ธรรมจากจดหมายทา่ นอาจา๔๕ร๗ยฯ์
ถึงธรรคมะณุ เพาพงา วรรธนะกลุ
จากจดหมายของทานพระอาเจทศานร์โยปรม ดคหณุ าเพบาวัพงาญวารณรธนสะมกุลฺปณนวฺโดันป่าบา้ นตาด
มีถึง นางเพาพงา วรรเมธือ่ วนนั ะทกี่ ๒ลุ ๖ กุมภาพนั ธ์ พทุ ธศักราช ๒๕๑๙
เม่ือวนั ที่ ๒๖ กมุ ภาพนั ธ ๒๕๑๙
การปฏิบตั ธิ รรมสมควรแกธรรม ที่ประทานไวด ว ยพระเมตตาสดุ สวนไมม ใี คร
เสมอในโลก นั้นคอื การบูชาพระองคทานแท การเห็นความจริงทม่ี อี ยกู บั ตวั ตลอดเวลา
ดว ยปญญาโดยลําดับ นน้ั ก็คือการเหน็ พระตถาคตโดยลาํ ดับ การเห็นความจริงอยา ง
เต็มใจดว ยปญ ญานั้นแล คือการเห็นพระพุทธเจา เต็มพระองค พระพุทธเจาแท ธรรม
แทอ ยทู ใ่ี จ การอุปฏ ฐากใจตัวเอง คือการอุปฏ ฐากพระพุทธเจา การเฝา ดูใจตวั เองดว ย
สติปญ ญา คือการเขาเฝาพระพทุ ธเจา พระธรรม พระสงฆ อยางแทจ รงิ พญามจั จรุ าช
เตือน และบกุ ธาตขุ ันธข องสตั วโลกตามหลกั ความจรงิ ของเขา เราตอ งตอ นรบั การเตอื น
และการบุกของเขาดว ยสติ ปญญา ศรัทธา ความเพยี รไมถอยหลัง และขนสมบตั ิ คือ
มรรค ผล นพิ พาน ออกมาอวดเขาซึง่ ๆ หนา ดวยความกลาตาย โดยทางความเพยี ร
เขากับเราทถี่ อื วาเปนอรศิ ตั รูกนั มานาน จะเปน มิตรกนั โดยความจรงิ ดว ยกนั ไมมีใครได
ใครเสียเปรยี บกันอีกตอ ไปตลอดอนนั ตกาล
ธาตุขันธเ ปนสิ่งท่ีโลกจะพงึ สละท้ังที่เสียดาย เราพงึ สละดว ยสตปิ ญญากอ นหนา
ทจ่ี ะสละขนั ธแ บบโลกสละกนั นน่ั คอื ความสละอยา งเอก ไมม สี องกับอันใด กรุณาฟง ให
ถงึ ใจ เพราะเขียนดว ยความถึงใจ เอวํ ฯ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรรม๕ช๑๔ดุ ๙๕เตร๗ยี มพรอ้ ม’’
จงสรา้ งสมณะขน้ึ ท่ีใจเทศนโ ปรดคณุ เพาพงา วรรธนะกลุ ณ วดั ปา บา นตาด ๔๕๘
เเมท่อืศวนนัโ์ ปทร่ี ด๑ค๒ุณกเพุมภาพาพงานั ธว์ รพรทุ ธธนศเะมักกอ่ืรลุ าวชณันท๒จวี่ ๕๑ดัง๑ป๒ส๙่ารบก้าามุ นงภตสาาพดมนั ณธ พะทุขธนึ้ ศทักรใี่ าจช ๒๕๑๙
ทานอาจารยมน่ั ทานพดู เสมอ เวลาเทศนไปสมั ผัสหรอื พูดไปสมั ผสั ดงั ท่ีเขยี นไว
ใน “มุตโตทัย” กด็ เู หมือนมี แตทา นไมแยก ทานพูดรวม ๆ เอาไว ทนี ีเ้ วลาเราเขยี นเรา
ถงึ ไดแ ยกออกเปน ตอน ๆ คือผูเขียน “มุตโตทัย“ ไมแ ยกออกเปนขั้นตอน ทา นพูดบาง
ครัง้ ทา นกไ็ มแ ยก แตก พ็ อทราบได เพยี งยกตน ขน้ึ มาแลวกง่ิ กานก็มาดวยกนั โดยทาน
วา
“ธรรมของพระพุทธเจาตามธรรมชาติแลวเปนของบริสุทธิ์ แตเม่ือมาสถติ อยใู น
ปุถุชนกก็ ลายเปน “ธรรมปลอม” เม่ือสิงสถิตอยใู นพระอริยบคุ คลจึงเปน “ธรรมจริง
ธรรมแท” น่ีทา นพดู รวม ๆ เอาไว
คาํ วา “อริยบุคคล” มหี ลายขน้ั คอื
“พระโสดา” เปนอรยิ บุคคลช้นั ตน ช้ันสูงข้นึ ไปก็มี “พระสกทิ าคา, อนาคา,
อรหนั ต” เปนส่ี เม่อื แยกแลว พระอรยิ บุคคลผูบรรลุ “พระโสดาบัน” ธรรมในขัน้ พระ
โสดาบันก็เปน ธรรมจริง ธรรมบรสิ ุทธ์ิสําหรบั พระโสดา แตธ รรมข้ัน “สกทิ าคา, อนาคา,
อรหนั ต” เหลานี้ พระโสดายงั ตอ งปลอมอยูภายในใจ แมจะจดจําได รูแนวทางท่ีปฏิบัติ
อยอู ยางเตม็ ใจก็ตามก็ยงั ปลอม ท้ัง ๆ ท่รี ู ๆ อยนู น่ั เอง
“พระสกทิ าคา” กย็ งั ปลอมอยใู นขน้ั “อนาคา”, อรหนั ต”, พระอนาคา” กย็ งั
ปลอมอยูใ นข้นั “อรหัตธรรม” จนกวา จะบรรลถุ ึงขน้ั “อรหัตภมู ิ” แลว นน่ั แล ธรรมทุก
ขน้ั จึงจะบริบรู ณสมบูรณเต็มเปย มในจิตใจ ไมม ปี ลอมเลย
บางรายกค็ า นวา “ธรรมของพระพุทธเจาเปนของจริงของบริสุทธิ์ อยทู ไ่ี หนก็
ตอ งบรสิ ุทธ์ิ เชนเดียวกับทองคํา จะเปน ตมเปน โคลนไปไมไ ด”
ถา ไมแยกออกพอใหเขาใจ “ทองคําตองเปนทองคํา ไมเปนตมเปนโคลนไปได”
แตเ ราจะปฏเิ สธไดอยา งไรวาไมมีตมมีโคลนตดิ เปอ นทองคํานัน้ ขณะท่คี ละเคลา กนั
อย?ู ทองคาํ ท่ีไมต กในตมในโคลนกบั ทองคําทต่ี กในตมในโคลน มนั ตางกนั หรอื ไม มัน
ตางกันนะ !
ทองคําท่บี รสิ ทุ ธลิ์ ว น ๆ หน่งึ ทองคําที่เจือไปดวยตมดวยโคลนหนึง่ เราจะวา มัน
บรสิ ทุ ธเิ์ หมือนกันไดอ ยา งไร? นน่ั ! ตอ งตางกัน ! ถาเราจะแยกมาพูดเปนประการท่ี
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะชดุ๕เ๒๔ต๐ร๕ยี ม๘พรอ้ ม
๔๕๙
สอง เชน อาหารทค่ี วรแกการรับประทานอยแู ลว หยบิ ยกข้ึนมากาํ ลังจะรับประทาน แต
พลัดจากมอื ลงไปถูกสงิ่ สกปรกเสยี อาหารแมจะควรแกการรับประทานก็ไมควร เพราะ
มนั เปอนสกปรก จนกลายเปนสง่ิ นา เกลยี ดไปหมดแลว หรือภาชนะทเ่ี ปอ น อาหารแม
จะสะอาดนา รบั ประทานเพียงไรก็ตาม เมอ่ื นาํ มาสูภาชนะท่เี ปอ น อาหารนน้ั กเ็ ปอ นไป
ตาม แลวมันจะบรสิ ุทธิไ์ ดอยา งไร เมอ่ื มนั เจอื ดวยของเปอ นหรือสกปรกอยเู ชน นนั้
น่ธี รรมของพระพุทธเจา ก็เชนเดยี วกัน ภาชนะในทีน่ ก้ี ห็ มายถงึ ใจ มใี จเทาน้นั
เปน คูควรแกธ รรม
ทีนีใ้ จน้นั มีความสกปรกมากนอยเพยี งไร ธรรมทเี่ ขา มาเกี่ยวขอ งกต็ อ งมคี วาม
สกปรกไปดว ยเพียงนนั้ ท่ที า นเรียกวา “ปลอม” หมายถงึ ไมบ ริสุทธ์แิ ท ทนี ี้ถดั จากนน้ั มา
เชน มาดกู นั ในคัมภีรใ บลานตามตาํ รบั ตาํ ราก็เปนธรรม แตเราไปเรียนจากนั้น จดจาํ
เอามาไวในใจ แตใ จเราเตม็ ไปดวยกิเลส ธรรมที่เขามาสูจิตใจเรากก็ ลายเปน “ธรรมจด
จํา” ไปเสยี ไมใชธ รรมจรงิ !
ถา วา เปน ธรรมจรงิ ซ่ึงตา งคนตา งเรยี นและจดจํามาดว ยกันแลว ทําไมกิเลสจึงไม
หมดไปจากใจ ยังมีเต็มใจอยู ทั้งๆ ทเ่ี รียนรูอ ยูแลว ทุกสิ่งทกุ อยางจนกระทงั่ ถึงนิพพาน
แตใ จก็ยงั ไมพ นจากความมกี เิ ลสอยูเ ตม็ ตวั ฉะนั้นธรรมจึงปลอมอยา งน้ีเอง
ถาเราไดนําธรรมของพระพุทธเจา ท้งั ดานปริยัตแิ ละดา นปฏบิ ัติ ออกคลค่ี ลาย
ดวยการประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตามทท่ี านสอนไวโ ดยถกู ตอ งแลว ธรรมจะเริม่ จรงิ ไปต้ังแต
ความจดจํา เมื่อจดจาํ เพือ่ เปน แบบแปลนแผนผงั จรงิ ๆ ไมใ ชจดจาํ สักแตว าจดจาํ
แลว ไมท าํ ตามแบบแปลนแผนผงั เชนเดียวกับบา นเรือนจะมีกีแ่ ปลนกต็ าม ยอ มไม
สําเรจ็ เปนบา นเปนเรอื นข้นึ มาได จะมีแต “แปลน” เทานั้น กร่ี อ ยก่พี ันชิ้นกม็ ีแตแ ปลน
เรยี กวาเปน “บา น” ไมไ ด จนกวา ทําการปลกู สรา งข้ึนมาจนแลว เสร็จสมบูรณต ามแปลน
น้ันๆ จึงจะเรยี กวา “บา นเรอื น” โดยสมบูรณไ ด
การจดจําเพอื่ ประพฤติปฏบิ ตั ิเปน อีกอยา งหนึ่ง การจดจําเฉยๆ ไมส นใจ
ประพฤติปฏบิ ัตเิ ปน อกี อยางหนึ่ง แตถ งึ ยังไงกไ็ มพนจากการปฏบิ ัตติ ามท่เี รียนมา ตอ ง
ไดป ฏิบัติ
เมอ่ื ปฏิบัตแิ ลว “ปฏิเวธ” คือความรแู จง แทงทะลุไปโดยลําดบั ไมต อ งหว งไม
ตองสงสยั จติ จะตอ งเปนไปโดยลําดับตามความสามารถแหง การปฏิบัติน้นั แล
หากชาวพุทธเราไดห ยิบยก “ปริยตั ”ิ และ “ปฏิบัต”ิ ขน้ึ เปน ความจําเปน
ความจาํ เปน เปนความสาํ คัญภายในตวั สมกับศาสนาเปนธรรมสําคัญ แลวศาสนาหรอื
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๕๙
ภาค ๓ “ธรร๕ม๒ชดุ๑เตรยี มพรอ้ ม’’
๔๖๐
บคุ คลจะเปน ผูเดน อยูด วยคณุ ธรรม เดนดวยความประพฤติ เดนดว ยความรคู วาม
เหน็ ทเ่ี ปน ไปเพอ่ื ความสงบรม เย็นแกตนและสว นรวมมากมายทเี ดยี ว
นีศ่ าสนาก็สักแตวาจาํ ได และมอี ยใู นคมั ภรี ใ บลานเฉยๆ คนกไ็ ปอกี แบบหนง่ึ
ความจดจําก็ไปอีกแบบหน่ึง ภาคปฏบิ ตั กิ เ็ ปน อกี แบบหนง่ึ เขา กันไมไ ด ทะเลาะกันท้ัง
วนั ทงั้ คืนภายในบุคคลคนเดยี วนั้น แลว ยงั ทําใหแ สลงแทงตาแทงใจบคุ คลอนื่ สะดดุ ใจ
คนอน่ื อกี ดว ยวา “ทาํ ไมชาวพุทธเรานบั ถือพระพุทธศาสนาถึงเปน อยา งนั้น!” น้ันมันถูก
ท่ีเขาตําหนิ เราหาทีค่ า นเขาไมไ ด! สวนไหนทผี่ ดิ ตองยอมรบั วา ผดิ
หากไดน าํ การปฏบิ ตั อิ อกแสดงเปน คเู คยี งกบั ปรยิ ตั แิ ลว ผลจะพงึ ปรากฏ
เปน คเู คยี งกนั สิ่งท่ปี รากฏข้ึนดวยใจจากการปฏบิ ัติทไ่ี ดร จู รงิ เหน็ จรงิ ตามขัน้ ตามภูมิ
ของตนแลว ยอ มพดู ไดถ กู ตอ งตามหลักแหง การปฏิบัติท่ไี ดร ูไดเห็นตามขั้นน้ันๆ ไม
สงสยั และการพูดก็จะมีความอาจหาญไมสะทานหวัน่ ไหว และเกรงกลัวใครจะคดั คา น
เพราะรูจริงๆ เห็นจริงๆ จะสะทกสะทา นเพอ่ื อะไร! ไมมีการสะทกสะทา น เพราะไมได
ลบู ไดค ลําแบบสมุ เดา ไมไดยมื เอาของใครมาพดู แตนาํ ออกจากสงิ่ ที่เปน ทเ่ี ห็นทเ่ี ขาใจ
แลว มาพูดจะผิดไปไหน! แลวจะสะทกสะทา นหาอะไร เพราะตางคนตา งหาความจริงอยู
แลว เรากร็ ูความจริงตามกําลงั ของเรา พูดออกตามความรคู วามสามารถของตน จะมี
ความสะทกสะทานท่ีไหนกัน ไมมี!
พระพุทธเจาเราก็ไมเ คยทราบวา พระองคไปเรยี นเรอ่ื งพระนพิ พานมาจากไหน
มรรคมีองคแปด ที่เรียกวา “มชั ฌิมาปฏิปทา” ก็ไมไ ดไปเรียนมาจากไหน ทรงขุดคนขน้ึ
ตามพระกําลงั ความสามารถในพระองคเ อง จนกระทั่งไดทรงรูทรงเห็นธรรมเปนที่พอ
พระทัย แลวนํามาสอนโลกไดท ้ังน้ัน ใครจะมคี วามสามารถย่ิงกวา พระพุทธเจา ซึ่งมิได
ทรงเรียนมาจากไหน ยงั เปน “สัพพัญ”ู รดู ว ยพระองคเองได
พุทธศาสนาถาอยากใหม ีคุณคา สมกับศาสนาเปนของมคี ณุ คาจรงิ ดงั กลา ว
อางแลว คนกค็ วรจะทําตวั ใหมคี ณุ คา ขน้ึ มาตามหลักศาสนาท่ีทา นสอนไว ตัวเองก็
ไดร บั ประโยชน ไมต องแบกคมั ภีรอ ยูเฉยๆ ใหห นกั บา นอกจากนัน้ จิตใจกย็ ังไมม ี
กิเลสตัวไหนทพ่ี อถลอกบา ง จึงไมเกิดประโยชน ไมสมช่อื สมนาม สมกับพระประสงคท ่ี
พระพทุ ธเจาทรงสง่ั สอนไวเพ่อื ถอดถอนกเิ ลสอาสวะตามหลกั ธรรม
เรากลบั มาแบกกเิ ลสดว ยการจดจํา การเรยี นไดม ากนอ ย เลยเขา กนั ไมไ ด
กบั ความมงุ หมายของศาสนา น้ีแลธรรมกลายเปน โลก! เปนไดอยา งน้เี อง
ธรรมเปนธรรมกด็ งั ทวี่ าการเรียนมาแลว ก็ตองปฏิบัติ เมอ่ื ปฏบิ ตั ิตามธรรมแลว
ตอ งรคู วามจริง เพราะแนวทางแหงการสอนนน้ั พระพทุ ธเจา ทรงสอนไวแลว โดยถกู
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๐
ธรรมะชดุ๕เ๒ต๒รยี มพรอ้ ม
๔๖๑
ตองเปน “สวากขาตธรรม” ดว ยกนั ท้ังสิน้ ไมมที างปลีก และไมเปนความผิด นอกจากผู
ปฏิบตั จิ ะเหน็ ผิดโดยลาํ พังตนเองก็ชวยไมไ ด เพราะปน เกลยี วกบั ความจรงิ คือธรรม
ถาศาสนธรรมของพระพทุ ธเจาเปนดงั สนิ คาตางๆ ซึ่งสามารถประกาศทาทาย
ดวยคุณภาพและการพสิ ูจน ไมว าจะนาํ ไปสตู ลาดใดทีม่ สี ินคา อน่ื ๆ อยูมากมายหลาย
ชนดิ พอนาํ สนิ คา คอื ศาสนธรรมนอ้ี อกไปถงึ ทใ่ี ด ทีน่ ้นั ตลาดสนิ คา ชนิดตา งๆ ลมไปใน
ทนั ทีทนั ใด เพราะคนหาของดี ของจริงอยูแลว เม่อื เจอเขา กับสิง่ ทต่ี อ งตาตอ งใจทําไม
จะไมทราบ แมแ ตเ ด็กยังทราบได
แตนไี้ มใ ชวตั ถทุ จี่ ะออกประกาศขายหรือแขง ขันกนั ไดดังสินคา ทั้งหลาย นอก
จากความประทบั ใจของผูส ัมผัส และผปู ฏิบตั ิจะพึงรพู ึงเห็นโดยลาํ พังตนเองเทา นน้ั
เพราะการท่ีรเู หน็ ก็ไมใชอ ยากเหน็ เพ่อื สัง่ สมกิเลส เพอื่ สง่ั สมความโออวด ความ
เยอหยงิ่ จองหองลําพองตนซ่งึ เปนเร่อื งของกเิ ลส
ทานผใู ดมีความรคู วามเหน็ มากนอยเพยี งไร กเ็ ปน การถอดถอนกเิ ลส ซึ่งเปน
ขาศกึ แกต นและผอู นื่ ออกไดม ากนอ ยเพียงน้นั แลว ไหนจะไปทโ่ี ออ วด ซึ่งเปนการสง
เสรมิ กิเลสข้นึ มาใหโลกเออื มระอา ซ่ึงไมส มกบั ตวั วาปฏบิ ัตเิ พื่อแกเ พอ่ื ถอดถอนกิเลส
เลย
ดวยเหตุนีผ้ ูป ฏิบัตเิ ปนธรรม รมู ากรนู อยเพยี งไร ทานจงึ เปน ไปดว ยความสงบ
ควรจะพดู หนกั เบามากนอ ย ทานก็พูดไปตามควรแกเ หตุ ไมควรพดู กน็ งิ่ ไปเสีย ไมห วิ
โหย ไมเ สยี ดาย อยไู ปแบบ “สมณะ” คือ สงบดว ยเหตุดวยผล พูดกพ็ ดู ดวยเหตุดวย
ผล นแ่ี หละทา นวา
“สมณานจฺ ทสสฺ นํ เอตมฺมงฺคลมตุ ฺตมํ” “การเหน็ สมณะผสู งบจากบาป
ความลามก เปน มงคลอันสงู สุด”
คาํ วา “สมณะ” ตัง้ แต “สมณะ ท่ีหนึง่ สมณะ ทสี่ อง ทสี่ าม ทส่ี ่ี สมณะที่หนึง่ ก็
คือ “พระโสดา”ทสี่ องคอื “สกทิ าคา” ทส่ี ามคือ “อนาคา” ท่สี คี่ ือ”พระอรหนั ต” เรยี กวา
“สมณะ” เปน ขน้ั ๆ”
ถาเราพูดเปนบคุ คลาธิษฐาน กห็ มายถงึ ทานผเู ปนสมณะตามขั้นภมู ิแหงธรรม
นนั้ ๆ เชน พระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคา พระอรหันต ซ่งึ เปนมงคลแกผ ูไดเหน็
ไดก ราบไหวบูชาทา น นเ้ี ปน สมณะภายนอก
เมอ่ื ยอ นเขา มาภายใน การเหน็ สมณะทีห่ น่ึง ที่สอง ที่สาม ภายในจิตใจ ดวย
การพิจารณา “สจั ธรรม” ซึ่งเปนเคร่อื งเปด มรรคผลขึน้ มาประจักษใจนนั้ เปน มงคลอนั
สงู ยง่ิ ประการหน่ึง
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๑
ภาค ๓ “ธรร๕ม๒ชดุ๓เตรียมพรอ้ ม’’
๔๖๒
ตอ งยน เขามาเปน ประโยชนสําหรับตวั ไมงั้นเรากค็ อยมองหาแต “สมณะภาย
นอก” สมณะองคใดทา นเปน พระโสดา องคไ หนทา นเปนพระสกิทาคา องคไ หนทาน
เปนพระอนาคา องคไหนทา นเปนพระอรหันต” แมองคไหนๆ ทา นก็ไมมี “เบอร”
เหมอื นเบอร นายรอย นายพัน ติดตัวตดิ บา จะไปรูทานไดยังไง!
ถาทา นเปนพระโสดา พระสกทิ าคา พระอนาคา หรอื พระอรหนั ตจรงิ ๆ จะไมม ี
ทางทราบได ดว ยอากปั กริ ยิ าทท่ี า นจะมาแสดงออกทาออกทาง ดงั ทีโ่ ลกสกปรกทาํ กัน
อยูนเ้ี ลย ทานไมทํา ทา นทาํ ไมล ง ไมใชว สิ ยั ของทานผูส ะอาด ผมู ุงตออรรถตอ ธรรมจะ
ทําไดอยางนน้ั การที่จะหา “สมณะ” อยา งนีม้ ากราบมาไหวน ้นั ไกลมาก อยหู า งเหินมาก
ไมท ราบจะไดพ บปะทา นเมอื่ ไร
โอวาทใดท่ที านสอนเพอ่ื บรรลถุ ึง “สมณะ ทหี่ นึ่ง ทส่ี อง ทส่ี าม ท่สี ี่ “ นาํ โอวาท
นนั้ เขา มาปฏบิ ัตติ อตวั เอง เพ่อื ใหส ําเร็จเปน “สมณะ ที่หน่ึง ทส่ี อง ทส่ี าม ทสี่ ่ี”ขึ้นมา
ภายในน้ี เปน ความเหมาะสมอยา งยิ่ง เรียกวา ”จับถูกตวั ” เลย ไมตอ งไปตามหารอ ง
รอยหรอื ตะครุบเงาที่ไหนใหเสยี เวลํา่ เวลา
เอา ! เราพบครูบาอาจารยท ่ีทา นเปนอรรถเปน ธรรม ผมู ีกายวาจาใจสงบ หรือ
ทา นผูเปน สมณะทหี่ นึ่ง ทส่ี อง ทสี่ าม ท่ีส่ี กเ็ ปน การดี เมอื่ ไดพ บแลวอยา ใหพ ลาดจาก
สมณะที่หนึง่ ทส่ี อง ทีส่ าม ทสี่ ี่ ซึง่ จะเกดิ ขน้ึ ไดภ ายในใจเราเอง ดวยการปฏิบตั ิของเราน่ี
พระพุทธเจาไมทรงผูกขาด จะพึงไดผ ลโดยท่ัวถงึ กันเมอื่ เหตุสมบูรณแลว เราจึงควร
นอ มธรรมเหลานนั้ เขา มาเพือ่ ตน
“โสตะ” แปลวา กระแส คอื บรรลุถึงกระแสพระนิพพาน แตพวกเรามกั คาดกนั
ไปตางๆ จนไมมีประมาณวา กระแสพระนิพพานน้ันเปนอยางไรบา ง กระแสกวางแคบ
ลกึ ตื้น หยาบละเอียดขนาดไหน ซึง่ กลายเปน สญั ญาอารมณไ ป โดยไมเกดิ ประโยชน
อะไรเลย
ความจริงกระแสกค็ อื แดนแหงความแนนอน ทจ่ี ะกา วถงึ ความพนทกุ ขไม
เปนอื่นนน่ั เอง
ผปู ฏบิ ตั บิ าํ เพญ็ ขอใหม คี วามรม เยน็ ภายในใจเถอะ จะกระแสไมกระแสก็
ตามคือจติ ดวงน้ีเอง ซึ่งไดรับการบํารุงสง เสริมในทางดอี ยเู สมอไมลดละลา ถอย
อะไรจะเปนพระนิพพานได บานเปน บาน เรือนเปนเรือน ดินเปนดิน นา้ํ เปน น้ํา
ลมเปน ลม ไฟเปน ไฟ ดนิ ฟา อากาศ แตล ะช้ินละอันไมสามารถท่ีจะเปนพระนพิ พาน
หรอื นาํ มาเปน พระนิพพานไดเลย จะปรบั ปรุงใหเปน พระนพิ พานก็ไมได จะปรบั ปรงุ ให
เปน พระโสดาบนั ก็ไมได พระสกทิ าคาก็ไมได พระอนาคากไ็ มได พระอรหันตก ไ็ มได
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๒
ธรรมะชดุ ๕เ๒ตร๔ียมพร้อม
๔๖๓
แลว จะปรบั ปรุงใหเ ปนพระนพิ พานไดอยางไร นอกจากจติ ดวงเดียวเทา นเ้ี ปน ผทู ่ี
สามารถจะเปน ไปได ดวยการประพฤตปิ ฏบิ ัติ กาํ จัดส่ิงที่ปกปดกาํ บังซ่งึ มืดมดิ ปด ตาอยู
ภายในใจนีอ้ อกไปไดโ ดยลาํ ดับ ความสงบสขุ หากเกดิ ข้นึ มาเอง ท่ีไมส งบกเ็ พราะสิง่
เหลานเ้ี ปนผกู อกวน เปน ผูยแุ หยใหกังวลวนุ วายอยูทง้ั วันทง้ั คืน ยืน เดิน น่ัง นอน ทุก
อริ ยิ าบถ หาแตเ รื่อง วนุ วายตัวเอง กค็ อื เรื่องของกเิ ลส จะใหใจสงบไดอยา งไร เรอื่ งของ
กเิ ลสจึงไมใ ชข องดีสําหรับสัตวโ ลกแตไ หนแตไ รมา
สัตวท งั้ หลายชอบถอื วา เปน ของดไี มคิดปลอ ยวาง ฤทธิ์ของมันจึงทาํ ใหบนกนั อ้อื
ไปหมด ถามนั ดจี รงิ ๆ ทาํ ไมจึงไดบ นกนั การทบ่ี นกันก็เพราะเร่อื งของกเิ ลสพาใหเกดิ
ทกุ ขเกดิ ความลาํ บาก ทา นจงึ สอนใหส รา ง “สมณธรรม” ขึ้นท่ีนี่!
“สมณะ” แปลวา ความสงบ เมอ่ื สงบแลว กค็ อ ยๆ กลายเปน “สมณะทีห่ นึ่ง” ที่
สอง ทสี่ าม ทส่ี ี่ ขึน้ ไปโดยลําดับภายในใจเรา
การปฏิบัตเิ พอ่ื บรรลุ “สมณธรรม” ทั้งส่นี ปี้ ฏบิ ัตอิ ยางไร?
ใน “ธมั มจักกปั ปวตั ตนสตู ร” ทานแสดงไวเ ปนรวมๆ ไมคอยละเอยี ดลอออะไร
ผเู ริม่ ปฏิบตั ิอาจเขาใจยากนัก
“ทกุ ขฺ ํ อริยสจฺจ”ํ สจั ธรรมหน่ึง ทา นวา อยา งนน้ั “ชาตปิ ทุกขฺ า ชราป ทกุ ขฺ า
มรณมปฺ ทกุ ขฺ ํ โสกปรเิ ทวทกุ ขฺ โทมนสสฺ ปุ ายาสาป ทกุ ฺขา” เรือ่ ยไป วานีเ้ ปน เรือ่ งความ
ทุกข ทุกขทีแ่ สดงตวั ออกมานี้มีสาเหตุเปนมาจากอะไร? กม็ าจากความเกดิ เกดิ เปน ตน
เหตทุ ่ีใหเ กิดความทกุ ข ทีนตี้ ัวเกดิ จรงิ ๆ มีตนเหตมุ าจาก “อวชิ ชา” “อวิชฺชาปจจฺ ยา สงฺ
ขารา” แลวอะไรท่ีทําใหเ กดิ ถาไมใช “อวิชชฺ าปจฺจยา สงฺขารา” จะเปนเพราะอะไร ทาน
ขึ้นตรงนเี้ ลย
ทา นอาจารยม่ันทานแยกยังงอ้ี กี นา ฟงมาก ทา นวา “ฐตี ภิ ูตํ อวชิ ฺชาปจจฺ ยา สงฺ
ขารา” อวชิ ชา ไมมที ีอ่ ยอู าศยั ไมมพี อแมเ ปนที่เกดิ จะเกดิ ไดอ ยางไร อยูไ ดอยา งไร ก็
ตองอาศัย “ฐตี ิภตู ํ อวชิ ฺชาปจฺจยา สงฺขารา” น่ีเปนสาเหตุทจ่ี ะใหเ กดิ เปน ภพเปนชาติ
ขึน้ มา อนั นม้ี ีแยกออกเปน สามประเภท “นนทฺ ิราคสหคตา ตตรฺ ตตฺราภนิ นฺทินี. เสยฺย
ถีท.ํ กามตณหฺ า ภวตณหฺ า วภิ วตณหฺ า” น่!ี ทา นวา นแ้ี ลคอื “สมุทยั ” “สมุทัย อริยสจฺ
จํ” นี่ก็เปน อรยิ สัจ แลว จะนาํ อะไรเขามาแก!
“สมุทัย อริยสัจ” น้ี ลวนแตส่ิงท่จี ะทาํ จติ ใหขนุ มัว เปนเรือ่ งหรอื เปนธรรมชาตทิ ี่
รบกวนจิตใจใหข นุ มวั จนเปนตมเปน โคลนไปได ถา เปน วตั ถุ ในบรรดาสมทุ ยั มากนอยที่
กลา วมาน้ี กามตณั หากต็ าม ภวตัณหากต็ าม วภิ วตัณหากต็ าม เปน ความหวิ ความโหย
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๓
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๒ดุ ๕เตรียมพร้อม’’
๔๖๔
ความทนอยเู ปนปกติสุขไมไ ด หมดความสงบสุข อยูโดยลาํ พังตนเองไมไ ด เพราะคํา
วา “ตัณหา” ตอ งหวิ โหยดนิ้ รน ด้ินไปทางโนนด้ินมาทางน้ี ด้ินไปทางหน่ึงเปน
กามตัณหา ดิน้ มาทางหน่ึงเปน ภวตัณหา ดนิ้ ไปอกี ทางหนึง่ เปนวิภวตณั หา มนั ลว นแต
ความหิวโหย ทจี่ ะทําใหจ ิตใจดน้ิ ดว ยอํานาจของกิเลสสามเหลา นีเ้ ปน เครอื่ งกดข่บี งั คับ
หรอื รดี ไถ พูดงา ยๆ เอาอยา งนี้ถงึ ใจดี สําหรบั นักปฏิบตั ิเพือ่ แกไ ขกิเลสตวั ใหโทษ
ตลอดมา
จิตที่ทรงตัวไมไดตามปกติของตน ก็เพราะสิง่ เหลา น้เี ปนผูทําลายหรือกอ กวน
เปน ผยู แุ หย เปน ผูทาํ ความวุนวายอยตู ลอดเวลาหาความสงบไมไ ด แลว จะแกอ นั นด้ี ว ย
วธิ ใี ด?
ทา นกส็ อน “สมฺมาทฏิ ฐิ สมมฺ าสงกฺ ปฺโป” ขน้ึ เลย โดยทาง “มคฺค อรยิ สจฺจ”ํ
เปน เครอ่ื งแกธรรมชาตทิ กี่ อ กวนวนุ วายระสํ่าระสาย เพราะอาํ นาจแหงความหิวโหยทน
อยไู มไดเหลาน้ี ไมว าสตั วไมวา บุคคลถาเกิดความหวิ โหยขึ้นมาแลว ไมไดสุจรติ ก็เอา
ทางทุจริต ไมไ ดท างทแี่ จงก็เอาทลี่ บั เอาจนได เพราะความหิวโหยมนั บบี บังคบั ใหตอง
ทาํ หรอื เพราะความทะเยอทะยานอยากตางๆ ตลอดความหวิ โหยนน่ั เอง มนั บบี บงั คับ
จติ ใจใหตอ งเสอื กตองคลานไปตา งๆ นานา เพราะอยูใตอาํ นาจของมัน ตอ งเปน ความ
ทุกข ทุกขท รมานทวั่ หนา กัน
ทกุ ขเพราะอะไร ทุกขเพราะ “สมุทยั ” เปน ผูล ากผูเข็นใจสัตวโลก จนถลอกปอก
เปก ไปทกุ ภพทุกชาติ ทงั้ วัน ทงั้ คนื ยนื เดิน น่ัง นอน อาการทค่ี ดิ ออกมาแงใ ด มแี ตถกู
สมุทัยฉดุ ลากเขน็ เขน ตที ง้ั นน้ั แลว เราจะเอาอะไรมาดบั ส่ิงเหลาน้ี เอาอะไรมาแกไขสงิ่
เหลาน้ี ?
“สมฺมาทิฏฐ ิ สมมฺ าสงกฺ ปโฺ ป สมมฺ าวาจา สมมฺ ากมมฺ นโฺ ต สมมฺ าอาชโี ว สมมฺ า
วายาโม สมมฺ าสติ สมมฺ าสมาธิ” นแี้ ลเปน เครอื่ งมือทท่ี นั สมัย และเหมาะสมท่สี ดุ ทจ่ี ะ
ปราบปรามกเิ ลสทั้งสามประเภทนี้ใหสนิ้ ซากลงไปจากใจ ไมมีเครอ่ื งมืออื่นใดท่จี ะ
เหนอื ไปกวา “มชั ฌมิ าปฏปิ ทา” น้ี
“สมมฺ าทฏิ ฐ”ิ ความเหน็ ชอบน้นั เห็นอะไรเลา? เวลาน้ใี จเรามนั เหน็ ผิดท้งั นน้ั
กามตณั หา กค็ อื ความเหน็ ผดิ ภวตัณหา กค็ อื ความเหน็ ผดิ วภิ วตณั หา ลวนแตเร่อื ง
ความเห็นผดิ ทัง้ น้ัน มันถงึ ไดเ ปน ทางกายทางใจไมลดหยอนผอ นคลาย ทําไมถึงรัก รัก
เพราะเหตุใด เอาสติปญ ญาคนลงไป ซ่ึงกไ็ มหนีจากกายนี้ รกั กร็ กั กายนก้ี อ นอน่ื รักกาย
นี้กร็ กั กายนั้น! กามตัณหามันมีอยูท ่ีตรงน้ี แยกหาเหตหุ าผลออกมา มันรักเพราะอะไร
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๔
ธรรมะชดุ๕เ๒ต๖รียมพร้อม
๔๖๕
รักเนือ้ รกั หนัง รกั เอ็น รกั กระดกู รกั ผม รักขน ยังงัน้ เหรอ? ของใครของเรามันก็
เหมือนกนั นี้ รักอะไรมนั ?
กิรยิ าทแี่ ยกหรอื ทําการแยกน้ี ทา นเรียกวา “มรรค สมมฺ าทฏิ ฐ ิ” คือ ปญญา
ไตรต รองกลัน่ กรองดหู าสิง่ ที่มันยึดมนั ถือ วามนั ยดึ ถอื เพราะเหตุใด มีสารคุณอะไรมนั
ถงึ ไดยึดไดถ ือ ความยึดถอื แทนที่จะเกิดผลเกดิ ประโยชน เกิดความสุขความสบาย แต
มนั กลายเปน ไฟขนึ้ มาท้ังกองภายในใจ ทําใหเกิดความลาํ บากลําบน ทนทกุ ขทรมาน
เพราะความยึดความถือ
ความยดึ ถอื มาจากความสาํ คญั ผดิ เขาใจวา น่นั เปน เรา นเ่ี ปน ของเรา มนั เปน
ความผิดไปทงั้ นั้น ปญ ญาจงึ ตอ งตามแกใหเ หน็ ตามความเปน จรงิ ของมัน ทานจึงสอน
ใหพ จิ ารณากาย “กายคตาสติ” เอา ! พิจารณาลงไป ทง้ั ขา งนอกขางใน ขา งบนขางลาง
ภายในกายนอกกาย พจิ ารณาใหละเอยี ดทวั่ ถงึ ซํ้าแลวซ้าํ เลา จนเปนที่เขาใจแจมแจง
ชัดเจน นคี้ อื เรื่องของปญ ญา ซง่ึ เปนเคร่อื งปราบความอยากความหวิ ความกระหาย ซึง่
เกดิ ขน้ึ จากอาํ นาจของกิเลส ไมมีอันใดที่จะระงับดบั สง่ิ เหลานใ้ี หหายความอยากได
นอกจาก “สมมฺ าทฏิ ฐิ” “สมมฺ าสงกฺ ปโฺ ป” อันเปนองคแหง มรรคแปดนเี้ ทานนั้
“มคคฺ อรยิ สจฺจํ” นี่คือเคร่อื งมือปราบกเิ ลสทกุ ประเภท ควรดาํ เนินตามน้ี สติ
ปญ ญาเปนเครอ่ื งมอื ทที่ นั กลมารยาของกเิ ลส ฟาดฟนลงไปพิจารณาลงไปอยา ร้ังรอ
ตรงไหนท่ีมดื ดาํ ตรงนัน้ นะอสรพษิ มันอยตู รงน้นั ปญญายังตามไมท ันท่ตี รงไหน ตรง
นั้นจะเปน ตัวเปนตน เปนสัตวเปน บคุ คล เปนเราเปนเขา เปน ของเราของเขาขน้ึ มาที่
ตรงนนั้
ปญญาสอดแทรกลงไป เห็นลงไปตามคัมภีรธรรมชาติ คอื กายกบั จติ แลว ความ
จริงจะเปดเผยขึ้นมา ไมม คี ําวา “บคุ คล“ คาํ วา “สตั ว” คาํ วา “เขา,เรา” ไมมี ! มีไดยงั ไง
ปญ ญาลงหย่ังถึงความจรงิ แลว ความเสกสรรเหลา นเ้ี ปน เรอ่ื งจอมปลอม ทเ่ี กดิ จาก
กเิ ลสจอมหลอกลวงตา งหาก
ทนี ปี้ ญญาตามชะลางใหสะอาดลงไปโดยลาํ ดับจนตลอดทวั่ ถึง จติ ทถ่ี กู กดถว ง
เพราะอํานาจ “อปุ าทาน” มาเปน เวลานาน ยอ มถกู สติปญ ญาเปนผูถอดถอนขึน้ มา ถอน
กรรมสิทธิ์ ไมปกปน เขตแดนไววา อันน้ันเปนเราเปนของเรา นนั่ เปนเขตแดนของเรา
เฉพาะอยางยงิ่ ก็ในวงขนั ธหาน้ี มนั เปน เขตแดนท่ีเราปก ปนมาตั้งแตวันเกดิ นี่เปนเรา น่ี
เปนของเรา เน้ือเปน เรา เอ็นเปน เรา กระดูกเปนเรา แขนเปนเรา ขาเปนเรา เปน ของ
เรา อวยั วะทกุ ชิน้ ทกุ สวนเปน เราเปนของเราเต็มไปหมด ทั้งๆ ทสี่ ิง่ เหลา น้นั เขาไมไ ดรบั
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๕
ภาค ๓ “ธรร๕ม๒ช๗ดุ เตรยี มพร้อม’’
๔๖๖
ทราบรับรูอ ะไรจากเราเลย แตเราปก ปน เขตแดนเอาเอง เม่อื มอี ะไรลวงลา้ํ หรอื มา
สมั ผัสสัมพันธใหเกดิ ความเจบ็ ความไมสบายขึ้นมา กเ็ กิดความทกุ ขข ้ึนภายในจิตใจ
นอกจากเกิดความทุกขข น้ึ ภายในกายแลว ยังเกิดความทกุ ขข นึ้ ภายในใจอีก
เพราะความรกั ความสงวน ความปก ปน เขตแดน อันนั้นเปน ตนเหตุ
การพิจารณาดูใหเห็นตามความจรงิ นั้นทานเรียกวา “พิจารณา สัจธรรม” ดว ย
ปญญาสมมฺ าทฏิ ฐ ิ สรุปแลว กไ็ ดแ กค วามเหน็ ชอบในสัจธรรมท้งั ส่ี มีทกุ ขสจั เปนตน
ความดาํ ริท่เี ปน ไปเพื่อการถอดถอนกิเลสทัง้ มวลนัน้ แล “สมมฺ าสงกฺ ปโฺ ป” ทา น
แยกเปน ๓ คอื (๑) ความไมพยาบาทปองรา ยผูอ นื่ ท่เี ปนบาลวี า “อพยฺ าปาทสงกฺ ปโฺ ป”
เรือ่ งของกิเลสนั้นใฝทางพยาบาทเปนพ้นื ฐาน
(๒) “อวหิ สึ าสงกฺ ปโฺ ป” คอื ไมเ บยี ดเบียนตนและผูอ น่ื และ
(๓) “เนกขฺ มมฺ สงกฺ ปโฺ ป” ความคดิ ดํารเิ พื่อออกจากเครื่องผกู พัน มกี ามฉันทะ
เปนตน โดยหลกั ธรรมชาติกอนทจ่ี ะออกไปกระทบกระเทอื นคนอ่นื ตอ งกระทบ
กระเทือนตนเสยี กอ น เพราะความเหน็ ผดิ ของจติ ดว ยอํานาจของกิเลสน้แี ล สมฺ
มาสงกฺ ปฺโป จงึ ตอ งแกกนั ตรงนี้ รวมกนั แลว สมมฺ าสงกฺ ปโฺ ป สมมฺ าทิฏฐ ิ กเ็ หมือน
เชือกสองเกลยี วทฟี่ น กันเขา เปนเกลยี วเดียวใหเ ปนเชอื กเสนหนง่ึ ขน้ึ มา เพื่อใหม กี ําลัง
น่นั เปนเพียงอาการของจติ ที่คิดในแงตา งกนั รวมแลว ก็คอื ปญ ญาความแยบคายของจิต
ดวงเดยี วนั่นแลว เหมอื นเชือกหนง่ึ เสนหรือเชอื กเสน หนง่ึ เอง รวมทง้ั แปดนั้นก็มาเปน
เชือกเสนหน่ึง คอื “มัชฌิมาปฏปิ ทา” ทางสายกลาง หรือเครือ่ งมือแกก ิเลส ทเ่ี หมาะ
สมอยางยง่ิ ตลอดมาแตค รั้งพุทธกาลนัน้ แล
จะพิจารณาอะไร ถา ไมพิจารณาสงิ่ ท่พี ัวพนั จิตใจเราอยูเวลาน้ี และแกที่ตรงนี้
ดว ย “มรรค” คอื “สมฺมาสงกฺ ปฺโป” เปนตนน้แี ล มรรคเทานน้ั ทจี่ ะแกก ิเลสออกจากจติ
ใจได ถือรางกายหรอื ขันธเ ปน เวที คนควา ดวยสตปิ ญ ญา ตอ สกู บั ความลมุ หลงของตน
สกู นั บนเวที คอื รูป เวทนา สัญญา สงั ขาร วิญญาณ นี้เปน ที่พิสจู นส่งิ เหลา นี้ อันเปน
เปา หมายแหงการพจิ ารณา จนเห็นตามความจริงของมัน
เทศนไปท่ีอนื่ ไมสะดวกใจ ถาเทศนลงตรงนี้รสู ึกถนดั ใจ จใุ จ เพราะนเี้ ปนตวั จรงิ
กิเลสก็อยูทีต่ รงน้ี มรรคก็อยทู ่ีตรงน้ี หรือสัจธรรม ทกุ ข สมุทัย ก็อยทู ตี่ รงนี้ นโิ รธกบั
มรรคก็อยทู ่ตี รงนี้ เม่ือ “มรรค” ทาํ การดบั กเิ ลสไปโดยลําดบั นิโรธคอื ความดับทกุ ขก็
ปรากฏขึน้ มาเอง ตามกาํ ลงั ของมรรคซึง่ เปนผูด าํ เนนิ งาน สติปญญาเปน ผูฟาดฟน กเิ ลส
ใหฉิบหายลงไปเปน ลําดบั กเ็ ปน การดบั ทกุ ขไ ปโดยลาํ ดับ ใครจะไปตัง้ หนาตัง้ ตาดบั
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๖
ธรรมะชดุ๕เ๒ต๘รยี มพร้อม
๔๖๗
ทุกขโดยไมตองดาํ เนนิ “มรรค” ยอมเปน ไปไมได ทา นบอกวา “นิโรธ ควรทาํ ใหแจง”จะ
เอาอะไรไปทํา? ถา ไมเ อามรรคไปทําใหแ จง ขนึ้ มาซ่ึงนโิ รธ เราจะพยายามทาํ นโิ รธใหแจง
เฉยๆ โดยไมอ าศยั มรรคเปน เครอ่ื งบุกเบกิ ทางแลว ไมม ีทางสําเร็จ เพราะธรรมนี้เปนผล
ของมรรคทผี่ ลติ ข้ึนมา
ทา นสอนไวเ ปน อาการเฉยๆ หลกั ใหญแ ลว พอสตปิ ญ ญาจอลงไป เพียงจดุ หนึ่ง
เทา นน้ั จะกระเทือนไปถึง “สจั ธรรมทั้งส่ี” นัน้ โดยลําดับ ทํางานพรอมกนั เหมอื นกับจักร
ตัวเล็กตวั ใหญ ทํางานพรอ มกนั ในวงงานอันเดียวกัน ถาไปแยกแยะยงั ง้นั แลวยอ มจะวก
วน เหมอื นตามรอยวัวในคอกนั่นแล หาทางไปไมไ ด
จึงควรพิจารณาลงในอาการใดก็ได ในรูปธรรมหรือนามธรรม มอี ยใู นกายอนั
เดียวกนั เชน รปู ก็มหี ลายอาการดวยกัน ขณะพิจารณารูป แมเ วทนาเกดิ ข้นึ ก็ไมหว่ัน
ไหว รปู เปน รปู เวทนาก็สกั เปน “นามธรรม” หาตนหาตวั หาสัตวหาบุคคล หาเราหาเขา
ไดทไ่ี หน ไมว า จะสขุ เวทนาหรือทกุ ขเวทนา มลี ักษณะคลา ยคลึงกัน เขาเปนตนหรือเปน
ตัว เปน สตั วเ ปนบคุ คลท่ไี หน เพียงเปนนามธรรมอยางเดยี วเทา นั้น ปรากฏข้ึนในจติ
เมอื่ จิตไดท ราบวา อาการปรากฏขน้ึ เปนลักษณะแหง ความทุกข เปนลกั ษณะแหง
ความสขุ แลว ก็ดบั ลงไปตามเหตุปจจยั ท่พี าใหด ับ แนะ ! ปญญาจึงมีทางที่จะทราบได
ตามส่ิงท่ีมีอยู เพราะไมใชส่งิ ทีล่ ลี้ ับ แตเ ปน สิ่งที่เปดเผยดว ยความมอี ยูและปรากฏขึ้น
ตามเหตปุ จจยั ทีพ่ าใหเปนเทา นั้น
รูปขนั ธ กอ็ ยทู กุ วนั ทุกเวลา พาหลบั พานอน พาขบั พาถาย พายืนพาเดิน กร็ ปู
ขนั ธน่ีเอง เวทนาขนั ธก ็แสดงตวั อยทู กุ เวลา แมใ นขณะนมี้ นั กแ็ สดงใหเ รารอู ยเู ชน กัน
ไมสขุ ก็ทุกขส บั เปลยี่ นกนั ไปมาอยา งนแี้ หละ สาํ คัญทใี่ จอยา ใหท ุกขดว ย ทกุ ขก็ใหท ราบ
วาขันธน เี้ ปน อนจิ จฺ ํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า อยาใหจ ิตไปยงุ กับเขา จิตกไ็ มเปน ทกุ ข
คาํ วา “เวทนา” เวทนานี้เทศนท ุกวัน จึงควรฟง ใหเ ขา ใจ กเิ ลสมนั เกาะแนนอยู
กบั ขนั ธห า น้ี ไมมวี ันมคี ืน มีปมีเดือน ไมท ราบวาของเกา ของใหม แตเ กาะเสียแนน
เกาะมาก่ปี กเี่ ดอื นกก่ี ัปกี่กลั ปม าแลว เพราะฉะน้ันการพจิ ารณาวันหนงึ่ ๆ เวลาหนึง่ ๆ
จึงไมพ อ การเทศนว ันหน่ึงเวลาหนงึ่ จงึ ไมพอ ตองเทศนซ าํ้ กนั ใหเขา ใจ เปน ทแ่ี นใจ
พิจารณากพ็ จิ ารณาซาํ้ ใหเ ปน ทเี่ ขาใจแลว ก็ปลอยเอง เอาใหเห็นชัดเวทนา,
ทุกขเวทนามีทไ่ี หนบาง? มีที่ไหนกเ็ ปน ทกุ ขเวทนาจะใหเปนอ่นื ไปไมไ ด ตองเปนธรรม
ชาติความจรงิ ของเขาอยูเชน นัน้
“สญั ญา” กจ็ าํ ได เคยจาํ มาเทาไรแลว ตงั้ แตวันเกดิ จนบัดนี้ แลว หาอะไรเปน
สาระไดบา ง ถา มันเปนตัวเปน ตน เปนสัตวเปนบุคคลจริงๆ นํามาใสตกู ็คงไมม ตี ทู ี่ไหน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๗
ภาค ๓ “ธรร๕ม๒ชดุ๙เตรียมพร้อม’’
๔๖๘
ใส เพราะมนั จําไมหยุดไมถอย แตพอจาํ ไดแลวก็ผา นไป ๆ ไมมอี ะไรเหลืออยเู ลย นน่ั !
ฟงซิ เอาสาระแกนสารอะไรกบั สิ่งเหลา น้ี
“สงั ขาร” ปรงุ วันยังคํ่าคืนยงั รงุ ปรุงเสียจนรอนหวั อกก็มี ถาปรุงมากๆ ปรุงเสีย
จนหวั ใจแทบจะไมทาํ งาน เพลยี ไปหมด สังขารคอื ความปรุง ถา ไมร ะงับมนั ดว ยสติ
ปญญาไมมีทางระงบั ไดตลอดไป และตายดวยมนั ไดจรงิ ๆ เชน คนคิดมากเพราะความ
เสียใจ เรื่องของกิเลสมนั เอาสงั ขารเปนเคร่อื งปรงุ เปน เคร่ืองมือ และผลกั ดนั ออกมาให
ปรงุ ไมห ยุดไมถ อย ปรงุ ส่ิงน้นั สําคญั ส่ิงนี้
ทงั้ สัญญา ทั้งสังขารเปนเคร่ืองมือของกเิ ลส แลว กพ็ ุงลงไปทห่ี ัวใจของเรา ให
เกิดความทกุ ขความทรมานไมใชน อยๆ มากกวานน้ั กเ็ ปน บาได คนเราเปนทุกขเพราะ
คดิ มากมนั ดีนกั เหรอ สังขาร ?
“วญิ ญาณ” ก็เพียงรบั ทราบ รบั ทราบแลว ก็ดับไปพรอมๆ ในขณะที่รบั ทราบจาก
ส่งิ ทมี่ าสมั ผัส มสี าระแกนสารทไ่ี หน เราหลงสิ่งเหลา น้ีแหละเราไมไ ดห ลงส่งิ อนื่ ๆ นะ
นอกน้นั มันกเ็ ปนผลพลอยไดข องกเิ ลสไปอีกประเภทหนง่ึ
หลกั ใหญจรงิ ๆ มันอยูตรงนี้ จึงตอ งพจิ ารณาตรงนีใ้ หเ หน็ ชดั น่ีเรียกวา “ดําเนนิ
มรรคปฏิปทา” หรอื เรยี กวา “มรรคสัจจะ” เคร่อื งแกความหลง วนุ วาย ความยดึ มัน่ ถอื
มน่ั ของใจใหถ อยตวั ออกมา ใจจะไดส บายหายหวงจากสิ่งเหลานี้ เพราะการปลอยวาง
ได
อันความตายเปนหลักใหญเหนอื โลกจะหา มได กฎอนจิ ฺจํ ทุกขฺ ํ อนตตฺ า เปน
เหมือนทางหลวง เพราะเปนคติธรรมดา ไมถึงกาลเวลามันกไ็ มสลาย ถึงแมจะยดึ ถือมัน
สกั เทา ใดกต็ าม เมื่อถึงกาลมนั แลวหามไมฟ ง มันก็ไปของมัน ซ่งึ เรยี กวา “ทางหลวง”
ตามคตธิ รรมดา ซึ่งเปน เรอื่ งใหญโ ตมาก ท่วั โลกดินแดนเปน อยางน้ดี ว ยกันทง้ั นนั้ จะไม
เรียกวา เปนทางหลวงไดอ ยางไร ใครจะไปกีดขวางหวงหา มไมไ ด มันตอ งเดนิ ตามทาง
หลวงตามคตธิ รรมดาซ่ึงเปน เรอื่ งใหญโ ตมาก ทัว่ โลกดนิ แดนเปน อยางนดี้ ว ยกนั ทัง้ นั้น
พจิ ารณาใหเ ปน ไปตามความจรงิ ของมัน ทเ่ี รยี กวา “โคน ไมตามลม”
อยา ไปขัดขวางธรรมของพระพุทธเจา ทที่ รงสัง่ สอนไวตามหลกั คติธรรมดา ใหรู
ตามความจริง ใจกจ็ ะสบาย การอยกู บั กเิ ลสใจอยกู บั ความวนุ วาย ผลแหง ความวนุ วายก็
คือความทุกข เราเคยเห็นโทษของมันมาแลว
ทีนใี้ หใ จอยูกับธรรม ใจอยูกบั สติ ใจอยูกับปญญา ใจนน้ั จะไดมีความปลอดภัย
ใจจะไดม คี วามรมเยน็ ข้ึน ชอ่ื วา “กิเลส” แลว ไมว า อยูที่ไหนพยายามแกใ หหมด ! แก
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๘
ธรรมะชดุ ๕เต๓ร๐ียมพร้อม
๔๖๙
ภายนอกไดแ ลว เขา มาแกภ ายในธาตใุ นขนั ธ แลว ก็ภายในจิตดว ยปญญาอกี จนรอบตัว
ทะลุปรุโปรงไปหมดไมมีอะไรเหลือเลย
คาํ วา “ตน” วา “ตัว” วา สตั ว วา บคุ คล มนั หมดปญ หาไปในทันทีทนั ใด เมื่อกิเลส
ซ่งึ เปนตวั เสกสรรวา เปน สัตวเปนบคุ คลไดสนิ้ ไปจากใจแลว คาํ วา สตั วก ต็ าม บคุ คลก็
ตามไมค ดิ ใหเ สียเวลาํ่ เวลา จรงิ อยา งไรก็อยูตามความจรงิ ลวนๆ เพอ่ื หายกงั วล เวลา
หายจริงๆ หายทีต่ รงนี้
อนั น้ไี มใช “สัจธรรม”! สัจธรรมก็คือทุกข ทุกขก าย ทกุ ขใ จ นี่เรยี กวา “ทกุ ข
สจั จะ” “สมุทยั ” เปน เรือ่ งของกเิ ลสอาสวะท้งั มวล นเี้ รยี กวา “สมุทยั สจั จะ” “มรรค” มสี มฺ
มาทฏิ ฐ ิ เปนตน สมมฺ าสมาธิเปน ทสี่ ุด คือเครอื่ งมือ เปน “สัจธรรม” ประเภทหนึง่
เคร่อื งแกก ิเลสคอื ตัว “สมุทยั ” ใหห มดส้นิ ไป “นิโรธ” กท็ าํ หนาท่ีดบั ทุกขไปตามๆ กนั
โดยลําดบั จนกระท่งั รแู จง แทงตลอดในสมุทัยตวั สําคญั ซง่ึ มอี ยูภายในใจโดยเฉพาะ ไม
มอี ะไรเหลอื แลว นโิ รธแสดงความดับทุกข เพราะกิเลสดับไปจากใจในขณะนั้นอยา ง
เต็มภูมิ
ผูท่รี วู า ทกุ ขดบั ไป กเิ ลสดับไปเพราะมรรคเปนเคร่อื งทาํ ลาย น่ันคือ “วิมตุ ต”ิ
ไมใช “สัจธรรม” นนั่ คอื ผบู ริสทุ ธิ์ ไมใชส ัจธรรมท้ังสน่ี ัน้
“สัจธรรม” เปน เคร่อื งกาวเดนิ เทา นั้น เมอ่ื ถึงจุดหมายปลายทางแลว สจั ธรรมท้ัง
สกี่ ็หมดหนา ท่ไี ปตามหลกั ธรรมชาติของตน โดยไมต องไปกดขบี่ ังคับใหส้ินใหสุด ให
หมดความจําเปน หากเปน ไปตามเรื่อง เชนเดยี วกบั เรากา วจากบันไดขน้ึ สูสถานท่อี นั
เปน จุดท่ีตอ งการแลว บนั ไดกับเรากห็ มดความจาํ เปนกันไปเอง
ฉะน้ันเรอื่ งของ “มรรค” คือสตปิ ญ ญาเปนตน ทําหนา ที่ใหส มบรู ณเตม็ ภมู ิ จิต
ไดถ ึงขัน้ แหง ความหลดุ พนแลว เร่อื งสตปิ ญญาทจ่ี ะชวยแกไขกิเลสอาสวะท้งั มวล ก็
หมดปญ หาไปตามๆ กนั
นี่แลคอื ความเดน ของเรา น่ีแลคือ “สมณะธรรม” หรอื สมณะท่ีสดุ ยอดแหง
สมณะท่สี ี่ ! สมณะท่หี นึง่ คือพระโสดา สมณะทส่ี องคอื พระสกทิ าคา สมณะทีส่ าม
พระอนาคา เราเจอมาเปนลําดบั ดว ยการปฏิบตั ิ สมณะทส่ี ่คี อื อรหันต อรหัตธรรมเจอ
เตม็ ภมู ิดวย “มรรคปฏิปทา อนั แหลมคม” น่เี ปนผทู รงไวแ ลว ซง่ึ สมณะท้ังส่รี วมลงในใจ
ดวงเดียว “เอตมฺมงคฺ ลมุตฺตม”ํ มงคลอนั สูงสดุ น้ีอยทู ใ่ี จเราเอง ไมต อ งไปหา “สริ มิ งคล”
มาจากไหน ! ใจที่พน จากเครอื่ งกดถวงทัง้ หลายถงึ ความบรสิ ทุ ธ์เิ ต็มภูมแิ ลว น้ันแลเปน
มงคลอันสงู สดุ เต็มภูมิ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๙
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๓ุด๑เตรยี มพร้อม’’
๔๗๐
ท่กี ลาวมาทั้งหมดน้ไี มอยใู นทอี่ ืน่ สจั ธรรมทงั้ สก่ี ด็ ี สมณธรรมทั้งส่กี ด็ ี ต้ังแตท่ี
หนง่ึ , ทีส่ อง, ทส่ี าม จนกระท่ังถึงทสี่ ่ี กผ็ ูทรี่ ู ๆ นแ่ี หละ เปนผูทรงไวซ งึ่ สมณธรรมท้ังส่ี
และเปน ผทู ่จี ะทาํ หนา ท่ีปลดเปลื้องตนออกจากสง่ิ ทก่ี ดขี่บังคับท้ังหลาย จนถงึ ขน้ั “อสิ ร
เสร”ี คือสมณะท้ังสร่ี วมอยกู บั เรานี้ทั้งสนิ้ สรปุ แลวอยูก ับผทู ่รี ู ๆ ผนู ้ีเปน ผู “ท่ตี ายตัว
อยางยง่ิ ” คงเสน คงวาทจี่ ะรบั ทราบทกุ สิ่งทกุ อยาง กเิ ลสกท็ าํ ลายจติ ใจนใ้ี หฉ บิ หายไปไม
ได กเิ ลสจะทําลายส่งิ ใดไดก ต็ าม แตไมสามารถทาํ ลายจิต ไดแกการทาํ จติ ใจใหไดรับ
ความลาํ บากนน้ั มฐี านะเปน ไปได แตจ ะทาํ จิตนน้ั ฉบิ หายยอ มเปน ไปไมไ ด เพราะ
ธรรมชาตนิ ้ีเปนธรรมชาติทต่ี ายตวั หรือเรยี กวา “คงเสน คงวา” เปน แตส ิ่งที่มาเก่ยี วของ
หรือส่ิงท่มี าคละเคลา ทําใหเ ปนไปในลักษณะตา งๆ เทาน้นั น่ันเปน ไปได
เมอ่ื สลัดตดั หรอื ชําระชะลางสิง่ เหลา นนั้ หมดไมมีอะไรเหลือแลว ธรรมชาตินจี้ งึ
ทรงตัวไดอยางเต็มภูมิ เปนบคุ คลกเ็ รยี กวา “สมณะที่ส”่ี อยางเต็มภูมิ ถา เรยี กวาเปน
“ธรรม” กเ็ รยี ก “อรหัตธรรม” อยภู ายในจิตดวงน้นั
จติ ดวงนน้ั เปน ธรรมท้งั ดวง จิตเปนธรรม ธรรมเปนจิต เปนไดท้ังนัน้ ไมม อี ะไร
ทคี่ าน ไมมอี ะไรทจี่ ะแยง เม่ือไมม กี เิ ลสมาแยง แลวมนั กไ็ มมอี ะไรแยง กเิ ลสหมดไป
แลวจะเอาอะไรมาแยง
นั่นแหละความหมดเรือ่ งหมดราว หมดอะไร ๆ หมดที่ตรงนนั้ ความดับทุกข
ดับที่ตรงน้นั ดับภพดับชาตดิ บั ท่ตี รงนั้น ทอ่ี ืน่ ไมมที ี่ใดเปน ที่ดบั ! การไปเกิดภพเกดิ
ชาติก็ผนู ้ีแลเปนเชือ้ แหง ภพแหงชาติ มาจากกิเลสซ่งึ อยกู บั จิต จิตจึงตองเร ๆ รอน ๆ
ไปเกดิ ในภพนอ ยใหญ ไดรบั ความทกุ ขเดอื ดรอนลาํ บากรําคาญมาโดยลาํ ดบั เพราะมี
เชื้อพาใหเปน ไป มีเครอ่ื งหมุนพาใหเปน ไป
เมือ่ สลัดตดั สิ่งฉาบทาหรือเชอ้ื ออกหมดแลว จึงหมดปญหา หมดลงที่ตรงนี้ !
ขอใหพ ากนั พินจิ พิจารณาใหได ใจนี่สามารถรูไดเ ห็นไดท้ังหญงิ ท้ังชาย นกั บวช
และฆราวาส ดวยการปฏิบัติของตน ๆ ไมข้ึนอยกู บั เพศวยั อะไรทั้งสิ้น !
จงึ ขอยตุ เิ พียงเทาน้ี
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๗๐
ธรรมะชุด๕เ๓ตร๒ยี มพร้อม
นพิ พฺ าน สจฉฺ ิ กริ ิยา จ ๔๗๑
เทศนโ์ ปรดคณุ เพาพงา วเรทรศธนะโ กปลุ รดณคุณวัดเพปา่ บพ้างนาตวารดรธนะกุล ณ วดั ปา บา นตาด
เม่ือวนั ที่ ๒๐ มกราคม พทุ ธศักเมราือ่ ชวัน๒ท๕่ี ๑๒๙๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙
นพิ พฺ านสจฉฺ กิ ริ ยิ า จ
ธรรมของพระพทุ ธเจาทรงแสดงไวอยา งถูกตองไมม ีปด บังลี้ลับ แสดงตามความ
จริงท่ีมีอยทู ุกอยางไมว า ข้นั ไหนแหง ธรรม เชน วา บาป บญุ นรก สวรรค นพิ พานมจี ริง
อยางนเ้ี ปนตน จนกระทั่งเขา ถึงเร่อื งราวของกเิ ลสซึง่ เปนสง่ิ ท่ีมีอยเู ปนอยู เปนความจรงิ
ดวยกันหมด จึงหาที่คา นไมไ ด แตทาํ ไมสิง่ เหลา นีจ้ งึ เปนปญหาสําหรับพวกเรา ?
ธรรมทา นแสดงไวอ ยา งเปดเผยไมม อี ะไรเปนปญ หา ไมม ีอะไรลล้ี ับเลย แสดง
ตามความจริงลวนๆ ซ่ึงความจริงนั้นกม็ ีอยู แสดงตามความจรงิ น้นั ๆ ทุกขั้นแหง ความ
จริง แตพวกเราก็ไมเ ขา ใจ เหมอื นทา นบอกวา “ นน่ี ะ , ๆ !” ซึ่งช้ใี หค นตาบอดดู คนหู
หนวกฟง คงจะเปน อยางนน้ั มอื คลาํ ถูกแตต าไมเ ห็น ไปท่ีไหนก็โดนกนั แตทุกข ทั้งๆ ท่ี
ทานสอนวาทุกขเปนอยา งไรกร็ อู ยู แตกโ็ ดนเอาจนได ! บอกวาทุกขไมใ ชข องดี กโ็ ดน
แตทุกข เพราะสาเหตุ และเดินตามสาเหตกุ ารกอบโกยทกุ ขขึน้ มาเผาตวั เองท้ังน้นั
ใน “ธรรมคณุ ” ทานแสดงวา “สนฺทิฏฐโิ ก” สุขทกุ ขเปนส่ิงท่รี ูเห็นอยูก ับตนดว ย
กนั มกี ารตายเปน ตน “เอหปิ สสฺ โิ ก” “โอปนยิโก” นีเ่ ปนหลักสาํ คัญมาก “เอหปิ สฺสโิ ก”
ทานจงยอนจิตเขามาดูธรรมของจริง ไมไ ดห มายถงึ ใหไ ปเรยี กคนอน่ื มาดูธรรมของ
จริง “เอห”ิ กค็ อื สอนผูนัน้ แหละผฟู ง ธรรม ผูปฏบิ ัตธิ รรมน่นั แหละ ใหทานจงยอ นใจเขา
มาดูที่น่ีแล คือความจรงิ อยทู น่ี ี่
ถาพูดแบบ “โลกๆ” กว็ า “ความจริง” ประกาศตนใหทราบอยูต ลอดเวลา หรอื
ทาทายอยตู ลอดเวลาจรงิ ขนาดทเี่ รียกวา “ทา ทาย” วางน้ั แหละ ใหดทู นี่ ี่ “เอหิ” ใหด ูที่น่ี
ไมไ ดหมายความวาใหเ รียกคนอนื่ มาดู ใครจะมาดูได! กเ็ ขาไมเห็นของจริง ไมร ขู อง
จรงิ ! ของจริงอยกู บั เขาเขายังไมเ หน็ เขายังไมร ู จะใหมาดูของจริงอยทู ี่เราไดอยางไร
“เอหปิ สสฺ โิ ก“ทานสอนใหดูความจริงของจรงิ ของเจา ของซ่งึ มอี ยนู ต้ี า งหาก “โอปนยิโก”
เหน็ อะไรไดย ินอะไร สัมผัสอะไร ใหน อมเขามาเปนประโยชนสําหรับตน เรื่องดีเร่อื งชัว่
เรื่องสุขเรื่องทุกข ทส่ี มั ผสั ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลน้ิ ทางกาย หรือปรากฏขน้ึ ภาย
ในใจเก่ยี วกบั เรอ่ื งภายนอก คืออดีตอนาคต เปน เร่อื งอะไรของใครกต็ าม ใหโอปนยิโก
นอ มเขา มาสใู จซ่ึงเปน ตนเหตุสําคัญ อันจะกอ เรื่องตางๆ ใหเ กดิ ข้ึนภายในตน ไมนอก
เหนือไปจากจิตนีเ้ ลย
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะชดุ๕๔เ๓ต๗๔รีย๑มพร้อม
๔๗๒
จิตจึงเปนเรอื่ งใหญโ ตมาก “มโนปพุ พฺ งฺคมา ธมมฺ า” เทา น้ีก็กระเทอื นโลกธาตุ
แลว จะเคลอ่ื นเล็กนอ ยกใ็ จเปน ตน เหตุ ธรรมท้ังหลายจึงมีใจเปน สําคัญ มใี จเทานั้นจะ
เปน ผูร ับทราบส่ิงตา งๆ ไมมอี นั ใดท่จี ะรับทราบไดน อกจากใจ
ธรรมท้ังหลายคอื อะไร? กุศลธรรม อกุศลธรรม มอี ยูในสถานทใ่ี ดถาไมมีอยทู ่ี
ใจ กศุ ลธรรมเกดิ ขนึ้ เพราะความฉลาดของใจ ปรับปรุงใจใหม คี วามเฉลียวฉลาดทันกบั
เหตุการณตางๆ ซง่ึ ออกมาจากภายในใจของตนเอง เมอื่ “อกุศลธรรม” เกดิ ขึ้นท่ใี จ ก็
ให “กศุ ลธรรม” อนั เปนเร่ืองของปญญาพินจิ พจิ ารณาแกไ ขความโงข องตน ความโงข อง
ตนทเ่ี รียกวา “อกศุ ล” นน้ั ใหห มดไปจากใจ
“โอปนยิโก” นอ มเขา มาทีน่ ่ี เหน็ เร่ืองโงเ รื่องฉลาด เรอื่ งสขุ เรื่องทุกขข องใครก็
ตาม ใหน อ มเขา มาเปน คติเตือนใจ “เอหิปสสฺ โิ ก” ใหดูที่ตรงนี้ บอ แหงเหตุท้ังหลายคอื
ใจ แสดงอยตู ลอดเวลาไมม วี นั เวลาหยดุ ยงั้ ทาํ งานอยูอ ยางนน้ั ยิง่ กวา เครือ่ งจกั รเครอ่ื ง
ยนต ซ่งึ เขาเปด เปนเวลํา่ เวลาและปด ไปตามกาลเวลา ใจไมมที ่ีปด เปด จนกระทงั่ วนั
ตายไมม ปี ด แลว ก็บน วา “ทกุ ข” บน ไปเทา ไรกไ็ มเ กดิ ประโยชน เพราะไมแ กท่ตี น
เหตทุ คี่ วรแก ซ่งึ ถาแกไดแลว ทกุ ขก็ดบั ไปเปน ลําดบั ตามความสามารถและความเฉลยี ว
ฉลาดรอบคอบ
ฉะนัน้ จงึ ไมส อนไปท่ีอืน่ นอกจากใจผปู ฏิบตั ิ ถา สอนไปกเ็ หมอื นสอนให
ตะครุบเงา โนน ๆ ๆ ไมม องดูตัวจริงอนั เปนตน เหตุ
สอนที่ตนเหตุเปน สําคัญ เพราะกเิ ลสเกดิ ข้ึนทน่ี ่ี จะเอายังไง? อะไรเปน ตวั เหตุ
ทจ่ี ะใหเ กดิ ความทกุ ขความลาํ บากแกส ตั วโ ลกทง้ั หลาย? ตลอดถงึ ความเกดิ แก
เจ็บ ตาย ? นเี่ ปน ผลมาจากกเิ ลสซง่ึ เปน เชอื้ เปน ตัวเหตสุ ําคัญ มนั เกดิ ขนึ้ อยา งไร? ถา
ไมเ กดิ ขน้ึ จากใจ มันอยูทน่ี ี่ จงึ ไมไปสอนทีอ่ นื่ เพราะเวลาพิจารณาก็เอาจรงิ เอาจงั
เอาเหตุเอาผลใหรคู วามจรงิ และถอดถอนกิเลสไปไดโ ดยลําดับ ก็ถอดถอนท่ตี รงน้ี
เพราะตรงน้ีเปน ผผู กู มัดตวั เอง เปน ผสู ง่ั สมกเิ ลสขน้ึ มาในขณะทโ่ี งเ ขลาเบาปญ ญา
ไมร ูเรอ่ื งรรู าว เวลาถอดถอนดวยอุบายของสตปิ ญ ญาท่ีมคี วามเฉลยี วฉลาด พอถอด
ถอนไดก็ถอดถอนกันที่ตรงน้ี สติใหม ีอยูท่ตี รงนี้ จดุ น้ีเปนจดุ ทคี่ วรระวงั อยา งยงิ่ เปน
จดุ ท่ีควรบาํ รุงรักษาอยางยิง่ คือใจ! บํารงุ กบ็ าํ รุงทน่ี ี่ ดวยการภาวนาและสง เสรมิ สตทิ ่มี ี
อยูแลวใหม ีความเจริญขน้ึ เรื่อยๆ อยา ใหเ สอ่ื ม และรักษาจิตดว ยดี อยา ใหอ ะไรเขา มา
เกย่ี วขอ ง ระมัดระวงั อยา ใหจ ติ น่ีแสออกไปยงุ กับเร่ืองตางๆ แลว นาํ สง่ิ นน้ั เขา มาเผา
ตน นที่ านเรยี กวา “รกั ษา”
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๗๒
ภาค ๓ “ธรร๕ม๓ชุด๕เตรยี มพร้อม’’
๔๗๓
กาํ จดั กค็ อื คนควาหาเหตุผลของมนั อันใดท่ีมอี ยูแ ลว และเปนของไมด ี ให
พยายามแกไ ขและคนควา หาเหตหุ าผล เพอ่ื แกไขถอดถอนตามจดุ ของมนั ท่ีเกิดข้ึน
เร่อื งใหญโตแทๆ อยูทจ่ี ติ เร่อื งเกิดก็คอื จิตที่ทอ งเทีย่ วอยูใน “วฏั สงสาร” จน
ไมรปู ระมาณวา นานเทา ไร เพียงคนคนเดียวเทาน้กี ็เตม็ โลกแลวละซากศพที่เกดิ ตาย
เกดิ ตายซํา้ ๆ ซากๆ แตเจาของรูไ มได นับไมได นบั ไมถว น ไมรูจ กั นับ เพราะมีมากตอ
มาก และความโงป ดบงั ตวั เอง ความจรงิ ของตวั ที่เปน มาเทาไรก็ถกู ปด บงั เสียหมด ยงั
เหลอื แตค วามหลอกลวง โลๆ เลๆ หาความจริงไมได ทา นจึงสอนใหแกสงิ่ เหลา นใ้ี ห
หมดไป
พยายามอบรมสติใหด ใี หทันกนั กับความคิดปรงุ มนั ปรุงขน้ึ ทจ่ี ิตและปลกุ ปน จติ
อยูตลอดเวลา ถา มสี ตอิ ยแู ลว เพยี งความกระเพื่อมของจติ ปรงุ แย็บออกมาเทานน้ั จะ
เปนการปลุกสตปิ ญ ญาใหเ กิดขน้ึ ในขณะเดยี วกัน เราน่ังอยูกับที่ เราเฝา มันอยกู บั ท่ี ท่จี ะ
เกิดขน้ึ แหง เหตุทั้งหลายไดแ กใ จ เราตอ งทราบ พอกระเพอ่ื มตัวออกมาก็ทราบ ทราบ
โดยลาํ ดบั นแ่ี หละ
การหลอกลวงของจติ กห็ ลอกลวงทน่ี ่ี จติ ท่จี ะเขาใจความจรงิ กเ็ ขา ใจดวยปญญา
นอกจากนน้ั กพ็ ิจารณาดูเรอ่ื งธาตเุ รือ่ งขนั ธใ หเหน็ จนกระท่งั ฝงจิต คือมนั ซ้งึ ในจิตวา
อาการแตล ะอาการน้ันเปน ความจริงอยางนัน้ ใหพิจารณาหลายคร้งั หลายหนหากซึง้ ไป
เอง คราวนก้ี ็ทราบ คราวน้ันกท็ ราบ คราวนีก้ ็เขาใจ คราวนั้นกเ็ ขาใจ เขาใจหลายครง้ั
หลายหน เลยเปนความซาบซ้ึงแนใจ
รูป แนะ ฟงซิ ! อะไรเปนรูป รวมทัง้ หมดผมก็เปนรปู ขน เลบ็ ฟน หนงั เนื้อ
เอน็ กระดกู กเ็ ปนรูป รวมเขาไปทง้ั “อวยั วะ” ที่เปนดานวัตถุ ทา นเรียกวา “กองรปู ”
หรอื เรยี กวา “กาย”
เอา ! ดนู ่ี เวลาทอ งเท่ยี วใหสตติ ามความรทู เ่ี ดินไปในอวยั วะสว นใดอาการใด
ของรางกาย ใหสตเิ ปน ผูคุมงาน ปญ ญาเปน ผตู รองไป ความรู รไู ปตามอาการนน้ั ๆ
ปญ ญาตรองไปใหซงึ้ ๆ สตริ บั ทราบไปทกุ ระยะ นี่คืองานของเราแท
สว นงานเรๆ รอนๆ งานคิดปรุงโดยไมมีสติน้ันเราเคยทาํ มาพอแลว และเคย
เปนโทษ เกดิ โทษ กระทบกระเทอื นจิตใจเรามามากแลวเพราะความคดิ ปรุงนน้ั ๆ
งานเชน นเ้ี ปน งาน เปน งานรื้อถอนทุกขภยั ออกจากใจโดยตรง เปน งานจํา
เปน งานคือการกําหนดดวยความมสี ติ ประกอบดว ยปญ ญา ไตรตรองใน “ขนั ธ”โดย
สมํา่ เสมอไมลดละ ความรเู ดนิ ไปตามอาการนน้ั ๆ และถอื อาการน้ันๆ เปน เหมอื น
“เสน บรรทัด” ใหใ จเดนิ ไปตามนน้ั สตปิ ญ ญาแนบไปตามไมล ดละ เหมือนกบั เขยี น
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๗๓
ธรรมะ๕ช๓ดุ ๖เตรยี มพร้อม
๔๗๔
หนังสอื ไปตามเสน บรรทดั ใหใจเดนิ ไปตามนน้ั สตปิ ญ ญาแนบไปตามไมล ดละ เหมอื น
กบั เขยี นหนังสอื ไปตามเสนบรรทัด สตปิ ระคองไปดว ย ดไู ปดว ย นเี่ รยี กวา “เทย่ี ว
กรรมฐานตามปาชา ซ่ึงมีอยกู ับตวั ”
ความอยากรูอยากเหน็ อยางรวดเรว็ ตามใจน้ัน อยาเอาเขามาเกี่ยวขอ งใหเ หนือ
ความจริงท่กี ําลงั พจิ ารณา รูอยางไรใหเขาใจตามความรนู ้ัน แลวกําหนดตามไปเรอ่ื ยๆ
แยกดูความเปนอยขู องขันธต า งๆ วาเปนอยางไร มีหนังหุมอยูภายนอกบางๆ เทา นัน้
แลทห่ี ลอกลวงตาโลก ลวงตาทานลวงตาเรา ไมไ ดห นาเทา ใบลานเลย นน่ั คอื ผวิ หนงั
เราจะพิจารณาในแงหนง่ึ แงใด ก็เปนการพิจารณาเพอ่ื ถอดถอนความหลงของ
ตัว เวลาพจิ ารณาอยางนีท้ ําใหเพลินดี เอา ! ดูขน้ึ ไปขา งบน ดลู งไปขา งลาง ดูออกไปขาง
นอกขางในกายเรานี้แล เปน การทองเท่ยี วใหเ พลนิ อยใู นนี้ สติตามอยา ให “สกั แตว า
ไป” ใหสตติ ามไปดว ย ปญญาตรองไปตามความรทู ี่รกู ับอาการนัน้ ๆ ไปดว ย ขึ้นขางบน
ลงขา งลางทไี่ หนถูก “สัจธรรม” ทั้งนั้น
งานน้เี รียกวา “งานรอื้ งานถอนพิษภยั ” ที่ “อปุ าทาน” เขา ไปแทรกสงิ ไปยึดไป
ถอื ทกุ ชน้ิ ทกุ อนั ภายในรา งกายนอ้ี อก จนไมมีอะไรเหลอื อยูภ ายในใจอีกตอไป เพราะ
ฉะนนั้ ทุกขจงึ มอี ยทู กุ แหง ทกุ หน เพราะ “อปุ าทาน” เปนตวั การสําคัญ คาํ วา “ทุกข มอี ยู
ทกุ แหง ทกุ หน” หมายถงึ ทุกขเ พราะความยดึ ถือ ทาํ ใหไ ปเปน ทุกขท ใี่ จ ไมใ ชเ ปน ทกุ ขที่
อ่นื
เพียงรา งกายเจ็บไขไดป ว ยแลวเปนทุกขน้นั พระพทุ ธเจากเ็ ปน ได พระสาวกก็
เปนได เพราะขนั ธนีอ้ ยใู นกฎของ “อนิจฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา” อยูแลว จะตองแสดงตามกฎ
ของมัน แตสําหรับจิตผพู น จาก อนิจจฺ ํ ทุกฺขํ อนตตฺ า และมีฐานะทจี่ ะพน จาก อนิจฺจํ
ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา น้ี ใหพ ิจารณาส่ิงท่ีวานี้ อยา ใหก ระทบกระเทือนตวั เองไดดว ยความ
เผอเรอใดๆ เพราะการวาดภาพของตัวเอง เพ่อื พจิ ารณารูความจริงนัน้ เปนส่งิ สําคัญ ที่
จะไมใหส่งิ เหลา นีม้ ากระทบกระเทอื นใจได คอื ไมใหทกุ ขเ กดิ ขน้ึ ภายใน เพราะความ
เสกสรรวา “กายเปนเรา, เปนของเรา,” เปนตน
พจิ ารณาลงไป ดูลงไป จนกวาจะเห็นชัดดวยปญ ญาจริงๆ เอา ! หนงั เปนอยา ง
ไร หนงั สตั วทเ่ี ขาใชทําเปน กระเปา น้ันเปนอยา งไร หนงั รองเทาเปน อยางไร ดกู นั ให
หมด ตลอดเน้อื เอ็น กระดูก เอา!ดูเน้ือสตั ว ดเู นือ้ บคุ คล มันก็เหมอื นกนั ดูเขา ไป
กระดูกเปน อยางไร กระดกู สตั ว กระดกู คน ตา งกนั ทตี่ รงไหน ดเู ขาไปใหเตม็ ความจริง
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๗๔
ภาค ๓ “ธ๕ร๓ร๗มชุดเตรยี มพร้อม’’
๔๗๕
ทม่ี อี ยกู ับตัว ดูเขาไป ดภู ายในรา งกายนแ้ี หละ เพราะอนั นเ้ี ปนสง่ิ ท่ที าทายอยแู ลวตาม
ความจริงของเขา
ทําไมใจเราจึงไมรู ไมอ าจหาญ เพยี งเหน็ ตามความจรงิ นนั้ แลว ก็เริม่ ทา ทายของ
ปลอมไดด ว ยความจริงทต่ี นรตู นเห็น ความจริงทรี่ เู ห็นดว ยปญญาน้ีมีอํานาจมาก
สามารถลบลางความเหน็ อนั จอมปลอมไดโ ดยลําดบั จนความปลอมหมดสิ้นไป
ความจริงทีเ่ กิดขึน้ กบั ใจยอ มเกิดไดด วยสติปญ ญา คาํ วา “ความจริง” นนั้ ถกู ทง้ั
สองเงือ่ น เงื่อนหนึ่งความจรงิ ท้งั หลาย ไมวาฝา ยรปู เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ ก็
เปนความจรงิ เปน ของมอี ยู ทา ทายอยูดว ยความมีอยูของตน และปญ ญากห็ ยง่ั
ทราบตามความจริงของเขา จนปรากฏเปนความจริงขน้ึ มาภายในใจ นค่ี อื วธิ กี าร
ถอดถอนกิเลสเปน อยางน้ี
นี่แหละความจรงิ กับความจริงเขา ถงึ กันแลวไมเปน ภัย นอกจากถอดถอนพษิ
ภัยท้ังหลายไดโดยสิน้ เชิงเทา น้ัน
ตอนทพ่ี จิ ารณาเดินกรรมฐาน เท่ียวกรรมฐานตามทว่ี า นี้ เทย่ี วไปตามอวัยวะ
นอยใหญ ตรวจไปตรองไป ออกจากกรรมฐานตอนน้นั แลว ก็เท่ยี วกรรมฐานใหถึงทส่ี ดุ
วารา งกายน้ีจะสลายแปรสภาพไปอยางไรบาง กําหนดลงไป มนั จะเปอ ยจะผุจะพงั อยา ง
ไร ? ใหก ําหนดลงไป ๆ จนสลายจากกันไปหมดไมมีเหลืออยเู ลย เพราะรา งกายนจี้ ะ
ตองเปนเชนน้นั แนนอน
แตการกาํ หนดน้นั ตางๆ กนั ตามความถนดั ใจ สมมตุ วิ า จะกาํ หนดอาการนน้ั ให
เห็นชดั ภายในจิต เราจะจับอาการใด เชน หนงั เปนตน ใหจบั อาการนนั้ ไวใ หแ น ให
ภาพนน้ั ปรากฏอยภู ายในจติ สตจิ ับหรือจดจองอยูท ีต่ รงนัน้
ภาพนัน้ จะปรากฏสงู ต่ําไปไหนกต็ าม เราอยาไปคาดไปหมาย ความสงู ความตาํ่
สถานที่ท่เี ราจะพจิ ารณานน้ั ใหถ อื เอาเปา หมายของการทาํ งาน ใหความรตู ิดแนบกนั อยู
นน้ั ดว ยสติเปนผูควบคมุ อยาเผลอตัวคดิ ไปทีอ่ ่ืน
อาการน้จี ะขยายตวั มากนอยกใ็ หเหน็ ประจกั ษใจในปจ จบุ ัน คือขณะที่ทาํ จะสูง
จะตาํ่ กใ็ หร อู ยูอยางนนั้ อยาไปคาดวาน้สี ูงเกนิ ไป นี่ต่ําเกนิ ไป นน่ี อกจากกายไปแลว
ทีแรกเรานึกวาเราพิจารณาอยูภายในกาย อาการนอ้ี ยใู นกาย ทําไมจึงกลายเปน
นอกกายไป เราอยาไปคิดอยา งนั้น แมจ ะสงู จะต่าํ จะออกนอกออกในกต็ าม ถาเราไม
ปลอ ยความรใู นเปา หมายที่เรากาํ ลงั พจิ ารณานนั้ นั่นแหละจะเห็นความแปลกประหลาด
และจะเหน็ ความอศั จรรยข้ึนมาจากอาการนัน้ แหละ เชน เรากาํ หนดเน้อื จะเปน เนอื้
อวยั วะสวนใดก็ตาม กาํ หนดลงตรงน้ัน ใหเ หน็ ชดั อยูภายในนั้น แลว จะคอ ยกระจายไป
กระจายไปเอง
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๗๕
ธรรมะชดุ ๕เต๓ร๘ยี มพร้อม
๔๗๖
เมอื่ สตติ ั้งมนั่ อยูด ว ยดี คือรสู กึ ตัวจําเพาะหนา จติ กร็ วู า ทาํ งาน ปญญาก็ตรอง
ตามนนั้ สักประเดย๋ี วอาการน้ันกจ็ ะคอยกระจายลงไป คอื หมายความวา มันเปอ ยลงไป
ๆ อนั นั้นก็พงั อนั น้ีกพ็ ัง
ดใู หมันชัดเจนลงไป เราไมต อ งกลัวตาย จะกลัวอะไรเราดูความจริงนี่ ไมใ ชดวู า
เราจะตายนีน่ า! เอา ! สลายลงไป ๆ นเ่ี ราเคยพจิ ารณาอยางน้นั อันนั้นขาดลงไปอันน้ี
ขาดลงไป มันเพลนิ ขณะที่พจิ ารณา พจิ ารณารา งกายตวั เรานเี้ องแหละ แตในขณะท่ี
พิจารณาดว ยความเพลินน้นั รา งกายปรากฏวา หายไปหมดไมร สู กึ ตัวเลย ทั้งๆ ที่เรา
กาํ หนดพิจารณากายอยนู ัน้ แล
เอา ! รางกายพังลงไป ๆ หัวขาดลงไป แขนขาดลงไป ตกลงไปตอหนาตอ ตา
แขนทอ นนั้นกระดูกทอ นน้นั ขาดลงไป กระดูกทอ นน้ขี าดลงไป ภายในกายนท้ี ะลกั ออก
ไป เอา ! ดไู ปเร่อื ยๆ เพลนิ ดูเรื่อยๆ แตกลงไป ๆ
สว นน้ําก็ซึมลงไปในดนิ และเปน ไอไปในอากาศ ฉะนน้ั เวลาปรากฏนาํ้ ซมึ ซาบลง
ไปในดินและออกเปน อากาศไปหมดแลว สว นตา งๆ กแ็ หง อวยั วะสวนน้แี หง แหงแลว
กรอบเขา ๆ แหงเขาไปจนกลายเปนดนิ ไป ดนิ กบั กระดกู ของอวยั วะเลยกลมกลนื เปน
อันเดยี วกนั ไป ! นเ่ี หน็ ชดั
สว นท่ีแข็งคอื กระดูก กําหนดเห็นเปนลาํ ดับ และกําหนดเปน ไฟเผาบาง
กําหนดใหค อยผุพังลงไปบา ง กระจายลงไปตามลาํ ดบั บาง จนกลนื เขาเปนอันเดียวกบั
ดนิ อยา งเห็นไดชดั
ท่ชี ดั ทสี่ ุดเก่ียวกับการพจิ ารณาน้ี คอื ธาตดุ นิ กบั ธาตนุ าํ้ สง่ิ ทตี่ ดิ ใจซึ่งภายในใจก็
คือธาตดุ ิน สว นน้าํ นั้นก็ปรากฏเปนอยา งน้นั ลม ไฟ ไมคอ ยจะมีปญ หาอะไรนกั ไมเปน
ขอ หนกั แนนสําหรับการพจิ ารณา และไมเปนสิ่งที่จะซ้ึงภายในใจเหมือนอยางเรา
พิจารณารางกายซ่ึงเปนอวัยวะหยาบ
พออันนี้กระจายลงไป กลายเปน “ดิน” หมด จติ ก็เวิง้ วา งละซิ ! ขณะน้ันเวิ้งวา ง
ไปหมด! อยา งนก้ี ็มี
แตเ วลาพิจารณากรณุ าอยาไดคาดไดห มาย ใหเอาความจริงในตน เปน สมบัติ
ของตน เปนสกั ขพี ยานของตน อยาเอาความคาดคะเนมาเปน สกั ขีพยาน มาเปน ขอ
ดําเนิน จะไมใ ชสมบตั ิของเรา นัน่ เปนสมบัตขิ องทา น สมบัตขิ องเราคือเรารูเอง เราเปน
อยางไรใหเปนขึ้นภายในตวั เราเอง นั้นแลคือความรูของเรา ความเหน็ ของเราแล เปน
สมบัติของเราแท! ควรกาํ หนดอยางนี้
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๗๖
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๓ุด๙เตรียมพร้อม’’
๔๗๗
บางครง้ั ไมเปน อยา งนั้นเสมอไป หากเปนไปของมันเองโดยหลกั ธรรมชาติ พอ
การสลายลงไปเปน ดนิ เชนนั้นแลว บางทกี ระดูกมันคอยผพุ ังลงไป ๆ ยงั ไมหมด แตอนั
หน่ึงมันปรากฏขึ้นภายในจิตใจวา “ท่มี นั ยงั ไมห มด สว นทีเ่ หลือจะตองเปนดนิ เชน เดยี ว
กนั อกี ” มนั มคี วามปรุงขนึ้ ในจติ ทั้งๆ ทใ่ี นขณะนน้ั ไมม กี ายเลยในความรสู กึ แตจิต
หากปรงุ ข้ึนอยา งน้ัน
สักประเดี๋ยวไมท ราบวา แผน ดินมาจากไหน มาทบั กระดูกท่ยี งั เหลอื อยู พรึบ
เดียว คอื มาทับสว นทีย่ งั ผพุ งั ไมหมดใหก ลายเปน ดนิ ไปหมดดว ยกนั พอกระดกู สวนที่
เหลอื กลายเปนดินไปหมดแลว จติ ไมท ราบวาเปน อยา งไร มันพลิกตัวของมันอกี แงห นง่ึ
ขณะทจ่ี ติ พลกิ กลบั อกี ทเี ลยหมด! แผน ดินก็ไมม ี ทง้ั ๆ ท่ีแผน ดนิ มนั ไหลมาทบั กนั
อยา งรวดเรว็ พลกิ มาทับกองกระดกู ของเราท่ียังละลายไมห มดลงเปน ดนิ
ทนี ีก้ ร็ ูข้นึ มาพบั ! อกี วา “ออื่ ! ทกุ สิ่งทุกอยางมันกเ็ ปนดนิ หมด ในรางกายอนั นท้ี ่ี
มันลงไปกเ็ ปนดินหมด!” หลงั จากนน้ั ครหู นึ่งจติ กพ็ ลิกตัวอกี ที และพลิกอยา งไรไม
ทราบความสมมตุ ไิ ด ดินเลยหายไปหมด อะไรๆ หายไปหมด เหลือแตความรลู ว นๆ
โลงไปหมดเลย เกดิ ความอัศจรรยข น้ึ มาอยางพดู ไมถ ูก ซึ่งการพจิ ารณาเชนนี้เราไม
เคยเปน! มนั เปนขึ้นมาใหรใู หเ หน็ อยา งชดั เจน จิตเลยอยนู นั้ เสีย คอื อยูอ นั เดยี วเทา
นั้น จะมีขณะใดขณะหนึ่งของจิตวาเปนสองไมม ีเลย! เพราะมนั ตายตัวดวยความเปน
หน่งึ แทๆ
พอขยับจิตข้ึนมาก็แสดงวา เปน สองกับความปรงุ แตนีไ่ มมคี วามปรุงอะไรทง้ั
สน้ิ เหลอื แตค วามรูทสี่ ักแตว า รู และเปนของอัศจรรยอยใู นความรูน ั้น ขณะนัน้ มนั เว้งิ
วา งไปหมดเลยโลกธาตนุ ี้ ตน ไม ภูเขา อะไรไมมใี นความรสู ึกตอนนัน้ จะวา เปน อากาศ
ไปหมด แตผูน ั้นก็ไมส าํ คัญวา เปนอากาศอีกเหมอื นกนั มอี ยเู ฉพาะความรูนน้ั เทา นนั้ !
แตจิตสงบตวั อยูเปน เวลาชั่วโมงๆ! พอจติ ถอนออกมาแลว แมจ ะกาํ หนดอะไรก็
เว้ิงวางไปอกี เหมอื นกนั น่ีอาจเปนไดคนละครั้งเทา นั้น นี้ก็เคยเปนมาเพยี งคร้ังเดยี วไม
เคยซํา้ อกี เลย! สวนการพจิ ารณาลงไปโดยเฉพาะๆ มนั เปน ไดต ามความชํานาญของจิต
จนกระทง่ั เปนไปทกุ ครง้ั ทเี่ ราพจิ ารณา
การพจิ ารณาความแปรสภาพเปนดิน เปน นํ้า เปนลม เปนไฟ ยังชัดเจนอยูทุก
เวลาที่เราพิจารณา ความท่เี ปนเชน นี้แลเปนความสามารถ ท่จี ะทาํ จิตเราใหมกี ําลงั และ
ความเคยชินกับความจริงคือ ดนิ นา้ํ ลม ไฟ แท สามารถถอดถอนความเปน “เรา”
เปน “ของเรา” ออกไดโ ดยลาํ ดับ เพราะตามความจริงแลว รา งกายนถ้ี า วา ธาตมุ นั กธ็ าตุ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๗๗
ธรรมะชดุ๕เ๔ต๐รยี มพรอ้ ม
๔๗๘
ถา วา “ธาตุดนิ ” มนั กธ็ าตดุ นิ เราดีๆ นีเ่ อง ไมใ ชเ ราไมใ ชของเราตามคําเสกสรรมั่นหมาย
ตางๆ
การพจิ ารณาซํ้าๆ ซากๆ รไู มหยุดยง้ั รเู รือ่ ยๆ เพราะการพิจารณาอยูเรื่อยๆ
ยอมจะเพิ่มความซาบซ้ึงโดยลาํ ดบั จนเขาใจชดั แลวถอดตวั ออกจากคําที่วา “กายเปน
เราเปน ของเรา” กเ็ ลยกายสกั แตว า กาย ถา ใหช อ่ื วา กายกส็ กั แตว า กาย ถา จะใหชอื่ วา
กายสกั แตว า ปรากฏสภาพเทา น้นั กพ็ ูดได เมอ่ื จติ รอู ยางพอตัวแลว ไมม ีอะไรเปน ปญ หา
ใจจะวาเขาเปน อะไรเขาไมม ีปญ หา เพราะเปน ปญ หาอยูกบั ใจดวงเดยี ว
ฉะนน้ั จาํ ตองแกปญ หาเราเองออกจากความลมุ หลง ความสาํ คญั มน่ั หมาย
ตางๆ ใหเขาสคู วามจรงิ แหง ธรรม คอื รูล วนๆ นน้ั กธ็ าตลุ ว นๆ แมจะสมมุติวา “กาย”
กค็ อื ธาตลุ ว นๆ ยอ นเขามาในจติ ก็จิตลว นๆ ทง้ั สอง “ลว นๆ”นตี้ างก็เปน ความจริง
ลว นๆ เม่อื ทราบความจริงชัดอยา งนี้แลว เอา! เวทนาจะเกิดขน้ึ กเ็ กดิ เพราะเวทนาก็
เปนธาตุอันหน่ึง หรือเปน สภาวธรรมอนั หน่งึ เชนเดยี วกับรางกาย มันวง่ิ ถงึ กนั อยางนั้น
“สัญญา” ความหมาย พอปรุงแผลบ็ เราก็ทราบเสียวา มนั ออกไปจากจิตนไ้ี ปปรุง
อยางนั้นไปสาํ คญั อยางนี้ เมอ่ื ทราบแลว จิตกถ็ อนตวั สญั ญาก็ดบั ไปทันที ถาเราไมทราบ
มันก็ตออันนี้ดบั อันนนั้ ตอ สบื ตอ กันไปเรอื่ ยๆ เหมือน “ลูกโซ” พอทราบมันกด็ บั ของ
มนั ดับในขณะทีส่ ติรูท นั และไมป รุงเปนเร่อื งเปนราวอะไรข้นึ มาได นี่เรียกวา “สตทิ นั ”
ถา ไมทนั เร่อื งก็ตอเรอ่ื ยๆ การพจิ ารณาความจรงิ ในรางกายจึงเปน เรือ่ งใหญท ่ีสุด
พระพุทธเจาจงึ ทรงสอน “สตปิ ฏฐานสี่” ซึง่ มีอยใู นรางกายจติ ใจน้ีทัง้ น้นั สจั
ธรรมก็มอี ยูทีน่ ่ี ทานจงึ สอนลงท่ีน่ี สรุปแลว ลงทีจ่ ิต การทว่ี า พิจารณาไปท้งั หมดนัน้
พจิ ารณาเพื่ออะไร? กพ็ ิจารณาเพอื่ ใหจ ิตรตู ามความเปน จรงิ แลว จะไดป ลอยวางความ
งมงายในการยดึ ถอื เขามาสูค วามเปน ตน
เอา! เม่อื หมดความงมงายในธาตสุ ี่ ดิน น้าํ ลม ไฟ นี่แลว เลยหมดความงมงาย
ในเวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ อนั เกย่ี วกบั ขนั ธห า น้ี แลวกเ็ ขามาพจิ ารณาความงม
งายของจิตอีก แนะ ! มนั ยังมีเรื่องของมันอกี !
ความงมงายตามข้นั ของกเิ ลสทลี่ ะเอียดนี้ เรยี กวา “เปนความละเอียดของกเิ ลส”
เปนความงมงายอันละเอยี ดของจิต ยอ นเขามาพิจารณาเขามาอกี จะเอาอะไรเปนหลัก
เกณฑท ่นี ี่ ?
ก็เราพิจารณาจิต จิตเปน นามธรรม เวทนากเ็ ปนนามธรรม กเิ ลสก็เปน
นามธรรม ปญ ญากเ็ ปน นามธรรม ไมว าแตเพยี งจิตจะเปน นามธรรม ส่งิ ทเ่ี ปน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๗๘
ภาค ๓ “ธรร๕ม๔ชุด๑เตรยี มพรอ้ ม’’
๔๗๙
“นามธรรม” กับสงิ่ ท่เี ปน “นามธรรม” มนั อยดู ว ยกนั ได ติดกันได กเิ ลสกบั จิตตา งก็
เปนนามธรรมดวยกันจงึ ตดิ กันได
เอา ! ปญ ญาคนลงไปเพราะเปนนามธรรมดวยกัน จะพิจารณาเชนเดียวกบั เรา
พิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ แยกแยะใหเห็นตามความจริงของมัน แลว
จับจิตน้ขี น้ึ มาเปนตัวผตู องหา เปนตวั นกั โทษทีเดียว ฟาดฟน หัน่ แหลกลงในตวั ผตู อ ง
หาหรอื นกั โทษนี้
นแ่ี หละคือผตู อ งหาหรอื นกั โทษ มันเปน “โทษ” เขา มารวมไวใ นตัวนี้หมด ถอื วา
ตวั เกงตัวรตู วั ฉลาด ส่งิ น้นั ส่งิ น้ีรูไปหมดแลว ในโลกธาตนุ ้ี รูป เสียง กลิน่ รส เครอื่ ง
สมั ผัส รูหมด! รูป เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณภายในรา งกาย ทเี่ ปนขนั ธห า น้ีกร็ ู
หมด! แตไมยอมรตู วั เอง! นนั่ นะซ!ี มาติดตรงน้ี มาโงตรงน!ี้ พรอมทงั้ ยอนปญ ญาเขา
ภายในจติ นอี้ กี ฝาฟน ตรงนี้ออกใหทะลุไป แทงเขาไปตรงนี้ เขาไปหาความรนู ี้ ความรู
ทวี่ า เกง ๆ นน่ั แหละคือ “ตัวงมงายของจิต” แท!
เมื่อพิจารณาคลค่ี ลายโดยละเอยี ดถถี่ ว นแลว สภาพทแี่ ทรกอยูกับจิตก็เปน
สภาวธรรมอนั หนงึ่ เทา น้ัน จิตจะคงตัวอยูไมฉิบหายเพราะการพิจารณาหาความจริง ก็
ใหฉ บิ หายไป ไมต อ งอาลัยเสยี ดาย ถา จิตมัน่ คงตอความจริงแลว! จติ คงอยูไ มฉิบหาย!
ถา จิตทรงความจริงไวต ามธรรมชาตขิ องตวั เองซง่ึ เปน ความจริงจรงิ ๆ แลว ก็จิตนแี้ ลจะ
พนโทษ ถึงความบรสิ ุทธ์ิ จติ จะสญู หรอื ไมส ญู กใ็ หรกู ัน!
คนลงไปไมต อ งเสียดายอะไรท้งั สิ้น จติ ก็ไมตองเสยี ดาย ไมตองกลวั วา จิตจะ
ตอ งถกู ทาํ ลายจะสลาย จติ จะฉิบหายไป จิตจะสูญสิ้นไปไหน!
เม่อื ถกู ปญ ญาทําลายส่ิงแทรกซมึ หมดแลว กเิ ลสทกุ ประเภทสญู สิ้นไปเอง
เพราะเปนส่งิ จอมปลอมอยภู ายในจติ เมื่อกําหนดพิจารณาลงไปจริงๆ แลว ไอส ิ่งทคี่ วร
สูญส้นิ ไปยังไงก็ทนอยไู มได มนั ตอ งสูญ สว นธรรมชาตทิ สี่ ูญไมไ ด ทํายังไงก็ตองอยู คง
ตัวอยู คอื จิตน้ีจะสญู ไปไหน! น่ันแหละผูท ่ีถกู กิเลสน้คี รอบงําอยกู ็คอื จิต ปญญาฟาดฟน
กเิ ลสแหลกละเอียดลงไปจากจติ แลว จิตน่ีกเ็ ลยกลายเปนความบริสทุ ธ์ิขึน้ มา ผูน้แี ล
คือผบู รสิ ทุ ธิ์แท จะเอาอะไรไปสญู ! สญู แลว จะบริสทุ ธ์ิไดอ ยา งไร ? อนั นน้ั ตาย อนั นฉ้ี บิ
หาย แตอ นั นีเ้ ปน “อมตํ แท” อมตํ ดวยความบรสิ ทุ ธิ์ ไมใ ช อมตํ ที่กลิง้ ไปมาตาม “วฏั
วน” ทั้งหลายทีเ่ คยเห็นมา อนั นัน้ ก็ไมตาย แตม ันกล้งิ ไปอยอู ยา งน้ันตามกฎ “วฏั จกั ร”
แต “อมตํ” นี้ไมต ายดว ยไมก ล้ิงดวย น้นั เปน “ววิ ฏั ฏะ” คอื ไมตายและไมห มุน น่ี
ตวั จรงิ อยภู ายในทามกลางขันธข องเรา อนั นแ้ี หละตวั สาํ คญั !
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๗๙
ธรรมะชดุ ๕เ๔ตร๒ยี มพร้อม
๔๘๐
เจา ตวั ยุแหยก อ กวนมนั เขา ไปกลุม รมุ จิตนี่ใหหลงไปตามโลก ตามธาตตุ ามขนั ธ
ตามทุกขเวทนา ความเจบ็ ไขไดป วยตางๆ วนุ วายไปหมด ความจรงิ เขาไมไ ดว า อะไรน่ี
รางกายมอี ะไรกม็ อี ยอู ยางนัน้ เวทนาเกิดข้นึ ก็เกดิ ตามเร่ืองของมัน มันไมทราบวา ตน
เปนเวทนา ไมท ราบวาตนเปนทกุ ข เปนสุข เปนเฉยๆ อะไรเลย กจ็ ิตนเ้ี ปน ผไู ปใหค วาม
หมาย แลว ก็ไปหลงความหมายของตัวเองโดยไมเ กดิ ประโยชนอะไร นอกจากเกิดโทษ
แกต วั ถา ยเดยี วเทา น้ัน
เพราะฉะนั้นจึงตองพิจารณาดวยปญ ญา ใหเหน็ ตามความเปน จริงของมนั แลว
อะไรจะฉบิ หาย เราจะขาดทุนเพราะอะไร รางกายแตกกแ็ ตกไปซี ก็ อนิจฺจํ ทุกขฺ ํ อนตฺ
ตา ทานบอกไวแลว วาธรรมเหลานี้ครอบโลกธาตุ จะไมครอบขันธอยางไร ไตรลักษณ
เคยครอบโลกธาตอุ ยูแลว ทาํ ไมจะไมครอบขนั ธเราได นเี่ มือ่ มนั เปนไปตามกฎ อนิจฺจํ
ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา เราจะไปขัดขวางไดอยางไร
เอา! ปลอ ยมันไป อะไรไมทน เออ! แตกไป มนั มีแตสงิ่ ทแี่ ตกที่สลายทั้งนน้ั อยู
ในโลกธาตนุ ้ี เปนแตเพียงวาชาหรือเรว็ ตา งกนั มีเทานัน้ แลว ขันธข องเราจะทนไปได
อยา งไรต้งั กปั ตง้ั กัลป เพราะอยูในกรอบอันเดียวกัน เอา! พจิ ารณาใหเห็นตามความ
จริงไวกอนทย่ี ังไมแ ตกซ่งึ เปนความรอบคอบของปญญา ใหเ หน็ ชดั เมอ่ื ถึงเวลา
ทุกขเวทนาเกิดขึน้ เอา ! ขนึ้ เวทีกันวันนี้ วางนั้ เลย!
วนั น้เี ราจะข้นึ เวทีเพือ่ เห็นความจรงิ รคู วามจรงิ ตามหลกั ธรรม ไมใชข ้นึ เวทีเพ่ือ
ลมจม ทุกขเวทนาเกิดขึ้นเปน เรอ่ื งของทกุ ขเวทนา การพิจารณาเรื่องของทุกขเวทนาซ่ึง
มอี ยูในขนั ธนี้ เปน เรื่องของสตปิ ญญา เราตองการทราบความจริงจากการพจิ ารณา มัน
จะลมจมไปไหน เพราะเราไมไดทําเพื่อความลมจม เราไมไดทําเพอ่ื ความฉิบหายใสตัว
เรา เราทําเพอ่ื ชยั ชนะ เพอ่ื ความรูตามสัดสว นของความจริง ท่ีมอี ยทู เ่ี ปน อยูใหรอบภาย
ในใจตา งหาก แลว รอดพน ไปไดจากสง่ิ นี้ นั่นเปน มงคลอันสูงสุด!
ทีท่ านวา “เปนมงคลอนั สงู สุด” “นพิ พฺ านสจฉฺ ิกิรยิ า จ เอตมฺมงคฺ ลมุตตฺ ม”ํ น่ี
แหละ การทําพระนพิ พานใหแจงทําอยางน้ีแหละ พระนิพพานถกู ปดบงั กค็ อื จติ นน้ั
แหละถูกปดบัง ดวยกิเลสตณั หาอวิชชา มันปด บงั ใหม ดื มิดปด ตา จึงแกไ ขกันดว ยวิธนี ้ี
คือพิจารณาแยกแยะใหเ ห็นตามความจรงิ เปนการเปด สง่ิ ทป่ี ด บงั ท้งั หลายออก ที่เรียก
วา “ทาํ พระนิพพานใหแจง” ใหแ จงชดั ภายในใจ เมื่อแจงชัดหมดแลวก็ “เอตมฺมงฺคล
มตุ ฺตม”ํ เปน มงคลอันสูงสดุ !
อะไรจะสงู ย่ิงกวา “นิพพฺ านสจฉฺ ิกริ ยิ า จ” อนั นเี้ ปนสงู สุด
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๘๐
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๔ดุ ๓เตรียมพร้อม’’
๔๘๑
นอกจากนน้ั ก็ “ผุฏฐ สฺส โลกธมเฺ มหิ จิตฺตํ ยสสฺ น กมปฺ ติ อโสกํ วริ ชํ เขมํ
เอตมมฺ งคฺ ลมตุ ตฺ ม”ํ จติ น้ีอะไรมาสมั ผสั กต็ าม ไมมคี วามหวนั่ ไหวพร่ันพรงึ สิง่ ทงั้ หลาย
เขามาแตะตองสมั ผสั ไมได ที่เขาไมไ ดเพราะมนั หมดสทิ ธิ์
“เขมํ” ทานวา เปน จิตดวงเกษม “เอตมฺมงคฺ ลมตุ ตฺ ม”ํ มงคลสองขอ ที่กลา วมานี้
อยทู ใี่ จนี่นะไมไดอ ยทู ไี่ หน ใจน่แี หละเปน ตวั มงคลและเปนอัปมงคล กอ็ ยใู นฉากเดยี ว
กนั
เวลานีเ้ ราแกอ ัปมงคล เพราะมันมีติดใจเราอยู ใหเปน “มงคล” ขน้ึ มา “นิพฺ
พานสจฺฉิกริ ยิ า จ” เอา ! แกเปด เผยลงไป “ตโป จ พรฺ หฺมจริยจฺ อริยสจจฺ าน ทสสฺ นํ”
น่ี ตโป คอื ความแผดเผากเิ ลส กิเลสเปนของรอน จึงเผากเิ ลสดว ย “ตปธรรม” คอื สติ
ปญญา ซึง่ เปนของรอนสาํ หรบั กิเลส และแผดเผากิเลสลงไป
“อรยิ สจฺจาน ทสฺสน”ํ คือรเู ห็นอรยิ สจั ทกุ ขก ็รูเต็มจิต สมทุ ยั กล็ ะไดเ ตม็ ใจ
มรรคกบ็ ําเพ็ญไดเต็มภูมิของมหาสติ มหาปญญา แนะ ! จะวา อยางไรอกี นิโรธกแ็ สดง
ความดับทุกขเต็มภูมิ
คาํ วา “เห็นสัจธรรม” ทานเห็นอยางนนั้ ผูเหน็ ผูรู “สัจธรรม” โดยสมบูรณน ั้นแล
คือผูทําพระนพิ พานใหแจง และผไู มห วนั่ ไหวในโลกธรรมทงั้ หลายคือจิตนแ้ี ล อยทู ี่น!่ี
นพ่ี วกเรานา จะเอาสาระสาํ คญั นใ้ี หไ ด! จิตเปน ตัวสําคญั สว นรา งกายอะไรๆ
ในขนั ธห า กอ็ ยา งวา ! อยางทเ่ี ราเหน็ เราพิจารณาแลว แล! ขอใหไ ดตัวน้ีซ่งึ เปน ตวั สําคัญ!
เอา! อะไรจะขาดกข็ าดไปเถอะ โลกนม้ี นั เปน อยา งนอ้ี ยแู ลว มันเปนมาแตไหน
แตไ ร เรากเ็ คยเปนมาแลว ก่กี ปั กก่ี ลั ปเกดิ ตาย ๆ นแ่ี หละ คราวน้กี ็เดนิ ตามทางหลวงท่ี
เคยเดินนนั่ แล
“ทางหลวง” คือคตธิ รรมดาใครหามไมไ ด ตองเดินไปตามนี้ เรากร็ ูความจรงิ ของ
คตธิ รรมดาอยบู า งแลว นจ่ี ะวาอยางไรตอ ไปอีก ความรใู นการแสดงกม็ ีเทา นี้ กรณุ านาํ ไป
พจิ ารณาอยา ไดป ระมาทนอนใจ
คาํ วา “นิพฺพานสจฺฉกิ ิริยา จ เอตมมฺ งคฺ ลมตุ ตฺ มํ การทาํ พระนิพพานใหแจงเปน
มงคลอันสูงสูด” ยอมจะเปนสมบัติของทา นพทุ ธบริษทั ผูพยายามไมลดละ ในวนั หนง่ึ
แนน อน
จึงขอยตุ ิการแสดงเพียงเทา น้ี ฯ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๘๑
ธรรมะชุด๕เ๔ต๔รียมพร้อม
อมตธรรม ๔๘๒
เทศน์โปรดคุณเพาพงา วพรเทุ ทรธธศศนนักเะมรโกปา่ือุลชรวณดนั ๒คท๕วุณ่ี๑ดั๗๙เปพา่กาบมุพ้าภนงาาตพาวดนัรรธธ พนุทะกธลุศักณราวชดั ๒ปา๕บ๑า ๙นตาด
เม่อื วันที่ ๗ กุมภาพนั ธ์
อตมธรรม
เวลาฟง เทศนก รณุ าใหจ ิตอยกู ับตวั อยาไดส ง ออกไปดูอารมณน้นั นี้ อยา เสียดาย
อารมณท่เี คยคิดปรุงมาซึง่ ไมเ กดิ ประโยชนอ ะไรในเวลาน้ี จงพยายามบรรจุธรรมน้เี ขาสู
ดวงใจ ใจนเ้ี คยแหงผากจากธรรมเปน เวลานาน เชน เดียวกับสถานท่ีปาไมที่ใดกต็ ามท่ี
แหง ผาก ไมมนี ํา้ เปนทชี่ มุ ชนื่ บางเลย สถานทีน่ น้ั เปนเช้ือไฟไดเร็ว แผดเผาไมท ุกชนดิ
ทกุ ลําเปนทกุ ลาํ ตายใหพ ินาศไปได เพราะความชุมชืน้ ไมม ี หนาฝนไฟไมค อ ยจะไหมท ี่
น่นั ที่นี่ตามปาเขาลาํ เนาไพร แตหนาแลง ไฟชอบไหมท ่ตี า งๆ แมท ่ีสดุ ภายในวัดกไ็ หมถ า
แหง สถานทแี่ หง ไฟไหมไดง าย อยา งวัดปา บา นตาดเคยถกู ไฟไหมม าแลวหลายหน น่ี
เพราะความแหงแลง นั่นเอง
จติ ใจแหงแลง จากธรรม ไมม ธี รรมเปน เครือ่ งหลอ เลยี้ ง ไมมีธรรมเปนเครื่องทาํ
ความเยน็ ไฟกิเลสตณั หาอาสวะยอมกอ ตัวข้นึ ไดเรว็ อะไรผา นเขามาเปน ไหมและไหม
หมดไมมยี กเวน ไหมในสถานทใี่ ดสถานที่น้ันยอ มเสียหาย กเ็ มือ่ กิเลสตณั หาอาสวะไหม
ภายในจติ ใจ ทําไมจิตใจจะไมเสียหาย แมมีคุณคาขนาดไหนกอ็ ับเฉาไปได จนกระท่งั
หาคณุ คาราคาไมไดภายในใจ ดวงใจดวงท่ถี ูกไฟไหมอ ยูตลอดเวลาน้นั แล จะลดคุณคา
ของตัวลงอยางนา ใจหาย สมบัติใดก็ตามท่ถี ูกไฟไหมแลว ยอ มเสียหายมากนอ ยไปตาม
สวนท่ีถกู ไฟไหม นอกจากเก็บไวใ นท่ีปลอดภัยทีเ่ ขาเรยี กวา “ตนู ิรภยั ” เชน ธนาคาร
ตางๆ เขามีไวป ระจํา
เรามี “ตนู ิรภัย” บา งหรอื ไมภายในจิตใจเวลานี้ ? หรือเปด รบั ภัยอยทู งั้ วันท้ังคนื
ยืน เดิน นั่ง นอน เปด ไมหยดุ ไมถ อยไมม อี ะไรเหลอื หลอ ไมคิดเสยี ดายใจท่มี ีคณุ คา
บางหรอื ? นเี่ ปน อุบายแหง ความคดิ ส่งั สอนตนเอง!
ท่ีจิตใจหาความผาสกุ ไมไดก เ็ พราะถูกไฟกิเลสไหมอยตู ลอดเวลา “ไฟคอื ราคคฺ
คินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา” ตาม อาทิตตปรยิ ายสูตร ทา นแสดงไวแลว ไมม ีอะไรท่ีจะ
นาสงสัย เปน ความถกู ตอ งมาตลอดกาล ถาเราไมน าํ แงแหง ธรรมท่ที า นแสดงไวน นี้ อ ม
เขามาสตู ัว และเทยี บเคียงเหตผุ ลตามหลักธรรมทที่ านแสดงไวแลว น้ัน กพ็ อมีทางพอ
จะหลบหลกี ปลีกตวั หาทชี่ ุมเยน็ ไดต ามกาลเวลา ไมถูกไฟเหลานไ้ี หมไปเสยี ตลอดกาล
ดังท่ีทา นทง้ั หลายไดอ ุตสา หมาบําเพ็ญในเวลานีก้ ็ชอ่ื วา “มาเสาะแสวงหาท่ีเกบ็ ทรัพย”
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะชดุ ๕เ๔ต๔ร๖๘ีย๒มพร้อม
๔๘๓
คือบญุ แสวงหา “ตูน ิรภัย” สรางตนู ิรภัย เพ่ือความปลอดภยั จากไฟทั้งสามกองอันเปน
กองใหญๆ ทง้ั สน้ิ ไมใ หเผาไหมไปเสยี จนหมดตัวโดยไมม อี ะไรเหลือเลย
การดบั ไฟภายนอกกเ็ ปน ความยากลาํ บาก ถา ติดมากๆ ดีไมดี นาํ้ ยงั สูมันไมไ ด!
และหวั สูบกม็ ักอดุ ตันอยูเสมอ ถา ไมมีเครอื่ งเปด บางไมได! เดยี๋ วตกึ รามบา นชองจะเห็น
แตเ ถา ถา น
ฉะนั้นการดบั ไฟภายในจึงตอ งพยายามส่งั สมอบรมความดีโดยสมํา่ เสมอ มกี าร
เจริญเมตตาภาวนาเปน ตน เพื่อใหจิตใจสงบตัวรวมตัว สงบเย็นและมกี าํ ลังมาก ควรแก
การปราบปรามส่งิ ทเี่ ปนภยั แกจ ิตใจคอื ไฟดงั ทก่ี ลา วมาไดดี
ขน้ึ ช่ือวา “ไฟ”แลวตองรอ นทั้งนั้น แมแตดอกของมนั กระเดน็ ออกมาถูกตัวเรา
ยงั รอ นและเจบ็ ยงิ่ ถาปลอยใหเผาทั้งคนื ท้งั วันแลว จะหาอะไรมาเหลอื ตอ งไมม ีเหลือ
แนนอนภายในจติ ใจ!
รางกายของเราก็เหลอื แตรา งกาย จติ ใจกเ็ หลือ “สกั แตว ารู” ไมมีคุณคาแฝงอยู
ไดเลย เพราะถกู นาํ ไปทมุ เทใหก บั ไฟคือกิเลสเผาผลาญอยูต ลอดเวลา รกู ็รูไปดว ยทุกข
ไมใ ชร ไู ปดว ยความสบาย ไมใ ชรูไ ปดวยความเฉลียวฉลาดปราดเปร่อื ง ความรอู นั นอ้ี ยู
ในใตอ ํานาจแหงความทุกข ใหความทุกขเหยียบย่ําทาํ ลายอยตู ลอดเวลา จึงเปนเหมือน
ใจที่ไมมีประโยชนอะไรเลย
การสราง “จติ ตภาวนา”ข้ึนโดยสมํ่าเสมอดว ยความอุตสาหพ ยายาม ความขยัน
หมนั่ เพยี ร น้ีเปน ทางที่จะดบั ไฟภายในจิตใจของเรา ใหป รากฏความรมเยน็ ขึ้นมาโดย
ลําดับได ส่งิ ทท่ี าํ ได สง่ิ ทเ่ี ปน ฐานะ คอื คคู วรแกสัตวโลกจะทาํ ได พระพุทธเจาทรง
แสดงไวทงั้ สนิ้ สิง่ ทไี่ มเปน “ฐานะ”คอื เปน ไปไมไ ด กไ็ มท รงนาํ มาสง่ั สอนโลก
การทน่ี ํามาสอนมากนอยในบรรดาธรรมท้ังหลาย ลว นแตอยูในวสิ ยั ของ “พุทธ
บรษิ ทั ” จะพงึ ประพฤตปิ ฏบิ ัติได ไมใ ชพ ระพุทธเจาจะทรงสงั่ สอนแบบสมุ เดา
เราผปู ฏิบัติพึงเห็นอรรถเห็นธรรมเปน สําคญั และซาบซึง้ ถงึ ใจ เชน เดียวกบั เรื่อง
ท่ีเราขยะแขยงไมปรารถนาในความทกุ ขทัง้ หลาย อันจะเกิดข้ึนทางกายและทางใจ เปน
สง่ิ ท่โี ลกไมพึงปรารถนาดวยกนั กส็ ่งิ ใดทจี่ ะพงึ นํามาแกสิง่ ท่ไี มพึงปรารถนานี้นอกจาก
ธรรม!
เม่ือไดทราบโดยเหตุผลแลว เชน นี้ การบาํ เพญ็ ธรรมจะยากหรืองา ยนั้นไมสาํ คัญ
เพราะความปลงใจเชื่อ ความพอใจ และเหตผุ ลเปนเครือ่ งบังคับอยแู ลว ใหต อ งทํา คน
ตองทําไดตามกําลังของตน ความขเ้ี กยี จ ใครจะไมขเ้ี กยี จเพราะอยใู ตอ ํานาจของกเิ ลส
ตวั ขีเ้ กียจ ไมอ ยากทําในส่งิ ท่ดี ีมปี ระโยชน มดี วยกนั ทกุ คน ความขเี้ กียจตอ งข้นึ หนา
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๘๓
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๔ดุ๗เตรียมพรอ้ ม’’
๔๘๔
เสมอ แตความขีเ้ กยี จไมใชธ รรมที่จะยงั บคุ คลใหพ น จากทกุ ข เปนสิ่งที่จะทาํ ใหนอนใจ
ประมาท และลมจมลงไปโดยลาํ ดับ ตามอํานาจของกเิ ลสจอมโกหกพกลมเทานนั้
พระพทุ ธเจา ทา นก็เคยมีมาแลว แตท าํ ไมพระองคจงึ มคี วามสามารถนอกเหนอื
สิง่ ที่เคยกดถวงจติ ใจนไี้ ด เราควรนําเขา มาเทียบเคยี งแลว ยดึ หลกั ของทานไวเปนคติ
เตือนใจ เวลาความเกยี จครา นออ นแอเกดิ ขน้ึ จะมีทางพอตอสูก นั บา ง ไมหมอบราบไปที
เดียว ยากกท็ าํ ไป!
ถา เราเห็นทกุ ขวาเปน ทุกขจรงิ การแกท ุกขก ต็ อ งถอื เปน ของสาํ คัญ ไมเ ชนน้ันสง่ิ
ที่เราขยะแขยง ส่ิงท่ีเราเกลยี ดกลวั นั้น จะไมพ นจากการเจอกนั ตลอดไปจนได จะหาทาง
หลบหลกี ปลีกตวั ดวยความคดิ เฉยๆ โดยไมมีการกระทาํ หรอื แกไ ขดดั แปลงยอมเปนไป
ไมได
เพราะฉะนัน้ ส่งิ ใดทค่ี วรแกก ารทําดว ยวธิ ีใด จะยากหรอื งาย เราตองทําตามวิธี
นั้นๆ ซ่ึงเปน ทางถอดถอนสิง่ ที่ไมพงึ ปรารถนาออกจากจติ ใจ
เรานี้เปน “หนึ่ง” ดว ยกนั ทกุ คน พูดถงึ เรอ่ื งการเกดิ ตายแลว พดู ถึงเรื่องความ
ทุกขในระหวางภพนน้ั ๆ จนกระทงั่ บดั น้ี เปน “หนง่ึ ” ดว ยกันทกุ คน ไมมีใครเปน “สอง”
รองลงไป! เพราะตา งคนตางเกิด ตา งคนตางทกุ ข ตางคนตา งเปนมาอยางน้ันดว ยกัน
ภพนอ ยภพใหญ ทุกขน อ ยทุกขใ หญ ทุกขมาดว ยกนั ไมมีใครจะนาํ ภพชาตมิ าแขง ขัน
กนั ไดเพราะมีมากดวยกนั ความทุกขก็มีเตม็ กายเต็มใจเชน เดยี วกัน เรานํามาแขงขันกนั
ไมได ทท่ี า นเรยี กวา “หนึง่ ดว ยกนั ” พวกเราน่ไี ดคะแนน “เอก” ดว ยกนั มนั ไดแ บบน้ี
ทนี ค้ี วรให “เอก” ดวยจิต “เอก” ดว ยธรรม ! เร่ืองกองทุกขค วามทรมานนีเ้ คย
“เอก” มาดวยกันแลว ไมมใี ครจะสามารถอาจหาญนํามาแขง ขนั กนั ได วา ใครมีทกุ ขมาก
นอ ยกวา กนั อยา งไรบา ง เพราะมีเหมือนๆ กนั พอๆ กนั
ขึ้นชอ่ื วา “กเิ ลส” เปน ผนู าํ ทาง เปนผฉู ดุ ลากแลว เปน ผพู าเดินแลว ตอ งเดินไป
เพ่อื ความเปน ทุกขมากนอยโดยลาํ ดับเชนเดยี วกนั หมด ถา หากวาเราจะขืนยอมเชื่อ
กิเลสอยรู ่าํ ไปแลว เรากจ็ ะตองไดรบั ความทุกขเพราะอํานาจของกิเลสรํ่าไป เร่ือยไป ไม
มเี บ้ืองปลายวาเมอ่ื ไรเราจะพนจากกองทุกขน ้ีได ถาเราไมฝ น !
การฝน กเิ ลสเปน เร่อื งของธรรม ฝนดวยเหตดุ วยผลของเราท่ีทราบแลว วา สง่ิ น้นั
เปนภัย สิง่ นัน้ เปน ทกุ ข จะตอ งแกด วยวิธนี ้ี แกด ว ยวธิ นี น้ั วธิ ใี ดทถ่ี กู ตอ งในการแกก เิ ลส
แกกองทกุ ขเราตองนาํ มาใช จะยากหรืองายไมสาํ คญั เชน เดียวกบั เครื่องมอื ทาํ งาน จะ
หนกั หรือเบา นายชางตองยกมาทาํ หยิบมาทําท้ังน้ัน ถงึ วาระงานใดท่จี ะตองทําดว ย
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๘๔
ธรรมะชุด๕เต๔ร๘ียมพรอ้ ม
๔๘๕
เคร่ืองมอื ใด หนักก็ตองยกเอาข้นึ มาทํา เบากต็ อ งเอามาทาํ จนส่งิ ท่ตี องการนนั้ สําเร็จลุ
ลว งไปโดยลําดบั ถึงข้นั สาํ เรจ็ อันสมบูรณ
นี่เครอื่ งมอื ที่จะบาํ เพญ็ เพอื่ แกก เิ ลสตณั หาอาสวะ ทจี่ ะปลกู สรางจิตใจขน้ึ ใหเ ปน
รากเปนฐาน เปนตัวเปนตนขน้ึ มาอยา งแทจ รงิ กจ็ ะตอ งสรางดวยเคร่อื งมอื คอื “ธรรม”
ธรรมทเ่ี ปน เคร่ืองมอื มหี ลายประเภททีเ่ ราจะตอ งนํามาใชใ นเวลาน้นั ๆ บางกาลบางเวลา
จิตใจไมถูกกิเลสย่วั เยา ไมถ กู กิเลสกอ กวนใหฟุงซานรําคาญมากนกั การแกไ ขดว ยการ
ฝาฝน การปราบปรามกนั ก็ไมห นกั มอื เทาไร การใชส ติปญญาอันเปน เครือ่ งมือก็ไมหนกั
มาก อาการแหงการกระทําโดยทา ตา งๆ ก็ไมหนักมาก เชน นง่ั นานไมน านไมส าํ คญั
เดินนานไมนานไมสาํ คญั การพิจารณานานไมน านก็ไมคอ ยสําคัญ เพราะงานยังไม
สาํ คญั
เม่ือจติ ถูกกเิ ลสกอ กวนวนุ วายมากจนหาทป่ี ลงทวี่ างไมได กาลน้ันเราจะอยูเ ฉยๆ
ไมได ขน้ึ ช่อื วาความเพียรแลวมเี ทา ใดตอ งทุม เทลงเพอ่ื ตอสกู ันในเวลาน้นั เปนก็เปน
ตายก็ตาย ไมย อมแพไมยอมถอย นอกจากตายเสยี เทาน้ันเพราะมันสดุ วสิ ยั สติปญญา
มเี ทา ไรจะตอ งนาํ มาใชในเวลาน้นั หนักกต็ อ งใช ลาํ บากยากเยน็ เขญ็ ใจขนาดไหนกต็ อ ง
ใช ทุกขข นาดไหนเพราะความเพยี รก็ตอ งนาํ มาใช ทกุ ขเพราะความเพียรไมเ ปนไร ทุกข
เพราะกเิ ลสนีพ้ ลิ กึ จมแลวหาวันผดุ วนั โผลหนา ขนึ้ มาไมได สวนทุกขดวยการประกอบ
ความพากเพยี รนเ้ี ราทราบ ทกุ ขท างกายเราก็ทราบ เชน นง่ั นานเดนิ นานเราทราบ
อบุ ายวธิ ตี า งๆ ท่ีเราคิดคน ขน้ึ มาเพือ่ ตอสกู บั กิเลสประเภทตา งๆ เปน ความยากลาํ บาก
เพียงไรก็ทราบ แตผ ลทปี่ รากฏข้นึ มาจากความยากลําบากเพราะความเพียรน้ี นัน้ เปน
ความสขุ ความอศั จรรยและความแยบคายของใจ ซง่ึ เปน สง่ิ ที่เราพึงหวังพงึ ปรารถนากนั
อยแู ลว น่ี
เม่ือมเี หตมุ ีผลเปนเคร่อื งเทยี บเคียงกนั อยเู สมอ และมเี คร่ืองตอบรบั กนั อยู
เรอ่ื ยๆ อยา งน้ี แมจ ะลาํ บากเพยี งไรก็พอตะเกียกตะกายไปไดดว ยกัน ถา จะมีแตความ
ลาํ บากอยา งเดยี ว ไมมีผลคือความสขุ ความสบายเปน เคร่ืองตอบแทนเลย ใครก็เปน ไป
ไมไ ดใ นโลกน้ี อยา วาแตคนเราสามญั ธรรมดาเลย แมพระพทุ ธเจากต็ รสั รูขนึ้ มาไมไ ด
สาวกอรหัตอรหนั ตท ่เี ราเปลงวาจาหรอื อทุ ศิ น้ําใจตอทา นวา “พทุ ธฺ ํ ธมมฺ ํ สงฺฆํ สรณํ คจฺ
ฉามิ” ก็ไมปรากฏมใี นโลกเลย
ความจรงิ มันกต็ องมีจังหวะมีโอกาสทีจ่ ะพอสูกันได คนเราสําคัญท่คี วาม
พยายาม เหตผุ ลอยา ปลอยวางสาํ หรับนกั ธรรมะ ถา เหตผุ ลจางไปเมอ่ื ไรกิเลสจะแหลม
คมเขามาทุกที ถาความเพยี รจดื จางกิเลสตองเคม็ ถา ความเพียรเขม แขง็ สติปญ ญาเขม
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๘๕
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๔ุด๙เตรยี มพรอ้ ม’’
๔๘๖
แขง็ กเิ ลสจะคอ ยจางลงไป ๆ เพราะกิเลสกลัวธรรมเทานั้นไมก ลัวอะไรในโลกน้ี ธรรม
เทานน้ั เปนเคร่อื งปราบกิเลส
ธรรมกไ็ ดแ ก ศรทั ธา วริ ิยะ สติ สมาธิ ปญ ญา!
“ศรทั ธา” ความเชอื่ ตอผลทพี่ ระพุทธเจาทรงไดร บั แลว และประกาศธรรมสอน
โลกวา เปน “นิยยานิกธรรม” จริงๆ นเี่ ปนศรทั ธาความเชื่อ แมเ ราเองเมอ่ื ประพฤติ
ปฏบิ ัตดิ งั ที่พระองคสอนไว ก็แนใ จวาจะตอ งไดร ับผลเปน ทพี่ งึ พอใจโดยลาํ ดับ น่ี
ศรัทธา
“วิรยิ ะ” คอื ความพากเพยี ร ทําอะไรกท็ ําดว ยความพากเพยี รแลว ดที ง้ั น้ัน ไมวา
กจิ นอกการใน ถามคี วามพากเพยี รเปน เครอื่ งสนับสนนุ ตอ งสําเรจ็ และสวยงามนาดนู า
ชม
“สต”ิ เปนส่ิงสําคญั ทค่ี อยกาํ กับงานนัน้ ๆ ไมใ หพ ล้งั เผลอผิดพลาดไปได
“สมาธ”ิ มีความมงุ ม่ันตอกจิ การของตน ไมห ว่นั ไหวคลอนแคลน เอาจนถงึ ขั้น
สําเร็จ นเ่ี รยี กวา “สมาธใิ นทางเหตุ”, สว น “สมาธใิ นทางผล” ปรากฏขน้ึ มาเปนความ
แนวแนม นั่ คงของจิต เปน ความสุขความสบายเกดิ ขนึ้ จากเหตุ คอื ความมน่ั คงในการ
กระทาํ ไมว อกแวกคลอนแคลน ไมเ อนเอียง ต้งั หนา ต้ังตาทําจรงิ ๆ นี่คือสมาธฝิ ายเหตุ
สมาธิฝายผลคอื ความสงบของใจ จนกระท่ังเปน “เอกัคคตา” ท่ีทา นเรียกวา มีอารมณ
เปนอนั เดยี วเทาน้นั ไมม อี ะไรเขามาพง่ึ พงิ
“ปญ ญา” คอื ความสอดสองมองทะลุไปหมด อะไรๆ ก็ตามตองใชปญญาเปนสิง่
สําคัญสอดสอ งมองดูเหตุการณ หนา ทก่ี ารงานอนั นน้ั จะไดผ ลเสยี หายหรอื ผลสมบรู ณ
อยา งไรบา ง ตองอาศยั ปญ ญาพนิ ิจพจิ ารณา บวก ลบ คณู หาร ไปในตวั นี่แหละธรรม
ทจี่ ะยังบุคคลใหพน จากทกุ ขไ ปไดโดยลําดบั
ไมวากจิ การงานอะไรที่จะสาํ เร็จสมบูรณไ ปได ประการหนึ่งทา นกเ็ รยี กวา“อทิ ธิ
บาทส”ี่ นัน่ กเ็ ปนสงิ่ สําคญั พอๆ กับธรรมหมวดท่ีกลาวมาแลว คอื
(๑) ฉนั ทะ เราพอใจกับอะไร ฉันทะพอใจกบั กิเลส มนั ก็เปน กิเลสขนึ้ มา คนมี
ความพอใจในสง่ิ ใด ยอ มเสาะแสวงหาในส่ิงน้ัน ตองเปน “น้นั ” ข้ึนมา แต “อิทธบิ าทส”่ี
น้ีมิไดหมายถงึ ความตาํ่ ทรามเชนนัน้ หมายถึงความดีทจี่ ะใหเ ปนผลสาํ เรจ็ ข้นึ มาตาม
ความมุง หวงั ทา นเรยี กวา “อทิ ธบิ าท” คอื ส่ิงทจี่ ะทําใหสําเรจ็ ตามความมงุ หวัง ไมสดุ
วิสยั ของมนษุ ยทจ่ี ะพึงทาํ ได “ฉนั ทะ” มีความพอใจ
(๒) วริ ยิ ะ ความพากเพยี ร
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๘๖
ธรรมะชดุ ๕เ๕ต๐รียมพร้อม
๔๘๗
(๓) จิตตะ ใฝใจ ไมใ หห างเหนิ กับกจิ การที่ทํา
(๔) วิมังสา คือปญ ญา ความเฉลียวฉลาดรอบตัว รวมแลว ก็เปนอนั เดียวกัน คือ
เพ่ืองานและผลงานอันเดยี วกัน
น่ีแหละธรรมท่ีจะสรา งมนุษยใ หเปนมนษุ ยสมบรู ณแ บบ ที่จะสรา งจิตใจใหมีราก
มีฐาน สรา งหนาที่การงานใหเ ปนชิ้นเปนอัน เปนสัดเปน สวน มกี ฎมีระเบยี บ มีขนบ
ประเพณอี นั ดงี าม
สําหรับตนเองผบู ําเพ็ญในธรรมท้ังหลาย ไมใหปน เกลียวกับหลกั ธรรมท่ีทา น
สอนไวนี้ เมอ่ื จติ ใจมคี วามเปน ไปกบั ธรรมดังทก่ี ลาวแลวก็ชอ่ื วา “จติ ใจมอี ารกั ขา” คือ
ธรรมรักษา ธรรมเปนเครื่องรักษาจิตใจ ใจยอ มมีความเจรญิ ขน้ึ เร่อื ยๆ สง่ิ ท่ีเคยเปน ภัย
ตอจติ ใจกค็ อ ยจางลงไป ๆ ใจทเ่ี คยอาภพั อบั เฉามาเปน เวลานาน กเ็ พียงอบั เฉาเทาน้นั
ไมใ ชจ ติ ฉบิ หายไปจนหาอะไรคดิ อะไรรไู มไ ด เมื่อถกู ชําระดว ยความพากเพียรวธิ ี
ตางๆ ยอมจะมคี วามผอ งใส มคี วามสงบเยน็ ใจ มคี วามสุขความสบายขนึ้ มา เพราะ
ขาศกึ หางไกลออกไปดว ยการชําระจิตของผมู ี “ความเพียร”
นเี่ ปนกญุ แจดอกสําคัญ ทจ่ี ะไขสง่ิ ท่พี ึงปรารถนาทัง้ หลายใหส ําเร็จข้ึนมาโดย
สมบรู ณได ไมใชเ พียงความคิดความตองการเฉยๆ โดยมคี วามทอแทออนแอเปน
เครื่องฉดุ ลากเอาไว ไมใ หดําเนินงานนั้นๆ เปนไปโดยสมบูรณ
เราจะทําอะไรคิดอะไรกต็ าม อยา ลืมพระพุทธเจาซ่ึงเปน ศาสดาของพวกเรา การ
กระทําทกุ สิ่งทกุ อยาง ถาเมือ่ เกดิ ความทอ แทอ อ นแอขึน้ มา ใหร ะลกึ ถึงพระพทุ ธเจา
พระพุทธเจา ตรสั รูดวยความพากเพยี รในธรรมท่ีกลาวมาน้ี ศรทั ธา วิรยิ ะ สติ สมาธิ
ปญญานแี้ ล หรือตรสั รูด วยอะไรถาไมใชด ว ยธรรมเหลา น้ี
เราจะเอาอะไรมาบํารุงจิตใจของตน มาสงเสรมิ จติ ใจของตนใหเ ปนความสุข
ความเจริญ อยางนอ ยก็เปน “ศษิ ยท มี่ ีครู” ถาไมใ ชธ รรมดงั ท่พี ระพุทธเจาทรงบําเพ็ญ
และทรงรูเหตรุ ผู ลมาแลวน้ี ไมม ีทางอนื่ เปนทีน่ าดําเนินเลย
คาํ วา “ธมฺมํ สรณํ คจฉฺ ามิ” เกดิ ขน้ึ มาไดด ว ยเหตุใด ถาไมเกิดขนึ้ ไดดวยธรรม
ทง้ั ๕ ประการน้ี คอื ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปญ ญา นีไ้ มมีทางเกดิ ขึ้นได “ธมมํ สรณํ
คจฺฉาม”ิ เกดิ ขึ้นไดดว ยเหตนุ เ้ี อง เกดิ ขน้ึ จากพระพทุ ธเจา ผมู ีธรรมท้ัง ๕ ประการนี้
ประจําพระองค
“สงฺฆํ สรณํ คจฺฉาม”ิ กไ็ ปในแนวเดยี วกนั พระสงฆส าวกทัง้ หลายไมใ ชผอู อน
แอทอ ถอย แมจ ะออกมาจากสกุลใดๆ กต็ าม ตง้ั แตพ ระราชามหากษตั รยิ ลงมาพอ คา
เศรษฐี กฎุ ม พี ถงึ บุคคลธรรมดา เม่ือกาวเขา สูความเปน “พุทธชิโนรส” ท่ปี รากฏใน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๘๗
ภาค ๓ “ธรร๕ม๕ชดุ๑เตรียมพร้อม’’
๔๘๘
พระพุทธศาสนาแลว เปน ผพู รอมดวยความเพียรท้ังนนั้ เพราะฉะน้ันความเพยี รจึงเปน
ธรรมสําคัญมาก ที่จะยกฐานะของจติ ใจบคุ คลใหขน้ึ สรู ะดับสงู โดยลําดับ
สรุปความแลว เรียกวา ธรรมหาประการ คือ “ศรัทธา วริ ยิ ะ สติ สมาธิ ปญ ญา”
นี้แหละสามารถยกจิตใจแมจ ะลมจมลงขนาดไหนก็ตาม ถาไดย กธรรมท้งั หานมี้ าเปน
เคร่อื งพยุงแลว ตองดีดข้นึ มาโดยลาํ ดบั จนถึงความพน ทกุ ขไดโ ดยไมสงสัย
อิทธิบาททัง้ ส่กี ็พึงทราบวา เปนธรรมเกีย่ วโยงกัน นแี่ หละธรรมท่จี ะยกฐานะของ
จติ ใจใหส ูงสง ไมไ ดถ กู กดถวงเหมือนอยา งส่ิงท่ีเคยกดถว งอยูภายในใจของสัตวโลก
ทานเดินจงกรม บางองคฝาเทา แตก นั่น! ฟง ซิ เพียรหรอื ไมเพียรขนาดฝาเทา
แตก บางองคไ มน อนตลอดไตรมาสคอื สามเดอื นจนจกั ษแุ ตกบอด เชนพระจักขบุ าล
เปนตน ทา นลาํ บากไหมทา นประกอบความเพียร
เราพจิ ารณาดูซิ เราไมถ งึ กบั ใหต าแตกขนาดนน้ั ขนาดกเิ ลสทุรนทุรายหาทีห่ ลบ
ทซี่ อ นกย็ ังดี อยา ใหกิเลสมันเรรวนปวนเปยนไปหมด ทั้งทางหู ทางตา ทางจมูก ทางล้นิ
ทางกาย ทางใจ มแี ตเ ร่อื งของกิเลสปวนเปย นไปหมด หาตวั หาตนหาอรรถหาธรรมภาย
ในใจไมมีเลย แลวเราจะหาความรมเยน็ มาจากไหนพอเปนกําลงั เพือ่ ตัดกิเลสซงึ่ เคย
เปนใหญเปนโตภายในจิตใจของเรา จึงตองอาศยั หลกั ธรรมทกี่ ลาวนีใ้ หแ นบสนทิ ตดิ กบั
ใจ อยา รักอนั ใดยิง่ กวาธรรมนซี้ ง่ึ เปน เครือ่ งแกกเิ ลสใหก ับใจ อนั เปน ทีร่ กั ที่สงวนอยาง
ย่ิงในชีวติ ของเรา พอไดม ีอิสรเสรีขึ้นไปโดยลาํ ดับ
ใจอสิ ระกับใจทีห่ มอบอยูภ ายใตอ ํานาจกิเลส อนั ไหนดี ?
คนเราที่หมอบอยใู ตอํานาจของเขาไมมอี ิสรภาพในตนเลย กับคนท่ีมีอิสรเสรี
คนไหนดี?
จติ ใจทห่ี มอบอยกู ับกิเลสตัณหาอาสวะทั้งหลายมาเปนเวลานาน ถา เรายังไมเ บ่ือ
พออยูแลว เราจะตอ งหมอบราบไปเรอื่ ยๆ ถา หากมคี วามเบอ่ื ความพอ ความอิดหนา
ระอาใจ ความเห็นโทษของสิง่ เหลา นบ้ี าง ก็จะพอมที างตอสู และสกู ันดวยวิธีการตางๆ
สุดทายก็มาลงในธรรมหา ขอ ทเี่ ปนเครือ่ งมืออันสาํ คัญ กําราบปราบปรามกิเลสทง้ั หลาย
เหลา น้ีใหแหลกละเอยี ดไปได
สนามรบของผูป ฏิบตั ิคือสถานทใี่ ด ? เชน ทานเดนิ จงกรม นง่ั สมาธภิ าวนาหาม
รงุ หามค่ํา ทานเอาอะไร “เปนสนามรบ” เปน สถานทพี่ จิ ารณา ?
ในหลักธรรมทานสอนวา “สจั ธรรมทั้งสี่” “สจั ธรรมทง้ั ส่ี” นนั้ มอี ยใู นท่ใี ด ถาไมมี
อยูภายในกายในจติ ของมนษุ ยเรานี้ เรากเ็ ปนมนษุ ยคนหนึ่ง เราเดินจงกรม น่ังสมาธิ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๘๘
ธรรมะชุด๕เ๕ตร๒ียมพร้อม
๔๘๙
ภาวนา เพอื่ หาอรรถหาธรรม เราจะหาที่ตรงไหน ? ถา ไมห าใน “สัจธรรม” การหาในสจั
ธรรมหาอยางไร ?
ทกุ ขกท็ ราบแลววาทุกข มนั เกิดข้นึ ในกายในจิตของบคุ คลและสัตว สตั วเ ขาไมร ู
เรื่องวธิ ปี ฏิบัตแิ กไ ข แตเรารูว ธิ ีแกไ ข คําวา “ทกุ ข” เปนสงิ่ ที่พงึ ปรารถนาแลว หรือ ?เกิด
ข้ึนในกายกไ็ มเ ปนส่ิงทพี่ ึงปรารถนาเลย กายอยเู ปน ปกติสุขก็ตาม ถา ทกุ ขเ กิดขึน้ จะมี
ความระส่ําระสาย อากัปกริ ยิ าจะไมนาดเู ลย ถา มนั เกดิ ขน้ึ มากๆ ยง่ิ ดไู มไ ด จิตใจที่มี
ความทุกขเกดิ ขน้ึ มากๆ มนั นาดูแลว หรือ? แสดงมาทางใดเปนภัยไปหมด คอื ระบาย
ทกุ ขด วยอาการตางน้ัน ความจรงิ เปนการเพมิ่ ทกุ ขข้ึนทง้ั นน้ั โดยเจา ตวั ไมทราบเลย คน
ทม่ี ีความทุกขม ากจึงตอ งระบายออกในทา ตา งๆ ดงั ที่เราทราบกนั น่นั เขาถอื วา เปนทาง
ระบายออกแหงทุกข แตความจริงแลวเปนการสงั่ สมหรอื สง เสรมิ ทกุ ขใ หม ากข้ึน เปน
ความเขาใจเฉยๆ วา ตนระบายทกุ ขออก คนอ่นื เดอื ดรอ นกนั แทบตาย เพราะความดุดา
วากลาวแสดงกริ ิยาอาการท่ีไมด ไี มง าม ออกมาจากของไมด ไี มงามซึง่ มีอยูภายในใจของ
ตน เม่อื ระบายออกไปท่ีตรงไหนมนั กเ็ ดือดรอ นทตี่ รงนั้น สกปรกไปดว ยกันหมด
เรอ่ื งความทกุ ขเ กดิ ขน้ึ มาเพราะเหตใุ ด เราคน หาสาเหตุ น่แี หละคือสัจธรรม
ขอหน่ึง
เราทราบแลว วา ทุกข เราจะแกด วยวธิ ีใดถา ไมแกส าเหตุที่เปน เคร่อื งผลติ ทกุ ขขึ้น
มา คอื “สมุทยั ” “สมุทัย” คอื อะไร คอื “กามตณั หา ภวตัณหา วิภวตณั หา” นส้ี ว นใหญ
ทานเรยี กวา ”สมทุ ยั ”ความอยากในส่งิ ท่ตี นรักใคร ความเกลียดในส่ิงที่ตนไมช อบ แลว
ใหเกิดทกุ ขข ึ้นมา เหลาน้ีลวนแตเรือ่ งของ “สมทุ ยั ”
ความคดิ ความปรุงอันใดทจ่ี ะเปนเคร่ืองสัง่ สมกเิ ลส เปน เคร่อื งสัง่ สมทุกขข ้นึ มา
ทานเรยี กวา “สมุทัย” ท้งั น้ัน เปน กงิ่ เปน กา นแตกแขนงออกไปจากไมตน เดียว คือใจน่ี
แหละ
ความโกรธ ความโลภ ความหลง ราคะ โทสะ โมหะ รากเหงาของมนั จรงิ ๆ อยทู ่ี
ไหน กอ็ ยทู ใี่ จ มันฝง อยทู ีใ่ จนี้ท้ังนน้ั ไมไดฝ ง อยูท่ไี หน เราพิจารณาคนควาเขาไปภายใน
รา งกายเราน้ี แลว กย็ อ นเขามาหาใจ มนั คิดมนั ปรุงเรื่องอะไร ปรุงทง้ั วันท้งั คนื ปรุงแต
เรอ่ื งความทุกขค วามรอนใหต นและผอู ่นื จนหาทด่ี ับไมได ทา นจึงสอนใหใชส ตปิ ญ ญา
พิจารณาตรวจตราความคิดความปรุงของตน มนั หวงในขันธหวงไปอะไร เกดิ มาแลวจะ
ไมมีปาชาเหมอื นโลกท้งั หลายเขาหรอื ? ถึงไดหวงไดห วงนัก แลวจะสําเร็จประโยชน
ไหม? ความหวงของเราน้ีสาํ เรจ็ ไหม? มันจะไมกลายเปน “ยมปฺ จฉฺ ํ น ลภติ ตมปฺ ทกุ ฺ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๘๙
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๕ุด๓เตรียมพรอ้ ม’’
๔๙๐
ข”ํ ข้ึนอีกเหรอ? ปรารถนาเมือ่ ไมสมหวังแลว “มันจะเกิดความทกุ ข” ข้ึนมาภายในหัวใจ
อกี ทา นจงึ ไมใ หป รารถนา ทา นใหพิจารณาตามความจรงิ
รปู ขนั ธน ้ี มนั ตง้ั ขนึ้ มาแลวเพอ่ื จะแตกไป ไมใชเ พอ่ื อ่ืนใด ตง้ั เพอ่ื แตกไปเราก็
ทราบ ถาพจิ ารณาทางดา นปญญาหาทข่ี ัดแยงไมไ ด เมอ่ื หาทขี่ ัดแยงไมไดแ ลวจะไปหวง
หามมนั ทําไม ทราบดว ยปญญาแลวกว็ างไวต ามความจริงของรูปขนั ธ ท่มี นั กาํ ลงั จะแตก
หรือมนั ทรงอยู ก็ทราบวา มันทรงอยูเพือ่ จะแตกจะสลายไปทา เดยี วเทา นั้น โลกอนั นมี้ ี
ปาชา เตม็ ไปหมดทกุ ตวั สตั วท กุ บคุ คล เราสงสยั ปาชา ท่ีไหนจงึ ไมอยากตาย?
ถาเราพิจารณาตามหลักธรรมนแี้ ลว เราจะไมสงสยั ปาชา และเราจะไมสงสัยตัว
ของเราวาจะไมตาย เม่ือเราไมสงสัยวา เราไมต ายแลวเราก็ไมหวั่น เราทราบชดั ภายใน
จิตใจเราแลวปลอ ยวาง เพราะเร่ืองความตายเปน หลกั ธรรมชาตหิ า มไมได ปลดปลอย
ลงตามหลกั ธรรมชาติของมัน จะลงทไ่ี หนก็ใหลงไป ดินเปนดิน น้าํ เปนน้ํา ลมเปนลม
ไฟเปนไฟ ไปตามสภาพ
ผรู ูใ หเ ปนผูรู อยาไปหลงเอาน้าํ เอาไฟ เอาลม มาเปนตน มันเปน กาฝาก แลว ก็
มากัดมาไชเกีย่ วของอยูกับจติ ใจเราใหเ ดอื ดรอนไปดว ย เพราะนั่นไมใชเรา แตเราถอื วา
เปนเรา มนั กเ็ กิดความทกุ ขมากัดมาไชเรานี่แหละ
เวทนาก็เหมือนกนั ความสุขความทุกขเราเคยปรากฏมาต้งั แตว ันเกิดจนกระท่ัง
บัดนี้ ไมว า สขุ ทางกาย ทกุ ขท างกาย สขุ ทางใจ ทกุ ขท างใจ มันกเ็ ปน เรอ่ื ง อนิจฺจํ ทกุ ขฺ ํ
อนตฺตา เหมอื นกนั มันเกิดมาเพื่อดับไป ๆ ขึ้นช่ือวา “สมมตุ ิ” แลว ไมม อี ะไรจรี งั ถาวร
ที่จะคงเสน คงวาอยูไ ด
มันทกุ ขท ต่ี รงไหนเวทนา? เวทนาในรางกายเราพอพจิ ารณาได ปญญายังพอ
สอดสองมองทะลไุ ปได ทุกขภ ายในใจนีซ่ สิ าํ คัญ ทกุ ขภ ายในกายแลว เกดิ ทุกขภายในใจ
ขน้ึ มาอกี กเ็ พราะเร่ืองของสมุทัย คอื เรื่องของกเิ ลสตัวเดยี วเทา น้นั แหละ หลอกคน
หลอกสตั วโลกใหล มุ หลงไปตาม จงใหท ราบชดั เจน การพิจารณารางกายก็เพ่ือจะแก
ความลมุ หลงของตนท่ีสาํ คญั วา “กายนี้เปน ตน”
การพจิ ารณาเวทนา คอื ทกุ ขเวทนา สขุ เวทนา ก็เพ่ือจะลบลา งทกุ ขเวทนาเหลา น้ี
ท่ีสําคัญวาเปนตนออกจากใจ ใหตางอนั ตา งจริง เวทนาใหเปนเวทนา เราใหเปนเรา คือ
ความรู อยา นํามาคละเคลากันมันเปน ไปไมได เพราะอนั หนึ่งเปน อนั หนงึ่ จะมารวมเปน
อวัยวะเดยี วกันไดอยา งไร เชน คนสองคนมารวมเปน คนเดียวไดหรือ คนคนเดยี วมนั ก็
หนกั พอแลว เอา ๒ คน ๓ คน ๔ คน ๕ คน มาแบก มันยิง่ หนักไปไมไดเ ลย แบกรปู
แลว กแ็ บกเวทนา แบกสัญญา แบกสงั ขาร แบกวญิ ญาณ ซง่ึ ลวนแลว แตเ ปน ของหนัก
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๙๐
ธรรมะชุด๕เ๕ต๔รียมพรอ้ ม
๔๙๑
ดวยอุปาทาน แลว ทีน้ผี ลทีจ่ ะสะทอนกลับมาจะมาไหน ? ถาไมม ีใจซงึ่ เปน ผรู ับผิดชอบน้ี
จะตองรับทกุ ขแตผ ูเดียว ทั้งๆ ท่ีไมไ ดร บั ประโยชนอ ะไรจากการถอื นั้นเลย เรายังจะฝน
ไปยดึ ถอื อยหู รอื ? นี่การพจิ ารณาทุกขเวทนาใหเห็นตามความเปนจรงิ ของมนั
เอา สญั ญาความจํา จําไดเทา ไรลมื เทาน้ัน เมอ่ื ตอ งการกค็ ิดขน้ึ มาใหมจาํ ใหม
แลวกล็ มื ไป ลืมไปเรอ่ื ยๆ จาํ ไดแ ลว หลงลมื “สญฺ า วาสสฺ วิมยุ หฺ ติ” พระพุทธเจาสอน
ไวแลว หาท่แี ยง ท่ตี รงไหน สัญญาเปนของไมแนนอน จําไดก็หลงลืมไป “สญฺ า อนจิ ฺ
จา” แนะ ! ทา นกบ็ อกแลว คําวา “อนจิ จฺ าๆ”นั่นมแี ตทานสวดใหคนตายฟงวา “อนจิ จฺ า
วต สงฺขารา” เรายังจะมาสวดมาเสกมาสรรเราใหเปนคนขึน้ มา ทีๆ่ ไหนใหเ ปน เรา เอา
มาทัง้ ขนั ธห าอยางนว้ี า เปนเราไดอยา งไร! มนั เปน อนจิ จา “อนิจฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา”
ใหพ จิ ารณาดวยปญญา แยกแยะกันใหเห็นละเอยี ดลออ เราไมต อ งกลวั ตาย
ความตายไมมใี นจิตเรา อยา หาเรอ่ื งกลวั มาหลอกจติ เปน การโกหกตัวเอง แลว กอ ความ
ทกุ ขข น้ึ มาโดยไมเ กดิ ประโยชนอะไร เรยี กวา “ฝนธรรม” คือความจริงของพระพุทธเจา
ใครเชอื่ พระพุทธเจาแลว อยาฝน ความจรงิ พจิ ารณาใหเ ห็นตามความจริงดว ยอาํ นาจ
ของปญ ญาของตนนนั้ แล ผนู นั้ แหละชือ่ วา “พทุ ฺธํ สรณํ คจฉฺ าม”ิ อยางแทจ รงิ ไมใชพูด
แตป าก ใหเห็นอยูภายในใจดว ย พรอ มท้ังความจริงท่พี ระพุทธเจาทรงส่งั สอนไวแลว
อยางไร สอนไวใ นวงของมวลสตั ว เรากเ็ ปน มวลสตั วโลกคนหนงึ่ ในจํานวนแหง มวลสัตว
โลกท้งั หลาย ทาํ ไมเราจะไมท ราบตามความจริงที่พระพทุ ธเจา ทรงสอนไวแ ลว ท่มี ีอยูโดย
สมบรู ณ
ภายในตัวของเราคือสจั ธรรมทั้งส่ี “สงั ขาร” ฟงซิ คอื ความปรงุ มันจริงพอเชือ่
ถอื ไดเมือ่ ไร! มนั ปรุงมันแตง มันเสกข้ึนมาท้งั น้ัน ปรุงรูปนีข้ ึ้นมารูปน้ันขน้ึ มา จากสงิ่ นัน้
สงิ่ น้ี เชน รูปตกุ ตา เปนตน เดย๋ี วกแ็ ตก นค่ี วามปรงุ ก็เหมือนกนั ปรุงดีปรุงชั่วปรุงอะไร
มา กม็ าหลอกตนเองนแ่ี หละไมห ลอกทไ่ี หน เพราะจิตมันเจาจอมโง อะไรๆ มาหลอก
มนั ก็เชอ่ื หมดจะวายงั ไง มนั นา หลอกมนั กห็ ลอกนะ ซิ
ถา มีปญ ญาแฝงอยูดว ยคอยสกัดกน้ั ไว อะไรเขามาก็กล่นั กก็ รองดวยดแี ลว แม
สงั ขารจะปรุงกี่รอ ยก่พี นั ครง้ั ในวนิ าทีหนง่ึ ก็ตาม มนั จะหมุนรอบตัวอยกู ่รี อ ยกี่พนั ครงั้
เชน เดียวกัน โดยทางปญญาอะไรจะมาหลอกได! สงั ขารก็ทราบแลว วา สงั ขาร ความรคู อื
ใจกท็ ราบแลว วา เปน ใจ จะไปหลงเขาทําไม เขาเกิดมาจากตัวเองไปตื่นเขาทําไม สงั ขาร
เหลา น้มี ันเปน เงา
วญิ ญาณกเ็ หมอื นกัน มนั แย็บ ๆ ๆ ๆ เวลามอี ะไรมาสมั ผสั ทางตา ทางหู ทาง
จมูก ทางลิน้ ทางกาย กไ็ ปรบั ทราบท่ีจติ จติ ก็ปรงุ แตงขนึ้ มาดว ยสังขาร ดว ยสัญญา เอา
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๙๑
ภาค ๓ “ธรร๕ม๕ช๕ดุ เตรยี มพรอ้ ม’’
๔๙๒
หลอกขึน้ มาปนขน้ึ มา หาตวั จริงไมไ ด! กห็ ลอกขึน้ มาหลงอารมณของตวั เองอยูท ั้งวันทัง้
คืน แลวกค็ วามหลงอารมณน ั้นแลใหเ ปนทุกขขึน้ มา เปนผลแหง ความหลง เราไมเหน็
โทษของมนั ทต่ี รงนจ้ี ะเห็นทต่ี รงไหน!
การเรียน “สัจธรรม” ไมเรียนที่ตรงนี้รูที่ตรงนี้จะรูที่ตรงไหน ไลเลยี งเขา ไปอยา ง
ละเอียดลออ กตี่ ลบทบทวนไมสําคัญ สาํ คัญทคี่ วามเขา ใจดว ยปญ ญาอยางแจมแจงแลว
ไมตองบอก อปุ าทานแมจะไมใ หญโตย่งิ กวา ภเู ขา มันจะขาดสะบนั้ ลงไปไมมอี ะไรเหลือ
อยเู ลย
เมือ่ ถกู ไลต อ นเขาไปดวยปญญาแลวมนั ไมไ ปไหน กจ็ ะเขา ถาํ้ ใหญ นน่ั แหละที่
เรยี กวา “คหุ าสยํ” มนั เขา มาหาจติ ตีเขา ไปดวยปญ ญา ดว ย “อนิจจฺ ํ ทกุ ฺขํ อนตตฺ า”น่ี
มันเปน เงาๆ ๆ ตัวจริงๆ อยูท่ีไหน? ไลเขา ไปหาตัวจริง มนั จรงิ อยูท่จี ิต รวมตัวอยทู จี่ ติ
นอกนน้ั เปนเงาของมัน ต่ืนรูป ตืน่ เวทนา ตื่นสญั ญา ต่ืนสังขาร ตืน่ วิญญาณ หลงรปู
เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ
พอปญ ญาสอดสองมองทะลไุ ปหมดแลว มันกว็ ิ่งเขาไปสภู ายในคอื จติ ไปรวมอยู
ทจี่ ติ ดวงเดียว ถาจติ ไมโงเสียเทา นนั้ จติ กย็ อนเขา มาพิจารณาตรงน้ันเอง คอื จติ นน่ั
แหละ !
มนั ว่งิ เขาไปหลบซอนอยใู นจิต ตอ งยอนเขา ไปทําลายในจิตเลย มันว่ิงเขาไป
หลบซอนในทน่ี ั้นแลว โจรผนู ัน้ แหละมันจะยิงหัวเราออกมา เอา! มนั เขา ไปหลบซอ นอยู
ในตึกใดรานใดราคาแพงเทาใดก็ตาม ระเบดิ ขวา งเขา ไป มันพังทลายจนหมด โจรก็
ตาย! เอา! อนั นน้ั มนั จะฉบิ หายกใ็ หฉ บิ หายไป เรายงั มชี วี ิตอยูเราทําไดส รางได ขอเรา
อยาตายไปดวยกัน น่กี ็เหมือนกนั ฟาดฟนมันลงไป! กเิ ลสอยา งละเอยี ดเขา รวมอยใู น
จิต
พิจารณาเปนกอง อนิจจฺ ํ ทกุ ฺขํ อนตฺตา ดวยกนั เพราะกเิ ลสเหลา นีม้ นั เปนตัว
สมมตุ ิ ฟาดฟนใหม ันแหลกแตกกระจายไปจากจิตนัน้ เมื่อแหลกกระจายลงไปแลว
เอา !จิตจะฉบิ หายก็ใหร ูกนั แตจ ิตมไิ ดฉบิ หายน!ี่ เพราะจติ ไมมปี าชา จิตเปน “อมตํ”
โดยธรรมชาติแมยงั มกี เิ ลส
พอกเิ ลสทั้งมวลสลายไปหมดแลว ทา นเรียกวา “พนภัย ราคคฺคนิ า โทสคคฺ นิ า
โมหคฺคนิ า” หมด เมือ่ น้ําอมตธรรมสาดลงทีต่ รงน้ันเรียบวุธ! กเิ ลสไมมอี ะไรเหลือเลย
สงิ่ ท่เี หลอื กค็ ือความบริสุทธ์ิ เม่ือจิตบรสิ ทุ ธิเ์ ตม็ ที่แลว นั่นแหละคอื ความสขุ เต็ม
ทม่ี ีอยูท่ตี รงนน้ั งานอะไรตองยุติกันทีต่ รงนน้ั ทา นวา “วสุ ิตํ พฺรหมฺ จริยํ กตํ กรณยี ํ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๙๒
ธรรมะชดุ ๕เต๕ร๖ยี มพร้อม
๔๙๓
นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาต”ิ “เสร็จกจิ หรอื พรหมจรรยไดอ ยูจบแลว กจิ ที่จะทาํ ใหยง่ิ
กวา นี้อีกไมม !ี ”
กจิ อนื่ ใดก็ตามท่จี ะทาํ ใหย่งิ กวา นี้ไมมี! เพราะความรชู อบขอบชดิ โดยสมบูรณ
แลว นค่ี ือที่สุดแหง ทกุ ขม าสุดกันที่ตรงน้!ี
ยอดแหงธรรมก็อยูที่ใจดวงท่ีบรสิ ทุ ธิ์นี้ “พุทธฺ ํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ าม”ิ ที่เรา
กลา วถึงนอมระลกึ ถึงทา น รวมเขาในธรรมชาตทิ ีบ่ รสิ ทุ ธน์ิ ้ีหมด นึกถึงพระพุทธเจากบั
อันน้เี ลยเปนอนั เดียวกนั พุทโธ ธมั โม สังโฆ ในหลักธรรมชาตแิ ท ไดแ กความบริสุทธ์ิ
ลว นๆ
ทนี ี้เรอื่ งปญ หาวาพระพทุ ธเจาปรินพิ านไปนานแลว เทาน้นั ปเทา น้เี ดอื น นิพพาน
ในสถานทน่ี ั่นทนี่ ่ี ยอ มหมดปญ หาโดยประการท้ังปวง เพราะหลักธรรมชาติที่เปนพุทธะ
ธรรมะ สังฆะ แทอยูทีใ่ จของตน เปนสมบตั ิอันลนคาอยภู ายในใจอนั นฉี้ นั ใด อนั นน้ั ฉนั
นั้น หมดปญ หา!
พระพทุ ธเจานพิ พานไปไหน? รปู รางเฉยๆ สลายไปตามธรรมชาตขิ องรูปขนั ธ
อนั น้ันเชน เดียวกบั ธาตุขันธท่ัวๆไป สถานทน่ี ่นั ท่ีนต่ี ามสมมตุ ินยิ ม แตธรรมชาตทิ ี่
บรสิ ุทธ์ิ “พุทโธ” ท้งั ดวงนัน้ ไมไ ดฉิบหายไมไดตาย ไมมีกาลไมมีสถานที่เขาไปเหยยี บย่ํา
ทาํ ลายเลย นน้ั แลคอื “พุทธะ” แท น้ันแลท่ีเราอา งถึง “พทุ ธฺ ํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ าม”ิ
ธรรมชาตินน้ั จะสูญไปไหน ใหเ หน็ ชัดๆ คอื ใหเห็นภายในจิตใจของตน เอาอนั น้ี
เปน หลักฐานพยาน ธรรมชาตินเ้ี มอื่ ถึงข้ันบริสทุ ธิเ์ ต็มทแี่ ลว อนั นแ้ี ลไดเ ปน หลักฐาน
พยานอยางเตม็ ภูมิทเี ดยี ว เมื่ออันนไี้ มสูญอันนเ้ี ปน อยา งไร อนั นน้ั กเ็ ปน ฉนั น้ัน เมอ่ื อัน
น้ีไมสญู อันน้ันสูญไดอ ยางไร เปนธรรมอันเดียวกัน
น่ันแหละบรรดาพระสาวกอรหันตท านเม่อื ไดเ ขาถงึ ธรรมประเภทนแ้ี ลว อยูท่ี
ไหนทา นก็อยกู ับธรรม อยกู บั “พุทธะ ธรรมะ สังฆะ” ไดเ ฝาพระพุทธเจาอยูตลอดเวลา
อกาลิโก หมดความหวัน่ ไหว เพราะน้าํ อมตธรรมปราบไฟราคะตณั หาภายในจิตใจจน
ราบเรียบลงไปเลยไมมีอะไรเหลอื “เตสํ วูปสโม สุโข ความระงบั ดับเสียซง่ึ สงั ขารทง้ั
หลายเปนความสขุ อยางยงิ่ !”
สงั ขารธรรมภายในใจ สงั ขารที่เปนตัว “สมุทยั ” น่แี หละระงับดบั ไปหมดถึงบรม
สุข ก็บรมสุขท่กี ลา วมาท้ังหมดนม้ี ีอยูใ นสถานที่ใด ทงั้ ฝา ยเหตุฝายผล ทงั้ ฝายดฝี า ยชั่วมี
กับเราทุกทานท่รี ูๆ อยเู วลาน้ี ธรรมชาตทิ รี่ นู ้ีแลเปน ส่งิ ท่คี วรอยา งย่งิ แกธ รรมทง้ั หลาย
จนถึง “วสิ ทุ ธิธรรม” คือความบรสิ ุทธ์ิ ไมม ีอะไรนอกเหนอื ไปจากความรูนี้
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๙๓
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๕ดุ๗เตรยี มพร้อม’’
๔๙๔
ขอใหช าํ ระธรรมชาติความรนู ้ใี หพ นจากสง่ิ กดถวง หรือกดข่บี งั คบั ทั้งหลายออก
ไปโดยลําดับๆ เถดิ คาํ วา “นพิ พาน” จะไปถามหาวา อยทู ไ่ี หน เม่ือถึงจติ บรสิ ุทธิแ์ ลวจะ
หมดปญหาโดยประการท้งั ปวง
การแสดงธรรมกเ็ ห็นวาสมควร
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๙๔
ธรรมะชุด๕เต๕ร๘ยี มพร้อม
มัชฌมิ าปฏปิ ทา ๔๙๕
ธรรมชดุ เตรยี มพร้อม ณ วดั ปา่ บ้านตาด มชั ฌิมาปฏปิ ทา
สงิ หาคม พุทธศักราช ๒๕๑๙
ใน “มัชฌิมาปฏิปทา” ทา นตรสั ไวว า “สมมฺ าทฏิ ฐ ิ ความเหน็ ชอบ” คาํ วา “เหน็
ชอบ” ทัว่ ๆไปกม็ ี เหน็ ชอบในวงจํากดั กม็ ี และเห็นชอบในธรรมสว นละเอียดยิ่งกม็ ี
ความเห็นชอบของผูถอื พระพุทธศาสนาท่ัวๆไปโดยมวี งจํากัด เชน เหน็ วา บาปมี
จริง บุญมีจริง นรก สวรรค นพิ พาน มีจริง ผูท ําดไี ดร บั ผลดี ผูท าํ ชัว่ ไดร ับผลชั่ว เปน ตน
น่ีก็เรยี กวา “สมฺมาทฏิ ฐ”ิ ขน้ั หนง่ึ (๑)
ความเห็นในวงจาํ กดั ของนักปฏบิ ตั ิผูป ระกอบการพจิ ารณา “สตปิ ฏฐาน” หรอื
“อรยิ สัจส่”ี โดยกําหนดกาย เวทนา จิต ธรรม เหน็ วา เปน “ไตรลักษณ” คอื อนจิ จฺ ํ ทุกฺขํ
อนตตฺ า ประจาํ ตนทุกอาการดว ยปญญา ปลกู ศรทั ธาความเชือ่ ลงในสัจธรรม เพราะการ
พิจารณา “ไตรลักษณ” เปนตนเหตุ และถือไตรลกั ษณท ่มี ีอยูในสภาวธรรมนนั้ ๆ เปนทาง
เดนิ ของปญ ญา และพจิ ารณาในอรยิ สจั เห็นทกุ ขท ่เี กิดข้นึ จากกายและจากใจท้งั ของตน
และของคนอ่นื สตั วอ่ืน วา เปน สง่ิ ไมค วรประมาทนอนใจ พรอ มทง้ั ความเห็นโทษใน
“สมทุ ยั ” คือแหลงผลิตทุกขใหเกิดขนึ้ แกสัตวเ สวยผลไมมีประมาณตลอดกาล และ
เตรียมรือ้ ถอนสมุทัยดวยปญญา เพอื่ กา วข้นึ สู “นโิ รธ” คือแดนสังหารทกุ ขโดยสนิ้ เชิง นี่
เรยี กวา “สมฺมาทิฏฐ”ิ ขน้ั หนง่ึ (๒)
“สมมฺ าทฏิ ฐิ” ความเหน็ ชอบในธรรมสวนละเอยี ดน้นั ไดแ กความเหน็ ชอบใน
ทกุ ขวาเปนของจริงอยา งหนงึ่ ความเหน็ ชอบใน “สมทุ ยั ” วาเปนของจรงิ อยา งหนึ่ง
ความเหน็ ชอบใน “นโิ รธ” วาเปนของจรงิ อยา งหน่งึ และความเห็นชอบใน “มรรค” คือ
ศีล สมาธิ ปญญา วา เปน ของจริงอยางหน่งึ ซงึ่ เปน ความเห็นชอบโดยปราศจากการ
ตําหนิติชมในอริยสัจและสภาวธรรมทัว่ ๆ ไป จดั เปน “สมฺมาทิฏฐิ” ขนั้ หนงึ่ (๓)
สมมฺ าทฏิ ฐ ิ มีหลายข้นั ตามภมู ขิ องผปู ฏบิ ัตใิ นธรรมข้นั นั้นๆ ถา สมมฺ าทฏิ ฐิ มี
เพียงขัน้ เดียว ปญ ญาจะมีหลายขั้นไปไมไ ด เพราะกเิ ลสความเศรา หมองมหี ลายขนั้
ปญ ญาจงึ ตอ งมีหลายข้ัน เพราะเหตนุ ี้เอง สมมฺ าทฏิ ฐ ิ จงึ มหี ลายขั้นตามท่ีอธบิ ายผา นมา
แลว
ในปฏปิ ทาขอสองตรสั วา “สมมฺ าสงฺกปโฺ ป” ความดาํ ริชอบ มี ๓ ประการ คือ
(๑) ดํารใิ นการไมเ บียดเบยี น หนง่ึ
(๒) ดําริในการไมพยาบาทปองรา ย หน่ึง
(๓) ดํารเิ พ่อื ออกจากเคร่ืองผูกพัน หนง่ึ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะชดุ ๕เ๔๖ต๐ร๙ีย๕มพรอ้ ม
๔๙๖
ดาํ รใิ นทางไมเ บียดเบียนนนั้ คือไมคดิ เบยี ดเบยี นคนและสัตว ไมค ิดเบยี ดเบียน
ตนเองดว ย ไมค ดิ ใหเขาไดรับความทรมานลําบากเพราะความคิดของเราเปนตน เหตุ
และคิดหาเรอื่ งลาํ บากฉิบหายใสต นเอง ไมคดิ ดาํ ริจะกนิ ยาเสพยต ิดมี สุรา ฝน และ
เฮโรอนี เปน ตน
ดาํ รใิ นความไมพ ยาบาท คือไมค ดิ ปองรา ยหมายฆา ใครๆ ทั้งสตั วท ้งั มนษุ ย ไม
คิดเพื่อความชอกชาํ้ และฉบิ หายแกใ คร ไมคดิ ใหเขาไดรับความเจบ็ ปวดบอบชา้ํ หรือลม
ตายลงไปเพราะความคิดของเราเปน ตนเหตุ และไมคิดปองรายหมายฆา ตวั เอง เชน คดิ
ฆา ตวั เองดว ยวธิ ตี างๆ ดังปรากฏในหนา หนงั สอื พิมพเสมอ
น่คี อื ผลจากความคดิ ผิด ตวั เองเคยมคี ุณแกตัวและเปนสมบัติอนั ลน คาแกต ัว
เอง เพราะความคดิ ผดิ จึงปรากฏวาตวั กลบั เปน ขาศกึ แกต ัวเอง เรือ่ งเชน นเ้ี คยมีบอยๆ
ซึ่งมิใชเรอ่ื งของมนุษยผูฉลาดจะทาํ กันละ ท้งั นีพ้ งึ ทราบวา เปนผลเกดิ จาก “ความดาํ ริ
ผิดทาง” ผูรักษาตวั และสงวนตัวแท เพียงแตจ ิตคิดเรือ่ งไมส บายขนึ้ ภายในใจเทา นั้น ก็
รีบระงบั ดบั ความคดิ ผดิ นนั้ ทันทีดวย “เนกขมั มอบุ าย” ไหนจะยอมปลอยความคิดท่ีผดิ
ใหรนุ แรงขน้ึ ถงึ กบั ฆา ตัวตาย เปน ตวั อยางแหงความรกั ตวั ที่ไหนม!ี นอกจากความเปน
เพชฌฆาตสงั หารเทาน้นั
ความดาํ ริเพอื่ ออกจากเครอื่ งผกู มัดนี่ ถาเปนความดําริท่วั ๆ ไป ตนคิดอานการ
งานเพอื่ ปลดเปล้อื งตนออกจากความยากจนขนแคน เพ่ือความสมบรู ณพนู ผลในสมบตั ิ
ไมอ ดอยากขาดแคลน ก็จดั เขาใน “เนกขฺ มมฺ สงฺกปโฺ ป อยางอนุโลม” ของโลกประการ
หนึง่
ผูด ํารใิ หทาน รกั ษาศลี ภาวนา คดิ สรางถนนหนทาง กอพระเจดยี ทะนบุ าํ รงุ
ปูชนียสถานทชี่ ํารุดทรดุ โทรม สรา งกุฏิ วหิ าร ศาลา เรือนโรงตางๆ โดยมุงกศุ ลเพ่ือยก
ตนใหพนจากกองทุกข ก็จัดเปน “เนกขฺ มฺมสงฺกปโฺ ป” ประการหน่ึง
ผดู าํ รเิ หน็ ภยั ในความ เกดิ แก เจบ็ ตาย ซงึ่ เปนไปในสตั วแ ละสังขารท่วั ๆ ไปท้งั
เราทง้ั เขาไมม ีเวลาวา งเวน เหน็ เปน โอกาสอันวางสําหรบั เพศนกั บวชจะบําเพญ็ ศลี
สมาธิ ปญญา ใหเ ปน ไปตามความหวัง ดาํ รจิ ะบวชเปน ชี ปะขาว เปน พระเปน เณร นีก่ ็
จัดวา เปน ”เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป” ประการหนึง่
นกั ปฏบิ ัตมิ คี วามดาํ รพิ จิ ารณาอารมณแ หงกรรมฐานของตน เพือ่ ความปลด
เปลื้องจติ ออกจากนิวรณธรรมทัง้ หลายโดยอุบายตางๆ จากความดาํ รคิ ิดคน ไมม เี วลา
หยุดย้งั เพ่อื เปลื้องกเิ ลสทุกประเภทดว ย “สัมมาสังกัปปะ” เปนขั้นๆ จนกลายเปน “สมฺ
มาสงฺกปฺโป อัตโนมัต”ิ กาํ จัดกิเลสเปนขัน้ ๆดวยความดาํ ริคิดคนตลอดเวลา จนกเิ ลสทุก
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๙๖
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๖ุด๑เตรียมพรอ้ ม’’
๔๙๗
ประเภทหมดสิน้ ไปเพราะความดํารนิ น้ั นก่ี จ็ ดั เปน “สมฺมาสงฺกปโฺ ป” ประการสดุ ทา ย
แหง การอธบิ ายปฏปิ ทา ขอ ๒
ปฏิปทาขอที่ ๓ ตรสั ไวว า “สมมฺ าวาจา” กลา ววาจาชอบ ทก่ี ลา วชอบทวั่ ๆ ไปก็มี
ท่กี ลา วชอบย่งิ ในวงแหง ธรรมโดยเฉพาะกม็ ี กลาวชอบตามสุภาษติ ไมเ ปน พษิ เปน ภยั
แกผ ูฟง กลา วมีเหตผุ ลนา ฟง จบั ใจ ไพเราะเสนาะโสต กลาวสุภาพออนโยน กลาวถอ ม
ตนเจียมตวั กลา วขอบบุญขอบคุณตอผูมีคณุ ทุกชัน้ เหลาน้ีจัดเปน สมมฺ าวาจา ประการ
หนึ่ง
“สมมฺ าวาจา ทีช่ อบยง่ิ ” ในวงแหงธรรมโดยจาํ เพาะน้ัน คอื กลา วใน “สลั เลข
ธรรม”เคร่อื งขัดเกลากเิ ลสโดยถา ยเดยี ว ไดแก กลาวเร่ืองความมกั นอยในปจ จยั สี่
เครอ่ื งอาศัยของพระ กลาวเรอ่ื งความสนั โดษ ยินดตี ามมีตามไดแ หงปจ จยั ทีเ่ กดิ ข้ึนโดย
ชอบธรรมกลาวเรื่อง “อสังสัคคณิกา” ความไมคลุกคลีมว่ั สมุ กบั ใครๆทั้งนั้น, “วิเวกก
ตา” กลา วเร่ืองความสงดั วิเวกทางกายและทางใจ “วริ ยิ ารมั ภา” กลา วเรือ่ งการประกอบ
ความเพยี ร กลา วเรื่องการรกั ษาศลี ใหบรสิ ทุ ธ์ิ กลาวเร่อื งทําสมาธิใหเกดิ กลาวเร่ือง
การอบรมปญ ญาใหเฉลยี วฉลาด กลา วเรอ่ื ง “วิมตุ ติ” คือความหลดุ พน และกลาวเรือ่ ง
“วิมตุ ตญิ าณทัสสนะ” ความรเู หน็ อันแจง ชดั ในความหลุดพน นจี่ ัดเปน “สมมฺ าวาจา
สว นละเอยี ด”
การกลา วนนั้ ไมใชก ลาวเฉยๆ กลา วรําพันกลา วรําพึง กลาวดว ยความสนใจและ
ความพออกพอใจ ใครต อ การปฏบิ ัตติ อ “สลั เลขธรรม” จริงๆ
ในปฏิปทาขอ ๔ ตรัสไวว า “สมมฺ ากมฺมนโฺ ต” การงานชอบ การงานชอบทว่ั ๆ ไป
ประเภทหนึง่ การงานชอบในธรรมประการหนง่ึ
การงานทที่ ําโดยชอบธรรมไมผ ิดกฎหมายบานเมือง เชน ทาํ นา ทาํ สวน การซื้อ
ขายแลกเปลยี่ น เหลา น้จี ัดเปนการงานชอบ
การปลูกสรางวัดวาอาราม และการใหท าน รักษาศลี เจรญิ เมตตาภาวนา ก็จัด
เปนการงานชอบแตล ะอยา งๆ เปน สมฺมากมฺมนโฺ ต ประการหน่ึง การเดนิ จงกรม นงั่
สมาธิกจ็ ัดเปนการงานชอบ ความเคล่ือนไหวทางกาย วาจา ใจ ทุกอาการ พงึ ทราบวา
เปน “กรรม” คือการกระทาํ การทําดวยกาย พูดดวยวาจา และคิดดวยใจ เรียกวา “เปน
กรรม” คอื การกระทาํ ทําถูก พูดถูก คิดถูก เรยี กวา “สมั มากัมมนั ตะ” การงานชอบ
คาํ วา “การงานชอบ” มคี วามหมายกวา งขวางมาก แลว แตท า นผูฟ ง จะนอมไปใช
ในทางใด เพราะโลกกบั ธรรมเปนคเู คยี งกนั มา เหมอื นแขนซายแขนขวาของคนคน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๙๗
ธรรมะชดุ ๕เต๖๒รยี มพร้อม
๔๙๘
เดียว จะแยกโลกกับธรรมจากกันไปไมไ ด และโลกก็มีงานทาํ ธรรมกม็ งี านทาํ ดว ยกนั
ทัง้ น้ีเนื่องจากภาวะของคนและการประกอบไมเหมอื นกัน การงานจะใหถูกรอยพิมพอ ัน
เดียวกันยอ มเปน ไปไมได
ฉะนนั้ ผูอยใู นฆราวาสกข็ อใหประกอบการงานถูกกับภาวะของตน ผูท่อี ยใู น
ธรรมคอื นักบวช เปนตน กข็ อใหประกอบการงานถูกกบั ภาวะของตน อยาใหก ารงาน
และความเห็นกาวกายและไขวเขวกนั กจ็ ดั วาตา งคนตาง “สมั มากมั มันตะ” การงานชอบ
ดวยกัน โลกและธรรมกน็ ับวนั เจริญรุงเรอื งขนึ้ โดยลาํ ดบั เพราะตางทา นตา งชว ยกันพยุง
ปฏปิ ทาขอ ๕ ตรัสวา “สมฺมาอาชีโว” การแสวงหาเพอื่ เล้ยี งชพี ดวยการรบั
ประทานตามธรรมดาของมนษุ ยแ ละสตั วท่ัวๆ ไป ประการหนึง่ การหลอเลยี้ งจติ ใจดวย
อารมณจ ากเครือ่ งสมั ผสั ประการหน่งึ การแสวงหาอาชีพโดยชอบธรรม ปราศจากการ
ปลนสะดมฉกลกั ของใครๆ มาเล้ยี งชพี หามาไดอ ยางไรกบ็ ริโภคเทา ท่ีมพี อเลี้ยงอตั
ภาพไปวันหนง่ึ ๆ หรอื จะมมี ากดวยความชอบธรรม ก็จัดวา เปน “สมฺมาอาชโี ว”
ประการหนึง่
ใจไดร บั ความสมั ผัสจากส่ิงภายนอก คอื รูป หญิง ชาย เสยี ง กลิน่ รส ความ
สมั ผัสของหญงิ ชาย และสงิ่ ของทีถ่ ูกกบั จริตชอบ เกดิ เปนอารมณเขา ไปหลอ เลีย้ งจติ ใจ
ใหม คี วามแชมช่ืนเบกิ บาน หายความโศกเศรา เหงาหงอย มแี ตค วามรน่ื เรงิ บนั เทิงใจ
กลายเปน ยาอายวุ ฒั นะข้นึ มา แตถ า แสวงผดิ ทางกก็ ลายเปน ยาพิษเครอื่ งสงั หารใจ นี่ก็
ควรจดั วา เปน “สมมฺ าอาชโี ว” ตามโลกนิยม แตไ มใ ช “สมฺมาอาชีโว” ของธรรมนยิ ม
เพราะมใิ ชอารมณเ ครื่องถอดถอนกเิ ลสออกจากใจ สําหรบั โลก ผูมี “มตฺตฺตุ า” รูจกั
ประมาณและขอบเขตท่คี วรหรือไมควร ก็พอเปน “สมมฺ าอาชโี ว” ไปตามภูมิ สาํ หรบั นกั
บวชไมควรเก่ยี วของอาหารใจประเภทรปู เสยี ง เปน ตน นอกจากพจิ ารณาตรงขา มเทา
นนั้ จึงจัดเปนสามีจิกรรม
สว นนักบวชพึงปฏิบตั ิ คอื การบํารุงจิตใจดวยธรรม ไมนาํ โลกซึง่ เปนยาพิษเขา
มารังควานใจ ตา หู จมูก ลน้ิ กาย ใจ กระทบรปู เสยี ง กลนิ่ รส เคร่ืองสมั ผสั
ธรรมารมณ ใหพ งึ พจิ ารณาเปนธรรมเสมอไป อยาใหเ กดิ ความยนิ ดยี นิ รา ย จะกลาย
เปนความขัดเคืองข้นึ มาภายในใจ ซงึ่ ขดั ตอ “สมั มาอาชวี ธรรม” อันเปน ธรรมเคร่ือง
ถอดถอนกเิ ลส
การพจิ ารณาเปน ธรรม จะนาํ อาหารคือโอชารสแหง ธรรม เขา มาหลอ เล้ยี งหวั
ใจ ใหมีความช่นื บานดวยธรรมภายในใจ ใหมีความชมุ ชื่นดวยความสงบแหง ใจ ใหม ี
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๙๘
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๖ดุ ๓เตรียมพรอ้ ม’’
๔๙๙
ความชุมชนื่ ดว ยความเฉลียวฉลาดแหงปญ ญา ไมแ สวงหาอารมณอ ันเปนพิษเขามา
สังหารใจของตน พยายามนําธรรมเขามาหลอ เลี้ยงเสมอ เรยี กวา “สมมฺ าอาชีโว” ที่ชอบ
ธรรม
อายตนะภายในมี ตา หู เปน ตน กระทบกบั อายตนะภายนอก มี รปู เสยี ง
เปนตน ทกุ ขณะท่ีสมั ผัสจงพจิ ารณาเปน ธรรม คอื ความรเู ทา และปลดเปลื้องดวย
อุบายเสมอไป อยาพิจารณาใหเปน เรือ่ งของโลกแบบจับไฟเผาตัว จะกลายเปน ความ
รอนข้ึนท่ีใจ ซ่งึ มใิ ชท างของ “สมั มาอาชีวะ” ของผบู าํ รงุ ใจดวยธรรม
ควรพยายามกลั่นกรองอารมณท เ่ี ปน ธรรม เขา ไปหลอ เลย้ี งจิตใจอยตู ลอด
เวลา อาหารคอื โอชารสแหง ธรรม จะหลอ เล้ยี งและรักษาใจใหปลอดภยั เปนลาํ ดับ ที่
อธบิ ายมานี้จัดเปน “สัมมาอาชวี ะ” ประการหน่งึ
ปฏปิ ทาขอ ๖ ตรัสไววา “สมมฺ าวายาโม” ความเพยี รชอบ ทา นวา เพยี รในทส่ี ่ี
สถานคอื
(๑) เพยี รระวงั อยา ใหบ าปเกดิ ขน้ึ ในสนั ดาน หนึ่ง
(๒) เพียรละบาปทีเ่ กิดข้นึ แลวใหหมดไป หนึง่
(๓) เพียรยังกุศลใหเ กดิ ขึ้น หนึ่ง และ
(๔) เพยี รรักษากุศลท่ีเกิดขนึ้ แลว อยาใหเสอื่ มสูญไป หนงึ่
“โอปนยโิ ก” นอมเขาในหลักธรรมทตี่ นกําลังปฏิบตั ิไดทุกขนั้ แตทน่ี จ่ี ะนอ มเขา
ในหลกั “สมาธกิ บั ปญ ญา” ตามโอกาสอนั ควร
(๑) พยายามระวังรกั ษาจิตท่ีเคยฟงุ ซานไปตามกระแสแหง ตัณหา เพราะความโง
เขลาฉุดลากไป หนง่ึ
(๒) ศลี สมาธิ ปญญา เปนธรรมแกกเิ ลสทกุ ประเภท จงพยายามอบรมใหเกดิ
ขึ้นกับใจของตน ถาตองการไปนพิ พานดบั ไฟกงั วลใหส ้ินซาก! หนึง่
(๓) ศลี สมาธิ ปญญา ทุกๆ ข้นั ถาไดป รากฏขนึ้ กบั ตนแลว อยา ยอมใหห ลุดมอื
ไปดวยความประมาท จงพยายามบาํ รงุ ศลี สมาธิ ปญญา ทุกๆ ข้นั ที่เกดิ ขนึ้ แลวให
เจริญเตม็ ที่ จนสามารถแปรรูปเปน “มรรคญาณ” ประหารกเิ ลสสมทุ ัยใหส นิ้ ซากไป
แดนแหง “วมิ ตุ ตพิ ระนพิ พาน” ท่เี คยเหน็ วา เปน ธรรมเหลือวิสยั จะกลายเปน ธรรม
ประดบั ใจทนั ทที กี่ เิ ลสส้นิ ซากลงไป หน่งึ
ในปฏปิ ทาขอ ๗ ตรสั วา “สมมฺ าสติ” ไดแกก ารตั้งสติระลึกตามประโยคของ
ความเพยี รของตน ตนกาํ หนดธรรมบทใดเปน อารมณของใจ เชน “พุทโธ” หรอื อานา
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๙๙
ธรรมะชดุ๕เ๖ต๔รียมพรอ้ ม
๕๐๐
ปานสติ เปน ตน กใ็ หมีสติระลึกธรรมบทนน้ั ๆ หรือตง้ั สติกําหนดใน “สติปฏ ฐานสี่” คือ
กาย เวทนา จติ ธรรม ทัง้ กําหนดเพอื่ สมาธิ ทง้ั การพิจารณาทางปญ ญา ใหม ีสตคิ วาม
ระลกึ ในประโยคความเพยี รของตนทุกๆ ประโยค จดั เปน สมฺมาสติ ที่ชอบ ขอ หนง่ึ
ปฏปิ ทาขอ ๘ ตรสั ไวว า “สมมฺ าสมาธ”ิ คือ สมาธิที่ชอบ ไดแก สมาธิทส่ี ัมปยตุ
ดว ยสตปิ ญ ญา ไมใชส มาธแิ บบหวั ตอ และไมใ ชสมาธทิ ีต่ ิดแนน ทงั้ วนั ทง้ั คนื ไมย อม
พจิ ารณาทางดานปญญาเลย โดยเห็นวา สมาธเิ ปน ธรรมประเสริฐพอตัว จนเกดิ ความ
ตําหนิตโิ ทษปญญาหาวา เปนของเก และกวนจติ ใจทเ่ี ปน อยดู วยความสงบเย็นไปเสีย
สมาธปิ ระเภทนเ้ี รยี กวา “มิจฉาสมาธ”ิ ไมจดั วา เปนสมาธทิ จ่ี ะทําใหบ ุคคลพนจากทกุ ข
โดยชอบธรรม
สวนสมาธิทเ่ี ปนไปเพือ่ ความพนทุกขน้ัน ตองกาํ หนดลงไปในหลักธรรม หรอื
บทธรรมตามจริตชอบ ดวยความมสี ติกาํ กับรักษา จนจติ รวมลงเปนสมาธไิ ด จะเปน
สมาธปิ ระเภทใดกต็ าม เมอ่ื รสู ึกจติ ของตนสงบ หรอื หยุดจากการคดิ ปรงุ ตา งๆ รวม
อยูเปน เอกเทศอันหน่ึง จากส่งิ แวดลอมทั้งหลาย จนกวาจะถอนขน้ึ มา จดั เปน สมาธิที่
ชอบ และไมเ หมือนสมาธซิ ึ่งรวมลงไปแลว ไมท ราบกลางวันกลางคืน เปน ตายไมทราบ
ทั้งนั้นเหมอื นคนตายแลว พอถอนขึน้ มาจึงจะรยู อนหลงั วาจติ รวมหรือจติ ไปอยูท ีไ่ หน
ไมทราบ นเ่ี รยี กวา “สมาธิหัวตอ” เพราะรวมลงแลว เหมอื นหวั ตอ ไมม ีความรสู กึ สมาธิ
ประเภทนีจ้ งพยายามละเวน แมเ กดิ ขน้ึ แลวรบี ดัดแปลงเสยี ใหม สมาธิท่ีกลา วน้ีเคย
มใี นวงนักปฏบิ ตั ดิ วยกนั อยูเ สมอ
วิธแี กไข คือหกั หามอยาใหรวมลงตามท่ีเคยเปนมา จะเคยตัวตลอดกาล จง
บงั คบั ใหท องเท่ียวในสกลกาย โดยมสี ตบิ ังคบั เขมแขง็ บงั คบั ใหทองเท่ียวกลับไปกลับ
มา และข้ึนลงเบ้อื งบนเบื้องลาง จนควรแกป ญญาและมรรคผลตอ ไป
สว น สมั มาสมาธิ เม่อื จติ รวมลงไปแลว มสี ติรูประจาํ อยูในองคส มาธิน้นั เมื่อ
ถอนขึ้นมาแลว ควรจะพิจารณาทางปญ ญาในสภาวธรรมสว นตา งๆทีม่ ีอยใู นกายในจติ
ก็พิจารณาในโอกาสอันควร สมาธิกบั ปญญาใหเปน ธรรมเกี่ยวเน่ืองกนั เสมอไป อยา
ปลอยใหส มาธิเดนิ เหินไปแบบไมมองหนามองหลัง โดยไมคาํ นงึ ถงึ เรือ่ งอะไรทงั้ นนั้
สรปุ ความแลว สติ สมาธิ ปญญา ท้ังสามนี้ เปนธรรมเก่ยี วเน่ืองกนั โดยจะแยก
จากกันใหเดินแตอ ยางใดอยางหนึง่ ไมไ ด สมาธิกบั ปญญาตอ งผลดั เปล่ียนกันเดิน
โดยมีสตเิ ปน เครอ่ื งตามรกั ษา ท้ังสมาธแิ ละปญญา
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๕๐๐
ภาค ๓ “ธรร๕มช๖๕ุดเตรยี มพรอ้ ม’’
๕๐๑
นแ่ี ลปฏปิ ทาท้งั ๘ ทไี่ ดอธิบายมาโดยอิงหลกั ธรรมบา ง โดยอตั โนมัตบิ า ง ตัง้ แต
“สมฺมาทิฏฐ ิ จนถึง สมฺมาสมาธิ” ถึงทราบวา เปนธรรมหลายชั้น แลวแตทา นผูฟงจะนาํ
ไปปฏิบตั ติ ามภมู แิ หงธรรมและความสามารถของตน
ในปฏิปทาทงั้ ๘ ประการนี้ ไมเลอื กวา นกั บวชหรือฆราวาส ใครสนใจปฏบิ ัติให
บรบิ รู ณไ ด ผล คือ “วิมตุ ติ” และ “วิมตุ ตญิ าณทสั สนะ” เปน สมบัติอันล้ําคาของผูนั้น
เพราะ ศลี สมาธิ ปญญา รวมอยูในมรรคนี้ และเปนเหมอื น “กุญแจ” ไข “วมิ ุตติ” ท้งั
สองใหป ระจกั ษก บั ใจอยา งเปดเผย
อน่งึ ทา นนักปฏิบตั อิ ยา เขาใจวา “วมิ ุตติ” กับ “วิมตุ ตญิ าณทสั สนะ” ทงั้ สองน้ีแยก
กันไปอยใู นที่ตางแดน หรือแยกกนั ทาํ หนาท่คี นละขณะ ที่ถกู ไมใ ชอยา งน้นั !
เราตัดไมใ หข าดดวยขวาน ขณะไมข าดจากกัน ตาก็มองเห็น ใจก็รวู า ไมทอนน้ี
ขาดแลว ดว ยขวาน เห็นดว ยตากบั รูดว ยใจ! เกิดขึ้นในขณะเดยี วกันฉนั ใด
วิมุตติและวิมตุ ติญาณทสั สนะ กท็ ําหนา ที่รูเห็นกิเลสขาดออกจากใจ ดว ยศลี
สมาธิ ปญญา ในขณะเดียวกันนัน้ แล
จากน้นั แลว ก็ไมมปี ญ หาอะไรใหยุงยากอีกตอ ไป เพราะปญ หายงุ ยากกค็ ือ
ปญ หากเิ ลสกบั ใจเทา นน้ั ทใี่ หญย ง่ิ ในไตรภพ
เมื่อปลอ ยใจจากส่งิ ทง้ั ปวงอันเปนปญ หาใหญทีส่ ุดแลว กเิ ลสซง่ึ เปน สง่ิ อาศยั อยู
ในใจก็หลดุ ลอยไปเอง ศลี สมาธิ ปญ ญา และ วิมตุ ติ วิมตุ ติญาณทัสสนะ กป็ ลอยวางไว
ตามความจรงิ เรยี กวาตา งฝายตา งจรงิ แลว กห็ มดคดีคคู วามลงเพยี งเทา น้ี
วันนี้ไดอธบิ ายธรรมใหแ กน ักปฏบิ ตั ิทง้ั หลายฟง โดยยกสมเดจ็ พระผูม ีพระภาค
และพระสาวกทั้งหลายมาเปนแนวทาง จะไดต้งั เขม็ ทิศ คือขอปฏิบตั ิของตน ของตนให
เปนไปตามพระองคทานโดยไมล ดละ
เมื่อ ศีล สมาธิ ปญญา เปน ธรรมท่ีทา นทง้ั หลายบําเพ็ญไดบรบิ รู ณแ ลว วิมุตติ
และวิมตุ ติญาณทัสสนะ อนั เปนองคพ ระนพิ พาน ก็จะเปน ของทา นท้งั หลายอยา งไมม ี
ปญหา เพราะเหตุฉะน้ั ธรรมท้งั หมดทไี่ ดกลา วในวนั น้ี ทานผูฟ ง ทุกๆ ทา น ยอมจะเขา
ใจวา มอี ยใู นกายในใจของเราทกุ ทาน ขอใหน อมธรรมเหลา นีเ้ ขามาเปนสมบตั ขิ องตน
ท้ังการดําเนนิ เหตุ ทง้ั ผลทปี่ รากฏขน้ึ จากเหตอุ ันดี คือวิมตุ ติพระนิพพาน จะเปน ของ
ทานทัง้ หลายในวันน้วี นั หนา โดยนัยทีไ่ ดแสดงมา
ขอยุติดวยเวลาเพียงเทาน้ี เอวังกม็ ดี วยประการฉะนี้ ฯ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๕๐๑
ธรรมะชดุ ๕เ๖ต๖รยี มพร้อม
คนื อำาลาเเทมื่อศวนัน์โปทรี่ ด๑ค๙ณุ กเมุพภาาพพงานั ธว์ รพเรททุ ธศธนศเนะมักกโื่อรปุลาวรชนัณดทค๒วี่ ุณ๕๑ัด๑เป๙๙พ่าาบกพาุ้มนคงภตาานืาพวดรอันรําธธลนพะาทุ กธุลศณักรวาดัชป๒า ๕บ๑า น๙ตาด ๕๐๒
การท่อี ยากใหคนดไี มมใี ครท่จี ะเกนิ พระพุทธเจาไปได พระโอวาทท่ปี ระทานไว
แกโลกก็เพ่ือใหโลกเปน คนดกี นั ท้ังน้นั เปน คนดมี คี วามสขุ ไมต อ งการใหโลกเกดิ ความ
เดอื ดรอนเสยี หายอันเกดิ จากความชว่ั ของการกระทํา เพราะความไมร เู รอื่ งวธิ ีปฏิบตั ติ วั
เองนน้ั เลย
เพราะฉะน้นั การทีจ่ ะสรางพระบารมใี หถงึ ความเปนพระพุทธเจา ผมู ีพระเมตตา
อันเปยมตอสตั วโลกน้นั จงึ เปน การลาํ บาก ผิดกบั บารมีท้ังหลายอยูมาก ความสามารถ
กบั พระเมตตามกี าํ ลงั ไปพรอมๆ กัน ถาตา งคนตา งไดย ินไดฟงพระโอวาทของพระพุทธ
เจา ในท่ีเฉพาะพระพักตรก็ตาม ไดฟ ง ตามตํารบั ตํารากต็ าม มคี วามเชือ่ ตามหลักความ
จริงทป่ี ระทานไวนัน้ ตางคนตางพยายามปรบั ปรงุ แกไขตนเองใหเ ปน คนดี นบั เปน
จํานวนวาคนนี้ก็เปนคนดี คอื คนท่หี นึ่งก็เปนคนดี คนท่สี องกเ็ ปนคนดี ในครอบครวั มกี ่ี
คน ไดร ับการอบรมสงั่ สอนเพ่อื ความเปน คนดดี วยกนั ครอบครวั นนั้ กเ็ ปน คนดี ในบา น
นน้ั ก็เปน คนดี เมอื งน้กี ็เปน คนดี เมอื งน้นั กเ็ ปน คนดี ประเทศนป้ี ระเทศนนั้ กเ็ ปนคนดี
ดว ยกันแลว เร่อื งความสงบสุขของบา นเมอื งเราไมตองถามถึงกไ็ ด ตองไดจ ากความดี
ของผูทาํ ดที งั้ หลายแนนอน
ความทกุ ขรอนตางๆ ท่เี กดิ ขึน้ มานน้ั เกดิ ขน้ึ เพราะความไมด ตี า งหาก คนไมดีมี
จาํ นวนมากนอยเพยี งใด กเ็ หมอื นมเี สี้ยนหนามจํานวนมากนอ ยเพยี งน้นั ยงิ่ มมี ากเทา
ไรโลกนก้ี เ็ ปน “โลกนั ตนรก” ได ซง่ึ มืดทัง้ กลางวนั กลางคืน มคี วามรุม รอ นอยตู ลอด
เวลาโดยไมต องไปถามหานรกขมุ ไหนลูกไหน เพราะสรา งอยูท่ีหัวใจของคน แลว ก็
ระบาดสาดกระจายออกไปทกุ แหงทกุ หน เลยกลายเปน ไฟไปดวยกันเสียส้ิน นเ้ี พราะ
ความผิดทง้ั นั้นไมใชเ พราะความถกู ตอ งดีงาม
ถา หากเปน ไปตามหลักธรรมของพระพุทธเจาแลว เรื่องเหลาน้ีจะไมม ีผู
พพิ ากษาศาลอุทธรณ ศาลฎีกาอะไรยอมไมมี เพราะไมม เี รอ่ื งจะให ตา งคนตา งมีเจตนา
มุงหวังตอความเปน คนดี พยายามฟงเหตฟุ ง ผลเพื่อความเปน คนดดี วยกนั การพดู กัน
กร็ ูเ ร่ือง ไมว า เดก็ ผใู หญ หญงิ ชาย นกั บวช ฆราวาส พูดกันรูเร่ืองทงั้ นน้ั
ความพูดกันรเู รือ่ งก็คอื รูเร่อื งเหตุผลดชี ว่ั ภายในใจอยางซาบซ้งึ ท้งั มคี วามมุง
หวงั อยากรูเหตุผล ความสตั ยความจรงิ ความดงี ามอยแู ลว ฟง กันยอมเขาใจไดง า ยและ
ปฏิบัตกิ นั ไดอ ยา งสม่ําเสมอ ไมม ที ี่แจง ทล่ี ับเทา นั้น ท่ีโลกไมไดเปน ไปตามใจหวัง! ไป
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๕๐๒
ธรรมะชดุ ๕เ๖ต๘รียมพร้อม