The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ธรรมชุดเตรียมพร้อม (๓)
พระธรรมวิสุทธิมงคล
(หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
วัดป่าบ้านตาด(วัดเกษรศีลคุณ) จ.อุดรธานี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebook.luangta, 2021-10-01 09:32:28

ธรรมชุดเตรียมพร้อม (๓)

ธรรมชุดเตรียมพร้อม (๓)
พระธรรมวิสุทธิมงคล
(หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
วัดป่าบ้านตาด(วัดเกษรศีลคุณ) จ.อุดรธานี

Keywords: หลวงตามหาบัว,ธรรมะ

ธรรมจากจดหมายทา่ นอาจา๔๕ร๗ยฯ์
ถึงธรรคมะณุ เพาพงา วรรธนะกลุ

จากจดหมายของทานพระอาเจทศานร์โยปรม ดคหณุ าเพบาวัพงาญวารณรธนสะมกุลฺปณนวฺโดันป่าบา้ นตาด
มีถึง นางเพาพงา วรรเมธือ่ วนนั ะทกี่ ๒ลุ ๖ กุมภาพนั ธ์ พทุ ธศักราช ๒๕๑๙

เม่ือวนั ที่ ๒๖ กมุ ภาพนั ธ ๒๕๑๙

การปฏิบตั ธิ รรมสมควรแกธรรม ที่ประทานไวด ว ยพระเมตตาสดุ สวนไมม ใี คร
เสมอในโลก นั้นคอื การบูชาพระองคทานแท การเห็นความจริงทม่ี อี ยกู บั ตวั ตลอดเวลา
ดว ยปญญาโดยลําดับ นน้ั ก็คือการเหน็ พระตถาคตโดยลาํ ดับ การเห็นความจริงอยา ง
เต็มใจดว ยปญ ญานั้นแล คือการเห็นพระพุทธเจา เต็มพระองค พระพุทธเจาแท ธรรม
แทอ ยทู ใ่ี จ การอุปฏ ฐากใจตัวเอง คือการอุปฏ ฐากพระพุทธเจา การเฝา ดูใจตวั เองดว ย
สติปญ ญา คือการเขาเฝาพระพทุ ธเจา พระธรรม พระสงฆ อยางแทจ รงิ พญามจั จรุ าช
เตือน และบกุ ธาตขุ ันธข องสตั วโลกตามหลกั ความจรงิ ของเขา เราตอ งตอ นรบั การเตอื น
และการบุกของเขาดว ยสติ ปญญา ศรัทธา ความเพยี รไมถอยหลัง และขนสมบตั ิ คือ
มรรค ผล นพิ พาน ออกมาอวดเขาซึง่ ๆ หนา ดวยความกลาตาย โดยทางความเพยี ร
เขากับเราทถี่ อื วาเปนอรศิ ตั รูกนั มานาน จะเปน มิตรกนั โดยความจรงิ ดว ยกนั ไมมีใครได
ใครเสียเปรยี บกันอีกตอ ไปตลอดอนนั ตกาล

ธาตุขันธเ ปนสิ่งท่ีโลกจะพงึ สละท้ังที่เสียดาย เราพงึ สละดว ยสตปิ ญญากอ นหนา
ทจ่ี ะสละขนั ธแ บบโลกสละกนั นน่ั คอื ความสละอยา งเอก ไมม สี องกับอันใด กรุณาฟง ให
ถงึ ใจ เพราะเขียนดว ยความถึงใจ เอวํ ฯ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรรม๕ช๑๔ดุ ๙๕เตร๗ยี มพรอ้ ม’’

จงสรา้ งสมณะขน้ึ ท่ีใจเทศนโ ปรดคณุ เพาพงา วรรธนะกลุ ณ วดั ปา บา นตาด ๔๕๘

เเมท่อืศวนนัโ์ ปทร่ี ด๑ค๒ุณกเพุมภาพาพงานั ธว์ รพรทุ ธธนศเะมักกอ่ืรลุ าวชณันท๒จวี่ ๕๑ดัง๑ป๒ส๙่ารบก้าามุ นงภตสาาพดมนั ณธ พะทุขธนึ้ ศทักรใี่ าจช ๒๕๑๙

ทานอาจารยมน่ั ทานพดู เสมอ เวลาเทศนไปสมั ผัสหรอื พูดไปสมั ผสั ดงั ท่ีเขยี นไว
ใน “มุตโตทัย” กด็ เู หมือนมี แตทา นไมแยก ทานพูดรวม ๆ เอาไว ทนี ีเ้ วลาเราเขยี นเรา
ถงึ ไดแ ยกออกเปน ตอน ๆ คือผูเขียน “มุตโตทัย“ ไมแ ยกออกเปนขั้นตอน ทา นพูดบาง
ครัง้ ทา นกไ็ มแ ยก แตก พ็ อทราบได เพยี งยกตน ขน้ึ มาแลวกง่ิ กานก็มาดวยกนั โดยทาน
วา

“ธรรมของพระพุทธเจาตามธรรมชาติแลวเปนของบริสุทธิ์ แตเม่ือมาสถติ อยใู น
ปุถุชนกก็ ลายเปน “ธรรมปลอม” เม่ือสิงสถิตอยใู นพระอริยบคุ คลจึงเปน “ธรรมจริง
ธรรมแท” น่ีทา นพดู รวม ๆ เอาไว

คาํ วา “อริยบุคคล” มหี ลายขน้ั คอื
“พระโสดา” เปนอรยิ บุคคลช้นั ตน ช้ันสูงข้นึ ไปก็มี “พระสกทิ าคา, อนาคา,
อรหนั ต” เปนส่ี เม่อื แยกแลว พระอรยิ บุคคลผูบรรลุ “พระโสดาบัน” ธรรมในขัน้ พระ
โสดาบันก็เปน ธรรมจริง ธรรมบรสิ ุทธ์ิสําหรบั พระโสดา แตธ รรมข้ัน “สกทิ าคา, อนาคา,
อรหนั ต” เหลานี้ พระโสดายงั ตอ งปลอมอยูภายในใจ แมจะจดจําได รูแนวทางท่ีปฏิบัติ
อยอู ยางเตม็ ใจก็ตามก็ยงั ปลอม ท้ัง ๆ ท่รี ู ๆ อยนู น่ั เอง
“พระสกทิ าคา” กย็ งั ปลอมอยใู นขน้ั “อนาคา”, อรหนั ต”, พระอนาคา” กย็ งั
ปลอมอยูใ นข้นั “อรหัตธรรม” จนกวา จะบรรลถุ ึงขน้ั “อรหัตภมู ิ” แลว นน่ั แล ธรรมทุก

ขน้ั จึงจะบริบรู ณสมบูรณเต็มเปย มในจิตใจ ไมม ปี ลอมเลย
บางรายกค็ า นวา “ธรรมของพระพุทธเจาเปนของจริงของบริสุทธิ์ อยทู ไ่ี หนก็

ตอ งบรสิ ุทธ์ิ เชนเดียวกับทองคํา จะเปน ตมเปน โคลนไปไมไ ด”
ถา ไมแยกออกพอใหเขาใจ “ทองคําตองเปนทองคํา ไมเปนตมเปนโคลนไปได”

แตเ ราจะปฏเิ สธไดอยา งไรวาไมมีตมมีโคลนตดิ เปอ นทองคํานัน้ ขณะท่คี ละเคลา กนั
อย?ู ทองคาํ ท่ีไมต กในตมในโคลนกบั ทองคําทต่ี กในตมในโคลน มนั ตางกนั หรอื ไม มัน
ตางกันนะ !

ทองคําท่บี รสิ ทุ ธลิ์ ว น ๆ หน่งึ ทองคําที่เจือไปดวยตมดวยโคลนหนึง่ เราจะวา มัน
บรสิ ทุ ธเิ์ หมือนกันไดอ ยา งไร? นน่ั ! ตอ งตางกัน ! ถาเราจะแยกมาพูดเปนประการท่ี

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะชดุ๕เ๒๔ต๐ร๕ยี ม๘พรอ้ ม

๔๕๙

สอง เชน อาหารทค่ี วรแกการรับประทานอยแู ลว หยบิ ยกข้ึนมากาํ ลังจะรับประทาน แต
พลัดจากมอื ลงไปถูกสงิ่ สกปรกเสยี อาหารแมจะควรแกการรับประทานก็ไมควร เพราะ
มนั เปอนสกปรก จนกลายเปนสง่ิ นา เกลยี ดไปหมดแลว หรือภาชนะทเ่ี ปอ น อาหารแม
จะสะอาดนา รบั ประทานเพียงไรก็ตาม เมอ่ื นาํ มาสูภาชนะท่เี ปอ น อาหารนน้ั กเ็ ปอ นไป
ตาม แลวมันจะบรสิ ุทธิไ์ ดอยา งไร เมอ่ื มนั เจอื ดวยของเปอ นหรือสกปรกอยเู ชน นนั้

น่ธี รรมของพระพุทธเจา ก็เชนเดยี วกัน ภาชนะในทีน่ ก้ี ห็ มายถงึ ใจ มใี จเทาน้นั
เปน คูควรแกธ รรม

ทีนีใ้ จน้นั มีความสกปรกมากนอยเพยี งไร ธรรมทเี่ ขา มาเกี่ยวขอ งกต็ อ งมคี วาม
สกปรกไปดว ยเพียงนนั้ ท่ที า นเรียกวา “ปลอม” หมายถงึ ไมบ ริสุทธ์แิ ท ทนี ี้ถดั จากนน้ั มา
เชน มาดกู นั ในคัมภีรใ บลานตามตาํ รบั ตาํ ราก็เปนธรรม แตเราไปเรียนจากนั้น จดจาํ
เอามาไวในใจ แตใ จเราเตม็ ไปดวยกิเลส ธรรมที่เขามาสูจิตใจเรากก็ ลายเปน “ธรรมจด
จํา” ไปเสยี ไมใชธ รรมจรงิ !

ถา วา เปน ธรรมจรงิ ซ่ึงตา งคนตา งเรยี นและจดจํามาดว ยกันแลว ทําไมกิเลสจึงไม
หมดไปจากใจ ยังมีเต็มใจอยู ทั้งๆ ทเ่ี รียนรูอ ยูแลว ทุกสิ่งทกุ อยางจนกระทงั่ ถึงนิพพาน
แตใ จก็ยงั ไมพ นจากความมกี เิ ลสอยูเ ตม็ ตวั ฉะนั้นธรรมจึงปลอมอยา งน้ีเอง

ถาเราไดนําธรรมของพระพุทธเจา ท้งั ดานปริยัตแิ ละดา นปฏบิ ัติ ออกคลค่ี ลาย
ดวยการประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตามทท่ี านสอนไวโ ดยถกู ตอ งแลว ธรรมจะเริม่ จรงิ ไปต้ังแต
ความจดจํา เมื่อจดจาํ เพือ่ เปน แบบแปลนแผนผงั จรงิ ๆ ไมใ ชจดจาํ สักแตว าจดจาํ
แลว ไมท าํ ตามแบบแปลนแผนผงั เชนเดียวกับบา นเรือนจะมีกีแ่ ปลนกต็ าม ยอ มไม
สําเรจ็ เปนบา นเปนเรอื นข้นึ มาได จะมีแต “แปลน” เทานั้น กร่ี อ ยก่พี ันชิ้นกม็ ีแตแ ปลน
เรยี กวาเปน “บา น” ไมไ ด จนกวา ทําการปลกู สรา งข้ึนมาจนแลว เสร็จสมบูรณต ามแปลน
น้ันๆ จึงจะเรยี กวา “บา นเรอื น” โดยสมบูรณไ ด

การจดจําเพอื่ ประพฤติปฏบิ ตั ิเปน อีกอยา งหนึ่ง การจดจําเฉยๆ ไมส นใจ
ประพฤติปฏบิ ัตเิ ปน อกี อยางหนึ่ง แตถ งึ ยังไงกไ็ มพนจากการปฏบิ ัตติ ามท่เี รียนมา ตอ ง
ไดป ฏิบัติ

เมอ่ื ปฏิบัตแิ ลว “ปฏิเวธ” คือความรแู จง แทงทะลุไปโดยลําดบั ไมต อ งหว งไม
ตองสงสยั จติ จะตอ งเปนไปโดยลําดับตามความสามารถแหง การปฏิบัติน้นั แล

หากชาวพุทธเราไดห ยิบยก “ปริยตั ”ิ และ “ปฏิบัต”ิ ขน้ึ เปน ความจําเปน
ความจาํ เปน เปนความสาํ คัญภายในตวั สมกับศาสนาเปนธรรมสําคัญ แลวศาสนาหรอื

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๕๙

ภาค ๓ “ธรร๕ม๒ชดุ๑เตรยี มพรอ้ ม’’

๔๖๐

บคุ คลจะเปน ผูเดน อยูด วยคณุ ธรรม เดนดวยความประพฤติ เดนดว ยความรคู วาม
เหน็ ทเ่ี ปน ไปเพอ่ื ความสงบรม เย็นแกตนและสว นรวมมากมายทเี ดยี ว

นีศ่ าสนาก็สักแตวาจาํ ได และมอี ยใู นคมั ภรี ใ บลานเฉยๆ คนกไ็ ปอกี แบบหนง่ึ
ความจดจําก็ไปอีกแบบหน่ึง ภาคปฏบิ ตั กิ เ็ ปน อกี แบบหนง่ึ เขา กันไมไ ด ทะเลาะกันท้ัง
วนั ทงั้ คืนภายในบุคคลคนเดยี วนั้น แลว ยงั ทําใหแ สลงแทงตาแทงใจบคุ คลอนื่ สะดดุ ใจ
คนอน่ื อกี ดว ยวา “ทาํ ไมชาวพุทธเรานบั ถือพระพุทธศาสนาถึงเปน อยา งนั้น!” น้ันมันถูก
ท่ีเขาตําหนิ เราหาทีค่ า นเขาไมไ ด! สวนไหนทผี่ ดิ ตองยอมรบั วา ผดิ

หากไดน าํ การปฏบิ ตั อิ อกแสดงเปน คเู คยี งกบั ปรยิ ตั แิ ลว ผลจะพงึ ปรากฏ
เปน คเู คยี งกนั สิ่งท่ปี รากฏข้ึนดวยใจจากการปฏบิ ัติทไ่ี ดร จู รงิ เหน็ จรงิ ตามขัน้ ตามภูมิ
ของตนแลว ยอ มพดู ไดถ กู ตอ งตามหลักแหง การปฏิบัติท่ไี ดร ูไดเห็นตามขั้นน้ันๆ ไม
สงสยั และการพูดก็จะมีความอาจหาญไมสะทานหวัน่ ไหว และเกรงกลัวใครจะคดั คา น
เพราะรูจริงๆ เห็นจริงๆ จะสะทกสะทา นเพอ่ื อะไร! ไมมีการสะทกสะทา น เพราะไมได
ลบู ไดค ลําแบบสมุ เดา ไมไดยมื เอาของใครมาพดู แตนาํ ออกจากสงิ่ ที่เปน ทเ่ี ห็นทเ่ี ขาใจ
แลว มาพูดจะผิดไปไหน! แลวจะสะทกสะทา นหาอะไร เพราะตางคนตา งหาความจริงอยู
แลว เรากร็ ูความจริงตามกําลงั ของเรา พูดออกตามความรคู วามสามารถของตน จะมี
ความสะทกสะทานท่ีไหนกัน ไมมี!

พระพุทธเจาเราก็ไมเ คยทราบวา พระองคไปเรยี นเรอ่ื งพระนพิ พานมาจากไหน
มรรคมีองคแปด ที่เรียกวา “มชั ฌิมาปฏิปทา” ก็ไมไ ดไปเรียนมาจากไหน ทรงขุดคนขน้ึ
ตามพระกําลงั ความสามารถในพระองคเ อง จนกระทั่งไดทรงรูทรงเห็นธรรมเปนที่พอ
พระทัย แลวนํามาสอนโลกไดท ้ังน้ัน ใครจะมคี วามสามารถย่ิงกวา พระพุทธเจา ซึ่งมิได
ทรงเรียนมาจากไหน ยงั เปน “สัพพัญ”ู รดู ว ยพระองคเองได

พุทธศาสนาถาอยากใหม ีคุณคา สมกับศาสนาเปนของมคี ณุ คาจรงิ ดงั กลา ว
อางแลว คนกค็ วรจะทําตวั ใหมคี ณุ คา ขน้ึ มาตามหลักศาสนาท่ีทา นสอนไว ตัวเองก็
ไดร บั ประโยชน ไมต องแบกคมั ภีรอ ยูเฉยๆ ใหห นกั บา นอกจากนัน้ จิตใจกย็ ังไมม ี
กิเลสตัวไหนทพ่ี อถลอกบา ง จึงไมเกิดประโยชน ไมสมช่อื สมนาม สมกับพระประสงคท ่ี
พระพทุ ธเจาทรงสง่ั สอนไวเพ่อื ถอดถอนกเิ ลสอาสวะตามหลกั ธรรม

เรากลบั มาแบกกเิ ลสดว ยการจดจํา การเรยี นไดม ากนอ ย เลยเขา กนั ไมไ ด
กบั ความมงุ หมายของศาสนา น้ีแลธรรมกลายเปน โลก! เปนไดอยา งน้เี อง

ธรรมเปนธรรมกด็ งั ทวี่ าการเรียนมาแลว ก็ตองปฏิบัติ เมอ่ื ปฏบิ ตั ิตามธรรมแลว
ตอ งรคู วามจริง เพราะแนวทางแหงการสอนนน้ั พระพทุ ธเจา ทรงสอนไวแลว โดยถกู

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๐

ธรรมะชดุ๕เ๒ต๒รยี มพรอ้ ม

๔๖๑

ตองเปน “สวากขาตธรรม” ดว ยกนั ท้ังสิน้ ไมมที างปลีก และไมเปนความผิด นอกจากผู
ปฏิบตั จิ ะเหน็ ผิดโดยลาํ พังตนเองก็ชวยไมไ ด เพราะปน เกลยี วกบั ความจรงิ คือธรรม

ถาศาสนธรรมของพระพทุ ธเจาเปนดงั สนิ คาตางๆ ซึ่งสามารถประกาศทาทาย
ดวยคุณภาพและการพสิ ูจน ไมว าจะนาํ ไปสตู ลาดใดทีม่ สี ินคา อน่ื ๆ อยูมากมายหลาย
ชนดิ พอนาํ สนิ คา คอื ศาสนธรรมนอ้ี อกไปถงึ ทใ่ี ด ทีน่ ้นั ตลาดสนิ คา ชนิดตา งๆ ลมไปใน
ทนั ทีทนั ใด เพราะคนหาของดี ของจริงอยูแลว เม่อื เจอเขา กับสิง่ ทต่ี อ งตาตอ งใจทําไม
จะไมทราบ แมแ ตเ ด็กยังทราบได

แตนไี้ มใ ชวตั ถทุ จี่ ะออกประกาศขายหรือแขง ขันกนั ไดดังสินคา ทั้งหลาย นอก
จากความประทบั ใจของผูส ัมผัส และผปู ฏิบตั ิจะพึงรพู ึงเห็นโดยลาํ พังตนเองเทา นน้ั
เพราะการท่ีรเู หน็ ก็ไมใชอ ยากเหน็ เพ่อื สัง่ สมกิเลส เพอื่ สง่ั สมความโออวด ความ
เยอหยงิ่ จองหองลําพองตนซ่งึ เปนเร่อื งของกเิ ลส

ทานผใู ดมีความรคู วามเหน็ มากนอยเพยี งไร กเ็ ปน การถอดถอนกเิ ลส ซึ่งเปน
ขาศกึ แกต นและผอู นื่ ออกไดม ากนอ ยเพียงน้นั แลว ไหนจะไปทโ่ี ออ วด ซึ่งเปนการสง
เสรมิ กิเลสข้นึ มาใหโลกเออื มระอา ซ่ึงไมส มกบั ตวั วาปฏบิ ัตเิ พื่อแกเ พอ่ื ถอดถอนกิเลส
เลย

ดวยเหตุนีผ้ ูป ฏิบัตเิ ปนธรรม รมู ากรนู อยเพยี งไร ทานจงึ เปน ไปดว ยความสงบ
ควรจะพดู หนกั เบามากนอ ย ทานก็พูดไปตามควรแกเ หตุ ไมควรพดู กน็ งิ่ ไปเสีย ไมห วิ
โหย ไมเ สยี ดาย อยไู ปแบบ “สมณะ” คือ สงบดว ยเหตุดวยผล พูดกพ็ ดู ดวยเหตุดวย
ผล นแ่ี หละทา นวา

“สมณานจฺ ทสสฺ นํ เอตมฺมงฺคลมตุ ฺตมํ” “การเหน็ สมณะผสู งบจากบาป
ความลามก เปน มงคลอันสงู สุด”

คาํ วา “สมณะ” ตัง้ แต “สมณะ ท่ีหนึง่ สมณะ ทสี่ อง ทสี่ าม ทส่ี ่ี สมณะที่หนึง่ ก็
คือ “พระโสดา”ทสี่ องคอื “สกทิ าคา” ทส่ี ามคือ “อนาคา” ท่สี คี่ ือ”พระอรหนั ต” เรยี กวา
“สมณะ” เปน ขน้ั ๆ”

ถาเราพูดเปนบคุ คลาธิษฐาน กห็ มายถงึ ทานผเู ปนสมณะตามขั้นภมู ิแหงธรรม
นนั้ ๆ เชน พระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคา พระอรหันต ซ่งึ เปนมงคลแกผ ูไดเหน็
ไดก ราบไหวบูชาทา น นเ้ี ปน สมณะภายนอก

เมอ่ื ยอ นเขา มาภายใน การเหน็ สมณะทีห่ น่ึง ที่สอง ที่สาม ภายในจิตใจ ดวย
การพิจารณา “สจั ธรรม” ซึ่งเปนเคร่อื งเปด มรรคผลขึน้ มาประจักษใจนนั้ เปน มงคลอนั
สงู ยง่ิ ประการหน่ึง

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๑

ภาค ๓ “ธรร๕ม๒ชดุ๓เตรียมพรอ้ ม’’

๔๖๒

ตอ งยน เขามาเปน ประโยชนสําหรับตวั ไมงั้นเรากค็ อยมองหาแต “สมณะภาย
นอก” สมณะองคใดทา นเปน พระโสดา องคไ หนทา นเปนพระสกิทาคา องคไ หนทาน
เปนพระอนาคา องคไหนทา นเปนพระอรหันต” แมองคไหนๆ ทา นก็ไมมี “เบอร”
เหมอื นเบอร นายรอย นายพัน ติดตัวตดิ บา จะไปรูทานไดยังไง!

ถาทา นเปนพระโสดา พระสกทิ าคา พระอนาคา หรอื พระอรหนั ตจรงิ ๆ จะไมม ี
ทางทราบได ดว ยอากปั กริ ยิ าทท่ี า นจะมาแสดงออกทาออกทาง ดงั ทีโ่ ลกสกปรกทาํ กัน
อยูนเ้ี ลย ทานไมทํา ทา นทาํ ไมล ง ไมใชว สิ ยั ของทานผูส ะอาด ผมู ุงตออรรถตอ ธรรมจะ
ทําไดอยางนน้ั การที่จะหา “สมณะ” อยา งนีม้ ากราบมาไหวน ้นั ไกลมาก อยหู า งเหินมาก
ไมท ราบจะไดพ บปะทา นเมอื่ ไร

โอวาทใดท่ที านสอนเพอ่ื บรรลถุ ึง “สมณะ ทหี่ นึ่ง ทส่ี อง ทส่ี าม ท่สี ี่ “ นาํ โอวาท
นนั้ เขา มาปฏบิ ัตติ อตวั เอง เพ่อื ใหส ําเร็จเปน “สมณะ ที่หน่ึง ทส่ี อง ทส่ี าม ทสี่ ่ี”ขึ้นมา
ภายในน้ี เปน ความเหมาะสมอยา งยิ่ง เรียกวา ”จับถูกตวั ” เลย ไมตอ งไปตามหารอ ง
รอยหรอื ตะครุบเงาที่ไหนใหเสยี เวลํา่ เวลา

เอา ! เราพบครูบาอาจารยท ่ีทา นเปนอรรถเปน ธรรม ผมู ีกายวาจาใจสงบ หรือ
ทา นผูเปน สมณะทหี่ นึ่ง ทส่ี อง ทสี่ าม ท่ีส่ี กเ็ ปน การดี เมอื่ ไดพ บแลวอยา ใหพ ลาดจาก
สมณะที่หนึง่ ทส่ี อง ทีส่ าม ทสี่ ี่ ซึง่ จะเกดิ ขน้ึ ไดภ ายในใจเราเอง ดวยการปฏิบตั ิของเราน่ี
พระพุทธเจาไมทรงผูกขาด จะพึงไดผ ลโดยท่ัวถงึ กันเมอื่ เหตุสมบูรณแลว เราจึงควร
นอ มธรรมเหลานนั้ เขา มาเพือ่ ตน

“โสตะ” แปลวา กระแส คอื บรรลุถึงกระแสพระนิพพาน แตพวกเรามกั คาดกนั
ไปตางๆ จนไมมีประมาณวา กระแสพระนิพพานน้ันเปนอยางไรบา ง กระแสกวางแคบ
ลกึ ตื้น หยาบละเอียดขนาดไหน ซึง่ กลายเปน สญั ญาอารมณไ ป โดยไมเกดิ ประโยชน
อะไรเลย

ความจริงกระแสกค็ อื แดนแหงความแนนอน ทจ่ี ะกา วถงึ ความพนทกุ ขไม
เปนอื่นนน่ั เอง

ผปู ฏบิ ตั บิ าํ เพญ็ ขอใหม คี วามรม เยน็ ภายในใจเถอะ จะกระแสไมกระแสก็
ตามคือจติ ดวงน้ีเอง ซึ่งไดรับการบํารุงสง เสริมในทางดอี ยเู สมอไมลดละลา ถอย

อะไรจะเปนพระนิพพานได บานเปน บาน เรือนเปนเรือน ดินเปนดิน นา้ํ เปน น้ํา
ลมเปน ลม ไฟเปน ไฟ ดนิ ฟา อากาศ แตล ะช้ินละอันไมสามารถท่ีจะเปนพระนพิ พาน
หรอื นาํ มาเปน พระนิพพานไดเลย จะปรบั ปรุงใหเปน พระนพิ พานก็ไมได จะปรบั ปรงุ ให
เปน พระโสดาบนั ก็ไมได พระสกทิ าคาก็ไมได พระอนาคากไ็ มได พระอรหันตก ไ็ มได

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๒

ธรรมะชดุ ๕เ๒ตร๔ียมพร้อม

๔๖๓

แลว จะปรบั ปรุงใหเ ปนพระนพิ พานไดอยางไร นอกจากจติ ดวงเดียวเทา นเ้ี ปน ผทู ่ี
สามารถจะเปน ไปได ดวยการประพฤตปิ ฏบิ ัติ กาํ จัดส่ิงที่ปกปดกาํ บังซ่งึ มืดมดิ ปด ตาอยู
ภายในใจนีอ้ อกไปไดโ ดยลาํ ดับ ความสงบสขุ หากเกดิ ข้นึ มาเอง ท่ีไมส งบกเ็ พราะสิง่
เหลานเ้ี ปนผกู อกวน เปน ผูยแุ หยใหกังวลวนุ วายอยูทง้ั วันทง้ั คืน ยืน เดิน น่ัง นอน ทุก
อริ ยิ าบถ หาแตเ รื่อง วนุ วายตัวเอง กค็ อื เรื่องของกเิ ลส จะใหใจสงบไดอยา งไร เรอื่ งของ
กเิ ลสจึงไมใ ชข องดีสําหรับสัตวโ ลกแตไ หนแตไ รมา

สัตวท งั้ หลายชอบถอื วา เปน ของดไี มคิดปลอ ยวาง ฤทธิ์ของมันจึงทาํ ใหบนกนั อ้อื
ไปหมด ถามนั ดจี รงิ ๆ ทาํ ไมจึงไดบ นกนั การทบ่ี นกันก็เพราะเร่อื งของกเิ ลสพาใหเกดิ
ทกุ ขเกดิ ความลาํ บาก ทา นจงึ สอนใหส รา ง “สมณธรรม” ขึ้นท่ีนี่!

“สมณะ” แปลวา ความสงบ เมอ่ื สงบแลว กค็ อ ยๆ กลายเปน “สมณะทีห่ นึ่ง” ที่
สอง ทสี่ าม ทส่ี ี่ ขึน้ ไปโดยลําดับภายในใจเรา

การปฏิบัตเิ พอ่ื บรรลุ “สมณธรรม” ทั้งส่นี ปี้ ฏบิ ัตอิ ยางไร?
ใน “ธมั มจักกปั ปวตั ตนสตู ร” ทานแสดงไวเ ปนรวมๆ ไมคอยละเอยี ดลอออะไร
ผเู ริม่ ปฏิบตั ิอาจเขาใจยากนัก
“ทกุ ขฺ ํ อริยสจฺจ”ํ สจั ธรรมหน่ึง ทา นวา อยา งนน้ั “ชาตปิ  ทุกขฺ า ชราป ทกุ ขฺ า
มรณมปฺ  ทกุ ขฺ ํ โสกปรเิ ทวทกุ ขฺ โทมนสสฺ ปุ ายาสาป ทกุ ฺขา” เรือ่ ยไป วานีเ้ ปน เรือ่ งความ
ทุกข ทุกขทีแ่ สดงตวั ออกมานี้มีสาเหตุเปนมาจากอะไร? กม็ าจากความเกดิ เกดิ เปน ตน
เหตทุ ่ีใหเ กิดความทกุ ข ทีนตี้ ัวเกดิ จรงิ ๆ มีตนเหตมุ าจาก “อวชิ ชา” “อวิชฺชาปจจฺ ยา สงฺ
ขารา” แลวอะไรท่ีทําใหเ กดิ ถาไมใช “อวิชชฺ าปจฺจยา สงฺขารา” จะเปนเพราะอะไร ทาน
ขึ้นตรงนเี้ ลย
ทา นอาจารยม่ันทานแยกยังงอ้ี กี นา ฟงมาก ทา นวา “ฐตี ภิ ูตํ อวชิ ฺชาปจจฺ ยา สงฺ
ขารา” อวชิ ชา ไมมที ีอ่ ยอู าศยั ไมมพี อแมเ ปนที่เกดิ จะเกดิ ไดอ ยางไร อยูไ ดอยา งไร ก็
ตองอาศัย “ฐตี ิภตู ํ อวชิ ฺชาปจฺจยา สงฺขารา” น่ีเปนสาเหตุทจ่ี ะใหเ กดิ เปน ภพเปนชาติ
ขึน้ มา อนั นม้ี ีแยกออกเปน สามประเภท “นนทฺ ิราคสหคตา ตตรฺ ตตฺราภนิ นฺทินี. เสยฺย
ถีท.ํ กามตณหฺ า ภวตณหฺ า วภิ วตณหฺ า” น่!ี ทา นวา นแ้ี ลคอื “สมุทยั ” “สมุทัย อริยสจฺ
จํ” นี่ก็เปน อรยิ สัจ แลว จะนาํ อะไรเขามาแก!
“สมุทัย อริยสัจ” น้ี ลวนแตส่ิงท่จี ะทาํ จติ ใหขนุ มัว เปนเรือ่ งหรอื เปนธรรมชาตทิ ี่
รบกวนจิตใจใหข นุ มวั จนเปนตมเปน โคลนไปได ถา เปน วตั ถุ ในบรรดาสมทุ ยั มากนอยที่
กลา วมาน้ี กามตณั หากต็ าม ภวตัณหากต็ าม วภิ วตัณหากต็ าม เปน ความหวิ ความโหย

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๓

ภาค ๓ “ธรรม๕ช๒ดุ ๕เตรียมพร้อม’’

๔๖๔

ความทนอยเู ปนปกติสุขไมไ ด หมดความสงบสุข อยูโดยลาํ พังตนเองไมไ ด เพราะคํา
วา “ตัณหา” ตอ งหวิ โหยดนิ้ รน ด้ินไปทางโนนด้ินมาทางน้ี ด้ินไปทางหน่ึงเปน
กามตัณหา ดิน้ มาทางหน่ึงเปน ภวตัณหา ดนิ้ ไปอกี ทางหนึง่ เปนวิภวตณั หา มนั ลว นแต
ความหิวโหย ทจี่ ะทําใหจ ิตใจดน้ิ ดว ยอํานาจของกิเลสสามเหลา นีเ้ ปน เครอื่ งกดข่บี งั คับ
หรอื รดี ไถ พูดงา ยๆ เอาอยา งนี้ถงึ ใจดี สําหรบั นักปฏิบตั ิเพือ่ แกไ ขกิเลสตวั ใหโทษ
ตลอดมา

จิตที่ทรงตัวไมไดตามปกติของตน ก็เพราะสิง่ เหลา น้เี ปนผูทําลายหรือกอ กวน
เปน ผยู แุ หย เปน ผูทาํ ความวุนวายอยตู ลอดเวลาหาความสงบไมไ ด แลว จะแกอ นั นด้ี ว ย
วธิ ใี ด?

ทา นกส็ อน “สมฺมาทฏิ ฐิ สมมฺ าสงกฺ ปฺโป” ขน้ึ เลย โดยทาง “มคฺค อรยิ สจฺจ”ํ
เปน เครอ่ื งแกธรรมชาตทิ กี่ อ กวนวนุ วายระสํ่าระสาย เพราะอาํ นาจแหงความหิวโหยทน
อยไู มไดเหลาน้ี ไมว าสตั วไมวา บุคคลถาเกิดความหวิ โหยขึ้นมาแลว ไมไดสุจรติ ก็เอา
ทางทุจริต ไมไ ดท างทแี่ จงก็เอาทลี่ บั เอาจนได เพราะความหิวโหยมนั บบี บังคบั ใหตอง
ทาํ หรอื เพราะความทะเยอทะยานอยากตางๆ ตลอดความหวิ โหยนน่ั เอง มนั บบี บงั คับ
จติ ใจใหตอ งเสอื กตองคลานไปตา งๆ นานา เพราะอยูใตอาํ นาจของมัน ตอ งเปน ความ
ทุกข ทุกขท รมานทวั่ หนา กัน

ทกุ ขเพราะอะไร ทุกขเพราะ “สมุทยั ” เปน ผูล ากผูเข็นใจสัตวโลก จนถลอกปอก
เปก ไปทกุ ภพทุกชาติ ทงั้ วัน ทงั้ คนื ยนื เดิน น่ัง นอน อาการทค่ี ดิ ออกมาแงใ ด มแี ตถกู
สมุทัยฉดุ ลากเขน็ เขน ตที ง้ั นน้ั แลว เราจะเอาอะไรมาดบั ส่ิงเหลาน้ี เอาอะไรมาแกไขสงิ่
เหลาน้ี ?

“สมฺมาทิฏฐ ิ สมมฺ าสงกฺ ปโฺ ป สมมฺ าวาจา สมมฺ ากมมฺ นโฺ ต สมมฺ าอาชโี ว สมมฺ า
วายาโม สมมฺ าสติ สมมฺ าสมาธิ” นแี้ ลเปน เครอื่ งมือทท่ี นั สมัย และเหมาะสมท่สี ดุ ทจ่ี ะ
ปราบปรามกเิ ลสทั้งสามประเภทนี้ใหสนิ้ ซากลงไปจากใจ ไมมีเครอ่ื งมืออื่นใดท่จี ะ
เหนอื ไปกวา “มชั ฌมิ าปฏปิ ทา” น้ี

“สมมฺ าทฏิ ฐ”ิ ความเหน็ ชอบน้นั เห็นอะไรเลา? เวลาน้ใี จเรามนั เหน็ ผิดท้งั นน้ั
กามตณั หา กค็ อื ความเหน็ ผดิ ภวตัณหา กค็ อื ความเหน็ ผดิ วภิ วตณั หา ลวนแตเร่อื ง
ความเห็นผดิ ทัง้ น้ัน มันถงึ ไดเ ปน ทางกายทางใจไมลดหยอนผอ นคลาย ทําไมถึงรัก รัก
เพราะเหตุใด เอาสติปญ ญาคนลงไป ซ่ึงกไ็ มหนีจากกายนี้ รกั กร็ กั กายนก้ี อ นอน่ื รักกาย
นี้กร็ กั กายนั้น! กามตัณหามันมีอยูท ่ีตรงน้ี แยกหาเหตหุ าผลออกมา มันรักเพราะอะไร

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๔

ธรรมะชดุ๕เ๒ต๖รียมพร้อม

๔๖๕

รักเนือ้ รกั หนัง รกั เอ็น รกั กระดกู รกั ผม รักขน ยังงัน้ เหรอ? ของใครของเรามันก็
เหมือนกนั นี้ รักอะไรมนั ?

กิรยิ าทแี่ ยกหรอื ทําการแยกน้ี ทา นเรียกวา “มรรค สมมฺ าทฏิ ฐ ิ” คือ ปญญา
ไตรต รองกลัน่ กรองดหู าสิง่ ที่มันยึดมนั ถือ วามนั ยดึ ถอื เพราะเหตุใด มีสารคุณอะไรมนั
ถงึ ไดยึดไดถ ือ ความยึดถอื แทนที่จะเกิดผลเกดิ ประโยชน เกิดความสุขความสบาย แต
มนั กลายเปน ไฟขนึ้ มาท้ังกองภายในใจ ทําใหเกิดความลาํ บากลําบน ทนทกุ ขทรมาน
เพราะความยึดความถือ

ความยดึ ถอื มาจากความสาํ คญั ผดิ เขาใจวา น่นั เปน เรา นเ่ี ปน ของเรา มนั เปน
ความผิดไปทงั้ นั้น ปญ ญาจงึ ตอ งตามแกใหเ หน็ ตามความเปน จรงิ ของมัน ทานจึงสอน
ใหพ จิ ารณากาย “กายคตาสติ” เอา ! พิจารณาลงไป ทง้ั ขา งนอกขางใน ขา งบนขางลาง
ภายในกายนอกกาย พจิ ารณาใหละเอยี ดทวั่ ถงึ ซํ้าแลวซ้าํ เลา จนเปนที่เขาใจแจมแจง
ชัดเจน นคี้ อื เรื่องของปญ ญา ซง่ึ เปนเคร่อื งปราบความอยากความหวิ ความกระหาย ซึง่
เกดิ ขน้ึ จากอาํ นาจของกิเลส ไมมีอันใดที่จะระงับดบั สง่ิ เหลานใ้ี หหายความอยากได
นอกจาก “สมมฺ าทฏิ ฐิ” “สมมฺ าสงกฺ ปโฺ ป” อันเปนองคแหง มรรคแปดนเี้ ทานนั้

“มคคฺ อรยิ สจฺจํ” นี่คือเคร่อื งมือปราบกเิ ลสทกุ ประเภท ควรดาํ เนินตามน้ี สติ
ปญ ญาเปนเครอ่ื งมอื ทที่ นั กลมารยาของกเิ ลส ฟาดฟนลงไปพิจารณาลงไปอยา ร้ังรอ
ตรงไหนท่ีมดื ดาํ ตรงนัน้ นะอสรพษิ มันอยตู รงน้นั ปญญายังตามไมท ันท่ตี รงไหน ตรง
นั้นจะเปน ตัวเปนตน เปนสัตวเปน บคุ คล เปนเราเปนเขา เปน ของเราของเขาขน้ึ มาที่
ตรงนนั้

ปญญาสอดแทรกลงไป เห็นลงไปตามคัมภีรธรรมชาติ คอื กายกบั จติ แลว ความ
จริงจะเปดเผยขึ้นมา ไมม คี ําวา “บคุ คล“ คาํ วา “สตั ว” คาํ วา “เขา,เรา” ไมมี ! มีไดยงั ไง
ปญ ญาลงหย่ังถึงความจรงิ แลว ความเสกสรรเหลา นเ้ี ปน เรอ่ื งจอมปลอม ทเ่ี กดิ จาก
กเิ ลสจอมหลอกลวงตา งหาก

ทนี ปี้ ญญาตามชะลางใหสะอาดลงไปโดยลาํ ดับจนตลอดทวั่ ถึง จติ ทถ่ี กู กดถว ง
เพราะอํานาจ “อปุ าทาน” มาเปน เวลานาน ยอ มถกู สติปญ ญาเปนผูถอดถอนขึน้ มา ถอน
กรรมสิทธิ์ ไมปกปน เขตแดนไววา อันน้ันเปนเราเปนของเรา นนั่ เปนเขตแดนของเรา
เฉพาะอยางยงิ่ ก็ในวงขนั ธหาน้ี มนั เปน เขตแดนท่ีเราปก ปนมาตั้งแตวันเกดิ นี่เปนเรา น่ี
เปนของเรา เน้ือเปน เรา เอ็นเปน เรา กระดูกเปนเรา แขนเปนเรา ขาเปนเรา เปน ของ
เรา อวยั วะทกุ ชิน้ ทกุ สวนเปน เราเปนของเราเต็มไปหมด ทั้งๆ ทสี่ ิง่ เหลา น้นั เขาไมไ ดรบั

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๕

ภาค ๓ “ธรร๕ม๒ช๗ดุ เตรยี มพร้อม’’

๔๖๖

ทราบรับรูอ ะไรจากเราเลย แตเราปก ปน เขตแดนเอาเอง เม่อื มอี ะไรลวงลา้ํ หรอื มา
สมั ผัสสัมพันธใหเกดิ ความเจบ็ ความไมสบายขึ้นมา กเ็ กิดความทกุ ขข ้ึนภายในจิตใจ

นอกจากเกิดความทุกขข น้ึ ภายในกายแลว ยังเกิดความทกุ ขข นึ้ ภายในใจอีก

เพราะความรกั ความสงวน ความปก ปน เขตแดน อันนั้นเปน ตนเหตุ
การพิจารณาดูใหเห็นตามความจรงิ นั้นทานเรียกวา “พิจารณา สัจธรรม” ดว ย

ปญญาสมมฺ าทฏิ ฐ ิ สรุปแลว กไ็ ดแ กค วามเหน็ ชอบในสัจธรรมท้งั ส่ี มีทกุ ขสจั เปนตน
ความดาํ ริท่เี ปน ไปเพื่อการถอดถอนกิเลสทัง้ มวลนัน้ แล “สมมฺ าสงกฺ ปโฺ ป” ทา น

แยกเปน ๓ คอื (๑) ความไมพยาบาทปองรา ยผูอ นื่ ท่เี ปนบาลวี า “อพยฺ าปาทสงกฺ ปโฺ ป”
เรือ่ งของกิเลสนั้นใฝทางพยาบาทเปนพ้นื ฐาน

(๒) “อวหิ สึ าสงกฺ ปโฺ ป” คอื ไมเ บยี ดเบียนตนและผูอ น่ื และ
(๓) “เนกขฺ มมฺ สงกฺ ปโฺ ป” ความคดิ ดํารเิ พื่อออกจากเครื่องผกู พัน มกี ามฉันทะ

เปนตน โดยหลกั ธรรมชาติกอนทจ่ี ะออกไปกระทบกระเทอื นคนอ่นื ตอ งกระทบ

กระเทือนตนเสยี กอ น เพราะความเหน็ ผดิ ของจติ ดว ยอํานาจของกิเลสน้แี ล สมฺ
มาสงกฺ ปฺโป จงึ ตอ งแกกนั ตรงนี้ รวมกนั แลว สมมฺ าสงกฺ ปโฺ ป สมมฺ าทิฏฐ ิ กเ็ หมือน
เชือกสองเกลยี วทฟี่ น กันเขา เปนเกลยี วเดียวใหเ ปนเชอื กเสนหนง่ึ ขน้ึ มา เพื่อใหม กี ําลัง

น่นั เปนเพียงอาการของจติ ที่คิดในแงตา งกนั รวมแลว ก็คอื ปญ ญาความแยบคายของจิต

ดวงเดยี วนั่นแลว เหมอื นเชือกหนง่ึ เสนหรือเชอื กเสน หนง่ึ เอง รวมทง้ั แปดนั้นก็มาเปน
เชือกเสนหน่ึง คอื “มัชฌิมาปฏปิ ทา” ทางสายกลาง หรือเครือ่ งมือแกก ิเลส ทเ่ี หมาะ

สมอยางยง่ิ ตลอดมาแตค รั้งพุทธกาลนัน้ แล

จะพิจารณาอะไร ถา ไมพิจารณาสงิ่ ท่พี ัวพนั จิตใจเราอยูเวลาน้ี และแกที่ตรงนี้
ดว ย “มรรค” คอื “สมฺมาสงกฺ ปฺโป” เปนตนน้แี ล มรรคเทานน้ั ทจี่ ะแกก ิเลสออกจากจติ

ใจได ถือรางกายหรอื ขันธเ ปน เวที คนควา ดวยสตปิ ญ ญา ตอ สกู บั ความลมุ หลงของตน
สกู นั บนเวที คอื รูป เวทนา สัญญา สงั ขาร วิญญาณ นี้เปน ที่พิสจู นส่งิ เหลา นี้ อันเปน
เปา หมายแหงการพจิ ารณา จนเห็นตามความจริงของมัน

เทศนไปท่ีอนื่ ไมสะดวกใจ ถาเทศนลงตรงนี้รสู ึกถนดั ใจ จใุ จ เพราะนเี้ ปนตวั จรงิ
กิเลสก็อยูทีต่ รงน้ี มรรคก็อยทู ่ีตรงน้ี หรือสัจธรรม ทกุ ข สมุทัย ก็อยทู ตี่ รงนี้ นโิ รธกบั
มรรคก็อยทู ่ตี รงนี้ เม่ือ “มรรค” ทาํ การดบั กเิ ลสไปโดยลําดบั นิโรธคอื ความดับทกุ ขก็

ปรากฏขึน้ มาเอง ตามกาํ ลงั ของมรรคซึง่ เปนผูด าํ เนนิ งาน สติปญญาเปน ผูฟาดฟน กเิ ลส
ใหฉิบหายลงไปเปน ลําดบั กเ็ ปน การดบั ทกุ ขไ ปโดยลาํ ดับ ใครจะไปตัง้ หนาตัง้ ตาดบั

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๖

ธรรมะชดุ๕เ๒ต๘รยี มพร้อม

๔๖๗

ทุกขโดยไมตองดาํ เนนิ “มรรค” ยอมเปน ไปไมได ทา นบอกวา “นิโรธ ควรทาํ ใหแจง”จะ
เอาอะไรไปทํา? ถา ไมเ อามรรคไปทําใหแ จง ขนึ้ มาซ่ึงนโิ รธ เราจะพยายามทาํ นโิ รธใหแจง
เฉยๆ โดยไมอ าศยั มรรคเปน เครอ่ื งบุกเบกิ ทางแลว ไมม ีทางสําเร็จ เพราะธรรมนี้เปนผล
ของมรรคทผี่ ลติ ข้ึนมา

ทา นสอนไวเ ปน อาการเฉยๆ หลกั ใหญแ ลว พอสตปิ ญ ญาจอลงไป เพียงจดุ หนึ่ง
เทา นน้ั จะกระเทือนไปถึง “สจั ธรรมทั้งส่ี” นัน้ โดยลําดับ ทํางานพรอมกนั เหมอื นกับจักร
ตัวเล็กตวั ใหญ ทํางานพรอ มกนั ในวงงานอันเดียวกัน ถาไปแยกแยะยงั ง้นั แลวยอ มจะวก
วน เหมอื นตามรอยวัวในคอกนั่นแล หาทางไปไมไ ด

จึงควรพิจารณาลงในอาการใดก็ได ในรูปธรรมหรือนามธรรม มอี ยใู นกายอนั
เดียวกนั เชน รปู ก็มหี ลายอาการดวยกัน ขณะพิจารณารูป แมเ วทนาเกดิ ข้นึ ก็ไมหว่ัน
ไหว รปู เปน รปู เวทนาก็สกั เปน “นามธรรม” หาตนหาตวั หาสัตวหาบุคคล หาเราหาเขา
ไดทไ่ี หน ไมว า จะสขุ เวทนาหรือทกุ ขเวทนา มลี ักษณะคลา ยคลึงกัน เขาเปนตนหรือเปน
ตัว เปน สตั วเ ปนบคุ คลท่ไี หน เพียงเปนนามธรรมอยางเดยี วเทา นั้น ปรากฏข้ึนในจติ

เมอื่ จิตไดท ราบวา อาการปรากฏขน้ึ เปนลักษณะแหง ความทุกข เปนลกั ษณะแหง
ความสขุ แลว ก็ดบั ลงไปตามเหตุปจจยั ท่พี าใหด ับ แนะ ! ปญญาจึงมีทางที่จะทราบได
ตามส่ิงท่ีมีอยู เพราะไมใชส่งิ ทีล่ ลี้ ับ แตเ ปน สิ่งที่เปดเผยดว ยความมอี ยูและปรากฏขึ้น
ตามเหตปุ จจยั ทีพ่ าใหเปนเทา นั้น

รูปขนั ธ กอ็ ยทู กุ วนั ทุกเวลา พาหลบั พานอน พาขบั พาถาย พายืนพาเดิน กร็ ปู
ขนั ธน่ีเอง เวทนาขนั ธก ็แสดงตวั อยทู กุ เวลา แมใ นขณะนมี้ นั กแ็ สดงใหเ รารอู ยเู ชน กัน
ไมสขุ ก็ทุกขส บั เปลยี่ นกนั ไปมาอยา งนแี้ หละ สาํ คัญทใี่ จอยา ใหท ุกขดว ย ทกุ ขก็ใหท ราบ
วาขันธน เี้ ปน อนจิ จฺ ํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า อยาใหจ ิตไปยงุ กับเขา จิตกไ็ มเปน ทกุ ข

คาํ วา “เวทนา” เวทนานี้เทศนท ุกวัน จึงควรฟง ใหเ ขา ใจ กเิ ลสมนั เกาะแนนอยู
กบั ขนั ธห า น้ี ไมมวี ันมคี ืน มีปมีเดือน ไมท ราบวาของเกา ของใหม แตเ กาะเสียแนน
เกาะมาก่ปี กเี่ ดอื นกก่ี ัปกี่กลั ปม าแลว เพราะฉะน้ันการพจิ ารณาวันหนงึ่ ๆ เวลาหนึง่ ๆ
จึงไมพ อ การเทศนว ันหน่ึงเวลาหนงึ่ จงึ ไมพอ ตองเทศนซ าํ้ กนั ใหเขา ใจ เปน ทแ่ี นใจ

พิจารณากพ็ จิ ารณาซาํ้ ใหเ ปน ทเี่ ขาใจแลว ก็ปลอยเอง เอาใหเห็นชัดเวทนา,
ทุกขเวทนามีทไ่ี หนบาง? มีที่ไหนกเ็ ปน ทกุ ขเวทนาจะใหเปนอ่นื ไปไมไ ด ตองเปนธรรม
ชาติความจรงิ ของเขาอยูเชน นัน้

“สญั ญา” กจ็ าํ ได เคยจาํ มาเทาไรแลว ตงั้ แตวันเกดิ จนบัดนี้ แลว หาอะไรเปน
สาระไดบา ง ถา มันเปนตัวเปน ตน เปนสัตวเปนบุคคลจริงๆ นํามาใสตกู ็คงไมม ตี ทู ี่ไหน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๗

ภาค ๓ “ธรร๕ม๒ชดุ๙เตรียมพร้อม’’

๔๖๘

ใส เพราะมนั จําไมหยุดไมถอย แตพอจาํ ไดแลวก็ผา นไป ๆ ไมมอี ะไรเหลืออยเู ลย นน่ั !
ฟงซิ เอาสาระแกนสารอะไรกบั สิ่งเหลา น้ี

“สงั ขาร” ปรงุ วันยังคํ่าคืนยงั รงุ ปรุงเสียจนรอนหวั อกก็มี ถาปรุงมากๆ ปรุงเสีย
จนหวั ใจแทบจะไมทาํ งาน เพลยี ไปหมด สังขารคอื ความปรุง ถา ไมร ะงับมนั ดว ยสติ
ปญญาไมมีทางระงบั ไดตลอดไป และตายดวยมนั ไดจรงิ ๆ เชน คนคิดมากเพราะความ
เสียใจ เรื่องของกิเลสมนั เอาสงั ขารเปนเคร่อื งปรงุ เปน เคร่ืองมือ และผลกั ดนั ออกมาให
ปรงุ ไมห ยุดไมถ อย ปรงุ ส่ิงน้นั สําคญั ส่ิงนี้

ทงั้ สัญญา ทั้งสังขารเปนเคร่ืองมือของกเิ ลส แลว กพ็ ุงลงไปทห่ี ัวใจของเรา ให
เกิดความทกุ ขความทรมานไมใชน อยๆ มากกวานน้ั กเ็ ปน บาได คนเราเปนทุกขเพราะ
คดิ มากมนั ดีนกั เหรอ สังขาร ?

“วญิ ญาณ” ก็เพียงรบั ทราบ รบั ทราบแลว ก็ดับไปพรอมๆ ในขณะที่รบั ทราบจาก
ส่งิ ทมี่ าสมั ผัส มสี าระแกนสารทไ่ี หน เราหลงสิ่งเหลา น้ีแหละเราไมไ ดห ลงส่งิ อนื่ ๆ นะ
นอกน้นั มันกเ็ ปนผลพลอยไดข องกเิ ลสไปอีกประเภทหนง่ึ

หลกั ใหญจรงิ ๆ มันอยูตรงนี้ จึงตอ งพจิ ารณาตรงนีใ้ หเ หน็ ชดั น่ีเรียกวา “ดําเนนิ
มรรคปฏิปทา” หรอื เรยี กวา “มรรคสัจจะ” เคร่อื งแกความหลง วนุ วาย ความยดึ มัน่ ถอื
มน่ั ของใจใหถ อยตวั ออกมา ใจจะไดส บายหายหวงจากสิ่งเหลานี้ เพราะการปลอยวาง
ได

อันความตายเปนหลักใหญเหนอื โลกจะหา มได กฎอนจิ ฺจํ ทุกขฺ ํ อนตตฺ า เปน
เหมือนทางหลวง เพราะเปนคติธรรมดา ไมถึงกาลเวลามันกไ็ มสลาย ถึงแมจะยดึ ถือมัน
สกั เทา ใดกต็ าม เมื่อถึงกาลมนั แลวหามไมฟ ง มันก็ไปของมัน ซ่งึ เรยี กวา “ทางหลวง”
ตามคตธิ รรมดา ซึ่งเปน เรอื่ งใหญโ ตมาก ท่วั โลกดินแดนเปน อยางน้ดี ว ยกันทง้ั นนั้ จะไม
เรียกวา เปนทางหลวงไดอ ยางไร ใครจะไปกีดขวางหวงหา มไมไ ด มันตอ งเดนิ ตามทาง
หลวงตามคตธิ รรมดาซ่ึงเปน เรอื่ งใหญโ ตมาก ทัว่ โลกดนิ แดนเปน อยางนดี้ ว ยกนั ทัง้ นั้น
พจิ ารณาใหเ ปน ไปตามความจรงิ ของมัน ทเ่ี รยี กวา “โคน ไมตามลม”

อยา ไปขัดขวางธรรมของพระพุทธเจา ทที่ รงสัง่ สอนไวตามหลกั คติธรรมดา ใหรู
ตามความจริง ใจกจ็ ะสบาย การอยกู บั กเิ ลสใจอยกู บั ความวนุ วาย ผลแหง ความวนุ วายก็
คือความทุกข เราเคยเห็นโทษของมันมาแลว

ทีนใี้ หใ จอยูกับธรรม ใจอยูกบั สติ ใจอยูกับปญญา ใจนน้ั จะไดมีความปลอดภัย
ใจจะไดม คี วามรมเยน็ ข้ึน ชอ่ื วา “กิเลส” แลว ไมว า อยูที่ไหนพยายามแกใ หหมด ! แก

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๘

ธรรมะชดุ ๕เต๓ร๐ียมพร้อม

๔๖๙

ภายนอกไดแ ลว เขา มาแกภ ายในธาตใุ นขนั ธ แลว ก็ภายในจิตดว ยปญญาอกี จนรอบตัว
ทะลุปรุโปรงไปหมดไมมีอะไรเหลือเลย

คาํ วา “ตน” วา “ตัว” วา สตั ว วา บคุ คล มนั หมดปญ หาไปในทันทีทนั ใด เมื่อกิเลส
ซ่งึ เปนตวั เสกสรรวา เปน สัตวเปนบคุ คลไดสนิ้ ไปจากใจแลว คาํ วา สตั วก ต็ าม บคุ คลก็
ตามไมค ดิ ใหเ สียเวลาํ่ เวลา จรงิ อยา งไรก็อยูตามความจรงิ ลวนๆ เพอ่ื หายกงั วล เวลา
หายจริงๆ หายทีต่ รงนี้

อนั น้ไี มใช “สัจธรรม”! สัจธรรมก็คือทุกข ทุกขก าย ทกุ ขใ จ นี่เรยี กวา “ทกุ ข
สจั จะ” “สมุทยั ” เปน เรือ่ งของกเิ ลสอาสวะท้งั มวล นเี้ รยี กวา “สมุทยั สจั จะ” “มรรค” มสี มฺ
มาทฏิ ฐ ิ เปนตน สมมฺ าสมาธิเปน ทสี่ ุด คือเครอื่ งมือ เปน “สัจธรรม” ประเภทหนึง่
เคร่อื งแกก ิเลสคอื ตัว “สมุทยั ” ใหห มดส้นิ ไป “นิโรธ” กท็ าํ หนาท่ีดบั ทุกขไปตามๆ กนั
โดยลําดบั จนกระท่งั รแู จง แทงตลอดในสมุทัยตวั สําคญั ซง่ึ มอี ยูภายในใจโดยเฉพาะ ไม
มอี ะไรเหลอื แลว นโิ รธแสดงความดับทุกข เพราะกิเลสดับไปจากใจในขณะนั้นอยา ง
เต็มภูมิ

ผูท่รี วู า ทกุ ขดบั ไป กเิ ลสดับไปเพราะมรรคเปนเคร่อื งทาํ ลาย น่ันคือ “วิมตุ ต”ิ
ไมใช “สัจธรรม” นนั่ คอื ผบู ริสทุ ธิ์ ไมใชส ัจธรรมท้ังสน่ี ัน้

“สัจธรรม” เปน เคร่อื งกาวเดนิ เทา นั้น เมอ่ื ถึงจุดหมายปลายทางแลว สจั ธรรมท้ัง
สกี่ ็หมดหนา ท่ไี ปตามหลกั ธรรมชาติของตน โดยไมต องไปกดขบี่ ังคับใหส้ินใหสุด ให
หมดความจําเปน หากเปน ไปตามเรื่อง เชนเดยี วกบั เรากา วจากบันไดขน้ึ สูสถานท่อี นั
เปน จุดท่ีตอ งการแลว บนั ไดกับเรากห็ มดความจาํ เปนกันไปเอง

ฉะน้ันเรอื่ งของ “มรรค” คือสตปิ ญ ญาเปนตน ทําหนา ที่ใหส มบรู ณเตม็ ภมู ิ จิต
ไดถ ึงขัน้ แหง ความหลดุ พนแลว เร่อื งสตปิ ญญาทจ่ี ะชวยแกไขกิเลสอาสวะท้งั มวล ก็
หมดปญ หาไปตามๆ กนั

นี่แลคอื ความเดน ของเรา น่ีแลคือ “สมณะธรรม” หรอื สมณะท่ีสดุ ยอดแหง
สมณะท่สี ี่ ! สมณะท่หี นึง่ คือพระโสดา สมณะทส่ี องคอื พระสกทิ าคา สมณะทีส่ าม
พระอนาคา เราเจอมาเปนลําดบั ดว ยการปฏิบตั ิ สมณะทส่ี ่คี อื อรหันต อรหัตธรรมเจอ
เตม็ ภมู ิดวย “มรรคปฏิปทา อนั แหลมคม” น่เี ปนผทู รงไวแ ลว ซง่ึ สมณะท้ังส่รี วมลงในใจ
ดวงเดียว “เอตมฺมงคฺ ลมุตฺตม”ํ มงคลอนั สูงสดุ น้ีอยทู ใ่ี จเราเอง ไมต อ งไปหา “สริ มิ งคล”
มาจากไหน ! ใจที่พน จากเครอื่ งกดถวงทัง้ หลายถงึ ความบรสิ ทุ ธ์เิ ต็มภูมแิ ลว น้ันแลเปน
มงคลอันสงู สดุ เต็มภูมิ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๖๙

ภาค ๓ “ธรรม๕ช๓ุด๑เตรยี มพร้อม’’

๔๗๐

ท่กี ลาวมาทั้งหมดน้ไี มอยใู นทอี่ ืน่ สจั ธรรมทงั้ สก่ี ด็ ี สมณธรรมทั้งส่กี ด็ ี ต้ังแตท่ี
หนง่ึ , ทีส่ อง, ทส่ี าม จนกระท่ังถึงทสี่ ่ี กผ็ ูทรี่ ู ๆ นแ่ี หละ เปนผูทรงไวซ งึ่ สมณธรรมท้ังส่ี
และเปน ผทู ่จี ะทาํ หนา ท่ีปลดเปลื้องตนออกจากสง่ิ ทก่ี ดขี่บังคับท้ังหลาย จนถงึ ขน้ั “อสิ ร
เสร”ี คือสมณะท้ังสร่ี วมอยกู บั เรานี้ทั้งสนิ้ สรปุ แลวอยูก ับผทู ่รี ู ๆ ผนู ้ีเปน ผู “ท่ตี ายตัว
อยางยง่ิ ” คงเสน คงวาทจี่ ะรบั ทราบทกุ สิ่งทกุ อยาง กเิ ลสกท็ าํ ลายจติ ใจนใ้ี หฉ บิ หายไปไม
ได กเิ ลสจะทําลายส่งิ ใดไดก ต็ าม แตไมสามารถทาํ ลายจิต ไดแกการทาํ จติ ใจใหไดรับ
ความลาํ บากนน้ั มฐี านะเปน ไปได แตจ ะทาํ จิตนน้ั ฉบิ หายยอ มเปน ไปไมไ ด เพราะ
ธรรมชาตนิ ้ีเปนธรรมชาติทต่ี ายตวั หรือเรยี กวา “คงเสน คงวา” เปน แตส ิ่งที่มาเก่ยี วของ
หรือส่ิงท่มี าคละเคลา ทําใหเ ปนไปในลักษณะตา งๆ เทาน้นั น่ันเปน ไปได

เมอ่ื สลัดตดั หรอื ชําระชะลางสิง่ เหลา นนั้ หมดไมมีอะไรเหลือแลว ธรรมชาตินจี้ งึ
ทรงตัวไดอยางเต็มภูมิ เปนบคุ คลกเ็ รยี กวา “สมณะที่ส”่ี อยางเต็มภูมิ ถา เรยี กวาเปน
“ธรรม” กเ็ รยี ก “อรหัตธรรม” อยภู ายในจิตดวงน้นั

จติ ดวงนน้ั เปน ธรรมท้งั ดวง จิตเปนธรรม ธรรมเปนจิต เปนไดท้ังนัน้ ไมม อี ะไร
ทคี่ าน ไมมอี ะไรทจี่ ะแยง เม่ือไมม กี เิ ลสมาแยง แลวมนั กไ็ มมอี ะไรแยง กเิ ลสหมดไป
แลวจะเอาอะไรมาแยง

นั่นแหละความหมดเรือ่ งหมดราว หมดอะไร ๆ หมดที่ตรงนนั้ ความดับทุกข
ดับที่ตรงน้นั ดับภพดับชาตดิ บั ท่ตี รงนั้น ทอ่ี ืน่ ไมมที ี่ใดเปน ที่ดบั ! การไปเกิดภพเกดิ
ชาติก็ผนู ้ีแลเปนเชือ้ แหง ภพแหงชาติ มาจากกิเลสซ่งึ อยกู บั จิต จิตจึงตองเร ๆ รอน ๆ
ไปเกดิ ในภพนอ ยใหญ ไดรบั ความทกุ ขเดอื ดรอนลาํ บากรําคาญมาโดยลาํ ดบั เพราะมี
เชื้อพาใหเปน ไป มีเครอ่ื งหมุนพาใหเปน ไป

เมือ่ สลัดตดั สิ่งฉาบทาหรือเชอ้ื ออกหมดแลว จึงหมดปญหา หมดลงที่ตรงนี้ !
ขอใหพ ากนั พินจิ พิจารณาใหได ใจนี่สามารถรูไดเ ห็นไดท้ังหญงิ ท้ังชาย นกั บวช
และฆราวาส ดวยการปฏิบัติของตน ๆ ไมข้ึนอยกู บั เพศวยั อะไรทั้งสิ้น !

จงึ ขอยตุ เิ พียงเทาน้ี

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๗๐

ธรรมะชุด๕เ๓ตร๒ยี มพร้อม



นพิ พฺ าน สจฉฺ ิ กริ ิยา จ ๔๗๑

เทศนโ์ ปรดคณุ เพาพงา วเรทรศธนะโ กปลุ รดณคุณวัดเพปา่ บพ้างนาตวารดรธนะกุล ณ วดั ปา บา นตาด
เม่ือวนั ที่ ๒๐ มกราคม พทุ ธศักเมราือ่ ชวัน๒ท๕่ี ๑๒๙๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙

นพิ พฺ านสจฉฺ กิ ริ ยิ า จ

ธรรมของพระพทุ ธเจาทรงแสดงไวอยา งถูกตองไมม ีปด บังลี้ลับ แสดงตามความ
จริงท่ีมีอยทู ุกอยางไมว า ข้นั ไหนแหง ธรรม เชน วา บาป บญุ นรก สวรรค นพิ พานมจี ริง
อยางนเ้ี ปนตน จนกระทั่งเขา ถึงเร่อื งราวของกเิ ลสซึง่ เปนสง่ิ ท่ีมีอยเู ปนอยู เปนความจรงิ
ดวยกันหมด จึงหาที่คา นไมไ ด แตทาํ ไมสิง่ เหลา นีจ้ งึ เปนปญหาสําหรับพวกเรา ?

ธรรมทา นแสดงไวอ ยา งเปดเผยไมม อี ะไรเปนปญ หา ไมม ีอะไรลล้ี ับเลย แสดง
ตามความจริงลวนๆ ซ่ึงความจริงนั้นกม็ ีอยู แสดงตามความจรงิ น้นั ๆ ทุกขั้นแหง ความ
จริง แตพวกเราก็ไมเ ขา ใจ เหมอื นทา นบอกวา “ นน่ี ะ , ๆ !” ซึ่งช้ใี หค นตาบอดดู คนหู
หนวกฟง คงจะเปน อยางนน้ั มอื คลาํ ถูกแตต าไมเ ห็น ไปท่ีไหนก็โดนกนั แตทุกข ทั้งๆ ท่ี
ทานสอนวาทุกขเปนอยา งไรกร็ อู ยู แตกโ็ ดนเอาจนได ! บอกวาทุกขไมใ ชข องดี กโ็ ดน
แตทุกข เพราะสาเหตุ และเดินตามสาเหตกุ ารกอบโกยทกุ ขขึน้ มาเผาตวั เองท้ังน้นั

ใน “ธรรมคณุ ” ทานแสดงวา “สนฺทิฏฐโิ ก” สุขทกุ ขเปนส่ิงท่รี ูเห็นอยูก ับตนดว ย
กนั มกี ารตายเปน ตน “เอหปิ สสฺ โิ ก” “โอปนยิโก” นีเ่ ปนหลักสาํ คัญมาก “เอหปิ สฺสโิ ก”

ทานจงยอนจิตเขามาดูธรรมของจริง ไมไ ดห มายถงึ ใหไ ปเรยี กคนอน่ื มาดูธรรมของ
จริง “เอห”ิ กค็ อื สอนผูนัน้ แหละผฟู ง ธรรม ผูปฏบิ ัตธิ รรมน่นั แหละ ใหทานจงยอ นใจเขา

มาดูที่น่ีแล คือความจรงิ อยทู น่ี ี่
ถาพูดแบบ “โลกๆ” กว็ า “ความจริง” ประกาศตนใหทราบอยูต ลอดเวลา หรอื

ทาทายอยตู ลอดเวลาจรงิ ขนาดทเี่ รียกวา “ทา ทาย” วางน้ั แหละ ใหดทู นี่ ี่ “เอหิ” ใหด ูที่น่ี
ไมไ ดหมายความวาใหเ รียกคนอนื่ มาดู ใครจะมาดูได! กเ็ ขาไมเห็นของจริง ไมร ขู อง
จรงิ ! ของจริงอยกู บั เขาเขายังไมเ หน็ เขายังไมร ู จะใหมาดูของจริงอยทู ี่เราไดอยางไร
“เอหปิ สสฺ โิ ก“ทานสอนใหดูความจริงของจรงิ ของเจา ของซ่งึ มอี ยนู ต้ี า งหาก “โอปนยิโก”
เหน็ อะไรไดย ินอะไร สัมผัสอะไร ใหน อมเขามาเปนประโยชนสําหรับตน เรื่องดีเร่อื งชัว่
เรื่องสุขเรื่องทุกข ทส่ี มั ผสั ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลน้ิ ทางกาย หรือปรากฏขน้ึ ภาย
ในใจเก่ยี วกบั เรอ่ื งภายนอก คืออดีตอนาคต เปน เร่อื งอะไรของใครกต็ าม ใหโอปนยิโก
นอ มเขา มาสใู จซ่ึงเปน ตนเหตุสําคัญ อันจะกอ เรื่องตางๆ ใหเ กดิ ข้ึนภายในตน ไมนอก
เหนือไปจากจิตนีเ้ ลย

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะชดุ๕๔เ๓ต๗๔รีย๑มพร้อม

๔๗๒

จิตจึงเปนเรอื่ งใหญโ ตมาก “มโนปพุ พฺ งฺคมา ธมมฺ า” เทา น้ีก็กระเทอื นโลกธาตุ
แลว จะเคลอ่ื นเล็กนอ ยกใ็ จเปน ตน เหตุ ธรรมท้ังหลายจึงมีใจเปน สําคัญ มใี จเทานั้นจะ
เปน ผูร ับทราบส่ิงตา งๆ ไมมอี นั ใดท่จี ะรับทราบไดน อกจากใจ

ธรรมท้ังหลายคอื อะไร? กุศลธรรม อกุศลธรรม มอี ยูในสถานทใ่ี ดถาไมมีอยทู ่ี
ใจ กศุ ลธรรมเกดิ ขนึ้ เพราะความฉลาดของใจ ปรับปรุงใจใหม คี วามเฉลียวฉลาดทันกบั
เหตุการณตางๆ ซง่ึ ออกมาจากภายในใจของตนเอง เมอื่ “อกุศลธรรม” เกดิ ขึ้นท่ใี จ ก็
ให “กศุ ลธรรม” อนั เปนเร่ืองของปญญาพินจิ พจิ ารณาแกไ ขความโงข องตน ความโงข อง
ตนทเ่ี รียกวา “อกศุ ล” นน้ั ใหห มดไปจากใจ

“โอปนยิโก” นอ มเขา มาทีน่ ่ี เหน็ เร่ืองโงเ รื่องฉลาด เรอื่ งสขุ เรื่องทุกขข องใครก็
ตาม ใหน อ มเขา มาเปน คติเตือนใจ “เอหิปสสฺ โิ ก” ใหดูที่ตรงนี้ บอ แหงเหตุท้ังหลายคอื
ใจ แสดงอยตู ลอดเวลาไมม วี นั เวลาหยดุ ยงั้ ทาํ งานอยูอ ยางนน้ั ยิง่ กวา เครือ่ งจกั รเครอ่ื ง
ยนต ซ่งึ เขาเปด เปนเวลํา่ เวลาและปด ไปตามกาลเวลา ใจไมมที ่ีปด เปด จนกระทงั่ วนั
ตายไมม ปี ด แลว ก็บน วา “ทกุ ข” บน ไปเทา ไรกไ็ มเ กดิ ประโยชน เพราะไมแ กท่ตี น
เหตทุ คี่ วรแก ซ่งึ ถาแกไดแลว ทกุ ขก็ดบั ไปเปน ลําดบั ตามความสามารถและความเฉลยี ว
ฉลาดรอบคอบ

ฉะนัน้ จงึ ไมส อนไปท่ีอืน่ นอกจากใจผปู ฏิบตั ิ ถา สอนไปกเ็ หมอื นสอนให
ตะครุบเงา โนน ๆ ๆ ไมม องดูตัวจริงอนั เปนตน เหตุ

สอนที่ตนเหตุเปน สําคัญ เพราะกเิ ลสเกดิ ข้ึนทน่ี ่ี จะเอายังไง? อะไรเปน ตวั เหตุ
ทจ่ี ะใหเ กดิ ความทกุ ขความลาํ บากแกส ตั วโ ลกทง้ั หลาย? ตลอดถงึ ความเกดิ แก
เจ็บ ตาย ? นเี่ ปน ผลมาจากกเิ ลสซง่ึ เปน เชอื้ เปน ตัวเหตสุ ําคัญ มนั เกดิ ขนึ้ อยา งไร? ถา
ไมเ กดิ ขน้ึ จากใจ มันอยูทน่ี ี่ จงึ ไมไปสอนทีอ่ นื่ เพราะเวลาพิจารณาก็เอาจรงิ เอาจงั
เอาเหตุเอาผลใหรคู วามจรงิ และถอดถอนกิเลสไปไดโ ดยลําดับ ก็ถอดถอนท่ตี รงน้ี
เพราะตรงน้ีเปน ผผู กู มัดตวั เอง เปน ผสู ง่ั สมกเิ ลสขน้ึ มาในขณะทโ่ี งเ ขลาเบาปญ ญา
ไมร ูเรอ่ื งรรู าว เวลาถอดถอนดวยอุบายของสตปิ ญ ญาท่ีมคี วามเฉลยี วฉลาด พอถอด
ถอนไดก็ถอดถอนกันที่ตรงน้ี สติใหม ีอยูท่ตี รงนี้ จดุ น้ีเปนจดุ ทคี่ วรระวงั อยา งยงิ่ เปน
จดุ ท่ีควรบาํ รุงรักษาอยางยิง่ คือใจ! บํารงุ กบ็ าํ รุงทน่ี ี่ ดวยการภาวนาและสง เสรมิ สตทิ ่มี ี
อยูแลวใหม ีความเจริญขน้ึ เรื่อยๆ อยา ใหเ สอ่ื ม และรักษาจิตดว ยดี อยา ใหอ ะไรเขา มา
เกย่ี วขอ ง ระมัดระวงั อยา ใหจ ติ น่ีแสออกไปยงุ กับเร่ืองตางๆ แลว นาํ สง่ิ นน้ั เขา มาเผา
ตน นที่ านเรยี กวา “รกั ษา”

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๗๒

ภาค ๓ “ธรร๕ม๓ชุด๕เตรยี มพร้อม’’

๔๗๓

กาํ จดั กค็ อื คนควาหาเหตุผลของมนั อันใดท่ีมอี ยูแ ลว และเปนของไมด ี ให
พยายามแกไ ขและคนควา หาเหตหุ าผล เพอ่ื แกไขถอดถอนตามจดุ ของมนั ท่ีเกิดข้ึน

เร่อื งใหญโตแทๆ อยูทจ่ี ติ เร่อื งเกิดก็คอื จิตที่ทอ งเทีย่ วอยูใน “วฏั สงสาร” จน
ไมรปู ระมาณวา นานเทา ไร เพียงคนคนเดียวเทาน้กี ็เตม็ โลกแลวละซากศพที่เกดิ ตาย
เกดิ ตายซํา้ ๆ ซากๆ แตเจาของรูไ มได นับไมได นบั ไมถว น ไมรูจ กั นับ เพราะมีมากตอ
มาก และความโงป ดบงั ตวั เอง ความจรงิ ของตวั ที่เปน มาเทาไรก็ถกู ปด บงั เสียหมด ยงั
เหลอื แตค วามหลอกลวง โลๆ เลๆ หาความจริงไมได ทา นจึงสอนใหแกสงิ่ เหลา นใ้ี ห
หมดไป

พยายามอบรมสติใหด ใี หทันกนั กับความคิดปรงุ มนั ปรุงขน้ึ ทจ่ี ิตและปลกุ ปน จติ
อยูตลอดเวลา ถา มสี ตอิ ยแู ลว เพยี งความกระเพื่อมของจติ ปรงุ แย็บออกมาเทานน้ั จะ
เปนการปลุกสตปิ ญ ญาใหเ กิดขน้ึ ในขณะเดยี วกัน เราน่ังอยูกับที่ เราเฝา มันอยกู บั ท่ี ท่จี ะ
เกิดขน้ึ แหง เหตุทั้งหลายไดแ กใ จ เราตอ งทราบ พอกระเพอ่ื มตัวออกมาก็ทราบ ทราบ
โดยลาํ ดบั นแ่ี หละ

การหลอกลวงของจติ กห็ ลอกลวงทน่ี ่ี จติ ท่จี ะเขาใจความจรงิ กเ็ ขา ใจดวยปญญา
นอกจากนน้ั กพ็ ิจารณาดูเรอ่ื งธาตเุ รือ่ งขนั ธใ หเหน็ จนกระท่งั ฝงจิต คือมนั ซ้งึ ในจิตวา
อาการแตล ะอาการน้ันเปน ความจริงอยางนัน้ ใหพิจารณาหลายคร้งั หลายหนหากซึง้ ไป
เอง คราวนก้ี ็ทราบ คราวน้ันกท็ ราบ คราวนีก้ ็เขาใจ คราวนั้นกเ็ ขาใจ เขาใจหลายครง้ั
หลายหน เลยเปนความซาบซ้ึงแนใจ

รูป แนะ ฟงซิ ! อะไรเปนรูป รวมทัง้ หมดผมก็เปนรปู ขน เลบ็ ฟน หนงั เนื้อ
เอน็ กระดกู กเ็ ปนรูป รวมเขาไปทง้ั “อวยั วะ” ที่เปนดานวัตถุ ทา นเรียกวา “กองรปู ”
หรอื เรยี กวา “กาย”

เอา ! ดนู ่ี เวลาทอ งเท่ยี วใหสตติ ามความรทู เ่ี ดินไปในอวยั วะสว นใดอาการใด
ของรางกาย ใหสตเิ ปน ผูคุมงาน ปญ ญาเปน ผตู รองไป ความรู รไู ปตามอาการนน้ั ๆ
ปญ ญาตรองไปใหซงึ้ ๆ สตริ บั ทราบไปทกุ ระยะ นี่คืองานของเราแท

สว นงานเรๆ รอนๆ งานคิดปรุงโดยไมมีสติน้ันเราเคยทาํ มาพอแลว และเคย
เปนโทษ เกดิ โทษ กระทบกระเทอื นจิตใจเรามามากแลวเพราะความคดิ ปรุงนน้ั ๆ

งานเชน นเ้ี ปน งาน เปน งานรื้อถอนทุกขภยั ออกจากใจโดยตรง เปน งานจํา
เปน งานคือการกําหนดดวยความมสี ติ ประกอบดว ยปญ ญา ไตรตรองใน “ขนั ธ”โดย
สมํา่ เสมอไมลดละ ความรเู ดนิ ไปตามอาการนน้ั ๆ และถอื อาการน้ันๆ เปน เหมอื น
“เสน บรรทัด” ใหใ จเดนิ ไปตามนน้ั สตปิ ญ ญาแนบไปตามไมล ดละ เหมือนกบั เขยี น

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๗๓

ธรรมะ๕ช๓ดุ ๖เตรยี มพร้อม

๔๗๔

หนังสอื ไปตามเสน บรรทดั ใหใจเดนิ ไปตามนน้ั สตปิ ญ ญาแนบไปตามไมล ดละ เหมอื น
กบั เขยี นหนังสอื ไปตามเสนบรรทัด สตปิ ระคองไปดว ย ดไู ปดว ย นเี่ รยี กวา “เทย่ี ว
กรรมฐานตามปาชา ซ่ึงมีอยกู ับตวั ”

ความอยากรูอยากเหน็ อยางรวดเรว็ ตามใจน้ัน อยาเอาเขามาเกี่ยวขอ งใหเ หนือ
ความจริงท่กี ําลงั พจิ ารณา รูอยางไรใหเขาใจตามความรนู ้ัน แลวกําหนดตามไปเรอ่ื ยๆ
แยกดูความเปนอยขู องขันธต า งๆ วาเปนอยางไร มีหนังหุมอยูภายนอกบางๆ เทา นัน้
แลทห่ี ลอกลวงตาโลก ลวงตาทานลวงตาเรา ไมไ ดห นาเทา ใบลานเลย นน่ั คอื ผวิ หนงั

เราจะพิจารณาในแงหนง่ึ แงใด ก็เปนการพิจารณาเพอ่ื ถอดถอนความหลงของ
ตัว เวลาพจิ ารณาอยางนีท้ ําใหเพลินดี เอา ! ดูขน้ึ ไปขา งบน ดลู งไปขา งลาง ดูออกไปขาง
นอกขางในกายเรานี้แล เปน การทองเท่ยี วใหเ พลนิ อยใู นนี้ สติตามอยา ให “สกั แตว า
ไป” ใหสตติ ามไปดว ย ปญญาตรองไปตามความรทู ี่รกู ับอาการนัน้ ๆ ไปดว ย ขึ้นขางบน
ลงขา งลางทไี่ หนถูก “สัจธรรม” ทั้งนั้น

งานน้เี รียกวา “งานรอื้ งานถอนพิษภยั ” ที่ “อปุ าทาน” เขา ไปแทรกสงิ ไปยึดไป
ถอื ทกุ ชน้ิ ทกุ อนั ภายในรา งกายนอ้ี อก จนไมมีอะไรเหลอื อยูภ ายในใจอีกตอไป เพราะ
ฉะนนั้ ทุกขจงึ มอี ยทู กุ แหง ทกุ หน เพราะ “อปุ าทาน” เปนตวั การสําคัญ คาํ วา “ทุกข มอี ยู
ทกุ แหง ทกุ หน” หมายถงึ ทุกขเ พราะความยดึ ถือ ทาํ ใหไ ปเปน ทุกขท ใี่ จ ไมใ ชเ ปน ทกุ ขที่
อ่นื

เพียงรา งกายเจ็บไขไดป ว ยแลวเปนทุกขน้นั พระพทุ ธเจากเ็ ปน ได พระสาวกก็
เปนได เพราะขนั ธนีอ้ ยใู นกฎของ “อนิจฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา” อยูแลว จะตองแสดงตามกฎ
ของมัน แตสําหรับจิตผพู น จาก อนิจจฺ ํ ทุกฺขํ อนตตฺ า และมีฐานะทจี่ ะพน จาก อนิจฺจํ
ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา น้ี ใหพ ิจารณาส่ิงท่ีวานี้ อยา ใหก ระทบกระเทือนตวั เองไดดว ยความ
เผอเรอใดๆ เพราะการวาดภาพของตัวเอง เพ่อื พจิ ารณารูความจริงนัน้ เปนส่งิ สําคัญ ที่
จะไมใหส่งิ เหลา นีม้ ากระทบกระเทอื นใจได คอื ไมใหทกุ ขเ กดิ ขน้ึ ภายใน เพราะความ
เสกสรรวา “กายเปนเรา, เปนของเรา,” เปนตน

พจิ ารณาลงไป ดูลงไป จนกวาจะเห็นชัดดวยปญ ญาจริงๆ เอา ! หนงั เปนอยา ง
ไร หนงั สตั วทเ่ี ขาใชทําเปน กระเปา น้ันเปนอยา งไร หนงั รองเทาเปน อยางไร ดกู นั ให
หมด ตลอดเน้อื เอ็น กระดูก เอา!ดูเน้ือสตั ว ดเู นือ้ บคุ คล มันก็เหมอื นกนั ดูเขา ไป
กระดูกเปน อยางไร กระดกู สตั ว กระดกู คน ตา งกนั ทตี่ รงไหน ดเู ขาไปใหเตม็ ความจริง

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๗๔

ภาค ๓ “ธ๕ร๓ร๗มชุดเตรยี มพร้อม’’

๔๗๕

ทม่ี อี ยกู ับตัว ดูเขาไป ดภู ายในรา งกายนแ้ี หละ เพราะอนั นเ้ี ปนสง่ิ ท่ที าทายอยแู ลวตาม
ความจริงของเขา

ทําไมใจเราจึงไมรู ไมอ าจหาญ เพยี งเหน็ ตามความจรงิ นนั้ แลว ก็เริม่ ทา ทายของ
ปลอมไดด ว ยความจริงทต่ี นรตู นเห็น ความจริงทรี่ เู ห็นดว ยปญญาน้ีมีอํานาจมาก
สามารถลบลางความเหน็ อนั จอมปลอมไดโ ดยลําดบั จนความปลอมหมดสิ้นไป

ความจริงทีเ่ กิดขึน้ กบั ใจยอ มเกิดไดด วยสติปญ ญา คาํ วา “ความจริง” นนั้ ถกู ทง้ั
สองเงือ่ น เงื่อนหนึ่งความจรงิ ท้งั หลาย ไมวาฝา ยรปู เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ ก็
เปนความจรงิ เปน ของมอี ยู ทา ทายอยูดว ยความมีอยูของตน และปญ ญากห็ ยง่ั
ทราบตามความจริงของเขา จนปรากฏเปนความจริงขน้ึ มาภายในใจ นค่ี อื วธิ กี าร
ถอดถอนกิเลสเปน อยางน้ี

นี่แหละความจรงิ กับความจริงเขา ถงึ กันแลวไมเปน ภัย นอกจากถอดถอนพษิ
ภัยท้ังหลายไดโดยสิน้ เชิงเทา น้ัน

ตอนทพ่ี จิ ารณาเดินกรรมฐาน เท่ียวกรรมฐานตามทว่ี า นี้ เทย่ี วไปตามอวัยวะ
นอยใหญ ตรวจไปตรองไป ออกจากกรรมฐานตอนน้นั แลว ก็เท่ยี วกรรมฐานใหถึงทส่ี ดุ
วารา งกายน้ีจะสลายแปรสภาพไปอยางไรบาง กําหนดลงไป มนั จะเปอ ยจะผุจะพงั อยา ง
ไร ? ใหก ําหนดลงไป ๆ จนสลายจากกันไปหมดไมมีเหลืออยเู ลย เพราะรา งกายนจี้ ะ
ตองเปนเชนน้นั แนนอน

แตการกาํ หนดน้นั ตางๆ กนั ตามความถนดั ใจ สมมตุ วิ า จะกาํ หนดอาการนน้ั ให
เห็นชดั ภายในจิต เราจะจับอาการใด เชน หนงั เปนตน ใหจบั อาการนนั้ ไวใ หแ น ให
ภาพนน้ั ปรากฏอยภู ายในจติ สตจิ ับหรือจดจองอยูท ีต่ รงนัน้

ภาพนัน้ จะปรากฏสงู ต่ําไปไหนกต็ าม เราอยาไปคาดไปหมาย ความสงู ความตาํ่
สถานที่ท่เี ราจะพจิ ารณานน้ั ใหถ อื เอาเปา หมายของการทาํ งาน ใหความรตู ิดแนบกนั อยู
นน้ั ดว ยสติเปนผูควบคมุ อยาเผลอตัวคดิ ไปทีอ่ ่ืน

อาการน้จี ะขยายตวั มากนอยกใ็ หเหน็ ประจกั ษใจในปจ จบุ ัน คือขณะที่ทาํ จะสูง
จะตาํ่ กใ็ หร อู ยูอยางนนั้ อยาไปคาดวาน้สี ูงเกนิ ไป นี่ต่ําเกนิ ไป นน่ี อกจากกายไปแลว

ทีแรกเรานึกวาเราพิจารณาอยูภายในกาย อาการนอ้ี ยใู นกาย ทําไมจึงกลายเปน
นอกกายไป เราอยาไปคิดอยา งนั้น แมจ ะสงู จะต่าํ จะออกนอกออกในกต็ าม ถาเราไม
ปลอ ยความรใู นเปา หมายที่เรากาํ ลงั พจิ ารณานนั้ นั่นแหละจะเห็นความแปลกประหลาด
และจะเหน็ ความอศั จรรยข้ึนมาจากอาการนัน้ แหละ เชน เรากาํ หนดเน้อื จะเปน เนอื้
อวยั วะสวนใดก็ตาม กาํ หนดลงตรงน้ัน ใหเ หน็ ชดั อยูภายในนั้น แลว จะคอ ยกระจายไป
กระจายไปเอง

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๗๕

ธรรมะชดุ ๕เต๓ร๘ยี มพร้อม

๔๗๖

เมอื่ สตติ ั้งมนั่ อยูด ว ยดี คือรสู กึ ตัวจําเพาะหนา จติ กร็ วู า ทาํ งาน ปญญาก็ตรอง
ตามนนั้ สักประเดย๋ี วอาการน้ันกจ็ ะคอยกระจายลงไป คอื หมายความวา มันเปอ ยลงไป
ๆ อนั นั้นก็พงั อนั น้ีกพ็ ัง

ดใู หมันชัดเจนลงไป เราไมต อ งกลัวตาย จะกลัวอะไรเราดูความจริงนี่ ไมใ ชดวู า
เราจะตายนีน่ า! เอา ! สลายลงไป ๆ นเ่ี ราเคยพจิ ารณาอยางน้นั อันนั้นขาดลงไปอันน้ี
ขาดลงไป มันเพลนิ ขณะที่พจิ ารณา พจิ ารณารา งกายตวั เรานเี้ องแหละ แตในขณะท่ี
พิจารณาดว ยความเพลินน้นั รา งกายปรากฏวา หายไปหมดไมร สู กึ ตัวเลย ทั้งๆ ที่เรา
กาํ หนดพิจารณากายอยนู ัน้ แล

เอา ! รางกายพังลงไป ๆ หัวขาดลงไป แขนขาดลงไป ตกลงไปตอหนาตอ ตา
แขนทอ นนั้นกระดูกทอ นน้นั ขาดลงไป กระดูกทอ นน้ขี าดลงไป ภายในกายนท้ี ะลกั ออก
ไป เอา ! ดไู ปเร่อื ยๆ เพลนิ ดูเรื่อยๆ แตกลงไป ๆ

สว นน้ําก็ซึมลงไปในดนิ และเปน ไอไปในอากาศ ฉะนน้ั เวลาปรากฏนาํ้ ซมึ ซาบลง
ไปในดินและออกเปน อากาศไปหมดแลว สว นตา งๆ กแ็ หง อวยั วะสวนน้แี หง แหงแลว
กรอบเขา ๆ แหงเขาไปจนกลายเปนดนิ ไป ดนิ กบั กระดกู ของอวยั วะเลยกลมกลนื เปน
อันเดยี วกนั ไป ! นเ่ี หน็ ชดั

สว นท่ีแข็งคอื กระดูก กําหนดเห็นเปนลาํ ดับ และกําหนดเปน ไฟเผาบาง
กําหนดใหค อยผุพังลงไปบา ง กระจายลงไปตามลาํ ดบั บาง จนกลนื เขาเปนอันเดียวกบั
ดนิ อยา งเห็นไดชดั

ท่ชี ดั ทสี่ ุดเก่ียวกับการพจิ ารณาน้ี คอื ธาตดุ นิ กบั ธาตนุ าํ้ สง่ิ ทตี่ ดิ ใจซึ่งภายในใจก็
คือธาตดุ ิน สว นน้าํ นั้นก็ปรากฏเปนอยา งน้นั ลม ไฟ ไมคอ ยจะมีปญ หาอะไรนกั ไมเปน
ขอ หนกั แนนสําหรับการพจิ ารณา และไมเปนสิ่งที่จะซ้ึงภายในใจเหมือนอยางเรา
พิจารณารางกายซ่ึงเปนอวัยวะหยาบ

พออันนี้กระจายลงไป กลายเปน “ดิน” หมด จติ ก็เวิง้ วา งละซิ ! ขณะน้ันเวิ้งวา ง
ไปหมด! อยา งนก้ี ็มี

แตเ วลาพิจารณากรณุ าอยาไดคาดไดห มาย ใหเอาความจริงในตน เปน สมบัติ
ของตน เปนสกั ขพี ยานของตน อยาเอาความคาดคะเนมาเปน สกั ขีพยาน มาเปน ขอ
ดําเนิน จะไมใ ชสมบตั ิของเรา นัน่ เปนสมบัตขิ องทา น สมบัตขิ องเราคือเรารูเอง เราเปน
อยางไรใหเปนขึ้นภายในตวั เราเอง นั้นแลคือความรูของเรา ความเหน็ ของเราแล เปน
สมบัติของเราแท! ควรกาํ หนดอยางนี้

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๗๖

ภาค ๓ “ธรรม๕ช๓ุด๙เตรียมพร้อม’’

๔๗๗

บางครง้ั ไมเปน อยา งนั้นเสมอไป หากเปนไปของมันเองโดยหลกั ธรรมชาติ พอ
การสลายลงไปเปน ดนิ เชนนั้นแลว บางทกี ระดูกมันคอยผพุ ังลงไป ๆ ยงั ไมหมด แตอนั
หน่ึงมันปรากฏขึ้นภายในจิตใจวา “ท่มี นั ยงั ไมห มด สว นทีเ่ หลือจะตองเปนดนิ เชน เดยี ว
กนั อกี ” มนั มคี วามปรุงขนึ้ ในจติ ทั้งๆ ทใ่ี นขณะนน้ั ไมม กี ายเลยในความรสู กึ แตจิต
หากปรงุ ข้ึนอยา งน้ัน

สักประเดี๋ยวไมท ราบวา แผน ดินมาจากไหน มาทบั กระดูกท่ยี งั เหลอื อยู พรึบ
เดียว คอื มาทับสว นทีย่ งั ผพุ งั ไมหมดใหก ลายเปน ดนิ ไปหมดดว ยกนั พอกระดกู สวนที่
เหลอื กลายเปนดินไปหมดแลว จติ ไมท ราบวาเปน อยา งไร มันพลิกตัวของมันอกี แงห นง่ึ
ขณะทจ่ี ติ พลกิ กลบั อกี ทเี ลยหมด! แผน ดินก็ไมม ี ทง้ั ๆ ท่ีแผน ดนิ มนั ไหลมาทบั กนั
อยา งรวดเรว็ พลกิ มาทับกองกระดกู ของเราท่ียังละลายไมห มดลงเปน ดนิ

ทนี ีก้ ร็ ูข้นึ มาพบั ! อกี วา “ออื่ ! ทกุ สิ่งทุกอยางมันกเ็ ปนดนิ หมด ในรางกายอนั นท้ี ่ี
มันลงไปกเ็ ปนดินหมด!” หลงั จากนน้ั ครหู นึ่งจติ กพ็ ลิกตัวอกี ที และพลิกอยา งไรไม
ทราบความสมมตุ ไิ ด ดินเลยหายไปหมด อะไรๆ หายไปหมด เหลือแตความรลู ว นๆ
โลงไปหมดเลย เกดิ ความอัศจรรยข น้ึ มาอยางพดู ไมถ ูก ซึ่งการพจิ ารณาเชนนี้เราไม
เคยเปน! มนั เปนขึ้นมาใหรใู หเ หน็ อยา งชดั เจน จิตเลยอยนู นั้ เสีย คอื อยูอ นั เดยี วเทา
นั้น จะมีขณะใดขณะหนึ่งของจิตวาเปนสองไมม ีเลย! เพราะมนั ตายตัวดวยความเปน
หน่งึ แทๆ

พอขยับจิตข้ึนมาก็แสดงวา เปน สองกับความปรงุ แตนีไ่ มมคี วามปรุงอะไรทง้ั
สน้ิ เหลอื แตค วามรูทสี่ ักแตว า รู และเปนของอัศจรรยอยใู นความรูน ั้น ขณะนัน้ มนั เว้งิ
วา งไปหมดเลยโลกธาตนุ ี้ ตน ไม ภูเขา อะไรไมมใี นความรสู ึกตอนนัน้ จะวา เปน อากาศ
ไปหมด แตผูน ั้นก็ไมส าํ คัญวา เปนอากาศอีกเหมอื นกนั มอี ยเู ฉพาะความรูนน้ั เทา นนั้ !

แตจิตสงบตวั อยูเปน เวลาชั่วโมงๆ! พอจติ ถอนออกมาแลว แมจ ะกาํ หนดอะไรก็
เว้ิงวางไปอกี เหมอื นกนั น่ีอาจเปนไดคนละครั้งเทา นั้น นี้ก็เคยเปนมาเพยี งคร้ังเดยี วไม
เคยซํา้ อกี เลย! สวนการพจิ ารณาลงไปโดยเฉพาะๆ มนั เปน ไดต ามความชํานาญของจิต
จนกระทง่ั เปนไปทกุ ครง้ั ทเี่ ราพจิ ารณา

การพจิ ารณาความแปรสภาพเปนดิน เปน นํ้า เปนลม เปนไฟ ยังชัดเจนอยูทุก
เวลาที่เราพิจารณา ความท่เี ปนเชน นี้แลเปนความสามารถ ท่จี ะทาํ จิตเราใหมกี ําลงั และ
ความเคยชินกับความจริงคือ ดนิ นา้ํ ลม ไฟ แท สามารถถอดถอนความเปน “เรา”
เปน “ของเรา” ออกไดโ ดยลาํ ดับ เพราะตามความจริงแลว รา งกายนถ้ี า วา ธาตมุ นั กธ็ าตุ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๗๗

ธรรมะชดุ๕เ๔ต๐รยี มพรอ้ ม

๔๗๘

ถา วา “ธาตุดนิ ” มนั กธ็ าตดุ นิ เราดีๆ นีเ่ อง ไมใ ชเ ราไมใ ชของเราตามคําเสกสรรมั่นหมาย
ตางๆ

การพจิ ารณาซํ้าๆ ซากๆ รไู มหยุดยง้ั รเู รือ่ ยๆ เพราะการพิจารณาอยูเรื่อยๆ
ยอมจะเพิ่มความซาบซ้ึงโดยลาํ ดบั จนเขาใจชดั แลวถอดตวั ออกจากคําที่วา “กายเปน
เราเปน ของเรา” กเ็ ลยกายสกั แตว า กาย ถา ใหช อ่ื วา กายกส็ กั แตว า กาย ถา จะใหชอื่ วา
กายสกั แตว า ปรากฏสภาพเทา น้นั กพ็ ูดได เมอ่ื จติ รอู ยางพอตัวแลว ไมม ีอะไรเปน ปญ หา
ใจจะวาเขาเปน อะไรเขาไมม ีปญ หา เพราะเปน ปญ หาอยูกบั ใจดวงเดยี ว

ฉะนน้ั จาํ ตองแกปญ หาเราเองออกจากความลมุ หลง ความสาํ คญั มน่ั หมาย
ตางๆ ใหเขาสคู วามจรงิ แหง ธรรม คอื รูล วนๆ นน้ั กธ็ าตลุ ว นๆ แมจะสมมุติวา “กาย”
กค็ อื ธาตลุ ว นๆ ยอ นเขามาในจติ ก็จิตลว นๆ ทง้ั สอง “ลว นๆ”นตี้ างก็เปน ความจริง
ลว นๆ เม่อื ทราบความจริงชัดอยา งนี้แลว เอา! เวทนาจะเกิดขน้ึ กเ็ กดิ เพราะเวทนาก็
เปนธาตุอันหน่ึง หรือเปน สภาวธรรมอนั หน่งึ เชนเดยี วกับรางกาย มันวง่ิ ถงึ กนั อยางนั้น

“สัญญา” ความหมาย พอปรุงแผลบ็ เราก็ทราบเสียวา มนั ออกไปจากจิตนไ้ี ปปรุง
อยางนั้นไปสาํ คญั อยางนี้ เมอ่ื ทราบแลว จิตกถ็ อนตวั สญั ญาก็ดบั ไปทันที ถาเราไมทราบ
มันก็ตออันนี้ดบั อันนนั้ ตอ สบื ตอ กันไปเรอื่ ยๆ เหมือน “ลูกโซ” พอทราบมันกด็ บั ของ
มนั ดับในขณะทีส่ ติรูท นั และไมป รุงเปนเร่อื งเปนราวอะไรข้นึ มาได นี่เรียกวา “สตทิ นั ”
ถา ไมทนั เร่อื งก็ตอเรอ่ื ยๆ การพจิ ารณาความจรงิ ในรางกายจึงเปน เรือ่ งใหญท ่ีสุด

พระพุทธเจาจงึ ทรงสอน “สตปิ ฏฐานสี่” ซึง่ มีอยใู นรางกายจติ ใจน้ีทัง้ น้นั สจั
ธรรมก็มอี ยูทีน่ ่ี ทานจงึ สอนลงท่ีน่ี สรุปแลว ลงทีจ่ ิต การทว่ี า พิจารณาไปท้งั หมดนัน้
พจิ ารณาเพื่ออะไร? กพ็ ิจารณาเพอื่ ใหจ ิตรตู ามความเปน จรงิ แลว จะไดป ลอยวางความ
งมงายในการยดึ ถอื เขามาสูค วามเปน ตน

เอา! เม่อื หมดความงมงายในธาตสุ ี่ ดิน น้าํ ลม ไฟ นี่แลว เลยหมดความงมงาย
ในเวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ อนั เกย่ี วกบั ขนั ธห า น้ี แลวกเ็ ขามาพจิ ารณาความงม
งายของจิตอีก แนะ ! มนั ยังมีเรื่องของมันอกี !

ความงมงายตามข้นั ของกเิ ลสทลี่ ะเอียดนี้ เรยี กวา “เปนความละเอียดของกเิ ลส”
เปนความงมงายอันละเอยี ดของจิต ยอ นเขามาพิจารณาเขามาอกี จะเอาอะไรเปนหลัก
เกณฑท ่นี ี่ ?

ก็เราพิจารณาจิต จิตเปน นามธรรม เวทนากเ็ ปนนามธรรม กเิ ลสก็เปน
นามธรรม ปญ ญากเ็ ปน นามธรรม ไมว าแตเพยี งจิตจะเปน นามธรรม ส่งิ ทเ่ี ปน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๗๘

ภาค ๓ “ธรร๕ม๔ชุด๑เตรยี มพรอ้ ม’’

๔๗๙

“นามธรรม” กับสงิ่ ท่เี ปน “นามธรรม” มนั อยดู ว ยกนั ได ติดกันได กเิ ลสกบั จิตตา งก็
เปนนามธรรมดวยกันจงึ ตดิ กันได

เอา ! ปญ ญาคนลงไปเพราะเปนนามธรรมดวยกัน จะพิจารณาเชนเดียวกบั เรา
พิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ แยกแยะใหเห็นตามความจริงของมัน แลว
จับจิตน้ขี น้ึ มาเปนตัวผตู องหา เปนตวั นกั โทษทีเดียว ฟาดฟน หัน่ แหลกลงในตวั ผตู อ ง
หาหรอื นกั โทษนี้

นแ่ี หละคือผตู อ งหาหรอื นกั โทษ มันเปน “โทษ” เขา มารวมไวใ นตัวนี้หมด ถอื วา
ตวั เกงตัวรตู วั ฉลาด ส่งิ น้นั ส่งิ น้ีรูไปหมดแลว ในโลกธาตนุ ้ี รูป เสียง กลิน่ รส เครอื่ ง
สมั ผัส รูหมด! รูป เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณภายในรา งกาย ทเี่ ปนขนั ธห า น้ีกร็ ู
หมด! แตไมยอมรตู วั เอง! นนั่ นะซ!ี มาติดตรงน้ี มาโงตรงน!ี้ พรอมทงั้ ยอนปญ ญาเขา
ภายในจติ นอี้ กี ฝาฟน ตรงนี้ออกใหทะลุไป แทงเขาไปตรงนี้ เขาไปหาความรนู ี้ ความรู
ทวี่ า เกง ๆ นน่ั แหละคือ “ตัวงมงายของจิต” แท!

เมื่อพิจารณาคลค่ี ลายโดยละเอยี ดถถี่ ว นแลว สภาพทแี่ ทรกอยูกับจิตก็เปน
สภาวธรรมอนั หนงึ่ เทา น้ัน จิตจะคงตัวอยูไมฉิบหายเพราะการพิจารณาหาความจริง ก็
ใหฉ บิ หายไป ไมต อ งอาลัยเสยี ดาย ถา จิตมัน่ คงตอความจริงแลว! จติ คงอยูไ มฉิบหาย!
ถา จิตทรงความจริงไวต ามธรรมชาตขิ องตวั เองซง่ึ เปน ความจริงจรงิ ๆ แลว ก็จิตนแี้ ลจะ
พนโทษ ถึงความบรสิ ุทธ์ิ จติ จะสญู หรอื ไมส ญู กใ็ หรกู ัน!

คนลงไปไมต อ งเสียดายอะไรท้งั สิ้น จติ ก็ไมตองเสยี ดาย ไมตองกลวั วา จิตจะ
ตอ งถกู ทาํ ลายจะสลาย จติ จะฉิบหายไป จิตจะสูญสิ้นไปไหน!

เม่อื ถกู ปญ ญาทําลายส่ิงแทรกซมึ หมดแลว กเิ ลสทกุ ประเภทสญู สิ้นไปเอง
เพราะเปนส่งิ จอมปลอมอยภู ายในจติ เมื่อกําหนดพิจารณาลงไปจริงๆ แลว ไอส ิ่งทคี่ วร
สูญส้นิ ไปยังไงก็ทนอยไู มได มนั ตอ งสูญ สว นธรรมชาตทิ สี่ ูญไมไ ด ทํายังไงก็ตองอยู คง
ตัวอยู คอื จิตน้ีจะสญู ไปไหน! น่ันแหละผูท ่ีถกู กิเลสน้คี รอบงําอยกู ็คอื จิต ปญญาฟาดฟน
กเิ ลสแหลกละเอียดลงไปจากจติ แลว จิตน่ีกเ็ ลยกลายเปนความบริสทุ ธ์ิขึน้ มา ผูน้แี ล
คือผบู รสิ ทุ ธิ์แท จะเอาอะไรไปสญู ! สญู แลว จะบริสทุ ธ์ิไดอ ยา งไร ? อนั นน้ั ตาย อนั นฉ้ี บิ
หาย แตอ นั นีเ้ ปน “อมตํ แท” อมตํ ดวยความบรสิ ทุ ธิ์ ไมใ ช อมตํ ที่กลิง้ ไปมาตาม “วฏั
วน” ทั้งหลายทีเ่ คยเห็นมา อนั นัน้ ก็ไมตาย แตม ันกล้งิ ไปอยอู ยา งน้ันตามกฎ “วฏั จกั ร”

แต “อมตํ” นี้ไมต ายดว ยไมก ล้ิงดวย น้นั เปน “ววิ ฏั ฏะ” คอื ไมตายและไมห มุน น่ี
ตวั จรงิ อยภู ายในทามกลางขันธข องเรา อนั นแ้ี หละตวั สาํ คญั !

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๗๙

ธรรมะชดุ ๕เ๔ตร๒ยี มพร้อม

๔๘๐

เจา ตวั ยุแหยก อ กวนมนั เขา ไปกลุม รมุ จิตนี่ใหหลงไปตามโลก ตามธาตตุ ามขนั ธ

ตามทุกขเวทนา ความเจบ็ ไขไดป วยตางๆ วนุ วายไปหมด ความจรงิ เขาไมไ ดว า อะไรน่ี
รางกายมอี ะไรกม็ อี ยอู ยางนัน้ เวทนาเกิดข้นึ ก็เกดิ ตามเร่ืองของมัน มันไมทราบวา ตน
เปนเวทนา ไมท ราบวาตนเปนทกุ ข เปนสุข เปนเฉยๆ อะไรเลย กจ็ ิตนเ้ี ปน ผไู ปใหค วาม

หมาย แลว ก็ไปหลงความหมายของตัวเองโดยไมเ กดิ ประโยชนอะไร นอกจากเกิดโทษ
แกต วั ถา ยเดยี วเทา น้ัน
เพราะฉะนั้นจึงตองพิจารณาดวยปญ ญา ใหเหน็ ตามความเปน จริงของมนั แลว

อะไรจะฉบิ หาย เราจะขาดทุนเพราะอะไร รางกายแตกกแ็ ตกไปซี ก็ อนิจฺจํ ทุกขฺ ํ อนตฺ

ตา ทานบอกไวแลว วาธรรมเหลานี้ครอบโลกธาตุ จะไมครอบขันธอยางไร ไตรลักษณ

เคยครอบโลกธาตอุ ยูแลว ทาํ ไมจะไมครอบขนั ธเราได นเี่ มือ่ มนั เปนไปตามกฎ อนิจฺจํ

ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา เราจะไปขัดขวางไดอยางไร
เอา! ปลอ ยมันไป อะไรไมทน เออ! แตกไป มนั มีแตสงิ่ ทแี่ ตกที่สลายทั้งนน้ั อยู

ในโลกธาตนุ ้ี เปนแตเพียงวาชาหรือเรว็ ตา งกนั มีเทานัน้ แลว ขันธข องเราจะทนไปได
อยา งไรต้งั กปั ตง้ั กัลป เพราะอยูในกรอบอันเดียวกัน เอา! พจิ ารณาใหเห็นตามความ

จริงไวกอนทย่ี ังไมแ ตกซ่งึ เปนความรอบคอบของปญญา ใหเ หน็ ชดั เมอ่ื ถึงเวลา
ทุกขเวทนาเกิดขึน้ เอา ! ขนึ้ เวทีกันวันนี้ วางนั้ เลย!

วนั น้เี ราจะข้นึ เวทีเพือ่ เห็นความจรงิ รคู วามจรงิ ตามหลกั ธรรม ไมใชข ้นึ เวทีเพ่ือ

ลมจม ทุกขเวทนาเกิดขึ้นเปน เรอ่ื งของทกุ ขเวทนา การพิจารณาเรื่องของทุกขเวทนาซ่ึง
มอี ยูในขนั ธนี้ เปน เรื่องของสตปิ ญญา เราตองการทราบความจริงจากการพจิ ารณา มัน
จะลมจมไปไหน เพราะเราไมไดทําเพื่อความลมจม เราไมไดทําเพอ่ื ความฉิบหายใสตัว
เรา เราทําเพอ่ื ชยั ชนะ เพอ่ื ความรูตามสัดสว นของความจริง ท่ีมอี ยทู เ่ี ปน อยูใหรอบภาย

ในใจตา งหาก แลว รอดพน ไปไดจากสง่ิ นี้ นั่นเปน มงคลอันสูงสุด!
ทีท่ านวา “เปนมงคลอนั สงู สุด” “นพิ พฺ านสจฉฺ ิกิรยิ า จ เอตมฺมงคฺ ลมุตตฺ ม”ํ น่ี

แหละ การทําพระนพิ พานใหแจงทําอยางน้ีแหละ พระนิพพานถกู ปดบงั กค็ อื จติ นน้ั
แหละถูกปดบัง ดวยกิเลสตณั หาอวิชชา มันปด บงั ใหม ดื มิดปด ตา จึงแกไ ขกันดว ยวิธนี ้ี

คือพิจารณาแยกแยะใหเ ห็นตามความจรงิ เปนการเปด สง่ิ ทป่ี ด บงั ท้งั หลายออก ที่เรียก
วา “ทาํ พระนิพพานใหแจง” ใหแ จงชดั ภายในใจ เมื่อแจงชัดหมดแลวก็ “เอตมฺมงฺคล

มตุ ฺตม”ํ เปน มงคลอันสูงสดุ !
อะไรจะสงู ย่ิงกวา “นิพพฺ านสจฉฺ ิกริ ยิ า จ” อนั นเี้ ปนสงู สุด

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๘๐

ภาค ๓ “ธรรม๕ช๔ดุ ๓เตรียมพร้อม’’

๔๘๑

นอกจากนน้ั ก็ “ผุฏฐ สฺส โลกธมเฺ มหิ จิตฺตํ ยสสฺ น กมปฺ ติ อโสกํ วริ ชํ เขมํ
เอตมมฺ งคฺ ลมตุ ตฺ ม”ํ จติ น้ีอะไรมาสมั ผสั กต็ าม ไมมคี วามหวนั่ ไหวพร่ันพรงึ สิง่ ทงั้ หลาย
เขามาแตะตองสมั ผสั ไมได ที่เขาไมไ ดเพราะมนั หมดสทิ ธิ์

“เขมํ” ทานวา เปน จิตดวงเกษม “เอตมฺมงคฺ ลมตุ ตฺ ม”ํ มงคลสองขอ ที่กลา วมานี้
อยทู ใี่ จนี่นะไมไดอ ยทู ไี่ หน ใจน่แี หละเปน ตวั มงคลและเปนอัปมงคล กอ็ ยใู นฉากเดยี ว
กนั

เวลานีเ้ ราแกอ ัปมงคล เพราะมันมีติดใจเราอยู ใหเปน “มงคล” ขน้ึ มา “นิพฺ
พานสจฺฉิกริ ยิ า จ” เอา ! แกเปด เผยลงไป “ตโป จ พรฺ หฺมจริยจฺ อริยสจจฺ าน ทสสฺ นํ”
น่ี ตโป คอื ความแผดเผากเิ ลส กิเลสเปนของรอน จึงเผากเิ ลสดว ย “ตปธรรม” คอื สติ
ปญญา ซึง่ เปนของรอนสาํ หรบั กิเลส และแผดเผากิเลสลงไป

“อรยิ สจฺจาน ทสฺสน”ํ คือรเู ห็นอรยิ สจั ทกุ ขก ็รูเต็มจิต สมทุ ยั กล็ ะไดเ ตม็ ใจ
มรรคกบ็ ําเพ็ญไดเต็มภูมิของมหาสติ มหาปญญา แนะ ! จะวา อยางไรอกี นิโรธกแ็ สดง
ความดับทุกขเต็มภูมิ

คาํ วา “เห็นสัจธรรม” ทานเห็นอยางนนั้ ผูเหน็ ผูรู “สัจธรรม” โดยสมบูรณน ั้นแล
คือผูทําพระนพิ พานใหแจง และผไู มห วนั่ ไหวในโลกธรรมทงั้ หลายคือจิตนแ้ี ล อยทู ี่น!่ี

นพ่ี วกเรานา จะเอาสาระสาํ คญั นใ้ี หไ ด! จิตเปน ตัวสําคญั สว นรา งกายอะไรๆ
ในขนั ธห า กอ็ ยา งวา ! อยางทเ่ี ราเหน็ เราพิจารณาแลว แล! ขอใหไ ดตัวน้ีซ่งึ เปน ตวั สําคัญ!

เอา! อะไรจะขาดกข็ าดไปเถอะ โลกนม้ี นั เปน อยา งนอ้ี ยแู ลว มันเปนมาแตไหน
แตไ ร เรากเ็ คยเปนมาแลว ก่กี ปั กก่ี ลั ปเกดิ ตาย ๆ นแ่ี หละ คราวน้กี ็เดนิ ตามทางหลวงท่ี
เคยเดินนนั่ แล

“ทางหลวง” คือคตธิ รรมดาใครหามไมไ ด ตองเดินไปตามนี้ เรากร็ ูความจรงิ ของ
คตธิ รรมดาอยบู า งแลว นจ่ี ะวาอยางไรตอ ไปอีก ความรใู นการแสดงกม็ ีเทา นี้ กรณุ านาํ ไป
พจิ ารณาอยา ไดป ระมาทนอนใจ

คาํ วา “นิพฺพานสจฺฉกิ ิริยา จ เอตมมฺ งคฺ ลมตุ ตฺ มํ การทาํ พระนิพพานใหแจงเปน
มงคลอันสูงสูด” ยอมจะเปนสมบัติของทา นพทุ ธบริษทั ผูพยายามไมลดละ ในวนั หนง่ึ
แนน อน

จึงขอยตุ ิการแสดงเพียงเทา น้ี ฯ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๘๑

ธรรมะชุด๕เ๔ต๔รียมพร้อม



อมตธรรม ๔๘๒

เทศน์โปรดคุณเพาพงา วพรเทุ ทรธธศศนนักเะมรโกปา่ือุลชรวณดนั ๒คท๕วุณ่ี๑ดั๗๙เปพา่กาบมุพ้าภนงาาตพาวดนัรรธธ พนุทะกธลุศักณราวชดั ๒ปา๕บ๑า ๙นตาด
เม่อื วันที่ ๗ กุมภาพนั ธ์

อตมธรรม

เวลาฟง เทศนก รณุ าใหจ ิตอยกู ับตวั อยาไดส ง ออกไปดูอารมณน้นั นี้ อยา เสียดาย
อารมณท่เี คยคิดปรุงมาซึง่ ไมเ กดิ ประโยชนอ ะไรในเวลาน้ี จงพยายามบรรจุธรรมน้เี ขาสู
ดวงใจ ใจนเ้ี คยแหงผากจากธรรมเปน เวลานาน เชน เดียวกับสถานท่ีปาไมที่ใดกต็ ามท่ี
แหง ผาก ไมมนี ํา้ เปนทชี่ มุ ชนื่ บางเลย สถานทีน่ น้ั เปนเช้ือไฟไดเร็ว แผดเผาไมท ุกชนดิ
ทกุ ลําเปนทกุ ลาํ ตายใหพ ินาศไปได เพราะความชุมชืน้ ไมม ี หนาฝนไฟไมค อ ยจะไหมท ี่
น่นั ที่นี่ตามปาเขาลาํ เนาไพร แตหนาแลง ไฟชอบไหมท ่ตี า งๆ แมท ่ีสดุ ภายในวัดกไ็ หมถ า
แหง สถานทแี่ หง ไฟไหมไดง าย อยา งวัดปา บา นตาดเคยถกู ไฟไหมม าแลวหลายหน น่ี
เพราะความแหงแลง นั่นเอง

จติ ใจแหงแลง จากธรรม ไมม ธี รรมเปน เครือ่ งหลอ เลยี้ ง ไมมีธรรมเปนเครื่องทาํ
ความเยน็ ไฟกิเลสตณั หาอาสวะยอมกอ ตัวข้นึ ไดเรว็ อะไรผา นเขามาเปน ไหมและไหม
หมดไมมยี กเวน ไหมในสถานทใี่ ดสถานที่น้ันยอ มเสียหาย กเ็ มือ่ กิเลสตณั หาอาสวะไหม
ภายในจติ ใจ ทําไมจิตใจจะไมเสียหาย แมมีคุณคาขนาดไหนกอ็ ับเฉาไปได จนกระท่งั
หาคณุ คาราคาไมไดภายในใจ ดวงใจดวงท่ถี ูกไฟไหมอ ยูตลอดเวลาน้นั แล จะลดคุณคา
ของตัวลงอยางนา ใจหาย สมบัติใดก็ตามท่ถี ูกไฟไหมแลว ยอ มเสียหายมากนอ ยไปตาม
สวนท่ีถกู ไฟไหม นอกจากเก็บไวใ นท่ีปลอดภัยทีเ่ ขาเรยี กวา “ตนู ิรภยั ” เชน ธนาคาร
ตางๆ เขามีไวป ระจํา

เรามี “ตนู ิรภัย” บา งหรอื ไมภายในจิตใจเวลานี้ ? หรือเปด รบั ภัยอยทู งั้ วันท้ังคนื
ยืน เดิน นั่ง นอน เปด ไมหยดุ ไมถ อยไมม อี ะไรเหลอื หลอ ไมคิดเสยี ดายใจท่มี ีคณุ คา
บางหรอื ? นเี่ ปน อุบายแหง ความคดิ ส่งั สอนตนเอง!

ท่ีจิตใจหาความผาสกุ ไมไดก เ็ พราะถูกไฟกิเลสไหมอยตู ลอดเวลา “ไฟคอื ราคคฺ

คินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา” ตาม อาทิตตปรยิ ายสูตร ทา นแสดงไวแลว ไมม ีอะไรท่ีจะ
นาสงสัย เปน ความถกู ตอ งมาตลอดกาล ถาเราไมน าํ แงแหง ธรรมท่ที า นแสดงไวน นี้ อ ม
เขามาสตู ัว และเทยี บเคียงเหตผุ ลตามหลักธรรมทที่ านแสดงไวแลว น้ัน กพ็ อมีทางพอ
จะหลบหลกี ปลีกตวั หาทชี่ ุมเยน็ ไดต ามกาลเวลา ไมถูกไฟเหลานไ้ี หมไปเสยี ตลอดกาล
ดังท่ีทา นทง้ั หลายไดอ ุตสา หมาบําเพ็ญในเวลานีก้ ็ชอ่ื วา “มาเสาะแสวงหาท่ีเกบ็ ทรัพย”

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะชดุ ๕เ๔ต๔ร๖๘ีย๒มพร้อม

๔๘๓

คือบญุ แสวงหา “ตูน ิรภัย” สรางตนู ิรภัย เพ่ือความปลอดภยั จากไฟทั้งสามกองอันเปน
กองใหญๆ ทง้ั สน้ิ ไมใ หเผาไหมไปเสยี จนหมดตัวโดยไมม อี ะไรเหลือเลย

การดบั ไฟภายนอกกเ็ ปน ความยากลาํ บาก ถา ติดมากๆ ดีไมดี นาํ้ ยงั สูมันไมไ ด!
และหวั สูบกม็ ักอดุ ตันอยูเสมอ ถา ไมมีเครอื่ งเปด บางไมได! เดยี๋ วตกึ รามบา นชองจะเห็น
แตเ ถา ถา น

ฉะนั้นการดบั ไฟภายในจึงตอ งพยายามส่งั สมอบรมความดีโดยสมํา่ เสมอ มกี าร
เจริญเมตตาภาวนาเปน ตน เพื่อใหจิตใจสงบตัวรวมตัว สงบเย็นและมกี าํ ลังมาก ควรแก
การปราบปรามส่งิ ทเี่ ปนภยั แกจ ิตใจคอื ไฟดงั ทก่ี ลา วมาไดดี

ขน้ึ ช่ือวา “ไฟ”แลวตองรอ นทั้งนั้น แมแตดอกของมนั กระเดน็ ออกมาถูกตัวเรา
ยงั รอ นและเจบ็ ยงิ่ ถาปลอยใหเผาทั้งคนื ท้งั วันแลว จะหาอะไรมาเหลอื ตอ งไมม ีเหลือ
แนนอนภายในจติ ใจ!

รางกายของเราก็เหลอื แตรา งกาย จติ ใจกเ็ หลือ “สกั แตว ารู” ไมมีคุณคาแฝงอยู
ไดเลย เพราะถกู นาํ ไปทมุ เทใหก บั ไฟคือกิเลสเผาผลาญอยูต ลอดเวลา รกู ็รูไปดว ยทุกข
ไมใ ชร ไู ปดว ยความสบาย ไมใ ชรูไ ปดวยความเฉลียวฉลาดปราดเปร่อื ง ความรอู นั นอ้ี ยู
ในใตอ ํานาจแหงความทุกข ใหความทุกขเหยียบย่ําทาํ ลายอยตู ลอดเวลา จึงเปนเหมือน
ใจที่ไมมีประโยชนอะไรเลย

การสราง “จติ ตภาวนา”ข้ึนโดยสมํ่าเสมอดว ยความอุตสาหพ ยายาม ความขยัน
หมนั่ เพยี ร น้ีเปน ทางที่จะดบั ไฟภายในจิตใจของเรา ใหป รากฏความรมเยน็ ขึ้นมาโดย
ลําดับได ส่งิ ทท่ี าํ ได สง่ิ ทเ่ี ปน ฐานะ คอื คคู วรแกสัตวโลกจะทาํ ได พระพุทธเจาทรง
แสดงไวทงั้ สนิ้ สิง่ ทไี่ มเปน “ฐานะ”คอื เปน ไปไมไ ด กไ็ มท รงนาํ มาสง่ั สอนโลก

การทน่ี ํามาสอนมากนอยในบรรดาธรรมท้ังหลาย ลว นแตอยูในวสิ ยั ของ “พุทธ
บรษิ ทั ” จะพงึ ประพฤตปิ ฏบิ ัติได ไมใ ชพ ระพุทธเจาจะทรงสงั่ สอนแบบสมุ เดา

เราผปู ฏิบัติพึงเห็นอรรถเห็นธรรมเปน สําคญั และซาบซึง้ ถงึ ใจ เชน เดียวกบั เรื่อง
ท่ีเราขยะแขยงไมปรารถนาในความทกุ ขทัง้ หลาย อันจะเกิดข้ึนทางกายและทางใจ เปน
สง่ิ ท่โี ลกไมพึงปรารถนาดวยกนั กส็ ่งิ ใดทจี่ ะพงึ นํามาแกสิง่ ท่ไี มพึงปรารถนานี้นอกจาก
ธรรม!

เม่ือไดทราบโดยเหตุผลแลว เชน นี้ การบาํ เพญ็ ธรรมจะยากหรืองา ยนั้นไมสาํ คัญ
เพราะความปลงใจเชื่อ ความพอใจ และเหตผุ ลเปนเครือ่ งบังคับอยแู ลว ใหต อ งทํา คน
ตองทําไดตามกําลังของตน ความขเ้ี กยี จ ใครจะไมขเ้ี กยี จเพราะอยใู ตอ ํานาจของกเิ ลส
ตวั ขีเ้ กียจ ไมอ ยากทําในส่งิ ท่ดี ีมปี ระโยชน มดี วยกนั ทกุ คน ความขเี้ กียจตอ งข้นึ หนา

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๘๓

ภาค ๓ “ธรรม๕ช๔ดุ๗เตรียมพรอ้ ม’’

๔๘๔

เสมอ แตความขีเ้ กยี จไมใชธ รรมที่จะยงั บคุ คลใหพ น จากทกุ ข เปนสิ่งที่จะทาํ ใหนอนใจ
ประมาท และลมจมลงไปโดยลาํ ดับ ตามอํานาจของกเิ ลสจอมโกหกพกลมเทานนั้

พระพทุ ธเจา ทา นก็เคยมีมาแลว แตท าํ ไมพระองคจงึ มคี วามสามารถนอกเหนอื
สิง่ ที่เคยกดถวงจติ ใจนไี้ ด เราควรนําเขา มาเทียบเคยี งแลว ยดึ หลกั ของทานไวเปนคติ
เตือนใจ เวลาความเกยี จครา นออ นแอเกดิ ขน้ึ จะมีทางพอตอสูก นั บา ง ไมหมอบราบไปที
เดียว ยากกท็ าํ ไป!

ถา เราเห็นทกุ ขวาเปน ทุกขจรงิ การแกท ุกขก ต็ อ งถอื เปน ของสาํ คัญ ไมเ ชนน้ันสง่ิ
ที่เราขยะแขยง ส่ิงท่ีเราเกลยี ดกลวั นั้น จะไมพ นจากการเจอกนั ตลอดไปจนได จะหาทาง
หลบหลกี ปลีกตวั ดวยความคดิ เฉยๆ โดยไมมีการกระทาํ หรอื แกไ ขดดั แปลงยอมเปนไป
ไมได

เพราะฉะนัน้ ส่งิ ใดทค่ี วรแกก ารทําดว ยวธิ ีใด จะยากหรอื งาย เราตองทําตามวิธี
นั้นๆ ซ่ึงเปน ทางถอดถอนสิง่ ที่ไมพงึ ปรารถนาออกจากจติ ใจ

เรานี้เปน “หนึ่ง” ดว ยกนั ทกุ คน พูดถงึ เรอ่ื งการเกดิ ตายแลว พดู ถึงเรื่องความ
ทุกขในระหวางภพนน้ั ๆ จนกระทงั่ บดั น้ี เปน “หนง่ึ ” ดว ยกันทกุ คน ไมมีใครเปน “สอง”
รองลงไป! เพราะตา งคนตางเกิด ตา งคนตางทกุ ข ตางคนตา งเปนมาอยางน้ันดว ยกัน
ภพนอ ยภพใหญ ทุกขน อ ยทุกขใ หญ ทุกขมาดว ยกนั ไมมีใครจะนาํ ภพชาตมิ าแขง ขัน
กนั ไดเพราะมีมากดวยกนั ความทุกขก็มีเตม็ กายเต็มใจเชน เดยี วกัน เรานํามาแขงขันกนั
ไมได ทท่ี า นเรยี กวา “หนึง่ ดว ยกนั ” พวกเราน่ไี ดคะแนน “เอก” ดว ยกนั มนั ไดแ บบน้ี

ทนี ค้ี วรให “เอก” ดวยจิต “เอก” ดว ยธรรม ! เร่ืองกองทุกขค วามทรมานนีเ้ คย
“เอก” มาดวยกันแลว ไมมใี ครจะสามารถอาจหาญนํามาแขง ขนั กนั ได วา ใครมีทกุ ขมาก
นอ ยกวา กนั อยา งไรบา ง เพราะมีเหมือนๆ กนั พอๆ กนั

ขึ้นชอ่ื วา “กเิ ลส” เปน ผนู าํ ทาง เปนผฉู ดุ ลากแลว เปน ผพู าเดินแลว ตอ งเดินไป
เพ่อื ความเปน ทุกขมากนอยโดยลาํ ดับเชนเดยี วกนั หมด ถา หากวาเราจะขืนยอมเชื่อ
กิเลสอยรู ่าํ ไปแลว เรากจ็ ะตองไดรบั ความทุกขเพราะอํานาจของกิเลสรํ่าไป เร่ือยไป ไม
มเี บ้ืองปลายวาเมอ่ื ไรเราจะพนจากกองทุกขน ้ีได ถาเราไมฝ น !

การฝน กเิ ลสเปน เร่อื งของธรรม ฝนดวยเหตดุ วยผลของเราท่ีทราบแลว วา สง่ิ น้นั
เปนภัย สิง่ นัน้ เปน ทกุ ข จะตอ งแกด วยวิธนี ้ี แกด ว ยวธิ นี น้ั วธิ ใี ดทถ่ี กู ตอ งในการแกก เิ ลส
แกกองทกุ ขเราตองนาํ มาใช จะยากหรืองายไมสาํ คญั เชน เดียวกบั เครื่องมอื ทาํ งาน จะ
หนกั หรือเบา นายชางตองยกมาทาํ หยิบมาทําท้ังน้ัน ถงึ วาระงานใดท่จี ะตองทําดว ย

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๘๔

ธรรมะชุด๕เต๔ร๘ียมพรอ้ ม

๔๘๕

เคร่ืองมอื ใด หนักก็ตองยกเอาข้นึ มาทํา เบากต็ อ งเอามาทาํ จนส่งิ ท่ตี องการนนั้ สําเร็จลุ
ลว งไปโดยลําดบั ถึงข้นั สาํ เรจ็ อันสมบูรณ

นี่เครอื่ งมอื ที่จะบาํ เพญ็ เพอื่ แกก เิ ลสตณั หาอาสวะ ทจี่ ะปลกู สรางจิตใจขน้ึ ใหเ ปน

รากเปนฐาน เปนตัวเปนตนขน้ึ มาอยา งแทจ รงิ กจ็ ะตอ งสรางดวยเคร่อื งมอื คอื “ธรรม”
ธรรมทเ่ี ปน เคร่ืองมอื มหี ลายประเภททีเ่ ราจะตอ งนํามาใชใ นเวลาน้นั ๆ บางกาลบางเวลา

จิตใจไมถูกกิเลสย่วั เยา ไมถ กู กิเลสกอ กวนใหฟุงซานรําคาญมากนกั การแกไ ขดว ยการ

ฝาฝน การปราบปรามกนั ก็ไมห นกั มอื เทาไร การใชส ติปญญาอันเปน เครือ่ งมือก็ไมหนกั
มาก อาการแหงการกระทําโดยทา ตา งๆ ก็ไมหนักมาก เชน นง่ั นานไมน านไมส าํ คญั
เดินนานไมนานไมสาํ คญั การพิจารณานานไมน านก็ไมคอ ยสําคัญ เพราะงานยังไม

สาํ คญั

เม่ือจติ ถูกกเิ ลสกอ กวนวนุ วายมากจนหาทป่ี ลงทวี่ างไมได กาลน้ันเราจะอยูเ ฉยๆ
ไมได ขน้ึ ช่อื วาความเพียรแลวมเี ทา ใดตอ งทุม เทลงเพอ่ื ตอสกู ันในเวลาน้นั เปนก็เปน
ตายก็ตาย ไมย อมแพไมยอมถอย นอกจากตายเสยี เทาน้ันเพราะมันสดุ วสิ ยั สติปญญา

มเี ทา ไรจะตอ งนาํ มาใชในเวลาน้นั หนักกต็ อ งใช ลาํ บากยากเยน็ เขญ็ ใจขนาดไหนกต็ อ ง
ใช ทุกขข นาดไหนเพราะความเพยี รก็ตอ งนาํ มาใช ทกุ ขเพราะความเพียรไมเ ปนไร ทุกข

เพราะกเิ ลสนีพ้ ลิ กึ จมแลวหาวันผดุ วนั โผลหนา ขนึ้ มาไมได สวนทุกขดวยการประกอบ
ความพากเพยี รนเ้ี ราทราบ ทกุ ขท างกายเราก็ทราบ เชน นง่ั นานเดนิ นานเราทราบ

อบุ ายวธิ ตี า งๆ ท่ีเราคิดคน ขน้ึ มาเพือ่ ตอสกู บั กิเลสประเภทตา งๆ เปน ความยากลาํ บาก
เพียงไรก็ทราบ แตผ ลทปี่ รากฏข้นึ มาจากความยากลําบากเพราะความเพียรน้ี นัน้ เปน
ความสขุ ความอศั จรรยและความแยบคายของใจ ซง่ึ เปน สง่ิ ที่เราพึงหวังพงึ ปรารถนากนั

อยแู ลว น่ี
เม่ือมเี หตมุ ีผลเปนเคร่อื งเทยี บเคียงกนั อยเู สมอ และมเี คร่ืองตอบรบั กนั อยู
เรอ่ื ยๆ อยา งน้ี แมจ ะลาํ บากเพยี งไรก็พอตะเกียกตะกายไปไดดว ยกัน ถา จะมีแตความ
ลาํ บากอยา งเดยี ว ไมมีผลคือความสขุ ความสบายเปน เคร่ืองตอบแทนเลย ใครก็เปน ไป

ไมไ ดใ นโลกน้ี อยา วาแตคนเราสามญั ธรรมดาเลย แมพระพทุ ธเจากต็ รสั รูขนึ้ มาไมไ ด
สาวกอรหัตอรหนั ตท ่เี ราเปลงวาจาหรอื อทุ ศิ น้ําใจตอทา นวา “พทุ ธฺ ํ ธมมฺ ํ สงฺฆํ สรณํ คจฺ
ฉามิ” ก็ไมปรากฏมใี นโลกเลย

ความจรงิ มันกต็ องมีจังหวะมีโอกาสทีจ่ ะพอสูกันได คนเราสําคัญท่คี วาม
พยายาม เหตผุ ลอยา ปลอยวางสาํ หรับนกั ธรรมะ ถา เหตผุ ลจางไปเมอ่ื ไรกิเลสจะแหลม

คมเขามาทุกที ถาความเพยี รจดื จางกิเลสตองเคม็ ถา ความเพียรเขม แขง็ สติปญ ญาเขม

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๘๕

ภาค ๓ “ธรรม๕ช๔ุด๙เตรยี มพรอ้ ม’’

๔๘๖

แขง็ กเิ ลสจะคอ ยจางลงไป ๆ เพราะกิเลสกลัวธรรมเทานั้นไมก ลัวอะไรในโลกน้ี ธรรม
เทานน้ั เปนเคร่อื งปราบกิเลส

ธรรมกไ็ ดแ ก ศรทั ธา วริ ิยะ สติ สมาธิ ปญ ญา!
“ศรทั ธา” ความเชอื่ ตอผลทพี่ ระพุทธเจาทรงไดร บั แลว และประกาศธรรมสอน
โลกวา เปน “นิยยานิกธรรม” จริงๆ นเี่ ปนศรทั ธาความเชื่อ แมเ ราเองเมอ่ื ประพฤติ
ปฏบิ ัตดิ งั ที่พระองคสอนไว ก็แนใ จวาจะตอ งไดร ับผลเปน ทพี่ งึ พอใจโดยลาํ ดับ น่ี
ศรัทธา
“วิรยิ ะ” คอื ความพากเพยี ร ทําอะไรกท็ ําดว ยความพากเพยี รแลว ดที ง้ั น้ัน ไมวา
กจิ นอกการใน ถามคี วามพากเพยี รเปน เครอื่ งสนับสนนุ ตอ งสําเรจ็ และสวยงามนาดนู า
ชม
“สต”ิ เปนส่ิงสําคญั ทค่ี อยกาํ กับงานนัน้ ๆ ไมใ หพ ล้งั เผลอผิดพลาดไปได
“สมาธ”ิ มีความมงุ ม่ันตอกจิ การของตน ไมห ว่นั ไหวคลอนแคลน เอาจนถงึ ขั้น
สําเร็จ นเ่ี รยี กวา “สมาธใิ นทางเหตุ”, สว น “สมาธใิ นทางผล” ปรากฏขน้ึ มาเปนความ
แนวแนม นั่ คงของจิต เปน ความสุขความสบายเกดิ ขนึ้ จากเหตุ คอื ความมน่ั คงในการ
กระทาํ ไมว อกแวกคลอนแคลน ไมเ อนเอียง ต้งั หนา ต้ังตาทําจรงิ ๆ นี่คือสมาธฝิ ายเหตุ
สมาธิฝายผลคอื ความสงบของใจ จนกระท่ังเปน “เอกัคคตา” ท่ีทา นเรียกวา มีอารมณ
เปนอนั เดยี วเทาน้นั ไมม อี ะไรเขามาพง่ึ พงิ
“ปญ ญา” คอื ความสอดสองมองทะลุไปหมด อะไรๆ ก็ตามตองใชปญญาเปนสิง่
สําคัญสอดสอ งมองดูเหตุการณ หนา ทก่ี ารงานอนั นน้ั จะไดผ ลเสยี หายหรอื ผลสมบรู ณ
อยา งไรบา ง ตองอาศยั ปญ ญาพนิ ิจพจิ ารณา บวก ลบ คณู หาร ไปในตวั นี่แหละธรรม
ทจี่ ะยังบุคคลใหพน จากทกุ ขไ ปไดโดยลําดบั
ไมวากจิ การงานอะไรที่จะสาํ เร็จสมบูรณไ ปได ประการหนึ่งทา นกเ็ รยี กวา“อทิ ธิ
บาทส”ี่ นัน่ กเ็ ปนสงิ่ สําคญั พอๆ กับธรรมหมวดท่ีกลาวมาแลว คอื
(๑) ฉนั ทะ เราพอใจกับอะไร ฉันทะพอใจกบั กิเลส มนั ก็เปน กิเลสขนึ้ มา คนมี
ความพอใจในสง่ิ ใด ยอ มเสาะแสวงหาในส่ิงน้ัน ตองเปน “น้นั ” ข้ึนมา แต “อิทธบิ าทส”่ี
น้ีมิไดหมายถงึ ความตาํ่ ทรามเชนนัน้ หมายถึงความดีทจี่ ะใหเ ปนผลสาํ เรจ็ ข้นึ มาตาม
ความมุง หวงั ทา นเรยี กวา “อทิ ธบิ าท” คอื ส่ิงทจี่ ะทําใหสําเรจ็ ตามความมงุ หวัง ไมสดุ
วิสยั ของมนษุ ยทจ่ี ะพึงทาํ ได “ฉนั ทะ” มีความพอใจ
(๒) วริ ยิ ะ ความพากเพยี ร

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๘๖

ธรรมะชดุ ๕เ๕ต๐รียมพร้อม

๔๘๗

(๓) จิตตะ ใฝใจ ไมใ หห างเหนิ กับกจิ การที่ทํา
(๔) วิมังสา คือปญ ญา ความเฉลียวฉลาดรอบตัว รวมแลว ก็เปนอนั เดียวกัน คือ
เพ่ืองานและผลงานอันเดยี วกัน
น่ีแหละธรรมท่ีจะสรา งมนุษยใ หเปนมนษุ ยสมบรู ณแ บบ ที่จะสรา งจิตใจใหมีราก
มีฐาน สรา งหนาที่การงานใหเ ปนชิ้นเปนอัน เปนสัดเปน สวน มกี ฎมีระเบยี บ มีขนบ
ประเพณอี นั ดงี าม
สําหรับตนเองผบู ําเพ็ญในธรรมท้ังหลาย ไมใหปน เกลียวกับหลกั ธรรมท่ีทา น
สอนไวนี้ เมอ่ื จติ ใจมคี วามเปน ไปกบั ธรรมดังทก่ี ลาวแลวก็ชอ่ื วา “จติ ใจมอี ารกั ขา” คือ
ธรรมรักษา ธรรมเปนเครื่องรักษาจิตใจ ใจยอ มมีความเจรญิ ขน้ึ เร่อื ยๆ สง่ิ ท่ีเคยเปน ภัย
ตอจติ ใจกค็ อ ยจางลงไป ๆ ใจทเ่ี คยอาภพั อบั เฉามาเปน เวลานาน กเ็ พียงอบั เฉาเทาน้นั
ไมใ ชจ ติ ฉบิ หายไปจนหาอะไรคดิ อะไรรไู มไ ด เมื่อถกู ชําระดว ยความพากเพียรวธิ ี
ตางๆ ยอมจะมคี วามผอ งใส มคี วามสงบเยน็ ใจ มคี วามสุขความสบายขนึ้ มา เพราะ
ขาศกึ หางไกลออกไปดว ยการชําระจิตของผมู ี “ความเพียร”
นเี่ ปนกญุ แจดอกสําคัญ ทจ่ี ะไขสง่ิ ท่พี ึงปรารถนาทัง้ หลายใหส ําเร็จข้ึนมาโดย
สมบรู ณได ไมใชเ พียงความคิดความตองการเฉยๆ โดยมคี วามทอแทออนแอเปน
เครื่องฉดุ ลากเอาไว ไมใ หดําเนินงานนั้นๆ เปนไปโดยสมบูรณ
เราจะทําอะไรคิดอะไรกต็ าม อยา ลืมพระพุทธเจาซ่ึงเปน ศาสดาของพวกเรา การ
กระทําทกุ สิ่งทกุ อยาง ถาเมือ่ เกดิ ความทอ แทอ อ นแอขึน้ มา ใหร ะลกึ ถึงพระพทุ ธเจา
พระพุทธเจา ตรสั รูดวยความพากเพยี รในธรรมท่ีกลาวมาน้ี ศรทั ธา วิรยิ ะ สติ สมาธิ
ปญญานแี้ ล หรือตรสั รูด วยอะไรถาไมใชด ว ยธรรมเหลา น้ี
เราจะเอาอะไรมาบํารุงจิตใจของตน มาสงเสรมิ จติ ใจของตนใหเ ปนความสุข
ความเจริญ อยางนอ ยก็เปน “ศษิ ยท มี่ ีครู” ถาไมใ ชธ รรมดงั ท่พี ระพุทธเจาทรงบําเพ็ญ
และทรงรูเหตรุ ผู ลมาแลวน้ี ไมม ีทางอนื่ เปนทีน่ าดําเนินเลย
คาํ วา “ธมฺมํ สรณํ คจฉฺ ามิ” เกดิ ขน้ึ มาไดด ว ยเหตุใด ถาไมเกิดขนึ้ ไดดวยธรรม
ทง้ั ๕ ประการน้ี คอื ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปญ ญา นีไ้ มมีทางเกดิ ขึ้นได “ธมมํ สรณํ
คจฺฉาม”ิ เกดิ ขึ้นไดดว ยเหตนุ เ้ี อง เกดิ ขน้ึ จากพระพทุ ธเจา ผมู ีธรรมท้ัง ๕ ประการนี้
ประจําพระองค
“สงฺฆํ สรณํ คจฺฉาม”ิ กไ็ ปในแนวเดยี วกนั พระสงฆส าวกทัง้ หลายไมใ ชผอู อน
แอทอ ถอย แมจ ะออกมาจากสกุลใดๆ กต็ าม ตง้ั แตพ ระราชามหากษตั รยิ ลงมาพอ คา
เศรษฐี กฎุ ม พี ถงึ บุคคลธรรมดา เม่ือกาวเขา สูความเปน “พุทธชิโนรส” ท่ปี รากฏใน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๘๗

ภาค ๓ “ธรร๕ม๕ชดุ๑เตรียมพร้อม’’

๔๘๘

พระพุทธศาสนาแลว เปน ผพู รอมดวยความเพียรท้ังนนั้ เพราะฉะน้ันความเพยี รจึงเปน
ธรรมสําคัญมาก ที่จะยกฐานะของจติ ใจบคุ คลใหขน้ึ สรู ะดับสงู โดยลําดับ

สรุปความแลว เรียกวา ธรรมหาประการ คือ “ศรัทธา วริ ยิ ะ สติ สมาธิ ปญ ญา”
นี้แหละสามารถยกจิตใจแมจ ะลมจมลงขนาดไหนก็ตาม ถาไดย กธรรมท้งั หานมี้ าเปน
เคร่อื งพยุงแลว ตองดีดข้นึ มาโดยลาํ ดบั จนถึงความพน ทกุ ขไดโ ดยไมสงสัย

อิทธิบาททัง้ ส่กี ็พึงทราบวา เปนธรรมเกีย่ วโยงกัน นแี่ หละธรรมท่จี ะยกฐานะของ
จติ ใจใหส ูงสง ไมไ ดถ กู กดถวงเหมือนอยา งส่ิงท่ีเคยกดถว งอยูภายในใจของสัตวโลก

ทานเดินจงกรม บางองคฝาเทา แตก นั่น! ฟง ซิ เพียรหรอื ไมเพียรขนาดฝาเทา
แตก บางองคไ มน อนตลอดไตรมาสคอื สามเดอื นจนจกั ษแุ ตกบอด เชนพระจักขบุ าล
เปนตน ทา นลาํ บากไหมทา นประกอบความเพียร

เราพจิ ารณาดูซิ เราไมถ งึ กบั ใหต าแตกขนาดนน้ั ขนาดกเิ ลสทุรนทุรายหาทีห่ ลบ
ทซี่ อ นกย็ ังดี อยา ใหกิเลสมันเรรวนปวนเปยนไปหมด ทั้งทางหู ทางตา ทางจมูก ทางล้นิ
ทางกาย ทางใจ มแี ตเ ร่อื งของกิเลสปวนเปย นไปหมด หาตวั หาตนหาอรรถหาธรรมภาย
ในใจไมมีเลย แลวเราจะหาความรมเยน็ มาจากไหนพอเปนกําลงั เพือ่ ตัดกิเลสซงึ่ เคย
เปนใหญเปนโตภายในจิตใจของเรา จึงตองอาศยั หลกั ธรรมทกี่ ลาวนีใ้ หแ นบสนทิ ตดิ กบั
ใจ อยา รักอนั ใดยิง่ กวาธรรมนซี้ ง่ึ เปน เครือ่ งแกกเิ ลสใหก ับใจ อนั เปน ทีร่ กั ที่สงวนอยาง
ย่ิงในชีวติ ของเรา พอไดม ีอิสรเสรีขึ้นไปโดยลาํ ดับ

ใจอสิ ระกับใจทีห่ มอบอยูภ ายใตอ ํานาจกิเลส อนั ไหนดี ?
คนเราที่หมอบอยใู ตอํานาจของเขาไมมอี ิสรภาพในตนเลย กับคนท่ีมีอิสรเสรี
คนไหนดี?
จติ ใจทห่ี มอบอยกู ับกิเลสตัณหาอาสวะทั้งหลายมาเปนเวลานาน ถา เรายังไมเ บ่ือ
พออยูแลว เราจะตอ งหมอบราบไปเรอื่ ยๆ ถา หากมคี วามเบอ่ื ความพอ ความอิดหนา
ระอาใจ ความเห็นโทษของสิง่ เหลา นบ้ี าง ก็จะพอมที างตอสู และสกู ันดวยวิธีการตางๆ
สุดทายก็มาลงในธรรมหา ขอ ทเี่ ปนเครือ่ งมืออันสาํ คัญ กําราบปราบปรามกิเลสทง้ั หลาย
เหลา น้ีใหแหลกละเอยี ดไปได
สนามรบของผูป ฏิบตั ิคือสถานทใี่ ด ? เชน ทานเดนิ จงกรม นง่ั สมาธภิ าวนาหาม
รงุ หามค่ํา ทานเอาอะไร “เปนสนามรบ” เปน สถานทพี่ จิ ารณา ?
ในหลักธรรมทานสอนวา “สจั ธรรมทั้งสี่” “สจั ธรรมทง้ั ส่ี” นนั้ มอี ยใู นท่ใี ด ถาไมมี
อยูภายในกายในจติ ของมนษุ ยเรานี้ เรากเ็ ปนมนษุ ยคนหนึ่ง เราเดินจงกรม น่ังสมาธิ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๘๘

ธรรมะชุด๕เ๕ตร๒ียมพร้อม

๔๘๙

ภาวนา เพอื่ หาอรรถหาธรรม เราจะหาที่ตรงไหน ? ถา ไมห าใน “สัจธรรม” การหาในสจั
ธรรมหาอยางไร ?

ทกุ ขกท็ ราบแลววาทุกข มนั เกิดข้นึ ในกายในจิตของบคุ คลและสัตว สตั วเ ขาไมร ู
เรื่องวธิ ปี ฏิบัตแิ กไ ข แตเรารูว ธิ ีแกไ ข คําวา “ทกุ ข” เปนสงิ่ ที่พงึ ปรารถนาแลว หรือ ?เกิด
ข้ึนในกายกไ็ มเ ปนส่ิงทพี่ ึงปรารถนาเลย กายอยเู ปน ปกติสุขก็ตาม ถา ทกุ ขเ กิดขึน้ จะมี
ความระส่ําระสาย อากัปกริ ยิ าจะไมนาดเู ลย ถา มนั เกดิ ขน้ึ มากๆ ยง่ิ ดไู มไ ด จิตใจที่มี
ความทุกขเกดิ ขน้ึ มากๆ มนั นาดูแลว หรือ? แสดงมาทางใดเปนภัยไปหมด คอื ระบาย
ทกุ ขด วยอาการตางน้ัน ความจรงิ เปนการเพมิ่ ทกุ ขข้ึนทง้ั นน้ั โดยเจา ตวั ไมทราบเลย คน
ทม่ี ีความทุกขม ากจึงตอ งระบายออกในทา ตา งๆ ดงั ที่เราทราบกนั น่นั เขาถอื วา เปนทาง
ระบายออกแหงทุกข แตความจริงแลวเปนการสงั่ สมหรอื สง เสรมิ ทกุ ขใ หม ากข้ึน เปน
ความเขาใจเฉยๆ วา ตนระบายทกุ ขออก คนอ่นื เดอื ดรอ นกนั แทบตาย เพราะความดุดา
วากลาวแสดงกริ ิยาอาการท่ีไมด ไี มง าม ออกมาจากของไมด ไี มงามซึง่ มีอยูภายในใจของ
ตน เม่อื ระบายออกไปท่ีตรงไหนมนั กเ็ ดือดรอ นทตี่ รงนั้น สกปรกไปดว ยกันหมด

เรอ่ื งความทกุ ขเ กดิ ขน้ึ มาเพราะเหตใุ ด เราคน หาสาเหตุ น่แี หละคือสัจธรรม
ขอหน่ึง

เราทราบแลว วา ทุกข เราจะแกด วยวธิ ีใดถา ไมแกส าเหตุที่เปน เคร่อื งผลติ ทกุ ขขึ้น
มา คอื “สมุทยั ” “สมุทัย” คอื อะไร คอื “กามตณั หา ภวตัณหา วิภวตณั หา” นส้ี ว นใหญ
ทานเรยี กวา ”สมทุ ยั ”ความอยากในส่งิ ท่ตี นรักใคร ความเกลียดในส่ิงที่ตนไมช อบ แลว
ใหเกิดทกุ ขข ึ้นมา เหลาน้ีลวนแตเรือ่ งของ “สมทุ ยั ”

ความคดิ ความปรุงอันใดทจ่ี ะเปนเคร่ืองสัง่ สมกเิ ลส เปน เคร่อื งสัง่ สมทุกขข ้นึ มา
ทานเรยี กวา “สมุทัย” ท้งั น้ัน เปน กงิ่ เปน กา นแตกแขนงออกไปจากไมตน เดียว คือใจน่ี
แหละ

ความโกรธ ความโลภ ความหลง ราคะ โทสะ โมหะ รากเหงาของมนั จรงิ ๆ อยทู ่ี
ไหน กอ็ ยทู ใี่ จ มันฝง อยทู ีใ่ จนี้ท้ังนน้ั ไมไดฝ ง อยูท่ไี หน เราพิจารณาคนควาเขาไปภายใน
รา งกายเราน้ี แลว กย็ อ นเขามาหาใจ มนั คิดมนั ปรุงเรื่องอะไร ปรุงทง้ั วันท้งั คนื ปรุงแต
เรอ่ื งความทุกขค วามรอนใหต นและผอู ่นื จนหาทด่ี ับไมได ทา นจึงสอนใหใชส ตปิ ญ ญา
พิจารณาตรวจตราความคิดความปรุงของตน มนั หวงในขันธหวงไปอะไร เกดิ มาแลวจะ
ไมมีปาชาเหมอื นโลกท้งั หลายเขาหรอื ? ถึงไดหวงไดห วงนัก แลวจะสําเร็จประโยชน
ไหม? ความหวงของเราน้ีสาํ เรจ็ ไหม? มันจะไมกลายเปน “ยมปฺ จฉฺ ํ น ลภติ ตมปฺ  ทกุ ฺ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๘๙

ภาค ๓ “ธรรม๕ช๕ุด๓เตรียมพรอ้ ม’’

๔๙๐

ข”ํ ข้ึนอีกเหรอ? ปรารถนาเมือ่ ไมสมหวังแลว “มันจะเกิดความทกุ ข” ข้ึนมาภายในหัวใจ
อกี ทา นจงึ ไมใ หป รารถนา ทา นใหพิจารณาตามความจรงิ

รปู ขนั ธน ้ี มนั ตง้ั ขนึ้ มาแลวเพอ่ื จะแตกไป ไมใชเ พอ่ื อ่ืนใด ตง้ั เพอ่ื แตกไปเราก็
ทราบ ถาพจิ ารณาทางดา นปญญาหาทข่ี ัดแยงไมไ ด เมอ่ื หาทขี่ ัดแยงไมไดแ ลวจะไปหวง
หามมนั ทําไม ทราบดว ยปญญาแลวกว็ างไวต ามความจริงของรูปขนั ธ ท่มี นั กาํ ลงั จะแตก
หรือมนั ทรงอยู ก็ทราบวา มันทรงอยูเพือ่ จะแตกจะสลายไปทา เดยี วเทา นั้น โลกอนั นมี้ ี
ปาชา เตม็ ไปหมดทกุ ตวั สตั วท กุ บคุ คล เราสงสยั ปาชา ท่ีไหนจงึ ไมอยากตาย?

ถาเราพิจารณาตามหลักธรรมนแี้ ลว เราจะไมสงสยั ปาชา และเราจะไมสงสัยตัว
ของเราวาจะไมตาย เม่ือเราไมสงสัยวา เราไมต ายแลวเราก็ไมหวั่น เราทราบชดั ภายใน
จิตใจเราแลวปลอ ยวาง เพราะเร่ืองความตายเปน หลกั ธรรมชาตหิ า มไมได ปลดปลอย
ลงตามหลกั ธรรมชาติของมัน จะลงทไ่ี หนก็ใหลงไป ดินเปนดิน น้าํ เปนน้ํา ลมเปนลม
ไฟเปนไฟ ไปตามสภาพ

ผรู ูใ หเ ปนผูรู อยาไปหลงเอาน้าํ เอาไฟ เอาลม มาเปนตน มันเปน กาฝาก แลว ก็
มากัดมาไชเกีย่ วของอยูกับจติ ใจเราใหเ ดอื ดรอนไปดว ย เพราะนั่นไมใชเรา แตเราถอื วา
เปนเรา มนั กเ็ กิดความทกุ ขมากัดมาไชเรานี่แหละ

เวทนาก็เหมือนกนั ความสุขความทุกขเราเคยปรากฏมาต้งั แตว ันเกิดจนกระท่ัง
บัดนี้ ไมว า สขุ ทางกาย ทกุ ขท างกาย สขุ ทางใจ ทกุ ขท างใจ มันกเ็ ปน เรอ่ื ง อนิจฺจํ ทกุ ขฺ ํ
อนตฺตา เหมอื นกนั มันเกิดมาเพื่อดับไป ๆ ขึ้นช่ือวา “สมมตุ ิ” แลว ไมม อี ะไรจรี งั ถาวร
ที่จะคงเสน คงวาอยูไ ด

มันทกุ ขท ต่ี รงไหนเวทนา? เวทนาในรางกายเราพอพจิ ารณาได ปญญายังพอ
สอดสองมองทะลไุ ปได ทุกขภ ายในใจนีซ่ สิ าํ คัญ ทกุ ขภ ายในกายแลว เกดิ ทุกขภายในใจ
ขน้ึ มาอกี กเ็ พราะเร่ืองของสมุทัย คอื เรื่องของกเิ ลสตัวเดยี วเทา น้นั แหละ หลอกคน
หลอกสตั วโลกใหล มุ หลงไปตาม จงใหท ราบชดั เจน การพิจารณารางกายก็เพ่ือจะแก
ความลมุ หลงของตนท่ีสาํ คญั วา “กายนี้เปน ตน”

การพจิ ารณาเวทนา คอื ทกุ ขเวทนา สขุ เวทนา ก็เพ่ือจะลบลา งทกุ ขเวทนาเหลา น้ี
ท่ีสําคัญวาเปนตนออกจากใจ ใหตางอนั ตา งจริง เวทนาใหเปนเวทนา เราใหเปนเรา คือ
ความรู อยา นํามาคละเคลากันมันเปน ไปไมได เพราะอนั หนึ่งเปน อนั หนงึ่ จะมารวมเปน
อวัยวะเดยี วกันไดอยา งไร เชน คนสองคนมารวมเปน คนเดียวไดหรือ คนคนเดยี วมนั ก็
หนกั พอแลว เอา ๒ คน ๓ คน ๔ คน ๕ คน มาแบก มันยิง่ หนักไปไมไดเ ลย แบกรปู
แลว กแ็ บกเวทนา แบกสัญญา แบกสงั ขาร แบกวญิ ญาณ ซง่ึ ลวนแลว แตเ ปน ของหนัก

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๙๐

ธรรมะชุด๕เ๕ต๔รียมพรอ้ ม

๔๙๑

ดวยอุปาทาน แลว ทีน้ผี ลทีจ่ ะสะทอนกลับมาจะมาไหน ? ถาไมม ีใจซงึ่ เปน ผรู ับผิดชอบน้ี
จะตองรับทกุ ขแตผ ูเดียว ทั้งๆ ท่ีไมไ ดร บั ประโยชนอ ะไรจากการถอื นั้นเลย เรายังจะฝน
ไปยดึ ถอื อยหู รอื ? นี่การพจิ ารณาทุกขเวทนาใหเห็นตามความเปนจรงิ ของมนั

เอา สญั ญาความจํา จําไดเทา ไรลมื เทาน้ัน เมอ่ื ตอ งการกค็ ิดขน้ึ มาใหมจาํ ใหม
แลวกล็ มื ไป ลืมไปเรอ่ื ยๆ จาํ ไดแ ลว หลงลมื “สญฺ า วาสสฺ วิมยุ หฺ ติ” พระพุทธเจาสอน
ไวแลว หาท่แี ยง ท่ตี รงไหน สัญญาเปนของไมแนนอน จําไดก็หลงลืมไป “สญฺ า อนจิ ฺ
จา” แนะ ! ทา นกบ็ อกแลว คําวา “อนจิ จฺ าๆ”นั่นมแี ตทานสวดใหคนตายฟงวา “อนจิ จฺ า
วต สงฺขารา” เรายังจะมาสวดมาเสกมาสรรเราใหเปนคนขึน้ มา ทีๆ่ ไหนใหเ ปน เรา เอา
มาทัง้ ขนั ธห าอยางนว้ี า เปนเราไดอยา งไร! มนั เปน อนจิ จา “อนิจฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา”

ใหพ จิ ารณาดวยปญญา แยกแยะกันใหเห็นละเอยี ดลออ เราไมต อ งกลวั ตาย
ความตายไมมใี นจิตเรา อยา หาเรอ่ื งกลวั มาหลอกจติ เปน การโกหกตัวเอง แลว กอ ความ
ทกุ ขข น้ึ มาโดยไมเ กดิ ประโยชนอะไร เรยี กวา “ฝนธรรม” คือความจริงของพระพุทธเจา

ใครเชอื่ พระพุทธเจาแลว อยาฝน ความจรงิ พจิ ารณาใหเ ห็นตามความจริงดว ยอาํ นาจ
ของปญ ญาของตนนนั้ แล ผนู นั้ แหละชือ่ วา “พทุ ฺธํ สรณํ คจฉฺ าม”ิ อยางแทจ รงิ ไมใชพูด
แตป าก ใหเห็นอยูภายในใจดว ย พรอ มท้ังความจริงท่พี ระพุทธเจาทรงส่งั สอนไวแลว
อยางไร สอนไวใ นวงของมวลสตั ว เรากเ็ ปน มวลสตั วโลกคนหนงึ่ ในจํานวนแหง มวลสัตว
โลกท้งั หลาย ทาํ ไมเราจะไมท ราบตามความจริงที่พระพทุ ธเจา ทรงสอนไวแ ลว ท่มี ีอยูโดย
สมบรู ณ

ภายในตัวของเราคือสจั ธรรมทั้งส่ี “สงั ขาร” ฟงซิ คอื ความปรงุ มันจริงพอเชือ่
ถอื ไดเมือ่ ไร! มนั ปรุงมันแตง มันเสกข้ึนมาท้งั น้ัน ปรุงรูปนีข้ ึ้นมารูปน้ันขน้ึ มา จากสงิ่ นัน้
สงิ่ น้ี เชน รูปตกุ ตา เปนตน เดย๋ี วกแ็ ตก นค่ี วามปรงุ ก็เหมือนกนั ปรุงดีปรุงชั่วปรุงอะไร
มา กม็ าหลอกตนเองนแ่ี หละไมห ลอกทไ่ี หน เพราะจิตมันเจาจอมโง อะไรๆ มาหลอก
มนั ก็เชอ่ื หมดจะวายงั ไง มนั นา หลอกมนั กห็ ลอกนะ ซิ

ถา มีปญ ญาแฝงอยูดว ยคอยสกัดกน้ั ไว อะไรเขามาก็กล่นั กก็ รองดวยดแี ลว แม
สงั ขารจะปรุงกี่รอ ยก่พี นั ครง้ั ในวนิ าทีหนง่ึ ก็ตาม มนั จะหมุนรอบตัวอยกู ่รี อ ยกี่พนั ครงั้
เชน เดียวกัน โดยทางปญญาอะไรจะมาหลอกได! สงั ขารก็ทราบแลว วา สงั ขาร ความรคู อื
ใจกท็ ราบแลว วา เปน ใจ จะไปหลงเขาทําไม เขาเกิดมาจากตัวเองไปตื่นเขาทําไม สงั ขาร
เหลา น้มี ันเปน เงา

วญิ ญาณกเ็ หมอื นกัน มนั แย็บ ๆ ๆ ๆ เวลามอี ะไรมาสมั ผสั ทางตา ทางหู ทาง
จมูก ทางลิน้ ทางกาย กไ็ ปรบั ทราบท่ีจติ จติ ก็ปรงุ แตงขนึ้ มาดว ยสังขาร ดว ยสัญญา เอา

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๙๑

ภาค ๓ “ธรร๕ม๕ช๕ดุ เตรยี มพรอ้ ม’’

๔๙๒

หลอกขึน้ มาปนขน้ึ มา หาตวั จริงไมไ ด! กห็ ลอกขึน้ มาหลงอารมณของตวั เองอยูท ั้งวันทัง้
คืน แลวกค็ วามหลงอารมณน ั้นแลใหเ ปนทุกขขึน้ มา เปนผลแหง ความหลง เราไมเหน็
โทษของมนั ทต่ี รงนจ้ี ะเห็นทต่ี รงไหน!

การเรียน “สัจธรรม” ไมเรียนที่ตรงนี้รูที่ตรงนี้จะรูที่ตรงไหน ไลเลยี งเขา ไปอยา ง
ละเอียดลออ กตี่ ลบทบทวนไมสําคัญ สาํ คัญทคี่ วามเขา ใจดว ยปญ ญาอยางแจมแจงแลว
ไมตองบอก อปุ าทานแมจะไมใ หญโตย่งิ กวา ภเู ขา มันจะขาดสะบนั้ ลงไปไมมอี ะไรเหลือ
อยเู ลย

เมือ่ ถกู ไลต อ นเขาไปดวยปญญาแลวมนั ไมไ ปไหน กจ็ ะเขา ถาํ้ ใหญ นน่ั แหละที่
เรยี กวา “คหุ าสยํ” มนั เขา มาหาจติ ตีเขา ไปดวยปญ ญา ดว ย “อนิจจฺ ํ ทกุ ฺขํ อนตตฺ า”น่ี
มันเปน เงาๆ ๆ ตัวจริงๆ อยูท่ีไหน? ไลเขา ไปหาตัวจริง มนั จรงิ อยูท่จี ิต รวมตัวอยทู จี่ ติ
นอกนน้ั เปนเงาของมัน ต่ืนรูป ตืน่ เวทนา ตื่นสญั ญา ต่ืนสังขาร ตืน่ วิญญาณ หลงรปู
เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ

พอปญ ญาสอดสองมองทะลไุ ปหมดแลว มันกว็ ิ่งเขาไปสภู ายในคอื จติ ไปรวมอยู
ทจี่ ติ ดวงเดียว ถาจติ ไมโงเสียเทา นนั้ จติ กย็ อนเขา มาพิจารณาตรงน้ันเอง คอื จติ นน่ั
แหละ !

มนั ว่งิ เขาไปหลบซอนอยใู นจิต ตอ งยอนเขา ไปทําลายในจิตเลย มันว่ิงเขาไป
หลบซอนในทน่ี ั้นแลว โจรผนู ัน้ แหละมันจะยิงหัวเราออกมา เอา! มนั เขา ไปหลบซอ นอยู
ในตึกใดรานใดราคาแพงเทาใดก็ตาม ระเบดิ ขวา งเขา ไป มันพังทลายจนหมด โจรก็
ตาย! เอา! อนั นน้ั มนั จะฉบิ หายกใ็ หฉ บิ หายไป เรายงั มชี วี ิตอยูเราทําไดส รางได ขอเรา
อยาตายไปดวยกัน น่กี ็เหมือนกนั ฟาดฟนมันลงไป! กเิ ลสอยา งละเอยี ดเขา รวมอยใู น
จิต

พิจารณาเปนกอง อนิจจฺ ํ ทกุ ฺขํ อนตฺตา ดวยกนั เพราะกเิ ลสเหลา นีม้ นั เปนตัว
สมมตุ ิ ฟาดฟนใหม ันแหลกแตกกระจายไปจากจิตนัน้ เมื่อแหลกกระจายลงไปแลว
เอา !จิตจะฉบิ หายก็ใหร ูกนั แตจ ิตมไิ ดฉบิ หายน!ี่ เพราะจติ ไมมปี าชา จิตเปน “อมตํ”
โดยธรรมชาติแมยงั มกี เิ ลส

พอกเิ ลสทั้งมวลสลายไปหมดแลว ทา นเรียกวา “พนภัย ราคคฺคนิ า โทสคคฺ นิ า
โมหคฺคนิ า” หมด เมือ่ น้ําอมตธรรมสาดลงทีต่ รงน้ันเรียบวุธ! กเิ ลสไมมอี ะไรเหลือเลย

สงิ่ ท่เี หลอื กค็ ือความบริสุทธ์ิ เม่ือจิตบรสิ ทุ ธิเ์ ตม็ ที่แลว นั่นแหละคอื ความสขุ เต็ม
ทม่ี ีอยูท่ตี รงนน้ั งานอะไรตองยุติกันทีต่ รงนน้ั ทา นวา “วสุ ิตํ พฺรหมฺ จริยํ กตํ กรณยี ํ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๙๒

ธรรมะชดุ ๕เต๕ร๖ยี มพร้อม

๔๙๓

นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาต”ิ “เสร็จกจิ หรอื พรหมจรรยไดอ ยูจบแลว กจิ ที่จะทาํ ใหยง่ิ
กวา นี้อีกไมม !ี ”

กจิ อนื่ ใดก็ตามท่จี ะทาํ ใหย่งิ กวา นี้ไมมี! เพราะความรชู อบขอบชดิ โดยสมบูรณ
แลว นค่ี ือที่สุดแหง ทกุ ขม าสุดกันที่ตรงน้!ี

ยอดแหงธรรมก็อยูที่ใจดวงท่ีบรสิ ทุ ธิ์นี้ “พุทธฺ ํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ าม”ิ ที่เรา
กลา วถึงนอมระลกึ ถึงทา น รวมเขาในธรรมชาตทิ ีบ่ รสิ ทุ ธน์ิ ้ีหมด นึกถึงพระพุทธเจากบั
อันน้เี ลยเปนอนั เดียวกนั พุทโธ ธมั โม สังโฆ ในหลักธรรมชาตแิ ท ไดแ กความบริสุทธ์ิ
ลว นๆ

ทนี ี้เรอื่ งปญ หาวาพระพทุ ธเจาปรินพิ านไปนานแลว เทาน้นั ปเทา น้เี ดอื น นิพพาน
ในสถานทน่ี ั่นทนี่ ่ี ยอ มหมดปญ หาโดยประการท้ังปวง เพราะหลักธรรมชาติที่เปนพุทธะ
ธรรมะ สังฆะ แทอยูทีใ่ จของตน เปนสมบตั ิอันลนคาอยภู ายในใจอนั นฉี้ นั ใด อนั นน้ั ฉนั
นั้น หมดปญ หา!

พระพทุ ธเจานพิ พานไปไหน? รปู รางเฉยๆ สลายไปตามธรรมชาตขิ องรูปขนั ธ
อนั น้ันเชน เดียวกบั ธาตุขันธท่ัวๆไป สถานทน่ี ่นั ท่ีนต่ี ามสมมตุ ินยิ ม แตธรรมชาตทิ ี่
บรสิ ุทธ์ิ “พุทโธ” ท้งั ดวงนัน้ ไมไ ดฉิบหายไมไดตาย ไมมีกาลไมมีสถานที่เขาไปเหยยี บย่ํา
ทาํ ลายเลย นน้ั แลคอื “พุทธะ” แท น้ันแลท่ีเราอา งถึง “พทุ ธฺ ํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ าม”ิ

ธรรมชาตินน้ั จะสูญไปไหน ใหเ หน็ ชัดๆ คอื ใหเห็นภายในจิตใจของตน เอาอนั น้ี
เปน หลักฐานพยาน ธรรมชาตินเ้ี มอื่ ถึงข้ันบริสทุ ธิเ์ ต็มทแี่ ลว อนั นแ้ี ลไดเ ปน หลักฐาน
พยานอยางเตม็ ภูมิทเี ดยี ว เมื่ออันนไี้ มสูญอันนเ้ี ปน อยา งไร อนั นน้ั กเ็ ปน ฉนั น้ัน เมอ่ื อัน
น้ีไมสญู อันน้ันสูญไดอ ยางไร เปนธรรมอันเดียวกัน

น่ันแหละบรรดาพระสาวกอรหันตท านเม่อื ไดเ ขาถงึ ธรรมประเภทนแ้ี ลว อยูท่ี
ไหนทา นก็อยกู ับธรรม อยกู บั “พุทธะ ธรรมะ สังฆะ” ไดเ ฝาพระพุทธเจาอยูตลอดเวลา
อกาลิโก หมดความหวัน่ ไหว เพราะน้าํ อมตธรรมปราบไฟราคะตณั หาภายในจิตใจจน
ราบเรียบลงไปเลยไมมีอะไรเหลอื “เตสํ วูปสโม สุโข ความระงบั ดับเสียซง่ึ สงั ขารทง้ั
หลายเปนความสขุ อยางยงิ่ !”

สงั ขารธรรมภายในใจ สงั ขารที่เปนตัว “สมุทยั ” น่แี หละระงับดบั ไปหมดถึงบรม
สุข ก็บรมสุขท่กี ลา วมาท้ังหมดนม้ี ีอยูใ นสถานที่ใด ทงั้ ฝา ยเหตุฝายผล ทงั้ ฝายดฝี า ยชั่วมี
กับเราทุกทานท่รี ูๆ อยเู วลาน้ี ธรรมชาตทิ รี่ นู ้ีแลเปน ส่งิ ท่คี วรอยา งย่งิ แกธ รรมทง้ั หลาย
จนถึง “วสิ ทุ ธิธรรม” คือความบรสิ ุทธ์ิ ไมม ีอะไรนอกเหนอื ไปจากความรูนี้

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๙๓

ภาค ๓ “ธรรม๕ช๕ดุ๗เตรยี มพร้อม’’

๔๙๔

ขอใหช าํ ระธรรมชาติความรนู ้ใี หพ นจากสง่ิ กดถวง หรือกดข่บี งั คบั ทั้งหลายออก
ไปโดยลําดับๆ เถดิ คาํ วา “นพิ พาน” จะไปถามหาวา อยทู ไ่ี หน เม่ือถึงจติ บรสิ ุทธิแ์ ลวจะ
หมดปญหาโดยประการท้งั ปวง

การแสดงธรรมกเ็ ห็นวาสมควร

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๙๔

ธรรมะชุด๕เต๕ร๘ยี มพร้อม



มัชฌมิ าปฏปิ ทา ๔๙๕

ธรรมชดุ เตรยี มพร้อม ณ วดั ปา่ บ้านตาด มชั ฌิมาปฏปิ ทา
สงิ หาคม พุทธศักราช ๒๕๑๙

ใน “มัชฌิมาปฏิปทา” ทา นตรสั ไวว า “สมมฺ าทฏิ ฐ ิ ความเหน็ ชอบ” คาํ วา “เหน็
ชอบ” ทัว่ ๆไปกม็ ี เหน็ ชอบในวงจํากดั กม็ ี และเห็นชอบในธรรมสว นละเอียดยิ่งกม็ ี

ความเห็นชอบของผูถอื พระพุทธศาสนาท่ัวๆไปโดยมวี งจํากัด เชน เหน็ วา บาปมี
จริง บุญมีจริง นรก สวรรค นพิ พาน มีจริง ผูท ําดไี ดร บั ผลดี ผูท าํ ชัว่ ไดร ับผลชั่ว เปน ตน
น่ีก็เรยี กวา “สมฺมาทฏิ ฐ”ิ ขน้ั หนง่ึ (๑)

ความเห็นในวงจาํ กดั ของนักปฏบิ ตั ิผูป ระกอบการพจิ ารณา “สตปิ ฏฐาน” หรอื
“อรยิ สัจส่”ี โดยกําหนดกาย เวทนา จิต ธรรม เหน็ วา เปน “ไตรลักษณ” คอื อนจิ จฺ ํ ทุกฺขํ
อนตตฺ า ประจาํ ตนทุกอาการดว ยปญญา ปลกู ศรทั ธาความเชือ่ ลงในสัจธรรม เพราะการ
พิจารณา “ไตรลักษณ” เปนตนเหตุ และถือไตรลกั ษณท ่มี ีอยูในสภาวธรรมนนั้ ๆ เปนทาง
เดนิ ของปญ ญา และพจิ ารณาในอรยิ สจั เห็นทกุ ขท ่เี กิดข้นึ จากกายและจากใจท้งั ของตน
และของคนอ่นื สตั วอ่ืน วา เปน สง่ิ ไมค วรประมาทนอนใจ พรอ มทง้ั ความเห็นโทษใน
“สมทุ ยั ” คือแหลงผลิตทุกขใหเกิดขนึ้ แกสัตวเ สวยผลไมมีประมาณตลอดกาล และ
เตรียมรือ้ ถอนสมุทัยดวยปญญา เพอื่ กา วข้นึ สู “นโิ รธ” คือแดนสังหารทกุ ขโดยสนิ้ เชิง นี่
เรยี กวา “สมฺมาทิฏฐ”ิ ขน้ั หนง่ึ (๒)

“สมมฺ าทฏิ ฐิ” ความเหน็ ชอบในธรรมสวนละเอยี ดน้นั ไดแ กความเหน็ ชอบใน
ทกุ ขวาเปนของจริงอยา งหนงึ่ ความเหน็ ชอบใน “สมทุ ยั ” วาเปนของจรงิ อยา งหนึ่ง
ความเหน็ ชอบใน “นโิ รธ” วาเปนของจรงิ อยา งหน่งึ และความเห็นชอบใน “มรรค” คือ
ศีล สมาธิ ปญญา วา เปน ของจริงอยางหน่งึ ซงึ่ เปน ความเห็นชอบโดยปราศจากการ
ตําหนิติชมในอริยสัจและสภาวธรรมทัว่ ๆ ไป จดั เปน “สมฺมาทิฏฐิ” ขนั้ หนงึ่ (๓)

สมมฺ าทฏิ ฐ ิ มีหลายข้นั ตามภมู ขิ องผปู ฏบิ ัตใิ นธรรมข้นั นั้นๆ ถา สมมฺ าทฏิ ฐิ มี
เพียงขัน้ เดียว ปญ ญาจะมีหลายขั้นไปไมไ ด เพราะกเิ ลสความเศรา หมองมหี ลายขนั้

ปญ ญาจงึ ตอ งมีหลายข้ัน เพราะเหตนุ ี้เอง สมมฺ าทฏิ ฐ ิ จงึ มหี ลายขั้นตามท่ีอธบิ ายผา นมา
แลว

ในปฏปิ ทาขอสองตรสั วา “สมมฺ าสงฺกปโฺ ป” ความดาํ ริชอบ มี ๓ ประการ คือ
(๑) ดํารใิ นการไมเ บียดเบยี น หนง่ึ
(๒) ดําริในการไมพยาบาทปองรา ย หน่ึง
(๓) ดํารเิ พ่อื ออกจากเคร่ืองผูกพัน หนง่ึ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะชดุ ๕เ๔๖ต๐ร๙ีย๕มพรอ้ ม

๔๙๖

ดาํ รใิ นทางไมเ บียดเบียนนนั้ คือไมคดิ เบยี ดเบยี นคนและสัตว ไมค ิดเบยี ดเบียน
ตนเองดว ย ไมค ดิ ใหเขาไดรับความทรมานลําบากเพราะความคิดของเราเปนตน เหตุ
และคิดหาเรอื่ งลาํ บากฉิบหายใสต นเอง ไมคดิ ดาํ ริจะกนิ ยาเสพยต ิดมี สุรา ฝน และ
เฮโรอนี เปน ตน

ดาํ รใิ นความไมพ ยาบาท คือไมค ดิ ปองรา ยหมายฆา ใครๆ ทั้งสตั วท ้งั มนษุ ย ไม
คิดเพื่อความชอกชาํ้ และฉบิ หายแกใ คร ไมคดิ ใหเขาไดรับความเจบ็ ปวดบอบชา้ํ หรือลม
ตายลงไปเพราะความคิดของเราเปน ตนเหตุ และไมคิดปองรายหมายฆา ตวั เอง เชน คดิ
ฆา ตวั เองดว ยวธิ ตี างๆ ดังปรากฏในหนา หนงั สอื พิมพเสมอ

น่คี อื ผลจากความคดิ ผิด ตวั เองเคยมคี ุณแกตัวและเปนสมบัติอนั ลน คาแกต ัว
เอง เพราะความคดิ ผดิ จึงปรากฏวาตวั กลบั เปน ขาศกึ แกต ัวเอง เรือ่ งเชน นเ้ี คยมีบอยๆ
ซึ่งมิใชเรอ่ื งของมนุษยผูฉลาดจะทาํ กันละ ท้งั นีพ้ งึ ทราบวา เปนผลเกดิ จาก “ความดาํ ริ
ผิดทาง” ผูรักษาตวั และสงวนตัวแท เพียงแตจ ิตคิดเรือ่ งไมส บายขนึ้ ภายในใจเทา นั้น ก็
รีบระงบั ดบั ความคดิ ผดิ นนั้ ทันทีดวย “เนกขมั มอบุ าย” ไหนจะยอมปลอยความคิดท่ีผดิ
ใหรนุ แรงขน้ึ ถงึ กบั ฆา ตัวตาย เปน ตวั อยางแหงความรกั ตวั ที่ไหนม!ี นอกจากความเปน
เพชฌฆาตสงั หารเทาน้นั

ความดาํ ริเพอื่ ออกจากเครอื่ งผกู มัดนี่ ถาเปนความดําริท่วั ๆ ไป ตนคิดอานการ
งานเพอื่ ปลดเปล้อื งตนออกจากความยากจนขนแคน เพ่ือความสมบรู ณพนู ผลในสมบตั ิ
ไมอ ดอยากขาดแคลน ก็จดั เขาใน “เนกขฺ มมฺ สงฺกปโฺ ป อยางอนุโลม” ของโลกประการ
หนึง่

ผูด ํารใิ หทาน รกั ษาศลี ภาวนา คดิ สรางถนนหนทาง กอพระเจดยี  ทะนบุ าํ รงุ
ปูชนียสถานทชี่ ํารุดทรดุ โทรม สรา งกุฏิ วหิ าร ศาลา เรือนโรงตางๆ โดยมุงกศุ ลเพ่ือยก
ตนใหพนจากกองทุกข ก็จัดเปน “เนกขฺ มฺมสงฺกปโฺ ป” ประการหน่ึง

ผดู าํ รเิ หน็ ภยั ในความ เกดิ แก เจบ็ ตาย ซงึ่ เปนไปในสตั วแ ละสังขารท่วั ๆ ไปท้งั
เราทง้ั เขาไมม ีเวลาวา งเวน เหน็ เปน โอกาสอันวางสําหรบั เพศนกั บวชจะบําเพญ็ ศลี
สมาธิ ปญญา ใหเ ปน ไปตามความหวัง ดาํ รจิ ะบวชเปน ชี ปะขาว เปน พระเปน เณร นีก่ ็
จัดวา เปน ”เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป” ประการหนึง่

นกั ปฏบิ ัตมิ คี วามดาํ รพิ จิ ารณาอารมณแ หงกรรมฐานของตน เพือ่ ความปลด
เปลื้องจติ ออกจากนิวรณธรรมทัง้ หลายโดยอุบายตางๆ จากความดาํ รคิ ิดคน ไมม เี วลา
หยุดย้งั เพ่อื เปลื้องกเิ ลสทุกประเภทดว ย “สัมมาสังกัปปะ” เปนขั้นๆ จนกลายเปน “สมฺ
มาสงฺกปฺโป อัตโนมัต”ิ กาํ จัดกิเลสเปนขัน้ ๆดวยความดาํ ริคิดคนตลอดเวลา จนกเิ ลสทุก

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๙๖

ภาค ๓ “ธรรม๕ช๖ุด๑เตรียมพรอ้ ม’’

๔๙๗

ประเภทหมดสิน้ ไปเพราะความดํารนิ น้ั นก่ี จ็ ดั เปน “สมฺมาสงฺกปโฺ ป” ประการสดุ ทา ย
แหง การอธบิ ายปฏปิ ทา ขอ ๒

ปฏิปทาขอที่ ๓ ตรสั ไวว า “สมมฺ าวาจา” กลา ววาจาชอบ ทก่ี ลา วชอบทวั่ ๆ ไปก็มี
ท่กี ลา วชอบย่งิ ในวงแหง ธรรมโดยเฉพาะกม็ ี กลาวชอบตามสุภาษติ ไมเ ปน พษิ เปน ภยั
แกผ ูฟง กลา วมีเหตผุ ลนา ฟง จบั ใจ ไพเราะเสนาะโสต กลาวสุภาพออนโยน กลาวถอ ม
ตนเจียมตวั กลา วขอบบุญขอบคุณตอผูมีคณุ ทุกชัน้ เหลาน้ีจัดเปน สมมฺ าวาจา ประการ
หนึ่ง

“สมมฺ าวาจา ทีช่ อบยง่ิ ” ในวงแหงธรรมโดยจาํ เพาะน้ัน คอื กลา วใน “สลั เลข
ธรรม”เคร่อื งขัดเกลากเิ ลสโดยถา ยเดยี ว ไดแก กลาวเร่ืองความมกั นอยในปจ จยั สี่
เครอ่ื งอาศัยของพระ กลาวเรอ่ื งความสนั โดษ ยินดตี ามมีตามไดแ หงปจ จยั ทีเ่ กดิ ข้ึนโดย
ชอบธรรมกลาวเรื่อง “อสังสัคคณิกา” ความไมคลุกคลีมว่ั สมุ กบั ใครๆทั้งนั้น, “วิเวกก
ตา” กลา วเร่ืองความสงดั วิเวกทางกายและทางใจ “วริ ยิ ารมั ภา” กลา วเรือ่ งการประกอบ
ความเพยี ร กลา วเรื่องการรกั ษาศลี ใหบรสิ ทุ ธ์ิ กลาวเร่อื งทําสมาธิใหเกดิ กลาวเร่ือง
การอบรมปญ ญาใหเฉลยี วฉลาด กลา วเรอ่ื ง “วิมตุ ติ” คือความหลดุ พน และกลาวเรือ่ ง
“วิมตุ ตญิ าณทัสสนะ” ความรเู หน็ อันแจง ชดั ในความหลุดพน นจี่ ัดเปน “สมมฺ าวาจา
สว นละเอยี ด”

การกลา วนนั้ ไมใชก ลาวเฉยๆ กลา วรําพันกลา วรําพึง กลาวดว ยความสนใจและ
ความพออกพอใจ ใครต อ การปฏบิ ัตติ อ “สลั เลขธรรม” จริงๆ

ในปฏิปทาขอ ๔ ตรัสไวว า “สมมฺ ากมฺมนโฺ ต” การงานชอบ การงานชอบทว่ั ๆ ไป
ประเภทหนึง่ การงานชอบในธรรมประการหนง่ึ

การงานทที่ ําโดยชอบธรรมไมผ ิดกฎหมายบานเมือง เชน ทาํ นา ทาํ สวน การซื้อ
ขายแลกเปลยี่ น เหลา น้จี ัดเปนการงานชอบ

การปลูกสรางวัดวาอาราม และการใหท าน รักษาศลี เจรญิ เมตตาภาวนา ก็จัด
เปนการงานชอบแตล ะอยา งๆ เปน สมฺมากมฺมนโฺ ต ประการหน่ึง การเดนิ จงกรม นงั่
สมาธิกจ็ ัดเปนการงานชอบ ความเคล่ือนไหวทางกาย วาจา ใจ ทุกอาการ พงึ ทราบวา
เปน “กรรม” คือการกระทาํ การทําดวยกาย พูดดวยวาจา และคิดดวยใจ เรียกวา “เปน
กรรม” คอื การกระทาํ ทําถูก พูดถูก คิดถูก เรยี กวา “สมั มากัมมนั ตะ” การงานชอบ

คาํ วา “การงานชอบ” มคี วามหมายกวา งขวางมาก แลว แตท า นผูฟ ง จะนอมไปใช
ในทางใด เพราะโลกกบั ธรรมเปนคเู คยี งกนั มา เหมอื นแขนซายแขนขวาของคนคน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๙๗

ธรรมะชดุ ๕เต๖๒รยี มพร้อม

๔๙๘

เดียว จะแยกโลกกับธรรมจากกันไปไมไ ด และโลกก็มีงานทาํ ธรรมกม็ งี านทาํ ดว ยกนั
ทัง้ น้ีเนื่องจากภาวะของคนและการประกอบไมเหมอื นกัน การงานจะใหถูกรอยพิมพอ ัน
เดียวกันยอ มเปน ไปไมได

ฉะนนั้ ผูอยใู นฆราวาสกข็ อใหประกอบการงานถูกกับภาวะของตน ผูท่อี ยใู น
ธรรมคอื นักบวช เปนตน กข็ อใหประกอบการงานถูกกบั ภาวะของตน อยาใหก ารงาน
และความเห็นกาวกายและไขวเขวกนั กจ็ ดั วาตา งคนตาง “สมั มากมั มันตะ” การงานชอบ
ดวยกัน โลกและธรรมกน็ ับวนั เจริญรุงเรอื งขนึ้ โดยลาํ ดบั เพราะตางทา นตา งชว ยกันพยุง

ปฏปิ ทาขอ ๕ ตรัสวา “สมฺมาอาชีโว” การแสวงหาเพอื่ เล้ยี งชพี ดวยการรบั
ประทานตามธรรมดาของมนษุ ยแ ละสตั วท่ัวๆ ไป ประการหนึง่ การหลอเลยี้ งจติ ใจดวย
อารมณจ ากเครือ่ งสมั ผสั ประการหน่งึ การแสวงหาอาชีพโดยชอบธรรม ปราศจากการ
ปลนสะดมฉกลกั ของใครๆ มาเล้ยี งชพี หามาไดอ ยางไรกบ็ ริโภคเทา ท่ีมพี อเลี้ยงอตั
ภาพไปวันหนง่ึ ๆ หรอื จะมมี ากดวยความชอบธรรม ก็จัดวา เปน “สมฺมาอาชโี ว”
ประการหนึง่

ใจไดร บั ความสมั ผัสจากส่ิงภายนอก คอื รูป หญิง ชาย เสยี ง กลิน่ รส ความ
สมั ผัสของหญงิ ชาย และสงิ่ ของทีถ่ ูกกบั จริตชอบ เกดิ เปนอารมณเขา ไปหลอ เลีย้ งจติ ใจ
ใหม คี วามแชมช่ืนเบกิ บาน หายความโศกเศรา เหงาหงอย มแี ตค วามรน่ื เรงิ บนั เทิงใจ
กลายเปน ยาอายวุ ฒั นะข้นึ มา แตถ า แสวงผดิ ทางกก็ ลายเปน ยาพิษเครอื่ งสงั หารใจ นี่ก็
ควรจดั วา เปน “สมมฺ าอาชโี ว” ตามโลกนิยม แตไ มใ ช “สมฺมาอาชีโว” ของธรรมนยิ ม
เพราะมใิ ชอารมณเ ครื่องถอดถอนกเิ ลสออกจากใจ สําหรบั โลก ผูมี “มตฺตฺตุ า” รูจกั
ประมาณและขอบเขตท่คี วรหรือไมควร ก็พอเปน “สมมฺ าอาชโี ว” ไปตามภูมิ สาํ หรบั นกั
บวชไมควรเก่ยี วของอาหารใจประเภทรปู เสยี ง เปน ตน นอกจากพจิ ารณาตรงขา มเทา
นนั้ จึงจัดเปนสามีจิกรรม

สว นนักบวชพึงปฏิบตั ิ คอื การบํารุงจิตใจดวยธรรม ไมนาํ โลกซึง่ เปนยาพิษเขา
มารังควานใจ ตา หู จมูก ลน้ิ กาย ใจ กระทบรปู เสยี ง กลนิ่ รส เคร่ืองสมั ผสั
ธรรมารมณ ใหพ งึ พจิ ารณาเปนธรรมเสมอไป อยาใหเ กดิ ความยนิ ดยี นิ รา ย จะกลาย
เปนความขัดเคืองข้นึ มาภายในใจ ซงึ่ ขดั ตอ “สมั มาอาชวี ธรรม” อันเปน ธรรมเคร่ือง
ถอดถอนกเิ ลส

การพจิ ารณาเปน ธรรม จะนาํ อาหารคือโอชารสแหง ธรรม เขา มาหลอ เล้ยี งหวั
ใจ ใหมีความช่นื บานดวยธรรมภายในใจ ใหมีความชมุ ชื่นดวยความสงบแหง ใจ ใหม ี

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๙๘

ภาค ๓ “ธรรม๕ช๖ดุ ๓เตรียมพรอ้ ม’’

๔๙๙

ความชุมชนื่ ดว ยความเฉลียวฉลาดแหงปญ ญา ไมแ สวงหาอารมณอ ันเปนพิษเขามา
สังหารใจของตน พยายามนําธรรมเขามาหลอ เลี้ยงเสมอ เรยี กวา “สมมฺ าอาชีโว” ที่ชอบ
ธรรม

อายตนะภายในมี ตา หู เปน ตน กระทบกบั อายตนะภายนอก มี รปู เสยี ง
เปนตน ทกุ ขณะท่ีสมั ผัสจงพจิ ารณาเปน ธรรม คอื ความรเู ทา และปลดเปลื้องดวย
อุบายเสมอไป อยาพิจารณาใหเปน เรือ่ งของโลกแบบจับไฟเผาตัว จะกลายเปน ความ
รอนข้ึนท่ีใจ ซ่งึ มใิ ชท างของ “สมั มาอาชีวะ” ของผบู าํ รงุ ใจดวยธรรม

ควรพยายามกลั่นกรองอารมณท เ่ี ปน ธรรม เขา ไปหลอ เลย้ี งจิตใจอยตู ลอด
เวลา อาหารคอื โอชารสแหง ธรรม จะหลอ เล้ยี งและรักษาใจใหปลอดภยั เปนลาํ ดับ ที่
อธบิ ายมานี้จัดเปน “สัมมาอาชวี ะ” ประการหน่งึ

ปฏปิ ทาขอ ๖ ตรัสไววา “สมมฺ าวายาโม” ความเพยี รชอบ ทา นวา เพยี รในทส่ี ่ี
สถานคอื

(๑) เพยี รระวงั อยา ใหบ าปเกดิ ขน้ึ ในสนั ดาน หนึ่ง
(๒) เพียรละบาปทีเ่ กิดข้นึ แลวใหหมดไป หนึง่
(๓) เพียรยังกุศลใหเ กดิ ขึ้น หนึ่ง และ
(๔) เพยี รรักษากุศลท่ีเกิดขนึ้ แลว อยาใหเสอื่ มสูญไป หนงึ่
“โอปนยโิ ก” นอมเขาในหลักธรรมทตี่ นกําลังปฏิบตั ิไดทุกขนั้ แตทน่ี จ่ี ะนอ มเขา
ในหลกั “สมาธกิ บั ปญ ญา” ตามโอกาสอนั ควร
(๑) พยายามระวังรกั ษาจิตท่ีเคยฟงุ ซานไปตามกระแสแหง ตัณหา เพราะความโง
เขลาฉุดลากไป หนง่ึ
(๒) ศลี สมาธิ ปญญา เปนธรรมแกกเิ ลสทกุ ประเภท จงพยายามอบรมใหเกดิ
ขึ้นกับใจของตน ถาตองการไปนพิ พานดบั ไฟกงั วลใหส ้ินซาก! หนึง่
(๓) ศลี สมาธิ ปญญา ทุกๆ ข้นั ถาไดป รากฏขนึ้ กบั ตนแลว อยา ยอมใหห ลุดมอื
ไปดวยความประมาท จงพยายามบาํ รงุ ศลี สมาธิ ปญญา ทุกๆ ข้นั ที่เกดิ ขนึ้ แลวให
เจริญเตม็ ที่ จนสามารถแปรรูปเปน “มรรคญาณ” ประหารกเิ ลสสมทุ ัยใหส นิ้ ซากไป
แดนแหง “วมิ ตุ ตพิ ระนพิ พาน” ท่เี คยเหน็ วา เปน ธรรมเหลือวิสยั จะกลายเปน ธรรม
ประดบั ใจทนั ทที กี่ เิ ลสส้นิ ซากลงไป หน่งึ
ในปฏปิ ทาขอ ๗ ตรสั วา “สมมฺ าสติ” ไดแกก ารตั้งสติระลึกตามประโยคของ
ความเพยี รของตน ตนกาํ หนดธรรมบทใดเปน อารมณของใจ เชน “พุทโธ” หรอื อานา

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๙๙

ธรรมะชดุ๕เ๖ต๔รียมพรอ้ ม

๕๐๐

ปานสติ เปน ตน กใ็ หมีสติระลึกธรรมบทนน้ั ๆ หรือตง้ั สติกําหนดใน “สติปฏ ฐานสี่” คือ
กาย เวทนา จติ ธรรม ทัง้ กําหนดเพอื่ สมาธิ ทง้ั การพิจารณาทางปญ ญา ใหม ีสตคิ วาม
ระลกึ ในประโยคความเพยี รของตนทุกๆ ประโยค จดั เปน สมฺมาสติ ที่ชอบ ขอ หนง่ึ

ปฏปิ ทาขอ ๘ ตรสั ไวว า “สมมฺ าสมาธ”ิ คือ สมาธิที่ชอบ ไดแก สมาธิทส่ี ัมปยตุ
ดว ยสตปิ ญ ญา ไมใชส มาธแิ บบหวั ตอ และไมใ ชสมาธทิ ีต่ ิดแนน ทงั้ วนั ทง้ั คนื ไมย อม
พจิ ารณาทางดานปญญาเลย โดยเห็นวา สมาธเิ ปน ธรรมประเสริฐพอตัว จนเกดิ ความ
ตําหนิตโิ ทษปญญาหาวา เปนของเก และกวนจติ ใจทเ่ี ปน อยดู วยความสงบเย็นไปเสีย
สมาธปิ ระเภทนเ้ี รยี กวา “มิจฉาสมาธ”ิ ไมจดั วา เปนสมาธทิ จ่ี ะทําใหบ ุคคลพนจากทกุ ข
โดยชอบธรรม

สวนสมาธิทเ่ี ปนไปเพือ่ ความพนทุกขน้ัน ตองกาํ หนดลงไปในหลักธรรม หรอื
บทธรรมตามจริตชอบ ดวยความมสี ติกาํ กับรักษา จนจติ รวมลงเปนสมาธไิ ด จะเปน
สมาธปิ ระเภทใดกต็ าม เมอ่ื รสู ึกจติ ของตนสงบ หรอื หยุดจากการคดิ ปรงุ ตา งๆ รวม
อยูเปน เอกเทศอันหน่ึง จากส่งิ แวดลอมทั้งหลาย จนกวาจะถอนขน้ึ มา จดั เปน สมาธิที่
ชอบ และไมเ หมือนสมาธซิ ึ่งรวมลงไปแลว ไมท ราบกลางวันกลางคืน เปน ตายไมทราบ
ทั้งนั้นเหมอื นคนตายแลว พอถอนขึน้ มาจึงจะรยู อนหลงั วาจติ รวมหรือจติ ไปอยูท ีไ่ หน
ไมทราบ นเ่ี รยี กวา “สมาธิหัวตอ” เพราะรวมลงแลว เหมอื นหวั ตอ ไมม ีความรสู กึ สมาธิ
ประเภทนีจ้ งพยายามละเวน แมเ กดิ ขน้ึ แลวรบี ดัดแปลงเสยี ใหม สมาธิท่ีกลา วน้ีเคย
มใี นวงนักปฏบิ ตั ดิ วยกนั อยูเ สมอ

วิธแี กไข คือหกั หามอยาใหรวมลงตามท่ีเคยเปนมา จะเคยตัวตลอดกาล จง
บงั คบั ใหท องเท่ียวในสกลกาย โดยมสี ตบิ ังคบั เขมแขง็ บงั คบั ใหทองเท่ียวกลับไปกลับ
มา และข้ึนลงเบ้อื งบนเบื้องลาง จนควรแกป ญญาและมรรคผลตอ ไป

สว น สมั มาสมาธิ เม่อื จติ รวมลงไปแลว มสี ติรูประจาํ อยูในองคส มาธิน้นั เมื่อ
ถอนขึ้นมาแลว ควรจะพิจารณาทางปญ ญาในสภาวธรรมสว นตา งๆทีม่ ีอยใู นกายในจติ
ก็พิจารณาในโอกาสอันควร สมาธิกบั ปญญาใหเปน ธรรมเกี่ยวเน่ืองกนั เสมอไป อยา
ปลอยใหส มาธิเดนิ เหินไปแบบไมมองหนามองหลัง โดยไมคาํ นงึ ถงึ เรือ่ งอะไรทงั้ นนั้

สรปุ ความแลว สติ สมาธิ ปญญา ท้ังสามนี้ เปนธรรมเก่ยี วเน่ืองกนั โดยจะแยก
จากกันใหเดินแตอ ยางใดอยางหนึง่ ไมไ ด สมาธิกบั ปญญาตอ งผลดั เปล่ียนกันเดิน
โดยมีสตเิ ปน เครอ่ื งตามรกั ษา ท้ังสมาธแิ ละปญญา

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๕๐๐

ภาค ๓ “ธรร๕มช๖๕ุดเตรยี มพรอ้ ม’’

๕๐๑

นแ่ี ลปฏปิ ทาท้งั ๘ ทไี่ ดอธิบายมาโดยอิงหลกั ธรรมบา ง โดยอตั โนมัตบิ า ง ตัง้ แต
“สมฺมาทิฏฐ ิ จนถึง สมฺมาสมาธิ” ถึงทราบวา เปนธรรมหลายชั้น แลวแตทา นผูฟงจะนาํ
ไปปฏิบตั ติ ามภมู แิ หงธรรมและความสามารถของตน

ในปฏิปทาทงั้ ๘ ประการนี้ ไมเลอื กวา นกั บวชหรือฆราวาส ใครสนใจปฏบิ ัติให
บรบิ รู ณไ ด ผล คือ “วิมตุ ติ” และ “วิมตุ ตญิ าณทสั สนะ” เปน สมบัติอันล้ําคาของผูนั้น
เพราะ ศลี สมาธิ ปญญา รวมอยูในมรรคนี้ และเปนเหมอื น “กุญแจ” ไข “วมิ ุตติ” ท้งั
สองใหป ระจกั ษก บั ใจอยา งเปดเผย

อน่งึ ทา นนักปฏิบตั อิ ยา เขาใจวา “วมิ ุตติ” กับ “วิมตุ ตญิ าณทสั สนะ” ทงั้ สองน้ีแยก
กันไปอยใู นที่ตางแดน หรือแยกกนั ทาํ หนาท่คี นละขณะ ที่ถกู ไมใ ชอยา งน้นั !

เราตัดไมใ หข าดดวยขวาน ขณะไมข าดจากกัน ตาก็มองเห็น ใจก็รวู า ไมทอนน้ี
ขาดแลว ดว ยขวาน เห็นดว ยตากบั รูดว ยใจ! เกิดขึ้นในขณะเดยี วกันฉนั ใด

วิมุตติและวิมตุ ติญาณทสั สนะ กท็ ําหนา ที่รูเห็นกิเลสขาดออกจากใจ ดว ยศลี
สมาธิ ปญญา ในขณะเดียวกันนัน้ แล

จากน้นั แลว ก็ไมมปี ญ หาอะไรใหยุงยากอีกตอ ไป เพราะปญ หายงุ ยากกค็ ือ
ปญ หากเิ ลสกบั ใจเทา นน้ั ทใี่ หญย ง่ิ ในไตรภพ

เมื่อปลอ ยใจจากส่งิ ทง้ั ปวงอันเปนปญ หาใหญทีส่ ุดแลว กเิ ลสซง่ึ เปน สง่ิ อาศยั อยู
ในใจก็หลดุ ลอยไปเอง ศลี สมาธิ ปญ ญา และ วิมตุ ติ วิมตุ ติญาณทัสสนะ กป็ ลอยวางไว
ตามความจรงิ เรยี กวาตา งฝายตา งจรงิ แลว กห็ มดคดีคคู วามลงเพยี งเทา น้ี

วันนี้ไดอธบิ ายธรรมใหแ กน ักปฏบิ ตั ิทง้ั หลายฟง โดยยกสมเดจ็ พระผูม ีพระภาค
และพระสาวกทั้งหลายมาเปนแนวทาง จะไดต้งั เขม็ ทิศ คือขอปฏิบตั ิของตน ของตนให
เปนไปตามพระองคทานโดยไมล ดละ

เมื่อ ศีล สมาธิ ปญญา เปน ธรรมท่ีทา นทง้ั หลายบําเพ็ญไดบรบิ รู ณแ ลว วิมุตติ
และวิมตุ ติญาณทัสสนะ อนั เปนองคพ ระนพิ พาน ก็จะเปน ของทา นท้งั หลายอยา งไมม ี
ปญหา เพราะเหตุฉะน้ั ธรรมท้งั หมดทไี่ ดกลา วในวนั น้ี ทานผูฟ ง ทุกๆ ทา น ยอมจะเขา
ใจวา มอี ยใู นกายในใจของเราทกุ ทาน ขอใหน อมธรรมเหลา นีเ้ ขามาเปนสมบตั ขิ องตน
ท้ังการดําเนนิ เหตุ ทง้ั ผลทปี่ รากฏขน้ึ จากเหตอุ ันดี คือวิมตุ ติพระนิพพาน จะเปน ของ
ทานทัง้ หลายในวันน้วี นั หนา โดยนัยทีไ่ ดแสดงมา

ขอยุติดวยเวลาเพียงเทาน้ี เอวังกม็ ดี วยประการฉะนี้ ฯ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๕๐๑

ธรรมะชดุ ๕เ๖ต๖รยี มพร้อม



คนื อำาลาเเทมื่อศวนัน์โปทรี่ ด๑ค๙ณุ กเมุพภาาพพงานั ธว์ รพเรททุ ธศธนศเนะมักกโื่อรปุลาวรชนัณดทค๒วี่ ุณ๕๑ัด๑เป๙๙พ่าาบกพาุ้มนคงภตาานืาพวดรอันรําธธลนพะาทุ กธุลศณักรวาดัชป๒า ๕บ๑า น๙ตาด ๕๐๒

การท่อี ยากใหคนดไี มมใี ครท่จี ะเกนิ พระพุทธเจาไปได พระโอวาทท่ปี ระทานไว
แกโลกก็เพ่ือใหโลกเปน คนดกี นั ท้ังน้นั เปน คนดมี คี วามสขุ ไมต อ งการใหโลกเกดิ ความ
เดอื ดรอนเสยี หายอันเกดิ จากความชว่ั ของการกระทํา เพราะความไมร เู รอื่ งวธิ ีปฏิบตั ติ วั

เองนน้ั เลย

เพราะฉะน้นั การทีจ่ ะสรางพระบารมใี หถงึ ความเปนพระพุทธเจา ผมู ีพระเมตตา
อันเปยมตอสตั วโลกน้นั จงึ เปน การลาํ บาก ผิดกบั บารมีท้ังหลายอยูมาก ความสามารถ
กบั พระเมตตามกี าํ ลงั ไปพรอมๆ กัน ถาตา งคนตา งไดย ินไดฟงพระโอวาทของพระพุทธ

เจา ในท่ีเฉพาะพระพักตรก็ตาม ไดฟ ง ตามตํารบั ตํารากต็ าม มคี วามเชือ่ ตามหลักความ
จริงทป่ี ระทานไวนัน้ ตางคนตางพยายามปรบั ปรงุ แกไขตนเองใหเ ปน คนดี นบั เปน

จํานวนวาคนนี้ก็เปนคนดี คอื คนท่หี นึ่งก็เปนคนดี คนท่สี องกเ็ ปนคนดี ในครอบครวั มกี ่ี
คน ไดร ับการอบรมสงั่ สอนเพ่อื ความเปน คนดดี วยกนั ครอบครวั นนั้ กเ็ ปน คนดี ในบา น

นน้ั ก็เปน คนดี เมอื งน้กี ็เปน คนดี เมอื งน้นั กเ็ ปน คนดี ประเทศนป้ี ระเทศนนั้ กเ็ ปนคนดี
ดว ยกันแลว เร่อื งความสงบสุขของบา นเมอื งเราไมตองถามถึงกไ็ ด ตองไดจ ากความดี
ของผูทาํ ดที งั้ หลายแนนอน

ความทกุ ขรอนตางๆ ท่เี กดิ ขึน้ มานน้ั เกดิ ขน้ึ เพราะความไมด ตี า งหาก คนไมดีมี

จาํ นวนมากนอยเพยี งใด กเ็ หมอื นมเี สี้ยนหนามจํานวนมากนอ ยเพยี งน้นั ยงิ่ มมี ากเทา
ไรโลกนก้ี เ็ ปน “โลกนั ตนรก” ได ซง่ึ มืดทัง้ กลางวนั กลางคืน มคี วามรุม รอ นอยตู ลอด
เวลาโดยไมต องไปถามหานรกขมุ ไหนลูกไหน เพราะสรา งอยูท่ีหัวใจของคน แลว ก็

ระบาดสาดกระจายออกไปทกุ แหงทกุ หน เลยกลายเปน ไฟไปดวยกันเสียส้ิน นเ้ี พราะ
ความผิดทง้ั นั้นไมใชเ พราะความถกู ตอ งดีงาม
ถา หากเปน ไปตามหลักธรรมของพระพุทธเจาแลว เรื่องเหลาน้ีจะไมม ีผู

พพิ ากษาศาลอุทธรณ ศาลฎีกาอะไรยอมไมมี เพราะไมม เี รอ่ื งจะให ตา งคนตา งมีเจตนา
มุงหวังตอความเปน คนดี พยายามฟงเหตฟุ ง ผลเพื่อความเปน คนดดี วยกนั การพดู กัน
กร็ ูเ ร่ือง ไมว า เดก็ ผใู หญ หญงิ ชาย นกั บวช ฆราวาส พูดกันรูเร่ืองทงั้ นน้ั
ความพูดกันรเู รือ่ งก็คอื รูเร่อื งเหตุผลดชี ว่ั ภายในใจอยางซาบซ้งึ ท้งั มคี วามมุง

หวงั อยากรูเหตุผล ความสตั ยความจรงิ ความดงี ามอยแู ลว ฟง กันยอมเขาใจไดง า ยและ

ปฏิบัตกิ นั ไดอ ยา งสม่ําเสมอ ไมม ที ี่แจง ทล่ี ับเทา นั้น ท่ีโลกไมไดเปน ไปตามใจหวัง! ไป

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๕๐๒

ธรรมะชดุ ๕เ๖ต๘รียมพร้อม


Click to View FlipBook Version