คำ�อนโุ มทน�
หนังสอื ธรรมะแต่ละเลม่ จะส�ำ เร็จข้ึนม�เพอื่ แจกท�นให้ท่�นผใู้ คร่ธรรมไดอ้ �่ น ย่อม
ส�ำ เร็จด้วยอ�ำ น�จแห่งศรัทธ�ของท่�นผูใ้ จบุญท้งั หล�ยชว่ ยกนั บริจ�คและจดั ทำ� แม้เล่มน้ีก็
ส�ำ เร็จขนึ้ ม�เพร�ะแรงศรทั ธ�ของท�่ นผู้ใจบุญหนุนโลกเชน่ เดยี วกนั ล�ำ พงั ผู้แสดงก็มีเพยี ง
ลมป�กอย�่ งเดียวเท่�นน้ั พอแสดงจบลงลมป�กก็ห�ยสูญไปในขณะน้นั ไม่อ�จเหนีย่ วรัง้
ธรรมที่แสดงออกน้ันๆ ใหจ้ รี ังยง่ั ยืนสบื ไปไดเ้ ลย เพร�ะไม่มปี ญั ญ�สร�้ งธรรมให้จีรังยง่ั ยืน
ไดด้ ว้ ยวิธกี �รใดๆ ท่เี หน็ ว�่ เหม�ะสม จ�ำ ต้องอ�ศยั บุญบ�รมขี องท�่ นคณะศรทั ธ�ผ้ใู จบุญ
ท้ังหล�ย ชว่ ยเสรมิ สร้�งคว�มจีรังถ�วรแห่งธรรม ดว้ ยก�รรว่ มกนั บรจิ �คและจดั พิมพเ์ ปน็
เลม่ ข้นึ ม� เพ่ือท่�นผูอ้ ่�นไดอ้ �ศยั พ่ึงร่มเง�แห่งใบบญุ หนนุ โลกอนั ไมม่ ปี ระม�ณน้นั ผู้แสดง
จึงขออนุโมทน�กับท่�นทัง้ หล�ยเปน็ อย่�งยงิ่ ม�พรอ้ มนี้ บญุ กศุ ลทั้งมวลที่เกิดขึน้ เพร�ะก�ร
บ�ำ เพญ็ นี้ จงส�ำ เรจ็ ผลอันพงึ หวงั ดงั ใจหม�ยโดยทวั่ กนั เทอญ
ค�ำ อนโุ มทน�ในก�รพมิ พ์เมอื่ ๙ มถิ นุ �ยน ๒๕๒๗
ค�ำ น�ำ
ก่อนอ่ืนต้องขออภยั ต่อท่�นผู้อ�่ นโดยทัว่ กนั ท่ไี มอ่ �จดัดแปลงแก้ไขเนอื้ ธรรมและสำ�นวน
ต�่ งๆ ให้เหม�ะสมกบั หนงั สอื เล่มนี้ ที่จะออกส่สู �ยต�ส�ธ�รณชนซ่งึ มคี ว�มรสู้ ึกในแงแ่ หง่ ธรรม
หนกั เบ�ต�่ งกัน เนอ่ื งจ�กก�รแสดงธรรมแต่ละกัณฑ์แกท่ ่�นผูฟ้ งั ซึง่ ลว้ นเปน็ นกั ปฏบิ ัตธิ รรมดว้ ยกัน
ประสงคอ์ ย�กฟงั ธรรมป�่ ที่เกีย่ วกบั ภ�คปฏบิ ัตจิ ิตภ�วน�ม�กกว่�ภ�คอืน่ ๆ ผู้แสดงซ่ึงเป็นพระป�่ ๆ
อยู่แลว้ จงึ เรม่ิ แสดงธรรมป่�โดยล�ำ ดบั ต�มนิสยั ป�่ แตก่ ณั ฑ์เรมิ่ แรกจนถงึ กัณฑส์ ดุ ท�้ ย ซ่ึงรวมก�ร
เทศนต์ ิดตอ่ กันม�โดยล�ำ ดบั ในชว่ งนนั้ คงไม่ตำ่�กว�่ ๘๐ กัณฑ์ ซง่ึ ส่วนม�กมักเปน็ ธรรมเผ็ดร้อน
ม�กกว�่ จะสมนำ�้ สมเนอื้ เท�่ ท่คี วร
หลงั จ�กก�รแสดงธรรมผ�่ นไปแล้วเปน็ ปๆี จึงมีท่�นผู้ศรทั ธ� คอื ม.ร.ว.เสรมิ ศรี เกษมศรี
ม�แสดงคว�มประสงค์ขออนญุ �ตพมิ พก์ ณั ฑเ์ ทศนเ์ หล่�น้ีขึน้ เป็นเลม่ เพ่อื แจกท�น และประสงคใ์ ห้
กณั ฑ์เทศนเ์ หล่�น้ที พ่ี ิมพ์เปน็ เลม่ แลว้ จรี งั ย่ังยืนไปน�น จึงได้อนุญ�ตต�มอธั ย�ศัย โดยไมม่ ีหนท�ง
แกไ้ ขกัณฑเ์ ทศนเ์ หล�่ นใี้ หเ้ หม�ะสมแก่ท่�นผู้อ่�นท่วั ๆ ไปไดแ้ ต่อย�่ งใด ถ�้ เรอ่ื งใดประโยคใดไม่
เหม�ะสมกับจรติ นสิ ัยก็กรณุ �ผ�่ นไป ยดึ ไว้เฉพ�ะทีเ่ หน็ ว�่ ควรแก่นิสัยของตนๆ เพ่ือประโยชน์ในก�ล
ต่อไป
หนงั สอื ทผี่ ู้เขียนเรยี บเรียงข้ึน หวังใหท้ ุกท�่ นท่มี ีจติ ศรทั ธ�ได้เป็นเจ้�ของพมิ พแ์ จกเปน็ ธรรม
ท�นด้วยกันได้ทกุ โอก�ส โดยไมต่ อ้ งขออนุญ�ตแต่อย�่ งใด ส่วนก�รพมิ พ์เพ่ือจำ�หน่�ย จึงขอสงวนสทิ ธิ์
ทุกๆ เล่มไป ดงั ทเ่ี คยปฏบิ ตั มิ �
ค�ำ น�ำ ในก�รพมิ พเ์ มือ่ ๙ มิถุน�ยน ๒๕๒๗
ปฐมเหตุ ธรรมชุดเตรยี มพรอ้ ม
ผู้จัดทำ�ขอนำ�บทคว�มที่หลวงต�พระมห�บัวได้กล่�วถึงคุณเพ�พง�
วรรธนะกลุ ซึง่ คัดลอกบทคว�มบ�งตอนจ�ก “ญ�ณสัมปนั นธมั ม�นุสรณ์”
หน้� ๔๕๗-๔๕๘ จ�กหนงั สืออนสุ รณเ์ นอ่ื งในง�นพระร�ชท�นเพลงิ ถว�ย
แด่พระสรรี ะสงั ข�รพระธรรมวิสุทธมิ งคล (หลวงต�พระมห�บัว ญ�ณสัมปัน
โน)
ผแู้ ต่ง : วัดป่าบ้านตาด
ISBN : 978-974-350-988-9; Year/Edition : สงิ หาคม ๒๕๕๔/๙๒๘
บทคว�มบ�งตอนจ�กหน้� ๔๕๗ “เร่มิ เทศนเ์ พอื่ คนป่วย”
ในปี พ.ศ.๒๕๑๘ สตรซี ง่ึ เป็นศิษยอ์ งคห์ ลวงต�ท�่ นหนึง่ ชื่อคณุ เพ�พง� วรรธนะกลุ ได้ป่วยไขไ้ ม่
สบ�ยจงึ ไมค่ ดิ ท�ำ ง�นท�งโลกอกี ต่อไป คุณเพ�พง�ได้เขยี นจดหม�ยขอม�ปฏบิ ตั จิ ิตตภ�วน�เตรยี มรบั กับ
มรณภัยที่วดั ป�่ บ้�นต�ด ซึง่ องคห์ ลวงต�ท่�นกไ็ ด้ใหค้ ว�มอนเุ คร�ะหต์ �มท่ขี อและตง้ั ใจไปแสดงธรรมเปน็
กรณีพิเศษ ดังนี้
“...คุณเพ�เร�เสยี (ชีวิต)ไปกปี่ แี ลว้ ปี ๒๕๑๙-๒๕๒๐ ไม่รู้นะ เหตทุ ี่ว�่ อย่�งน้ันกค็ อื ว่� คุณเพ�นี้เป็น
โรคมะเรง็ กระดกู ข�้ งๆ น้ี หมอเข�บอกว่�อยูอ่ ย�่ งน�นได้ ๖ เดอื น แกก็หมดหวงั ละ เลยเขยี นจดหม�ย
‘อย�กม�ภ�วน�ก่อนต�ย’
เร�ก็พูดเป็นสองพักเอ�ไว้ (ตอบจดหม�ย) ‘ถ�้ ไปภ�วน�ธรรมด�ๆ น้ี อย�กอยู่ทไ่ี หน ไปทใี่ ดไปกไ็ ม่
ได้ ไม่ไปก็ไม่ว่�’ เร�ว่�ง้ันนะ ข้อสอง ‘ถ้�ตัง้ ใจจะภ�วน�จรงิ ๆ เพ่อื เห็นโทษแห่งคว�มต�ยของตวั เองแล้ว
ก็ เอ�! ไปได้’
เร�ว่�สองพัก พอแกได้รับจดหม�ยเย็นวันนี้แกก็ออกเดินท�งเลย ตอนเช้�ไปถึงแล้ว ไปรถยนต์
‘อ�้ ว จดหม�ยได้รบั หรือยงั ’
‘ไดร้ ับเมือ่ เยน็ ว�นน้ี พอไดร้ ับแล้วกม็ �เลย’
‘เอ�้ ถ้�อย�่ งน้ันให้เลือกเอ� กฏุ ิทีอ่ ุไร ห้วยธ�ร อยู่ กับกฏุ ิคุณหญงิ กอ้ ย สองหลงั นใ้ี หเ้ ลือกเอ�
เป็นทสี่ งดั จะพักหลงั ไหนกไ็ ด้’
กต็ อบว�่ ‘พกั หลังคณุ หญงิ ก้อย’ แต่กอ่ นมันเตยี้ ๆ พงึ่ ยกขน้ึ เมอื่ เรว็ ๆ น.้ี ..
ตงั้ แต่วันนน้ั ม�เร�เข�้ ไปเทศน์ใหฟ้ งั ทกุ วนั นะ ดเู หมือนเป็นปี ๒๕๑๘-๒๕๑๙ เทศนใ์ ห้ฟังทุกเย็น
พอตกเย็นม�จวนมดื แลว้ ไปกบั ท�่ นปญั ญ� ท่�นปญั ญ�เปน็ ผอู้ ัดเทป เร�ไปเทศนใ์ หฟ้ งั ทุกๆ เย็นเลย
เว้นแต่วันไหนประชุมพระ หรือเร�มีธุระจำ�เป็นเร�ก็บอกล่วงหน้�เอ�ไว้ว่�วันพรุ่งนี้จะไม่เข้�ม�
นอกจ�กนน้ั เทศน์ทกุ วนั ๆ ดเู หมอื น ๙๐ กว่�กณั ฑ์ ไปอยู่น้นั ตง้ั ๓ เดือนนน้ั ละจึงได้หนังสอื เล่มท่ีว่�
“ศ�สน�อยทู่ ไี่ หน” หน่ึง “ธรรมชุดเตรยี มพรอ้ ม” หนึง่ สองเล่มน่ีท่เี ทศน์ตดิ กันไปเร่อื ยๆ เปน็ หนังสือสอง
เลม่ นี้ กอ็ ยู่ย�่ นปี ๒๕๑๙ ม้ัง แกเสียปนี ัน้ เร�ลมื ๆ เสยี ...”
บทคว�มบ�งตอนจ�กหน้� ๔๕๘
“โยมแมไ่ ด้หลักใจฟังเทศนล์ ูก”
ในช่วงท่ีท่�นเมตต�สงเคร�ะห์คนป่วยในคร�วนี้เองทำ�ให้โยมแม่ขององค์หลวงต�ท่�นมีโอก�สฟัง
ธรรมอย่�งตอ่ เน่อื ง เกิดผลด�้ นจิตใจดงั นี้
“...โยมแม่ก็ไดม้ �ฟังเทศน์ ไม่ม�กละเทศน์กด็ เู หมือนประม�ณสกั ๓๐ น�ทีละมง้ั แตล่ ะกัณฑ์ๆ
ละ ๓๐ หรืออย่�งม�กก็ ๔๐ น�ที ห�กเทศน์ทกุ วนั เลย... นล่ี ะก็เทศน์สอนคุณเพ�พง� เทศน์ตดิ เทศน์
ต่อ เทศนไ์ ม่หยดุ ไมถ่ อย ตงั้ แตน่ ้นั ม�แล้วก็ไม่เคยเทศน์อย�่ งน้นั อกี นะ มหี นเดียวเท�่ น้นั ในชวี ติ ของเร�ที่
เทศนต์ ดิ กันไปเลยใน ๓ เดอื นเทศน์ทุกๆ คนื เวน้ วนั ประชุมพระ ถ�้ วนั ไหนประชุมอบรมพระไมเ่ ข้�หรือ
มีธรุ ะจ�ำ เป็นท่ีจะไปไหนก็ไป”
โยมแม่จงึ ได้กำ�ลงั ใจท่ีไปเทศน์สอนคุณเพ� โยมแมไ่ ด้ก�ำ ลงั ใจตอนน้นั ถึงขน�ดท่ีว�่ พอคณุ เพ�
กลบั ไปแลว้ กพ็ ดู เปิดอกกับเร� นมิ นตเ์ ร�ใหไ้ ปเทศน์ “วนั ไหนไมม่ แี ขกคนม� ถ�้ อ�จ�รย์ว่�งกข็ อนมิ นต์ม�
เทศนส์ อนอบรมแม่บ้�งนะ เวล�ฟังเทศน์นีไ้ มไ่ ดบ้ ังคบั จิตใจ พอเริม่ เทศนจ์ ิตจอ่ ปบั๊ เท�่ น้ี เทศนน์ ้จี ะกล่อม
ลง แล้วแน่วเลยไม่ตอ้ งบงั คบั จิตสงบทุกครัง้ เลยไม่มีพล�ด ฟงั กณั ฑ์ไหนไดเ้ หตผุ ลเลย ไม่ตอ้ งบงั คบั พอ
เสยี งธรรมเริม่ สติก็เริม่ จับจิตเกย่ี วโยงกันโดยลำ�ดับ คว�มรกู้ ล่อมลงๆ ธรรมเทศน�กล่อมใจแน่วลง สงบ
แน่วๆๆ ถ้�แม่ทำ�โดยลำ�พงั ตนเอง นั่งจนหลงั จะหกั มันก็ไม่ลง อย�กนิมนต์อ�จ�รย์ม�เทศน์เปน็ ก�รช่วย
ท�งด�้ นจติ ตภ�วน�ไดด้ ี”
องคห์ ลวงต�ไดป้ ร�รภถงึ โยมม�รด�ของท่�นว่�
“...พดู ถงึ โยมแม่เร�พอใจในก�รปฏิบตั ิธรรม โยมแม่ได้หลักไม่สงสยั เลย ดีไม่
ดจี ะไม่กลบั ม�เกดิ อกี กไ็ ด้... หยดุ พักน่แี ล้วออกจ�กน่ีก�้ วผึงเลย ถึงไมถ่ ึงท่ีสดุ ในขณะ
นน้ั กก็ �้ วเตรียมพร้อมแลว้ ท่จี ะพุ่ง...
โยมแมเ่ ร�ไม่กลับม�เกดิ แลว้ ล่ะ ไปนพิ พ�นข�้ งหน้�เลย...”
จดหม�ยล�ยมือหลวงต�
จดหม�ยของท�่ นพระอ�จ�รยม์ ห�บัว ญ�ณสมปฺ นฺโน มถี ึงน�งเพ�พง� วรรธนะกุล
เมื่อวันที่ ๒๖ กมุ ภ�พนั ธ์ ๒๕๑๙
ก�รปฏบิ ัตธิ รรมสมควรแก่ธรรม ท่ปี ระท�นไวด้ ว้ ยพระเมตต�สุดสว่ นไม่มใี คร
เสมอในโลก น้นั คือก�รบูช�พระองค์ท�่ นแท้ ก�รเห็นคว�มจริงทีม่ อี ยกู่ ับตวั ตลอด
เวล�ดว้ ยปัญญ�โดยล�ำ ดบั น้นั กค็ ือก�รเห็นพระตถ�คตโดยล�ำ ดับ
ก�รเหน็ คว�มจรงิ อย่�งเต็มใจดว้ ยปัญญ�นัน้ แล คือก�รเหน็ พระพุทธเจ้�เตม็
พระองค์ พระพุทธเจ�้ แท้ ธรรมแท้อยูท่ ่ใี จ ก�รอปุ ฏั ฐ�กใจตวั เอง คอื ก�รอุปัฏฐ�ก
พระพทุ ธเจ�้ ก�รเฝ้�ดูใจตัวเองดว้ ยสติปญั ญ� คือก�รเข้�เฝ�้ พระพุทธเจ้� พระ
ธรรม พระสงฆ์ อย่�งแท้จริง
พญ�มจั จรุ �ชเตอื น และบุกธ�ตขุ นั ธ์ของสัตวโ์ ลกต�มหลกั คว�มจริงของเข�
เร�ต้องต้อนรบั ก�รเตือน และก�รบุกของเข�ดว้ ยสติ ปญั ญ� ศรัทธ� คว�มเพียร
ไม่ถอยหลงั และขนสมบัติ คอื มรรค ผล นิพพ�น ออกม�อวดเข�ซ่งึ ๆ หน้� ดว้ ย
คว�มกล้�ต�ย โดยท�งคว�มเพยี ร เข�กบั เร�ทถ่ี อื ว�่ เป็นอรศิ ตั รกู นั ม�น�น จะเป็น
มติ รกนั โดยคว�มจรงิ ดว้ ยกัน ไมม่ ใี ครไดใ้ ครเสียเปรยี บกนั อีกตอ่ ไปตลอดอนันตก�ล
ธ�ตขุ นั ธ์เป็นส่ิงทโี่ ลกจะพึงสละทั้งทเ่ี สยี ด�ย เร�พงึ สละด้วยสติปัญญ�ก่อน
หน�้ ทจ่ี ะสละขันธ์แบบโลกสละกนั นัน่ คอื คว�มสละอย�่ งเอก ไม่มีสองกบั อันใด
กรุณ�ฟงั ใหถ้ งึ ใจ เพร�ะเขียนด้วยคว�มถงึ ใจ เอวำฯ
ที่มา รปู แสกนจดหมายจาก ญาณสมั ปนั นธมั มานสุ รณ์ 458, ขอ้ ความอกั ษรจากเวบ็ ไซต์ www.luangta.com
สารบัญ
ขนั ธ์ห�้ (ชุดหดั ต�ย) ๓๓๕
ทุกขเวทน� ๓๔๗
พจิ �รณ�ทกุ ขเวทน� ๓๖๑
พิจ�รณ�ทกุ ขเวทน�ในว�ระสดุ ท้�ย ๓๗๔
สงคร�มจติ สงคร�มขนั ธ์ ๓๘๗
อบุ �ยวิธถี อดถอนอุป�ท�นขนั ธ์ ๓๙๕
ใจปลอม วธิ ปี ฏบิ ตั เิ บอื้ งตน้ ๔๐๔
สู่สมรภูมิ ๔๑๕
คว�มต�ยเป็นธรรมด� ๔๒๕
หดั ต�ย ๔๓๖
อะไรต�ยกนั แน่ ๔๔๖
หดั ต�ย วิธปี ฏิบตั เิ บ้ืองต้น ๔๕๕
สูแ้ ค่ต�ย ๔๖๗
สร�้ ง ‘’อัตต�หิ’’ กอ่ นต�ย ๔๘๑
ไม่มีอะไรต�ย ๔๙๓
ง�นล้�งป่�ช�้ ๕๐๖
ธรรมจ�กจดหม�ยท�่ นอ�จ�รยฯ์ ถึง คุณเพ�พง� วรรธนะกุล ๕๑๙
จงสร�้ งสมณะขน้ึ ทใ่ี จ ๕๒๐
นิพฺพ�น สจฉฺ ิ กิรยิ � จ ๕๓๔
อมตธรรม ๕๔๖
มชั ฌิม�ปฏปิ ท� ๕๖๐
คืนอ�ำ ล� ๕๖๘
๓ภาค
“ธรรมชดุ เตรียมพรอ้ ม’’
ขนั ธห์ า้ (ชุดหัดต๒๘า๘ย)
เทศนโ ปรดคณุ เพาพงา วรรเทธศนนะ์โกปุลรดณคณุ วเดั พปาพา บงาา นวตรราธดนะกุล ณ วัดปา่ บ้านตาด
เม่ือวันท่ี ๑๗ มกราคม พุทธศกั รเมา่ือชว๒นั ท๕่ี ๑๑๙๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙
ขันธหา(ชดุ หดั ตาย)
ไปหาทา นอาจารยม ่นั ทแี รก เวลาทา นเทศนใหฟ งไมเ ขา ใจ แตก็ดที ไี่ มเ คยนึก
ตาํ หนทิ าน มาตาํ หนิตวั เอง“นน่ั เหน็ ไหม เราโงไ หม ทีน”ี้ วายังงน้ั “เราเคยฟง เทศน
ของนกั ปราชญผูเ ชีย่ วชาญทางดา นปริยตั มิ ามากตอมากแลว แมก ระทง่ั เทศนส มเดจ็ ก็
เคยฟง และเขา ใจมาเปนลําดับลาํ ดา แตพ อมาฟง เทศนท า นอาจารยม ั่น ผูเชีย่ วชาญทาง
ดานปฏิบัตทิ างจติ ใจ กลบั ไมเขาใจ จะวา ตวั โงห รอื ตัวฉลาดเลา ” นี่วา ใหต วั เอง “ทาน
อาจารยม่ัน เคยปรากฏชอื่ ลอื นามมานานแลวในดานปฏิบตั ิธรรมทางจติ ใจ แตเ วลาทา น
เทศนใหฟง เกี่ยวกบั ทางจติ ใจจรงิ ๆ แลว เราไมเขาใจ นี่เห็นชดั หรือยงั เรื่องความโง
ของตัวเองนะ”
เพราะสว นมากถาทา นเทศนส อนพระ ทา นเทศนทางดานปฏิบัตลิ วนๆ เราไมเขา
ใจ น่งั ฟงอยูยงั งนั้ แหละ ทา นพูดเรื่อง “จิต” เรอื่ ง “ขันธ” หรือเรอ่ื งอะไรเราก็ไม
ทราบ จนกระทง่ั จิตสงบลงไดจ งึ เรมิ่ เขาใจ จติ เรมิ่ สงบก็เรมิ่ เขาใจ จติ มฐี านแหง สมาธิ
กย็ ่งิ เขาใจชัดเจนไปโดยลําดับๆ จากนัน้ กก็ ลายเปน “ซึ้ง” ไป และซง้ึ ข้ึนเรื่อยๆ
ทา นเทศนเรอื่ ง “ปญญา” แมเจา ของจะยังไมส ามารถกาวเดนิ ทางดานปญ ญา
ไดกร็ ูสึกวา ซึง้ ไปตาม ๆ ทา น เพราะจติ เรม่ิ รบั ธรรมปฏิบัตแิ ลวนี่ เม่อื จิตมฐี านสมาธิ
ไดดีแลว ยิ่งรับธรรมไดด ี ถายงั ไมมฐี าน จติ กไ็ มคอ ยรับ ไมคอ ยเขาใจ
การฟง เร่ือยๆ การปฏบิ ตั โิ ดยสมํา่ เสมอ เปน “การขดั เกลา จิต” โดยตรง
การปฏบิ ตั โิ ดยลาํ พังตนเองกเ็ ปน การขัดเกลาจิต การฟง กบั ทา นกเ็ ปน การขดั เกลาจติ ใจ
เปนลาํ ดบั จติ ใจก็ยิง่ มีความสงบเยอื กเยน็ เวลาทานอธบิ ายธรรมเปนตอนๆ เปนพักๆ
เรากาํ ลงั มีขอ ของใจจดุ ใดอยู พอทา นเทศนผา นไปตรงนัน้ เรากไ็ ดร บั ความเขาใจทนั ที
แลว คอ ยเขา ใจไปเรอื่ ยๆ
แตกอนเคยอา นในประวัตวิ า ครง้ั พทุ ธกาลพระพทุ ธเจาทรงแสดงธรรม พุทธ
บริษัทไดบ รรลุ “มรรคผลนพิ พาน” กันเปน จาํ นวนมาก จะวา สงสยั กย็ ังไมใช จะวาไม
เชอื่ ก็ไมเชงิ เพราะยังไมไ ดส นใจคดิ อะไรกบั เรื่องนีม้ ากนัก จนมาปฏบิ ัตจิ งึ ไดเ ขาใจ
ภมู ขิ องผูเ ขารับการอบรมนั้นมตี า งกัน ฟงเทศนคราวน้ี จิตเล่ือนความเขาใจไป
ถงึ “นน้ั ” ตอ ไปกส็ งสยั ในจุดนัน้ พอทา นเทศนค ราวตอ ไป จติ กผ็ านไปเร่อื ยๆ เขาใจ
ไปเรือ่ ย ๆ เล่ือน “ระดบั ”ไปเรอ่ื ย ๆ ตอไปกผ็ า นไปได ยง่ิ ผทู อ่ี ยใู น “ธรรมขน้ั
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรรม๓ช๓๒ุด๕เ๘ต๘รยี มพรอ้ ม’’
๒๘๙
ละเอยี ด” ดวยแลว ก็ย่ิงไปไดอยางรวดเรว็ อันนหี้ มายถงึ ผูปฏิบัติ เฉพาะอยา งยิง่ ภกิ ษุ
บริษัทเปนสําคญั มาก เก่ยี วกับการสมาธภิ าวนา เพราะทานปฏิบตั ิของทา นอยูเปน
ประจํา ภูมจิ ิตมคี วามเหล่ือมล้ําต่ําสงู ตา งกันเปน ลําดับลาํ ดาของการปฏบิ ัติ เพราะฉะนั้น
การฟงเทศนจงึ เปน การบุกเบิกทางใหทา นไดกาวไปวันละเลก็ ละนอ ยโดยลาํ ดับ ผูพอจะ
ผานไปไดใ นข้นั ใด ก็ผานไปเรื่อยๆ ทวี่ า “สําเรจ็ มรรคผลนิพพาน” กเ็ พราะเลอื่ นภมู ิ
ของจติ ไปเรอื่ ย ๆ จากการปฏิบตั แิ ละการฟง ธรรมจากทาน เมื่อทา นเทศนแกค วาม
สงสัยไดแ ลว ผานไปไดแ ละผานไปเลย ยกตวั อยา ง
พระอญั ญัตรภกิ ขุ ทานกําลงั สงสัยธรรมขน้ั ละเลยี ด จะไปทูลถามพระพทุ ธเจา
พอไปถงึ ใตถ นุ พระคันธกุฎี พอดีฝนตก ก็เลยยนื อยทู ี่ใตถ นุ นั้น สงั เกตดนู าํ้ ฝนทีต่ กมา
จากชายคา มากระทบน้ําทพ่ี ื้น แลว เกิดตั้งเปนตอ มเปนฟองขึน้ มา ฟองน้าํ ตง้ั ขนึ้ มาเทา
ไร มนั กด็ บั ไปแตกไป ทา นกพ็ จิ ารณาเทยี บเคียงกบั ส่งิ ภายใน คือ “สงั ขาร” ความคดิ
ปรุง เพราะขนั้ นีจ้ ติ จะพจิ ารณาเรือ่ ง “สงั ขาร”และ “สัญญา” ความปรงุ และความ
สาํ คัญตา งๆ ของใจมากกวาอยางอืน่
ในเวลานา้ํ ตกลงมากระทบกัน นอกจากมคี วามกระเพือ่ มแลว กต็ ั้งเปนตอ มขนึ้
มาเปนฟองขึน้ มา แลวดบั ไป ๆ ทานกพ็ ิจารณาเทยี บเคยี งเขาไปภายใน คือความคิด
ปรุงของจิต คิดดคี ิดชวั่ มีความเกิดความดบั เปนคเู คียงกันไปเปน ลาํ ดบั ๆ เสร็จแลวก็
กลายลงมาเปน นํา้ ตามเดิม สังขารน้ีเม่อื คดิ ปรงุ เสรจ็ แลวก็ลงไปทจ่ี ิตตามเดมิ ทาน
เลยบรรลธุ รรมขน้ั สงู สุดในสถานที่นนั้ เอง พอบรรลธุ รรมแลวฝนก็หยุด ทานก็กลับไป
กฎุ ี! ไมไ ปทูลถามพระพุทธเจา อีกเลย เพราะหมดขอสงสัยแลว นนั่ !
ธรรมของจรงิ เมอ่ื เขา ถงึ จติ ดวงใดแลว จิตดวงนน้ั ยอ มหายสงสยั ทันที แมแตจะ
ไปทลู ถามพระพุทธเจาอยแู ลว ก็ไมท ลู ถาม เพราะหายสงสยั แลว หากจะไปทูลถาม
ทา นๆ ก็จะรับสงั่ อยา งท่ีเขา ใจแลว น่นั แหละ ก็เลยหมดปญ หา กลบั ไปกฎุ ตี ามเดิม น้ี
เปนตัวอยา งอันหน่งึ
ผปู ฏิบัตธิ รรมเมือ่ กา วถึงขั้น “ปญ ญา”แลว อยูท่ีไหนกฟ็ งธรรมอยูตลอดเวลา
มีอะไรมาสมั ผัสกพ็ จิ ารณาเปน “ธรรม” ทง้ั สิ้น เพราะสิ่งที่มาสมั ผสั เปนเครอ่ื งเตอื น
สติ ใหร ะลกึ รู ปญ ญากว็ ่งิ ตามทันที ๆ โดยอตั โนมตั ิ พิจารณาอยา งรวดเร็ว ไมต อ งถกู
บังคับเหมอื นขั้นเร่มิ แรก ซง่ึ เปน ขน้ั “หมขู ้ึนบนเขยี ง แลว ไมย อมลง ถา ไมถ กู สบั ให
แหลกเสยี กอน” จติ ข้นั น้ี อะไรมากระทบยอมรูเทาทนั พิจารณาเปนอรรถเปน ธรรมทั้ง
ส้ิน ดังท่ที านอาจารยม่ันทา นกราบเรยี นพระมหาเถระ ซึง่ ไดเขียนไวใ นประวตั ิของทา น
วา
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๘๙
ธรรมะชุด๓เ๓ต๖รียมพรอ้ ม
๒๙๐
“(พระมหาเถระถาม)...ทานอยูค นเดยี ว เวลาเกดิ ขอ ของใจขึน้ มา ทานปรึกษา
ปรารภกบั ใคร?” ทานอาจารยม น่ั ตอบวา “ฟงเทศนอยู ทง้ั กลางวนั กลางคนื ไมไ ดหยดุ
หยอ นเลย” พระมหาเถระก็ไมก ลาคานทา นวา ยังไง เพราะอาจไมเ ขา ใจกไ็ ด ประการ
หนึง่ ประการทีส่ อง ทา นพูดออกมาจากความจรงิ กไ็ มก ลา จะคา นทา น”
ทว่ี า “ฟงเทศนอ ยูท ั้งกลางวันกลางคืน” กค็ อื การทพี่ จิ ารณาสิง่ ทม่ี าสัมผสั ปลกุ
สติปญญาอยูตลอดเวลาน่นั เอง จนเปน ท่ีเขา ใจไปโดยลาํ ดับ นั้นแลคอื การฟงธรรมทั้ง
กลางวันกลางคืนทางดานปฏบิ ัติ เพราะสตปิ ญญาขนั้ นี้เปนข้นั “อัตโนมัต”ิ ทํางานเพื่อ
“ธรรมลว น ๆ” ไมม ีโลกเขา แอบแฝงเลย
ดว ยเหตุนี้ ทานจงึ สอนใหทําจติ ใหม คี วามสงบ เมอื่ อบรมสมาธใิ หไ ดร ับความ
สงบแลว กพ็ จิ ารณาทางดา นปญญา ปญ ญาจะตง้ั หนาทําหนา ทีก่ ารงานน้นั ๆ ไปดวย
ความไมห วิ โหยกระวนกระวายสา ยแสของจิต จิตทมี่ ีความสงบ มฐี านแหงความสงบอยู
ภายในใจแลว ยอมคิดอา นไตรตรองเร่ืองอะไรไดด ี เพราะไมม ีความหวิ โหย วนุ ไปกบั
อารมณตางๆ ทเี่ ปนขา ศึกตอใจ ปญญาต้ังหนาตงั้ ตาทาํ งาน พิจารณาอะไรก็เปนการ
เปนงาน ดงั ใจหมายจริง ๆ ไมเถลไถล ไพลน ั่นเสือกน่ี ไมเปน อนั ทํางาน ทา นจงึ วา
“สมาธิปริภาวิตา ปฺญา มหปฺผลา โหติ มหานสิ ํสา” “ปญญาที่สมาธอิ บ
รมดว ยดแี ลว ยอ มมีผลมากมอี านิสงสมาก” ยอ มคลอ งแคลว แกลวกลา พจิ ารณาไป
ไดอยางรวดเร็วทันใจ ย่ิงกวาจติ ทไี่ มม ฐี านแหงความสงบเปน ไหนๆ เรอ่ื งสมาธกิ บั
ปญญาจงึ แยกกันไมออก ผปู ฏบิ ตั ิจาํ ตองนาํ มาใชตามกาลอนั ควรของแตละประเภทอยู
เสมอ แมแ ตท านทเี่ ปน “พระขณี าสพ” แลว ทา นก็ยังตอ งใช “สมาธิ” เปน เรอื น
พักผอ นหยอนใจ ในเวลายงั ครองขนั ธอยู เพราะสมาธเิ ปนเครอื่ งประสับประสาน
หรือเปนเคร่ืองสมคั รสมาน ระหวางขนั ธก บั จติ ไดดี
เวลาจติ คิดอา นไตรต รองอะไรเก่ยี วกับการกบั งานมาก จติ ยอ มมีความเหน็ด
เหน่ือยเปนธรรมดา ตองพกั จติ ในสมาธิ ปลอยความคดิ ความปรงุ ทเี่ รยี กวา “งานภาย
ใน” เสยี ทั้งหมด จติ สงบตัวอยโู ดยลาํ พัง ไมเ ก่ยี วขอ งกบั “ขนั ธใ ด ๆ” พอถอยออกมา
แลวกม็ กี าํ ลัง “ระหวา งขันธกับจติ ” พอเหมาะพอสมกันแลวทาํ งานไดตอ ไป ทา นจะ
ตองปฏิบตั ติ อ “จิต”ตอ “ขนั ธ” ทาํ นองนีต้ ลอดจนวันปรนิ ิพพาน เร่อื ง “สมาธิ”
จะตองใชไ ปอยา งนัน้ ตลอดไป จึงเรยี กวา “ทา นทาํ ความเพียร” เพียรระหวางขนั ธ
กับจติ ใหอยูเ ปนสุขเทา นน้ั ไมไ ดเพยี รเพอื่ จะถอดถอนกเิ ลสตวั ใด
หากไมไดป ฏิบัตใิ หเ หมาะสม ระหวา งขันธกับจิตแลว สวนเสยี ก็คือ ขนั ธไม
สามารถจะต้งั อยูจีรงั ถาวรไดเทา ท่คี วร สวนจติ ซ่งึ เปน ของบรสิ ทุ ธแ์ิ ลวนั้น ไมมีอะไร
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๙๐
ภาค ๓ “ธรร๓ม๓ช๗ุดเตรียมพร้อม’’
๒๙๑
เปนปญหาวาจิตจะเสียไป นอกจากธาตขุ ันธจ ะครองตัวไปไมถึงกาลอันควรเทา น้ัน
ทา นจึงปฏิบัตใิ หเ หมาะสมระหวางขันธกบั จิต ท่เี รยี กวา “ทิฏฐธรรม”“วิหารธรรม”
คือ ธรรมเครื่องอยูสบาย ระหวา งขนั ธก ับจิตท่ีกําลงั ครองตวั อยู
อะไรเปนเครอื่ งเสริมกาํ ลังของขนั ธ กค็ อื ความเพยี ร ความสงบ เสริมกําลัง
ของขันธ เพอื่ เปน ปกตสิ ุขตลอดอายุขัย อะไรสง เสริมจิตทย่ี งั มกี ิเลสครองตัวอยู ใหผาน
พนไปไดโ ดยลําดับ นน่ั คือ สตปิ ญญาเปนเครื่องสงเสรมิ หรอื เปนเครื่องขดั เกลา เปน
เครื่องแกส่งิ ขดั ของตา ง ๆ เชนเวลาเราเดนิ ทางไปสทู ่ีตา ง ๆ มขี วากมหี นามกดี ขวางทาง
อยู ก็เอามดี พราฟน ออก เบิกทาง และกา วเดนิ ไปเร่อื ย ๆ อะไรมากดี ขวางก็ฟนเรื่อยไป
เดินเรอ่ื ยไป จติ ท่ดี าํ เนินไปไดสะดวกปลอดภัย ก็เพราะมีสตปิ ญ ญาเปนเครื่องรักษา ขดั
ขอ งท่ีตรงไหนกแ็ กไขกนั ไปเร่อื ย ๆ กาวไปเรอ่ื ย ๆ กาวไป หรือพนไปภายในใจ
การปฏบิ ตั ิตอจติ ใจ คือ การสอดรอู าการของจิตทส่ี งออกไปสูอารมณตาง ๆ
ดว ยสตปิ ญ ญาเปนสิง่ สําคัญมากสาํ หรับผูปฏิบัติ น่ีคอื การเรยี นเพอ่ื รูตวั เองโดย
เฉพาะ
การเรียนเรื่องของจิต ตอ งทราบทกุ สิ่งทกุ อยางทเ่ี กิดข้นึ กับจติ และสงิ่ ทีเ่ ขามา
สมั ผัสจติ ไมว า จติ จะสง กระแสความรไู ปในทางใด หรอื กับอารมณใ ด สตปิ ญ ญาตอ ง
ตามรูตามรักษา และตามแกไขอยเู สมอ ไมปลอยใหจ ติ คดิ ปรุงไปตามลําพงั ถา ไดฝ ก
ฝนอบรมสตปิ ญญาจนมกี ําลังแลว เพยี งจติ กระเพอื่ มเทานน้ั กเ็ ปน การปลุก “สติ
ปญญา” ในขณะนัน้ พรอมๆกนั เพื่อรสู ึกในความคดิ ปรุงนน้ั ๆ ปญ ญากต็ ามพิจารณา
กนั ทนั ทีไมอืดอาดเนือยนาย เม่อื เขาใจแลวกป็ ลอยวาง
แตเ รอ่ื งจติ ไมม เี พยี งเรอื่ งเดยี ว มนั หลายเรื่องดว ยกนั จิตคิดแงน้ีแลวก็ปรงุ แง
นน้ั รอยสันพนั คม ซ่งึ ลวนเปนกลมายาของกิเลสสมทุ ยั พาใหจ ติ คดิ ปรงุ สตปิ ญ ญาก็
ตามพิจารณากนั เรือ่ ย ๆ สุดทายจิตกเ็ ขาใจ เพราะการตามตอ น และพิจารณาดว ยเหตุ
ผล พอใจไดร บั เหตผุ ลทถ่ี กู ตอ งแลว จิตกป็ ลอยส่ิงนน้ั ไมไ ปกงั วลยึดถืออกี ตอไป และ
ปลอ ยวางกันไปเรือ่ ย ๆ
การปลอ ยวาง “อปุ าทาน” ในขนั ธ ในจติ ดว ยสตปิ ญ ญา ปลอ ยอยางน!ี้
เพียงขนั้ ของสมาธิ นน้ั เปน ความสงบของใจ ยงั ไมไดปลอยวางอะไร สงบลงช่ัว
ระยะๆ พอเปน บาทเปนฐานแหงความสงบสขุ ไมว าวนุ ขุนมวั ดงั จติ ท่วั ๆ ไปที่ไมเคยอบ
รม
สว น สตปิ ญ ญา นั้น เปน เคร่อื งขดุ เคร่ืองคน เคร่ืองตดั ฟน สง่ิ ทเ่ี กาะเกย่ี วอยู
ภายในจิตมีมากนอ ยเปน เรื่องของปญญาทัง้ นั้น ไมมสี ่งิ ใดทาํ งานแทนในการแกกเิ ลสได
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๙๑
ธรรมะชดุ๓เ๓ต๘รยี มพร้อม
๒๙๒
การปฏบิ ตั ิธรรม คอื จติ ตภาวนาในข้นั เริม่ แรก ยอ มมคี วามลาํ บากลาํ บน น่งั ก็
เหนื่อยงา ย เพราะผลยงั ไมค อ ยปรากฏ การฝก จติ จติ กด็ ้ือดงึ ฝา ฝน มาก บางทีสมู นั ไม
ได สวนมากสูมันไมไ ดข น้ั เร่มิ แรก แตอ าศยั ความพยายามฝก ฝนอบรมอยโู ดยสมํา่ เสมอ
ก็มีวนั หนึ่งจนได ท่จี ะกาวเขาสูความสงบใหเ ปนผลขน้ึ มา พอเปน เครอ่ื งพยงุ จติ ใจ หรอื
พอเปน หลักฐานพยาน ใหเ กิดความอุตสา หพยายามในการดําเนินใหย่งิ กวา นั้นขนึ้ ไป
ตอจากน้ันกม็ ีความสงบเรื่อย ๆ จติ ใจถามีความสงบแลวกเ็ ย็นใจสบายใจ
เหมือนกับเรามหี ลกั มีแหลง มที ยี่ ดึ ที่หมาย ถาไมมคี วามสงบเลย กไ็ มทราบวา ทีย่ ึดที่
หมายอยูท ไ่ี หน เหมอื นอยกู ลางทะเล เรอื ก็คอยแตจะลม จมอยูแลว ดว ยพายุตาง ๆ ไม
ทราบจะเกาะอะไร นี่แหละทําใหจ ิตเกดิ ความวา เหวและวา วนุ ขุน มัวมาก เพราะจติ หา
หลกั ยึดไมไ ด ฉะนน้ั ความสงบจึงเปน หลักฐานอนั ดขี องจติ ในขั้นเร่มิ แรกภาวนาทานจึง
สอนใหอบรมใจใหมคี วามสงบ
ผูบาํ เพญ็ ไมตอ งถอื วา “ธรรม” บทใด “ต่าํ ” “ธรรม” บทใด “สงู ” ทคี่ วรจะ
นาํ มากาํ กับจติ ขอใหเ หมาะสมกบั จริตของตนเปนท่ถี กู ตอง ถา จติ ชอบคดิ ออกไปภาย
นอกบอ ยๆ กใ็ หเ รง คาํ บริกรรมใหถ ่ียิบเขา ไป สติตามใหทนั จติ ก็จะไมม โี อกาสเลด็ ลอด
ออกไปภายนอกได แลว จะหยั่งเขา สูความสงบ พอใจสงบแลวจะเย็นสบาย มหี ลกั เกณฑ
มองไปทางไหนก็ไมเ ปนฟน เปนไฟเผาตัวเหมอื นแตกอ น
พอออกมาจากความสงบ กพ็ ิจารณาทางดานปญ ญา ไตรต รองดกู ายท่ีเปนตวั
“อนิจฺจํ ทุกขฺ ํ อนตตฺ า” ใจจะมคี วามสงบแนบแนนเขา ไปโดยลาํ ดับ ปญ ญาก็จะแยบ
คายไปตาม ๆ กนั
การพิจารณา “ขันธ” ดวยปญ ญา ไมวา “ขนั ธน อก ขันธใ น” ท่ีไหนๆ
พิจารณาไดท ง้ั น้ัน เพราะเต็มไปดวย “อนจิ ฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา” เราพจิ ารณาเพื่อแยกแยะ
ใหเ หน็ ไปตามความจรงิ ของสงิ่ นนั้ ๆ ใจจะไดป ลอ ยกงั วล ผลสุดทายก็ยอ นเขา มา
พจิ ารณาเรอื่ งขันธของตัวเอง
ขนั ธทง้ั หา ไดเคยพดู แทบทุกวัน ขันธท ้งั หลายจะปลอยไปโดยไมพจิ ารณาไม
ได เพราะเปนหลักสําคัญของ “สัจธรรม” เปนหลกั สําคญั ของการกาวไปแหง จติ
หรอื เปน หลักสาํ คญั แหง ความรูทางปญญา เพราะเปน “หินลับปญญา” อยางยง่ิ
ถา สตปิ ญ ญาไมท นั จะเปน ขา ศึกตอ ตนเองอยางยิ่ง
ฉะนน้ั จึงตอ งพิจารณา “ขนั ธ” ใหรอบ ขันธม ีตดิ แนบอยกู บั เราตลอดเวลา สอ
ความพิรุธ สอ ความทุกข ความลําบากลําบน ความทรมานตางๆ อยูกับขันธกับจติ
ตลอดเวลา อะไรเสยี ดแทงขน้ึ ในขนั ธม ากนอ ย ตองเขาไปเสยี ดแทงจิตใจ ใหเ กดิ ความ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๙๒
ภาค ๓ “ธรร๓ม๓ช๙ุดเตรียมพรอ้ ม’’
๒๙๓
ทุกขวนุ วายอยูโดยไมขาดระยะเลย เพราะฉะนัน้ จึงตอ งใชส ตปิ ญ ญาใหทันกับอาการ
เหลา นีแ้ สดงตวั
ความจริง เขาไมไ ดต้ังใจยุแหยก อ กวนเราเลย หากเปนอาการของจติ ไปสาํ คัญ
เอาเอง ทุกขก ็เกิดขน้ึ ธรรมดา... ธรรมดา เชน เดียวกับแดดท่ฉี ายลงมาจากพระอาทิตย
พอกายเราไปสัมผัสเขาก็รอ น แดดเองเขาไมไ ดทราบความหมายของเขาเลย น้าํ เขาก็
ไมทราบความหมายวา “เยน็ ” แดด หรอื ไฟ เขาไมท ราบความหมายของตนวา
“รอน” แตผทู ราบความหมายน้ัน จะตกอยกู บั เราผสู มั ผสั กบั นาํ้ , กบั ไฟ, หรอื กับแดด
นั้น ทกุ ขเวทนาทเ่ี กิดขึ้นมา เขาก็ไมทราบวา เขาเปนเวทนา เขาไมท ราบวาเขาเปน
“ทุกข” เขาไมท ราบวา เขาเปน “สุข” เขาเปนเพยี งธรรมชาตอิ ันหนึ่งๆ เทา นัน้
แต จติ ผไู ปสมั ผสั กับสง่ิ ตาง ๆ นน้ั เกดิ ความสุขความทกุ ขข นึ้ มา และเกิด
ความหมายขน้ึ มาอกี แงห นง่ึ จงึ ทาํ ใหทกุ ขทางใจขึ้นอกี ความหมายในแงหลงั นีเ้ ปน
สําคญั ทจี่ ะกลายเปน กิเลส เพ่ิมทุกขข น้ึ มาอีก เพราะแงหลังนเ้ี ปน เรื่องของกเิ ลสโดย
ตรงตามความจริงของสภาวธรรม คอื ทกุ ขเวทนา เพียงความทกุ ขในสกลกายตาม
ธรรมดานี้ ใคร ๆ กเ็ กดิ ขน้ึ ไดทัง้ นั้น แมแตพ ระพทุ ธเจา ก็ยังไมพน ทจ่ี ะรบั ทราบ
ทกุ ขเวทนาทีเ่ กิดขึน้ ภายในพระกาย พระอรหนั ตก ็รบั ทราบ “กายเวทนา”เหมือนกัน
แตเปน เรื่องธรรมดาๆ เพราะทา นทราบเรอ่ื งคตธิ รรมดาโดยสมบรู ณแ ลววา เรอื่ ง
ทกุ ขเวทนาทเ่ี กิดขนึ้ ในกาย กเ็ ปน สภาวธรรมอันหนงึ่ เชนเดยี วกบั สภาวธรรมท่วั ๆ ไป
แตธ รรมชาตินเ้ี ขาไปเกย่ี วขอ งกับจติ จิตจงึ เปนผรู บั ทราบตามความจรงิ ของตน และ
ตามความจรงิ ของสภาวธรรม คอื ทกุ ขเวทนาน้นั เทา นน้ั จึงไมมีอันใดทจี่ ะกอ เปนตัว
ทุกขข ึ้นมาอกี ข้ันหนงึ่ ภายในจติ ทาน เพราะวา ทา นไมห ลง เม่อื เกิดข้นึ ทานก็ทราบวา
“นี้เปน สภาพอันหน่ึงทีป่ รากฏขนึ้ มา” ต้งั อยูทา นก็ทราบ ดบั ไปทา นก็ทราบ ทา นทราบ
ทง้ั ๓ ระยะ คอื ระยะทเี่ กิด ตง้ั อยู และดบั ไป, เกิดข้นึ ตงั้ อยู ดบั ไป อยูอยา งน้ีเปน
ประจาํ ขนั ธ ขนั ธม อี ยูอ ยา งน้ี มปี รากฏขน้ึ ต้งั อยู แลวดับไป มีทุกขเวทนา เปนตน
“วญิ ญาณ” รับทราบกท็ าํ นองเดยี วกัน แตส ว นท่ีมคี วามกระเทอื นตอจิตใจมากก็
คือ ทกุ ขเวทนา ทานจึงสอนใหพจิ ารณาใหเห็นตามความจรงิ ของมนั เพราะนเ่ี ปน ความ
จรงิ ลว นๆ ถา จิตไดพิจารณาเหน็ ตามความจริงของเขาแลว จิตกจ็ ะเปน ความจรงิ อนั
หนง่ึ ไมไ ปยืดถอื เขาใหเ ปนความหนักใจ ใหเปนความเบาใจกบั เขา ตางอนั ตา งจริง
ตา งอันตางอยู
แมวาระสดุ ทา ยท่เี ราจะแตกกท็ าํ นองเดยี วกนั ทุกขเวทนาดับไป ขนั ธก็สลายตัวไป
อาการทงั้ หา ไปพรอ มๆ กนั สิ่งทีไ่ มไ ป คือส่งิ ทร่ี อู ันเดียวเทาน้นั อันน้ไี มเ ปน อ่ืน เปน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๙๓
ธรรมะชุด๓เ๔ต๐รยี มพร้อม
๒๙๔
“จิต” หรือ เปน“ผรู ”ู อยเู ทานน้ั อันนไ้ี มแ ปร นอกจากแปรเฉพาะอาการของจิตเทา
นัน้ สวนจิตจริงๆ จะใหแ ปรเปน อยางอนื่ นน้ั เปนไปไมได
การพจิ ารณาเทยี บ กเ็ ทยี บเพือ่ จะใหเขาใจในขนั ธอยางแทจริง ขนั ธเ ปน อนั ใด
ทา นสอนไวอ ยา งตายตวั ถาไมฝ นความจริงทที่ า นสอนเราก็ไมเปนทุกข ทา นก็บอกแลว
วา “รูป อนิจจฺ ”ํ สรุปแลววา “รูป อนตฺตา, เวทนา อนตฺตา, สญฺ า อนตฺตา, สงขฺ า
รา อนตตฺ า, วิ ญฺ าณํ อนตฺตา” นน่ั ! เปนตนทไี่ หน ! “อนตตฺ า ๆ” บอกชดั เจน อยู
แลว ทานปดประตูไว ไมใหเ ออ้ื มออกไปยดึ ไปถือ ถายดึ ถือแลว แมจ ะเปน “อนตตฺ า”
หรือ “อตฺตา” ไมเปน ภัยอะไรสาํ หรับเขาเองก็ตาม แตก เ็ ปน ภยั ตอเราผหู ลงอยูนนั่ เอง
สดุ ทา ยความหลงนี้แลมาเปน ภัยตอ เราเอง
ทานจงึ สอนใหแยกแยะดูสิ่งนัน้ แลว ใหย อ นจติ เขา มาดูจติ เพ่ือทราบความสําคัญ
ผดิ ของตนท่ีไปหลงยึดสงิ่ น้นั ๆ แลว ยอ นจิตเขามาแกภ ายในอกี เพ่ือหายสงสัยกบั สิ่ง
ภายนอก ทง้ั หายสงสยั ในตัวเอง และมาเหน็ โทษของตัวผูไ ปหลงเขา แกส องชัน้ คือ ชั้น
นอกและชน้ั ใน
ในขนั ธห า ทานบอกไวอยา งน้ีวา “อนจิ ฺจํ ทุกขฺ ํ อนตตฺ า”ก็ อนั เดยี วกันนนั่ แหละ
ไมใชแ ยกกนั ออกได ทกุ ขฺ ํ อนิจจฺ ํ อนตตฺ า มนั อยดู ว ยกนั เหมือนขางหนาขา งหลงั ขาง
ซายขางขวา ของคนๆ หนงึ่ นั่นแหละ อนั นเี้ ปน ขา งซา ย อนั นีเ้ ปนขา งขวา อันนัน้ เปนขา ง
หนา อันนเี้ ปน ขางหลงั กค็ นๆ เดยี วกันนน่ั เอง “อนิจฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า” กค็ อื อาการ
แหง สภาพอนั หนง่ึ ๆ ของขันธอ ันเดียวกนั ถา จะแยก แยกออกไปมากมายกท็ ําใหฟน
เฝอไปเปลา ๆ ไมเ กิดประโยชน
อนั ใดเปน ที่ถนัดใจของเรา เชน พจิ ารณาเรอ่ื ง “ทกุ ขฺ ํ” เปน ท่ีถนัดใจ กใ็ หก าํ หนด
ลงไปเลย จะกระจายไปถงึ “อนจิ ฺจ,ํ อนตตฺ า” ดว ยไมว า อาการใด เชน พจิ ารณา อนตฺ
ตา กก็ ลมกลืนกันไปหมด พิจารณา อนจิ จฺ ํ ก็ กลมกลืนกนั ไปหมด ขอใหเปนความถนดั
ใจของเราผพู ิจารณาเถิด
ความถนัดใจเปน สิ่งสําคญั จะทาํ ใหเหน็ ตามความจริงของมัน อยาปน เกลยี วกบั
ความจริงทพี่ ระองคท รงสอนไวอยา งถกู ตอ ง “น่ีเปนกอง “ไตรลกั ษณ” บอกไวแ ลว
อยาเอือ้ ม อยาไปยึด อยา ไปแบกไปหาม มนั หนกั จงปลอยตามความจรงิ ของมัน ใจ
จะไดเ บาภาระ และหายทกุ ขไ ปโดยลาํ ดบั
ทุกขฺ ํ อนิจจฺ ํ อนตตฺ า มอี ยทู กุ อาการของขันธ รูปก็เปน กอง “ไตรลกั ษณ” เวทนา
กไ็ ตรลักษณ สัญญากไ็ ตรลักษณ สังขารก็ไตรลกั ษณ วญิ ญาณก็ไตรลกั ษณ เขาเปน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๙๔
ภาค ๓ “ธรรม๓ช๔ดุ ๑เตรียมพรอ้ ม’’
๒๙๕
ความจรงิ โดยสมบรู ณอ ยแู ลว ตามความจริงของตน เราอยาไปยึด อยาไปสาํ คัญ อยา ไป
ปก ปน เขตแดนเอา วา น้ันเปนเรา น้เี ปนของเรา เราก็สบาย
น่แี หละการพิจารณาทางดานปญ ญา ใหพ จิ ารณาอยา งนี้ จติ ใหรอบคอบตอตน
ใหฉลาดตอ ตนเอง ถา ไมฉ ลาดกไ็ ปหลงเขา ความหลงเขา จะตาํ หนเิ ขากไ็ มถูก เพราะ
เราหลงเอง ตอ งตําหนิเราผหู ลง เม่ือรแู ลว ก็หมดทางตําหนิ อาการเหลา น้ีมีอยดู ั้งเดมิ
ตัง้ แตว นั เกิดมาจนกระทง่ั วันสลายตวั ลงไป ใครเอาไปไดเ มอ่ื ไรเพราะเปน ของกลางๆ
กองรปู กองเวทนา กองสัญญา สงั ขาร วิญญาณ น้ี ปลอ ยตามสภาพของมัน
พจิ ารณาใหเขาใจเสียแตใ นบัดน้ี จะเปนผูสะดวกสบายใจ นี่เปน ขั้นหน่ึงของการ
พิจารณา
ข้ันสดุ ยอดแหงทุกข แหงสมุทัย แหง ธรรม กค็ อื ขัน้ จิต ขั้นจติ คืออะไร? จติ นั้น
หมายถงึ จิตกับอวิชชา ทีก่ ลมกลืนกนั เปนความผองใส ความสงา ผาเผยอยา งยิง่ ไม
เกย่ี วขอ งกบั สิ่งเหลาน้ีเลย ! คอื ความรูประเภทที่ปลอยวางจาก “รูป” จาก
“นาม” หมดแลว นแ้ี ลเปนความรูท ่เี ดน ท่สี ดุ เปน ความรูท่ีอศั จรรยอ ยางมากมาย จน
เจาตวั กต็ อ งหลงเพลนิ ตอความรปู ระเภทน้ี ถอื วา “เปน ของดอี ยางยง่ิ ” มีความรัก
ความสงวนมากไมม สี ่ิงใดจะเทียบเทา ไดเ ลย ถอื วา อันนเ้ี ลศิ ประเสรฐิ กวาสิ่งใดๆ ทั้งส้นิ
บรรดาทพ่ี จิ ารณาผานๆ มา บรรดาทีเ่ คยเจอ หรอื เคยพบเหน็ มา ไมมีอนั ใดมีความสงา
ผา เผยกวา ไมม อี ันใดทีม่ ีความสวา งกระจางแจงกวา เปน สงิ่ ทน่ี า อัศจรรยยง่ิ กวาจิตดวง
น้ี ทานวา “จติ อวชิ ชา” แท เปนอยา งนี้ ตองทําใหหลงไดแนน อน ถาไมม ผี ูเตอื นใหร ู
ไวก อ น อยา งไรก็ตอ งหลงในจุดนีแ้ น ๆ ในบรรดาผูปฏบิ ตั ิ
เพราะฉะน้ันเม่ือทราบแลว วา จุดนเ้ี ปนอยางนี้ อวชิ ชาเปน เชนนี้ การพจิ ารณาจงึ
ตองหยง่ั ลงในจติ นีเ้ พยี งอันเดียวเทานน้ั เพราะส่งิ อน่ื ๆ เขาใจหมด สังขารปรุงขึน้ มา
ปบ มนั ก็ดบั ลงไปอยทู ่ีอวิชชาน้นั เสยี เพราะอวิชชาเปน ผบู งการ
ในเม่อื อวชิ ชายงั มีอยู สังขารปรงุ ขน้ึ กต็ องเปนเร่อื งอวชิ ชาใหปรุง รับทราบ
อะไรกต็ าม เปน เร่ืองอวชิ ชาทีพ่ าสาํ คัญม่ันหมายไปตาง ๆ นานา อะไร ๆ ก็เปนกิเลสไป
หมด เพราะอวิชชาพาใหเปน เพราะฉะน้นั จึงตองคนลงไปท่ี “จติ อวชิ ชา”
เอา จิตอวชิ ชา เปนสถานท่ี หรือเปนเปาหมายแหง การพจิ ารณา หย่งั สติปญญาลง
ไปทต่ี รงน้ัน โดยไมถอื ความรนู ั้นวา เปนตน ถายงั ถอื ความรูน้ันวา เปน “ตน” อยู การ
พิจารณากไ็ มถ นดั กลัวความรนู จี้ ะเสอ่ื มบา ง จะสลายไปบา ง จะสญู หายไปไหนบา ง กลวั
จะลมจมไปตา งๆ นานาบา ง ไมอยากแตะตอ ง นน้ั แลคอื กิเลสประเภทหนง่ึ หลอกเรา
อยา งสนทิ ทีเดียว
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๙๕
ธรรมะชุด๓เ๔ต๒รยี มพรอ้ ม
๒๙๖
เพราะฉะนน้ั เพอื่ ความถูกตองตามหลักการพจิ ารณาจริงๆ จงึ เอาจุดแหง ความ
รูท่เี ดนชดั ที่วาอศั จรรยมากๆ นั้นแหละ เปน จุดทพ่ี ิจารณาคลค่ี ลายท่ีจดุ นัน้
พจิ ารณาลงจดุ น้นั เชนเดียวกับเราพิจารณาสภาวธรรมทั้งหลาย โดยไมถ อื วาอันนน้ั สงู
อันนี้ต่ํา ไมถ อื อันนั้นเปนเรา อันน้ีเปน ของเรา แมแ ตจ ติ คอื ความรู ความรอู ันนี้กไ็ มถอื
เปนเรา เปนของเรา พิจารณาใหเ ขา ใจสงิ่ น้ี จึงตองพิจารณาลงไปทีต่ รงนี้มนั จะไมเขา ใจ
ไดอยางไร จะทนตอ การพสิ ูจนไดอ ยางไร ตองเขาใจ คือ สตปิ ญ ญาเขาถอื ตวั จติ
อวชิ ชา และคลค่ี ลายตามหลักการพจิ ารณาอยแู ลว ทว่ี าอัศจรรย ๆ กส็ ลายไป จงึ เหน็
ไดช ดั เจนวา นี้คอื จอมหลอกลวงอันสดุ ทา ย ไดแ กธ รรมชาตนิ แ้ี ล
ทีนี้ขันธกห็ มดปญ ญา คาํ วา “จติ ” ก็หมดปญ หา ทกุ ส่ิงทกุ อยางบรรดาสภาว
ธรรมท่วั ไป หมดปญหา! เม่ือจติ หมดปญหาในตวั เองเพยี งดวงเดียวนเี้ ทา นน้ั ไมม ี
อะไรเปน ปญ หาในโลก นน่ั ! น่ีคอื จุดสุดทา ยแหงการพจิ ารณาธรรม
การปฏบิ ตั ธิ รรม การรูธรรม การรูทุกขกด็ ี สมุทัยกด็ ี กร็ นู เี้ ปนจดุ สุดทา ย จากนั้น
ไมม อี ะไรท่ีจะรตู อไปอีกแลว แลว จะทาํ ใหห ลงอะไร กไ็ มม ที างทจ่ี ะหลงตอ ไปอกี มนั
เปน “อฐานะ” มนั เปน อะไรตามสมมุติดีช่วั ทน่ี ยิ มกนั ไปไมได ตอ จากนีไ้ ปแลว ดงั
ท่ที านกลาววา “วุสติ ํ พรฺ หฺมจรยิ ํ, กตํ กรณยี ํ, นาปรํ อติ ฺถตตฺ ายาติ ปชานาต.ิ ”
พรหมจรรยไดอยจู บแลว งานทค่ี วรทําไดท าํ เสร็จแลว งานอื่นที่ย่ิงกวานไ้ี มม!ี เพราะได
รชู อบทกุ สิง่ ทกุ อยางแลว น่ถี าเราพูดในธรรมจุดนี้ กเ็ หมือนกบั วา ไมกวา งขวางอะไร
เลยในการปฏิบัติศาสนา นะ แตก อ นทจี่ ะเปน เชน นี้นะ ซี มนั แทบเปนแทบตายสาํ หรับ
ผปู ฏบิ ัติทัง้ หลาย
ถา พดู ตอนสุดทา ยน้ี กเ็ หมอื นกบั “ขา วอยูในจานนัน้ แล มองดขู า วในจาน ก็
เหมอื นกับแคบนิดเดยี ว เหมาะกบั การรับประทานเทานั้น แตเ มอ่ื มองยอนหลังไปวา
“ขาวนมี้ าจากไหนละ ? ลองไลด ูซิ โอย ! แคนในหัวใจแทบไมอ ยากรับประทาน ขาวมา
จากไรจ ากนา จากอะไรบา ง กวา จะมาเปน เมลด็ ขา วเปลือกขา วสาร จนสําเร็จขึ้นมาถงึ
ข้ันรับประทานนี้ มนั ทุกขล าํ บากมาก หลงั สูฟา สูแดด สูฝน และอดทนทกุ อยา ง ตอ ง
พรรณนากนั ยดื ยาวกวาจะเสรจ็ และทาํ เปนปโ นน นะ กวาจะไดร บั ผล และรับประทาน
นก่ี ารพจิ ารณาธรรม ก็เร่มิ มาแตล ม ลุกคลกุ คลาน ฝก หดั ดดั จติ ใจดวยธรรมตางๆ
แทบเปน แทบตาย บริกรรมบงั คับจติ ดวย “พุทโธ ธมั โม สงั โฆ” ลม แลว ลมอกี กร่ี อ ยก่ี
พนั หนอยูน่นั แหละ ไมร ูกลี่ มก่ลี กุ ละ พยายามเสอื กคลานมาโดยลําดบั ดว ยความ
อตุ สาหพยายามเรอ่ื ยมา จนกระท่ังถึงจุดทวี่ านน้ั ซ่ึงควรแกก ารปลงใจ ปลงภาระทง้ั
ปวงใหห ายหว ง
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๙๖
ภาค ๓ “ธรร๓ม๔ช๓ดุ เตรยี มพรอ้ ม’’
๒๙๗
ตอนตนมนั กวางขนาดไหน หนกั ขนาดไหน หนักจนยกแทบไมไหว หรอื ยกไมไหว
ในสว นมาก ยกไหวในสวนนอ ย เมื่อตกมาสมยั ปจจุบัน ถาวา กวา งก็กวางจนมองหาทาง
ไมเจอ พอถึงขั้นแคบกแ็ คบอยางน้ันละ พอขน้ั แคบ ๆ นีห้ มดไปแลว ทนี ก้ี วางก็ไมวา
แคบก็ไมว าอะไร ไมวาทงั้ นั้น เพราะหมดสิง่ ท่จี ะวา จติ หมดโทษ ไมมอี ะไรท่ีจะวาตอ
ไป นัน่ คอื แดนแหง ความพน ทกุ ขโ ดยสิ้นเชิง
พระพทุ ธเจา ก็ดี พระสาวกก็ดี ทานถึงแดนน้ดี ว ยกัน ไมมที า นผหู นึ่งผูใดนบั แต
พระพุทธเจา ลงมาถงึ สาวกองคสุดทายวา จะยิ่งหยอนกวากนั ในความบรสิ ุทธ์ิ เสมอ
กนั เปนแตเ พียงวาพุทธวิสัย คอื ความสามารถฉลาดรูในแงต างๆ แหง ธรรมนัน้ มี
ความลกึ ตน้ื หยาบละเอยี ดกวา กนั เทา นน้ั แตขน้ั บริสุทธน์ิ ีเ้ หมอื นกนั หมด
ทา นกลาวไวใ นธรรมวา “นตถฺ ิ เสยโฺ ยว ปาปโ ย” ทานผบู รสิ ทุ ธิ์ท้ังหลาย ไมม ี
ยิ่งหยอ นกวา กันเลยแมแตน ดิ บรรดาพระอรหนั ตข ีณาสพทัง้ หลาย นบั ต้งั แตพระพุทธ
เจา ลงมา เสมอกัน คือความบริสทุ ธ์ิน้ี ดังที่ทา นอาจารยม ่นั ทานแสดงเรื่องนิมติ วา พระ
พุทธเจาในครัง้ พทุ ธกาลทา นเคารพกนั อยา งไร ปรากฏในนมิ ิตวา บรรดาพระสงฆสาวก
ทง้ั หลายหลั่งไหลมา พระพทุ ธเจา กเ็ สดจ็ มา ใครมาถงึ กอนนัง่ กอ นเปนลาํ ดับ ๆ ตามท่ี
มาถงึ กอ นถงึ ทีหลงั ไมไดคาํ นงึ ถงึ อาวโุ สกนั พระพทุ ธเจาเสด็จมาทหี ลัง ก็ประทับอยู
ทางทา ยสงฆโนน แลว (ทานอาจารยม ัน่ ) ทา นเกดิ วิตกข้นึ มาวา เพราะเหตไุ รจงึ เปน
อยา งน้นั ความเคารพกันครั้งพทุ ธกาลเปนอยางน้หี รอื ก็รขู ึน้ มาทนั ทีวา น้คี อื วสิ ทุ ธิ
ธรรมเสมอกนั อยา งนี้ ไมว าใครมากอ นมาหลงั นั่งตามลาํ ดับทม่ี า คอื เปนความเสมอ
ภาค ไมวา ผูนอยผูใ หญ “อาวโุ ส ภนั เต” เพราะความบริสทุ ธเ์ิ สมอกัน
(ทานอาจารยมนั่ ) ทา นวติ กวา ถาเคารพตามสมมุติแลว ความเคารพกันของทา น
เปน อยา งไรหนอ “ตามทางสมมุต”ิ ทานพลิกพรบึ เดียวนนั้ พระพุทธเจาประทบั อยู
ตรงหนา แลว บรรดาสาวกเรียงตามลาํ ดับลําดา น่ีคือการเคารพกันโดยทางสมมุติ ความ
เคารพในทาง “สมมตุ ิ” เปนอยางนี้ นต่ี าม “อาวโุ ส ภนั เต” อยา งนี้ น่นั !
ทา นแยก ท้งั “วมิ ุตติ” ท้งั “สมมตุ ิ” ใหเ หน็ อยา งชัดเจน
การเคารพกัน กไ็ มม อี ะไรจะนิ่มนวลยง่ิ กวาทานผสู นิ้ กิเลสเคารพกัน ไมเปนพิธรี ี
ตอง ไมเปนอะไรๆ เลหๆ เหลี่ยมๆ เหมือนกบั คนทีม่ ีกเิ ลสทาํ ตอ กัน ทานเคารพกนั
อยางถึงใจ เคารพคุณธรรม เคารพความจรงิ การเคารพความจริงดวยความจรงิ ภายใน
ใจน้ี ทานจงึ ทําไดส นิท
สว นปถุ ชุ นจาํ พวก “ชนดะ” เรา เวลาแสดงออกทางมรรยาทน้ันดสู วยงาม แตงาม
ในลกั ษณะตกแตง ไมใ ชตัวจริงออกมาจากของจริงคอื ธรรมแท แตภ ายในมนั แข็งท่ือ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๙๗
ธรรมะชุด๓เ๔ต๔รียมพรอ้ ม
๒๙๘
ไมเ หมาะสมกันกับอาการภายนอกทอ่ี อ นโยนในการแสดงออก ฉะนน้ั โลกจึงลุม ๆ ดอน
ๆ สงู ๆ ตํ่า ๆ ไมสมํา่ เสมอเหมือนกบั ความจรงิ ทเ่ี ปนออกมาจากความจรงิ แท วนั น้ี
แสดงเพยี งเทาน้ี ขอยุติ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๒๙๘
ภาค ๓ “ธรรม๓ช๔ดุ๕เตรียมพร้อม’’
ทุกขเว๒ท๙๙นา
เทศนโ ปรดคุณเพาพงา วรรธเทนศะนก์โุลปรณดควุณดั เปพา บพางนาตวารดรธนะกลุ ณ วัดป่าบ้านตาด
เมอื่ วันท่ี ๓๐ มกราคม พทุ ธศักราเชมอ่ื ๒ว๕นั ท๑่ี๙๓๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙
ทุกขเวทนา
ในมงคลสตู ร ทา นสอนใหค บบณั ฑติ อยาคบคนพาล คนพาลก็คอื หัวใจเจาของพาล
น่นั เองเปนอันดบั แรก คือมคี นพาลภายนอก คนพาลภายใน สวนมากกเ็ ปน คนพาลอยู
ภายในใจตัวเองคอยพาลอยเู รอ่ื ยๆ เวลาไปอยกู บั ครกู ับอาจารย ท่ีเรียกวา “คบบณั ฑติ ”
ไดร บั การอบรมอยเู สมอจากบัณฑิต เพราะครอู าจารยท านเปนบณั ฑิต ทานมีความเฉลียว
ฉลาดในอบุ ายตางๆ ทีน่ ํามาส่ังสอนเรา ทานเคยปฏิบตั แิ ละรูมาแลวทกุ อยาง การสอนจงึ
ถูกตองแมนยําเปน ทแี่ นใ จไดส ําหรบั ผูฟงไมมีท่สี งสัย เฉพาะอยา งยงิ่ ทานอาจารยม ่นั ไม
เคยปรากฏเลยทที่ า นจะสอนวา “เหน็ จะเปน อยา งนน้ั เห็นจะเปนอยางนี้”
มแี ต “แนนอน ๆ” และเปนทแี่ นใ จ เพราะทานเอาความจรงิ ลวนๆ ซึ่งถอดออก
จากจิตใจท่เี คยไดรไู ดเหน็ มาแลวออกมาพดู และจากการปฏิบตั มิ าแลว ดวยดี ยง่ิ เวลาเจบ็
ไขไ ดปว ยดว ยแลว รายไหนออนแอละ ทานขูไ วแ ลว วา “ใครออนแอใครรอ งคราง “ฮือๆ”
ละก็ ใหเอา “นน้ั แหละ” เปน โอสถรกั ษาเองไมต องไปหาหยกู ยาท่ไี หน ไมต องมใี ครดแู ล
รักษาละ คราง “ฮอื ๆ ฮาๆ” มนั เปน โอสถแลว สาํ หรบั คนนน้ั ถา หากการรอ งครางมนั เปน
ประโยชนจ รงิ ๆ แลว เราจะหาหยูกยามารกั ษาทาํ ไม !
นแี่ หละเวลาทท่ี า นยอ นกลับเอา “รองครางเขา ซี ใครรองครางกไ็ ดน ี่ เด็กรองคราง
ก็ยงั ไดถ า มันประโยชน นม่ี นั ไมเปนประโยชนอะไรเลย นอกจากคนดที ี่ปฏิบตั เิ ดด็ เดย่ี วจะ
ราํ คาญเทา นั้น จึงไมควรจะรองครางเพราะความออนแอ เปนพระกรรมฐานท้ังองคแ สดง
ตวั อยา งนน้ั มันดูไดเ ม่ือไร ถา เปน เด็กหรือเปน คนธรรมดาทวั่ ๆ ไปกไ็ มค อยเปน ไร เพราะ
เขาไมไ ดร ับการศึกษาอบรม มีความรอู ะไรพอจะเขาใจในแนวทางตอ สดู วยวิธกี ารตา งๆ มี
การพจิ ารณา เปน ตน
สว นเรารแู ลว รทู ุกสงิ่ ทกุ อยาง เวลาเกิดเรื่อง เชน เจบ็ ไขไดปวย เปนตน ข้นึ มาภาย
ในตวั หาทางหรอื อบุ ายตา งๆ รกั ษาตัวไมไ ด มแี ตล มระเนระนาดไปอยางนัน้ ใชไ มไดเ ลย
ขายตัวเองและวงกรรมฐาน!
ทา นอาจารยม ่ันทา นเทศนส อนจิตใจน้เี กงมากทีเดยี ว บรรดาลูกศิษยลกู หาท่ตี ั้งใจ
ไปศกึ ษาอบรมกับทา น ฟงอะไรก็ถึงใจ สง่ิ ท่ีควรปฏบิ ตั ิกป็ ฏบิ ัตไิ ปเลย ส่งิ ทีค่ วรเขาใจใน
ธรรมชุดเตรียมพรอ ม ภาค ๓ “ธรร๒ม๓๙ช๔๙ดุ๗เตรยี มพรอ้ ม’’
๓๐๐
ขณะน้นั กเ็ ขา ใจ แตล ะเรื่องทเ่ี ปนเรอ่ื งภายใน เขา ใจไปโดยลาํ ดับ เวลามีความเจบ็ ไขได
ปวยทานสอนวิธีพิจารณาให “เอา เวลามนั เปน ไข มันเอาไขม าจากไหน?” นี่ทา นสอนให
เปน ประโยชนแ ละไดค ติสาํ หรบั ผูปฏิบัติ “มันหอบไข หอบหนาวมาจากไหน? มันกเ็ กดิ ขนึ้
มาในกายน้ีไมใชหรอื ? เวลาหายมนั จะไปหายท่ไี หน? ถา ไมห ายในทีม่ นั เกิดข้ึนน่ี แมไม
หายมนั ก็ตายไดดว ยกนั ทุกคนไมม ียกเวน ภายในรางกายน้ี จงพิจารณาใหร มู ัน
ความทุกขท้ังมวลนั้นกเ็ ปน “สจั ธรรม” ถา ไมพิจารณาสงิ่ เหลา นจ้ี ะพิจารณาอะไร?
พระพทุ ธเจา ตรัสรูดวย “สจั ธรรม” สาวกกต็ รัสรูด วย “สจั ธรรม” เราจะตรสั รดู ว ยความ
ออ นแอนัน้ ไดห รอื ! มันเขา กันไดหรอื กับธรรมของพระพทุ ธเจา ถาอยา งนน้ั เราก็มาขวาง
ธรรมซี ทานวา
มันเกิดทต่ี รงไหนอาการใด เราถามดู มนั เจบ็ ทตี่ รงน้ันปวดที่ตรงน้ีนะ อะไรเปน ผู
เจบ็ อะไรเปน ผปู วด ? คนเขา ไปใหเหน็ ตนเหตุมนั ซิ มนั เกดิ ที่ตรงไหน เจบ็ ทต่ี รงไหน
อะไรเปนเหตใุ หม ันเจบ็ มนั ปวด อะไรเปนผไู ปสาํ คญั ม่ันหมาย เวลาตายแลวเขาเอาไป
เผาไฟ มันเจ็บมันปวดไหม ? ใครเปน ผูหลอกลวงตัวเองวา เจ็บน้ันปวดน้ี พจิ ารณาให
เห็นตน เหตขุ องมนั ซี
ถา เปนนักปฏบิ ตั ิ ไมร ูตน เหตไุ มร ูท ัง้ ผล คือกองทุกข มนั จะแกทกุ ขไ ดย งั ไง ปญญา
มไี วท ําไม? ทําไมไมค ิดไมค นขน้ึ มาใช แนะ ทานวา
“มีสตปิ ญญาก็เพ่อื ระลึกรู แลว พิจารณาสิ่งตา งๆ มีทุกขเวทนา เปน ตน ซง่ึ มีอยู
ในรางกายและจติ ใจของเราเอง”
ทานสอนย้าํ ลงไปโดยลาํ ดับ ๆ หากผฟู ง ฟง ดวยความต้งั ใจ เฉพาะอยางยิ่งผมู นี สิ ัย
อาจหาญ จะย่ิงจับใจความไดงา ย ถูกจรติ ทนั ที ๆ จบั ปุบๆ ในเวลาจากทานไปอยูในสถานท่ี
บําเพญ็ ใด ก็เหมือนกบั ทา นไปแสดงกังวานอยใู นหวั ใจ โอวาทของทา นจาํ ไดท ุกแงทุก
กระทง ทสี่ าํ คญั ๆ สําหรบั ทจ่ี ะเอามาเปนเครอื่ งมือในการปฏบิ ัติ เชน อยูในทส่ี าํ คัญๆ
ประหน่งึ วา ทานมาอยูทีห่ ัวใจเราเลย ใจอาจหาญรา เรงิ จริงๆ แมการฝก การรูธ รรมเหน็
ธรรม การเขา ใจในอรรถในธรรม กเ็ ขาใจดว ยความอาจหาญ เขา ใจดวยความเปนนกั ตอ สู
จรงิ ไมไดเ ขาใจดว ยความออ นแอ ความทอแท ความเหลวไหล ความถอยทัพกลบั แพโดย
ลําดับ น้ันไมใ ชทางทก่ี เิ ลสจะกลัวและสนิ้ ไปจากใจ ไมใชท างทีจ่ ะแกก ิเลส หรือรเู รอ่ื งของ
กเิ ลสทั้งหลายและถอดถอนไดเลย
ธรรมชุดเตรียมพรอ ม ๓๐๐
ธรรมะชุด๓เ๔ต๘รยี มพรอ้ ม
๓๐๑
นศ่ี าสนา!ไมมอี ะไรทจี่ รงิ ทีแ่ ทแมนยาํ ตอความถกู ตองจะเทียบเทา ได หาที่แยงไมม ี
ถาดําเนนิ ตามหลักศาสนาแลว เรือนจาํ ตะรางตะเริงอะไรเหลาน้ไี มตอ งมี มีทาํ ไมกไ็ มมีใคร
จะทาํ ผิดนี่ มองเห็นตามเหตตุ ามผล ยอมรับความผิดความถกู ชั่ว ดี ของกันและกัน ดว ย
หลกั เหตผุ ลเปนเคร่อื งรับรองแลว ก็อยดู วยกนั ไดเทานนั้ คนเรา
เทาทตี่ อ งมีกฎบังคับ มีตะรางหรอื คุก กเ็ พราะไมย อมรับผิด ผิดก็ไมยอมรับวา ผดิ
เห็นตวั ทาํ อยูหยกๆ ก็ไมยอมรบั จนติดคกุ ติดตะรางแลว เวลาถูกถามยังวา “เขาหาวา
ขโมยนน้ั ขโมยน”้ี ไปเสียอีก ทั้งๆ ที่ตวั ขโมยเอง น่ีคอื ความไมยอมรับตามเหตุตามผลตาม
ความจรงิ น้ันเอง แมภายในจติ ใจเก่ยี วกับเรื่องของตัวโดยเฉพาะก็เหมอื นกนั ไมยอมรบั
เพราะฉะนน้ั มนั ถึงไดรับความทุกขค วามลําบาก ถายอมรบั ตามหลกั ความจรงิ เสยี ส่ิงท่ี
แสดงข้ึนเปน หลกั ความจรงิ ท้งั นนั้ ยอ มมีการยตุ ิกันไดด วยความจรงิ แมเ กิดทกุ ขทางรา ง
กายก็ไมทาํ ใจใหกาํ เรบิ เพราะความรูเทา ทนั
ตามหลกั ธรรม ทกุ ขเ คยปรากฏภายในรา งกายและจติ ใจเรา ตัง้ แตว นั รเู ดยี งสาภาวะ
มา ไมน า ตื่นเตน ตกใจ เสยี ใจ จนกลายเปน โรคภายในจติ ขึน้ มา จติ ตภาวนาจึงเปน หลกั
วชิ าความรรู อบตวั ไดดเี ย่ียม
ผูป ฏิบตั อิ ยูสมํ่าเสมอ จึงไมต่นื เตน ตกใจเวลาเกิดทุกขภายในรา งกาย และยังจับจดุ
ของทุกขที่เกดิ ข้นึ มาพิจารณาแยกแยะตามความจรงิ ของมัน จนเกดิ อบุ ายแยบคายและอาจ
หาญชาญชยั ข้นึ มาอยางนาชม
สาํ คัญทม่ี กี ารคบคาสมาคมกบั บัณฑิตนกั ปราชญผฉู ลาดแหลมคม ถาเรายังไม
สามารถชว ยตัวเองได ก็ตอ งอาศัยครอู าจารยท านแนะนําสั่งสอน การไดยนิ ไดฟง อยบู อ ยๆ
ก็คอยซมึ ซาบเขาไปดวยการไดยินไดฟง นนั้ ๆ แลวคอ ยกลมกลืนกันเขา ไปกับจริตนสิ ยั จน
กลายเปน “จติ มธี รรม” จิตเปนบณั ฑติ นกั ปราชญข ้นึ มา ตอไปกส็ ามารถรักษาตัวได เปน
“อตตฺ า หิ อตฺตโน นาโถ” ขึน้ มา
ฉะนน้ั การใดกต็ ามเมอ่ื ตนยังไมส ามารถ จึงตองอาศัยผอู ่ืนไปกอ น การอยูดว ยกัน
กับทา นผดู ี ยอ มมีความสงบสขุ กลมกลืนกนั ไปโดยทางจริตนสิ ยั เปน สาํ คัญ จนกลายเปน
นิสยั อนั ดีงามไปได เชน เดียวกบั การคบคา สมาคมกบั คนชัว่ ทีแรกเราไมไดเ ปนคน “ชั่ว”
แตเวลาคบกันไปนาน ๆ กก็ ลมกลืนกันไปเอง จนกลายเปน คนชั่วโดยไมร สู ึกตวั เมื่อชัว่
เตม็ ทแี่ ลว ยง่ิ ทาํ ใหม ดื มิดปดทวารหนักเขา ไป และถอื วา ตนดียิง่ ข้นึ ใครมาพาลไมไ ด ความ
ธรรมชุดเตรยี มพรอ ม ๓๐๑
ภาค ๓ “ธรร๓ม๔ช๙ดุ เตรียมพรอ้ ม’’
๓๐๒
ดปี ระเภทนั้นจะโดดออกโรงทันที นคี่ อื ความดีของคนช่ัว ซ่งึ เปน สิง่ ช่วั ที่บัณฑติ กลัวกันทวั่
ดนิ แดน
คนชว่ั กบั คนดี ความช่ัวกบั ความดี มันกลับกันอยา งน้ีแล คนชวั่ ไมอาจมองเหน็
ความจรงิ วาชวั่ เลยเสกสรรปน ยอขึ้นมาวา “เราดเี ราเกง เราสามารถ เราเปน เสอื อนั ลือชื่อ
กบั เขาคนหนง่ึ ” เปน ยังงัน้ ไปเสยี !
เพราะฉะน้นั การคบคาสมาคมกบั ครอู าจารยก ับบณั ฑิต จงึ เปนความสาํ คญั สําหรบั ผู
บาํ เพญ็ เพอ่ื เปนคนดี และหวงั ความสขุ ความเจริญใหกบั ตวั เพราะทา นสอนทา นอบรมให
บอยๆ กริ ยิ ามารยาทของทา นที่เราไดเ หน็ อยทู กุ วัน ๆ นัน้ จะซมึ ซาบเขาไปและบาํ รุงจิตใจ
เราไปโดยลําดบั ใหยึดเปนคตติ วั อยางอนั ดีไปเรอ่ื ยๆ ทานแสดงออกมาในแงใดกเ็ ปน
อรรถเปนธรรมทงั้ นน้ั
ย่งิ ทานผสู นิ้ กเิ ลสแลว ก็ยง่ิ หาส่ิงเปรียบเทยี บไมได อยางทานอาจารยมน่ั เปน ความ
แนใจวา ทา นสิน้ กเิ ลสแลว ฟงอรรถฟงธรรมของทา นมันหายสงสยั โดยทที่ า นไมไ ดบอกวา
ทา นสน้ิ นะ ทานไมไ ดบ อกวาทา นเปนพระอรหัตอรหนั ตอ ะไรเลย แตทา นบอกโดยการ
แสดงธรรมของจรงิ ทกุ ขั้น ใหบ รรดาผูไ ปศึกษาอบรมฟง อยางถงึ ใจไมสงสัย จึงกลา พูด
อยา งเต็มปากไมกระดากอายวา ทานพระอาจารยม ั่น ภรู ทิ ัตตเถระ คือพระอรหนั ตองค
สําคัญองคห นึ่งในสมัยปจ จบุ นั ท่ีแสนหายาก เพราะเปน สมยั ที่อดอยากขาดแคลนผู
ปฏบิ ตั ิธรรมเพือ่ ความเปนพระอรหันต นอกจากจะปฏิบัติเพ่ือกาํ จดั ความเปนพระ
อรหันต ดว ยการสั่งสมกเิ ลสจปิ าถะเทา น้นั ทั้งทา นและเรา ไมอ าจตาํ หนิใครได
ขอยอนกลบั มา “เวทนา” อีก การพจิ ารณาทกุ ขเวทนาน้ีสําคัญมาก ทั้งนี้เพราะได
ยินไดฟง จากทา นพระอาจารยม น่ั ทา นเอาจริงเอาจังมาก เวลาเจบ็ ไขส าํ หรับพระผปู ฏิบัติ
อยูในวัดทา น บางทีทานเดนิ ไปเองถามวา “ทา นพจิ ารณาอยางไร?” แลวทานกย็ ้าํ ธรรมลง
ไปเลยวา “ใหค นลงไปตรงน้ี มันทกุ ขทต่ี รงไหน จงพิจารณาใหเ หน็ ความจรงิ ของทกุ ข”
แลว ก็สอนวิธพี จิ ารณา “อยาไปถอย ความถอยนน่ั แหละคอื การเพิม่ ทกุ ข” ทา นวาอยา งนน้ั
“ความเปน นักสู ตอสดู ว ยปญญาน้นั แลเปนสงิ่ ทีจ่ ะไดช ยั ชนะ คือ รเู ทาทนั กบั
ทุกขเวทนา ซึง่ เราถือวา เปนขาศึกอนั สําคญั ตอ เรา ความจรงิ เวทนาน้นั ไมไ ดเ ปนขา ศกึ ตอ
ผใู ด ความรูส กึ ของเขาไมมี เพยี งเปนความจรงิ อันหน่งึ เทาน้นั ” ทานสอน
“ใหพจิ ารณาลงไป ทุกขมากทุกขนอย เราไมตอ งไปคิดไปคาดหมายมัน ขอให
ทราบความจรงิ ของมนั ดวยปญญาของเรา ใจเราจะไมโ กหกเจา ของ” ทา นวา
ธรรมชุดเตรียมพรอ ม ๓๐๒
ธรรมะช๓ดุ ๕เ๐ตรียมพรอ้ ม
๓๐๓
กใ็ จเราน่ีแหละตัวโกหก เพราะผูที่โกหกมนั มีอยูกบั ใจ มนั โกหกใจใหห ลงสําคญั มนั่
หมายไปตา งๆ ความโกหกกับความโงม นั เชอื่ กนั งาย ๆ คนฉลาดกับคนโง ความโกหกกบั
ความโงมนั กห็ ลอกกันไดง า ยๆ ความฉลาดของกิเลสกบั ความโงข องเรามนั เขา กันไดงาย
ธรรมทา นจึงแยกแยะออกใหพจิ ารณาจนถงึ ความจริง แลวเชื่อดวยความจริง น้นั แลเปน
การไดชัยชนะไปโดยลําดบั ๆ แยกแยะใหเ หน็ ทกุ ขซึ่งมีเปนประจาํ อยาปลีกหนีไปไหน
ทกุ ขม ากทุกขน อ ยใหพิจารณาอยูท ีต่ รงน้ัน พิจารณาอยทู ่ีตรงน้ัน ถาจะจองก็จอ งอยูท ี่ตรง
นั้น เมอื่ พจิ ารณาสาเหตขุ องมัน ทกุ ขเปนมากแคไหนกใ็ หค น ลงไป
คาํ วา “ทกุ ข” นีอ้ าศยั อะไรเปน ที่ตง้ั ทกุ ขอาศัยกายเปน ทตี่ ้ัง อาศัยความรสู ึกเปน
เหตุทจ่ี ะใหท ุกขก าํ เริบ ความรูสกึ หมายไปตาง ๆ นานา นนั่ แหละทําใหทุกขกาํ เรบิ ข้ึน
ความรูสกึ นี้ตองแกด ว ยการพิจารณาใหท ราบท้ังเรอ่ื งของทุกข วา เปน เชน นน้ั ทราบทง้ั
“ฐานเปนท่ีเกิดแหงทุกข” เชนรางกายน้ีสว นใดกต็ าม จงใหท ราบชดั เจนวา ฐานนน้ั มัน
เปนทกุ ขจ ริงไหม เชน
เปน ทุกขใ นกระดูก ในเน้ือในหนงั สว นใด เนื้อหนังนน้ั เปนเนือ้ หนงั อยเู ชน น้ัน ทุกข
กเ็ ปนทุกขอ ยเู ชน นนั้ แมจะอาศัยกนั อยูก็เปนคนละช้นิ คนละอนั ไมใ ชอ นั เดียวกนั จิตผูรู
รับทราบส่ิงนั้นกเ็ ปน จติ อันหนึ่ง แตจ ติ นเี้ ปนผหู ลง แลวกไ็ ปสําคญั วา นนั้ เปน ทุกข นี้เปน
ทุกข รวมท้งั หมดน้ันเขา มาเปน “ตัว” วา “เรา” ทุกขท น่ี ัน่ เราทกุ ขท่นี ่ี ไมอยากจะให
“เรา” เกิดทุกข อยากจะใหท ุกขห ายไปเสยี ความอยากนก้ี ็เปนกเิ ลสอันหน่ึงขึ้นมาสง
เสรมิ จงึ เกดิ ความทกุ ขความลาํ บากมากข้ึน ใจกเ็ ปน ทุกข ทเ่ี ปน ทกุ ขเวทนาทางกายกเ็ ปน
ทุกข ทางใจกก็ าํ เริบขึ้นอีกดว ยความทุกข เพราะอยากใหเ ปนอยางใจหวงั กเ็ ลยเสริมกนั ขน้ึ
ไป น่ีเปนความโงข องตวั ขนทกุ ขมาทับถมตัวเอง
ความฉลาด ตอ งพิจารณา มองทุกขเวทนาทม่ี ีอยใู นใจวา เกดิ จากอะไร อาศยั อะไร
อยู อาศยั รางกาย รา งกายสว นใด หรอื ทกุ ขม นั เกิดอยูท ่จี ดุ ใด แลว ดู “กาย” กับ
“เวทนา” มนั เปน อนั เดียวกนั ไหม ? รูปลักษณะเปนอยา งไรบาง เวทนาไมมรี ูป ไมมี
ลักษณะทา ทางตาง ๆ ปรากฏแตความทกุ ขเ ทา น้นั
สวนรา งกายมีรูปราง มสี สี นั วรรณะ และกม็ ีอยขู องมนั อยางนั้นตง้ั แตท กุ ขยงั ไมเกิด
เวลาทกุ ขเ กดิ ขึ้นมนั กม็ ีอยูเชนนนั้ ทกุ ขเ ปน อนั หนึ่งตางหากจากสิ่งนี้โดยความจริง แต
อาศัยความ “วกิ ารของรางกาย” ใหเกิดขึน้ มา จิตกเ็ ปนผูไปรับรู ถา จติ มปี ญ ญาก็ควรรบั
ทราบไปตามความจริงของมนั จติ กไ็ มกระทบกระเทอื น ถาจิตลมุ หลงก็ไปยึดสง่ิ นั้นเขา มา
ธรรมชุดเตรยี มพรอม ๓๐๓
ภาค ๓ “ธร๓รม๕ช๑ุดเตรยี มพรอ้ ม’’
๓๐๔
คือเอาความทุกขน นั้ เขา มาเปน “ตน” เปน ของตน แลวก็อยากใหทกุ ขท ว่ี า เปน ตนเปน
ของตนนั้นหายไป
นีแ่ หละท่แี ยกไมได เมือ่ ทกุ ขเ ขา มาเปน ตนแลว มนั จะแยกออกไดอยางไร ถา เปนแต
ทุกขเปน ความจริงอันหนงึ่ ตา งหาก รา งกายก็เปนความจรงิ อันหนงึ่ ตา งหาก ไมใ ชอันเดียว
กนั ตางอันตางมี ตางอันตางจรงิ อยูตามสภาพของตน เมื่อความรเู ปนอยา งน้จี งึ จะแยก
ได
ถาเห็นทุกขวา เปน “ตน” แลว แยกวันยังคํ่ากไ็ มออก เพราะยึดถือวา “อนั นเี้ ปน
ตน” แลว จะแยกไดอ ยางไร เพราะตนไมทําการแยกแยะดว ยปญญาน่ี กต็ องถอื วา เปน
“ตน” อยูอ ยา งนี้ เมอ่ื “ขนั ธ” กับ “จติ ” กลมกลืนเขา เปน อนั เดียวกนั แลวแยกไมไ ด
เม่อื พยายามใหส ติปญ ญาพิจารณาเขา ไปเห็นความจริงของมันแลว วา ตา งอนั ตางอยู ตา ง
อนั ตา งจรงิ ของใครของเราอยูเชน นัน้ อยางซาบซง้ึ เขา ในจิตใจ ทกุ ขค อยๆ ระงบั ลงไป ๆ
ทงั้ รเู คร่ืองสบื ตอของทุกขท ีเ่ ขา มาเก่ยี วเน่ืองกบั ใจ เพราะมันกอ็ อกไปจากใจ เม่อื พิจารณา
ทกุ ขแลว มันก็หดตัวเขามา หดตวั เขามาจนถงึ “ใจ” เร่อื งทกุ ขเวทนาทั้งมวล มันก็ออกไป
จากใจที่ไปหมาย หรอื ที่เปน ทกุ ขเวทนา เพราะมนั มสี ายสมั พันธเ ก่ยี วเนื่องอยูโดยทาง
“อุปาทาน” อยางลึกลับ แตเ ราไมทราบ
เวลาพิจารณาเหน็ อยางชดั เจนแลว เราจึงไดต ามทกุ ขเวทนาเขา มา รเู ขา มา ๆ
ทกุ ขเวทนาหดเขา มา ยนเขา มาจนกระทั่งถงึ ใจ พอทราบวา ใจนเี้ องเปนตัวไปกอ
“อุปาทาน” ขน้ึ มา แลว ใหจติ ถือวา เปน “ตน” จึงเกิดความทุกขข้ึนมากมาย พอทราบ
อยางนีแ้ ลว ทกุ ขก ็ระงบั ดบั ลงไป
อกี ประการหนึง่ พอทราบเชนนี้ ทุกขก็จรงิ แตใจไมไปยดึ ถึงทกุ ขจะไมดับก็ตาม
เรอื่ งจติ ก็เปนจติ ไมสืบตอกบั ดว ยอปุ าทาน ตา งอันตางจรงิ นี่เรียกวา “จติ เปน ตวั ของ
ตวั ” มีความรมเย็นเปน สุขและรอบคอบอยูภายในตวั ในทามกลางแหง ความทกุ ขของ
ขนั ธ น่ชี ่อื วา “รูจติ วา เปนของจรงิ อนั หน่งึ เชนเดยี วกบั ขันธท งั้ หลายเปน ของจริงแตละ
อยา ง
นีส่ าํ หรับผกู ําลังดาํ เนินปฏปิ ทา กาํ ลงั ดําเนินเพอ่ื รเู ทาทัน “ขนั ธหา” มที กุ ขเวทนา
เปน สําคัญ
แตสาํ หรบั ทานผูเขาใจโดยตลอดจนถงึ กับเปน “อกุปปจิต อกุปปธรรม” ไมมีการ
กําเริบเปน อื่นตอไปแลวนน้ั ” ทานไมม ปี ญหาอะไรเลย จะเปนทุกขมากทกุ ขนอ ยไมเปน
ธรรมชุดเตรียมพรอม ๓๐๔
ธรรมะชุด๓เ๕ต๒รียมพรอ้ ม
๓๐๕
ปญ หาทงั้ สิน้ เพราะจติ ทานจรงิ อยตู ลอดเวลา ไมมีเวลาไหนที่จติ ของทานซ่ึงบรสิ ุทธแ์ิ ล
วจะกลายเปน เศรา หมอง จะกลายเปน โลกขึน้ มา ไมมีทางเปนไปได เพราะฉะน้ันอาการ
แหงขันธจ ะแสดงขึ้นมาอยา งไร ทานจงึ ทราบตามหลักธรรมชาติ ขนั ธน้นั กป็ รากฏขึ้นตาม
หลักธรรมชาติ ดบั ไปตามธรรมชาติ หรอื ตั้งอยูตามธรรมชาติ แลวดบั ไปตามธรรมชาติ จิต
ก็รตู ามธรรมชาติของตนโดยไมต อ งบังคับบัญชากนั แตอ ยางใด จิตของทานผรู ูร อบขอบ
ชดิ โดยตลอดท่วั ถึงแลว เปนอยา งน้ี
สวนเรากําลงั พจิ ารณาขนั ธ กเ็ พอ่ื จะทราบและถอยเขา มาเปนลาํ ดบั แมวาจะไมเปน
อยา งน้ันในระยะท่กี ําลงั ดาํ เนนิ จะยังไมส มหวงั ก็ตาม แตก ารพิจารณา “ทุกข” ทง้ั หลาย
กเ็ พ่ือแยกจติ ออกจากทุกข ไมไ ปพัวพนั ในทกุ ข และไมถือมัน่ ทุกขวาเปน ตน ขณะที่ทุกข
เกิดขนึ้ มากหรือนอย ไมใ หไปกวานเอาทุกขน ี้มาเปน ตน ซงึ่ เทา กบั เอาไฟมาเผาตน ก็
สบาย!
เพราะฉะน้นั ทุกขจึงเปน หนิ ลบั ปญ ญาไดดี ทุกขจ ะเกดิ ขน้ึ มากนอย จงกาํ หนดสติ
ปญญาจองอยูตรงนน้ั แลว ยอ นคนื มาสจู ติ และ ขยายความรอู อกไปหาเวทนาออกไป
หากาย ซงึ่ เปน คนละสดั ละสวนอยแู ลว กายก็เปนสวนหนง่ึ เวทนาเปน สว นหนง่ึ จิตเปน
สว นหนง่ึ ถอยไปถอยมา
ดว ยการพิจารณาทางปญ ญา จนเปนที่เขาใจและทราบซ้งึ ใจจริง ๆ วา “ขนั ธแตล ะ
อยา ง สักแตว า .........เทา นนั้ ” ไมป รากฏวา เปนอะไร เชน เปน เรา เปน ของเรา เปนตน
เปน เพียงความจริงแตละอยางทีป่ รากฏอยเู ทานัน้ เมื่อเขา ใจประจักษเชน นี้ ใจยอ มเปน
ตัวของตวั โดยอิสระในขณะนน้ั และรูประจกั ษวาทง้ั ขันธท้งั จติ ตางอันตางจริง ไมก ระทบ
กระเทอื นกนั
แมข ณะจะตาย ใจกจ็ ะรทู นั เหตกุ ารณจ าํ เพาะหนา ไมส ะทกสะทา นตอ ทกุ ขเวทนา
และความตาย เพราะจติ แนใ จวา “จติ เปน จติ ” คอื เปน คลงั แหงความรู ขันธแ ตล ะขนั ธ
เปน เพยี งอาการหนึง่ ๆ เทานน้ั จติ จึงไมกลวั ตาย เพราะความแนใจตวั เองวาจะไมไ ปลมจม
ท่ีไหน
แมยงั ไมถ ึงข้นั ส้นิ กเิ ลสโดยส้ินเชงิ กต็ าม แตจติ ไดฝกหัดตนดว ยสติปญญากบั
ขันธท ัง้ หลายจนเกรยี งไกรอยูแลว คือจติ อยกู บั สจั ธรรม อยกู ับ “หินลบั ปญ ญา” ปญญาจะ
กระจายกําลังแผกวา งออกไป ใจจะผองใสและองอาจกลาหาญเปนลําดับ เพราะปญ ญาเปน
เคร่ืองซกั ฟอก แมค วามดบั จะมขี น้ึ ในขณะนน้ั กไ็ มม ีปญหาอะไร!
ธรรมชุดเตรยี มพรอ ม ๓๐๕
ภาค ๓ “ธรร๓ม๕ช๓ุดเตรยี มพร้อม’’
๓๐๖
ประการหน่ึง ถาเรามสี ตปิ ญ ญา พจิ ารณาทุกขเวทนาอยางไมถอยหลงั จนเปนที่เขา
ใจแลว แมขณะจะตายจรงิ ๆ กจ็ ะทราบวา ทุกขเวทนานจ้ี ะระงับดบั ไปกอน แตจ ิตจะไม
ดบั จะถอยตวั เขา มา รูตัวอยูภายในตนโดยเฉพาะ แลวผานไปในขณะน้ัน คาํ วา “เผลอ
สต”ิ ไมมสี ําหรับผปู ฏบิ ตั ถิ งึ ธรรมขั้นนี้ จึงเปนที่แนใ จวา ผูม สี ติ แมจ ะยังไมสิ้นกเิ ลส
ยอมจะทราบชดั ในขณะทท่ี กุ ขเวทนาเกิดขนึ้ เตม็ ท่ี จนขันธจะทนอยไู มไ ดแ ลว จะสลายตวั
ไปจะตาย จติ ถอนตวั ออกจากนนั้ มาสคู วามเปนจิต คอื เปน ตวั ของตวั แลวผา นไป น่ีเปน
ธรรมขัน้ สงู ละเอียดมาก !
ฉะนั้นนกั ปฏบิ ตั ทิ เ่ี ด็ดเดยี่ วอาจหาญเพื่อรธู รรมทกุ ขั้น จึงมักพจิ ารณาทุกขเวทนา
อยา งเอาจริงเอาจัง บทเวลารกู ็รูอยางถงึ ใจ และถือทุกขเวทนาเปนตน เปน สจั ธรรม เชน
เดียวกับทท่ี า นสอนวา “สตั วท งั้ หลายเปนเพื่อนทุกข เกิด แก เจบ็ ตาย ดว ยกนั ” ฉะน้นั
ดว ยเหตุน้กี ารพจิ ารณาขนั ธเพ่อื รตู ามความเปนจริง จึงไมค วรหักหามตานทาน
ความจริง เชน รางกายทนไมไ หวก็ปลอยไป ไมค วรหวงไว เวทนามนั ก็ไปของมนั เอง นี่
เรยี กวา “สคุ โต”
น่ีแหละการพิจารณาจติ การปฏิบตั ติ อใจทีไ่ ดผ ลประจักษ สําหรบั ผูปฏบิ ัตทิ าน
ปฏิบัติดังกลาวมา เม่อื ถงึ คราวจวนตัวจริง ๆ แลวไมห วงั พึง่ ใครทง้ั นน้ั ไมวาพอ แม พี่
นอง ญาติมติ ร เพ่อื นฝูง ใครตอใคร ไมพ ่ึงทงั้ นั้น ตองถอยจิตออกมาจากสิ่งทเี่ กี่ยวขอ ง
พัวพันท้ังหลาย เขามาสจู ุดสําคัญทกี่ ําลงั ตะลมุ บอนกันอยู
เวลาน้ใี หถ ือ “เวทนา” นี่แหละสาํ คญั ในการพจิ ารณาในขณะทจ่ี ะแตกจะดับ ไม
ยอมถอย เปนอยางไรเปน กัน ! ขอใหร ู ใหเ ขา ใจเรื่องนี้เทา นั้น ไมต อ งไปคดิ วา การ
พิจารณา “ทุกขเวทนา” อยางชลุ มนุ วุนวายนี้ แลว เวลาตายทงั้ ท่ีจิตกําลังยุงอยอู ยา งนี้ จะไม
ไปสู “ทคุ ติ”หรอื ?
จะไปทคุ ติทีไ่ หน ! วนุ ก็วนุ กับงานอันดอี ันชอบธรรมน่ี วุนโดยทรี่ ู หรือวนุ เพือ่ รู
ดวยความรนู ี่ ไมใ ชว นุ เพราะหลงนี้ ใจจดจองพจิ ารณาคน ควา อยูท่ีทุกขเวทนาน่นั เวลาจะ
ไปจริง ๆ ใจรูนี่ ผูมสี ติทา นรู ใจถอยปบ เขา มาทันที คือปลอยงานท่ีกําลงั ทําน้นั ทันที แลว
ถอยพับเขามาสูตวั ของตัว เปน ตัวของตวั คอื จติ ลว นๆ แลว ผานไปเลยแบบ “สคุ โต”
เตม็ ภูมิของผูป ฏบิ ตั ิ แมจ ะยงั ไมส นิ้ กเิ ลสกต็ าม ก็เรยี กวา “มกี าํ ลงั เต็มตวั เตม็ ภูมขิ องตัว
ตามข้นั ของจติ ของธรรม” การพจิ ารณา จติ ตภาวนาจึงเปนเรือ่ งสาํ คญั มาก และพง่ึ เปน
ธรรมชุดเตรยี มพรอ ม ๓๐๖
ธรรมะชุด๓เ๕ต๔รียมพร้อม
๓๐๗
พง่ึ ตายตัวเองไดจริงๆ ไมตอ งหวงั พงึ่ ใครท้งั นนั้ เปน ที่แนใจภายในตวั เอง สติปญญามี
กําลงั เพียงใด ใจรภู ายในตวั เอง ไมตองไปถามใคร
ถา ใจสามารถพจิ ารณาจนกระทัง่ ผา นไดใ นขณะนน้ั ทกุ สงิ่ ทุกอยา งหายสงสยั ไมมี
ปญ หาอะไรเลย เราจะมวั คดิ วาเราเปนผูห ญงิ เราเปน ฆราวาส เราไมสามารถจะทาํ พระ
นพิ พานใหแ จง ได นั้นเปนความสาํ คัญผดิ ของเรา ซึง่ เปน เรือ่ งของกิเลสประเภทหนง่ึ
หลอกเราเหมอื นกัน
ธรรมเปน ของจรงิ และเปน สมบตั ิกลางเสมอกัน ไมว า ผหู ญิงผชู าย ไมว า นักบวช
ฆราวาส สติปญญามีไดด วยกนั แกกิเลสไดดวยกนั เม่อื พอใจจะแกกเิ ลสไดดว ยวิธใี ด ของ
หญงิ ใด ชายใด ฆราวาสใด พระองคใดกต็ าม สามารถแกไ ดด วยกัน และพน ไปไดด วยกนั
ไมตอ งไปสรา งปญหากวนใจใหเสียเวลา่ํ เวลา เรามอี าํ นาจวาสนามาจากไหน นั่นอยา ไปคิด
เรากําลังสรา งบุญวาสนาอยนู ่ี มากหรอื นอย กเ็ ห็นอยกู บั จติ น่ีแหละ
จงพิจารณาดตู วั เรา มันโงท ตี่ รงไหน พยายามส่ังสมความฉลาด คอื สติปญญาขนึ้ มา
จึงเปนความถกู ตองตามหลักธรรมของพระพุทธเจาแท
ทีน่ ํามาตาํ หนิตนวา เขาอยูในชนั้ นั้นชัน้ น้ี สวนเราไมม ชี ้ันมีภมู ิกบั เขา ไปท่ีไหนคน
นัน้ แซงขนึ้ หนา เรา คนน้ีแซงขึน้ หนา เรา ใครจะมาแซงหนา เรา นอกจากกเิ ลสมันแซงหนา
หลอกเรา ใหนอยเน้ือตา่ํ ใจวาสนานอยตา งหาก นนั่ เปนความสําคัญผดิ ไปตา งหากใหเรา
เกิดทอ ถอยนอ ยใจตวั เอง เพราะกเิ ลสหาอุบายฆา โดยไมร ูส กึ ตวั
เราอยา ไปคิดอยา งนัน้ เรามีวาสนาเตม็ ตัวทกุ คน ทําไมจะไมเตม็ ตวั เราเปน นกั
ปฏบิ ตั ิ เราเปน นักบาํ เพ็ญบุญสนุ ทานอยูดว ยกนั วาสนาไมไดเ ปนสิ่งของออกมาวางตลาด
รา นคาพอจะประกาศแขง ขนั กนั วาสนามอี ยกู ับตวั ดว ยกันทกุ คน ทา นไมใ หประมาทกนั
ดวยเรอื่ งอํานาจวาสนา แมแ ตส ตั วท า นกย็ งั ไมใหประมาทเขา คิดดซู ี เพราะวาสนามอี ยภู าย
ในจิตใจของสัตวข องคนดว ยกนั
การแกกิเลส กไ็ มตอ งไปคิดใหเสียเวลาํ่ เวลา เปน การทําลายกําลังใจของตวั ความ
มงุ ม่ันของตวั ใหดอยลงไป ดวยความคิดวา “เราเปนผูห ญงิ ” เปลา ๆ เราเปน ผชู ายเปลา ๆ
เราเปน นกั บวชเปลา ๆ หรอื เปน ฆราวาสเปลา ๆ ไมม ีมรรคผลตดิ ตัวบางเลย คนอน่ื เขามี
กัน แตเ ราไมมี อายเขา ดงั นี้ น่นั เปน ความคิดผดิ ซงึ่ จะทาํ ใหเราเองเสยี กําลงั ใจในการ
บาํ เพญ็ กศุ ลตา ง ๆ
สวนความคิดทถี่ ูกตองคือ เวลาน้ีเรากาํ ลงั ทาํ ความเพียรดว ยสติ ดว ยปญญา เพอ่ื แก
กิเลส และเพ่ือพอกพนู กศุ ลผลบญุ ใหมากมูนขน้ึ ไปโดยลาํ ดับ ซ่ึงเปนการสรางบารมโี ดย
ธรรมชุดเตรยี มพรอ ม ๓๐๗
ภาค ๓ “ธรร๓ม๕ชดุ๕เตรยี มพร้อม’’
๓๐๘
ตรงอยูแ ลว เรามีวาสนาเกดิ มาในทามกลางแหง พระพทุ ธศาสนา ไดบําเพญ็ วาสนาบารมี
เต็มความสามารถเรอ่ื ยมาจนบัดน้ี ดงั น้ี
ผูหญงิ กม็ ีสตปิ ญ ญาไดเชนเดยี วกบั ผชู าย เพราะผหู ญงิ ผชู ายมีกเิ ลสดว ยกัน การแก
กิเลสกแ็ กด วยสตดิ วยปญญา มคี วามเพียรเปนเคร่อื งหนุนดว ยกัน กิเลสมอี ยูท ่ีไหน กม็ อี ยู
ที่ใจดวยกัน
เมื่อสติปญ ญาสมบรู ณพรอมเม่อื ใด เปน ผา นไปไดด วยกนั ไมม ีปญหาวาจะตอ งเปน
นกั บวช นี่คือความจรงิ แหง “สจั ธรรม” ท่ี ไมเลอื กชาตชิ นั้ วรรณะ บรรดาทเ่ี ปนมนษุ ยแลว
ไมเลือกเพศหญงิ เพศชาย ขอใหบาํ เพ็ญไปเถิด เพราะธรรมเปน กลาง ๆ ฟงไดเขาใจได
ดวยกนั ท้งั ผูห ญิงผูชายทั้งนักบวชและฆราวาส ปฏบิ ตั ิได แกกเิ ลสได กเิ ลสจะไมนยิ มวา เปน
หญิงเปน ชาย คนเรามีกเิ ลสดวยกนั แมแตพ ระทีเ่ ปนนักบวชกม็ กี ิเลสจะวายงั ไง! ทา นจึง
ตองแกข องทา น ถา ไมแ กกน็ อนจมอยูกบั กเิ ลส เชนเดยี วกับคนทวั่ ๆ ไปทีไ่ มสนใจ
“ ธรรม” นน้ั แล หรือย่งิ กวาคนทัว่ ไปก็ได
ธรรมจงึ ไมสาํ คญั วา ตอ งเปน นักบวชถายเดียว มันสําคญั ท่ีจะแกกิเลสดวยความ
พากเพยี รซง่ึ เปน ส่งิ สําคัญมาก เราจะตอ งสนใจในจุดนใี้ หม าก
สวนความพน ทกุ ข พนทไี่ หน พน ในท่ที ่ีมีทุกขนน้ั แล แกก ิเลสไดก ็พน ทกุ ข ถา แกไ ม
ได จะเปน เพศไหนกต็ องเปน ทกุ ขอยดู วยกนั
น่ีแหละพระศาสนาอยูท ่ีจิตใจ ไมไดอ ยทู ี่อื่น ๆ ถา ทําใหอ าภัพกอ็ าภพั ได ทีจ่ ิตเรา
นน้ั แหละ จะเปน นกั บวชหรือฆราวาส ก็อาภัพไดท งั้ นั้นถาทาํ ตัวเปนผูอาภัพ จะทําให
ศาสนารุงเรอื งภายในใจกท็ ําได ศาสนาเจรญิ เจริญทไ่ี หน ก็เจรญิ ทใ่ี จไมไ ดเจริญที่อืน่
สาํ คญั ทใี่ จ สาํ คัญทก่ี ารปฏบิ ตั ิของคนเรา กิรยิ ามารยาททแ่ี สดงออก เมื่อใจเจริญแลว
อาการนน้ั ๆ ก็เจริญไปดว ยความสวยงามนาดนู า ชม เฉพาะอยางยิ่งจิตใจ มีความเจริญรุง
เรืองภายในตวั มสี ติ มีปญ ญาเปนเครือ่ งรักษาตวั อยเู สมอแลว เรียกวา “ใจมีความเจริญ”
กเิ ลสไมค อยจะมาทาํ ลายได นแ่ี หละ “ศาสนาเจรญิ ”
เราพยายามพจิ ารณาแกไปโดยลาํ ดับ คาํ วา “กเิ ลส ๆ” นะ ไมม ีกวางไมม แี คบ ไม
มีมากมนี อ ยเกนิ ขอบเขตแหงการแกการถอดถอนของเรา มอี ยูในดวงใจนี้เทานนั้ จง
พจิ ารณาลงไปท่ีน่ี ไมว า ผหู ญิงผชู าย นกั บวชหรอื ฆราวาส กิเลสตัวเศราหมองมีอยใู นใจ
ดว ยกนั หนาแนน ขนาดไหน คิดดกู ร็ ูไ ด เชนความมืด มนั เคยมืดมาตัง้ กปั ตงั้ กลั ปกต็ าม
พอเปด ไฟข้นึ เทาน้ันความมดื ก็หายไปหมด ความมืดไมเ ห็นเอาอะไรมาอวดวา “ขาเคยมดื
ธรรมชุดเตรยี มพรอ ม ๓๐๘
ธรรมะชุด๓เ๕ต๖รียมพร้อม
๓๐๙
มาต้ังกัปตง้ั กัลปแ ลว นี่ เพียงไฟนีจ้ ะมาเปด ไลความมดื ของขาออกไปน้ัน มันเปน ไปไมไ ด”
ไมม ที าง ดังน้ี แตเ มื่อเหตุผลพรอ มแลว ความมดื ตองหายไปหมด ความสวา งเกิดขึน้ แทนท่ี
แมความมดื จะเคยมืดมาตัง้ กปั ต้งั กัลป กห็ ายไปหมดในขณะนัน้
กิเลสมันจะหนาแนน เพยี รไร และเคยเปน เจา ครองใจมานานก็ตาม ขอใหพ ิจารณา
ทางดานสตปิ ญญาดว ยดี เม่ือสตปิ ญญาสามารถแลวกร็ อบตวั ทันที กิเลสแมจ ะเคยอยใู น
จติ ใจเรามาตงั้ กปั ต้งั กัลป ก็สลายตวั ลงไปทนั ที เชนเดียวกับความมดื ท่เี คยมอี ยนู น้ั แล พอ
ตามไฟข้นึ ความมืดก็หายไป ความสวางกเ็ กิดขนึ้ แทนทด่ี ว ยอํานาจของสตปิ ญ ญาภายใน
จติ กส็ วางจา ดว ย “ ธมโฺ ม ปทีโป” เปนธรรมประทีปในขณะน้นั
มเี ทานีเ้ ปน จดุ สําคญั ท่จี ะตอ งพิจารณา เอาใหเ หน็ ศาสนาอศั จรรย อัศจรรยท ่ีไหน?
ศาสนาเจรญิ เจรญิ ทไ่ี หน ? ที่ทานวา “พนทุกข” พนทไ่ี หน? ก็มีอยูทใ่ี จนเ้ี ทา นั้น !ขยาย
ออกมากเ็ ปนสัจธรรม ทุกข สมุทยั นโิ รธ มรรค
(๑) ทกุ ข เราก็ทราบวาทุกข เพราะเราไมใชค นตาย
(๒) สมุทยั เปน ส่งิ ทจี่ ะสง เสริม หรือผลิตทกุ ขใหเ กดิ ขึน้ มอี ะไรบา ง ? ทา นกส็ อน
วา “นนฺทิราคสหคตา ตตรฺ ตตรฺ าภินนทฺ ินี,เสยยฺ ถที ํ กามตณหฺ า ภวตณหฺ า วภิ วตณฺหา.”
เปน ตน เรากท็ ราบ อะไรทม่ี ันรกั มนั ใคร รกั ใครในสง่ิ ใดบาง เราพยายามแกไ ขมนั รกั ใคร
ในขันธหา เฉพาะอยา งยงิ่ ในขนั ธหาวา เปน “ตวั เรา” นแี้ ล จงพยายามรเู ทา ทนั มนั โดย
ลาํ ดบั แลว ยังมีรักใครอ ะไรอีก รักใครในจิต ติดในจิต สงวนในจติ ก็แกในจิต มันรกั ที่ตรง
ไหน น่ันแหละคอื ตัวกเิ ลสมันอยูต รงนั้น แกเ ขา ไป ๆ จนกระทั่งถึงความจรงิ แลว ใจก็ไม
รักไมชงั เพราะหมดแลว ! กิเลสหมดไปแลว ความรกั ความชัง ความเกลียด ความโกรธ
มันไมมี ใจเปน หลกั ธรรมชาติภายในตวั ลว นๆ นัน่ แหละเปน ธรรมชาติทตี่ อ งการแท !
(๓) การพจิ ารณาเพ่ือธรรมน้ี กค็ ือ มรรค มี สติ ปญ ญา เปนสาํ คญั
(๔) นโิ รธ ก็คือ ความดับทุกขน น่ั เอง ดบั ไปเปนลาํ ดับ ๆ จนกระท่ัง “มรรค” มี
ความสามารถเต็มที่แลว นโิ รธ กด็ บั ทุกขทั้งมวลภายในใจไมม ีเหลือ ขณะทีน่ โิ รธทาํ การดบั
ทุกขส ิ้นสุดลง อะไรที่รูว า ทุกขด ับไป กเิ ลสดบั ไป อะไรท่รี ูรูน ัน้ แล คือผบู รสิ ทุ ธ์ิ ผบู รสิ ทุ ธน์ิ ้ี
แลทน่ี อกจาก “สจั ธรรม” ไป เปน ธรรมวิเศษอัศจรรย ! “สจั ธรรม” นนั้ เปนกริ ิยา
เปน อาการ เปน สมมตุ ิ “นิโรธ” กเ็ ปน สมมุติ และเปนกิริยาที่ดบั ทุกข เปน สมมุติ ทุกขดับ
ไปหมดแลวไมม ีอะไรเหลือ เหลอื แตค วามรทู บี่ รสิ ทุ ธล์ิ วน ๆ น่นั ไมใช “สจั ธรรม” นนั่
ธรรมชุดเตรียมพรอม ๓๐๙
ภาค ๓ “ธรร๓มช๕ดุ๗เตรยี มพรอ้ ม’’
๓๑๐
คือความบริสุทธขิ์ องจิต ถา จะเรียก “นพิ พาน” ก็เรียกได เรยี กอะไรกไ็ มขัดทง้ั นั้น เมื่อถึง
ข้ันไมขัดแลว ไมขดั ไมแ ยง ใครทง้ั หมด ตัวเองก็ไมแยง อะไรกไ็ มแ ยง รูเทา ทันทุกสิง่ ทุก
อยาง พูดไปไดทง้ั น้ันไมมีปญ หาอะไรเลย ขอใหร ธู รรมวิเศษอัศจรรยนีเ้ ถดิ ความเลศิ
หากเปน เองไมต อ งเสกสรร
นีแ่ หละศาสนาแท จงคนที่ตรงนี้ คนลงไป การปฏบิ ตั ิศาสนา เวลารูก ม็ ารูอ ยทู ี่ตรง
น้ี ศาสนาเจรญิ เจริญท่นี ี่ พระพุทธเจาทรงสอนใหส ัตวโลกพน จากทกุ ข ทา นก็สอนลงท่ีนี่
และพนทีน่ ไ่ี มไ ดพ นทไี่ หน เรากเ็ ปนสตั วโลกชนิดหน่ึง และอยใู นขายแหงโอวาทคาํ ส่งั สอน
ของพระพทุ ธเจา อยูใ นหมูแหง พุทธบริษัท เปนผมู สี ทิ ธ์ิดวยกันในการปฏิบตั กิ ารถอดถอน
กิเลสใหพน จากทุกข ในบริษทั ๔ นีม้ ีสิทธิด์ วยกนั ท้งั นน้ั ที่จะทําตนใหแจงถึงพระนิพพาน
ได
ขอใหพนิ ิจพจิ ารณาทาํ ความกลาหาญตอสกู บั ส่ิงที่ควรตอสูภ ายในจติ ใจของตน สั่ง
สมความกลา หาญ ส่งั สมสตปิ ญ ญาขน้ึ ใหเพียงพอ และหาอุบายคดิ คนตา ง ๆ ใหเ กดิ ขึน้
จากตัวเอง การคิดคนเองนแี้ ลเปนทชี่ อบธรรม เปนสมบัติของตนแท ครบู าอาจารยท า น
หยบิ ยืน่ ใหเ ปนชนิ้ เปนอนั น้ีเปน สวนหน่งึ ตา งหาก พอเปนเงื่อนหรือพอเปนแนวทาง นําไป
พินจิ พจิ ารณาใหแตกแขนงกวางขวางออกไป กลายเปนสมบตั ขิ องเราขน้ึ มา
อนั ธรรมใดที่เปน สมบตั ซิ ึ่งเกิดขน้ึ มาดว ยอุบายของเราน้นั เปน สมบัตขิ องตนแท
กินไมห มด หากคดิ หากคน ไปไดร อ ยสันพนั คม ในการถอนถอดกเิ ลสชนดิ ตา งๆ กระท่ัง
กเิ ลสหลุดลอยไปเพราะอบุ ายของเราเอง โดยอาศัยอุบายแงต า ง ๆ ทีค่ รูบาอาจารยหยบิ ยนื่
ใหน้ันเปน ตนทนุ นีแ้ ลเปนธรรมของเราแท เกิดขึ้นมามากนอ ยเปน ธรรมของเราท้ังสิ้น
เรยี นจากตํารับตําราก็เปน ของพระพุทธเจา เราหยบิ ยืมทา นมาจากครบู าอาจารย กห็ ยิบ
ยืมทา นมา เวนแตในขณะทีท่ า นแสดงธรรม เราเขา ใจในธรรมนน้ั แกก เิ ลสไปในขณะนน้ั ก็
เปน สมบตั ิของเราในขณะที่ฟง ตอจากน้ันเราก็นําอุบายของทานไปพิจารณาใครครวญ
แตกแขนงออกดว ยปญ ญาของเราเอง เปน สมบตั ขิ องเรา ทัง้ ฝา ยเหตุ คือ การพนิ ิจ
พิจารณา ทั้งฝายผล คอื ท่เี ราไดร ับเปน ทพี่ งึ พอใจโดยลาํ ดบั ๆ จนกระท่งั ถึงความพน ทุกข
นนั่ เปน ผลของเราลว น ๆ มีอยกู ับเรา ไมมผี ใู ดมาแบง สนั ปน สวนเราไดเลย
นแ่ี หละความเลิศ เลิศขนึ้ ท่ีน่ี ไมไดเ ลิศท่ไี หน เพราะฉะนนั้ จงพยายามหาความ
เลศิ ความประเสริฐ ซ่ึงมีอยใู นตวั ของเรา ดวยการขวนขวายบําเพ็ญ ความรนู ้แี ล ไมใชสง่ิ
อนื่ ใดทจี่ ะเปนความเลิศประเสรฐิ
ธรรมชุดเตรียมพรอ ม ๓๑๐
ธรรมะชดุ๓เ๕ต๘รยี มพรอ้ ม
๓๑๑
แตเวลาน้ีใจถกู สิ่งสกปรกโสมมหาคุณคา ไมไ ดป กคลุมอยู จึงกลายเปนของไมมีคณุ
คาเทาทค่ี วรจะเปน เวลาน้เี รากําลงั สํารอกปอกกิเลสประเภทตางๆ ออกโดยลําดบั ๆ เมือ่
ปอกเตม็ กําลงั จนหมดไมม ีในดวงใจแลว ใจกบ็ ริสทุ ธิเ์ ต็มภูมิ ความเลศิ ปรากฏขนึ้ มาในใจ
ดวงนีแ้ ล ความเลิศจึงเลิศทีต่ รงนี้แหละ ไมต องไปหาอะไรท่ีไหนอกี เพราะถงึ “เมืองพอ”
อยางเตม็ ภมู ิแลว
เอาละ ขอยุติ
ธรรมชุดเตรยี มพรอ ม ๓๑๑
ภาค ๓ “ธรร๓ม๕ช๙ุดเตรียมพรอ้ ม’’
พจิ ารณาทุกขเวทนาเทศน์โปรดคณุ เพาพงา วรรธนะกุล ณ วัดปา่๓บ๑้า๑นตาด
เทศนโปรดคุณเพาพงา วรรธนะกุล ณ วเมดั ่อื ปวานั บทาี่ น๖ตมากดราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙
เมื่อวันที่ ๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙
พิจารณาทกุ ขเวทนา
คนเราเหมอื นกบั ตน ไม ถารดนํ้าใหป ยุ อยเู รือ่ ย ๆ บํารงุ อยโู ดยสมํา่ เสมอ กม็ ี
ความสดชื่นดี และเติบโตขึ้นเร็วกวา ปกติธรรมดา ท่ที ิง้ ไวต ามบุญตามกรรมไมบ าํ รงุ
รกั ษา จติ ใจเมื่อบํารุงรกั ษาโดยสมาํ่ เสมอก็มีความผองใส มีความสงบเยอื กเยน็ เปน
ลาํ ดบั ๆไป ถาขาดการอบรมก็เหมอื นตนไมท ขี่ าดการบํารุง ขาดการอบรมในระยะใด ก็
แสดงความอบั เฉาเศราหมองขน้ึ มา เพราะสง่ิ ท่จี ะทาํ ใหอบั เฉาเศราหมองมนั มีแทรกอยู
ภายในจติ ใจของคนเราอยูแ ลว
การบํารุงรกั ษาดวยจิตตภาวนาโดยสมํา่ เสมอ จติ จะมคี วามสงบเยน็ ข้นึ เร่ือย ๆ
เม่ือจติ มคี วามสงบ ความสงบกับความผอ งใส กเ็ ริม่ เปนไปในระยะเดียวกัน เมือ่ จติ มี
ความสงบ เราจะพจิ ารณาไตรตรองอะไรก็ไดเหตุไดผล พอเขาอกเขา ใจตามความจรงิ
ทัง้ หลายท่ีปรากฏขึน้ ท้งั ภายนอกและภายในตวั เอง หากจติ กาํ ลงั วาวนุ ขุนมัวอยู จะคดิ
อะไรก็ไมไ ดเรื่องท้งั น้ันแหละ ถกู ก็เปนผิดไป ผิดกย็ ิ่งเปนผิดไปเรอื่ ย ๆ
ฉะนน้ั ทานจึงสอนใหอ บรม เพื่อจติ จะไดม คี วามสงบรมเยน็ และผองใส มองเหน็
เงาของตัว ราวกบั นาํ้ ทใ่ี สสะอาด มองลงไปในนาํ้ มีขวากมหี นาม มสี ัตวอะไรอยูในนํา้ ก็
เห็นไดช ัด แตถ า นํ้าขนุ มองลงไปก็ไมเ ห็น ไมว า จะเปน ขวากเปน หนาม เปน สัตวหรือ
อะไรอยใู นนํ้าน้ัน เราไมสามารถทจี่ ะเหน็ ไดเ ลย
จิตใจกเ็ ชน เดียวกนั เมอื่ กําลงั ขนุ มัว อะไรท่แี ฝงอยภู ายในจติ ใจมากนอ ย ไม
สามารถทีจ่ ะมองเหน็ โทษของมันได ทั้งๆ ทีม่ นั เปนโทษอยภู ายในจิตใจของเราตลอด
มา เพราะจติ ใจไมผองใส จิตใจขนุ มวั ไปดว ยอารมณอนั เปน ตมเปนโคลน จึงพิจารณา
ไมเ หน็ จึงตอ งอบรมจติ ใหมคี วามผอ งใส แลวก็เหน็ “เงา” ของตัว
“เงา” นัน้ มนั แฝงอยภู ายในจติ คอื อาการตา งๆ ที่แสดงออกจากจติ นั่นแหละ
ทานเรยี กวา “เงา” แลวทําใหเ ราหลงตดิ อยูเสมอในเงาของเราเอง ซึง่ ไปจากความคิด
ความปรุงตางๆ ท่ีเปนไปโดยสม่าํ เสมอ และออกจากจติ อยทู กุ เวลาํ่ เวลา ทําใหเรา
เผลอตวั ไปเรือ่ ย ๆ เขา ใจวา สิ่งนก้ี ็เปนเรา ส่งิ น้ันกเ็ ปน เรา อะไร ๆ กเ็ ปนเราไปหมด
ทั้ง ๆ ทเ่ี ปน “เงา”ไมใชต วั จรงิ ! แตความเช่อื ถอื หรอื ความหลงตามไปนั้น มันกลาย
เปน “ตวั จรงิ ” ไปเสีย จึงเปนผลขนึ้ มาใหเ ราไดรบั ความเดอื ดรอ น
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรรม๓ช๖๑ดุ เตรยี มพร้อม’’
๓๑๑
๓๑๒
เวลานคี้ รบู าอาจารยท ัง้ หลายผูเ ปนท่เี คารพบูชา และเปน หลกั ทางดานปฏบิ ตั ิ
และทางดานจิตใจ กน็ ับวารอ ยหรอลงไปโดยลําดับ ทีย่ ังมชี ีวติ อยู แมแตตัวทานเองก็ไม
สามารถจะชวยตวั ทา นได เก่ยี วกบั เรือ่ งธาตเุ ร่ืองขันธชาํ รดุ ทรุดโทรมลงไปเปน ลําดบั ลํา
ดา อยา งทา นอาจารยข าว เปนตน เหน็ แลวกร็ สู ึกสลดสงั เวชเหมือนกัน
เรื่องธาตุเร่ืองขนั ธเมือ่ ถงึ เวลามนั “เพียบ” แลว ก็เหมอื นกับไมเ คยแขง็ แรง
เปลง ปลง่ั อะไรมากอนเลย นอนอยกู เ็ ปนทกุ ข นงั่ อยกู ็เปนทุกข อยใู นอริ ยิ าบถใดๆ ก็
เปนทุกข เมอ่ื ถงึ คราวทกุ ขรวมตวั กนั เขา มาแลวในขันธ เปนทุกขกนั ทั้งนนั้ แตพ ูดถึง
ทานผเู ชน นน้ั ก็สักแตว า เปนไปตามธาตุตามขันธ ทางดานจิตใจทา นไมม ปี ญ หาอะไร
กบั เรอ่ื งธาตเุ รือ่ งขนั ธท ่แี สดงตวั ตาง ๆ เลย
แตส ําหรับพวกเรานั้นนะ มันคอยตอนรับกันอยเู สมอ ไมว าทางดา นจิตใจแสดง
ออก ไมวา ทางธาตขุ ันธแ สดงออก วปิ ริตผดิ ไปตาง ๆ นานา จติ กผ็ ดิ ไปดว ย เชน ธาตุ
ขนั ธวกิ ลวกิ าร จติ กว็ ิกลวกิ ารไปดว ย ท้ัง ๆ ท่ีจิตก็ดอี ยูน น่ั แหละ ทั้งนกี้ ็เพราะความหว่นั
ไหวของจิตนีเ่ อง เนือ่ งจากสตปิ ญญาไมทนั กับอาการตางๆท่ีมีอยูรอบตวั รอบจติ
ทา นจึงสอนใหอ บรม “สติปญญา” ใหมีความสามารถแกลวกลา ทันกับเหตุ
การณตาง ๆ ที่เกดิ ขึ้นภายในจิต และอาการตาง ๆ ทม่ี อี ยูรอบตวั ไดแ กขันธแสดงตวั
ออกเปน อาการวิปรติ ในสว นตาง ๆ ใหร ูเทาทันกับสิ่งเหลา นน้ั ถาจิตไมร ูเ ทาทันเสยี
อยา งเดียว หรอื จติ หลงไปตามส่งิ เหลา น้ันเสียอยางเดียวเทานนั้ กช็ ่ือวา “เปนการกอ
ทุกขใ หตวั เองอยูไมหยุดไมถอย” ความทุกขก็ตอ งทับถมเขามาทางจติ ใจ แมร างกายจะ
เปนทกุ ขตามเร่ืองของมันในหลักธรรมชาตกิ ็ตาม แตใ จก็ตองไป “ควา เอาสิ่งนนั้ ” มา
เปนทุกขเผาลนตนเอง ถา ไมไ ดพิจารณาใหร ูท ันกนั
จติ ถา มสี ติเปนเครอื่ งกํากับรกั ษาอยูโดยสมา่ํ เสมอ ภัยท่จี ะเกิดขน้ึ กม็ ีนอ ย
เพราะเกิดในที่แหงเดียวกัน คือ “ จิต” “สต”ิ กม็ อี ยูในทีแ่ หงเดียวกนั ความรบั
ทราบวาส่งิ น้นั เกดิ ขึน้ สงิ่ นเี้ กิดข้ึน ดหี รือชั่ว เกดิ ขึน้ ภายในตวั “ปญ ญา” เปนผูคลี่
คลาย เปน ผพู ินิจพจิ ารณาและแกไ ขอารมณนัน้ ๆ ทเี่ กิดข้ึนภายในจิต เรื่องก็เรมิ่ สงบลง
ไป แตถา ขาดสติ เรอ่ื งจะสบื ตอ กนั ไปเรอ่ื ย ๆ แมความคดิ ความปรงุ เกดิ ขน้ึ ดับไป
เกิดขึ้นดบั ไป ก่คี รั้งกีห่ นก็ตาม แต “สญั ญา ความสาํ คญั มัน่ หมาย” นั้นจะไมดับ จะ
ตอกันเปนสายยาวเหยียด “ทุกข” ก็ตอ งสบื ตอกนั เปนสายยาวเหยยี ด มารวมอยทู ี่
จติ จติ เปน ผูรับทกุ ขทง้ั มวลแตผูเดียวอยูตลอดไป
เพราะ “กรรม” ทง้ั หลายท่ี “สัญญา” ท่ี “สงั ขาร” คิดปรุงขึ้นมา ใจจะเปน
ภาชนะอันสําคัญสําหรบั รับไวท ัง้ “สขุ ” และ “ทุกข” สวนมากก็รบั ทกุ ข ถาสตปิ ญ ญา
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๑๒
ธรรมะชุด๓เ๖ต๒รยี มพรอ้ ม
๓๑๓
ไมม ีกร็ บั แตของเก ๆ ของทง้ิ ของใชไมได ของเปน พิษเปน ภัยน้ันแล ไวใ นจติ ใจ ถา มี
สตปิ ญ ญากเ็ ลือกเฟนออกได อันใดไมด ี กเ็ ลือกเฟนตดั ทงิ้ ออกไป สลัดตัดทง้ิ ออกไป
เร่อื ย ๆ เหลือแตส งิ่ ทีเ่ ปนสาระอยภู ายในใจ ใจก็เยน็ ใจไมเ ยน็ ดว ยนา้ํ ไมไดสุขดวย
สงิ่ ภายนอก แตเยน็ ดวยอรรถดวยธรรม มีความสุขดวยอรรถดวยธรรม ตน เหตกุ ค็ อื มี
สตปิ ญ ญาเปน เครอ่ื งรกั ษาใจ
การปฏบิ ัติตอสงิ่ อ่นื กไ็ มยากยงิ่ กวา การปฏบิ ัติตอ จติ ใจ ภาระทง้ั โลกกม็ ารวมอยู
ทจ่ี ติ ใจ ขณะท่เี ราจะแกไขสิง่ ทมี่ นั ฝงจมอยูภายในมาเปนเวลานานนน้ั จึงเปน “งาน” ท่ี
ยากอยมู าก ดีไมดีอาจทอถอยได เพราะทําลงไปไมค อยเหน็ ผลในระยะเร่มิ แรก เนอ่ื ง
จาก “จิต” กเ็ ลื่อนลอยในขณะทีท่ ํา ไมค อ ยจดจอ เอาจรงิ เอาจังในงานของตนทที่ ําลงไป
ผลจึงไมค อยปรากฏเทา ทีค่ วร และทําใหเกิดความทอถอยออ นแอ หรือเกดิ ความทอแท
ภายในใจแลวก็ทิง้ ไปเสีย โดยท่ีเหน็ วา “หยดุ เสยี ดกี วา ” เพราะทําไปก็ไมเกิดประโยชน
ทง้ั ๆ ท่ีเวลาหยุดไปแลวกไ็ มด ี นอกจากจิตจะหาทางสั่งสมความช่วั ใสตนหลงั จากหยุด
การบําเพญ็ ทางดแี ลว เทา นัน้
แต “ความสาํ คัญ ที่วา ดกี วา”นั่นแหละ มันเปน เรอื่ งของกเิ ลสตวั หลอกลวง
ท้งั มวล ทมี่ าหลอกเราใหทอถอยออ นแอตา งหาก ความจรงิ ตั้งแตในขณะทาํ อยูม นั ยังไม
เห็นไดด ี ทงั้ ที่อยากใหดีแทบใจจะขาด หวั อกจะแตก เพราะความเพยี รพยายาม ยิ่ง
หยดุ ไปเสยี มนั จะดไี ดอ ยา งไร ถาหยุดไปแลว ดดี ังที่คิด คนทั้งหลายก็ไมต อ งดําเนินงาน
อะไรตอ ไป หยดุ ไปแลว ทุกสงิ่ ทกุ อยางมนั ดไี ปเอง ! ภายนอกก็ตอ งดี ภายในกต็ อ งดี
เชน ทาํ การทํางาน ทําไมไดมาก หยดุ เสียดกี วา
“ธรรม” ไมเหมือน “กเิ ลส” กเิ ลสมนั วา “หยุดเสยี ดีกวา” มันดีจริง แตดีเพอ่ื
กิเลสไมใ ชดเี พอื่ ธรรม สว น “ธรรม” ตองอุตสา หพยายามทาํ ไปเรอ่ื ย ๆ จนมันดี และดี
ขึ้น ๆ เรอ่ื ยๆ เพราะทาํ ไมห ยดุ งานก็เปน งานของตนที่ทําขึ้นเพื่อธรรม ไมใ ชเปน งานขี้
เกียจอนั เปนงานของกเิ ลส ผลงานจะพงึ ปรากฏข้ึนโดยลําดับจากการทําไมห ยดุ
งานทาง “จิตตภาวนา” กเ็ ชนเดยี วกัน ยากก็ทํา งายกท็ ํา เพราะเปนงานทค่ี วร
ทํา เราไมทําใครจะทําใหเรา เวลาความทุกขความลาํ บากมันเผาผลาญภายในใจ เพราะ
ความคดิ ปรุงสัง่ สม ทาํ ไมไมบ น วามันยาก เวลาสง่ั สมกิเลสใหเกิดความทุกขความเดอื ด
รอนขนึ้ มา ทําไมไมถ ือวามันยาก มาบน ใหความทกุ ขอยเู ฉย ๆ ทาํ ไม นนั่ คือความพอใจ
ยากหรอื งายไมส นใจคดิ มันไหลไปเลยราวกบั นา้ํ ไหลลงสทู ต่ี าํ่ ยากหรอื ไมยากมันกไ็ หล
ของมนั ไปอยางนน้ั เลยไมทราบวามนั ยากหรอื ไมยาก
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๑๓
ภาค ๓ “ธรร๓มช๖๓ดุ เตรยี มพร้อม’’
๓๑๔
แตเวลาฝน ใจทําความดี มนั เหมือนกบั ไสไมข นึ้ ท่ีสูงน่ันแล มันลําบากเพราะทวน
กระแส !
การทจ่ี ะละความทกุ ขนอยใหญ ท่ีใจยอมเปนไปตาม “วฏั วน” มันกต็ องยาก
บา งเปน ธรรมดา ใคร ๆ แมแ ตทานผสู ําเร็จมรรคผลนพิ พานไดอยางงา ยดาย แตกอ น
ทา นก็ยาก ถงึ ขั้นที่ควรจะงา ยก็ตองงา ย เราเองถงึ ขัน้ ทีว่ า ยากกต็ องยาก แตม นั ไมไดย าก
อยเู ชน นี้เร่ือยไป ถงึ เวลาเบาบางหรอื งายกง็ าย ยงิ่ ไดเห็นผลเขา ไปโดยลําดับดวยแลว
ความยากมนั หายไปเอง เพราะมีแต “ทาจะเอา” ทาเดียว สขุ ทกุ ขไมค ํานงึ มีแตจ ะใหร ู
ใหเ ห็น ใหเ ขาใจ ในสงิ่ ท่ีตนตอ งการ
การเรียน ใหเรียนเรื่องธาตเุ ร่ืองขนั ธ ใหดูเรือ่ งธาตเุ ร่อื งขันธ ท่เี ก่ียวขอ งกับตน
นี้เปนหลกั สาํ คัญ สําหรับนักปฏบิ ัตทิ ัง้ หลายใหดอู ยทู กุ เวลา เพราะมนั แปรอยทู กุ เวลา
คําวา “อนิจฺจ”ํ เปน อนจิ ฺจํ อยูต ลอดกาล คาํ วา “ทกุ ขฺ ํ” กเ็ ปนอยตู ลอดกาล คาํ วา
“อนตตฺ า” กเ็ ปนอยตู ลอดกาล ไมม กี ารหยุดยง้ั ผอนคลายเลย
การพจิ ารณา ก็ควรพยายามใหเหน็ เรื่องของมนั ทเ่ี ปน อยใู นตัวเรา จนมีความ
ชาํ นชิ าํ นาญ พิจารณาหลายครงั้ หลายหน จิตกค็ อยเขาอกเขา ใจและซึ้งถงึ ใจ ใจกค็ อย ๆ
ปลอ ยวางไปเอง ไมใชจ ะพิจารณาครัง้ หนึง่ คร้ังเดยี วแลว ก็หยุด แลว ก็คอยแตจะกอบ
โกยเอาผล ทงั้ ๆ ทเ่ี หตไุ มท าํ ใหพ อประมาณ มนั กไ็ มไ ด
การบําเพญ็ ความดี มีจิตตภาวนา เปนตน ตองฝน กเิ ลสทัง้ นั้น ครูบาอาจารย
แตล ะองค ๆ ทท่ี านปรากฏชอ่ื ลือนามใหโลกท้งั หลายไดก ราบไหวบ ชู าเร่อื ยมา ลวนแต
ทา นรอดตายมาเพราะความเพียรกลาดว ยกนั ท้ังนั้น ถาเปน งานเบาๆ ทา นจะรอดตาย
ไดอยางไร กต็ องเปน งานหนกั ซึ่งตองทมุ เทกําลังกนั อยา งเต็มที่ ครูบาอาจารยผูเชน นน้ั
เวลานก้ี ร็ อยหรอไปมากแลว มีนอยเต็มที ! เราหวังพึ่งทาน เร่ืองธาตเุ รือ่ งขันธข องทา น
กเ็ ปนอนจิ จงั พง่ึ กนั ไดชัว่ กาลช่วั เวลา แลวกพ็ ลดั พรากจากกนั ดังทเี่ ห็นอยูแลว
ฉะนน้ั จงพยายามนอมโอวาทคําสั่งสอนของทา นเขามาเปน ครเู ปน อาจารยส อน
ตนอยเู สมอ ทา นสอนวา อยา งไร ใหน ําโอวาททา นทีส่ อนไวแ ลวนน้ั เขามาปฏิบตั ติ อ ตัว
เอง จะชอื่ วา “เราอยูก ับครกู บั อาจารยตลอดเวลา” เหมอื นไดเ ขา เฝาพระพุทธเจา พระ
ธรรม พระสงฆ อยูตลอดกาลสถานท่ี
การปฏบิ ตั ิตนเปนหลักสาํ คัญ ท่เี ปนความแนใจสําหรบั เรา การอาศยั ครอู าศยั
อาจารยนั้นเปนของไมแนน อน ยอ มมคี วามพลดั พรากจากไป ทานไมพ ลัดพรากเราก็
พลดั พราก ทา นไมจ ากเรากจ็ าก เพราะโลกอนจิ จงั มอี ยูดวยกนั ทัง้ ทานและเราไมผิดกัน
เลย สงิ่ ทพี่ อจะยึดเอาได กค็ อื หลักธรรมของทา น จงยึดมาประพฤติปฏบิ ัตสิ าํ หรบั ตวั
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๑๔
ธรรมะชดุ๓เ๖ต๔รยี มพรอ้ ม
๓๑๕
ดวยความเอาจริงเอาจงั เพื่อเหน็ เหตุเหน็ ผล เพ่อื กาํ ชยั ชนะภายในใจ ชัยชนะนีเ้ ปนชยั
ชนะอนั เลิศประเสริฐสดุ ในโลก ไมมีชยั ชนะใดจะเสมอเหมือนเลย เราย้อื แยง เอาชนะ
ตน ! คอื กิเลสท่ีถือวา เปน“ ตน” เปน “ตัว” เปนเราเปนของเรามาต้งั กปั ตง้ั กัลป น้ี
เปน เร่อื งใหญโตมาก จะทาํ เลนเหมอื นเดก็ เลนตกุ ตา เด๋ียวกิเลสจะขยี้ขยําเอา เพราะถือ
มาเปนเวลานานแลว จงรบี พจิ ารณาใหร แู จง และปลอ ยวาง จติ ใจจะไดวางเปลา จากทุกข
ไมฉกุ ละหกุ กนั ตลอดไป
การสงั่ สมคาํ วา “เปน เรา เปน ของเรา” มานี้ นับกัปนบั กัลปไ มไดแลว ถา กเิ ลส
เปนวตั ถุ ความสั่งสมมานานถงึ ขนาดนัน้ จะเอาอะไรมาเทียบเลาในโลกน?ี้ ถึงจะใหญโ ต
ย่ิงกวากอ นกิเลสตัณหาอาสวะ กอ นเรากอนของเราเหลานี้ เพราะมีมากตอมาก จะขน
ออกมาเทียบไมหวาดไมไ หว ถา ขนเลน ๆ แบบกนิ ๆ นอน ๆ จะถากจะเถือ จะเจาะจะ
ฟน เพยี งหนสองหนใหม นั ขาดไปนน้ั ยอมเปนไปไมไ ด นอกจากจะพากันควา น้าํ เหลว
ไปตาม ๆ กนั เทา นน้ั จาํ ตอ งทมุ เทกําลงั ลงอยางหนกั หนาทเี ดยี ว ตอนนต้ี อนจะชิงชยั
ชนะกนั เราก็เปน นักปฏบิ ตั ิ ไมต อ งทอถอยกบั การรบกบั กเิ ลสซ่งึ มีอยใู นตัวเราเอง
คาํ วา “กเิ ลส”กค็ อื “กอนเรา”นน้ั เอง กเิ ลสเปน “เรา”เปน “ของเรา”อะไร ๆ
เปน“เรา”ท้งั นนั้ เหลาน้ีคือ “กองกเิ ลสแท ๆ” ไมน า สงสยั เลย
ถา จะแยกใหเ หน็ เปนชนิ้ เปนอนั ตามความสตั ยความจริง ในหลักธรรมชาตินัน้
จริง ตองแยกดวยความพากเพียร โดยทางสตปิ ญ ญาเปนเครอ่ื งพสิ ูจน พิจารณากนั
การแยกธาตุ ธาตกุ ็ธาตสุ ่ี ธาตุ ๔ กร็ กู นั เตม็ โลกเตม็ สงสารอยแู ลว แตถ าจะให
รถู งึ ใจ ซาบซ้งึ ถึงใจจรงิ ๆ น้นั ตองภาคปฏบิ ตั ิ พิจารณาดวยปญญาจนเหน็ ชดั เจนแลว
ก็ซง้ึ ไปเอง ถาลงไดซึ้งถึงใจแลว ไมต องบอกมนั ปลอยเอง เมอ่ื รอู ยา งถงึ ใจแลว กป็ ลอ ย
วางอยา งถงึ ใจเชนกนั การท่ีจะรูอยางถงึ ใจ ปลอ ยวางอยางถงึ ใจ ตองพิจารณาแลว
พิจารณาเลา ซํ้า ๆ ซาก ๆ จนเปน ทีเ่ ขาใจ อยาไปสําคญั วา นี่เราพิจารณาแลว นน้ั เรา
พจิ ารณาแลวในคราวนนั้ ดวยความคาดหมาย นบั อานครั้งนัน้ ครั้งนี้ โดยที่ยังไมซึง้ ถงึ
ขั้นปลอ ยวางมนั กย็ ังไมแ ลว ตอ งพิจารณาใหถ ึงขั้นแลว จริง ๆ ดวยความซาบซ้งึ และ
ปลอ ยวาง ถา “แลว จรงิ ” กไ็ มจ ําเปนตองพจิ ารณาอกี มันเขา ใจแลว ปลอ ยวางไดห มด
คาํ วา “ธาตุ” ก็กอ นธาตุอยูแลว วญิ ญาณกธ็ าตุ ส่ิงทมี่ าสมั ผัสก็ธาตุ รปู ก็ธาตุ
เสยี งกธ็ าตุ อะไรๆ กธ็ าตุ อะไร ๆ มนั กเ็ ปน ธาตไุ ปหมดอยแู ลว
เร่ืองขันธภ ายในตัวเรา เชน รูป กเ็ ปน ขนั ธ เวทนา กเ็ ปน ขนั ธ สญั ญา กเ็ ปน ขนั ธ
สงั ขาร กเ็ ปน ขนั ธ วญิ ญาณ ก็เปนขันธ เปนขันธ เปน หมวดเปน หมู เปน ชิน้ เปนอนั อยู
ตามธรรมชาติของเขา
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๑๕
ภาค ๓ “ธรร๓มช๖๕ดุ เตรยี มพร้อม’’
๓๑๖
เรอื่ งใจก็ใหร วู า “นคี้ ือ ผรู ู” ทีจ่ ะตอ งพสิ ูจนใหร แู จงเชน เดยี วกบั ธาตุขันธท ง้ั
หลาย จะไมยึดวาเปนตนเปน ของตน ซงึ่ จะเปน ภาระหนักมากขนึ้ จาํ ตองพิจารณาดวย
ปญญาใหเหน็ ตามความเปนจริงเสมอกนั แตก ารพจิ ารณา “จติ ” น้ี ไดเ คยอธบิ ายมา
หลายกณั ฑแ ลว นา จะพอเขาใจ
เฉพาะอยางย่งิ ทกุ ขเวทนาท่เี กดิ ขน้ึ ภายในกาย ใหทราบชัดวา“นี้คอื เวทนา”
เพยี งเทานั้น อยา ไปตคี วามหมายวา เวทนาเปน เรา เปนของเรา หรอื อะไรๆ เปน ของ
เรา เพราะน้นั จะเปนเครอ่ื งสงเสริมกเิ ลสใหม ากข้นึ โดยลําดับ แลว ก็นําความทกุ ขเขาทบั
ถมใจมากขน้ึ เมอ่ื เวทนาไมดับยงิ่ มที ุกขท างใจมากขนึ้ แลวจะเอาอะไรมาทนกัน
“เวทนา” มนั เกิดข้ึนในธาตใุ นขันธม นั ก็เคยเกดิ ขึ้นอยแู ลว ต้ังแตว นั เกิดมาขณะ
ทตี่ กคลอดออกมา กม็ เี วทนาแสนสาหัส รอดตายจึงไดเปน มนษุ ยมา จะไมเ รยี กวา
“เวทนา” จะเรียกวาอะไร เวทนาน้ีเคยเปนมาตงั้ แตโ นน จะใหม นั ละทางเดนิ ของมนั ละ
ไมได ทางของความทุกขใ นธาตุในขันธ มนั ตอ งแสดงตวั มนั โดยสม่ําเสมอเรอ่ื ยมา มนั
เกิดข้นึ แลว กต็ งั้ อยู และก็ดับไป มเี ทา น้นั มเี กดิ ขึ้น มีตัง้ อยู แลว ดับไป ไมว า จะเปน
เวทนานอก เวทนาใน คอื จิตเวทนา
เฉพาะอยางยง่ิ เวทนาทางรา งกาย พจิ ารณาใหเ ห็นชัด รูป ก็เปน รูป รูชัดเหน็ ชดั
อยูแ ลว ตงั้ แตวนั เกดิ มา จะเสกสรรปนยอวาเปน เรา เปน ของเรา หรอื เปน เจาฟา พระ
ยามหากษัตรยิ เปนเจา ขุนมูลนายหรอื เปนอะไรกแ็ ลว แตความเสกสรร แตค วามจรงิ ก็
เปนความจรงิ อยูต ายตวั ไมไ ดเปนไปตามความเสกสรรปน ยอใด ๆ ทั้งสิ้น ความจรงิ รปู
ก็คอื รปู ขนั ธน ่นั แล มีธาตุสี่ ดิน นํ้า ลม ไฟ รวมกนั เขา เรียกวา “คน” วา “สตั ว” วา
หญิงวาชาย แยกประเภทออกไป เปนช่ือเปน นามไมมีสิ้นสุด แตสง่ิ ท่คี งท่นี นั้ คอื รปู ก็
คือ “กองรปู ” นน้ั เอง รวมทง้ั หมดท่ีเปน สวนผสมน้ี เรยี กวา กองรปู คอื รปู กาย ซ่ึงเปน
ความจรงิ อนั หน่งึ แยกดสู ว นไหนกเ็ ปนความจริงของมันแตล ะอนั
ในขณะท่ีประชุมกนั อยู หนงั กเ็ ปน หนงั เนอ้ื ก็เปน เนือ้ เอ็น กระดูก ฯลฯ ท่ใี หช อื่
ใหนามเขา อยาไปหลงชือ่ หลงนามของมัน ใหเ หน็ วา เปน ความจรงิ ดว ยกนั คอื เปน กอง
รูป กองเวทนา มันไมใ ชร ูป รปู ไมใ ชเ วทนา มีทุกขเวทนาเปนตน เวทนาเปน เวทนา จะ
เปนสุขขึ้นมาก็ตาม เปนทกุ ขข้นึ มากต็ าม เฉย ๆ กต็ าม มนั เปนเวทนาอันหนึ่ง ๆ ตา ง
หากของมันซ่ึงเหน็ ไดอยา งชัดเจน สองอยา งนส้ี ําคญั มากยงิ่ กวา สัญญา สงั ขาร
วญิ ญาณ ซึ่งเกิดดับพรอ มกนั ไปเปนระยะ ๆ
แตเ วทนานีถ้ งึ จะดับกม็ ีเวลาตง้ั อยู เหน็ ไดชดั ทางภาคปฏบิ ัติ ในขณะท่ี
ทกุ ขเวทนาเกิดขึน้ ใหจบั ทุกขเวทนานนั้ เปน เปา หมาย คอื เปน จดุ ทพ่ี จิ ารณา อยาเห็น
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๑๖
ธรรมะชุด๓เ๖ต๖รยี มพร้อม
๓๑๗
วา เวทนาน้เี ปน เรา จะผิดจากหลกั ความจริงของเวทนาและวธิ ีการพจิ ารณา จะไม
ทราบความจรงิ ของเวทนาดวยปญ ญาทค่ี วรทราบ เมื่อไมท ราบความจริงแลว ยงั จะถอื
เอาทุกขเวทนานั้นวา เปนเราเขาอกี กจ็ ะเพิม่ ความทุกขขนึ้ อีกมากมายแกจติ ใจ เพราะ
เปน การผิดตอ หลกั ธรรมชาติ ซ่ึงเปนหลกั ความจรงิ ท่ีพระพุทธเจา ทรงสง่ั สอนไว
ทา นจงึ สอนใหพจิ ารณาใหเ ห็นทุกขเวทนา จะเปนข้นึ ในสวนใดก็ตามของรา ง
กาย ใหทราบวามนั เปน อาการอันหนงึ่ เปน ธรรมชาติอันหน่ึงของมนั ที่เกิดข้นึ ตง้ั อยู
ดับไป ของมนั เทา นัน้ อยา ไปยงุ อยาไปปรุงไปแตง ไปเสกสรรปน ยอ ใหม นั เปนอยาง
นัน้ อยา งนี้ ถาไมอยากแบกหามทกุ ขไมม เี วลาปลงวาง ใหเ หน็ ตามความจรงิ ของมนั ใน
ขณะท่ีปรากฏตัวขึน้ มากด็ ี ตงั้ อยูก ็ดี และดับไปก็ดี เร่อื งเวทนามันมเี ทาน้ัน จงแยกให
เห็นชดั ดว ยสตปิ ญ ญา
เมอื่ กําหนดดเู วทนาแลวยอ นเขามาดูจติ วา จิตกับเวทนานเี้ ปนอันเดียวกันไหม
แลว ดกู าย กายกบั จิตน้เี ปนอนั เดียวกนั ไหม ดูใหช ดั ในขณะท่ีพิจารณานี้ ไมใ หจิตสง
ออกไปทางไหน ใหจิตอยูใ นจุดนั้นแหงเดยี ว เชน พิจารณาทุกขเวทนา ก็กาํ หนด
ทุกขเวทนาใหเ หน็ ชัด เมอื่ ยอนเขา มาดจู ิต ก็กาํ หนดดูความรูน ใี้ หชัด วา มันเปน อนั
เดยี วกนั ไหม เอาไปเทียบเคียงกันดู ความรูอ ันนี้กับเวทนาอนั นน้ั นะ มันเหมอื นกันไหม
จะรวมเปน อันเดยี วกันไดไหม และรปู กายอนั นี้มนั เหมอื นกับจิตไหม? มันเหมือนกับ
เวทนาไหม? จะพอเปนอนั เดยี วกนั ไดไหม? นั่น! ทานจึงวา “แยกดใู หดี!” เพราะรปู
มนั เปน รปู มันจะไปเหมอื นจติ ไดอ ยา งไร จติ เปน นามธรรม เปน ธรรมชาตทิ ร่ี ู แตธ าตนุ ี้
เปนธาตไุ มรู คอื ธาตดุ ินนีไ้ มร ู ธาตนุ ํ้านี้ไมรู ธาตุลมนีไ้ มรู ธาตุไฟนไี้ มร ู แต “มโน
ธาต”ุ นรี้ ู เมอื่ เปนเชน นนั้ มันจะเปนอนั เดยี วกันไดอยา งไร
ทกุ ขเวทนาก็เหมอื นกัน มันกเ็ ปนธาตไุ มร ู เปน ธรรมชาติอนั หน่ึง ธาตุไมรกู ับ
ธาตุไมร ูกต็ างกันอกี เวทนากับกายก็เปนคนละอยาง มนั ไมใชอ นั เดียวกนั จะใหเปน อนั
เดียวกนั ไดอ ยางไร การแยกการแยะในขณะท่ีพจิ ารณาเวทนา ดใู หเหน็ ชัดตามความจรงิ
นัน้ ไมต องกลวั ตาย ความตายไมม ีในจติ อยา ไปสงสยั อยา ไปสรา งขวากสรา งหนามปก
เสียบตนเองใหเจบ็ แสบเดอื ดรอ น ความตายไมมี คือในจิตนีไ้ มม ีความตาย มแี ตค วาม
รลู ว นๆ ความตายไมม ีในจติ ซงึ่ เปนสิง่ แนน อนตายตัวรอยเปอรเซน็ ต
ความสาํ คัญวาตายน้ี เปนเรือ่ งเสกสรรปน ยอข้นึ มาใหแ กจติ ดว ยอํานาจแหง
ความหลงของจิตเสียเอง เปน ผูเสกสรรปน ยอขน้ึ มาหลอกตวั เอง ฉะนัน้ เมอื่ พิจารณาไป
ตามความจรงิ แลว จิตไมใ ชของตาย เราจะไปกลัวตายทาํ ไม คําวา “ตาย” นัน้ คอื
อะไร? เรากท็ ราบวา ธาตุขนั ธม ันสลายลงไป คนเราพอหมดลมหายใจเขาเรียกวา “คน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๑๗
ภาค ๓ “ธรรม๓ช๖๗ุดเตรยี มพร้อม’’
๓๑๘
ตาย”ขณะน้นั “ผูร”ู แยกตวั ออกจากธาตนุ ัน้ แลว ธาตุน้ันเลยมแี ต “รูปธาตุ” เฉย ๆ
เวทนาก็ไมมี นั่นเขาเรยี กวา “คนตาย”
แตความจริงมนั ไมไ ดต าย เพราะฉะนัน้ จงึ ตอ งพจิ ารณาใหชดั เจนดว ยปญ ญา
เราไมต องสรา งเรอ่ื งความตายข้นึ มาปก เสียบหัวใจ หรอื มากดี ขวางทางเดนิ ของเรา เพ่อื
ความรูจริงเห็นจริงดว ยการพจิ ารณา แมจ ะทกุ ขม ากทกุ ขน อ ยขนาดไหน ก็จงกาํ หนดดู
ใหดีในเรอื่ งความทุกขนน้ั เอาความทุกขนน้ั แลเปน หินลบั ปญญา แยกทกุ ขข ยายทุกข
ออกจากจิต แยกจติ ออกจากทุกข เทยี บเคยี งกนั ใหไ ดท กุ สดั ทกุ สว น ในขณะทพ่ี จิ ารณา
อยาใหจ ติ เผลอไปไหน เพื่อความรูจริงเห็นจริงแบบ “ตะลมุ บอน” กบั ขนั ธน น้ั ๆ
จิตหรือจะตายตามสมมุติของโลก จะตายในขณะท่ีพจิ ารณาน้ีก็ใหร วู า อะไรตาย
กอ น อะไรตายหลงั เวทนาดับไปเม่อื ไร จติ นจ้ี ะดับไปเมื่อไร และจติ นจี้ ะดบั ไปท่ีไหน
กนั แน เพราะธรรมชาติของจิตไมใชเปนของดับ ใครจะมาบงั คับใหจ ิตดับไดอยา งไร ?
จงพิจารณาดูใหด ี ระหวา งขันธกับจิต จนรคู วามจรงิ ข้นึ มาประจกั ษใ จ หายสงสยั
น่แี หละทา นเรยี กวา “สรางปญญา ฝกซอมปญญา ใหเ ห็นความจรงิ ”
ทกุ ขเวทนาจะเกดิ ขึ้นมากนอยเพยี งไรในขณะนน้ั จะไมมีอํานาจเขา มาบงั คบั
บัญชาจิตใจใหกระทบกระเทือนไดเ ลย เมื่อทราบแลววา จิตเปนจติ เวทนาเปน เวทนา
เม่อื ปญ ญาพิจารณาเห็นชัดเจนตามนแ้ี ลว วา มนั เปน ความจรงิ แตล ะอยา ง ๆ ระหวา ง
ขันธกับจติ จะไมก ระทบกระเทอื นกันเลย กายกส็ กั วา กาย ต้ังอยเู ฉย ๆ ทุกขเวทนาเกิด
ขน้ึ กายก็มีอยู ทุกขเวทนาดบั ไป กายทกุ สว นก็มอี ยตู ามธรรมชาตขิ องตน เวทนาเกดิ ขน้ึ
ก็เปน เรื่องของเวทนา ต้งั อยูกเ็ ปนเร่อื งของเวทนา ดับไปกเ็ ปนเร่อื งของเวทนา จิตเปน ผู
รเู ร่ืองทุกขเวทนา เกิดข้ึน ตงั้ อยู แลว ดบั ไป จติ ไมใชเปน ผูเ กิดขึน้ ต้ังอยู ดับไป เหมอื น
กายเหมือนเวทนา
เมื่อหดั พจิ ารณาอยา งน้ีจนชํานาญแลว ถงึ คราวเขา ที่คบั ขันกใ็ หพิจารณาอยา งนี้
เราไมต องกลัวตาย เพราะเราเปนนกั รบ เร่อื งกลวั ตายไมใ ชธ รรมของพระพุทธเจา เรอื่ ง
ความกลาหาญตอความจรงิ นีเ้ ปนธรรม และเปน หลกั “สวากขาตธรรม” ท่ีตรสั ไวชอบ
แลว จงดําเนินไปตามความจรงิ น้ี ตายก็ตายไมตอ งกลัว เพราะจิตไมไ ดตาย แตข อใหรู
อยกู บั ตัววา อะไรท่ีแสดงขึน้ เวลานี้ มที กุ ขเวทนา เปนตน มนั เปนอยา งไร ทกุ ขเวทนา
ดใู หทราบตามความจรงิ ของมนั เมอ่ื ทราบความจริงแลว ทุกขเวทนากส็ กั แตวาธรรม
ชาตอิ นั หน่งึ เทาน้นั ไมปรากฏวามีความหมายรา ยดีแตอยางใด และไมปรากฏวา
เปน “ขา ศึก” ตอผใู ด เปนความจริงของมันอยางเตม็ ตวั ทีแ่ สดงข้นึ มาตามหลกั ธรรม
ชาตเิ ทาน้ัน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๑๘
ธรรมะชุด๓เ๖ต๘รียมพร้อม
๓๑๙
กาย ก็เปนความจรงิ ของกายที่ปรากฏตวั อยูตามหลักธรรมชาตขิ องตน จติ กเ็ ปน
ธรรมชาติอันหนง่ึ ท่เี ปน ความรปู ระจําตน ไมไดไปคละเคลา กับสิง่ ใด
เมื่อพิจารณารูรอบแลว จิตกถ็ อนตัวออกมาเปนความจรงิ ของตวั อยา งสมบรู ณ
ทกุ ขเวทนาเขาก็มคี วามสมบรู ณตามธรรมชาตขิ องเขา กายกม็ ีความสมบูรณตามธรรม
ชาติของตน โดยทจ่ี ติ ไมไ ปแยกสว นแบงสวนวุน วายกบั เขา เม่อื เปนเชนนก้ี ็ไมม อี ะไร
กระทบกระเทอื นกนั ทุกข จะทกุ ขข นาดไหนกไ็ มกระเทอื นถึงจิต ยมิ้ ไดในขณะท่ที กุ ข
กาํ ลังเกิดอยูมากมายนน้ั เอง ยิ้มได! เพราะจติ เปน อันหน่ึง ไมเขาไปยุงเกย่ี วกับเวทนา
คือ ไมเขาไปคละเคลา กบั เวทนานั้นใหเผาลนตนเอง ใจก็สบาย
นแ้ี ลการพิจารณาทกุ ขเวทนาใหร รู อบ โดยเอาเวทนาน้ันเปน สนามรบ เปน หิน
ลับปญญา เปนสถานทลี่ ับปญญาใหคมกลา ขนึ้ ดว ยการพจิ ารณาแยกแยะทุกขเวทนาท่ี
เกดิ ข้ึน แยกแยะดกู าย แยกแยะดเู วทนา อนั ใดจะดบั กอนดับหลงั กใ็ หท ราบ ตาม
ความจรงิ ของมนั มันมีความเกดิ ความดับ ประจาํ ตัวอยูอ ยางนั้นแตไ หนแตไรมา เราจะ
รูก ็ตามไมร กู ็ตาม สิ่งเหลานี้มีเปนหลกั ธรรมชาตขิ องตวั อยอู ยางนั้น เปน แตเ พียง
พจิ ารณาใหเ ห็นตามความจรงิ ของมัน จงึ ไมป น เกลยี วกบั ธรรม เรากอ็ ยสู บาย
เอา ! จะตายกต็ ายซิ ตามโลกเขาสมมตุ ินยิ มวา “ตาย” ตายมันเปน อยางไร จึง
เรยี กวา “ตาย” กายมนั แตก เอา แตกไป อะไรสลายกส็ ลายลงไป ผไู มส ลายก็อยู อะไร
ไมส ลาย กค็ ือจติ น่เี อง
ใจน้เี มอ่ื สรา งปญญาเปนหลกั เปน เกณฑขนึ้ ภายในตนแลว เปน อยางนนั้ ไมม ี
ความหวนั่ ไหวตอ ความลม ความตาย จติ มคี วามแกลว กลา สามารถ
น่ีแหละการพจิ ารณาเรือ่ งของตัว คอื เรอ่ื งของจิต พจิ ารณาเชน นี้ เราไมต อง
กลวั ตาย กลัวไปทําไม พระพทุ ธเจาทรงสอนไมใหกลวั ธรรมไมสอนใหกลัว ความจรงิ
ไมเ ปนสิ่งท่ีนากลัว เพราะเปนความจรงิ จะนา กลานา กลัวทต่ี รงไหน กลากไ็ มน า กลา
กลัวกไ็ มน า กลัว นหี่ มายถงึ การถึงความจริงลวน ๆ แลว ไมม คี าํ วา “กลา ” วา
“กลวั ” เหลอื อยภู ายในใจเลย มีเฉพาะ “ความบรสิ ทุ ธิ์” อยา งเดยี ว
แตก ารพจิ ารณาเพ่อื ถงึ ความจริง ตอ งมคี วามกลา หาญ เมอื่ จะเอาชยั ชนะเขา สู
ตน ไมมคี วามกลา หาญไมไ ด เดี๋ยวแพ เพราะเรากําลังดําเนินมรรคอยู ตองมคี วาม
กลา หาญหรอื อาจหาญ ไมพร่ันพรงึ หว่ันไหวกบั สงิ่ ใด ๆ ท้งั สน้ิ สง่ิ ใดที่ผา นเขามาตอง
พิจารณาใหรใู หเ ขา ใจท้ังนั้น ไมมคี วามทอ ถอยออนกาํ ลงั เพือ่ ต้ังหนา รูเ ห็นตามความ
จรงิ ของมนั ทุกสิง่ ทุกอยา งทผ่ี า นเขามาในกระแสความรู ชอ่ื วา “นักรบ” ในสงคราม
ระหวางจติ กบั ขนั ธ หรือระหวา งธรรมกับกเิ ลสท้ังหลาย
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๑๙
ภาค ๓ “ธรร๓มช๖๙ุดเตรียมพร้อม’’
๓๒๐
ความกลา หาญอยางนี้เปนความถูกตอ ง เมอ่ื ถงึ จุดหมายปลายทางแลว ความ
กลวั ก็หายไป ความกลา กห็ ายไป เพราะเขา ถึงชัยชนะอันสมบูรณแ ลว ความกลวั ความ
กลากห็ มดปญหาไป
เวลานค้ี วามกลวั ความกลาเปนปญ หาอยางย่ิงสําหรบั ผูกาํ ลงั ดําเนนิ จงสรา ง
ความกลา ขนึ้ ดว ยเหตดุ ว ยผลทค่ี วรกลา และเปน นกั ตอสูในสิง่ ท่ีควรตอ สู มีทุกขเวทนา
เปนตน ใหเปน ตามความจรงิ ของมัน อยาไปกลัว พระพุทธเจา ไมสอนใหกลวั กลวั กม็ ี
คา เทากบั ความตาย ถึงวนั แลว ตองแตกตอ งสลาย ทานเรียกวา “ความตาย”
แตอยางไรกต็ ามนักปฏิบัตติ องใหรกู อนท่สี ่งิ เหลานจี้ ะแปรสภาพลงไป ดว ย
ปญญา เอา “ตาขาย” คอื ปญญากางไวร อบดาน อะไรแสดงออกมาก็ไปติดขา ย คือ
ปญ ญานั้น แลวจะหว่ันไหวไปไหน จะสะทกสะทานไปไหน จะเอนเอียงไปไหน เพราะสิง่
นนั้ ๆ เปนไปตามความจรงิ ทไ่ี ดพ ิจารณาไวแ ลว
น่ี “นกั รบ” ทา นพิจารณากันอยา งน้ัน แมอ ยใู นทา มกลางแหง ขันธท่เี ปนกองไฟ
ทัง้ กอง ทานก็มีความรมเย็นเปนสขุ โดยปกติของจิตทีร่ รู อบขอบชิดแลว ไมหลงตาม
อาการอะไรทงั้ หมด ชอ่ื วา “ผูรรู อบ”
อาการตา ง ๆ ที่ขันธแ สดงออก เมอื่ ทนไดก ท็ นไป ปฏิบัติรกั ษาบํารุงกันไป พา
กนิ พานอน พาด่ืม รกั ษากนั ไป ตามธรรมชาติของมัน เมือ่ ทนไมไ หว อยา งไรกม็ ีแตจะ
ไปทาเดยี ว ก็ปลอยไปตามคตธิ รรมดาเสยี เทา นน้ั เพราะเปน ความจริงจะฝนมันไดอยาง
ไร ปลอยตามความจรงิ น่แี ลช่อื วา “ปลอ ยดวยความรู ทเี่ ปนไปตามความจรงิ ” จติ ก็
ไมห วัน่ ไหว ไมอ าลยั ไมเสียดาย นี่คอื หลักของการปฏบิ ตั ิของผไู ด หรอื กําลงั จะได
“ชัยชนะ” ภายในจติ ใจ เพราะจติ เคยแพก ิเลสตัณหามาตลอดจนกระทัง่ ปจ จุบนั น้ี ไม
เคยชนะมาเลย ตง้ั แตก ปั ไหนกลั ปไหน มแี ตอ ยใู ตอ าํ นาจกเิ ลสทา เดยี ว จนลมื เฉลียวใจ
วา “กเิ ลสเปน นาย เราเปนบอยของมัน”
คราวนแ้ี หละจะพลกิ ตัวเรา โดยอาศัยหลักธรรมเปน เคร่อื งปราบปรามกเิ ลสอา
สวะ ซ่ึงเคยชนะเรามาเปน เวลานาน หรือเปน เจา ใหญนายโตแหง “วฏั จกั ร” บงั คบั จติ
ใจเราใหไปสทู นี่ ่ันทนี่ ีม่ านาน คราวน้เี ราจะตัง้ หนาสกู ิเลสเพ่ือชัยชนะ และใหเหน็ ความ
จริงทุกสิง่ ทกุ อยาง ไมม อี ะไรปดบงั ปญญาไดเลย พรอ มกับเอาชนะจากความทีเ่ คยแพ
นน้ั มาครองเปนของตวั ดวยอาํ นาจของ สติ ปญญา ศรทั ธา ความเพยี ร อยางไมลดละ
ผูถงึ แดนแหงความประเสรฐิ เพราะความเพียรแลว ยอมเปน ผสู งางามใน
ทา มกลางแหงหมูชน พรอ มกับความภมู ิใจในความเพยี รของตน ผใู ดถงึ แดนแหงความ
เลิศประเสริฐดว ยการชนะตนผูเดยี วเทา นัน้ เปน ผปู ระเสริฐภายในตน ไมมกี ารกอเวร
เหมอื นการชนะสงครามทโี่ ลกชนะ และกอ เวรกอ กรรมแกก ันไมมที างสิ้นสุด เหมือนลูก
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๒๐
ธรรมะชดุ๓เ๗ตร๐ยี มพร้อม