The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรียนวิชาทักษะการเรียนรู้ ม.ปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookchon, 2020-05-27 02:51:41

หนังสือเรียนวิชาทักษะการเรียนรู้ ม.ปลาย (ทร31001)

หนังสือเรียนวิชาทักษะการเรียนรู้ ม.ปลาย

Keywords: ทร31001,ทักษะการเรียนรู้

หนงั สือเรียนสาระทกั ษะการเรียนรู้

รายวชิ าทกั ษะการเรียนรู้

(ทร )

ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขนั พนื ฐาน
พุทธศกั ราช

สาํ นกั งานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั
สาํ นกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการ

ห้ามจาํ หน่าย

หนงั สือเรียนเล่มนีจดั พมิ พด์ ว้ ยเงินงบประมาณแผน่ ดินเพอื การศึกษาตลอดชีวติ สาํ หรับประชาชน ลิขสิทธิ
เป็นของ สาํ นกั งาน กศน. สาํ นกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

เอกสารทางวิชาการลาํ ดบั ที /

~2~ )

หนงั สือเรียนสาระทกั ษะการเรียนรู้

รายวชิ าทกั ษะการเรียนรู้ (ทร

ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

ลขิ สิทธิเป็นของ สาํ นกั งาน กศน. สาํ นกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
เอกสารทางวิชาการลาํ ดบั ที 34 /2555

~3~ หน้า

สารบญั 10
71
คาํ นาํ 140
สารบญั 191
คาํ แนะนําการใช้แบบเรียน 243
โครงสร้างรายวชิ าทกั ษะการเรียนรู้ ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 261

บทที การเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง
บทที การใชแ้ หลง่ เรียนรู้
บทที การจดั การความรู้
บทที การคิดเป็น
บทที การวจิ ยั อยา่ งง่าย
บทที ทกั ษะการเรียนรู้และศกั ยภาพหลกั ของพนื ทีในการพฒั นาอาชีพ

~4~

คาํ นํา

กระทรวงศึกษาธิการไดป้ ระกาศใช้หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขนั พืนฐาน

พุทธศกั ราช เมือวนั ที กนั ยายน พ.ศ. แทนหลกั เกณฑแ์ ละวิธีการจดั การศึกษานอกโรงเรียน

ตามหลกั สูตรการศึกษาขนั พืนฐาน พุทธศกั ราช ซึงเป็ นหลกั สูตรทีพฒั นนาตขาึ มหลกั ปรัชญาและ

ความเชือพนื ฐานในการจดั การศกึ ษานอกโรงเรียนทีมกี ล่มุ เป้ าหมายเป็นผใู้ หญ่มกี ารเรียนรู้แลงะสสมั ความรู้

และประสบการณ์อยา่ งต่อเนือง

ในปี งบประมาณ กระทรวงศึกษาธิการไดก้ าํ หนดแผนยทุ ธศาสตร์ในการขบั เคลือนนโยบาย

ทางการศึกษาเพือเพมิ ศกั ยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขนั ให้ประชาชนไดม้ ีอาชีพทีสามารถสร้าง

รายได้ทีมังคังและมนั คง เป็ นบุคลากรทีมีวินัย เปี ยมไปด้วยคุณธรรมและจริยธรรม และมีจิตสํานึก

รับผดิ ชอบต่อตนเองและผอู้ ืน สาํ นกั งาน กศน. จึงไดพ้ ิจารณาทบทวนหลกั การ จุดหมาย มาตรฐาน ผลการ

เรียนรู้ ทีคาดหวงั และเนือหาสาระ ทงั กลุ่มสาระการเรียนรู้ ของหลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดบั

การศึกษาขันพืนฐาน พุทธศกั ราช ใหม้ ีความสอดคลอ้ งตอบสนองนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ

ซึงส่งผลใหต้ ้องปรับปรุงหนงั สือเรียน โดยการเพิมและสอดแทรกเนือหาสาระเกียวกบั อาชีพ คุณธรรม

จริยธรรมและการเตรียมพร้อม เพือเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในรายวิชาทีมีความเกียวข้องสัมพนั ธ์กนั

แต่ยงั คงหลกั การและวิธีการเดิมในการพฒั นาหนังสือทีให้ผเู้ รียนศึกษาคน้ ควา้ ความรู้ดว้ ยตนเอง ปฏิบตั ิ

กิจกรรม ทาํ แบบฝึกหดั เพือทดสอบความรู้ความเขา้ ใจ มีการอภิปรายแลกเปลียนเรียนรู้กบั กลุ่ม หรือศึกษา

เพมิ เติมจากภมู ปิ ัญญาทอ้ งถนิ แหล่งการเรียนรู้และสืออืน

การปรับปรุงหนงั สือเรียนในครังนี ไดร้ ับความร่วมมืออยา่ งดียงิ จากผทู้ รงคุณวุฒิในแต่ละสาขาวิชา

และผเู้ กียวขอ้ งในการจดั การเรียนการสอนทีศกึ ษาคน้ ควา้ รวบรวมขอ้ มูลองค์ความรู้จากสือต่าง ๆ มาเรียบ

เรียงเนือหาให้ครบถว้ นสอดคลอ้ งกบั มาตรฐาน ผลการเรียนรู้ทีคาดหวงั ตวั ชีวดั และกรอบเนือหาสาระ

ของรายวชิ า สาํ นกั งาน กศน.ขอขอบคุณผมู้ ีส่วนเกียวขอ้ งทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี และหวงั ว่าหนังสือเรียน

ชุดนีจะเป็ นประโยชน์แก่ผเู้ รียน ครู ผูส้ อน และผเู้ กียวขอ้ งในทุกระดับ หากมีข้อเสนอแนะประการใด

สาํ นกั งาน กศน. ขอนอ้ มรับดว้ ยความขอบคุณยงิ

~5~

คาํ แนะนําการใช้หนงั สือเรียน

หนงั สือเรียนสาระทกั ษะการเรียนรู้ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย เป็ นแบบเรียนทีจดั ทนาํ สขาํึ หรับ
ผเู้ รียนทีเป็นนกั ศึกษานอกระบบ

ในการศึกษาหนงั สือเรียนสาระทกั ษะการเรียนรู้ ผเู้ รียนควรปฏบิ ตั ิ ดงั นี

. ศึกษาโครงสร้างรายวชิ าใหเ้ ขา้ ใจในสาระสาํ คญั ผลการเรียนรู้ทีคาดหวงั และขอบข่ายอเนหื า
. ศึกษารายละเอยี ดเนือหาของแต่ละบทอยา่ งละเอียด และทาํ กิจกรรมตามทีกาํ หนด แลว้ ตรวจสอบ
กบั แนวตอบกิจกรรมทีกาํ หนด ถา้ ผเู้ รียนตอบผดิ ควรกลบั ไปศึกษาและทาํ ความเขา้ ใจในเนือหาใหมใ่ หเ้ ขา้ ใจ
ก่อนทีจะศกึ ษาเรืองต่อไป
. ปฏิบตั ิกิจกรรมทา้ ยเรืองของแต่ละเรืองเพอื เป็นการสรุปความรู้ความเขา้ ใจขอองเหนาื ในเรืองนัน
ๆ อกี ครัง และการปฏิบตั ิกิจกรรมของเนือหาแต่ละเรือง ผเู้ รียนสามารถนาํ ไปตรวจสอบกบั ครูและเพอื น ๆ ที
ร่วมเรียนในรายวชิ าและระดบั เดียวกนั ได้
. แบบเรียนนีมี บท คือ
บทที การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
บทที การใชแ้ หล่งเรียนรู้
บทที การจดั การความรู้
บทที การคิดเป็น
บทที การวจิ ยั อยา่ งง่าย

บทที ทกั ษะการเรียนรู้และศกั ยภาพหลกั ของพนื ทีในการพฒั นาอาชีพ

~6~

โครงสร้างการเรียนรู้ด้วยตนเอง
ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

สาระสําคญั

รายวิชาทกั ษะการเรียนรู้ มเี นือหาเกียวกบั การพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ของนกั เรียนในดา้ นการเรียนรู้
ดว้ ยตนเอง การใชแ้ หลง่ เรียนรู้ การจดั การความรู้ การคิดเป็นและการวจิ ยั อยา่ งง่าย โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื ให้
ผเู้ รียนสามารถกาํ หนดเป้ าหมาย วางแผนการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง เขา้ ถงึ และเลอื กใชแ้ หล่งเรียนรู้จดั การความรู้
กระบวนการแกป้ ัญหาและตดั สินใจอยา่ งมีเหตุผล ทีจะสามารถใชเ้ ป็ นเครืองมนือาํชตี นเอง ในการเรียนรู้
และการประกอบอาชีพใหส้ อดคลอ้ งกบั หลกั การพนื ฐาน และการพฒั นา ศกั ยภาพหลกั ของพนื ทีใน กลุ่ม
อาชีพใหม่ คือ กลมุ่ อาชีพดา้ นการเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ความคิดสร้างสรรค์ การบริหาร
จดั การและการบริการ ตามยทุ ธศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ ไดอ้ ยา่ งต่อเนืองตลอดชีวติ

ผลการเรียนรู้ทีคาดหวัง

บทที การเรียนรู้ด้วยตนเอง
1. ประมวลความรู้ และสรุปเป็นสารสนเทศ
2. ทาํ งานบนฐานขอ้ มลู ดว้ ยการแสวงหาความรูจ้ นเป็นลกั ษณะนิสยั
3. มีความชาํ นาญในทกั ษะการอ่าน ทกั ษะการฟัง ทกั ษะการสงั เกต และทกั ษะการ
จดบนั ทกึ อยา่ งคลอ่ งแคลว่ รวดเร็ว

บทที การใช้แหล่งเรียนรู้
. ผเู้ รียนมีความรู้ความเขา้ ใจ เห็นความสาํ คญั ของแหลง่ เรียนรู้

. ผเู้ รียนสามารถใชแ้ หล่งเรียนรู้ หอ้ งสมดุ ประชาชนได้
บทที การจดั การความรู้

1. ออกแบบผลิตภณั ฑ์ สร้างสูตร สรุปองคค์ วามรู้ใหม่
. ประพฤติตนเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้
. สร้างสรรคส์ งั คมอดุ มปัญญา
บทที การคดิ เป็ น
1. อธิบายถงึ ความเชือพนื ฐานทางการศกึ ษาผใู้ หญ่ของคนคดิ เป็น และการเชือมโยงไปสู่

การเรียนรู้เรืองการคิดเป็น ปรัชญาคิดเป็น การคิดแกป้ ัญหา อยา่ งเป็นระบบ แบบคน
คิดเป็ นได้
2. วเิ คราะห์จาํ แนกลกั ษณะของขอ้ มลู การคิดเป็งนทดั า้ น ทนี าํ มาใชป้ ระกอบการคิด

~7~

และการตดั สินใจ ทงั ขอ้ มลู ดา้ นวชิ าการ ขอ้ มลู เกียวกบั ตนเอง ขอ้ มลู เกียวกบั สงั คมและ
สภาวะแวดลอ้ ม โดยเนน้ ทีขอ้ มลู ดา้ นคุณธรรมจริยธรรมทีเกียวขอ้ งกบั บุคคล
ครอบครัว และชุมชน ทีเป็นจุดเนน้ สาํ คญั ของคนคิดเป็นได้
3. ฝึกปฏบิ ตั ิการคิดการแกป้ ัญหาอยา่ งเป็นระบบ การคิดเป็งจานกกทรัณีตวั อยา่ งและ
หรือสถานการณ์จริงในชุมชน โดยนาํ ขอ้ มลู ดา้ นคุณธรรมจริยธรรม ซึงเป็นส่วนหนึง
ของขอ้ มลู ทางสงั คมและสภาวะแวดลอ้ มมาประกอบการคิดการพฒั นาได้
บทที การวจิ ยั อย่างง่าย
1. อธิบายความหมายและความสาํ คญั ของการวิจยั ได้
2. ระบุกระบวนการ ขนั ตอนของการทาํ วิจยั อยา่ งง่ายได้
3. อธิบายสถติ ิง่าย ๆ และสามารถเลอื กใชส้ ถิติทีเหมาะสมกบั การวิจยั ในแต่ละเรืองของ
ตนเองไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
4. สร้างเครืองมอื การวิจยั ได้
5. เขียนโครงการวิจยั ได้
6. เขียนรายงานการวจิ ยั และเผยแพร่งานวิจยั ได้
บทที ทกั ษะการเรยี นรู้และศักยภาพหลกั ของพนื ทใี นการพฒั นาอาชีพ
1. อธิบายความหมาย ความสาํ คญั ของทกั ษะการเรียนรู้ และศกั ยภาพหลกั ของพนื ทีที
แตกต่างกนั
2. ยกตวั อยา่ งศกั ยภาพหลกั ของพนื ทีทีแตกต่างกนั
3. สามารถบอกหรือยกตวั อยา่ งเกยี วกบั ศกั ยภาพหลกั ของพนื ทีของตนเอง
4. ยกตวั อยา่ งอาชีพทีใชห้ ลกั การพืนฐานของศกั ยภาพหลกั ในการประกอบอาชีพในกลุ่ม
อาชีพใหม่ได้

~8~

ขอบข่ายเนือหา

บทที การเรียนรู้ด้วยตนเอง
เรืองที ความหมาย ความสาํ คญั และกระบวนการของการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
เรืองที ทกั ษะพนื ฐานทางการศึกษาหาความรู้ ทกั ษะการแกป้ ัญหา
และเทคนิคในการเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง
เรืองที การทาํ แผนผงั ความคิด
เรืองที ปัจจยั ทีทาํ ใหก้ ารเรียนรู้ดว้ ยตนเองประสบความสาํ เร็จ

บทที การใช้แหล่งเรียนรู้
เรืองที ความหมาย ความสาํ คญั ประเภทของแหล่งเรียนรู้
เรืองที แหลง่ เรียนรู้ประเภทหอ้ งสมดุ
เรืองที ทกั ษะการเขา้ ถงึ สารสนเทศของหอ้ งสมดุ
เรืองที การใชแ้ หลง่ เรียนรู้สาํ คญั ๆ ในประเทศ
เรืองที การใชแ้ หล่งเรียนรู้ผา่ นเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

บทที การจดั การความรู้
เรืองที ความหมาย ความสาํ คญั หลกั การ
เรืองที กระบวนการจดั การเรียนรู้ การรวมกลมุ่ เพือต่อยอดความรู้
และการจดั ทาํ สารสนเทศเพอื เผยแพร่ความรู้
เรืองที ทกั ษะกระบวนการจดั การความรู้

บทที การคดิ เป็ น
เรืองที ความเชือนพฐื านทางการศกึ ษาผใู้ หญ่กบั กระบวนการคิดเป็น การเชือมโยงสู่
ปรัชญาคิดเป็น และการคิดการตดั สินใจแกป้ ัญหาอยา่ งเป็นระบบแบบคนคิดเป็น
เรืองที ระบบขอ้ มลู การจาํ แนกลกั ษณะของขอ้ มลู การเก็บขอ้ มลู การวิเคราะห์
สงั เคราะห์ ขอ้ มลู ทงั ดา้ นวิชาการ ดา้ นตนเอง และสงั คมสภาวะแวดลอ้ ม โดยเนน้
ไปทีขอ้ มลู ดา้ นคุณธรรมจริยธรรมทีเกียวขอ้ งกบั บุคคล ครอบครัวและชุมชน เพือ
นาํ มาใชป้ ระกอบการตดั สินใจแกป้ ัญหาตามแบบอยา่ งของคนคดิ เป็น
เรืองที กรณีตวั อยา่ ง และสถานการณ์จริงในการฝึกปฏิบตั ิเพือการคิด การแกป้ ัญหา
แบบคนคิดเป็ น

~9~

บทที การวจิ ยั อย่างง่าย
เรืองที ความหมาย ความสาํ คญั ของการวิจยั
เรืองที กระบวนการและขนั ตอนการทาํ วิจยั อยา่ งง่าย
เรืองที สถิติง่าย ๆ เพอื การวิจยั
เรืองที การสร้างเครืองมอื วจิ ยั
เรืองที การเขียนโครงการวิจยั
เรืองที การเขียนรายงานการวิจยั อยา่ งง่ายและการเผยแพร่ผลงานวิจยั

บทที ทกั ษะการเรียนรู้และศกั ยภาพหลกั ของพนื ทีในการพฒั นาอาชีพ
เรืองที ความหมาย ความสาํ คญั ของศกั ยภาพหลกั ของนพทื ี
เรืองที กลมุ่ อาชีพใหม่ ดา้ น และศกั ยภาพหลกั ของพนื ที ประการ
เรืองที ตวั อยา่ งการวิเคราะหศ์ กั ยภาพหลกั ของพนื ที

~ 10 ~

บทที
การเรียนรู้ด้วยตนเอง
สาระสําคญั
การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง เป็นกระบวนการเรียนรู้ทีผเู้ รียนมริกเราิ รเรียนรู้ดว้ ยตนเอง ตามความสนใจ
ความตอ้ งการ และความถนดั มีเป้ าหมาย รู้จกั แสวงหาแหล่งทรัพยากรของการเรียนรู้ เลือกวิธีการเรียนรู้
จนถึงการประเมินความกา้ วหน้าของการเรียนรู้ของตนเอง โดยจะดาํ เนินการด้วยตนเอง หรือร่วมมือ
ช่วยเหลือกบั ผอู้ ืนก็ได้ ดนงั มนาั ตรฐานการเรียนรู้ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลายสามารถประมวลความรู้
ทาํ งานบนฐานขอ้ มลู และมคี วามชาํ นาญในการอา่ น ฟัง จดบนั ทึก เป็ นสารสนเทศอย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว
ในทุกวนั นีคนส่วนใหญ่แสวงหาการศกึ ษาระดบั ทีสูงขึน จาํ เป็ นตอ้ งรู้วิธีวินิจฉัยความตอ้ งการในการเรียน
ของตนเอง สามารถกาํ หนดเป้ ามายในการเรียนรู้ของตนเอง สามารถระบุแหล่งความรู้ทีตอ้ งการ และ
วางแผนการใชย้ ุทธวิธี สือการเรียน และแหล่งความรู้เหล่านัน หรือแมแ้ ต่ประเมินและตรวจสอบความ
ถกู ตอ้ งของผลการเรียนรู้ของตนเอง
ผลการเรียนรู้ทคี าดหวงั
1. ประมวลความรู้ และสรุปเป็นสารสนเทศ
2. ทาํ งานบนฐานขอ้ มลู ดว้ ยการแสวงหาความรูจ้ นเป็นลกั ษณะนิสยั
3. มคี วามชาํ นาญในทกั ษะการอา่ น ทกั ษะการฟัง ทกั ษะการสงั เกต และทกั ษะการจดบนั ทึกอยา่ ง
คล่องแคลว่ รวดเร็ว
ขอบข่ายเนอื หา
เรืองที ความหมาย ความสาํ คญั และกระบวนการของการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
เรืองที ทกั ษะพนื ฐานทางการศึกษาหาความรู้ ทกั ษะการแกป้ ัญหา และเทคนิคในการเรียนรู้ดว้ ย
ตนเอง
เรืองที การทาํ แผนผงั ความคิด
เรืองที ปัจจยั ทีทาํ ใหก้ ารเรียนรู้ดว้ ยตนเองประสบความสาํ เร็จ

~ 11 ~

เรืองที ความหมาย ความสําคญั และกระบวนการของการเรียนรู้ด้วยตนเอง

ในปัจจุบนั โลกมคี วามกา้ วหนา้ ทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความรู้ต่าง ๆ ไดเ้ พมิ ขึนเป็น
อนั มาก การเรียนรู้จากสถาบนั การศกึ ษาไม่อาจทาํ ให้บุคคลศึกษาความรู้ไดค้ รบทงั หมด การไขว่ควา้ หา
ความรู้ดว้ ยตนเอง จึงเป็นอกี วธิ ีหนึงทีจะสนองความตอ้ งการของบุคคลได้ เพราะเมอื ใดก็ตามทีบุคคลมใี จ
รักทีจะศกึ ษา คน้ ควา้ สิงทีตนตอ้ งการจะรู้ บุคคลนนั ก็จะดาํ เนินการศกึ ษาเรียนรู้อยา่ งต่อเนืองโดยไม่ตอ้ ง
มใี ครบอก ประกอบกบั ระบบการศกึ ษาและปรัชญาการศึกษาเพือเตรียมคนให้สามารถเรียนรู้ไดต้ ลอด
ชีวิต แสวงหาความรู้ดว้ ยตนเอง ใฝ่ หาความรู้ รู้แหล่งทรัพยากรการเรียน รู้วิธีการหาความรู้
มีความสามารถในการคิดเป็ทนาํ เป็แนกป้ ัญหาเป็มนีนิสยั ในการทาํ งานและการดาํ รงชีวิต และมีส่วน
ร่วมในการปกครองประเทศ

การเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถช่วยใหผ้ เู้ รียนพฒั นาและเพมิ ศกั ยภาพ

ของตนเองโดยการคน้ พบความสามารถและสิงทีมีคุณค่าในตนเองทีเคย

มองขา้ มไป

(“...it is possible to help learners expand their potential by discovered that

which is yet untapped…”) (Brockett & Hiemstra, )

การศกึ ษาตามหลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขนั พืนฐาน พุทธศกั ราช เป็ นการ
จดั การศึกษาทีมคี วามเหมาะสมกบั สภาพปัญหา และความตอ้ งการของผเู้ รียนทีอยนู่ อกระบบ ซึงเป็ นผทู้ ีมี
ประสบการณ์จากการทาํ งานและการประกอบอาชีพ โดยการกาํ หนดสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้
การจดั การเรียนรู้ การวดั และประเมินผล ใหก้ ารพฒั นากบั กลุ่มเป้ าหมายดา้ นจิตใจ ใหม้ ีคุณธรรม ควบคู่ไป
กบั การพฒั นาการเรียนรู้ สร้างภูมิคุม้ กนั สามารถจดั การกบั องคค์ วามรู้ ทงั ภมู ิปัญญาทอ้ งถนิ และเทคโนโลยี
เพอื ใหผ้ เู้ รียนสามารถปรับตวั อยใู่ นสงั คมทีมีการเปลยี นแปลงตลอดเวลา สร้างภูมิคุม้ กนั ตามแนวเศรษฐกิจ
พอเพยี ง รวมทงั คาํ นึงถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของผทู้ ีอยนู่ อกระบบ และสอดคลอ้ งกบั สภาพเศรษฐกิจ สังคม
การเมอื ง การปกครอง ความเจริญกา้ วหนา้ ของเทคโนโลยแี ละการสือสาร ดงั นนั ในการศกึ ษาแต่ละรายวิชา
ผเู้ รี ยนจะต้องตระหนักว่า การศึกษาตามหลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขันพืนฐาน
พุทธศกั ราช จนะี สัมฤทธิผลไดด้ ว้ ยดีหากผเู้ รียนไดศ้ ึกษาพร้อมทงั การปฏิบตั ิตามคาํ แนะนาํ ของครู
แต่ละวิชาทีไดก้ าํ หนดเนือหาเป็นบทต่าง ๆ โดยแต่ละบทจะมคี าํ ถาม รายละเอยี ดกิจกรรมและแบบฝึกปฏิบตั ิ
ต่าง ๆ ซึงผเู้ รียนจะตอ้ งทาํ ความเข้าใจในบทเรียน และทาํ กิจกรรม ตลอดจนทาํ ตามแบบฝึ กปฏิบตั ิทีได้
กาํ หนดไวอ้ ยา่ งครบถว้ น ซึงในหนังสือแบบฝึ กปฏิบตั ิของแต่ละวิชาไดจ้ ดั ใหม้ ีรายละเอียดต่าง ๆ ดงั กล่าว
ตลอดจนแบบประเมินผลการเรียนรู้เพือใหผ้ เู้ รียนไดว้ ดั ความรู้เดิมและวดั ความกา้ วหน้าหลงั จากทีไดเ้ รียนรู้

~ 12 ~

รวมทงั การทีผเู้ รียนจะไดม้ ีการทบทวนบทเรียน หรือสิงทีไดเ้ รียนรู้ อนั จะเป็ นประโยชน์ในการเตรียมสอบ
ต่อไปไดอ้ กี ดว้ ย

การเรียนรู้ในสาระทกั ษะการเรียนรู้ เป็นสาระเกียวกบั รายวชิ าการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง รายวิชาการใช้
แหล่งเรียนรู้ รายวิชาการจดั การความรู้ รายวิชาการคิดเป็ น และรายวิชาการวิจยั อยา่ งง่าย ในส่วนของ
รายวชิ าการเรียนรู้ดว้ ยตนเองเป็นสาระการเรียนรู้เกียวกบั การพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ ในดา้ นการเรียนรู้ดว้ ย
ตนเอง เปิ ดโอกาสใหผ้ เู้ รียนไดศ้ ึกษา คน้ ควา้ ฝึกทกั ษะในการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง เพอื มงุ่ เสริมสร้างใหผ้ เู้ รียนมี
นิสยั รักการเรียนรู้ซึงเป็ นทกั ษนะฐพาื นของบุคคลแห่งการเรียนรู้ทียงั ยนื เพือใชเ้ ป็ นเครืองมือในกานราํชี
ตนเองในการเรียนรู้ไดอ้ ยา่ งต่อเนืองตลอดชีวติ

การเรี ยนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) เป็ นแนวทางการเรียนรู้หนึงทีสอดคลอ้ งกับการ
เปลยี นแปลงของสภาพปัจจุบนั และเป็ นแนวคิดทีสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตของสมาชิกในสงั คมสู่การ
เป็นสงั คมแห่งการเรียนรู้ โดยการเรียนรู้ดว้ ยตนเองเป็นการเรียนรู้ทีทาํ ใหบ้ ุคคลมมกี กาารรรเิเรรียิ นรู้ดว้ ยตนเอง
มีเป้ าหมายในการเรียนรู้ทีแน่นอน มีความรับผดิ ชอบในชีวติ ของตนเอง ไม่พึงคนอืน มีแรงจูงใจ ทาํ ให้ผเู้ รียน
เป็นบุคคลทีใฝ่ รู้ ใฝ่ เรียน ทีมีการเรียนรู้ตลอดชีวติ เรียนรู้วธิ ีเรียน สามารถเรียนรู้เรืองราวต่าง ๆ ไดม้ ากกว่าการ
เรียนทีมคี รูป้ อนความรู้ใหเ้ พยี งอยา่ งเดียว

การเรียนรู้ดว้ ยตนเองเป็นหลกั การทางการศกึ ษาซึงไดร้ ับความสนใจมานกโขดึ ยลาํ ดบั ในทุกองคก์ ร
การศึกษา เพราะเป็นแนวทางหนึงทีสนบั สนุนการเรียนรู้ตลอดชีวติ ในอนั ทีจะหลอ่ หลอมผเู้ รียนให้มีทกั ษะ
การเรียนรู้ตลอดชีวิต ตามทีมงุ่ หวงั ไวใ้ นพระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และทีแกไ้ ขเพิมเติม
(ฉบบั ที 2) พ.ศ. 2545 การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง เป็นหลกั การทางการศึกษาทีมแี นวคนิดฐพาื นมาจากทฤษฎีของ
กลุ่มมนุษยนิยม (Humanism) ซึงเชือว่า มนุษยท์ ุกคนมีธรรมชาติเป็ นคนดี มีเสรีภาพและความเป็ นตนเอง
มีความเป็นปัจเจกชน มศี กั ยภาพ และการรับรู้ตนเอง มีความเป็ นจงรทิงีใตนนสสิ ามารถเป็ นได้ มีการรับรู้
มีความรับผดิ ชอบและความเป็นมนุษย์

ดงั นนั การทีผเู้ รียนสามารถเรียนรู้ดว้ ยตนเองไดน้ บั วา่ เป็นคุณลกั ษณะทีดีทีสุด ซึงมีอยใู่ นตวั บุคคล
ทุกคน ผเู้ รียนควรจะมีคุณลกั ษณะของการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง การเรียนรู้ดว้ ยตนเองจดั เป็นกระบวนการเรียนรู้
ตลอดชีวติ ยอมรับในศกั ยภาพของผเู้ รียนวา่ ผเู้ รียนทุกคนมคี วามสามารถทีจะเรียนรู้สิงต่าง ๆ ไดด้ ว้ ยตนเอง
เพือทีตนเองสามารถทีดาํ รงชีวิตอยใู่ นสงั คมทีมีการเปลยี นแปลงอยตู่ ลอดเวลาไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข

ในการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมการเรียนรู้ในบทที การเรียนรู้ด้วยตนเองนี
ผ้เู รียนจะต้องรวบรวมผลการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมซึงเป็ นหลกั ฐานของ
การเรียนรู้ โดยให้ผ้เู รียนบรรจุในแฟ้ มสะสมผลงาน (Portfolio) ของ
ผ้เู รียนแต่ละบุคคล ดงั นัน เมอื สินสุดการเรียนรู้ในบทที ทกั ษะ
การเรียนรู้ด้วยตนเองนี ผ้เู รียนจะต้องมแี ฟ้ มสะสมผลงานส่งครู

~ 13 ~

แบบประเมินตนเองก่อนเรียน

แบบวัดระดบั ความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน

ชือ........................................................นามสกุล................................................ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

คาํ ชีแจง แบบสอบถามฉบบั นี เป็นแบบสอบถามทีวดั ความชอบและเจตคติเกียวกบั การเรียนรู้ของท่าน

ใหท้ ่านอา่ นขอ้ ความต่าง ๆ ต่อไปนี ซึงมดี ว้ ยกนั ขอ้ หลงั จากนนั โปรดทาํ เครืองหมาย 

ลงในช่องทีตรงกบั ความเป็ นจริง ของตวั ท่านมากทีสุด

ระดับความคดิ เหน็

มากทีสุด หมายถงึ ท่านรู้สึกว่า ขอ้ ความนนั ส่วนใหญ่เป็นเช่นนี

มาก หมายถึง ท่านรู้สึกว่า ขอ้ ความเกินครึงมกั เป็นเช่นนี

ปานกลาง หมายถงึ ท่านรู้สึกวา่ ขอ้ ความจริงบา้ งไม่จริงบา้ งครึงต่อครึง

นอ้ ย หมายถึง ท่านรู้สึกว่า ขอ้ ความเป็นจริงบา้ งแต่ไมบ่ ่อยนกั

นอ้ ยทีสุด หมายถึง ท่านรู้สึกว่า ขอ้ ความไมจ่ ริง ไมเ่ คยเป็นเช่นนี

ความคดิ เห็น

รายการคาํ ถาม มาก มาก ปาน น้อย น้อย
ทีสุด กลาง ทสี ุด
1. ขา้ พเจา้ ตอ้ งการเรียนรู้อยเู่ สมอตราบชวั ชีวิต

2. ขา้ พเจา้ ทราบดวี ่าขา้ พเจา้ ตอ้ งการเรียนอะไร

3. เมอื ประสบกบั บางสิงบางอยา่ งทีไม่เขา้ ใจ ขา้ พเจา้ จะหลกี เลยี งไปจาก

สิงนนั

4. ถา้ ขา้ พเจา้ ตอ้ งการเรียนรู้สิงใด ขา้ พเจา้ จะหาทางเรียนรู้ใหไ้ ด้

5. ขา้ พเจา้ รักทีจะเรียนรู้อยเู่ สมอ

6. ขา้ พเจา้ ตอ้ งการใชเ้ วลาพอสมควรในการเริมศกึ ษาเรืองใหม่ ๆ

7. ในชนั เรียนขา้ พเจา้ หวงั ทีจะใหผ้ สู้ อนบอกผเู้ รียนทงั หมดอยา่ งชดั เจนว่า

ตอ้ งทาํ อะไรบา้ งอยตู่ ลอดเวลา

8. ขา้ พเจา้ เชือวา่ การคิดเสมอว่าตวั เราเป็นใครและอยทู่ ีไหน และจะทาํ

อะไร เป็นหลกั สาํ คญั ของการศึกษาของทุกคน

9. ขา้ พเจา้ ทาํ งานดว้ ยตนเองไดไ้ มด่ ีนกั

10. ถา้ ตอ้ งการขอ้ มลู บางอยา่ งทียงั ไม่มี ขา้ พเจา้ ทราบดีวา่ จะไปหาไดท้ ี
ไหน

11. ขา้ พเจา้ สามารถเรียนรู้สิงต่าง ๆ ดว้ ยตนเองไดด้ ีกวา่ คนส่วนมาก

~ 14 ~

ความคดิ เห็น

รายการคาํ ถาม มาก มาก ปาน น้อย น้อย

ทีสุด กลาง ทีสุด

12. แมข้ า้ พเจา้ จะมคี วามคดิ ทีดี แต่ดเู หมือนไมส่ ามารถนาํ มาใชป้ ฏบิ ตั ิได้

13. ขา้ พเจา้ ตอ้ งการมสี ่วนร่วมในการตดั สินใจวา่ ควรเรียนอะไร และจะ
เรียนอยา่ งไร

14. ขา้ พเจา้ ไมเ่ คยทอ้ ถอยต่อการเรียนสิงทียาก ถา้ เป็นเรืองทีขา้ พเจา้ สนใจ
15. ไมม่ ีใครอืนนอกจากตวั ขา้ พเจา้ ทจี ะตอ้ งรับผดิ ชอบในสิงทีขา้ พเจา้
เลือกเรียน
16. ขา้ พเจา้ สามารถบอกไดว้ า่ ขา้ พเจา้ เรียนสิงใดไดด้ ีหรือไม่
17. สิงทีขา้ พเจา้ ตอ้ งการเรียนรู้มมี ากมาย จนขา้ พเจา้ อยากใหแ้ ต่ละวนั มี
มากกว่า 24 ชวั โมง
18. ถา้ ตดั สินใจทีจะเรียนรู้อะไรก็ตาม ขา้ พเจา้ สามารถจะจดั เวลาทีจะ
เรียนรู้สิงนนั ได้ ไมว่ า่ จะมภี ารกิจมากมายเพียงใดก็ตาม
19. ขา้ พเจา้ มปี ัญหาในการทาํ ความเขา้ ใจเรืองทีอ่าน
20. ถา้ ขา้ พเจา้ ไม่เรียนก็ไม่ใช่ความผดิ ของขา้ พเจา้
21. ขา้ พเจา้ ทราบดีวา่ เมอื ใดทีขา้ พเจา้ ตอ้ งการจะเรียนรู้ในเรืองใด
เรือง หนึงใหม้ ากขึน
22. ขอใหท้ าํ ขอ้ สอบใหไ้ ดค้ ะแนนสูง ๆ ก็พอใจแลว้ ถงึ แมว้ ่าขา้ พเจา้ ยงั
ไม่เขา้ ใจเรืองนนั อยา่ งถ่องแทก้ ็ตาม
23. ขา้ พเจา้ คดิ วา่ หอ้ งสมดุ เป็นสถานทีทีน่าเบือ

24. ขา้ พเจา้ ชืนชอบผทู้ ีเรียนรู้สิงใหม่ ๆ อยเู่ สมอ

25. ขา้ พเจา้ สามารถคิดคน้ วิธกี ารต่าง ๆ ไดห้ ลายแบบ สาํ หรับการเรียนรู้
หวั ขอ้ ใหม่ ๆ

26. ขา้ พเจา้ พยายามเชือมโยงสิงทีกาํ ลงั เรียนกบั เป้ าหมายระยะยาว ทีตงั ไว้

27. ขา้ พเจา้ มีความสามารถเรียนรู้ ในเกือบทุกเรือง ทีขา้ พเจา้ ตอ้ งการจะรู้
28. ขา้ พเจา้ สนุกสนานในการคน้ หาคาํ ตอบสาํ หรับคาํ ถามต่าง ๆ

29. ขา้ พเจา้ ไมช่ อบคาํ ถามทีมีคาํ ตอบถกู ตอ้ งมากกวา่ หนึงคาํ ตอบ
30. ขา้ พเจา้ มคี วามอยากรู้อยากเห็นเกียวกงบั ตส่าิง ๆ มากมาย

~ 15 ~

ความคดิ เห็น

รายการคาํ ถาม มาก มาก ปาน น้อย น้อย

ทีสุด กลาง ทีสุด

31. ขา้ พเจา้ จะดีใจมาก หากการเรียนรู้ของขา้ พเจา้ ไดส้ ินสุดลง

32. ขา้ พเจา้ ไม่ไดส้ นใจการเรียนรู้ เมือเปรียบเทียบกบั ผอู้ นื

33. ขา้ พเจา้ ไมม่ ีปัญหาเกียวกบั ทกั ษะเบืองตน้ ในการศึกษาคน้ ควา้ ไดแ้ ก่

ทกั ษะการฟัง อ่าน เขียน และจาํ

34. ขา้ พเจา้ ชอบทดลองสิงใหม่ๆ แมไ้ มแ่ น่ใจว่า ผลนนั จะออกมา อยา่ งไร

35. ขา้ พเจา้ ไม่ชอบ เมอื มีคนชีใหเ้ ห็นถงึ ขอ้ ผดิ พลาด ใงนทสีขิ า้ พเจา้ กาํ ลงั

ทาํ อยู่

36. ขา้ พเจา้ มคี วามสามารถในการคดิ คน้ หาวธิ ีแปลกๆ ทีจะทาํ สิงต่าง ๆ

37. ขา้ พเจา้ ชอบคิดถึงอนาคต

38. ขา้ พเจา้ มีความพยายามคน้ หาคาํ ตอบในสิงทีตอ้ งการรู้ไดด้ ี เมอื เทียบ

กบั ผอู้ ืน

39. ขา้ พเจา้ เห็นวา่ ปัญหาเปง็ทีทนา้ ทสาิ ย ไมใ่ ช่สญั ญาณใหห้ ยดุ ทาํ

40. ขา้ พเจา้ สามารถบงั คบั ตนเอง ใหก้ ระทาํ สิงทีคิดว่าควรกระทาํ

41. ขา้ พเจา้ ชอบวิธีการของขา้ พเจา้ ในการสาํ รวจตรวจสอบปัญหาต่าง ๆ

42. ขา้ พเจา้ มกั เป็นผนู้ าํ กลุ่มในการเรียนรู้

43. ขา้ พเจา้ สนุกทีไดแ้ ลกเปลยี นความคิดเห็นกบั ผอู้ นื

. ในแต่ละปี ขา้ พเจา้ ไดเ้ รียนรู้สิงใหม่ ๆ หลายๆ อยา่ งดว้ ยตนเอง

. การเรียนรู้ไม่ไดท้ าํ ใหช้ ีวิตของขา้ พเจา้ แตกต่างไปจากเดิม

. ขา้ พเจา้ เป็นผเู้ รียนทีมีประสิทธิภาพงใทนัชนั เรียน และการเรียนรูด้ ว้ ย

ตนเอง

. ขา้ พเจา้ เห็นดว้ ยกบั ความคิดทีวา่ “ผเู้ รียนคือ ผนู้ าํ ”

~ 16 ~

การเริมต้นเรียนรู้ด้วยตนเองทดี ที ีสุดนนั เรามาเริมต้นทคี วามพร้อม
ในการเรียนรู้ด้วยตนเอง และท่านคงทราบในเบืองต้นแล้วว่า ระดบั
ความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยตนเองของท่าน อย่ใู นระดบั ใด (มากทสี ุด
มาก ปานกลาง น้อย น้อยทสี ุด)

ความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยตนเอง
ในการเรียนรู้ดว้ ยตนเองเป็นบุคลิกลกั ษณะส่วนบุคคลของผเู้ รียน ทีตอ้ งการใหเ้ กนิดใขนึ ตวั

ผเู้ รียนตามเป้ าหมายของการศึกษา ผเู้ รียนทีมคี วามพร้อมในการเรียนดว้ ยตนเองจะมคี วามรับผดิ ชอบ
ส่วนบุคคล ความรับผดิ ชอบต่อความคิดและการกระทาํ ของตนเอง สามารถควบคุมและโตต้ อบ
สถานการณ์ สามารถควบคุมตนเองใหเ้ ป็นไปในทิศทางทีตนเลอื กโดยยอมรับผลทีเกิดขึนจากการ
กระทาํ ทีมาจากความคดิ ตดั สินใจของตนเอง

“เด็กตามธรรมชาติตอ้ งพงึ พิงผอู้ นื และตอ้ งการผปู้ กครองปกป้ อยงงเลดีูและตดั สินใจแทน
เมือเติบโตเป็นผใู้ หญ่ก็พฒั นามคี วามอิสระ พงึ พิงจากภายนอกลดเปล็งนแตลวั ะเอง
จนมีคณุ ลกั ษณะการชีนาํ ตนเองในการเรียนรู้”

ความหมาย และความสําคญั ของการเรียนรู้ด้วยตนเอง
การเรียนรู้เป็ นเรืองของทุกคน ศศกั รดีขิ องผเู้ รียนจะมีไดเ้ มือมีโอกาสในการเลือกเรียนในเรืองที

หลากหลายและมีความหมายแก่ตนเอง การเรียนรู้มีองค์ประกอบ ด้าน คือ องค์ประกอบภายนอก
ไดแ้ ก่ สภาพแวดลอ้ ม โรงเรียน สถานศึกษา สิงอาํ นวยความสะดวก และครู องค์ประกอบภายใน ไดแ้ ก่
การคิดเป็ น พึงตนเองได้ มีอิสรภาพ ใฝ่ รู้ ใฝ่ สร้างสรรค์ มีความคิดเชิงเหตุผล มีจิตสาํ นึกในการเรียนรู้
มีเจตคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้ การเรียนรู้ทีเกิดขึนมิไดเ้ กิดขึนจากการฟังคาํ บรรยายหรือทาํ ตามทีครูผสู้ อน
บอก แต่อาจเกิดขึนไดใ้ นสถานการณ์ต่าง ๆ ต่อไปนี

. การเรียนรู้โดยบงั เอญิ การเรียนรู้แบบนีเกิดขึนโดยบงั เอิญ มไิ ดเ้ กิดจากความตงั ใจ
. การเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้ดว้ ยควางมใตจขั องผเู้ รียน ซึงมคี วามปรารถนาจะรู้ใน
เรืองนนั ผเู้ รียนจึงคิดหาวธิ ีการเรียนดว้ ยวิธีการต่าง ๆ หลงั จากนนั จะมีการประเมินผลการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
จะเป็นรูปแบบการเรียนรู้ทีทวีความสาํ คญั ในโลกยุคโลกาภิวตั น์ บุคคลซึงสามารถปรับตนเองให้ตามทนั
ความกา้ วหนา้ ของโลกโดยใชส้ ืออุปกรณ์ยคุ ใหม่ได้ จะทาํ ให้เป็ นคนทีมีคุณค่าและประสบความสาํ เร็จ
ไดอ้ ยา่ งดี

~ 17 ~

. การเรียนรู้โดยกลุ่ม การเรียนรู้แบบนีเกิดจากการทีผูเ้ รียนรวมกลุ่มกนั แลว้ เชิญผทู้ รงคุณวุฒิ
มาบรรยายใหก้ บั สมาชิก ทาํ ใหส้ มาชิกมีความรู้เรืองทีวทิ ยากรพดู

. การเรียนรู้จากสถาบันการศึกษา เป็ นการเรียนแบบเป็ นทางการ มีหลกั สูตร การประเมินผล
มีระเบียบการเขา้ ศึกษาทีชดั เจน ผเู้ รียนตอ้ งปฏิบตั ิตามกฎระเบียบทีกาํ หนด เมือปฏิบตั ิครบถว้ นตามเกณฑ์
ทีกาํ หนดก็จะไดร้ ับปริญญา หรือประกาศนียบตั ร

จากสถานการณ์การเรียนรู้ดงั กล่าวจะเห็นไดว้ ่า การเรียนรู้อาจเกิดไดห้ ลายวิธี และการเรียนนรู้นั
ไมจ่ าํ เป็นตอ้ งเกนิดใขนึ สถาบนั การศกึ ษาเสมอไป การเรียนรู้อาจเกิดขึนไดจ้ ากการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง หรือ
จากการเรี ยนโดยกลุ่มก็ได้ และการทีบุคคลมีความตระหนักเรียนรู้อย่ภู ายในจิตสํานึกของบุคคนลนั
การเรียนรู้ดว้ ยตนเองจึงเป็ นตวั อยา่ งของการเรียนรู้ในลกั ษณะทีเป็ นการเรียนรู้ ทีทาํ ให้เกิดการเรียนรู้
ตลอดชีวิต ซึงมีความสําคัญสอดคล้องกับการเปลียนแปลงของโลกปัจจุบัน และสนับสนุนสภาพ
“สงั คมแห่งการเรียนรู้” ไดเ้ ป็นอยา่ งดี

“การเรี ยนรู้เป็ นเพือนทีดีทีสุดของมนุษย”์
(LEARNING makes a man fit company for himself) ... (Young)...

การเรียนรู้ด้วยตนเองคอื อะไร
การเรียนดว้ ยตนเอง หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ทีผเู้ รียนริเริมการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง ตามความ

สนใจ ความตอ้ งการ และความถนดั มีเป้ าหมาย รู้จกั แสวงหาแหล่งทรัพยากรของการเรียนรู้ เลือกวิธีการ
เรียนรู้ จนถงึ การประเมนิ ความกา้ วหนา้ ของการเรียนรู้ของตนเอง โดยจะดาํ เนินการดว้ ยตนเองหรือร่วมมือ
ช่วยเหลอื กบั ผอู้ นื หรือไมก่ ็ไซดึงผ้ เู้ รียนจะตอ้ งมีความรับผดิ ชอบและเป็นผคู้ วบคุมการเรียนของตนเอง

การเรียนดว้ ยตนเอง มีแนวคิดพืนฐานมาจากแนวคิดทฤษฎีกลุ่มมนุษยนิยมทีมีความเชือในเรือง
ความเป็นอิสระและความเป็ นตวั ของตวั เองของมนุษยว์ ่ามนุษยท์ ุกคนเกิดมาพร้อมกบั คมวีคาวมาดมี เป็ น
อสิ ระ เป็นตวั ของตวั เสองามารถหาทางเลือกของตนเอง มีศกั ยภาพและสามารถพฒั นาศกั ยภาพของตนเอง
ไดอ้ ยา่ งไม่มขี ีดจาํ กดั รวมทงั มคี วามรับผดิ ชอบต่อตนเองและผอู้ ืน ซึงการเรียนดว้ ยตนเองก่อให้เกิดผลใน
ทางบวกต่อการเรียน โดยจะส่งผลให้ผเู้ รียนมีความเชือมนั ในตนเอง มีแรงจูงใจในการเรียนมากขึน มี
ผลสมั ฤทธิทางการเรียนสูงขึน และมีการใชว้ ิธีการเรียนทีหลากหลาย การเรียนดว้ ยตนเองจึงเป็ นมาตรฐาน
การศกึ ษาทีควรส่งเสริมใหเ้ กิดขึนในตวั ผเู้ รียนทุกคน เพราะเมอื ใดก็ตามทีผเู้ รียนมีใจรักทีจะศึกษคนา้ ควา้
จากความตอ้ งการของตนเอง ผเู้ รียนก็จะมีการศึกษาคน้ ควา้ อยา่ งต่อเนืองต่อไปโดยไม่ตอ้ งมีใครบอกหรือ
บงั คบั เป็นแรงกระตุน้ ใหเ้ กิดความอยากรู้อยากเห็นต่อไปไนมสม่ ุดีทีสซิึงจะนาํ ไปสู่การเป็ นผเู้ รียนรู้ตลอด
ชีวติ ตามเป้ าหมายของการศกึ ษาต่อไป

~ 18 ~

การเรียนดว้ ยตนเองมีอยู่ 2 ลกั ษณะคือ ลกั ษณะทีเป็ นการจดั การเรียนรู้ทีมีจุดเน้นใหผ้ เู้ รียนเป็ น
ศูนยก์ ลางในการเรียนโดยเป็ นผรู้ ับผดิ ชอบและควบคุมการเรียนของตนเองโดยการวางแผนปฏิบตั ิการ
เรียนรู้ และประเมินการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง ซึงไมจ่ าํ เป็นจะตอ้ งเรียนดว้ ยตนเองเพียงคนเดียวตามลาํ พแลงั ะ
ผเู้ รียนสามารถถา่ ยโอนการเรียนรู้และทกั ษะทีไดจ้ ากสถานการณ์หนึงไปยงั อีกสถานการณ์หนึงได้ ในอีก
ลกั ษณะหนึงเป็นลกั ษณะทางบุคลกิ ภาพทีมีอยใู่ นตวั ผทู้ ีเรียนดว้ ยตนเองทุกคน ซึงมีอยใู่ นระดบั ทีไม่เท่ากนั
ในแต่ละสถานการณ์การเรียน โดยเป็นลกั ษณะทีสามารถพฒั นาใหส้ นูงไขดึ แ้ ละจะพฒั นาไดส้ ูงสุดเมอื มีการ
จดั สภาพการจดั การเรียนรู้ทีเอือกนั

การเรียนด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) เป็นกระบวนการเรียนรู้ทีผ้เู รียนริเริมการเรียนรู้ด้วย
ตนเอง ตามความสนใจ ความต้องการ และความถนัด มีเป้ าหมาย รู้จักแสวงหาแหล่งทรัพยากรของการ
เรียนรู้ เลอื กวิธีการเรียนรู้ จนถงึ การประเมนิ ความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของตนเอง โดยจะดาํ เนินการด้วย
ตนเองหรือร่ วมมอื ช่วยเหลือกบั ผ้อู ืนหรือไม่กไ็ ด้ ซึงผ้เู รียนจะต้องมีความรับผิดชอบและเป็ นผู้ควบคุมการ
เรี ยนของตนเอง

การเรียนรู้ด้วยตนเองมคี วามสําคญั อย่างไร
การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง (Self-Directed Learning) เป็ นแนวทางการเรียนรู้หนึงทีสอดคลอ้ งกบั การ

เปลียนแปลงของสภาพปัจจุบนั และเป็นแนวคิดทีสนบั สนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตของสมาชิกในสงั คมสู่การ
เป็นสงั คมแห่งการเรียนรู้ โดยการเรียนรู้ดว้ ยตนเองเป็ นการเรียนรู้ทีทาํ ใหบ้ ุคคลมมีกการาริเริียนรู้ดว้ ย
ตนเอง มีเป้ าหมายในการเรียนรู้ทีแน่นอน มีความรับผิดชอบในชีวิตของตนเอง ไม่พึงคนอืน มีแรงจูงใจ
ทาํ ใหผ้ เู้ รียนเป็นบุคคลทีใฝ่ รู้ ใฝ่ เรียน ทีมกี ารเรียนรู้ตลอดชีวิต เรียนรู้วิธีเรียน สามารถเรียนรู้เรืองราวต่าง ๆ
ไดม้ ากกวา่ การเรียนทีมีครูป้ อนความรู้ใหเ้ พียงอยา่ งเดียว การเรียนรู้ดว้ ยตนเองไดน้ ับว่าเป็ นคุณลกั ษณะทีดี
ทีสุดซึงมอี ยใู่ นตวั บุคคลทุกคน ผเู้ รียนควรจะมีคุณลกั ษณะของการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
จดั เป็ นกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยอมรับในศกั ยภาพของผเู้ รียนว่าผเู้ รียนทุกคนมีความสามารถทีจะ
เรียนรู้สิงต่าง ๆ ไดด้ ว้ ยตนเอง เพอื ทีตนเองสามารถทีดาํ รงชีวิตอยใู่ นสงั คมทีมกี ารเปลยี นแปลงอยตู่ ลอดเวลา
ไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข ดงั นนั การเรียนรู้ดว้ ยตนเองมีความสาํ คญั ดงั นี

. บุคคลทีเรียนรู้ดว้ ยการรมิเรขิ องตนเองจะเรียนไดม้ ากกวา่ ดีกวา่ มีความตงั ใจ มจี ุดมงุ่ หมายและมี
แรงจูงใจสูงกว่า สามารถนาํ ประโยชนจ์ ากการเรียนรู้ไปใชไ้ ดด้ ีกวา่ และยาวนานกว่าคนทีเรียนโดยเป็ นเพียง
ผรู้ ับ หรือรอการถา่ ยทอดจากครู

~ 19 ~

. การเรียนรู้ดว้ ยตนเองสอดคลอ้ งกบั พฒั นาการทางจิตวิทยา และกระบวนการทางธรรมชาติ ทาํ ให้
บุคคลมีทิศทางของการบรรลุวุฒิภาวะจากลกั ษณะหนึงไปสู่อีกลกั ษณะหนึง คือ เมือตอนเด็ก ๆ เป็ น
ธรรมชาติทีจะตอ้ งพงึ พิงผอู้ ืน ตอ้ งการผปู้ กครองปกป้ องเลยี งดู และตดั สินใจแทนให้ เมอื เติบโตมีพฒั นาการ
ขึนเรือยๆ พฒั นาตนเองไปสู่ความเป็ นอิสระ ไม่ตอ้ งพึงพิงผปู้ กครอง ครู และผอู้ ืน การพฒั นาเป็ นไปใน
สภาพทีเพมิ ความเป็นตวั ของตวั เอง

. การเรียนรู้ดว้ ยตนเองทาํ ใหผ้ เู้ รียนมีความรับผิดชอบ ซึงเป็ นลกั ษณะทีสอดคลอ้ งกบั พฒั นาการ
ใหม่ ๆ ทางการศึกษา เช่น หลักสูตร ห้องเรี ยนแบบเปิ ด ศูนย์บริ การวิชาการ การศึกษาอย่างอิสระ
มหาวทิ ยาลยั เปิ ด ลว้ นเนน้ ใหผ้ เู้ รียนรับผดิ ชอบการเรียนรู้เอง

. การเรียนรู้ดว้ ยตนเองทาํ ใหม้ นุษยอ์ ย่รู อด สามารถปรับตัวให้ทนั ต่อความเปลียนแปลงใหม่ ๆ
ทีเกิดขึนเสมอ จึงมีความจาํ เป็ นทีจะตอ้ งศึกษาเรียนรู้ การเรียนรู้ดว้ ยตนเองจึงเป็ นกระบวนการต่อเนือง
ตลอดชีวิต

การเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นคุณลกั ษณะทีสาํ คัญต่อการดาํ เนินชีวิตทีมปี ระสิทธิภาพ ช่วยให้ผ้เู รียน
มีความตงั ใจและมีแรงจูงใจสูง มคี วามคิดริเริมสร้ างสรรค์ มคี วามยืดหย่นุ มากขึน มีการปรับพฤติกรรม
การทาํ งานร่ วมกับผ้อู ืนได้ รู้จักเหตผุ ล รู้จักคิดวิเคราะห์ ปรับและประยุกต์ใช้วิธีการแก้ปัญหาของตนเอง
จัดการกบั ปัญหาได้ดีขึน และสามารถนาํ ประโยชน์ของการเรียนรู้ไปใช้ได้ดีและยาวนานขึน ทาํ ให้ผ้เู รียน
ประสบความสาํ เร็จในการเรียน

การเรียนรู้ด้วยตนเองมลี กั ษณะอย่างไร
การเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถจาํ แนกออกเป็น 2 ลกั ษณะสาํ คัญ ดังนี
1. ลกั ษณะทีเป็ นบุคลิกคุณลกั ษณะส่วนบุคคลของผูเ้ รี ยน ในการเรี ยนด้วยตนเอง จัดเป็ น

องคป์ ระกอบภายในทีจะทาํ ใหผ้ เู้ รียนมีแรงจงู ใจอยากเรียนต่อไป โดยผเู้ รียนทีมีคุณลกั ษณะในการเรียนดว้ ย
ตนเองจะมีความรับผดิ ชอบต่อความคิดและการกระทาํ เกียวกบั การเรียน รวมทงั รับผิดชอบในการบริหาร
จดั การตนเอง ซึงมีโอกาสเกิดขึนไดส้ ูงสุดเมอื มีการจดั สภาพการเรียนรู้ทีส่งเสริมกนั

2. ลกั ษณะทีเป็ นการจดั การเรียนรู้ใหผ้ เู้ รียนไดเ้ รียนดว้ ยตนเอง ประกอบดว้ ยนตขอั นการวาง
แผนการเรียน การปฏิบตั ิตามแผน และการประเมินผลการเรียน จดั เป็นองคป์ ระกอบภายนอกทีส่งผลต่อการ
เรียนดว้ ยตนเองของผูเ้ รียน ซึงการจดั การเรียนรู้แบบนีผเู้ รียนจะไดป้ ระโยชน์จากการเรียนมากทีสุด
Knowles (1975) เสนอใหใ้ ชส้ ญั ญาการเรียน (Learning contracts) เป็นการมอบหมายภาระงานใหแ้ ก่ผเู้ รียน
ว่าจะตอ้ งทาํ อะไรบา้ งเพือใหไ้ ดร้ ับความรู้ตามเป้ าประสงคแ์ ละผเู้ รียนจะปฏิบตั ิตามเงือนไขนนั

~ 20 ~

องค์ประกอบของการเรียนรู้ด้วยตนเองมอี ะไรบ้าง
องค์ประกอบของการเรียนรู้ด้วยตนเอง มดี ังนี
1. การวิเคราะหค์ วามตอ้ งการของตนเอง
2. การกาํ หนดจุดมงุ่ หมายในการเรียน โดยเริมจากบทบาทของผเู้ รียนเป็นสาํ คญั ผเู้ รียน

ควรศึกษาจุดมงุ่ หมายของวชิ า แลว้ เขียนจุดม่งุ หมายในการเรียนของตนใหช้ ดั เจน เนน้ พฤติกรรมที
คาดหวงั วดั ได้ มีความแตกต่างของจุดมงุ่ หมายในแต่ละระดบั

3. การวางแผนการเรียน ใหผ้ เู้ รียนกาํ หนดแนวทางการเรียนตามวตั ถุประสงคท์ ีระบุไว้
จดั เนือหาใหเ้ หมาะสมกบั สภาพความตอ้ งการและความสนใจของตน ระบุการจดั การเรียนรู้ให้
เหมาะสมกบั ตนเองมากทีสุด

4. การแสวงหาแหล่งวิทยาการทงั ทีเป็นวสั ดุและบุคคล
4.1 แหลง่ วิทยาการทีเป็นประโยชน์ในการศกึ ษาคน้ ควา้ เช่น หอ้ งสมุด พพิ ธิ ภณั ฑ์ เป็นตน้
4.2 ทกั ษะต่าง ๆ ทีมสี ่วนช่วยในการแสวงแหล่งวทิ ยาการไดอ้ ยา่ งสะดวกรวดเร็ว เช่น
ทกั ษะการตงั คาํ ถาม ทกั ษะการอ่าน เป็นตน้
5. การประเมนิ ผล ควรประเมินผลการเรียนดว้ ยตนเองตามทีกาํ หนดจุดมงุ่ หมายของการ
เรียนไว้ และใหส้ อดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงคเ์ กียวกบั ความรู้ ความเขา้ ใจ ทกั ษะ ทศั นคติ ค่านิยม มี
ขนั ตอนในการประเมนิ คือ
5.1 กาํ หนดเป้ าหมาย วตั ถุประสงคใ์ หช้ ดั เจน
5.2 ดาํ เนินการใหบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงคซ์ ึงเป็งนสสาํ ิคญั
5.3 รวบรวมหลกั ฐานจากผลการประเมินเพือตดั สินใจซึงตอ้ งตงั อยบู่ นพนื ฐานของ
ขอ้ มลู ทีสมบรู ณ์และเชือถอื ได้
5.4 เปรียบเทียบขอ้ มลู ก่อนเรียนกบั หลงั เรียนเพือดูวา่ ผเู้ รียนมคี วามกา้ วหนา้ เพยี งใด
5.5 ใชแ้ หล่งขอ้ มลู จากครูและผเู้ รียนเป็นหลกั ในการประเมิน

องค์ประกอบของการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผ้เู รียนควรมกี ารวเิ คราะห์ความต้องการ วเิ คราะห์
เนอื หา กาํ หนดจุดม่งุ หมายและการวางแผนในการเรียน มคี วามสามารถในการแสวงหาแหล่ง
วทิ ยาการ และมวี ธิ ใี นการประเมนิ ผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมเี พอื นเป็ นผ้รู ่วมเรยี นรู้ไปพร้อม
กนั และมคี รูเป็ นผ้ชู ีแนะ อาํ นวยความสะดวก และให้คาํ ปรึกษา ทังนี ครูอาจต้องมกี ารวเิ คราะห์
ความพร้อมหรือทกั ษะทีจาํ เป็ นของผ้เู รียนในการก้าวสู่การเป็ นผ้เู รียนรู้ด้วยตนเองได้

~ 21 ~

กจิ กรรม
กจิ กรรมที ใหอ้ ธิบายความหมายของคาํ ว่า “การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง” โดยสงั เขป
กจิ กรรมที ใหอ้ ธิบาย “ความสาํ คญั ของการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง” โดยสงั เขป
กจิ กรรมที 3 ใหส้ รุปสาระสาํ คญั ของ “ลกั ษณะการเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง” มาพอสงั เขป
กจิ กรรมที 4 ใหส้ รุปสาระสาํ คญั ของ “องคป์ ระกอบของการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง” มาพอสงั เขป

กระบวนการของการเรียนรู้ด้วยตนเอง
กระบวนการของการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง ความรับผดิ ชอบในการเรียนรู้ดว้ ยตนเองของผเู้ รียน เป็งนสิ

สาํ คญั ทีจะนาํ ผเู้ รียนไปสู่การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง เพราะความรับผดิ ชอบในการเรียนรู้ดว้ ยตนเองนนั หมายถงึ
การทีผเู้ รียนควบคุมเนือหา กระบวนการ องคป์ ระกอบของสภาพแวดลอ้ มในการเรียนรูข้ องตนเอง ไดแ้ ก่
การวางแผนการเรียนของตนเอง โดยอาศยั แหล่งทรัพยากรทางความรู้ต่างๆ ทีจะช่วยนาํ แผนสู่การปฏิบตั ิ
แต่ภายใตค้ วามรับผดิ ชอบของผเู้ รียน ผเู้ รียนรู้ดว้ ยตนเองตอ้ งเตรียมการวางแผนการเรียนรู้ของตน และเลือก
สิงทีจะเรียนจากทางเลือกทีกาํ หนดไว้ รวมทงั วางโครงสร้างของแผนการเรียนรู้ของตนอกี ดว้ ย ในการ
วางแผนการเรียนรู้ ผเู้ รียนตอ้ งสามารถปฏิบตั ิงานทีกาํ หนด วนิ ิจฉยั ความชว่ ยเหลือทีตอ้ งการ และทาํ ใหไ้ ด้
ความช่วยเหลอื นนั สามารถเลอื กแหลง่ ความรู้ วเิ คราะห์ และวางแผนการการเรียนทงั หมด รวมทงั ประเมิน
ความกา้ วหนา้ ในการเรียนของตน

ในการเรียนรู้ด้วยตนเองผ้เู รียนและครูควรมบี ทบาทอย่างไร

การเปรียบเทียบบทบาทของครูและผู้เรียนตามกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง

บทบาทของผ้เู รียนในการเรียนรู้ด้วยตนเอง บทบาทของครูในการเรียนรู้ด้วยตนเอง

1. การวเิ คราะห์ความต้องการในการเรียน 1. การวเิ คราะห์ความต้องการในการเรียน
 วนิ ิจฉยั การเรียนรู้  สร้างความคนุ้ เคยใหผ้ เู้ รียนไวว้ างใจ เขา้ ใจ
 วินิจฉยั ความตอ้ งการในการเรียนรู้ของตน บทบาทครู บทบาทของตนเอง
 รับรู้และยอมรับความสามารถของตน  วเิ คราะหค์ วามตอ้ งการการเรียนรู้ของผเู้ รียน
 มคี วามรับผดิ ชอบในการเรียนรู้ และพฤติกรรมทีตอ้ งการใหเ้ กิดแก่ผเู้ รียน
 สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ทีพอใจดว้ ยตนเอง  กาํ หนดโครงสร้างคร่าว ๆ ของหลกั สูตร
 มีส่วนร่วมในการระบุความตอ้ งการในการเรียน ขอบเขตเนือหากวา้ ง ๆ สร้างทางเลือกทีหลากหลาย
 เลือกสิงทีจะเรียนจากทางเลอื กต่าง ๆ ทีกาํ หนด  สร้างบรรยากาศใหเ้ กิดความตอ้ งการการเรียน
 วางโครงสร้างของโครงการเรียนของตน  วเิ คราะหค์ วามพร้อมในการเรียนรู้ของผเู้ รียน
โดยการตรวจสอบความพร้อมของผเู้ รียน
 มสี ่วนร่วมในการตดั สินใจในทางเลอื กนนั
 แนะนาํ ขอ้ มลู ใหผ้ เู้ รียนคิด วิเคราะหเ์ อง

~ 22 ~

บทบาทของผ้เู รียนในการเรียนรู้ด้วยตนเอง บทบาทของครูในการเรียนรู้ด้วยตนเอง
2. การกาํ หนดจดุ ม่งุ หมายในการเรียน
 ฝึกการกาํ หนดจุดมงุ่ หมายในการเรียน 2. การกาํ หนดจดุ ม่งุ หมายในการเรียน
 รู้จุดม่งุ หมายในการเรียน และเรียนใหบ้ รรลุ  กาํ หนดโครงสร้างคร่าวๆ วตั ถุประสงคก์ าร
เรียนของวิชา
จุดมงุ่ หมาย  ช่วยใหผ้ เู้ รียนเปลียนความตอ้ งการทีมีอยใู่ ห้
 ร่วมกนั พฒั นาเป้ าหมายการเรียนรู้ เป็นจุดมงุ่ หมายการเรียนรู้ทวี ดั ไดเ้ ป็นไดจ้ ริง
 กาํ หนดจุดมุ่งหมายจากความตอ้ งการของตน  เปิ ดโอกาสใหม้ ีการระดมสมอง ร่วมแสดง
ความคิดเห็นและการนาํ เสนอ
3. การออกแบบแผนการเรียน  แนะนาํ ขอ้ มลู ใหผ้ เู้ รียนคิด วิเคราะห์เอง
 ฝึกการทาํ งานอยา่ งมขี นั ตอนจากง่ายไปยาก
 การใชย้ ทุ ธวิธีทีเหมาะสมในการเรียน 3. การออกแบบแผนการเรียน
 มีความรับผดิ ชอบในการดาํ เนินงานตามแผน  เตรียมความพร้อมโดยจดั ประสบการณ์การ
 ร่วมมือ ร่วมใจรับผดิ ชอบการทาํ งานกลมุ่ เรียนรู้ เสริมทกั ษะทีจาํ เป็นในการเรียนรู้
 รับผดิ ชอบควบคุมกจิ กรรมการเรียนรู้ของ  มีส่วนร่วมในการตดั สินใจ วธิ ีการทาํ งาน ตอ้ ง
ตนเองตามแผนการเรียนทกี าํ หนดไว้ ทราบวา่ เรืองใดใชว้ ิธีใด สอนอยา่ งไร มสี ่วนร่วม
ตดั สินใจเพยี งใด
4. การแสวงหาแหล่งวทิ ยาการ  ยวั ยใุ หเ้ กิดพฤติกรรมการเรียนรู้
 ฝึกคน้ หาความรู้ตามทีไดร้ ับมอบหมายจาก  ผปู้ ระสานสิงทีตนเองรู้กบั สิงทีผเู้ รียนตอ้ งการ
 แนะนาํ ขอ้ มลู ใหผ้ เู้ รียนคิด วเิ คราะห์เองจนได้
แหลง่ การเรียนรู้ทีหลากหลาย แนวทางทีแจ่มแจง้ สร้างทางเลอื กทีหลากหลาย
 กาํ หนดบุคคล และสือการเรียนทีเกียวขอ้ ง ใหผ้ เู้ รียนเลอื กปฏบิ ตั ิตามแนวทางของตน
 มีส่วนร่วมในการสืบคน้ ขอ้ มลู ร่วมกบั เพอื นๆ
4. การแสวงหาแหล่งวทิ ยาการ
ดว้ ยความรับผดิ ชอบ  สอนกลยทุ ธก์ ารสืบคน้ ขอ้ มลู ถา่ ยทอดความรู้
 เลอื กใชป้ ระโยชน์จากกิจกรรมและยทุ ธวธิ ีทีมี
ประสิทธิภาพเพือใหบ้ รรลุวตั ถุประสงคท์ ีกาํ หนด ถา้ ผเู้ รียนตอ้ งการ
 กระตุน้ ความสนใจชีแหลง่ ความรู้ แนะนาํ การใชส้ ือ
 จดั รูปแบบเนือหา สือการเรียนทีเหมาะสม

บางส่วน
 สงั เกต ติดตาม ใหค้ าํ แนะนาํ เมอื ผเู้ รียนเกิด
ปัญหาและตอ้ งการคาํ ปรึกษา

~ 23 ~

บทบาทของผ้เู รียนในการเรียนรู้ด้วยตนเอง บทบาทของครูในการเรียนรู้ด้วยตนเอง

5. การประเมนิ ผลการเรียนรู้ 5. การประเมนิ ผลการเรียนรู้
 ฝึกการประเมนิ ผลการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง  ใหค้ วามรู้และฝึกผเู้ รียนในการประเมนิ ผลการ
 มีส่วนร่วมในการประเมนิ ผล เรียนรู้ทีหลากหลาย
 ผเู้ รียนประเมนิ ผลสมั ฤทธิดว้ ยตนเอง  เปิ ดโอกาสใหผ้ เู้ รียนนาํ เสนอวิธีการ เกณฑ์
ประเมนิ ผล และมีส่วนร่วมในการตดั สินใจ
 จดั ทาํ ตารางการประเมนิ ผลทีจะใชร้ ่วมกนั
 แนะนาํ วิธีการประเมินเมือผเู้ รียนมขี อ้ สงสยั

จะเห็นไดว้ ง่าผทเู้ รั ียนและครูตอ้ งมีการวินิจฉัยความตอ้ งการสิงทีจะเรียน ความพร้อมของ
ผเู้ รียนเกียวกบั ทกั ษะทีจาํ เป็ นในการเรียกนารกาํ หนดเป้ าหมาย การวางแผนการเรียนรู้ การแสวงหา
แหล่งวทิ ยาการ การประเมินผลการเรียนรู้ ซึงครูเป็นผฝู้ ึกฝในหแ้ รงจูงใจ แนะนาํ อาํ นวยความสะดวก
โดยเตรียมการเบืองหลงั และใหค้ าํ ปรึกษา ส่วนผเู้ รียนตอ้ งเป็ นมผตเู้ รน้ิ ปฏิบตั ิ ดว้ ยความกระตือรือร้น
เอาใจใส่ และมคี วามรับผดิ ชอบ กระทาํ อยา่ งต่อเนืองดว้ ยตนเอง เรียนแบบมีส่วนร่วม จึงทาํ ให้ผเู้ รียน
เป็นผเู้ รียนรู้ดว้ ยตนเองดไดงั ห้ ลกั การทีว่า “การเรียนรู้ตอ้ งเริมตน้ ทีตนเอง” และศกั ยภาพอนั พร้อมที
จะเจริญเติบโตดว้ ยตนเองนัน ผเู้ รียนควรนาํ หัวใจนกั ปราชญ์ คือ สุ จิ ปุ ลิ หรือ ฟัง คิด ถาม เขียน
มาใชใ้ นการสงั เคราะหค์ วามรู้ นอกจากนี กระบวนการเรียนรู้ในบริบททางสงั คม จะเป็ นพลงั อนั หนึง
ในการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง ซึงเป็นการเรียนรู้ในสภาพชีวิตประจาํ วนั ทีตอ้ งอาศยั สภาพแวดลอ้ มมีส่วนร่วม
ในกระบวนการ ทาํ ใหเ้ กิดบรรยากาศการแลกเปลียน พึงพากนั แต่ภายใตค้ วามเป็ นอิสระในทางเลือก
ของผเู้ รียนดว้ ยวิจารณญาณทีอาศยั เหตุผล ประสบการณ์ หรือคาํ ชีแนะ จากผรู้ ู้ ครู และผเู้ รียนจึงเป็ น
ความรับผดิ ชอบร่วมกนั ต่อความสาํ เร็จในการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง

~ 24 ~

ลกั ษณะสําคญั ในการเรียนรู้ด้วยตนเองของผ้เู รียน มีดงั นี

1. การมสี ่วนร่วมในการวางแผน การปฏบิ ตั ิตามแผน และการประเมินผลการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ ผเู้ รียนมี

ส่วนร่วมวางแผนกจิ กรรมการเรียนรู้บนพนื ฐานความตอ้ งการของกลุ่มผเู้ รียน

2. การเรียนรูท้ ีคาํ นึงถงึ ความสาํ คญั ของผเู้ รียนเป็นรายบุคคล ไดแ้ ก่ ความแตกตา่ งในความสามารถ

ความรู้พนื ฐาน ความสนใจเรียน วิธีการเรียนรู้ จดั เนือหาและสือใหเ้ หมาะสม

3. การพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง ไดแ้ ก่ การสืบคน้ ขอ้ มลู ฝึกเทคนิคทีจาํ เป็น เช่น การสงั เกต

การอ่านอยา่ งมจี ุดประสงค์ การบนั ทึก เป็นตน้

4. การพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ซึงกนั และกนั ไดแ้ ก่ การกาํ หนดใหผ้ เู้ รียนแบ่งความรับผดิ ชอบใน

กระบวนการเรียนรู้ การทาํ งานเดียว และเป็นกลุ่มทีมที กั ษะการเรียนรู้ต่างกนั

5. การพฒั นาทกั ษะการประเมินตนเองและการร่วมมอื ในการประเมนิ กบั ผอู้ ืน ไดแ้ ก่ การใหผ้ เู้ รียน

เขา้ ใจความตอ้ งการในการประเมิน ยอมรับการประเมนิ จากผอู้ นื เปิ ดโอกาสใหป้ ระเมินหลายรูปแบบ

กระบวนการในการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง เป็นวิธีการทีผเู้ รียนตอ้ งจดั กระบวนการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง โดย

ดาํ เนินการ ดงั นี

1. การวนิ ิจฉยั ความตอ้ งการในการเรียน

2. การกาํ หนดจดุ ม่งุ หมายในการเรียน

3. การออกแบบแผนการเรียน : โดยเขียนสญั ญาการเรียน, เขียนโครงการเรียนรู้

4. การดาํ เนินการเรียนรู้จากแหลง่ วทิ ยาการ

5. การประเมินผล

การตอบสนองของผเู้ รียนและครูตามกระบวนการในการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง มีดงั นี

ขันตอน การตอบสนองของผ้เู รียน การตอบสนองของครู

1. วินิจฉัยความต้องการในการ 1. ศกึ ษา ทาํ ความเขา้ ใจ คาํ อธิบาย 1. กระตนุ้ ใหผ้ เู้ รียนตระหนกั ถงึ

เรียนรู้ของผเู้ รียน รายวชิ า ความจาํ เป็นในการเรียนรู้ดว้ ย

2. วินิจฉยั ความตอ้ งการในการ ตนเอง

เรียนของตนเอง ทงั รายวิชาและ 2. วิเคราะหค์ าํ อธิบายรายวิชา

รายหวั ขอ้ การเรียน จุดประสงค์ เนือหา กิจกรรมและ

3. แบ่งกล่มุ อภิปรายเกียวกบั การประเมนิ การเรียนรายวิชา

ความตอ้ งการในการเรียนเพอื ให้ 3. อธิบายใหผ้ เู้ รียนเขา้ ใจ

ผเู้ รียนแต่ละคนมนั ใจในการ คาํ อธิบายรายวิชา

วนิ ิจฉยั ความตอ้ งการในการเรียน 4. ใหค้ าํ แนะนาํ แก่ผเู้ รียนในการ

ของตนเอง วนิ ิจฉยั ความตอ้ งการในการเรียน

5. อาํ นวยความสะดวกในการ

เรียนแบบร่วมมอื ในกลมุ่

~ 25 ~

ขันตอน การตอบสนองของผ้เู รียน การตอบสนองของครู

2. กาํ หนดจุดมุง่ หมายใน 1. ผเู้ รียนแต่ละคนเขยี น 1. ใหค้ าํ แนะนาํ แก่ผเู้ รียนในการ

การเรียน จุดมงุ่ หมาย การเรียนในแต่ละ เขี ยนจุ ดมุ่ งหมายก ารเรี ยน ที

หวั ขอ้ การเรียน ทีวดั ไดส้ อดคลอ้ ง ถกู ตอ้ ง

กบั ความตอ้ งการในการเรียนของ

ผเู้ รียนและอธิบายรายวิชา

3. วางแผนการเรี ยนโดยเขียน 1. ทาํ ความเขา้ ใจเกียวกบั ความ 1. ใหค้ าํ แนะนาํ แก่ผเู้ รียนเกียวกบั

สญั ญาการเรียน จาํ เป็นและวิธีการวางแผนการ คว า มจํา เป็ น และ วิธี ก าร ว า ง

เรียน แผนการเรียน

2. เขียนสญั ญาการเรียนที 2. ใหค้ าํ แนะนาํ ผเู้ รียนในการเขียน

สอดคลอ้ งกบั คาํ อธิบายรายวชิ า สญั ญาการเรียน

รวมทงั ความตอ้ งการและความ

สนใจของตนเอง ในการเรียนแต่

ละครัง

4. เขียนโครงการเรียนรู้ 1. ร่วมกบั ผสู้ อนและเพอื นเขียน 1. ใหค้ าํ แนะนาํ ในการเขียน

โครงการเรียนรู้ของทงั ชนั โดย โครงการเรียนรูร้ ายวชิ า

พจิ ารณาจากโครงการเรียนรู้ที 2. พิจารณาโครงการเรียนรู้

ผสู้ อนร่างมาและสญั ญาการเรียน ร่วมกบั ผเู้ รียนโดยกระตุน้ ให้

ของทุกคน ผเู้ รียนแสดงความคิดเห็นอยา่ ง

ทวั ถงึ

3. ร่วมกบั ผเู้ รียนสรุปโครงการ

เรียนรู้ใหเ้ หมาะสม

5. ดาํ เนินการเรียนรู้ 1. ทบทวนความรู้เดิมของตนเองที 1. ทดสอบความรู้เดิมของผเู้ รียน

จาํ เป็นสาํ หรับการสร้างความรู้ โดยใชเ้ ทคนิคการตงั คาํ ถามหรือ

ใหม่ โดยการตอบคาํ ถามหรือทาํ ทดสอบ

แบบทดสอบ

~ 26 ~

ขันตอน การตอบสนองของผ้เู รียน การตอบสนองของครู
5. ดาํ เนินการเรียนรู้ (ต่อ)
2. ผเู้ รียนแต่ละคน ดาํ เนินการ 2. ใหค้ วามรู้เสริม เพอื ใหแ้ น่ใจวา่

เรียนตามสญั ญาการเรียนอยา่ ง ผเู้ รียนจะสามารถเชือมโยงความรู้

กระตือรือร้น โดยการสืบคน้ และ เดิมกบั ความรู้ใหม่ได้

แสวงหาความรู้เพือสนองตอบ 3. ตงั คาํ ถามเพอื กระตุน้ ใหผ้ เู้ รียน

ความตอ้ งการในการเรียนดว้ ย คน้ หา คาํ ตอบและประมวล

วิธีการทีหลากหลาย และใชแ้ หล่ง คาํ ตอบดว้ ยตนเอง

ทรัพยากรการเรียนทีเหมาะสม 4. สร้างบรรยากาศทีส่งเสริม

ตามความตอ้ งการของตนเอง โดย การเรียน

นาํ ความรู้และประสบการณ์เดิม 5. ใหค้ าํ ปรึกษา ใหข้ อ้ มลู

ทีเกียวขอ้ งกนั มาใชใ้ นการคน้ หา ช่วยเหลือ และอาํ นวยความ

คาํ ตอบ สะดวกในกิจกรรมการเรียนของ

3. แบ่งกล่มุ เรียนแบบร่วมมือ เพือ ผเู้ รียนตามความจาํ เป็นและความ

ศึกษาในประเด็นทีตอ้ งตอบ ตอ้ งการของผเู้ รียน

คาํ ถาม โดยการปรับจุดมุง่ หมาย 6. กระตนุ้ ใหผ้ เู้ รียนใชค้ วามรู้และ

ในการเรียนของ ผเู้ รียนแต่ละคน ประสบการณ์เดิมทีเกียวขอ้ งกนั

เป็นของกลุ่ม แลว้ แบ่งบทบาท มาใชใ้ นการคน้ หาคาํ ตอบ โดยให้

หนา้ ทีเพือแสวงหาความรู้ โดยใช้ ยกตวั อยา่ งหรือเปรียบเทียบ

เทคนิคการตงั คาํ ถามเพอื นาํ ไปสู่ เหตุการณ์ทีเกียวขอ้ งกบั เรือง

การหาคาํ ตอบ ทงั นีกลมุ่ ผเู้ รียนแต่ ทีเรียน

ละกลุ่มอาจมีรูปแบบในการทาํ 7. ติดตามในการเรียนของผเู้ รียน

กลุ่มทีแตกต่างกนั ตามสญั ญาการเรียนและให้

4. ใชค้ วามคิดอยา่ งเต็มที คาํ แนะนาํ

มีปฏิสมั พนั ธ์ โตต้ อบ คดั คา้ น 8. ติดตามเป็นระยะ ๆ และให้

สนบั สนุน และ แลกเปลยี นความ ขอ้ มลู ป้ อนกลบั แก่ผเู้ รียน

คิดเห็นและความรู้สึกทีเปิ ดกวา้ ง 9. บนั ทึกปัญหาและขอ้ ขดั ขอ้ ง

ในกลุ่ม และรับฟังความคิดเห็น ต่าง ๆในการดาํ เนินกิจกรรมการ

ของผอู้ ืน เพือหาแนวทาง เรียนเพอื เสนอแนะการปรับปรุง

การไดม้ าซึงคาํ ตอบทีตอ้ งการ ใหด้ ีขึน

ของตนเองและของกลมุ่

~ 27 ~

ขันตอน การตอบสนองของผ้เู รียน การตอบสนองของครู
5. ดาํ เนินการเรียนรู้ (ต่อ)
5. แสดงความสามารถของตนเอง 10. ใหอ้ ิสระแก่ผเู้ รียนในการทาํ

และยอมรับความสามารถของผอู้ นื กิจกรรม และกระตุน้ ใหผ้ เู้ รียนมี

6. ตดั สินใจ และช่วยแกป้ ัญหาต่างๆ ส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียน

ทีเกิดขนึ ในกิจกรรมการเรียน อยา่ งเต็มที ยอมรับฟังความ

7. ฝึกปฏบิ ตั ิทกั ษะทีตอ้ งศกึ ษาตาม คิดเห็นของผเู้ รียน และไม่ตดั สิน

จุดมงุ่ หมายการเรียน ว่าความคิดเห็นของผเู้ รียนไม่

8. ขอความชว่ ยเหลอื จากผสู้ อน ถกู ตอ้ ง

ตามความเหมาะสม 11. กระตนุ้ ใหผ้ เู้ รียนสือสาร

9. ปรึกษาผสู้ อนเป็นระยะๆ ตามที ความรูค้ วาม เขา้ ใจและแนวคิด

ระบุไวใ้ นสญั ญาการเรียนเพอื ขอ ของตนเองใหผ้ อู้ ืน เขา้ ใจอยา่ ง

คาํ แนะนาํ ช่วยเหลือ ชดั เจน

10. ปรับเปลียนการดาํ เนินการเรียน 12. กระตนุ้ ใหผ้ เู้ รียนมีส่วนร่วม

ตามความเหมาะสม และบนั ทึกสิงที ในการอภิปรายแลกเปลยี นความ

ปรับเปลียนลงในสญั ญาการเรียน คิดเห็นอยา่ งกวา้ งขวางงใทนักลุ่ม

ใหช้ ดั เจน และนาํ ไปเป็นขอ้ มลู ใน และชนั เรียน

การวนิ ิจฉยั ตนเองเพอื ตงั 13. สงั เกตการเรียนของผเู้ รียน

จุดมงุ่ หมายในการเรียนครังต่อไป บนั ทึก พฤติกรรมและ

11. อภิปรายและสรุปความรู้ทีไดใ้ น กระบวนการเรียนของผเู้ รียน

กลุ่ม รวมทงั เหตุการณ์ทีส่งผลต่อการ

12. นาํ เสนอวิธีการเรียนและความรู้ เรียน

ทีไดต้ ่อทงั ชนั โดยใชร้ ูปแบบใน 14. กระตนุ้ ใหผ้ เู้ รียนสรุปความรู้

การแสดงออกในสิงทีตนไดเ้ รียนรู้ ความเขา้ ใจในบทเรียนดว้ ยตนเอง

ทีหลากหลาย 15. กลนั กรอง แกไ้ ข และเสริม

13. อภิปราย แสดงความคิดเห็น สาระสาํ คญั ของบทเรียนใหช้ ดั เจน

สะทอ้ นความรู้สึกและให้ และครอบคลุมจุดม่งุ หมายการ

ขอ้ เสนอแนะเกียวกบั วิธีการเรียน เรียน

ดว้ ยตนเองทีมปี ระสิทธิภาพ สิง 16. ร่วมกบั ผเู้ รียนอภิปราย

สนบั สนุนและสิงขดั ขวางการเรียน เกียวกบั วธิ ีการเรียนทีมี

การ เรียน ประสิทธิภาพ สิงทีสนบั สนุนและ

สิงทีขดั ขวางการเรียน

~ 28 ~

ขันตอน การตอบสนองของผ้เู รียน การตอบสนองของครู
5. ดาํ เนินการเรียนรู้ (ต่อ)
14. ร่วมกนั สรุปประเด็นความรู้ที
6. ประเมนิ ผลการเรียนรู้
ไดใ้ นชนั เรียน

15. เขียนรายงานผลการเรียนทงั

ในด้านเนือหาและวิธีการเรี ยน

ร ว ม ทั ง ค ว า ม รู้ สึ ก เ กี ย ว กั บ

ความสาํ เร็จหรือไม่สาํ เร็จในการ

เรี ยนเป็ นรายบุคคลและรายกลมุ่

1. ประเมนิ ผลการเรียนของตนเอง 1. กระตนุ้ ใหผ้ เู้ รียนตรวจสอบ

โดยเปรียบเทียบกบั จุดมงุ่ หมายใน ความรู้ความเขา้ ใจของตนเอง

การเรียนของตนเอง ตลอดเวลา

2. ใหเ้ พอื นและครูช่วยสะทอ้ นผล 2. ประเมนิ การเรียนของผเู้ รียน

การเรียน จากการสงั เกตพฤติกรรมในการ

3. ใหข้ อ้ มลู ป้ อนกลบั แก่เพือนใน เรียน ความสามารถในการเรียน

กลุ่ม ตามสญั ญาการเรียน และผลงาน

ในแฟ้ มสะสมงาน

3. ให้ขอ้ มูลป้ อนกลบั แก่ผูเ้ รียน

รายบุคคลและรายกลุ่มเกียวกับ

กระบวนการเรียนดว้ ยตนเองและ

พฤติกรรมในการเรียนรวมทงั ให้

ขอ้ เสนอแนะตามความ เหมาะสม

~ 29 ~

ลกั ษณะทีเป็ นการจดั การเรียนรู้ใหผ้ เู้ รียนไดเ้ รียนดว้ ยตนเองตามกระบวนการในการเรียนรู้ดว้ ย
ตนเอง โนลส์ ( knowles 1975 ) เสนอใหใ้ ชส้ ัญญาการเรียน ( Learning Contract ) ซึงเป็ นการมอบหมาย
ภาระงานใหก้ บั ผเู้ รียนว่าจะตอ้ งทาํ อะไรบา้ ง เพือให้ไดร้ ับความรู้ตามเป้ าประสงคแ์ ละผเู้ รียนจะปฏิบตั ิตาม
เงือนไขนนั
การจดั ทําสัญญาการเรียน (Learning Contract)

คาํ ว่า สัญญา โดยทัวไปหมายถึง ขอ้ ตกลงระหว่างบุคคล ฝ่ าย หรือหลายฝ่ ายว่าจะทาํ การหรือ
งดเวน้ กระทาํ การอยา่ งใดอยา่ งหนึง ความจริงนนั ในระบบการจดั การเรียนรู้ก็มีการทาํ สญั ญากนั ระหว่างครู
กบั ผเู้ รียน แต่ส่วนมากไม่ไดเ้ ป็นลายลกั ษณ์อกั ษรว่า ถา้ ผเู้ รียนทาํ ไดอ้ ย่านงแนลั ว้ ผเู้ รียนจะไดร้ ับอะไรบา้ ง
ตามขอ้ ตกลง สญั ญาการเรียน จะเป็นเครืองมือทีช่วยใหผ้ เู้ รียนสามารถกาํ หนดแนวการเรียนของตวั เองไดด้ ี
ยงิ ขึน ทาํ ใหป้ ระสบผลสาํ เร็จตามจุดม่งุ หมายและเป็นเครืองยนื ยนั ทีเป็นรูปธรรม

คาํ วา่ สญั ญา แปลตามพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน แปลว่า “ขอ้ ตกลงกนั ” ดงั นนั สญั ญาการ
เรียน ก็คือขอ้ ตกลงทีผเู้ รียนไดท้ าํ ไวก้ บั ครูว่าเขาจะปฏิบตั ิอยา่ งไรบา้ งในกระบวนการเรียนรู้เพือให้บรรลุ
จุดมุ่งหมายของหลกั สูตรนนั เอง

สญั ญาการเรียนเป็นรูปแบบของการเรียนรู้ทีแสดงหลกั ฐานของการเรียนรู้โดยใชแ้ ฟ้ มสะสมผลงาน
หรือ Portfolio

. แนวคดิ
การจดั การเรียนรู้ในระบบ เป็นการเรียนรู้ทีครูเป็นผกู้ าํ หนดรูปแอบหบา เกนิจื กรรมเป็ นส่วนใหญ่
ผเู้ รียนเป็นแต่เพยี งผปู้ ฏิบตั ิตาม ไม่ไดม้ โี อกาสในการมีส่วนร่วมในการวางแผนการเรียน นกั การศึกษงาใทนั
ตะวนั ตกและแอฟริกา มองเห็นว่าระบบการศึกษาแบเบปน็ี นระบบการศึกษาของพวกจกั รพรรดินิยมหรือ
เป็นการศึกษาของพวกชนนสชูงั บา้ ง เป็ นระบบการศึกษาของผถู้ กู กดขีบา้ ง สรุปแลว้ ก็คือระบบการศึกษา
แบบนีไม่ไดฝ้ ึ กคนให้เป็ นตวั ของตวั เอง ไม่ไดฝ้ ึ กให้คนรู้จกั พึงตนเอง จึงมีผพู้ ยายามทีจะเปลียนแนวคิด
ทางการศึกษาใหม่ อย่างเช่นระบบการศึกษาทีเน้นการฝึ กให้คนไดร้ ู้จกั พึงตนเองในประเทศแทนซาเนีย
การศกึ ษาทีใหค้ นคิดเป็นในประเทศไทยเราเหลเปา่ ็นี นตน้ รูปแบบของการศึกษาในอนาคต ควรจะมุ่งไปสู่
ตวั ผเู้ รียนมากกว่าตวั ผสู้ อน เพราะว่าในโลกปัจจุบนั วิทยาการใหม่ ๆ ไดเ้ จริญกา้ วหน้าไปอย่างรวดเร็วมี
หลายสิงหลายอยา่ งทีมนุษยจ์ ะตอ้ งเรียนรู้ ถา้ จะใหแ้ ต่มาคอยบอกกนั คงทาํ ไม่ได้ ดงั นันในการเรียนจะตอ้ งมี
การฝึกฝนใหค้ ิดใหร้ ู้จกั การหาวิธีการทีไดศ้ กึ ษาสิงทีคนตอ้ งการ กล่าวง่าย ๆ ก็คือ ผเู้ รียนทีไดร้ ับการศึกษา
แบบทีเรียกว่าเรียนรู้เพอื การเรียนในอนาคต
. ทาํ ไมจะต้องมกี ารทําสัญญาการเรียน
ผลจากการวิจยั เกียวกบั การเรียนรู้ของผใู้ หญ่ พบว่าผใู้ หญ่จะเรียนไดด้ ีทีสุดก็ต่อเมือการเรียนรู้ดว้ ย
ตนเอง ไม่ใช่การบอกหรือการสอนแบบทีเป็ นโรงเรียน และผลจากการวิจยั ทางดา้ นจิตวิทยายงั พบอีกว่า
ผใู้ หญ่มลี กั ษณะทีเด่นชดั ในเรืองความตอ้ งการทีจะทาํ อะไรดว้ ยตนเองโดยไม่ตอ้ งมีการสอนหรือการชีแนะ

~ 30 ~

มากนกั อย่างไรก็ดีเมือพดู ถึงระบบการศึกษาก็ยอ่ มจะตอ้ งมีการกล่าวถึงคุณภาพของบุคคลทีเขา้ มาอย่ใู น
ระบบการศกึ ษา จึงมีความจาํ เป็นทีจะตอ้ งกาํ หนดกฎเกณนฑมข์ าึ เพอื เป็นมาตรฐาน ดนงั ถนงึ ั แมจ้ ะใหผ้ เู้ รียน
เรียนรู้ดว้ ยตนเองก็ตามก็จาํ เป็ นจะต้องสร้างมนามตารเพกาือรกขาึ รควบคุมคุณภาพของผเู้ รียนเพือให้
มมี าตรฐานตามทีสงั คมยอมรับ เหตุนีสัญญาการเรียนจึงเขา้ มามีบทบาทในการเรียนการสอนเป็ นการวาง
แผนการเรี ยนทีเป็ นระบบ

ขอ้ ดีของสญั ญาการเรียน คือเป็ นการประสานความคิดทีว่าการเรียนรู้ ควรให้ผเู้ รียนกาํ หนดและ
การศึกษาจะตอ้ งมเี กณฑม์ าตรฐานเขา้ ดว้ ยกนั เพราะในสญั ญาการเรียนจะบ่งระบุวา่ ผเู้ รียนตอ้ งการเรียน
เรืองอะไรและจะวดั ว่าไดบ้ รรลุตามความมุ่งหมายแลว้ นนั หรือไม่อยา่ งไร มีหลกั ฐานการเรียนรู้อะไรบา้ ง
ทีบ่งบอกว่าผเู้ รียนมีผลการเรียนรู้อยา่ งไร

. การเขียนสญั ญาการเรียน
การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง ซึงเริมจากการจดั ทาํ สญั ญาการเรียนจะมลี าํ ดบั การดาํ เนินการ ดงั นี
ขนั ที แจกหลกั สูตรใหก้ บั ผเู้ รียนในหลกั สูตรจะตอ้ งระบุ

 จุดประสงคข์ องรายวิชานี
 รายชือหนงั สืออา้ งอิงหรือหนงั สือสาํ หรับทีจะศึกษาคน้ ควา้
 หน่วยการเรียนยอ่ ย พร้อมรายชือหนงั สืออา้ งอิง
 ครูอธิบาย และทาํ ความเข้าใจกับผูเ้ รี ยนในเรื องหลกั สูตร จุดมุ่งหมายและหน่วย

การเรียนยอ่ ย

ขันที แจกแบบฟอร์มของสัญญาการเรียน

จดุ ม่งุ หมาย แหล่งวทิ ยาการ/วธิ กี าร หลกั ฐาน การประเมนิ ผล

เป็นส่วนทีระบุวา่ ผเู้ รียนเป็นส่วนทีระบุวา่ ผเู้ รียนเป็นส่วนทงีมอสี า้ ิงอิง เป็นส่วนทีระบุว่าผเู้ รียน

ตอ้ งการบรรลุผลสาํ เร็จ จะเรียนรู้ไดอ้ ยา่ งไร หรือยนื ยนั ทีเป็น สามารถเกิดการเรียนรู้

ในเรืองอะไร อยา่ งไร จากแหลง่ ความรู้ใด รูปธรรมทีแสดงให้ ในระดบั ใด

เห็นว่าผเู้ รียนไดเ้ กิด

การเรียนรู้แลว้ โดยเก็บ

รวบรวมเป็นแฟ้ มสะสม

งาน

~ 31 ~

ขันที อธิบายวธิ ีการเขียนขอ้ ตกลงในแบบฟอร์มแต่ละชอ่ งโดยเริมจาก
 จุดมงุ่ หมาย
 วิธีการเรียนรู้หรือแหลง่ วทิ ยาการ
 หลกั ฐาน
 การประเมนิ ผล

ขันที ถามปัญหาและขอ้ สงสยั
ขันที แจกตวั อยา่ งสญั ญาการเรียนใหผ้ เู้ รียนคนละ ชดุ
ขันที อธิบายถึงการเขียนสญั ญาการเรียน
ผเู้ รียนลงมอื เขียนขอ้ ตกลงโดยผเู้ รียนเอง โดยเขียนรายละเอยี ดทงั ช่องในแบบฟอร์ม
สัญญาการเรียน นอกจากนีผเู้ รียนยงั สามารถระบุระดบั การเรียนทงั ในระดับดี ดีเยียม หรือปานกลาง ซึง
ผเู้ รียนมีความตงั ใจทีจะบรรลุการเรียนในระดบั ดีเยียมหรือมีความตงั ใจทีจะเรียนรู้ในระดบั ดี หรือพอใจ
ผเู้ รียนก็ตอ้ งแสดงรายละเอยี ด ผเู้ รียนตอ้ งการแต่ระดบั ดี คือ ผเู้ รียนตอ้ งแสดงความสามารถตามวตั ถุประสงค์
ทีกล่าวไวใ้ นหลกั สูตรให้ครบถว้ น การทาํ สญั ญาระดบั ดีเยยี ม นอกจากผเู้ รียนจะบรรลุวตั ถุประสงค์ตาม
หลกั สูตรแลว้ ผเู้ รียนจะตอ้ งแสดงความสามารถพิเศษเรืองใดเรืองหนึงโดยเฉพาะ อนั มีส่วนเกียวขอ้ งกับ
หลกั สูตร
ขันที ใหผ้ เู้ รียนและเพือนพิจารณาสญั ญาการเรียนใหเ้ รียบร้อย ต่อไปใหผ้ เู้ รียนเลอื กเพอื นในกล่มุ
คน เพือจะไดช้ ่วยกนั พจิ ารณาสญั ญาการเรียนรู้ของทั คน
ในการพจิ ารณาสญั ญาการเรียนใหพ้ ิจารณาตามหวั ขอ้ ต่อไปนี

. จุดมุ่งหมายมคี วามแจ่มชดั หรือไม่ เขา้ ใจหรือไม่ เป็นไปไดจ้ ริงหรือไมบ่ อกพฤตกิ รรมทีจะใหเ้ กิด
จริง ๆ หรือไม่

. มีจุดประสงคอ์ ืนทีพอจะนาํ มากล่าวเพมิ เติมไดอ้ กี หรือไม่
. แหล่งวิชาการและวิธีการหาขอ้ มลู เหมาะสมเพียงใด มีประสิทธิภาพเพียงใด
. มวี ธิ ีการอนื อกี หรือไม่ ทีสามารถนาํ มาใชเ้ พือการเรียนรู้
. หลกั ฐานการเรียนรู้มคี วามสอดคลอ้ งกบั จุดมุง่ หมายเพียงใด
. มหี ลกั ฐานอนื ทีพอจะนาํ มาแสดงไดอ้ กี หรือไม่
. วธิ ีการประเมินผลหรือมาตรการทีใชว้ ดั มคี วามเชือถือไดม้ ากนอ้ ยเพียงใด
. มวี ิธีการประเมนิ ผลหรือมาตรการอืนอกี บา้ งหรือไม่ ในการวดั ผลและประเมนิ ผลการเรียนรู้
ขันที ใหผ้ เู้ รียนนาํ สญั ญาการเรียนไปปรับปรุงใหเ้ หมาะสมอกี ครังหนึง
ขันที ใหผ้ เู้ รียนทาํ สญั ญาการเรียนทีปรับปรุงแลว้ ใหค้ รูและทีปรึกษาตรวจดอู กี ครังหนึงฉบบั ที
เรียบร้อยใหด้ าํ เนินการไดต้ ามทีเขียนไวใ้ นสญั ญาการเรียน

~ 32 ~

ขันที การเรียนก่อนทีจะจบเทอม อาทิตย์ ใหผ้ เู้ รียนนาํ แฟ้ มสะสมงาน (แฟ้ มเก็บขอ้ มลู
Portfolio) ตามทีระบุไวใ้ นสญั ญาการเรียนมาแสดง

ขันที ครูและผเู้ รียนจะตงั คณะกรรมการในการพจิ ารณาแฟ้ มสะสมงานทีผเู้ รียนนาํ มาส่งและ
ส่งคืนผเู้ รียนก่อนสินภาคเรียน

แบบฟอร์มสัญญาการเรียน

เขียนที.......................................................

วนั ที.........เดือน........................พ.ศ. .............

ขา้ พเจา้ (นาย/นาง/นางสาว)...................................................เป็นนกั ศกึ ษาระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาํ เภอ...............................................ขอกาํ หนดเป้ าหมาย

การเรียนในภาคเรียนที........ปี การศกึ ษา.........คือขา้ พเจา้ จะทาํ ใหผ้ ลการเรียนในรายวชิ า................................

ไดร้ ะดบั คะแนน............โดยการปฏบิ ตั ิดงั นี

จุดม่งุ หมาย วธิ กี ารเรียนรู้/ หลกั ฐาน การประเมนิ ผล

แหล่งวทิ ยาการ

~ 33 ~

ตารางการกาํ หนดเป้ าหมายการทาํ งานในแต่ละวนั

(นาย/นาง/นางสาว)............................................................

วนั เดอื น เวลา เป้ าหมายทีจะปฏบิ ัติ ผลการปฏิบตั ิ หมายเหตุ
ปี สําเร็จ ไม่สําเร็จ

~ 34 ~

เป้ าหมายการเรียนของข้าพเจ้า ภาคเรียนที ........ ปี การศึกษา................

รายวชิ าทีลงทะเบยี นเรียน ระดบั คะแนนทคี าดหวงั

รหสั วชิ า ชือวชิ า หน่วยกติ A B C D
4321

1. ................ .............................................................. ................. ........... ........... ........... ...........
2. ................ .............................................................. ................. ........... ........... ........... ...........
3. ................ .............................................................. ................. ........... ........... ........... ...........
4. ................ .............................................................. ................. ........... ........... ........... ...........
5. ................ .............................................................. ................. ........... ........... ........... ...........
6. ................ .............................................................. ................. ........... ........... ........... ...........
.
.
รวม

เกรดเฉลีย = ……

โดยขา้ พเจา้ จะเริมปฏิบตั ิตงั แต่ วนั ที......เดือน.............พ.ศ. ......... ถึง วนั ที......เดือน.............พ.ศ. .........
ขา้ พเจา้ ทาํ สญั ญาฉบบั นีดว้ ยความสมคั รใจ เพือยนื ยนั ความตงั ใจทีจะปฏิบตั ิตามแผนการเรียนรู้
จนสาํ เร็จ

ลงชือ....................................ผทู้ าํ สญั ญา
()

ลงชือ....................................พยาน
()

ลงชือ....................................พยาน
()

ลงชือ....................................คู่สญั ญา
()

~ 35 ~

(ตวั อย่าง)
การวางแผนการเรี ยนโดยใช้ สัญญาการเรี ยน

จดุ ม่งุ หมาย วธิ ีการเรียนรู้/แหล่ง หลกั ฐาน การประเมนิ ผล

เพือใหก้ ารเรียน วทิ ยาการ
รายวชิ าทกั ษะการเรียนรู้
ไดเ้ กรด B 1. อ่านเอกสารอา้ งองิ ที 1. ทาํ รายงานยอ่ ใหเ้ พือน - คน

เสนอแนะไวใ้ น ขอ้ คิดเห็นจากหนงั สือประเมนิ รายงานยอ่ และ

หลกั สูตร ทีอา่ น บนั ทึกการเรียน โดย

2. อ่านหนงั สือที 2. จดบนั ทกึ การเรียน ประเมนิ ตามหวั ขอ้

เกียวขอ้ งอนื ๆ การอภิปราย ต่อไปนี

3. สอบถามครู เมือพบ 3. ทาํ กิจกรรมทกี าํ หนด 1. รายงานยอ่ ครอบคลุม

ขอ้ ขอ้ งใจในชนั เรียน ในหนงั สือ เนือหามากพอทีจะใช้

หรือเมอื อ่านหนงั สือ ในการสอบเพือให้

แลว้ เกิดความสงสยั ไดเ้ กรดตามทีไดม้ งุ่

อนั เป็นอปุ สรรคต่อ หมายไว้

การทาํ ความเขา้ ใจ

บทเรียน 2. ทาํ ตารางการกาํ หนด

4. รวมกลมุ่ รายงานและ เป้ าหมายการทาํ งาน

อภิปรายกบั ผเู้ รียนอืน ในแต่ละวนั โดยใหม้ ี

หรือกล่มุ การเรียนอนื ผลการปฏิบตั ิตาม

เป้ าหมายดว้ ย

3. รายงานมีความ
ชดั เจนเพยี งใด

ฯลฯ

ท่านได้เรียนรู้เกียวกับสัญญาการเรี ยนทีเน้นความรับผิดชอบ
ต่องานทีตนได้เป็ นผู้กาํ หนดไว้สาํ หรับการเรี ยนรู้ของตน...

~ 36 ~

การประเมนิ ผลการเรียนโดยใช้แฟ้ มสะสมงาน
การจดั ทาํ แฟ้ มสะสมงาน (Portfolio) เป็นวธิ ีการสาํ คญั ทีนาํ มาใชใ้ นการวดั ผลและประเมินผลการ

เรียนรู้ทีใหผ้ เู้ รียนเรียนรู้ดว้ ยตนเองโดยการจดั ทาํ แฟ้ มสะสมงานทีมีความเชือพนื ฐานทีสาํ คญั มาจากการให้
ผเู้ รียนเรียนรู้จากสภาพจริง (Authentic Learning) ซึงมสี าระสาํ คญั พอสรุปไดด้ งั นี
1. ความเชือพนื ฐานของการเรียนรู้ตามสภาพจริง (Authentic Learning)

. ความเชือเกียวกบั การจดั การศกึ ษา
 มนุษยม์ สี ญั ชาตญาณทีจะเรียนรู้ มคี วามสามารถและมีความกระหายทีจะเรียนรู้
 ภายใตบ้ รรยากาศของสภาพแวดลอ้ มทีเอืออาํ นวยและการสนบั สนุนจะทาํ ใหม้ นุษย์

สามารถทีจะริเริมและเกิดการเรียนรูข้ องตนเองได้
 มนุษยส์ ามารถทีจะสร้างองคค์ วามรูจ้ ากการปฏิสมั พนั ธก์ บั คนอนื และจากสือทีมี

ความหมายต่อชีวติ
 มนุษยม์ พี ฒั นาการดา้ นร่างกาย ดา้ นอารมณ์ ดา้ นสงั คม และดา้ นสติปัญญาแตกต่างกนั

. ความเชือเกียวกบั การเรียนรู้
 การเรียนรู้จะเริมจากสิงทีเป็นรูปธรรมไปสู่นามธรรมโดยผา่ นกระบวนการการสาํ รวจ

ตนเอง การเสริมสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้และการสรา้ งบริบทของสงั คมใหผ้ เู้ รียนไดป้ ฏสิ มั พนั ธก์ บั
ผเู้ รียนอืน

 การเรียนรู้มอี งคป์ ระกอบทางดา้ นปัญญาหลายดา้ นทงั ในดา้ นภาษา คาํ นวณ พนื ที
ดนตรี การเคลือนไหว ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบุคคลและอนื ๆ

 การแสวงหาความรู้จะมปี ระสิทธิภาพมากยงิ ขึนถา้ อยใู่ นบริบททีมีความหมายต่อชีวิต
 การแสวงหาความรู้เป็นกระบวนการทีเกนิดตขลึ อดชีวติ
. ความเชือเกียวกบั การสอน
 การสอนจะตอ้ งยดึ ผเู้ รียนเป็นศนู ยก์ ลาง
 การสอนจะเป็งนรทายั บุคคลและรายกลุม่
 การสอนจะยอมรับวฒั นธรรมทีแตกต่างกนั และวิธกี ารเรียนรู้ทีเป็นเอกลกั ษณ์ของ
ผเู้ รียนแต่ละคน
 การสอนกบั การประเมนิ เป็นกระบวนการต่อเนืองและเกียวขอ้ งซึงกนั และกนั
 การสอนจะตอ้ งตอบสนองต่อการขยายความรู้ทีไม่มที ีสินสุดของหลกั สูตรสาขาต่าง ๆ

. ความเชือเกียวกบั การประเมิน
 การประเมนิ แบบนาํ คะแนนของผเู้ รียนจาํ นวนมากมาเปรียบเทียบกนั มคี ุณค่านอ้ ยต่อ

การพฒั นาศกั ยภาพของผเู้ รียน

~ 37 ~

 การประเมนิ ตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ไมใ่ ช่สิงสะทอ้ นความสามารถที
มอี ยใู่ นตวั ผเู้ รียน แต่จะสะทอ้ นถงึ การปฏิสมั พนั ธร์ ะหว่างบุคคลกบั สิงแวดลอ้ มและความสามารถทีแสดง
ออกมา

 การประเมนิ ตามสภาพจริงจะใหข้ อ้ มลู และข่าวสารทีเทียงตรงเกียวกบั ผเู้ รียนและ
กระบวนการทางการศกึ ษา

. ความหมายของการประเมนิ ตามสภาพจริง (Authentic Assessment)
การประเมินตามสภาพจริง เป็ นกระบวนการของการสังเกตการณ์ บนั ทึก การจดั ทาํ เอกสารที

เกียวกบั งานหรือภารกิจทีผเู้ รียนไดท้ าํ รวมทงั แสดงวธิ ีการว่าไดท้ าํ อยา่ งไร เพือใชเ้ ป็นขอ้ มนลู ฐพาื นเกียวกบั
การตัดสินใจทางการศึกษาของผูเ้ รียนนัน การประเมินตามสภาพจริงมีความแตกต่างจากการประเมิน
โครงการตรงทีการประเมินแบบนีไดใ้ หค้ วามสาํ คญั กบั ผเู้ รียนมากกว่าการใหค้ วามสาํ คญั กบั ผล อนั ทีจะ
เกิดขึนจากการดูคะแนนของกล่มุ ผเู้ รียนและแตกต่างจากการทดสอบเนืองจากเป็ นการวดั ผลการปฏิบตั ิจริง
(Authentic Assessment) การประเมินตามสภาพจริงจะได้ขอ้ มูลสารสนเทศเชิงคุณภาพอย่างต่อเนือง
ทีสามารถนาํ มาใชใ้ นการแนะแนวการเรียนสาํ หรับผเู้ รียนแต่ละคนไดเ้ ป็นอยา่ งดี

. ลกั ษณะทสี ําคญั ของการประเมนิ ตามสภาพจริง (Authentic Assessment)
 ใหค้ วามสาํ คญั ขอบการพฒั นาและการเรียนรู้
 เนน้ การคน้ หาศกั ยภาพนาํ เอามาเปิ ดเผย
 ใหค้ วามสาํ คญั กบั จุดเด่นของผเู้ รียน
 ยดึ ถอื เหตุการณ์ในชีวติ จริง
 เนน้ การปฏิบตั จิ ริง
 จะตอ้ งเชือมโยงกบั การเรียนการสอน
 มุ่งเนน้ การเรียนรู้อยา่ งมีเป้ าหมาย
 เป็นกระบวนการเกนิดอขยึ า่ งต่อเนืองในทุกบริบท
 ช่วยใหม้ ีความเขา้ ใจในความสามารถของผเู้ รียนและวธิ ีการเรียนรู้
 ช่วยใหเ้ กิดความร่วมมอื ทงั ผปู้ กครอง พอ่ แม่ ครู ผเู้ รียนและบุคคลอืน ๆ

~ 38 ~

. การประเมนิ ผลการเรียนโดยใช้แฟ้ มสะสมงาน
แฟ้ มสะสมงาน เป็นวิธีการประเมนิ ผลการเรียนรู้ตามสภาพจริง ซึงเป็นวธิ ีการทคี รูไดน้ าํ วิธีการ

มาจากศลิ ปิ น (artist) มาใชใ้ นทางการศกึ ษาเพอื การประเมนิ ความกา้ วหนา้ ในการเรียนรู้ของผเู้ รียน โดย
แฟ้ มสะสมงานมีประโยชน์ทีสาํ คญั คือ

 ผเู้ รียนสามารถแสดงความสามารถในการทาํ งานโดยทีการสอบทาํ ไม่ได้
 เป็นการวดั ความสามารถในการเรียนรู้ของผเู้ รียน
 ช่วยใหผ้ เู้รียนสามารถแสดงใหเ้ ห็นกระบวนการเรียนรู้ (Process) และผลงาน (Product)
 ช่วยใหส้ ามารถแสดงใหเ้ ห็นการเรียนรู้ทีเป็นนามธรรมใหเ้ ป็นรูปธรรม
แฟ้ มสะสมงานไม่ใช่แนวคิดใหม่ เป็นเรืองทีมีมานานแลว้ ใชโ้ ดยกลุ่มเขียนภาพ ศิลปิ น สถาปนิก
นักแสดง และนักออกแบบ โดยแฟ้ มสะสมงานไดถ้ ูกนาํ มาใชใ้ นทางการศึกษาในการเรียนการสอนทาง
ดา้ นภาษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิชาอืน ๆ ทงั นีแฟ้ มสะสมงานเป็ นวิธีการทีสะทอ้ นถึงวิธีการ
ประเมนิ ผลการเรียนรู้ตามสภาพจริง (AuthenticAssessment) ซึงเป็นกระบวนการของการรวบรวมหลกั ฐาน
ทีแสดงใหเ้ ห็นวา่ ผเู้ รียนสามารถทาํ อะไรไดบ้ า้ งและเป็ นกระบวนการของการแปลความจากหลกั ฐานทีได้
และมีการตดั สินใจหรือใหค้ ุณค่าการประเมินผลตามสภาพจริงเป็นกระบวนการทีใชเ้ พืออธิบายถึงภาระงาน
ทีแทจ้ ริงหรือ real task ทีผเู้ รียนจะตอ้ งปฏบิ ตั ิหรือสร้างความรู้ ไม่ใช่สร้างแต่เพยี งขอ้ มลู สารสนเทศ
การประเมนิ โดยใชแ้ ฟ้ มสะสมงานเป็นวิธีการของการประเมนิ ทีมีองคป์ ระกอบสาํ คญั คือ
 ใหผ้ เู้ รียนไดแ้ สดงการกระทาํ - ลงมือปฏบิ ตั ิ
 สาธิตหรือแสดงทกั ษะออกมาใหเ้ ห็น
 แสดงกระบวนการเรียนรู้
 ผลติ ชินงานหรือหลกั ฐานวา่ เขาไดร้ ู้และเขาทาํ ได้
ซึงการประเมินโดยใชแ้ ฟ้ มสะสมงานหรือการประเมินตามสภาพจริง โดยวิธีการดงั กล่าวนีจะ
มีลกั ษณะทีสาํ คญั คือ
 ชินงานทีมีความหมาย (meaningful tasks)
 มมี าตรฐานทีชดั เจน (clear standard)
 มกี ารใหส้ ะทอ้ นความคิด ความรู้สึก (reflections)
 มกี ารเชือมโยงกบั ชีวิตจริง (transfer)
 เป็นการปรับปรุงและบูรณาการ (formative integrative)
 เกียวขอ้ งกบั การคิดในลาํ ดบั ทีสูงขึนไป (high – order thinking)
 เนน้ การปฏบิ ตั ิทีมคี ุณภาพ (quality performance)
 ไดผ้ ลงานทีมีคุณภาพ (quality product)

~ 39 ~

. ลกั ษณะของแฟ้ มสะสมงาน
นกั การศึกษาบางท่านไดก้ ลา่ ววา่ แฟ้ มสะสมงานมลี กั ษณะเหมอื นกบั จานผสมสี ซึงจะเห็นไดว้ ่า

จานผสมสีเป็นส่วนทีรวมเรืองสีต่าง ๆงนทีแั ฟ้ มสะสมงานเป็งนทสีริ วมการประเมินแบบต่าง ๆ เพือการ
วาดภาพใหเ้ ห็นวา่ ผเู้ รียนเป็นอยา่ งไร แฟ้ มสะสมงานไม่ใช่ถงั งบขรอรงจุส(Cิ ontainer) ทีเป็ นทีรวมของงสิ
ต่าง ๆ ทีจะเอาอะไรมากองรวมไวห้ รือเอามาใส่ไวใ้ นทีเดียวกนั แต่แฟ้ มสะสมงานเป็นการรวบรวม
หลกั ฐานทีมรี ะบบและมกี ารจดั การโดยครูและผเู้ รียนเพือการตรวจสอบความกา้ วหนา้ หรือการเรียนรู้
ดา้ นความรู้ ทกั ษะและเจตคติในเรืองเฉพาะวิชาใดวชิ าหนึง

กล่าวโดยทวั ไป แฟ้ มสะสมงานจะมลี กั ษณะทีสาํ คญั ประการคือ
- เป็นเหมืองนทสีริ วบรวมหลกั ฐานทีแสดงความรู้และทกั ษะของผเู้ รียน
- เป็นภาพทีแสดงพฒั นาการของผเู้ รียนในการเรียนรู้ ตลอดช่วงเวลาของการเรียน

. จุดม่งุ หมายของการประเมนิ โดยใช้แฟ้ มสะสมงาน มดี ังนี
 ช่วยใหค้ รูไดร้ วบรวมงานทีสะทอ้ นถงึ ความสาํ คญั ของนกั เรียนในวตั ถุประสงคใ์ หญ่ของการเรียนรู้
 ช่วยกระตุน้ ใหผ้ เู้ รียนสามารถจดั การเรียนรู้ของตนเอง
 ช่วยใหค้ รูไดเ้ กิดความเขา้ ใจอยา่ งแจ่มแจง้ ในความกา้ วหนา้ ของผเู้ รียน
 ช่วยใหผ้ เู้ รียนไดเ้ ขา้ ใจตนเองมากยงิ ขึน
 ช่วยใหท้ ราบการเปลยี นแปลงและความกา้ วหนา้ ตลอดช่วงระหว่างการเรียนรู้
 ช่วยใหผ้ เู้ รียนไดต้ ระหนกั ถงึ ประวตั ิการเรียนรู้ของตนเอง
 ช่วยทาํ ใหเ้ กิดความสมั พนั ธร์ ะหว่างการสอนกบั การประเมนิ

. กระบวนการของการจดั ทําแฟ้ มสะสมงาน
การจดั ทาํ แฟ้ มสะสมงาน มกี ระบวนการหรือขนั ตอนอยหู่ ลายขนั ตอน แต่ทงั นีก็สามารถปรับปรุง

ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม Kay Burke (1994) และคณะ ไดก้ าํ หนดขนั ตอนของการวางแผนจดั ทาํ แฟ้ มสะสมงานไว้
ขนั ตอน ดงั นี

ขนั ที กาํ หนดจดุ มงุ่ หมาย และรูปแบบ
ขนั ที ขนั การรวบรวมและจดั ระบบของผลงาน
ขนั ที 3 ขนั การเลือกผลงานหลกั ตามเกณฑท์ ีกาํ หนด
ขนั ที 4 ขนั การสร้างสรรคแ์ ฟ้ มสะสมผลงาน
ขนั ที 5 ขนั การสะทอ้ นความคิด หรือความรู้สึกต่อผลงาน
ขนั ที ขนั การตรวจสอบเพือประเมนิ ตนเอง
ขนั ที ขนั การประเมินผล ประเมนิ ค่าของผลงาน
ขนั ที ขนั การแลกเปลยี นประสบการณ์กบั บุคคลอืน
ขนั ที ขนั การคดั สรรและปรับเปลยี นผลงานเพือใหท้ นั สมยั

~ 40 ~

ขนั ที 10 ขนั การประชาสมั พนั ธ์ หรือจดั นิทรรศการแฟ้ มสะสมงาน

. รูปแบบ (Model) ของการทําแฟ้ มสะสมงาน สามารถดาํ เนนิ การได้ดงั นี
 สาํ หรับผเู้ ริมทาํ ไม่มีประสบการณ์มาก่อนควรใช้ ขนั ตอน
ขนั ที การรวบรวมผลงาน
ขนั ที การคดั เลือกผลงาน
ขนั ที การสะทอ้ นความคิด ความรู้สึกในผลงาน
 สาํ หรับผทู้ ีมปี ระสบการณ์ใหม่ ๆ ควรใช้ ขนั ตอน
ขนั ที กาํ หนดจดุ มงุ่ หมาย
ขนั ที การรวบรวม
ขนั ที การคดั เลอื กผลงาน
ขนั ที การสะทอ้ นความคิดในผลงาน
ขนั ที การประเมนิ ผลงาน
ขนั ที การแลกเปลียนกบั ผเู้ รียน
 สาํ หรับผทู้ ีมปี ระสบการณ์พอสมควร ควรใช้ นตอขนั ดงั ทีกล่าวขา้ งตน้

. การวางแผนทาํ แฟ้ มสะสมงาน
 การวางแผนและการกาํ หนดจดุ มงุ่ หมาย คาํ ถามหลกั ทีจะตอ้ งทาํ ใหช้ ดั เจน
ทาํ ไมจะตอ้ งใหผ้ เู้ รียนรวบรวมผลงาน
ทาํ แฟ้ มสะสมงานเพอื อะไร
จุดม่งุ หมายทีแทจ้ ริงของการทาํ แฟ้ มสะสมงาน คืออะไร
การใช้ แฟ้ มสะสมงานในการประเมนิ มขี อ้ ดี ขอ้ เสียอยา่ งไร
 แฟ้ มสะสมงานไมใ่ ช่เป็นเพยี งการเรียนการสอนหรือการประเมินผล แต่เป็งกระนบทวั นการ

เรียนการสอนและการวดั ผลประเมินผล
 แฟ้ มสะสมงาน เป็นกระบวนการทีทาํ ใหผ้ เู้ รียนเป็นผทู้ ีลงมอื ปฏิบตั ิเองและเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
 การใชแ้ ฟ้ มสะสมงานในการประเมนิ จะมหี ลกั สาํ คญั ประการ
) อเนหื า ตอ้ งเกียวกบั เนือหาทีสาํ คญั ในหลกั สูตร
) การเรียนรู้ ผเู้ รียนเป็นผลู้ งมือปฏิบตั ิเอง โดยมกี ารบรู ณาการทจี ะตอ้ งสะทอ้ น

กระบวนการเรียนรู้ทงั หมด
) การเขียน การแกป้ ัญหา และการคิดระดบั ทีสูงกวา่ ปกติ

~ 41 ~

. การเกบ็ รวบรวมชินงานและการจดั แฟ้ มสะสมงาน
 ความหมายของแฟ้ มสะสมงานคือ การรวบรวมผลงานของผเู้ รียนอยา่ งมวี ตั ถุประสงค์

เพอื การแสดงใหเ้ ห็นความพยายาม ความกา้ วหนา้ และความสาํ เร็จของผเู้ รียนในเรืองใดเรืองหนึง
 วธิ ีการเก็บรวบรวม สามารถจดั ใหอ้ ยใู่ นรูปแบบของงตส่อิ ไปนี
แฟ้ มงาน สมดุ บนั ทึก ตูเ้ ก็บเอกสาร กลอ่ ง อมลั บแผั น่ ดิสก์
 วธิ ีการดาํ เนินการเพือการรวบรวม จดั ทาํ ไดโ้ ดยวธิ ีการ ดงั นี
รวบรวมผลงานทุกชินทีจดั ทาํ เป็นแฟ้ มสะสมงาน
คดั เรืองผลงานเพอื ใชใ้ นแฟ้ มสะสมงาน
สะทอ้ นความคดิ ในผลงานทีคดั เรืองไว้
 รูปแบบของแฟ้ มสะสมงาน อาจมีองคป์ ระกอบดงั นี
สารบญั และแสดงประวตั ิผทู้ าํ แฟ้ มสะสมงาน
ส่วนทีแสดงวตั ถุประสงค/์ จุดมุง่ หมาย
ส่วนทีแสดงชินงานหรือผลงาน
ส่วนทีสะทอ้ นความคิดเห็นหรือความรู้สึก
ส่วนทีแสดงการประเมนิ ผลงานดว้ ยตนเอง
ส่วนทีแสดงการประเมนิ ผล
ส่วนทีเป็นภาคผนวก ขอ้ มลู ประกอบอืน ๆ

รูปแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง
ผเู้ รียนสามารถเลือกใชร้ ูปแบบต่างๆในการเรียนรู้ดว้ ยตนเองเพือให้การเรียนบรรลุจุดมุ่งหมาย

ทีตงั ไว้ ไดด้ งั นี
1. การใชโ้ ครงการเรียน (Learning project) ซึงเป็ นตวั บข่งอชงี การมีส่วนร่วมในการเรียนดว้ ย

ตนเอง ตามแนวคิดโครงการเรียนแบบผใู้ หญ่ของ Tough (1971) โดยการนาํ ขอ้ มูลทีไดจ้ ากการสาํ รวจความ
ตอ้ งการมาขยายเป็ นโครงการหรือแผนการเรียนทีระบุเกียวกับการจะเรียนรู้อยา่ งไร ทีไหน เวลาใดที
เหมาะสม และนานเท่าใด จะใชแ้ หล่งทรัพยากรการเรียนใด จะมีใครช่วยเหลือไดบ้ า้ ง เลือกวิธีการเรียน
อยา่ งไร มีคุณค่าแค่ไหน ใชเ้ วลา แรงงาน และใชง้ บประมาณเท่าใด ประหยดั หรือไม่ จะรู้ไดอ้ ยา่ งไรว่าบรรลุ
เป้ าหมาย ควรแสดงผลงานของความสาํ เร็จในการเรียนอย่างไร ตอ้ งการเรียนมากแค่ไหน สัมพนั ธ์กับ
เป้ าหมายชีวติ อยา่ งไร ความรู้ทีเราจะแสวงหานนั ช่วยใหบ้ รรลุวตั ถุประสงคท์ ีตงั ไวห้ รือไม่ ทาํ ใหเ้ กิดเจตคติ
และความสนุกสนานทีจะเรียนหรือไม่ โดยการเขียนโครงการเรียนนนั ผเู้ รียนต้องสามารถปฏิบตั ิงานที
กาํ หนด วินิจฉัยความช่วยเหลือทีตนตอ้ งการ และทาํ ใหไ้ ดม้ าซึงความช่วยเหลือทีตอ้ งการ สามารถเลือก
แหล่งทรัพยากรการเรี ยน วิเคราะห์และวางแผนโครงการเรี ยนทังหมด รวมทังสามารถประเมิน
ความกา้ วหนา้ ของการเรียนได้ โดยการพจิ ารณาตดั สินใจในเรืองความรู้และทกั ษะโดยละเอียด กิจกรรม สือ

~ 42 ~

การเรียน แหล่งทรัพยากรการเรียน และอปุ กรณ์ทีใชใ้ นการเรียน สถานทีทีใชใ้ นการเรียน เวลาและเป้ าหมาย
ทีแน่นอน ระยะเวลาในการเรียน ขนั ตอนการเรียน ประมาณระดบั ของโปรแกรมการเรียน รวมทงั การกาํ จดั
อปุ สรรคและสิงทีจะทาํ ใหก้ ารเรียนขาดประสิทธิภาพ การทีจะไดส้ ืออุปกรณ์มา หรือไปถึงแหล่งขอ้ มูล การ
เตรียมหอ้ งทีเหมาะสมหรือเงือนไขทางกายภาพอืน ๆ งบประมาณทีใช้ และการสร้างแรงจูงใจในการเรียน
และการฝ่ าอปุ สรรคต่าง ๆ

2. การทาํ สญั ญาการเรียน (Learning contracts) ซึงเป็ นเครืองมือในการเรียนดว้ ยตนเองตาม
แนวคิดการเรียนเป็นกลุ่มของ Knowles (1975) โดยเป็ นขอ้ ตกลงระหว่างผเู้ รียนและผสู้ อน ในลกั ษณะการ
สอนรายบุคคลทีใหผ้ เู้ รียนมีความรับผดิ ชอบ มรี ะเบียบวินัยในตนเอง เป็ นตวั ของตวั เองให้มาก โดยการให้
สาํ รวจและคน้ หาความสนใจทีแทจ้ ริงของตนเอง แลว้ ให้ผเู้ รียนเลือกเรียนตามความสนใจ โดยสัญญาการ
เรียนจะช่วยใหผ้ เู้ รียนไดเ้ รียนดว้ ยตนเองมากขึนเพราะไดเ้ ปิ ดเผยตวั เองอยา่ งเต็มที และพึงพาตนเองไดม้ าก
ทีสุด ซึงสัญญาการเรียนเป็ นเครืองมือทีมีการลงนามระหว่างผเู้ รียนและผสู้ อน โดยนมตีขอั นในการทาํ
สญั ญาการเรียน ไดแ้ ก่ วินิจฉยั ความตอ้ งการในการเรียน กาํ หนดจุดมุ่งหมายการเรียน กาํ หนดวิธีการเรียน
และแหล่งทรัพยากรการเรียน ระบุผลลพั ธ์ทีจะไดห้ ลงั การเรียน ระบุเกณฑก์ ารประเมินการเรียน กาํ หนด
วนั ทีจะทาํ งานสาํ เร็จ โดยมีการทบทวนสญั ญาการเรียนกบั อาจารยท์ ีปรึกษา ปรับปรุงสญั ญาการเรียน และ
ประเมนิ ผลการเรียน ผเู้ รียนทีใชส้ ญั ญาการเรียนในการเรียนดว้ ยตนเองจะไดร้ ับประโยชน์ ดงั นี

(1) ผเู้ รียนจะมีความเขา้ ใจถึงความแตกต่างของบุคคลดา้ นความคิด และทกั ษะทีจาํ เป็ น
ในการเรียน ไดแ้ ก่ รู้ความแตกต่างระหว่างการเรียนโดยมีผสู้ อนเป็นนผาํ ชู้ แี ละการเรียนดว้ ยตนเอง

(2) ผเู้ รียนจะมีความสามารถในการสร้างความสัมพนั ธ์อนั ดีกบั เพือน เพือทีจะใหบ้ ุคคล
เหล่านันเป็ นผสู้ ะทอ้ นให้ทราบถึงความตอ้ งการในการเรียน การวางแผนการเรียนของตนเองรวงมกทาัร
ช่วยเหลือผอู้ นื

(3) ผเู้ รียนจะมีความสามารถในการวินิจฉัยความตอ้ งการในการเรียนอย่างแทจ้ ริงโดย
ร่วมมอื กบั ผอู้ ืน

(4) ผเู้ รียนจะมีความสามารถในการกาํ หนดจุดมุ่งหมายการเรียนจากความตอ้ งการในการ
เรี ยนของตนเองโดยเป็ นจุดมุ่งหมายทีสามารถประเมินได้

(5) ผเู้ รียนจะมีความสามารถในการเชือมความสมั พนั ธ์กบั ผสู้ อนเพือขอความช่วยเหลือ
หรือปรึกษา

(6) ผูเ้ รียนจะมีความสามารถในการแสวงหาบุคคลและแหล่งทรัพยากรการเรียนที
เหมาะสมสอดคลอ้ งกบั จุดมุ่งหมายการเรียนทีแตกต่างกนั

(7) ผเู้ รียนจะมีความสามารถในการเลือกแผนการเรียนทีมีประสิทธิภาพ โดยใชแ้ หล่ง
ประโยชน์จากแหล่งทรัพยากรการเรียนต่างๆ มคี วามคิดริเริม และมีทกั ษะในการวางแผนอยา่ งดี

(8) ผเู้ รียนจะมคี วามสามารถในการเก็บขอ้ มลู และนาํ ผลจากขอ้ มลู ทีคน้ พบไปใชไ้ ดอ้ ย่าง
เหมาะสม

~ 43 ~

3. การเรียนแบบตวั ต่อตวั (One-to-one learning) การเรียนดว้ ยรูปแบบนีผเู้ รียนจะทาํ งานเป็ นคู่
เพอื ช่วยอาํ นวยความสะดวกซึงกนั และกนั ในการทาํ งาน

4. การเรียนแบบร่วมมือในกลุม่ (Collaborative learning) เป็นการแลกเปลียนเรียนรู้ ประสบการณ์
ทีต่างคนต่างนาํ มาแลกเปลยี นกนั ซึงประสบการณ์ของตวั เองอาจช่วยชีนาํ เพือนได้ และในทางตรงกนั ขา้ ม
ประสบการณ์จากเพือนก็อาจช่วนยาํชตี นเองได้ พร้อมกนั นีก็จะเป็ นการเรียนการสอนทีมีการแลกเปลียน
ประสบการณ์ความคิดเห็นระหวา่ งผสู้ อนหรือผอู้ าํ นวยความสะดวกกบั ผเู้ รียนในกลุ่มดว้ งยทสีจิ ะไดจ้ ากการ
เรียนแบบร่วมมือในกลุ่ม คือการพฒั นาความรู้ความเขา้ ใจในเนือหาวิชา ทกั ษะทางสังคม ความรู้สึก
เห็นคุณค่าในตนเอง การรู้จกั ตนเอง และเกิดแรงจงู ใจในการเรียน

5. การทาํ บนั ทึกการเรียน (Learning log) เพือบนั ทึกขอ้ มูล ความคิด ความรู้สึก ความคาดหวงั
เรืองราวต่างๆทีไดเ้ รียนรู้ ไดพ้ ฒั นา หรือเกิดขึนในสมองของผเู้ รียน บนั ทึกนีจะเป็ นธนาคารความคิดทีช่วย
เก็บสะสมเรืองทีไดอ้ า่ น ปฏิบตั ิการไดใ้ ชค้ วามคิดทีละนอ้ ยในชีวิตประจาํ วนั เขา้ ไวด้ ว้ ยกนั ซึงจะทาํ ให้ทราบ
แนวทางและวิธีการเรียนเพิมเติมให้กวา้ งไกลออกไป บันทึกการเรียนเป็งนทสีมิ ีประโยชน์มากในการ
ประเมินการเรียนดว้ ยตนเอง ทีมีลกั ษณะเป็ นแฟ้ มหรือสมุดบนั ทึกขอ้ มลู รายบุคคลเกียวกบั กิจกรรมทีทาํ
ซึงจะเป็นขอ้ มลู บเก่งียชวี กบั ความคาดหวงั ของผเู้ รียนแต่ละบุคคล รวมทงั ความรับผดิ ชอบของผเู้ รียนดว้ ย
ผสู้ อนสามารถใช้บันทึกการเรียนเป็ นแรงเสริมจากผูส้ อนโดยการเขียนขอ้ ควานมสๆั ง่าย ๆ เพือให้
ขอ้ คิดเห็นหรือคาํ แนะนาํ แก่ผเู้ รียน

6. การจดั ช่วงเวลาสาํ หรับสรุปสิงทีเรียนรู้ เนืองจากในการเรียนดว้ ยตนเอง ผเู้ รียนไดเ้ รียนรู้และ
เผชิญกบั ปัญหาต่างๆดว้ ยตนเอง จึงตอ้ งมีช่วงเวลาสาํ หรับสรุปสิงทีไดเ้ รียนโดยผสู้ อนเป็นผนู้ าํ

7. การสร้างห้องสมุดของตนเอง หมายถึง การรวบรวมรายชือ ขอ้ มูล แหล่งทรัพยากร
การเรียนต่าง ๆ อาทิ รายชือบุคคล สถาบนั หนงั สือ รายงานการประชุมฝึกอบรม สือการเรียนต่าง ๆ สถานที
หรือประวตั ิบุคคลทีคิดว่าจะเป็นประโยชนต์ รงกบั ความสนใจเพอื ใชใ้ นการศกึ ษาคน้ ควา้ ต่อไป

8. การหาแหล่งทรัพยากรการเรียนในชุมชน เช่น การสนทนากบั ผรู้ ู้ ผชู้ าํ นาญในอาชีพต่างๆ หรือ
ป้ ายประกาศตามสถานทีต่าง ๆ เป็นตน้ แหล่งทรัพยากรการเรียนเหลจ่าะนเปี ็นแหล่งสาํ คญั ในการ คน้ ควา้ ซึง
มีผลต่อการเรียนดว้ ยตนเองเป็นอยา่ งมาก

สรุปไดว้ ่าการจดั การเรียนรู้ให้ผเู้ รียนมีการเรียนดว้ ยตนเอง สามารถเลือกใชร้ ูปแบบในการเรียน
ไดห้ ลายอยา่ ง โดยเฉพาะการทาํ สญั ญาการเรียนและการเขียนโครงการเรียน ทงั นีครูควรแนะนาํ วิธีการและ
ขนั ตอนในการเรียนให้ผเู้ รียนเขา้ ใจก่อนดาํ เนินการเรียนดว้ ยตนเอง สนบั สนุนใหผ้ เู้ รียนมีการเรียนแบบ
ร่วมมือ และควรจดั ช่วงเวลาสาํ หรับพบผสู้ อนเพือประเมินการเรียนเป็ นระยะ ๆงนทีผั เู้ รียนอาจวางแผน
การเรียนดว้ ยตนเองโดยการเรียนเป็นรายบุคคล เรียนกบั คู่ทีมคี วามสามารถเท่ากนั เรียนเป็ นกลุ่ม หรือเรียน
กบั ผทู้ ีมีความรู้และประสบการณ์ในเรืองนนั มากกวา่ ก็ได้

~ 44 ~

Knowles (1975) ไดเ้ สนอใหผ้ เู้ รียนพจิ ารณาสิงต่าง ๆประกอบในการวางแผนการเรียน ดงั นี
(1) การเรียนดว้ ยตนเองควรเริมจากการทีผเู้ รียนมีความตอ้ งการทีจะเรียนในสิงหนึงสิงใด เพือการ
พฒั นาทกั ษะความรู้ สาํ หรับการพฒั นาชีวิตและอาชีพของตนเอง
(2) การเตรียมตวั ของผเู้ รียนคือผเู้ รียนจะตอ้ งศกึ ษาหลกั การ จุดมงุ่ หมายและโครงสร้างของหลกั สูตร
รายวชิ าและจุดม่งุ หมายของรายวิชาก่อน
(3) ผเู้ รียนควรเลือกและจดั เนือหาวิชาดว้ ยตนเอง ตามจาํ นวนคาบทีกาํ หนดไวใ้ นโครงสร้างและ
กาํ หนดวตั ถุประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมลงไปใหช้ ดั เจนว่าจะใหบ้ รรลผุ ลในดา้ นใด เพือแสดงให้เห็นว่าผเู้ รียนได้
เกิดการเรียนในเรืองนัน ๆ แลว้ และมีความคิดเห็นหรือเจตคติในการนําไปใชก้ ับชีวิต สังคมและ
สิงแวดลอ้ มดว้ ย
(4) ผเู้ รียนเป็ นผวู้ างโครงการเรียนการสอน และดาํ เนินกิจกรรมการเรียนการสอนดนว้ั ยตนเอง
โดยอาจจะขอคาํ แนะนาํ ช่วยเหลอื จากผสู้ อนหรือเพือน ในลกั ษณะของการร่วมมือกนั ทาํ งานไดเ้ ช่นกนั
(5) การประเมินผลการเรียนดว้ ยตนเอง ควรเป็นการประเมินร่วมกนั ระหว่างผสู้ อนและผเู้ รียน โดย
ร่วมกนั ตงั เกณฑก์ ารประเมนิ ผลร่วมกนั
คาํ ถามในการถามตนเองของผเู้ รียนเพือใหไ้ ดค้ าํ ตอบสาํ หรับการวางแผนการเรียน ดงั นี
(1) จะเรียนรู้อยา่ งไร และเมอื ใดจึงจะเรียนรู้ไดเ้ ร็วทีสุด
(2) จะมีวิธีการอะไรในการศึกษาเรืองนนั ๆ
(3) จะใชห้ นงั สือหรือแหล่งขอ้ มลู อะไรบา้ ง
(4) จะกาํ หนดจุดมุ่งหมายเฉพาะในการศึกษาของตนอยา่ งไร
(5) จะคาดหวงั ความรู้ ทกั ษะ เจตคติอะไร
(6) จะประเมินผลการเรียนของตนเองอยา่ งไร
(7) จะใชเ้ กณฑอ์ ะไรตดั สินว่าประสบความสาํ เร็จ
ในการเรียนดว้ ยตนเองผเู้ รียนสามารถเรียนไดห้ ลายวิธีขึนอย่กู บั ความรู้เดิมและทกั ษะของผเู้ รียน
โดยใชส้ ญั ญาการเรียนเป็นเครืองมือสนับสนุน เพือบนั ทึกและจดั การเรียนงนที ผั ทู้ ีเรียนดว้ ยตนเองควรมี
ทกั ษะในการตงั คาํ ถาม การสืบคน้ การใชเ้ ทคโนโลยี การทาํ งานเป็ นทีม การแกป้ ัญหา การคิดอย่างมี
วจิ ารณญาณ การคิดสร้างสรรค์ การวิจยั และการเป็นผนู้ าํ โดยผเู้ รียนมบี ทบาทในการเรียนดว้ ยตนเองดงั นี

1. วนิ ิจฉยั ความตอ้ งการในการเรียนของตนเอง
2. ตงั คาํ ถามตามความอยากรู้อยากเห็น ซึงจะนาํ ไปสู่ความตอ้ งการคน้ หาคาํ ตอบ
3. กาํ หนดเป้ าหมายและวตั ถุประสงคใ์ นการเรียนของตนเอง
4. รับรู้จุดมุ่งหมายของตนเองและการยอมรับการสะทอ้ นกลบั จากผอู้ ืนเกียวกบั คุณลกั ษณะ
ทีตอ้ งปรับปรุงของตนเอง
5. วางแผนการเรียนของตนเอง

~ 45 ~

6. เลอื กแหลง่ ทรัพยากรการเรียนทีเป็นบุคคงลขสอิ ง หรือประสบการณ์ทีจะช่วยใหบ้ รรลุ
จุดม่งุ หมายในการเรียนและสอดคลอ้ งกบั ขอ้ มลู ทีตอ้ งการ

7. เลอื กและรับขอ้ มลู ข่าวสารในการตอบคาํ ถาม
8. เลือกและใชว้ ิธีการทีมีประสิทธิภาพทีสุดในการตรวจสอบขอ้ มูลจากแหล่งการเรียน
ต่างๆ
9. จดั การ วเิ คราะห์ และประเมนิ ขอ้ มลู ทีจะทาํ ใหไ้ ดค้ าํ ตอบทีถกู ตอ้ ง
10. ออกแบบแผนเกียวกบั วธิ ีการประยกุ ตใ์ ชแ้ หลง่ ทรัพยากรการเรียนทีสามารถตอบคาํ ถาม
หรือบรรลุความตอ้ งการในการเรียน
11. ดาํ เนินการเรียนตามแผนอยา่ งเป็นระบบและเป็นนลตาํ ดอบันขั
12. ตรวจสอบความสาํ เร็จตามจุดม่งุ หมายในการเรียน
13. ประเมนิ ผลการเรียนของตนเอง
สรุปไดว้ ่า การเรียนดว้ ยตนเองเป็นคุณลกั ษณะทีสามารถจดั ไงดใท้นัสภาพการเรียนรู้ในระบบ นอก
ระบบ และตามอธั ยาศยั โดยมีหลกั การคือ การเปิ ดโอกาสให้ผเู้ รียนไดว้ ิเคราะห์และแสดงความตอ้ งการที
แทจ้ ริงในการเรียนของตนเอง ใหอ้ ิสระแก่ผเู้ รียนในการกาํ หนดจุดมุ่งหมายในการเรียน วิเคราะห์ปัญหา
วางแผนการเรียน กาํ หนดและแสวงหาแหล่งทรัพยากรการเรียนทีจะใชใ้ นการเรียน กาํ หนดขนั ตอนและ
วิธีการเรียนทีเหมาะสมกบั ตนเอง ไดด้ าํ เนินกิจกรรมการเรียน และการประเมินกระบวนการและผลการ
เรียนดว้ ย ตนเอง โดยมีอสิ ระจากการถกู ข่มข่บู งั คบั การใหร้ างวลั หรือการลงโทษ ซึงผสู้ อนจะเป็นผชู้ ่วยให้
ผเู้ รียนตระหนกั ถึงความจาํ เป็ นในการเรียตนระหนกั ว่าตนตอ้ งเป็ นผเู้ รียนรู้และจดั การเรืองการเรียนดว้ ย
ตวั เอง โดยเปิ ดโอกาสใหผ้ เู้ รียนรับผดิ ชอบการเรียนและควบคุมกระบวนการเรียนของตนเองเพือใหบ้ รรลุ
เป้ าหมายตามความตอ้ งการของตนเอง และมีการวางแผนกิจกรรมการเรียนการสอนโดยคาํ นึงถึงความ
แตกต่างระหว่างบุคคลของผเู้ รียน สร้างบรรยากาศทีส่งเสริมการเรียน สอนวิธีการเรียนหลายๆวธิ ี ฝึกทกั ษะ
การเรียนดว้ ยตนเองใหก้ บั ผเู้ รียน รวมทงั สงั เกตกิจกรรมการเรียน เป็ นผชู้ ่วยเหลือและอาํ นวยความสะดวก
รวมทงั ประเมินผลการเรียนของผเู้ รียนแต่ละคน โดยใชส้ ัญญาการเรียนเป็ นเครืองมือในการให้ผเู้ รียนได้
เรียนดว้ ยตนเอง โดยตระหนกั วา่ ระดบั ของการเรียนดว้ ยตนเองของผเู้ รียนอาจมตี งั แต่การเรียนดว้ ยตนเองใน
ระดบั ตาํ คือมีครูเป็นผนู้ าํ ไปจนถงึ การทีผเู้ รียนไดเ้ รียนดว้ ยตนเองในระดบั สูงโดยไมต่ อ้ งพงึ พาครู
กจิ กรรม
กจิ กรรมที 1 ใหส้ รุปบทบาทของผเู้ รียนในการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง มาพอสงั เขป
กจิ กรรมที 2 ใหส้ รุปบทบาทของครูในการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง มาพอสงั เขป
กจิ กรรมที 3 ใหเ้ ปรียบเทียบบทบาทของผเู้ รียนและครู มาพอสงั เขป
กจิ กรรมที 4 ใหส้ รุปสาระสาํ คญั ของ “กระบวนการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง” มาพอสงั เขป
กจิ กรรมที ใหผ้ เู้ รียนศึกษาสญั ญาการเรียนรู้ (รายบุคคล) และปรึกษาครู แลว้ จดั ทาํ ร่างกรอบ
แนวคิดสญั ญาการเรียนรู้รายวชิ าทกั ษะการเรียนรู้

~ 46 ~

เรืองที ทกั ษะพนื ฐานทางการศึกษาหาความรู้ ทักษะการแก้ปัญหาและเทคนิคการเรียนรู้ด้วยตนเอง
คาํ ถามธรรมดา ๆ ทีเราเคยไดย้ นิ ไดฟ้ ังกนั อยบู่ ่อย ๆ ก็คือ ทาํ อยา่ งไรเราจึงจะสามารถฟังอยา่ งรู้เรือง

และคิดไดอ้ ยา่ งปราดเปรือง อ่านไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว ตลอดจนเขียนไดอ้ ยา่ งมืออาชีพงนที ัก็เพราะเราเขา้ ใจกนั ดี
ว่า ทงั หมดนีเป็ นทักษนะฐพาื น (basic skills) ทีสาํ คญั และเป็ นความสามารถ (competencies) ทีจาํ เป็ น
สาํ หรับการดาํ รงชีวิตทงั ในโลกแห่งการทาํ งาน และในโลกแห่งการเรียนรู้

การฟัง เป็นการรับรู้ความหมายจากเสียงทีไดย้ นิ เป็นการรับสารทางหู การไดย้ นิ เป็มตน้ นขกอางรเริ
การฟังและเป็นเพยี งการกระทบกนั ของเสียงกบั ประสาทตามปกติ จึงเป็ นการใชค้ วามสามารถทางร่างกาย
โดยตรง ส่วนการฟังเป็ นกระบวนการทาํ งานของสมองอีกหลานยตขอั นต่อเนืองจากการได้ยิน
เป็ นความสามารถทีจะได้รับงรทู้สีไิ ด้ยิน ตีความและจบั ความสิงทีรับรู้นัน เขา้ ใจและจดจาํ ไว้ ซึงเป็ น
ความสามารถทางสติปัญญา

การพูด เป็นพฤติกรรมการสือสารทีใชก้ นั แพร่หลาวยไทปั ผพู้ ูดสามารถใชท้ งั วจนภาษา (คือการ
สือสารโดยผา่ นการฟัง พดู อ่าน เขียน) และอวจั นภาษา (คือการสือสารโดยไม่ใชก้ ารฟัง การพูด การอ่าน
เช่น ภาษาท่าทาง รูปลกั ษณ์ต่าง ๆ ) ในการส่งสารติดต่อไปยงั ผฟู้ ังไดช้ ดั เจนและรวดเร็ว การพดู หมายถึง
การสือความหมายของมนุษยโ์ ดยการใชเ้ สียง และกิริยาท่าทางเป็ นเครืองถ่ายทอดความรู้ความคิด และ
ความรู้สึกจากผพู้ ดู ไปสู่ผฟู้ ัง

การอ่าน เป็นพฤติกรรมการรับสารทีสาํ คญั ไงมห่ยยิ ่อนไปกว่าการฟัง ปัจจุบนั มีผรู้ ู้นกั วิชาการและ
นกั เขียนนําเสนอความรู้ ขอ้ มูล ข่าวสารและงานสร้างสรรค์ ตีพิมพ์ ในหนังสือและสิงพิมพอ์ ืน ๆ มาก
นอกจากนีแลว้ ข่าวสารสาํ คญั ๆ หลงั จากนาํ เสนอดว้ ยการพดู หรืออ่านใหฟ้ ังผา่ นสือต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะ
ตีพมิ พร์ ักษาไวเ้ ป็นหลกั ฐาน ความสามารถในการอา่ นจึงสาํ คญั และจาํ เปง็ต่อกนายริ เป็นพลเมืองทีมีคุณภาพ
ในสงั คมปัจจุบนั

การเขยี น เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและความตอ้ งการของบุคคลออกมาเป็ นสัญลกั ษณ์ คือ
ตวั อกั ษร เพือสือความหมายให้ผอู้ ืนเขา้ ใจจากความขา้ งตน้ ทาํ ใหม้ องเห็นความหมายของการเขียนว่า
มีความจาํ เป็นอยงา่ ตงย่อิการสือสารในชีวิตประจาํ วนั เช่น นกั เรียน ใชก้ ารเขียนบนั ทึกความรู้ ทาํ แบบฝึกหดั
และตอบขอ้ สอบบุคคลทวั ไป ใชก้ ารเขียนจดหมาย ทาํ สญั ญา พินัยกรรมและคาํ ประกนั เป็ นตน้ พ่อคา้ ใช้
การเขียนเพือโฆษณาสินค้า ทําบัญชี ใบสังของ ทําใบเสร็จรับเงิน แพทย์ ใช้บันทึกประวตั ิคนไข้
เขียนใบสงั ยาและอนื ๆ เป็นตน้

~ 47 ~

กจิ กรรมที 1 คุณเป็นผฟู้ ังทีดีหรือเปล่า

ใหต้ อบแบบทดสอบต่อไปนี ดว้ ยการทาํ เครืองหมาย  ในช่องคาํ ตอบทางดา้ นขวา เพือประเมินว่า

คุณเป็นผฟู้ ังไดด้ ีแค่ไหน

ลกั ษณะของการฟัง ความบ่อยครัง
เสมอ ส่วน บางครัง นาน ๆ ไม่

ใหญ่ ครัง เคย

. ปล่อยใหผ้ พู้ ดู แสดงความคิดของเขาจนจบโดยไม่

ขดั จงั หวะ

. ในการประชุม หรือระหวา่ งโทรศพั ท์ มกี ารจดโนต้

สาระสาํ คญั ของสิงทีไดย้ นิ

. กลา่ วทวนรายละเอียดทีสาํ คญั ของการสนทนากบั ผพู้ ดู

เพอื ใหแ้ น่ใจว่าเราเขา้ ใจถกู ตอ้ ง

. พยายามตงั ใจฟัง ไมว่ อกแวกไปคิดเรืองอืน

. พยายามแสดงท่าทีวา่ สนใจในคาํ พดู ของผอู้ นื

. รู้ดีวา่ ตนเองไม่ใช่นกั สือสารทีดี ถา้ ผกู ขาดการพดู แต่

ผเู้ ดียว

. แมว้ า่ กาํ ลงั ฟังก็แสดงอาการต่าง ๆ เช่น ถาม จดสรงุปสิ

ทีไดฟ้ ัง กลา่ วทวนประเด็นสาํ คญั ฯลฯ

. ทาํ ท่าต่าง ๆ เหมือนกาํ ลงั ฟังอยใู่ นทีประชุม เช่น ผงก

ศรี ษะเห็นดว้ ยมองตาผพู้ ดู ฯลฯ

. จดโนต้ เกียวกบั รูปแบบของการสือสารทีไมใ่ ช่คาํ พดู

ของคู่สนทนา เช่น ภาษากาย นาํ เสียง เป็นตน้

พ.ยายามทีจะไมแ่ สดงอาการกา้ วร้าว หรือตืนเตน้ เกนิ ไป

ถา้ มีความคิดเห็นไมต่ รงกบั ผพู้ ดู

~ 48 ~

กิจกรรมที คาํ ตอบทงั คาํ ตอบ (ในแต่ละช่อง) มคี ะแนนดงั นี
เสมอ = คะแนน
ท่านคดิ อย่างไรกับ นาน ๆ ครัง = คะแนน
ส่วนใหญ่ = คะแนน
โคปาํ กรดล่าอกวธาขบิ ร้าางยฟล่าังงนนี ันสําคัญไฉน ไมเ่ คย = คะแนน
บางครัง = คะแนน
“การพูดเป็ นทกั กษาะรหฟันงเึงป็นประตูสาํ คญั ทีเปิ ดไปสู่ นาํ คะแนนจากทงั ขอ้ มารวมกนั เพอื ดวู า่ คณุ จดั
ทมี คี วกาามรสเรําียคนญั รทู้ กสี าุดรขเรอียงนครนู้กเอ่รใาหเ้ กดิ พฒั นาการ
แเกเคขร่ตอาํ าียพ่นเจนมูดะทือคดกสกทวเเีเปหเ่าาํราง็ัถกุร็อจรนนาลาาวะจธป่ไนนานันั เดไะิบนรปศาจนมพึ้พกาันย็ึกึงียค่ษูดขูสดอกษขอ่อาอาอ่จ็วาอยหจนะงนอะสสงกไคากกกหทรรถนลาําลไืนอ่อพาารา่ปใับนนอวฟึงจูดแกมไกเททังลปาาดไใรีท้ีจ็วเปวนป้พะาํ็่านคนพงูดกาันรนนฒคั นาอผยุานรบยลใทฯานคเมกรลีเรรทาาาฯัาวจ”รีปเาแปฟใรกต็นงัะพ่ชโๆทรวมุกันทงกาเอกีรเรรยีฟายารา่นังงไม่ อยใู่ นกลุ่มนกั ฟังประเภทไหนใน กลุ่ม ต่อไปนี
..............ฟ....ัง....เ..ป..็..........น......ท....กั ..ษ......ะ..ใ....น....ก....า..ร....ส....ือ....ส....า..ร....ท....ีส....าํ ..ค....ญั ....ข....น....า....ด..น. ี คะแนนขึนไป จดั ว่าคณุ เป็ นนกั ฟังชันยอด
.......ม..ใี..ค.ร..เ.ค..ย.ถ..า.ม..ต..วั..เ.อ..ง.บ..า้.ง..ไ.ห...ม..ว.า่...เร..า.ฟ..ัง..ไ..ด.ด้..แี..ค..่ . - คะแนน คุณเป็ นนกั ฟังทดี กี ว่าผ้ฟู งั ทวั ๆ ไป
.......ไ..ห..น...ห..ล..า.ย...ๆ...ค.น...อ..า.จ..ค..ิด..ว.า่..ก..า.ร..ฟ..ัง.เ.ป..็.....น..เ.ร.ือ..ง
..............ง....า่ ..ย....แ....ค....่ร..ู..้ว..่า....เข....า....พ....ดู ....อ....ะ..ไ....ร..ก....นั....บ....า..้ ..ง..ก....็..........ถ....ือ..ว....า่..เ..ป....็...... น ตาํ กว่า คะแนน คุณเป็ นผ้ฟู ังทีต้องพฒั นาทกั ษะ
.......ก..า.ร..ฟ..ัง..แ.ล..ว้...ซ..ึง.เ.ป..็.....น..ค..ว.า..ม..เ.ข.า.้ .ใ.จ..ผ..ดิ .อ..ย..งา่ .ง..ย.ิ... การฟังเป็ นพเิ ศษ
..............เ..พ....ร....า..ะ....ก....า..ร....ฟ....ัง..ท......ีแ..ท....้จ....ร....ิง....ห....ม....า....ย..ถ....งึ ....ก..า....ร..ใ..ห....้..ค..ว....า....ม........
.......ส..น..ใ.จ..ค..าํ.พ...ดู ..อ.ย..่า.ง..เ.ต..็ม..ท..ี .จ.น..เ.ก..ิด..ค..ว..า.ม..เ.ข..้า.ใ.จ....... แต่ไม่วา่ จะอยใู่ นกลมุ่ ไหนก็ตาม คุณก็ควรจะพฒั นา
.......ค..ว..า.ม..ห..ม..า..ย.ท..กุ..น..ัย..ข..อ..ง.ค..าํ..พ..ดู ..เ.ห..ล.่.า.น..ัน............. ทกั ษะในการฟังของคุณอยเู่ สมอ เพราะวา่ ผสู้ ่งสาร (ทงั คน
และอปุ กรณ์เทคโนโลยตี ่าง ๆ ) นนั มกี ารเปลียนแปลงและมี
............................................................... ความซบั ซอ้ นมากขึนอยตู่ ลอดเวลา

...............................................................  การพูดเป็ นวิธีการสือสารทีมนุษยใ์ ชก้ นั มานานนบั พนั ปี และใน
...............................................................
โลกนีคงไม่มีเครืองมือสือสารใดทีสามารถถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกและ
...............................................................
สิงต่าง ๆ ในใจเราไดด้ ีกวา่ คาํ พดู ถึงแมว้ า่ ปัจจบุ นั นีเทคโนโลยีในการสือสาร

จะไดร้ บั การพฒั นาไปถึงไหน ๆ แลว้ ก็ตาม สาเหตุทีเป็นกเ็ช่นนเพี ราะวา่ การ

พดู ไมใ่ ช่แตเ่ พียงเสียงทีเปล่งออกไปเป็ นคาํ ๆ แต่การพดู ยงั ประกอบไปดว้ ย

นําเสียงสูง-ตาํ จงั หวะชา้ -เร็ว และท่าทางของผูพ้ ดู ทีทาํ ให้การพดู มีความ

ซบั ซอ้ น และมีประสิทธิภาพยิงกวา่ เครืองมือสือสารใด ๆ

การพดู นนั เปรียบเสมือนดาบสองคม คือ สามารถให้ทงั คุณ

และโทษแก่ตัวผพู้ ูดได้ นอกจากนีการพูดยงั เป็ นอาวุธในการสือสารทีคน

ส่วนใหญช่ อบใชม้ ากกวา่ การฟังและการเขยี น เพราะคิดวา่ การพดู ได้มากกวา่

คนอืนนนั จะทาํ ใหต้ นเองไดเ้ ปรียบ ได้ประโยชน์ แต่ทงั ๆทีคิดอยา่ งนีหลาย

คนก็ยงั พาตวั เองไปสู่ความหายนะไดด้ ว้ ยปาก เขา้ ทาํ นองปากพาจน ซึงเหตุที

เป็นเชก่น็นี เพราะรู้กนั แต่เพียงวา่ ฉนั อยากจะพูด โดยไคมิด่ก่อนพูด การพดู

ทีจะใหค้ ณุ แกต่ นเองไดน้ นั ควรมีลกั ษณะดงั นี

 ถูกจงั หวะเวลา  ภาษาเหมาะสม

แนเนวือกหาราตชวอนบติดตาม  นาํ เสียงชวนฟัง

กเราารกใจพหิึรงิยผจดู้ าะฟูท้ ทเังุกป่ามท็คนีสารน่งวังดนาจียราํข่วเอมป็งนคตาํ ้อพงดู คไิดดแ้ทลุกะคเปร็ันง กเตปมาวั็ีรอขคาอริดงนมกตณธ่อวั รข์เนรอนั มพงชูดาติและเป็น

~ 49 ~

กจิ กรรมทีใหอ้ ่านเรือง “การมองโลกในแง่ด”ี และสรุปเรืองทีอา่ น ใหไ้ ดป้ ระมาณ บรรทดั
เรือง “การมองโลกในแง่ด”ี

ความหมายและความสําคญั ของการมองโลกในแง่ดี
การดาํ เนินชีวติ ของมนุษยเ์ รานนั ไดใ้ ชค้ วามคิดมาช่วยในการตดั สินใจเรืองราวต่างๆ ทีอยรู่ อบตวั เรา

ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ซึงในบางครังการมองโลกโดยใชค้ วามคิดนี ก็อาจจะมีมุมมองไดห้ ลายดา้ น เช่น ทางดา้ น
บวกและทางดา้ นลบ การมองโลกในลกั ษณะเช่นนี สามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดออกมาทางจิตใจ
เป็นตน้ วา่ ถา้ มองโลกในแง่ดีก็จะส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดในดา้ นดีโดยทาํ ใหก้ ารแสดงออกของคนนมีๆ นั
ความสุขต่อการดาํ เนินชีวติ ได้ แต่ในทางกลบั กนั ถา้ มองโลกในแง่ร้ายก็จะส่งผลมายงั ความรู้สึกนึกคิดทาํ ให้
จิตใจเกิดความวิตกกงั วล ขาดความสุขและอาจจะทาํ ใหม้ องคนรอบขา้ งอยา่ งไมเ่ ป็นมิตรได้ ฉนะนกัารมอง
โลกในแง่ดีเพือใหเ้ กิดประโยชน์ต่อการดาํ เนินชีวิตควรมีหลกั อยา่ งไร ลองฟังความคิดเห็นของบุคควลไทปั
วา่ เขามคี วามเขา้ ใจกนั อยา่ งไรดบู า้ ง

การมองโลกในแง่ดี หมายถึง มองสิงต่าง ๆ หรือมองปัญหาต่าง ๆ ทีเขา้ มาในทางทีดี ในทางบวก
ไมใ่ ช่ในทางลบ มีผลต่อสุขภาพจิตของเราดว้ ย มองสิงรอบขา้ ง รอบตวั เรา และมองดคู นรอบขา้ งดว้ ย รวมทงั
มองตวั เราเองดว้ ย

สาํ หรับการมองโลกในแง่ดี คิดวา่ ถา้ เรามองคนรอบตวั หรือมองเหตุการณ์ทีผา่ นมา ถา้ เราคิดในสิงที
ดี คือ ไม่คิดมาก คิดว่าคงจะไม่มีเหตุการณ์อะไรเข้ามาสู่ตวั เรา จะทาํ ให้จิตใจเราเป็ นสุข ซึงจะส่งผลถึง
ประสิทธิภาพในการทาํ งานและครอบครัวของเราดว้ ย

หลกั การมองโลกในแง่ดี
คาํ ว่า การมองโลกในแง่ดี โดยในแง่ของภาษาสามารถแยกออกเป็ น 3 คาํ แตกต่างจากกนั คาํ ทีหนึง

คือ การมอง คาํ ทีสองคือ โลก คาํ ทีสาม คือ ในแง่ดี
เป้ าหมายของการมอง คือ เพือใหเ้ ห็น การจะเหง็ใดเนราสมิ ีวิธีเห็น 2 วิธี
1. ใชต้ ามอง เรียกวา่ มองเห็น เราเห็นาหกอา้ แงฟนํ เห็นสรรงพใสนิ โลกเราใชต้ ามอง
2. คิดเห็น เช่น เรากบั คุณแมอ่ ยหู่ ่างกนั แต่พอเราหลบั ตาเรายงั นึกถึงคุณแม่ได้ เราไม่ไดไ้ ปเมืองนอก

มานานหลบั ตายงั นึกถึงสมยั เราเรียนๆ ทีตรงนัน อย่างนีเรียกว่าคิดเห็น เพราะฉนะกนาั รทีจะเห็งนใสดิ
สามารถทาํ ไดท้ งั ตากบั คิด

การมองโลกบางครังอาจมองดูเห็บนคปิดั เลย หรือบางทีไม่ตอ้ งเห็นแต่จินตนาการ
คาํ ว่าโลก เราสามารถแยกเป็น 2 อยา่ ง คือ โลกทีเป็นธรรมชาติ ป่ าไามภ้ แเู ขมาน่ อํ ยา่ งนีเรียกวา่ เป็น
ธรรมชาติ โลกอกี ความหมายหนึง คือ โลกของมนุษยอ์ ยเู่ รียกวา่ สงั คมมนุษย์ เพราะฉะนันเวลามองโลกอาจ
มองธรรมชาติ บางคนบอกว่ามอง ภูเขาสวย เห็นทิวไมแ้ ลว้ ชอบ เรียกว่ามองธรรมชาติ แต่บางคมรอั งมนุษย์
ดว้ ยกนั มองเห็นบุคคลอนื แลว้ สบายใจ เรียกว่าการมองเหมอื นกนั เพราะฉนะโนลั กจึงแยกออกเป็ น 2 ส่วน
คือธรรมชาติกบั มนุษย์

~ 50 ~

คาํ วา่ ดี เป็นคาํ ทีมคี วามหมายกวา้ งมาก ในทางปรัชญาถือว่าดี หมายถงึงทสีจิ ะนาํ ไปสู่ ตวั อยา่ งเช่น
ยาดี หมายถึงยาทีนาํ ไปสู่ คือยารักษาโรคนนั เอง มดี ดี คือมีดทีนาํ ไปสู่ คือสามารถตดั อะไรได้ หรืออาหารดี
หมายความว่าอาหารนาํ ไปสู่ใหเ้ รามสี ุขภาพดีขึน เพราะฉะนนั อะไรทีนาํ ไปสู่สกั อย่างหนึงเราเรียกว่าดี ดีใน
ทีนีดไู ด้ 2 ทางคือ นาํ ไปทาํ ให้เราเกิดความสุข หรือนาํ ไปเพือใหเ้ ราทาํ งานประสบความสาํ เร็จ ชีวิตเราหนี
การทาํ งานไม่ได้ หนีชีวิตส่วนตวั ไม่ได้ เพราะฉะนนั ดูว่ามองคนแลว้ ทาํ ให้เราเกิดความสุข ทาํ ใหท้ าํ งาน
ประสบความสาํ เร็จ

ถา้ รวม 3 ตวั คือเราเห็น หรือเราคิดเกียวกบั คน แลว้ ทาํ ใหเ้ รามีความสุข เรามอง เราคิดกบั คน ทาํ ให้
เราประสบความสาํ เร็จ นีคือความหมาย

สรุปความสาํ คญั ของคาํ ว่า การมองโลกในแง่ดี คือ 3 อยา่ งนีตอ้ งผกู พนั กนั เสมอคือ การคิด การทาํ
และผลการกระทาํ ถา้ เราคิดดีเราก็ทาํ ดี ผลจะไดด้ ีดว้ ย ตวั อยา่ งเช่น เราคิดถงึ เรืองอาหาร ถา้ เราคิดวา่ อาหารนี
ดี เราซืออาหารนี และผลจะมีต่อร่างกายเรา ถา้ เราคิดถงึ สุขภาพ เรืองการออกกาํ ลงั เราก็ไปออกกาํ ลงั กาย ผล
ทีตามมาคือ ร่างกายเราแข็งแรง เพราะฉนะถนา้ ั เราคิดอยา่ งหนึง ทาํ อยา่ งหนึง และผลการกระทาํ ออกมาอยา่ ง
หนึงเสมอ

ถา้ การมองโลกจะมคี วามสาํ คญั คือ จะช่วยทาํ ใหช้ ีวิตเรามคี วามสุข เพราะเราคิดคนๆ นีในแง่ดี เรา
จะพดู ดกี บั เขา ผลตามมาก็คือเขาจะมีปฏกิ ิริยาในทางดีกบั เรา ถา้ เราคิดในทางร้ายต่อเขา เช่น สมมติคุณกาํ ลงั
ยนื อยู่ มคี นๆ หนึงมาเหยยี บเทา้ คณุ ถา้ คิดวา่ คนทีมาเหยยี บเทา้ คุณ เขาไม่สบายจะเป็นลม แสดงวา่ คุณคิดว่า
เขาสุขภาพไม่ดี คุณจะช่วยพยงุ เขา แต่ถา้ คุณคิดวา่ คนนีแกลง้ คุณ แสดงว่าคุณมองในแง่ไมด่ ี คณุ จะมปี ฏิกริ ิยา
คือผลกั เขา เมอื คุณผลกั เขาๆ อาจจะผลกั คุณและเกิดการต่อสูก้ นั ได้ เพราะฉะนนั คิดทีดีจะช่วยทาํ ใหช้ ีวติ เรามี
ความสุข ถา้ คิดร้ายหรือคดิ ทางลบชีวติ เราเป็นทุกข์ ถา้ คดิ ในทางทีดีเราทาํ งานประสบความสาํ เร็จ ถา้ คิดในแง่
ลบงานของเราก็มที ุกขต์ ามไปดว้ ย (ทีมา: http://www.stou.ac.th/Thai/Offices/Oce/Knowledge/4-46/page6-
4-46.html)
สุขหรือทุกข์ขึนอย่กู บั อะไร?

ข่าวทีมีผถู้ กู หวยรัฐบาลไดร้ างวลั เป็ นจาํ นวนหลายลา้ นบาท เรียกว่าเป็ นเศรษฐีภวาขยใา้ มนคชืนั
คงเป็นข่าวทีทุกท่านผา่ นตามาแลว้ และก็ดูเหมือนจะเป็ นทุกขลาภอย่ไู ม่น้อยทีตอ้ งหลบเลียงผทู้ ีมาหยิบยืม
เงินทอง รวมทงั โจร-ขโมย จอ้ งจะแบ่งปันเงินเอาไปใช้

ในต่างประเทศ ก็เคยมีการศกึ ษาถงึ ชีวิตคนทีถกู หวยในลกั ษณะของกรณีศึกษาก็คน้ พบว่าหลายต่อ
หลายคน ประสบความทุกขย์ ากแสนสาหสั กวา่ เดิม หลายรายตอ้ งสูญเสียเงินทองจาํ นวนมาก มีอย่รู ายหนึงที
สุดทา้ ยกลบั ไปทาํ งานเป็ นพนักงานทาํ ความสะอาด ความเป็ นจริงแลว้ พบว่า วิธีคิด หรือโลกทศั น์ของเรา
ต่างหากทีบ่งบอกถงึ ความสามารถในการมคี วามสุขหรือความทุกข์


Click to View FlipBook Version
Previous Book
SOTUS คู่มือแมลงหวี่ขาวยาสูบ
Next Book
แรงและการเคลื่อนที่