The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ธรรมชุดเตรียมพร้อม (๓)
พระธรรมวิสุทธิมงคล
(หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
วัดป่าบ้านตาด(วัดเกษรศีลคุณ) จ.อุดรธานี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebook.luangta, 2021-10-01 09:32:28

ธรรมชุดเตรียมพร้อม (๓)

ธรรมชุดเตรียมพร้อม (๓)
พระธรรมวิสุทธิมงคล
(หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
วัดป่าบ้านตาด(วัดเกษรศีลคุณ) จ.อุดรธานี

Keywords: หลวงตามหาบัว,ธรรมะ

คำ�อนโุ มทน�

หนังสอื ธรรมะแต่ละเลม่ จะส�ำ เร็จข้ึนม�เพอื่ แจกท�นให้ท่�นผใู้ คร่ธรรมไดอ้ �่ น ย่อม
ส�ำ เร็จด้วยอ�ำ น�จแห่งศรัทธ�ของท่�นผูใ้ จบุญท้งั หล�ยชว่ ยกนั บริจ�คและจดั ทำ� แม้เล่มน้ีก็
ส�ำ เร็จขนึ้ ม�เพร�ะแรงศรทั ธ�ของท�่ นผู้ใจบุญหนุนโลกเชน่ เดยี วกนั ล�ำ พงั ผู้แสดงก็มีเพยี ง
ลมป�กอย�่ งเดียวเท่�นน้ั พอแสดงจบลงลมป�กก็ห�ยสูญไปในขณะน้นั ไม่อ�จเหนีย่ วรัง้
ธรรมที่แสดงออกน้ันๆ ใหจ้ รี ังยง่ั ยืนสบื ไปไดเ้ ลย เพร�ะไม่มปี ญั ญ�สร�้ งธรรมให้จีรังยง่ั ยืน
ไดด้ ว้ ยวิธกี �รใดๆ ท่เี หน็ ว�่ เหม�ะสม จ�ำ ต้องอ�ศยั บุญบ�รมขี องท�่ นคณะศรทั ธ�ผ้ใู จบุญ
ท้ังหล�ย ชว่ ยเสรมิ สร้�งคว�มจีรังถ�วรแห่งธรรม ดว้ ยก�รรว่ มกนั บรจิ �คและจดั พิมพเ์ ปน็
เลม่ ข้นึ ม� เพ่ือท่�นผูอ้ ่�นไดอ้ �ศยั พ่ึงร่มเง�แห่งใบบญุ หนนุ โลกอนั ไมม่ ปี ระม�ณน้นั ผู้แสดง
จึงขออนุโมทน�กับท่�นทัง้ หล�ยเปน็ อย่�งยงิ่ ม�พรอ้ มนี้ บญุ กศุ ลทั้งมวลที่เกิดขึน้ เพร�ะก�ร
บ�ำ เพญ็ นี้ จงส�ำ เรจ็ ผลอันพงึ หวงั ดงั ใจหม�ยโดยทวั่ กนั เทอญ

ค�ำ อนโุ มทน�ในก�รพมิ พ์เมอื่ ๙ มถิ นุ �ยน ๒๕๒๗

ค�ำ น�ำ

ก่อนอ่ืนต้องขออภยั ต่อท่�นผู้อ�่ นโดยทัว่ กนั ท่ไี มอ่ �จดัดแปลงแก้ไขเนอื้ ธรรมและสำ�นวน
ต�่ งๆ ให้เหม�ะสมกบั หนงั สอื เล่มนี้ ที่จะออกส่สู �ยต�ส�ธ�รณชนซ่งึ มคี ว�มรสู้ ึกในแงแ่ หง่ ธรรม
หนกั เบ�ต�่ งกัน เนอ่ื งจ�กก�รแสดงธรรมแต่ละกัณฑ์แกท่ ่�นผูฟ้ งั ซึง่ ลว้ นเปน็ นกั ปฏบิ ัตธิ รรมดว้ ยกัน
ประสงคอ์ ย�กฟงั ธรรมป�่ ที่เกีย่ วกบั ภ�คปฏบิ ัตจิ ิตภ�วน�ม�กกว่�ภ�คอืน่ ๆ ผู้แสดงซ่ึงเป็นพระป�่ ๆ
อยู่แลว้ จงึ เรม่ิ แสดงธรรมป่�โดยล�ำ ดบั ต�มนิสยั ป�่ แตก่ ณั ฑ์เรมิ่ แรกจนถงึ กัณฑส์ ดุ ท�้ ย ซ่ึงรวมก�ร
เทศนต์ ิดตอ่ กันม�โดยล�ำ ดบั ในชว่ งนนั้ คงไม่ตำ่�กว�่ ๘๐ กัณฑ์ ซง่ึ ส่วนม�กมักเปน็ ธรรมเผ็ดร้อน
ม�กกว�่ จะสมนำ�้ สมเนอื้ เท�่ ท่คี วร

หลงั จ�กก�รแสดงธรรมผ�่ นไปแล้วเปน็ ปๆี จึงมีท่�นผู้ศรทั ธ� คอื ม.ร.ว.เสรมิ ศรี เกษมศรี
ม�แสดงคว�มประสงค์ขออนญุ �ตพมิ พก์ ณั ฑเ์ ทศนเ์ หล่�น้ีขึน้ เป็นเลม่ เพ่อื แจกท�น และประสงคใ์ ห้
กณั ฑ์เทศนเ์ หล่�น้ที พ่ี ิมพ์เปน็ เลม่ แลว้ จรี งั ย่ังยืนไปน�น จึงได้อนุญ�ตต�มอธั ย�ศัย โดยไมม่ ีหนท�ง
แกไ้ ขกัณฑเ์ ทศนเ์ หล�่ นใี้ หเ้ หม�ะสมแก่ท่�นผู้อ่�นท่วั ๆ ไปไดแ้ ต่อย�่ งใด ถ�้ เรอ่ื งใดประโยคใดไม่
เหม�ะสมกับจรติ นสิ ัยก็กรณุ �ผ�่ นไป ยดึ ไว้เฉพ�ะทีเ่ หน็ ว�่ ควรแก่นิสัยของตนๆ เพ่ือประโยชน์ในก�ล
ต่อไป

หนงั สอื ทผี่ ู้เขียนเรยี บเรียงข้ึน หวังใหท้ ุกท�่ นท่มี ีจติ ศรทั ธ�ได้เป็นเจ้�ของพมิ พแ์ จกเปน็ ธรรม
ท�นด้วยกันได้ทกุ โอก�ส โดยไมต่ อ้ งขออนุญ�ตแต่อย�่ งใด ส่วนก�รพมิ พ์เพ่ือจำ�หน่�ย จึงขอสงวนสทิ ธิ์
ทุกๆ เล่มไป ดงั ทเ่ี คยปฏบิ ตั มิ �

ค�ำ น�ำ ในก�รพมิ พเ์ มือ่ ๙ มิถุน�ยน ๒๕๒๗



ปฐมเหตุ ธรรมชุดเตรยี มพรอ้ ม

ผู้จัดทำ�ขอนำ�บทคว�มที่หลวงต�พระมห�บัวได้กล่�วถึงคุณเพ�พง�

วรรธนะกลุ ซึง่ คัดลอกบทคว�มบ�งตอนจ�ก “ญ�ณสัมปนั นธมั ม�นุสรณ์”
หน้� ๔๕๗-๔๕๘ จ�กหนงั สืออนสุ รณเ์ นอ่ื งในง�นพระร�ชท�นเพลงิ ถว�ย
แด่พระสรรี ะสงั ข�รพระธรรมวิสุทธมิ งคล (หลวงต�พระมห�บัว ญ�ณสัมปัน
โน)

ผแู้ ต่ง : วัดป่าบ้านตาด
ISBN : 978-974-350-988-9; Year/Edition : สงิ หาคม ๒๕๕๔/๙๒๘

บทคว�มบ�งตอนจ�กหน้� ๔๕๗ “เร่มิ เทศนเ์ พอื่ คนป่วย”
ในปี พ.ศ.๒๕๑๘ สตรซี ง่ึ เป็นศิษยอ์ งคห์ ลวงต�ท�่ นหนึง่ ชื่อคณุ เพ�พง� วรรธนะกลุ ได้ป่วยไขไ้ ม่
สบ�ยจงึ ไมค่ ดิ ท�ำ ง�นท�งโลกอกี ต่อไป คุณเพ�พง�ได้เขยี นจดหม�ยขอม�ปฏบิ ตั จิ ิตตภ�วน�เตรยี มรบั กับ
มรณภัยที่วดั ป�่ บ้�นต�ด ซึง่ องคห์ ลวงต�ท่�นกไ็ ด้ใหค้ ว�มอนเุ คร�ะหต์ �มท่ขี อและตง้ั ใจไปแสดงธรรมเปน็
กรณีพิเศษ ดังนี้

“...คุณเพ�เร�เสยี (ชีวิต)ไปกปี่ แี ลว้ ปี ๒๕๑๙-๒๕๒๐ ไม่รู้นะ เหตทุ ี่ว�่ อย่�งน้ันกค็ อื ว่� คุณเพ�นี้เป็น
โรคมะเรง็ กระดกู ข�้ งๆ น้ี หมอเข�บอกว่�อยูอ่ ย�่ งน�นได้ ๖ เดอื น แกก็หมดหวงั ละ เลยเขยี นจดหม�ย
‘อย�กม�ภ�วน�ก่อนต�ย’

เร�ก็พูดเป็นสองพักเอ�ไว้ (ตอบจดหม�ย) ‘ถ�้ ไปภ�วน�ธรรมด�ๆ น้ี อย�กอยู่ทไ่ี หน ไปทใี่ ดไปกไ็ ม่
ได้ ไม่ไปก็ไม่ว่�’ เร�ว่�ง้ันนะ ข้อสอง ‘ถ้�ตัง้ ใจจะภ�วน�จรงิ ๆ เพ่อื เห็นโทษแห่งคว�มต�ยของตวั เองแล้ว
ก็ เอ�! ไปได้’

เร�ว่�สองพัก พอแกได้รับจดหม�ยเย็นวันนี้แกก็ออกเดินท�งเลย ตอนเช้�ไปถึงแล้ว ไปรถยนต์
‘อ�้ ว จดหม�ยได้รบั หรือยงั ’

‘ไดร้ ับเมือ่ เยน็ ว�นน้ี พอไดร้ ับแล้วกม็ �เลย’
‘เอ�้ ถ้�อย�่ งน้ันให้เลือกเอ� กฏุ ิทีอ่ ุไร ห้วยธ�ร อยู่ กับกฏุ ิคุณหญงิ กอ้ ย สองหลงั นใ้ี หเ้ ลือกเอ�
เป็นทสี่ งดั จะพักหลงั ไหนกไ็ ด้’
กต็ อบว�่ ‘พกั หลังคณุ หญงิ ก้อย’ แต่กอ่ นมันเตยี้ ๆ พงึ่ ยกขน้ึ เมอื่ เรว็ ๆ น.้ี ..
ตงั้ แต่วันนน้ั ม�เร�เข�้ ไปเทศน์ใหฟ้ งั ทกุ วนั นะ ดเู หมือนเป็นปี ๒๕๑๘-๒๕๑๙ เทศนใ์ ห้ฟังทุกเย็น
พอตกเย็นม�จวนมดื แลว้ ไปกบั ท�่ นปญั ญ� ท่�นปญั ญ�เปน็ ผอู้ ัดเทป เร�ไปเทศนใ์ หฟ้ งั ทุกๆ เย็นเลย
เว้นแต่วันไหนประชุมพระ หรือเร�มีธุระจำ�เป็นเร�ก็บอกล่วงหน้�เอ�ไว้ว่�วันพรุ่งนี้จะไม่เข้�ม�
นอกจ�กนน้ั เทศน์ทกุ วนั ๆ ดเู หมอื น ๙๐ กว่�กณั ฑ์ ไปอยู่น้นั ตง้ั ๓ เดือนนน้ั ละจึงได้หนังสอื เล่มท่ีว่�
“ศ�สน�อยทู่ ไี่ หน” หน่ึง “ธรรมชุดเตรยี มพรอ้ ม” หนึง่ สองเล่มน่ีท่เี ทศน์ตดิ กันไปเร่อื ยๆ เปน็ หนังสือสอง
เลม่ นี้ กอ็ ยู่ย�่ นปี ๒๕๑๙ ม้ัง แกเสียปนี ัน้ เร�ลมื ๆ เสยี ...”

บทคว�มบ�งตอนจ�กหน้� ๔๕๘
“โยมแมไ่ ด้หลักใจฟังเทศนล์ ูก”

ในช่วงท่ีท่�นเมตต�สงเคร�ะห์คนป่วยในคร�วนี้เองทำ�ให้โยมแม่ขององค์หลวงต�ท่�นมีโอก�สฟัง
ธรรมอย่�งตอ่ เน่อื ง เกิดผลด�้ นจิตใจดงั นี้

“...โยมแม่ก็ไดม้ �ฟังเทศน์ ไม่ม�กละเทศน์กด็ เู หมือนประม�ณสกั ๓๐ น�ทีละมง้ั แตล่ ะกัณฑ์ๆ
ละ ๓๐ หรืออย่�งม�กก็ ๔๐ น�ที ห�กเทศน์ทกุ วนั เลย... นล่ี ะก็เทศน์สอนคุณเพ�พง� เทศน์ตดิ เทศน์
ต่อ เทศนไ์ ม่หยดุ ไมถ่ อย ตงั้ แตน่ ้นั ม�แล้วก็ไม่เคยเทศน์อย�่ งน้นั อกี นะ มหี นเดียวเท�่ น้นั ในชวี ติ ของเร�ที่
เทศนต์ ดิ กันไปเลยใน ๓ เดอื นเทศน์ทุกๆ คนื เวน้ วนั ประชุมพระ ถ�้ วนั ไหนประชุมอบรมพระไมเ่ ข้�หรือ
มีธรุ ะจ�ำ เป็นท่ีจะไปไหนก็ไป”

โยมแม่จงึ ได้กำ�ลงั ใจท่ีไปเทศน์สอนคุณเพ� โยมแมไ่ ด้ก�ำ ลงั ใจตอนน้นั ถึงขน�ดท่ีว�่ พอคณุ เพ�
กลบั ไปแลว้ กพ็ ดู เปิดอกกับเร� นมิ นตเ์ ร�ใหไ้ ปเทศน์ “วนั ไหนไมม่ แี ขกคนม� ถ�้ อ�จ�รย์ว่�งกข็ อนมิ นต์ม�
เทศนส์ อนอบรมแม่บ้�งนะ เวล�ฟังเทศน์นีไ้ มไ่ ดบ้ ังคบั จิตใจ พอเริม่ เทศนจ์ ิตจอ่ ปบั๊ เท�่ น้ี เทศนน์ ้จี ะกล่อม
ลง แล้วแน่วเลยไม่ตอ้ งบงั คบั จิตสงบทุกครัง้ เลยไม่มีพล�ด ฟงั กณั ฑ์ไหนไดเ้ หตผุ ลเลย ไม่ตอ้ งบงั คบั พอ
เสยี งธรรมเริม่ สติก็เริม่ จับจิตเกย่ี วโยงกันโดยลำ�ดับ คว�มรกู้ ล่อมลงๆ ธรรมเทศน�กล่อมใจแน่วลง สงบ
แน่วๆๆ ถ้�แม่ทำ�โดยลำ�พงั ตนเอง นั่งจนหลงั จะหกั มันก็ไม่ลง อย�กนิมนต์อ�จ�รย์ม�เทศน์เปน็ ก�รช่วย
ท�งด�้ นจติ ตภ�วน�ไดด้ ี”

องคห์ ลวงต�ไดป้ ร�รภถงึ โยมม�รด�ของท่�นว่�

“...พดู ถงึ โยมแม่เร�พอใจในก�รปฏิบตั ิธรรม โยมแม่ได้หลักไม่สงสยั เลย ดีไม่
ดจี ะไม่กลบั ม�เกดิ อกี กไ็ ด้... หยดุ พักน่แี ล้วออกจ�กน่ีก�้ วผึงเลย ถึงไมถ่ ึงท่ีสดุ ในขณะ

นน้ั กก็ �้ วเตรียมพร้อมแลว้ ท่จี ะพุ่ง...
โยมแมเ่ ร�ไม่กลับม�เกดิ แลว้ ล่ะ ไปนพิ พ�นข�้ งหน้�เลย...”

จดหม�ยล�ยมือหลวงต�

จดหม�ยของท�่ นพระอ�จ�รยม์ ห�บัว ญ�ณสมปฺ นฺโน มถี ึงน�งเพ�พง� วรรธนะกุล
เมื่อวันที่ ๒๖ กมุ ภ�พนั ธ์ ๒๕๑๙

ก�รปฏบิ ัตธิ รรมสมควรแก่ธรรม ท่ปี ระท�นไวด้ ว้ ยพระเมตต�สุดสว่ นไม่มใี คร
เสมอในโลก น้นั คือก�รบูช�พระองค์ท�่ นแท้ ก�รเห็นคว�มจริงทีม่ อี ยกู่ ับตวั ตลอด
เวล�ดว้ ยปัญญ�โดยล�ำ ดบั น้นั กค็ ือก�รเห็นพระตถ�คตโดยล�ำ ดับ

ก�รเหน็ คว�มจรงิ อย่�งเต็มใจดว้ ยปัญญ�นัน้ แล คือก�รเหน็ พระพุทธเจ้�เตม็
พระองค์ พระพุทธเจ�้ แท้ ธรรมแท้อยูท่ ่ใี จ ก�รอปุ ฏั ฐ�กใจตวั เอง คอื ก�รอุปัฏฐ�ก
พระพทุ ธเจ�้ ก�รเฝ้�ดูใจตัวเองดว้ ยสติปญั ญ� คือก�รเข้�เฝ�้ พระพุทธเจ้� พระ
ธรรม พระสงฆ์ อย่�งแท้จริง

พญ�มจั จรุ �ชเตอื น และบุกธ�ตขุ นั ธ์ของสัตวโ์ ลกต�มหลกั คว�มจริงของเข�
เร�ต้องต้อนรบั ก�รเตือน และก�รบุกของเข�ดว้ ยสติ ปญั ญ� ศรัทธ� คว�มเพียร
ไม่ถอยหลงั และขนสมบัติ คอื มรรค ผล นิพพ�น ออกม�อวดเข�ซ่งึ ๆ หน้� ดว้ ย
คว�มกล้�ต�ย โดยท�งคว�มเพยี ร เข�กบั เร�ทถ่ี อื ว�่ เป็นอรศิ ตั รกู นั ม�น�น จะเป็น
มติ รกนั โดยคว�มจรงิ ดว้ ยกัน ไมม่ ใี ครไดใ้ ครเสียเปรยี บกนั อีกตอ่ ไปตลอดอนันตก�ล

ธ�ตขุ นั ธ์เป็นส่ิงทโี่ ลกจะพึงสละทั้งทเ่ี สยี ด�ย เร�พงึ สละด้วยสติปัญญ�ก่อน
หน�้ ทจ่ี ะสละขันธ์แบบโลกสละกนั นัน่ คอื คว�มสละอย�่ งเอก ไม่มีสองกบั อันใด
กรุณ�ฟงั ใหถ้ งึ ใจ เพร�ะเขียนด้วยคว�มถงึ ใจ เอวำฯ

ที่มา รปู แสกนจดหมายจาก ญาณสมั ปนั นธมั มานสุ รณ์ 458, ขอ้ ความอกั ษรจากเวบ็ ไซต์ www.luangta.com

สารบัญ

ขนั ธ์ห�้ (ชุดหดั ต�ย) ๓๓๕
ทุกขเวทน� ๓๔๗
พจิ �รณ�ทกุ ขเวทน� ๓๖๑
พิจ�รณ�ทกุ ขเวทน�ในว�ระสดุ ท้�ย ๓๗๔
สงคร�มจติ สงคร�มขนั ธ์ ๓๘๗
อบุ �ยวิธถี อดถอนอุป�ท�นขนั ธ์ ๓๙๕
ใจปลอม วธิ ปี ฏบิ ตั เิ บอื้ งตน้ ๔๐๔
สู่สมรภูมิ ๔๑๕
คว�มต�ยเป็นธรรมด� ๔๒๕
หดั ต�ย ๔๓๖
อะไรต�ยกนั แน่ ๔๔๖
หดั ต�ย วิธปี ฏิบตั เิ บ้ืองต้น ๔๕๕
สูแ้ ค่ต�ย ๔๖๗
สร�้ ง ‘’อัตต�หิ’’ กอ่ นต�ย ๔๘๑
ไม่มีอะไรต�ย ๔๙๓
ง�นล้�งป่�ช�้ ๕๐๖
ธรรมจ�กจดหม�ยท�่ นอ�จ�รยฯ์ ถึง คุณเพ�พง� วรรธนะกุล ๕๑๙
จงสร�้ งสมณะขน้ึ ทใ่ี จ ๕๒๐
นิพฺพ�น สจฉฺ ิ กิรยิ � จ ๕๓๔
อมตธรรม ๕๔๖
มชั ฌิม�ปฏปิ ท� ๕๖๐
คืนอ�ำ ล� ๕๖๘



๓ภาค

“ธรรมชดุ เตรียมพรอ้ ม’’

ขนั ธห์ า้ (ชุดหัดต๒๘า๘ย)

เทศนโ ปรดคณุ เพาพงา วรรเทธศนนะ์โกปุลรดณคณุ วเดั พปาพา บงาา นวตรราธดนะกุล ณ วัดปา่ บ้านตาด
เม่ือวันท่ี ๑๗ มกราคม พุทธศกั รเมา่ือชว๒นั ท๕่ี ๑๑๙๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙

ขันธหา(ชดุ หดั ตาย)

ไปหาทา นอาจารยม ่นั ทแี รก เวลาทา นเทศนใหฟ งไมเ ขา ใจ แตก็ดที ไี่ มเ คยนึก
ตาํ หนทิ าน มาตาํ หนิตวั เอง“นน่ั เหน็ ไหม เราโงไ หม ทีน”ี้ วายังงน้ั “เราเคยฟง เทศน
ของนกั ปราชญผูเ ชีย่ วชาญทางดา นปริยตั มิ ามากตอมากแลว แมก ระทง่ั เทศนส มเดจ็ ก็
เคยฟง และเขา ใจมาเปนลําดับลาํ ดา แตพ อมาฟง เทศนท า นอาจารยม ั่น ผูเชีย่ วชาญทาง
ดานปฏิบัตทิ างจติ ใจ กลบั ไมเขาใจ จะวา ตวั โงห รอื ตัวฉลาดเลา ” นี่วา ใหต วั เอง “ทาน
อาจารยม่ัน เคยปรากฏชอื่ ลอื นามมานานแลวในดานปฏิบตั ิธรรมทางจติ ใจ แตเ วลาทา น
เทศนใหฟง เกี่ยวกบั ทางจติ ใจจรงิ ๆ แลว เราไมเขาใจ นี่เห็นชดั หรือยงั เรื่องความโง
ของตัวเองนะ”

เพราะสว นมากถาทา นเทศนส อนพระ ทา นเทศนทางดานปฏิบัตลิ วนๆ เราไมเขา
ใจ น่งั ฟงอยูยงั งนั้ แหละ ทา นพูดเรื่อง “จิต” เรอื่ ง “ขันธ” หรือเรอ่ื งอะไรเราก็ไม
ทราบ จนกระทง่ั จิตสงบลงไดจ งึ เรมิ่ เขาใจ จติ เรมิ่ สงบก็เรมิ่ เขาใจ จติ มฐี านแหง สมาธิ
กย็ ่งิ เขาใจชัดเจนไปโดยลําดับๆ จากนัน้ กก็ ลายเปน “ซึ้ง” ไป และซง้ึ ข้ึนเรื่อยๆ

ทา นเทศนเรอื่ ง “ปญญา” แมเจา ของจะยังไมส ามารถกาวเดนิ ทางดานปญ ญา
ไดกร็ ูสึกวา ซึง้ ไปตาม ๆ ทา น เพราะจติ เรม่ิ รบั ธรรมปฏิบัตแิ ลวนี่ เม่อื จิตมฐี านสมาธิ
ไดดีแลว ยิ่งรับธรรมไดด ี ถายงั ไมมฐี าน จติ กไ็ มคอ ยรับ ไมคอ ยเขาใจ

การฟง เร่ือยๆ การปฏบิ ตั โิ ดยสมํา่ เสมอ เปน “การขดั เกลา จิต” โดยตรง
การปฏบิ ตั โิ ดยลาํ พังตนเองกเ็ ปน การขัดเกลาจิต การฟง กบั ทา นกเ็ ปน การขดั เกลาจติ ใจ
เปนลาํ ดบั จติ ใจก็ยิง่ มีความสงบเยอื กเยน็ เวลาทานอธบิ ายธรรมเปนตอนๆ เปนพักๆ
เรากาํ ลงั มีขอ ของใจจดุ ใดอยู พอทา นเทศนผา นไปตรงนัน้ เรากไ็ ดร บั ความเขาใจทนั ที
แลว คอ ยเขา ใจไปเรอื่ ยๆ

แตกอนเคยอา นในประวัตวิ า ครง้ั พทุ ธกาลพระพทุ ธเจาทรงแสดงธรรม พุทธ
บริษัทไดบ รรลุ “มรรคผลนพิ พาน” กันเปน จาํ นวนมาก จะวา สงสยั กย็ ังไมใช จะวาไม
เชอื่ ก็ไมเชงิ เพราะยังไมไ ดส นใจคดิ อะไรกบั เรื่องนีม้ ากนัก จนมาปฏบิ ัตจิ งึ ไดเ ขาใจ

ภมู ขิ องผูเ ขารับการอบรมนั้นมตี า งกัน ฟงเทศนคราวน้ี จิตเล่ือนความเขาใจไป
ถงึ “นน้ั ” ตอ ไปกส็ งสยั ในจุดนัน้ พอทา นเทศนค ราวตอ ไป จติ กผ็ านไปเร่อื ยๆ เขาใจ
ไปเรือ่ ย ๆ เล่ือน “ระดบั ”ไปเรอ่ื ย ๆ ตอไปกผ็ า นไปได ยง่ิ ผทู อ่ี ยใู น “ธรรมขน้ั

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรรม๓ช๓๒ุด๕เ๘ต๘รยี มพรอ้ ม’’

๒๘๙

ละเอยี ด” ดวยแลว ก็ย่ิงไปไดอยางรวดเรว็ อันนหี้ มายถงึ ผูปฏิบัติ เฉพาะอยา งยิง่ ภกิ ษุ
บริษัทเปนสําคญั มาก เก่ยี วกับการสมาธภิ าวนา เพราะทานปฏิบตั ิของทา นอยูเปน
ประจํา ภูมจิ ิตมคี วามเหล่ือมล้ําต่ําสงู ตา งกันเปน ลําดับลาํ ดาของการปฏบิ ัติ เพราะฉะนั้น
การฟงเทศนจงึ เปน การบุกเบิกทางใหทา นไดกาวไปวันละเลก็ ละนอ ยโดยลาํ ดับ ผูพอจะ
ผานไปไดใ นข้นั ใด ก็ผานไปเรื่อยๆ ทวี่ า “สําเรจ็ มรรคผลนิพพาน” กเ็ พราะเลอื่ นภมู ิ
ของจติ ไปเรอื่ ย ๆ จากการปฏิบตั แิ ละการฟง ธรรมจากทาน เมื่อทา นเทศนแกค วาม
สงสัยไดแ ลว ผานไปไดแ ละผานไปเลย ยกตวั อยา ง

พระอญั ญัตรภกิ ขุ ทานกําลงั สงสัยธรรมขน้ั ละเลยี ด จะไปทูลถามพระพทุ ธเจา
พอไปถงึ ใตถ นุ พระคันธกุฎี พอดีฝนตก ก็เลยยนื อยทู ี่ใตถ นุ นั้น สงั เกตดนู าํ้ ฝนทีต่ กมา
จากชายคา มากระทบน้ําทพ่ี ื้น แลว เกิดตั้งเปนตอ มเปนฟองขึน้ มา ฟองน้าํ ตง้ั ขนึ้ มาเทา
ไร มนั กด็ บั ไปแตกไป ทา นกพ็ จิ ารณาเทยี บเคียงกบั ส่งิ ภายใน คือ “สงั ขาร” ความคดิ
ปรุง เพราะขนั้ นีจ้ ติ จะพจิ ารณาเรือ่ ง “สงั ขาร”และ “สัญญา” ความปรงุ และความ
สาํ คัญตา งๆ ของใจมากกวาอยางอืน่

ในเวลานา้ํ ตกลงมากระทบกัน นอกจากมคี วามกระเพือ่ มแลว กต็ ั้งเปนตอ มขนึ้
มาเปนฟองขึน้ มา แลวดบั ไป ๆ ทานกพ็ ิจารณาเทยี บเคยี งเขาไปภายใน คือความคิด
ปรุงของจิต คิดดคี ิดชวั่ มีความเกิดความดบั เปนคเู คียงกันไปเปน ลาํ ดบั ๆ เสร็จแลวก็
กลายลงมาเปน นํา้ ตามเดิม สังขารน้ีเม่อื คดิ ปรงุ เสรจ็ แลวก็ลงไปทจ่ี ิตตามเดมิ ทาน
เลยบรรลธุ รรมขน้ั สงู สุดในสถานที่นนั้ เอง พอบรรลธุ รรมแลวฝนก็หยุด ทานก็กลับไป
กฎุ ี! ไมไ ปทูลถามพระพุทธเจา อีกเลย เพราะหมดขอสงสัยแลว นนั่ !

ธรรมของจรงิ เมอ่ื เขา ถงึ จติ ดวงใดแลว จิตดวงนน้ั ยอ มหายสงสยั ทันที แมแตจะ
ไปทลู ถามพระพุทธเจาอยแู ลว ก็ไมท ลู ถาม เพราะหายสงสยั แลว หากจะไปทูลถาม
ทา นๆ ก็จะรับสงั่ อยา งท่ีเขา ใจแลว น่นั แหละ ก็เลยหมดปญ หา กลบั ไปกฎุ ตี ามเดิม น้ี
เปนตัวอยา งอันหน่งึ

ผปู ฏิบัตธิ รรมเมือ่ กา วถึงขั้น “ปญ ญา”แลว อยูท่ีไหนกฟ็ งธรรมอยูตลอดเวลา
มีอะไรมาสมั ผัสกพ็ จิ ารณาเปน “ธรรม” ทง้ั สิ้น เพราะสิ่งที่มาสมั ผสั เปนเครอ่ื งเตอื น
สติ ใหร ะลกึ รู ปญ ญากว็ ่งิ ตามทันที ๆ โดยอตั โนมตั ิ พิจารณาอยา งรวดเร็ว ไมต อ งถกู
บังคับเหมอื นขั้นเร่มิ แรก ซง่ึ เปน ขน้ั “หมขู ้ึนบนเขยี ง แลว ไมย อมลง ถา ไมถ กู สบั ให
แหลกเสยี กอน” จติ ข้นั น้ี อะไรมากระทบยอมรูเทาทนั พิจารณาเปนอรรถเปน ธรรมทั้ง
ส้ิน ดังท่ที านอาจารยม่ันทา นกราบเรยี นพระมหาเถระ ซึง่ ไดเขียนไวใ นประวตั ิของทา น
วา

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๘๙
ธรรมะชุด๓เ๓ต๖รียมพรอ้ ม

๒๙๐

“(พระมหาเถระถาม)...ทานอยูค นเดยี ว เวลาเกดิ ขอ ของใจขึน้ มา ทานปรึกษา
ปรารภกบั ใคร?” ทานอาจารยม น่ั ตอบวา “ฟงเทศนอยู ทง้ั กลางวนั กลางคนื ไมไ ดหยดุ
หยอ นเลย” พระมหาเถระก็ไมก ลาคานทา นวา ยังไง เพราะอาจไมเ ขา ใจกไ็ ด ประการ
หนึง่ ประการทีส่ อง ทา นพูดออกมาจากความจรงิ กไ็ มก ลา จะคา นทา น”

ทว่ี า “ฟงเทศนอ ยูท ั้งกลางวันกลางคืน” กค็ อื การทพี่ จิ ารณาสิง่ ทม่ี าสัมผสั ปลกุ
สติปญญาอยูตลอดเวลาน่นั เอง จนเปน ท่ีเขา ใจไปโดยลาํ ดับ นั้นแลคอื การฟงธรรมทั้ง
กลางวันกลางคืนทางดานปฏบิ ัติ เพราะสตปิ ญญาขนั้ นี้เปนข้นั “อัตโนมัต”ิ ทํางานเพื่อ
“ธรรมลว น ๆ” ไมม ีโลกเขา แอบแฝงเลย

ดว ยเหตุนี้ ทานจงึ สอนใหทําจติ ใหม คี วามสงบ เมอื่ อบรมสมาธใิ หไ ดร ับความ
สงบแลว กพ็ จิ ารณาทางดา นปญญา ปญ ญาจะตง้ั หนาทําหนา ทีก่ ารงานน้นั ๆ ไปดวย
ความไมห วิ โหยกระวนกระวายสา ยแสของจิต จิตทมี่ ีความสงบ มฐี านแหงความสงบอยู
ภายในใจแลว ยอมคิดอา นไตรตรองเร่ืองอะไรไดด ี เพราะไมม ีความหวิ โหย วนุ ไปกบั
อารมณตางๆ ทเี่ ปนขา ศึกตอใจ ปญญาต้ังหนาตงั้ ตาทาํ งาน พิจารณาอะไรก็เปนการ
เปนงาน ดงั ใจหมายจริง ๆ ไมเถลไถล ไพลน ั่นเสือกน่ี ไมเปน อนั ทํางาน ทา นจงึ วา

“สมาธิปริภาวิตา ปฺญา มหปฺผลา โหติ มหานสิ ํสา” “ปญญาที่สมาธอิ บ
รมดว ยดแี ลว ยอ มมีผลมากมอี านิสงสมาก” ยอ มคลอ งแคลว แกลวกลา พจิ ารณาไป
ไดอยางรวดเร็วทันใจ ย่ิงกวาจติ ทไี่ มม ฐี านแหงความสงบเปน ไหนๆ เรอ่ื งสมาธกิ บั
ปญญาจงึ แยกกันไมออก ผปู ฏบิ ตั ิจาํ ตองนาํ มาใชตามกาลอนั ควรของแตละประเภทอยู
เสมอ แมแ ตท านทเี่ ปน “พระขณี าสพ” แลว ทา นก็ยังตอ งใช “สมาธิ” เปน เรอื น
พักผอ นหยอนใจ ในเวลายงั ครองขนั ธอยู เพราะสมาธเิ ปนเครอื่ งประสับประสาน
หรือเปนเคร่ืองสมคั รสมาน ระหวางขนั ธก บั จติ ไดดี

เวลาจติ คิดอา นไตรต รองอะไรเก่ยี วกับการกบั งานมาก จติ ยอ มมีความเหน็ด
เหน่ือยเปนธรรมดา ตองพกั จติ ในสมาธิ ปลอยความคดิ ความปรงุ ทเี่ รยี กวา “งานภาย
ใน” เสยี ทั้งหมด จติ สงบตัวอยโู ดยลาํ พัง ไมเ ก่ยี วขอ งกบั “ขนั ธใ ด ๆ” พอถอยออกมา
แลวกม็ กี าํ ลัง “ระหวา งขันธกับจติ ” พอเหมาะพอสมกันแลวทาํ งานไดตอ ไป ทา นจะ
ตองปฏิบตั ติ อ “จิต”ตอ “ขนั ธ” ทาํ นองนีต้ ลอดจนวันปรนิ ิพพาน เร่อื ง “สมาธิ”
จะตองใชไ ปอยา งนัน้ ตลอดไป จึงเรยี กวา “ทา นทาํ ความเพียร” เพียรระหวางขนั ธ
กับจติ ใหอยูเ ปนสุขเทา นน้ั ไมไ ดเพยี รเพอื่ จะถอดถอนกเิ ลสตวั ใด

หากไมไดป ฏิบัตใิ หเ หมาะสม ระหวา งขันธกับจิตแลว สวนเสยี ก็คือ ขนั ธไม
สามารถจะต้งั อยูจีรงั ถาวรไดเทา ท่คี วร สวนจติ ซ่งึ เปน ของบรสิ ทุ ธแ์ิ ลวนั้น ไมมีอะไร

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๙๐
ภาค ๓ “ธรร๓ม๓ช๗ุดเตรียมพร้อม’’

๒๙๑

เปนปญหาวาจิตจะเสียไป นอกจากธาตขุ ันธจ ะครองตัวไปไมถึงกาลอันควรเทา น้ัน
ทา นจึงปฏิบัตใิ หเ หมาะสมระหวางขันธกบั จิต ท่เี รยี กวา “ทิฏฐธรรม”“วิหารธรรม”
คือ ธรรมเครื่องอยูสบาย ระหวา งขนั ธก ับจิตท่ีกําลงั ครองตวั อยู

อะไรเปนเครอื่ งเสริมกาํ ลังของขนั ธ กค็ อื ความเพยี ร ความสงบ เสริมกําลัง
ของขันธ เพอื่ เปน ปกตสิ ุขตลอดอายุขัย อะไรสง เสริมจิตทย่ี งั มกี ิเลสครองตัวอยู ใหผาน
พนไปไดโ ดยลําดับ นน่ั คือ สตปิ ญญาเปนเครื่องสงเสรมิ หรอื เปนเครื่องขดั เกลา เปน
เครื่องแกส่งิ ขดั ของตา ง ๆ เชนเวลาเราเดนิ ทางไปสทู ่ีตา ง ๆ มขี วากมหี นามกดี ขวางทาง
อยู ก็เอามดี พราฟน ออก เบิกทาง และกา วเดนิ ไปเร่อื ย ๆ อะไรมากดี ขวางก็ฟนเรื่อยไป
เดินเรอ่ื ยไป จติ ท่ดี าํ เนินไปไดสะดวกปลอดภัย ก็เพราะมีสตปิ ญ ญาเปนเครื่องรักษา ขดั
ขอ งท่ีตรงไหนกแ็ กไขกนั ไปเร่อื ย ๆ กาวไปเรอ่ื ย ๆ กาวไป หรือพนไปภายในใจ

การปฏบิ ตั ิตอจติ ใจ คือ การสอดรอู าการของจิตทส่ี งออกไปสูอารมณตาง ๆ
ดว ยสตปิ ญ ญาเปนสิง่ สําคัญมากสาํ หรับผูปฏิบัติ น่ีคอื การเรยี นเพอ่ื รูตวั เองโดย
เฉพาะ

การเรียนเรื่องของจิต ตอ งทราบทกุ สิ่งทกุ อยางทเ่ี กิดข้นึ กับจติ และสงิ่ ทีเ่ ขามา
สมั ผัสจติ ไมว า จติ จะสง กระแสความรไู ปในทางใด หรอื กับอารมณใ ด สตปิ ญ ญาตอ ง
ตามรูตามรักษา และตามแกไขอยเู สมอ ไมปลอยใหจ ติ คดิ ปรุงไปตามลําพงั ถา ไดฝ ก

ฝนอบรมสตปิ ญญาจนมกี ําลังแลว เพยี งจติ กระเพอื่ มเทานน้ั กเ็ ปน การปลุก “สติ

ปญญา” ในขณะนัน้ พรอมๆกนั เพื่อรสู ึกในความคดิ ปรุงนน้ั ๆ ปญ ญากต็ ามพิจารณา
กนั ทนั ทีไมอืดอาดเนือยนาย เม่อื เขาใจแลวกป็ ลอยวาง

แตเ รอ่ื งจติ ไมม เี พยี งเรอื่ งเดยี ว มนั หลายเรื่องดว ยกนั จิตคิดแงน้ีแลวก็ปรงุ แง
นน้ั รอยสันพนั คม ซ่งึ ลวนเปนกลมายาของกิเลสสมทุ ยั พาใหจ ติ คดิ ปรงุ สตปิ ญ ญาก็
ตามพิจารณากนั เรือ่ ย ๆ สุดทายจิตกเ็ ขาใจ เพราะการตามตอ น และพิจารณาดว ยเหตุ
ผล พอใจไดร บั เหตผุ ลทถ่ี กู ตอ งแลว จิตกป็ ลอยส่ิงนน้ั ไมไ ปกงั วลยึดถืออกี ตอไป และ
ปลอ ยวางกันไปเรือ่ ย ๆ

การปลอ ยวาง “อปุ าทาน” ในขนั ธ ในจติ ดว ยสตปิ ญ ญา ปลอ ยอยางน!ี้
เพียงขนั้ ของสมาธิ นน้ั เปน ความสงบของใจ ยงั ไมไดปลอยวางอะไร สงบลงช่ัว
ระยะๆ พอเปน บาทเปนฐานแหงความสงบสขุ ไมว าวนุ ขุนมวั ดงั จติ ท่วั ๆ ไปที่ไมเคยอบ
รม
สว น สตปิ ญ ญา นั้น เปน เคร่อื งขดุ เคร่ืองคน เคร่ืองตดั ฟน สง่ิ ทเ่ี กาะเกย่ี วอยู
ภายในจิตมีมากนอ ยเปน เรื่องของปญญาทัง้ นั้น ไมมสี ่งิ ใดทาํ งานแทนในการแกกเิ ลสได

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๙๑
ธรรมะชดุ๓เ๓ต๘รยี มพร้อม

๒๙๒

การปฏบิ ตั ิธรรม คอื จติ ตภาวนาในข้นั เริม่ แรก ยอ มมคี วามลาํ บากลาํ บน น่งั ก็
เหนื่อยงา ย เพราะผลยงั ไมค อ ยปรากฏ การฝก จติ จติ กด็ ้ือดงึ ฝา ฝน มาก บางทีสมู นั ไม
ได สวนมากสูมันไมไ ดข น้ั เร่มิ แรก แตอ าศยั ความพยายามฝก ฝนอบรมอยโู ดยสมํา่ เสมอ
ก็มีวนั หนึ่งจนได ท่จี ะกาวเขาสูความสงบใหเ ปนผลขน้ึ มา พอเปน เครอ่ื งพยงุ จติ ใจ หรอื
พอเปน หลักฐานพยาน ใหเ กิดความอุตสา หพยายามในการดําเนินใหย่งิ กวา นั้นขนึ้ ไป

ตอจากน้ันกม็ ีความสงบเรื่อย ๆ จติ ใจถามีความสงบแลวกเ็ ย็นใจสบายใจ
เหมือนกับเรามหี ลกั มีแหลง มที ยี่ ดึ ที่หมาย ถาไมมคี วามสงบเลย กไ็ มทราบวา ทีย่ ึดที่
หมายอยูท ไ่ี หน เหมอื นอยกู ลางทะเล เรอื ก็คอยแตจะลม จมอยูแลว ดว ยพายุตาง ๆ ไม
ทราบจะเกาะอะไร นี่แหละทําใหจ ิตเกดิ ความวา เหวและวา วนุ ขุน มัวมาก เพราะจติ หา
หลกั ยึดไมไ ด ฉะนน้ั ความสงบจึงเปน หลักฐานอนั ดขี องจติ ในขั้นเร่มิ แรกภาวนาทานจึง
สอนใหอบรมใจใหมคี วามสงบ

ผูบาํ เพญ็ ไมตอ งถอื วา “ธรรม” บทใด “ต่าํ ” “ธรรม” บทใด “สงู ” ทคี่ วรจะ
นาํ มากาํ กับจติ ขอใหเ หมาะสมกบั จริตของตนเปนท่ถี กู ตอง ถา จติ ชอบคดิ ออกไปภาย
นอกบอ ยๆ กใ็ หเ รง คาํ บริกรรมใหถ ่ียิบเขา ไป สติตามใหทนั จติ ก็จะไมม โี อกาสเลด็ ลอด
ออกไปภายนอกได แลว จะหยั่งเขา สูความสงบ พอใจสงบแลวจะเย็นสบาย มหี ลกั เกณฑ
มองไปทางไหนก็ไมเ ปนฟน เปนไฟเผาตัวเหมอื นแตกอ น

พอออกมาจากความสงบ กพ็ ิจารณาทางดานปญ ญา ไตรต รองดกู ายท่ีเปนตวั
“อนิจฺจํ ทุกขฺ ํ อนตตฺ า” ใจจะมคี วามสงบแนบแนนเขา ไปโดยลาํ ดับ ปญ ญาก็จะแยบ
คายไปตาม ๆ กนั

การพิจารณา “ขันธ” ดวยปญ ญา ไมวา “ขนั ธน อก ขันธใ น” ท่ีไหนๆ
พิจารณาไดท ง้ั น้ัน เพราะเต็มไปดวย “อนจิ ฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา” เราพจิ ารณาเพื่อแยกแยะ
ใหเ หน็ ไปตามความจรงิ ของสงิ่ นนั้ ๆ ใจจะไดป ลอ ยกงั วล ผลสุดทายก็ยอ นเขา มา
พจิ ารณาเรอื่ งขันธของตัวเอง

ขนั ธทง้ั หา ไดเคยพดู แทบทุกวัน ขันธท ้งั หลายจะปลอยไปโดยไมพจิ ารณาไม
ได เพราะเปนหลักสําคัญของ “สัจธรรม” เปนหลกั สําคญั ของการกาวไปแหง จติ
หรอื เปน หลักสาํ คญั แหง ความรูทางปญญา เพราะเปน “หินลับปญญา” อยางยง่ิ
ถา สตปิ ญ ญาไมท นั จะเปน ขา ศึกตอ ตนเองอยางยิ่ง

ฉะนน้ั จึงตอ งพิจารณา “ขนั ธ” ใหรอบ ขันธม ีตดิ แนบอยกู บั เราตลอดเวลา สอ
ความพิรุธ สอ ความทุกข ความลําบากลําบน ความทรมานตางๆ อยูกับขันธกับจติ
ตลอดเวลา อะไรเสยี ดแทงขน้ึ ในขนั ธม ากนอ ย ตองเขาไปเสยี ดแทงจิตใจ ใหเ กดิ ความ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๙๒
ภาค ๓ “ธรร๓ม๓ช๙ุดเตรียมพรอ้ ม’’

๒๙๓

ทุกขวนุ วายอยูโดยไมขาดระยะเลย เพราะฉะนัน้ จึงตอ งใชส ตปิ ญ ญาใหทันกับอาการ
เหลา นีแ้ สดงตวั

ความจริง เขาไมไ ดต้ังใจยุแหยก อ กวนเราเลย หากเปนอาการของจติ ไปสาํ คัญ
เอาเอง ทุกขก ็เกิดขน้ึ ธรรมดา... ธรรมดา เชน เดียวกับแดดท่ฉี ายลงมาจากพระอาทิตย
พอกายเราไปสัมผัสเขาก็รอ น แดดเองเขาไมไ ดทราบความหมายของเขาเลย น้าํ เขาก็

ไมทราบความหมายวา “เยน็ ” แดด หรอื ไฟ เขาไมท ราบความหมายของตนวา

“รอน” แตผทู ราบความหมายน้ัน จะตกอยกู บั เราผสู มั ผสั กบั นาํ้ , กบั ไฟ, หรอื กับแดด
นั้น ทกุ ขเวทนาทเ่ี กิดขึ้นมา เขาก็ไมทราบวา เขาเปนเวทนา เขาไมท ราบวาเขาเปน

“ทุกข” เขาไมท ราบวา เขาเปน “สุข” เขาเปนเพยี งธรรมชาตอิ ันหนึ่งๆ เทา นัน้
แต จติ ผไู ปสมั ผสั กับสง่ิ ตาง ๆ นน้ั เกดิ ความสุขความทกุ ขข นึ้ มา และเกิด

ความหมายขน้ึ มาอกี แงห นง่ึ จงึ ทาํ ใหทกุ ขทางใจขึ้นอกี ความหมายในแงหลงั นีเ้ ปน
สําคญั ทจี่ ะกลายเปน กิเลส เพ่ิมทุกขข น้ึ มาอีก เพราะแงหลังนเ้ี ปน เรื่องของกเิ ลสโดย
ตรงตามความจริงของสภาวธรรม คอื ทกุ ขเวทนา เพียงความทกุ ขในสกลกายตาม
ธรรมดานี้ ใคร ๆ กเ็ กดิ ขน้ึ ไดทัง้ นั้น แมแตพ ระพทุ ธเจา ก็ยังไมพน ทจ่ี ะรบั ทราบ

ทกุ ขเวทนาทีเ่ กิดขึน้ ภายในพระกาย พระอรหนั ตก ็รบั ทราบ “กายเวทนา”เหมือนกัน
แตเปน เรื่องธรรมดาๆ เพราะทา นทราบเรอ่ื งคตธิ รรมดาโดยสมบรู ณแ ลววา เรอื่ ง
ทกุ ขเวทนาทเ่ี กิดขนึ้ ในกาย กเ็ ปน สภาวธรรมอันหนงึ่ เชนเดยี วกบั สภาวธรรมท่วั ๆ ไป
แตธ รรมชาตินเ้ี ขาไปเกย่ี วขอ งกับจติ จิตจงึ เปนผรู บั ทราบตามความจรงิ ของตน และ
ตามความจรงิ ของสภาวธรรม คอื ทกุ ขเวทนาน้นั เทา นน้ั จึงไมมีอันใดทจี่ ะกอ เปนตัว
ทุกขข ึ้นมาอกี ข้ันหนงึ่ ภายในจติ ทาน เพราะวา ทา นไมห ลง เม่อื เกิดข้นึ ทานก็ทราบวา
“นี้เปน สภาพอันหน่ึงทีป่ รากฏขนึ้ มา” ต้งั อยูทา นก็ทราบ ดบั ไปทา นก็ทราบ ทา นทราบ

ทง้ั ๓ ระยะ คอื ระยะทเี่ กิด ตง้ั อยู และดบั ไป, เกิดข้นึ ตงั้ อยู ดบั ไป อยูอยา งน้ีเปน
ประจาํ ขนั ธ ขนั ธม อี ยูอ ยา งน้ี มปี รากฏขน้ึ ต้งั อยู แลวดับไป มีทุกขเวทนา เปนตน

“วญิ ญาณ” รับทราบกท็ าํ นองเดยี วกัน แตส ว นท่ีมคี วามกระเทอื นตอจิตใจมากก็
คือ ทกุ ขเวทนา ทานจึงสอนใหพจิ ารณาใหเห็นตามความจรงิ ของมนั เพราะนเ่ี ปน ความ
จรงิ ลว นๆ ถา จิตไดพิจารณาเหน็ ตามความจริงของเขาแลว จิตกจ็ ะเปน ความจรงิ อนั
หนง่ึ ไมไ ปยืดถอื เขาใหเ ปนความหนักใจ ใหเปนความเบาใจกบั เขา ตางอนั ตา งจริง
ตา งอันตางอยู

แมวาระสดุ ทา ยท่เี ราจะแตกกท็ าํ นองเดยี วกนั ทุกขเวทนาดับไป ขนั ธก็สลายตัวไป
อาการทงั้ หา ไปพรอ มๆ กนั สิ่งทีไ่ มไ ป คือส่งิ ทร่ี อู ันเดียวเทาน้นั อันน้ไี มเ ปน อ่ืน เปน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๙๓
ธรรมะชุด๓เ๔ต๐รยี มพร้อม

๒๙๔

“จิต” หรือ เปน“ผรู ”ู อยเู ทานน้ั อันนไ้ี มแ ปร นอกจากแปรเฉพาะอาการของจิตเทา
นัน้ สวนจิตจริงๆ จะใหแ ปรเปน อยางอนื่ นน้ั เปนไปไมได

การพจิ ารณาเทยี บ กเ็ ทยี บเพือ่ จะใหเขาใจในขนั ธอยางแทจริง ขนั ธเ ปน อนั ใด
ทา นสอนไวอ ยา งตายตวั ถาไมฝ นความจริงทที่ า นสอนเราก็ไมเปนทุกข ทา นก็บอกแลว
วา “รูป อนิจจฺ ”ํ สรุปแลววา “รูป อนตฺตา, เวทนา อนตฺตา, สญฺ า อนตฺตา, สงขฺ า
รา อนตตฺ า, วิ ญฺ าณํ อนตฺตา” นน่ั ! เปนตนทไี่ หน ! “อนตตฺ า ๆ” บอกชดั เจน อยู
แลว ทานปดประตูไว ไมใหเ ออ้ื มออกไปยดึ ไปถือ ถายดึ ถือแลว แมจ ะเปน “อนตตฺ า”
หรือ “อตฺตา” ไมเปน ภัยอะไรสาํ หรับเขาเองก็ตาม แตก เ็ ปน ภยั ตอเราผหู ลงอยูนนั่ เอง
สดุ ทา ยความหลงนี้แลมาเปน ภัยตอ เราเอง

ทานจงึ สอนใหแยกแยะดูสิ่งนัน้ แลว ใหย อ นจติ เขา มาดูจติ เพ่ือทราบความสําคัญ
ผดิ ของตนท่ีไปหลงยึดสงิ่ น้นั ๆ แลว ยอ นจิตเขามาแกภ ายในอกี เพ่ือหายสงสัยกบั สิ่ง
ภายนอก ทง้ั หายสงสยั ในตัวเอง และมาเหน็ โทษของตัวผูไ ปหลงเขา แกส องชัน้ คือ ชั้น
นอกและชน้ั ใน

ในขนั ธห า ทานบอกไวอยา งน้ีวา “อนจิ ฺจํ ทุกขฺ ํ อนตตฺ า”ก็ อนั เดยี วกันนนั่ แหละ
ไมใชแ ยกกนั ออกได ทกุ ขฺ ํ อนิจจฺ ํ อนตตฺ า มนั อยดู ว ยกนั เหมือนขางหนาขา งหลงั ขาง
ซายขางขวา ของคนๆ หนงึ่ นั่นแหละ อนั นเี้ ปน ขา งซา ย อนั นีเ้ ปนขา งขวา อันนัน้ เปนขา ง
หนา อันนเี้ ปน ขางหลงั กค็ นๆ เดยี วกันนน่ั เอง “อนิจฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า” กค็ อื อาการ
แหง สภาพอนั หนง่ึ ๆ ของขันธอ ันเดียวกนั ถา จะแยก แยกออกไปมากมายกท็ ําใหฟน
เฝอไปเปลา ๆ ไมเ กิดประโยชน

อนั ใดเปน ที่ถนัดใจของเรา เชน พจิ ารณาเรอ่ื ง “ทกุ ขฺ ํ” เปน ท่ีถนัดใจ กใ็ หก าํ หนด
ลงไปเลย จะกระจายไปถงึ “อนจิ ฺจ,ํ อนตตฺ า” ดว ยไมว า อาการใด เชน พจิ ารณา อนตฺ
ตา กก็ ลมกลืนกันไปหมด พิจารณา อนจิ จฺ ํ ก็ กลมกลืนกนั ไปหมด ขอใหเปนความถนดั
ใจของเราผพู ิจารณาเถิด

ความถนัดใจเปน สิ่งสําคญั จะทาํ ใหเหน็ ตามความจริงของมัน อยาปน เกลยี วกบั
ความจริงทพี่ ระองคท รงสอนไวอยา งถกู ตอ ง “น่ีเปนกอง “ไตรลกั ษณ” บอกไวแ ลว
อยาเอือ้ ม อยาไปยึด อยา ไปแบกไปหาม มนั หนกั จงปลอยตามความจรงิ ของมัน ใจ
จะไดเ บาภาระ และหายทกุ ขไ ปโดยลาํ ดบั

ทุกขฺ ํ อนิจจฺ ํ อนตตฺ า มอี ยทู กุ อาการของขันธ รูปก็เปน กอง “ไตรลกั ษณ” เวทนา
กไ็ ตรลักษณ สัญญากไ็ ตรลักษณ สังขารก็ไตรลกั ษณ วญิ ญาณก็ไตรลกั ษณ เขาเปน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๙๔
ภาค ๓ “ธรรม๓ช๔ดุ ๑เตรียมพรอ้ ม’’

๒๙๕

ความจรงิ โดยสมบรู ณอ ยแู ลว ตามความจริงของตน เราอยาไปยึด อยาไปสาํ คัญ อยา ไป
ปก ปน เขตแดนเอา วา น้ันเปนเรา น้เี ปนของเรา เราก็สบาย

น่แี หละการพิจารณาทางดานปญ ญา ใหพ จิ ารณาอยา งนี้ จติ ใหรอบคอบตอตน
ใหฉลาดตอ ตนเอง ถา ไมฉ ลาดกไ็ ปหลงเขา ความหลงเขา จะตาํ หนเิ ขากไ็ มถูก เพราะ
เราหลงเอง ตอ งตําหนิเราผหู ลง เม่ือรแู ลว ก็หมดทางตําหนิ อาการเหลา น้ีมีอยดู ั้งเดมิ
ตัง้ แตว นั เกิดมาจนกระทง่ั วันสลายตวั ลงไป ใครเอาไปไดเ มอ่ื ไรเพราะเปน ของกลางๆ

กองรปู กองเวทนา กองสัญญา สงั ขาร วิญญาณ น้ี ปลอ ยตามสภาพของมัน
พจิ ารณาใหเขาใจเสียแตใ นบัดน้ี จะเปนผูสะดวกสบายใจ นี่เปน ขั้นหน่ึงของการ
พิจารณา

ข้ันสดุ ยอดแหงทุกข แหงสมุทัย แหง ธรรม กค็ อื ขัน้ จิต ขั้นจติ คืออะไร? จติ นั้น
หมายถงึ จิตกับอวิชชา ทีก่ ลมกลืนกนั เปนความผองใส ความสงา ผาเผยอยา งยิง่ ไม
เกย่ี วขอ งกบั สิ่งเหลาน้ีเลย ! คอื ความรูประเภทที่ปลอยวางจาก “รูป” จาก
“นาม” หมดแลว นแ้ี ลเปนความรูท ่เี ดน ท่สี ดุ เปน ความรูท่ีอศั จรรยอ ยางมากมาย จน
เจาตวั กต็ อ งหลงเพลนิ ตอความรปู ระเภทน้ี ถอื วา “เปน ของดอี ยางยง่ิ ” มีความรัก
ความสงวนมากไมม สี ่ิงใดจะเทียบเทา ไดเ ลย ถอื วา อันนเ้ี ลศิ ประเสรฐิ กวาสิ่งใดๆ ทั้งส้นิ
บรรดาทพ่ี จิ ารณาผานๆ มา บรรดาทีเ่ คยเจอ หรอื เคยพบเหน็ มา ไมมีอนั ใดมีความสงา
ผา เผยกวา ไมม อี ันใดทีม่ ีความสวา งกระจางแจงกวา เปน สงิ่ ทน่ี า อัศจรรยยง่ิ กวาจิตดวง
น้ี ทานวา “จติ อวชิ ชา” แท เปนอยา งนี้ ตองทําใหหลงไดแนน อน ถาไมม ผี ูเตอื นใหร ู
ไวก อ น อยา งไรก็ตอ งหลงในจุดนีแ้ น ๆ ในบรรดาผูปฏบิ ตั ิ

เพราะฉะน้ันเม่ือทราบแลว วา จุดนเ้ี ปนอยางนี้ อวชิ ชาเปน เชนนี้ การพจิ ารณาจงึ
ตองหยง่ั ลงในจติ นีเ้ พยี งอันเดียวเทานน้ั เพราะส่งิ อน่ื ๆ เขาใจหมด สังขารปรุงขึน้ มา
ปบ มนั ก็ดบั ลงไปอยทู ่ีอวิชชาน้นั เสยี เพราะอวิชชาเปน ผบู งการ

ในเม่อื อวชิ ชายงั มีอยู สังขารปรงุ ขน้ึ กต็ องเปนเร่อื งอวชิ ชาใหปรุง รับทราบ
อะไรกต็ าม เปน เร่ืองอวชิ ชาทีพ่ าสาํ คัญม่ันหมายไปตาง ๆ นานา อะไร ๆ ก็เปนกิเลสไป
หมด เพราะอวิชชาพาใหเปน เพราะฉะน้นั จึงตองคนลงไปท่ี “จติ อวชิ ชา”

เอา จิตอวชิ ชา เปนสถานท่ี หรือเปนเปาหมายแหง การพจิ ารณา หย่งั สติปญญาลง
ไปทต่ี รงน้ัน โดยไมถอื ความรนู ั้นวา เปนตน ถายงั ถอื ความรูน้ันวา เปน “ตน” อยู การ
พิจารณากไ็ มถ นดั กลัวความรนู จี้ ะเสอ่ื มบา ง จะสลายไปบา ง จะสญู หายไปไหนบา ง กลวั
จะลมจมไปตา งๆ นานาบา ง ไมอยากแตะตอ ง นน้ั แลคอื กิเลสประเภทหนง่ึ หลอกเรา
อยา งสนทิ ทีเดียว

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๙๕
ธรรมะชุด๓เ๔ต๒รยี มพรอ้ ม

๒๙๖

เพราะฉะนน้ั เพอื่ ความถูกตองตามหลักการพจิ ารณาจริงๆ จงึ เอาจุดแหง ความ
รูท่เี ดนชดั ที่วาอศั จรรยมากๆ นั้นแหละ เปน จุดทพ่ี ิจารณาคลค่ี ลายท่ีจดุ นัน้
พจิ ารณาลงจดุ น้นั เชนเดียวกับเราพิจารณาสภาวธรรมทั้งหลาย โดยไมถ อื วาอันนน้ั สงู
อันนี้ต่ํา ไมถ อื อันนั้นเปนเรา อันน้ีเปน ของเรา แมแ ตจ ติ คอื ความรู ความรอู ันนี้กไ็ มถอื
เปนเรา เปนของเรา พิจารณาใหเ ขา ใจสงิ่ น้ี จึงตองพิจารณาลงไปทีต่ รงนี้มนั จะไมเขา ใจ
ไดอยางไร จะทนตอ การพสิ ูจนไดอ ยางไร ตองเขาใจ คือ สตปิ ญ ญาเขาถอื ตวั จติ
อวชิ ชา และคลค่ี ลายตามหลักการพจิ ารณาอยแู ลว ทว่ี าอัศจรรย ๆ กส็ ลายไป จงึ เหน็
ไดช ดั เจนวา นี้คอื จอมหลอกลวงอันสดุ ทา ย ไดแ กธ รรมชาตนิ แ้ี ล

ทีนี้ขันธกห็ มดปญ ญา คาํ วา “จติ ” ก็หมดปญ หา ทกุ ส่ิงทกุ อยางบรรดาสภาว
ธรรมท่วั ไป หมดปญหา! เม่ือจติ หมดปญหาในตวั เองเพยี งดวงเดียวนเี้ ทา นน้ั ไมม ี
อะไรเปน ปญ หาในโลก นน่ั ! น่ีคอื จุดสุดทา ยแหงการพจิ ารณาธรรม

การปฏบิ ตั ธิ รรม การรูธรรม การรูทุกขกด็ ี สมุทัยกด็ ี กร็ นู เี้ ปนจดุ สุดทา ย จากนั้น
ไมม อี ะไรท่ีจะรตู อไปอีกแลว แลว จะทาํ ใหห ลงอะไร กไ็ มม ที างทจ่ี ะหลงตอ ไปอกี มนั
เปน “อฐานะ” มนั เปน อะไรตามสมมุติดีช่วั ทน่ี ยิ มกนั ไปไมได ตอ จากนีไ้ ปแลว ดงั
ท่ที านกลาววา “วุสติ ํ พรฺ หฺมจรยิ ํ, กตํ กรณยี ํ, นาปรํ อติ ฺถตตฺ ายาติ ปชานาต.ิ ”
พรหมจรรยไดอยจู บแลว งานทค่ี วรทําไดท าํ เสร็จแลว งานอื่นที่ย่ิงกวานไ้ี มม!ี เพราะได
รชู อบทกุ สิง่ ทกุ อยางแลว น่ถี าเราพูดในธรรมจุดนี้ กเ็ หมือนกบั วา ไมกวา งขวางอะไร
เลยในการปฏิบัติศาสนา นะ แตก อ นทจี่ ะเปน เชน นี้นะ ซี มนั แทบเปนแทบตายสาํ หรับ
ผปู ฏบิ ัติทัง้ หลาย

ถา พดู ตอนสุดทา ยน้ี กเ็ หมอื นกบั “ขา วอยูในจานนัน้ แล มองดขู า วในจาน ก็
เหมอื นกับแคบนิดเดยี ว เหมาะกบั การรับประทานเทานั้น แตเ มอ่ื มองยอนหลังไปวา
“ขาวนมี้ าจากไหนละ ? ลองไลด ูซิ โอย ! แคนในหัวใจแทบไมอ ยากรับประทาน ขาวมา
จากไรจ ากนา จากอะไรบา ง กวา จะมาเปน เมลด็ ขา วเปลือกขา วสาร จนสําเร็จขึ้นมาถงึ
ข้ันรับประทานนี้ มนั ทุกขล าํ บากมาก หลงั สูฟา สูแดด สูฝน และอดทนทกุ อยา ง ตอ ง
พรรณนากนั ยดื ยาวกวาจะเสรจ็ และทาํ เปนปโ นน นะ กวาจะไดร บั ผล และรับประทาน

นก่ี ารพจิ ารณาธรรม ก็เร่มิ มาแตล ม ลุกคลกุ คลาน ฝก หดั ดดั จติ ใจดวยธรรมตางๆ
แทบเปน แทบตาย บริกรรมบงั คับจติ ดวย “พุทโธ ธมั โม สงั โฆ” ลม แลว ลมอกี กร่ี อ ยก่ี
พนั หนอยูน่นั แหละ ไมร ูกลี่ มก่ลี กุ ละ พยายามเสอื กคลานมาโดยลําดบั ดว ยความ
อตุ สาหพยายามเรอ่ื ยมา จนกระท่ังถึงจุดทวี่ านน้ั ซ่ึงควรแกก ารปลงใจ ปลงภาระทง้ั
ปวงใหห ายหว ง

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๙๖
ภาค ๓ “ธรร๓ม๔ช๓ดุ เตรยี มพรอ้ ม’’

๒๙๗

ตอนตนมนั กวางขนาดไหน หนกั ขนาดไหน หนักจนยกแทบไมไหว หรอื ยกไมไหว
ในสว นมาก ยกไหวในสวนนอ ย เมื่อตกมาสมยั ปจจุบัน ถาวา กวา งก็กวางจนมองหาทาง
ไมเจอ พอถึงขั้นแคบกแ็ คบอยางน้ันละ พอขน้ั แคบ ๆ นีห้ มดไปแลว ทนี ก้ี วางก็ไมวา
แคบก็ไมว าอะไร ไมวาทงั้ นั้น เพราะหมดสิง่ ท่จี ะวา จติ หมดโทษ ไมมอี ะไรท่ีจะวาตอ
ไป นัน่ คอื แดนแหง ความพน ทกุ ขโ ดยสิ้นเชิง

พระพทุ ธเจา ก็ดี พระสาวกก็ดี ทานถึงแดนน้ดี ว ยกัน ไมมที า นผหู นึ่งผูใดนบั แต
พระพุทธเจา ลงมาถงึ สาวกองคสุดทายวา จะยิ่งหยอนกวากนั ในความบรสิ ุทธ์ิ เสมอ
กนั เปนแตเ พียงวาพุทธวิสัย คอื ความสามารถฉลาดรูในแงต างๆ แหง ธรรมนัน้ มี
ความลกึ ตน้ื หยาบละเอยี ดกวา กนั เทา นน้ั แตขน้ั บริสุทธน์ิ ีเ้ หมอื นกนั หมด

ทา นกลาวไวใ นธรรมวา “นตถฺ ิ เสยโฺ ยว ปาปโ ย” ทานผบู รสิ ทุ ธิ์ท้ังหลาย ไมม ี
ยิ่งหยอ นกวา กันเลยแมแตน ดิ บรรดาพระอรหนั ตข ีณาสพทัง้ หลาย นบั ต้งั แตพระพุทธ
เจา ลงมา เสมอกัน คือความบริสทุ ธ์ิน้ี ดังที่ทา นอาจารยม ่นั ทานแสดงเรื่องนิมติ วา พระ
พุทธเจาในครัง้ พทุ ธกาลทา นเคารพกนั อยา งไร ปรากฏในนมิ ิตวา บรรดาพระสงฆสาวก
ทง้ั หลายหลั่งไหลมา พระพทุ ธเจา กเ็ สดจ็ มา ใครมาถงึ กอนนัง่ กอ นเปนลาํ ดับ ๆ ตามท่ี
มาถงึ กอ นถงึ ทีหลงั ไมไดคาํ นงึ ถงึ อาวโุ สกนั พระพทุ ธเจาเสด็จมาทหี ลัง ก็ประทับอยู
ทางทา ยสงฆโนน แลว (ทานอาจารยม ัน่ ) ทา นเกดิ วิตกข้นึ มาวา เพราะเหตไุ รจงึ เปน
อยา งน้นั ความเคารพกันครั้งพทุ ธกาลเปนอยางน้หี รอื ก็รขู ึน้ มาทนั ทีวา น้คี อื วสิ ทุ ธิ
ธรรมเสมอกนั อยา งนี้ ไมว าใครมากอ นมาหลงั นั่งตามลาํ ดับทม่ี า คอื เปนความเสมอ
ภาค ไมวา ผูนอยผูใ หญ “อาวโุ ส ภนั เต” เพราะความบริสทุ ธเ์ิ สมอกัน

(ทานอาจารยมนั่ ) ทา นวติ กวา ถาเคารพตามสมมุติแลว ความเคารพกันของทา น

เปน อยา งไรหนอ “ตามทางสมมุต”ิ ทานพลิกพรบึ เดียวนนั้ พระพุทธเจาประทบั อยู
ตรงหนา แลว บรรดาสาวกเรียงตามลาํ ดับลําดา น่ีคือการเคารพกันโดยทางสมมุติ ความ

เคารพในทาง “สมมตุ ิ” เปนอยางนี้ นต่ี าม “อาวโุ ส ภนั เต” อยา งนี้ น่นั !
ทา นแยก ท้งั “วมิ ุตติ” ท้งั “สมมตุ ิ” ใหเ หน็ อยา งชัดเจน
การเคารพกัน กไ็ มม อี ะไรจะนิ่มนวลยง่ิ กวาทานผสู นิ้ กิเลสเคารพกัน ไมเปนพิธรี ี

ตอง ไมเปนอะไรๆ เลหๆ เหลี่ยมๆ เหมือนกบั คนทีม่ ีกเิ ลสทาํ ตอ กัน ทานเคารพกนั
อยางถึงใจ เคารพคุณธรรม เคารพความจรงิ การเคารพความจริงดวยความจรงิ ภายใน
ใจน้ี ทานจงึ ทําไดส นิท

สว นปถุ ชุ นจาํ พวก “ชนดะ” เรา เวลาแสดงออกทางมรรยาทน้ันดสู วยงาม แตงาม
ในลกั ษณะตกแตง ไมใ ชตัวจริงออกมาจากของจริงคอื ธรรมแท แตภ ายในมนั แข็งท่ือ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๙๗
ธรรมะชุด๓เ๔ต๔รียมพรอ้ ม

๒๙๘

ไมเ หมาะสมกันกับอาการภายนอกทอ่ี อ นโยนในการแสดงออก ฉะนน้ั โลกจึงลุม ๆ ดอน
ๆ สงู ๆ ตํ่า ๆ ไมสมํา่ เสมอเหมือนกบั ความจรงิ ทเ่ี ปนออกมาจากความจรงิ แท วนั น้ี
แสดงเพยี งเทาน้ี ขอยุติ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๙๘
ภาค ๓ “ธรรม๓ช๔ดุ๕เตรียมพร้อม’’



ทุกขเว๒ท๙๙นา

เทศนโ ปรดคุณเพาพงา วรรธเทนศะนก์โุลปรณดควุณดั เปพา บพางนาตวารดรธนะกลุ ณ วัดป่าบ้านตาด
เมอื่ วันท่ี ๓๐ มกราคม พทุ ธศักราเชมอ่ื ๒ว๕นั ท๑่ี๙๓๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙

ทุกขเวทนา

ในมงคลสตู ร ทา นสอนใหค บบณั ฑติ อยาคบคนพาล คนพาลก็คอื หัวใจเจาของพาล
น่นั เองเปนอันดบั แรก คือมคี นพาลภายนอก คนพาลภายใน สวนมากกเ็ ปน คนพาลอยู

ภายในใจตัวเองคอยพาลอยเู รอ่ื ยๆ เวลาไปอยกู บั ครกู ับอาจารย ท่ีเรียกวา “คบบณั ฑติ ”
ไดร บั การอบรมอยเู สมอจากบัณฑิต เพราะครอู าจารยท านเปนบณั ฑิต ทานมีความเฉลียว
ฉลาดในอบุ ายตางๆ ทีน่ ํามาส่ังสอนเรา ทานเคยปฏิบตั แิ ละรูมาแลวทกุ อยาง การสอนจงึ
ถูกตองแมนยําเปน ทแี่ นใ จไดส ําหรบั ผูฟงไมมีท่สี งสัย เฉพาะอยา งยงิ่ ทานอาจารยม ่นั ไม

เคยปรากฏเลยทที่ า นจะสอนวา “เหน็ จะเปน อยา งนน้ั เห็นจะเปนอยางนี้”

มแี ต “แนนอน ๆ” และเปนทแี่ นใ จ เพราะทานเอาความจรงิ ลวนๆ ซึ่งถอดออก
จากจิตใจท่เี คยไดรไู ดเหน็ มาแลวออกมาพดู และจากการปฏิบตั มิ าแลว ดวยดี ยง่ิ เวลาเจบ็

ไขไ ดปว ยดว ยแลว รายไหนออนแอละ ทานขูไ วแ ลว วา “ใครออนแอใครรอ งคราง “ฮือๆ”

ละก็ ใหเอา “นน้ั แหละ” เปน โอสถรกั ษาเองไมต องไปหาหยกู ยาท่ไี หน ไมต องมใี ครดแู ล

รักษาละ คราง “ฮอื ๆ ฮาๆ” มนั เปน โอสถแลว สาํ หรบั คนนน้ั ถา หากการรอ งครางมนั เปน

ประโยชนจ รงิ ๆ แลว เราจะหาหยูกยามารกั ษาทาํ ไม !

นแี่ หละเวลาทท่ี า นยอ นกลับเอา “รองครางเขา ซี ใครรองครางกไ็ ดน ี่ เด็กรองคราง
ก็ยงั ไดถ า มันประโยชน นม่ี นั ไมเปนประโยชนอะไรเลย นอกจากคนดที ี่ปฏิบตั เิ ดด็ เดย่ี วจะ
ราํ คาญเทา นั้น จึงไมควรจะรองครางเพราะความออนแอ เปนพระกรรมฐานท้ังองคแ สดง
ตวั อยา งนน้ั มันดูไดเ ม่ือไร ถา เปน เด็กหรือเปน คนธรรมดาทวั่ ๆ ไปกไ็ มค อยเปน ไร เพราะ
เขาไมไ ดร ับการศึกษาอบรม มีความรอู ะไรพอจะเขาใจในแนวทางตอ สดู วยวิธกี ารตา งๆ มี
การพจิ ารณา เปน ตน

สว นเรารแู ลว รทู ุกสงิ่ ทกุ อยาง เวลาเกิดเรื่อง เชน เจบ็ ไขไดปวย เปนตน ข้นึ มาภาย
ในตวั หาทางหรอื อบุ ายตา งๆ รกั ษาตัวไมไ ด มแี ตล มระเนระนาดไปอยางนัน้ ใชไ มไดเ ลย

ขายตัวเองและวงกรรมฐาน!
ทา นอาจารยม ่ันทา นเทศนส อนจิตใจน้เี กงมากทีเดยี ว บรรดาลูกศิษยลกู หาท่ตี ั้งใจ

ไปศกึ ษาอบรมกับทา น ฟงอะไรก็ถึงใจ สง่ิ ท่ีควรปฏบิ ตั ิกป็ ฏบิ ัตไิ ปเลย ส่งิ ทีค่ วรเขาใจใน

ธรรมชุดเตรียมพรอ ม ภาค ๓ “ธรร๒ม๓๙ช๔๙ดุ๗เตรยี มพรอ้ ม’’

๓๐๐

ขณะน้นั กเ็ ขา ใจ แตล ะเรื่องทเ่ี ปนเรอ่ื งภายใน เขา ใจไปโดยลาํ ดับ เวลามีความเจบ็ ไขได
ปวยทานสอนวิธีพิจารณาให “เอา เวลามนั เปน ไข มันเอาไขม าจากไหน?” นี่ทา นสอนให
เปน ประโยชนแ ละไดค ติสาํ หรบั ผูปฏิบัติ “มันหอบไข หอบหนาวมาจากไหน? มันกเ็ กดิ ขนึ้
มาในกายน้ีไมใชหรอื ? เวลาหายมนั จะไปหายท่ไี หน? ถา ไมห ายในทีม่ นั เกิดข้ึนน่ี แมไม
หายมนั ก็ตายไดดว ยกนั ทุกคนไมม ียกเวน ภายในรางกายน้ี จงพิจารณาใหร มู ัน

ความทุกขท้ังมวลนั้นกเ็ ปน “สจั ธรรม” ถา ไมพิจารณาสงิ่ เหลา นจ้ี ะพิจารณาอะไร?
พระพทุ ธเจา ตรัสรูดวย “สจั ธรรม” สาวกกต็ รัสรูด วย “สจั ธรรม” เราจะตรสั รดู ว ยความ
ออ นแอนัน้ ไดห รอื ! มันเขา กันไดหรอื กับธรรมของพระพทุ ธเจา ถาอยา งนน้ั เราก็มาขวาง
ธรรมซี ทานวา

มันเกิดทต่ี รงไหนอาการใด เราถามดู มนั เจบ็ ทตี่ รงน้ันปวดที่ตรงน้ีนะ อะไรเปน ผู
เจบ็ อะไรเปน ผปู วด ? คนเขา ไปใหเหน็ ตนเหตุมนั ซิ มนั เกดิ ที่ตรงไหน เจบ็ ทต่ี รงไหน
อะไรเปนเหตใุ หม ันเจบ็ มนั ปวด อะไรเปนผไู ปสาํ คญั ม่ันหมาย เวลาตายแลวเขาเอาไป
เผาไฟ มันเจ็บมันปวดไหม ? ใครเปน ผูหลอกลวงตัวเองวา เจ็บน้ันปวดน้ี พจิ ารณาให
เห็นตน เหตขุ องมนั ซี

ถา เปนนักปฏบิ ตั ิ ไมร ูตน เหตไุ มร ูท ัง้ ผล คือกองทุกข มนั จะแกทกุ ขไ ดย งั ไง ปญญา
มไี วท ําไม? ทําไมไมค ิดไมค นขน้ึ มาใช แนะ ทานวา

“มีสตปิ ญญาก็เพ่อื ระลึกรู แลว พิจารณาสิ่งตา งๆ มีทุกขเวทนา เปน ตน ซง่ึ มีอยู
ในรางกายและจติ ใจของเราเอง”

ทานสอนย้าํ ลงไปโดยลาํ ดับ ๆ หากผฟู ง ฟง ดวยความต้งั ใจ เฉพาะอยางยิ่งผมู นี สิ ัย
อาจหาญ จะย่ิงจับใจความไดงา ย ถูกจรติ ทนั ที ๆ จบั ปุบๆ ในเวลาจากทานไปอยูในสถานท่ี
บําเพญ็ ใด ก็เหมือนกบั ทา นไปแสดงกังวานอยใู นหวั ใจ โอวาทของทา นจาํ ไดท ุกแงทุก
กระทง ทสี่ าํ คญั ๆ สําหรบั ทจ่ี ะเอามาเปนเครอื่ งมือในการปฏบิ ัติ เชน อยูในทส่ี าํ คัญๆ
ประหน่งึ วา ทานมาอยูทีห่ ัวใจเราเลย ใจอาจหาญรา เรงิ จริงๆ แมการฝก การรูธ รรมเหน็
ธรรม การเขา ใจในอรรถในธรรม กเ็ ขาใจดว ยความอาจหาญ เขา ใจดวยความเปนนกั ตอ สู
จรงิ ไมไดเ ขาใจดว ยความออ นแอ ความทอแท ความเหลวไหล ความถอยทัพกลบั แพโดย
ลําดับ น้ันไมใ ชทางทก่ี เิ ลสจะกลัวและสนิ้ ไปจากใจ ไมใชท างทีจ่ ะแกก ิเลส หรือรเู รอ่ื งของ
กเิ ลสทั้งหลายและถอดถอนไดเลย

ธรรมชุดเตรียมพรอ ม ๓๐๐
ธรรมะชุด๓เ๔ต๘รยี มพรอ้ ม

๓๐๑

นศ่ี าสนา!ไมมอี ะไรทจี่ รงิ ทีแ่ ทแมนยาํ ตอความถกู ตองจะเทียบเทา ได หาที่แยงไมม ี
ถาดําเนนิ ตามหลักศาสนาแลว เรือนจาํ ตะรางตะเริงอะไรเหลาน้ไี มตอ งมี มีทาํ ไมกไ็ มมีใคร
จะทาํ ผิดนี่ มองเห็นตามเหตตุ ามผล ยอมรับความผิดความถกู ชั่ว ดี ของกันและกัน ดว ย
หลกั เหตผุ ลเปนเคร่อื งรับรองแลว ก็อยดู วยกนั ไดเทานนั้ คนเรา

เทาทตี่ อ งมีกฎบังคับ มีตะรางหรอื คุก กเ็ พราะไมย อมรับผิด ผิดก็ไมยอมรับวา ผดิ
เห็นตวั ทาํ อยูหยกๆ ก็ไมยอมรบั จนติดคกุ ติดตะรางแลว เวลาถูกถามยังวา “เขาหาวา
ขโมยนน้ั ขโมยน”้ี ไปเสียอีก ทั้งๆ ที่ตวั ขโมยเอง น่ีคอื ความไมยอมรับตามเหตุตามผลตาม
ความจรงิ น้ันเอง แมภายในจติ ใจเก่ยี วกับเรื่องของตัวโดยเฉพาะก็เหมอื นกนั ไมยอมรบั
เพราะฉะนน้ั มนั ถึงไดรับความทุกขค วามลําบาก ถายอมรบั ตามหลกั ความจรงิ เสยี ส่ิงท่ี
แสดงข้ึนเปน หลกั ความจรงิ ท้งั นนั้ ยอ มมีการยตุ ิกันไดด วยความจรงิ แมเ กิดทกุ ขทางรา ง
กายก็ไมทาํ ใจใหกาํ เรบิ เพราะความรูเทา ทนั

ตามหลกั ธรรม ทกุ ขเ คยปรากฏภายในรา งกายและจติ ใจเรา ตัง้ แตว นั รเู ดยี งสาภาวะ
มา ไมน า ตื่นเตน ตกใจ เสยี ใจ จนกลายเปน โรคภายในจติ ขึน้ มา จติ ตภาวนาจึงเปน หลกั
วชิ าความรรู อบตวั ไดดเี ย่ียม

ผูป ฏิบตั อิ ยูสมํ่าเสมอ จึงไมต่นื เตน ตกใจเวลาเกิดทุกขภายในรา งกาย และยังจับจดุ
ของทุกขที่เกดิ ข้นึ มาพิจารณาแยกแยะตามความจรงิ ของมัน จนเกดิ อบุ ายแยบคายและอาจ
หาญชาญชยั ข้นึ มาอยางนาชม

สาํ คัญทม่ี กี ารคบคาสมาคมกบั บัณฑิตนกั ปราชญผฉู ลาดแหลมคม ถาเรายังไม
สามารถชว ยตัวเองได ก็ตอ งอาศัยครอู าจารยท านแนะนําสั่งสอน การไดยนิ ไดฟง อยบู อ ยๆ
ก็คอยซมึ ซาบเขาไปดวยการไดยินไดฟง นนั้ ๆ แลวคอ ยกลมกลืนกันเขา ไปกับจริตนสิ ยั จน
กลายเปน “จติ มธี รรม” จิตเปนบณั ฑติ นกั ปราชญข ้นึ มา ตอไปกส็ ามารถรักษาตัวได เปน
“อตตฺ า หิ อตฺตโน นาโถ” ขึน้ มา

ฉะนน้ั การใดกต็ ามเมอ่ื ตนยังไมส ามารถ จึงตองอาศัยผอู ่ืนไปกอ น การอยูดว ยกัน
กับทา นผดู ี ยอ มมีความสงบสขุ กลมกลืนกนั ไปโดยทางจริตนสิ ยั เปน สาํ คัญ จนกลายเปน
นิสยั อนั ดีงามไปได เชน เดียวกบั การคบคา สมาคมกบั คนชัว่ ทีแรกเราไมไดเ ปนคน “ชั่ว”
แตเวลาคบกันไปนาน ๆ กก็ ลมกลืนกันไปเอง จนกลายเปน คนชั่วโดยไมร สู ึกตวั เมื่อชัว่
เตม็ ทแี่ ลว ยง่ิ ทาํ ใหม ดื มิดปดทวารหนักเขา ไป และถอื วา ตนดียิง่ ข้นึ ใครมาพาลไมไ ด ความ

ธรรมชุดเตรยี มพรอ ม ๓๐๑
ภาค ๓ “ธรร๓ม๔ช๙ดุ เตรียมพรอ้ ม’’

๓๐๒

ดปี ระเภทนั้นจะโดดออกโรงทันที นคี่ อื ความดีของคนช่ัว ซ่งึ เปน สิง่ ช่วั ที่บัณฑติ กลัวกันทวั่
ดนิ แดน

คนชว่ั กบั คนดี ความช่ัวกบั ความดี มันกลับกันอยา งน้ีแล คนชวั่ ไมอาจมองเหน็
ความจรงิ วาชวั่ เลยเสกสรรปน ยอขึ้นมาวา “เราดเี ราเกง เราสามารถ เราเปน เสอื อนั ลือชื่อ
กบั เขาคนหนง่ึ ” เปน ยังงัน้ ไปเสยี !

เพราะฉะน้นั การคบคาสมาคมกบั ครอู าจารยก ับบณั ฑิต จงึ เปนความสาํ คญั สําหรบั ผู
บาํ เพญ็ เพอ่ื เปนคนดี และหวงั ความสขุ ความเจริญใหกบั ตวั เพราะทา นสอนทา นอบรมให
บอยๆ กริ ยิ ามารยาทของทา นที่เราไดเ หน็ อยทู กุ วัน ๆ นัน้ จะซมึ ซาบเขาไปและบาํ รุงจิตใจ
เราไปโดยลําดบั ใหยึดเปนคตติ วั อยางอนั ดีไปเรอ่ื ยๆ ทานแสดงออกมาในแงใดกเ็ ปน
อรรถเปนธรรมทงั้ นน้ั

ย่งิ ทานผสู นิ้ กเิ ลสแลว ก็ยง่ิ หาส่ิงเปรียบเทยี บไมได อยางทานอาจารยมน่ั เปน ความ
แนใจวา ทา นสิน้ กเิ ลสแลว ฟงอรรถฟงธรรมของทา นมันหายสงสยั โดยทที่ า นไมไ ดบอกวา
ทา นสน้ิ นะ ทานไมไ ดบ อกวาทา นเปนพระอรหัตอรหนั ตอ ะไรเลย แตทา นบอกโดยการ
แสดงธรรมของจรงิ ทกุ ขั้น ใหบ รรดาผูไ ปศึกษาอบรมฟง อยางถงึ ใจไมสงสัย จึงกลา พูด
อยา งเต็มปากไมกระดากอายวา ทานพระอาจารยม ั่น ภรู ทิ ัตตเถระ คือพระอรหนั ตองค
สําคัญองคห นึ่งในสมัยปจ จบุ นั ท่ีแสนหายาก เพราะเปน สมยั ที่อดอยากขาดแคลนผู
ปฏบิ ตั ิธรรมเพือ่ ความเปนพระอรหันต นอกจากจะปฏิบัติเพ่ือกาํ จดั ความเปนพระ
อรหันต ดว ยการสั่งสมกเิ ลสจปิ าถะเทา น้นั ทั้งทา นและเรา ไมอ าจตาํ หนิใครได

ขอยอนกลบั มา “เวทนา” อีก การพจิ ารณาทกุ ขเวทนาน้ีสําคัญมาก ทั้งนี้เพราะได
ยินไดฟง จากทา นพระอาจารยม น่ั ทา นเอาจริงเอาจังมาก เวลาเจบ็ ไขส าํ หรับพระผปู ฏิบัติ
อยูในวัดทา น บางทีทานเดนิ ไปเองถามวา “ทา นพจิ ารณาอยางไร?” แลวทานกย็ ้าํ ธรรมลง
ไปเลยวา “ใหค นลงไปตรงน้ี มันทกุ ขทต่ี รงไหน จงพิจารณาใหเ หน็ ความจรงิ ของทกุ ข”
แลว ก็สอนวิธพี จิ ารณา “อยาไปถอย ความถอยนน่ั แหละคอื การเพิม่ ทกุ ข” ทา นวาอยา งนน้ั

“ความเปน นักสู ตอสดู ว ยปญญาน้นั แลเปนสงิ่ ทีจ่ ะไดช ยั ชนะ คือ รเู ทาทนั กบั
ทุกขเวทนา ซึง่ เราถือวา เปนขาศึกอนั สําคญั ตอ เรา ความจรงิ เวทนาน้นั ไมไ ดเ ปนขา ศกึ ตอ
ผใู ด ความรูส กึ ของเขาไมมี เพยี งเปนความจรงิ อันหน่งึ เทาน้นั ” ทานสอน

“ใหพจิ ารณาลงไป ทุกขมากทุกขนอย เราไมตอ งไปคิดไปคาดหมายมัน ขอให
ทราบความจรงิ ของมนั ดวยปญญาของเรา ใจเราจะไมโ กหกเจา ของ” ทา นวา

ธรรมชุดเตรียมพรอ ม ๓๐๒
ธรรมะช๓ดุ ๕เ๐ตรียมพรอ้ ม

๓๐๓

กใ็ จเราน่ีแหละตัวโกหก เพราะผูที่โกหกมนั มีอยูกบั ใจ มนั โกหกใจใหห ลงสําคญั มนั่
หมายไปตา งๆ ความโกหกกับความโงม นั เชอื่ กนั งาย ๆ คนฉลาดกับคนโง ความโกหกกบั
ความโงมนั กห็ ลอกกันไดง า ยๆ ความฉลาดของกิเลสกบั ความโงข องเรามนั เขา กันไดงาย
ธรรมทา นจึงแยกแยะออกใหพจิ ารณาจนถงึ ความจริง แลวเชื่อดวยความจริง น้นั แลเปน
การไดชัยชนะไปโดยลําดบั ๆ แยกแยะใหเ หน็ ทกุ ขซึ่งมีเปนประจาํ อยาปลีกหนีไปไหน
ทกุ ขม ากทุกขน อ ยใหพิจารณาอยูท ีต่ รงน้ัน พิจารณาอยทู ่ีตรงน้ัน ถาจะจองก็จอ งอยูท ี่ตรง
นั้น เมอื่ พจิ ารณาสาเหตขุ องมัน ทกุ ขเปนมากแคไหนกใ็ หค น ลงไป

คาํ วา “ทกุ ข” นีอ้ าศยั อะไรเปน ที่ตง้ั ทกุ ขอาศัยกายเปน ทตี่ ้ัง อาศัยความรสู ึกเปน
เหตุทจ่ี ะใหท ุกขก าํ เริบ ความรูสกึ หมายไปตาง ๆ นานา นนั่ แหละทําใหทุกขกาํ เรบิ ข้ึน
ความรูสกึ นี้ตองแกด ว ยการพิจารณาใหท ราบท้ังเรอ่ื งของทุกข วา เปน เชน นน้ั ทราบทง้ั
“ฐานเปนท่ีเกิดแหงทุกข” เชนรางกายน้ีสว นใดกต็ าม จงใหท ราบชดั เจนวา ฐานนน้ั มัน
เปนทกุ ขจ ริงไหม เชน

เปน ทุกขใ นกระดูก ในเน้ือในหนงั สว นใด เนื้อหนังนน้ั เปนเนือ้ หนงั อยเู ชน น้ัน ทุกข
กเ็ ปนทุกขอ ยเู ชน นนั้ แมจะอาศัยกนั อยูก็เปนคนละช้นิ คนละอนั ไมใ ชอ นั เดียวกนั จิตผูรู
รับทราบส่ิงนั้นกเ็ ปน จติ อันหนึ่ง แตจ ติ นเี้ ปนผหู ลง แลวกไ็ ปสําคญั วา นนั้ เปน ทุกข นี้เปน
ทุกข รวมท้งั หมดน้ันเขา มาเปน “ตัว” วา “เรา” ทุกขท น่ี ัน่ เราทกุ ขท่นี ่ี ไมอยากจะให
“เรา” เกิดทุกข อยากจะใหท ุกขห ายไปเสยี ความอยากนก้ี ็เปนกเิ ลสอันหน่ึงขึ้นมาสง
เสรมิ จงึ เกดิ ความทกุ ขความลาํ บากมากข้ึน ใจกเ็ ปน ทุกข ทเ่ี ปน ทกุ ขเวทนาทางกายกเ็ ปน
ทุกข ทางใจกก็ าํ เริบขึ้นอีกดว ยความทุกข เพราะอยากใหเ ปนอยางใจหวงั กเ็ ลยเสริมกนั ขน้ึ
ไป น่ีเปนความโงข องตวั ขนทกุ ขมาทับถมตัวเอง

ความฉลาด ตอ งพิจารณา มองทุกขเวทนาทม่ี ีอยใู นใจวา เกดิ จากอะไร อาศยั อะไร
อยู อาศยั รางกาย รา งกายสว นใด หรอื ทกุ ขม นั เกิดอยูท ่จี ดุ ใด แลว ดู “กาย” กับ
“เวทนา” มนั เปน อนั เดียวกนั ไหม ? รูปลักษณะเปนอยา งไรบาง เวทนาไมมรี ูป ไมมี
ลักษณะทา ทางตาง ๆ ปรากฏแตความทกุ ขเ ทา น้นั

สวนรา งกายมีรูปราง มสี สี นั วรรณะ และกม็ ีอยขู องมนั อยางนั้นตง้ั แตท กุ ขยงั ไมเกิด
เวลาทกุ ขเ กดิ ขึ้นมนั กม็ ีอยูเชนนนั้ ทกุ ขเ ปน อนั หนึ่งตางหากจากสิ่งนี้โดยความจริง แต
อาศัยความ “วกิ ารของรางกาย” ใหเกิดขึน้ มา จิตกเ็ ปนผูไปรับรู ถา จติ มปี ญ ญาก็ควรรบั
ทราบไปตามความจริงของมนั จติ กไ็ มกระทบกระเทอื น ถาจิตลมุ หลงก็ไปยึดสง่ิ นั้นเขา มา

ธรรมชุดเตรยี มพรอม ๓๐๓
ภาค ๓ “ธร๓รม๕ช๑ุดเตรยี มพรอ้ ม’’

๓๐๔

คือเอาความทุกขน นั้ เขา มาเปน “ตน” เปน ของตน แลวก็อยากใหทกุ ขท ว่ี า เปน ตนเปน
ของตนนั้นหายไป

นีแ่ หละท่แี ยกไมได เมือ่ ทกุ ขเ ขา มาเปน ตนแลว มนั จะแยกออกไดอยางไร ถา เปนแต
ทุกขเปน ความจริงอันหนงึ่ ตา งหาก รา งกายก็เปนความจรงิ อันหนงึ่ ตา งหาก ไมใ ชอันเดียว
กนั ตางอันตางมี ตางอันตางจรงิ อยูตามสภาพของตน เมื่อความรเู ปนอยา งน้จี งึ จะแยก
ได

ถาเห็นทุกขวา เปน “ตน” แลว แยกวันยังคํ่ากไ็ มออก เพราะยึดถือวา “อนั นเี้ ปน

ตน” แลว จะแยกไดอ ยางไร เพราะตนไมทําการแยกแยะดว ยปญญาน่ี กต็ องถอื วา เปน

“ตน” อยูอ ยา งนี้ เมอ่ื “ขนั ธ” กับ “จติ ” กลมกลืนเขา เปน อนั เดียวกนั แลวแยกไมไ ด
เม่อื พยายามใหส ติปญ ญาพิจารณาเขา ไปเห็นความจริงของมันแลว วา ตา งอนั ตางอยู ตา ง
อนั ตา งจรงิ ของใครของเราอยูเชน นัน้ อยางซาบซง้ึ เขา ในจิตใจ ทกุ ขค อยๆ ระงบั ลงไป ๆ
ทงั้ รเู คร่ืองสบื ตอของทุกขท ีเ่ ขา มาเก่ยี วเน่ืองกบั ใจ เพราะมันกอ็ อกไปจากใจ เม่อื พิจารณา

ทกุ ขแลว มันก็หดตัวเขามา หดตวั เขามาจนถงึ “ใจ” เร่อื งทกุ ขเวทนาทั้งมวล มันก็ออกไป
จากใจที่ไปหมาย หรอื ที่เปน ทกุ ขเวทนา เพราะมนั มสี ายสมั พันธเ ก่ยี วเนื่องอยูโดยทาง

“อุปาทาน” อยางลึกลับ แตเ ราไมทราบ
เวลาพิจารณาเหน็ อยางชดั เจนแลว เราจึงไดต ามทกุ ขเวทนาเขา มา รเู ขา มา ๆ

ทกุ ขเวทนาหดเขา มา ยนเขา มาจนกระทั่งถงึ ใจ พอทราบวา ใจนเี้ องเปนตัวไปกอ

“อุปาทาน” ขน้ึ มา แลว ใหจติ ถือวา เปน “ตน” จึงเกิดความทุกขข้ึนมากมาย พอทราบ
อยางนีแ้ ลว ทกุ ขก ็ระงบั ดบั ลงไป

อกี ประการหนึง่ พอทราบเชนนี้ ทุกขก็จรงิ แตใจไมไปยดึ ถึงทกุ ขจะไมดับก็ตาม

เรอื่ งจติ ก็เปนจติ ไมสืบตอกบั ดว ยอปุ าทาน ตา งอันตางจรงิ นี่เรียกวา “จติ เปน ตวั ของ

ตวั ” มีความรมเย็นเปน สุขและรอบคอบอยูภายในตวั ในทามกลางแหง ความทกุ ขของ

ขนั ธ น่ชี ่อื วา “รูจติ วา เปนของจรงิ อนั หน่งึ เชนเดยี วกบั ขันธท งั้ หลายเปน ของจริงแตละ
อยา ง

นีส่ าํ หรับผกู ําลังดาํ เนินปฏปิ ทา กาํ ลงั ดําเนินเพอ่ื รเู ทาทัน “ขนั ธหา” มที กุ ขเวทนา
เปน สําคัญ

แตสาํ หรบั ทานผูเขาใจโดยตลอดจนถงึ กับเปน “อกุปปจิต อกุปปธรรม” ไมมีการ

กําเริบเปน อื่นตอไปแลวนน้ั ” ทานไมม ปี ญหาอะไรเลย จะเปนทุกขมากทกุ ขนอ ยไมเปน

ธรรมชุดเตรียมพรอม ๓๐๔
ธรรมะชุด๓เ๕ต๒รียมพรอ้ ม

๓๐๕

ปญ หาทงั้ สิน้ เพราะจติ ทานจรงิ อยตู ลอดเวลา ไมมีเวลาไหนที่จติ ของทานซ่ึงบรสิ ุทธแ์ิ ล
วจะกลายเปน เศรา หมอง จะกลายเปน โลกขึน้ มา ไมมีทางเปนไปได เพราะฉะน้ันอาการ
แหงขันธจ ะแสดงขึ้นมาอยา งไร ทานจงึ ทราบตามหลักธรรมชาติ ขนั ธน้นั กป็ รากฏขึ้นตาม
หลักธรรมชาติ ดบั ไปตามธรรมชาติ หรอื ตั้งอยูตามธรรมชาติ แลวดบั ไปตามธรรมชาติ จิต
ก็รตู ามธรรมชาติของตนโดยไมต อ งบังคับบัญชากนั แตอ ยางใด จิตของทานผรู ูร อบขอบ
ชดิ โดยตลอดท่วั ถึงแลว เปนอยา งน้ี

สวนเรากําลงั พจิ ารณาขนั ธ กเ็ พอ่ื จะทราบและถอยเขา มาเปนลาํ ดบั แมวาจะไมเปน
อยา งน้ันในระยะท่กี ําลงั ดาํ เนนิ จะยังไมส มหวงั ก็ตาม แตก ารพิจารณา “ทุกข” ทง้ั หลาย
กเ็ พ่ือแยกจติ ออกจากทุกข ไมไ ปพัวพนั ในทกุ ข และไมถือมัน่ ทุกขวาเปน ตน ขณะที่ทุกข
เกิดขนึ้ มากหรือนอย ไมใ หไปกวานเอาทุกขน ี้มาเปน ตน ซงึ่ เทา กบั เอาไฟมาเผาตน ก็
สบาย!

เพราะฉะน้นั ทุกขจึงเปน หนิ ลบั ปญ ญาไดดี ทุกขจ ะเกดิ ขน้ึ มากนอย จงกาํ หนดสติ
ปญญาจองอยูตรงนน้ั แลว ยอ นคนื มาสจู ติ และ ขยายความรอู อกไปหาเวทนาออกไป
หากาย ซงึ่ เปน คนละสดั ละสวนอยแู ลว กายก็เปนสวนหนง่ึ เวทนาเปน สว นหนง่ึ จิตเปน
สว นหนง่ึ ถอยไปถอยมา

ดว ยการพิจารณาทางปญ ญา จนเปนที่เขาใจและทราบซ้งึ ใจจริง ๆ วา “ขนั ธแตล ะ
อยา ง สักแตว า .........เทา นนั้ ” ไมป รากฏวา เปนอะไร เชน เปน เรา เปน ของเรา เปนตน
เปน เพียงความจริงแตละอยางทีป่ รากฏอยเู ทานัน้ เมื่อเขา ใจประจักษเชน นี้ ใจยอ มเปน
ตัวของตวั โดยอิสระในขณะนน้ั และรูประจกั ษวาทง้ั ขันธท้งั จติ ตางอันตางจริง ไมก ระทบ
กระเทอื นกนั

แมข ณะจะตาย ใจกจ็ ะรทู นั เหตกุ ารณจ าํ เพาะหนา ไมส ะทกสะทา นตอ ทกุ ขเวทนา
และความตาย เพราะจติ แนใ จวา “จติ เปน จติ ” คอื เปน คลงั แหงความรู ขันธแ ตล ะขนั ธ
เปน เพยี งอาการหนึง่ ๆ เทานน้ั จติ จึงไมกลวั ตาย เพราะความแนใจตวั เองวาจะไมไ ปลมจม
ท่ีไหน

แมยงั ไมถ ึงข้นั ส้นิ กเิ ลสโดยส้ินเชงิ กต็ าม แตจติ ไดฝกหัดตนดว ยสติปญญากบั
ขันธท ัง้ หลายจนเกรยี งไกรอยูแลว คือจติ อยกู บั สจั ธรรม อยกู ับ “หินลบั ปญ ญา” ปญญาจะ
กระจายกําลังแผกวา งออกไป ใจจะผองใสและองอาจกลาหาญเปนลําดับ เพราะปญ ญาเปน
เคร่ืองซกั ฟอก แมค วามดบั จะมขี น้ึ ในขณะนน้ั กไ็ มม ีปญหาอะไร!

ธรรมชุดเตรยี มพรอ ม ๓๐๕
ภาค ๓ “ธรร๓ม๕ช๓ุดเตรยี มพร้อม’’

๓๐๖

ประการหน่ึง ถาเรามสี ตปิ ญ ญา พจิ ารณาทุกขเวทนาอยางไมถอยหลงั จนเปนที่เขา
ใจแลว แมขณะจะตายจรงิ ๆ กจ็ ะทราบวา ทุกขเวทนานจ้ี ะระงับดบั ไปกอน แตจ ิตจะไม
ดบั จะถอยตวั เขา มา รูตัวอยูภายในตนโดยเฉพาะ แลวผานไปในขณะน้ัน คาํ วา “เผลอ
สต”ิ ไมมสี ําหรับผปู ฏบิ ตั ถิ งึ ธรรมขั้นนี้ จึงเปนที่แนใ จวา ผูม สี ติ แมจ ะยังไมสิ้นกเิ ลส
ยอมจะทราบชดั ในขณะทท่ี กุ ขเวทนาเกิดขนึ้ เตม็ ท่ี จนขันธจะทนอยไู มไ ดแ ลว จะสลายตวั
ไปจะตาย จติ ถอนตวั ออกจากนนั้ มาสคู วามเปนจิต คอื เปน ตวั ของตวั แลวผา นไป น่ีเปน
ธรรมขัน้ สงู ละเอียดมาก !

ฉะนั้นนกั ปฏบิ ตั ทิ เ่ี ด็ดเดยี่ วอาจหาญเพื่อรธู รรมทกุ ขั้น จึงมักพจิ ารณาทุกขเวทนา
อยา งเอาจริงเอาจัง บทเวลารกู ็รูอยางถงึ ใจ และถือทุกขเวทนาเปนตน เปน สจั ธรรม เชน
เดียวกับทท่ี า นสอนวา “สตั วท งั้ หลายเปนเพื่อนทุกข เกิด แก เจบ็ ตาย ดว ยกนั ” ฉะน้นั

ดว ยเหตุน้กี ารพจิ ารณาขนั ธเพ่อื รตู ามความเปนจริง จึงไมค วรหักหามตานทาน
ความจริง เชน รางกายทนไมไ หวก็ปลอยไป ไมค วรหวงไว เวทนามนั ก็ไปของมนั เอง นี่
เรยี กวา “สคุ โต”

น่ีแหละการพิจารณาจติ การปฏิบตั ติ อใจทีไ่ ดผ ลประจักษ สําหรบั ผูปฏบิ ัตทิ าน
ปฏิบัติดังกลาวมา เม่อื ถงึ คราวจวนตัวจริง ๆ แลวไมห วงั พึง่ ใครทง้ั นน้ั ไมวาพอ แม พี่
นอง ญาติมติ ร เพ่อื นฝูง ใครตอใคร ไมพ ่ึงทงั้ นั้น ตองถอยจิตออกมาจากสิ่งทเี่ กี่ยวขอ ง
พัวพันท้ังหลาย เขามาสจู ุดสําคัญทกี่ ําลงั ตะลมุ บอนกันอยู

เวลาน้ใี หถ ือ “เวทนา” นี่แหละสาํ คญั ในการพจิ ารณาในขณะทจ่ี ะแตกจะดับ ไม
ยอมถอย เปนอยางไรเปน กัน ! ขอใหร ู ใหเ ขา ใจเรื่องนี้เทา นั้น ไมต อ งไปคดิ วา การ
พิจารณา “ทุกขเวทนา” อยางชลุ มนุ วุนวายนี้ แลว เวลาตายทงั้ ท่ีจิตกําลังยุงอยอู ยา งนี้ จะไม
ไปสู “ทคุ ติ”หรอื ?

จะไปทคุ ติทีไ่ หน ! วนุ ก็วนุ กับงานอันดอี ันชอบธรรมน่ี วุนโดยทรี่ ู หรือวนุ เพือ่ รู
ดวยความรนู ี่ ไมใ ชว นุ เพราะหลงนี้ ใจจดจองพจิ ารณาคน ควา อยูท่ีทุกขเวทนาน่นั เวลาจะ
ไปจริง ๆ ใจรูนี่ ผูมสี ติทา นรู ใจถอยปบ เขา มาทันที คือปลอยงานท่ีกําลงั ทําน้นั ทันที แลว
ถอยพับเขามาสูตวั ของตัว เปน ตัวของตวั คอื จติ ลว นๆ แลว ผานไปเลยแบบ “สคุ โต”
เตม็ ภูมิของผูป ฏบิ ตั ิ แมจ ะยงั ไมส นิ้ กเิ ลสกต็ าม ก็เรยี กวา “มกี าํ ลงั เต็มตวั เตม็ ภูมขิ องตัว
ตามข้นั ของจติ ของธรรม” การพจิ ารณา จติ ตภาวนาจึงเปนเรือ่ งสาํ คญั มาก และพง่ึ เปน

ธรรมชุดเตรยี มพรอ ม ๓๐๖
ธรรมะชุด๓เ๕ต๔รียมพร้อม

๓๐๗

พง่ึ ตายตัวเองไดจริงๆ ไมตอ งหวงั พงึ่ ใครท้งั นนั้ เปน ที่แนใจภายในตวั เอง สติปญญามี
กําลงั เพียงใด ใจรภู ายในตวั เอง ไมตองไปถามใคร

ถา ใจสามารถพจิ ารณาจนกระทัง่ ผา นไดใ นขณะนน้ั ทกุ สงิ่ ทุกอยา งหายสงสยั ไมมี
ปญ หาอะไรเลย เราจะมวั คดิ วาเราเปนผูห ญงิ เราเปน ฆราวาส เราไมสามารถจะทาํ พระ
นพิ พานใหแ จง ได นั้นเปนความสาํ คัญผดิ ของเรา ซึง่ เปน เรือ่ งของกิเลสประเภทหนง่ึ
หลอกเราเหมอื นกัน

ธรรมเปน ของจรงิ และเปน สมบตั ิกลางเสมอกัน ไมว า ผหู ญิงผชู าย ไมว า นักบวช
ฆราวาส สติปญญามีไดด วยกนั แกกิเลสไดดวยกนั เม่อื พอใจจะแกกเิ ลสไดดว ยวิธใี ด ของ
หญงิ ใด ชายใด ฆราวาสใด พระองคใดกต็ าม สามารถแกไ ดด วยกัน และพน ไปไดด วยกนั
ไมตอ งไปสรา งปญหากวนใจใหเสียเวลา่ํ เวลา เรามอี าํ นาจวาสนามาจากไหน นั่นอยา ไปคิด
เรากําลังสรา งบุญวาสนาอยนู ่ี มากหรอื นอย กเ็ ห็นอยกู บั จติ น่ีแหละ

จงพิจารณาดตู วั เรา มันโงท ตี่ รงไหน พยายามส่ังสมความฉลาด คอื สติปญญาขนึ้ มา
จึงเปนความถกู ตองตามหลักธรรมของพระพุทธเจาแท

ทีน่ ํามาตาํ หนิตนวา เขาอยูในชนั้ นั้นชัน้ น้ี สวนเราไมม ชี ้ันมีภมู ิกบั เขา ไปท่ีไหนคน
นัน้ แซงขนึ้ หนา เรา คนน้ีแซงขึน้ หนา เรา ใครจะมาแซงหนา เรา นอกจากกเิ ลสมันแซงหนา
หลอกเรา ใหนอยเน้ือตา่ํ ใจวาสนานอยตา งหาก นนั่ เปนความสําคัญผดิ ไปตา งหากใหเรา
เกิดทอ ถอยนอ ยใจตวั เอง เพราะกเิ ลสหาอุบายฆา โดยไมร ูส กึ ตวั

เราอยา ไปคิดอยา งนัน้ เรามีวาสนาเตม็ ตัวทกุ คน ทําไมจะไมเตม็ ตวั เราเปน นกั
ปฏบิ ตั ิ เราเปน นักบาํ เพ็ญบุญสนุ ทานอยูดว ยกนั วาสนาไมไดเ ปนสิ่งของออกมาวางตลาด
รา นคาพอจะประกาศแขง ขนั กนั วาสนามอี ยกู ับตวั ดว ยกันทกุ คน ทา นไมใ หประมาทกนั
ดวยเรอื่ งอํานาจวาสนา แมแ ตส ตั วท า นกย็ งั ไมใหประมาทเขา คิดดซู ี เพราะวาสนามอี ยภู าย
ในจิตใจของสัตวข องคนดว ยกนั

การแกกิเลส กไ็ มตอ งไปคิดใหเสียเวลาํ่ เวลา เปน การทําลายกําลังใจของตวั ความ
มงุ ม่ันของตวั ใหดอยลงไป ดวยความคิดวา “เราเปนผูห ญงิ ” เปลา ๆ เราเปน ผชู ายเปลา ๆ
เราเปน นกั บวชเปลา ๆ หรอื เปน ฆราวาสเปลา ๆ ไมม ีมรรคผลตดิ ตัวบางเลย คนอน่ื เขามี
กัน แตเ ราไมมี อายเขา ดงั นี้ น่นั เปน ความคิดผดิ ซงึ่ จะทาํ ใหเราเองเสยี กําลงั ใจในการ
บาํ เพญ็ กศุ ลตา ง ๆ

สวนความคิดทถี่ ูกตองคือ เวลาน้ีเรากาํ ลงั ทาํ ความเพียรดว ยสติ ดว ยปญญา เพอ่ื แก
กิเลส และเพ่ือพอกพนู กศุ ลผลบญุ ใหมากมูนขน้ึ ไปโดยลาํ ดับ ซ่ึงเปนการสรางบารมโี ดย

ธรรมชุดเตรยี มพรอ ม ๓๐๗
ภาค ๓ “ธรร๓ม๕ชดุ๕เตรยี มพร้อม’’

๓๐๘

ตรงอยูแ ลว เรามีวาสนาเกดิ มาในทามกลางแหง พระพทุ ธศาสนา ไดบําเพญ็ วาสนาบารมี
เต็มความสามารถเรอ่ื ยมาจนบัดน้ี ดงั น้ี

ผูหญงิ กม็ ีสตปิ ญ ญาไดเชนเดยี วกบั ผชู าย เพราะผหู ญงิ ผชู ายมีกเิ ลสดว ยกัน การแก
กิเลสกแ็ กด วยสตดิ วยปญญา มคี วามเพียรเปนเคร่อื งหนุนดว ยกัน กิเลสมอี ยูท ่ีไหน กม็ อี ยู
ที่ใจดวยกัน

เมื่อสติปญ ญาสมบรู ณพรอมเม่อื ใด เปน ผา นไปไดด วยกนั ไมม ีปญหาวาจะตอ งเปน
นกั บวช นี่คือความจรงิ แหง “สจั ธรรม” ท่ี ไมเลอื กชาตชิ นั้ วรรณะ บรรดาทเ่ี ปนมนษุ ยแลว
ไมเลือกเพศหญงิ เพศชาย ขอใหบาํ เพ็ญไปเถิด เพราะธรรมเปน กลาง ๆ ฟงไดเขาใจได
ดวยกนั ท้งั ผูห ญิงผูชายทั้งนักบวชและฆราวาส ปฏบิ ตั ิได แกกเิ ลสได กเิ ลสจะไมนยิ มวา เปน
หญิงเปน ชาย คนเรามีกเิ ลสดวยกนั แมแตพ ระทีเ่ ปนนักบวชกม็ กี ิเลสจะวายงั ไง! ทา นจึง
ตองแกข องทา น ถา ไมแ กกน็ อนจมอยูกบั กเิ ลส เชนเดยี วกับคนทวั่ ๆ ไปทีไ่ มสนใจ
“ ธรรม” นน้ั แล หรือย่งิ กวาคนทัว่ ไปก็ได

ธรรมจงึ ไมสาํ คญั วา ตอ งเปน นักบวชถายเดียว มันสําคญั ท่ีจะแกกิเลสดวยความ
พากเพยี รซง่ึ เปน ส่งิ สําคัญมาก เราจะตอ งสนใจในจุดนใี้ หม าก

สวนความพน ทกุ ข พนทไี่ หน พน ในท่ที ่ีมีทุกขนน้ั แล แกก ิเลสไดก ็พน ทกุ ข ถา แกไ ม
ได จะเปน เพศไหนกต็ องเปน ทกุ ขอยดู วยกนั

น่ีแหละพระศาสนาอยูท ่ีจิตใจ ไมไดอ ยทู ี่อื่น ๆ ถา ทําใหอ าภัพกอ็ าภพั ได ทีจ่ ิตเรา
นน้ั แหละ จะเปน นกั บวชหรือฆราวาส ก็อาภัพไดท งั้ นั้นถาทาํ ตัวเปนผูอาภัพ จะทําให
ศาสนารุงเรอื งภายในใจกท็ ําได ศาสนาเจรญิ เจริญทไ่ี หน ก็เจรญิ ทใ่ี จไมไ ดเจริญที่อืน่
สาํ คญั ทใี่ จ สาํ คัญทก่ี ารปฏบิ ตั ิของคนเรา กิรยิ ามารยาททแ่ี สดงออก เมื่อใจเจริญแลว
อาการนน้ั ๆ ก็เจริญไปดว ยความสวยงามนาดนู า ชม เฉพาะอยางยิ่งจิตใจ มีความเจริญรุง
เรืองภายในตวั มสี ติ มีปญ ญาเปนเครือ่ งรักษาตวั อยเู สมอแลว เรียกวา “ใจมีความเจริญ”
กเิ ลสไมค อยจะมาทาํ ลายได นแ่ี หละ “ศาสนาเจรญิ ”

เราพยายามพจิ ารณาแกไปโดยลาํ ดับ คาํ วา “กเิ ลส ๆ” นะ ไมม ีกวางไมม แี คบ ไม
มีมากมนี อ ยเกนิ ขอบเขตแหงการแกการถอดถอนของเรา มอี ยูในดวงใจนี้เทานนั้ จง
พจิ ารณาลงไปท่ีน่ี ไมว า ผหู ญิงผชู าย นกั บวชหรอื ฆราวาส กิเลสตัวเศราหมองมีอยใู นใจ
ดว ยกนั หนาแนน ขนาดไหน คิดดกู ร็ ูไ ด เชนความมืด มนั เคยมืดมาตัง้ กปั ตงั้ กลั ปกต็ าม
พอเปด ไฟข้นึ เทาน้ันความมดื ก็หายไปหมด ความมืดไมเ ห็นเอาอะไรมาอวดวา “ขาเคยมดื

ธรรมชุดเตรยี มพรอ ม ๓๐๘
ธรรมะชุด๓เ๕ต๖รียมพร้อม

๓๐๙

มาต้ังกัปตง้ั กัลปแ ลว นี่ เพียงไฟนีจ้ ะมาเปด ไลความมดื ของขาออกไปน้ัน มันเปน ไปไมไ ด”
ไมม ที าง ดังน้ี แตเ มื่อเหตุผลพรอ มแลว ความมดื ตองหายไปหมด ความสวา งเกิดขึน้ แทนท่ี
แมความมดื จะเคยมืดมาตัง้ กปั ต้งั กัลป กห็ ายไปหมดในขณะนัน้

กิเลสมันจะหนาแนน เพยี รไร และเคยเปน เจา ครองใจมานานก็ตาม ขอใหพ ิจารณา
ทางดานสตปิ ญญาดว ยดี เม่ือสตปิ ญญาสามารถแลวกร็ อบตวั ทันที กิเลสแมจ ะเคยอยใู น
จติ ใจเรามาตงั้ กปั ต้งั กัลป ก็สลายตวั ลงไปทนั ที เชนเดียวกับความมดื ท่เี คยมอี ยนู น้ั แล พอ
ตามไฟข้นึ ความมืดก็หายไป ความสวางกเ็ กิดขนึ้ แทนทด่ี ว ยอํานาจของสตปิ ญ ญาภายใน
จติ กส็ วางจา ดว ย “ ธมโฺ ม ปทีโป” เปนธรรมประทีปในขณะน้นั

มเี ทานีเ้ ปน จดุ สําคญั ท่จี ะตอ งพิจารณา เอาใหเ หน็ ศาสนาอศั จรรย อัศจรรยท ่ีไหน?
ศาสนาเจรญิ เจรญิ ทไ่ี หน ? ที่ทานวา “พนทุกข” พนทไ่ี หน? ก็มีอยูทใ่ี จนเ้ี ทา นั้น !ขยาย
ออกมากเ็ ปนสัจธรรม ทุกข สมุทยั นโิ รธ มรรค

(๑) ทกุ ข เราก็ทราบวาทุกข เพราะเราไมใชค นตาย
(๒) สมุทยั เปน ส่งิ ทจี่ ะสง เสริม หรือผลิตทกุ ขใหเ กดิ ขึน้ มอี ะไรบา ง ? ทา นกส็ อน
วา “นนฺทิราคสหคตา ตตรฺ ตตรฺ าภินนทฺ ินี,เสยยฺ ถที ํ กามตณหฺ า ภวตณหฺ า วภิ วตณฺหา.”
เปน ตน เรากท็ ราบ อะไรทม่ี ันรกั มนั ใคร รกั ใครในสง่ิ ใดบาง เราพยายามแกไ ขมนั รกั ใคร
ในขันธหา เฉพาะอยา งยงิ่ ในขนั ธหาวา เปน “ตวั เรา” นแี้ ล จงพยายามรเู ทา ทนั มนั โดย
ลาํ ดบั แลว ยังมีรักใครอ ะไรอีก รักใครในจิต ติดในจิต สงวนในจติ ก็แกในจิต มันรกั ที่ตรง
ไหน น่ันแหละคอื ตัวกเิ ลสมันอยูต รงนั้น แกเ ขา ไป ๆ จนกระทั่งถึงความจรงิ แลว ใจก็ไม
รักไมชงั เพราะหมดแลว ! กิเลสหมดไปแลว ความรกั ความชัง ความเกลียด ความโกรธ
มันไมมี ใจเปน หลกั ธรรมชาติภายในตวั ลว นๆ นัน่ แหละเปน ธรรมชาติทตี่ อ งการแท !
(๓) การพจิ ารณาเพ่ือธรรมน้ี กค็ ือ มรรค มี สติ ปญ ญา เปนสาํ คญั
(๔) นโิ รธ ก็คือ ความดับทุกขน น่ั เอง ดบั ไปเปนลาํ ดับ ๆ จนกระท่ัง “มรรค” มี
ความสามารถเต็มที่แลว นโิ รธ กด็ บั ทุกขทั้งมวลภายในใจไมม ีเหลือ ขณะทีน่ โิ รธทาํ การดบั
ทุกขส ิ้นสุดลง อะไรที่รูว า ทุกขด ับไป กเิ ลสดบั ไป อะไรท่รี ูรูน ัน้ แล คือผบู รสิ ทุ ธ์ิ ผบู รสิ ทุ ธน์ิ ้ี
แลทน่ี อกจาก “สจั ธรรม” ไป เปน ธรรมวิเศษอัศจรรย ! “สจั ธรรม” นนั้ เปนกริ ิยา
เปน อาการ เปน สมมตุ ิ “นิโรธ” กเ็ ปน สมมุติ และเปนกิริยาที่ดบั ทุกข เปน สมมุติ ทุกขดับ
ไปหมดแลวไมม ีอะไรเหลือ เหลอื แตค วามรทู บี่ รสิ ทุ ธล์ิ วน ๆ น่นั ไมใช “สจั ธรรม” นนั่

ธรรมชุดเตรียมพรอม ๓๐๙
ภาค ๓ “ธรร๓มช๕ดุ๗เตรยี มพรอ้ ม’’

๓๑๐

คือความบริสุทธขิ์ องจิต ถา จะเรียก “นพิ พาน” ก็เรียกได เรยี กอะไรกไ็ มขัดทง้ั นั้น เมื่อถึง
ข้ันไมขัดแลว ไมขดั ไมแ ยง ใครทง้ั หมด ตัวเองก็ไมแยง อะไรกไ็ มแ ยง รูเทา ทันทุกสิง่ ทุก
อยาง พูดไปไดทง้ั น้ันไมมีปญ หาอะไรเลย ขอใหร ธู รรมวิเศษอัศจรรยนีเ้ ถดิ ความเลศิ
หากเปน เองไมต อ งเสกสรร

นีแ่ หละศาสนาแท จงคนที่ตรงนี้ คนลงไป การปฏบิ ตั ิศาสนา เวลารูก ม็ ารูอ ยทู ี่ตรง
น้ี ศาสนาเจรญิ เจริญท่นี ี่ พระพุทธเจาทรงสอนใหส ัตวโลกพน จากทกุ ข ทา นก็สอนลงท่ีนี่
และพนทีน่ ไ่ี มไ ดพ นทไี่ หน เรากเ็ ปนสตั วโลกชนิดหน่ึง และอยใู นขายแหงโอวาทคาํ ส่งั สอน
ของพระพทุ ธเจา อยูใ นหมูแหง พุทธบริษัท เปนผมู สี ทิ ธ์ิดวยกันในการปฏิบตั กิ ารถอดถอน
กิเลสใหพน จากทุกข ในบริษทั ๔ นีม้ ีสิทธิด์ วยกนั ท้งั นน้ั ที่จะทําตนใหแจงถึงพระนิพพาน
ได

ขอใหพนิ ิจพจิ ารณาทาํ ความกลาหาญตอสกู บั ส่ิงที่ควรตอสูภ ายในจติ ใจของตน สั่ง
สมความกลา หาญ ส่งั สมสตปิ ญ ญาขน้ึ ใหเพียงพอ และหาอุบายคดิ คนตา ง ๆ ใหเ กดิ ขึน้
จากตัวเอง การคิดคนเองนแี้ ลเปนทชี่ อบธรรม เปนสมบัติของตนแท ครบู าอาจารยท า น
หยบิ ยืน่ ใหเ ปนชนิ้ เปนอนั น้ีเปน สวนหน่งึ ตา งหาก พอเปนเงื่อนหรือพอเปนแนวทาง นําไป
พินจิ พจิ ารณาใหแตกแขนงกวางขวางออกไป กลายเปนสมบตั ขิ องเราขน้ึ มา

อนั ธรรมใดที่เปน สมบตั ซิ ึ่งเกิดขน้ึ มาดว ยอุบายของเราน้นั เปน สมบัตขิ องตนแท
กินไมห มด หากคดิ หากคน ไปไดร อ ยสันพนั คม ในการถอนถอดกเิ ลสชนดิ ตา งๆ กระท่ัง
กเิ ลสหลุดลอยไปเพราะอบุ ายของเราเอง โดยอาศัยอุบายแงต า ง ๆ ทีค่ รูบาอาจารยหยบิ ยนื่
ใหน้ันเปน ตนทนุ นีแ้ ลเปนธรรมของเราแท เกิดขึ้นมามากนอ ยเปน ธรรมของเราท้ังสิ้น
เรยี นจากตํารับตําราก็เปน ของพระพุทธเจา เราหยบิ ยืมทา นมาจากครบู าอาจารย กห็ ยิบ
ยืมทา นมา เวนแตในขณะทีท่ า นแสดงธรรม เราเขา ใจในธรรมนน้ั แกก เิ ลสไปในขณะนน้ั ก็
เปน สมบตั ิของเราในขณะที่ฟง ตอจากน้ันเราก็นําอุบายของทานไปพิจารณาใครครวญ
แตกแขนงออกดว ยปญ ญาของเราเอง เปน สมบตั ขิ องเรา ทัง้ ฝา ยเหตุ คือ การพนิ ิจ
พิจารณา ทั้งฝายผล คอื ท่เี ราไดร ับเปน ทพี่ งึ พอใจโดยลาํ ดบั ๆ จนกระท่งั ถึงความพน ทุกข
นนั่ เปน ผลของเราลว น ๆ มีอยกู ับเรา ไมมผี ใู ดมาแบง สนั ปน สวนเราไดเลย

นแ่ี หละความเลิศ เลิศขนึ้ ท่ีน่ี ไมไดเ ลิศท่ไี หน เพราะฉะนนั้ จงพยายามหาความ
เลศิ ความประเสริฐ ซ่ึงมีอยใู นตวั ของเรา ดวยการขวนขวายบําเพ็ญ ความรนู ้แี ล ไมใชสง่ิ
อนื่ ใดทจี่ ะเปนความเลิศประเสรฐิ

ธรรมชุดเตรียมพรอ ม ๓๑๐
ธรรมะชดุ๓เ๕ต๘รยี มพรอ้ ม

๓๑๑

แตเวลาน้ีใจถกู สิ่งสกปรกโสมมหาคุณคา ไมไ ดป กคลุมอยู จึงกลายเปนของไมมีคณุ
คาเทาทค่ี วรจะเปน เวลาน้เี รากําลงั สํารอกปอกกิเลสประเภทตางๆ ออกโดยลําดบั ๆ เมือ่
ปอกเตม็ กําลงั จนหมดไมม ีในดวงใจแลว ใจกบ็ ริสทุ ธิเ์ ต็มภูมิ ความเลศิ ปรากฏขนึ้ มาในใจ
ดวงนีแ้ ล ความเลิศจึงเลิศทีต่ รงนี้แหละ ไมต องไปหาอะไรท่ีไหนอกี เพราะถงึ “เมืองพอ”
อยางเตม็ ภมู ิแลว

เอาละ ขอยุติ

ธรรมชุดเตรยี มพรอ ม ๓๑๑
ภาค ๓ “ธรร๓ม๕ช๙ุดเตรียมพรอ้ ม’’



พจิ ารณาทุกขเวทนาเทศน์โปรดคณุ เพาพงา วรรธนะกุล ณ วัดปา่๓บ๑้า๑นตาด

เทศนโปรดคุณเพาพงา วรรธนะกุล ณ วเมดั ่อื ปวานั บทาี่ น๖ตมากดราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙
เมื่อวันที่ ๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙

พิจารณาทกุ ขเวทนา

คนเราเหมอื นกบั ตน ไม ถารดนํ้าใหป ยุ อยเู รือ่ ย ๆ บํารงุ อยโู ดยสมํา่ เสมอ กม็ ี
ความสดชื่นดี และเติบโตขึ้นเร็วกวา ปกติธรรมดา ท่ที ิง้ ไวต ามบุญตามกรรมไมบ าํ รงุ
รกั ษา จติ ใจเมื่อบํารุงรกั ษาโดยสมาํ่ เสมอก็มีความผองใส มีความสงบเยอื กเยน็ เปน
ลาํ ดบั ๆไป ถาขาดการอบรมก็เหมอื นตนไมท ขี่ าดการบํารุง ขาดการอบรมในระยะใด ก็
แสดงความอบั เฉาเศราหมองขน้ึ มา เพราะสง่ิ ท่จี ะทาํ ใหอบั เฉาเศราหมองมนั มีแทรกอยู
ภายในจติ ใจของคนเราอยูแ ลว

การบํารุงรกั ษาดวยจิตตภาวนาโดยสมํา่ เสมอ จติ จะมคี วามสงบเยน็ ข้นึ เร่ือย ๆ
เม่ือจติ มคี วามสงบ ความสงบกับความผอ งใส กเ็ ริม่ เปนไปในระยะเดียวกัน เมือ่ จติ มี
ความสงบ เราจะพจิ ารณาไตรตรองอะไรก็ไดเหตุไดผล พอเขาอกเขา ใจตามความจรงิ
ทัง้ หลายท่ีปรากฏขึน้ ท้งั ภายนอกและภายในตวั เอง หากจติ กาํ ลงั วาวนุ ขุนมัวอยู จะคดิ
อะไรก็ไมไ ดเรื่องท้งั น้ันแหละ ถกู ก็เปนผิดไป ผิดกย็ ิ่งเปนผิดไปเรอื่ ย ๆ

ฉะนน้ั ทานจึงสอนใหอ บรม เพื่อจติ จะไดม คี วามสงบรมเยน็ และผองใส มองเหน็
เงาของตัว ราวกบั นาํ้ ทใ่ี สสะอาด มองลงไปในนาํ้ มีขวากมหี นาม มสี ัตวอะไรอยูในนํา้ ก็
เห็นไดช ัด แตถ า นํ้าขนุ มองลงไปก็ไมเ ห็น ไมว า จะเปน ขวากเปน หนาม เปน สัตวหรือ
อะไรอยใู นนํ้าน้ัน เราไมสามารถทจี่ ะเหน็ ไดเ ลย

จิตใจกเ็ ชน เดียวกนั เมอื่ กําลงั ขนุ มัว อะไรท่แี ฝงอยภู ายในจติ ใจมากนอ ย ไม
สามารถทีจ่ ะมองเหน็ โทษของมันได ทั้งๆ ทีม่ นั เปนโทษอยภู ายในจิตใจของเราตลอด
มา เพราะจติ ใจไมผองใส จิตใจขนุ มวั ไปดว ยอารมณอนั เปน ตมเปนโคลน จึงพิจารณา

ไมเ หน็ จึงตอ งอบรมจติ ใหมคี วามผอ งใส แลวก็เหน็ “เงา” ของตัว

“เงา” นัน้ มนั แฝงอยภู ายในจติ คอื อาการตา งๆ ที่แสดงออกจากจติ นั่นแหละ

ทานเรยี กวา “เงา” แลวทําใหเ ราหลงตดิ อยูเสมอในเงาของเราเอง ซึง่ ไปจากความคิด
ความปรุงตางๆ ท่ีเปนไปโดยสม่าํ เสมอ และออกจากจติ อยทู กุ เวลาํ่ เวลา ทําใหเรา
เผลอตวั ไปเรือ่ ย ๆ เขา ใจวา สิ่งนก้ี ็เปนเรา ส่งิ น้ันกเ็ ปน เรา อะไร ๆ กเ็ ปนเราไปหมด

ทั้ง ๆ ทเ่ี ปน “เงา”ไมใชต วั จรงิ ! แตความเช่อื ถอื หรอื ความหลงตามไปนั้น มันกลาย

เปน “ตวั จรงิ ” ไปเสีย จึงเปนผลขนึ้ มาใหเ ราไดรบั ความเดอื ดรอ น

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรรม๓ช๖๑ดุ เตรยี มพร้อม’’
๓๑๑

๓๑๒

เวลานคี้ รบู าอาจารยท ัง้ หลายผูเ ปนท่เี คารพบูชา และเปน หลกั ทางดานปฏบิ ตั ิ
และทางดานจิตใจ กน็ ับวารอ ยหรอลงไปโดยลําดับ ทีย่ ังมชี ีวติ อยู แมแตตัวทานเองก็ไม
สามารถจะชวยตวั ทา นได เก่ยี วกบั เรือ่ งธาตเุ ร่ืองขันธชาํ รดุ ทรุดโทรมลงไปเปน ลําดบั ลํา
ดา อยา งทา นอาจารยข าว เปนตน เหน็ แลวกร็ สู ึกสลดสงั เวชเหมือนกัน

เรื่องธาตุเร่ืองขนั ธเมือ่ ถงึ เวลามนั “เพียบ” แลว ก็เหมอื นกับไมเ คยแขง็ แรง
เปลง ปลง่ั อะไรมากอนเลย นอนอยกู เ็ ปนทกุ ข นงั่ อยกู ็เปนทุกข อยใู นอริ ยิ าบถใดๆ ก็
เปนทุกข เมอ่ื ถงึ คราวทกุ ขรวมตวั กนั เขา มาแลวในขันธ เปนทุกขกนั ทั้งนนั้ แตพ ูดถึง
ทานผเู ชน นน้ั ก็สักแตว า เปนไปตามธาตุตามขันธ ทางดานจิตใจทา นไมม ปี ญ หาอะไร
กบั เรอ่ื งธาตเุ รือ่ งขนั ธท ่แี สดงตวั ตาง ๆ เลย

แตส ําหรับพวกเรานั้นนะ มันคอยตอนรับกันอยเู สมอ ไมว าทางดา นจิตใจแสดง
ออก ไมวา ทางธาตขุ ันธแ สดงออก วปิ ริตผดิ ไปตาง ๆ นานา จติ กผ็ ดิ ไปดว ย เชน ธาตุ
ขนั ธวกิ ลวกิ าร จติ กว็ ิกลวกิ ารไปดว ย ท้ัง ๆ ท่ีจิตก็ดอี ยูน น่ั แหละ ทั้งนกี้ ็เพราะความหว่นั
ไหวของจิตนีเ่ อง เนือ่ งจากสตปิ ญญาไมทนั กับอาการตางๆท่ีมีอยูรอบตวั รอบจติ

ทา นจึงสอนใหอ บรม “สติปญญา” ใหมีความสามารถแกลวกลา ทันกับเหตุ
การณตาง ๆ ที่เกดิ ขึ้นภายในจิต และอาการตาง ๆ ทม่ี อี ยูรอบตวั ไดแ กขันธแสดงตวั
ออกเปน อาการวิปรติ ในสว นตาง ๆ ใหร ูเทาทันกับสิ่งเหลา นน้ั ถาจิตไมร ูเ ทาทันเสยี
อยา งเดียว หรอื จติ หลงไปตามส่งิ เหลา น้ันเสียอยางเดียวเทานนั้ กช็ ่ือวา “เปนการกอ
ทุกขใ หตวั เองอยูไมหยุดไมถอย” ความทุกขก็ตอ งทับถมเขามาทางจติ ใจ แมร างกายจะ
เปนทกุ ขตามเร่ืองของมันในหลักธรรมชาตกิ ็ตาม แตใ จก็ตองไป “ควา เอาสิ่งนนั้ ” มา
เปนทุกขเผาลนตนเอง ถา ไมไ ดพิจารณาใหร ูท ันกนั

จติ ถา มสี ติเปนเครอื่ งกํากับรกั ษาอยูโดยสมา่ํ เสมอ ภัยท่จี ะเกิดขน้ึ กม็ ีนอ ย
เพราะเกิดในที่แหงเดียวกัน คือ “ จิต” “สต”ิ กม็ อี ยูในทีแ่ หงเดียวกนั ความรบั
ทราบวาส่งิ น้นั เกดิ ขึน้ สงิ่ นเี้ กิดข้ึน ดหี รือชั่ว เกดิ ขึน้ ภายในตวั “ปญ ญา” เปนผูคลี่
คลาย เปน ผพู ินิจพจิ ารณาและแกไ ขอารมณนัน้ ๆ ทเี่ กิดข้ึนภายในจิต เรื่องก็เรมิ่ สงบลง
ไป แตถา ขาดสติ เรอ่ื งจะสบื ตอ กนั ไปเรอ่ื ย ๆ แมความคดิ ความปรงุ เกดิ ขน้ึ ดับไป
เกิดขึ้นดบั ไป ก่คี รั้งกีห่ นก็ตาม แต “สญั ญา ความสาํ คญั มัน่ หมาย” นั้นจะไมดับ จะ
ตอกันเปนสายยาวเหยียด “ทุกข” ก็ตอ งสบื ตอกนั เปนสายยาวเหยยี ด มารวมอยทู ี่
จติ จติ เปน ผูรับทกุ ขทง้ั มวลแตผูเดียวอยูตลอดไป

เพราะ “กรรม” ทง้ั หลายท่ี “สัญญา” ท่ี “สงั ขาร” คิดปรุงขึ้นมา ใจจะเปน
ภาชนะอันสําคัญสําหรบั รับไวท ัง้ “สขุ ” และ “ทุกข” สวนมากก็รบั ทกุ ข ถาสตปิ ญ ญา

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๑๒
ธรรมะชุด๓เ๖ต๒รยี มพรอ้ ม

๓๑๓

ไมม ีกร็ บั แตของเก ๆ ของทง้ิ ของใชไมได ของเปน พิษเปน ภัยน้ันแล ไวใ นจติ ใจ ถา มี
สตปิ ญ ญากเ็ ลือกเฟนออกได อันใดไมด ี กเ็ ลือกเฟนตดั ทงิ้ ออกไป สลัดตัดทง้ิ ออกไป
เร่อื ย ๆ เหลือแตส งิ่ ทีเ่ ปนสาระอยภู ายในใจ ใจก็เยน็ ใจไมเ ยน็ ดว ยนา้ํ ไมไดสุขดวย
สงิ่ ภายนอก แตเยน็ ดวยอรรถดวยธรรม มีความสุขดวยอรรถดวยธรรม ตน เหตกุ ค็ อื มี
สตปิ ญ ญาเปน เครอ่ื งรกั ษาใจ

การปฏบิ ัติตอสงิ่ อ่นื กไ็ มยากยงิ่ กวา การปฏบิ ัติตอ จติ ใจ ภาระทง้ั โลกกม็ ารวมอยู
ทจ่ี ติ ใจ ขณะท่เี ราจะแกไขสิง่ ทมี่ นั ฝงจมอยูภายในมาเปนเวลานานนน้ั จึงเปน “งาน” ท่ี
ยากอยมู าก ดีไมดีอาจทอถอยได เพราะทําลงไปไมค อยเหน็ ผลในระยะเร่มิ แรก เนอ่ื ง
จาก “จิต” กเ็ ลื่อนลอยในขณะทีท่ ํา ไมค อ ยจดจอ เอาจรงิ เอาจังในงานของตนทที่ ําลงไป
ผลจึงไมค อยปรากฏเทา ทีค่ วร และทําใหเกิดความทอถอยออ นแอ หรือเกดิ ความทอแท
ภายในใจแลวก็ทิง้ ไปเสีย โดยท่ีเหน็ วา “หยดุ เสยี ดกี วา ” เพราะทําไปก็ไมเกิดประโยชน
ทง้ั ๆ ท่ีเวลาหยุดไปแลวกไ็ มด ี นอกจากจิตจะหาทางสั่งสมความช่วั ใสตนหลงั จากหยุด
การบําเพญ็ ทางดแี ลว เทา นัน้

แต “ความสาํ คัญ ที่วา ดกี วา”นั่นแหละ มันเปน เรอื่ งของกเิ ลสตวั หลอกลวง
ท้งั มวล ทมี่ าหลอกเราใหทอถอยออ นแอตา งหาก ความจรงิ ตั้งแตในขณะทาํ อยูม นั ยังไม
เห็นไดด ี ทงั้ ที่อยากใหดีแทบใจจะขาด หวั อกจะแตก เพราะความเพยี รพยายาม ยิ่ง
หยดุ ไปเสยี มนั จะดไี ดอ ยา งไร ถาหยุดไปแลว ดดี ังที่คิด คนทั้งหลายก็ไมต อ งดําเนินงาน
อะไรตอ ไป หยดุ ไปแลว ทุกสงิ่ ทกุ อยางมนั ดไี ปเอง ! ภายนอกก็ตอ งดี ภายในกต็ อ งดี
เชน ทาํ การทํางาน ทําไมไดมาก หยดุ เสียดกี วา

“ธรรม” ไมเหมือน “กเิ ลส” กเิ ลสมนั วา “หยุดเสยี ดีกวา” มันดีจริง แตดีเพอ่ื
กิเลสไมใ ชดเี พอื่ ธรรม สว น “ธรรม” ตองอุตสา หพยายามทาํ ไปเรอ่ื ย ๆ จนมันดี และดี
ขึ้น ๆ เรอ่ื ยๆ เพราะทาํ ไมห ยดุ งานก็เปน งานของตนที่ทําขึ้นเพื่อธรรม ไมใ ชเปน งานขี้
เกียจอนั เปนงานของกเิ ลส ผลงานจะพงึ ปรากฏข้ึนโดยลําดับจากการทําไมห ยดุ

งานทาง “จิตตภาวนา” กเ็ ชนเดยี วกัน ยากก็ทํา งายกท็ ํา เพราะเปนงานทค่ี วร
ทํา เราไมทําใครจะทําใหเรา เวลาความทุกขความลาํ บากมันเผาผลาญภายในใจ เพราะ
ความคดิ ปรุงสัง่ สม ทาํ ไมไมบ น วามันยาก เวลาสง่ั สมกิเลสใหเกิดความทุกขความเดอื ด
รอนขนึ้ มา ทําไมไมถ ือวามันยาก มาบน ใหความทกุ ขอยเู ฉย ๆ ทาํ ไม นนั่ คือความพอใจ
ยากหรอื งายไมส นใจคดิ มันไหลไปเลยราวกบั นา้ํ ไหลลงสทู ต่ี าํ่ ยากหรอื ไมยากมันกไ็ หล
ของมนั ไปอยางนน้ั เลยไมทราบวามนั ยากหรอื ไมยาก

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๑๓
ภาค ๓ “ธรร๓มช๖๓ดุ เตรยี มพร้อม’’

๓๑๔

แตเวลาฝน ใจทําความดี มนั เหมือนกบั ไสไมข นึ้ ท่ีสูงน่ันแล มันลําบากเพราะทวน

กระแส !

การทจ่ี ะละความทกุ ขนอยใหญ ท่ีใจยอมเปนไปตาม “วฏั วน” มันกต็ องยาก
บา งเปน ธรรมดา ใคร ๆ แมแ ตทานผสู ําเร็จมรรคผลนพิ พานไดอยางงา ยดาย แตกอ น
ทา นก็ยาก ถงึ ขั้นที่ควรจะงา ยก็ตองงา ย เราเองถงึ ขัน้ ทีว่ า ยากกต็ องยาก แตม นั ไมไดย าก
อยเู ชน นี้เร่ือยไป ถงึ เวลาเบาบางหรอื งายกง็ าย ยงิ่ ไดเห็นผลเขา ไปโดยลําดับดวยแลว

ความยากมนั หายไปเอง เพราะมีแต “ทาจะเอา” ทาเดียว สขุ ทกุ ขไมค ํานงึ มีแตจ ะใหร ู
ใหเ ห็น ใหเ ขาใจ ในสงิ่ ท่ีตนตอ งการ

การเรียน ใหเรียนเรื่องธาตเุ ร่ืองขนั ธ ใหดูเรือ่ งธาตเุ ร่อื งขันธ ท่เี ก่ียวขอ งกับตน
นี้เปนหลกั สาํ คัญ สําหรับนักปฏบิ ัตทิ ัง้ หลายใหดอู ยทู กุ เวลา เพราะมนั แปรอยทู กุ เวลา
คําวา “อนิจฺจ”ํ เปน อนจิ ฺจํ อยูต ลอดกาล คาํ วา “ทกุ ขฺ ํ” กเ็ ปนอยตู ลอดกาล คาํ วา
“อนตตฺ า” กเ็ ปนอยตู ลอดกาล ไมม กี ารหยุดยง้ั ผอนคลายเลย

การพจิ ารณา ก็ควรพยายามใหเหน็ เรื่องของมนั ทเ่ี ปน อยใู นตัวเรา จนมีความ
ชาํ นชิ าํ นาญ พิจารณาหลายครงั้ หลายหน จิตกค็ อยเขาอกเขา ใจและซึ้งถงึ ใจ ใจกค็ อย ๆ
ปลอ ยวางไปเอง ไมใชจ ะพิจารณาครัง้ หนึง่ คร้ังเดยี วแลว ก็หยุด แลว ก็คอยแตจะกอบ
โกยเอาผล ทงั้ ๆ ทเ่ี หตไุ มท าํ ใหพ อประมาณ มนั กไ็ มไ ด

การบําเพญ็ ความดี มีจิตตภาวนา เปนตน ตองฝน กเิ ลสทัง้ นั้น ครูบาอาจารย
แตล ะองค ๆ ทท่ี านปรากฏชอ่ื ลือนามใหโลกท้งั หลายไดก ราบไหวบ ชู าเร่อื ยมา ลวนแต
ทา นรอดตายมาเพราะความเพียรกลาดว ยกนั ท้ังนั้น ถาเปน งานเบาๆ ทา นจะรอดตาย
ไดอยางไร กต็ องเปน งานหนกั ซึ่งตองทมุ เทกําลังกนั อยา งเต็มที่ ครูบาอาจารยผูเชน นน้ั

เวลานก้ี ร็ อยหรอไปมากแลว มีนอยเต็มที ! เราหวังพึ่งทาน เร่ืองธาตเุ รือ่ งขันธข องทา น
กเ็ ปนอนจิ จงั พง่ึ กนั ไดชัว่ กาลช่วั เวลา แลวกพ็ ลดั พรากจากกนั ดังทเี่ ห็นอยูแลว

ฉะนน้ั จงพยายามนอมโอวาทคําสั่งสอนของทา นเขามาเปน ครเู ปน อาจารยส อน
ตนอยเู สมอ ทา นสอนวา อยา งไร ใหน ําโอวาททา นทีส่ อนไวแ ลวนน้ั เขามาปฏิบตั ติ อ ตัว
เอง จะชอื่ วา “เราอยูก ับครกู บั อาจารยตลอดเวลา” เหมอื นไดเ ขา เฝาพระพุทธเจา พระ
ธรรม พระสงฆ อยูตลอดกาลสถานท่ี

การปฏบิ ตั ิตนเปนหลักสาํ คัญ ท่เี ปนความแนใจสําหรบั เรา การอาศยั ครอู าศยั
อาจารยนั้นเปนของไมแนน อน ยอ มมคี วามพลดั พรากจากไป ทานไมพ ลัดพรากเราก็
พลดั พราก ทา นไมจ ากเรากจ็ าก เพราะโลกอนจิ จงั มอี ยูดวยกนั ทัง้ ทานและเราไมผิดกัน
เลย สงิ่ ทพี่ อจะยึดเอาได กค็ อื หลักธรรมของทา น จงยึดมาประพฤติปฏบิ ัตสิ าํ หรบั ตวั

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๑๔
ธรรมะชดุ๓เ๖ต๔รยี มพรอ้ ม

๓๑๕

ดวยความเอาจริงเอาจงั เพื่อเหน็ เหตุเหน็ ผล เพ่อื กาํ ชยั ชนะภายในใจ ชัยชนะนีเ้ ปนชยั
ชนะอนั เลิศประเสริฐสดุ ในโลก ไมมีชยั ชนะใดจะเสมอเหมือนเลย เราย้อื แยง เอาชนะ
ตน ! คอื กิเลสท่ีถือวา เปน“ ตน” เปน “ตัว” เปนเราเปนของเรามาต้งั กปั ตง้ั กัลป น้ี
เปน เร่อื งใหญโตมาก จะทาํ เลนเหมอื นเดก็ เลนตกุ ตา เด๋ียวกิเลสจะขยี้ขยําเอา เพราะถือ
มาเปนเวลานานแลว จงรบี พจิ ารณาใหร แู จง และปลอ ยวาง จติ ใจจะไดวางเปลา จากทุกข
ไมฉกุ ละหกุ กนั ตลอดไป

การสงั่ สมคาํ วา “เปน เรา เปน ของเรา” มานี้ นับกัปนบั กัลปไ มไดแลว ถา กเิ ลส
เปนวตั ถุ ความสั่งสมมานานถงึ ขนาดนัน้ จะเอาอะไรมาเทียบเลาในโลกน?ี้ ถึงจะใหญโ ต
ย่ิงกวากอ นกิเลสตัณหาอาสวะ กอ นเรากอนของเราเหลานี้ เพราะมีมากตอมาก จะขน
ออกมาเทียบไมหวาดไมไ หว ถา ขนเลน ๆ แบบกนิ ๆ นอน ๆ จะถากจะเถือ จะเจาะจะ
ฟน เพยี งหนสองหนใหม นั ขาดไปนน้ั ยอมเปนไปไมไ ด นอกจากจะพากันควา น้าํ เหลว
ไปตาม ๆ กนั เทา นน้ั จาํ ตอ งทมุ เทกําลงั ลงอยางหนกั หนาทเี ดยี ว ตอนนต้ี อนจะชิงชยั
ชนะกนั เราก็เปน นักปฏบิ ตั ิ ไมต อ งทอถอยกบั การรบกบั กเิ ลสซ่งึ มีอยใู นตัวเราเอง

คาํ วา “กเิ ลส”กค็ อื “กอนเรา”นน้ั เอง กเิ ลสเปน “เรา”เปน “ของเรา”อะไร ๆ
เปน“เรา”ท้งั นนั้ เหลาน้ีคือ “กองกเิ ลสแท ๆ” ไมน า สงสยั เลย

ถา จะแยกใหเ หน็ เปนชนิ้ เปนอนั ตามความสตั ยความจริง ในหลักธรรมชาตินัน้
จริง ตองแยกดวยความพากเพียร โดยทางสตปิ ญ ญาเปนเครอ่ื งพสิ ูจน พิจารณากนั

การแยกธาตุ ธาตกุ ็ธาตสุ ่ี ธาตุ ๔ กร็ กู นั เตม็ โลกเตม็ สงสารอยแู ลว แตถ าจะให
รถู งึ ใจ ซาบซ้งึ ถึงใจจรงิ ๆ น้นั ตองภาคปฏบิ ตั ิ พิจารณาดวยปญญาจนเหน็ ชดั เจนแลว
ก็ซง้ึ ไปเอง ถาลงไดซึ้งถึงใจแลว ไมต องบอกมนั ปลอยเอง เมอ่ื รอู ยา งถงึ ใจแลว กป็ ลอ ย
วางอยา งถงึ ใจเชนกนั การท่ีจะรูอยางถงึ ใจ ปลอ ยวางอยางถงึ ใจ ตองพิจารณาแลว
พิจารณาเลา ซํ้า ๆ ซาก ๆ จนเปน ทีเ่ ขาใจ อยาไปสําคญั วา นี่เราพิจารณาแลว นน้ั เรา
พจิ ารณาแลวในคราวนนั้ ดวยความคาดหมาย นบั อานครั้งนัน้ ครั้งนี้ โดยที่ยังไมซึง้ ถงึ
ขั้นปลอ ยวางมนั กย็ ังไมแ ลว ตอ งพิจารณาใหถ ึงขั้นแลว จริง ๆ ดวยความซาบซ้งึ และ
ปลอ ยวาง ถา “แลว จรงิ ” กไ็ มจ ําเปนตองพจิ ารณาอกี มันเขา ใจแลว ปลอ ยวางไดห มด

คาํ วา “ธาตุ” ก็กอ นธาตุอยูแลว วญิ ญาณกธ็ าตุ ส่ิงทมี่ าสมั ผัสก็ธาตุ รปู ก็ธาตุ
เสยี งกธ็ าตุ อะไรๆ กธ็ าตุ อะไร ๆ มนั กเ็ ปน ธาตไุ ปหมดอยแู ลว

เร่ืองขันธภ ายในตัวเรา เชน รูป กเ็ ปน ขนั ธ เวทนา กเ็ ปน ขนั ธ สญั ญา กเ็ ปน ขนั ธ
สงั ขาร กเ็ ปน ขนั ธ วญิ ญาณ ก็เปนขันธ เปนขันธ เปน หมวดเปน หมู เปน ชิน้ เปนอนั อยู
ตามธรรมชาติของเขา

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๑๕
ภาค ๓ “ธรร๓มช๖๕ดุ เตรยี มพร้อม’’

๓๑๖

เรอื่ งใจก็ใหร วู า “นคี้ ือ ผรู ู” ทีจ่ ะตอ งพสิ ูจนใหร แู จงเชน เดยี วกบั ธาตุขันธท ง้ั
หลาย จะไมยึดวาเปนตนเปน ของตน ซงึ่ จะเปน ภาระหนักมากขนึ้ จาํ ตองพิจารณาดวย
ปญญาใหเหน็ ตามความเปนจริงเสมอกนั แตก ารพจิ ารณา “จติ ” น้ี ไดเ คยอธบิ ายมา
หลายกณั ฑแ ลว นา จะพอเขาใจ

เฉพาะอยางย่งิ ทกุ ขเวทนาท่เี กดิ ขน้ึ ภายในกาย ใหทราบชัดวา“นี้คอื เวทนา”
เพยี งเทานั้น อยา ไปตคี วามหมายวา เวทนาเปน เรา เปนของเรา หรอื อะไรๆ เปน ของ
เรา เพราะน้นั จะเปนเครอ่ื งสงเสริมกเิ ลสใหม ากข้นึ โดยลําดับ แลว ก็นําความทกุ ขเขาทบั
ถมใจมากขน้ึ เมอ่ื เวทนาไมดับยงิ่ มที ุกขท างใจมากขนึ้ แลวจะเอาอะไรมาทนกัน

“เวทนา” มนั เกิดข้ึนในธาตใุ นขันธม นั ก็เคยเกดิ ขึ้นอยแู ลว ต้ังแตว นั เกิดมาขณะ
ทตี่ กคลอดออกมา กม็ เี วทนาแสนสาหัส รอดตายจึงไดเปน มนษุ ยมา จะไมเ รยี กวา
“เวทนา” จะเรียกวาอะไร เวทนาน้ีเคยเปนมาตงั้ แตโ นน จะใหม นั ละทางเดนิ ของมนั ละ
ไมได ทางของความทุกขใ นธาตุในขันธ มนั ตอ งแสดงตวั มนั โดยสม่ําเสมอเรอ่ื ยมา มนั
เกิดข้นึ แลว กต็ งั้ อยู และก็ดับไป มเี ทา น้นั มเี กดิ ขึ้น มีตัง้ อยู แลว ดับไป ไมว า จะเปน
เวทนานอก เวทนาใน คอื จิตเวทนา

เฉพาะอยางยง่ิ เวทนาทางรา งกาย พจิ ารณาใหเ ห็นชัด รูป ก็เปน รูป รูชัดเหน็ ชดั
อยูแ ลว ตงั้ แตวนั เกดิ มา จะเสกสรรปนยอวาเปน เรา เปน ของเรา หรอื เปน เจาฟา พระ
ยามหากษัตรยิ  เปนเจา ขุนมูลนายหรอื เปนอะไรกแ็ ลว แตความเสกสรร แตค วามจรงิ ก็
เปนความจรงิ อยูต ายตวั ไมไ ดเปนไปตามความเสกสรรปน ยอใด ๆ ทั้งสิ้น ความจรงิ รปู
ก็คอื รปู ขนั ธน ่นั แล มีธาตุสี่ ดิน นํ้า ลม ไฟ รวมกนั เขา เรียกวา “คน” วา “สตั ว” วา
หญิงวาชาย แยกประเภทออกไป เปนช่ือเปน นามไมมีสิ้นสุด แตสง่ิ ท่คี งท่นี นั้ คอื รปู ก็
คือ “กองรปู ” นน้ั เอง รวมทง้ั หมดท่ีเปน สวนผสมน้ี เรยี กวา กองรปู คอื รปู กาย ซ่ึงเปน
ความจรงิ อนั หน่งึ แยกดสู ว นไหนกเ็ ปนความจริงของมันแตล ะอนั

ในขณะท่ีประชุมกนั อยู หนงั กเ็ ปน หนงั เนอ้ื ก็เปน เนือ้ เอ็น กระดูก ฯลฯ ท่ใี หช อื่
ใหนามเขา อยาไปหลงชือ่ หลงนามของมัน ใหเ หน็ วา เปน ความจรงิ ดว ยกนั คอื เปน กอง
รูป กองเวทนา มันไมใ ชร ูป รปู ไมใ ชเ วทนา มีทุกขเวทนาเปนตน เวทนาเปน เวทนา จะ
เปนสุขขึ้นมาก็ตาม เปนทกุ ขข้นึ มากต็ าม เฉย ๆ กต็ าม มนั เปนเวทนาอันหนึ่ง ๆ ตา ง
หากของมันซ่ึงเหน็ ไดอยา งชัดเจน สองอยา งนส้ี ําคญั มากยงิ่ กวา สัญญา สงั ขาร
วญิ ญาณ ซึ่งเกิดดับพรอ มกนั ไปเปนระยะ ๆ

แตเ วทนานีถ้ งึ จะดับกม็ ีเวลาตง้ั อยู เหน็ ไดชดั ทางภาคปฏบิ ัติ ในขณะท่ี
ทกุ ขเวทนาเกิดขึน้ ใหจบั ทุกขเวทนานนั้ เปน เปา หมาย คอื เปน จดุ ทพ่ี จิ ารณา อยาเห็น

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๑๖
ธรรมะชุด๓เ๖ต๖รยี มพร้อม

๓๑๗

วา เวทนาน้เี ปน เรา จะผิดจากหลกั ความจริงของเวทนาและวธิ ีการพจิ ารณา จะไม
ทราบความจรงิ ของเวทนาดวยปญ ญาทค่ี วรทราบ เมื่อไมท ราบความจริงแลว ยงั จะถอื
เอาทุกขเวทนานั้นวา เปนเราเขาอกี กจ็ ะเพิม่ ความทุกขขนึ้ อีกมากมายแกจติ ใจ เพราะ
เปน การผิดตอ หลกั ธรรมชาติ ซ่ึงเปนหลกั ความจรงิ ท่ีพระพุทธเจา ทรงสง่ั สอนไว

ทา นจงึ สอนใหพจิ ารณาใหเ ห็นทุกขเวทนา จะเปนข้นึ ในสวนใดก็ตามของรา ง
กาย ใหทราบวามนั เปน อาการอันหนงึ่ เปน ธรรมชาติอันหน่ึงของมนั ที่เกิดข้นึ ตง้ั อยู
ดับไป ของมนั เทา นัน้ อยา ไปยงุ อยาไปปรุงไปแตง ไปเสกสรรปน ยอ ใหม นั เปนอยาง
นัน้ อยา งนี้ ถาไมอยากแบกหามทกุ ขไมม เี วลาปลงวาง ใหเ หน็ ตามความจรงิ ของมนั ใน
ขณะท่ีปรากฏตัวขึน้ มากด็ ี ตงั้ อยูก ็ดี และดับไปก็ดี เร่อื งเวทนามันมเี ทาน้ัน จงแยกให
เห็นชดั ดว ยสตปิ ญ ญา

เมอื่ กําหนดดเู วทนาแลวยอ นเขามาดูจติ วา จิตกับเวทนานเี้ ปนอันเดียวกันไหม
แลว ดกู าย กายกบั จิตน้เี ปนอนั เดียวกนั ไหม ดูใหช ดั ในขณะท่ีพิจารณานี้ ไมใ หจิตสง
ออกไปทางไหน ใหจิตอยูใ นจุดนั้นแหงเดยี ว เชน พิจารณาทุกขเวทนา ก็กาํ หนด
ทุกขเวทนาใหเ หน็ ชัด เมอื่ ยอนเขา มาดจู ิต ก็กาํ หนดดูความรูน ใี้ หชัด วา มันเปน อนั
เดยี วกนั ไหม เอาไปเทียบเคียงกันดู ความรูอ ันนี้กับเวทนาอนั นน้ั นะ มันเหมอื นกันไหม
จะรวมเปน อันเดยี วกันไดไหม และรปู กายอนั นี้มนั เหมอื นกับจิตไหม? มันเหมือนกับ

เวทนาไหม? จะพอเปนอนั เดยี วกนั ไดไหม? นั่น! ทานจึงวา “แยกดใู หดี!” เพราะรปู
มนั เปน รปู มันจะไปเหมอื นจติ ไดอ ยา งไร จติ เปน นามธรรม เปน ธรรมชาตทิ ร่ี ู แตธ าตนุ ี้
เปนธาตไุ มรู คอื ธาตดุ ินนีไ้ มร ู ธาตนุ ํ้านี้ไมรู ธาตุลมนีไ้ มรู ธาตุไฟนไี้ มร ู แต “มโน
ธาต”ุ นรี้ ู เมอื่ เปนเชน นนั้ มันจะเปนอนั เดยี วกันไดอยา งไร

ทกุ ขเวทนาก็เหมอื นกัน มันกเ็ ปนธาตไุ มร ู เปน ธรรมชาติอนั หน่ึง ธาตุไมรกู ับ
ธาตุไมร ูกต็ างกันอกี เวทนากับกายก็เปนคนละอยาง มนั ไมใชอ นั เดียวกนั จะใหเปน อนั
เดียวกนั ไดอ ยางไร การแยกการแยะในขณะท่ีพจิ ารณาเวทนา ดใู หเหน็ ชัดตามความจรงิ
นัน้ ไมต องกลวั ตาย ความตายไมม ีในจติ อยา ไปสงสยั อยา ไปสรา งขวากสรา งหนามปก
เสียบตนเองใหเจบ็ แสบเดอื ดรอ น ความตายไมมี คือในจิตนีไ้ มม ีความตาย มแี ตค วาม
รลู ว นๆ ความตายไมม ีในจติ ซงึ่ เปนสิง่ แนน อนตายตัวรอยเปอรเซน็ ต

ความสาํ คัญวาตายน้ี เปนเรือ่ งเสกสรรปน ยอข้นึ มาใหแ กจติ ดว ยอํานาจแหง
ความหลงของจิตเสียเอง เปน ผูเสกสรรปน ยอขน้ึ มาหลอกตวั เอง ฉะนัน้ เมอื่ พิจารณาไป
ตามความจรงิ แลว จิตไมใ ชของตาย เราจะไปกลัวตายทาํ ไม คําวา “ตาย” นัน้ คอื
อะไร? เรากท็ ราบวา ธาตุขนั ธม ันสลายลงไป คนเราพอหมดลมหายใจเขาเรียกวา “คน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๑๗
ภาค ๓ “ธรรม๓ช๖๗ุดเตรยี มพร้อม’’

๓๑๘

ตาย”ขณะน้นั “ผูร”ู แยกตวั ออกจากธาตนุ ัน้ แลว ธาตุน้ันเลยมแี ต “รูปธาตุ” เฉย ๆ
เวทนาก็ไมมี นั่นเขาเรยี กวา “คนตาย”

แตความจริงมนั ไมไ ดต าย เพราะฉะนัน้ จงึ ตอ งพจิ ารณาใหชดั เจนดว ยปญ ญา
เราไมต องสรา งเรอ่ื งความตายข้นึ มาปก เสียบหัวใจ หรอื มากดี ขวางทางเดนิ ของเรา เพ่อื
ความรูจริงเห็นจริงดว ยการพจิ ารณา แมจ ะทกุ ขม ากทกุ ขน อ ยขนาดไหน ก็จงกาํ หนดดู
ใหดีในเรอื่ งความทุกขนน้ั เอาความทุกขนน้ั แลเปน หินลบั ปญญา แยกทกุ ขข ยายทุกข
ออกจากจิต แยกจติ ออกจากทุกข เทยี บเคยี งกนั ใหไ ดท กุ สดั ทกุ สว น ในขณะทพ่ี จิ ารณา
อยาใหจ ติ เผลอไปไหน เพื่อความรูจริงเห็นจริงแบบ “ตะลมุ บอน” กบั ขนั ธน น้ั ๆ

จิตหรือจะตายตามสมมุติของโลก จะตายในขณะท่ีพจิ ารณาน้ีก็ใหร วู า อะไรตาย
กอ น อะไรตายหลงั เวทนาดับไปเม่อื ไร จติ นจ้ี ะดับไปเมื่อไร และจติ นจี้ ะดบั ไปท่ีไหน
กนั แน เพราะธรรมชาติของจิตไมใชเปนของดับ ใครจะมาบงั คับใหจ ิตดับไดอยา งไร ?

จงพิจารณาดูใหด ี ระหวา งขันธกับจิต จนรคู วามจรงิ ข้นึ มาประจกั ษใ จ หายสงสยั
น่แี หละทา นเรยี กวา “สรางปญญา ฝกซอมปญญา ใหเ ห็นความจรงิ ”

ทกุ ขเวทนาจะเกดิ ขึ้นมากนอยเพยี งไรในขณะนน้ั จะไมมีอํานาจเขา มาบงั คบั
บัญชาจิตใจใหกระทบกระเทือนไดเ ลย เมื่อทราบแลววา จิตเปนจติ เวทนาเปน เวทนา
เม่อื ปญ ญาพิจารณาเห็นชัดเจนตามนแ้ี ลว วา มนั เปน ความจรงิ แตล ะอยา ง ๆ ระหวา ง
ขันธกับจติ จะไมก ระทบกระเทอื นกันเลย กายกส็ กั วา กาย ต้ังอยเู ฉย ๆ ทุกขเวทนาเกิด
ขน้ึ กายก็มีอยู ทุกขเวทนาดบั ไป กายทกุ สว นก็มอี ยตู ามธรรมชาตขิ องตน เวทนาเกดิ ขน้ึ
ก็เปน เรื่องของเวทนา ต้งั อยูกเ็ ปนเร่อื งของเวทนา ดับไปกเ็ ปนเร่อื งของเวทนา จิตเปน ผู
รเู ร่ืองทุกขเวทนา เกิดข้ึน ตงั้ อยู แลว ดบั ไป จติ ไมใชเปน ผูเ กิดขึน้ ต้ังอยู ดับไป เหมอื น
กายเหมือนเวทนา

เมื่อหดั พจิ ารณาอยา งน้ีจนชํานาญแลว ถงึ คราวเขา ที่คบั ขันกใ็ หพิจารณาอยา งนี้
เราไมต องกลัวตาย เพราะเราเปนนกั รบ เร่อื งกลวั ตายไมใ ชธ รรมของพระพุทธเจา เรอื่ ง
ความกลาหาญตอความจรงิ นีเ้ ปนธรรม และเปน หลกั “สวากขาตธรรม” ท่ีตรสั ไวชอบ
แลว จงดําเนินไปตามความจรงิ น้ี ตายก็ตายไมตอ งกลัว เพราะจิตไมไ ดตาย แตข อใหรู
อยกู บั ตัววา อะไรท่ีแสดงขึน้ เวลานี้ มที กุ ขเวทนา เปนตน มนั เปนอยา งไร ทกุ ขเวทนา
ดใู หทราบตามความจรงิ ของมนั เมอ่ื ทราบความจริงแลว ทุกขเวทนากส็ กั แตวาธรรม
ชาตอิ นั หน่งึ เทาน้นั ไมปรากฏวามีความหมายรา ยดีแตอยางใด และไมปรากฏวา
เปน “ขา ศึก” ตอผใู ด เปนความจริงของมันอยางเตม็ ตวั ทีแ่ สดงข้นึ มาตามหลกั ธรรม
ชาตเิ ทาน้ัน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๑๘
ธรรมะชุด๓เ๖ต๘รียมพร้อม

๓๑๙

กาย ก็เปนความจรงิ ของกายที่ปรากฏตวั อยูตามหลักธรรมชาตขิ องตน จติ กเ็ ปน
ธรรมชาติอันหนง่ึ ท่เี ปน ความรปู ระจําตน ไมไดไปคละเคลา กับสิง่ ใด

เมื่อพิจารณารูรอบแลว จิตกถ็ อนตัวออกมาเปนความจรงิ ของตวั อยา งสมบรู ณ
ทกุ ขเวทนาเขาก็มคี วามสมบรู ณตามธรรมชาตขิ องเขา กายกม็ ีความสมบูรณตามธรรม
ชาติของตน โดยทจ่ี ติ ไมไ ปแยกสว นแบงสวนวุน วายกบั เขา เม่อื เปนเชนนก้ี ็ไมม อี ะไร
กระทบกระเทอื นกนั ทุกข จะทกุ ขข นาดไหนกไ็ มกระเทอื นถึงจิต ยมิ้ ไดในขณะท่ที กุ ข

กาํ ลังเกิดอยูมากมายนน้ั เอง ยิ้มได! เพราะจติ เปน อันหน่ึง ไมเขาไปยุงเกย่ี วกับเวทนา
คือ ไมเขาไปคละเคลา กบั เวทนานั้นใหเผาลนตนเอง ใจก็สบาย

นแ้ี ลการพิจารณาทกุ ขเวทนาใหร รู อบ โดยเอาเวทนาน้ันเปน สนามรบ เปน หิน
ลับปญญา เปนสถานทลี่ ับปญญาใหคมกลา ขนึ้ ดว ยการพจิ ารณาแยกแยะทุกขเวทนาท่ี
เกดิ ข้ึน แยกแยะดกู าย แยกแยะดเู วทนา อนั ใดจะดบั กอนดับหลงั กใ็ หท ราบ ตาม
ความจรงิ ของมนั มันมีความเกดิ ความดับ ประจาํ ตัวอยูอ ยางนั้นแตไ หนแตไรมา เราจะ
รูก ็ตามไมร กู ็ตาม สิ่งเหลานี้มีเปนหลกั ธรรมชาตขิ องตวั อยอู ยางนั้น เปน แตเ พียง
พจิ ารณาใหเ ห็นตามความจรงิ ของมัน จงึ ไมป น เกลยี วกบั ธรรม เรากอ็ ยสู บาย

เอา ! จะตายกต็ ายซิ ตามโลกเขาสมมตุ ินยิ มวา “ตาย” ตายมันเปน อยางไร จึง
เรยี กวา “ตาย” กายมนั แตก เอา แตกไป อะไรสลายกส็ ลายลงไป ผไู มส ลายก็อยู อะไร
ไมส ลาย กค็ ือจติ น่เี อง

ใจน้เี มอ่ื สรา งปญญาเปนหลกั เปน เกณฑขนึ้ ภายในตนแลว เปน อยางนนั้ ไมม ี
ความหวนั่ ไหวตอ ความลม ความตาย จติ มคี วามแกลว กลา สามารถ

น่ีแหละการพจิ ารณาเรือ่ งของตัว คอื เรอ่ื งของจิต พจิ ารณาเชน นี้ เราไมต อง
กลวั ตาย กลัวไปทําไม พระพทุ ธเจาทรงสอนไมใหกลวั ธรรมไมสอนใหกลัว ความจรงิ
ไมเ ปนสิ่งท่ีนากลัว เพราะเปนความจรงิ จะนา กลานา กลัวทต่ี รงไหน กลากไ็ มน า กลา
กลัวกไ็ มน า กลัว นหี่ มายถงึ การถึงความจริงลวน ๆ แลว ไมม คี าํ วา “กลา ” วา
“กลวั ” เหลอื อยภู ายในใจเลย มีเฉพาะ “ความบรสิ ทุ ธิ์” อยา งเดยี ว

แตก ารพจิ ารณาเพ่อื ถงึ ความจริง ตอ งมคี วามกลา หาญ เมอื่ จะเอาชยั ชนะเขา สู
ตน ไมมคี วามกลา หาญไมไ ด เดี๋ยวแพ เพราะเรากําลังดําเนินมรรคอยู ตองมคี วาม
กลา หาญหรอื อาจหาญ ไมพร่ันพรงึ หว่ันไหวกบั สงิ่ ใด ๆ ท้งั สน้ิ สง่ิ ใดที่ผา นเขามาตอง
พิจารณาใหรใู หเ ขา ใจท้ังนั้น ไมมคี วามทอ ถอยออนกาํ ลงั เพือ่ ต้ังหนา รูเ ห็นตามความ

จรงิ ของมนั ทุกสิง่ ทุกอยา งทผ่ี า นเขามาในกระแสความรู ชอ่ื วา “นักรบ” ในสงคราม
ระหวางจติ กบั ขนั ธ หรือระหวา งธรรมกับกเิ ลสท้ังหลาย

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๑๙
ภาค ๓ “ธรร๓มช๖๙ุดเตรียมพร้อม’’

๓๒๐

ความกลา หาญอยางนี้เปนความถูกตอ ง เมอ่ื ถงึ จุดหมายปลายทางแลว ความ
กลวั ก็หายไป ความกลา กห็ ายไป เพราะเขา ถึงชัยชนะอันสมบูรณแ ลว ความกลวั ความ

กลากห็ มดปญหาไป

เวลานค้ี วามกลวั ความกลาเปนปญ หาอยางย่ิงสําหรบั ผูกาํ ลงั ดําเนนิ จงสรา ง
ความกลา ขนึ้ ดว ยเหตดุ ว ยผลทค่ี วรกลา และเปน นกั ตอสูในสิง่ ท่ีควรตอ สู มีทุกขเวทนา
เปนตน ใหเปน ตามความจรงิ ของมัน อยาไปกลัว พระพุทธเจา ไมสอนใหกลวั กลวั กม็ ี

คา เทากบั ความตาย ถึงวนั แลว ตองแตกตอ งสลาย ทานเรียกวา “ความตาย”

แตอยางไรกต็ ามนักปฏิบัตติ องใหรกู อนท่สี ่งิ เหลานจี้ ะแปรสภาพลงไป ดว ย

ปญญา เอา “ตาขาย” คอื ปญญากางไวร อบดาน อะไรแสดงออกมาก็ไปติดขา ย คือ

ปญ ญานั้น แลวจะหว่ันไหวไปไหน จะสะทกสะทานไปไหน จะเอนเอียงไปไหน เพราะสิง่
นนั้ ๆ เปนไปตามความจรงิ ทไ่ี ดพ ิจารณาไวแ ลว

น่ี “นกั รบ” ทา นพิจารณากันอยา งน้ัน แมอ ยใู นทา มกลางแหง ขันธท่เี ปนกองไฟ

ทัง้ กอง ทานก็มีความรมเย็นเปนสขุ โดยปกติของจิตทีร่ รู อบขอบชิดแลว ไมหลงตาม

อาการอะไรทงั้ หมด ชอ่ื วา “ผูรรู อบ”

อาการตา ง ๆ ที่ขันธแ สดงออก เมอื่ ทนไดก ท็ นไป ปฏิบัติรกั ษาบํารุงกันไป พา
กนิ พานอน พาด่ืม รกั ษากนั ไป ตามธรรมชาติของมัน เมือ่ ทนไมไ หว อยา งไรกม็ ีแตจะ

ไปทาเดยี ว ก็ปลอยไปตามคตธิ รรมดาเสยี เทา นน้ั เพราะเปน ความจริงจะฝนมันไดอยาง

ไร ปลอยตามความจรงิ น่แี ลช่อื วา “ปลอ ยดวยความรู ทเี่ ปนไปตามความจรงิ ” จติ ก็

ไมห วัน่ ไหว ไมอ าลยั ไมเสียดาย นี่คอื หลักของการปฏบิ ตั ิของผไู ด หรอื กําลงั จะได

“ชัยชนะ” ภายในจติ ใจ เพราะจติ เคยแพก ิเลสตัณหามาตลอดจนกระทัง่ ปจ จุบนั น้ี ไม
เคยชนะมาเลย ตง้ั แตก ปั ไหนกลั ปไหน มแี ตอ ยใู ตอ าํ นาจกเิ ลสทา เดยี ว จนลมื เฉลียวใจ

วา “กเิ ลสเปน นาย เราเปนบอยของมัน”

คราวนแ้ี หละจะพลกิ ตัวเรา โดยอาศัยหลักธรรมเปน เคร่อื งปราบปรามกเิ ลสอา

สวะ ซ่ึงเคยชนะเรามาเปน เวลานาน หรือเปน เจา ใหญนายโตแหง “วฏั จกั ร” บงั คบั จติ

ใจเราใหไปสทู นี่ ่ันทนี่ ีม่ านาน คราวน้เี ราจะตัง้ หนาสกู ิเลสเพ่ือชัยชนะ และใหเหน็ ความ

จริงทุกสิง่ ทกุ อยาง ไมม อี ะไรปดบงั ปญญาไดเลย พรอ มกับเอาชนะจากความทีเ่ คยแพ
นน้ั มาครองเปนของตวั ดวยอาํ นาจของ สติ ปญญา ศรทั ธา ความเพยี ร อยางไมลดละ
ผูถงึ แดนแหงความประเสรฐิ เพราะความเพียรแลว ยอมเปน ผสู งางามใน

ทา มกลางแหงหมูชน พรอ มกับความภมู ิใจในความเพยี รของตน ผใู ดถงึ แดนแหงความ

เลิศประเสริฐดว ยการชนะตนผูเดยี วเทา นัน้ เปน ผปู ระเสริฐภายในตน ไมมกี ารกอเวร
เหมอื นการชนะสงครามทโี่ ลกชนะ และกอ เวรกอ กรรมแกก ันไมมที างสิ้นสุด เหมือนลูก

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๒๐
ธรรมะชดุ๓เ๗ตร๐ยี มพร้อม


Click to View FlipBook Version