจดุ เสน ตรง รงั สี สว นของเสน ตรง มมุ และสัญลักษณ, รูปเรขาคณิตสองมิติโดยใชแบบ
ของรูปเรขาคณติ ,รูปเรขาคณติ สองมิตทิ ี่กาํ หนดใหในแบบตาง ๆ
พชี คณิต
บอกจาํ นวนและความสัมพันธ ของแบบรปู ของจาํ นวนทเ่ี พ่ิมขนึ้ ทลี ะ 3 ทีละ 4 ทลี ะ 25
ทลี ะ 50 และแบบรูปซ้ํา, แบบรปู ของรปู ทมี่ รี ปู รา ง ขนาด หรอื สที ่ีสัมพนั ธก นั สองลกั ษณะ
การวิเคราะหขอมลู และความนาจะเปน
รวบรวมและจําแนกขอ มลู เก่ียวกับตนเองและสงิ่ แวดลอ มใกลตัวท่พี บเหน็ ในชวี ิตประจาํ วัน,
อานขอมูลจากแผนภูมิรปู ภาพและแผนภมู ิแทงอยา งงา ย
ทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร
ใชวิธีการท่ีหลากหลาย ใชความรู ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรในการแกปญหาใน
สถานการณต าง ๆ ไดอ ยางเหมาะสม ใหเ หตผุ ลประกอบการตัดสินใจ และสรุปผลไดอ ยางเหมาะสม ใชภาษา
และสัญลกั ษณท างคณติ ศาสตรใ นการสือ่ สาร การสื่อความหมาย และการนาํ เสนอไดอยาง ถูกตอง เช่ือมโยง
ความรตู าง ๆ ในคณติ ศาสตรแ ละเชือ่ มโยงคณิตศาสตรก บั ศาสตรอืน่ ๆ มีความคดิ รเิ ริม่ สรา งสรรค
คุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค
จัดประสบการณห รอื สรางสถานการณใกลตวั เพื่อพฒั นาผเู รยี นใหม คี ณุ ลักษณะที่พึงประสงค คอื
ซ่อื สตั ยสจุ รติ มีระเบียบวินยั มีความรอบคอบ ใฝเรยี นรู มุงมัน่ ในการทํางานมีจติ สาธารณะ และมเี จตคตทิ ่ีดี
ตอ คณิตศาสตร

รหัสตัวช้ีวดั
ค 1.1 ป.3/1, ป.3/2
ค 1.2 ป.3/1, ป.3/2

หลักสตู รโรงเรยี นบา นรุงสมบรู ณ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.2563) 69

ค 2.1 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4, ป.3/5, ป.3/6
ค 2.2 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3
ค 3.1 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3
ค 3.2 ป.3/1, ป.3/2
ค 4.1 ป.3/1, ป.3/2
ค 5.1 ป.3/1, ป.3/2
ค 6.1 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4, ป.3/5, ป.3/6
รวมท้ังหมด 28 ตวั ช้ีวดั

หลกั สตู รโรงเรียนบา นรุงสมบรู ณ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 70

ค14101 คณิตศาสตร

รายวชิ าพืน้ ฐาน กลมุ สาระการเรียนรคู ณติ ศาสตร

ชัน้ ประถมศึกษาปท่ี 4 เวลา 160 ชั่วโมง

___________________________________________________________________________

จํานวนนบั และการดาํ เนินการ

เขียนและอาน ตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแสดงจํานวนนับ ศูนยหลักและคาของ

เลขโดดในแตละหลักของจํานวนนับ และการใช 0 เพ่ือยึดตําแหนงของหลัก เขียนและอานเศษสวน ทศนิยม

หนึง่ ตําแหนง และเขยี นตัวเลขแสดงจํานวนในรปู กระจาย

เปรยี บเทยี บและเรยี งลาํ ดับ จํานวนนบั เศษสว น และทศนยิ มหนง่ึ ตาํ แหนง

แสดงวธิ ีหาคาํ ตอบจากโจทยก ารบวก ลบ คณู หาร และบวก ลบ คูณ หารระคน จํานวนนับและศูนย

การคูณจํานวนหนึ่งหลักกับจํานวนมากกวาส่ีหลัก การคูณจํานวนมากกวาหนึ่งหลักกับจํานวนมากกวาสอง

หลกั การหารท่ีตัวหารไมเ กินสามหลัก และการเฉล่ยี

วิเคราะหและแสดงวิธีหาคําตอบ ของโจทยปญหาและโจทยปญหาระคนของจํานวนนับและศูนย

โจทยปญหาการบวก การลบ โจทยปญหาการคูณจํานวนหน่ึงหลักกับจํานวนมากกวาส่ีหลัก โจทยปญหาการ

คูณจํานวนมากกวาหน่ึงหลักกับจํานวนมากกวาสองหลัก การหารที่ตัวหารไมเกินสามหลัก การสรางโจทย

ปญหาการบวก การลบ การคูณ การหาร และแสดงวิธีหาคําตอบจากโจทยการบวกและการลบเศษสวนท่ีมีตัว

สว นเทากนั

การวัด

บอกความสมั พันธ ของหนวยการวัดความยาว เซนติเมตรกับมิลลิเมตร เมตรกับเซนติเมตร กิโลเมตร

กับเมตร วากับเมตร หนวยนํ้าหนัก ปริมาตรหรือความจุหนวยการชั่ง กรัมกับกิโลกรัม กิโลกรัมกับเมตริกตัน

ขีดกับกรัมหนวยการตวง มิลลิลิตรกับลูกบาศกเซนติเมตร มิลลิลิตรกับลิตร ลูกบาศกเซนติเมตรกับลิตรและ

หนว ยเวลา วินาทีกับนาที นาทีกับช่ัวโมง ชั่วโมงกับวัน วันกับสัปดาห วันกับเดือน สัปดาหกับป เดือนกับป วัน

กบั ป

หาพ้ืนท่ี ของรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก เปนตารางหนวยและตารางเซนติเมตร บอกเวลาบนหนาปดนาฬิกา

เปน นาฬิกาและนาที อานและเขียนเวลาโดยใชจุด และบอกระยะเวลา คาดคะเน ความยาว (เมตร เซนติเมตร

วา) น้าํ หนกั (กโิ ลกรัม ขดี ) ปรมิ าตรหรอื ความจุ (ลิตร)แกโ จทยปญ หาเกีย่ วกับ การวัดความยาว การช่ัง การตวง

เงิน และเวลา อานและเขียน บันทึกรายรับ รายจาย บันทึกกิจกรรมหรือเหตุการณที่ระบุเวลาและการอาน

ตารางเวลา

เรขาคณติ

บอกสวนประกอบของมุม ชื่อมุม เขียนสัญลักษณแทนมุม ชนิดของมุม(มุมฉาก มุมแหลมมุมปาน)

เสนตรงหรือสวนของเสนตรงคูใดขนานกัน พรอมทั้งใชสัญลักษณแสดงการขนานบอกสวนประกอบของรูป

วงกลม (จุดศูนยกลาง รัศมี เสนผานศูนยกลาง และเสนรอบวงหรือเสนรอบรูปวงกลม) รูปใดหรือสวนใดของ

หลักสตู รโรงเรยี นบานรงุ สมบรู ณ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2563) 71

สิ่งของมีลักษณะเปนรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก และจําแนกไดวาเปนรูปสี่เหล่ียมจัตุรัสหรือรูปส่ีเหลี่ยมผืนผา รูป
เรขาคณิตสองมิติรูปใดเปนรูปที่มีแกนสมมาตร บอกจํานวนแกนสมมาตร และประดิษฐลวดลายโดยใชรูป
เรขาคณิต

พชี คณิต
บอกจาํ นวนและความสมั พนั ธใ นแบบรูปของจาํ นวนท่ีเพ่มิ ข้นึ หรอื ลดลงทลี ะเทากนั

บอกรูปและความสมั พันธใ นแบบรูปของรูปเรขาคณิตและรูปอ่นื ๆ เชน

การวิเคราะหข อ มูลและความนาจะเปน
รวบรวมและจาํ แนกขอมลู เกีย่ วกบั ตนเองและสง่ิ แวดลอ มใกลต ัวทีพ่ บเหน็ ในชีวิตประจําวัน อานและ

เขยี นขอ มูลจากตาราง แผนภูมิรูปภาพและแผนภูมิแทง
คาดคะเนเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของเหตุการณตาง ๆ เชน เกิดข้ึนอยางแนนอน อาจจะเกิดขึ้นหรือไมก็

ได ไมเกิดขึ้นอยา งแนนอน
ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร

จัดประสบการณหรือสรางสถานการณใกลตัวใหผูเรียนไดศึกษาคนควา โดยปฏิบัติจริง สรุป
รายงาน เพ่ือพัฒนาผูเรียนใหใชวิธีการท่ีหลากหลายแกปญหา ใชความรู ทักษะและกระบวนการทาง
คณิตศาสตรและเทคโนโลยีในการแกปญหาในสถานการณตาง ๆ ไดอยางเหมาะสม ใหเหตุผลประกอบการ
ตัดสินใจ และสรุปผลไดอยางเหมาะสม ใชภาษาและสัญลักษณทางคณิตศาสตรในการส่ือสาร การสื่อ
ความหมาย และการนําเสนอไดอยางถูกตองและเหมาะสม เชื่อมโยงความรูตาง ๆ ในคณิตศาสตรและ
เชื่อมโยงคณติ ศาสตรก ับศาสตรอ น่ื ๆ และมคี วามคดิ ริเร่มิ สรา งสรรค
คุณลักษณะทพี่ ึงประสงค

จัดประสบการณหรือสรางสถานการณใกลตัวเพ่ือพัฒนาผูเรียนใหมีคุณลักษณะที่พึงประสงค คือ
ซื่อสัตยสุจริต มีระเบียบวินัย มีความรอบคอบ ใฝเรียนรู มุงมั่นในการทํางานมีจิตสาธารณะ และมีเจตคติที่ดี
ตอคณิตศาสตร

รหสั ตัวชี้วัด
ค 1.1 ป.4/1, ป.4/2
ค 1.2 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3
ค 2.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4
ค 2.2 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3

หลักสตู รโรงเรยี นบา นรุงสมบูรณ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2563) 72

ค 3.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4, ป.4/5
ค 3.2 ป.4/1, ป.4/2
ค 4.1 ป.4/1, ป.4/2
ค 5.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3
ค 6.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4, ป.4/5, ป.4/6
รวมท้ังหมด 29 ตวั ช้ีวัด

หลักสตู รโรงเรยี นบานรงุ สมบูรณ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2563) 73

ค15101 คณิตศาสตร

รายวิชาพน้ื ฐาน กลุมสาระการเรียนรคู ณิตศาสตร

ช้ันประถมศึกษาปท ี่ 5 เวลา 160 ชั่วโมง

___________________________________________________________________________

จํานวนและการดาํ เนินการ

บอกหลัก คาประจําหลัก และคาของเลขโดดในแตละหลักของจํานวนนับและทศนิยม

ไมเกนิ สองตาํ แหนง

เขยี นและอาน เศษสวน จํานวนคละ และทศนิยมไมเกินสองตําแหนง เศษสวนแท เศษเกิน เศษสวน

ทเี่ ทากบั จาํ นวนนับ เขยี นจาํ นวนนับในรปู เศษสวน เขียนเศษเกินในรูปจํานวนคละและเขียนจํานวนคละในรูป

เศษเกิน เขียนเศษสวนท่เี ทา กัน เศษสว นอยางตํา่ เขยี นทศนยิ มในรปู กระจาย เขียนเศษสวนในรูปทศนิยมและ

รอยละ เขยี นรอยละในรปู เศษสวนและทศนิยม เขยี นทศนยิ มในรูปเศษสวนและรอยละ เขียนเศษสวนที่ตัวสวน

เปนตัวประกอบของ 10 และ100ในรูปทศนิยมและรอยละ

เปรียบเทียบและเรียงลําดับ เศษสวนและทศนิยมไมเกินสองตําแหนง และเศษสวนท่ีตัวสวนตัวหน่ึง

เปนพหคุ ณู ของตวั สว นอกี ตวั หน่งึ

บวก ลบ คณู หาร และบวก ลบ คูณระคนของเศษสวน บวก และลบเศษสวนที่ตัวสว น

ตัวหนึ่งเปนพหุคูณของตัวสวนอีกตัวหนึ่ง คูณเศษสวนกับจํานวนนับ คูณเศษสวนกับเศษสวน หารเศษสวน

ดวยจาํ นวนนับ หารจาํ นวนนับดว ยเศษสวน และหารเศษสวนดวยเศษสวน

บวก ลบ คณู และบวก ลบ คูณระคนของทศนยิ มที่คําตอบเปน ทศนยิ มไมเกินสองตําแหนง บวกและ

ลบทศนิยมไมเ กินสองตาํ แหนง คณู ทศนิยมไมเกินสองตําแหนงกับจํานวนนับ และคูณทศนิยมหน่ึงตําแหนงกับ

ทศนิยมหนึ่งตาํ แหนง

วิเคราะหและแสดงวิธีหาคําตอบ ของโจทยปญหาและโจทยปญหาระคนของจํานวนนับ เศษสวน

ทศนิยม และรอยละ การบวก การลบ การคูณ การหาร และการบวก ลบ คูณ หารระคนของจํานวนนับ

โจทยป ญหาท่ใี ชบ ญั ญตั ิไตรยางศ โจทยปญ หาการบวก การลบ การคณู ทศนยิ ม

โจทยปญหารอยละในสถานการณตาง ๆ รวมถึงโจทยปญหารอยละเก่ียวกับการหากําไร ขาดทุน

การลดราคาและการหาราคาขาย

สรางโจทยปญหาเกี่ยวกับจํานวนนับ การบวก การลบ การคูณ การหารเศษสวนการบวก ลบ คูณ

ระคนของเศษสว นและจาํ นวนนับ

หาคา ประมาณใกลเ คียง จํานวนเต็มสิบ เต็มรอ ย และเตม็ พนั ของจํานวนนับ และนาํ ไปใชได

เขยี นแสดงวธิ หี าคําตอบโดยใชส มบตั กิ ารสลับท่ี การเปล่ยี นหมู และสมบัติการแจกแจงในการคิดคํานวณ

การวัด

หลกั สูตรโรงเรียนบา นรุงสมบูรณ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2563) 74

บอกความสัมพันธ ของหนวยการวัด ปริมาตร หรือความจุ หาความยาวรอบรูปของ รูปสี่เหลี่ยม

รูปสามเหลี่ยม หาพ้ืนท่ีของรูปส่ีเหล่ียมมุมฉากและรูปสามเหลี่ยม วัดขนาดของมุม หาปริมาตรหรือความจุ

ของ ทรงส่เี หลีย่ มมมุ ฉาก แกปญหาเกี่ยวกบั พืน้ ที่ ความยาวรอบรูปของรปู สีเ่ หล่ยี มมมุ ฉากและรูปสามเหลี่ยม

เรขาคณิต

บอกลักษณะและจาํ แนกรปู เรขาคณติ สามมติ ชิ นิดตาง ๆ เชน ทรงกลม ทรงกระบอก กรวย ปริซมึ

พีระมิด บอกความสัมพันธและจําแนกรูปส่ีเหลี่ยมชนิดตาง ๆ รูปส่ีเหล่ียมจัตุรัสรูปสี่เหล่ียมผืนผา รูปส่ีเหลี่ยม

ขนมเปยกปูน รูปส่ีเหลี่ยมดานขนาน รูปสี่เหล่ียมคางหมู รูปส่ีเหลี่ยมรูปวาว บอกสวนประกอบและ

ความสมั พันธข องรูปสามเหลยี่ ม และจาํ แนกรปู สามเหลีย่ มชนดิ ตาง ๆ เชน รูปสามเหลี่ยมแบงตามลักษณะของ

ดาน รปู สามเหลยี่ มแบงตามลกั ษณะของมมุ สว นประกอบของรูปสามเหล่ยี ม มมุ ภายในของรูปสามเหลย่ี ม

สรา งมมุ โดยใชโพรแทรกเตอรสรางรูปส่ีเหลี่ยมมุมฉาก รูปสามเหลี่ยม และรูปวงกลมสรางเสนขนาน

โดยใชไมฉ าก

พชี คณติ

บอกจํานวนและความสัมพนั ธใ นแบบรูปของจํานวนนับ เศษสว นและทศนยิ มทีก่ ําหนดให

การวเิ คราะหขอ มลู และความนาจะเปน

เขยี นแผนภมู ิแทง ท่ีมีการยนระยะของเสน แสดงจํานวนการเกบ็ รวบรวมขอ มูลและ การจําแนกขอมูล

อา นขอ มลู จากแผนภมู แิ ทง เปรียบเทียบ

คาดคะเนเกี่ยวกับการเกิดข้ึนของเหตุการณตาง ๆ เชน เกิดข้ึนอยางแนนอน อาจจะเกิดขึ้นหรือไมก็

ได ไมเ กิดข้ึนอยา งแนนอน

ทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร

จัดประสบการณหรือสรางสถานการณใกลตัวใหผูเรียนไดศึกษาคนควา โดยปฏิบัติจริง สรุป

รายงาน เพ่ือพัฒนาผูเรียนใหใชวิธีการที่หลากหลายแกปญหา ใชความรู ทักษะและกระบวนการทาง

คณิตศาสตรและเทคโนโลยีในการแกปญหาในสถานการณตาง ๆ ไดอยางเหมาะสม ใหเหตุผลประกอบการ

ตัดสินใจ และสรุปผลไดอยางเหมาะสม ใชภาษาและสัญลักษณทางคณิตศาสตรในการสื่อสาร การสื่อ

ความหมาย และการนําเสนอไดอยางถูกตองและเหมาะสม เชื่อมโยงความรูตาง ๆ ในคณิตศาสตรและ

เชื่อมโยงคณิตศาสตรก ับศาสตรอ่นื ๆ และมีความคดิ ริเรมิ่ สรางสรรค

คณุ ลักษณะทพี่ งึ ประสงค

จัดประสบการณหรือสรางสถานการณใกลตัวเพื่อพัฒนาผูเรียนใหมีคุณลักษณะ ท่ี

พึงประสงค คือ ซื่อสัตยสุจริต มีระเบียบวินัย มีความรอบคอบ ใฝเรียนรู มุงมั่นในการทํางาน

มีจติ สาธารณะ และมีเจตคตทิ ่ีดตี อ คณิตศาสตร

รหสั ตัวช้ีวัด

ค 1.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3

ค 1.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3

หลักสูตรโรงเรยี นบา นรุงสมบรู ณ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.2563) 75

ค 1.3 ป.5/1
ค 2.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5
ค 2.2 ป.5/1
ค 3.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3
ค 3.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3
ค 4.1 ป.5/1
ค 5.1 ป.5/1, ป.5/2
ค 5.2 ป.5/1
ค 6.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5, ป.5/6
รวมท้ังหมด 29 ตวั ช้ีวัด

หลักสูตรโรงเรียนบา นรุงสมบรู ณ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 76

ค16101 คณติ ศาสตร

รายวิชาพ้ืนฐาน กลมุ สาระการเรยี นรคู ณิตศาสตร

ชั้นประถมศึกษาปท่ี 6 เวลา 160 ชั่วโมง

___________________________________________________________________________

จาํ นวนและการดําเนนิ การ

วิเคราะหและเขียนหลักเลข คาประจําหลัก และคาของเลขโดดในแตละหลักของทศนิยมสาม

ตําแหนง เขียนและอาน ทศนิยมไมเกินสามตําแหนง เขียนทศนิยมในรูปกระจาย เขียนทศนิยมไมเกินสาม

ตําแหนงในรูปเศษสวน เขียนเศษสวนที่ตัวสวนเปนตัวประกอบของ 10, 100, 1000 ในรูปทศนิยม

เปรียบเทยี บและเรยี งลําดบั เศษสวนและทศนยิ มไมเ กินสามตาํ แหนง

เขียนแสดงวิธีหาคําตอบจากโจทยการบวก ลบ คูณ หาร และบวก ลบ คูณ หารระคนของเศษสวน

จํานวนคละ และทศนิยม, การบวก การลบ การคูณ การหาร และการบวก ลบ คูณ หารระคนทศนิยมที่มี

ผลลัพธเปน ทศนิยมไมเ กนิ สามตําแหนง พรอ มทงั้ ตระหนักถึงความสมเหตุสมผลของคําตอบ

วิเคราะหและแสดงวิธีหาคําตอบ โจทยปญหาและโจทยปญหาระคนของ จํานวนนับ เศษสวน

จํานวนคละ ทศนิยม รอยละ และโจทยปญหารอยละในสถานการณตาง ๆ รวมถึงโจทยปญหารอยละเก่ียวกับ

การหากําไร ขาดทุน การลดราคา การหาราคาขาย การหาราคาทุน และดอกเบี้ย พรอมท้ังตระหนักถึงความ

สมเหตุสมผลของคําตอบ และสรางโจทยป ญหา การคูณ การหาร และการคณู หารระคนของทศนยิ ม

เขียนแสดงวธิ หี าคา ประมาณใกลเคียงเปนจํานวนเตม็ หมืน่ เต็มแสน และเตม็ ลา นของจํานวนนับ และ

คาประมาณของทศนยิ มไมเ กินสามตําแหนง และนําไปใชไ ด

เขียนแสดงวิธีหาคําตอบโดยใชสมบัติการสลับท่ี การเปลี่ยนหมู และสมบัติการแจกแจงในการคิด

คํานวณ และเขียนแสดงวิธีหาตัวประกอบ จํานวนเฉพาะ และ ตัวประกอบเฉพาะ ห.ร.ม. และ ค.ร.น. ของ

จํานวนนับ

การวดั

เขียนแสดงทิศ และตําแหนงโดยใชทิศ อานแผนผังและอธิบายเสนทางหรือตําแหนงของสิ่งตาง ๆ

โดยระบทุ ศิ ทางและระยะทางจริง จากรปู ภาพ แผนท่ี และแผนผัง โดยใชทศิ และมาตราสวน

เขียนแสดงวิธีหาพื้นที่ของรูปสี่เหล่ียมโดยใชความยาวของดานและสมบัติของเสนทแยงมุม และหา

ความยาวรอบรูปและพ้ืนท่ขี องรูปวงกลม

เขียนแสดงการแกโจทยปญหาเกี่ยวกับพ้ืนที่ ความยาวรอบรูปของรูปสี่เหล่ียมและรูปวงกลม และ

คาดคะเนพื้นที่ของรูปส่ีเหล่ียม แกโจทยปญหาเก่ียวกับปริมาตรหรือความจุของทรงส่ีเหลี่ยมมุมฉาก และเขียน

แผนผังแสดงตําแหนงของสิ่งตาง ๆ แผนผังแสดงเสนทางการเดินทาง แผนผังโดยสังเขป และเขียนแผนผัง

โดยสังเขปแสดงตําแหนง ของสถานราชการหรอื หนว ยงานที่สาํ คญั ของชมุ ชน

เรขาคณิต

หลักสูตรโรงเรยี นบานรุงสมบูรณ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2563) 77

จําแนกชนิดของรูปเรขาคณิตสองมิติท่ีเปนสวนประกอบของรูปเรขาคณิตสามมิติ (ทรงส่ีเหลี่ยมมุม
ฉาก ทรงกลม ทรงกระบอก กรวย ปริซึม พีระมิด) และวิเคราะหสมบัติของเสนทแยงมุมของรูปสี่เหลี่ยมชนิด
ตาง ๆ วิเคราะหว าเสน ตรงคใู ดขนานกันโดยพจิ ารณาเสน ขนานโดยอาศัยมมุ แยงและผลบวกของมุมภายในท่ีอยู
บนขา งเดียวกันของเสนตดั เปน 180 องศา

ประดิษฐทรงสี่เหล่ียมมุมฉาก ทรงกระบอก กรวย ปริซึม และพีระมิดจากรูปคลี่หรือรูปเรขาคณิตสอง
มิติ และสรางรปู ส่ีเหลยี่ มชนิดตาง ๆ เม่ือกําหนดความยาวของดานและขนาดของมุมหรือกําหนดความยาวของ
เสน ทแยงมุม
พีชคณิต

เขียนแสดงการแกปญหาเกี่ยวกับแบบรูป เขียนสมการจากสถานการณหรือปญหา และ
แกสมการโดยใชสมบัติของการเทากันเก่ียวกับการบวก การลบ การคูณ หรือการหาร พรอมทั้งตรวจคําตอบ
จากสมการเชิงเสนทมี่ ตี ัวไมทราบคา หน่ึงตัว โดยใชส มบตั ิของการเทากันเกี่ยวกับการบวก การลบ การคูณ หรือ
การหาร และแกโ จทยปญหาดวยสมการ
การวิเคราะหขอมลู และความนา จะเปน

อานขอมูลจากกราฟเสน และแผนภูมิรูปวงกลม เขียนแผนภูมิแทงเปรียบเทียบและกราฟเสน
บอกเหตกุ ารณท ่กี ําหนดใหวา เกดิ ขนึ้ อยางแนน อน หรือ อาจจะเกิดข้ึนหรือไมก็ได หรือ ไมเกิดข้ึนอยาง
แนน อน จากการคาดคะเนเกย่ี วกบั การเกิดขนึ้ ของเหตุการณตาง ๆ
ทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร

จัดประสบการณห รือสรางสถานการณใกลตัวใหผูเ รยี นไดศึกษาคนควา โดยปฏิบัตจิ ริง สรุป รายงาน
เพ่ือพัฒนาผูเรียนใหใชวิธีการที่หลากหลายแกปญหา ใชความรู ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรและ
เทคโนโลยีในการแกปญหาในสถานการณตาง ๆ ไดอยางเหมาะสม ใหเหตุผลประกอบการตัดสินใจ และ
สรุปผลไดอยางเหมาะสม ใชภาษาและสัญลักษณทางคณิตศาสตรในการสื่อสาร การส่ือความหมาย และการ
นําเสนอไดอยางถูกตองและเหมาะสม เชื่อมโยงความรูตาง ๆ ในคณิตศาสตรและเชื่อมโยงคณิตศาสตรกับ
ศาสตรอืน่ ๆ และมคี วามคิดรเิ ริ่มสรางสรรค
คุณลกั ษณะที่พงึ ประสงค

จัดประสบการณหรือสรางสถานการณใกลตัวเพ่ือพัฒนาผูเรียนใหมีคุณลักษณะท่ีพึงประสงค คือ
ซ่อื สตั ยสจุ ริต มรี ะเบียบวนิ ัย มคี วามรอบคอบ ใฝเรยี นรู มุง มน่ั ในการทํางาน มีจิตสาธารณะ และมีเจตคติท่ีดี
ตอคณิตศาสตร

รหัสตัวชี้วัด ค 1.2 ป.6/1, ป.6/2
ค 1.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3 ค 1.4 ป.6/1, ป.6/2
ค 1.3 ป.6/1, ป.6/2 ค 2.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3

ค 2.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3

หลกั สูตรโรงเรียนบานรุงสมบูรณ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2563) 78

ค 3.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3 ค 3.2 ป.6/1, ป.6/2

ค 4.1 ป.6/1 ค 4.2 ป.6/1

ค 5.1 ป.6/1, ป.6/2 ค 5.2 ป.6/1

ค 6.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6,

รวมทั้งหมด 31 ตัวชี้วัด

หลักสูตรโรงเรียนบานรงุ สมบูรณ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.2563) 79

ค 21101 คณติ ศาสตร

รายวิชาพนื้ ฐาน กลุม สาระการเรยี นรูคณติ ศาสตร

ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ี่ 1 ภาคเรียนที่ 1 เวลาเรยี น 60 ชั่วโมง/ภาคเรยี น(จาํ นวน 1.5 หนว ยกิต)

___________________________________________________________________________

จาํ นวนและการดําเนนิ การ

บอกจาํ นวนเตม็ บวก จาํ นวนเต็มลบ เปรียบเทียบจํานวนเต็ม เลขยกกําลังท่ีมีเลขชี้กําลังเปนจํานวน

เต็ม เขยี นแสดงจาํ นวนในรปู สญั กรณวทิ ยาศาสตร (A × 10n เม่อื 1 ≤ A < 10 และ n เปน จาํ นวนเต็ม)

วิเคราะหการบวก การลบ การคูณ การหาร จํานวนเต็ม และโจทยปญหาเก่ียวกับจํานวนเต็ม เขียน

เลขยกกําลังท่ีมีเลขชี้กําลังเปนจํานวนเต็ม และการคูณและการหารเลขยกกําลังท่ีมีฐานเดียวกัน และเลขช้ี

กาํ ลังเปนจํานวนเต็ม

บอกสมบตั ิเก่ยี วกบั จํานวนเต็มในการหา ห.ร.ม. และ ค.ร.น. ของจาํ นวนนับ และการนาํ ไปใช

เรขาคณิต

สรางพน้ื ฐานทางเรขาคณติ (ใชว งเวียนและเสนตรง) โดยการสรางสวนของเสนตรงใหยาวเทากับความ

ยาวของสวนของเสนตรงทก่ี าํ หนดให สามารถแบง ครึ่งสวนของเสนตรงที่กําหนดใหและสามารถสรางมุม สราง

เสนตั้งฉากจากจุดภายนอกมายังเสนตรงท่ีกาํ หนดให และสรา งเสน ตงั้ ฉากท่ีจดุ จดุ หนง่ึ บนเสน ตรงทก่ี ําหนดให

การวิเคราะหข อ มูลและความนาจะเปน

อธิบายไดวา เหตกุ ารณท ีก่ ําหนดให เหตุการณใดจะมีโอกาสเกิดข้ึนไดมากกวากัน และสามารถนําไปใช

ในชีวติ ประจาํ วนั ได

ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร

มีความสามารถในการแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อสาร การส่ือความหมายทางคณิตศาสตร และ

การนําเสนอ การเชื่อมโยงความรูตาง ๆ ทางคณิตศาสตร และเชื่อมโยงคณิตศาสตรกับศาสตรอื่นๆ และมี

ความคิดริเริ่มสรางสรรค

คณุ ลักษณะท่ีพงึ ประสงค

จัดประสบการณหรือสรางสถานการณใกลตัวเพื่อพัฒนาผูเรียนใหมีคุณลักษณะท่ีพึงประสงค คือ

ซื่อสตั ยส จุ ริต มรี ะเบยี บวนิ ัย มคี วามรอบคอบ ใฝเรยี นรู มงุ มน่ั ในการทํางาน มีจิตสาธารณะ และมีเจตคติที่ดี

ตอคณิตศาสตร

รหัสตวั ช้ีวดั
ค 1.1ม.1/1, ม.1/2
ค 1.2 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4
ค 1.4 ม.1/1
ค 3.1 ม.1/1

หลกั สูตรโรงเรียนบานรงุ สมบูรณ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.2563) 80

ค 5.2 ม.1/1
ค 6.1 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6
รวมท้ังหมด 15 ตัวช้ีวัด

หลักสูตรโรงเรียนบานรุงสมบูรณ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2563) 81

ค 21102 คณิตศาสตร

รายวชิ าพน้ื ฐาน กลมุ สาระการเรียนรูคณติ ศาสตร

ชน้ั มัธยมศึกษาปที่ 1 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลาเรียน 60 ช่วั โมง/ภาคเรยี น(จํานวน 1.5 หนวยกติ )

___________________________________________________________________________

จํานวนและการดาํ เนินการ

วเิ คราะหเ ศษสว นและทศนยิ ม เปรยี บเทียบจํานวนเตม็ เศษสวนและทศนยิ ม และการนําไปใช เขียน

เลขยกกําลังที่มีเลขชี้กําลังเปนจํานวนเต็ม และเขียนแสดงจํานวนในรูปสัญกรณวิทยาศาสตร (A × 10n เมื่อ 1

≤ A < 10 และ n เปนจาํ นวนเต็ม)

บวก ลบ คูณ หารเศษสวนและทศนิยม และนําไปใชแกปญหาพรอมตระหนักถึงความสมเหตุสมผล

ของคาํ ตอบ

อธิบายผลท่ีเกิดจากการบวก การลบ การคูณ การหาร และบอกความสัมพันธของการบวกกับการลบ

การคูณกบั การหารเศษสว นและทศนยิ ม

ใชการประมาณคา ในสถานการณตางๆไดเหมาะสม พิจารณาความสมเหตุสมผลของคําตอบท่ีไดจาก

การคาํ นวณ

เรขาคณิต

อธบิ ายลกั ษณะของรูปเรขาคณิตสองมิติ และสามมิติและภาพท่ีไดจากการมองดานหนา (front view)

ดา นขาง (side view) และดา นบน (top view) ของรูปเรขาคณิตสามมิติ

วาดหรือประดิษฐรูปเรขาคณิตสามมติ ิทีป่ ระกอบขนึ้ จากลูกบาศก เมื่อกาํ หนดภาพสองมิติท่ีไดจากการ

มองดานหนา ดานขา ง และดา นบนให

พีชคณติ

วเิ คราะหแ ละอธิบายความสมั พนั ธข องแบบรูปทกี่ ําหนดใหไ ด เขียนและแกสมการเชิงเสนตัวแปรเดียว

จากสถานการณหรือแกปญหาอยางงายและแกโจทยปญหาเก่ียวกับสมการเชิงเสนตัวแปรเดียวอยางงายพรอม

ทั้งตระหนกั ถึงความสมเหตสุ มผลของคําตอบ

เขียนกราฟบนระนาบในระบบพิกัดฉากแสดงความเก่ียวของของปริมาณสองชุดท่ีกําหนดใหพรอมอาน

และแปรความหมายของกราฟบนระนาบพิกัดฉากท่ีกาํ หนดให

ทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร

มีความสามารถในการแกปญญา การใหเหตุผล การสื่อสาร การส่ือความหมายทางคณิตศาสตร และ

การนําเสนอ การเชื่อมโยงความรูตางๆทางคณิตศาสตร และเชื่อมโยงคณิตศาสตรกับศาสตรอ่ืนๆ และมี

ความคดิ ริเริ่มสรางสรรค

คุณลักษณะท่พี ึงประสงค

หลักสตู รโรงเรียนบา นรงุ สมบูรณ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 82

จัดประสบการณหรือสรางสถานการณใกลตัวเพื่อพัฒนาผูเรียนใหมีคุณลักษณะท่ีพึงประสงค คือ
ซ่อื สตั ยสจุ รติ มรี ะเบียบวินยั มีความรอบคอบ ใฝเ รยี นรู มุงมน่ั ในการทํางาน มีจิตสาธารณะ และมีเจตคติท่ีดี
ตอ คณิตศาสตร

รหัสตวั ชี้วดั
ค 1.1 ม.1/1, ม.1/2
ค 1.2 ม.1/2, ม.1 / 3
ค 1.3 ม.1/1
ค 3.1 ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6
ค 4.1 ม.1/1
ค 4.2 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/ 3, ม.1/ 4, ม.1/5
ค 6.1 ม.1/1, ม.1/2, ม.1 / 3, ม.1 / 4, ม.1 /5, ม.1/6
รวมทั้งหมด 23 ตัวชี้วัด

หลกั สตู รโรงเรยี นบานรุงสมบูรณ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2563) 83

ค 22101 คณติ ศาสตร

รายวชิ าพนื้ ฐาน กลมุ สาระการเรียนรูค ณิตศาสตร

ชนั้ มธั ยมศึกษาปที่ 2 ภาคเรยี นที่ 1 เวลาเรียน 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน (จาํ นวน 1.5 หนว ยกิต)

___________________________________________________________________________

จาํ นวนและการดําเนนิ การ

ใชความรูเกี่ยวกบั อตั ราสว น สดั สวนและรอยละในการแกโ จทยป ญหา

การวัด

เปรียบเทียบหนวยความยาว พื้นที่ ในระบบเดียวกัน ตางระบบ และเลือกใชหนวยการวัดไดอยาง

เหมาะสม คาดคะเนเวลา ระยะทาง พ้ืนที่ ปริมาตรและน้ําหนักไดอยางใกลเคียง และอธิบายวิธีการท่ีใชในการ

คาดคะเน ใชการคาดคะเนเกี่ยวกับการวัด และใชความรูเก่ียวกับความยาวและพ้ืนที่แกปญหาในสถานการณ

ตาง ๆ

เรขาคณิต

ใชส มบตั ิเกย่ี วกบั ความเทากันทกุ ประการของรปู สามเหลี่ยมในการใหเหตุผลและแกป ญ หา

เขา ใจเกี่ยวกบั การแปลงทางเรขาคณติ ในเรื่อง การเลอื่ นขนาน การสะทอน และการหมุน และนําไปใช บอก

ภาพและอธิบายวิธีการที่จะไดภาพท่ีเกิดขึ้นจากการเลื่อนขนาน การสะทอนและการหมุนรูปตนแบบ เม่ือกําหนด

รูปตน แบบและภาพนั้นให

พีชคณิต

หาพิกัดของจุด และอธิบายลักษณะของรูปเรขาคณิตที่เกิดขึ้นจากการเลื่อนขนาน การสะทอน และ

การหมนุ บนระนาบในระบบพกิ ัดฉาก

การวเิ คราะหข อมูลและความนาจะเปน

อานและนําเสนอขอมูลโดยใชแผนภูมริ ูปวงกลม

อธิบายไดวาเหตุการณท่ีกําหนดให เหตุการณใดเกิดขึ้นแนนอน เหตุการณใดไมเกิดข้ึนแนนอน และ

เหตกุ ารณใ ดมีโอกาสเกดิ ข้ึนไดม ากกวา กนั

ทกั ษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร

ใชว ิธีการที่หลากหลายแกปญหา ใชค วามรู ทักษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตรและเทคโนโลยีใน

การแกปญหาในสถานการณตาง ๆ ไดอยางเหมาะสม ใหเหตุผลประกอบการตัดสินใจ และสรุปผลไดอยาง

เหมาะสม ใชภาษาและสัญลักษณทางคณิตศาสตรในการส่ือสาร การส่ือความหมาย และการนําเสนอไดอยาง

ถูกตองและเหมาะสม เชื่อมโยงความรูตาง ๆ ในคณิตศาสตรและเช่ือมโยงคณิตศาสตรกับศาสตรอ่ืน ๆ และมี

ความคิดริเร่มิ สรา งสรรค

คณุ ลกั ษณะทพี่ ึงประสงค

หลักสูตรโรงเรียนบา นรุงสมบรู ณ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2563) 84

จัดประสบการณหรือสรางสถานการณใกลตัวเพื่อพัฒนาผูเรียนใหมีคุณลักษณะท่ีพึงประสงค คือ
ซอ่ื สตั ยสุจรติ มีระเบียบวินัย มีความรอบคอบ ใฝเ รยี นรู มุงมน่ั ในการทํางาน มีจิตสาธารณะ และมีเจตคติท่ีดี
ตอคณิตศาสตร

รหสั ตวั ชี้วัด
ค 1.1 ม.2/4
ค 2.1 ม.2/1 , ม.2/2, ม.2/3
ค 2.2 ม.2/1
ค 3.2 ม.2/1 , ม.2/3, ม.2/4
ค 4.2 ม.2/2
ค 5.1 ม.2/1
ค 5.2 ม.2/1
ค 6.1 ม.2/1 , ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5 , ม.2/6
รวม ท้งั หมด 17 ตัวช้ีวดั

หลักสูตรโรงเรียนบานรุงสมบูรณ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 85

ค 22102 คณติ ศาสตร

รายวิชาพ้ืนฐาน กลุมสาระการเรียนรูค ณติ ศาสตร

ช้ันมธั ยมศึกษาปท ี่ 2 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลาเรยี น 60 ชัว่ โมง/ภาคเรยี น (จํานวน 1.5 หนวยกติ

___________________________________________________________________________

จํานวนและการดาํ เนินการ

เขียนเศษสวนในรูปทศนิยมและเขียนทศนิยมซ้ําในรูปเศษสวน จําแนกจํานวนจริง และยกตัวอยาง

จํานวนตรรกยะและจํานวนอตรรกยะ และบอกความเก่ียวของของจํานวนจริง จํานวน ตรรกยะ และ

จํานวนอตรรกยะ อธิบาย ระบุ และหารากท่ีสองและรากท่ีสามของจํานวนเต็มโดยการแยกตัวประกอบและ

นําไปใชในการแกปญหาพรอมทั้ง หาคาประมาณ และอธิบายผลท่ีเกิดขึ้นจากการหารากท่ีสองและรากท่ีสาม

ของจํานวนเต็ม เศษสวน และทศนิยม บอกความสัมพันธของการยกกําลังกับการหารากของจํานวนจริง พรอม

ท้งั ตระหนกั ถึงความสมเหตุสมผลของคาํ ตอบ

เรขาคณติ

ใชส มบตั ขิ องเสนขนานในการใหเหตุผลและแกปญ หา

ใชท ฤษฎีบทพที าโกรัสและบทกลับในการใหเ หตผุ ลและแกปญ หา

พชี คณติ

แกโจทยป ญหาเกี่ยวกบั สมการเชงิ เสนตัวแปรเดียว พรอ มท้งั ตระหนกั ถึงความสมเหตสุ มผลของคําตอบ

ทกั ษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร

ใชว ธิ ีการท่หี ลากหลายแกปญหา ใชค วามรู ทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตรแ ละเทคโนโลยีใน

การแกปญหาในสถานการณตาง ๆ ไดอยางเหมาะสม ใหเหตุผลประกอบการตัดสินใจ และสรุปผลไดอยาง

เหมาะสม ใชภาษาและสัญลักษณทางคณิตศาสตรในการสื่อสาร การสื่อความหมาย และการนําเสนอไดอยาง

ถูกตองและเหมาะสม เช่ือมโยงความรูตาง ๆ ในคณิตศาสตรและเช่ือมโยงคณิตศาสตรกับศาสตรอ่ืน ๆ และมี

ความคิดรเิ ร่ิมสรางสรรค

คุณลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค

จัดประสบการณหรือสรางสถานการณใกลตัวเพื่อพัฒนาผูเรียนใหมีคุณลักษณะที่พึงประสงค คือ

ซ่ือสัตยสุจริต มีระเบียบวินัย มีความรอบคอบ ใฝเรียนรู มุงมั่นในการทํางานมีจิตสาธารณะ และมีเจตคติท่ีดี

ตอคณติ ศาสตร

รหัสตัวช้ีวดั
ค 1.1 ม.2/1 , ม.2/2, ม.2/3
ค 1.2 ม.2/1 , ม.2/2
ค 1.3 ม.2/1
ค 1.4 ม.2/1

หลกั สตู รโรงเรียนบา นรุงสมบรู ณ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 86

ค 3.2 ม.2/1 , ม.2/2
ค 4.2 ม.2/1
ค 6./1 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5, ม.2/6
รวมท้ังหมด 16 ตัวชี้วดั

หลกั สูตรโรงเรยี นบา นรงุ สมบูรณ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 87

ค 23101 คณติ ศาสตร

รายวชิ าพื้นฐาน กลุม สาระการเรยี นรูคณติ ศาสตร

ช้ันมัธยมศกึ ษาปที่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 เวลาเรยี น 60 ชวั่ โมง/ภาคเรียน (จํานวน 1.5 หนว ยกิต)

___________________________________________________________________________

การวดั

หาปริมาตร และพื้นที่ผิวของปริซึม และทรงกระบอก หาปริมาตรของพีระมิด กรวย และทรงกลม

เปรียบเทียบหนวยความจุ หรือหนวยปริมาตรในระบบเดียวกันหรือตางระบบ และเลือกใชหนวยการวัดได

อยางเหมาะสม ใชการคาดคะเนเก่ียวกับการวัด และความรูเกี่ยวกับพื้นท่ี พ้ืนที่ผิว และปริมาตรในการ

แกปญหาในสถานการณตาง ๆ

เรขาคณติ

อธบิ ายลกั ษณะและสมบัตขิ องปรซิ ึม พรี ะมดิ ทรงกระบอก กรวย และทรงกลม

ใชสมบัติของรปู สามเหลย่ี มคลา ยในการใหเ หตผุ ลและการแกปญ หา

พชี คณติ

เขียนกราฟแสดงความเก่ียวของระหวางปริมาณสองชุดที่มีความสัมพันธเชิงเสน และกราฟสมการเชิง

เสนสองตัวแปร อานและแปลความหมายกราฟของระบบสมการเชิงเสนสองตัวแปร และกราฟอ่ืนๆ แกระบบ

สมการเชิงเสนสองตัวแปร และนําไปใชแ กป ญหา พรอมทั้งตระหนกั ถงึ ความสมเหตสุ มผลของคําตอบ

ทักษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร

ใชว ิธีการท่ีหลากหลายแกปญหา ใชความรู ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรและเทคโนโลยีใน

การแกปญหาในสถานการณตาง ๆ ไดอยางเหมาะสม ใหเหตุผลประกอบการตัดสินใจ และสรุปผลไดอยาง

เหมาะสม ใชภาษาและสัญลักษณทางคณิตศาสตรในการสื่อสาร การสื่อความหมาย และการนําเสนอไดอยาง

ถูกตองและเหมาะสม เช่ือมโยงความรูตาง ๆ ในคณิตศาสตรและเช่ือมโยงคณิตศาสตรกับศาสตรอื่น ๆ และมี

ความคิดริเรม่ิ สรางสรรค

คุณลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค

จัดประสบการณหรือสรางสถานการณใกลตัวเพ่ือพัฒนาผูเรียนใหมีคุณลักษณะท่ีพึงประสงค คือ

ซ่อื สตั ยส ุจริต มรี ะเบยี บวนิ ยั มีความรอบคอบ ใฝเ รยี นรู มงุ ม่นั ในการทํางาน มีจิตสาธารณะ และมีเจตคติท่ีดี

ตอ คณิตศาสตร

รหัสตัวชี้วดั
ค 2.1 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/4
ค 2.2 ม.3/1
ค 3.1 ม.3/1
ค 3.2 ม.3/1

หลกั สตู รโรงเรียนบานรุงสมบรู ณ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2563) 88

ค 4.2 ม.3/2 ,ม.3/3,ม.3/4, ม.3/5
ค 6.1 ม.3/1,ม.3/2 ,ม.3/3,ม.3/4, ม.3/5 , ม.3/6
รวมท้ังหมด 17 ตัวช้วี ดั

หลกั สตู รโรงเรยี นบา นรุงสมบูรณ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2563) 89

ค 23102 คณิตศาสตร

รายวชิ าพนื้ ฐาน กลุมสาระการเรยี นรูค ณติ ศาสตร

ชัน้ มัธยมศึกษาปท ่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลาเรยี น 60 ชว่ั โมง/ภาคเรียน (จาํ นวน 1.5 หนวยกิต)

___________________________________________________________________________

พีชคณิต

ใชความรูเก่ียวกับอสมการเชิงเสนตัวแปรเดียวในการแกปญหา พรอมทั้งตระหนักถึงความสมเหตุสมผล

ของคาํ ตอบ

การวิเคราะหข อมูลและความนาจะเปน

กําหนดประเด็น และเขียนขอคําถามเกี่ยวกับปญหาหรือสถานการณตาง ๆ รวมท้ังกําหนดวิธี

การศกึ ษาและการเก็บรวบรวมขอมูลท่ีเหมาะสม หาคาเฉล่ียเลขคณิต มัธยฐาน และฐานนิยมของขอมูลท่ีไมได

แจกแจงความถี่ และเลือกใชไดอยางเหมาะสม นําเสนอขอมูลในรูปแบบที่เหมาะสม อาน แปลความหมาย

และวิเคราะหขอมูลท่ีไดจากการนําเสนอ อภิปรายถึงความคลาดเคล่ือนที่อาจเกิดขึ้นไดจากการนําเสนอขอมูล

ทางสถติ ิ และใชความรเู ก่ียวกบั สถติ ปิ ระกอบการตดั สนิ ใจในสถานการณตาง

หาความนาจะเปนของเหตุการณจากการทดลองสุมที่ผลแตละตัวมีโอกาสเกิดขึ้น เทา ๆ กัน และใช

ความรูเกี่ยวกับความนาจะเปนในการคาดการณไดอยางสมเหตุสมผล ใชความรูเกี่ยวกับความนาจะเปน

ประกอบการตดั สินใจในสถานการณตา ง ๆ

ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร

ใชวิธีการทหี่ ลากหลายแกป ญ หา ใชค วามรู ทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตรและเทคโนโลยีใน

การแกปญหาในสถานการณตาง ๆ ไดอยางเหมาะสม ใหเหตุผลประกอบการตัดสินใจ และสรุปผลไดอยาง

เหมาะสม ใชภาษาและสัญลักษณทางคณิตศาสตรในการสื่อสาร การส่ือความหมาย และการนําเสนอไดอยาง

ถูกตองและเหมาะสม เช่ือมโยงความรูตาง ๆ ในคณิตศาสตรและเชื่อมโยงคณิตศาสตรกับศาสตรอ่ืน ๆ และมี

ความคดิ รเิ ร่มิ สรางสรรค

คุณลักษณะท่ีพึงประสงค

จัดประสบการณหรือสรางสถานการณใกลตัวเพื่อพัฒนาผูเรียนใหมีคุณลักษณะที่พึงประสงค คือ

ซอื่ สัตยส ุจริต มีระเบียบวินยั มีความรอบคอบ ใฝเ รียนรู มงุ มั่นในการทํางาน มีจิตสาธารณะ และมีเจตคติท่ีดี

ตอ คณิตศาสตร

รหัสตัวช้ีวัด
ค 4.2 ม.3/1
ค 5.1 ม.3/1,ม.3/2 ,ม.3/3,ม.3/4
ค 5.2 ม.3/1
ค 5.3 ม.3/1, ม.3/2

หลักสตู รโรงเรียนบา นรงุ สมบรู ณ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 90

ค 6.1 ม.3/1,ม.3/2 ,ม.3/3,ม.3/4, ม.3/5 , ม.3/6
รวมทั้งหมด 14 ตัวชีว้ ดั

หลกั สูตรโรงเรียนบานรงุ สมบรู ณ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.2563) 91

กลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

ระดับประถมศกึ ษา จํานวน 80 ชั่วโมง
รายวชิ าพื้นฐาน จํานวน 80 ช่ัวโมง
จาํ นวน 80 ช่วั โมง
ว11101 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี จํานวน 80 ช่วั โมง
ว12101 วทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี จํานวน 80 ชั่วโมง
จาํ นวน 80 ชั่วโมง
ว13101 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ว14101 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

ว15101 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ว16101 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

ระดับมัธยมศึกษาตอนตน

รายวิชาพืน้ ฐาน

ว21101 วทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี จํานวน 60 ช่ัวโมง 1.5 หนวยกติ

ว21102 วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี จาํ นวน 60 ชวั่ โมง 1.5 หนวยกิต

ว22101 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี จํานวน 60 ช่วั โมง 1.5 หนวยกิต

ว22102 วทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี จาํ นวน 60 ชัว่ โมง 1.5 หนวยกติ

ว23101 วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี จํานวน 60 ช่ัวโมง 1.5 หนว ยกิต

ว23102 วทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี จํานวน 60 ชวั่ โมง 1.5 หนว ยกิต

รายวิชาเพม่ิ เติม

ว21201 การใชค อมพิวเตอรและ Microsoft Word จํานวน 40 ชัว่ โมง

ว21202 Microsoft Excel จํานวน 40 ชว่ั โมง

ว22201 Microsoft PowerPoint จํานวน 40 ชว่ั โมง

ว22202 ภาษาโลโกและการสรางชิ้นงาน จาํ นวน 40 ช่วั โมง

ว23201 การสรางเว็บเพจ จาํ นวน 40 ชั่วโมง

ว23202 Macromedia Flash จาํ นวน 40 ชั่วโมง

หมายเหตุคาํ อธบิ ายรายวิชาที่เปน ตัวหนงั สือตวั หนาเปนสาระการเรยี นรูทองถ่ิน

หลักสตู รโรงเรียนบา นรงุ สมบูรณ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.2563) 92

ว11101 วิทยาศาสตร

รายวิชาพืน้ ฐาน กลมุ สาระการเรียนรูว ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

ชัน้ ประถมศึกษาปท ี่ 1 เวลา 80 ชั่วโมง

___________________________________________________________________________

ระบุชื่อพืชและสัตวที่อาศัยอยูบริเวณตาง ๆ จากขอมูลท่ีรวบรวมได บอกสภาพแวดลอมท่ีเหมาะสมกับ
การดํารงชีวิตของสัตวในบริเวณท่ีอาศัยอยู ระบุชื่อ บรรยายลักษณะและบอกหนาที่ของสวนตาง ๆ ของรางกาย
มนุษย สัตว และพืช รวมท้งั บรรยายการทําหนาที่รวมกันของสวนตาง ๆ ของรางกายมนุษยในการทํากิจกรรมตาง ๆ
จากขอ มลู ที่รวบรวมได ตระหนักถึงความสําคัญของสวนตาง ๆ ของรางกายตนเอง โดยการดูแลสวนตาง ๆ
อยางถูกตอง ใหปลอดภยั และรกั ษาความสะอาดอยูเสมอ

อธิบายสมบัติที่สงั เกตไดข องวสั ดทุ ใี่ ชทาํ วัตถซุ ่ึงทําจากวัสดุชนิดเดียวหรือหลายชนิดประกอบกันโดยใช
หลักฐานเชิงประจักษ ระบุชนิดของวัสดุและจัดกลุมวัสดุตามสมบัติที่สังเกตได บรรยายการเกิดเสียงและทิศทาง
การเคลือ่ นทขี่ องเสยี งจากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ

ระบุดาวท่ีปรากฏบนทองฟา ในเวลากลางวนั และกลางคืนจากขอมูลที่รวบรวมได อธิบายสาเหตุท่ีมองไมเห็น
ดวงดาวสวนใหญในเวลากลางวันจากหลักฐานเชิงประจักษ อธิบายลักษณะภายนอกของหินจากลักษณะ
เฉพาะตัวท่ีสงั เกตได

แกปญหาอยางงายโดยใชการลองผิดลองถูก การเปรียบเทียบ แสดงลําดับข้ันตอนการทํางานหรือการ
แกปญหาอยางงายโดยใชภาพ สัญลักษณ หรือขอความ เขียนโปรแกรมอยางงาย โดยใชซอฟตแวรหรือสื่อ
ใชเทคโนโลยีในการสราง จัดเก็บ เรียกใชขอมูลตามวัตถุประสงค ใชเทคโนโลยีสารสนเทศอยางปลอดภัย
ปฏิบัติตามขอตกลงในการใชคอมพวิ เตอรรว มกนั ดูแลรักษาอุปกรณเบอื้ งตน ใชง านอยางเหมาะสม

รหัสตวั ช้ีวัด
ว 1.1 ป.1/1, ป.1/2

ว 1.2 ป.1/1, ป.1/2

ว 2.1 ป.1/1, ป.1/2
ว 2.3 ป.1/1

หลกั สตู รโรงเรียนบา นรุงสมบรู ณ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2563) 93

ว 3.1 ป.1/1, ป.1/2
ว 3.2 ป.1/1
ว 4.2 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4, ป.1/5
รวมท้ังหมด 15 ตัวชี้วัด

หลกั สตู รโรงเรยี นบานรงุ สมบูรณ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2563) 94

ว12101 วทิ ยาศาสตร

รายวิชาพืน้ ฐาน กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

ชนั้ ประถมศึกษาปท่ี 2 เวลา 80 ชว่ั โมง

___________________________________________________________________________

ระบุวา พืชตอ งการแสงและน้ํา เพ่ือการเจริญเติบโต โดยใชขอมูลจากหลักฐานเชิงประจักษ ตระหนักถึง
ความจําเปนที่พืชตองการไดรับน้ําและแสงเพื่อการเจริญเติบโต โดยดูแลพืชใหไดรับส่ิงดังกลาวอยางเหมาะสม
สรางแบบจําลองท่ีบรรยายวัฏจักรชีวิตของพืชดอก เปรียบเทียบลักษณะสิ่งมีชีวิตและสิ่งไมมีชีวิตจากขอมูลที่
รวบรวมได

เปรยี บเทยี บสมบตั กิ ารดูดซับนํา้ ของวัสดุโดยใชหลักฐานเชิงประจักษ และระบุการนําสมบัติการดูดซับ
น้ําของวัสดุไปประยุกตใชในการทําวัตถุในชีวิตประจําวัน อธิบายสมบัติท่ีสังเกตไดของวัสดุที่เกิดจากการนําวัสดุมา
ผสมกันโดยใชหลักฐานเชิงประจักษ เปรียบเทียบสมบัติท่ีสังเกตไดของวัสดุ เพื่อนํามาทําเปนวัตถุในการใชงานตาม
วัตถุประสงค และอธิบายการนําวัสดุท่ีใชแลวกลับมาใชใหมโดยใชหลักฐานเชิงประจักษ ตระหนักถึงประโยชน
ของการนําวัสดุทีใ่ ชแลว กลบั มาใชใ หม โดยการนําวัสดทุ ่ใี ชแลวกลับมาใชใ หม

บรรยายแนวการเคล่ือนที่ของแสงจากแหลงกําเนิดแสง และอธิบายการมองเห็นวัตถุจากหลักฐานเชิง
ประจกั ษ ตระหนกั ในการเห็นคุณคาของความรูของการมองเห็นโดยเสนอแนะแนวทางการปองกันอันตรายจาก
การมองเหน็ วตั ถุในท่มี ีแสงสวางไมเ หมาะสม

ระบุสวนประกอบของดิน และจําแนกชนิดของดินโดยใชลักษณะเน้ือดินและการจับตัวเปนเกณฑ
อธบิ ายการใชประโยชนจากดนิ จากขอ มลู ทร่ี วบรวมได

แสดงลําดับขั้นตอนการทํางานหรือการแกปญหาอยางงายโดยใชภาพ สัญลักษณ หรือขอความ
เขียนโปรแกรมอยางงาย โดยใชซอฟตแวรหรือส่ือ และตรวจหาขอผิดพลาดของโปรแกรม ใชเทคโนโลยีในการ
สราง จัดหมวดหมู คนหา จัดเก็บ เรียกใชขอมูลตามวัตถุประสงค ใชเทคโนโลยีสารสนเทศอยางปลอดภัย ปฏิบัติ
ตามขอตกลงในการใชค อมพวิ เตอรร วมกัน ดูแลรกั ษาอปุ กรณเ บ้อื งตน ใชงานอยางเหมาะสม

รหัสตัวช้ีวัด
ว 1.2 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3
ว 1.3 ป.2/1

ว 2.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4
ว 2.3 ป.2/1, ป.2/2
ว 3.2 ป.2/1, ป.2/2

หลักสูตรโรงเรยี นบา นรุงสมบรู ณ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2563) 95

ว 4.2 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4
รวมท้ังหมด 16 ตัวชวี้ ดั

หลกั สูตรโรงเรียนบานรงุ สมบูรณ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2563) 96

ว13101 วิทยาศาสตร

รายวิชาพื้นฐาน กลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ี่ 3 เวลา 80 ชวั่ โมง

___________________________________________________________________________

บรรยายสิ่งทจ่ี ําเปนตอการดํารงชีวิต และการเจรญิ เตบิ โตของมนุษยและสัตวโดยใชขอมูลท่ีรวบรวมได

ตระหนักถึงประโยชนของอาหาร นํ้า และอากาศโดยการดูแลตนเองและสัตวใหไดรับส่ิงเหลาน้ีอยางเหมาะสม

สรางแบบจําลองที่บรรยายวัฏจักรชีวิตของสัตวและเปรียบเทียบวัฏจักรชีวิตของสัตวบางชนิด ตระหนักถึง

คุณคา ของชวี ติ สัตวโดยไมท าํ ใหว ัฏจักรชวี ติ ของสตั วเ ปล่ียนแปลง

อธิบายวาวัตถุประกอบขึ้นจากชิ้นสวนยอย ๆ ซึ่งสามารถแยกออกจากกันไดและประกอบกันเปน

วัตถุช้ินใหมไดโดยใชหลักฐานเชิงประจักษ อธิบายการเปลี่ยนแปลงของวัสดุเมื่อทําใหรอนข้ึนหรือทําใหเย็นลง

โดยใชหลักฐานเชิงประจักษ ระบุผลของแรงท่ีมีตอการเปลี่ยนแปลงการเคล่ือนที่ของวัตถุจากหลักฐานเชิง

ประจักษ เปรียบเทยี บและยกตัวอยางแรงสัมผัสและแรงไมสมั ผัสท่ีมีผลตอการเคลื่อนท่ีของวัตถุโดยใชหลักฐาน

เชิงประจกั ษ จําแนกวัตถุโดยใชการดึงดูดกับแมเหล็กเปนเกณฑจากหลักฐานเชิงประจักษ ระบุขั้วแมเหล็กและ

พยากรณผลที่เกิดขึ้นระหวางขั้วแมเหล็กเมื่อนํามาเขาใกลกันจากหลักฐานเชิงประจักษ ยกตัวอยางการเปล่ียน

พลงั งานหน่ึงไปเปน อีกพลังงานหน่ึงจากหลักฐานเชิงประจักษ บรรยายการทํางานของเครื่องกําเนิดไฟฟาและ

ระบุแหลงพลังงานในการผลิตไฟฟาจากขอมูลที่รวบรวมได ตระหนักในประโยชนและโทษของไฟฟา โดย

นาํ เสนอวธิ ีการใชไฟฟา อยางประหยัด และปลอดภัย

อธิบายแบบรูปเสนทางการขึ้นและตกของดวงอาทิตยโดยใชหลักฐานเชิงประจักษ อธิบายสาเหตุการ

เกิดปรากฏการณการข้ึนและตกของดวงอาทิตย การเกิดกลางวันกลางคืน และการกําหนดทิศโดยใช

แบบจําลอง ตระหนักถึงความสําคัญของดวงอาทิตย โดยบรรยายประโยชนของดวงอาทิตยตอสิ่งมีชีวิต ระบุ

สว นประกอบของอากาศ บรรยายความสําคัญของอากาศ และผลกระทบของมลพิษทางอากาศตอส่ิงมีชีวิตจาก

ขอมูลที่รวบรวมไดตระหนักถึงความสําคัญของอากาศ โดยนําเสนอแนวทางการปฏิบัติตนในการลดการเกิด

มลพิษทางอากาศ อธิบายการเกิดลมจากหลักฐานเชิงประจักษ บรรยายประโยชนและโทษของลมจากขอมูลท่ี

รวบรวมได

แสดงอัลกอริทึมในการทํางานหรือการแกปญหาอยางงายโดยใชภาพ สัญลักษณ หรือขอความ เขียน

โปรแกรมอยางงาย โดยใชซอฟตแวรหรือสื่อ และตรวจหาขอผิดพลาดของโปรแกรม ใชอินเทอรเน็ตคนหา

ความรู รวบรวม ประมวลผล และนําเสนอขอมูล โดยใชซอฟตแวรตามวัตถุประสงค ใชเทคโนโลยีสารสนเทศ

อยางปลอดภัย ปฏบิ ตั ติ ามขอตกลงในการใชอินเทอรเนต็

รหัสตัวชวี้ ดั

ว 12. ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4

ว 21. ป.3/1, ป.3/2

ว 22. ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4

หลักสตู รโรงเรยี นบานรุงสมบูรณ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.2563) 97

ว 23. ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3
ว 31. ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3
ว 32. ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4
ว 42. ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4
รวมทงั้ หมด 25 ตัวชีว้ ัด

หลกั สูตรโรงเรยี นบานรุงสมบูรณ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2563) 98

ว14101 วทิ ยาศาสตร

รายวิชาพน้ื ฐาน กลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

ช้ันประถมศึกษาปที่ 4 เวลา 80 ชว่ั โมง

___________________________________________________________________________

บรรยายหนา ทีข่ องราก ลําตน ใบ และดอกของพืชดอกโดยใชขอมูลที่รวบรวมได จําแนกสิ่งมีชีวิตโดยใช
ความเหมอื น และความแตกตา งของลกั ษณะของส่ิงมีชีวิตออกเปนกลุมพืช กลุมสัตว และกลุมที่ไมใชพืชและสัตว
จําแนกพืชออกเปนพืชดอกและพืชไมมีดอกโดยใชการมีดอกเปนเกณฑ โดยใชขอมูลท่ีรวบรวมได จําแนกสัตว
ออกเปนสัตวมีกระดูกสันหลังและสัตวไมมีกระดูกสันหลังโดยใชการมีกระดูกสันหลังเปนเกณฑ โดยใชขอมูลที่
รวบรวมได บรรยายลกั ษณะเฉพาะท่ีสังเกตไดของสัตวมีกระดูกสันหลังในกลุมปลา กลุมสัตวสะเทินนํ้าสะเทินบก
กลมุ สัตวเ ลื้อยคลาน กลุมนก และกลุมสตั วเลยี้ งลกู ดว ยนํา้ นม และยกตัวอยา งสิง่ มีชวี ิตในแตล ะกลมุ

เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพดานความแข็ง สภาพยืดหยุน การนําความรอน และการนําไฟฟาของ
วัสดุโดยใชหลักฐานเชิงประจักษจากการทดลองและระบุการนําสมบัติเร่ืองความแข็ง สภาพยืดหยุน การนํา
ความรอน และการนําไฟฟาของวัสดุไปใชในชีวิตประจําวันผานกระบวนการออกแบบชิ้นงาน แลกเปลี่ยน
ความคิดกับผูอื่นโดยการอภิปรายเกี่ยวกับสมบัติทางกายภาพของวัสดุอยางมีเหตุผลจากการทดลอง
เปรียบเทียบสมบัติของสสารทงั้ 3 สถานะ จากขอ มูลท่ีไดจากการสังเกตมวล การตองการท่ีอยู รูปรางและปริมาตร
ของสสาร ใชเคร่ืองมือเพื่อวัดมวล และปริมาตรของสสารทั้ง 3 สถานะ ระบุผลของแรงโนมถวงที่มีตอวัตถุจาก
หลักฐานเชิงประจักษ ใชเครื่องชั่งสปริงในการวัดน้ําหนักของวัตถุ บรรยายมวลของวัตถุที่มีผลตอการ
เปลย่ี นแปลงการเคลอ่ื นที่ของวตั ถจุ ากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ จําแนกวัตถุเปนตัวกลางโปรงใส ตัวกลางโปรงแสง
และวัตถทุ บึ แสง จากลกั ษณะการมองเหน็ ส่งิ ตาง ๆ ผานวตั ถนุ ้ันเปน เกณฑโ ดยใชห ลักฐานเชิงประจกั ษ

อธิบายแบบรูปเสนทางการขึ้นและตกของดวงจันทร โดยใชหลักฐานเชิงประจักษ สรางแบบจําลองท่ี
อธิบายแบบรูป การเปลี่ยนแปลงรูปรางปรากฏของดวงจันทร และพยากรณรูปรางปรากฏของดวงจันทร สราง
แบบจําลองแสดงองคประกอบของระบบสรุ ิยะ และอธิบายเปรียบเทียบคาบการโคจรของดาวเคราะหตาง ๆ จาก
แบบจําลอง ใชเ หตผุ ลเชิงตรรกะในการแกปญหา การอธิบายการทํางาน การคาดการณผลลัพธ จากปญหาอยาง
งาย ออกแบบ และเขียนโปรแกรมอยางงาย โดยใชซอฟตแวรหรือสื่อ และตรวจหาขอผิดพลาดและแกไข ใช
อินเทอรเน็ตคนหาความรู และประเมินความนาเชื่อถือของขอมูล รวบรวม ประเมิน นําเสนอขอมูลและสารสนเทศ
โดยใชซ อฟตแ วรทหี่ ลากหลาย เพ่อื แกปญ หาในชีวติ ประจําวัน ใชเทคโนโลยีสารสนเทศอยางปลอดภัย เขาใจสิทธิ
และหนา ที่ของตน เคารพในสิทธขิ องผูอน่ื แจง ผูเก่ยี วขอ งเม่อื พบขอมลู หรือบุคคลทไ่ี มเ หมาะสม
รหัสตวั ช้ีวดั
ว 1 2. ป1/4.
ว 1 3. ป1/4., ป2/4., ป3/4., ป4/4.
ว 21.ป1/4., ป2/4., ป3/4., ป4/4.

หลักสตู รโรงเรยี นบานรุงสมบูรณ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2563) 99

ว 2 2.ป1/4., ป2/4., ป3/4.
ว 2 3. ป1/4.
ว 3 1.ป1/4., ป2/4., ป3/4.
ว 4 2.ป1/4., ป2/4., ป3/4., ป4/4., ป.4/5
รวมทั้งหมด 21 ตัวช้ีวดั

หลกั สูตรโรงเรยี นบานรุงสมบรู ณ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.2563) 100

ว15101 วิทยาศาสตร

รายวชิ าพื้นฐาน กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

ช้นั ประถมศกึ ษาปท ่ี 5 เวลา 80 ช่ัวโมง

___________________________________________________________________________

บรรยายโครงสรางและลักษณะของส่ิงมีชีวิตท่ีเหมาะสมกับการดํารงชีวิต ซึ่งเปนผลมาจากการปรับตัว
ของสิ่งมีชีวิตในแตละแหลงท่ีอยู อธิบายความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธระหวาง
สิ่งมีชวี ิตกบั ส่งิ ไมมชี วี ติ เพือ่ ประโยชนต อการดํารงชีวิต เขยี นโซอ าหารและระบบุ ทบาทหนาทีข่ องส่งิ มีชีวิตที่เปนผูผลิต
และผูบริโภคในโซอาหาร ตระหนักในคุณคาของส่ิงแวดลอมที่มีตอการดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต โดยมีสวนรวมใน
การดูแลรักษาส่ิงแวดลอม อธิบายลักษณะทางพันธุกรรมที่มีการถายทอดจากพอแมสูลูกของพืช สัตว และมนุษย
แสดงความอยากรูอยากเห็น โดยการถามคาํ ถามเกย่ี วกบั ลักษณะทคี่ ลายคลงึ กันของตนเองกับพอแม

อธิบายการเปล่ียนสถานะของสสาร เมื่อทําใหสสารรอนขึ้นหรือเย็นลงโดยใชหลักฐานเชิงประจักษ
อธิบายการละลายของสารในน้ําโดยใชหลักฐานเชิงประจักษ วิเคราะหการเปล่ียนแปลงของสารเม่ือเกิดการ
เปลี่ยนแปลงทางเคมีโดยใชหลักฐานเชิงประจักษ วิเคราะหและระบุการเปล่ียนแปลงที่ผันกลับไดและการ
เปล่ียนแปลงท่ีผนั กลับไมไ ด อธิบายวธิ กี ารหาแรงลพั ธข องแรงหลายแรงในแนวเดียวกันท่ีกระทําตอวัตถุในกรณี
ท่วี ัตถอุ ยนู ่ิงจากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ เขยี นแผนภาพแสดงแรงท่ีกระทําตอวัตถุท่ีอยูในแนวเดียวกันและแรงลัพธท่ี
กระทําตอวัตถุ ใชเ ครื่องช่ังสปริงในการวัดแรงท่ีกระทําตอวัตถุ ระบุผลของแรงเสียดทานท่ีมีตอการเปล่ียนแปลงการ
เคล่ือนที่ของวัตถุจากหลักฐานเชิงประจักษ เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียดทานและแรงที่อยูในแนวเดียวกันท่ี
กระทําตอวัตถุ อธิบายการไดยินเสียงผานตัวกลางจากหลักฐานเชิงประจักษ ระบุตัวแปร ทดลอง และอธิบาย
ลกั ษณะและการเกดิ เสยี งสูง เสียงตํา่ ออกแบบการทดลองและอธิบายลักษณะและการเกิดเสียงดัง เสียงคอย วัด
ระดับเสียงโดยใชเครอื่ งมอื วัดระดับเสยี ง ตระหนักในคุณคาของความรูเรื่องระดับเสียงโดยเสนอแนะแนวทางใน
การหลกี เลยี่ งและลดมลพิษทางเสียง

เปรียบเทียบความแตกตางของดาวเคราะหและดาวฤกษจากแบบจําลอง ใชแผนที่ดาวระบุตําแหนง
และเสนทางการขึ้นและตกของกลุมดาวฤกษบนทองฟา และอธิบายแบบรูปเสนทางการขึ้นและตกของกลุม
ดาวฤกษบนทองฟา ในรอบป เปรยี บเทยี บปริมาณน้ําในแตละแหลง และระบุปริมาณนํ้าที่มนุษยสามารถนํามาใช
ประโยชนไ ดจ ากขอ มลู ท่ีรวบรวมได ตระหนักถึงคุณคาของน้ําโดยนําเสนอแนวทางการใชน้ําอยางประหยัดและ
การอนรุ ักษน้าํ สรางแบบจําลองที่อธิบายการหมุนเวียนของนา้ํ ในวัฏจักรนาํ้ เปรียบเทียบกระบวนการเกิดเมฆ
หมอก น้ําคาง และนํ้าคางแข็งจากแบบจําลอง เปรียบเทียบกระบวนการเกิดฝน หิมะ และลูกเห็บจากขอมูลท่ี
รวบรวมได

ใชเหตุผลเชิงตรรกะในการแกปญหา การอธิบายการทํางาน การคาดการณผลลัพธ จากปญหาอยาง
งาย ออกแบบ และเขียนโปรแกรมที่มีการใชเหตุผลเชิงตรรกะอยางงาย ตรวจหาขอผิดพลาดและแกไข ใช
อนิ เทอรเ นต็ คน หาขอ มูล ติดตอสอื่ สารและทํางานรว มกัน ประเมินความนาเช่ือถือของขอมูล รวบรวม ประเมิน


Click to View FlipBook Version